หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/หลักประกันสุขภาพแห่งชา-2/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sun, 11 Oct 2026 05:55:02 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 พนัสนั่งรถเข็นใช้สิทธิเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม บอกเจ็บใจต้องสู้กับพรรคการเมือง หวั่นกินรวบ สปส. https://thestandard.co/panat-social-security-election-political/ Sun, 11 Oct 2026 05:55:02 +0000 https://thestandard.co/?p=1267222 พนัส ไทยล้วน นั่งรถเข็นใช้สิทธิเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม

วันนี้ (11 ตุลาคม) ที่โรงเรียนสมุทรปราการ พนัส ไทยล้วน […]

The post พนัสนั่งรถเข็นใช้สิทธิเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม บอกเจ็บใจต้องสู้กับพรรคการเมือง หวั่นกินรวบ สปส. appeared first on THE STANDARD.

]]>
พนัส ไทยล้วน นั่งรถเข็นใช้สิทธิเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม

วันนี้ (11 ตุลาคม) ที่โรงเรียนสมุทรปราการ พนัส ไทยล้วน อดีตกรรมการประกันสังคม 8 สมัย และประธานสภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงานแห่งประเทศไทย นั่งรถเข็นมาใช้สิทธิเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมชุดใหม่ พร้อมให้สัมภาษณ์ว่า เท่าที่ได้รับรายงานมา การเลือกตั้งถือว่าเป็นไปตามเป้าหมาย แต่จะแพ้หรือชนะก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะเท่าที่เดินมาเราก็ไม่รู้จักเขา

 

ทั้งนี้สิ่งที่เรารู้จัก คือ เรารู้จักผู้นำกรรมการแต่เราไม่รู้จักสมาชิกของเขาที่มีอยู่กว่าเป็นพันคน อย่างไรก็ตามเท่าที่ได้รับรายงานมาน้องๆ เขาก็ช่วยกันเต็มที่ ส่วนจะแพ้หรือชนะไม่เป็นไร เราขับเคลื่อนกันมา 2 เดือน ซึ่งต้องยอมรับว่าไม่เหมือนกับการเลือกตั้งเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา อันนี้ถือว่าเจตนาชัดเจนว่าจะเอากองทุนไปชัดๆ

 

ส่วนก่อนหน้านี้มีความพยายามในการสื่อสารว่าเป็นเด็กอมมือ ดังนั้นวันนี้คิดว่าจะล้มเด็กอมมือได้หรือไม่ พนัสกล่าวว่า เด็กอมมือจะมีความหมายอะไร มันต้องมองข้างหลังเด็กอมมือ เพราะเป็นลูกน้องของพรรคการเมือง ถ้าจะล้มเด็กอมมือลำพังตัวต่อตัวกับตน ถ้าได้สัก 100 คะแนนก็ถือว่าเจ๋งแล้ว แต่นี่อาศัยศักดิ์ศรีของพรรคการเมือง เป็นลูกจ้างจะไปด่านายจ้างเขาได้อย่างไร ซึ่งเท่าที่มีการพูดคุยกับตนถือว่าโกรธมาก เพราะถือว่าไปก้าวร้าวต่อเขา

 

​”ทุกคนก็รู้อยู่ว่าเอานายจ้างกับลูกจ้างมาอย่างละ 2 แล้วเมื่อได้ผู้ทรงคุณวุฒิอีก 7 คน อนุกรรมการอีก 60 คน แบบนี้เท่ากับมัดตราสังประกันสังคมแล้ว ตายสนิท เพราะทั้งหมดมี 87 คน แล้วมีรัฐบาลอยู่ 7 คน แบบนี้เรียกว่าตายหรือไม่ แล้วจะไปสู้ได้อย่างไร” พนัสกล่าว

 

พนัสยังกล่าวด้วยว่า ทุกคนเวลาไปลงคะแนนก็มั่นใจว่าทีมเรามาแน่ แต่จะมามากมาน้อยไม่เป็นไร แพ้ชนะไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะเราผ่านการเลือกตั้งมาตั้ง 40-50 ครั้งแล้ว มีทั้งแพ้มีทั้งชนะเป็นเรื่องธรรมดา แต่เจ็บใจอย่างเดียวเราไม่ได้สู้กับลูกจ้าง แต่ตอนนี้เรากำลังสู้กับพรรคการเมือง

 

นี่คือความแสบ แล้วพรรคการเมืองอื่นก็จะมองเป็นตัวอย่างว่าสามารถนำตรงนี้มาเป็นเครื่องมือได้ วันไหนที่พรรคการเมืองอื่นเข้ามาร่วมด้วย ถามว่าประกันสังคมจะพังหรือไม่ ถ้าพรรคเพื่อไทยก็มา พรรคภูมิใจไทยก็มา บอกให้ อบจ. ส่งลูกน้องมาลงหมดแบบนี้ไม่ฉิบหายไปทั้งประเทศหรือ เท่ากับว่าเขาทำได้คนเดียวหรือคนอื่นทำไม่ได้หรือ ดังนั้นตนอยากให้เป็นผู้แทนฝั่งนายจ้างจริงๆ

 

ส่วนมีอะไรจะฝากถึงผู้ประกันตนหรือนายจ้างที่กำลังจะออกมาใช้สิทธิก่อนปิดหีบในวันนี้หรือไม่ พนัสกล่าวว่า นายจ้างเราคุยกันหลายครั้งหลายรอบแล้ว บอกว่าเรื่องนี้ยอมไม่ได้เพราะเป็นเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นนายจ้าง แล้วคนที่มาพูดว่าจะพบนายจ้างก็มี ทั้งๆ ที่ตัวเขาเป็นลูกจ้าง ซึ่งออกมาพูดเช่นนี้ได้อย่างไร

 

ดังนั้นตนยืนยันว่าอยากให้นายจ้างลูกจ้างยึด 3 ขาเหมือนเดิม ซึ่งมีการยึดโยงกันอยู่ จะทำอะไรก็ต้องมีการหารือและยินยอมพร้อมใจกัน แต่ถ้าเอามาผูกรวมกันเอาไว้แบบนี้ มันจะเป็นอย่างไร เพราะจริงๆ ประกันสังคมทำอะไรไม่ได้เพราะติดมาตรา 9 ดังนั้นที่เข้าไปจะไปทำอย่างเดียวคือดูเรื่องเงิน เรื่องสิทธิประโยชน์รักษาพยาบาล ซึ่งบางกลุ่มมีการพูดถึงหรือไม่

 

“ดังนั้นอยากฝากถึงลูกจ้างตัวจริงว่าขอให้รักกันไว้ มีแต่ลูกจ้างตัวจริงเท่านั้นที่สามารถรักษาสิทธิขั้นพื้นฐานของเราเอาไว้ได้ ประกันสังคมเป็นเพียงการบรรเทาทุกข์ แต่อย่าให้มีการเอาเงินประกันสังคมที่เราต้องเสียเงินเข้าไปตลอดไปอยู่ในมือของพรรคการเมือง อยู่ในมือหัวหน้าพรรคการเมืองบางคน ที่พยายามจ้องจะเขมือบกองทุนแสนล้านนี้ ซึ่งไม่ใช่ว่าไม่เคยมี แต่มันมีมาแล้ว เสนอนโยบายอะไรก็ตามแต่ จะเอาเงินประกันสังคมไปรวมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือบัตรทองเราก็ค้านเต็มที่” พนัสกล่าว

 

พนัส ไทยล้วน นั่งรถเข็นใช้สิทธิเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 1พนัส ไทยล้วน นั่งรถเข็นใช้สิทธิเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 2พนัส ไทยล้วน นั่งรถเข็นใช้สิทธิเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 3พนัส ไทยล้วน นั่งรถเข็นใช้สิทธิเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 4พนัส ไทยล้วน นั่งรถเข็นใช้สิทธิเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 5พนัส ไทยล้วน นั่งรถเข็นใช้สิทธิเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 6

The post พนัสนั่งรถเข็นใช้สิทธิเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม บอกเจ็บใจต้องสู้กับพรรคการเมือง หวั่นกินรวบ สปส. appeared first on THE STANDARD.

]]>
สปสช. แนะแนวทางใช้สิทธิบัตรทองช่วงน้ำท่วม กทม.-ปริมณฑล กำชับผู้ป่วยไตห้ามหยุดฟอกเลือดเอง https://thestandard.co/nhso-gold-card-flood-patients/ Sun, 27 Sep 2026 02:45:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1260072 ภาพอินโฟกราฟิก สปสช. แนะนำการใช้สิทธิบัตรทองและข้อควรระวังสำหรับผู้ป่วยช่วงน้ำท่วม

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ออกมาตรการรองร […]

The post สปสช. แนะแนวทางใช้สิทธิบัตรทองช่วงน้ำท่วม กทม.-ปริมณฑล กำชับผู้ป่วยไตห้ามหยุดฟอกเลือดเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิก สปสช. แนะนำการใช้สิทธิบัตรทองและข้อควรระวังสำหรับผู้ป่วยช่วงน้ำท่วม

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ออกมาตรการรองรับผู้ใช้สิทธิบัตรทองที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพมหานครและ 5 จังหวัดปริมณฑล โดยเน้นย้ำผู้ป่วยฟอกไตและโรคเรื้อรังห้ามหยุดการรักษาด้วยตนเอง

 

 

พร้อมเปิดช่องทางพบแพทย์ออนไลน์สำหรับผู้ป่วยทั่วไป และประสานสายด่วน 1330 เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและผู้ป่วยติดเตียงตลอด 24 ชั่วโมง

 

พ.ท. ทพ.ธนศักดิ์ ถัมภ์บรรฑุ ผู้อำนวยการกลุ่มภารกิจสำนักงานสาขาพื้นที่กรุงเทพมหานคร และรองโฆษก สปสช. เปิดเผยเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2569 ว่า จากสถานการณ์ฝนตกต่อเนื่องและน้ำท่วมขังในกรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร และนครปฐม

 

สปสช. ได้เตรียมทางเลือกในการเข้ารับบริการสุขภาพสำหรับประชาชนที่ไม่สามารถเดินทางไปรับการรักษาตามนัดได้ เพื่อให้การดูแลสุขภาพเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

 

กำชับผู้ป่วยไตและโรคเรื้อรังรับการรักษาต่อเนื่อง

 

สำหรับผู้ป่วยไตวายเรื้อรังที่ต้องฟอกไตทางเส้นเลือด หากเส้นทางน้ำท่วมจนไม่สามารถไปหน่วยบริการเดิมได้ ขอให้รีบติดต่อหน่วยบริการที่รักษาอยู่เพื่อประสานการรับบริการ ห้ามหยุดหรือเลื่อนการรักษาด้วยตนเอง

 

โดยข้อมูลล่าสุดพบหน่วยไตเทียมแจ้งปิดให้บริการชั่วคราว 2 แห่ง จาก 35 แห่ง และคาดว่าจะกลับมาเปิดได้ในวันที่ 28 กันยายน 2569 ซึ่ง สปสช. จะเร่งสำรวจความพร้อมและประกาศข้อมูลผ่านเว็บไซต์ภายในวันอาทิตย์นี้ (27 กันยายน)

 

ส่วนผู้ป่วยที่ล้างไตทางช่องท้อง หากน้ำยาล้างไตใกล้หมด การจัดส่งติดขัด หรือสภาพที่พักไม่เอื้ออำนวย ให้รีบแจ้งหน่วยบริการโดยเตรียมข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ชื่อ-นามสกุล สิทธิการรักษา หน่วยบริการประจำ วันนัดครั้งถัดไป และปัญหาที่พบ เพื่อความรวดเร็วในการประสานงาน ขณะที่ผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ยาใกล้หมดหรือพลาดนัดแพทย์ ขอให้แจ้งหน่วยบริการหรือสายด่วน สปสช. 1330 เพื่อหาแนวทางรักษาที่เหมาะสม โดยไม่ควรหยุดยาเอง

 

ปรับเกณฑ์เบิกจ่าย-เพิ่มช่องทางแพทย์ทางไกล

 

กรณีเจ็บป่วยทั่วไป ประชาชนสามารถเข้ารับบริการได้ 2 ช่องทางหลัก ได้แก่

 

  1. เข้ารับบริการที่หน่วยบริการใกล้บ้าน โดย สปสช. กทม. ได้อนุโลมให้เบิกจ่ายจากกองทุนผู้ป่วยนอกกรณีอุบัติเหตุและฉุกเฉิน (OPAE) เป็นกรณีเฉพาะกิจสำหรับสถานการณ์น้ำท่วม ระหว่างวันที่ 25-28 กันยายน 2569
  2. ใช้บริการการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) ผ่านแอปพลิเคชัน Clicknic หรือ LINE @clicknic และแอปพลิเคชัน Mordee หรือ LINE @mordeeapp ซึ่งหากแพทย์ประเมินว่าจำเป็นต้องใช้ยา จะมีการจัดส่งยาให้ถึงบ้านตามเงื่อนไขพื้นที่ให้บริการ

 

การช่วยเหลือผู้ป่วยติดเตียงและกรณีฉุกเฉิน

 

สำหรับผู้ป่วยติดบ้านติดเตียงที่ต้องการการดูแลหรือเคลื่อนย้ายไปยังโรงพยาบาล สามารถประสานผ่านสายด่วน 1330 ซึ่ง สปสช. จะทำงานร่วมกับศูนย์เอราวัณ กรุงเทพมหานคร เพื่ออำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยอย่างปลอดภัย

 

ในกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน ผู้มีสิทธิบัตรทองสามารถเข้ารับบริการที่โรงพยาบาลรัฐหรือเอกชนในระบบที่ใกล้ที่สุดได้ทันที โดยแจ้งสิทธิก่อนรับบริการ หากไม่แน่ใจสามารถโทรสอบถาม 1330 แต่หากเป็นกรณีฉุกเฉินวิกฤต ให้โทรสายด่วน 1669 เพื่อใช้สิทธิ UCEP เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดโดยไม่ต้องสำรองจ่ายจนกว่าจะพ้นวิกฤตหรือสามารถเคลื่อนย้ายได้ปลอดภัย (ไม่เกิน 72 ชั่วโมง)

 

ทั้งนี้ อาการที่เข้าข่ายฉุกเฉินวิกฤต 6 ลักษณะ ซึ่งควรรีบขอความช่วยเหลือทางการแพทย์โดยด่วน ได้แก่

 

  1. หมดสติ ไม่รู้สึกตัว หรือไม่หายใจ
  2. หายใจเร็ว หอบเหนื่อยรุนแรง
  3. ซึมลง เหงื่อแตก ตัวเย็น หรือมีอาการชัก
  4. เจ็บแน่นหน้าอกเฉียบพลันรุนแรง
  5. แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก หรือพูดไม่ชัด
  6. มีอาการอื่นที่กระทบต่อการหายใจ ระบบไหลเวียนโลหิต หรือสมอง ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อชีวิต

The post สปสช. แนะแนวทางใช้สิทธิบัตรทองช่วงน้ำท่วม กทม.-ปริมณฑล กำชับผู้ป่วยไตห้ามหยุดฟอกเลือดเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลสั่งสอบข้อเท็จจริง-จริยธรรมแพทย์ กรณีใช้ถ้อยคำไม่เหมาะสมกับผู้ป่วยและพาดพิงสิทธิบัตรทอง ย้ำทุกคนมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน https://thestandard.co/doctor-patient-gold-card-probe/ Fri, 04 Sep 2026 02:18:55 +0000 https://thestandard.co/doctor-patient-gold-card-probe/ แพทย์กำลังตรวจผู้ป่วยในคลินิกหรือโรงพยาบาล

วันนี้ (4 กันยายน) พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจ […]

The post รัฐบาลสั่งสอบข้อเท็จจริง-จริยธรรมแพทย์ กรณีใช้ถ้อยคำไม่เหมาะสมกับผู้ป่วยและพาดพิงสิทธิบัตรทอง ย้ำทุกคนมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
แพทย์กำลังตรวจผู้ป่วยในคลินิกหรือโรงพยาบาล

วันนี้ (4 กันยายน) พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีที่ปรากฏเป็นข่าวในสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งแพทย์ในคลินิกเอกชนที่เป็นคู่สัญญากับระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ได้กล่าวถ้อยคำดูหมิ่นผู้ป่วยที่ใช้สิทธิ 30 บาทว่า เป็นกลุ่มคนชั้นล่าง เหตุการณ์ดังกล่าวได้สร้างความกังวลใจแก่ประชาชน และกระทบต่อความรู้สึกของผู้ป่วยตลอดจนครอบครัวเป็นอย่างมาก

 

รัฐบาลโดยกระทรวงสาธารณสุขไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้สั่งการให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในทันที เพื่อทำความจริงให้กระจ่างและชี้แจงให้สังคมได้รับทราบ ขณะเดียวกัน ทางด้านเลขาธิการแพทยสภาได้เข้ามาดำเนินการตรวจสอบด้านจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม โดยจะพิจารณาจากพยานหลักฐานและกระบวนการตามที่กฎหมายกำหนดอย่างรัดกุม

 

ทั้งนี้ หากพบว่ามีการกระทำที่ฝ่าฝืนข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2565 โดยเฉพาะในข้อ 7 ที่ระบุว่า ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมย่อมไม่ประพฤติหรือกระทำการใด ๆ อันอาจเป็นเหตุให้เสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพ และข้อ 23 ที่กำหนดชัดเจนว่า ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมต้องประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยสุภาพและปราศจากการบังคับขู่เข็ญ จะมีการดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้องต่อไปอย่างเด็ดขาด

 

พลอยทะเล กล่าวย้ำในตอนท้ายว่า รัฐบาลขอยืนยันจุดยืนที่ว่า ผู้ป่วยทุกคนไม่ว่าจะใช้สิทธิการรักษาประเภทใด ย่อมมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน การใช้สวัสดิการของรัฐไม่ควรเป็นเหตุให้ผู้ป่วยถูกดูหมิ่น เหยียดหยาม หรือได้รับการปฏิบัติที่ลดทอนคุณค่า สำหรับระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือนโยบาย บัตรทอง 30 บาท ซึ่งดำเนินการมาอย่างยาวนานกว่า 20 ปี ถือเป็นระบบที่สร้างความมั่นคงด้านสุขภาพ ดูแลประชาชนอย่างครอบคลุม และไม่ใช่สิทธิขั้นต่ำสำหรับคนไข้อนาถาตามที่ถูกกล่าวอ้าง รัฐบาลขอให้ความมั่นใจว่าระบบดังกล่าวมีความเข้มแข็ง ไม่ล้มละลาย และพร้อมที่จะยกระดับการให้บริการเพื่อเพิ่มสิทธิการรักษาให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

The post รัฐบาลสั่งสอบข้อเท็จจริง-จริยธรรมแพทย์ กรณีใช้ถ้อยคำไม่เหมาะสมกับผู้ป่วยและพาดพิงสิทธิบัตรทอง ย้ำทุกคนมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สแกน 4 ปมร้อนแก้กฎหมายบัตรทอง เมื่อ สว. ขยับรื้อโครงสร้าง สปสช. = ล้ม 30 บาท ถอยหลังสู่ระบบอนาถา? https://thestandard.co/gold-card-law-amendment-30-baht/ Fri, 04 Sep 2026 02:02:05 +0000 https://thestandard.co/gold-card-law-amendment-30-baht/ โลโก้ สปสช. ในกรอบสามเหลี่ยมสีแดงบนพื้นหลังภาพประชุมโทนแดง

“ถ้าไม่เท่ากับล้มบัตรทอง แล้วจะเรียกว่าล้มอะไร นี่เป็นโ […]

The post สแกน 4 ปมร้อนแก้กฎหมายบัตรทอง เมื่อ สว. ขยับรื้อโครงสร้าง สปสช. = ล้ม 30 บาท ถอยหลังสู่ระบบอนาถา? appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ สปสช. ในกรอบสามเหลี่ยมสีแดงบนพื้นหลังภาพประชุมโทนแดง

“ถ้าไม่เท่ากับล้มบัตรทอง แล้วจะเรียกว่าล้มอะไร นี่เป็นโจทย์ใหญ่ที่เราจะยอมให้เกิดเรื่องแบบนี้จริงหรือเปล่า”

 

 

นิมิตร์ เทียนอุดม กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ภาคประชาชน ตั้งคำถามกลางเวทีเสวนา ‘จับสัญญาณ แก้ กม.บัตรทอง = ล้ม 30 บาท ถอยหลังสู่ระบบอนาถา?’ จัดโดยสภาองค์กรผู้บริโภค

 

ท่ามกลางกระแสข่าวร้อนหลังมีความพยายามเสนอแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 หรือ พ.ร.บ.บัตรทอง ในชั้นกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา (กมธ.การสาธารณสุข สว.) ทั้งฉบับของ ผศ.สนั่น วิสุทธิศักดิ์ชัย และ นพ.อนุกูล ไทยถานันดร์ จนเกิดกระแสสะพัดในโลกออนไลน์ว่า ‘สว. จะล้มบัตรทอง’ แม้ฝั่ง กมธ.การสาธารณสุข สว. จะออกมาชี้แจงว่าไม่เป็นความจริงก็ตาม

 

กรรณิการ์ กิจติเวชกุล อนุกรรมการหลักประกันสุขภาพระดับพื้นที่ (อปสข.) เขต 13 กทม. ชี้ให้เห็นว่า เมื่อเจาะลึกรายละเอียดของร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ จะพบ 4 ประเด็นใหญ่ที่น่าจับตา คือ

 

การเปิดช่องให้มี ‘การร่วมจ่าย ณ จุดบริการ’ เมื่อรับบริการที่ถูกตีความว่าอยู่นอกเหนือจาก ‘สิทธิประโยชน์พื้นฐาน’ ซึ่งขัดกับเจตนารมณ์เดิมอย่างสิ้นเชิง ทั้งที่กฎหมายปัจจุบันตามมาตรา 5 บัญญัติไว้อย่างครอบคลุมว่า “บุคคลทุกคนมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขที่มีมาตรฐานและมีประสิทธิภาพ…”

 

และในมาตรา 3 ยังนิยาม ‘ค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุข’ ไว้อย่างชัดเจน ทั้งการป้องกันโรค การตรวจวินิจฉัย ยา เวชภัณฑ์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ ไปจนถึงค่าพาหนะรับส่งผู้ป่วย แต่การแก้กฎหมายกลับพยายามซอยสิทธิประโยชน์ให้แคบลง จนเสี่ยงเกิดระบบบริการสองมาตรฐานตามกำลังจ่าย

 

รื้อโครงสร้างบอร์ด สปสช. ลดเสียงประชาชน-เพิ่มอำนาจการเมือง

 

ความน่ากังวลถัดมาคือการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) จำนวน 30 คน ตามมาตรา 13 ซึ่งเดิมถูกวางน้ำหนักถ่วงดุลไว้อย่างสมดุล ประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน, กรรมการโดยตำแหน่งจากภาครัฐ 9 คน (ปลัดกระทรวงต่างๆ และผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ), ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) 4 คน, ผู้แทนองค์กรเอกชน/NGO ภาคประชาชน 5 คน (จาก 9 ด้าน เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และแรงงาน), ผู้แทนผู้ประกอบวิชาชีพ 4 คน และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 7 คน

 

แต่ร่างของ กมธ.การสาธารณสุข สว. กลับเพิ่มผู้แทนหน่วยบริการเป็น 9 คน ลดผู้ทรงคุณวุฒิเหลือ 4 คน และเปลี่ยนตัวแทนประชาชนเป็นตัวแทนเขตสุขภาพ ซึ่งกรรณิการ์ย้ำว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกลายเป็นการลดเสียงภาคประชาชนจนแทบไม่เหลือ ขัดกับผลวิจัยระบบหลักประกันสุขภาพระดับโลกอย่างออสเตรเลียหรือไต้หวัน ที่ระบุว่าสัดส่วนผู้รับบริการในบอร์ดต้องมีจำนวนมากเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง

 

ยิ่งไปกว่านั้น ร่างกฎหมายนี้ยังเพิ่มอำนาจให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข สามารถสั่งการ สปสช. ได้โดยตรง ทั้งสั่งชี้แจง ยับยั้งการดำเนินงาน หรือสั่งสอบสวนข้อเท็จจริง ซึ่งแทรกแซงความเป็นอิสระของกองทุน ตลอดจนเปลี่ยนหลักการจ่ายเงินกองทุน จากเดิมที่ ‘จ่ายตามหัวประชากร’ ไปเป็นการเอางบประมาณไปโปะ ‘ค่าใช้จ่ายประจำและต้นทุนของโรงพยาบาล’ เช่น เงินเดือนและค่าสิ่งก่อสร้าง ส่งผลให้โรงพยาบาลใหญ่ได้เปรียบ คลินิกเล็กเสียเปรียบ และงบในการจัดสรรสิทธิประโยชน์ให้ประชาชนลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

การเมืองแทรกแซงและการจ่ายยาผิดขนานในระบบสุขภาพ

 

ด้าน นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา มองว่าการเคลื่อนไหวของ สว. ครั้งนี้คือเรื่องการเมืองที่ซ่อนอยู่ใต้ระบอบสีน้ำเงิน ผ่านยุทธศาสตร์ตั้งซูเปอร์บอร์ดเข้ามาคุมงบประมาณมหาศาลรวมกว่า 4.5 แสนล้านบาท (สปสช. 2.7 แสนล้านบาท และ สธ. 1.7 แสนล้านบาท) โดยฉวยโอกาสจากวิกฤตโรงพยาบาลขาดทุนและความล้าของบุคลากรทางการแพทย์

 

แต่การแก้ พ.ร.บ.บัตรทอง กลับเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด นพ.สุภัทร ยืนยันว่า “เหมือนเป็นโรคอีกโรคหนึ่ง แต่จ่ายยาอีกโรคหนึ่ง ด้วยหวังจะขายยา เป็นการจ่ายยาผิดตัวรักษาผิดโรค” เพราะทางออกที่จริงคือการปฏิรูประบบบริการ เช่น ตั้งระบบหมอประจำครอบครัวดูแลประชากรเพื่อคุมระบบผู้ป่วยนอก (OPD) ไม่ให้คนไข้ล้นโรงพยาบาล ซึ่งโครงสร้าง พ.ร.บ.เดิม มีสมดุลอำนาจที่ดีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องแก้ไขเลย

 

ขณะที่ นิมิตร์ เทียนอุดม กรรมการ สปสช. ภาคประชาชน เปรียบเทียบการพยายามแก้โครงสร้างบอร์ดครั้งนี้ว่าไม่ต่างจาก ‘การฮั้ว สว.’ เพื่อเปิดประตูไปสู่การทุจริตคอร์รัปชันครั้งใหญ่ เพราะตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมา กองทุน 2.7 แสนล้านบาทถูกกำกับดูแลอย่างรัดกุมผ่านเสียงทัดทานของผู้ทรงคุณวุฒิและภาคประชาชน ที่ผ่านมามีพยายามจะล้วงเงินบัตรทองไปทำโครงการอื่น เช่น โครงการ อสม. ซึ่งบอร์ดฝั่งประชาชนก็ช่วยกันขวางไว้

 

นิมิตร์ยังเปิดเผยบรรยากาศในบอร์ดว่า “ตั้งแต่ผมเป็นบอร์ดมา ไม่เคยมีบรรยากาศใดที่มีการเถียงรัฐมนตรีเยอะขนาดนี้ นี่คือบรรยากาศที่เกิดความหลากหลาย” หากถูกแทนที่ด้วยผู้ให้บริการ 9 คน และลดภาคประชาชนลง ก็เท่ากับเปิดช่องให้ฝ่ายการเมืองและหน่วยบริการคุมงบประมาณได้เบ็ดเสร็จ

 

ความเสี่ยง ‘โรคล้มละลาย’ และสิทธิประโยชน์ที่หายไป

 

นิมิตร์ยังเล่าย้อนถึงความสำคัญของระบบ 30 บาทว่า เกิดขึ้นเพื่อป้องกัน ‘โรคล้มละลาย’ หากเปลี่ยนนิยามเป็นแค่สิทธิประโยชน์พื้นฐาน โรคค่าใช้จ่ายสูงที่เคยสู้จนได้รับการอนุมัติ เช่น ยาต้าน HIV การฟอกไต หรือผู้ป่วยจิตเวช อาจเสี่ยงถูกยกเลิกหรือบังคับให้ร่วมจ่าย

 

ในการประชุมบอร์ดเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 ประธานบอร์ดฯ ถึงกับปรารภในที่ประชุมว่า สิทธิประโยชน์ใดที่ใช้มานานหรือใช้วงเงินเยอะอย่าง HIV ปีละ 3,000 ล้านบาท ขอให้ทบทวนหรือยกเลิก นี่จึงเป็นสัญญาณอันตรายที่ชี้ว่าสิทธิบัตรทองกำลังถูกบั่นทอน ทั้งที่การเพิ่มสิทธิประโยชน์ใหม่ๆ ในปัจจุบัน เช่น การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองด้วยเทคโนโลยีใส่อิเล็กโทรด เพื่อค้นหาจุดกำเนิดการชัก วงเงิน 22 ล้านบาท สามารถช่วยประหยัดงบจากอุปกรณ์เก่าที่สูงถึง 85 ล้านบาทได้ โดยไม่ต้องแก้กฎหมายแม้แต่ข้อเดียว

 

ในมิติทางการเมือง อธิกิต แสงสุข หรือ ใบตองแห้ง สื่อมวลชนและนักวิเคราะห์การเมือง ชี้ให้เห็นถึงความขัดแย้งทางการเมืองและความแตกแยกในระบบสุขภาพไทย ที่สั่งสมมาตั้งแต่ยุคเป่านกหวีด คสช. มาจนถึงปัญหางบประมาณผู้ป่วยในตึงตัวในปี 2567 ซึ่งเกิดจากการคีย์เบิกทิพย์ของหน่วยบริการบางแห่ง จนเกิดการตรวจสอบและสร้างความขัดแย้งระหว่างหมอรุ่นใหม่กับ สปสช.และแพทย์ชนบท

 

ใบตองแห้งเตือนสติว่า หากบอร์ด สปสช. ถูกเปลี่ยนโครงสร้างจนเสียสมดุล ไม่เกิน 5 ปี สปสช. เจ๊งแน่นอน พร้อมย้ำว่า “ปัญหาทางการเมืองจะต้องหาทางจับขั้วระหว่างคนที่สนับสนุนจุดยืนสวัสดิการสาธารณสุข 30 บาท รักษาทุกโรค ให้ได้ อย่าเอาอดีตหรือประวัติศาสตร์ทางการเมืองมาเกี่ยวข้อง” เพื่อร่วมกันรักษานโยบายนี้ไว้

 

ธรรมาภิบาลที่หายไป และเสียงสะท้อนจากผู้ใช้สิทธิจริง

 

ขณะที่ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ระบุถึงกระบวนการเสนอแก้ไขกฎหมายของ สว. ว่าสอบตกตั้งแต่หลักธรรมาภิบาลเพราะ “หน้าที่ของ สว. คือการกลั่นกรองกฎหมาย แต่ดันมาเสนอกฎหมายเสียเอง แล้วจะกลั่นกรองกฎหมายด้วยความเป็นธรรมได้อย่างไร ดังนั้นตายตั้งแต่ธรรมาภิบาลโดยไม่ต้องพูดถึงเนื้อหา”

 

พร้อมย้ำว่า หากปล่อยให้เกิดระบบร่วมจ่าย สิทธิขั้นพื้นฐานจะถูกแช่แข็งให้อยู่กับยาและการผ่าตัดรูปแบบเก่า ส่วนการรักษาที่ทันสมัยจะถูกผลักไปเป็นสิทธิเพิ่มเติมที่ต้องจ่ายเงินเอง ซึ่งเป็นการทำลายกลไกทางเศรษฐศาสตร์ที่ป้องกันไม่ให้คนจนต้องสิ้นเนื้อประดาตัวจากความเจ็บป่วย

 

วิโรจน์ยังย้ำถึงหัวใจของบัตรทองในมุมมองของแพทย์ว่า “การเกิดขึ้นของบัตรทองเป็นสวรรค์ของหมอที่เห็นคนไข้กลับมาสุขภาพดี การพูดกับคนไข้ที่เจ็บปวดที่สุด ไม่ใช่การบอกข่าวร้ายว่าเป็นโรคอะไร แต่เป็นการถามคนไข้ว่ามีเงินหรือไม่”

 

ดังนั้น การอ้างความเหนื่อยล้าของหมอมาเป็นเหตุผลในการลดสัดส่วนภาคประชาชน หรือการเพิ่มอำนาจให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ควบคุม สปสช. จึงเป็นการทำลายเสาหลักการถ่วงดุลอำนาจระหว่างผู้รับบริการและผู้ให้บริการอย่างร้ายแรง หากร่างกฎหมายนี้ไม่สามารถแก้ไขได้ในชั้นกรรมาธิการ ก็จำเป็นต้องรวบรวมรายชื่อเพื่อ “คว่ำร่างทิ้ง” เสียตั้งแต่แรก

 

สะท้อนตรงกันกับ ยุพา สุขเรือง ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย ที่แสดงความกังวลในฐานะผู้ใช้สิทธิว่า ยาต้าน HIV มีราคาประมาณ 720 บาทต่อเดือน หากต้องร่วมจ่าย 5-10% สำหรับผู้ป่วยเรื้อรังที่ต้องกินยาตลอดชีวิต จะกลายเป็นภาระหนักหน่วงจนอาจตัดสินใจหยุดรักษา นำไปสู่ปัญหาการดื้อยาในระดับประเทศ

 

ยุพายังตั้งคำถามถึงการตัดสัดส่วนภาคประชาชนว่า “กลัวว่าการตีความของบอร์ด สปสช. ที่ตัดตัวแทนภาคประชาชน จะมองว่า รอดตายก็เท่ากับมีชีวิตที่ดีแล้ว” ซึ่งจะทำให้ประชาชนสูญเสียโอกาสในการเข้าถึงการรักษาที่ดีขึ้น

 

ข้อเสนอทางออก เพื่อไม่ให้ประชาชนถอยหลังสู่ระบบอนาถา

 

ปิดท้ายด้วย สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค ที่เปิดเผยสถิติร้องเรียนด้านสุขภาพช่วงวันที่ 1 มกราคม 2567 – 30 มิถุนายน 2569 สูงถึง 2,633 เรื่อง โดย 30% เป็นปัญหาประชาชนไม่เข้าใจสิทธิของตนเอง รวมถึงปัญหาถูกเรียกเก็บเงินนอกเวลา หรือถูกเรียกเก็บค่าบริการแพงเกินจริง สารีระบุว่า บัตรทองคือคุณูปการร่วมกันของภาคประชาชน นักวิชาการ TDRI และรัฐบาลยุคทักษิณ ชินวัตร ที่ทำให้คนไทยไม่ต้องกังวลเมื่อเจ็บป่วย รัฐบาลจึงควรทำสวัสดิการทั้ง 3 ระบบ (บัตรทอง ประกันสังคม ข้าราชการ) ให้ใกล้เคียงกัน ไม่ใช่ดึงบัตรทองถอยหลังกลับไปสู่ระบบอนาถา

 

สารีทิ้งท้ายถึงต้นทุนที่มองไม่เห็นว่า คนไข้ต่างจังหวัดจะต้องใช้เงินอย่างน้อย 2,000 บาท ทุกครั้งที่มาโรงพยาบาล เป็นต้นทุนที่ไม่เคยมีใครเห็น รัฐจึงควรมุ่งเก็บภาษีสุขภาพล่วงหน้า มากกว่าการมารีดเก็บเงิน 30 บาทหน้าคูหาซ้ำเติมประชาชนในยามป่วยไข้

 

ที่มา:

The post สแกน 4 ปมร้อนแก้กฎหมายบัตรทอง เมื่อ สว. ขยับรื้อโครงสร้าง สปสช. = ล้ม 30 บาท ถอยหลังสู่ระบบอนาถา? appeared first on THE STANDARD.

]]>
จุลพันธ์ย้ำรัฐบาลไร้แนวคิดให้ประชาชนร่วมจ่ายโครงการบัตรทอง ย้ำเพื่อไทยจะปกป้องมรดกจากทักษิณ https://thestandard.co/julapun-no-copay-30-baht-scheme/ Tue, 11 Aug 2026 07:13:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1240748 จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รับหนังสือจากกลุ่มคนเสื้อแดงคัดค้านการแก้ไขโครงการบัตรทอง

วันนี้ (11 สิงหาคม) ที่พรรคเพื่อไทย กลุ่มคนเสื้อแดงประม […]

The post จุลพันธ์ย้ำรัฐบาลไร้แนวคิดให้ประชาชนร่วมจ่ายโครงการบัตรทอง ย้ำเพื่อไทยจะปกป้องมรดกจากทักษิณ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รับหนังสือจากกลุ่มคนเสื้อแดงคัดค้านการแก้ไขโครงการบัตรทอง

วันนี้ (11 สิงหาคม) ที่พรรคเพื่อไทย กลุ่มคนเสื้อแดงประมาณ 60 คน เดินทางมายื่นหนังสือเพื่อคัดค้านไม่ให้มีการแก้ไขโครงสร้างโครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ หรือโครงการบัตรทอง โดยมี จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นตัวแทนรับมอบ

ดูภาพข่าว 

จุลพันธ์กล่าวภายหลังรับหนังสือว่า ขอบคุณพี่น้องประชาชนทุกคนที่มารวมตัวกันที่พรรคเพื่อไทยเพื่อร่วมแสดงจุดยืน วันนี้พรรคเพื่อไทยเราได้ยินเสียงท่านครบถ้วนเป็นการสะท้อนความห่วงใยต่อสถานการณ์ในประเทศชาติ ต้องเรียนว่าโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคเป็นสวัสดิการด้านการรักษา ริเริ่มมาตั้งแต่พรรคไทยรักไทยในปี 2544 เป็นมรดกตกทอดของ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเรายังยึดมั่นในอุดมการณ์และแนวทางซึ่งเราเดินมาตลอด 20 ปีอย่างมั่นคง วันนี้ยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยจะปกป้องมรดกโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคให้กับพี่น้องประชาชนต่อไป

 

จุลพันธ์ระบุอีกว่า วันนี้มีการพูดคุยกันเป็นวงกว้างถึงสถานการณ์ในเรื่องของกองทุนที่ดูแลเม็ดเงิน โดยมีแนวคิดว่าจะต้องให้ประชาชนมาร่วมจ่ายนั้น ยืนยันว่าตราบใดที่เราอยู่ตรงนี้ เราจะไม่ให้สิ่งนี้เกิดขึ้น เนื่องด้วยเราเป็นพรรคร่วมรัฐบาล และได้พูดคุยถามกันตรงๆ ว่ามีแนวคิดนี้หรือไม่ ซึ่งหลังจากพูดคุยกันแล้วยืนยันว่ารัฐบาลไม่มีแนวความคิดที่จะปรับเปลี่ยนโดยเฉพาะเรื่องโครงสร้างการจ่ายในเรื่องของบัตรทอง

 

“มันเป็นไปไม่ได้และจะไม่เกิดขึ้นในรัฐบาลชุดนี้ ขอยืนยันกับพี่น้องประชาชนให้เกิดความสบายใจ ซึ่งไม่ว่าจะในส่วนของคณะรัฐมนตรี สมาชิกพรรคเพื่อไทยที่เป็นผู้ร่วมขับเคลื่อน รวมถึง สส.ของพรรคในสภาฯ พวกเราพร้อมที่จะต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในด้านการเข้าถึงการรักษาพยาบาล ขอให้ทุกคนมีความอุ่นใจ เราจะทำงานอย่างเต็มที่ เราจะต่อสู้อย่างเต็มที่เพื่อสิทธิของประชาชน” จุลพันธ์กล่าว

 

ภาพ: แพรพลอย เลิศรักษ์กุล

 

 

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รับหนังสือจากกลุ่มคนเสื้อแดงคัดค้านการแก้ไขโครงการบัตรทอง 1จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รับหนังสือจากกลุ่มคนเสื้อแดงคัดค้านการแก้ไขโครงการบัตรทอง 2จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รับหนังสือจากกลุ่มคนเสื้อแดงคัดค้านการแก้ไขโครงการบัตรทอง 3จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รับหนังสือจากกลุ่มคนเสื้อแดงคัดค้านการแก้ไขโครงการบัตรทอง 4จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รับหนังสือจากกลุ่มคนเสื้อแดงคัดค้านการแก้ไขโครงการบัตรทอง 5จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รับหนังสือจากกลุ่มคนเสื้อแดงคัดค้านการแก้ไขโครงการบัตรทอง 6จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รับหนังสือจากกลุ่มคนเสื้อแดงคัดค้านการแก้ไขโครงการบัตรทอง 7

The post จุลพันธ์ย้ำรัฐบาลไร้แนวคิดให้ประชาชนร่วมจ่ายโครงการบัตรทอง ย้ำเพื่อไทยจะปกป้องมรดกจากทักษิณ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สปสช. กางตัวเลขงบบัตรทองปี 68 กว่า 1.79 แสนล้านบาท พร้อมเปิดให้ประชาชนตรวจสอบ https://thestandard.co/nhso-gold-card-budget-transparency/ Tue, 04 Aug 2026 08:16:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1237990 ภาพแสดงตัวเลขงบประมาณบัตรทองของ สปสช. ปี 2568

วันนี้ (4 สิงหาคม) ธวัชชัย เรืองโรจน์ ผู้ช่วยเลขาธิการส […]

The post สปสช. กางตัวเลขงบบัตรทองปี 68 กว่า 1.79 แสนล้านบาท พร้อมเปิดให้ประชาชนตรวจสอบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงตัวเลขงบประมาณบัตรทองของ สปสช. ปี 2568

วันนี้ (4 สิงหาคม) ธวัชชัย เรืองโรจน์ ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า การจัดสรรและจ่ายค่าใช้จ่ายจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ดำเนินการตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 และหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติกำหนด โดยหน่วยบริการที่จะร่วมจัดบริการในระบบต้องมีคุณสมบัติ ผ่านการตรวจประเมิน และขึ้นทะเบียนกับ สปสช. ก่อน

 

ทั้งนี้ หน่วยบริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมีหลายประเภทและหลายสังกัด ไม่ว่าจะเป็น โรงพยาบาลในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) หน่วยบริการในกระทรวงสาธารณสุขนอกสังกัดสำนักงานปลัดฯ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย หน่วยบริการของรัฐนอกกระทรวงสาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล โรงพยาบาลและคลินิกเอกชน ร้านยา ตลอดจนหน่วยบริการประเภทอื่นที่ผ่านการขึ้นทะเบียนตามกฎหมาย

 

สำหรับปีงบประมาณ 2568 มีหน่วยบริการและหน่วยรับจัดสรรรวม 41,977 แห่ง ได้รับเงินจากกองทุนรวม 179,266.06 ล้านบาท จำแนกเป็นหน่วยบริการสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) 5,560 แห่ง ได้รับ 103,280.80 ล้านบาท และหน่วยบริการในกระทรวงสาธารณสุขนอกสังกัดสำนักงานปลัดฯ หรือกรมวิชาการ 112 แห่ง ได้รับ 17,698.92 ล้านบาท รวมหน่วยบริการในกระทรวงสาธารณสุขได้รับ 120,979.72 ล้านบาท หรือร้อยละ 67.49 ของยอดทั้งหมด

 

ส่วนหน่วยบริการและกลไกอื่นได้รับรวม 58,286.34 ล้านบาท ประกอบด้วย โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยหรือ UHosNet 12,878.69 ล้านบาท องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 4,397.82 ล้านบาท หน่วยบริการของรัฐอื่น เช่น กระทรวงกลาโหมและกรุงเทพมหานคร 7,595.07 ล้านบาท หน่วยบริการเอกชน เช่น โรงพยาบาลเอกชน คลินิก และร้านยา 26,932.48 ล้านบาท และกลุ่มอื่นๆ ซึ่งรวมถึงกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับพื้นที่ 6,482.29 ล้านบาท

 

ธวัชชัยกล่าวว่า สปสช. ได้เปิดเผยข้อมูลการจ่ายเงินปีงบประมาณ 2568 ทางเว็บไซต์ เพื่อให้ประชาชน สื่อมวลชน และผู้สนใจตรวจสอบได้ทั้งในภาพรวม รายสังกัด และรายหน่วย รวมถึงสามารถดาวน์โหลดข้อมูลในรูปแบบไฟล์ Excel ไปวิเคราะห์ต่อได้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเปิดเผยข้อมูลเพื่อสร้างความโปร่งใสในการบริหารกองทุน

 

ตารางสรุปรายรับของหน่วยบริการจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปีงบประมาณ 2568

 

https://www.nhso.go.th/th/communicate-th/new/other001/56975-2568-38

The post สปสช. กางตัวเลขงบบัตรทองปี 68 กว่า 1.79 แสนล้านบาท พร้อมเปิดให้ประชาชนตรวจสอบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปลัด สธ. ยันไม่ล้ม ‘บัตรทอง’ จี้ปฏิรูปด่วนอุดช่องโหว่ รพ. ขาดทุนหนัก-สางปมผูกขาดบอร์ด สปสช. 20 ปี https://thestandard.co/public-health-reform-hospital-losses/ Tue, 04 Aug 2026 05:12:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1237870 นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าว

วันนี้ (4 สิงหาคม) นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณส […]

The post ปลัด สธ. ยันไม่ล้ม ‘บัตรทอง’ จี้ปฏิรูปด่วนอุดช่องโหว่ รพ. ขาดทุนหนัก-สางปมผูกขาดบอร์ด สปสช. 20 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าว

วันนี้ (4 สิงหาคม) นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้ออกมาชี้แจงถึงข้อเสนอในการปฏิรูประบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยยืนยันอย่างชัดเจนว่า ไม่มีผู้ใดมีแนวคิดที่จะล้มเลิกโครงการบัตรทอง 30 บาท แต่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องปฏิรูปเพื่ออุดช่องโหว่ ไม่ให้ระบบล้มเหลวจากวิกฤตงบประมาณ และเพื่อสร้างความมั่นคงยั่งยืนในการดูแลสุขภาพของประชาชน

 

ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ชี้ให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง 2 ประการหลัก ที่กำลังสั่นคลอนเสถียรภาพของระบบสาธารณสุขไทยในปัจจุบัน ปัญหาแรกคือวิกฤตขาดสภาพคล่องของโรงพยาบาลรัฐ ปัจจุบันหลายแห่งต้องเผชิญกับภาวะขาดทุนอย่างหนักจนงบประมาณติดลบ ซึ่งเริ่มส่งผลกระทบโดยตรงต่อการให้บริการประชาชน ตัวอย่างเช่น การจำต้องปรับลดปริมาณการจ่ายยาให้ผู้ป่วย จากเดิม 2-3 เดือน เหลือเพียง 2 สัปดาห์ หรือต้องเปลี่ยนยี่ห้อยา เป็นต้น

 

นอกจากนี้ ภาพรวมของเงินบำรุงโรงพยาบาลยังลดลงอย่างน่าตกใจ จากเดิม 6 หมื่นล้านบาท เหลือเพียง 1.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งหากไม่เร่งแก้ไข อาจส่งผลให้โรงพยาบาลของรัฐทยอยล้มละลายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

 

ปัญหาประการที่สองคือ กลไกและธรรมาภิบาลของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) โดยพบว่ามีการผูกขาดตำแหน่งในบอร์ด สปสช. ซึ่งกรรมการบางท่านดำรงตำแหน่งมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งกองทุนในปี 2546 จนถึงปัจจุบัน โดยใช้วิธีสลับวาระระหว่างบอร์ดบริหารและบอร์ดควบคุมคุณภาพ

 

สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นผ่านการตัดสินใจเชิงนโยบายหลายครั้ง เช่น การปัดตกสิทธิประโยชน์วัคซีน IPD ในเด็ก โดยอ้างเหตุผลว่าไม่คุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ รวมถึงการจัดสรรงบประมาณที่ผิดจุด โดยไปเน้นที่บริการรองอย่างคลินิกนวัตกรรม แต่กลับทำให้งบประมาณสำหรับการรักษาผู้ป่วยหนักหรือผู้ป่วยวิกฤตมีไม่เพียงพอ

 

“การยอมรับความจริงว่าระบบกำลังมีปัญหา คือขั้นตอนแรกในการร่วมมือกันแก้ไข เพื่อให้บัตรทองเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง” นพ.สมฤกษ์ ระบุ พร้อมเสนอแนวทางการปฏิรูป 6 ข้อ

 

  • ปรับเพิ่มและจัดสรรงบประมาณ เพื่อให้อัตราค่ารักษาพยาบาลสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง
  • จัดลำดับความสำคัญของปัญหาสาธารณสุข เน้นการใช้งบประมาณให้เกิดความคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพสูงสุด
  • ตั้งกองทุนระบบปฐมภูมิ ตาม พ.ร.บ.ระบบสุขภาพปฐมภูมิ เพื่อให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงการส่งเสริมและป้องกันโรค
  • สร้างระบบธรรมาภิบาล วางกลไกการตรวจสอบที่โปร่งใสและเข้มแข็ง โดยเฉพาะกระบวนการได้มาซึ่งบอร์ดและอนุกรรมการ
  • ระงับการเพิ่มสิทธิประโยชน์หรือกองทุนย่อย หากยังไม่มีแหล่งงบประมาณรองรับที่ชัดเจน
  • แยกงบหมวดเงินเดือนบุคลากร ให้ออกจากเงินหมวดงบเหมาจ่ายรายหัวของกองทุนบัตรทอง

 

ปลัด สธ. ย้ำทิ้งท้ายว่า ข้อเสนอทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเพื่อให้การบริหารกองทุนหลักประกันสุขภาพมีความโปร่งใส มีธรรมาภิบาล และทำให้ประชาชนทุกคนยังคงได้รับการบริการด้านการส่งเสริม ป้องกัน และรักษาโรคได้อย่างยั่งยืนต่อไป

The post ปลัด สธ. ยันไม่ล้ม ‘บัตรทอง’ จี้ปฏิรูปด่วนอุดช่องโหว่ รพ. ขาดทุนหนัก-สางปมผูกขาดบอร์ด สปสช. 20 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลแจงชัด งบบัตรทอง 6 หมื่นล้านโปร่งใส สั่ง สปสช. กางข้อมูลเบิกจ่ายใน 7 วัน เล็งปรับโครงสร้างให้เป็นธรรม https://thestandard.co/government-gold-card-budget-transparent-nhso-audit/ Tue, 04 Aug 2026 02:02:48 +0000 https://thestandard.co/government-gold-card-budget-transparent-nhso-audit/ รองโฆษกรัฐบาลชี้แจงประเด็นงบประมาณบัตรทอง

วันนี้ (4 สิงหาคม) ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนัก […]

The post รัฐบาลแจงชัด งบบัตรทอง 6 หมื่นล้านโปร่งใส สั่ง สปสช. กางข้อมูลเบิกจ่ายใน 7 วัน เล็งปรับโครงสร้างให้เป็นธรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
รองโฆษกรัฐบาลชี้แจงประเด็นงบประมาณบัตรทอง

วันนี้ (4 สิงหาคม) ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงถึงกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์การบริหารงบประมาณ กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) โดยมีการกล่าวหาว่ามีการนำงบประมาณด้านการรักษาพยาบาลไปใช้จัดกิจกรรมหรืออีเวนต์ โดยยืนยันว่า รัฐบาลยินดีให้มีการตรวจสอบในทุกขั้นตอน เพื่อความโปร่งใส แต่ขอให้การสื่อสารต่อสาธารณะอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง เพื่อป้องกันความสับสนของประชาชนกว่า 47 ล้านคนที่ใช้บริการระบบนี้อยู่

 

รองโฆษกรัฐบาล อธิบายถึงกรณีที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับงบประมาณบัตรทองกว่า 60,000 ล้านบาท ว่า การที่ พัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ตั้งคำถามขึ้นมานั้น เป็นไปเพื่อต้องการอธิบายโครงสร้างการจัดสรรงบประมาณอย่างละเอียด ไม่ใช่การกล่าวหาว่าเงินสูญหายหรือมีการทุจริตแต่อย่างใด

 

ทั้งนี้ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้ชี้แจงชัดเจนแล้วว่า เงินจำนวนดังกล่าวไม่ได้หายไปไหน แต่ถูกกระจายไปยังหน่วยบริการประเภทต่างๆ ได้แก่:

 

  • โรงเรียนแพทย์
  • โรงพยาบาลในสังกัดหน่วยงานอื่น
  • โรงพยาบาลเอกชน
  • กองทุนสุขภาพระดับพื้นที่ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)

 

“การตั้งคำถามกับการใช้งบประมาณเป็นหน้าที่ของผู้บริหารที่ต้องการให้ทุกบาททุกสตางค์เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน ไม่ใช่การสร้างความขัดแย้ง แต่เป็นการยกระดับธรรมาภิบาลในการบริหารงบประมาณของประเทศ” ลลิดากล่าว

 

พร้อมกันนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้สั่งการเพิ่มเติมให้คณะอนุกรรมการด้านการเงินและการคลังของ สปสช. จัดทำข้อมูลเชิงลึกภายใน 7 วัน เพื่อให้เห็นรายละเอียดที่ชัดเจนว่างบประมาณแต่ละส่วนถูกจัดสรรไปยังหน่วยงานใด ภายใต้ฐานกฎหมายใด และมีหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายอย่างไร เพื่อประเมินและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการในอนาคต

 

สำหรับประเด็นที่มีการกล่าวหาว่านำงบบัตรทองไปใช้จัดกิจกรรมหรืออีเวนต์นั้น รองโฆษกรัฐบาล ยืนยันว่า ไม่เป็นความจริง เนื่องจากงบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นงบค่าบริการรักษาพยาบาลที่มีหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายชัดเจน ไม่สามารถนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ได้

 

หากมีการจัดกิจกรรมของโรงพยาบาลจริง จะเป็นการใช้ เงินบำรุงของโรงพยาบาล ตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่งบจากกองทุนบัตรทอง และรัฐมนตรีไม่มีอำนาจในการสั่งโอนงบบัตรทองไปใช้เพื่อกิจกรรมอื่นตามที่มีการกล่าวอ้าง

 

รองโฆษกรัฐบาล กล่าวย้ำว่า รัฐบาลไม่มีนโยบายปกป้องผู้กระทำผิด และยินดีให้ทุกหน่วยงานที่มีอำนาจเข้ามาตรวจสอบอย่างเต็มที่ การจัดซื้อจัดจ้างทุกโครงการต้องเป็นไปตามกฎหมาย แต่การกล่าวหาใดๆ ควรมีหลักฐานรองรับที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้กระทบต่อความเชื่อมั่นของระบบสาธารณสุข

 

ปัจจุบัน กระทรวงสาธารณสุขกำลังอยู่ระหว่างการทบทวนแนวทางการจัดสรรงบประมาณใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับภาระงานที่แท้จริงของหน่วยบริการ โดยเฉพาะโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขที่ต้องรับภาระดูแลประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ เพื่อให้เกิดความคุ้มค่า ประสิทธิภาพ และความเป็นธรรมมากยิ่งขึ้นต่อไป

The post รัฐบาลแจงชัด งบบัตรทอง 6 หมื่นล้านโปร่งใส สั่ง สปสช. กางข้อมูลเบิกจ่ายใน 7 วัน เล็งปรับโครงสร้างให้เป็นธรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
บัตรทองปี 2568 คนไทยใช้บริการทะลุ 192 ล้านครั้ง โรคความดัน-เบาหวาน-ไขมันสูงมากสุด https://thestandard.co/gold-card-usage-ncds-surge/ Sun, 21 Jun 2026 06:00:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1221113 ภาพอินโฟกราฟิกสรุปข้อมูลการใช้บริการบัตรทองปี 2568 และโรคที่พบบ่อย

วันนี้ (21 มิถุนายน) นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนั […]

The post บัตรทองปี 2568 คนไทยใช้บริการทะลุ 192 ล้านครั้ง โรคความดัน-เบาหวาน-ไขมันสูงมากสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกสรุปข้อมูลการใช้บริการบัตรทองปี 2568 และโรคที่พบบ่อย

วันนี้ (21 มิถุนายน) นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพที่จำเป็นได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ครอบคลุมตั้งแต่การสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค การรักษาพยาบาล การฟื้นฟูสมรรถภาพ ไปจนถึงการดูแลระยะยาว โดยตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา สปสช. ร่วมกับหน่วยบริการและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้พัฒนาระบบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดรับกับความต้องการด้านสุขภาพของประชาชนที่เปลี่ยนแปลงไป

 

ข้อมูลการใช้บริการในปีงบประมาณ 2568 สะท้อนบทบาทของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในการดูแลประชาชนทั่วประเทศ โดยมีการใช้สิทธิรับบริการผู้ป่วยนอก (OPD) รวม 185.776 ล้านครั้ง จากผู้รับบริการ 28.664 ล้านคน ขณะที่การรักษาผู้ป่วยใน (IPD) มีจำนวน 7.078 ล้านครั้ง จากผู้ป่วยใน 4.429 ล้านคน แสดงให้เห็นว่าระบบยังคงสามารถรองรับความต้องการบริการสุขภาพของประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างประชากรและภาระโรคที่มีความซับซ้อนมากขึ้น

 

สำหรับบริการผู้ป่วยนอก อัตราการใช้บริการเฉลี่ยอยู่ที่ 3.947 ครั้งต่อคนต่อปี ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา สะท้อนถึงการเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีความต่อเนื่องและครอบคลุมของประชาชนในระบบบัตรทอง โดย 5 โรคที่มีการเข้ารับบริการสูงสุด ได้แก่ โรคความดันโลหิตสูงไม่ทราบสาเหตุ 24.33 ล้านครั้ง โรคไขมันในเลือดสูง 13.71 ล้านครั้ง โรคเบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน 13.31 ล้านครั้ง โรคไข้หวัดและจมูกอักเสบเฉียบพลัน 7.26 ล้านครั้ง และโรคไตวายเรื้อรัง 6.47 ล้านครั้ง

 

ทั้งนี้ จากข้อมูลพบว่า 3 อันดับแรกเป็นโรคในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่เป็นปัญหาสุขภาพสำคัญของประเทศ ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้หน่วยงานด้านสาธารณสุขสามารถวางแผนส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค และจัดบริการดูแลผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น

 

นพ.จเด็จ กล่าวต่อว่า ส่วนบริการผู้ป่วยใน นั้น พบว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยจำนวนครั้งการเข้ารับบริการเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.32 และจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.72 เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ผลรวมวันนอนของผู้ป่วยในอยู่ที่ 29.10 ล้านวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.92 มีวันนอนเฉลี่ย 4.11 วัน โดยค่าน้ำหนักสัมพัทธ์ที่ปรับตามวันนอน (Adjusted Relative Weight : Adj.RW) อยู่ที่ 10.16 ล้านหน่วย เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.55 และค่าเฉลี่ยน้ำหนักสัมพัทธ์ที่ปรับตามวันนอน (Case Mix Index : CMI) เพิ่มจาก 1.392 เป็น 1.436 สะท้อนถึงความสามารถของระบบบริการในการรองรับการดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะโรคและการรักษาที่ซับซ้อนมากขึ้น

 

สำหรับ 5 โรคหลักที่พบในการรักษาผู้ป่วยใน ได้แก่ กระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบ และลำไส้ใหญ่อักเสบจากการติดเชื้อและสาเหตุที่ไม่ระบุ 293,822 ครั้ง ปอดบวมไม่ระบุเชื้อต้นเหตุ 280,089 ครั้ง ต้อกระจกในผู้สูงอายุ 208,776 ครั้ง ความดันโลหิตสูงไม่ทราบสาเหตุ (ปฐมภูมิ) 174,604 ครั้ง และเบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน 171,463 ครั้ง

 

ขณะที่การวิเคราะห์ตามกลุ่มโรค (Disease Cluster) พบว่า กลุ่มโรคและภาวะสุขภาพที่มีการใช้บริการสูงสุด ได้แก่ การติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ 360,145 คน ทารกแรกเกิดคลอดปกติน้ำหนักมากกว่า 2,499 กรัม 265,368 คน โรคหลอดลมอักเสบและหอบหืด 213,348 คน การติดเชื้อทางเดินอาหารในผู้มีอายุมากกว่า 9 ปี 206,473 คน และการผ่าตัดเลนส์ตา 195,827 คน สะท้อนการดูแลสุขภาพที่ครอบคลุมทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุ

 

นพ.จเด็จ กล่าวว่า ภาพรวมข้อมูลการใช้บริการในปีงบประมาณ 2568 สอดคล้องกับแนวโน้มสุขภาพของประเทศที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ขณะที่โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ยังคงเป็นความท้าทายสำคัญของระบบสุขภาพ โดยเฉพาะโรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และเบาหวาน จำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการสร้างเสริมสุขภาพ การลดปัจจัยเสี่ยง และการตรวจคัดกรองเพื่อค้นหาความเสี่ยงตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

 

“ข้อมูลการใช้บริการในระบบบัตรทองนี้ ไม่เพียงสะท้อนการเข้าถึงสิทธิและบริการของประชาชน แต่ยังเป็นฐานข้อมูลสำคัญที่นำไปสู่การกำหนดนโยบาย วางแผนบริการ และพัฒนาสิทธิประโยชน์ให้สอดคล้องกับปัญหาสุขภาพของประชาชน ซึ่ง สปสช. จะนำข้อมูลเหล่านี้มาพัฒนาระบบบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพ สะดวก และตอบสนองต่อความต้องการด้านสุขภาพที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ” เลขาธิการ สปสช. กล่าว

The post บัตรทองปี 2568 คนไทยใช้บริการทะลุ 192 ล้านครั้ง โรคความดัน-เบาหวาน-ไขมันสูงมากสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
สว. วีระพันธ์ขอ สปสช. ทบทวนการให้สิทธิบัตรทองฮอร์โมนข้ามเพศ ท่ามกลางวิกฤตงบประมาณ https://thestandard.co/senator-weeraphan-nhso-transgender-hormone-review/ Mon, 08 Jun 2026 01:38:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1215562 ภาพ นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา

ภายหลังจากที่รัฐบาลและสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ […]

The post สว. วีระพันธ์ขอ สปสช. ทบทวนการให้สิทธิบัตรทองฮอร์โมนข้ามเพศ ท่ามกลางวิกฤตงบประมาณ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา

ภายหลังจากที่รัฐบาลและสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เตรียมเดินหน้านโยบายเปิดสิทธิประโยชน์การให้ฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ

 

ล่าสุดเมื่อวันที่ 7 มิถุนายนที่ผ่านมา นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้ตั้งคำถามถึงความเหมาะสมและสถานะทางการเงินของระบบสาธารณสุขไทย พร้อมเสนอให้มีการทบทวนนโยบายดังกล่าวโดยพิจารณาจากลำดับความสำคัญของวิกฤตสุขภาพด้านอื่นๆ ของประเทศ

 

นโยบายดังกล่าวจัดทำขึ้นเพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของกลุ่มคนข้ามเพศ และดึงผู้รับบริการเข้าสู่ระบบสาธารณสุขอย่างปลอดภัย โดยครอบคลุมตั้งแต่การให้ยาฮอร์โมนข้ามเพศจำนวน 8 รายการ การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (แล็บ) และการดูแลสุขภาพของกลุ่มคนข้ามเพศแบบองค์รวม ซึ่งคาดการณ์ว่าจะสามารถเริ่มกระจายยาไปยังหน่วยบริการที่เข้าร่วมโครงการรวม 50 แห่งทั่วประเทศ ได้อย่างเร็วที่สุดไม่เกินวันที่ 10 มิถุนายน 2569

 

▪ตั้งคำถามสถานะการเงิน สปสช. ท่ามกลางวิกฤตงบประมาณ

 

นพ.วีระพันธ์ได้แสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวในฐานะแพทย์และวุฒิสมาชิก โดยระบุว่า แม้ตนจะเข้าใจในสิทธิของกลุ่มคนข้ามเพศและสนับสนุนการได้รับการดูแลด้านสุขภาพ แต่จากประสบการณ์การทำงานในระบบสาธารณสุข ได้เกิดการตั้งคำถามถึงความเพียงพอของงบประมาณ สปสช. ในปัจจุบัน

 

นพ.วีระพันธ์ระบุว่า ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติกำลังเผชิญกับปัญหาวิกฤตด้านงบประมาณ โดยยกตัวอย่างสถานการณ์ปัญหา ได้แก่ คลินิกชุมชนอบอุ่นหลายแห่งประสบภาวะขาดทุนจนต้องยุติการให้บริการ โรงพยาบาลชุมชนขาดแคลนยาพื้นฐาน ผู้ป่วยโรคมะเร็งบางส่วนไม่สามารถเข้าถึงยาที่จำเป็นต่อการรักษา และผู้ป่วยที่จำเป็นต้องรับการล้างไตยังคงต้องรอคิวรับบริการ

 

นพ.วีระพันธ์ได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า เมื่อประเทศมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ การบริหารจัดการจึงต้องพิจารณาเรื่องลำดับความสำคัญอย่างตรงไปตรงมา

 

“การข้ามเพศเป็นเรื่องส่วนตัวที่เข้าใจได้ แต่ยาฮอร์โมนข้ามเพศไม่ใช่ยาที่รักษาโรคที่คุกคามชีวิต พูดให้เข้าใจง่ายที่สุดคือ ไม่ให้ฟรีก็ไม่ตาย

 

“คนอยากใช้ก็น่าจะซื้อใช้เองได้ ขณะที่เงินภาษีของคนทั้ง ประเทศนั้นมีไม่มากพอสำหรับทุกอย่าง” นพ. วีระพันธ์ระบุ

 

ในช่วงท้าย นพ.วีระพันธ์ ได้เสนอแนะให้ สปสช. ในฐานะหน่วยงานผู้บริหารจัดการงบประมาณ ทบทวนและพิจารณาประกาศยกเลิกนโยบายดังกล่าว โดยระบุว่าหากยกเลิกจะไม่มีผู้ใดตำหนิ แต่จะได้รับความชื่นชมจากประชาชนทั่วประเทศ

The post สว. วีระพันธ์ขอ สปสช. ทบทวนการให้สิทธิบัตรทองฮอร์โมนข้ามเพศ ท่ามกลางวิกฤตงบประมาณ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Pride Month ปีนี้มีข่าวดี สิทธิบัตรทองเพิ่มสิทธิใหม่ ‘ฮอร์โมนข้ามเพศ’ ครอบคลุมยา ตรวจแล็บ และสุขภาพจิต https://thestandard.co/golden-card-transgender-hormone-health/ Sun, 07 Jun 2026 02:41:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1215322 ภาพประกอบการเพิ่มสิทธิประโยชน์ฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพในระบบบัตรทอง

วันนี้ (7 มิถุนายน) พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประ […]

The post Pride Month ปีนี้มีข่าวดี สิทธิบัตรทองเพิ่มสิทธิใหม่ ‘ฮอร์โมนข้ามเพศ’ ครอบคลุมยา ตรวจแล็บ และสุขภาพจิต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบการเพิ่มสิทธิประโยชน์ฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพในระบบบัตรทอง

วันนี้ (7 มิถุนายน) พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าดูแลสุขภาพประชาชนทุกกลุ่มอย่างครอบคลุม เตรียมเปิดสิทธิประโยชน์ ‘ฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ’ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของคนข้ามเพศ และดึงกลุ่มผู้รับบริการเข้าสู่ระบบสุขภาพอย่างปลอดภัย ครอบคลุมทั้งยาฮอร์โมน การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (แล็บ) และการดูแลสุขภาพของ Transgender แบบองค์รวม คาดว่าเร็วที่สุดจะเริ่มกระจายยาได้ภายในวันที่ 10 มิถุนายน 2569 ไปยังหน่วยบริการรวม 50 แห่ง

 

พลอยทะเล กล่าวว่า ปัจจุบันชุดบริการสำหรับการข้ามเพศได้ถูกบรรจุไว้ในสิทธิประโยชน์ของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สิทธิบัตรทอง) แล้ว และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้ดำเนินการจัดซื้อยาฮอร์โมนเรียบร้อยแล้ว โดยยา ‘ฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ’ ทั้ง 8 รายการ แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1. กลุ่มยาฮอร์โมนเพศหญิง ทั้งชนิดเม็ดและชนิดทา 2. กลุ่มยาฮอร์โมนเพศชาย ชนิดฉีด 3. กลุ่มยาบล็อกฮอร์โมนเพศชาย ชนิดเม็ด และ 4. กลุ่มยาฉีดกดฮอร์โมนส่วนกลาง

 

นอกจากนี้ สิทธิประโยชน์บริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพยังครอบคลุมการตรวจสุขภาพ การให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิต และการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ตั้งแต่การตรวจสุขภาพทั่วไป ระดับฮอร์โมน การทำงานของตับ การทำงานของไต และระบบเผาผลาญของร่างกาย เป็นต้น

 

พลอยทะเล กล่าวต่อว่า สำหรับหน่วยบริการทั้งหมด ทั้งคลินิกเอกชนของภาคประชาสังคม ศูนย์บริการสาธารณสุข (ศบส.) ของกรุงเทพมหานคร และโรงพยาบาลของรัฐบางแห่ง ขอให้ประชาชนติดตามการประชาสัมพันธ์จากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง

 

อย่างไรก็ตาม การให้ยาฮอร์โมนอาจมีผลข้างเคียงต่อสภาพร่างกายและสภาพจิตใจโดยรวม ซึ่งอาจส่งผลต่อสุขภาพในอนาคตได้ ดังนั้น ก่อนรับฮอร์โมน ผู้รับบริการจะต้องได้รับคำปรึกษาอย่างรอบด้าน และได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องจากผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

The post Pride Month ปีนี้มีข่าวดี สิทธิบัตรทองเพิ่มสิทธิใหม่ ‘ฮอร์โมนข้ามเพศ’ ครอบคลุมยา ตรวจแล็บ และสุขภาพจิต appeared first on THE STANDARD.

]]>
บอร์ด สปสช. เห็นชอบบัตรทองเพิ่มยา โรคเลือด-มะเร็งต่อมน้ำเหลือง-โรคหนังแข็งรุนแรง เพิ่มโอกาสเข้าถึงยา https://thestandard.co/nhso-board-approved-additional-medications/ Tue, 12 May 2026 05:08:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1206217 ภาพการประชุมบอร์ด สปสช. อนุมัติเพิ่มยา 3 กลุ่มโรค

วันนี้ (12 พฤษภาคม) พัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระท […]

The post บอร์ด สปสช. เห็นชอบบัตรทองเพิ่มยา โรคเลือด-มะเร็งต่อมน้ำเหลือง-โรคหนังแข็งรุนแรง เพิ่มโอกาสเข้าถึงยา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพการประชุมบอร์ด สปสช. อนุมัติเพิ่มยา 3 กลุ่มโรค

วันนี้ (12 พฤษภาคม) พัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ครั้งที่ 5/2569 เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ยา 3 รายการที่ผ่านการพิจารณาของคณะอนุกรรมการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติ เป็นบริการตามประเภทและขอบเขตบริการสาธารณสุขในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) ได้แก่

 

  • ยาเลนาลิโดไมด์ (lenalidomide)
  • ยาเบนดามัสทีน (bendamustine)
  • ยาริทูซิแมบ (rituximab)

 

เพื่อเพิ่มทางเลือกการรักษาให้กับผู้ป่วยที่มีความจำเป็นต้องใช้ยาจำเพาะและมีต้นทุนสูง โดยมอบให้คณะอนุกรรมการจัดทำแผนการจัดซื้อยา เวชภัณฑ์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นตามโครงการพิเศษ จัดหายาทั้ง 3 รายการ ภายในวงเงินไม่เกิน 12.1567 ล้านบาท โดยใช้งบประมาณคงเหลือจากแผนจัดหายา ปีงบประมาณ 2569 สำหรับช่วงเดือนมิถุนายนถึงกันยายน 2569 ซึ่งจะดำเนินการในรูปแบบจัดซื้อรวม เพื่อบริหารงบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพ ควบคุมราคายา และประกันการเข้าถึงของผู้ป่วยอย่างทั่วถึง

 

“การเพิ่มยา 3 รายการนี้ แสดงถึงการทำงานร่วมกันของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพ กับคณะอนุกรรมการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติ และเป็นการยกระดับระบบบัตรทองที่ขยับไปสู่การดูแลผู้ป่วยโรคซับซ้อนที่ต้องใช้ยาจำเป็นราคาแพง ให้มีโอกาสเข้าถึงการรักษาที่เหมาะสม ลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน และช่วยให้หน่วยบริการมีความพร้อมในการดูแลผู้ป่วยมากขึ้น” พัฒนากล่าว

 

ด้าน นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า ยาทั้ง 3 รายการ เป็นยาที่มีความสำคัญต่อการรักษาผู้ป่วยกลุ่มโรคซับซ้อน โดยยาเลนาลิโดไมด์ใช้สำหรับรักษาผู้ป่วยโรคโลหิตจางเอ็มดีเอส ชนิด 5q-syndrome ซึ่งช่วยลดอาการของโรค ลดความจำเป็นในการให้เลือดมากกว่า 50% และลดโอกาสพัฒนาไปเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิด AML

 

ขณะที่ยาเบนดามัสทีนใช้รักษาผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลือง และมะเร็งเม็ดเลือดขาวบางชนิด ช่วยเพิ่มระยะเวลาการรอดชีวิตเมื่อเทียบกับยาเดิม ส่วนยาริทูซิแมบใช้รักษาผู้ป่วยโรคหนังแข็งที่มีโรคปอดอินเตอร์สติเชียล หรือ SSc-ILD ซึ่งเป็นภาวะรุนแรงที่อาจนำไปสู่ความพิการหรือเสียชีวิตได้

 

สำหรับรายละเอียดการจัดหายา ประกอบด้วย ยาเลนาลิโดไมด์ ชนิดรับประทาน ประมาณการผู้ป่วย 30 คนต่อปี ภาระงบประมาณประมาณ 3.06 ล้านบาทต่อปี ยาเบนดามัสทีน ชนิดฉีด ประมาณการผู้ป่วย 494 คนต่อปี ภาระงบประมาณประมาณ 22.20 ล้านบาทต่อปี และยาริทูซิแมบ ชนิดฉีด ประมาณการผู้ป่วย 350 คนต่อปี ภาระงบประมาณประมาณ 11.20 ล้านบาทต่อปี รวมภาระงบประมาณเฉพาะค่ายาทั้งปีประมาณ 36.47 ล้านบาท

 

โดยหลังจากนี้ สปสช. จะประสานโรงพยาบาลราชวิถีดำเนินการจัดหายา และเตรียมงบประมาณต่อเนื่องสำหรับปีงบประมาณถัดไป เพื่อให้ผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์ได้รับยาอย่างต่อเนื่องตามแนวทางที่กำหนด

 

“การจัดซื้อรวมเป็นกลไกสำคัญในการบริหารความเสี่ยงด้านงบประมาณ โดยเฉพาะยาที่มีราคาต่อหน่วยสูงหรือมีผู้จำหน่ายจำกัด ช่วยให้ประเทศสามารถต่อรองราคา วางแผนการใช้ยา และกระจายยาให้ถึงผู้ป่วยที่จำเป็นได้อย่างเป็นระบบ” เลขาธิการ สปสช. กล่าว.

The post บอร์ด สปสช. เห็นชอบบัตรทองเพิ่มยา โรคเลือด-มะเร็งต่อมน้ำเหลือง-โรคหนังแข็งรุนแรง เพิ่มโอกาสเข้าถึงยา appeared first on THE STANDARD.

]]>
สปสช. รับพระราชทานยามะเร็งมุ่งเป้า ‘อิมครานิบ 100’ จากกรมพระศรีสวางควัฒนฯ 6.9 แสนเม็ด เตรียมจัดสรรดูแลผู้ป่วยสิทธิบัตรทองทั่วประเทศ https://thestandard.co/spbch-receives-cancer-drug/ Sat, 09 May 2026 03:54:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1205355 พิธีรับพระราชทานยา 'อิมครานิบ 100' โดย สปสช.

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้รับพระราชทา […]

The post สปสช. รับพระราชทานยามะเร็งมุ่งเป้า ‘อิมครานิบ 100’ จากกรมพระศรีสวางควัฒนฯ 6.9 แสนเม็ด เตรียมจัดสรรดูแลผู้ป่วยสิทธิบัตรทองทั่วประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พิธีรับพระราชทานยา 'อิมครานิบ 100' โดย สปสช.

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้รับพระราชทานยารักษาโรคมะเร็งมุ่งเป้าชนิดเม็ด อิมครานิบ 100 จำนวน 690,000 เม็ด เพื่อนำไปจัดสรรและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการรักษาที่ทันสมัยและเท่าเทียม ให้แก่ผู้ป่วยโรคมะเร็งในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือสิทธิบัตรทองทั่วประเทศ

 

พิธีพระราชทานยาดังกล่าว จัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 3 อาคารวิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ โดย ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เสด็จไปในพิธีพระราชทานยารักษาโรคมะเร็ง ภายใต้โครงการยารักษาโรคมะเร็งเฉลิมพระเกียรติ 69 พรรษา ซึ่งจัดขึ้นเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ 4 กรกฎาคม 2569

 

ในการนี้ ได้พระราชทานพระวโรกาสให้ นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เข้าเฝ้ารับพระราชทานยารักษาโรคมะเร็งมุ่งเป้าอิมครานิบ 100 เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ต่อไป

 

สำหรับยารักษาโรคมะเร็งมุ่งเป้าชนิดเม็ดอิมครานิบ 100 ถือเป็นนวัตกรรมและความภาคภูมิใจของวงการแพทย์ไทย เนื่องจากเป็น ยามะเร็งมุ่งเป้าตำรับแรกที่ผลิตขึ้นในประเทศไทย

 

โดยโรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดำริ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ซึ่งผ่านการรับรองมาตรฐานการผลิตและการกระจายยาตามเกณฑ์สากล ตัวยาได้รับการขึ้นทะเบียนตำรับยาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2568 และได้รับการบรรจุไว้ในบัญชีนวัตกรรมไทย เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569

 

กลไกการออกฤทธิ์ของยากลุ่มนี้ จะเข้าไปยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซีนไคเนส ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการรักษาโรคมะเร็งบางชนิด ถือเป็นหนึ่งในแนวทางการรักษาสมัยใหม่ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลผู้ป่วยอย่างตรงจุด

 

โดย สปสช. จะดำเนินการบริหารจัดการและกระจายยาที่ได้รับพระราชทานอย่างเป็นระบบ ภายใต้ข้อบ่งใช้และดุลยพินิจของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ผู้ป่วยที่มีความจำเป็นสามารถเข้าถึงตัวยาได้อย่างเหมาะสม เป็นธรรม และเกิดประโยชน์สูงสุด

 

การพระราชทานยารักษาโรคมะเร็งมุ่งเป้าในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตและการเข้าถึงการรักษาของผู้ป่วยมะเร็งทั่วประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นก้าวสำคัญที่จุดประกายการพัฒนาศักยภาพในการผลิตยารักษาโรคมะเร็งชนิดอื่นๆ ภายในประเทศ อีกทั้งยังเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์และ สปสช. ในการพัฒนาระบบสนับสนุนยาและผลิตภัณฑ์นวัตกรรมทางการแพทย์ของไทย ซึ่งจะส่งผลดีต่อความมั่นคงทางยาของชาติ และยกระดับระบบสาธารณสุขไทยอย่างยั่งยืนในระยะยาว

 

ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับประชาชน: ผู้ป่วยและประชาชนที่ต้องการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการรับบริการ สามารถติดต่อได้ที่:

 

  • สายด่วน สปสช.: โทร. 1330 (ตลอด 24 ชั่วโมง)
  • LINE Official: พิมพ์ไอดี @nhso หรือคลิก https://lin.ee/zzn3pU6
  • Facebook: สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

The post สปสช. รับพระราชทานยามะเร็งมุ่งเป้า ‘อิมครานิบ 100’ จากกรมพระศรีสวางควัฒนฯ 6.9 แสนเม็ด เตรียมจัดสรรดูแลผู้ป่วยสิทธิบัตรทองทั่วประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สปสช. เตรียมพร้อมส่งต่อดูแลผู้ใช้สิทธิบัตรทอง 4.1 หมื่นราย หลังรพ.บางนา 1-มิตรประชา ถอนตัว มีผล 1 มิ.ย.นี้ https://thestandard.co/nhso-gold-card-patient-transfer/ Wed, 06 May 2026 13:32:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1204530 ภาพการประชุม สปสช. เตรียมส่งต่อผู้ป่วยบัตรทอง 4.1 หมื่นคน หลัง รพ.บางนา 1-มิตรประชา ถอนตัว

วันนี้ (6 พฤษภาคม) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สป […]

The post สปสช. เตรียมพร้อมส่งต่อดูแลผู้ใช้สิทธิบัตรทอง 4.1 หมื่นราย หลังรพ.บางนา 1-มิตรประชา ถอนตัว มีผล 1 มิ.ย.นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพการประชุม สปสช. เตรียมส่งต่อผู้ป่วยบัตรทอง 4.1 หมื่นคน หลัง รพ.บางนา 1-มิตรประชา ถอนตัว

วันนี้ (6 พฤษภาคม) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เขต 13 กรุงเทพมหานคร ร่วมกับรพ.พระมงคลเทพมุนี รพ.ราชพิพัฒน์ (สำนักการแพทย์) และ รพ.กล้วยน้ำไท 3 จัดประชุมเตรียมความพร้อม เพื่อรองรับการดูแลประชาชน ผู้มีสิทธิ และเตรียมประสานส่งต่อข้อมูลผู้ป่วยที่ต้องได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง กรณีมีการเปลี่ยนแปลงเครือข่ายหน่วยบริการปฐมภูมิในพื้นที่เขตบางนา และเขตภาษีเจริญ ผ่านระบบออนไลน์

 

ภายหลังโรงพยาบาลมิตรประชา และโรงพยาบาลบางนา 1 ยกเลิกสถานะการเป็นหน่วยบริการประจำและหน่วยบริการปฐมภูมิในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) แต่ยังคงเป็นโรงพยาบาลรับส่งต่อ โดยการเปลี่ยนแปลงสิทธิ จะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป

 

สปสช. ได้ร่วมวางแผนกับทุกหน่วยบริการที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ประชาชนยังคงเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้อย่างต่อเนื่อง ไร้รอยต่อ และไม่เกิดผลกระทบต่อการรักษาของผู้ป่วย

 

น.ท.หญิงจุไรพร นรินทร์สรศักดิ์ ผู้อำนวยการกลุ่มขับเคลื่อนระบบบริการ สปสช. เขต 13 กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า การดำเนินการครั้งนี้ เป็นการเตรียมความพร้อมร่วมกับหน่วยบริการที่เกี่ยวข้องทุกแห่ง เพื่อให้ประชาชนผู้มีสิทธิบัตรทองทุกคน มีหน่วยบริการรองรับการดูแลสุขภาพ และได้รับบริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยที่อยู่ระหว่างการรักษา ผู้ป่วยที่มีนัดตรวจติดตาม หรือผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ที่ต้องได้รับการดูแลต่อเนื่อง จัดให้มีระบบการประสานส่งต่อข้อมูลระหว่างหน่วยบริการ เพิ่มประสิทธิภาพและความสะดวกในการเข้ารับบริการของประชาชน

 

สำหรับผู้มีสิทธิที่ขึ้นทะเบียนกับโรงพยาบาลมิตรประชา ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่แขวงบางหว้า เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร จำนวน 18,831 คน สปสช. จะดำเนินการโอนย้ายสิทธิไปยังโรงพยาบาลพระมงคลเทพมุนี โดยมีโรงพยาบาลราชพิพัฒน์เป็นหน่วยบริการรับส่งต่อ

 

ส่วนผู้มีสิทธิที่ขึ้นทะเบียนกับโรงพยาบาลบางนา 1 จำนวน 22,365 คน ซึ่งอยู่ในพื้นที่แขวงบางนาใต้ เขตบางนา กรุงเทพมหานคร สปสช. จะโอนย้ายสิทธิไปยังโรงพยาบาลกล้วยน้ำไท 3 ซึ่งเป็นหน่วยบริการในพื้นที่ใกล้เคียง และมีความพร้อมทั้งในฐานะหน่วยบริการประจำ หน่วยบริการปฐมภูมิ และหน่วยบริการรับส่งต่อ

 

น.ท.หญิงจุไรพร กล่าวว่า เพื่อเป็นการลดผลกระทบในช่วงเปลี่ยนผ่าน สปสช. ขอความร่วมมือจาก รพ.มิตรประชา และรพ.บางนา 1 ในการส่งต่อผู้ป่วยที่มีนัดตรวจติดตาม ในช่วงวันที่ 1-15 มิถุนายน 2569 ไปยังโรงพยาบาลตามที่ระบุในใบนัด ทั้งนี้ ขอให้ผู้ป่วยขอประวัติการรักษาจาก รพ.เดิมของท่าน และไปติดต่อที่หน่วยบริการแห่งใหม่ตามสิทธิ เพื่อวางแผนการดูแลรักษาอย่างเหมาะสมต่อไป

 

ทั้งนี้ ประชาชนยังไม่จำเป็นต้องรีบดำเนินการย้ายสิทธิด้วยตนเอง เนื่องจาก สปสช. จะดำเนินการจัดเครือข่ายหน่วยบริการรองรับ เพื่อให้ประชาชนยังสามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้อย่างต่อเนื่อง และจะมีการส่ง sms แจ้งข่าวและช่องทางการติดต่อให้กับประชาชนผู้มีสิทธิ ที่มีข้อมูลเบอร์โทรศัพท์มือถือในระบบของ สปสช.

 

อย่างไรก็ตาม ประชาชนสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารได้จากโรงพยาบาล หรือ สปสช. โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีนัดรักษา หรือ ใช้ยาต่อเนื่อง เพื่อรับคำแนะนำในการเข้ารับบริการในช่วงเปลี่ยนผ่าน ทั้งนี้ โรงพยาบาลทั้ง 2 แห่ง ยังคงให้บริการประชาชนผู้มีสิทธิตามปกติจนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2569

The post สปสช. เตรียมพร้อมส่งต่อดูแลผู้ใช้สิทธิบัตรทอง 4.1 หมื่นราย หลังรพ.บางนา 1-มิตรประชา ถอนตัว มีผล 1 มิ.ย.นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บอร์ด สปสช. อนุมัติงบล่วงหน้า 6.3 พันล้านบาท การันตีรายได้ IPD โรงพยาบาลรัฐ สยบข่าวลือตัดค่ารักษาบัตรทอง https://thestandard.co/nhso-guarantees-ipd-revenue/ Sat, 28 Feb 2026 05:38:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1182704 นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. แถลงผลการประชุมบอร์ด สปสช. เรื่องงบประมาณการันตีรายได้โรงพยาบาลรัฐ

วันนี้ (28 กุมภาพันธ์) นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำ […]

The post บอร์ด สปสช. อนุมัติงบล่วงหน้า 6.3 พันล้านบาท การันตีรายได้ IPD โรงพยาบาลรัฐ สยบข่าวลือตัดค่ารักษาบัตรทอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. แถลงผลการประชุมบอร์ด สปสช. เรื่องงบประมาณการันตีรายได้โรงพยาบาลรัฐ

วันนี้ (28 กุมภาพันธ์) นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งมี พัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้จัดสรรเงินกันล่วงหน้าประจำปีงบประมาณ 2569 วงเงิน 6,326.16 ล้านบาท ให้แก่หน่วยบริการในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) เพื่อการันตีรายรับและเสริมสภาพคล่องให้กับโรงพยาบาล

 

การอนุมัติงบประมาณดังกล่าว สืบเนื่องจากการหารือร่วมกันระหว่าง สปสช. และ สธ. เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 เพื่อกำหนดแนวทางการจัดสรรเงินตามเกณฑ์ใหม่ โดยมีเป้าหมายหลัก 3 ประการ

 

  • การันตีรายรับ: เพื่อให้หน่วยบริการมั่นใจว่าจะมีรายรับจากการให้บริการผู้ป่วยใน (IPD) ไม่น้อยกว่าปีงบประมาณ 2568
  • ป้องกันผลกระทบต่อประชาชน: เพื่อให้โรงพยาบาลมีงบประมาณหมุนเวียนในการจัดบริการสาธารณสุขอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องรอรอบการจ่ายเงินจากการส่งเบิกผลงานรายเดือน
  • ลดความเหลื่อมล้ำ: ปรับเกลี่ยรายได้ระหว่างโรงพยาบาลที่มีสัดส่วนบุคลากรภาครัฐแตกต่างกัน

 

ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2569 มีการกันเงินตามหลักเกณฑ์ของ สธ. ไว้รวม 1.2 หมื่นล้านบาท สำหรับปรับเกลี่ยทั้งงบผู้ป่วยนอก (OPD) บริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (PP) และผู้ป่วยใน (IPD) โดยงบสำหรับ IPD มีสัดส่วนกว่าครึ่งหนึ่ง คือ 6,326.16 ล้านบาท

 

นพ.จเด็จ ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อสยบกระแสข่าวลือที่ระบุว่า สปสช. จะปรับลดการจ่ายชดเชยค่าบริการรักษาพยาบาลผู้ป่วยใน (IPD) สิทธิบัตรทอง โดยยืนยันว่า ไม่มีการปรับลดแต่อย่างใด และยังคงจ่ายในอัตรา 8,350 บาท/AdjRW เท่ากันทุกสังกัด

 

ส่วนตัวเลข 3,505.14 บาท/AdjRW ที่ปรากฏเป็นข่าวนั้น เป็นเพียงยอดเงินคงเหลือ สำหรับหน่วยบริการสังกัด สป.สธ. หลังจากที่ได้หักลบค่าใช้จ่ายด้านเงินเดือนบุคลากรทางการแพทย์ และการกันเงินระดับประเทศออกไปแล้ว (เนื่องจากค่าใช้จ่ายส่วนเงินเดือนบุคลากรได้รับการจัดสรรผ่านกลไกงบประมาณภาครัฐในช่องทางอื่นไปแล้ว) การสื่อสารว่า สปสช. ลดค่ารักษานั้นจึงเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน

 

นอกจากนี้ บอร์ด สปสช. ยังเล็งเห็นถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำจากกลไกการหักเงินเดือนบุคลากรส่วนกลาง ซึ่งส่งผลให้โรงพยาบาลที่มีบุคลากรภาครัฐน้อยจะถูกหักเงินในสัดส่วนที่เยอะกว่า ที่ประชุมจึงเห็นตรงกันว่า การจัดสรรเงิน 6,326.16 ล้านบาทนี้ จะไม่จ่ายอิงตามฐานเงินเดือนแบบเดิม แต่จะมอบหมายให้ สธ. และ สปสช. ร่วมกันบริหารจัดการและเติมเงินให้โรงพยาบาลโดยพิจารณาจากความจำเป็นของแต่ละหน่วยบริการ เป็นหลัก เพื่อหนุนเสริมสภาพคล่องได้ทันทีโดยไม่ต้องรอช่วงปลายปี

 

มติดังกล่าวได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะอนุกรรมการกำหนดหลักเกณฑ์ฯ ตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2568 ซึ่งเป็นไปตามระเบียบที่อนุญาตให้ สปสช. กันเงินไว้ปรับเกลี่ยให้แก่หน่วยบริการสังกัด สป.สธ. ได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของงบประมาณรายรับทั้งหมด

The post บอร์ด สปสช. อนุมัติงบล่วงหน้า 6.3 พันล้านบาท การันตีรายได้ IPD โรงพยาบาลรัฐ สยบข่าวลือตัดค่ารักษาบัตรทอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมว. สาธารณสุข มอบ สปสช. หารือ กทม. แก้ปัญหาประชาชนได้รับผลกระทบใบส่งตัวบัตรทอง https://thestandard.co/nhso-bma-referral-crisis/ Mon, 17 Nov 2025 02:31:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1144005 รมว. สาธารณสุข มอบ สปสช. หารือ กทม. แก้ปัญหาประชาชนได้รับผลกระทบใบส่งตัวบัตรทอง

วันนี้ (17 พฤศจิกายน) พัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกร […]

The post รมว. สาธารณสุข มอบ สปสช. หารือ กทม. แก้ปัญหาประชาชนได้รับผลกระทบใบส่งตัวบัตรทอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมว. สาธารณสุข มอบ สปสช. หารือ กทม. แก้ปัญหาประชาชนได้รับผลกระทบใบส่งตัวบัตรทอง

วันนี้ (17 พฤศจิกายน) พัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ที่ประชุมได้พิจารณาประเด็นการดูแลประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จากกรณีปัญหาใบส่งตัวของหน่วยบริการระดับปฐมภูมิซึ่งอาจส่งผลกระทบให้ผู้ป่วยเข้าไม่ถึงบริการสาธารณสุขที่จำเป็น

 

พัฒนาระบุว่า ประเด็นนี้เป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วน เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับสิทธิในการเข้ารับบริการของประชาชน จึงได้มอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุข และ สปสช. ร่วมกันทำงานอย่างใกล้ชิดกับกรุงเทพมหานคร เพื่อจัดทำแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม โดยที่สำคัญ ต้องไม่ให้ผู้ป่วยประสบความยุ่งยากในการขอใบส่งตัวจนเข้าไม่ถึงการรักษาพยาบาลที่จำเป็น และต้องคำนึงถึงความสะดวก ปลอดภัย และคุณภาพบริการของประชาชนเป็นหลัก

 

พัฒนากล่าวต่อไปว่า แนวทางที่อยู่ระหว่างการหารือเบื้องต้นคือ การให้หน่วยบริการสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล 5 จังหวัด ได้แก่ นนทบุรี สมุทรสาคร นครปฐม ปทุมธานี และสมุทรปราการ เข้ามาช่วยสนับสนุนการจัดบริการสุขภาพและดูแลประชาชนในพื้นที่รอยต่อ กทม. เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุข ที่มุ่งให้ประชาชนไทยทุกคนได้เข้าถึงบริการสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

 

พร้อมกันนี้ ก็ให้มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์การลงทะเบียนหน่วยบริการประจำตามข้อบังคับของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขอลงทะเบียนหน่วยบริการประจำ และการขอเปลี่ยนแปลงหน่วยบริการประจำ พ.ศ. 2562 เพื่อให้สอดรับกับสภาพปัญหาปัจจุบัน โดยให้ประชาชนสิทธิบัตรทองที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ตำบล หรืออำเภอรอยต่อ แต่อยู่ในกรุงเทพฯ สามารถลงทะเบียนเลือกหน่วยบริการต่างๆ ตามที่สะดวกและมีความจำเป็นได้

 

“หลักการสำคัญคือ ต้องไม่ให้ประชาชนสิทธิบัตรทองรู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงหน่วยบริการ ไม่ว่าจะเป็นการยกเลิกสัญญาหรือการปรับระบบต่างๆ ต้องออกแบบทางเลือกใหม่ที่ประชาชนเข้าถึงได้จริง สะดวก และมีคุณภาพ เพื่อให้ประชาชนเขตเมืองได้รับบริการสุขภาพที่เหมาะสม” พัฒนากล่าว

The post รมว. สาธารณสุข มอบ สปสช. หารือ กทม. แก้ปัญหาประชาชนได้รับผลกระทบใบส่งตัวบัตรทอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
พัฒนา​ยืนยัน​ไม่นิ่งนอนใจ ​13 พ.ย.นี้ หารือบรรเทาผลกระทบ​กำหนดเวลาดื่มแอลกอฮอล์​ บอก​รอชงงบฯ ครม. ให้ สปสช. ใช้แก้หนี้โรงพยาบาล https://thestandard.co/the-development-department-confirmed/ Tue, 11 Nov 2025 07:45:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1142064 พัฒนา​ยืนยัน​ไม่นิ่งนอนใจ ​13 พ.ย.นี้ หารือบรรเทาผลกระทบ​กำหนดเวลาดื่มแอลกอฮอล์​ บอก​รอชงงบฯ ครม. ให้ สปสช. ใช้แก้หนี้โรงพยาบาล

วันนี้ (11 พฤศจิกายน) พัฒนา​ พร้อมพัฒน์​ รัฐมนตรีว่าการ […]

The post พัฒนา​ยืนยัน​ไม่นิ่งนอนใจ ​13 พ.ย.นี้ หารือบรรเทาผลกระทบ​กำหนดเวลาดื่มแอลกอฮอล์​ บอก​รอชงงบฯ ครม. ให้ สปสช. ใช้แก้หนี้โรงพยาบาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
พัฒนา​ยืนยัน​ไม่นิ่งนอนใจ ​13 พ.ย.นี้ หารือบรรเทาผลกระทบ​กำหนดเวลาดื่มแอลกอฮอล์​ บอก​รอชงงบฯ ครม. ให้ สปสช. ใช้แก้หนี้โรงพยาบาล

วันนี้ (11 พฤศจิกายน) พัฒนา​ พร้อมพัฒน์​ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข​ กล่าวถึงกรณีการนัดประชุมคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์​ ในวันที่​ 13 พฤศจิกายนนี้​ ที่มีการหารือเรื่องปรับเวลาสำหรับการนั่งดื่มทั้งในและนอกร้าน​ ว่า​ หลังการประชุมในวันที่ 13 พฤศจิกายนนี้ จะทราบมาตรการ จะทราบแนวทางแก้ปัญหา รวมถึงแนวทางแก้ปัญหาที่ชัดเจน

 

พัฒนา​ระบุอีกว่า ขอชี้แจงว่ากฎหมายที่แก้ไขในเรื่องนี้ ไม่ได้เริ่มในสมัยนี้ แต่เริ่มมานานแล้ว และประกาศลงราชกิจจานุเบกษาในช่วงต้นเดือนกันยายน ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ใน 60 วัน หรือวันที่ 8 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ มีการหารือเป็นการภายในว่าจะมีมาตรการบรรเทา เนื่องจากจะต้องรักษาสมดุล ระหว่างสุขภาพและการท่องเที่ยว รวมไปถึงการพิจารณาในเรื่องเศรษฐกิจ การค้าการลงทุน

 

ส่วนมาตรการระหว่างนี้ พัฒนา​กล่าวว่าขอให้รอ เนื่องจากอีก 3 วัน จะมีการประชุม
พร้อมมองว่าไม่จำเป็นต้องมีการสรรหาคณะกรรมการ ชุดใหม่​ เนื่องจากคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นโดยตำแหน่ง และสามารถประชุมได้อยู่แล้ว และในวันที่ 4​ ธันวาคม จะมีความชัดเจน

 

ส่วนจะมีการเสนอของบฯ เพื่อใช้ในการชำระหนี้ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จะเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อใดนั้น พัฒนา​ระบุว่า กำลังรออยู่เหมือน​กัน​

The post พัฒนา​ยืนยัน​ไม่นิ่งนอนใจ ​13 พ.ย.นี้ หารือบรรเทาผลกระทบ​กำหนดเวลาดื่มแอลกอฮอล์​ บอก​รอชงงบฯ ครม. ให้ สปสช. ใช้แก้หนี้โรงพยาบาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
5 คำถาม เคลียร์ข้อสงสัยปมปัญหาบัตรทองโรงพยาบาลกับ สปสช. https://thestandard.co/nsho-budget-system-flaws-hospital-deficits-manop-analysis/ Tue, 04 Nov 2025 05:43:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1139551 nsho-budget-system-flaws-hospital-deficits-manop-analysis

แม้ปัญหาเรื่องเงินระหว่างโรงพยาบาลกับสำนักงานหลักประกัน […]

The post 5 คำถาม เคลียร์ข้อสงสัยปมปัญหาบัตรทองโรงพยาบาลกับ สปสช. appeared first on THE STANDARD.

]]>
nsho-budget-system-flaws-hospital-deficits-manop-analysis

แม้ปัญหาเรื่องเงินระหว่างโรงพยาบาลกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือ สปสช. จะดูคลี่คลายลงแล้วหลัง สปสช. ทยอยโอนเงินให้โรงพยาบาล พร้อมยกเลิกการคำนวณย้อนหลังหรือ Re-Run รวมถึงของบกลางอีกกว่า 8,000 ล้านบาท มาเสริม

 

แต่ปัญหานี้อาจยังไม่จบอย่างที่คิด เพราะระบบบริหารจัดการงบประมาณ ของ สปสช. ซึ่งเป็นต้นเหตุที่ทำให้โรงพยาบาลในระบบบัตรทองขาดทุนกันถ้วนหน้ายังไม่ถูกสะสาง

 

 

 

 

THE STANDARD ได้พูดคุยกับ ศ. นพ.มานพ พิทักษ์ภากร หัวหน้าศูนย์วิจัยเป็นเลิศด้านการแพทย์แม่นยำ ศูนย์จีโนมิกส์ศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อตอบ 5 ข้อสงสัยเกี่ยวกับปัญหาเรื่องงบประมาณของระบบบัตรทอง หรือ สิทธิ 30 บาท สรุป สปสช.ใช้วิธีการคำนวนแบบไหน และปัญหานี้กระทบต่อประชาชนอย่างไร? 

 

1. สปสช.จ่ายเงินแบบไหน?

 

ต้องเข้าใจก่อนว่า สิทธิบัตรทองหรือสิทธิ 30 บาทรักษาทุกโรค เกิดขึ้นมาบนหลักการ Universal Health Coverage หรือ UHC ที่มองว่าการเจ็บป่วยและการดูแลรักษา ควรเป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชน ทุกคนควรเข้าถึงบริการสุขภาพได้อย่างเท่าเทียม โดยประชาชนไม่ควรต้องล้มละลายเพียงเพราะว่า ตนเองเจ็บป่วย และถ้าหากมีการบริหารจัดการงบประมาณให้เหมาะสม ก็สามารถสร้างระบบที่ประกันความเสี่ยงจากการเจ็บป่วยให้กับทุกคนได้ 

 

หลักการตรงนี้จึงไม่ได้ต่างอะไรจากการซื้อประกันสุขภาพทั่วไป เพียงแต่แทนที่จะเป็นการเลือกสมัครใจซื้อประกันสุขภาพของเอกชน ในระบบ UHC เป็นการดำเนินการผ่านภาครัฐแทน 

 

ในสหรัฐอเมริกา มีโอบามาแคร์ (Obama Care) ซึ่งบังคับให้ทุกคนต้องซื้อประกันสุขภาพ โดยมีตั้งแต่แบบพื้นฐานไปจนถึงแบบที่จ่ายมากขึ้นเพื่อให้ได้รับบริการที่ดีกว่า

 

ขณะที่บางประเทศ รวมถึงไทย ใช้การจัดสรรงบประมาณโดยตรงจากรัฐ และ สปสช. มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลงบประมาณนั้น 

 

ในตอนแรกระบบบัตรทองไม่ได้ปัญหาอะไร เพราะทุกคนก็พยายามเรียนรู้ร่วมกัน โดยในโครงสร้างการบริหารระบบบัตรทองแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ผู้ซื้อบริการ ผู้ให้บริการ และผู้รับบริการ 

 

ผู้ซื้อบริการในที่นี้คือ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) 

 

ผู้ให้บริการ คือโรงพยาบาล ทั้งภาครัฐและเอกชน 

 

ส่วนผู้รับบริการก็คือผู้ป่วยที่มาใช้บริการ ทั้งผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน ตามความจำเป็นในการรักษา

 

หลังจากผู้ป่วยมารับการรักษา โรงพยาบาลในฐานะผู้ให้บริการจะส่งเบิกค่าใช้จ่ายไปยัง สปสช.

 

ช่วงเริ่มต้น สปสช. เชื่อมั่นว่า จะต้องมีโรงพยาบาลแข่งขันกันเพื่อเข้ามาเป็นคู่สัญญาในระบบบัตรทอง เพราะระบบมีความคล้ายคลึงกับระบบประกันสังคมที่มีอยู่ก่อนหน้า

 

โรงพยาบาลสามารถเข้ามาเป็นผู้ให้บริการได้ ถ้าหากสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้ต่ำกว่าค่าใช้จ่ายต่อหัวที่ได้รับ ก็จะมีกำไร และตอนนั้นงบประมาณที่ สปสช. ได้รับจากรัฐยังเติบโตในอัตราใกล้เคียงกับค่าใช้จ่ายจริงระบบจึงสามารถดำเนินไปได้

 

แต่เมื่อเวลาผ่านไปปัญหาก็เริ่มปรากฏ ผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ส่วนใหญ่เป็นแรงงานวัยทำงาน อายุยังไม่มาก โอกาสเจ็บป่วยหรือมีโรคเรื้อรังที่ต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูงจึงค่อนข้างน้อย ทำให้โรงพยาบาลสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้ แต่ทุกวันนี้โครงสร้างประชากรไทยเป็นสังคมสูงอายุ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคมแล้ว จึงหันมาใช้สิทธิบัตรทองแทน ประกอบกับการรักษาหลายๆ อย่าง หากอยากให้ผลการรักษาดีขึ้น ก็ต้องแลกมากับค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นตาม

 

ระยะหลังค่าใช้จ่ายต่อหัวจึงโตเร็วกว่างบประมาณที่ สปสช. ได้รับ ส่งผลให้ช่องว่างระหว่างงบประมาณกับค่าใช้จ่ายจริงถ่างกว้างขึ้นเรื่อยๆ จากเดิมที่ขาดทุนน้อย กลายเป็นขาดทุนหนัก เพราะงบประมาณที่ สปสช. จัดสรรให้โรงพยาบาลนั้นเป็นแบบ Global budget คือเป็นเงินก้อนเดียว และมีจำนวนจำกัด ไม่สามารถขยายเพิ่มตามค่าใช้จ่ายจริงได้ 

 

ที่ผ่านมาการจัดสรรงบประมาณแบบนี้ยังพอถูไถไปได้ เพราะแยกระบบจ่ายเงินเป็น 2 ส่วนคือ ผู้ป่วยใน (IP) และ ผู้ป่วยนอก (OPD)

 

ผู้ป่วยนอกใช้ระบบ Free Schedule โรงพยาบาลจ่ายไปเท่าไร สปสช. จ่ายคืนให้เท่านั้น แต่ผู้ป่วยในใช้ระบบที่เรียกว่า Adjusted RW ซึ่งเป็นระบบแต้มสะสม 

 

แทนที่จะจ่ายเงินเท่ากันทุกเคส สปสช.จะประเมินความหนักเบาของโรคแต่ละคน แล้วให้แต้มมากหรือน้อยต่างกัน เช่น คนไข้ไข้หวัดอาจได้ 0.5 แต้ม แต่คนไข้ที่ต้องผ่าตัดใหญ่อาจได้ 3-4 แต้ม เพราะใช้ทรัพยากรและบุคลากรมากกว่า ยิ่งเคสซับซ้อน แต้มก็ยิ่งสูง โรงพยาบาลจึงสะสมแต้มเหล่านี้ไว้เป็นผลงานรวมทั้งปี

 

โดย สปสช. จะกำหนดจำนวนเงินต่อแต้มขึ้นมา แต่แต้มนี้ปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา และเมื่อปรับแล้วก็มีผลย้อนหลังด้วย เช่น ต้นปีตั้งอัตราการจ่ายไว้ 8,000 บาทต่อ AdjRW เมื่อใกล้สิ้นปีงบเริ่มร่อยหรอ ปรับอัตราจ่ายเหลือ 7,000 บาทต่อ AdjRW นั่นหมายความว่า โรงพยาบาลที่เคยได้รับเงินตามเรตเดิมในเดือนแรกจะกลายเป็น ลูกหนี้ ของ สปสช. ทันที ต้องคืนส่วนต่างให้ 1,000 บาท ทั้งที่ต้นทุนจริงของการรักษาอาจอยู่ 13,000 บาทต่อ AdjRW

 

แต่ปีนี้โรงพยายาบาลเจอผลกระทบหนักกว่าทุกปี เพราะเมื่อปี 2567 สปสช. นำแนวคิดเดียวกันมาใช้กับผู้ป่วยนอก ภายใต้ชื่อใหม่ว่า ‘Point System’ แต่กลไกยังคล้ายเดิม คือใช้ระบบแต้มแทนการจ่ายเป็นเงินบาท และการกำหนดค่าของแต้มสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดทั้งปีตามสถานะงบประมาณที่เหลืออยู่ เช่น ช่วงต้นปี 1 แต้ม เท่ากับ 1 บาท ผ่านไป 3 เดือน เหลือ 80 สตางค์ และกลางปีลดเหลือ 50 สตางค์ ด้วยระบบนี้จึงกลายเป็นว่า โรงพยาบาลต้องแบกรับหนี้เพิ่มขึ้นทั้งจากผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก

 

ทุกโรงพยาบาลในระบบบัตรทองจึงขาดทุนหมด โรงพยาบาลที่ยังสามารถดำเนินการต่อได้คือโรงพยาบาลที่มีรายได้จากช่องทางอื่น เช่น สิทธิกรมบัญชีกลาง และสิทธิประกันสังคมที่อาจมีกำไรเล็กน้อย รวมถึงรายได้ที่ผู้ป่วยจ่ายเงินเอง หรือใช้สิทธิประกันชีวิต โรงพยาบาลจึงต้องนำกำไรจากช่องทางอื่นมาอุดหนุนส่วนที่ขาดทุนจาก สปสช. แต่ต้นทุนค่ารักษาพยาบาลนั้นเพิ่มขึ้นทุกวัน และเมื่อโรงพยาบาลขาดทุนต่อเนื่องนานหลายปีเข้า เงินหมุนเวียนในมือก็เริ่มลดลง ส่งผลกระทบให้การจ่ายค่าเวร ค่าตอบแทนบุคลากร ค่ายา และค่าอุปกรณ์ต่างๆ เริ่มติดขัด จนเกิดการค้างชำระกับซัพพลายเออร์ ส่งผลให้ไม่สามารถจัดหายาและอุปกรณ์ต่อได้ เนื่องจากเจ้าหนี้ไม่สามารถให้เครดิตเพิ่มได้อีกต่อไป ช่วงที่ผ่านมาโรงพยาบาลเอกชนจึงทยอยถอนตัวเรื่อยๆ 

 

2. ทำไม สปสช.ไม่เห็นปัญหาที่เกิดขึ้น? 

 

ผมเชื่อว่า สปสช. มองตัวเองคือ ผู้ซื้อบริการ ที่มีอำนาจผูกขาด เพราะฉะนั้นตัวเองสามารถกำหนดนโยบายอะไรก็ได้ แล้วผู้ให้บริการหรือโรงพยาบาลต้องให้บริการไปเรื่อยๆ

 

ซ้ำร้ายนโยบายของ สปสช. ยังถูกผลักดันด้วยฝั่งการเมือง ที่พยายามเพิ่มสิทธิประโยชน์ในเชิงประชานิยมมากขึ้นว่า เรารักษาทุกที่, เรารักษาทุกโรค,เราไม่เก็บเงินอะไรทั้งสิ้น นโยบายแบบนี้เพิ่มภาระผูกพันทางการเงินให้โรงพยาบาลต้องแบกรับภาระทั้งหมด แต่เงินงบประมาณที่ถูกจัดสรรมาให้กลับยังเท่าเดิม หรือถ้าเพิ่มก็นิดเดียวเท่านั้น

 

ถามว่าเขาเคยมาถามคนทำงานหรือผู้ให้บริการบ้างไหมว่า แฮปปี้กับนโยบายพวกนี้ไหม ไม่มีนะ สปสช. เอง เลยไม่รู้ปัญหาหน้างานหรอกครับ เพราะ สปสช. สนแต่ตัวเลข ใช้บริการไปเท่าไร ให้บริการอะไรบ้าง เรามีงบเท่าไร กี่บาท ไม่เคยเข้าไปรับรู้หรืออยู่ในพื้นที่จริงเลย แต่คนที่รู้สึกถึงภาระจริงๆ คือโรงพยาบาล และบุคลากรที่อยู่แนวหน้า ที่ต้องเผชิญกับการให้บริการที่ถาโถมเข้ามาเรื่อยๆ ความขัดแย้งหรือการกระทบกระทั่งที่เกิดขึ้น เกิดระหว่างประชาชนกับโรงพยาบาล ไม่ได้เกิดกับ สปสช. สปสช. ทำงานอยู่บนหอคอยงาช้าง ที่ทำแค่จ่ายเงินอย่างเดียว

 

3. ทำไมโรงพยาบาลรัฐฯ ถอนตัวจากระบบบัตรทองไม่ได้?

 

ถามว่าโรงพยาบาลภาครัฐอยากอยู่ไหม ก็ต้องบอกตรงๆ ว่า ไม่อยาก ในมุมของการบริหารจัดการ ยิ่งทำยิ่งขาดทุน ไม่มีใครอยากทำอะไรที่รู้ว่ามันจะขาดทุนอยู่แล้ว แต่เป็นภาระจำยอมที่ต้องอยู่ เพราะถ้าโรงพยาบาลรัฐตัดสินใจเดินออกจากระบบเหมือนที่เอกชนทำ ระบบนี้คงล้มไปนานแล้ว

 

แต่เคยมีช่วงหนึ่งในอดีตที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย ประกาศเลยว่า จะถอนตัวออกจาก สปสช. เพราะโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยรับโรคที่ซับซ้อนกว่า ต้นทุนในการรักษาสูงกว่าโรงพยาบาลชุมชน แต่ยุคนั้นระบบใช้การจ่ายเงินแบบ Pay Scale เช่น ถ้าเป็นโรคเบาหวาน ก็จ่ายในราคาโรคเบาหวานเท่านั้น โดยไม่อิงตามความรุนแรงหรือความซับซ้อนในการรักษา

 

นี่คือที่มาว่าทำไมถึงต้องมีการปรับ Pay Scale การจ่ายเงินของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยกับโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวง แต่ในภาพรวมปัญหาก็ยังอยู่ เนื่องจาก สปสช. จ่ายเงินต่ำกว่าต้นทุนจริงมาตลอด 

 

โรงพยาบาลรัฐตอนนี้จึงกำลังอยู่ในสภาวะห้อยเปรี้ยงเสียขา ศักยภาพในการให้บริการค่อยๆ ลดลงไปเรื่อยๆ แต่กรณีของไทยไม่เห็นกับในต่างประเทศตรงที่ เวลารัฐจ่ายค่าตอบแทนไม่ครบ โรงพยาบาลสามารถประกาศได้เลยว่า งั้นเราจะไม่รับผู้ป่วยในระบบ สปสช. แล้วผู้ป่วยก็เจอกับผลกระทบทันที จนสังคมต้องหาทางแก้ไขโดยด่วน

 

บ้านเราไม่เป็นแบบนั้น เราเลือกใช้วิธีทำไปก่อน แล้วค่อยว่ากัน พยายามช่วยเหลือกันไปก่อน มันเลยกลายเป็นการเอื้ออาทรกันไปเรื่อยๆ ซึ่งการเอื้ออาทรในที่นี้ ก็เหมือนกับการปล่อยให้เรือมีรูรั่ว แล้วก็ปล่อยให้เรือค่อยๆ จมลงทีละนิด โดยที่ทุกคนยังอยู่ในเรือลำนั้น 

 

4. สปสช. ต้องแก้ปัญหาอย่างไร? 

 

ผมคิดว่า สปสช. ต้องยอมรับก่อนการบริหารจัดการทุกวันนี้ ไม่ตั้งอยู่บนความเป็นจริงกับงบประมาณที่ตัวเองได้มา ได้งบมา 100 บาท การบริการก็ต้องอยู่ในขอบเขตของ 100 บาท ไม่ใช่ไปสร้างคาดหวังให้ประชาชนว่า โรงพยาบาลจะให้บริการระดับ 200 บาท เพราะสุดท้ายคนที่ต้องรับผิดชอบคือ โรงพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ ไม่ใช่ สปสช. เพราะฉะนั้น สปสช. ต้องตื่น ที่บอกว่า ตัวเองบริหารจัดการดี มันไม่ใช่ ทั้งที่ความจริงพยาบาลอยู่ได้ด้วยระบบโรบินฮู้ด คือขโมย หรือแบ่งปัน เอากำไรจากสิทธิอื่น โดยเฉพาะสิทธิข้าราชการมาซัปพอร์ตสิทธิบัตรทองอยู่

 

ถ้า สปสช. ยอมรับตรงนี้ได้ เข้าใจตรงนี้ สปสช. มี 3 ทางเลือกในการแก้ปัญหา 

  1. เพิ่มงบประมาณ ถ้ารัฐบาลและ สปสช. ยืนยันจะให้บริการประชาชนในระดับ 200 บาท ก็ต้องหาเงิน 200 บาท หรือใกล้เคียง มาสนับสนุนโรงพยาบาลให้ครบถ้วน
  2. ลดระดับบริการลง ถ้ามีเงินแค่ 150 บาท สปสช. ก็ต้อง ยอมรับกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมาว่า ต้องลดระดับบริการลงให้สมน้ำสมเนื้อกับงบประมาณที่มี
  3. และสุดท้าย หากทำทั้งสองข้อแรกไม่ได้ ก็ต้องนำ การร่วมจ่าย หรือ Co-payment มาอุดส่วนต่างที่ขาดหายไป Co-payment มักถูกมองเป็นปีศาจร้าย แต่ไม่ได้หมายถึงการให้คนไข้ยากจนต้องจ่ายเงินหน้าเคาน์เตอร์เสมอไป แต่อาจหมายถึงการสร้างระบบภาคบังคับ คล้ายประกันสังคม เช่น การหักเงินเดือน, การเก็บภาษีสุขภาพเพิ่มเติม หรือการหักจากรายได้ส่วนอื่น เพื่อให้มีเงินเข้ามาในระบบอย่างเพียงพอ

 

อันนี้เป็นเรื่องของตัวเลขทางคณิตศาสตร์ มันไม่มีทางที่จะออกหน้าไพ่แบบอื่น อยู่ที่ว่าเราสามารถสื่อสารให้ทุกคนรับรู้เรื่องพวกนี้ให้เข้าใจตรงกันหรือเปล่า

 

ทุกวันนี้เราจะเห็นคนที่มองสุดโต่งว่า “เลิกไปเลย ปล่อยให้ล้มไปเลย สปสช. ไม่ต้องมีแล้ว” ซึ่งก็จะเกิดปัญหาแน่ เพราะเราจะไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องการเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขได้อีก คนก็จะล้มละลายจากความเจ็บป่วยกันมากขึ้น

 

5. ถ้าแก้ปัญหาไม่ได้จะเกิดอะไรขึ้น? 

 

ผมคิดว่าปัญหาเรื่องความเจ็บป่วย ตราบใดที่เรายังใช้บริการในโรงพยาบาลอยู่ ไม่ว่าจะใช้สิทธิบัตรทองหรือไม่ก็ตาม ปัญหานี้เป็นปัญหาของทุกคน โรงพยาบาลรัฐไม่สามารถจะไปเลือกบอกว่า ต่อไปเราจะบริการเฉพาะคนไข้กลุ่มนั้นหรือกลุ่มนี้ เพราะฉะนั้นถ้าโรงพยาบาลอยู่ไม่ได้ ทุกคนจะได้รับกระทบหมด

 

การอยู่ไม่ได้ ไม่ได้แปลว่าอยู่ๆ โรงพยาบาลจะเจ๊ง ล้ม แล้วปิดตัวไป เพราะเราไม่ใช่ภาคเอกชน แน่นอนว่าคนทำงานอาจจะไม่ได้โดนเลย์ออฟหรอก เพราะว่าพวกเขาเป็นข้าราชการ แต่สิ่งที่จะกระทบแน่ๆ เช่น โรงพยาบาลอาจจะบอกว่า ไม่มียา หรืออาจจะบอกว่า เราไม่สามารถใช้อุปกรณ์นี้ในการผ่าตัดได้นะ เพราะเราไม่มีเงินไปซื้อแล้ว ซึ่งอันนี้กระทบกับทุกสิทธิเลย ยกเว้นอย่างเดียว คือประชาชนคนนั้นบอกว่า ชีวิตนี้เราไม่เคยใช้บริการ และจะไม่ใช้บริการโรงพยาบาลภาครัฐเลย เราจะใช้บริการเอกชนอย่างเดียว อันนั้นจบเลย ไม่เกี่ยว ไม่ต้องกังวลอะไร

 

และถ้าปล่อยให้ปัญหาเป็นแบบนี้ต่อไป สุดท้ายแล้วระดับของการให้บริการจะตกต่ำลงอย่างมาก จนถึงจุดที่ประชาชนเริ่มตั้งคำถามว่า นี่หรือคือระบบที่เคยบอกว่าเป็นระบบที่ดี กลายเป็นระบบที่เป็นไปตามยถากรรมหรือเป็นระบบอนาถาไปในที่สุด ซึ่งแน่นอนว่า ไม่มีใครอยากให้เป็นแบบนั้น อุตส่าห์ปลุกปั้นกันมาเป็น 10 ปี เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าระบบถึงเวลาที่ต้องปฏิรูป เราไม่สามารถอยู่ในสภาพเดิมได้ ตอนที่ระบบนี้ถือกำเนิดขึ้นมันอาจจะดี แต่การที่เริ่มต้นได้ดีไม่ได้แปลว่าเราไม่ต้องเปลี่ยน เราต้องมีการพัฒนาตามบริบทที่เปลี่ยนไป 

 

(ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 21 ต.ค. 2568)

The post 5 คำถาม เคลียร์ข้อสงสัยปมปัญหาบัตรทองโรงพยาบาลกับ สปสช. appeared first on THE STANDARD.

]]>
กมธ. สาธารณสุข ชี้ระบบ สปสช. วิกฤต จ่ายต่ำกว่าทุนทำ รพ. หนี้ท่วม ต้องดึงเงินสิทธิอื่นอุ้มบัตรทอง ขอรัฐเร่งอนุมัติงบกลาง 3 พันล้านบาท https://thestandard.co/hospitals-debt-crisis-funds/ Thu, 30 Oct 2025 08:50:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1137478 กมธ. สาธารณสุข ชี้ระบบ สปสช. วิกฤต จ่ายต่ำกว่าทุนทำ รพ. หนี้ท่วม ต้องดึงเงินสิทธิอื่นอุ้ม บัตรทอง ขอ รัฐ เร่งอนุมัติงบกลาง 3 พันล้านบาท

วันนี้ (30 ตุลาคม) นพ.โอชิษฐ์ เกียรติก้องชูชัย สส. ชัยภ […]

The post กมธ. สาธารณสุข ชี้ระบบ สปสช. วิกฤต จ่ายต่ำกว่าทุนทำ รพ. หนี้ท่วม ต้องดึงเงินสิทธิอื่นอุ้มบัตรทอง ขอรัฐเร่งอนุมัติงบกลาง 3 พันล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
กมธ. สาธารณสุข ชี้ระบบ สปสช. วิกฤต จ่ายต่ำกว่าทุนทำ รพ. หนี้ท่วม ต้องดึงเงินสิทธิอื่นอุ้ม บัตรทอง ขอ รัฐ เร่งอนุมัติงบกลาง 3 พันล้านบาท

วันนี้ (30 ตุลาคม) นพ.โอชิษฐ์ เกียรติก้องชูชัย สส. ชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย พญ.กัลยพัชร รจิตโรจน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน รองประธาน กมธ.ฯ คนที่หนึ่ง แถลงข่าวกรณีการบริหารจัดการกองทุนของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)

 

นพ.โอชิษฐ์ กล่าวว่า สัปดาห์นี้ กมธ. ได้เชิญ สปสช. และ กองเศรษฐกิจสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มารับทราบปัญหาการจัดการกองทุน พร้อมเสนอแนะวิธีที่จะทำให้ กองทุนฯ ดังนี้ 1. กองทุนฯ สะท้อนต้นทุนการรักษาที่แท้จริงในแต่ละโรค 2. ต้องจ่ายเงินให้โรงพยาบาลรวดเร็วและตรงเวลามากที่สุด เพื่อเพิ่มการไหลของเงินในการให้บริการโดยไม่ต้องรอเวลา และ 3. การจัดสรรงบประมาณกองทุนฯ ต้องทำให้เพียงพอ เพราะที่ผ่านมามีการประมาณการล่วงหน้าและไม่เพียงพอ

 

นอกจากนี้ กมธ.ฯ ยังเป็นห่วงการบริหารจัดการเงินบํารุงสาธารณสุขของแต่ละโรงพยาบาล ที่อยากให้ กองเศรษฐกิจสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข มอนิเตอร์ตัวเลขโรงพยาบาลที่กําลังเริ่มขาดทุน หรือขาดทุนเรื่อยๆ เพื่อหากระบวนการในการแก้ไข

 

ด้าน พญ.กัลยพัชร กล่าวถึงการจ่ายเงินชดเชยของ สปสช. ที่จ่ายให้โรงพยาบาลที่น้อยกว่าต้นทุนจริงว่า ส่งผลให้เกิดวิกฤตหนี้โรงพยาบาล เกิดจากการจัดสรรต้นทุนผู้ป่วยในที่ต่ำกว่าจํานวนจริงมาก ซึ่งจากการวิจัยพบว่า ต้นทุนการบริการผู้ป่วยอยู่ที่ 13,240 บาทต่อหน่วย แต่ สปสช. จ่ายเพียง 8,350 บาทต่อหน่วย ทําให้ขาดทุนซึ่งไม่เพียงสิทธิบัตรทองเท่านั้น แต่รวมถึงสิทธิประกันสังคม มีเพียงสิทธิเดียวที่ได้กําไรคือสิทธิข้าราชการ ได้ประมาณ​ 14,000-15,000 บาทต่อหัว

 

พญ.กัลยพัชร กล่าวอีกว่า ทำให้ยิ่งโรงพยาบาลรับผู้ป่วยมากเท่าไหร่ยิ่งขาดทุน และไม่สามารถปฏิเสธผู้ป่วยในที่เลือกไม่ได้ โดยในปี 2567 โรงพยาบาลตั้งบริการไว้ 8 ล้านแต้ม แต่มีผู้ใช้บริการ 9 ล้านแต้ม คิดเป็นเงิน 8,000 ล้านบาทที่หายไป เมื่อผู้ป่วยมากขึ้น ซับซ้อนขึ้น โรงพยาบาลก็ยิ่งแบกรับภาระมากขึ้น ส่งผลต่อการแบกรับภาระทำให้ต้องตัดค่าใช้จ่ายในส่วนของบุคลากร การจ่ายยาที่น้อยลง ส่งผลต่อคุณภาพการบริการ

 

ขณะเดียวกัน โรงพยาบาลชดเชยการขาดทุนด้วยการเก็บเงินงบประมาณของผู้ป่วยสิทธิประกันสังคมและสิทธิข้าราชการ มาสมทบบรรเทาหนี้ที่ สปสช. ติดค้างไว้ ซึ่งไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้อง สร้างความเหลื่อมล้ำ และเป็นวิกฤตที่กระทบต่อความน่าเชื่อถือของระบบสาธารณสุข

 

“สปสช. เป็นหน่วยงานที่เสียความน่าเชื่อถือมากที่สุด ถูกตั้งคำถามถึงประโยชน์งาน รวมถึงนวัตกรรมต่างๆ ที่คิดขึ้นมาใหม่ ถูกตั้งคำถามว่า สปสช. ควรจะทําในสิ่งที่จําเป็นก่อนหรือไม่ ระบบบริการสุขภาพของรัฐเสียความน่าเชื่อถือในภาพรวม ประชาชนเริ่มไม่มั่นใจในระบบ ทำให้มองหาระบบการให้บริการของเอกชนที่เพิ่มค่าใช้จ่ายในครอบครัวทุกครัวเรือน ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่มีใครได้ประโยชน์เลย”

 

พญ.กัลยพัชร กล่าวว่า ในวันนี้ กมธ. ได้รับข้อสรุปเชิงบวกว่า สปสช. จะยกเลิกการเก็บรีรันย้อนหลัง และยกเลิกมาตรการคืนเงิน 10 เดือนครึ่งที่ผ่านมา โดยยังคงจ่ายที่ 8,350 บาทต่อแต้ม ส่วนเดือนที่เหลือของปีนี้ จะได้เพียง 5,000 บาทต่อแต้ม ซึ่ง สปสช. และ สธ. จะร่วมกันของบประมาณกลาง 3,000 ล้านบาท เพื่อให้เฉลี่ยต่อแต้มกลับมาเท่าเดิม ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้มีการเบิกจ่ายงบกลาง

 

ในการจัดสรรงบปี 2570 กมธ. เสนอให้ใช้ระบบ AI ช่วยตรวจสอบเวชระเบียนแทนการสุ่มตรวจ, ยึดตามมูลค่าการรักษาจริง, และจ่ายเงินให้เร็วขึ้น รวมทั้งเสนอให้แยกงบประมาณบุคลากรออกจากการรักษาอย่างชัดเจน

 

พญ.กัลยพัชร กล่าวย้ำว่า เราเห็นความพยายามร่วมกันหาทางออก แต่ขาดฝ่ายบริหาร คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และนายกรัฐมนตรี ที่คุมงบกลางยังไม่มีการเซ็นเพิ่มงบให้ ชี้ให้เห็นว่าการของบกลางเป็นการแก้ไขปัญหาที่ไม่ยั่งยืน และอยากให้ฝ่ายบริหารสนใจกองทุน สปสช. ที่ดูแลคนไทยอยู่ 48.8 ล้านคน ซึ่งกําลังจะพังแหล่ไม่พังแหล่ เพราะงบประมาณที่หารรายหัวขณะนี้ เหลือเพียง 3,100 บาทต่อหัวต่อปีเท่านั้น

The post กมธ. สาธารณสุข ชี้ระบบ สปสช. วิกฤต จ่ายต่ำกว่าทุนทำ รพ. หนี้ท่วม ต้องดึงเงินสิทธิอื่นอุ้มบัตรทอง ขอรัฐเร่งอนุมัติงบกลาง 3 พันล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
สปสช. แจงปมโอนเงินให้ รพ.มงกุฎวัฒนะ 122.80 บาท ชี้เป็นยอดหักกลบ ด้าน รพ.ยืนยันไม่เป็นธรรม เดินหน้างดให้บริการผู้ป่วยบัตรทองต่อ https://thestandard.co/hospital-suspends-gold-card-services/ Tue, 28 Oct 2025 12:28:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1136654 สปสช. แจงปมโอนเงินให้ รพ.มงกุฎวัฒนะ 122.80 บาท ชี้เป็นยอดหักกลบ ด้าน รพ.ยืนยันไม่เป็นธรรม เดินหน้างดให้บริการผู้ป่วยบัตรทองต่อ

วันนี้ (28 ตุลาคม) ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ โฆษกสำนักงาน […]

The post สปสช. แจงปมโอนเงินให้ รพ.มงกุฎวัฒนะ 122.80 บาท ชี้เป็นยอดหักกลบ ด้าน รพ.ยืนยันไม่เป็นธรรม เดินหน้างดให้บริการผู้ป่วยบัตรทองต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สปสช. แจงปมโอนเงินให้ รพ.มงกุฎวัฒนะ 122.80 บาท ชี้เป็นยอดหักกลบ ด้าน รพ.ยืนยันไม่เป็นธรรม เดินหน้างดให้บริการผู้ป่วยบัตรทองต่อ

วันนี้ (28 ตุลาคม) ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ โฆษกสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวถึงกรณีโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะโพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า ได้รับเงินโอนจาก สปสช. ในรอบเดือนตุลาคม 2568 เป็นเงิน 122.80 บาท ว่า ทางโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะให้ข้อมูลไม่ครบถ้วน ตั้งแต่วันที่ 1-27 ตุลาคม 2568 สปสช. โอนเงินให้ รพ.มงกุฎวัฒนะไปแล้ว 43,765,589.48 บาท โดยเป็นเงินจากกองทุนและบริการหลากหลายประเภท

 

ประกอบด้วย กองทุนผู้ป่วยนอก กองทุนผู้ป่วยใน กองทุนสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค กองทุน CENTRAL REIMBURSE หรือกรณีเฉพาะ บริการควบคุมป้องกันและรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง กองทุนเอดส์ กองทุนไตวายเรื้อรัง ค่าบริการสาธารณสุขเพิ่มเติมสำหรับบริการระดับปฐมภูมิ

 

ทั้งนี้ ในส่วนยอดเงินโอน 122.80 บาทนั้น เป็นหนึ่งในใบแจ้งโอนเงินค่าบริการทางการแพทย์กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (Statement) ที่ สปสช. ส่งให้กับทางโรงพยาบาล สาเหตุที่ยอดเงินคงเหลือเป็น 122.80 บาท เนื่องจาก สปสช. ได้หักกลบจากการจ่ายล่วงหน้าให้กับโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะไปแล้ว 70 ล้านบาท เมื่อมีผลงานให้บริการจึงหักกลบและเหลือเป็นยอดเงินโอนเข้าบัญชีจำนวน 122.80 บาท

 

สำหรับประชาชนที่สนใจ สามารถเข้าดูเว็บไซต์ของ สปสช. เพื่อตรวจสอบจำนวนเงินโอนที่ สปสช. โอนให้กับหน่วยบริการเป็นค่าบริการทางการแพทย์ตามสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้ที่ https://smt.nhso.go.th/smtf/#/home/budget/summary

 

โดยเลือกรายชื่อโรงพยาบาลที่ต้องการเข้าดูได้ หากต้องการดูรายเงินโอนที่โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะได้รับ เลือกโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ หรือรหัสหน่วยบริการ 11722

 

ยอดโอนให้ รพ.มงกุฎวัฒนะ 122.80 บาท

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านั้น ทางฝั่งโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ โดย พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาล ได้โพสต์ชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติม ยืนยันว่ายอดเงินโอน 122.80 บาท เป็นตัวเลขที่ถูกต้อง

 

โดยระบุว่าในเดือนตุลาคม 2568 โรงพยาบาลมียอดค่ารักษาที่ สปสช. ต้องจ่ายรวมประมาณ 38 ล้านบาท แต่ถูกหักกลบยอด กรณียืม 15 ล้านบาท และเงินที่ สปสช. เรียกคืนย้อนหลังจากการตรวจสอบเวชระเบียนอีกกว่า 23 ล้านบาท ทำให้เหลือยอดเงินโอนเข้าบัญชีเพียง 122.80 บาท

 

พล.ต.นพ.เหรียญทอง ยังชี้แจงว่า เงินยืมดังกล่าว สืบเนื่องจากที่ สปสช. ค้างชำระหนี้ 60 ล้านบาท ตั้งแต่ปี 2567 แต่ สปสช. ไม่ชำระหนี้ก้อนนั้น กลับเปลี่ยนเป็นการให้โรงพยาบาลยืมเงิน 60 ล้านบาทแทน แล้วทยอยหักเงินคืนในภายหลัง

 

นอกจากนี้ระบุด้วยว่าการเรียกเงินคืน 23 ล้านบาท เป็นการเรียกคืนกรณีพิเศษที่เจ้าเล่ห์ เพราะก่อนหน้านี้ นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. ให้สัมภาษณ์ว่า สปสช. จะไม่มีการ RERUN หรือเรียกเงินคืนจากการหาเรื่องจับผิดแฟ้มประวัติผู้ป่วยหรือเวชระเบียนจำนวน 3% แล้วนำไปเป็นตัวแทนแทนแฟ้มผู้ป่วยทั้งหมด 100% เพื่อนำไปปรับลดย้อนหลังเรียกเงินคืน

 

ทั้งนี้ โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะจะประกาศงดตรวจผู้ป่วยสิทธิบัตรทองต่อไป จนกว่า สปสช. จะชำระหนี้ที่ยังค้างจ่ายของปีงบประมาณ 63 และปีงบประมาณ 67 ให้เรียบร้อย

 

อ้างอิง:

The post สปสช. แจงปมโอนเงินให้ รพ.มงกุฎวัฒนะ 122.80 บาท ชี้เป็นยอดหักกลบ ด้าน รพ.ยืนยันไม่เป็นธรรม เดินหน้างดให้บริการผู้ป่วยบัตรทองต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>