หุ้นกลุ่มค้าปลีก Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/หุ้นกลุ่มค้าปลีก/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 04 Jan 2024 04:39:06 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 กลุ่มค้าปลีกรับอานิสงส์เต็มทุกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ ดันกำไรปี 67 โต 20% แต่ท่องเที่ยวเสี่ยงโดนเศรษฐกิจโลกชะลอฉุด https://thestandard.co/retail-group-receives-benefits/ Thu, 04 Jan 2024 04:39:06 +0000 https://thestandard.co/?p=884218

นักวิเคราะห์แนะจับตาหุ้นท่องเที่ยวยังเสี่ยง หลังเศรษฐกิ […]

The post กลุ่มค้าปลีกรับอานิสงส์เต็มทุกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ ดันกำไรปี 67 โต 20% แต่ท่องเที่ยวเสี่ยงโดนเศรษฐกิจโลกชะลอฉุด appeared first on THE STANDARD.

]]>

นักวิเคราะห์แนะจับตาหุ้นท่องเที่ยวยังเสี่ยง หลังเศรษฐกิจโลกส่งสัญญาณชะลอตัวเสี่ยงกระทบตัวเลขเป้าหมายนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่มองหุ้นค้าปลีกรับอานิสงส์เต็มจากมาตรการรัฐหนุนกำไรโตนิวไฮรอบ 3 ปี

 

ณัฐพล คำถาเครือ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ประเมินว่าหุ้นกลุ่มค้าปลีกในปี 2567 จะมีกำไรอยู่ที่ประมาณ 5.74 หมื่นล้านบาท เติบโตขึ้นประมาณ 20% เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2566 โดยถือเป็นหุ้นมีความน่าสนใจลงทุนมากกว่าจากการเติบโตของกำไรเมื่อเปรียบกับหุ้นกลุ่มท่องเที่ยว เนื่องจากหุ้นค้าปลีกปัจจุบันถือว่ายังซื้อขายถูกกว่าระดับค่าเฉลี่ย ขณะที่หุ้นกลุ่มท่องเที่ยวเกือบทั้งกลุ่มที่ปัจจุบันซื้อขายสูงกว่าระดับค่าเฉลี่ยไปแล้วส่งผลให้มองว่าราคาหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวมีมูลค่าที่ค่อนข้างแพง

 

สำหรับปัจจัยสนับสนุนกลุ่มค้าปลีกโดยปกติจะสามารถเติบโตได้ตามการขยายตัวของ GDP โดยในปี 2567 มีโอกาสดีกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับปี 2566 อีกทั้งหลังเริ่มเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 2567 ได้ เนื่องจากรัฐบาลที่มีแกนนำคือพรรคเพื่อไทย มีความเชี่ยวชาญในการใช้นโยบายกระตุ้นการบริโภคออกมา ส่งผลให้กลุ่มค้าปลีกมีโอกาสเห็นการเติบโตที่โดดเด่น

 

ภาพ: บล.หยวนต้า 

 

นอกจากนี้กลุ่มค้าปลีกจะเป็นกลุ่มหุ้นที่ได้ประโยชน์โดยตรงจากหลายนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลมาตรการ Easy e-Receipt ลดหย่อนภาษี ก็เริ่มต้นแล้วตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา และจะหมดเขตในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2567 รวมถึงนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตที่กำลังจะออกมาในปี 2567 ซึ่งกลุ่มค้าปลีกจะเป็นกลุ่มเดียวที่ได้ประโยชน์ ขณะที่กลุ่มโรงแรมจะไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ เพราะมีเงื่อนไขกำหนดให้ซื้อได้เฉพาะสินค้า ไม่สามารถใช้ซื้อบริการได้ 

 

อย่างไรก็ดี หากมีการกำหนดเงื่อนไขไม่ให้นำดิจิทัลวอลเล็ตมาใช้ซื้อสินค้าจากร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ แต่กำหนดให้ซื้อสินค้าจากผู้ประกอบร้านค้ารายย่อยก็จะเกิดภาพคล้ายที่รัฐบาลชุดก่อนประกาศใช้นโยบาย ‘คนละครึ่ง’ ส่งผลให้ร้านค้ารายย่อยจะไปซื้อสินค้าหรือวัตถุดิบจากร้านค้าส่งรายใหญ่ ทั้งจาก บมจ.ซีพี แอ็กซ์ตร้า หรือ CPAXT เจ้าของศูนย์การค้าส่งแบรนด์แม็คโคร กับบริษัท ซี.พี.รีเทล โฮลดิ้ง จำกัด หรือ CPRH เจ้าของศูนย์การค้าส่งแบรนด์โลตัส เพื่อมาขายต่อ โดยทั้ง CPAXT กับ CPRH มี บมจ.ซีพี ออลล์ หรือ CPALL เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ก็จะได้ประโยชน์โดยตรงเช่นกัน 

 

“ราคาหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวมองว่า Outperform ไปแล้ว ถือว่าราคาแพงไปแล้ว โดยปี 2566 ที่ผ่านมามีการตั้งเป้าตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่สูงในปี 2566 แต่ก็ต้องผิดหวังกับตัวเลขที่ออกมา ปีนี้ก็อาจมีความเสี่ยงที่ยังต้องติดตาม แต่หุ้นที่เกี่ยวข้องกับ Domestic Play อย่างค้าปลีกในปีนี้มีโอกาสเติบโตอย่างโดดเด่นจากอานิสงส์ของนโยบายภาครัฐ”

 

นอกจากนี้ CPALL ยังจะได้รับประโยชน์จากนโยบายการปรับลดค่าไฟฟ้าซึ่งจะมีผลให้ต้นทุนในปี 2567 ลดลง อีกทั้งต้นทุนดอกเบี้ยมีแนวโน้มทรงหรืออ่อนตัว เพราะถือเป็นผู้ประกอบการค้าปลีกที่ใช้ไฟฟ้ามากที่สุด อีกทั้งนโยบายการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำของรัฐบาลจะเป็นผลบวกกระตุ้นยอดขายให้เป็นบวกต่อ CPALL ให้ดีขึ้นด้วย ดังนั้นจึงให้ CPALL เป็นหุ้น Top Pick ของกลุ่มนี้

 

จับตาเศรษฐกิจโลกชะลอกระทบท่องเที่ยว

 

ด้าน กิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) ประเมินว่ากำไรของหุ้นกลุ่มค้าปลีกที่ บล.ยูโอบีฯ ออกบทวิเคราะห์ครอบคลุมจำนวน 4 บริษัท มีสัดส่วนประมาณ 49% ของมาร์เก็ตแคปรวมกลุ่มค้าปลีก ได้แก่ CPALL, บมจ.เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ หรือ BJC, บมจ.คอมเซเว่น หรือ COM7, บมจ.โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ หรือ HMPRO รวมในปี 2567 จะอยู่ที่ประมาณ 3.59 หมื่นล้านบาท เติบโตประมาณ 17% จากปี 2566 ถือเป็นการเติบโตมากที่สุดในรอบ 3 ปี โดยในปีนี้มีหลายปัจจัยบวกเข้าสนับสนุน ทั้งนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐทั้งการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ, ดิจิทัลวอลเล็ต, Easy e-Receip รวมถึงมาตรการช่วยค่าครองชีพของประชาชนซึ่งจะมาช่วยกระตุ้นกำลังซื้อในปี 2567 ให้ดีขึ้นจากปี 2566 

 

นอกจากนี้ ประเมินว่าราคาหุ้นกลุ่มค้าปลีกหลายตัวปัจจุบันปรับลดลงมาจนกระทั่งมีระดับความเสี่ยงปรับลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับปี 2566 โดยหากอ้างอิงกำไรปี 2567 จะมี P/E Ratio อยู่ที่ 23 เท่าจากปี 2566 อยู่ที่ 27 เท่าซึ่งสะท้อนกับความเสี่ยงของธุรกิจไปพอสมควรแล้ว ส่งผลให้ Downside ของหุ้นค้าปลีกเริ่มจำกัด 

 

อย่างไรก็ดี แนะนำให้ติดตามความท้าทายในด้านการแข่งขันในเชิงธุรกิจในปี 2567 ที่มีสัญญาณที่รุนแรงขึ้นในกลุ่มธุรกิจค้าส่งของกลุ่มซีพีกับกลุ่มเซ็นทรัลที่เข้ามาในตลาดค้าส่งซึ่งอาจมีการแย่งเม็ดเงินและการเติบโต

 

อีกทั้งให้ติดตามสถานการณ์ภาระหนี้ที่อยู่ในระดับที่สูง ทั้งกลุ่มซีพีที่กู้เงินมาซื้อกิจการห้างค้าปลีกโลตัสกับกลุ่มเซ็นทรัลที่กู้เงินมาซื้อกิจการห้างสรรพสินค้า Selfridges ในอังกฤษ ซึ่งหากธุรกิจสามารถเติบโตได้ตามเป้าหมายก็จะสามารถทยอยชำระคืนหนี้ได้ตามแผน แต่ด้วยภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอาจส่งให้ธุรกิจเติบโตได้ช้ากว่าแผนที่วางไว้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อแผนการชำระหนี้ให้ล่าช้าจากแผนและยังถูกผลกระทบจากภาวะดอกเบี้ยที่เป็นขาขึ้นจนอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไร ดังนั้นอาจส่งผลให้ผู้ประกอบการค้าปลีกรายใหญ่พิจารณาทางเลือกการเพิ่มทุนมาใช้ช่วยลดระดับหนี้

 

อย่างไรก็ดี มองว่าหุ้นค้าปลีกยังน่าสนใจการในการลงทุนจากแนวโน้มกำไรในปี 2567 ที่มีโอกาสเติบโตได้ดี แต่ควรจัดพอร์ตเน้นหุ้นธีมที่มี P/E ไม่แพง, จ่ายเงินปันผลที่สูง, กระแสเงินสดที่ดี, หนี้ต่ำ ประมาณ 40-50% ของพอร์ตลงทุน เช่น PTT, MAJOR, TU, EGCO, ADVANC 

 

สำหรับภาคการท่องเที่ยวของไทยในปี 2567 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่ตั้งเป้าหมายจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติไว้ที่ 33-35 ล้านคน จากปี 2566 อยู่ที่ 28 ล้านคน ถือเป็นการเติบโตที่ต่อเนื่อง แต่เป็นอัตราที่ชะลอลง อีกทั้งในปีนี้ภาคการท่องเที่ยวของไทยยังเผชิญความท้าทายจากปัจจัยกระทบเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอ ซึ่งอาจส่งผลให้นักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอการเดินทางการท่องเที่ยว รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ชะลอตัวไปก่อนหน้านี้

The post กลุ่มค้าปลีกรับอานิสงส์เต็มทุกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ ดันกำไรปี 67 โต 20% แต่ท่องเที่ยวเสี่ยงโดนเศรษฐกิจโลกชะลอฉุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยังไม่เห็นสัญญาณบวก ‘ค้าปลีก’ ยุโรปติดหล่มวิกฤตค่าครองชีพ ลุ้นยอดขายช่วงคริสต์มาส Amazon ชี้ผู้บริโภคชะลอจับจ่าย https://thestandard.co/european-retail-amazon/ Mon, 31 Oct 2022 11:10:15 +0000 https://thestandard.co/?p=702495

ค้าปลีกยุโรปปาดเหงื่อ หลังติดหล่มวิกฤตค่าครองชีพ เงินใน […]

The post ยังไม่เห็นสัญญาณบวก ‘ค้าปลีก’ ยุโรปติดหล่มวิกฤตค่าครองชีพ ลุ้นยอดขายช่วงคริสต์มาส Amazon ชี้ผู้บริโภคชะลอจับจ่าย appeared first on THE STANDARD.

]]>

ค้าปลีกยุโรปปาดเหงื่อ หลังติดหล่มวิกฤตค่าครองชีพ เงินในกระเป๋าผู้บริโภคลดลง รอลุ้นยอดขายช่วงคริสต์มาส ฝั่ง Amazon ชี้ผู้บริโภครัดเข็มขัดจับจ่าย

 

Reuters รายงานว่า ในช่วงโค้งท้ายของปี ซึ่งตรงกับเทศกาลสำคัญอย่าง คริสต์มาส และปีใหม่ นับเป็นความหวังของธุรกิจค้าปลีกที่จะช่วงชิงเม็ดเงินจากบรรดานักช้อปที่เตรียมจับจ่ายของขวัญ อาหาร และเครื่องดื่มกันอย่างเต็มที่

 

แต่กลับไม่เป็นอย่างนั้น เนื่องจากวิกฤตค่าครองชีพกระทบรายได้ผู้บริโภคลดลง และอาจทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถทำยอดขายในช่วงเทศกาลคริสต์มาสปี 2022 ได้ ทำให้ผู้ประกอบการค้าปลีกในยุโรปหลายรายเริ่มออกมาแสดงความกังวลต่อทิศทางธุรกิจ


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


Amazon ชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มการชะลอตัวของการจับจ่ายสินค้าในช่วงเทศกาลดังกล่าว โดยถ้าเทียบกับช่วงสถานการณ์ปกติแล้ว นับเป็นช่วงที่สร้างรายได้สูงสุด สำหรับค้าปลีก ซึ่งสาเหตุหลักๆ มาจากผู้บริโภคระมัดระวังการจับจ่าย โดยปัจจุบันพบว่าผู้บริโภคชาวยุโรปใช้จ่ายน้อยกว่าชาวอเมริกัน

 

แม้แต่บริษัทใหญ่ในยุโรปยังเตือนว่าเป็นช่วงที่ยากลำบากของการดำเนินธุรกิจ และต้องปรับตัว ยกตัวอย่างค้าปลีกแฟชั่นอันดับ 2 ของโลก H&M ได้เปิดตัวไดรฟ์ที่ประหยัดต้นทุนกว่า 177 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

Ciaran Callaghan หัวหน้าฝ่ายวิจัยหุ้นยุโรปของ Amundi ผู้จัดการสินทรัพย์รายใหญ่ที่สุดของยุโรป กล่าวว่า ผู้บริโภคอยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างมาก และกำลังลดการใช้จ่ายลง ขณะที่ต้นทุนผู้ประกอบการค้าปลีกก็สูงขึ้น และคาดว่าอัตรากำไรจะลดลงในปี 2023 เนื่องจากแรงกดดันด้านต้นทุนและค่าเงินบาทอ่อนจะรุนแรงขึ้น

 

ขณะนี้ค้าปลีกหลายรายเริ่มจัดรายการส่งเสริมการขาย ลดราคาเพื่อดึงดูดลูกค้า ซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่ออัตรากำไรขั้นต้น ขณะที่อีกด้านหนึ่ง บริษัทหลายแห่งได้วางแผนจ้างพนักงานในช่วงคริสต์มาสเป็นการชั่วคราว อย่าง Boots ร้านค้าปลีกในอังกฤษ และ John Lewis ประกาศรับสมัครพนักงานรวมๆ แล้ว10,000 คน

 

ด้าน Trevor Green หัวหน้าฝ่ายตราสารทุนของสหราชอาณาจักรที่ Aviva Investors กล่าวว่า ยังไม่เห็นสัญญาณบวกในธุรกิจค้าปลีก เพราะความเชื่อมั่นของผู้บริโภคยังคงลดลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ และวิกฤตค่าครองชีพก็ส่งผลกระทบอย่างหนัก 

 

ด้วยเหตุนี้จึงต้องมาดูกันว่า ค้าปลีกในยุโรปจะปรับกลยุทธ์หาหนทางสร้างรายได้ในช่วงโค้งสุดท้าย ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซันในการจับจ่ายได้มากน้อยแค่ไหน 

 

อ้างอิง:

The post ยังไม่เห็นสัญญาณบวก ‘ค้าปลีก’ ยุโรปติดหล่มวิกฤตค่าครองชีพ ลุ้นยอดขายช่วงคริสต์มาส Amazon ชี้ผู้บริโภคชะลอจับจ่าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้น Wall Street พลิกร่วง หลังตัวเลขยอดค้าปลีกชะลอ สวนทางเงินเฟ้อ นักลงทุนรอลุ้นท่าที Fed คืนนี้ https://thestandard.co/wall-street-fed-150664/ Wed, 16 Jun 2021 02:07:01 +0000 https://thestandard.co/?p=500748 Wall Street

ความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้น Wall Street ของสหรัฐฯ เมื่อวา […]

The post หุ้น Wall Street พลิกร่วง หลังตัวเลขยอดค้าปลีกชะลอ สวนทางเงินเฟ้อ นักลงทุนรอลุ้นท่าที Fed คืนนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Wall Street

ความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้น Wall Street ของสหรัฐฯ เมื่อวานนี้ (15 มิถุนายน) ปิดตลาดปรับตัวในแดนลบ หลังมีรายงานข้อมูลเงินเฟ้อที่สูงขึ้นและยอดค้าปลีกที่ซบเซา บวกกับนักลงทุนชะลอการลงทุนเพื่อรอฟังผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ว่าจะส่งสัญญาณต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างไร

 

ทั้งนี้ดัชนีอุตสาหกรรมดาวน์โจนส์ปรับตัวลดลง 94.42 จุด หรือ 0.3% มาอยู่ที่ 34,299.33 จุด ดัชนี S&P 500 ดิ่งหนัก 8.56 จุด หรือ 0.2% มาอยู่ที่ 4,246.59 จุด และดัชนี Nasdaq ปรับตัวลดลง 101.29 หรือ 0.7% มาอยู่ที่ 14,072.86 จุด

 

ข้อมูลเศรษฐกิจที่เงินเฟ้อสูงขึ้นแต่ยอดค้าปลีกซบเซา แสดงให้เห็นว่าการฟื้นตัวทางเศรษฐกิขของสหรัฐฯ ยังคงเปราะบางไม่มั่นคง โดยกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ ได้เปิดเผยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) หนึ่งในมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้ผลิตปรับตัวขึ้น 0.8% ในเดือนพฤษภาคม สูงกว่าเดือนเมษายนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ 0.6% ขณะที่เมื่อเทียบอัตรารายปี ดัชนี PPI พุ่งขึ้น 6.6% ในเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นมากเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่เริ่มมีการรวบรวมข้อมูลดังกล่าวในปี 2010 และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ระดับ 6.3% หลังจากดีดตัวขึ้น 6.2% ในเดือนเมษายน

 

ขณะเดียวกันทางด้านกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ได้เปิดเผยยอดค้าปลีกในเดือนพฤษภาคมที่พบว่าปรับตัวลดลง 1.3% หลังจากเพิ่มขึ้น 0.9% ในเดือนเมษายน โดยการลดลงครั้งนี้ถือว่ามากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์กันไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะลดลง 0.8% ส่วนยอดค้าปลีกพื้นฐานเดือนพฤษภาคม ซึ่งไม่รวมยอดขายรถยนต์ น้ำมัน วัสดุก่อสร้าง และอาหาร ลดลง 0.7% หลังจากลดลง 0.4% ในเดือนเมษายน

 

ยอดค้าปลีกที่ลดลงทำให้นักลงทุนกังวลและมีส่วนฉุดให้ตลาดหุ้น Wall Street ปิดตลาดปรับตัวในแดนลบ

 

ขณะเดียวกันนักลงทุนยังรอดูท่าทีของ Fed โดยผลสำรวจความเห็นของนักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญล่าสุดโดยสถานีโทรทัศน์ CNBC ลงความเห็นไปในทางเดียวกันว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ มีแนวโน้มจะคงมาตรการผ่อนคลายทางการเงินอย่างน้อยไปจนถึงสิ้นปี 2021 แม้จะมีความเสี่ยงเรื่องเงินเฟ้อและปัญหาในตลาดแรงงานก็ตาม

 

ผลการสำรวจครั้งนี้ยังเป็นไปตามการสำรวจครั้งก่อนเมื่อเดือนเมษายนที่มองว่า หากจะต้องมีการปรับเปลี่ยนนโยบาย Fed น่าจะประกาศลดปริมาณการซื้อพันธบัตรมูลค่า 120,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือนในช่วงเดือนตุลาคม ก่อนที่จะมีการดำเนินการจริงในช่วงเดือนมกราคม 2022

 

ในส่วนของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ผู้ตอบแบบสอบถามคาดการณ์ว่า Fed น่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงเดือนพฤศจิกายน ขณะที่ 86% ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด 35 คนระบุว่า ปริมาณการซื้อพันธบัตรต่อเดือนในปัจจุบันไม่มีความจำเป็นต่อการช่วยขับเคลื่อนตลาด ขณะที่ 89% มองว่า โครงการดังกล่าวไม่มีความจำเป็นต่อการช่วยเหลือเศรษฐกิจสหรัฐฯ และ 63% มองว่า เงินเฟ้อในปัจจุบันมีความเสี่ยงมากพอต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ และ Fed ควรลดการซื้อพันธบัตรได้แล้ว

 

ด้านราคาน้ำมันขยับขึ้นเกือบ 2% แตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 2 ปี ท่ามกลางความคาดหวังว่าปริมาณการผลิตน้ำมันจะฟื้นตัวอย่างรวดเร็วในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ โดยสัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสงวดส่งมอบเดือนกรกฎาคม เพิ่มขึ้น 1.24 ดอลลาร์สหรัฐ ปิดที่ 72.12 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเบรนต์งวดส่งมอบเดือนสิงหาคม เพิ่มขึ้น 1.13 ดอลลาร์สหรัฐ ปิดที่ 73.99 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนทางด้านผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า ราคาน้ำมันจะขยับขึ้นลงอยู่ระหว่าง 70-80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในช่วงครึ่งหลังปีนี้ที่มีแนวโน้มจะฟื้นตัวกลับมาอยู่ในระดับก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19 ครั้งใหญ่

 

ในส่วนของราคาทองคำ เนื่องจากมีความเป็นไปได้ที่ Fed จะผ่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้ราคาทองคำปรับลดลงเป็นวันที่ 3 ติดต่อกัน แม้จะมีความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ โดยราคาทองคำตลาดโคเม็กซ์งวดส่งมอบเดือนสิงหาคม ลดลง 9.50 ดอลลาร์สหรัฐ ปิดที่ 1,856.40 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งนักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งมองว่า ราคาทองคำจะปรับตัวลงเพียงช่วงสั้นๆ ก่อนที่จะมีความแน่นอนในนโยบาย Fed

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

อ้างอิง:

The post หุ้น Wall Street พลิกร่วง หลังตัวเลขยอดค้าปลีกชะลอ สวนทางเงินเฟ้อ นักลงทุนรอลุ้นท่าที Fed คืนนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้น ‘ค้าปลีก-อสังหาฯ’ ยังเหนื่อย! หลัง IMF หั่นการเติบโต GDP ไทย https://thestandard.co/retail-property-stock-after-imf-cut-gdp-growth/ Wed, 27 Jan 2021 08:48:11 +0000 https://thestandard.co/?p=447958 หุ้น ‘ค้าปลีก-อสังหาฯ’ ยังเหนื่อย! หลัง IMF หั่นการเติบโต GDP ไทย

จากการที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยรายงาน […]

The post หุ้น ‘ค้าปลีก-อสังหาฯ’ ยังเหนื่อย! หลัง IMF หั่นการเติบโต GDP ไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้น ‘ค้าปลีก-อสังหาฯ’ ยังเหนื่อย! หลัง IMF หั่นการเติบโต GDP ไทย

จากการที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (WEO) เมื่อวันที่ 26 มกราคม โดยปรับเพิ่มคาดการณ์​เศรษฐกิจโลกปีนี้เติบโต 5.5% จากอานิสงส์ของวัคซีนโควิด-19 แต่กลับปรับลดการเติบโตของ GDP ประเทศไทย เหลือเติบโต 2.7%

 

ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ ประเมินว่า ในช่วงไตรมาส 1 ปีนี้ จะเห็นระลอกของการปรับลดคาดการณ์ตัวเลข GDP ของไทย ซึ่งก่อนหน้านี้นักเศรษฐศาสตร์เคยประเมินไว้สูงถึง 4% ทำให้ตัวเลขคาดการณ์ที่ค่อนข้างสูงนี้ จะถูกปรับลดลงมาต่ำกว่า 3% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สมเหตุสมผลที่สุดแล้วในช่วงเวลานี้ จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่เกิดขึ้น 

 

ส่วนผลกระทบต่อตลาดหุ้น ตราบใดที่ GDP ยังถูกปรับลด หุ้นในกลุ่มที่อิงกับเศรษฐกิจในประเทศ (Domestic) ไม่ว่าจะเป็น ค้าปลีก ธนาคาร อสังหาริมทรัพย์ จะยังมีอัปไซด์จำกัด ซึ่งต่อจากนี้คงต้องติดตามพัฒนาการของโควิด-19 ระลอกใหม่ ว่าจะยังระบาดเพิ่มขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ 

 

“การล็อกดาวน์หรือไม่ล็อกดาวน์ไม่สำคัญเท่ากับความเชื่อมั่นของประชาชน เพราะฉะนั้นคงต้องตามดูว่า การแพร่ระบาดจะชะลอลงเมื่อใด หากตัวเลขผู้ติดเชื้อใหม่ลดลงเหลือใกล้ศูนย์ อาจจะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมของการเข้าลงทุนในหุ้นกลุ่ม Domestic ได้ แต่คงจะฟันธงยากว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด”

 

ขณะเดียวกัน การที่ GDP โลกถูกปรับขึ้น ทำให้หุ้นในกลุ่มที่อิงกับเศรษฐกิจโลกจะมีความโดดเด่นมากกว่า ส่งผลต่อหุ้นในกลุ่มน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ปิโตรเคมี โลจิสติกส์ บรรจุภัณฑ์ รวมถึงกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ค่อนข้างน่าสนใจ 

 

นอกจากนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) และอัตราดอกเบี้ยของไทยจะทรงตัวต่ำต่อไปด้วย ซึ่งจะเป็นผลบวกต่อหุ้นกลุ่มปันผลสูง และมีกระแสเงินสดแน่นอน อย่างกลุ่มสาธารณูปโภค รวมถึงกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากต้นทุนการกู้ยืมต่ำ เช่น ไฟแนนซ์ 

 

หุ้น ค้าปลีก อสังหาฯ ในตาราง infographic

 

ด้าน สรพล วีระเมธีกุล ผู้อำนวยการอาวุโส บล.กสิกรไทย เปิดเผยว่า เราประเมิน GDP ไทยปีนี้เติบโตประมาณ 2.6% โดยที่การบริโภคในประเทศ ซึ่งคิดเป็นประมาณ 50-55% ของ GDP อาจจะมีดาวน์ไซด์อยู่บ้าง หากมาตรการอัดฉีดเม็ดเงินจากภาครัฐหมดลงในเดือนมีนาคมนี้ 

 

อย่างไรก็ตาม มาตรการอัดฉีดเงินที่ออกมานี้ ส่งผลลบทางอ้อมต่อบริษัทจดทะเบียนบางแห่ง อย่างมาตรการให้วงเงิน 3,500 บาทต่อคน ซึ่งไม่สามารถใช้ได้กับบริษัทจดทะเบียน เช่น CPALL หรือ BJC ส่งผลให้ยอดขายของสาขาเดิม (SSSG) ลดลงในระดับ 15% สำหรับช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมา และอาจจะกดดันต่อเนื่องมาในไตรมาส 1 ปีนี้ 

 

ส่วนภาพของตลาดหุ้น ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามในปีนี้คือ Dollar Index แม้ว่าในระยะ 12 เดือนข้างหน้า เงินดอลลาร์สหรัฐยังมีแนวโน้มจะอ่อนค่า โดยคาดว่า Dollar Index จะอ่อนค่าจาก 90.2 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 88 ดอลลาร์ ขณะที่เงินบาทมีแนวโน้มจะแข็งค่าเป็น 29-29.25 บาทต่อดอลลาร์ 

 

แต่ในระยะสั้น เงินดอลลาร์อาจจะแข็งค่ากลับขึ้นมาได้ และกดดันให้เงินทุน (Fund Flow) ที่ไหลเข้า Emerging Market หยุดชะงัก โดยปัจจัยที่อาจทำให้เป็นเช่นนั้นคือ โทนการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในวันนี้ หากมีการส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจฟื้นตัว เงินเฟ้อเริ่มกลับมา และตัวเลขการจ้างงานดีขึ้น 

 

ขณะเดียวกัน หากวัคซีนสามารถกระจายได้เร็ว จนถึงระดับ 100 ล้านโดส ในช่วง 3 เดือนข้างหน้านี้ ซึ่งจะทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อเริ่มชะลอลง 

 

“ในระยะสั้นมองว่าหุ้นกลุ่มไฟแนนซ์น่าจะเป็นกลุ่มที่ Outperform ตลาด จากแนวโน้มกำไรที่จะฟื้นกลับไปเท่ากับระดับก่อนโควิด-19 ได้เร็วที่สุดรองจากกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงกลุ่มแบงก์ที่สถานการณ์โดยรวมไม่แย่อย่างที่คิดจากงบฯ ที่ประกาศออกมาล่าสุด และยังมีมูลค่าค่อนข้างถูก ขณะที่หุ้นกลุ่มค้าปลีกน่าจะเป็นกลุ่มที่ Underperform ตลาด ด้วยการบริโภคที่อาจจะชะลอลงอีก สำหรับกลุ่มนี้มองว่าจังหวะฟื้นตัวอาจจะเป็นช่วงครึ่งปีหลัง” 

 

ภาพประกอบ: พรวลี จ้วงพุฒซา

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post หุ้น ‘ค้าปลีก-อสังหาฯ’ ยังเหนื่อย! หลัง IMF หั่นการเติบโต GDP ไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศูนย์วิจัย-โบรกเกอร์ เผย ‘ช้อปดีมีคืน’ ช่วยไทยแค่ระยะสั้น หุ้นกลุ่มค้าปลีกบวกรับข่าวดี https://thestandard.co/research-broker-reveals-good-shopping-cashback/ Thu, 08 Oct 2020 11:11:58 +0000 https://thestandard.co/?p=405479 ซูเปอร์มาเก็ต supermarket ช็อปดีมีคืน ค้าปลีก

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเปิดเผยว่า มาตรการ ‘ช้อปดีมีคืน’ ที่อ […]

The post ศูนย์วิจัย-โบรกเกอร์ เผย ‘ช้อปดีมีคืน’ ช่วยไทยแค่ระยะสั้น หุ้นกลุ่มค้าปลีกบวกรับข่าวดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซูเปอร์มาเก็ต supermarket ช็อปดีมีคืน ค้าปลีก

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเปิดเผยว่า มาตรการ ‘ช้อปดีมีคืน’ ที่ออกมาเพื่อกระตุ้นการบริโภค โดยสามารถลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสูงสุดไม่เกิน 30,000 บาท ในช่วงวันที่ 23 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2563 ถือว่ามีลักษณะเดียวกับโครงการช้อปช่วยชาติ ที่เคยออกมาก่อนหน้านี้ในช่วงปลายปี 2558-2561 

 

ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายที่ผู้มีรายได้ระดับปานกลางและรายได้สูง โดยคาดว่าน่าจะช่วยกระตุ้นการบริโภคในช่วงไตรมาส 4/63 และหากรวมกับมาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลออกมา ทั้งมาตรการคนละครึ่งและมาตรการเติมเงินสวัสดิการเพิ่มอีกเดือนละ 500 บาทให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รวมถึงการทยอยเปิดรับนักท่องเที่ยว จะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4/63 มีแนวโน้มดีขึ้นและหดตัวลดลงเมื่อเทียบกับ 2 ไตรมาสก่อนหน้า

 

อย่างไรก็ตาม มองว่ามาตรการช้อปดีมีคืน น่าจะช่วยให้เกิดการระบายสินค้าคงคลังที่มีอยู่สูง ผลักดันยอดขายและเพิ่มสภาพคล่องของผู้ประกอบการต่างๆ ให้ดีขึ้น ส่วนหนึ่งจะสร้างบรรยากาศทางเศรษฐกิจที่ดี แต่คาดว่าจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายได้เพียงชั่วคราว และคงมีผลประโยชน์ต่อการจ้างงานค่อนข้างจำกัด 

 

ทั้งนี้ ด้านการจ้างงานผู้ผลิตอาจจะยังไม่พิจารณากลับมาผลิตเพิ่ม หากอุปสงค์ยังไม่กลับมาฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง คาดว่าผู้ได้รับประโยชน์ส่วนใหญ่น่าจะเป็นผู้ประกอบการขนาดใหญ่ที่อยู่ในระบบภาษี ในขณะที่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) อาจไม่ได้รับประโยชน์โดยตรงเท่าใดนัก 

 

นอกจากนี้การฟื้นตัวของการบริโภคหลังจากที่มาตรการหมดลง ยังจะขึ้นอยู่กับแรงขับเคลื่อนพื้นฐานของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการท่องเที่ยว รายได้จากการจ้างงาน และรายได้ภาคการเกษตร เป็นสำคัญ 

 

บล. เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า จากมาตรการช็อปดีมีคืนและคนละครึ่ง จะส่งผลดีต่อกลุ่มค้าปลีก ส่วนหนึ่งเพราะบรรยากาศการจับจ่ายที่คึกคักขึ้นในช่วงไตรมาส 4/63 คาดว่าจะเห็นผลผ่านแนวโน้มการฟื้นตัวของยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ขณะเดียวกันยังมีปัจจัยสนับสนุนเพิ่มเติม อย่างการเปิดสาขาที่ทยอยเปิดในครึ่งปีหลัง 2563 ซึ่งคิดเป็น 70% ของแผนทั้งปี

 

ทั้งนี้ ยังคาดว่าจะส่งผลดีต่อกำไรกลุ่มค้าปลีก แต่ภาพรวมกำไรของธุรกิจค้าปลีกปี 2563 คาดว่าจะลดลง 23.8% และกลับมาเติบโตในปี 2564 ราว 36.5%

 

อย่างไรก็ตาม คาดว่ากลุ่มหุ้นที่จะได้ประโยชน์จากข่าวนี้แบ่งเป็น

 

  • กลุ่มที่จำหน่ายสินค้าราคาต่อชิ้นสูงและสินค้าไอที
    เช่น HMPRO, DOHOME, COM7, SPVI, CRC

กลุ่มอุปโภคบริโภค
เช่น CPALL, BJC, MAKRO

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

The post ศูนย์วิจัย-โบรกเกอร์ เผย ‘ช้อปดีมีคืน’ ช่วยไทยแค่ระยะสั้น หุ้นกลุ่มค้าปลีกบวกรับข่าวดี appeared first on THE STANDARD.

]]>