หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/หลักประกันสุขภาพแห่งชา/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 21 Jan 2026 05:09:07 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ทำไมเวทีการประชุม ‘PMAC 2026’ จึงเป็นเครื่องมือแก้เกมปัญหาสุขภาพโลกในวันที่โลกเผชิญวิกฤตการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร [Advertorial] https://thestandard.co/pmac2026-health-demographic-crisis/ Wed, 21 Jan 2026 05:07:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1161726 ทำไมเวทีการประชุม ‘PMAC 2026’ จึงเป็นเครื่องมือแก้เกมปัญหาสุขภาพโลกในวันที่โลกเผชิญวิกฤตการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร [Advertorial]

โลกกำลังเผชิญจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่น้อยลงสวนทางกับจำนวนผู […]

The post ทำไมเวทีการประชุม ‘PMAC 2026’ จึงเป็นเครื่องมือแก้เกมปัญหาสุขภาพโลกในวันที่โลกเผชิญวิกฤตการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมเวทีการประชุม ‘PMAC 2026’ จึงเป็นเครื่องมือแก้เกมปัญหาสุขภาพโลกในวันที่โลกเผชิญวิกฤตการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร [Advertorial]

โลกกำลังเผชิญจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่น้อยลงสวนทางกับจำนวนผู้สูงอายุที่พุ่งสูงขึ้น การย้ายถิ่นฐาน และการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว ปรากฏการณ์เหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่มันคือ ‘Mega Trends’ ที่กำลังสั่นคลอนระบบสาธารณสุขและสร้างความเหลื่อมล้ำทางสังคมครั้งใหญ่ หากขาดซึ่งการวางแผนที่ดี ไร้ซึ่ง ‘นวัตกรรมเชิงนโยบาย’ ที่ดีพอ อาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อระบบสาธารณสุขทั่วโลก

 

‘การประชุมวิชาการนานาชาติรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล’ (Prince Mahidol Award Conference: PMAC) ซึ่งจัดขึ้นโดย ‘มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ในพระบรมราชูปถัมภ์’ คือเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านนโยบายด้านสุขภาพระดับโลก ที่จัดต่อเนื่องมากว่า 20 ปี ภายใต้ความร่วมมือของรัฐบาลไทย องค์การระหว่างประเทศชั้นนำ เช่น องค์การอนามัยโลก ธนาคารโลก และอีกหลายองค์การทั่วโลก เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการนำวิสัยทัศน์จากผู้เชี่ยวชาญหลากหลายประเทศมาต่อยอดจนกลายเป็น ‘นวัตกรรมเชิงนโยบาย’ ที่เปลี่ยนแปลงโลกได้จริง

 

 

ก่อนที่การประชุมวิชาการนานาชาติรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล หรือ PMAC 2026 จะเปิดฉากในวันที่ 26 – 31 มกราคม 2569  ภายใต้หัวข้อ “Navigating Global Demographic Transitions Through Innovative Policy: An Equity-Centered Approach” หรือ โลกเปลี่ยน ประชากรเปลี่ยน: นำทางด้วยนโยบายนวัตกรรมเพื่อสังคมที่เท่าเทียม THE STANDARD มีโอกาสพูดคุยกับ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ถึงความสำคัญของระบบสาธารณสุขในวันที่โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านการเปลี่ยนแปลงทางประชากรครั้งใหญ่ (Demographic Change) และบทบาทของมหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะสถาบนหลักด้านการแพทย์และสาธารณสุข

 

‘นวัตกรรมเชิงนโยบาย’ จะพลิกโฉมโครงสร้างสาธารณสุขโลกได้อย่างไร?

 

ศ.นพ.ปิยะมิตร บอกว่า หัวข้อการประชุมจะมีการหารือล่วงหน้าอย่างน้อย 2 ปี โดยจะนำเรื่องประเด็นที่เป็น Mega Trends มาหารือ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มีผลกระทบโดยตรงต่อระบบสาธารณสุข ตัวอย่างเช่น ในปี 2568 การมาถึงของเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการแพทย์กำลังทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในระบบสาธารณสุข จึงนำมาเป็นประเด็นสำคัญ ในหัวข้อ ‘Harnessing Technologies in an Age of AI to Build A Healthier World’ ส่วนปี 2570 จะหารือกันในประเด็นอิทธิพลของกระแสพาณิชย์ต่อสุขภาพ (Commercial Determinant of Health) หรือ เช่น อิทธิพลของเครื่องดื่ม อาหาร บุหรี่ และสุรา ซึ่งจำเป็นต้องมีนโยบายสาธารณะเข้ามาควบคุมดูแล”

 

“ปีนี้เรามุ่งไปที่เรื่องการเปลี่ยนแปลงทางประชากร ซึ่งมีประเด็นสำคัญอยู่ 2 เรื่อง เรื่องแรกคือ ‘Migration’ การย้ายถิ่นของประชากรทั้งที่เกิดจากความขัดแย้ง ทำให้ระบบสาธารณสุขบ้านเราต้องแบกรับภาระการดูแลคนกลุ่มนี้ที่ไม่มีบัตรประชาชน รวมถึงการเคลื่อนย้ายของแรงงานต่างชาติซึ่งเป็นกำลังสำคัญในตลาดแรงงานตามเมืองใหญ่

 

“โจทย์ใหญ่ต่อมาคือ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรสู่สังคมสูงวัย คาดการณ์ว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า เราจะก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับ Super-Aged Society ซึ่งจะมีประชากรอายุเกิน 60 ปี เพิ่มขึ้นเป็น 28% หรือมีประชากรอายุเกิน 65 ปี สูงถึง 20%”

 

ศ.นพ.ปิยะมิตร ยกตัวอย่างการออกแบบนวัตกรรมเชิงนโยบายเพื่อรับมือกับวิกฤตสุขภาพและโครงสร้างประชากรที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อสังคมไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ อาจต้องมองเรื่อง ‘การขยายอายุเกษียณ’ กับ ‘การทำให้คนอยู่ในระบบงานได้นานขึ้น’ ออกจากกัน

 

“การเกษียณเป็นเรื่องของระบบที่ให้คนทำงานถึงอายุ 60 ปี แต่นโยบายที่เราพูดถึงคือการทำให้คนยังทำงานต่อเนื่องได้ แทนที่จะถูกตัดขาดจากระบบการทำงานไปอยู่บ้านเฉยๆ ซึ่งมักส่งผลเสียต่อทั้งสุขภาพกาย สุขภาพจิต และระบบเศรษฐกิจโดยรวม”

 

“หากจะให้คนทำงานในระบบยาวขึ้น อาจต้องมีนโยบายที่ต่างไปจากเดิม เช่น เมื่ออายุเกิน 60 ปี อาจไม่ต้องดำรงตำแหน่งบริหาร เงินเดือนอาจจะลดลงตามประสิทธิภาพการทำงาน และอาจจะขยายระยะเวลาทำงานไปถึง 64 หรือ 65 ปี หรือถึง 70 ปี ในอนาคต เรื่องเหล่านี้คือสิ่งที่ต้องนำมาคิดเป็นนวัตกรรม และต้องวางแผนบริหารการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทายและต้องระดมสมองร่วมกัน”

 

อีกหนึ่งความท้าทาย คือกลุ่มแรงงานต่างชาติและประชากรชายขอบ ศ.นพ.ปิยะมิตร ยกกรณีศึกษาจากอำเภอแม่สอด เมื่อผู้ที่เข้ามาใช้บริการสุขภาพเกือบครึ่งหนึ่งไม่มีบัตรประชาชน โรงพยาบาลไม่สามารถปฏิเสธการรักษาได้ และในแง่การบริหาร งบประมาณรายหัวจาก สปสช. ก็ไม่มีรองรับ ทุกวันนี้หลายโรงพยาบาลจึงต้องอาศัยเงินบริจาค ในเชิงนโยบาย ต้องหารือร่วมกันว่าจะไปในทิศทางไหน

 

“ในเชิงนโยบาย ต้องหารือร่วมกันว่าจะทำอย่างไรให้คนเหล่านี้ได้รับการดูแล ระดับการดูแลเมื่อเทียบกับคนไทยเป็นอย่างไร และถ้าจะทำให้ยั่งยืนต้องทำอย่างไร โจทย์นี้อาจจะออกมาในรูปแบบของการออกแบบสวัสดิการดูแลสุขภาพ แต่ก็ต้องมาหารือว่า แล้วใครควรเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย รัฐบาล นายจ้าง หรือควรมีสัดส่วนการรับผิดชอบอย่างไรเพื่อให้คนกลุ่มนี้มีที่พึ่งเมื่อเจ็บป่วย”

 

ทำไมเวทีการประชุม ‘PMAC 2026’ จึงเป็นเครื่องมือแก้เกมปัญหาสุขภาพโลกในวันที่โลกเผชิญวิกฤตการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร [Advertorial] 2

 

Health Equity ความ ‘เท่าเทียม’ ที่ ‘ไม่เท่ากัน’

 

หากมองเชิงกลยุทธ์ ศ.นพ.ปิยะมิตร อธิบายว่า Health Equity หัวใจหลักคือการที่ทุกคนต้องได้รับการดูแลสุขภาพอย่าง ‘เท่าเทียม’ แต่ไม่ได้หมายความว่า ‘เท่ากัน’

 

“ถ้าไปดูนโยบายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติจะพบว่ามันถูกออกแบบมาเป็น 4 ระดับ เพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลายของประชากร ซึ่งการมีระดับการเข้าถึงที่ต่างกันนี้ไม่ใช่ความเหลื่อมล้ำ หากแต่คือการจัดสรรทรัพยากรเพื่อให้มั่นใจว่าประชากรทุกคนจะมี ‘มาตรฐานขั้นต่ำ'”

 

“ประชากร 66 ล้านคน มีประมาณ 40 ล้านคนที่ต้องการเข้าถึงหลักประกันขั้นพื้นฐาน เพราะคนเหล่านี้อาจไม่มีสวัสดิการอื่น อย่างไรก็ตาม ยังมีกลุ่มที่เข้าไม่ถึงระบบ โดยเฉพาะแรงงานต่างชาติและคนชายขอบที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ซึ่งตามแนวคิดแล้ว นโยบายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติควรดูแลทุกคนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ไม่ใช่แค่คนไทยเท่านั้น”

 

“จริงๆ แล้ว Health Equity เป็นหลักสำคัญที่สอดแทรกอยู่ในการประชุม PMAC เกือบทุกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ UHC (Universal Health Coverage) ซึ่งก็คือระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติของเรานั่นเอง สำหรับหัวข้อ Demographic Change ในปีนี้ Health Equity ก็เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างชัดเจนผ่านประเด็นการดูแลสุขภาพแรงงานต่างชาติและประชากรชายขอบ”

 

ศ.นพ.ปิยะมิตร กล่าวเสริมประเด็นเรื่องความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ก็ส่งผลต่อระบบสุขภาพของโลกเช่นกัน

 

“ตอนนี้เราเห็นความขัดแย้งระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกาที่ชัดเจนขึ้น ทำให้ต้องปรับนโยบายด้านการจัดหาเครื่องมือแพทย์ โดยต้องพิจารณาใช้เครื่องมือจากทั้งสองฝั่งและเลือกสิ่งที่คุ้มค่าที่สุด เช่นเดียวกันกับการส่งบุคลากรไปฝึกอบรม จากที่เคยส่งไปทางตะวันตก ปัจจุบันต้องเริ่มส่งไปทางตะวันออกมากขึ้น เพราะนวัตกรรมใหม่ๆ จากจีน เกิดขึ้นในอัตราที่รวดเร็วกว่าสหรัฐอเมริกาถึงสองเท่าตัว รวมถึงนวัตกรรมยา ปัจจุบัน จีนก็พัฒนาไปมาก ในอีก 5 ปีข้างหน้า เราจะได้เห็นยาใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงจากจีนเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน พร้อมกับเรียนรู้กระบวนการพัฒนาแบบก้าวกระโดดของจีน เพื่อนำมาปรับใช้ให้เกิดขึ้นในประเทศเราบ้าง”

 

ระบบหลักประกันสุขภาพไทย โมเดลที่โลกจับตา

 

เมื่อเทียบกับ มาเลเซีย อินโดนีเซีย หรือแม้แต่สหรัฐอเมริกา ศ.นพ.ปิยะมิตร บอกว่า ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติของไทยประสบความสำเร็จอย่างมาก ได้รับการยกย่องเป็น 1 ใน 5 ประเทศที่มีระบบหลักประกันสุขภาพที่ดีที่สุด

 

“ประเทศไทยใช้เงินดูแลสุขภาพเพียงประมาณ 6% ของ GDP แต่กลับมีตัวชี้วัดทางสุขภาพ เช่น อัตราการเสียชีวิตระหว่างคลอด หรือเด็กที่เสียชีวิตระหว่างอายุ 0-5 ปี รวมถึงอายุเฉลี่ยของประชากร เราไม่ด้อยกว่าอเมริกา ซึ่งอเมริกาเองใช้เงินในการดูแลสุขภาพคนในประเทศสูงถึง 16% ของ GDP”

 

ผลลัพธ์ดังกล่าวยังส่งผลให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากในอดีตที่เคยใช้เพียง 2-3% ของ GDP มาอยู่ที่เกือบ 6% ในปัจจุบัน และสามารถขยายความครอบคลุมการรักษาที่มีค่าใช้จ่ายสูง เช่น การล้างไต หรือการรักษามะเร็งด้วยเทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้มากขึ้น นี่คือผลลัพธ์ที่เกิดจากการนำข้อมูลมาหารือกันเพื่อยืนยันว่าเราใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ

 

ทำไมเวทีการประชุม ‘PMAC 2026’ จึงเป็นเครื่องมือแก้เกมปัญหาสุขภาพโลกในวันที่โลกเผชิญวิกฤตการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร [Advertorial] 3

 

“การประชุมในปี 2026 เราจะนำข้อมูลมาแลกเปลี่ยนเพื่อคิดหาทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน เราจำเป็นต้องเรียนรู้จากประสบการณ์ของประเทศอื่นที่ทำสำเร็จมาแล้ว เช่น ญี่ปุ่น หรือกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย เพื่อนำมาปรับใช้กับบริบทที่เหมาะสมกับประเทศไทย คนไทยที่เข้าร่วมประชุมจะนำข้อสรุปและองค์ความรู้ที่ได้จากเวทีกลับมานำเสนอในเวทีสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ เพื่อผลักดันออกมาเป็นข้อเสนอนโยบายสำหรับนำเสนอต่อรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบายในระดับชาติต่อไป นี่คือสิ่งที่สะท้อนว่า เวที PMAC มีบทบาทในการกำหนดนโยบายสาธารณะของประเทศ”

 

ทุกปีก่อนเริ่มงานประชุม จะมีการจัด Site Visit การศึกษาดูงานตามสถานที่ต่าง ๆ โดยแต่ละปี จะเลือกสถานที่ให้สอดคล้องกับหัวข้อการประชุม

 

“ปีนี้เราจะพาไปดูคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ที่มีการติดตั้งและใช้งานเครื่องมือทางการแพทย์ เช่น X-ray, CT, MRI จากประเทศจีน เพื่อให้เห็นว่าปัจจุบันเทคโนโลยีของจีนมีคุณภาพทัดเทียมกับแบรนด์จากตะวันตก อีกแห่งที่วางแผนไว้คือ พาไปดู Wellness Center สำหรับผู้สูงอายุ เพื่อให้เห็นแนวทางการรองรับสังคมสูงวัย หรืออาจจะพาไปดูชุมชนชายขอบในพื้นที่อำเภอแม่สอด รวมถึงพื้นที่อยู่อาศัยของแรงงานต่างชาติที่จังหวัดสมุทรสาคร เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้เห็นสภาพปัญหาจริง ได้รับข้อมูลสำคัญ และเกิดแรงบันดาลใจก่อนที่จะเริ่มการประชุม ซึ่งจะกลายเป็นวัตถุดิบสำคัญในการนำไปพูดคุยหารือ เพื่อหาแนวทางพัฒนานโยบายให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

 

ทำไมเวทีการประชุม ‘PMAC 2026’ จึงเป็นเครื่องมือแก้เกมปัญหาสุขภาพโลกในวันที่โลกเผชิญวิกฤตการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร [Advertorial] 4

 

รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของระบบสาธารณสุข

 

นอกจากงานเวทีการประชุม วาระสำคัญที่ทำควบคู่กันคือ การมอบ ‘รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล’ ให้กับบุคคล บุคลากร หรือองค์การทั่วโลก ที่มีผลงานดีเด่น เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ ทางด้านการแพทย์และด้านการสาธารณสุข ซึ่งเป็นรางวัลที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดตั้งขึ้น เพื่อถวายเป็นพระราชานุสรณ์แด่สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ในฐานะองค์บิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันและการสาธารณสุขของไทย

 

ศ.นพ.ปิยะมิตร เล่าว่า รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล แบ่งเป็น 2 สาขาคือ รางวัลทางการแพทย์ (Medical Sciences) ที่สร้างความก้าวหน้าและมีผลกระทบต่อประชาคมโลกอย่างชัดเจน และรางวัลทางสาธารณสุข (Public Health) ซึ่งเน้นนโยบายหรือการจัดการที่ช่วยแก้ไขปัญหาสุขภาพในวงกว้างและสร้างผลกระทบที่สำคัญ โดยมีคณะกรรมการนานาชาติมาร่วมพิจารณาผลงานที่ส่งเข้ามาจากทั่วโลก

 

ทำไมเวทีการประชุม ‘PMAC 2026’ จึงเป็นเครื่องมือแก้เกมปัญหาสุขภาพโลกในวันที่โลกเผชิญวิกฤตการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร [Advertorial] 5

นายแพทย์วิวัฒน์ โรจนพิทยากร

 

“ความพิเศษของปีนี้คือ เรามีผู้ที่เข้ารับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลครบ 100 คนพอดี ในจำนวนนี้มีไม่ต่ำกว่า 4-5 ท่าน ที่ได้รับรางวัลโนเบล ซึ่งเป็นการยืนยันถึงคุณภาพและมาตรฐานของรางวัลนี้ได้เป็นอย่างดี แสดงให้เห็นว่าคณะกรรมการรางวัลโนเบลเองก็เห็นพ้องกับผลงานที่เราได้คัดเลือก”

 

“คนไทยที่เคยได้รับรางวัลส่วนใหญ่จะอยู่ในสาขาสาธารณสุข เช่น นายแพทย์วิวัฒน์ โรจนพิทยากร ท่านได้รับรางวัลจากการผลักดันนโยบายการใช้ถุงยางอนามัยในกลุ่มผู้ให้บริการทางเพศ ซึ่งช่วยลดการระบาดของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์โดยเฉพาะอย่างยิ่งเชื้อ HIV ได้อย่างมหาศาลในประเทศไทย”

 

บทบาทของมหาวิทยาลัยมหิดลในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณสุขผ่านเวที PMAC

 

สำหรับมหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะสถาบันหลักด้านการแพทย์และสาธารณสุข ศ.นพ.ปิยะมิตร บอกว่า เวที PMAC เปรียบเสมือนเครื่องมือในการพัฒนาองค์ความรู้และสำหรับตัวคณาจารย์เองและนักศึกษา โดยทุกปีจะส่งคณาจารย์ในสาขาที่เกี่ยวข้องเข้าไปมีส่วนร่วม ทั้งในฐานะผู้อภิปราย ผู้จัดทำเอกสารประกอบการประชุม และผู้สรุปเนื้อหาการประชุม คาดว่าปีนี้จะมีคณบดีและคณาจารย์จากสถาบันวิจัยประชากรและสังคมเข้าร่วมจำนวนมาก

 

“ยิ่งไปกว่านั้น เราให้นักศึกษาจากหลากหลายสถาบันเข้าไปทำหน้าที่เป็นผู้ทำสรุปการประชุม ภายใต้การดูแลของอาจารย์ นี่เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่สำคัญ ทำให้นักศึกษาได้สัมผัสกับการประชุมด้านสุขภาพระดับโลก และฝึกฝนทักษะที่จำเป็น นอกเหนือจากนั้นก็จะมีนักศึกษาที่ช่วยดูแลต้อนรับแขกผู้เข้าร่วมประชุม และทำหน้าที่เป็นผู้นำชมกึ่งล่ามในระหว่างกิจกรรมด้วย” ศ.นพ.ปิยะมิตร กล่าวทิ้งท้าย

 

ทำไมเวทีการประชุม ‘PMAC 2026’ จึงเป็นเครื่องมือแก้เกมปัญหาสุขภาพโลกในวันที่โลกเผชิญวิกฤตการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร [Advertorial] 6

 

The post ทำไมเวทีการประชุม ‘PMAC 2026’ จึงเป็นเครื่องมือแก้เกมปัญหาสุขภาพโลกในวันที่โลกเผชิญวิกฤตการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมว. สาธารณสุข มอบ สปสช. หารือ กทม. แก้ปัญหาประชาชนได้รับผลกระทบใบส่งตัวบัตรทอง https://thestandard.co/nhso-bma-referral-crisis/ Mon, 17 Nov 2025 02:31:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1144005 รมว. สาธารณสุข มอบ สปสช. หารือ กทม. แก้ปัญหาประชาชนได้รับผลกระทบใบส่งตัวบัตรทอง

วันนี้ (17 พฤศจิกายน) พัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกร […]

The post รมว. สาธารณสุข มอบ สปสช. หารือ กทม. แก้ปัญหาประชาชนได้รับผลกระทบใบส่งตัวบัตรทอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมว. สาธารณสุข มอบ สปสช. หารือ กทม. แก้ปัญหาประชาชนได้รับผลกระทบใบส่งตัวบัตรทอง

วันนี้ (17 พฤศจิกายน) พัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ที่ประชุมได้พิจารณาประเด็นการดูแลประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จากกรณีปัญหาใบส่งตัวของหน่วยบริการระดับปฐมภูมิซึ่งอาจส่งผลกระทบให้ผู้ป่วยเข้าไม่ถึงบริการสาธารณสุขที่จำเป็น

 

พัฒนาระบุว่า ประเด็นนี้เป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วน เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับสิทธิในการเข้ารับบริการของประชาชน จึงได้มอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุข และ สปสช. ร่วมกันทำงานอย่างใกล้ชิดกับกรุงเทพมหานคร เพื่อจัดทำแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม โดยที่สำคัญ ต้องไม่ให้ผู้ป่วยประสบความยุ่งยากในการขอใบส่งตัวจนเข้าไม่ถึงการรักษาพยาบาลที่จำเป็น และต้องคำนึงถึงความสะดวก ปลอดภัย และคุณภาพบริการของประชาชนเป็นหลัก

 

พัฒนากล่าวต่อไปว่า แนวทางที่อยู่ระหว่างการหารือเบื้องต้นคือ การให้หน่วยบริการสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล 5 จังหวัด ได้แก่ นนทบุรี สมุทรสาคร นครปฐม ปทุมธานี และสมุทรปราการ เข้ามาช่วยสนับสนุนการจัดบริการสุขภาพและดูแลประชาชนในพื้นที่รอยต่อ กทม. เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุข ที่มุ่งให้ประชาชนไทยทุกคนได้เข้าถึงบริการสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

 

พร้อมกันนี้ ก็ให้มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์การลงทะเบียนหน่วยบริการประจำตามข้อบังคับของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขอลงทะเบียนหน่วยบริการประจำ และการขอเปลี่ยนแปลงหน่วยบริการประจำ พ.ศ. 2562 เพื่อให้สอดรับกับสภาพปัญหาปัจจุบัน โดยให้ประชาชนสิทธิบัตรทองที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ตำบล หรืออำเภอรอยต่อ แต่อยู่ในกรุงเทพฯ สามารถลงทะเบียนเลือกหน่วยบริการต่างๆ ตามที่สะดวกและมีความจำเป็นได้

 

“หลักการสำคัญคือ ต้องไม่ให้ประชาชนสิทธิบัตรทองรู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงหน่วยบริการ ไม่ว่าจะเป็นการยกเลิกสัญญาหรือการปรับระบบต่างๆ ต้องออกแบบทางเลือกใหม่ที่ประชาชนเข้าถึงได้จริง สะดวก และมีคุณภาพ เพื่อให้ประชาชนเขตเมืองได้รับบริการสุขภาพที่เหมาะสม” พัฒนากล่าว

The post รมว. สาธารณสุข มอบ สปสช. หารือ กทม. แก้ปัญหาประชาชนได้รับผลกระทบใบส่งตัวบัตรทอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
กมธ. สาธารณสุข วุฒิสภา ตั้งอนุ กมธ. ตรวจสอบปม สปสช. ค้างชำระเงิน รพ. รัฐ กระทบประชาชน https://thestandard.co/nhso-payment-delays-hurt-people/ Tue, 21 Oct 2025 04:48:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1133246 กมธ. สาธารณสุข วุฒิสภา ตั้ง อนุ กมธ. ตรวจสอบปม สปสช. ค้างชำระเงิน รพ. รัฐ กระทบประชาชน

วันนี้ (21 ตุลาคม) ที่อาคารรัฐสภา นพ. ประพนธ์ ตั้งศรีเก […]

The post กมธ. สาธารณสุข วุฒิสภา ตั้งอนุ กมธ. ตรวจสอบปม สปสช. ค้างชำระเงิน รพ. รัฐ กระทบประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กมธ. สาธารณสุข วุฒิสภา ตั้ง อนุ กมธ. ตรวจสอบปม สปสช. ค้างชำระเงิน รพ. รัฐ กระทบประชาชน

วันนี้ (21 ตุลาคม) ที่อาคารรัฐสภา นพ. ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา แถลงข่าวเรื่อง การบริหารงบประมาณกองทุนสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) โดยระบุว่า อยากให้ สปสช. แสดงความรับผิดชอบ ตอบปัญหาการค้างจ่ายงบประมาณต่อโรงพยาบาลทั่วประเทศหลังเกิดวิกฤตขาดสภาพคล่อง ซึ่งกระทบต่อสิทธิของประชาชน

 

ทางคณะกรรมาธิการสาธารณสุขวุฒิสภา มีความห่วงใยเป็นอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ที่โรงพยาบาลของรัฐทั่วประเทศขาดสภาพคล่องทางการเงินเนื่องจากความล่าช้าและความไม่ชัดเจนในการเบิกจ่ายงบประมาณของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ซึ่งส่งผลกระทบต่อการจัดบริการการจัดซื้อยาเวชภัณฑ์และการบริหารค่าตอบแทนบุคลากรทางการแพทย์

 

ในหลายพื้นที่ของประเทศสถานการณ์ปัญหาการเบิกจ่ายงบประมาณจาก สปสช. ได้ทวีความรุนแรงมากขึ้นจนส่งผลกระทบโดยตรงต่อการบริหารจัดการทางการเงินของโรงพยาบาลรัฐจำนวนมากโรงพยาบาลหลายแห่งจำเป็นต้องนำเงินบำรุงสะสมมาใช้เพื่อดำเนินการประจำวัน เนื่องจากยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับช่วงเวลาการโอนงบประมาณจาก สปสช.

 

“ประเด็นสำคัญที่ได้รับร้องเรียนคือระบบบริหารงบประมาณของ สปสช. ยังคงใช้แนวทางงบประมาณแบบปลายปิด ซึ่งมีลักษณะการจัดสรรและคำนวณงบประมาณย้อนหลังจากสิ้นปีงบประมาณไปแล้ว ทำให้หน่วยบริการไม่สามารถวางแผนการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ และต้องรับภาระค่าใช้จ่ายล่วงหน้าโดยไม่ทราบจำนวนเงินที่จะได้รับจริงส่งผลให้หลายโรงพยาบาลประสบภาวะขาดสภาพคล่องทางการเงินและเกิดผลขาดทุนสะสมต่อเนื่อ” นพ. ประพนธ์กล่าว

 

นพ. ประพนธ์ยังกล่าวว่า ทาง สปสช.ได้ออกมาชี้แจง ว่าข้อมูลยอดค้างจ่าย ไม่เป็นความจริงและยืนยันว่าการโอนงบดำเนินการตามรอบปกติ โดยอยู่ระหว่างขั้นตอนปิดงบประมาณปลายปีเพื่อปรับยอดจ่ายให้สอดคล้องกับผลงานบริการจริง ทางกมธ. เห็นว่าข้อมูลทั้งสองฝ่ายไม่สอดคล้องกัน จำเป็นต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อให้เกิดความโปร่งใสเป็นธรรมและไม่กระทบต่อการให้บริการประชาชน

 

นอกจากนี้ ยังปรากฏข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 สปสช. ได้ดำเนินการโครงการคลินิกชุมชนอบอุ่น และ โครงการ 7 นวัตกรรม มีการเบิกจ่ายงบประมาณจำนวนมาก แต่พบว่ามีการทุจริตจากช่องว่างของระบบ เช่น การคีย์ข้อมูลบริการที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริงเพื่อเบิกเงิน หรือการแจ้งผู้ป่วยปลอมเพื่อเรียกรับงบประมาณ ทำให้ สปสช. ต้องเรียกเงินคืนจากคลินิกชุมชนอบอุ่นหลายร้อยล้านบาท โดยไม่มีความชัดเจนว่าได้มีการดำเนินคดีหรือตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส ซึ่งเสี่ยงต่อการทุจริตและใช้เงินไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์

 

สัปดาห์ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการได้เชิญผู้บริหาร สปสช. มาชี้แจง แต่จากข้อมูลที่ได้รับพบว่าหลายประเด็นไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในพื้นที่ และคำยืนยันของโรงพยาบาลที่ปรากฏในเอกสารซึ่งสร้างความไม่เชื่อมั่นต่อระบบบริหารกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งสถานการณ์แบบนี้เป็นวิกฤตความเชื่อมั่นต่อระบบหลักประกันสุขภาพของชาติ หากโรงพยาบาลต้องขาดสภาพคล่องย่อมหมายถึงสิทธิของประชาชนกำลังถูกบั่นทอน และระบบสาธารณสุขกำลังอยู่ในภาวะเสี่ยง

 

ทางคณะกรรมาธิการจึงขอเรียกร้องให้ สปสช. แสดงความรับผิดชอบและดำเนินการเร่งด่วน ดังนี้

 

1. เปิดเผยข้อมูลงบประมาณที่ค้างจ่ายต่อโรงพยาบาลยังโปร่งใส

 

2. เร่งรัดการจ่ายเงินให้กับโรงพยาบาลที่มีภาระหนัก

 

3. จัดทำรายงานสถานการณ์ทางการเงินของกองทุนให้ชัดเจนและเปิดเผยต่อสาธารณะ

 

และ 4. ยุติการให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนหรือไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในพื้นที่

 

เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ชัดเจน ทางคณะกรรมการ ได้ตั้งคณะอนุกรรมาธิการศึกษาการบริหารงบประมาณของ สปสช. และผลกระทบต่อโรงพยาบาลของรัฐ ขึ้นแบบเร่งด่วน ซึ่งการตั้งคณะอนุกรรมาธิการครั้งนี้เป็นการดำเนินการตรวจสอบเชิงระบบ เพื่อให้สาธารณชนได้รับทราบข้อเท็จจริง เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีการละเลยตอบปัญหาที่ส่งผลต่อชีวิตและสิทธิขิงประชาชน และจะรายงานผลต่อประธานวุฒิสภาเพื่อพิจารณามาตรการต่อไป

 

สำหรับกรณีที่มีข้อเรียกร้องให้ยุบ สปสช. นั้น นพ. ประพนธ์กล่าวว่า คงเป็นเสียงที่ อยู่ในสภาวะโกรธ แต่ตนคิดว่าหากมองดูแล้ว มันควรจะเปลี่ยนแปลงได้ เพราะ พ.ร.บ. ฉบับนี้เกิดมา 20 กว่าปีแล้ว ต้องมาดูว่า ในสิ่งที่เราสามารถพูดคุยศึกษาในคณะอนุกรรมาธิการ และมีมาตรการที่สมควรปรับปรุงให้ดีขึ้น ก็จะอยู่ในระบบที่ดีกว่าได้

 

ด้าน นพ. วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สว. ยืนยันว่า ไม่ได้ต่อสู้กัน เพียงแค่ให้ข้อมูลที่ได้มา และตัวเลขที่ตนได้นำเสนอไปคือตัวเลข ที่ โรงพยาบาลขึ้นทะเบียนรอรับเงินจาก สปสช. ซึ่งมาจากการให้บริการผู้ป่วยจริงจากโรงพยาบาล ข้อมูลของ สปสช. ที่บอกว่าตัวเลขนี้ไม่จริงเพราะ สปสช. มีการปรับลดบางตัวเลข ทาง สปสช. ยังสุ่มตรวจเวชระเบียน เช่น สุ่มตรวจ 3 เล่มแต่ขยายออกเป็น 100 เล่มหากพบว่าหมอหรือพยาบาลลงข้อมูลไม่ครบจะโดนตัดทันที และที่ทาง สปสช. ที่เคยแจ้งว่าภายในวัน ศุกร์ ที่ 17 ตุลาคม แต่โอนไม่หมด แต่บอกว่าจะโอนไปให้อีกในสัปดาห์ถัดไป แต่ก็ยังโอนไม่ครบ

 

นพ. วีระพันธ์ระบุว่า ที่ต้องออกมาช่วยเหลือ เพราะมีเหตุการณ์จริง คือ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหนึ่งได้โทรมาหาว่ารอเงินจาก สปสช. เข้า 20 กว่าล้านเพื่อนำไปจ่ายค่าบุคลากร ซื้อเวชภัณฑ์แต่ปรากฏว่าเงินไม่เข้าแล้วยังกลายเป็นหนี้ สปสช. อีกเป็น 10 ล้าน แล้วจะเอาเงินที่ไหนไปให้เจ้าหน้าที่ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ แต่ยืนยันว่าไม่ควรยุบ สปสช. แต่ควรปฏิรูป

 

ส่วนที่มีการของบกลางไปจำนวน 8,000 ล้านบาท นพ. วีระพันธ์ มองว่า อาจมาถึงแค่ 4,000 ล้านบาท แต่ไม่ได้แก้ปัญหาในระยะยาว และในการประชุมครั้งที่ผ่านมา ตนจะขอบันทึกวีดีโอเพราะถ้าทั้งสองฝ่ายพูดความจริงก็จะเป็นผลดี แต่ทาง สปสช. ขอสงวนไม่ให้บันทึกวีดีโอ

The post กมธ. สาธารณสุข วุฒิสภา ตั้งอนุ กมธ. ตรวจสอบปม สปสช. ค้างชำระเงิน รพ. รัฐ กระทบประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
รพ.มงกุฎวัฒนะ เริ่มวันนี้ ยุติบริการผู้ป่วยนอกบัตรทอง หลัง สปสช. ค้างหนี้ กว่า 80 ล้านบาท https://thestandard.co/mongkutwattana-goldcard-service-halt/ Thu, 16 Oct 2025 03:54:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1131255 มงกุฎวัฒนะ

วันนี้ (16 ตุลาคม) บรรยากาศในช่วงเช้าที่โรงพยาบาลมงกุฎว […]

The post รพ.มงกุฎวัฒนะ เริ่มวันนี้ ยุติบริการผู้ป่วยนอกบัตรทอง หลัง สปสช. ค้างหนี้ กว่า 80 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
มงกุฎวัฒนะ

วันนี้ (16 ตุลาคม) บรรยากาศในช่วงเช้าที่โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ได้เริ่มยุติการให้บริการผู้ป่วยนอกสิทธิบัตรทอง (สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ) เป็นการชั่วคราว ตามที่ พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาล ได้ประกาศไว้ก่อนหน้านี้

 

ประชาชนบางส่วนที่มีสิทธิบัตรทองของโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ เดินทางมารับการรักษา โดยเปิดเผยว่า ไม่อยากย้ายหน่วยบริการอื่น เพราะอยากรักษาต่อเนื่องกับคุณหมอคนเดิมที่คุ้นเคย ซึ่งส่วนตัวมีหลายโรคที่ต้องรักษาจึงไม่อยากไปเริ่มต้นใหม่ และยอมที่จะจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลเอง

 

ขณะเดียวกัน บริเวณเวชระเบียน ผู้ป่วยนอกสิทธิบัตรทอง ของโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ พบเจ้าหน้าที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กรุงเทพมหานคร มาให้บริการประชาชนที่ประสงค์จะย้ายสิทธิ โดยได้ตั้งจุดบริการเฉพาะกิจ และระบบการแพทย์ทางไกลให้บริการผู้ป่วยที่ไม่สะดวกเดินทาง ที่โรงแรมจัมโบเทล ซึ่งอยู่ใกล้กับโรงพยาบาล เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ตั้งแต่เวลา 08.00-15.00 น. วันที่ 16-24 ตุลาคม 2568

 

นอกจากนี้ ยังมีมูลนิธิเส้นด้าย ที่ช่วยบริการจัดรถรับ-ส่งผู้ป่วย ไปยังโรงพยาบาลใกล้เคียง สำหรับผู้ป่วยที่มีใบนัดและต้องการย้ายสิทธิไปโรงพยาบาลอื่น พร้อมย้ำให้ผู้ป่วยขอประวัติการรักษาจากโรงพยาบาลเดิมเพื่อความต่อเนื่องในการรักษา

 

สำหรับสาเหตุหลักการยุติให้บริการผู้ป่วยสิทธิบัตรทองชั่วคราว มาจากข้อพิพาทเรื่องหนี้ค่ารักษาพยาบาลที่ พล.ต.นพ.เหรียญทอง ออกมาเปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า สปสช. ค้างชำระสะสมเป็นเงินกว่า 80 ล้านบาท ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องทางการเงินของโรงพยาบาล ซึ่ง พล.ต.นพ.เหรียญทอง ยืนยันว่าจะยุติการให้บริการไปจนกว่าจะมีความชัดเจนในการชำระหนี้สินที่ค้างคา โดยเฉพาะหนี้ของปี 2563 และปี 2567

 

ทั้งนี้ ข้อพิพาทดังกล่าวมีความซับซ้อน เนื่องจากตัวเลขหนี้สินไม่ตรงกัน โดยฝั่ง สปสช. ชี้แจงว่ายอดหนี้ที่ค้างชำระจริงมีจำนวนน้อยกว่า และมีการปรับเกณฑ์การจ่ายเงินย้อนหลัง ทำให้ต้องเรียกเก็บเงินคืนจากโรงพยาบาลบางส่วน

 

ขณะที่ พล.ต.นพ.เหรียญทอง ยืนยันว่าไม่เคยได้รับแจ้งการเปลี่ยนแปลงเกณฑ์ดังกล่าวและมองว่าเป็นการเบี้ยวหนี้ เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อผู้ป่วยกว่า 47,000 ราย โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะได้จัดทำโครงการ ‘บัตรทองแพลตทินัม’ มอบส่วนลดค่ารักษา 5% สำหรับผู้ป่วยที่ประสงค์จะรับการรักษาต่อโดยชำระเงินเอง และโรงพยาบาลยังคงให้การดูแลผู้ป่วยใน (แอดมิต) ตามปกติ

 

1 2 3 มงกุฎวัฒนะ 9 มงกุฎวัฒนะ 11 12

The post รพ.มงกุฎวัฒนะ เริ่มวันนี้ ยุติบริการผู้ป่วยนอกบัตรทอง หลัง สปสช. ค้างหนี้ กว่า 80 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
หมอเหรียญทอง จ่อฟ้อง ‘อรรถพร-สปสช.’ หลังให้ข่าวปมหนี้ รพ.มงกุฎวัฒนะ บิดเบือนข้อมูล https://thestandard.co/rienthong-to-sue-atthaporn-nhso/ Fri, 10 Oct 2025 09:01:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1129087 หมอเหรียญทอง จ่อฟ้อง ‘อรรถพร-สปสช.’ หลังให้ข่าวปมหนี้ รพ.มงกุฎวัฒนะ บิดเบือนข้อมูล

วันนี้ (10 ตุลาคม) จากกรณีพิพาทเรื่องหนี้สินระหว่างโรงพ […]

The post หมอเหรียญทอง จ่อฟ้อง ‘อรรถพร-สปสช.’ หลังให้ข่าวปมหนี้ รพ.มงกุฎวัฒนะ บิดเบือนข้อมูล appeared first on THE STANDARD.

]]>
หมอเหรียญทอง จ่อฟ้อง ‘อรรถพร-สปสช.’ หลังให้ข่าวปมหนี้ รพ.มงกุฎวัฒนะ บิดเบือนข้อมูล

วันนี้ (10 ตุลาคม) จากกรณีพิพาทเรื่องหนี้สินระหว่างโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ซึ่งทำให้ พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลฯ เดินทางมาร่วมฟังแถลงข่าวของ สปสช. วานนี้ (9 ตุลาคม) เพื่อติดตามทวงหนี้ สปสช. ค้างจ่ายโรงพยาบาลกว่า 110 ล้านบาท ทำให้ต้องประกาศอาจยุติบริการผู้ป่วยนอกตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม หากไม่ได้รับชำระหนี้ก้อนแรก 50 ล้านบาท ขณะที่ สปสช. ยืนยันว่ายอดหนี้มีเพียง 36.75 ล้านบาทและได้โอนจ่ายแล้ว

 

ล่าสุด พล.ต.นพ.เหรียญทอง ได้โพสต์เฟซบุ๊กตอบโต้การให้สัมภาษณ์ของ ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการ สปสช.​​ ในรายการ ‘เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand’ โดยระบุว่าเป็นการให้ข้อมูลเท็จและเตรียมดำเนินคดี พร้อมได้ชี้แจง 3 ประเด็นหลัก ดังนี้

 

ประเด็นที่ 1: คดีฟ้องศาลปกครอง เมื่อ ส.ค.-ก.ย.65

 

โดยปฏิเสธคำกล่าวอ้างของ ทพ.อรรถพร ที่ว่าโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ เป็นฝ่ายขอเลิกสัญญาบัตรทองแต่กลับคำในภายหลัง จึงไปฟ้องศาลปกครอง และขอไกล่เกลี่ยกับ สปสช.เพื่อทำสัญญาต่อ ซึ่งความเป็นจริงโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะเพียงขอลด จำนวนประชากรสิทธิบัตรทอง แต่ นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. กลับทำหนังสือเลิกสัญญาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ต้องฟ้องศาลปกครอง และสุดท้าย สปสช. เป็นฝ่ายขอไกล่เกลี่ยและนำสัญญามาให้ลงนามถึงที่โรงพยาบาลฯ

 

“แต่ ทพ.อรรถพร คนเดียวกันนี้กลับให้สัมภาษณ์กับคุณดนัย-คุณอมรรัตน์ คนละเรื่อง คนละฟากโลก บิดเบือนสาธารณชนให้เข้าใจ โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะและเข้าใจผมในทางเสื่อมเสียเป็นอย่างมาก”

 

ประเด็นที่ 2: คดีฟ้องศาลปกครอง พ.ค. 64

 

พล.ต.นพ.เหรียญทอง ระบุว่า โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะโดยตนฟ้องศาลปกครองมีคำสั่งให้ สปสช.ชำระหนี้ค่ารักษาพยาบาลกรณีส่งตัวผู้ป่วยจากคลินิก ซึ่งเป็นคู่สัญญาของ สปสช. แต่ถูก สปสช. บอกเลิกสัญญาจากการทุจริตในระหว่าง กรกฎาคม-กันยายน 63 จำนวนเงินรวม 13.2 ล้านบาทเศษ

 

คดียังอยู่กับศาลปกครอง ยังไม่มีการไต่สวนใดๆ แต่ ทพ.อรรถพร ให้สัมภาษณ์ว่าโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะต้องไปทวงหนี้จากคลินิกทั้งหลายเอง ซึ่ง สปสช. ได้ช่วยทวงหนี้มาให้ได้ประมาณ​ 4 ล้านบาท ยังคงเหลือหนี้อยู่ 8 ล้านบาทเศษ

 

พล.ต.นพ.เหรียญทอง ระบุอีกว่า โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะไปทวงหนี้จากคลินิก สปสช. ในฐานะเคลียริงเฮาส์ (Clearing house) และเป็นคู่สัญญากับทั้งโรงพยาบาลและคลินิก ต้องเป็นผู้รับผิดชอบหนี้ก้อนนี้ การให้สัมภาษณ์ฝ่ายเดียวโดย ทพ.อรรถพร ที่ปฏิบัติเช่นนี้เป็นประจำ อาศัยความสัมพันธ์ที่มีกับสื่อตามตำแหน่งหน้าที่ของตนเองบิดเบือนสาธารณชนให้เข้าใจ โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะและเข้าใจตนในทางเสื่อมเสีย

 

ประเด็นที่ 3: สปสช ไม่ได้เป็นหนี้ รพ.มงกุฎวัฒนะเกิน 100 ล้านบาท เป็นหนี้แค่ 37 ล้านบาท

 

พล.ต.นพ.เหรียญทอง ยืนยันว่า ยอดหนี้รวมเกิน 100 ล้านบาทแน่นอน โดยแจกแจงรายละเอียดหนี้ 3 ส่วน ซึ่งขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับตัวเลข 37 ล้านบาทที่ สปสช. กล่าวอ้าง ได้แก่

 

  • หนี้จากกรณีคลินิกทุจริต 13.2 ล้านบาท

 

  • หนี้ปีงบประมาณ 2567 อีกกว่า 41.7 ล้านบาท ที่ทาง ทพ.อรรถพร ให้สัมภาษณ์ว่า บอร์ด สปสช.มีการปรับระบบการจ่ายตาม Fee Schedule เป็นระบบแต้ม หรือ Point system ทำให้หนี้ 41.7 ล้านบาทที่ โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะยังไม่ได้รับเงินแล้ว ยังต้องถูกเรียกเงินคืนอีก 38 ล้านบาทเศษอีกด้วย

 

  • หนี้ปีงบประมาณ 2568 ระหว่าง กรกฎาคม-สิงหาคม อีกกว่า 69 ล้านบาท (ยังไม่รวมเดือนกันยายน 50 ล้านบาท)

 

พล.ต.นพ.เหรียญทอง ระบุว่า “รวมยอดหนี้ตามข้อ 1 ถึง 3 ณ สิ้นเดือน กันยายน 68 ก็มากกว่า 100 ล้านบาทแล้ว แต่ ทพ.อรรถพร ก็ยังบิดเบือนสาธารณะผ่านรายการคุณดนัย-คุณอมรรัตน์ หน้าด้านๆ อีกว่า เป็นหนี้แค่ 37 ล้านบาท ใครโกหกกันแน่ครับ”

 

พล.ต.นพ.เหรียญทอง ได้ประกาศว่าจะดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญากับ ทพ.อรรถพร และ/หรือ สปสช. จากการให้ข้อมูลเท็จที่ทำให้โรงพยาบาลฯ และตนเองได้รับความเสื่อมเสีย พร้อมทั้งเล่าว่า ได้เข้าไปเผชิญหน้ากับ ทพ.อรรถพร ในวงแถลงข่าว แต่เสียดายที่ยังไม่ทราบเรื่องการให้สัมภาษณ์ที่เป็นประเด็นผ่านรายการฯ มิเช่นนั้นจะชี้แจงความจริงต่อนักข่าวและจะไม่มีไมตรีกับ ทพ.อรรถพร ในการแถลงอย่างเด็ดขาด

 

ด้าน ทพ.อรรถพร ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ พล.ต.นพ.เหรียญทอง จะดำเนินการฟ้องร้องว่า ไม่มีความกังวลใจ เนื่องจากตนได้ทำตามหน้าที่และสื่อสารในนามขององค์กร หากมีการฟ้องร้องก็พร้อมให้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายต่อไป

The post หมอเหรียญทอง จ่อฟ้อง ‘อรรถพร-สปสช.’ หลังให้ข่าวปมหนี้ รพ.มงกุฎวัฒนะ บิดเบือนข้อมูล appeared first on THE STANDARD.

]]>
นพ.เหรียญทอง โผล่กลางวงแถลง ถกเดือด สปสช. หลังตัวเลข 2 ฝั่งไม่ตรงกัน เผยพร้อมกลับมารับคนไข้ หากชำระหนี้ รพ.มงกุฎวัฒนะ https://thestandard.co/rienthong-nhso-debt-payment-demand/ Thu, 09 Oct 2025 09:59:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1128651 COVER - Rientong NHSO Debt Payment Demand

วันนี้ (9 ตุลาคม) ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการส […]

The post นพ.เหรียญทอง โผล่กลางวงแถลง ถกเดือด สปสช. หลังตัวเลข 2 ฝั่งไม่ตรงกัน เผยพร้อมกลับมารับคนไข้ หากชำระหนี้ รพ.มงกุฎวัฒนะ appeared first on THE STANDARD.

]]>
COVER - Rientong NHSO Debt Payment Demand

วันนี้ (9 ตุลาคม) ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดแถลงข่าวชี้แจงกรณีปัญหาค้างจ่ายโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ กรณีที่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุว่า สปสช. เป็นหนี้ทุกโรงพยาบาลเป็นเรื่องจริงโดยระบบของ สปสช. จะได้รับการจัดสรรงบประมาณจากรัฐเป็นงบปลายปิด

 

เพื่อนำมาจ่ายใน 2 รูปแบบ คือแบบเหมาจ่ายต่อหัว ที่จะจ่ายทันทีให้กับโรงพยาบาล และกรณีการจ่ายตามเกณฑ์ค่าใช้จ่ายการรักษาของคนไข้แอดมิต โดยจะจ่ายเป็นรายเดือน คือสถานพยาบาลต้องให้บริการไปก่อน แล้วทำเรื่องเบิกมายัง สปสช.

 

ทั้งนี้ ในกรณีที่ค่าใช้จ่ายงบประมาณไม่เพียงพอก็จะมีการขอเบิกงบประมาณเพิ่มเติม โดยรอบล่าสุดมีการเบิกงบการไปประมาณ 8,000 ล้านบาท ตอนนี้อยู่ระหว่างรองบกลาง

 

สปสช. ชี้ ปรับเกณฑ์จ่ายเงิน ต้องเรียกคืน รพ.มงกุฎวัฒนะ 31 ล้านบาท

 

ส่วนกรณี สปสช. มียอดค้างจ่ายโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ จำนวน 110 ล้านบาทนั้น ทพ.อรรถพร ให้ข้อมูลว่า เรื่องนี้เริ่มตั้งแต่ปี 63 จากกรณี สปสช. ยกเลิกคลินิกชุมชนอบอุ่นประมาณ 200 กว่าแห่งที่พบการทุจริต จึงมีการโอนย้ายผู้ป่วยไปโรงพยาบาลอื่นๆ รวมทั้งโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ

 

ในตอนนั้นงบประมาณที่ได้รับมีการจัดสรรให้คลินิกปฐมภูมิไปแล้ว เมื่อทางโรงพยาบาลรับคนไข้ต่อทางคลินิกจะต้องตามจ่ายเงินคืนให้กับโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ซึ่งมียอดค้างรวมประมาณ 13.2 ล้านบาท จึงมีการตั้งคณะกรรมการติดตามทวงหนี้ขึ้นมา โดยมีการดำเนินการแจ้งความและเรื่องอยู่ในชั้นศาลปกครอง โดยขณะนี้มีการติดตามทวงหนี้ได้คืนบางส่วน จึงมียอดคงเหลือ 8.3 ล้าน

 

ส่วนยอดคงค้างปี 67 มีการจ่ายเงินงบประมาณให้ไปแล้ว 651 ล้านบาท โดยช่วงปลายปีมีการปรับเกณฑ์การจ่ายเงินใหม่ จึงมีเงินส่วนเกินที่จะต้องเรียกเก็บคืนจากโรงพยาบาลประมาณ 16 ล้านบาท

 

ส่วนยอดหนี้ในปี 68 ทาง สปสช. จ่ายไปแล้ว 618 ล้านบาท เป็นงบเหมาจ่ายต่อประชากร ซึ่งมีการโอนเมื่อช่วงเช้าวันนี้ (9 ตุลาคม) 36 ล้านบาท โดยต้องมียอดเรียกคืนเงินประมาณ 31 ล้านบาท ทำให้มีเงินคงค้างกับทางโรงพยาบาลอยู่ที่ประมาณ 67 ล้านบาท ไม่ใช่ยอด 110 ล้านบาท ตามที่ พล.ต. นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะโพสต์

 

ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมาก็ได้พูดคุยกับนายแพทย์เหรียญทองมาตลอด และยอมรับว่าทางโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะดูแลคนไข้ดีเพียง แต่อาจมีข้อติดขัด ซึ่งทาง สปสช. ยินดีที่จะปรับ

 

ทพ.อรรถพร ยอมรับว่า ขณะนี้ สปสช. มียอดหนี้ค้างสถานพยาบาลทั่วประเทศรวมหลายพันล้านบาท ทั้งโรงพยาบาลของรัฐและเอกชน ซึ่งเป็นยอดไตรมาสสุดท้ายของปี ทำให้ต้องมีการคำนวณอัตราการจ่ายใหม่จึงต้องใช้ระยะเวลา ส่วนใหญ่เป็นค่าบริการกลุ่มผู้ป่วยใน ขอยืนยันว่าไม่เกินวันศุกร์ 17 ตุลาคมนี้ ทุกโรงพยาบาลจะได้รับเงิน

 

ที่ผ่านมา สปสช. มีการปรับเปลี่ยนเกณฑ์การจ่ายเงินให้กับโรงพยาบาลคู่สัญญา จึงทำให้เกิดข้อมูลที่คลาดเคลื่อนในการเบิกจ่ายของโรงพยาบาล ทำให้ในปี 69 จะมีการพูดคุยกับสถานพยาบาลว่า จากนี้จะต้องหารือร่วมกับผู้ประกอบการก่อนการเปลี่ยนเกณฑ์เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน

 

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงสาเหตุที่ สปสช. จ่ายเงินล่าช้า ทพ.อรรถพร ระบุว่า ไม่ใช่เพราะเงินไม่มี แต่ต้องทำคำขอเบิกงบประมาณ 2 ปี ล่วงหน้า และปัจจุบันมีค่าใช้จ่ายส่วนผู้ป่วยแอดมิตที่เพิ่มขึ้นจากโรคต่างๆ รวมถึงนโยบายจากภาครัฐที่เกิดขึ้นกลางปี เช่น ฟอกไตฟรี ที่ใช้งบประมาณถึง 16,000 ล้านบาท 

 

นพ.เหรียญทอง โผล่กลางวง บอกไม่เคยรับรู้ สปสช. เปลี่ยนเกณฑ์คำนวณ

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่มีการแถลงข่าว พล.ต. นพ.เหรียญทอง ได้เดินทางมาร่วมฟังด้วยตนเอง พร้อมขอชี้แจงข้อมูลกรณียอดหนี้ที่ สปสช. คงค้างโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ โดยยังยืนยันว่าเป็นเงิน 110 ล้านบาท ซึ่งเป็นยอดหนี้คงค้างในปี 2563 ประมาณ 8.9 ล้านบาท ยอดหนี้ของปี 2567 ประมาณ 40 ล้านบาท และยอดหนี้ปี 2568 รวมประมาณ 70 ล้านบาท

 

พล.ต. นพ.เหรียญทอง ระบุว่า ในวันนี้ที่ฟัง ทพ.อรรถพร แถลงข้อมูลรู้สึกเป็นการบิดเบือนไม่ตรงความจริง และการเปลี่ยนเกณฑ์จ่ายเงินในปี 67 นั้น ตนไม่เคยรับรู้มาก่อน การทำแบบนี้เป็นสิ่งที่แย่ เป็นการเบี้ยวหนี้และยังคดโกง ทำให้ตนกลายเป็นหนี้โดยไม่รู้

 

“ถ้า สปสช. นึกกติกาวันดีคืนดีมาตั้งระบบ point system กลายเป็นถูกเรียกเงินอีก 38 ล้านบาท ในเดือนกันยายนถึงมีนาคมไม่มีการพูดถึงเลย เป็นที่มาที่ผมยกเลิก 35 คลินิก ประชากร 2 แสนกว่าคนเดือดร้อนเพราะกติกาไม่แน่นอน ไม่พอ แล้วยังย้อนไปในอดีตอีก”

 

พร้อมคืนดีหากใช้หนี้ปี 63 และปี 67

 

พล.ต. นพ.เหรียญทองระบุว่า ในวันนี้ที่มาเพื่อขอทวงหนี้ ซึ่งมีเงื่อนไข 2 ข้อคือ ขอให้ สปสช. ดำเนินการจ่ายหนี้คงค้างของปี 2563 ยอดรวม 8.9 ล้านบาท และจ่ายยอดหนี้คงค้างของปี 2567 ที่ยอดรวมประมาณ 40 ล้านบาทก่อน หากดำเนินการได้รับ ทางโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะก็ยังคงให้บริการผู้ป่วยสิทธิบัตรทองต่อ ส่วนงบประมาณของปี 2568 ตนเข้าใจและรอได้ เพราะขั้นตอนการเบิกจ่ายต้องเป็นไปตามระบบ

 

ด้าน ทพ.อรรถพร กล่าวว่า จะรับข้อเสนอของ พล.ต. นพ.เหรียญทอง ไปดำเนินการโดยกรณีหนี้ปี 2563 มติยังค้างที่บอร์ด สปสช. และขั้นตอนยังอยู่ในระหว่างยื่นฟ้องของศาลปกครอง ซึ่ง พล.ต. นพ.เหรียญทอง กล่าวว่า หากมีการนัดไกล่เกลี่ยและคืนเงินตนก็จะถอนการฟ้องทันที

 

ส่วนยอดหนี้คงค้างของปี 2567 ทพ.อรรถพร ระบุว่า ตนรับจะนำเข้าสู่ที่ประชุม คณะอนุกรรมการหลักประกันสุขภาพระดับเขตพื้นที่ (อปสข.) พิจารณา ซึ่งอาจไม่ทันในช่วง 16 ตุลาคม ตามเส้นตายที่ พล.ต. นพ.เหรียญทอง กำหนด แต่จะดำเนินการให้

 

ด้าน พล.ต. นพ.เหรียญทอง กล่าวเพิ่มเติมถึงกรณี สปสช. มีการปรับเกณฑ์การจ่ายเงินให้กับสถานพยาบาลคู่สัญญา ว่า เชื่อได้ว่าหลายโรงพยาบาลอาจยังไม่ทราบเกณฑ์ใหม่ เพราะตนก็เพิ่งทราบในวันนี้ หากเป็นเช่นนี้หลายโรงพยาบาลอาจขอยกเลิกการเป็นคู่สัญญากับทาง สปสช.

 

ทั้งนี้ ขอยืนยันว่าโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะมีรายได้จากการให้บริการผู้ป่วยซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าที่พร้อมจ่ายเงิน หากต้องยกเลิกการรับผู้ป่วยสิทธิบัตรทองก็ไม่ส่งผลกระทบต่อรายได้ของโรงพยาบาล แต่ในปัจจุบันที่ยังรับรักษาผู้ป่วยสิทธิบัตรทอง เพราะยังเห็นใจคนไข้ มีจิตใจที่อยากช่วยเหลือผู้ป่วย

 

ผู้สื่อข่าวสอบถามเพิ่มเติมว่า ในกรณีที่เกิดขึ้นสามารถทำการเบิกและจ่ายหนี้คงค้างให้กับโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะก่อนได้หรือไม่ พล.ต. นพ.เหรียญทอง ระบุว่า การเลือกปฏิบัติไม่ใช่เรื่องเสียหาย เพราะเรื่องนี้เป็นกรณีเร่งด่วน สปสช. ไม่ควรนำไปรวมกับกรณีอื่น ซึ่งอาจทำให้ปัญหาซับซ้อนมากขึ้น

 

ขณะที่ ทพ.อรรถพร ระบุว่า เรื่องนี้อย่างไรก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอนหากผลดำเนินการเป็นอย่างไรจะมีการแจ้งให้ทราบในภายหลัง

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการแถลงข่าว ทั้งสองฝ่ายได้ลุกขึ้นไปพูดคุยกันเป็นการส่วนตัวพร้อมจับมือ โดยที่ พล.ต. นพ.เหรียญทอง ได้กล่าวกับ ทพ.อรรถพร ว่า “คนเราโกรธกันได้ เกลียดกันได้ แต่ถ้ามีเหตุผลวันหนึ่งเราก็สามารถคืนดีกันได้”

 

WEB_1 WEB_2 WEB_3 WEB_4 WEB_5 WEB_6

The post นพ.เหรียญทอง โผล่กลางวงแถลง ถกเดือด สปสช. หลังตัวเลข 2 ฝั่งไม่ตรงกัน เผยพร้อมกลับมารับคนไข้ หากชำระหนี้ รพ.มงกุฎวัฒนะ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จาก ‘30 บาทรักษาทุกโรค’ สู่ ‘30 บาทรักษาทุกที่’ ยกระดับด้วยบัตรประชาชนใบเดียวได้แค่ไหน https://thestandard.co/30-baht-cures-every-disease-30-baht-cures-everywhere/ Tue, 09 Jan 2024 14:23:01 +0000 https://thestandard.co/?p=885880 30 บาทรักษาทุกโรค 30 บาทรักษาทุกที่

‘40 นาที’ คือตัวเลขสำคัญที่ทำให้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่ […]

The post จาก ‘30 บาทรักษาทุกโรค’ สู่ ‘30 บาทรักษาทุกที่’ ยกระดับด้วยบัตรประชาชนใบเดียวได้แค่ไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
30 บาทรักษาทุกโรค 30 บาทรักษาทุกที่

‘40 นาที’ คือตัวเลขสำคัญที่ทำให้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติกลายเป็นระบบสำคัญของไทยจนถึงทุกวันนี้ 

 

“แรกเริ่มเดิมที นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ เดินสายเสนอทุกพรรคการเมือง รวมถึงพรรครัฐบาลในขณะนั้น แต่ไม่มีใครมองว่าเรื่องนี้ทำได้ บางคนบอกว่าเพี้ยน จนกระทั่งผมได้พบกับคุณหมอสงวนอีกครั้งในปี 2542 แล้วพาคุณหมอสงวนไปพบหัวหน้าพรรคไทยรักไทย หลังจากนำเสนอเสร็จ 40 นาที คุณทักษิณก็บอกกับที่ประชุมและบอกกับคุณหมอสงวนว่า แนวคิดนี้เป็นแนวคิดที่มีประโยชน์กับประชาชน และสามารถเอาไปใช้เป็นประโยชน์กับประเทศไทยได้ แล้วก็เดินหน้าบรรจุเป็นนโยบายทันที” 

 

นี่คือบางส่วนของคำบอกเล่าเหตุการณ์เมื่อ 24 ปีก่อนของ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข 

 

โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ ‘30 บาทรักษาทุกโรค’ จึงได้เริ่มต้นถือกำเนิด กลายมาเป็นนโยบายสำคัญของพรรคไทยรักไทยเมื่อปี 2544 และดำเนินการได้ทั่วประเทศในปี 2545 เพื่อให้ประชาชนคนไทยทุกคนได้รับบริการสาธารณสุขที่ได้มาตรฐาน และผู้ยากไร้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลจากสถานบริการของรัฐ 

 

เริ่มต้นจากกลุ่มตกหล่น

 

ก่อนจะมีโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ประเทศไทยมีระบบสวัสดิการและหลักประกันสุขภาพของรัฐ 4 ประเภท คือ

 

  1. ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ
  2. ระบบประกันสังคม
  3. ระบบประกันสุขภาพโดยสมัครใจ (โครงการบัตรสุขภาพ เสียเงินรายเดือนหรือรายปี) 
  4. โครงการสวัสดิการประชาชนด้านการรักษาพยาบาล (สปร.) หรือบัตรอนาถา

 

ส่วนภาคเอกชนมี ‘ประกันชีวิต’ แต่พบว่ามีประชากรอีก 20 ล้านคนหรือร้อยละ 30 ของประเทศในขณะนั้น ไม่ได้รับสวัสดิการหรือหลักประกันสุขภาพใดๆ เลย 

 

ปี 2533 นพ.สงวน ประธานชมรมแพทย์ชนบทรุ่นที่ 8 จึงได้เริ่มศึกษาความเป็นไปได้และเสนอร่าง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภา แต่ร่างกฎหมายดังกล่าวกลับถูกปัดตก

 

‘30 บาท’ มีที่มา

 

ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี บอกเล่าถึงที่มาของ 30 บาท ซึ่งได้คิดร่วมกับ นพ.สุรพงษ์ ว่า ถ้าเอามากกว่า 30 บาท คนยากจนก็ไม่มีเงินอยู่ดี แต่ถ้าเอาน้อยกว่า 30 บาท เป็น 5 บาท 10 บาท ก็จะไม่มีความหมาย การเก็บ 30 บาทจะทำให้คนไม่มาโรงพยาบาลโดยไม่จำเป็น หากเขาไม่ป่วยจะได้ไม่มา แต่หากมาก็จ่าย 30 บาทเท่านั้นไม่ว่าจนหรือรวย นี่คือหัวใจของประชาธิปไตย และเราใช้เงินประมาณ 3 หมื่นล้านบาทก็ทำได้ 

 

ต่อมาหลังการปฏิวัติโครงการนี้ได้ยกเลิกการจ่ายเงิน 30 บาท ทำให้ประชาชนผู้มีสิทธิได้รับการบริการโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมาจนถึงปัจจุบัน จนอาจมีเสียงคัดค้านและเกิดข้อครหารายทาง 

 

เหมือนที่ แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะรองประธานคณะกรรมการพัฒนาระบบสุขภาพแห่งชาติ กล่าวไว้ว่า แม้ในตอนนั้นจะมีหลายข้อครหาที่ไม่เข้าใจ มีวาทกรรมในแง่ร้ายมากมาย วันนี้ทุกท่านได้เห็นแล้วว่า 30 บาทรักษาทุกโรคได้เปลี่ยนชีวิตของพี่น้องประชาชนได้ดีขึ้นจริงๆ นั่นแปลว่านโยบายที่ดีสามารถเปลี่ยนชีวิตของเราได้ วันนี้รัฐบาลกลับมารับไม้ต่อ ทำให้ 30 บาทรักษาทุกโรค เป็น 30 บาทรักษาทุกที่ เราจะไม่หยุดพัฒนานโยบายที่ดีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

 

ครอบคลุมแต่ปัญหาล้นทะลัก

 

กว่า 22 ปี นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ไม่เพียงช่วยเหลือผู้ไม่ได้รับสิทธิสวัสดิการให้ได้รับการรักษา แต่อีกหนึ่งสิ่งที่โครงการนี้ทำประโยชน์โดยไม่รู้ตัวคือ การลดความยากจนจากความล่มจมการจากรักษา 

 

มีบวกย่อมมีลบ สิ่งที่ฉายภาพชัดเจนคือ บุคลากรทางการแพทย์ทำงานหนัก ผู้ป่วยล้นโรงพยาบาล รอคิวนาน เสียเวลาค่อนวัน และเมื่อสิทธิการรักษาฟรี งบประมาณจำนวนมหาศาลที่ถัวเฉลี่ยการตรวจรักษาผู้ป่วยจาก สปสช. จึงไม่เพียงพอให้ได้รับการรักษาตามมาตรฐานการแพทย์ที่ดี โดนลดคุณภาพสเปกยาหรืออุปกรณ์บางตัว  หลายๆ โรงพยาบาลต้องประสบปัญหาการขาดเงินทุนหมุนเวียนในการจัดซื้อยา เครื่องมือแพทย์ และเวชภัณฑ์ต่างๆ แพทย์สั่งจ่ายยาให้ผู้ป่วยได้เฉพาะยาที่มีอยู่ในรายการบัญชียาหลักแห่งชาติเท่านั้น 

 

กำเนิด ‘รักษาทุกที่’ คิกออฟ 4 จังหวัดนำร่อง ก่อนขยายทั่วประเทศ

 

‘30 บาทรักษาทุกที่ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว’ หรือเรียกสั้นๆ ว่า ‘30 บาทพลัส’ จึงเกิดขึ้นมาเพื่อช่วยบรรเทาปัญหาเหล่านี้ โดยวันที่ 7 มกราคม 2567 คือวันเริ่มต้นนำร่องใน 4 จังหวัดที่มีความพร้อม ได้แก่ จังหวัดแพร่, เพชรบุรี, นราธิวาส และร้อยเอ็ด มี เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาระบบสุขภาพแห่งชาติ เป็นประธานเปิดโครงการอย่างยิ่งใหญ่ ณ ลานสาเกตนคร หน้าหอโหวด 101 จังหวัดร้อยเอ็ด

 

ก่อนจะขยายไปสู่จังหวัดอื่นๆ เฟส 2 ภายในเดือนมีนาคมนี้ จะครอบคลุมพื้นที่อีก 8 จังหวัด คือ จังหวัดเพชรบูรณ์, นครสวรรค์, สิงห์บุรี, สระแก้ว, หนองบัวลำภู, นครราชสีมา, อำนาจเจริญ และพังงา และภายในสิ้นปีจะขยายให้ครอบคลุมสามารถใช้บัตรประชาชนใบเดียวได้ทั้งประเทศ 

 

ยกระดับ 30 บาทพลัส บัตรประชาชนใบเดียวใช้ได้ทุกที่

 

สำหรับการยกระดับระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติครั้งนี้ ถูกยกระดับเป็น 30 บาทพลัส ที่ใช้บัตรประชาชนเพียงใบเดียวเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลทุกเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชนได้โดยไม่ต้องใช้ใบส่งตัว เนื่องจากสามารถเชื่อมโยงข้อมูลผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ และที่สำคัญยังสามารถเข้ารับการรักษาโรคมะเร็งได้ครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่การฉีดวัคซีน การคัดกรองมะเร็งปากมดลูก มะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งเต้านม หากตรวจพบก็จะถูกส่งต่อเข้ารับการรักษาต่อไป

 

นอกจากนี้ยังเข้าถึงบริการในเขตเมือง โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร ประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยเชิญเอกชนเข้ามาร่วมให้บริการมากขึ้น ทั้งร้านยา คลินิกทันตกรรม และคลินิกกายภาพบำบัด นับเป็นการลดความเหลื่อมล้ำด้านสาธารณสุขและอำนวยความสะดวกในการรับบริการของประชาชน

 

30 บาทรักษาทุกที่ ลดภาระให้คนไข้เมื่อต้องย้ายสถานพยาบาล ไม่จำเป็นต้องมีใบส่งตัว ข้อมูลผู้ป่วยจะถูกบันทึกในระบบออนไลน์ และการขอใบรับรองแพทย์ดิจิทัลสามารถทำผ่านแอปหมอพร้อมได้ เช่นเดียวกับการรับบัตรคิวก็สามารถจองล่วงหน้าได้

 

เพิ่มสิทธิการรักษาผ่านหน่วยบริการปฐมภูมิ ลดความแออัดในโรงพยาบาล ลดการรอพบแพทย์ และสามารถหาหมอทางไกลผ่านออนไลน์ รับยาร้านยาใกล้บ้าน หรือส่งไปรษณีย์ รวมถึงใช้บริการ อสม. Rider ที่จะเริ่มให้บริการในเดือนมีนาคมนี้ 

 

แต่ทั้งหมดนี้ไม่อาจฟันธงได้ว่าหมอและพยาบาลจะสามารถลดงานหนักได้จริง และการให้บริการจะ ‘ทุกที่’ สมชื่อหรือไม่ จนกว่าผลการปฏิบัติจะออกมา 

 

ทางออกคนไข้ ปลดภาระบุคลากรทางการแพทย์

 

ในเสียงสนับสนุนกลับมีข้อแย้งที่บอกว่า 30 บาทพลัส ไม่ต่างจากเดิม

 

แหล่งข่าว สปสช. ระบุว่า การเปลี่ยนผ่านเพียงแต่เป็นการเพิ่มระบบบริการ ซึ่งการนำบัตรประชาชนใบเดียวรักษาทุกที่เคยมีการนำร่องทดลองแล้วในเขตบริการสุขภาพที่ 9 และเพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีปัญหางบประมาณบานปลาย การรักษาพยาบาลจึงจำกัดแค่การรักษาภายในเขตและมีการเชื่อมต่อข้อมูลกันเท่านั้น

 

เช่นเดียวกับ นพ.สุรพงษ์ เคยให้สัมภาษณ์กับไทยรัฐออนไลน์ไว้ว่า การปรับเปลี่ยนยังมีข้อจำกัด เพราะรัฐบาลมีงบให้ปีละ 2 แสนล้านบาท และสิ่งที่น่ากังวลคือจำนวนบุคลากร โดยเฉพาะพยาบาลที่ไม่เพียงพอต่อการให้บริการ อาจต้องสนับสนุนการเรียนพยาบาลเพื่อผลิตบุคลากรให้มากขึ้น หรืออาจรื้อฟื้นโรงเรียนพยาบาลบางแห่งของหน่วยงานทหารให้กลับมาสอนอีกครั้ง

 

เติมความรู้ ลดเจ็บป่วย

 

แม้จะอยู่ในช่วงรอยต่อจาก 30 บาทรักษาทุกโรค สู่ 30 บาทรักษาทุกที่ แต่หากทำได้จริง ปัญหาคนไข้ล้นคงจะเบาบางลง ภาระบนบ่าของบุคลากรทางการแพทย์คงทุเลา เวลาที่เคยเสียไปกับการรอของคนไข้เกือบ 47 ล้านคนในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติจะคืนกลับมา มาเพื่อทำประโยชน์และเพิ่มคุณภาพชีวิตให้คนไทยดีขึ้นอย่างแน่นอน 

 

อ้างอิง:

 

The post จาก ‘30 บาทรักษาทุกโรค’ สู่ ‘30 บาทรักษาทุกที่’ ยกระดับด้วยบัตรประชาชนใบเดียวได้แค่ไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
บอร์ด สปสช. เพิ่มสิทธิผู้ป่วย ‘ไตวายเรื้อรัง’ ใช้สิทธิบัตรทอง ล้างไตด้วยวิธีฟอกเลือด ไม่เสียค่าใช้จ่าย เริ่ม 1 ก.พ. นี้ https://thestandard.co/nhso-board-include-chronic-renal-failure-patient-into-gold-card/ Sat, 08 Jan 2022 06:31:10 +0000 https://thestandard.co/?p=580291 ไตวายเรื้อรัง

วันนี้ (8 มกราคม) ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนา […]

The post บอร์ด สปสช. เพิ่มสิทธิผู้ป่วย ‘ไตวายเรื้อรัง’ ใช้สิทธิบัตรทอง ล้างไตด้วยวิธีฟอกเลือด ไม่เสียค่าใช้จ่าย เริ่ม 1 ก.พ. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไตวายเรื้อรัง

วันนี้ (8 มกราคม) ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลได้มีความมุ่งมั่นในการดูแลคุณภาพชีวิตประชาชนในทุกมิติ ซึ่งครอบคลุมถึงการเข้าถึงการรักษาพยาบาล ตามที่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้นโยบายว่าประชาชนทุกกลุ่มต้องมีหลักประกันสุขภาพเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่เท่าเทียม ต้องไม่ให้ภาระค่ารักษาพยาบาลจากความเจ็บป่วยสร้างปัญหาภาวะล้มละลายในครัวเรือนของประชาชน  

 

ล่าสุด คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ที่มี อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน ได้เห็นชอบข้อเสนอการช่วยเหลือค่าบริการล้างไตด้วยวิธีฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม แก่ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังที่ไม่สมัครใจรับบริการล้างไตผ่านทางช่องท้อง โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2565 เป็นต้นไป 

 

ไตรศุลีกล่าวว่า การให้ความช่วยเหลือค่าบริการดังกล่าว เกิดขึ้นจากที่อนุทินได้ลงพื้นที่หน่วยบริการสาธารณสุขหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ได้รับฟังปัญหาจากผู้ป่วยสิทธิบัตรทองที่ป่วยด้วยโรคไตวายเรื้อรังที่แพทย์เลือกวิธีการล้างไตทางช่องท้องให้ แต่ตัวผู้ป่วยประสงค์ใช้วิธีล้างไตด้วยการฟอกเลือด จึงต้องแบกรับภาระค่าฟอกเลือดเองครั้งละ 1,500 บาท จึงได้ให้เลขาธิการ สปสช. พิจารณาแนวทางการช่วยเหลือเพื่อให้ผู้ป่วยซึ่งถือบัตรทองมีสิทธิเลือกวิธีการรักษาและรัฐยังให้การสนับสนุน ซึ่ง สปสช. ศึกษาข้อมูลจากฐานผู้ป่วยไตวายเรื้อรังก็พบว่าทำได้ 

 

“การดำเนินการของปีนี้จะเริ่มได้ตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ เป็นต้นไป โดยใช้งบประมาณเหลือจ่ายของ สปสช. ส่วนปีต่อๆ ไปจะจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีสนับสนุนที่เพียงพอต่อไป โดยท่านรองนายกรัฐมนตรีอนุทินได้ระบุว่า นี่คือการดำเนินการที่ยืนยันถึงแนวนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งดูแลคุณภาพชีวิตประชาชนทุกมิติ ในด้านการรักษาพยาบาลประชาชนต้องเข้าถึงอย่างเท่าเทียม” ไตรศุลีกล่าว  

 

ทั้งนี้ ข้อมูลของ สปสช. ระบุว่า ปัจจุบันมีผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังรักษาด้วยการล้างไตทางหน้าท้องอยู่ 32,892 ราย ด้วยวิธีฟอกเลือด 30,802 ราย ซึ่งในนี้เป็นกลุ่มที่แพทย์เลือกวิธีรักษาด้วยการฟอกเลือด 24,256 ราย และกลุ่มที่แพทย์เลือกวิธีล้างไตทางหน้าท้องให้แต่ผู้ป่วยไม่สมัครใจและเลือกจ่ายเงินเองเพื่อใช้วิธีรักษาด้วยการฟอกเลือด 6,546 ราย

The post บอร์ด สปสช. เพิ่มสิทธิผู้ป่วย ‘ไตวายเรื้อรัง’ ใช้สิทธิบัตรทอง ล้างไตด้วยวิธีฟอกเลือด ไม่เสียค่าใช้จ่าย เริ่ม 1 ก.พ. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรณี ‘หมอแสง ปราจีนบุรี’ ความเหลื่อมล้ำจากปากคำผู้ป่วยมะเร็ง https://thestandard.co/mosang-alternative-cancer-treatment-lessonslearned/ https://thestandard.co/mosang-alternative-cancer-treatment-lessonslearned/#respond Mon, 06 Nov 2017 11:25:17 +0000 https://thestandard.co/?p=41182

     โรงพยาบาลรัฐน่าจะเป็นภาพสะท้อนความเ […]

The post กรณี ‘หมอแสง ปราจีนบุรี’ ความเหลื่อมล้ำจากปากคำผู้ป่วยมะเร็ง appeared first on THE STANDARD.

]]>

     โรงพยาบาลรัฐน่าจะเป็นภาพสะท้อนความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยได้ชัดเจนที่สุดแห่งหนึ่ง

     คนทั่วไปคงจะได้เห็นข่าวของ ‘หมอแสง’ หรือนายแสงชัย แหเลิศตระกูล ซึ่งแจกยารักษามะเร็งฟรีที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมือง จ.ปราจีนบุรี หมอแสงแจกยามากว่า 10 ปีแล้ว จากปากต่อปากสู่การปรากฏเป็นข่าวตามสื่อมวลชน

     แต่สำหรับชุมชนคนป่วยมะเร็งด้วยกัน ‘หมอแสง’ เป็นหนึ่งในหลายร้อยแห่งของแนวทางรักษามะเร็งทางเลือก ซึ่งสถานที่รักษามะเร็งทางเลือกมักสอดแทรกอยู่ในวงสนทนาของผู้ป่วยมะเร็งบ่อยครั้ง มีทั้งแบบรักษาฟรี หากมีค่าใช้จ่ายก็จะออกแนวทำบุญตามศรัทธา หรือบางแห่งก็มีค่าใช้จ่ายหลักพันจนถึงหลายพันบาท

     THE STANDARD พูดคุยกับผู้ป่วยโรคมะเร็งท่านหนึ่ง ซึ่งใช้สิทธิประกันสังคม (โดยสมัครใจมาตรา 39) เมื่อ 4 ปีที่แล้วเธอเป็นมะเร็งเต้านมระยะ 3 จากทั้งหมด 4 ระยะ ต้องรักษาด้วยวิธีเคมีบำบัดหรือคีโม เพื่อทำให้เซลล์มะเร็งเล็กลงก่อนจะทำการผ่าตัด จากนั้นหมอจะนัดตรวจอาการทุก 3 เดือน

     ตลอดช่วงเวลาการรักษามะเร็งทำให้แผนกผู้ป่วยมะเร็งเป็นเป็นเสมือนบ้านอีกหลังของเธอ ที่นี่เราจะเจอเพื่อนที่เป็นโรคมะเร็งเหมือนกัน คอยให้กำลังใจกัน แลกเปลี่ยนข้อมูลการดูแลตัวเอง รวมไปถึงการรักษามะเร็งทางเลือก

 

 

คนไม่เท่ากัน เมื่อเข้าโรงพยาบาล

     ผู้ป่วยมะเร็งท่านนี้ เล่าให้ฟังว่าคงบอกไม่ได้ว่าวิธีการรักษาและตัวยาที่ใช้ระหว่างสิทธิบัตรประกันสังคม และสิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้า รวมไปถึงสิทธิข้าราชการเหมือนหรือต่างกัน แต่ที่ได้ยินมาคือสิทธิข้าราชการจะได้คีโมอีกตัวหนึ่งซึ่งหากคนไข้ทั่วไปอยากได้ยาตัวนั้นบ้างต้องจ่ายเงินส่วนต่างเพิ่ม

     แต่ความต่างที่เห็นได้ชัดระหว่างสิทธิรักษาพยาบาลที่ต่างกันเริ่มตั้งแต่การรับบัตรคิว ที่เคาน์เตอร์ชั้น 1 ของโรงพยาบาล ช่องสำหรับสิทธิข้าราชการมี 1 ช่อง แต่โล่งมากไม่มีคนต่อคิวเลย ส่วนช่องของบัตรประกันสังคม จะมีคนต่อแถวยาวประมาณหนึ่ง ขณะที่ช่องของบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า แถวยาวคดแล้วคดอีกเลยไปถึงหน้าประตูทางเข้า

     แม้แต่ตอนที่นอนโรงพยาบาลเพื่อรอผ่าตัด เธอบอกว่าอาหารของผู้ป่วยที่ใช้สิทธิ 30 บาทจะได้อาหารถาดหลุม ขณะที่ของเธอจะได้เป็นกล่องแยกกับข้าวมาต่างหากดูน่ารับประทานกว่า เธอบอกว่าผู้ป่วยมะเร็งนั้นต้องการกำลังใจ ดังนั้นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ก็มีผล ส่วนข้าราชการจะไม่มานอนในห้องผู้ป่วยรวม เพราะส่วนใหญ่จะได้ห้องพิเศษ

 

 

ข้าราชการมีโอกาสใช้ยานอกบัญชียาแห่งชาติ

     สุรีรัตน์ ตรีมรรคา ผู้ประสานงานกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD ตอบคำถามที่ว่าตกลงแล้วยาที่ใช้รักษามะเร็งของสิทธิข้าราชการ สิทธิประกันสังคม และสิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้าเหมือนหรือต่างกัน?

     คำตอบคือ เท่าที่เห็นในทางปฏิบัติทุกระบบยืนยันว่าใช้วิธีรักษาแบบเดียวกันซึ่งเป็นมาตรฐานของวิชาชีพแพทย์ และก็ต้องใช้ยาจากบัญชียาหลักแห่งชาติเหมือนกันในเบื้องต้นก่อน

     ‘บัญชียาหลักแห่งชาติ’ เป็นเครื่องมือลดความเหลื่อมล้ำของระบบประกันสุขภาพไทยที่แบ่งคนออกเป็น 3 กลุ่ม และให้งบประมาณรายหัวของ 3 กลุ่มไม่เท่ากัน

     เท่าที่เฝ้าติดตามการทำงาน เห็นว่าปัจจุบันระบบบัญชียาหลักแห่งชาติยังทำงานได้เป็นปกติ สามารถไว้ใจได้ โดยทุกกลุ่มโรคจะมีผู้เชี่ยวชาญ และงานวิจัยประกอบรองรับว่าคุ้มค่าหรือไม่ การเอายาเข้าบัญชียาหลักแห่งชาตินั้นไม่ว่าใครจะอยู่บัตรไหนระบบไหนก็จะได้ใช้ยาตัวนั้นเหมือนกัน

     แต่ความแตกต่างจะอยู่ที่ ระบบของข้าราชการซึ่งมีเงินอุดหนุนต่อหัวสูงที่สุดมีโอกาสมากกว่าที่จะขอใช้ยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติ ข้าราชการมีศักยภาพในการเจรจากับหมอได้ ในขณะที่กองทุนอื่น การทำอะไรที่นอกเหนือหรือเพิ่มเข้าไปไม่สามารถทำได้ เพราะจะกระทบกับเงินในกองทุนซึ่งมีน้อยอยู่แล้ว

     ความเหลื่อมล้ำมีที่มาจากระบบใหญ่ เมื่อรัฐจ่ายเงินรายหัวไม่เท่าเทียมกันแต่ต้น ย่อมส่งผลไปถึงการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมกัน การแก้ไขคือการรวม 3 กองทุนประกันสุขภาพเป็นกองทุนเดียว ทุกคนในสังคมควรมีงบค่าใช้จ่ายรายหัวในการรักษาพยาบาลที่เท่ากัน ไม่ใช่แบ่งแยกกันชัดเจนอย่างที่เป็นอยู่

 

 

มะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 ของคนไทย

     จากสถิติตั้งแต่ปี 2542 โรคมะเร็งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตสูงสุดของคนไทย โดยเฉลี่ย 100 คนต่อประชากร 100,000 คน สูงกว่าการตายด้วยอุบัติเหตุถึง 2 เท่า ซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ 50 คนต่อประชากร 100,000 คน

     คนไทยเป็นมะเร็งเต้านมมากที่สุด รองลงมาคือมะเร็งลำไส้ มะเร็งตับและท่อน้ำดี มะเร็งปอด และมะเร็งปากมดลูก

     แต่มะเร็งตับและท่อน้ำดีกับมะเร็งปอด เป็นสาเหตุเสียชีวิตเป็นลำดับต้นๆ เมื่อเทียบกับมะเร็งชนิดอื่นๆ เนื่องจาก 2 โรคนี้มีการพยากรณ์โรคได้ยังไม่ดี ทำให้รู้ตัวช้าและรักษาได้ยาก

     ขณะที่การเป็นมะเร็งซ้ำ เป็นเรื่องปกติของผู้ป่วยมะเร็ง มักเกิดในเนื้อเยื่อและอวัยวะใหม่ การเป็นซ้ำอาจจะเกิดขึ้นได้ภายใน 6 เดือนเป็นอย่างเร็ว และอย่างนานที่สุดมากถึง 10 ปี

     ผู้ป่วยมะเร็งท่านเดิม เล่าให้เราฟังว่า หลังผ่าตัดมะเร็งเต้านมไป 4 ปี เธอพบมะเร็งที่ต่อมน้ำเหลืองซ้ำอีก คราวนี้เธอตัดสินใจหันหลังให้กับการรักษาแบบแพทย์แผนปัจจุบัน หันไปเลือกวิธีทางเลือกเต็มตัว

     เธอบอกว่า ไม่ใช่เพราะไม่เชื่อมั่นในแพทย์ปัจจุบัน แต่เพราะไม่เชื่อว่าร่างกายเธอจะรับการรักษาแบบเคมีบำบัดหรือคีโมซ้ำได้อีก คีโมเป็นประสบการณ์ที่เลวร้ายของผู้ป่วยมะเร็ง เธอตัดสินใจรักษาแบบทางเลือก โดยทานยาสมุนไพร พร้อมกับข้อปฏิบัติอย่างเคร่งครัดในการรับประทานอาหาร เธอบอกว่าเธอยอมทานอาหารแบบนี้ไปจนตายดีกว่าทรมานกับการให้คีโม

 

 

ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าสมุนไพรตัวใดใช้รักษามะเร็งได้

     นายแพทย์วีรวุฒิ อิ่มสำราญ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ บอกกับ THE STANDARD ว่า ปัจจุบันการรักษาแบบทางเลือกยังไม่มีข้อมูลชัดเจนยืนยันว่ารักษาโรคมะเร็งได้จริง ผู้ป่วยมะเร็งส่วนใหญ่ยังเชื่อมั่นและเลือกวิธีการรักษาแบบปัจจุบัน โดยคนไข้ที่ให้การรักษาแบบปัจจุบันแบบครบถ้วนแล้วหายขาดมีจำนวนมาก

     อย่างไรก็ตาม การรักษาแบบทางเลือกเป็นสิทธิของผู้ป่วยซึ่งห้ามไม่ได้ ผู้ป่วยก็มีหลายแบบมีทั้งไม่เชื่อเรื่องนี้เลย มีทั้งแบบรักษาคู่ขนาน และแบบทิ้งแพทย์แผนปัจจุบันเลยก็มี

     ขณะเดียวกันขออย่ามอง ‘คีโม’ เป็นสิ่งเลวร้าย มีผู้ป่วยมะเร็งมากมายที่ใช้วิธีการรักษาแบบนี้แล้วหายขาดจากมะเร็ง ส่วนการเป็นมะเร็งซ้ำถือเป็นเรื่องปกติของผู้ป่วยมะเร็ง หากเป็นซ้ำก็ควรรักษาด้วยวิธีการเดิม เพราะการหายไปแล้วรอบหนึ่งมันสะท้อนว่าการรักษาด้วยการให้คีโมนั้นได้ผล

     ด้านนายแพทย์ปราโมทย์ เสถียรรัตน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เปิดเผยผลการตรวจสอบยาของ ‘หมอแสง’ ว่า จากการตรวจสอบผลิตภัณฑ์ครั้งแรกไม่พบส่วนผสมของสเตียรอยด์ สำหรับส่วนผสมของสมุนไพรดังกล่าวมีข้าวเย็นเหนือ ข้าวเย็นใต้ และน้ำมันรำข้าว ซึ่งจากงานวิจัยพบว่ามีสรรพคุณแอนตี้ออกซิแดนต์มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง และมีงานวิจัยในสัตว์ทดลองพบว่ามีฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็งตับ แต่ยังไม่มีการวิจัยในคนจึงไม่สามารถระบุได้ว่าสามารถรักษาโรคได้ แต่อาจช่วยบำรุงสุขภาพให้ดีขึ้น

The post กรณี ‘หมอแสง ปราจีนบุรี’ ความเหลื่อมล้ำจากปากคำผู้ป่วยมะเร็ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/mosang-alternative-cancer-treatment-lessonslearned/feed/ 0