หุ้นค้าปลีก – THE STANDARD https://thestandard.co สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 09 Jun 2022 00:59:03 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.5.5 โบรกมองกำลังซื้อเริ่มฟื้น ดันยอดขายกลุ่มค้าปลีกโตชนะ GDP แต่ห่วงต้นทุนฉุดผลดำเนินงาน https://thestandard.co/retail-business-performance-1-65/ Thu, 09 Jun 2022 00:59:03 +0000 https://thestandard.co/?p=639739 ธุรกิจค้าปลีก

นักวิเคราะห์ประเมินกำลังซื้อฟื้นต่อเนื่องในไตรมาส 2 หลั […]

The post โบรกมองกำลังซื้อเริ่มฟื้น ดันยอดขายกลุ่มค้าปลีกโตชนะ GDP แต่ห่วงต้นทุนฉุดผลดำเนินงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธุรกิจค้าปลีก

นักวิเคราะห์ประเมินกำลังซื้อฟื้นต่อเนื่องในไตรมาส 2 หลังจากกลุ่มค้าปลีกโชว์ยอดขายไตรมาสแรกเพิ่มขึ้นเฉลี่ยมากกว่า 10% แต่แนะเกาะติดเงินเฟ้อพุ่งสูงกดดันผลการดำเนินงาน เหตุเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้กำลังซื้ออืด ท่ามกลางต้นทุนการผลิตสูงขึ้นแต่อาจไม่สามารถปรับขึ้นราคาขายได้

 

จากผลการดำเนินงานธุรกิจค้าปลีก (ประเภทสินค้าอุปโภคบริโภค) ในไตรมาส 1/65 ที่กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นตามยอดขายที่ขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะยอดขายต่อสาขาเดิม (SSSG) ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ทำให้นักวิเคราะห์กลุ่มค้าปลีกประเมินว่ากำลังซื้อของสินค้าอุปโภคบริโภคในไตรมาส 2/65 จะฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งต่อเนื่องจากไตรมาส 1 โดยปัจจัยสนับสนุนมาจากการเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยว และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศที่เพิ่มขึ้น

 

วิชชุดา ปลั่งมณี ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า จากยอดขายต่อสาขาเดิม หรือ SSSG ในไตรมาส 1/65 ที่ผ่านมา สะท้อนถึงกำลังซื้อที่เริ่มฟื้นตัวที่ต่อเนื่องมาจากไตรมาส 4 ปีที่แล้ว หลังจากที่ประเทศไทยเปิดเมืองมากขึ้น ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น และเชื่อว่าการฟื้นตัวของกำลังซื้อจะต่อเนื่องมาถึงไตรมาส 2/65

 

ธุรกิจค้าปลีกกลุ่มอุปโภคบริโภคที่จะได้อานิสงส์จากการฟื้นตัวของกำลังซื้อลำดับแรกคือค้าปลีกร้านสะดวกซื้อ ต่อมาคือโมเดิร์นเทรด และห้างสรรพสินค้า เนื่องจากกำลังซื้อที่ฟื้นตัวนั้นจะอยู่ในกลุ่มสินค้าจำเป็น สินค้าที่ราคาต่อชิ้นค่อนข้างต่ำ ทำให้ร้านสะดวกซื้อจะมีการฟื้นตัวอย่างโดดเด่นที่สุด

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

ขณะที่ธุรกิจค้าปลีกประเภทโมเดิร์นเทรดนั้น แม้จะเห็นการฟื้นตัวของ SSSG ที่เพิ่มขึ้นในไตรมาส 1 ที่ผ่านมา แต่แรงกดดันเรื่องเงินเฟ้อที่กระทบต่อกำลังซื้อภาคประชาชนและต้นทุนราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น อาจจะทำให้การเติบโตในไตรมาส 2 ปรับตัวเพิ่มขึ้นไม่มาก

 

วิชชุดากล่าวว่า ปัจจัยที่สนับสนุนกำลังซื้อในไตรมาส 2 ปีนี้คือการเปิดประเทศที่ทำให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากจีนและตะวันออกกลาง ส่งเสริมกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ และต่อเนื่องไปถึงกลุ่มท่องเที่ยว รวมถึงการเปิดเทอมแบบออนไซต์ที่จะทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาเป็นรูปแบบปกติมากขึ้น

 

หวั่นเงินเฟ้อสูงกดดันกำลังซื้ออืด-ปรับราคายาก

 

อย่างไรก็ตาม ในไตรมาส 2 นี้ กำลังซื้ออาจจะเริ่มได้รับแรงกดดันจากเงินเฟ้อของไทยที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งจะกดดันการใช้จ่ายภาคประชาชนโดยเฉพาะระดับกลาง-ล่าง ขณะเดียวกัน ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นทั่วโลกจะเริ่มกระทบกับผู้ผลิตมากขึ้นและอาจทำให้ต้องปรับราคาสินค้าเพื่อรักษาความสามารถการทำกำไร

 

“เรื่องการปรับราคาสินค้า ผู้ผลิตน่าจะมีการทยอยปรับขึ้นราคาสินค้าตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่ด้วยเงินเฟ้อที่สูงซึ่งกดดันกำลังซื้ออยู่ ทำให้การปรับราคาไม่อาจช่วยลดผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าผู้ค้าปลีกส่วนมากมักจะบริหารจัดการและเจรจากับซัพพลายเออร์อยู่แล้ว เพื่อให้ทั้งคู่ค้าและลูกค้าสามารถประคองตัวอยู่ได้ท่ามกลางสัญญาณทางเศรษฐกิจที่อาจจะไม่ได้ฟื้นตัวตามคาด” วิชชุดากล่าว

 

ทั้งนี้ ประเมินว่าหุ้นค้าปลีกที่จะมี SSSG ที่ขยายตัวโดดเด่นคือ CPALL ​​โดยเชื่อว่าจะยังเห็น SSSG เป็นบวกได้ในระดับ 10%YoY จากการเข้าสู่ฤดูร้อนและวันหยุดยาวจากเทศกาลสงกรานต์ การเปิดเทอม รวมถึงการเดินทางท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวในประเทศและต่างประเทศ ทำให้สินค้าพร้อมทาน เครื่องดื่ม รวมถึงสินค้า Personal Care มียอดขายที่ดีขึ้น โดยเฉพาะสาขาในจังหวัดท่องเท่ียว โดยทาง CPALL คาดว่าทั้งปี 2565 ยอด SSSG จะเป็นบวกได้รับ 3-5%YoY ซึ่งใกล้เคียงกับอัตราการขยายตัวของ GDP

 

บล.บัวหลวงเพิ่มคาดการณ์กำไร 1-2%

 

ฝ่ายวิจัย บล.บัวหลวง ระบุว่า จากการสอบถามข้อมูลจาก CPALL ได้รับการยืนยันตัวเลขการเติบโตของยอดขายต่อสาขาเดิมที่ 10% ตั้งแต่ต้นไตรมาสจนถึงปัจจุบัน  จึงคาดว่าจะได้เห็นการเติบโตของ SSSG ที่แข็งแกร่งในช่วงที่เหลือของปี 2565 ซึ่งจะกลบผลกระทบของอัตรากำไรขั้นต้นที่ถูกกดดันจากต้นทุนที่สูงขึ้น ดังนั้นจึงปรับประมาณการกำไรหลักปี 2565-2567 ขึ้นอีก 1-2% โดยเรายังคงแนะนำซื้อด้วยราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปีปี 2565 ใหม่ท่ี 80 บาท

 

สำหรับความเสี่ยงเรื่องอัตรากำไรจะถูกกดดันจากราคาอาหารและค่าไฟที่สูงขึ้นนั้น ฝ่ายวิจัยเชื่อว่าบริษัทจะสามารถจัดการกับราคาที่สูงขึ้นได้ โดยการทำโปรโมชันและปรับราคาสินค้า อย่างไรก็ตาม คาดอัตรากำไรของ CPALL จะถูกกดดันในปี 2565 จากสินค้าอาหารโดยเฉพาะสินค้าพร้อมรับประทาน (RTE) ทั้งนี้ ในไตรมาส 1/65 ยอดขายผลิตภัณฑ์อาหารคิดเป็น 74% ของยอดขายทั้งหมด ซึ่งมีสัดส่วนของ RTE ที่ 25% นอกจากนี้อัตรากำไรยังถูกดดันจากกลยุทธ์ด้านราคาอีกด้วย

 

ทั้งนี้ แม้ว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะลดลง แต่ด้วยการเติบโตของยอดขายของ CPALL ที่ฟื้นตัวเร็วจะยังคงทำให้สามารถรายงานกำไรที่เติบโต YoY

 

‘โมเดิร์นเทรด’ เสี่ยงยอดขายโตน้อย

 

ฝ่ายวิจัย บล.โนมูระ พัฒนสิน ระบุว่า สำหรับแนวโน้มผลการดำเนินงานของค้าปลีก (โมเดิร์นเทรด) ประเมินว่ามีทิศทางที่ดีขึ้นในไตรมาส 2/65 แต่อาจจะไม่เติบโตโดดเด่นเท่ากับร้านสะดวกซื้อ

 

โดยล่าสุดฝ่ายวิจัยได้เข้ารับฟังข้อมูลจาก MAKRO และคาดการณ์ว่าแนวโน้มการเติบโตของ SSSG ในไตรมาส 2/65 จะดีกว่าไตรมาสแรก โดย MAKRO น่าจะเพิ่มขึ้น 1% และ Lotus’s ไทย เพิ่มขึ้น 0.4% หนุนจากความกังวลต่อโควิดที่น้อยลง กิจกรรมทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในหลายประเทศฟื้นตัวต่อเนื่อง ประกอบกับมีผลบวกทางอ้อมจากการที่คู่ค้าทยอยปรับขึ้นราคาขาย เพื่อสะท้อนต้นทุน ผลักดันให้ภาค SSSG เดือนเมษายน-พฤษภาคมที่ผ่านมา บวกเร่งตัวขึ้นไม่ตำ่กว่า 5% จาก 1% ในไตรมาส 1 นำโดยสาขาในต่างประเทศอย่างกัมพูชา เมียนมา และอินเดีย

 

อย่างไรก็ตาม ค้าปลีกโมเดิร์นเทรดจะมีความกังวลเกี่ยวกับต้นทุนมากขึ้น ทั้งจากปัญหาต้นทุนพลังงาน เงินเฟ้อเร่งขึ้น และการเกิด Food Shortage ซึ่งทางผู้บริหารมองว่าอาจกระทบมาร์จิ้นสินค้าในระยะสั้น แต่ยังสามารถบริหารจัดการได้ผ่านการจัดหาสินค้าผ่านเครือ CP แต่มีเงื่อนไขว่าต้องไม่มีแรงกดดันเพิ่ม

 

ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยยังคงคาดกำไรปกติปี 2565-2566 เป็น 1.05 หมื่นล้านบาท และ 1.70 หมื่นล้านบาท เติบโต 46% และ 62% ตามลำดับ

 

 

The post โบรกมองกำลังซื้อเริ่มฟื้น ดันยอดขายกลุ่มค้าปลีกโตชนะ GDP แต่ห่วงต้นทุนฉุดผลดำเนินงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นค้าปลีกไทยระยะสั้นยังแกร่ง รับอานิสงส์เปิดเมือง แต่ห่วงปลายปีส่อโดนผลกระทบจาก ศก.โลกชะลอ เงินเฟ้อพุ่ง https://thestandard.co/thailand-retail-share-still-going-strong/ Wed, 25 May 2022 09:15:25 +0000 https://thestandard.co/?p=633636 หุ้นค้าปลีกไทย

นักวิเคราะห์มีมุมมองเป็นบวกต่อหุ้นกลุ่มค้าปลีกในระยะสั้ […]

The post หุ้นค้าปลีกไทยระยะสั้นยังแกร่ง รับอานิสงส์เปิดเมือง แต่ห่วงปลายปีส่อโดนผลกระทบจาก ศก.โลกชะลอ เงินเฟ้อพุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นค้าปลีกไทย

นักวิเคราะห์มีมุมมองเป็นบวกต่อหุ้นกลุ่มค้าปลีกในระยะสั้น พร้อมประเมินแนวโน้มผลประกอบการยังเติบโตต่อรับการบริโภคในประเทศที่ยังแข็งแกร่ง ขณะที่การเปิดประเทศจะส่งเสริมกำลังซื้อ แต่ยังติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลก รวมทั้งปัจจัยเงินเฟ้อทั้งในและต่างประเทศที่พุ่งสูงต่อเนื่อง ห่วงกระทบต้นทุนสินค้าและการกำหนดราคาขาย แนะลงทุนหุ้นค้าปลีกสินค้าจำเป็น หลีกค้าปลีกสินค้าไอที-ฟุ่มเฟือย 

 

การดิ่งลงอย่างหนักของหุ้นกลุ่มค้าปลีกในสหรัฐฯ เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลจากผลการดำเนินงานของบริษัทในกลุ่มนี้ที่ออกมาน่าผิดหวัง โดยมีสาเหตุจากต้นทุนที่สูงขึ้นตามราคาพลังงานและค่าแรงที่เพิ่มขึ้น สะท้อนภาพที่ชัดเจนว่า เงินเฟ้อเริ่มส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจ ทำให้เกิดความกังวลต่อเนื่องมายังหุ้นกลุ่มค้าปลีกในประเทศอื่นๆ รวมถึงประเทศไทยด้วยว่า จะเผชิญชะตากรรมในรูปแบบเดียวกันหรือไม่ 

 

ค้าปลีกสินค้าจำเป็นยังโตได้

มงคล พ่วงเภตรา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนหลักทรัพย์ บล.เคทีบีเอสที กล่าวว่า เงินเฟ้อของไทยที่มีแนวโน้มสูงขึ้นจะกระทบกับผู้ประกอบการกลุ่มค้าปลีกของไทยบ้าง แต่เชื่อว่าไม่มาก โดยเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นจะทำให้ผู้ประกอบการต้องเริ่มปรับขึ้นราคาสินค้า และกดดันกำลังซื้อให้ลดลง 

 

ทั้งนี้ สินค้าที่จะได้รับผลกระทบเร็วสุดคือสินค้าฟุ่มเฟือย ขณะที่สินค้าจำเป็น เช่น อาหารและวัตถุดิบ และของใช้ในชีวิตประจำวันจะไม่ได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อที่ลดลงมากนัก 

 

สำหรับค้าปลีกกลุ่มห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้อ เชื่อว่าจะได้รับผลกระทบน้อยมาก เพราะส่วนมากขายสินค้าจำเป็น

 

ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยกำลังได้รับปัจจัยบวกจากการเปิดประเทศเต็มรูปแบบ ทำให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศมากขึ้น ทำให้กำลังซื้อฝั่งผู้บริโภคเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน 

 

“โดยรวมยังมองว่ากลุ่มค้าปลีกยังน่าลงทุนอยู่ ปัจจัยสนันสนุนคือกำลังซื้อในประเทศที่ยังแข็งแกร่ง อีกทั้งยังได้รับอานิสงส์จากกำลังซื้อภาคการท่องเที่ยวที่กำลังจะเพิ่มขึ้นในปลายไตรมาส 2 ต่อเนื่องไปตลอดทั้งปี โดยหุ้นค้าปลีกที่น่าสนใจลงทุน คือ ค้าปลีกสินค้าจำเป็น คือหุ้น CPALL และ CRC ส่วนค้าปลีกที่เป็นสินค้าไอที วัสดุก่อสร้าง สินค้าตกแต่งบ้าน ซึ่งถูกจัดอยู่ในกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยอาจจะไม่ได้รับอานิสงส์ด้านกำลังซื้อ ขณะเดียวกันยังได้รับแรงกดดันจากต้นทุนราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น จึงแนะนำหลีกเลี่ยง” มงคลกล่าว 

 

คาดเห็นแรงกดดันเงินเฟ้อปลายไตรมาส 3 

เบญจพล สุทธิ์วนิช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เอเชีย เวลท์ กล่าวว่า กลุ่มค้าปลีกไทยน่าจะได้รับแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่ทรงตัวระดับสูงในปลายไตรมาส 3 เป็นต้นไป โดยจะเป็นแรงกดดันทั้งเชิง Sentiment และเชิงปัจจัยพื้นฐาน

 

ทั้งนี้ จากกรณีที่หุ้นกลุ่มค้าปลีกในสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงอย่างหนักหลังประกาศผลประกอบการไตรมาส 1/22 เป็นเพราะนักลงทุนมีความกังวลต่อแนวโน้มกำลังซื้อที่จะถูกกดดันจากเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่ยังทรงตัวระดับสูง และจะทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาขายเพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไร

 

จากปรากฏการณ์ความกังวลที่เกิดขึ้น ประเมินว่ามีความเป็นไปได้ที่ค้าปลีกไทยจะได้รับแรงกดดันไปด้วยในปลายไตรมาส 3 ถึงไตรมาส 4 ปีนี้ โดยเป็นผลกระทบฝั่งกำลังซื้อภาคการท่องเที่ยวที่อาจจะไม่ฟื้นตัวตามคาด หลังจากที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ และยุโรปเริ่มซบเซา ซึ่งทำให้กำลังซื้อนักท่องเที่ยวลดลงจากแรงกดดันเงินเฟ้อ 

 

“หลังประชุม Fed ในอีก 2 ครั้ง คาดว่า Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแน่ๆ 1-1.25% ทำให้ดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐฯ เป็น 1.75-2% และจะทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวในขณะที่เงินเฟ้อยังสูงอยู่ ซึ่งจะเริ่มส่งผลกระทบมาถึงไทยในไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ปีน้ี” เบญจพลกล่าว

 

เบญจพลกล่าวเพิ่มว่า จากปัจจัยเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูงซึ่งจะกระทบต่อต้นทุนราคาสินค้า น่าจะทำให้ผู้ประกอบการทยอยปรับขึ้นราคาสินค้าซึ่งจะกดดันยอดขาย อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ากลุ่มค้าปลีกที่เน้นสินค้าจำเป็นจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก แต่กลุ่มค้าปลีกสินค้าฟุ่มเฟือยและไอทีน่าจะได้รับผลกระทบอยู่บ้าง

 

ทั้งนี้ แนะนำลงทุนหุ้น CPALL, MAKRO และ MBK 

 

กสิกรไทยจับตาขึ้นค่าแรงกระทบต้นทุน 1.3% 

 

บล.กสิกรไทย ระบุว่า ประเมินแนวโน้มผลประกอบการกลุ่มค้าปลีกในไตรมาส 2 จะฟื้นตัวต่อเนื่องจากไตรมาส 1 เนื่องจากยอดทราฟฟิกที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเห็นสัญญาณชัดขึ้นมาตั้งแต่ต้นไตรมาส 2 อย่างไรก็ตาม กลุ่มค้าปลีกจะได้รับผลกระทบจากเงินเฟ้อที่ปรับเพิ่มขึ้นที่อาจจะกระทบต่อต้นทุนและทำให้ต้องปรับราคาขาย และส่งผลต่อยอดขายในที่สุด แต่ฝ่ายวิจัยเชื่อว่าจะสร้างผลกระทบไม่มาก 

 

“แนวโน้มไตรมาส 2/22 จะเห็นการปรับราคาขายตามต้นทุนที่ปรับเพิ่มขึ้น และมาร์จินที่ได้รับผลกระทบจากเงินเฟ้อ โดยเฉพาะค่าขนส่ง แต่โดยรวม ณ ระดับราคาน้ำมันปัจจุบัน ฝ่ายวิจัยประเมินว่าผู้ประกอบการจะสามารถบริหารจัดการมาร์จินได้ เนื่องจากทราฟฟิกที่ปรับดีขึ้นในต้นไตรมาส 2” 

 

ทั้งนี้ กลุ่มค้าปลีก (ภายใต้การวิเคราะห์) มีผลประกอบการไตรมาส 1/22 ที่เติบโต โดยรายได้ปรับเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับกำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นมากกว่าคาดการณ์ไว้ที่ระดับ 6% และคิดเป็น 24% ของคาดการณ์กำไรทั้งปี 2022 โดยสาเหตุหลักของการเติบโตมาจากการขยายตัวของรายได้จากสาขาเดิม (SSSG) และการมี Product Mixed ที่ดี 

 

สำหรับปัจจัยความกังวลเรื่องการปรับค่าแรงขั้นต่ำในอนาคต แม้ขณะนี้ยังไม่มีกรอบที่แน่ชัด แต่ถ้าพิจารณาจากค่าใช้จ่ายพนักงาน ซึ่งส่วนมากอยู่ที่ 6-10% ของยอดขาย ประเมินว่าหากมีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจะกระทบต่อกำไรสุทธิของผู้ประกอบการค้าปลีกประมาณ 1-3% 

 

อย่างไรก็ตาม จากปัจจัยดังกล่าวก็มีผลเชิงบวก คือทำให้ชนชั้นแรงงานมีกำลังซื้อเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน 

 

ทั้งนี้ ระยะสั้นมองเป็นบวก เนื่องจากมองเห็นโมเมนตัมฟื้นตัวในไตรมาส 2/22 ที่ชัดเจน โดยให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นค้าปลีกสินค้าจำเป็น โดยหุ้นเด่นคือ CPALL และ BJC

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post หุ้นค้าปลีกไทยระยะสั้นยังแกร่ง รับอานิสงส์เปิดเมือง แต่ห่วงปลายปีส่อโดนผลกระทบจาก ศก.โลกชะลอ เงินเฟ้อพุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นค้าปลีกสหรัฐฯ มูลค่าหายไป 5.5 แสนล้านดอลลาร์ ในช่วง 5 วันที่ผ่านมา จากความเสี่ยงเรื่องต้นทุนพุ่ง https://thestandard.co/more-horrors-await-after-550-billion-retail-earnings-meltdown/ Mon, 23 May 2022 00:56:33 +0000 https://thestandard.co/?p=632400 หุ้นค้าปลีก

ต้นทุนที่เพิ่มสูงและสต๊อกสินค้าที่พองขึ้นมาส่งผลให้บรรด […]

The post หุ้นค้าปลีกสหรัฐฯ มูลค่าหายไป 5.5 แสนล้านดอลลาร์ ในช่วง 5 วันที่ผ่านมา จากความเสี่ยงเรื่องต้นทุนพุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นค้าปลีก

ต้นทุนที่เพิ่มสูงและสต๊อกสินค้าที่พองขึ้นมาส่งผลให้บรรดาบริษัทค้าปลีกของสหรัฐฯ มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ขณะที่นักลงทุนต่างกังวลว่าการปรับฐานของราคาหุ้นอาจจะยังไม่จบลง 

 

บริษัทค้าปลีกอย่าง Costco Wholesale, Dollar General และ Best Buy จะรายงานผลประกอบการออกมาในสัปดาห์หน้า ซึ่งนักลงทุนต่างคาดหวังว่าข่าวร้ายอาจจะยังไม่หมดไป หลังจากที่หุ้นยักษ์ใหญ่อย่าง Walmart และ Target ดิ่งลงหนักสุดนับแต่ปี 1987 

 

โดยรวมแล้วมูลค่าของหุ้นในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคหายไปถึง 5.5 แสนล้านดอลลาร์ ในช่วง 5 วันที่ผ่านมา ซ้ำเติมตลาดที่ปรับตัวลงก่อนหน้านี้จากผลกระทบเรื่องเงินเฟ้อและการขึ้นดอกเบี้ย

 

“สัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นสัปดาห์ที่หนักหน่วงสำหรับหุ้นค้าปลีก” Neil Saunders นักวิเคราะห์ของ GlobalData กล่าว “หรืออาจจะพูดได้ว่ามันเป็นการปรับพอร์ตเพื่อรับกับความคาดหวังที่เปลี่ยนไป และการที่นักลงทุนต่างมองว่ากำไรจะลดลง”

 

หนึ่งในปัญหาที่เกิดขึ้นคือบริษัทต่างๆ สต๊อกสินค้ามากขึ้น แต่ผู้บริโภคกลับไม่ต้องการซื้อ ขณะเดียวกัน ต้นทุนในการจัดหาสินค้าใหม่และขายสินค้าออกไปก็เพิ่มสูงขึ้นด้วย ทั้งจากเรื่องของพลังงาน ค่าแรง และค่าใช้จ่ายอื่นๆ สำหรับ Walmart และ Target ต่างปรับเป้าหมายกำไรของบริษัทในปีนี้ลง เนื่องจากสต๊อกที่เพิ่มขึ้นและราคาสินค้าที่ปรับขึ้นไม่ทันต้นทุน

 

ในเรื่องของต้นทุนยังได้รับผลกระทบจากปัญหาห่วงโซ่อุปทานซึ่งต่อเนื่องมาตั้งแต่การระบาดของโควิดก่อนหน้านี้ และยังมีปัญหาจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นหลังจากที่รัสเซียเริ่มบุกยูเครน โดย Saunders มองว่า การปรับราคาสินค้าขึ้นไม่น่าจะชดเชยผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้นได้ทั้งหมด

 

นอกจากนี้ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของทุกสิ่งทุกอย่างทำให้ผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจซื้อ ทั้ง Walmart และ Target ต่างพูดตรงกันว่าผู้บริโภคต่างซื้อสินค้าที่ถูกลงและเลือกซื้อจากร้านค้าปลีกทั่วไปมากขึ้น

 

ด้านปัญหาในเรื่องสต๊อกสินค้าซึ่งปีที่แล้วถูกกระทบจากการล่าช้าของการขนส่ง แต่มาในปีนี้ภาพกลับเปลี่ยนไปเมื่อสินค้าอย่างเสื้อผ้า โทรทัศน์ และสินค้าฟุ่มเฟือยอื่นๆ กลับมีความต้องการน้อยลง เพราะการเลือกจับจ่ายใช้สอยกับสินค้าจำเป็นมากขึ้น ซึ่งผลที่เกิดขึ้นคือยอดขายและกำไรที่ลดลงของบริษัทต่างๆ 

 

อ้างอิง:

The post หุ้นค้าปลีกสหรัฐฯ มูลค่าหายไป 5.5 แสนล้านดอลลาร์ ในช่วง 5 วันที่ผ่านมา จากความเสี่ยงเรื่องต้นทุนพุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Fund Flow ไหลเข้าดันหุ้นไทยทะลุ 1,700 จุด แรงซื้อกลุ่มแบงก์และค้าปลีก นักวิเคราะห์แนะจับตาตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ https://thestandard.co/thai-stocks-fund-flow/ Wed, 09 Feb 2022 08:06:26 +0000 https://thestandard.co/?p=592174 หุ้นไทย

หุ้นไทยวันนี้ (9 กุมภาพันธ์) ดัชนีปิดการซื้อขายช่วงเช้า […]

The post Fund Flow ไหลเข้าดันหุ้นไทยทะลุ 1,700 จุด แรงซื้อกลุ่มแบงก์และค้าปลีก นักวิเคราะห์แนะจับตาตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นไทย

หุ้นไทยวันนี้ (9 กุมภาพันธ์) ดัชนีปิดการซื้อขายช่วงเช้าที่ระดับ 1,704.42 จุด เพิ่มขึ้น 20.19 จุด หรือ 1.20% มูลค่าการซื้อขาย 67,154.89 ล้านบาท ส่วนดัชนี SET50 ปิดการซื้อขายช่วงเช้าที่ 1,028.39 จุด เพิ่มขึ้น 16.89 จุด หรือ 1.67%

 

ณัฐพล คำถาเครือ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า หุ้นไทยเช้านี้ได้รับอิทธิพลจากแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ผลักดันให้ดัชนีปรับขึ้นเกินระดับ 1,700 จุดไปแล้ว โดยแรงซื้อจากนักลงทุนต่างชาติส่วนมากเข้าซื้อหุ้นในกลุ่มแบงก์และค้าปลีก ซึ่งก่อนหน้านี้ราคาหุ้นยัง Laggard จากความกังวลเรื่องผลกระทบของโควิด 

 

นอกจากนี้ต่างชาติยังเข้าซื้อหุ้นไทยเนื่องจากมองเห็นสัญญาณฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยอีกด้วย โดยเฉพาะภาคการผลิตที่เริ่มฟื้นตัวชัดเจน อีกทั้งในช่วงนี้เป็นฤดูปันผล ซึ่งหุ้นขนาดใหญ่ของไทยให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่จูงใจประมาณ 2-3%  

 

“อีกปัจจัยที่ทำให้เงินไหลเข้าหุ้นไทยต่อเนื่องคือแนวโน้มค่าเงินบาทที่แข็งค่า ทำให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนเพื่อหวังรับกำไรจากค่าเงินด้วย” ณัฐพลกล่าว 

 

สำหรับแนวโน้มช่วงบ่าย ประเมินว่ากระแส Fund Flow ยังสนับสนุนให้ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อได้ แต่ Upside เริ่มจำกัด โดยฝ่ายวิจัยหยวนต้าประเมินแนวต้านรอบนี้ที่ 1,710 จุด โดยปัจจัยที่ต้องติดตามต่อจากนี้คือทิศทางเงินเฟ้อสหรัฐฯ รายงานการประชุมของ Fed ประจำเดือนกุมภาพันธ์ และการประชุมของ Fed ประจำเดือนมีนาคม ซึ่งจะมีขึ้นในช่วงกลางเดือน 

 

“จากปัจจัยเงินเฟ้อและการดำเนินนโยบาของ Fed ที่จะส่งแรงกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยงอย่างต่อเนื่อง ประเมินว่าสุดท้ายแล้วนักลงทุนต่างชาติก็ต้องปรับพอร์ตเป็นระยะ แต่จากปัจจัยบวกในประเทศ เชื่อว่าจะดึงกระแส Fund Flow ให้เข้ามาอย่างต่อเนื่อง” 

 

ทั้งนี้ข้อมูลการซื้อขายของนักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นเอเชีย ในเดือนธันวาคม 2564 และเดือนมกราคม 2565 พบว่าเงินทุนต่างชาติไหลเข้าตลาดหุ้นไทยสูงกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค ดังนี้

 

ตลาดหุ้นไทย นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิเดือนธันวาคม 2564 จำนวน 695 ล้านบาท และซื้อสุทธิในเดือนมกราคม 2565 จำนวน 432 ล้านบาท 

 

ตลาดหุ้นอินโดนีเซีย ซื้อสุทธิ 100 ล้านบาท และซื้อสุทธิ 425 ล้านบาท 

 

ตลาดหุ้นมาเลเซีย ขายสุทธิ 270 ล้านบาท และซื้อสุทธิ 80 ล้านบาท 

 

ตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ ซื้อสุทธิ 1,723 ล้านบาท และขายสุทธิ 39 ล้านบาท 

 

ตลาดหุ้นเวียดนาม ขายสุทธิ 128  ล้านบาท และขายสุทธิ 128 ล้านบาท 

 

ตลาดหุ้นไต้หวัน ซื้อสุทธิ 2,777 ล้านบาท และขายสุทธิ 2,502 ล้านบาท 

 

ตลาดหุ้นอินเดีย ขายสุทธิ 3,591 ล้านบาท และขายสุทธิ 4,545 ล้านบาท 

 

ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ซื้อสุทธิ 2,844 ล้านบาท และขายสุทธิ 3,796 ล้านบาท 

 

ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า Fund Flow ที่มีแนวโน้มไหลเข้าหลังจากวานนี้ Net Buy ทั้งตลาดหุ้น 6.67 พันล้านบาท, ตลาดพันธบัตร 1.63 หมื่นล้านบาท และเปิด Long ใน SET50 Futures 19,000 สัญญา ขณะที่หากประเมินจากหุ้นกลุ่มที่ขึ้นวันนี้ที่มีน้ำหนักมาจากหุ้น Market Cap ขนาดใหญ่เป็นหลัก สะท้อนจาก SET50 Index เพิ่มขึ้น 1.67% สวนทางหุ้นในดัชนี sSET ที่ปรับลง 0.11% น่าจะบ่งชี้แรงซื้อต่างชาติที่ยังหนุนเข้าตลาดหุ้นบ้านเราต่อเนื่อง และช่วยหนุนให้ SET Index บ่ายนี้ยืนเหนือ 1,700 จุดได้ไม่ยาก 

 

ส่วนปัจจัยแวดล้อมส่วนใหญ่ยังเป็นการติดตามพัฒนาการของเหตุการณ์ต่างๆ โดยในประเทศบ่ายนี้ให้น้ำหนักไปที่การประชุม กนง. และปัจจัยต่างประเทศคือการรายงานเงินเฟ้อสหรัฐฯ เดือนมกราคม ซึ่งคาดว่าจะขยายตัว 7.3% 

 

กลยุทธ์ลงทุน แนะนำหุ้นใหญ่พื้นฐานแกร่ง ADVANC, MAKRO และ KBANK ส่วนหุ้นเทคนิคเลือก MAKRO และ BAFS

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post Fund Flow ไหลเข้าดันหุ้นไทยทะลุ 1,700 จุด แรงซื้อกลุ่มแบงก์และค้าปลีก นักวิเคราะห์แนะจับตาตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เฮทล์ลีด’ เตรียมเข้าเทรดตลาด mai กลางธันวาคมนี้ ชูจุดแกร่งร้านขายยาค้าปลีกรายแรกในตลาดหุ้นไทย มั่นใจคงคอนเซปต์หุ้นเติบโตสูงต่อเนื่อง 5 ปี https://thestandard.co/hl-prepare-to-enter-the-mai-market/ Thu, 18 Nov 2021 08:42:59 +0000 https://thestandard.co/?p=561351 HL

บมจ.เฮลท์ลีด หรือ HL นำเสนอข้อมูลแก่นักลงทุน หรือ โรดโช […]

The post ‘เฮทล์ลีด’ เตรียมเข้าเทรดตลาด mai กลางธันวาคมนี้ ชูจุดแกร่งร้านขายยาค้าปลีกรายแรกในตลาดหุ้นไทย มั่นใจคงคอนเซปต์หุ้นเติบโตสูงต่อเนื่อง 5 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
HL

บมจ.เฮลท์ลีด หรือ HL นำเสนอข้อมูลแก่นักลงทุน หรือ โรดโชว์ บนแพลตฟอร์มออนไลน์วันนี้ (18 พฤศจิกายน) และได้รับการตอบรับจากนักลงทุนเป็นอย่างดี โดย HL คาดว่าจะสามารถเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ mai ได้ในช่วงกลางเดือนธันวาคมนี้ ขณะที่ผู้บริหารและผู้ถือหุ้นใหญ่ยืนยันไม่คิดขายหุ้นหลังเข้าตลาด 

 

ทั้งนี้ HL ดำเนินธุรกิจโดยการลงทุนในบริษัทอื่น (Holding Company) ปัจจุบันลงทุนในธุรกิจร้านขายยา จำหน่ายยา เวชภัณฑ์ เวชสำอาง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อุปกรณ์การแพทย์ และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพต่างๆ และธุรกิจคิดค้น และพัฒนาร่วมกับทีมวิจัยภายนอก รวมทั้งว่าจ้างผู้ผลิต เพื่อจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมเพื่อสุขภาพ เช่น ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อ ผลิตภัณฑ์สลายกลิ่น และผลิตภัณฑ์หน้ากาก เป็นต้น

 

โดย HL มีแผนจะระดมทุนโดยเสนอขายหุ้นสามัญให้กับประชาชนทั่วไป (IPO) จำนวน 72 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (Par) 0.50 บาท คิดเป็น 26.47% ของจำนวนหุ้นที่ออก และเรียกชำระแล้วทั้งหมด 

 

สมภพ กีระสุนทรพงษ์ กรรมการผู้อำนวยการ บล.ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน กล่าวว่า การโรดโชว์ครั้งนี้ เพื่อให้กับนักลงทุนเข้าใจถึงภาพรวมธุรกิจและแผนการดำเนินงานในอนาคต รวมทั้งให้เห็นถึงศักยภาพการเติบโต ภายหลังจากการระดมทุนและเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai โดยคาดว่าจะสามารถระดมทุนและเข้าจดทะเบียนได้ในช่วงกลางเดือนธันวาคม 2564

 

โดย HL เป็นธุรกิจร้านขายยาค้าปลีกในรูปแบบ Chain Store รายแรกเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai ภายใต้แบรนด์ที่ได้รับความนิยมสูงทั้ง 4 แบรนด์หลัก ประกอบด้วย iCare, Pharmax, vitaminclub, Super Drug ซึ่งช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มได้ ขณะที่มีจำนวนสินค้ากว่า 10,000 รายการ และมีจำนวนสาขา 25 แห่งในทำเลชุมชน ซึ่งแต่ละสาขาสามารถสร้างรายได้และกำไรเติบโตต่อเนื่อง รวมทั้งการมีทีมผู้บริหารเป็นเภสัชกร พร้อมด้วยประสบการณ์ตรงในธุรกิจร้านขายยานานกว่า 28 ปี ทำให้มีความสัมพันธ์ที่ดีกับคู่ค้าทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจะสนับสนุนการเติบโตได้อย่างยั่งยืน

 

“จุดแกร่งคือ HL การมีต้นทุนค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ค่อนข้างคงที่ ในขณะที่การขยายสาขาจะทำให้รายได้เพิ่มขึ้น ส่วนความสามารถในการทำกำไรมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นในอัตราที่มากกว่ารายได้ จึงเชื่อว่าในช่วง 5 ปีจากนี้ HL จะเป็นหุ้นที่มีการเติบโตสูง หรือ Growth Stock ได้” สมภพ กล่าว

 

ภก.ธัชพล ชลวัฒนสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร HL กล่าวว่า วัตถุประสงค์ในการระดมทุนในครั้งนี้ บริษัทจะนำเงินไปขยายสาขาและปรับปรุงสาขา รวมถึงใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน โดยได้ตั้งเป้าหมายที่จะขยายสาขาปีละ 4-5 แห่ง ซึ่งจะเน้นในทำเลที่เป็นแหล่งชุมชนและที่อยู่อาศัย โดยแต่ละแบรนด์ก็เจาะกลุ่มลูกค้าที่ต่างกัน ทำให้ปัจจุบันบริษัทมีฐานลูกค้าครอบคลุมทุกระดับ และการมีเภสัชกรประจำอยู่ตลอดเวลา ทำให้เป็นจุดเด่นที่แตกต่างจากร้านขายยาในปัจจุบัน 

 

“การขยายสาขาถือเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญในการผลักดันรายได้ของ HL และยังมีธุรกิจนวัตกรรมเป็นธุรกิจแห่งอนาคต ที่จะต่อยอดการเติบโต จึงเชื่อว่ายังมีโอกาสขยายธุรกิจได้อีกมาก เนื่องจากเทรนด์การดูแลสุขภาพที่กำลังมาแรง และเป็นสิ่งจำเป็นหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด ทำให้คนหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพมากขึ้น รวมทั้งการที่สังคมไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ยิ่งเป็นอีกแรงกระตุ้นให้ธุรกิจยา ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์อาหารเสริม และเครื่องสำอาง ตลอดจนอุปกรณ์ทางการแพทย์ จะเติบโตได้ดี” ธัชพล กล่าว

 

ปัจจุบันมูลค่ารวมของตลาดยาอยู่ที่ประมาณ 35,000 ล้านบาท ขณะที่ยอดขายในปี 2563 ของ HL อยู่ที่ประมาณ 1,000 ล้านบาท  

 

ทางด้าน ภก. ศุภกร พันธุกานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ HL กล่าวเสริมในฐานะผู้บริหารและผู้ถือหุ้นใหญ่ว่า ทางกลุ่มผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ HL มีเจตนาที่จะสร้างการเติบโตและเพิ่มมูลค่าให้กับองค์กรผ่านการขยายธุรกิจ ดังนั้นประเด็นข้อกังวลเกี่ยวกับผู้บริหารหรือกลุ่มผู้ถือหุ้นรายใหญ่จะขายหุ้นในวันเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์หรือภายหลังจากเข้าตลาดไปแล้ว จึงไม่ใช่ประเด็นน่ากังวลสำหรับนักลงทุนที่ลงทุนใน HL 

 

ทั้งนี้สัดส่วนผู้ถือหุ้นรายใหญ่ประกอบด้วย 

  1. กลุ่มพันธุ์กานนท์ ถือหุ้น 98% หลัง IPO ถือหุ้น 72.05% 
  2. ภก.ร.อ. ธัชพล ชลวัฒนสกุลถ ถือหุ้น 2% หลัง IPO ถือหุ้น 1.47%

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post ‘เฮทล์ลีด’ เตรียมเข้าเทรดตลาด mai กลางธันวาคมนี้ ชูจุดแกร่งร้านขายยาค้าปลีกรายแรกในตลาดหุ้นไทย มั่นใจคงคอนเซปต์หุ้นเติบโตสูงต่อเนื่อง 5 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
โบรกฯ ชี้ล็อกดาวน์รอบนี้ กระทบหุ้นค้าปลีกจำกัด ธุรกิจเริ่มปรับตัวขายออนไลน์ ขณะพื้นที่ควบคุมมีเพียง 10 จังหวัด https://thestandard.co/broker-point-lockdown-affecting-limited-retail-stocks/ Mon, 12 Jul 2021 11:37:22 +0000 https://thestandard.co/?p=511702 หุ้นค้าปลีก

การแพร่ระบาดของโควิดที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยจำนวนผู้ […]

The post โบรกฯ ชี้ล็อกดาวน์รอบนี้ กระทบหุ้นค้าปลีกจำกัด ธุรกิจเริ่มปรับตัวขายออนไลน์ ขณะพื้นที่ควบคุมมีเพียง 10 จังหวัด appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นค้าปลีก

การแพร่ระบาดของโควิดที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ต่อวันเพิ่มขึ้นใกล้เคียงระดับ ‘หมื่นคน’ ส่งผลต่อเนื่องไปยังระบบสาธารณสุขที่จำนวนเตียงไม่เพียงพอกับผู้ติดเชื้อ ทำให้ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ต้องประกาศมาตรการควบคุม 10 จังหวัด เป็นระยะเวลา 14 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 12 กรกฎาคม 2564

 

สำหรับมาตรการควบคุมของ ศบค. ในรอบนี้ ใกล้เคียงกับมาตรการล็อกดาวน์ที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนเมษายน 2563 แต่จำกัดเฉพาะพื้นที่การระบาดเข้มข้น โดยเน้นไปที่การลดกิจกรรมต่างๆ ด้วยการให้ทำงานที่บ้าน หรือ Work from Home มากกว่า 70% รวมทั้งจำกัดเวลาออกนอกเคหสถาน และขอความร่วมมือไม่เดินทางระหว่างจังหวัด ปิดสถานบริการ ห้ามการจับกลุ่มเกิน 5 คน การปิดห้างสรรพสินค้า ยกเว้น แผนกซูเปอร์มาร์เก็ต ยา และเวชภัณฑ์ สถาบันการเงินและอุปกรณ์เครื่องมือสื่อสาร ซึ่งแน่นอนว่ายอมส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

กิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคระห์และกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ยูโอบี เคย์เฮียน จำกัด ประเมินว่า กลุ่มค้าปลีกถือเป็นภาคอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบเชิงลบจากการล็อกดาวน์ โดยเฉพาะผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อยอดขายของสาขาเดิม (same store sales growth) ในไตรมาสที่ 3/64 นี้ที่จะติดลบราว 17-20% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งเป็นไปในลักษณะเดียวกับผลกระทบที่เคยเกิดขึ้นในช่วงไตรมาส 2/63 ที่มีมาตรการล็อกดาวน์ในลักษณะเดียวกัน

 

การล็อกดาวน์รอบนี้มองว่า โดยภาพรวมแล้วจะมีความเสี่ยงต่อประมาณการณ์กำไรทั้งปี 2564 ราว 10-20% ขึ้นอยู่กับความยาวนานของมาตรการ

 

“เบื้องต้น ศบค. จะใช้เวลาราว 2-4 สัปดาห์ ในการควบคุมความรุนแรงการแพร่ระบาดโควิด แต่หากเปรียบเทียบมาตรการล็อกดาวน์ในต่างประเทศแล้ว เขาใช้เวลากัน 1-2 เดือนกว่าจะควบคุมการแพร่ระบาดได้อย่างได้ผล ก็มีความเป็นไปได้ที่การล็อกดาวน์ของเราอาจจะยาวนานขนาดนั้นผลกระทบก็อาจจะเพิ่มขึ้นไปอีก”

 

กิจพณวิเคราะห์ว่า บริษัทในกลุ่มค้าปลีก ซึ่งมีหุ้นจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทยที่จะได้รับผลกระทบหนักมากที่สุดคือ บมจ.เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น (CRC) ของกลุ่มจิราธิวัฒน์ และ บมจ.เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC) ของกลุ่มสิริวัฒนภักดี 

 

ส่วน บมจ.โฮม โปรดักส์เซ็นเตอร์ (HMPRO)และ บมจ.ซีพี ออลล์ (CPALL) เจ้าของร้านค้าสะดวกซื้อ ของกลุ่มเจียรวนนท์ ถึงจะได้รับผลกระทบบ้างแต่จะมีผลกระทบที่น้อยกว่า ซึ่งรวมถึง บมจ.คอมเซเว่น (COM7) ที่ทำธุรกิจสินค้า IT ประเภทคอมพิวเตอร์แล็ปท็อป คอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ โทรศัพท์เคลื่อนที่

 

มาตรการล็อกดาวน์ยังส่งผลกระทบต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์บางแห่งที่เกี่ยวข้องกับการให้เช่าพื้นที่ ทั้ง บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) บมจ.สยามฟิวเจอร์ดีเวลอปเมนท์ (SF) และ บมจ.เอ็ม บี เค (MBK) เพราะคาดว่าจะต้องมีการปรับลดค่าเช่าลงเพื่อช่วยเหลือผู้เช่าพื้นที่จึงกระทบต่อรายได้ ขณะที่ยังมีค่าใช้จ่ายคงที่

 

ด้าน สุวัฒน์ วัฒนพรพรหม ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส จำกัด กล่าวว่า การล็อกดาวน์ครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อหุ้นในกลุ่มค้าปลีกค้าส่งเป็นหลัก โดยเฉพาะค้าปลีกประเภทห้างสรรพสินค้า ซึ่งต้องปิดสาขาหรือปิดพื้นที่ภายในห้างบางส่วน ขณะเดียวกันยังต้องปิดให้บริการเร็วขึ้นด้วย 

 

ส่วนกลุ่มค้าปลีกประเภทร้านสะดวกซื้อที่ต้องปิดบริการในช่วงเวลา 20.00-04.00 น. ต้องลดเวลาในการให้บริการลง 

 

บล.เอเซีย พลัส ประเมินในทิศทางเดียวกันว่า CRC ได้รับผลกระทบจากมาตรการมากสุด รวมถึง บมจ.อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ (ILM) และ HMPRO รองลงมาคือกลุ่มร้านค้าสะดวกซื้อ ส่วนร้านอื่นๆ จะได้รับผลกระทบในแง่ Sentiment การจับจ่ายใช้สอยอาจชะลอตัว

 

อย่างไรก็ตาม การล็อกดาวน์ครั้งนี้มีพื้นที่ราว 10 จังหวัด ขณะที่กลุ่มค้าปลีกเริ่มปรับช่องทางมาขายผ่านออนไลน์มากขึ้น ผลกระทบจึงน่าจะจำกัด และคาดว่าผลกระทบล็อกดาวน์รอบนี้จะน้อยกว่ารอบก่อน 

 

ภายใต้สถานการณ์การระบาดระยะสั้น ทั้ง บล.ยูโอบี เคย์เฮียน และ บล.เอเซีย พลัส มีมุมมองทิศทางเดียวกันว่า ราคาหุ้นในกลุ่มค้าปลีกหากปรับตัวลดลงมามาก ถือเป็นโอกาสในการซื้อ เชื่อว่าระยะสั้นตลาดน่าจะกลับมาให้น้ำหนักกับหุ้นที่มีแนวโน้มการเติบโตของกำไรไตรมาส 2 ปี 2564 โดดเด่นและได้รับผลกระทบจากมาตรการจำกัด แนะนำเลือกซื้อรายตัว โดย DOHOME ราคาเหมาะสม 30.4 บาท COM7 ราคาเหมาะสม 80 บาท และ SPVI ราคาเหมาะสม 8.65 บาท 

 

ส่วนการลงทุนระยะยาว รอรับสถานการณ์คลี่คลาย คือ BJC ราคาเหมาะสม 39.5 บาท MAKRO ราคาเหมาะสม 44 บาท และ CPALL ราคาเหมาะสม 65.5 บาท

The post โบรกฯ ชี้ล็อกดาวน์รอบนี้ กระทบหุ้นค้าปลีกจำกัด ธุรกิจเริ่มปรับตัวขายออนไลน์ ขณะพื้นที่ควบคุมมีเพียง 10 จังหวัด appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้น ‘ค้าปลีก-ไอที’ รับอานิสงส์ พ.ร.ก. กู้เงิน 5 แสนล้านบาท นักวิเคราะห์ระบุฟื้นทั้งกำลังซื้อจริงและสภาพคล่องในตลาดหุ้น https://thestandard.co/retail-it-shares-benefit-500-billion-baht-emergency-decree-on-loan/ Thu, 27 May 2021 10:56:22 +0000 https://thestandard.co/?p=493536 พ.ร.ก. กู้เงิน 5 แสนล้านบาท

ตลาดหุ้นไทยวันนี้ (27 พฤษภาคม) ปรับตัวขึ้นโดดเด่นเมื่อเ […]

The post หุ้น ‘ค้าปลีก-ไอที’ รับอานิสงส์ พ.ร.ก. กู้เงิน 5 แสนล้านบาท นักวิเคราะห์ระบุฟื้นทั้งกำลังซื้อจริงและสภาพคล่องในตลาดหุ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
พ.ร.ก. กู้เงิน 5 แสนล้านบาท

ตลาดหุ้นไทยวันนี้ (27 พฤษภาคม) ปรับตัวขึ้นโดดเด่นเมื่อเทียบกับตลาดอื่นในภูมิภาค โดยดัชนีปิดตลาดที่ 1,582.96 จุด เพิ่มขึ้น 14.38 จุด หรือ 0.92% มูลค่าการซื้อขายหนาแน่นกว่า 175,296 ล้านบาท 

 

ส่วนปัจจัยที่เข้ามาสนับสนุนการเพิ่มขึ้นของดัชนีตลาดหุ้นไทย คือ เริ่มเห็นโอกาสในการนำเข้าวัคซีนทางเลือกเพิ่มขึ้น ประกอบกับภาครัฐได้ออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพิ่มอีก 5 แสนล้านบาท ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาพรวมการลงทุน 

 

ณัฐพล คำถาเครือ ผู้อำนวย​การ ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า กรณี พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (พ.ร.ก. กู้เงิน) วงเงิน 5 แสนล้านบาท ที่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคมนั้น ประเมินว่าเป็นบวกต่อเศรษฐกิจไทยและเป็นบวกต่อสภาพคล่องในตลาดหุ้นเช่นกัน 

 

โดยในมุมเศรษฐกิจ เม็ดเงินก้อนนี้น่าจะทำให้ GDP ไทยปีนี้ขยายตัวได้ราว 1.1% และทำให้หนี้สาธารณต่อ GDP ในปีงบประมาณ 2565 ไม่เกิน 60% 

 

“พ.ร.ก. กู้เงิน 5 แสนล้านบาทนี้ เป็นการปรับลดลงมาจากที่เคยถูกเสนอครั้งที่แล้ว 7 แสนล้านบาท ซึ่งมองเป็นมุมบวกใน 3 เรื่อง คือ 1. ลดแรงกดดันเรื่องการเพิ่มการจัดเก็บภาษี 2. ลดความกังวลเรื่องกู้เงินเพิ่มอีกในอนาคต และ 3. ลดความกังวลเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน เพราะในวงเงิน 5 แสนล้านบาท สามารถกู้ในประเทศได้”​

 

สำหรับอานิสงส์ต่อสภาพคล่องในตลาดหุ้น คาดว่าจะเริ่มเห็นในช่วงปลายปีที่เม็ดเงินเริ่มเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจผ่านมาตรการช่วยเหลือต่างๆ ของรัฐเข้าสู่ภาคธุรกิจ SMEs และประชาชนฐานราก เมื่อเกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจแล้ว ผู้ประกอบการขนาดใหญ่รวมถึงบริษัทจดทะเบียนก็จะค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้นเช่นกัน 

 

ณัฐพลกล่าวเพิ่มว่า ตลาดหุ้นไทยในปัจจุบันมี 2 ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนคือ กำไรบริษัทจดทะเบียน และสภาพคล่อง ซึ่งที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าสภาพคล่องมีบทบาทในตลาดหุ้นเร็วกว่ากำไรบริษัทจดทะเบียน ฉะนั้น เมื่อมีเม็ดเงิน 5 แสนล้านบาทเติมเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ก็จะมีเม็ดเงินไหลมาลงทุนในตลาดหุ้นด้วยเช่นกัน 

 

“จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย ณ เดือนมีนาคม 2564 สภาพคล่อง M2 อยู่ที่ระดับ 23 ล้านล้านบาท เทียบกับมาร์เก็ตแคปตลาดหลักทรัพย์ซึ่งอยู่ที่ 17 ล้านบาทบาท จะมากกว่ากันราว 1.2 เท่า ซึ่งเป็นเส้นค่าเฉลี่ย นั่นสะท้อนว่ามีความเป็นไปได้สูงที่นักลงทุนรายย่อยในประเทศไม่สามารถเติมสภาพคล่องในตลาดได้อีก”  

 

จึงมองว่าหากมีสภาพคล่องเพิ่มขึ้นทั้งในระบบเศรษฐกิจจริง และสภาพคล่องในตลาดหุ้นผ่านทางการลงทุนของนักลงทุนรายย่อย โอกาสที่ดัชนีจะฟื้นตัวปลายปีก็จะมีให้เห็น 

 

สำหรับหุ้นกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์จาก พ.ร.ก. กู้เงิน 5 แสนล้านบาทครั้งนี้ คือกลุ่มค้าปลีกขนาดใหญ่และกลุ่มสินค้าไอที โดยน่าจะเห็นภาพการฟื้นตัวที่ชัดเจนในปลายปี โดยหุ้นที่โดดเด่นคือ CRC, CPALL, MAKRO, BJC, GLOBAL, HMPRO, DOHOME, COM7 

 

อภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ จำกัด กล่าวว่า หุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการอุปโภคบริโภคในประเทศ (Domestic Play) จะได้รับอานิสงส์จาก พ.ร.ก. กู้เงิน 

 

อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามการจัดสรรแผนการใช้เงินว่ามีประสิทธิภาพหรือไม่ และรวดเร็วพอที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจและเยียวยาภาคธุรกิจและภาคประชาชนหรือไม่ 

 

โดยในมุมองการฟื้นฟูเศรษฐกิจ คาดว่าจะช่วยกระตุ้น GDP ได้ไม่ถึง 1.5% แต่หากสามารถผลักดันให้เงินเยียวยาและฟื้นฟูเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้ในเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นเดือนที่ประชาชนส่วนใหญ่เริ่มได้รับวัคซีน ก็อาจจะส่งผลดีต่อ GDP มากกว่าคาด

 

สำหรับหุ้นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์ จะเป็นกลุ่มค้าปลีกและสินค้าไอที ประกอบด้วย CPALL, MAKRO, COM7, SYNEX 

 

ทั้งนี้ บล.ทิสโก้ ยังคงมุมมองต่อดัชนีเช่นเดิม คือมีโอกาสทำระดับสูงสุดระหว่างปีที่ 1,650 จุด โดยปัจจัยที่จะมีผลต่อดัชนีในครึ่งปีหลังจะเป็นปัจจัยจากต่างประเทศเป็นหลัก

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

The post หุ้น ‘ค้าปลีก-ไอที’ รับอานิสงส์ พ.ร.ก. กู้เงิน 5 แสนล้านบาท นักวิเคราะห์ระบุฟื้นทั้งกำลังซื้อจริงและสภาพคล่องในตลาดหุ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องหุ้นค้าปลีกบนวิกฤตโควิด-19 ใครร่วง? ใครรอด? https://thestandard.co/spot-retail-stocks-on-the-covid-19-crisis/ Tue, 10 Nov 2020 05:19:19 +0000 https://thestandard.co/?p=419181 ส่องหุ้นค้าปลีกบนวิกฤตโควิด-19 ใครร่วง? ใครรอด?

สำรวจราคาหุ้นกลุ่มค้าปลีกตั้งแต่ต้นปีจนถึง 9 พฤศจิกายน […]

The post ส่องหุ้นค้าปลีกบนวิกฤตโควิด-19 ใครร่วง? ใครรอด? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องหุ้นค้าปลีกบนวิกฤตโควิด-19 ใครร่วง? ใครรอด?

สำรวจราคาหุ้นกลุ่มค้าปลีกตั้งแต่ต้นปีจนถึง 9 พฤศจิกายน 2563 พบว่า บมจ.คอมเซเว่น (COM7) ยังคงร้อนแรงต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน โดยปีก่อนเพิ่มขึ้น 70.9% ส่วนปีนี้ยังบวกต่ออีก 57.5% ส่วนหุ้นยักษ์ใหญ่อย่าง บมจ.เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น (CRC) ผลงานค่อนข้างน่าผิดหวัง ราคาหุ้นติดลบไป 35.7% หลังงบฯ 6 เดือนแรก พลิกเป็นขาดทุนสุทธิ 1.85 พันล้านบาท

 

 ส่องหุ้นค้าปลีกบนวิกฤตโควิด-19 ใครร่วง? ใครรอด?

 

ภาพประกอบ: เทียนจรัส วงศ์พิเศษกุล

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post ส่องหุ้นค้าปลีกบนวิกฤตโควิด-19 ใครร่วง? ใครรอด? appeared first on THE STANDARD.

]]>