หลักนิติธรรม Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/หลักนิติธรรม/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 20 Apr 2026 07:58:33 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 แก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้าง: เป็นจริงได้ ถ้ากล้าทำ https://thestandard.co/solve-structural-corruption/ Mon, 20 Apr 2026 07:58:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1199140 ภาพประกอบแนวทางการแก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างตามมุมมองของ ดร.มานะ นิมิตรมงคล

‘การแก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้าง’ คือการควบคุมคอร์รั […]

The post แก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้าง: เป็นจริงได้ ถ้ากล้าทำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแนวทางการแก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างตามมุมมองของ ดร.มานะ นิมิตรมงคล

‘การแก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้าง’ คือการควบคุมคอร์รัปชันเพื่อ ‘หยุดปัญหาไม่ให้เกิดซ้ำ’ ด้วยการเปลี่ยนแปลงที่ระดับระบบ กติกา หรือโครงสร้างอำนาจและสถาบันของรัฐ เช่น กฎหมาย หน่วยงาน องค์กร ตลอดจนโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคม

 

เราลองพิจารณาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ก่อนจะไปสู่บทสรุป

 

1. เจ้าหน้าที่เรียกรับเงินใต้โต๊ะเพื่อออกใบอนุญาตก่อสร้างบ้านจึงถูกจับและติดคุก

 

แต่พฤติกรรมแบบนี้เกิดขึ้นมายาวนาน และใครๆ ก็รู้ว่าเมื่อมีคนใหม่ย้ายมาแทนก็มักจะรีดไถชาวบ้านต่อไป เพราะรู้กันดีว่าตำแหน่งนี้ ‘หากิน’ กันอย่างไร และต้องส่งส่วยให้นายมากน้อยเพียงใด

 

แน่นอนคนโกงต้องถูกลงโทษ แต่เพียงเท่านี้ยังหยุดปัญหาไม่ได้ เพราะระบบและสภาพแวดล้อมยังเหมือนเดิม คนเก่าไป คนใหม่มา ชาวบ้านก็ยังเดือดร้อนต่อไป

 

การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างจึงต้องมุ่งไปที่การสร้างรัฐที่มีประสิทธิภาพสูง และลดแรงจูงใจในการคอร์รัปชัน แก้กฎระเบียบให้ทันสมัย สิ่งใดไม่จำเป็นก็ยกเลิก ขั้นตอนการให้บริการประชาชนหรือการใช้อำนาจรัฐต้องถูกทบทวนและออกแบบใหม่ ลดความซ้ำซ้อน ยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นศูนย์กลาง ใช้เทคโนโลยีช่วยลดภาระเจ้าหน้าที่ เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ทำให้ประชาชนติดตามเรื่องได้ง่าย ตรวจสอบย้อนหลังได้ และร้องเรียนได้อย่างชัดเจนเป็นธรรม

 

2. การโกงค่าธรรมเนียมเข้าหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี

 

เป็นการทุจริตที่ทำได้ง่ายมาก เช่น นักท่องเที่ยวมา 30 คน แต่ลงบัญชีเพียง 10 คน นักท่องเที่ยวต่างชาติต้องจ่าย 400 บาท ก็อาจถูกบันทึกว่าเป็นคนไทยและเก็บเพียง 100 บาท

 

ในปี 2566 สถานที่แห่งนี้มีรายได้เพียง 276 ล้านบาท แต่เมื่อ ป.ป.ช. ตรวจพบความผิดปกติ และเปลี่ยนมาใช้ระบบ e-Ticket ให้ผู้มาเที่ยวจองคิว ชำระเงินออนไลน์ และสแกนใบหน้า ทำให้ปี 2567 จัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวเป็น 629 ล้านบาท และเป็น 648 ล้านบาทในปี 2568

 

อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้ยังพบกลโกงแบบเดิมอยู่ เจ้าหน้าที่อาจเก็บเงินสดโดยไม่ผ่าน e-Ticket หรือบางครั้งทำให้ระบบล่มโดยเจตนา ในอนาคตหากรัฐเพิ่มกล้องวงจรปิดและ AI เพื่อนับจำนวนคนและสแกนใบหน้าตั้งแต่ท่าเรือชายฝั่งไปจนถึงบนเกาะ ก็น่าจะช่วยลดปัญหาได้อีกระดับ แม้คนโกงจะยังพยายามหาช่องทางหลบเลี่ยงต่อไป

 

หลายคนคงจำข่าวใหญ่เมื่อสองปีก่อนได้ กรณีอดีตอธิบดีกรมอุทยานฯ ถูกจับคาห้องทำงาน เพราะรับส่วยและสินบนจากการซื้อขายตำแหน่งเจ้าหน้าที่ในกรมฯ ซึ่งเป็นไปได้ว่าเงินส่วยส่วนหนึ่งก็มาจากรายได้ค่าเข้าอุทยานที่รั่วไหลจากการทุจริตเหล่านี้เอง

 

ยังมีคนบอกว่าเจ้าหน้าที่เก็บเงินของอุทยานทำงานสำคัญ แต่มีเงินเดือนเพียง 8,000-9,000 บาท ไม่พอเลี้ยงครอบครัว ประเด็นนี้ก็น่าคิดต่อ เพราะหากรัฐทำให้พวกเขามีรายได้เหมาะสมขึ้น เราก็อาจคัดเลือกคนที่มีคุณภาพได้ดีขึ้น โอกาสทุจริตก็อาจลดลง และเมื่อใช้เทคโนโลยีมาช่วยงานก็อาจลดจำนวนคนลง แล้วนำงบประมาณส่วนนี้ไปเพิ่มให้คนที่ทำงานจริง

 

สรุปคือ การพัฒนาระบบ การใช้เทคโนโลยี และการยกระดับคุณภาพคนไปพร้อมกัน นั่นคือการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

 

3. งานวันเกิดปลัดกระทรวง

 

ที่มีข้าราชการนับร้อยแห่ไปร่วมฉลอง ใช้รถหลวงขนคนและสัมภาระ ขณะที่คนจากต่างจังหวัดก็ทิ้งงานมาร่วมด้วย คือคำตอบส่วนหนึ่งว่าเหตุใดประเทศไทยจึงยังเอาชนะคอร์รัปชันไม่ได้ เพราะเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นแทบทุกวัน และหลายคนกลับมองว่าเป็นเรื่องปกติ

 

นี่คือภาพของระบบอุปถัมภ์ การวิ่งเต้นเส้นสาย การที่ผู้น้อยต้องเอาใจนาย และผู้มีอำนาจใช้โอกาสนี้แสดงบารมี พร้อมกับก่อให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนและการเบียดบังใช้ทรัพยากรของรัฐ

 

สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่านั้นคือ ผู้ใหญ่และผู้น้อยต่างรู้แก่ใจว่ามีความไม่ถูกต้องอยู่ แต่กลับไม่รู้สึกละอายและไม่ห้ามปรามกัน แม้เรื่องจะเป็นข่าวจนสังคมรับรู้ความผิดปกติ ก็ยังไม่มีการตั้งกรรมการสอบสวนอย่างจริงจัง

 

การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอาจเริ่มจาก

 

3.1 กำหนดให้ผู้บังคับบัญชาต้องร่วมรับผิดชอบต่อความผิดของผู้ใต้บังคับบัญชา และต้องประกาศมาตรการป้องกันการละเมิดจริยธรรม การทุจริต และการประพฤติมิชอบที่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมการทำงานของหน่วยงานตนเอง ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นจากแนวทางของ ก.พ. และหน่วยงานภายนอกอื่น

 

3.2 ใช้มาตรการทางวินัยและทางปกครองทันทีเมื่อมีเหตุอันควรสงสัย โดยไม่ต้องรอกระบวนการทางอาญา หรือถ่วงเวลารอผลการสอบสวนของ ป.ป.ช. หรือ สตง.

 

การแต่งตั้งโยกย้ายบุคลากรต้องมีกติกาที่ชัดเจน มีกระบวนการเปิดเผย และยึดผลงาน ความสามารถ และความเหมาะสมเป็นเกณฑ์หลัก พร้อมกันนั้นต้องมีกฎหมายว่าด้วยการขัดกันแห่งผลประโยชน์ เพื่อกำหนดให้ชัดว่าเจ้าหน้าที่รัฐทำอะไรได้ และทำอะไรไม่ได้

 

4. สำนักงานประกันสังคมควักเงิน 7 พันล้านบาท ซื้อตึกที่มีราคาเพียง 3.5 พันล้านบาท

 

ผ่านมาถึงวันนี้ ดูเหมือนว่าทั้งนักการเมืองและข้าราชการไม่มีใครผิด ขณะที่ผู้ขายตึกก็ไม่ผิดเช่นกัน ทุกฝ่ายต่างอ้างว่าเป็นไปตามระเบียบ หรือ ‘ถูกกฎหมาย’ แต่สังคมจำนวนมากมองว่านี่ไม่สอดคล้องกับหลักนิติธรรม หรือ Rule of Law เพราะเป็นการใช้เงินของประชาชนอย่างไม่สมเหตุสมผลและก่อความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อประเทศ

 

ไม่ต่างจากกรณีอาคารราชการจำนวนมากทั่วประเทศที่ถูกปล่อยทิ้งร้าง สร้างไม่เสร็จ คิดเป็นมูลค่ารวมกันนับแสนล้านบาท อันเป็นผลจากคอร์รัปชัน ความไร้ประสิทธิภาพ หรือความมักง่ายของผู้มีอำนาจ จึงยิ่งสะท้อนว่าการป้องกันปัญหาเช่นนี้ทำได้ยากหากไม่เปลี่ยนที่โครงสร้าง

 

การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างคือ

 

4.1 ทำให้ทุกการลงทุนของรัฐต้องเปิดรับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนได้เสีย และเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมตรวจสอบ ตั้งแต่การเสนอโครงการ การศึกษาความคุ้มค่าและความเหมาะสมในการลงทุน การจัดทำงบประมาณ ไปจนถึงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง

 

4.2 ยกระดับระบบตรวจสอบภายในของทุกหน่วยงาน ขณะเดียวกันองค์กรตรวจสอบอิสระ เช่น สตง., ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. ต้องมีความเป็นอิสระและมีประสิทธิภาพมากกว่าที่เป็นอยู่

 

4.3 จริงจังกับการตรวจสอบทรัพย์สินและความร่ำรวยผิดปกติของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยใช้เทคโนโลยีในการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐและสถาบันการเงิน

 

4.4 มีมาตรการชัดเจน เพื่อป้องกันมิให้นักการเมืองแทรกแซงการบริหารราชการ และการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ รวมถึงองค์กรอิสระ

 

บทสรุป

 

อันที่จริงแนวทางแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยกตัวอย่างมานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ สังคมไทยได้ยินกันมานานแล้ว แต่ที่ผ่านมาการปฏิบัติมักเป็นเพียงพิธีกรรมมากกว่าจะเป็นความตั้งใจจริง หลายมาตรการไม่เคยถูกใช้หรือไม่เคยได้รับการยอมรับอย่างจริงจัง เพราะผู้บริหารประเทศและเจ้าหน้าที่รัฐจำนวนมากตกอยู่ในภาวะ ‘ไม่กล้า ไม่ทำ ไม่สนใจ’ บ้านเมืองจึงยังจมอยู่กับปัญหาคอร์รัปชันเช่นทุกวันนี้

 

กล่าวโดยสรุป เมื่อระบบราชการด้อยประสิทธิภาพ คอร์รัปชันก็เกิดขึ้นได้ง่าย และเมื่อเครือข่ายของคนโกงฝังตัวอยู่ในระบบราชการ การไล่จับคนผิดเป็นรายกรณีจึงไม่มีวันหยุดปัญหาได้ หากไม่กล้าปฏิรูปโครงสร้างอย่างจริงจัง

 

เรื่อง: ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)

The post แก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้าง: เป็นจริงได้ ถ้ากล้าทำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทวีเร่งอนุทินกลางสภา หาตัวผู้บงการลอบยิง สส.กมลศักดิ์ ชี้สะท้อนหลักนิติธรรมที่คนใต้โหยหา https://thestandard.co/tawee-demands-anutin-kamolsak-shooting/ Thu, 09 Apr 2026 06:46:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1196231 พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง อภิปรายในรัฐสภา

วันนี้ (9 เมษายน) การประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อแถลงนโยบายรั […]

The post ทวีเร่งอนุทินกลางสภา หาตัวผู้บงการลอบยิง สส.กมลศักดิ์ ชี้สะท้อนหลักนิติธรรมที่คนใต้โหยหา appeared first on THE STANDARD.

]]>
พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง อภิปรายในรัฐสภา

วันนี้ (9 เมษายน) การประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อแถลงนโยบายรัฐบาล พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชาติ อภิปรายว่า ในมิติของการแก้ไขปัญหาสามจังหวัดชายแดนใต้ ตามหลักการ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา เพื่อนำสันติสุขกลับมาสู่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเขียนไว้เพียงบรรทัดเดียวถึงโครงสร้างและบริบท แต่ส่วนตัวเห็นว่าเรื่องชายแดนใต้มีคำถามมากกว่าคำตอบ

 

คำถามแรกคือความไม่สงบเมื่อไหร่จะจบ จากเหตุการณ์ลอบยิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ กับพวก เมื่อวันที่ 20 มีนาคม หลังการโหวตนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกมลศักดิ์ ได้โหวตให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี แต่กลับได้รับของตอบแทนเป็นอาวุธสงคราม คือ ปืน M16 จำนวน 2 กระบอก ยิงเข้าที่รถขณะกำลังจะเข้าบ้าน จำนวน 33 นัด

 

ต่อมาเจ้าหน้าที่รัฐสามารถจับกุมผู้กระทำความผิด แต่ที่น่าตกใจคือรถกระบะคันก่อเหตุมีผู้ถือกรรมสิทธิ์ คือ สำนักงานนายกรัฐมนตรี ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร สิ่งนี้หมายความว่าอย่างไร

 

พ.ต.อ. ทวี กล่าวอีกว่า การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนใต้ต้องทำพร้อมกัน 2 ขา คือ กอ.รมน. ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้อำนวยการดูเรื่องเหตุการณ์ความไม่สงบ ซึ่งทราบว่านายกรัฐมนตรีน่าจะรอให้นโยบายเสร็จสิ้นก่อน ถึงจะเปิดปากพูดเรื่องของนายกมลศักดิ์ แต่สังคมกำลังสงสัยว่าเหตุใด กอ.รมน. ปล่อยให้มีการใช้รถไปเข่นฆ่า สส. โดยมีทหารระดับนาวาเอกเซ็นอนุมัติ และมีการใช้กฎอัยการศึกบังคับเอาคนมาสอบสวน 7 วัน แต่ผู้อนุญาตให้เอารถไปซึ่งเป็นทหารใช้กลับไม่เคยมาพบ นายกรัฐมนตรีจะต้องทำให้ชัดเจนว่าไม่ว่าจะเป็น ผู้บงการ ผู้ใช้ ผู้จ้างวาน ต้องทำให้ปรากฏ เพราะจะแสดงถึงหลักนิติธรรมและเป็นสิ่งที่ชาวจังหวัดชายแดนใต้โหยหามาโดยตลอด

 

พ.ต.อ. ทวี ยังกล่าวด้วยว่า นายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายเรื่องพลังงาน โดยได้ไปพูดในหลายงานว่าจะต้องเป็นไปตามกลไกการค้าเสรี หรือกลไกตลาด ทั้งที่รัฐธรรมนูญระบุไว้ว่าสาธารณูปโภค เช่น ไฟฟ้า น้ำมัน เป็นสิ่งที่รัฐต้องจัดการ แต่นายกรัฐมนตรีได้เอาผลประโยชน์ เอาเงินของประชาชนไปให้นายทุนโดยไม่ต้องเสียอะไร แต่ได้เงินไป 1 ล้านล้านบาท อย่างไรก็ตาม ต่อไปค่าไฟฟ้าจะยิ่งลำบาก ซึ่งตนจะติดตามการแก้ไขปัญหาต่อไป

The post ทวีเร่งอนุทินกลางสภา หาตัวผู้บงการลอบยิง สส.กมลศักดิ์ ชี้สะท้อนหลักนิติธรรมที่คนใต้โหยหา appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : กสม. เรียกร้องหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ปัญหาวิกฤตความเชื่อมั่นจากการเลือกตั้ง https://thestandard.co/nhrc-election-confidence-crisis/ Tue, 17 Feb 2026 07:33:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1179336 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงการณ์เรียกร้องให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเลือกตั้ง

วันนี้ (17 กุมภาพันธ์) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ( […]

The post เลือกตั้ง 2569 : กสม. เรียกร้องหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ปัญหาวิกฤตความเชื่อมั่นจากการเลือกตั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงการณ์เรียกร้องให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเลือกตั้ง

วันนี้ (17 กุมภาพันธ์) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ออกแถลงการณ์เรื่อง การเร่งตรวจสอบและเปิดเผยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2569 เนื้อหาระบุว่า

 

ตามที่ได้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการออกเสียงประชามติ เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญตามระบอบประชาธิปไตย เพื่อให้ประชาชนได้ใช้สิทธิแสดงเจตจำนงอย่างเสรีและเสมอภาค ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ให้การรับรองไว้

 


รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ : ติดตามผล คะแนนเลือกตั้ง 2569 และ ผลประชามติ ได้ที่
https://election2569.thestandard.co/


 

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้ติดตามสถานการณ์การเลือกตั้งครั้งนี้ ด้วยความห่วงกังวลยิ่งต่อกรณีความผิดพลาดและความแตกต่างของผลคะแนนที่นำไปสู่การตั้งคำถามถึงการเลือกตั้งว่าเป็นไปตามข้อกำหนดตามกฎหมาย และโดยบริสุทธิ์ยุติธรรมหรือไม่ รวมถึงบัตรเสียที่มีจำนวนมาก

 

นอกจากนี้ ยังมีประชาชนกลุ่มต่างๆ นิสิตนักศึกษา และนักวิชาการ เรียกร้องให้มีการตรวจสอบและนับคะแนนใหม่ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งสะท้อนถึงวิกฤตความเชื่อมั่นต่อกระบวนการเลือกตั้งที่มีผลโดยตรงต่อสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองของประชาชน รวมทั้งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นในสายตานานาชาติ อันจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการลงทุนจากต่างประเทศได้ด้วย

 

กสม. ขอเน้นย้ำว่า การเลือกตั้งโดยเสรี สุจริต เป็นธรรม ปราศจากการข่มขู่ คุกคาม หรือการใช้อำนาจโดยมิชอบ เป็นองค์ประกอบสำคัญของการเคารพสิทธิมนุษยชน

 

จึงขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่มีอำนาจและหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาและตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเลือกตั้งอย่างโปร่งใส รวดเร็ว โดยคำนึงถึงหลักนิติธรรม และเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวก รวมทั้งชี้แจงต่อสาธารณะอย่างชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน และเพื่อให้การเลือกตั้งนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองที่อยู่บนพื้นฐานของการเคารพหลักสิทธิมนุษยชนและหลักประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : กสม. เรียกร้องหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ปัญหาวิกฤตความเชื่อมั่นจากการเลือกตั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : ‘โภคิน’ ย้ำจุดยืนไทยสร้างไทย แก้รัฐธรรมนูญไม่แตะหมวด 1-2 มุ่งสร้างฉบับประชาชนปลดปล่อย-เพิ่มพลัง สร้างเกราะป้องกันรัฐประหาร https://thestandard.co/pokin-palakul-thai-sang-thai-constitution/ Wed, 04 Feb 2026 04:15:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1173520 โภคิน พลกุล แคนดิเดตนายกฯ พรรคไทยสร้างไทย แถลงจุดยืนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

วันนี้ (4 กุมภาพันธ์) โภคิน พลกุล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี […]

The post เลือกตั้ง 2569 : ‘โภคิน’ ย้ำจุดยืนไทยสร้างไทย แก้รัฐธรรมนูญไม่แตะหมวด 1-2 มุ่งสร้างฉบับประชาชนปลดปล่อย-เพิ่มพลัง สร้างเกราะป้องกันรัฐประหาร appeared first on THE STANDARD.

]]>
โภคิน พลกุล แคนดิเดตนายกฯ พรรคไทยสร้างไทย แถลงจุดยืนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

วันนี้ (4 กุมภาพันธ์) โภคิน พลกุล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคไทยสร้างไทย หมายเลข 48 ได้ออกมาประกาศจุดยืนทางการเมืองที่ชัดเจนและต่อเนื่องเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยยืนยันหลักการสำคัญว่า พรรคไทยสร้างไทยจะไม่ดำเนินการแก้ไขหรือปรับเปลี่ยนเนื้อหาในหมวด 1 (บททั่วไป) และหมวด 2 (พระมหากษัตริย์) อย่างเด็ดขาด โดยจะยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อป้องกันไม่ให้ประเด็นดังกล่าวกลายเป็นชนวนความขัดแย้งรอบใหม่ในสังคม

 

ทั้งนี้ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) จะต้องดำเนินไปภายใต้เงื่อนไขที่ไม่กระทบต่อหมวดสำคัญดังกล่าว เพื่อให้กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายและเดินหน้าได้อย่างราบรื่น

 


รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ : ติดตามผล คะแนนเลือกตั้ง 2569 และ ผลประชามติ ได้ที่
https://election2569.thestandard.co/


 

สำหรับแก่นแท้ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามแนวทางของพรรคไทยสร้างไทย คือการมุ่งเน้นสร้างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนที่มีเป้าหมายเพื่อการปลดปล่อยและเพิ่มพลัง (Liberate and Empower) ให้กับพลเมือง โดยเน้นการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจรัฐที่เป็นอุปสรรคขัดขวางการทำมาหากินของประชาชน พรรคจึงเสนอให้บัญญัติบทกฎหมายที่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการประกอบอาชีพอย่างเป็นรูปธรรม

 

พร้อมทั้งผลักดันการจัดตั้งสภาตรวจสอบทุจริตภาคประชาชน ที่มีความเข้มแข็ง สนับสนุนการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น และปรับปรุงโครงสร้างองค์กรอิสระให้ยึดโยงกับประชาชนมากขึ้น เพื่อให้รัฐธรรมนูญทำหน้าที่เป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาปากท้องและลดความเหลื่อมล้ำ มากกว่าเป็นเพียงเครื่องมือจัดสรรอำนาจทางการเมือง

 

นอกจากนี้ โภคิน ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการฟื้นฟูหลักนิติธรรม (Rule of Law) อย่างเคร่งครัด โดยการยกร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ต้องวางกลไกป้องกันการทำรัฐประหารในอนาคต และวางรากฐานให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบอำนาจรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดเวลา ไม่ใช่มีอำนาจเพียงแค่วันเลือกตั้งเท่านั้น โดยต้องมีกระบวนการเข้าชื่อถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ทำได้จริงและรวดเร็ว

 

โภคิน ทิ้งท้ายว่า การรักษาหมวด 1 และหมวด 2 ไว้ตามเดิม ควบคู่ไปกับการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจรัฐเพื่อขจัดอุปสรรคในการดำรงชีวิต คือทางออกที่จะนำพาประเทศก้าวพ้นวิกฤตความขัดแย้ง พร้อมทั้งสร้างกติกาใหม่ที่เอื้อต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะสำหรับคนตัวเล็กตัวน้อย ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของสังคมไทย

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : ‘โภคิน’ ย้ำจุดยืนไทยสร้างไทย แก้รัฐธรรมนูญไม่แตะหมวด 1-2 มุ่งสร้างฉบับประชาชนปลดปล่อย-เพิ่มพลัง สร้างเกราะป้องกันรัฐประหาร appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : REINVENT THAILAND ผ่าทางตัน ‘หลักนิติธรรม’ ยกเครื่องกฎหมายล้าสมัย-โละระบบส่วย หมุดหมายใหม่สู่มาตรฐาน OECD https://thestandard.co/reinvent-thailand-rule-law-oecd/ Mon, 02 Feb 2026 10:27:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1172708 ภาพบรรยากาศงานเสวนา REINVENT THAILAND ผ่าทางตัน ‘หลักนิติธรรม’ เพื่อปฏิรูปกฎหมายและต่อต้านการทุจริต

ท่ามกลางสมรภูมิเศรษฐกิจโลกที่วัดกันด้วยความโปร่งใสและคว […]

The post เลือกตั้ง 2569 : REINVENT THAILAND ผ่าทางตัน ‘หลักนิติธรรม’ ยกเครื่องกฎหมายล้าสมัย-โละระบบส่วย หมุดหมายใหม่สู่มาตรฐาน OECD appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศงานเสวนา REINVENT THAILAND ผ่าทางตัน ‘หลักนิติธรรม’ เพื่อปฏิรูปกฎหมายและต่อต้านการทุจริต

ท่ามกลางสมรภูมิเศรษฐกิจโลกที่วัดกันด้วยความโปร่งใสและความรวดเร็ว ประเทศไทยกำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งสำคัญ เมื่อ ‘หลักนิติธรรม’ (Rule of Law) ของไทยถูกตั้งคำถามว่าแข็งแกร่งพอที่จะรองรับการเติบโตในอนาคตหรือไม่?

 

บนเวทีสาธารณะด้านหลักนิติธรรม ในหัวข้อ “Reinvent Thailand – Reform the Rule of Law” ยกระดับหลักนิติธรรม – ยกเครื่องประเทศไทย ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งมีตัวแทนจาก 3 พรรคการเมืองใหญ่ ได้แก่ พรรคเพื่อไทย, พรรคประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์ เข้าร่วมฉายภาพพิมพ์เขียวการ ‘ยกเครื่องประเทศไทย’ ผ่านการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมและระบบกฎหมายที่เป็นหัวใจสำคัญของความมั่งคั่ง โดยมี ดร.ณัฏฐา โกมลวาทิน ผู้อำนวยการข่าว THE STANDARD ทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการ

 

ปฏิรูปหลักนิติธรรม 2569

 

เวทีนี้จัดขึ้นโดยเครือข่ายผู้นำรุ่นใหม่ด้านหลักนิติธรรมและการพัฒนา (RoLD) ร่วมกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ACT) และสำนักข่าว THE STANDARD โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเจาะลึกวิสัยทัศน์ของแต่ละพรรคการเมือง ซึ่งประกอบด้วย

 

  • จาตุรนต์ ฉายแสง พรรคเพื่อไทย
  • ดร. พรชัย มาระเนตร์ พรรคประชาธิปัตย์
  • พียงพนอ บุญกล่ำ พรรคประชาชน

 

เพื่อร่วมกันหาคำตอบว่าตัวแทนพรรคการเมืองทั้ง 3 ท่าน มองปัญหาที่ฉุดรั้งประเทศ และมีคำมั่นสัญญาที่จะแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างด้านหลักนิติธรรมอย่างไร เพื่อมุ่งสร้างพื้นฐานแห่งความยั่งยืน ด้วยการฝังราก ‘หลักนิติธรรม’ ให้ผู้บริหารประเทศรุ่นต่อไป

 

เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะ Special Guest ได้ตั้งคำถามต่อพรรคการเมืองว่า หากได้เป็นรัฐบาล ในช่วง 100 วันแรกหลังเข้าบริหารประเทศ จะมีแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างไร และกฎหมายหรือกฎระเบียบใดที่จะถูกนำมาปรับปรุงเป็นลำดับแรก

 

ซึ่งตัวแทนพรรคการเมืองให้คำตอบดังนี้

 

ปฏิรูปหลักนิติธรรม 2569

 

  • พรชัย จากพรรคประชาธิปัตย์ มีแนวคิดผลักดันกฎหมาย 1 ฉบับในลักษณะกฎหมายแม่บท (Super Act) เพื่อปรับโครงสร้างและทบทวนระบบกฎหมายของประเทศใหม่ทั้งระบบ (Reinvent และ Rethink ประเทศไทย) โดยมุ่งสู่การเป็นระบบ One Stop Service และยกเลิกกฎหมายที่ล้าสมัย และ ในช่วง 100 วันแรก กฎหมายแม่บทดังกล่าวจะถูกผลักดันออกมาเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการยกเลิกหรือปรับปรุงกฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับบริบทปัจจุบันอย่างเป็นรูปธรรม

 

ปฏิรูปหลักนิติธรรม 2569

 

  • เพียงพนอ ระบุว่า ในกรอบการปฏิรูปภาครัฐ พรรคประชาชนให้ความสำคัญกับการปรับปรุงกฎหมาย โดยมองว่าภาครัฐควรมีบทบาทหลัก 3 ประการ ได้แก่ 1. เป็นพันธมิตรกับภาคส่วนต่างๆ 2. ทำหน้าที่เป็นผู้เอื้ออำนวยและประสานการทำงาน และ 3. เป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ ‘กีโยติน’ กฎหมายที่ล้าสมัย นอกจากนี้ ยังจำเป็นต้องปรับปรุงระบบการทำงานของภาครัฐ แก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างเดิม ปลดล็อกอุปสรรค และส่งเสริมการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน แทนการทำงานแบบแยกส่วน

 

ปฏิรูปหลักนิติธรรม 2569

 

  • จาตุรนต์ ระบุว่า พรรคเพื่อไทยมีแนวทางจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชนและภาคส่วนอื่นๆ อย่างรอบด้าน เพื่อนำมาวิเคราะห์ปัญหาอย่างเป็นระบบ ลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ และนำมาตรฐานสากลมาเป็นกรอบในการกำหนดนโยบาย ขณะเดียวกัน ประเทศไทยจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการออกแบบระบบเพื่อป้องกันการผูกขาดทางเศรษฐกิจ และสร้างกลไกคุ้มครองที่เข้มแข็ง เพื่อป้องกันปัญหาทุนสีเทาและการบิดเบือนระบบเศรษฐกิจ

 

ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม: ทลายวงจร ‘ส่วย-ตั๋ว’ ด้วยโปร่งใส

 

ปัญหาคอร์รัปชันในวงการสีกากีและเจ้าหน้าที่รัฐ ถูกระบุว่าเป็นเนื้อร้ายที่ต้องรักษาด้วยการ ‘รื้อโครงสร้าง’ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

 

  • พรรคประชาชน ได้เสนอปฏิรูป Ecosystem ทั้งระบบ ตั้งแต่ตำรวจจนถึงราชทัณฑ์ โดยเฉพาะการปรับ ‘ระบบประเมินผล’ เพื่อลดต้นทุนในการเข้าสู่ตำแหน่ง เพราะหากการเข้าสู่ตำแหน่งมีค่า ‘ตั๋ว’ แรงจูงใจในการใช้อำนาจมิชอบย่อมตามมา
  • พรรคประชาธิปัตย์ ชี้เป้าไปที่ ‘กฎหมายเฟ้อ’ (Regulatory Inflation) ที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่มากเกินไปจนเกิดช่องทางเรียกรับผลประโยชน์ พร้อมเสนอให้ประชาชนมีส่วนร่วมตรวจสอบและมีกลไกถอดถอนกรรมการองค์กรอิสระได้

 

AI & Automation: ‘ตัดตัวกลางมนุษย์’ ลดดุลพินิจ-ปิดช่องโหว่ส่วย

 

หัวใจสำคัญของการปฏิรูปครั้งนี้ คือการนำเทคโนโลยีมาเป็น ‘เครื่องมือประหาร’ คอร์รัปชัน โดยพรรคการเมืองนำเสนอแนวทางที่น่าสนใจในการเปลี่ยนบทบาทเจ้าหน้าที่รัฐ:

 

  • เปลี่ยนการอนุมัติเป็นอัตโนมัติ (Automation): พรรคเพื่อไทย เสนอให้ใช้ AI และเทคโนโลยีสมัยใหม่เปลี่ยนระบบอนุมัติอนุญาตให้เป็นอัตโนมัติ เพื่อตัดขั้นตอนการใช้ ‘ดุลพินิจส่วนบุคคล’ ซึ่งเป็นต้นตอการเรียกรับสินบนแลกกับลายเซ็น ระบบจะประมวลผลตามเกณฑ์ที่ชัดเจน ตรงไปตรงมา และตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน
  • Open Data & Scientific Evidence: การเชื่อมโยงฐานข้อมูล (Data Integration) จะช่วยให้การตรวจสอบทำได้ทันที พรรคประชาชน ระบุว่าเราสามารถจัดการกับ ‘ทุนสีเทา’ หรือ ‘นอมินี’ ได้ด้วยข้อมูลที่มีอยู่แล้วในระบบ เช่น กระทรวงพาณิชย์, ภาคธนาคาร โดยไม่ต้องรอตั้งคณะกรรมการตีความกฎหมาย
  • วิทยาศาสตร์ระบุความรับผิด: พรรคประชาธิปัตย์ ยกตัวอย่างการใช้เซนเซอร์และเทคโนโลยีตรวจวัด (เช่น PM 2.5) เพื่อระบุตัวผู้กระทำผิดทางสิ่งแวดล้อมอย่างแม่นยำ แทนการใช้การคาดเดาหรือดุลพินิจเจ้าหน้าที่ในการชี้เป้า

 

OECD Roadmap บรรทัดฐานใหม่สู่ประเทศรายได้สูง

 

ประเด็นการเข้าเป็นสมาชิก OECD ถูกหยิบยกเป็นหมุดหมายสำคัญภายในปี 2030 ซึ่งเปรียบเสมือนการบีบให้ไทยต้องปฏิรูปเชิงโครงสร้าง โดยมีคะแนนดัชนีหลักนิติธรรม (WJP Rule of Law Index) ที่ปัจจุบันไทยได้เพียง 0.50 เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จ

 

ตัวแทนพรรคการเมืองทั้ง 3 พรรค มองว่า OECD จะเป็นพันธมิตรสำคัญในการบีบให้ไทยต้อง ‘บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง’โดยเฉพาะคดีทุจริตข้ามชาติ และการนิยาม ‘ความมั่นคง’ ใหม่ที่ต้องคุ้มครองเสรีภาพประชาชน ไม่ใช่เพียงความมั่นคงของรัฐบาล เพื่อสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการลงทุนระดับสากล

 

ปฏิรูปหลักนิติธรรม 2569

 

เกรียงไกร กล่าวทิ้งท้ายว่า “เวทีนี้เป็นเวทีที่มีความจริงจังอย่างยิ่ง เพราะอนาคตของประเทศอยู่ในมือของพวกเราทุกคน จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

 

ในนามของ กกร. วันนี้ เราได้เห็นพ้องต้องกันว่า เราอยากให้ทุกคนอยู่รอด และประเทศต้องอยู่รอด ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องมีการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ ภายใต้แนวคิด Reinvent Thailand

 

คอร์รัปชัน คือ มะเร็งร้ายของประเทศ ที่ต้องเร่งแก้ไขอย่างจริงจัง เพื่อให้ประเทศสามารถเดินหน้าและพัฒนาได้อย่างยั่งยืน

 

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า Reinvent Thailand จะไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นหน้าที่ของทุกคน ทั้งประชาชน พรรคการเมือง และทุกภาคส่วนของสังคม

 

ยิ่งไปกว่านั้น กกร. ได้ตั้งแคมเปญ ‘กกร. และเพื่อนไม่ทน Zero Corruption’ ดังนั้น เราจะไม่ยอมทนต่อสิ่งเหล่านี้อีกต่อไป และจะร่วมมือกันพลิกฟื้น สร้างความเชื่อมั่นกลับคืนมา เพื่อให้ประเทศไทยกลับมาเป็นประเทศที่พวกเราทุกคนคาดหวังอีกครั้ง”

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : REINVENT THAILAND ผ่าทางตัน ‘หลักนิติธรรม’ ยกเครื่องกฎหมายล้าสมัย-โละระบบส่วย หมุดหมายใหม่สู่มาตรฐาน OECD appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทวีชี้ พ้นข้อกล่าวหาแทรกแซงคดีฮั้ว สว.คือชัยชนะของหลักนิติธรรม https://thestandard.co/thawi-cleared-senate-collusion-victory/ Wed, 21 Jan 2026 11:20:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1167829 ทวีชี้ พ้นข้อกล่าวหาแทรกแซงคดีฮั้ว สว.คือชัยชนะของหลักนิติธรรม

วันนี้ (21 มกราคม) พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาช […]

The post ทวีชี้ พ้นข้อกล่าวหาแทรกแซงคดีฮั้ว สว.คือชัยชนะของหลักนิติธรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทวีชี้ พ้นข้อกล่าวหาแทรกแซงคดีฮั้ว สว.คือชัยชนะของหลักนิติธรรม

วันนี้ (21 มกราคม) พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค ในฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า ภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ พ.ต.อ. ทวี ไม่ได้มีพฤติการณ์แทรกแซงการทำงานของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ในคดีฮั้วเลือก สว.

 

พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง กล่าวขอบคุณศาลรัฐธรรมนูญสำหรับความยุติธรรม คำวินิจฉัยในวันนี้ไม่ใช่เพียงชัยชนะส่วนตัว แต่เป็นชัยชนะของหลักนิติธรรมที่พรรคประชาชาติและตนเองยึดถือมาโดยตลอด พร้อมประกาศจุดยืนชัดเจนว่า ความยุติธรรมต้องมีความศักดิ์สิทธิ์และต้องเข้าถึงประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียม

 

“ตลอดชีวิตการรับราชการจนถึงบทบาททางการเมือง อุดมการณ์เดียวที่ผมยึดถือคือ ‘ความยุติธรรมต้องนำการเมือง’ ข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา คือบทพิสูจน์ความอดทนต่อความพยายามใช้นิติสงครามเข้ามาสั่นคลอนการทำหน้าที่ตรวจสอบการทุจริต วันนี้เมื่อความจริงปรากฏชัดว่าผมปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต ผมขอประกาศตรงนี้ว่า ผมจะไม่ลดละความพยายามในการกวาดล้างการทุจริตประพฤติมิชอบ ไม่ว่าผู้กระทำผิดจะเป็นใคร หรืออยู่ฝ่ายไหนก็ตาม” หัวหน้าพรรคประชาชาติระบุ

 

พ.ต.อ. ทวีกล่าวเพิ่มเติมถึงอุดมการณ์ของพรรคว่า พรรคประชาชาติเกิดมาเพื่อสร้างสังคมที่ยุติธรรม การที่ทำงานที่ผ่านมา ที่ตนเองและ DSI เข้าไปตรวจสอบกรณีการเลือก สว. นั้น เป็นไปเพื่อรักษาความสะอาดบริสุทธิ์ของที่มาแห่งอำนาจนิติบัญญัติ หากเรานิ่งเฉยต่อข้อสงสัยของประชาชน นั่นต่างหากคือการทรยศต่ออุดมการณ์

 

“ผมไม่เคยกลัวการตรวจสอบ เพราะคนทำงานสุจริตย่อมมีเกราะคุ้มกันคือความจริง หลังจากนี้ผมจะเดินหน้าปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่ากฎหมายจะถูกใช้เพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชน ไม่ใช่ถูกใช้เพื่อปิดปากหรือขัดขวางผู้ที่ลุกขึ้นมาสู้กับความไม่ถูกต้อง” พ.ต.อ. ทวี กล่าว

The post ทวีชี้ พ้นข้อกล่าวหาแทรกแซงคดีฮั้ว สว.คือชัยชนะของหลักนิติธรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ข้าราชการ ป.ป.ช. ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 2 จี้กรรมการลาออก รับผิดชอบปมสินบนทองคำ วอนผู้พิพากษา-องค์กรวิชาชีพร่วมตรวจสอบมาตรฐานจริยธรรม https://thestandard.co/pacc-gold-bribe-ethics-check/ Tue, 13 Jan 2026 02:09:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1164409 ข้าราชการ ป.ป.ช. ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 2 จี้กรรมการลาออก รับผิดชอบปมสินบนทองคำ วอนผู้พิพากษา-องค์กรวิชาชีพร่วมตรวจสอบมาตรฐานจริยธรรม

วันนี้ (13 มกราคม) กลุ่มข้าราชการและเจ้าหน้าที่สำนักงาน […]

The post ข้าราชการ ป.ป.ช. ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 2 จี้กรรมการลาออก รับผิดชอบปมสินบนทองคำ วอนผู้พิพากษา-องค์กรวิชาชีพร่วมตรวจสอบมาตรฐานจริยธรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ข้าราชการ ป.ป.ช. ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 2 จี้กรรมการลาออก รับผิดชอบปมสินบนทองคำ วอนผู้พิพากษา-องค์กรวิชาชีพร่วมตรวจสอบมาตรฐานจริยธรรม

วันนี้ (13 มกราคม) กลุ่มข้าราชการและเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 2 ยกระดับการเรียกร้องความรับผิดชอบทางจริยธรรมต่อกรรมการ ป.ป.ช. ที่ถูกกล่าวหาพัวพันคดีรับสินบนทองคำแท่ง หลังจากข้อเรียกร้องให้ลาออกโดยสมัครใจในแถลงการณ์ฉบับแรกถูกเพิกเฉย

 

ในแถลงการณ์ฉบับล่าสุดระบุว่า การเรียกร้องให้ลาออกเป็นการสื่อสารไปยังจิตสำนึกขั้นสูงสุด และความคาดหวังต่อมาตรฐานจริยธรรมของผู้ที่เคยเป็นอดีตผู้พิพากษา โดยไม่จำเป็นต้องรอผลการวินิจฉัยความผิดทางกฎหมายจนสิ้นสุด ทั้งนี้เพื่อให้องค์กรอิสระพ้นจากข้อเคลือบแคลงและรักษาศรัทธาของประชาชน โดยเน้นย้ำว่าตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช. ไม่ใช่ตำแหน่งทางการเมืองที่จะยื้อเก้าอี้ด้วยข้ออ้างว่ายังไม่มีคำตัดสิน

 

กลุ่มข้าราชการระบุอย่างตรงไปตรงมาว่า ที่ผ่านมาจำต้องนิ่งเฉยเนื่องจากอยู่ภายใต้อำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งมีอำนาจเบ็ดเสร็จในการให้คุณให้โทษ แต่งตั้ง โยกย้าย และกำหนดความก้าวหน้าในหน้าที่ราชการ รวมถึงการแต่งตั้งบุคคลภายนอกเป็นอนุกรรมการเพื่อกำหนดทิศทางคดี ดังนั้นความเงียบที่ผ่านมาจึงไม่ใช่ความยินยอม แต่เป็นผลจากข้อจำกัดของระบบที่ประชาชนควรรับทราบข้อเท็จจริง

 

นอกจากกรณีสินบนทองคำแล้ว แถลงการณ์ยังอ้างถึงคลิปเหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นพฤติการณ์ของกรรมการ ป.ป.ช. อีกราย ที่มีความเกี่ยวข้องกับนายตำรวจคนเดียวกันในการเข้าพบผู้มีอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อขอให้ยุติกระบวนการตรวจสอบของรัฐสภา ซึ่งต่อมากรณีดังกล่าวได้ยุติลงอย่างมีข้อครหา สะท้อนให้เห็นถึงวิกฤตจริยธรรมร้ายแรงที่ไม่อาจเพิกเฉยได้อีกต่อไป

 

ด้วยเหตุนี้ กลุ่มข้าราชการ ป.ป.ช. จึงได้เรียกร้องไปยังภาคส่วนต่าง ๆ ได้แก่

 

  • ผู้พิพากษาและตุลาการ: ให้ร่วมตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐและรักษามาตรฐานยุติธรรม
  • องค์กรสภาวิชาชีพทางกฎหมายและสื่อมวลชน: ให้ร่วมกันเรียกร้องหลักความรับผิดชอบทางจริยธรรมในกรณีดังกล่าว
  • นักวิชาการและอาจารย์มหาวิทยาลัย: ในด้านกฎหมายและรัฐศาสตร์ ให้ใช้บทบาทหน้าที่ช่วยรักษามาตรฐานกระบวนการตรวจสอบของรัฐ

 

ในตอนท้าย แถลงการณ์ยืนยันว่าแม้ต้องปฏิบัติหน้าที่ภายใต้ข้อจำกัด แต่อุดมการณ์ความซื่อสัตย์ สุจริต และหลักนิติธรรมจะยังคงเป็นหัวใจสำคัญในการทำงานของข้าราชการ ป.ป.ช. เพื่อความสง่างามขององค์กรสืบไป

The post ข้าราชการ ป.ป.ช. ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 2 จี้กรรมการลาออก รับผิดชอบปมสินบนทองคำ วอนผู้พิพากษา-องค์กรวิชาชีพร่วมตรวจสอบมาตรฐานจริยธรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผบ.ตร. บรรยายพิเศษ นรต.รุ่น 79 ปลูกฝัง Mindset ‘ตำรวจน้ำดี’ ชูนโยบาย 1-6-9 ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง https://thestandard.co/chief-lectures-cadets-mindset-169/ Mon, 12 Jan 2026 08:38:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1164225 ผบ.ตร. กิตติ์รัฐ มอบนโยบาย 1-6-9 ติวเข้ม นรต. 79 สู่การเป็นตำรวจน้ำดียุคดิจิทัล

วันนี้ (12 มกราคม) ที่ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ (สามพราน) พ […]

The post ผบ.ตร. บรรยายพิเศษ นรต.รุ่น 79 ปลูกฝัง Mindset ‘ตำรวจน้ำดี’ ชูนโยบาย 1-6-9 ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผบ.ตร. กิตติ์รัฐ มอบนโยบาย 1-6-9 ติวเข้ม นรต. 79 สู่การเป็นตำรวจน้ำดียุคดิจิทัล

วันนี้ (12 มกราคม) ที่ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ (สามพราน) พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เดินทางมาเป็นองค์ปาฐกถาบรรยายพิเศษให้แก่นักเรียนนายร้อยตำรวจชั้นปีที่ 4 (นรต.รุ่นที่ 79) เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การปฏิบัติหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ในอนาคต โดยมี พล.ต.ท. ศักดิ์รพี เพรียวพานิช ผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยตำรวจ และคณะผู้บังคับบัญชาให้การต้อนรับ

 

ในการบรรยาย ผบ.ตร. ได้ฉายภาพรวมภารกิจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะการรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ เช่น อาชญากรรมไซเบอร์และแก๊งสแกมเมอร์ ที่ทวีความรุนแรงและสร้างความเสียหายในวงกว้าง รวมถึงการเร่งปราบปรามยาเสพติด การพิทักษ์แนวชายแดน และการบรรเทาสาธารณภัยเพื่อช่วยเหลือประชาชนในทุกมิติ

 

พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ ได้เน้นย้ำถึงแนวทางการทำงานภายใต้นโยบาย ‘1-6-9’ เพื่อขับเคลื่อนองค์กรไปสู่ความทันสมัยและโปร่งใส (Smart & Transparent) โดยมีหัวใจสำคัญคือ:

 

  • 1 ยึดมั่น: พิทักษ์ รักษา เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยชีวิต
  • 6 เร่งรัด: การขับเคลื่อนโครงการพระราชดำริ, แก้ไขปัญหายาเสพติด, อาชญากรรมออนไลน์, ความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สิน, วินัยจราจร และการเตรียมพร้อมด้านสาธารณภัย
  • 9 ก้าวหน้า (STEP): พัฒนาบุคลากรและระบบงานให้ฉลาด ทันสมัย โปร่งใส มีประสิทธิภาพ และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

 

ผบ.ตร. ได้ฝากข้อคิดให้นักเรียนนายร้อยตำรวจทุกคนเร่งศึกษาโครงสร้างองค์กร และ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 พร้อมทั้งจดจำอุดมคติตำรวจเป็นหลักชัยในการทำงาน โดยเน้นย้ำการสร้าง Mindset ตำรวจที่ดี คือการดูแลประชาชนด้วยความเมตตาเสมือนเป็นญาติพี่น้องของตนเอง

 

“เมื่อจบการศึกษาแล้ว ถือเป็นก้าวแรกของการทำงานที่ต้องรับผิดชอบทั้งตนเอง งาน และครอบครัว ในอนาคตท่านจะพบกับอุปสรรคและสิ่งยั่วยุมากมาย ขอให้ยึดความถูกต้องเป็นที่ตั้ง ไม่ออกนอกลู่นอกทาง ตั้งสติให้มั่นในความดี และยึดหลักนิติธรรม แล้วความดีจะนำทางให้ท่านประสบความสำเร็จอย่างปลอดภัย” พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ กล่าวทิ้งท้าย

 

สำหรับการบรรยายในครั้งนี้ ถือเป็นการเตรียมความพร้อมครั้งสำคัญของนักเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่นที่ 79 ก่อนที่จะสำเร็จการศึกษาและบรรจุเข้ารับราชการเพื่อรับใช้ประชาชนและประเทศชาติต่อไป

The post ผบ.ตร. บรรยายพิเศษ นรต.รุ่น 79 ปลูกฝัง Mindset ‘ตำรวจน้ำดี’ ชูนโยบาย 1-6-9 ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เพียงพนอเล่าเหตุผลร่วมเป็นทีมบริหารรัฐบาลพรรคประชาชน หวังใช้ความสามารถปฏิรูปโครงสร้างภาครัฐ https://thestandard.co/peangpanor-joins-government-public-reform/ Fri, 09 Jan 2026 07:24:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1163310 เพียงพนอเล่าเหตุผลร่วมเป็นทีมบริหารรัฐบาล พรรคประชาชน หวังใช้ความสามารถปฏิรูปโครงสร้างภาครัฐ

วันนี้ (9 มกราคม) เพียงพนอ บุญกล่ำ ได้โพสต์ข้อความผ่านเ […]

The post เพียงพนอเล่าเหตุผลร่วมเป็นทีมบริหารรัฐบาลพรรคประชาชน หวังใช้ความสามารถปฏิรูปโครงสร้างภาครัฐ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เพียงพนอเล่าเหตุผลร่วมเป็นทีมบริหารรัฐบาล พรรคประชาชน หวังใช้ความสามารถปฏิรูปโครงสร้างภาครัฐ

วันนี้ (9 มกราคม) เพียงพนอ บุญกล่ำ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเปิดใจถึงการตัดสินใจครั้งสำคัญในการเข้าสู่เส้นทางการเมือง โดยตอบรับเข้าร่วมเป็นทีมบริหารของพรรคประชาชน เพื่อเตรียมความพร้อมหากพรรคได้รับโอกาสจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้

 

เพียงพนอระบุว่า ตนเพิ่งเกษียณอายุจากการทำงานประจำเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งเร็วกว่ากำหนดเดิม 9 เดือน หลังจากทำงานในวิชาชีพกฎหมายมาอย่างยาวนานกว่า 38 ปีครึ่ง โดยเดิมตั้งใจจะใช้เวลาหลังเกษียณเดินทางท่องเที่ยว สอนหนังสือด้านบรรษัทภิบาล (Corporate Governance) และรับตำแหน่งกรรมการในบริษัทจดทะเบียน

 

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจเข้าร่วมทีมบริหารพรรคประชาชนถือเป็นการตัดสินใจที่ยากที่สุด เพราะต้องยกเลิกแผนการพักผ่อนและปฏิเสธโอกาสการเป็นกรรมการบริษัทหลายแห่ง แต่ที่ตัดสินใจตอบรับเนื่องจากต้องการส่งมอบสังคมที่ดีขึ้นให้กับคนรุ่นหลัง และเล็งเห็นว่าประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ยากลำบากและอันตรายที่สุดในเชิงโครงสร้าง

 

เพียงพนอได้หยิบยกปัญหาเชิงโครงสร้างที่ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยระบุถึงสัญญาณถดถอยที่มีมานาน รวมถึงการได้รับฟังความเห็นจากกองทุน Venture Capital ในสิงคโปร์ที่ปฏิเสธลงทุนในไทยเพราะ “Your country is too complicated” (ประเทศไทยของคุณซับซ้อนเกินไป) ซึ่งสะท้อนถึงความเสี่ยงและความไม่แน่นอนในสายตานักลงทุนต่างชาติ

 

นอกจากนี้ เพียงพนอยังไล่เลียงถึงปัญหาต่างๆ เช่น ดัชนีชี้วัดตกต่ำทั้งเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน หลักนิติธรรม และคุณภาพการศึกษา, ปัญหาการปั่นหุ้นฉ้อโกงนักลงทุน, การถือครองที่ดินผ่านนอมินีของทุนต่างชาติ, อาคารหน่วยงานราชการและองค์กรอิสระถูกทิ้งร้างมูลค่ารวมกว่าแสนล้านบาท, การบังคับใช้กฎหมายล่าช้า ไม่แน่นอน และไม่เป็นธรรม

 

เพียงพนอเสนอแนวทางแก้ปัญหาด้วยการนำ “Professional Will” (เจตจำนงของมืออาชีพ) มาประสานกับ “Political Will” (เจตจำนงทางการเมือง) ของพรรคประชาชน โดยเน้นการปฏิรูปภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ (Efficiency) ผ่านเรื่องหลักดังนี้:

 

1. กิโยตินกฎหมาย (Regulatory Guillotine): เพื่อลดขั้นตอนและกฎหมายที่เป็นอุปสรรค ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่ม GDP ได้ถึง 0.8% และประหยัดเงินได้ 1.3 แสนล้านบาท ตามข้อมูลจาก TDRI

 

2. ปฏิรูปกฎหมายเศรษฐกิจ: เร่งออกกฎหมายสตาร์ทอัพ ผลักดัน EEC ให้เดินหน้าได้จริง และปรับปรุงกฎหมายตามมาตรฐาน OECD

 

3. ยกเครื่องการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ: แก้ปัญหาข้อจำกัดที่ทำให้ข้าราชการไม่กล้าตัดสินใจเพราะกลัวความผิดตามมาตรา 157 โดยจะร่วมทำงานกับผู้เชี่ยวชาญอย่าง มุนินทร์ พงศาปาน เพื่อสร้างระบบที่เน้นความรับผิดชอบ (Accountability)

 

“หากมีโอกาสได้ลงมือทำ งานนี้จะเป็นงานที่ยากที่สุดและท้าทายที่สุดในชีวิตการทำงานเลยทีเดียว และจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยการรวมพลังทั้งสองและอีกหลายภาคส่วนทั้งรัฐและเอกชน เป็น One Team for Thailand แท้จริง” เพียงพนอระบุ

 

เพียงพนอยืนยันว่า คำตอบสำหรับการตัดสินใจในวันนี้ จึงเหมือนกับเมื่อ 9 ปีก่อนที่ย้ายงาน คือ ต้องการใช้ความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ ในฐานะเป็นมืออาชีพ ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมให้มากที่สุด ภายใต้เวลาและข้อจำกัดที่มีอยู่

 

“สุดท้าย เราเคารพความเห็น ความชอบ ความพึงพอใจทางการเมือง และพรรคการเมืองที่แตกต่างกันของแต่ละบุคคลเสมอ และ หากเรายอมรับความจริงว่า ประเทศมีปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไม่แก้ไขในตอนนี้ ไม่ได้แล้ว ประโยชน์ของการแก้ไขปัญหา ก็จะเกิดกับส่วนรวม กับประเทศ สังคมที่ดีขึ้น จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศ ต่อทุกคน” เพียงพนอทิ้งท้าย

 

สำหรับ เพียงพนอ บุญกล่ำ เคยเป็นรองกรรมการผู้จัดการใหญ่กฎหมาย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), กรรมการสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย, กรรมการ หุ้นส่วนผู้บริหาร และที่ปรึกษากฎหมายอาวุโสบริษัท วีระวงค์ ชินวัฒน์ และพาร์ทเนอร์ส จำกัด รวมถึงเคยเป็นทนายความ ทนายความหุ้นส่วน ของบริษัท ไวท์ แอนด์ เคส (ประเทศไทย) จำกัด และทนายความของบริษัท Baker & Mackenzie จำกัด

The post เพียงพนอเล่าเหตุผลร่วมเป็นทีมบริหารรัฐบาลพรรคประชาชน หวังใช้ความสามารถปฏิรูปโครงสร้างภาครัฐ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : เพียงพนอ บุญกล่ำ: นำความเป็นมืออาชีพควบคู่เจตจำนงการเมือง ฟื้นศรัทธาปฏิรูปภาครัฐ https://thestandard.co/peangpanor-boonklum-people-party-regulatory-reform/ Fri, 09 Jan 2026 07:06:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1163296 เพียงพนอ บุญกล่ำ: นำความเป็นมืออาชีพควบคู่เจตจำนงการเมือง ฟื้นศรัทธาปฏิรูปภาครัฐ

วันนี้ (8 มกราคม) เวลา 12.00 น. พรรคประชาชนเปิดเผยชื่อ […]

The post เลือกตั้ง 2569 : เพียงพนอ บุญกล่ำ: นำความเป็นมืออาชีพควบคู่เจตจำนงการเมือง ฟื้นศรัทธาปฏิรูปภาครัฐ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เพียงพนอ บุญกล่ำ: นำความเป็นมืออาชีพควบคู่เจตจำนงการเมือง ฟื้นศรัทธาปฏิรูปภาครัฐ

วันนี้ (8 มกราคม) เวลา 12.00 น. พรรคประชาชนเปิดเผยชื่อ เพียงพนอ บุญกล่ำ เป็นทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านการปฏิรูปภาครัฐ ผ่านซีรีส์ The Professionals ตอนที่ 5 ซึ่งเธอสนทนากับ สุทธิชัย หยุ่น ถึงเจตนารมณ์ในการตัดสินใจเข้าสู่เส้นทางการเมือง และวิสัยทัศน์ในการปฏิรูปภาครัฐเพื่ออนาคตของคนรุ่นต่อไป

 

ตัดสินใจลงสู่ถนนการเมือง เพราะกังวลถึงอนาคตประเทศ

 

เพียงพนอเปิดเผยถึงจุดเริ่มต้นของการมาร่วมงานกับพรรคประชาชนว่า เป็นจังหวะที่สอดคล้องกับการตัดสินใจเกษียณก่อนกำหนด (Early Retire) ซึ่งมีผลเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา แม้เดิมจะมีแผนท่องเที่ยว สอนหนังสือ และเขียนหนังสือ แต่เมื่อได้รับการชักชวนจากผู้ใหญ่ให้มาทำประโยชน์เพื่อประเทศชาติ ประกอบกับความสนใจในประเด็นปัญหาประเทศ โดยเฉพาะเรื่องบรรษัทภิบาล (Corporate Governance) และการทุจริตคอร์รัปชัน เธอจึงเลือกที่จะทิ้งชีวิตหลังเกษียณมาทำงานเพื่อส่วนรวม

 

“เราถามตัวเองว่า ทำไมประเทศมาถึงจุดนี้ เราเรียนและทำงานมารวมทั้งหมด 38 ปีครึ่ง ได้เห็นมาตั้งแต่ประเทศรุ่งเรือง ทุกอย่างมีความหวัง มาจนถึงวันนี้ที่เราก็สอนหนังสือนิสิตนักศึกษาด้วย ก็เห็นว่าคนรุ่นต่อๆ ไปเขาจะอยู่อย่างไร สมมติเราอยู่อีกสัก 20 ปี ก็อาจจะพอทน แต่ลูกหลานหรือเด็กๆ อาจจะต้องอยู่อีก 50-60 ปี” เพียงพนอระบุ

 

เธอยังขยายความถึงความเกี่ยวพันระหว่างการเมืองกับการทำงานในฐานะนักกฎหมายว่า ในโลกธุรกิจ สิ่งที่นักลงทุนกังวลที่สุดไม่ใช่ภาษี แต่คือความไม่แน่นอนที่คำนวณไม่ได้ หลายครั้งที่ลูกความต่างชาติแสดงความไม่เชื่อมั่นในระบบกฎหมายไทยจนถึงขั้นไม่ขอขึ้นศาลไทย และเลือกไปใช้อนุญาโตตุลาการที่สิงคโปร์แทน ซึ่งเธอถือนิยามว่าเป็น “Inconvenient Truth” หรือความจริงที่น่ากระอักกระอ่วนใจสำหรับคนในวิชาชีพกฎหมาย

 

มุ่งผสานความเป็นมืออาชีพเข้ากับเจตจำนงการเมือง ‘พรรคประชาชน’

 

เหตุผลสำคัญที่ทำให้เพียงพนอเลือกร่วมงานกับพรรคประชาชน คือความมุ่งมั่นที่สะท้อนผ่านนโยบายและข้อบังคับพรรคอย่างชัดเจน เธอเน้นย้ำว่าปัญหาเรื่อง Rule of Law หรือหลักนิติธรรม คือต้นทุนที่แพงที่สุดของประเทศ ซึ่งหากแก้ไขได้จะช่วยเพิ่ม GDP โดยไม่ต้องลงทุนอย่างอื่นเพิ่มเติม

 

“ประเทศไทยทำเรื่องเพิ่มประสิทธิภาพรัฐมานานมากๆ ทำไมไม่เกิดขึ้นเสียที ก็เพราะมันขาดเจตจำนงทางการเมืองอย่างแน่แท้” เพียงพนอกล่าว

 

สิ่งที่เธอตั้งใจจะนำมาเติมเต็มคือ ความเป็นมืออาชีพที่จะเข้าคู่ไปกับเจตจำนงทางการเมืองของพรรค เธอนิยาม ‘มืออาชีพ’ แปลว่า เรามีอิสระในการที่จะใช้ความรู้ความสามารถของเราแบบมืออาชีพ เพราะฉะนั้นไม่มีใครสามารถมาสั่งให้เราทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องได้ และเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลที่ยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก

 

ปักธงกิโยตินกฎหมายล้าสมัย

 

หนึ่งในภารกิจเร่งด่วนที่เพียงพนอมองว่าเป็นหัวใจสำคัญ คือการทำ “กิโยตินกฎหมาย” (Regulatory Guillotine) หรือการทบทวนและยกเลิกกฎหมายที่ล้าสมัย แม้ไทยจะเคยมีความพยายามทำเรื่องนี้หลายครั้งแต่ไม่สำเร็จเนื่องจากขาดเจตจำนงทางการเมืองที่เด็ดขาด

 

เธอเสนอโมเดล “Operation 18” โดยตั้งเป้าหั่นกฎหมายและใบอนุญาตที่ไม่จำเป็นภายในเวลา 18 เดือน ตามแบบอย่างความสำเร็จของเวียดนามที่ใช้โมเดล Project 30 นอกจากนี้ เพียงพนอยังชี้ให้เห็นถึงความเจ็บปวดจากการถูกนักลงทุนมองข้าม โดยยกตัวอย่างจากวงประชุม Venture Capital ที่สิงคโปร์ ซึ่งนักลงทุนต่างชาติเลือกปฏิเสธการลงทุนในสตาร์ทอัพไทยด้วยเหตุผลที่ว่า “Your country is too complicated.” (ประเทศของคุณซับซ้อนเกินไป), ความซับซ้อนที่คาดเดาไม่ได้นี้เองคือศัตรูตัวฉกาจของความเชื่อมั่น ซึ่งเธอตั้งเป้าจะแก้ไขด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพรัฐและสร้างความโปร่งใส

 

ขับเคลื่อนวาระ ไทยไม่เทา ไทยเท่ากัน ไทยทันโลก

 

เพียงพนอวางบทบาทของตนเองในการขับเคลื่อนนโยบายหลักของพรรคประชาชนใน 3 ส่วนสำคัญ:

 

  • ไทยไม่เทา (ความโปร่งใส): มุ่งเน้นการปฏิรูปการจัดซื้อจัดจ้างและการปลดล็อกการตีความมาตรา 157 ของกฎหมายอาญา ที่มักถูกใช้จนทำให้ข้าราชการหวาดกลัวการทำงานเกินเหตุ จนส่งผลต่อประสิทธิภาพของรัฐ, รวมถึงการแก้ปัญหาการหลอกลงทุนและสแกมเมอร์ที่ทำลายภาพลักษณ์การท่องเที่ยวและความเชื่อมั่นในตลาดทุนไทย

 

  • ไทยเท่ากัน (ลดการผูกขาด): การสร้างที่ยืนให้ SMEs และบังคับใช้กฎหมายแข่งขันทางการค้าอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้มีการล็อกโอกาสหรือปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียมในเชิงนโยบาย

 

  • ไทยทันโลก (หุ้นส่วนทางธุรกิจ): การทำให้รัฐเป็น “หุ้นส่วนทางธุรกิจ” มากกว่าเป็นตัวขวาง สนับสนุนอุตสาหกรรมยุคใหม่ เช่น Data Center และการลงทุนใน EEC ให้เป็น One Stop Service อย่างแท้จริง

 

เธอยังเสนอแนะให้มีการจัดตั้งหน่วยงานกลาง ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง เพื่อบูรณาการอำนาจที่ทับซ้อนกันและขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ตามแบบอย่างเกาหลีใต้และเวียดนาม

 

ธรรมาภิบาล: หัวใจของการบริหารประเทศ

 

ในมุมมองของเพียงพนอ ธรรมาภิบาลไม่ใช่เพียงคำสวยหรู แต่ประกอบด้วยหลักการปฏิบัติ 3 ข้อ:,

 

  • ความรับผิดชอบ: ยิ่งมีอำนาจมากยิ่งต้องรับผิดชอบมาก
  • การตัดสินใจที่มีเหตุผล: ต้องยึดประโยชน์สูงสุดของประเทศเป็นหลัก ไม่ใช่ทำเพียงเพราะเป็นไปตามระเบียบแต่ไร้ประสิทธิภาพ เช่น กรณี “เสาไฟประติมากรรม” ที่ไม่เกิดประโยชน์คุ้มค่า เธอย้ำว่าการตัดสินใจต้องไม่ทำแบบหลับตาข้างเดียวตามสำนวน “Elephant in the room” ที่มองไม่เห็นปัญหาใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่
  • การไร้ส่วนได้เสีย (Conflict of Interest): เพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบได้

 

เพียงพนอส่งคำเตือนว่า ประเทศไทยมีเวลาเหลือไม่เกิน 5 ปีในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ก่อนที่ภาระหนี้จะเป็น “งูกินหาง” และออกซิเจนในการพยุงเศรษฐกิจจะหมดไป เธอเชื่อว่าการเข้ามาร่วมงานกับพรรคประชาชนครั้งนี้คืองานที่ยากที่สุด แต่ก็เป็นพลังที่สำคัญที่สุด,

 

“เรารู้ว่าการขับเคลื่อนและการเปลี่ยนแปลงต้องใช้พลังเยอะ แต่เมื่อคนเริ่มเห็นว่าเปลี่ยนไปแล้วดี คนยอมรับ เรามีที่ยืน และคนมองเห็นเรา เราก็จะได้พวกเขามาร่วมขับเคลื่อนด้วย” เพียงพนอกล่าว

 

สำหรับคนรุ่นใหม่ที่มองหาโอกาสในต่างประเทศเพียงเพราะในประเทศไม่มีงานที่ท้าทายพอ เพียงพนอเชื่อว่าการสร้างความเชื่อมั่นกลับมาสู่ประเทศไทยคือทางออกเดียวที่จะดึงดูดคนเก่งๆ ให้กลับบ้านได้

 

“เรื่องที่จะทำยากแน่… แต่ว่ายิ่งยากยิ่งต้องทำ และคิดว่าเรามีพลังช็อตสุดท้ายที่ดีที่สุดที่จะส่งมอบต่อได้ ต้องทำให้ political will และ professional will ไปด้วยกัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความมั่นใจกลับมายังประเทศไทยให้ได้” เพียงพนอทิ้งท้าย

 

สำหรับเพียงพนอ บุญกล่ำ เคยเป็นรองกรรมการผู้จัดการใหญ่กฎหมาย
บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), กรรมการสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย, กรรมการ หุ้นส่วนผู้บริหาร และที่ปรึกษากฎหมายอาวุโสบริษัท วีระวงค์ ชินวัฒน์ และพาร์ทเนอร์ส จำกัด รวมถึงเคยเป็นทนายความ ทนายความหุ้นส่วน ของบริษัท ไวท์ แอนด์ เคส (ประเทศไทย) จำกัด และทนายความของบริษัท Baker & Mackenzie จำกัด

The post เลือกตั้ง 2569 : เพียงพนอ บุญกล่ำ: นำความเป็นมืออาชีพควบคู่เจตจำนงการเมือง ฟื้นศรัทธาปฏิรูปภาครัฐ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รองโฆษก ตร. กางหลักฐานวิดีโอโต้ปมอุ้มหายพยานคดีสินบนทองคำ ยืนยันให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย https://thestandard.co/police-video-abduction-gold-bribe/ Thu, 08 Jan 2026 07:43:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1162767 รองโฆษก ตร. กางหลักฐานวิดีโอโต้ปมอุ้มหายพยานคดีสินบนทองคำ ยืนยันให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย

วันนี้ (8 มกราคม) ที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.ไตรร […]

The post รองโฆษก ตร. กางหลักฐานวิดีโอโต้ปมอุ้มหายพยานคดีสินบนทองคำ ยืนยันให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
รองโฆษก ตร. กางหลักฐานวิดีโอโต้ปมอุ้มหายพยานคดีสินบนทองคำ ยืนยันให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย

วันนี้ (8 มกราคม) ที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พ.ต.อ.นิติกรณ์ ระวัง ผกก.สส.2 บก.สส.ภ.8 แถลงความคืบหน้าคดีทุจริตสินบนทองคำมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับอดีตข้าราชการตำรวจระดับสูงและกรรมการ ป.ป.ช.

 

ในการแถลงข่าว คณะพนักงานสอบสวนได้เปิดคลิปวิดีโอขณะการสอบปากคำ สุรสิทธิ์ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำตัวกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นพยานปากสำคัญที่ยอมรับว่าเป็นผู้รับมอบทองคำจาก พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย ที่ สมาคมชาวปักษ์ใต้ เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2567 ตามคำสั่งของบุคคลอื่น

 

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ชี้แจงกรณีที่สุรสิทธิ์แจ้งความกลับชุดสืบสวนในข้อหาผิด พ.ร.บ.อุ้มหายฯ โดยอ้างว่าถูกกักขังและข่มขู่ ที่ สภ.ท่าฉาง นานกว่า 13 ชั่วโมงว่า:

 

  • ▪ พยานเป็นผู้สมัครใจเดินทางมายังสถานีตำรวจพร้อมเจ้าหน้าที่เนื่องจากขับรถยนต์ไม่เป็น โดยมีคนสนิทร่วมเดินทางไปด้วยตลอดเวลา
  • ▪ คลิปวิดีโอความยาวกว่า 3 ชั่วโมง (นำมาเปิดเผย 3 นาที) แสดงให้เห็นว่าพยานมีท่าทีผ่อนคลายและมีการหยอกล้อกับเจ้าหน้าที่ ไม่มีการบังคับข่มขู่ตามที่ถูกกล่าวอ้าง
  • ▪ การอ่านหมายค้นเป็นไปตามระเบียบปฏิบัติปกติ ส่วนกรณีการลงบันทึกประจำวันเรื่องตรวจค้นยาเสพติดนั้น เป็นเพียงถ้อยคำมาตรฐานในการแจ้งวัตถุประสงค์การเข้าตรวจค้นพ่วงกับอาวุธปืน

 

ปัจจุบันพนักงานสอบสวนได้ดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาแก่บุคคลสำคัญ 2 ราย ณ กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 ได้แก่:

 

1. พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล (ผู้ต้องหาที่ 1): ถูกแจ้งข้อหาตาม ป.อาญา มาตรา 167 และ พ.ร.ป. ป.ป.ช. มาตรา 176 ฐานร่วมกันให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงานเพื่อจูงใจให้กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ โดยผู้ต้องหาให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

 

2. สมบัติ (ผู้ต้องหาที่ 2): ถูกแจ้งข้อหาในฐานความผิดเดียวกัน และให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาเช่นกัน

 

ต่อกรณีที่สุรสิทธิ์ไปแจ้งความร้องทุกข์ที่ สน.บุปผาราม ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตว่าผู้กำกับการสถานีดังกล่าวเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ นั้น พล.ต.ท.ไตรรงค์ ระบุว่าไม่ทราบความสัมพันธ์ส่วนตัว และขอให้สื่อมวลชนสอบถามข้อเท็จจริงจากทางพื้นที่โดยตรง ส่วนกระแสข่าวเรื่อง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เดินทางออกนอกประเทศไปแล้วนั้น ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติยังไม่มีข้อมูลยืนยันในขณะนี้

 

ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติยืนยันจะดำเนินคดีด้วยความโปร่งใส ยึดหลักนิติธรรม และรวบรวมพยานหลักฐานอย่างรอบคอบเพื่อนำตัวผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมต่อไป

The post รองโฆษก ตร. กางหลักฐานวิดีโอโต้ปมอุ้มหายพยานคดีสินบนทองคำ ยืนยันให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
Rule of Law คือทางรอด! TIJ x กกร. ยกระดับนิติธรรมไทยสู่สากล https://thestandard.co/rule-of-law-tij-jsccib/ Fri, 19 Dec 2025 04:20:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1156308 Rule of Law คือทางรอด TIJ x กกร. ยกระดับนิติธรรมไทยสู่สากล

สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ประกาศความร่ว […]

The post Rule of Law คือทางรอด! TIJ x กกร. ยกระดับนิติธรรมไทยสู่สากล appeared first on THE STANDARD.

]]>
Rule of Law คือทางรอด TIJ x กกร. ยกระดับนิติธรรมไทยสู่สากล

สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับ World Justice Project (WJP) และคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) อันประกอบด้วย สมาคมธนาคารไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการยกระดับ ‘หลักนิติธรรม’ (Rule of Law) ของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม มุ่งสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบกฎหมายไทยในสายตานานาชาติ โดยเฉพาะในกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)

 

หลักนิติธรรม: รากฐานใหม่ของเศรษฐกิจและการแข่งขัน

 

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ประธานกรรมการ TIJ ระบุว่า หลักนิติธรรมคือหัวใจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางภาวะความผันผวนทั่วโลก นักลงทุนจะตัดสินใจจากเสถียรภาพและประสิทธิภาพของกลไกรัฐ กติกาที่เป็นธรรมและระบบยุติธรรมที่โปร่งใส โดยเฉพาะเมื่อไทยกำลังเข้าสู่มาตรฐาน OECD ความเข้มแข็งของหลักนิติธรรมจะเป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จที่สำคัญที่สุด

 

TIJ จึงเสนอแนวทาง Rule of Law Policy Framework เพื่อเป็น ‘เข็มทิศนโยบาย’ ที่มีความต่อเนื่องไม่ว่าการเมืองจะเปลี่ยนแปลง โดยใช้แนวทาง ‘บูรณาการทั้งสังคม’ Whole-of-Society Approach เปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนร่วมกำหนดอนาคต ตั้งแต่การปฏิรูปกฎหมายไปจนถึงการคุ้มครองสิทธิประชาชน เพื่อสร้างระบบนิเวศทางสังคมที่ยั่งยืน

 

เปิดผลดัชนี WJP 2025: จุดแข็งและข้อท้าทายของไทย

 

ดร.ศรีรักษ์ ผลิพัฒน์ ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก WJP เปิดเผยข้อมูลจากดัชนีหลักนิติธรรมประจำปี 2568 (WJP Rule of Law Index 2025) พบว่า ประเทศไทยได้คะแนนภาพรวมอยู่ที่ 0.50 ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพในการรักษาสถิติท่ามกลางกระแสการถดถอยของหลักนิติธรรมทั่วโลก

 

– จุดแข็ง: ความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัย รวมถึงความเชื่อมั่นต่อความสุจริตของสถาบันตุลาการ

 

– ข้อท้าทาย: ประสิทธิภาพกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่ต้องเร่งปรับปรุง ปัญหาการเลือกปฏิบัติที่เพิ่มสูงขึ้น และอุปสรรคเชิงโครงสร้างในการออกใบอนุญาตภาครัฐ ซึ่งถือเป็น ‘ต้นทุนแฝง’ ของประเทศ

 

WJP ย้ำว่า “ข้อมูลคือเข็มทิศของการปฏิรูป” และพร้อมสนับสนุนไทยในการนำข้อมูลเชิงลึกไปแปลงเป็นยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อปิดช่องว่างความเหลื่อมล้ำอย่างยั่งยืน

 

ภาคธุรกิจชี้ ‘กติกาไม่เป็นธรรม’ คือคอขวดเศรษฐกิจ

 

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธาน กกร. เน้นย้ำว่า หลักนิติธรรมคือโครงสร้างพื้นฐานของธรรมาภิบาล ภาคเอกชนกังวลต่อกติกาที่ไม่ชัดเจนและไม่เสมอภาค ซึ่งมีปัญหาหลัก 3 ประการ คือ การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่ได้มาตรฐาน กระบวนการอนุญาตที่ซับซ้อนและใช้ดุลพินิจสูง และการแข่งขันที่ไม่เท่าเทียม โดยเฉพาะต่อผู้ประกอบการ SME

 

กกร. จึงผลักดันโครงการ ‘Zero Corruption: กกร. และเพื่อน ไม่ทน’ โดยใช้ระบบดิจิทัลลดการใช้ดุลพินิจและเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ พร้อมเปิดตัวแคมเปญรณรงค์ ‘ไม่เลือกคนโกง’ เพื่อสร้างความตระหนักให้ประชาชนไม่สนับสนุนผู้สมัครที่มีประวัติทุจริตหรือเกี่ยวข้องกับทุนสีเทา โดยย้ำว่าเสียงของประชาชนคือเสียงชี้ขาดในการขับเคลื่อนประเทศ

 

อุตสาหกรรมและการเงิน: ปลดล็อกเศรษฐกิจนอกระบบ

 

เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวเสริมว่า ภาคธุรกิจต้องการกติกาที่คาดการณ์ได้ เพราะความไม่แน่นอนของกฎหมายสร้างต้นทุนแฝงมหาศาล การขับเคลื่อน Thailand Rule of Law National Strategy จึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะยกระดับกติกาประเทศให้สอดคล้องกับเกณฑ์ OECD ซึ่งให้ความสำคัญกับธรรมาภิบาลและการเติบโตอย่างยั่งยืน

 

ด้าน ผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ชี้ให้เห็นว่า ความอ่อนแอของหลักนิติธรรมเชื่อมโยงโดยตรงกับเศรษฐกิจนอกระบบของไทยที่มีสูงถึง 48% ของ GDP และปัญหาอำนาจเหนือตลาดของผู้เล่นรายใหญ่ ความร่วมมือครั้งนี้ผ่านโครงการ Reinvent Thailand จะช่วยเปลี่ยนประชาชนให้เป็น ‘Informed Citizen’ ที่สามารถตรวจสอบและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเชิงนโยบายบนฐานข้อเท็จจริง ซึ่งจะนำไปสู่สังคมที่สงบสุขและเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างทั่วถึงตามเป้าหมาย SDGs ของสหประชาชาติ

 

ความร่วมมือระหว่าง TIJ, WJP และ กกร. ในครั้งนี้ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่สังคมที่ยึดถือหลักนิติธรรมเป็นรากฐาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนระดับโลก และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยผ่านระบบที่เป็นธรรมและโปร่งใสอย่างแท้จริง

The post Rule of Law คือทางรอด! TIJ x กกร. ยกระดับนิติธรรมไทยสู่สากล appeared first on THE STANDARD.

]]>
หลักนิติธรรมไทยรั้งอันดับ 77 ของโลก ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยสากล – คอร์รัปชันยังฉุดศรัทธา https://thestandard.co/thailands-rule-law-ranks-77th/ Wed, 17 Dec 2025 12:22:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1155815 หลักนิติธรรมไทยรั้งอันดับ 77 ของโลก ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยสากล - คอร์รัปชันยังฉุดศรัทธา

วันนี้ (17 ธันวาคม) กรุงเทพฯ – สถาบันเพื่อการยุติ […]

The post หลักนิติธรรมไทยรั้งอันดับ 77 ของโลก ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยสากล – คอร์รัปชันยังฉุดศรัทธา appeared first on THE STANDARD.

]]>
หลักนิติธรรมไทยรั้งอันดับ 77 ของโลก ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยสากล - คอร์รัปชันยังฉุดศรัทธา

วันนี้ (17 ธันวาคม) กรุงเทพฯ – สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ร่วมกับ World Justice Project (WJP) เปิดตัวรายงานสถานการณ์หลักนิติธรรมเชิงลึกของประเทศไทย (The Rule of Law in Thailand) ประจำปี 2568 โดยชี้ให้เห็นว่าสถานการณ์ของไทยยังคง ‘ทรงตัว’ ในระดับกลางของโลก

 

รายงานพบว่าไทยมีจุดอ่อนสำคัญเรื่องการทุจริตและการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่แน่นอน ซึ่งถือเป็นอุปสรรคใหญ่ในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนานาประเทศ และอาจกระทบต่อเป้าหมายสำคัญของรัฐบาลในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ภายในปี 2570

 

หลักนิติธรรมไทยรั้งอันดับ 77 ของโลก ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยสากล - คอร์รัปชันยังฉุดศรัทธา 1

 

สถานการณ์หลักนิติธรรมไทย: แข็งแกร่งด้านความมั่นคง แต่เปราะบางด้านความโปร่งใส

 

จากการเปิดเผยผลสำรวจดัชนีชี้วัดหลักนิติธรรม (Rule of Law Index) ประจำปี 2568 ซึ่งจัดทำโดย WJP ครอบคลุม 143 ประเทศทั่วโลก พบว่า ประเทศไทยได้รับคะแนน 0.50 คะแนน (จากคะแนนเต็ม 1) จัดเป็นอันดับที่ 77 ของโลก ซึ่งถือว่าคะแนนยังคงที่เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แต่เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของโลก (0.55 คะแนน) ไทยยังถือว่าต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน

 

ในระดับอาเซียน ไทยอยู่ในอันดับที่ 4 ตามหลังสิงคโปร์ (อันดับ 16), มาเลเซีย (อันดับ 56) และอินโดนีเซีย (อันดับ 69) แม้จะมีคะแนนนำหน้าเวียดนาม ฟิลิปปินส์ และกัมพูชา แต่ช่องว่างระหว่างไทยกับประเทศผู้นำในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกยังคงมีอยู่มาก

 

ดร.ศรีรักษ์ ผลิพัฒน์ ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก WJP วิเคราะห์ผลการสำรวจเจาะลึกใน 8 ปัจจัยหลัก พบว่าประเทศไทยมีจุดแข็งที่โดดเด่นมากในด้านความสงบเรียบร้อยและความมั่นคง ซึ่งได้คะแนนสูงถึง 0.75 สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการควบคุมอาชญากรรมและความขัดแย้งภายในประเทศ

 

แต่ปัจจัยที่ฉุดรั้งคะแนนภาพรวมของไทยอย่างมีนัยสำคัญคือการปลอดจากคอร์รัปชันที่ได้คะแนนเพียง 0.45 และการบังคับใช้กฎหมายที่ได้ 0.40 คะแนน ซึ่งบ่งชี้ถึงปัญหาการขาดประสิทธิภาพ ความไม่แน่นอนในการบังคับใช้กฎระเบียบ และความไม่โปร่งใสในภาครัฐ ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อบรรยากาศการลงทุน

 

เสียงสะท้อนจากประชาชน: เสรีภาพเบ่งบาน แต่ ‘การจ่ายสินบน’ พุ่งสูง

 

รายงานฉบับนี้ยังได้เจาะลึกผลสำรวจความคิดเห็นและประสบการณ์ของประชาชนทั่วไปจาก 1,100 ครัวเรือนทั่วประเทศ เปรียบเทียบกับข้อมูลปี 2561 ซึ่งสะท้อนความเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยที่น่าสนใจ

 

  • เสรีภาพในการแสดงออกดีขึ้น: ประชาชนถึง 85% รู้สึกว่าสามารถแสดงความคิดเห็นต่อต้านรัฐบาลได้ (เพิ่มขึ้นจาก 68%) และ 90% รู้สึกว่ามีอิสระในการรวมกลุ่มทางสังคม

 

  • การเลือกปฏิบัติรุนแรงขึ้น: มีรายงานการถูกเลือกปฏิบัติเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า (จาก 10% เป็น 28%) โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องอายุ รูปลักษณ์ภายนอก และเพศ

 

  • การทุจริตในชีวิตประจำวัน: ผลสำรวจพบว่า ประชาชนมีประสบการณ์ต้อง ‘จ่ายสินบน’ เพื่อขอใบอนุญาตจากภาครัฐเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ จากเดิม 7% พุ่งสูงเป็น 19% สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาคอร์รัปชันในระดับปฏิบัติการยังคงรุนแรง

 

  • วิกฤตศรัทธา: ประชาชน 45% เชื่อว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีการทุจริต และ 36% เชื่อว่าตำรวจส่วนใหญ่มีการทุจริต แม้ว่าความเชื่อมั่นต่อผู้พิพากษาและอัยการจะยังอยู่ในเกณฑ์สูง (80% และ 76% ตามลำดับ)

 

หลักนิติธรรมไทยรั้งอันดับ 77 ของโลก ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยสากล - คอร์รัปชันยังฉุดศรัทธา 2

 

รัฐบาลรับลูก: ดันหลักนิติธรรมเป็น ‘โครงสร้างพื้นฐานที่มองไม่เห็น’

 

ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ปาฐกถาพิเศษภายในงาน โดยระบุว่า ‘หลักนิติธรรม’ เปรียบเสมือน ‘โครงสร้างพื้นฐานที่มองไม่เห็น’ ของประเทศ ซึ่งมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ เพราะหากนักลงทุนต่างชาติไม่เชื่อมั่นในความยุติธรรมและการบังคับใช้กฎหมายของไทย พวกเขาก็จะไม่กล้าเข้ามาลงทุน

 

รองนายกรัฐมนตรีย้ำว่า การเข้าเป็นสมาชิก OECD ถือเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องเร่งยกระดับมาตรฐานธรรมาภิบาล โดยรัฐบาลได้มอบหมายให้ 3 หน่วยงานหลักขับเคลื่อนร่วมกัน ได้แก่ สำนักงาน ก.พ.ร. (ดูแลการประเมินผลภาครัฐ), สถาบันพระปกเกล้า (สร้างความเข้าใจฝ่ายนิติบัญญัติ) และ TIJ (ประสานความร่วมมือภาคเอกชนและประชาสังคม) เพื่อสร้างสมดุลระหว่างอำนาจรัฐและสิทธิประชาชน และปฏิรูปกฎหมายที่ล้าสมัย

 

หลักนิติธรรมไทยรั้งอันดับ 77 ของโลก ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยสากล - คอร์รัปชันยังฉุดศรัทธา 3

 

ข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์: โมเดล ‘แรงดึงจากสากล-แรงผลักจากภายใน’

 

เพื่อเปลี่ยนความมุ่งมั่นให้เป็นการปฏิบัติจริง ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ประธานกรรมการ TIJ ได้เสนอแนวทางยุทธศาสตร์สำคัญในการกล่าวปิดงาน โดยระบุว่า กุญแจสู่ความสำเร็จในการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมและการเข้าสู่ OECD คือโมเดล ‘แรงดึงจากสากล ผสานแรงผลักจากภายใน’

 

  • แรงดึงสากล: คือการใช้มาตรฐานโลกจากกรอบของ OECD และตัวชี้วัดที่เป็นรูปธรรมของ WJP มาเป็นเครื่องมือในการ ‘ดึง’ ให้เกิดการยกระดับมาตรฐานภายในประเทศให้ทัดเทียมนานาชาติ

 

  • แรงผลักจากภายใน: คือการระดมพลังจากเครือข่ายภายในประเทศ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาสังคม ให้ร่วมมือกันเป็น ‘แรงผลัก’ ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง

 

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ ย้ำว่า TIJ พร้อมรับบทบาทเป็น ‘ตัวกลาง’ ในการนำข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้มาออกแบบเป็นกรอบนโยบายที่จับต้องได้ เพื่อให้การปฏิรูปเกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เพียงแค่รายงานบนหน้ากระดาษ

 

หลักนิติธรรมไทยรั้งอันดับ 77 ของโลก ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยสากล - คอร์รัปชันยังฉุดศรัทธา 4

 

บทสรุปและก้าวต่อไป: สร้าง ‘พิมพ์เขียว’ ที่มีชีวิต

 

บนเวทีเสวนาเชิงยุทธศาสตร์ ดร.พิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการ TIJ ได้เสนอแนะเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยควรมี ‘พิมพ์เขียว’ ด้านหลักนิติธรรมระดับชาติที่เป็น ‘เอกสารที่มีชีวิต’ ซึ่งมีความยืดหยุ่นและพร้อมปรับปรุงให้ทันต่อสถานการณ์อยู่เสมอ โดยอาศัยข้อมูลป้อนกลับจากประชาชน

 

นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้สรุปข้อเสนอ ‘Quick Wins’ 3 เสาหลักเพื่อเร่งสร้างความเชื่อมั่น ได้แก่

 

1. การต่อต้านคอร์รัปชันอย่างจริงจัง

 

2. การผลักดันรัฐบาลเปิดและข้อมูลเปิดเพื่อความโปร่งใส

 

3. การปฏิรูปกฎระเบียบ เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

 

รายงานสถานการณ์หลักนิติธรรมในประเทศไทยฉบับนี้ จึงนับเป็นก้าวแรกที่สำคัญของการใช้ ‘ข้อมูลเชิงประจักษ์’ มาเป็นเข็มทิศนำทางประเทศไทยสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนและการเป็นที่ยอมรับบนเวทีโลกอย่างแท้จริง

 

ข้อมูลเพิ่มเติม: ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดรายงานฉบับเต็ม ‘The Rule of Law in Thailand: Key Findings from the General Population Poll 2025’ ได้ที่เว็บไซต์ของสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ)

The post หลักนิติธรรมไทยรั้งอันดับ 77 ของโลก ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยสากล – คอร์รัปชันยังฉุดศรัทธา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชนนพัฒน์ สส.กล้าธรรม ยันพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ปม ปปง.ยึดทรัพย์ มั่นใจพิสูจน์ได้ ชี้หากผิดจริงพร้อมยุติบทบาททางการเมือง https://thestandard.co/chonnanpat-ready-face-amlo/ Wed, 19 Nov 2025 02:59:01 +0000 https://thestandard.co/?p=1144853 ชนนพัฒน์ สส.กล้าธรรม ยันพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ปม ปปง.ยึดทรัพย์ มั่นใจพิสูจน์ได้ ชี้หากผิดจริงพร้อมยุติบทบาททางการเมือง

วันนี้ (19 พฤศจิกายน) ชนนพัฒน์ นาคสั้ว สส. สงขลา พรรคกล […]

The post ชนนพัฒน์ สส.กล้าธรรม ยันพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ปม ปปง.ยึดทรัพย์ มั่นใจพิสูจน์ได้ ชี้หากผิดจริงพร้อมยุติบทบาททางการเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชนนพัฒน์ สส.กล้าธรรม ยันพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ปม ปปง.ยึดทรัพย์ มั่นใจพิสูจน์ได้ ชี้หากผิดจริงพร้อมยุติบทบาททางการเมือง

วันนี้ (19 พฤศจิกายน) ชนนพัฒน์ นาคสั้ว สส. สงขลา พรรคกล้าธรรม โพสต์เฟซบุ๊กระบุถึงกรณีสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) มีมติยึดและอายัดทรัพย์สินชั่วคราว หลังจากพบมีเส้นทางการเงินเกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ว่า ขอเรียนชี้แจงต่อพี่น้องประชาชนและสื่อมวลชนอย่างเป็นทางการต่อกรณีที่เกิดขึ้นในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตนถือว่าความโปร่งใสและการยืนอยู่บนหลักนิติธรรมเป็นสิ่งสำคัญที่สุด วันนี้จึงขอชี้แจงให้ชัดเจนอีกครั้งว่า

 

“ผมพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทุกขั้นตอนอย่างเต็มใจ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบจาก ปปง. หรือจากหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ผมยินดีให้ตรวจสอบจนถึงที่สุด เพื่อให้ข้อเท็จจริงทั้งหมดปรากฏอย่างตรงไปตรงมา”

 

สำหรับกรณีที่ไม่ได้เดินทางไปชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการนั้น ชนนพัฒน์ระบุว่า ไม่ได้มีเจตนาเลี่ยงการตรวจสอบแต่อย่างใด เพราะการตรวจสอบที่มีผลผูกพันตามกฎหมายจริงๆ คือกระบวนการยุติธรรม ซึ่งส่วนตัวได้ให้ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับทุกหน่วยงานมาโดยตลอด และพร้อมให้ตรวจสอบในทุกมิติ

 

“ผมขอยืนยันว่า หากผลการตรวจสอบสรุปว่าผมมีความผิดจริง ผมพร้อมยุติบทบาททางการเมืองทันที เพราะผมเชื่อว่า คนทำงานให้ประชาชน ต้องยอมรับทุกผลลัพธ์จากการตรวจสอบ แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็เชื่อมั่นในข้อเท็จจริงและหลักฐานที่ผมมีว่า ผมสามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองได้”

 

ชนนพัฒน์ระบุอีกว่า “ผมขอให้พี่น้องประชาชนเชื่อมั่นว่า ผมจะยืนหยัดต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมตามหลักฐานและข้อเท็จจริง โดยไม่โต้เถียงใคร ไม่กล่าวโทษใคร และไม่ใช้วาทกรรมทางการเมืองตอบโต้ใครทั้งสิ้น หน้าที่ของผม คือสู้ในชั้นกฎหมาย หน้าที่ของประชาชน คือได้รับความจริงและหน้าที่ของนักการเมือง คือรับผิดชอบต่อสังคม ผมจะทำหน้าที่ของผมให้ดีที่สุด ขอบคุณทุกกำลังใจ และขอบคุณทุกคำวิจารณ์ที่เกิดจากความหวังดีต่อบ้านเมือง”

 

ทั้งนี้ ไผ่ ลิกค์ สส. กำแพงเพชร ในฐานะเลขาธิการพรรคกล้าธรรม ได้แชร์โพสต์ดังกล่าว พร้อมระบุว่า “ผิดว่าไปตามผิด พร้อมให้ตรวจสอบ”

 

ที่มา: https://www.facebook.com/share/p/177DHYpjaA/?mibextid=wwXIfr

The post ชนนพัฒน์ สส.กล้าธรรม ยันพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ปม ปปง.ยึดทรัพย์ มั่นใจพิสูจน์ได้ ชี้หากผิดจริงพร้อมยุติบทบาททางการเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘หลักนิติธรรมโลกในภาวะถดถอย’ สัญญาณเตือนและบทเรียนของไทย https://thestandard.co/thestandard-economicforum-2025-25/ Fri, 07 Nov 2025 12:26:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1140823 ‘หลักนิติธรรมโลกในภาวะถดถอย’ สัญญาณเตือนและบทเรียนของไทย

หลักนิติธรรม (Rule of Law) หรือ หลักการปกครองโดยใช้กฎหม […]

The post ‘หลักนิติธรรมโลกในภาวะถดถอย’ สัญญาณเตือนและบทเรียนของไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘หลักนิติธรรมโลกในภาวะถดถอย’ สัญญาณเตือนและบทเรียนของไทย

หลักนิติธรรม (Rule of Law) หรือ หลักการปกครองโดยใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม เป็นรากฐานและหัวใจสำคัญสำหรับการพัฒนาประเทศ โดยมีผลสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม

 

อย่างไรก็ตาม ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หลายประเทศทั่วโลกเผชิญกับ ‘ภาวะถดถอยของหลักนิติธรรม (Rule of Law Recession) ส่งผลให้ช่องว่างระหว่างประเทศที่ ‘พัฒนา’ กับ ‘ถดถอย’ ขยายกว้างขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

โดย จอห์น เนรี (John Nery) กรรมการบริหารของ โครงการยุติธรรมโลก (World Justice Project: WJP) ซึ่งเป็นองค์กรชั้นนำระดับโลกด้านการส่งเสริมหลักนิติธรรม กล่าวในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025 Thailand’s Next Frontier พรมแดนใหม่เศรษฐกิจไทย ฉายให้เห็นภาพรวม สถานการณ์หลักนิติธรรมโลก และผลทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวเนื่อง ณ ปัจจุบัน ซึ่งสะท้อนถึงภาวะถดถอยที่รุนแรงและกว้างขวาง และเป็นสัญญาณเตือนที่ต้องระวัง ว่าการละเลยหลักนิติธรรม อาจนำไปสู่ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

 

สำหรับประเทศไทย ซึ่งแม้จะมี ‘จุดแข็ง’ ในหลายด้าน แต่ก็ยังมีจุดอ่อนสำคัญที่ต้องระวังอีกหลายด้าน โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมาย การคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน และความโปร่งใสของภาครัฐ

 

แนวโน้มหลักนิติธรรมทั่วโลก

 

เนรี ฉายภาพรวมของหลักนิติธรรม ในปี 2025 โดยชี้ให้เห็นถึงสัญญาณถดถอยอย่างต่อเนื่องทั่วโลก แม้จะมีบางช่วงที่สถานการณ์ชะลอตัวลง แต่ในปีล่าสุด สถานการณ์กลับย่ำแย่ลงอีกครั้ง

 

ดัชนีหลักนิติธรรม (Rule of Law Index) ของ WJP ปี 2025 ชี้ว่า จากทั้งหมด 143 ประเทศที่มีการสำรวจ มีมากถึง 68% ที่คะแนนหลักนิติธรรมลดลง ซึ่งสะท้อนถึงการอ่อนแอลงของกลไกสำคัญในการรักษาความเป็นธรรมและความยุติธรรมในสังคม

 

เขาชี้ว่า สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เพียงจำนวนประเทศที่หลักนิติธรรมถดถอย แต่คือ ‘ช่องว่าง’ ระหว่างประเทศที่พัฒนาและประเทศที่ก้าวถอยหลัง ซึ่งกว้างขึ้นเรื่อยๆ

 

โดยเมื่อสิบปีก่อน ความแตกต่างของคะแนนระหว่างสองกลุ่มนี้อยู่ที่บวก 2% แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นติดลบ 36% นั่นหมายถึง โลกกำลังถูกแบ่งออกเป็นสองฝั่งอย่างชัดเจน ฝั่งหนึ่งคือประเทศที่หลักนิติธรรมแข็งแกร่งและเศรษฐกิจมั่นคง ส่วนอีกฝั่งหนึ่งคือประเทศที่ระบบยุติธรรมเสื่อมถอยและการใช้อำนาจรัฐขาดการถ่วงดุล

 

ปัจจัยที่ทำให้หลักนิติธรรมถดถอย

 

เนรีชี้ว่า แรงผลักดันของภาวะหลักนิติธรรมถดถอยนี้ หลักๆ มาจากการเพิ่มขึ้นของอำนาจนิยม หรือความพยายามรวมศูนย์อำนาจ โดยเฉพาะในฝ่ายบริหาร ทั้งกลไกถ่วงดุลหลักในรัฐบาล อย่างฝ่ายนิติบัญญัติ ศาล และหน่วยงานตรวจสอบอิสระ โดยมีถึง 3 ใน 5 ของประเทศทั้งหมดที่มีการสำรวจ และพบว่ากลไกเหล่านี้ถดถอย” เนรีกล่าว

 

เขาชี้ว่า กลไกที่น่าห่วงคือ ‘ศาล’ ซึ่งถือเป็น ‘แนวป้องกันสุดท้าย’ สำหรับการใช้อำนาจเกินขอบเขตของรัฐบาล

 

“ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาเราพบ ‘อิทธิพลจากรัฐบาล’ มากขึ้นเรื่อย ๆ
และในคดีแพ่ง 2 ใน 3 ของประเทศที่ที่อยู่ในการสำรวจของ WJP ก็รายงานว่ามีการแทรกแซงจากรัฐบาลเช่นกัน ซึ่งไม่เพียงแต่สถาบันเหล่านี้จะอ่อนแอลง แต่ประชาชนที่เป็นกลไกถ่วงดุลหลัก ก็อ่อนแรงลงด้วย”

 

“พื้นที่พลเมือง” หดแคบลงอย่างต่อเนื่องในปีที่ผ่านมา สิทธิขั้นพื้นฐาน เช่น เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เสรีภาพในการชุมนุม การรวมกลุ่ม และการมีส่วนร่วมในกระบวนการทางการเมือง ต่างก็ลดลงเกือบ 3 ใน 4 ของประเทศที่ทำการสำรวจ”

 

เนรี กล่าวว่าจากทั้งหมด 8 ปัจจัยที่ใช้ประเมินหลักนิติธรรมนั้น มี 4 ปัจจัยที่ส่งผลให้ภาวะหลักนิติธรรมถดถอย ได้แก่

 

1.การจำกัดอำนาจรัฐบาล
2.ความโปร่งใสของรัฐ
3.สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน
4.กระบวนการยุติธรรมทางแพ่ง

 

โดย 2 ใน 3 ของ 143 ประเทศที่ทำการสำรวจมีคะแนนลดลงในทั้ง 4 ด้านนี้ ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่า หลักนิติธรรมมิได้ถดถอยเฉพาะในเชิงกฎหมายเท่านั้น แต่รวมถึงในเชิงโครงสร้างของสังคมที่ควรสนับสนุนให้เกิดการมีส่วนร่วมและตรวจสอบถ่วงดุล

 

สถานการณ์ของประเทศไทย

 

อย่างไรก็ตาม เนรีกล่าวว่า แม้ว่าภาพรวมของสถานการณ์ทั่วโลกจะดูมืดมน แต่ ประเทศไทยยังเป็นประเทศที่มีผลงานดีที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก จากประเทศทั้งหมด 15 ประเทศ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ไปจนถึงเมียนมาและกัมพูชา

 

จากดัชนีหลักนิติธรรมของ WJP ปี 2025 พบว่าประเทศไทยขยับจากอันดับ 79 ขึ้นมาอยู่ที่ 77 ในโดยมีคะแนนรวม 0.5 จากคะแนนเต็ม 1.0 ซึ่งอยู่ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยโลกที่ 0.55 ถือเป็น ‘เสถียรภาพในระดับปานกลาง’ ที่แสดงถึงความก้าวหน้าในบางด้าน แม้จะยังมีช่องว่างให้พัฒนาอีกมาก

 

โดยจุดแข็งที่โดดเด่นที่สุดของไทยคือ ‘ระเบียบและความมั่นคง (Order and Security)’ ซึ่งด้คะแนนสูงถึง 0.75 แสดงให้เห็นว่า การจัดการอาชญากรรมและความขัดแย้งในประเทศมีประสิทธิภาพ และสังคมโดยรวมยังสงบเรียบร้อยเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค

 

อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนที่สำคัญสำหรับไทยคือ ‘การบังคับใช้กฎระเบียบ (Regulatory Enforcement)’ ที่ไทยอยู่ในอันดับที่ 102 จาก 143 ประเทศ ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบราชการ ความล่าช้าในการบังคับใช้กฎหมาย และอาจรวมถึงปัญหาความไม่เสมอภาคในการปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างกลุ่มประชาชน

 

ผลทางเศรษฐกิจและบทเรียนของไทย

 

เนรี ยังฉายให้เห็นภาพที่ชัดเจน ในความเชื่อมโยงระหว่างหลักนิติธรรมกับภาวะเศรษฐกิจ โดยอ้างอิงข้อมูลจากการวิจัยของ WJP ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา ซึ่งพบว่าระดับของหลักนิติธรรมกับความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจมี ‘ความสัมพันธ์โดยตรง’

 

โดยประเทศที่มีหลักนิติธรรมเข้มแข็งมักจะมีรายได้ต่อหัวสูงกว่า ซึ่งหลายประเทศรวมถึงเดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดน และนิวซีแลนด์ ล้วนอยู่ใน ‘มุมขวาบน’ ของกราฟที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างดัชนีหลักนิติธรรมและ GDP per capita หรือตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศต่อหัว

 

นอกจากนี้ พบว่าประเทศที่มีสันติภาพมากกว่า ก็มักมีหลักนิติธรรมที่แข็งแรงกว่าเช่นกัน โดยข้อมูลจาก Global Peace Index ที่วิเคราะห์ร่วมกับดัชนีหลักนิติธรรม ให้ผลลัพธ์ชี้ชัดว่า ประเทศที่อยู่ในมุมขวาบนของกราฟ ซึ่งมีทั้งความสงบและมีหลักนิติธรรมเข้มแข็ง คือกลุ่มที่มีเศรษฐกิจและสังคมมั่นคงที่สุด

 

สำหรับประเทศไทย เนรี ทิ้งท้ายด้วยข้อคิดว่า “พรมแดนถัดไปของไทย จะอยู่ในมุมขวาบนของกราฟ” หรือหมายถึง การก้าวสู่ประเทศที่มีทั้งความสงบสุขและหลักนิติธรรม ซึ่งเป็นรากฐานของการพัฒนา
แต่การที่จะขยับไปสู่จุดนั้นได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่ไทยต้องเสริมความเข้มแข็งของสถาบันยุติธรรม และเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบอำนาจรัฐมากขึ้น

The post ‘หลักนิติธรรมโลกในภาวะถดถอย’ สัญญาณเตือนและบทเรียนของไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
OECD ชี้ระบบยุติธรรมไร้ประสิทธิภาพ อาจทำประเทศสูญ GDP 3% แนะยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง https://thestandard.co/thestandard-economicforum-2025-23/ Fri, 07 Nov 2025 09:37:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1140751 OECD ชี้ระบบยุติธรรมไร้ประสิทธิภาพ อาจทำประเทศสูญ GDP 3% แนะยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

OECD เผยปัญหาทางกฎหมายที่ไม่ได้รับการแก้ไขสามารถสร้างคว […]

The post OECD ชี้ระบบยุติธรรมไร้ประสิทธิภาพ อาจทำประเทศสูญ GDP 3% แนะยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
OECD ชี้ระบบยุติธรรมไร้ประสิทธิภาพ อาจทำประเทศสูญ GDP 3% แนะยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

OECD เผยปัญหาทางกฎหมายที่ไม่ได้รับการแก้ไขสามารถสร้างความเสียหายให้แก่ประเทศต่างๆ สูงถึง 3% ของ GDP แนะไทยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

 

Mary Beth Goodman รองเลขาธิการองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) กล่าวบนเวที Opening Remarks by OECD ในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025 ว่า ‘หลักนิติธรรม’ (Rule of Law) ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดทางกฎหมาย แต่คือ ‘ระบบปฏิบัติการ’ (Operating System) ที่เป็นรากฐานสำคัญที่สุดของนโยบายเศรษฐกิจ พร้อมทั้งเตือนว่า ระบบยุติธรรมที่ไร้ประสิทธิภาพและมีปัญหาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข อาจสร้างต้นทุนมหาศาลให้ประเทศถึง 3% ของ GDP

Goodman แนะว่า การที่ประเทศไทยจะปลดล็อกศักยภาพทางเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้นั้น จำเป็นต้องปฏิรูปโครงสร้าง โดยมีหัวใจสำคัญคือการสร้าง ‘ระบบยุติธรรมที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง’
Goodman ย้ำว่า การลงทุนในหลักนิติธรรมไม่ใช่แค่เรื่องของหลักการประชาธิปไตย แต่คือ “ความจำเป็นเชิงกลยุทธ์ด้านเศรษฐกิจ” ที่สำคัญอย่างยิ่ง

“เมื่อกฎเกณฑ์มีความชัดเจนและถูกบังคับใช้อย่างเป็นธรรม ข้อพิพาทจะได้รับการแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพ การเติบโตทางเศรษฐกิจก็จะตามมา ในทางตรงกันข้าม เมื่อกฎเกณฑ์ไม่ชัดเจน ความไว้วางใจก็จะพังทลาย, ต้นทุนสูงขึ้น และโอกาสต่างๆ ก็จะหยุดชะงัก” Goodman กล่าว
ประเด็นสำคัญที่ OECD เน้นย้ำคือ ต้นทุนที่จับต้องได้ของความไร้ประสิทธิภาพ โดยอ้างอิงถึงรายงานที่ทำร่วมกับ World Justice Project ซึ่งชี้ว่า “ปัญหาทางกฎหมายที่ไม่ได้รับการแก้ไขสามารถสร้างความเสียหายให้แก่ประเทศต่างๆ สูงถึง 3% ของ GDP นั่นคือราคาที่สูงมากสำหรับการไม่ลงมือทำ”

Goodman ชี้ว่า กลุ่มที่เปราะบางที่สุดและได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากปัญหานี้คือ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนกว่า 90% ของธุรกิจทั่วโลก รวมถึงในไทย “SMEs คือกลุ่มแรกที่สัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดจากความล่าช้า, ช่องว่างของข้อมูล และกระบวนการที่ซับซ้อน” ซึ่งผลลัพธ์ที่ตามมาคือการจ้างงานที่สูญหาย, โครงการที่ล่าช้า และนวัตกรรมที่ถูกพับเก็บไป

3 เสาหลัก สู่ระบบยุติธรรมที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

Goodman ให้คำแนะนำที่ชัดเจนว่า การปฏิรูประบบยุติธรรมต้องยึด “ความต้องการที่แท้จริง” ของประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยมี 3 แนวทางสำคัญที่ทุกประเทศสามารถนำไปใช้เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันได้

 

  • ต้องส่งเสริม ‘ความเป็นอิสระ’ ภายในระบบยุติธรรม เพื่อสร้างความไว้วางใจจากภาคประชาชนและภาคธุรกิจ ซึ่งต้องประกอบด้วยการแต่งตั้งตามความสามารถ, งบประมาณที่เสถียร, การจัดสรรคดีแบบสุ่ม และการเผยแพร่คำตัดสินที่สมเหตุสมผล
  • การเข้าถึงต้อง ‘ง่าย-เร็ว-ไม่แพง’ บริการด้านความยุติธรรมควรจะเรียบง่าย, ทันเวลา และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน โดยต้องอาศัยการประสานงานที่มีประสิทธิภาพระหว่างตำรวจ, อัยการ, ศาล และหน่วยงานอื่นๆ
  • ขับเคลื่อนด้วย ‘ข้อมูล-ดิจิทัล-ความโปร่งใส’ สถาบันยุติธรรมควรเชื่อมต่อกันผ่านยุทธศาสตร์ข้อมูล (Data Strategy) และใช้เครื่องมือดิจิทัลและ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ โดยกูดแมนย้ำว่า “AI ต้องโปร่งใส, ตรวจสอบได้ และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของมนุษย์”

 

รองเลขาธิการ OECD กล่าวว่า การที่ไทยกำลังเดินหน้ากระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD (Accession Process) ถือเป็นสัญญาณที่ดี “แสดงให้เห็นถึงการตระหนักว่า ระบบยุติธรรมที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางสามารถเป็นรากฐานให้กับความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจได้”
“เราได้เห็นเครื่องมือ AI ที่พัฒนาโดยประเทศไทยเพื่อสแกนกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ เพื่อดูว่าสิ่งใดสอดคล้องหรือไม่สอดคล้องกับมาตรฐาน OECD” Goodman กล่าว

กูดแมนเรียกร้องให้ไทยใช้โอกาสนี้ในการ “หลอมรวมการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่สมบูรณ์” ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการสร้างอนาคตที่แข็งแกร่ง เธอย้ำว่า สมาชิกใหม่ของ OECD ที่ผ่านกระบวนการนี้ ไม่เพียงแต่ยกระดับระบบยุติธรรม แต่ยังสามารถปรับปรุงกรอบนโยบายเศรษฐกิจโดยรวมให้ทันสมัย ซึ่งนำไปสู่ “บรรยากาศการลงทุนที่น่าดึงดูดใจมากขึ้น”

“ท้ายที่สุดแล้ว งานด้านการเข้าเป็นสมาชิกนี้สามารถเป็นรากฐานให้กับธุรกิจที่แข็งแรง, การลงทุนที่เพิ่มขึ้น และความมั่งคั่งสำหรับประชาชนชาวไทยทุกคน” Goodman กล่าวปิดท้าย

The post OECD ชี้ระบบยุติธรรมไร้ประสิทธิภาพ อาจทำประเทศสูญ GDP 3% แนะยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
OECD เตือน หลักนิติธรรมไทยอ่อนแอ กระทบเศรษฐกิจถึง 3% ของ GDP https://thestandard.co/oecd-thailand-rule-of-law-gdp-impact/ Thu, 09 Oct 2025 03:16:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1128357 หลักนิติธรรมไทย

องค์กรเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ส่ง […]

The post OECD เตือน หลักนิติธรรมไทยอ่อนแอ กระทบเศรษฐกิจถึง 3% ของ GDP appeared first on THE STANDARD.

]]>
หลักนิติธรรมไทย

องค์กรเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ส่งสัญญาณเตือนไทยอย่างชัดเจนว่า รากฐานด้านหลักนิติธรรมที่อ่อนแอกำลังสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ และอาจกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อเป้าหมายการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย

 

คำเตือนครั้งนี้ไม่ใช่แค่ข้อสังเกตเชิงทฤษฎี แต่มาพร้อมข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ชี้ชัดว่า หลักนิติธรรมที่อ่อนแอไม่ได้เป็นเพียงปัญหาทางกฎหมายหรือปัญหานามธรรม แต่กลายเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้จริง และกำลังฉุดรั้งศักยภาพการพัฒนาของประเทศอย่างต่อเนื่อง

 

ความยุติธรรมคือปัญหาเศรษฐกิจโดยตรง

 

ดร.ทาเทียนา เทปโลวา หัวหน้าที่ปรึกษาอาวุโสด้านความยุติธรรมจาก OECD ได้ทลายภาพจำเดิมๆ ที่มองว่าความยุติธรรมเป็นเพียงเรื่องของสังคมและกฎหมาย โดยกล่าวตรงๆ ว่า

 

“ความยุติธรรมไม่ใช่แค่ปัญหาสังคม แต่คือปัญหาของการเติบโตและเป็นปัญหาทางเศรษฐกิจโดยตรง… ประเทศที่มีระบบยุติธรรมที่คาดเดาได้และมีประสิทธิภาพจะดึงดูดนักลงทุนได้มากกว่าเสมอ”

 

ดร.เทปโลวา เปิดเผยตัวเลขที่น่าตกใจว่า ข้อพิพาททางกฎหมายที่ไม่ได้รับการแก้ไข สามารถสร้างความเสียหายให้ประเทศได้สูงถึง 3% ของ GDP ถ้าคำนวณจากขนาดเศรษฐกิจของไทย หมายถึงเงินหลายแสนล้านบาทที่หายไปในแต่ละปี

 

ความเสียหายนี้ไม่ได้มาจากค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงต้นทุนค่าเสียโอกาสที่ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SME ซึ่งเป็นเส้นเลือดหลักของเศรษฐกิจ ต้องแบกรับจากการที่กติกาไม่ชัดเจน และการบังคับใช้สัญญาทำได้อย่างอ่อนแอและล่าช้า

 

ในมุมมองของนักลงทุนต่างชาติ หลักนิติธรรมคือปัจจัยพื้นฐานที่สุดในการตัดสินใจลงทุน เพราะพวกเขาต้องการความแน่นอนและความเชื่อมั่นในระบบ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้จากระบบที่ยุติธรรมเท่านั้น การที่ไทยตั้งเป้าหมายเข้าเป็นสมาชิก OECD การปฏิรูปหลักนิติธรรมจึงไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นเงื่อนไขบังคับที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

 

เวที Rule of Law Forum: จุดนัดพบของคำเตือน

 

ข้อมูลและคำเตือนเหล่านี้ถูกนำเสนอในงาน Rule of Law Forum ครั้งที่ 3 ภายใต้หัวข้อ ‘การฟื้นฟูโครงสร้างเชิงระบบและหลักนิติธรรมเพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (Institutional Readiness for Thailand’s Competitiveness)’ เวทีจัดขึ้นเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2568 ณ อาคารสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) โดยความร่วมมือระหว่าง TIJ เครือข่ายผู้บริหารด้านหลักนิติธรรมและการพัฒนา (RoLD) The World Justice Project (WJP) และสำนักข่าว THE STANDARD

 

การรวมตัวของผู้เชี่ยวชาญจากหลายองค์กรระดับโลกในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเสวนาทั่วไป แต่เป็นการส่งสัญญาณร่วมกันว่าปัญหาหลักนิติธรรมของไทยต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

 

 

WJP ส่องกระจก: ไทยอยู่ตรงไหนในภาวะถดถอยของหลักนิติธรรมโลก

 

มร.มาร์ค ลูอิส ผู้แทนจาก The World Justice Project (WJP) องค์กรผู้จัดทำดัชนีชี้วัดหลักนิติธรรมที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก ฉายภาพให้เห็นบริบทที่กว้างขึ้นว่า โลกกำลังเผชิญกับ ‘ภาวะถดถอยของหลักนิติธรรม’ (Rule of Law Recession) มาหลายปีแล้ว

 

ซึ่งหมายความว่าการแข่งขันระหว่างประเทศเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและดึงดูดการลงทุนกำลังทวีความรุนแรงขึ้นกว่าเดิม ประเทศที่ไม่ปรับตัวหรือปล่อยให้หลักนิติธรรมอ่อนแอลงจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังอย่างรวดเร็ว

 

ดัชนี Rule of Law Index ที่ WJP จัดทำขึ้นไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขในรายงาน แต่เป็นกระจกสะท้อนความจริงของประเทศ WJP อธิบายความเชื่อมโยงที่แยกไม่ออกระหว่างหลักนิติธรรมกับเศรษฐกิจว่า

 

“หลายคนอาจไม่ทันสังเกต แต่ช่องทางที่หลักนิติธรรมส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันนั้นชัดเจนมาก ตั้งแต่กระบวนการยุติธรรมทางแพ่งที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งทำให้การบังคับใช้สัญญาทำได้ยาก ไปจนถึงปัญหาคอร์รัปชันที่จำกัดการแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรม ทั้งหมดนี้คืออุปสรรคโดยตรงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ”

 

การที่ดัชนีชี้ให้เห็นจุดอ่อนของไทยในมิติสำคัญอย่างการปราศจากคอร์รัปชันและประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎระเบียบ จึงเป็นการส่งสัญญาณโดยตรงว่ารากฐานของไทยกำลังมีปัญหาอย่างหนัก

 

ซึ่งส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ WJP ไม่ได้เพียงแต่วัดผล แต่กำลังชี้ให้เห็นถึงกลไกที่ความอ่อนแอของหลักนิติธรรมกำลังทำลายเศรษฐกิจของประเทศอย่างเป็นระบบ

 

 

ไทย ‘ย่ำอยู่ที่เดิม’ 10 ปี ขณะที่โลกวิ่งหน้า

 

ดร.พิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการ TIJ นำเสนอข้อมูลสถานการณ์ของประเทศไทยที่น่ากังวลจาก WJP Rule of Law Index ปี 2024 ปัจจุบันประเทศไทยได้คะแนนเพียง 0.50 เต็ม 1 อยู่ในอันดับที่ 78 จาก 142 ประเทศ ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั้งของโลกและภูมิภาค

 

ดร.พิเศษ วิเคราะห์สถานการณ์อย่างตรงไปตรงมาและเจ็บปวดว่า “เรากำลังยืนอยู่บนสนามแข่งขันที่เอนเอียง ข้อมูลชี้ชัดว่าตลอด 10 ปีที่ผ่านมาเรายังย่ำอยู่ที่เดิม ในขณะที่โลกวิ่งไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง การไม่พัฒนาขึ้นก็เท่ากับเรากำลังถอยหลัง”

 

คำว่า ‘สนามแข่งขันที่เอนเอียง’ ไม่ใช่แค่คำเปรียบเทียบ แต่เป็นภาพสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างในไทยอย่างแท้จริง เมื่อกฎหมายขาดความชัดเจนและศักดิ์สิทธิ์ การบังคับใช้ไม่สม่ำเสมอและเลือกปฏิบัติ ระบบราชการขาดความโปร่งใสและความรับผิดชอบ

 

สิ่งเหล่านี้สร้างสภาวะที่ผู้ประกอบการขนาดเล็กและธุรกิจที่พยายามดำเนินไปตามกติกาต้องเสียเปรียบอยู่เสมอ การ ‘ย่ำอยู่ที่เดิม’ มานานนับทศวรรษไม่ใช่แค่การเสียเวลา แต่คือการสูญเสียโอกาสในการพัฒนาประเทศอย่างมหาศาล และกำลังทำให้ไทยถูกประเทศเพื่อนบ้านและคู่แข่งแซงหน้าไปเรื่อยๆ

 

จุดอ่อนที่สุดที่ ดร.พิเศษ เน้นย้ำคือ การจำกัดอำนาจรัฐ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ไทยได้คะแนนน้อยที่สุด สะท้อนถึงปัญหาการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจที่ยังไม่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งเป็นรากเหง้าที่ทำให้ปัญหาอื่นๆ ทั้งคอร์รัปชันและความไม่เป็นธรรมยังคงดำรงอยู่และลุกลามต่อไป

 

ถึงเวลาเผชิญความจริงและลงมือปฏิรูป

 

ภาพรวมจากทั้ง 3 มุมมอง – OECD, WJP และ TIJ – ชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงที่ชัดเจนและน่ากังวล ‘สนามที่เอนเอียง’ ที่ ดร.พิเศษ กล่าวถึงคือต้นเหตุที่นำไปสู่ ‘GDP 3% ที่สูญเสีย’ ที่ OECD เตือนไว้ และเป็นเหตุผลว่าทำไมอันดับ Rule of Law ของไทยจึงย่ำอยู่ที่เดิมมาตลอดทศวรรษ

 

เสียงเตือนจากทุกทิศทางดังขึ้นพร้อมกันแล้ว คำถามสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าปัญหาคืออะไร เพราะทุกคนรู้ดีอยู่แล้ว แต่คำถามที่แท้จริงคือ ประเทศไทยจะพร้อมยอมรับความจริงและลงมือปรับปรุงระบบให้กลับมามีความเป็นธรรมหรือไม่

 

เพราะถ้ายังคงเพิกเฉยหรือปล่อยให้ปัญหาลุกลามต่อไป สิ่งที่เสี่ยงจะสูญเสียไปไม่ใช่แค่โอกาสในการเข้าเป็นสมาชิก OECD แต่คืออนาคตทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของประชาชนทั้งประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีค่ามากกว่าตัวเลข GDP หลายเท่าตัว

The post OECD เตือน หลักนิติธรรมไทยอ่อนแอ กระทบเศรษฐกิจถึง 3% ของ GDP appeared first on THE STANDARD.

]]>
หลักนิติธรรมไทยยังไม่แฟร์พอ TIJ เสนอสร้างพิมพ์เขียวชาติ ปรับระบบกติกาใหม่ ดันสมดุลอำนาจ คืนความเชื่อมั่น https://thestandard.co/tij-proposes-rule-of-law/ Wed, 08 Oct 2025 06:15:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1128039 หลักนิติธรรมไทยยังไม่แฟร์พอ TIJ เสนอสร้างพิมพ์เขียวชาติ ปรับระบบกติกาใหม่ ดันสมดุลอำนาจ คืนความเชื่อมั่น

วันนี้ (8 ตุลาคม) ที่สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไท […]

The post หลักนิติธรรมไทยยังไม่แฟร์พอ TIJ เสนอสร้างพิมพ์เขียวชาติ ปรับระบบกติกาใหม่ ดันสมดุลอำนาจ คืนความเชื่อมั่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
หลักนิติธรรมไทยยังไม่แฟร์พอ TIJ เสนอสร้างพิมพ์เขียวชาติ ปรับระบบกติกาใหม่ ดันสมดุลอำนาจ คืนความเชื่อมั่น

วันนี้ (8 ตุลาคม) ที่สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย ดร.พิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย กล่าวในหัวข้อ ‘The State of the Rule of Law in Thailand: Challenges and the Imperative for National Collaboration’ บนเวทีสาธารณะด้านหลักนิติธรรม ครั้งที่ 3

 

ดร.พิเศษกล่าวว่า วันนี้ผมอยากชวนทุกท่านมองประเทศไทยในภาพที่ง่ายขึ้น ให้ลองจินตนาการว่า ประเทศของเรา คือ สนามแข่งขัน (Playing Field) และหลักนิติธรรม คือ กติกา ที่ทำให้ทุกคนเล่นได้อย่างเป็นธรรม ถ้าสนามไม่เรียบ กรรมการลำเอียง หรือบางคนไม่ต้องเล่นตามกติกา ผลการแข่งขันย่อมไม่สะท้อนความสามารถที่แท้จริงของผู้เล่น นั่นคือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับระบบของเราในวันนี้

 

เมื่อพูดถึงหลักนิติธรรม คือ มาตรฐานของสนาม ที่ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กติกาเดียวกัน มันมีทั้ง เส้นขอบสนาม (ตัวบทและองค์กร) และวิธีตัดสินเกม (กระบวนการบังคับใช้กฎหมาย แต่ในความเป็นจริง สนามแข่งขันของเรายังเอียงอยู่ไม่น้อย ฝ่ายที่มีอำนาจบางฝ่ายอาจได้เปรียบกว่าคนอื่น กติกาบางข้อถูกใช้เฉพาะบางเวลา กรรมการเองหลายครั้งก็ถูกกดดันจากทั้งภายในและภายนอกสนาม นี่คือสาเหตุที่ผู้เล่นจำนวนมากโดยเฉพาะคนตัวเล็ก เริ่มหมดศรัทธาในเกม

 

เราพยายามซ่อมสนาม ปรับเส้น ปรับเกณฑ์ แต่เหมือน กลัดกระดุมเม็ดแรกไม่ถูก เพราะสิ่งที่ต้องแก้ ไม่ใช่เพียงแค่กติกา แต่คือระบบการกำกับอำนาจทั้งหมด ที่อยู่เบื้องหลังสนามนี้ เราต้องออกแบบสนามแข่งขันใหม่ ที่ตั้งอยู่บนหลักนิติธรรมอย่างแท้จริง

 

ในสามเหลี่ยมของ Rule of Law – Democracy – Governance สมดุลของอำนาจต้องตั้งตรงนั้น ไม่ให้ฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร หรือตุลาการรุกล้ำกันเกินควรและไม่ให้มีผู้เล่นพิเศษที่อยู่เหนือเกม สมดุลนี้ยังรวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน และราชการในฐานะผู้ให้บริการ กับประชาชนในฐานะผู้รับบริการ

 

ถ้าความสัมพันธ์นี้ตั้งอยู่บนความเชื่อมั่น กติกาก็จะมีพลัง ประชาชนจะรู้สึกว่ารัฐกับตนอยู่ทีมเดียวกัน แต่เมื่อความเชื่อมั่นถดถอย เกมก็จะกลายเป็นการแข่งที่ไม่มีใครอยากเล่น ต้นทุนของรัฐบาลสูงขึ้น ต้นทุนของประชาชนก็สูงขึ้น นี่คือต้นทุนแห่งความไม่ไว้วางใจ ที่กัดกินประเทศอย่างเงียบๆ

 

ทั้งนี้ ข้อมูลจาก The World Justice Project (WJP) ปี 2024 ชี้ว่าประเทศไทยได้คะแนน 0.50 จาก 1.00 อยู่อันดับ 78 จาก 142 ประเทศ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก (0.55) และเอเชีย–แปซิฟิก (0.59) ปัจจัยอ่อน คือ การจำกัดอำนาจรัฐ (Constraints on Government Powers) การปราศจากคอร์รัปชัน (Absence of Corruption) และการบังคับใช้กฎหมาย (Regulatory Enforcement)

 

10 ปีที่ผ่านมา คะแนนเราแทบไม่ขยับ จาก 0.52 (ปี 2015) มาเป็น 0.50 (ปี 2024) เราจึงไม่ถอยหลัง แต่นิ่งในขณะที่โลกกำลังวิ่งไปข้างหน้า สนามของเราไม่พัง แต่ยังไม่แฟร์พอ ที่จะทำให้ผู้เล่นทุกคนอยากลงแข่ง

 

ขณะที่ ในปี 2025 Moody’s ปรับแนวโน้มไทยจาก Stable เป็น Negative ในขณะที่ OECD คาดว่า GDP จะโตเพียง 2.0% จาก 2.5% ในปีก่อน แรงงานกว่าครึ่งของประเทศยังอยู่ในระบบเศรษฐกิจไม่เป็นทางการ ทั้งหมดนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่มันบอกว่าระบบเกมของเรายังไม่สร้างแรงจูงใจที่ถูกต้อง นักลงทุนลังเล ประชาชนขาดแรงบันดาลใจ เพราะไม่มั่นใจว่าเกมนี้เล่นแล้วชนะด้วยฝีมือ ได้จริงหรือไม่ หลายคนอาจเริ่มหมดหวัง แต่ผมอยากชวนให้มองอีกแบบ เราไม่จำเป็นต้องทุบสนามทิ้ง เพียงแต่ต้องปรับองศาของสนามให้เรียบ และเที่ยงตรง

 

อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีเช็ก วาตสลัฟ ฮาเวล เคยระบุไว้ว่า “Hope is not the state of the world, But The State of the Mind.” ความหวังไม่ใช่สิ่งที่เรารอให้เกิดเอง แต่คือการตัดสินใจจะลงสนามอีกครั้ง เพราะเรายังเชื่อในคุณค่าของเกม เชื่อว่ายังมีทางทำกติกาให้มันแฟร์ได้จริง

 

ดร.พิเศษกล่าวต่อว่า นี่คือสิ่งที่ TIJ ตั้งใจจะทำ ที่ไม่ใช่เป็นผู้เล่น หรือกรรมการ แต่เป็นผู้ดูแลสนาม ทำให้ทุกฝ่ายมาเจอกันได้อย่างเท่าเทียม พูดคุยบนฐานข้อมูลเดียวกัน และมองเห็นอนาคตทิศทางเดียวกัน

 

1. สร้างพื้นที่กลาง (Common Ground) โดย TIJ พร้อมทำหน้าที่เป็นสนามกลาง ที่เปิดให้ทุกภาคส่วน นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม และคนรุ่นใหม่ ได้มาพูดคุย แลกเปลี่ยน และร่วมออกแบบกติกาใหม่ของประเทศ

 

2. จัดทำพิมพ์เขียวระดับชาติ (National Blueprint) เราจะร่วมกันสร้าง เข็มทิศและองศาใหม่ของประเทศ Blueprint ที่ระบุเป้าหมาย ตัวชี้วัด และภารกิจร่วมกัน เป็น Living Document ที่ตรวจสอบได้ และสร้างความรับผิดชอบร่วมกันระหว่างภาคส่วน ไม่ใช่เงื่อนไขตายตัว แต่จะเป็นสิ่งที่ทำให้ดีขึ้น

 

3. ดึงพันธมิตรระหว่างประเทศ มาช่วยเสริมกำลัง เราจะเทียบเข็มกับมาตรฐานสากล โดยร่วมมือกับ OECD, WJP และ UN เรียนรู้จากประเทศที่สนามแข่งขันของเขาแฟร์กว่า เพื่อออกแบบของเราให้เหมาะกับบริบทไทย ไม่ใช่คัดลอก แต่คือการปรับองศาให้เข้ากับภูมิประเทศของเราเอง

 

ดร.พิเศษ กล่าวทิ้งท้าย เรารู้แล้วว่าประเทศไทยอยู่ตรงไหนของสนามโลก เรามีเข็มทิศที่ชื่อว่า หลักนิติธรรม สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือ ปรับองศาการเดินของประเทศให้ตรงกับเข็มทิศนั้น เพราะหลักนิติธรรมคือ สนาม Blueprint คือ องศา ส่วน TIJ และพันธมิตรคือ ผู้ดูแลสนาม และประชาชนคือ ผู้เล่นทุกคนบนสนาม ที่จะทำให้เกมนี้ดำเนินต่อไปได้อย่างมีความหวัง ถ้าทุกท่านเชื่อเหมือนผมว่า ถึงเวลาแล้ว เราไม่ต้องรอให้พร้อมไปกว่านี้ และ TIJ พร้อมเดิน และพร้อมดูแลสนามนี้ไปกับทุกคน เพื่ออนาคตที่ดีขึ้นมากกว่าเดิม

The post หลักนิติธรรมไทยยังไม่แฟร์พอ TIJ เสนอสร้างพิมพ์เขียวชาติ ปรับระบบกติกาใหม่ ดันสมดุลอำนาจ คืนความเชื่อมั่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ อนุทินร่วมงาน Rule of Law Forum ครั้งที่ 3 ย้ำ 4 เดือนไม่สูญเปล่า ประกาศตอกเสาเข็มวางรากฐานหลักนิติธรรม ยกระดับแข่งขันไทย ไม่ป้องคนผิด-ไม่กลั่นแกล้งทางการเมือง https://thestandard.co/anutin-rule-of-law-justice-for-all-tij-speech/ Wed, 08 Oct 2025 06:03:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1128013 anutin-rule-of-law-justice-for-all-tij-speech

วันนี้ (8 ตุลาคม) เวลา 09.30 น. ที่สถาบันเพื่อการยุติธร […]

The post นายกฯ อนุทินร่วมงาน Rule of Law Forum ครั้งที่ 3 ย้ำ 4 เดือนไม่สูญเปล่า ประกาศตอกเสาเข็มวางรากฐานหลักนิติธรรม ยกระดับแข่งขันไทย ไม่ป้องคนผิด-ไม่กลั่นแกล้งทางการเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
anutin-rule-of-law-justice-for-all-tij-speech

วันนี้ (8 ตุลาคม) เวลา 09.30 น. ที่สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมงานและกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ ‘หลักนิติธรรม: วาระแห่งชาติเพื่อความสามารถในการแข่งขันของไทย’ ซึ่งจัดโดยสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย เครือข่ายผู้บริหารด้านหลักนิติธรรมและการพัฒนา (Rule of Law and Development Management Network) ร่วมกับ World Justice Project และ THE STANDARD

 

ทั้งนี้ ภายในงานมี บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี, พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม, ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี รวมถึงผู้แทนภาคเอกชนและภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมงาน

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เวทีนี้เปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมในกระบวนการยุติธรรมของชาติ เพื่อร่วมกันมองอนาคตและขับเคลื่อนให้หลักนิติธรรมเป็นวาระแห่งชาติ และเป็นพื้นฐานของความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้จริงในอนาคตอันใกล้

 

“ผมไม่ใช่นักกฎหมาย แต่เชื่อในเรื่อง Rule of Law หลายท่านที่เคยทำงานด้วยกันจะรู้ว่า หากมีคนอธิบายได้อย่างชัดเจนในเรื่องกฎหมาย ผมก็พร้อมจะเชื่อและยึดถือในสิ่งนั้น” นายกรัฐมนตรีกล่าว

 

อนุทินกล่าวต่อว่า ตนถูกปลูกฝังให้ยึดมั่นในกฎหมายตั้งแต่เด็ก และถือแนวคิดนี้มาโดยตลอด เพราะเชื่อว่าความเคารพในกฎหมายเป็นพื้นฐานของความสำเร็จในทุกด้าน ทั้งในช่วงที่ทำธุรกิจ และปัจจุบันที่รับใช้บ้านเมืองในฐานะนักการเมือง และนายกรัฐมนตรี

 

นายกรัฐมนตรีระบุว่า การที่ตนมีพื้นฐานเป็นวิศวกร ทำให้เข้าใจความสำคัญของรากฐานที่มั่นคง ไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้างอาคารหรือการสร้างองค์กร “หลักความยุติธรรมก็เปรียบเสมือนเสาเข็มของทุกสังคม เพราะนอกจากเราต้องมีปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตแล้ว เรายังต้องมีกฎหมายที่เป็นที่พึ่ง และกฎหมายต้องอำนวยความยุติธรรมให้กับทุกคน”

 

เขากล่าวว่า เมื่อไปศึกษาที่สหรัฐอเมริกา สิ่งที่ฝังใจคือคำว่า “Justice for All” ความยุติธรรมสำหรับทุกคน ไม่ใช่เฉพาะบางคน ตนอยากให้มีการบัญญัติคำนี้ไว้ในรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ทุกคนอ่านแล้วเข้าใจ และเชื่อมั่นในกฎหมายได้จริง สิ่งที่บางคนกลัวว่ารัฐบาลนี้จะใช้อำนาจเพื่อเป็น Justice for Some จะไม่เกิดขึ้น ตนเองยืนยันว่ารัฐบาลที่ผมเป็นหัวหน้าจะปล่อยให้กลไกยุติธรรมดำเนินไปตามครรลองที่ควรจะเป็น

 

มนุษย์ทุกคนต้องการความเป็นธรรม และเมื่อความเป็นธรรมไม่เกิดขึ้น จะนำไปสู่การจลาจล ดังนั้นหลักนิติธรรมจึงเป็นรากฐานของความสงบสุขในสังคม ไม่มีประเทศใดแข่งขันได้อย่างยั่งยืน หากขาดหลักนิติธรรมที่มั่นคง เพราะเศรษฐกิจที่แข็งแรงต้องอาศัยกฎหมายที่แน่นอนและคาดเดาได้ นักลงทุนต้องเชื่อมั่นว่ากฎหมายในประเทศจะถูกใช้เพื่อความเป็นธรรม

 

ดังนั้น สำหรับตนเองแล้ว หลักนิติธรรม ไม่ใช่เพียงเรื่องของกฎหมายเท่านั้น แต่คือ วัฒนธรรมแห่งความเป็นธรรม ที่ต้องปลูกฝังให้หยั่งรากลึกอยู่ในทุกสังคม เพื่อให้เรามีสังคมที่เป็นธรรม มีระบบที่ทุกคนเชื่อมั่นและยึดถือ และให้ผู้ที่ใช้กฎหมายนั้นยืนหยัดอยู่บนความถูกต้องทุกประการ

 

ขณะนี้ปัญหาสแกมเมอร์และยาเสพติดกำลังคุกคามประเทศ หน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐมีความจำเป็นอย่างยิ่งต้องรักษาและยึดหลักนิติธรรมอย่างเข้มแข็ง ต้องมีความกล้าหาญที่จะบังคับใช้กฎหมายโดยความถูกต้องเที่ยงธรรม ไม่ถูกครอบงำหรือชักจูงให้ใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง หรือกลั่นแกล้งบุคคลใดที่คิดว่าเป็นปฏิปักษ์กับตนเอง เพราะไม่ใช่ยุติธรรมเพื่อทุกคน จึงต้องหาคำบัญชา เพราะใครก็ช่วยใครไม่ได้ และใครจะทำให้คนนั้นผิดก็ไม่ได้ ถ้าเขาถูก เมืองไทยต้องไม่มีสิ่งเหล่านี้

 

เราจะได้อาศัยอยู่ในประเทศที่มีหลักกฎหมายคุ้มครองได้อย่างเต็มที่ คนจะทำดีจะได้ไม่ต้องเกรงกลัว สิ่งที่อันตรายคือคนเก่ง คนดีไม่กล้าทำสิ่งที่ดีเพื่อส่วนรวม เพราะเกรงกลัวกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมจะย้อนมาทำอันตรายตนเอง หากทำตนไม่ได้ ก็อาจไปทำคนใกล้ชิดเขา สิ่งเหล่านี้กำลังเกิดขึ้น ดังนั้นเรามีหน้าที่ที่จะต้องตัดให้สิ้นซาก

 

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ในการแถลงนโยบายตนให้ความสำคัญเรื่องการรักษาหลักนิติธรรมอย่างเคร่งครัด เรื่องการกระทำของเจ้าพนักงานของรัฐในกรณีการใช้กฎหมายหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐไปเพื่อประโยชน์ทางการเมืองหรือการละเว้นการบังคับใช้กฎหมายนั้นเป็นการกระทำผิดวินัยร้ายแรงและต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาด

 

ทั้งนี้ บทเรียนจากทั่วโลกชี้ตรงกันว่าหากหลักนิติธรรมหมดประเทศนั้นจะไม่สามารถรักษาความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจได้นักลงทุนหนีหาย ในอีกทางหนึ่งพูดได้ว่า “หลักนิติธรรม คือต้นทุนสำหรับความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ประเทศไทยในวันนี้ เรากำลังอยู่ในเส้นทางของการพยายามเข้าร่วมเป็นสมาชิก Organization for Economic Cooperation and Development (OECD) ซึ่งอย่างที่เราทราบกัน การจะเป็นประเทศสมาชิกใน OECD ได้ จะต้องมีความมั่นคง ด้านเศรษฐกิจ ธรรมาภิบาล และหลักนิติธรรม

 

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันนี้ต้องการให้ประเทศเราไปถึงจุดนั้น ตนเป็นประเภท ครม. สายมู เป็นคนไทยเชื้อสายจีน ดูโหงวเฮ้ง ใครเป็นคนจริงใจ หรือตักตวงเอาเปรียบ ดูออกเองว่ามากกว่า 80% และดูไม่ค่อยพลาดที่พลาดแกล้งเซ่อ แต่ถ้าแกล้งเซ่อแต่ผลักดันประโยชน์อื่นๆ ของบ้านเมืองต่อไปได้เราก็ยอมที่จะแกล้งเซ่อ ฉะนั้นขอให้มั่นใจตนใช้ทุกองค์ประกอบ ในการเข้ามาบริหารบ้านเมือง

 

ส่วนการแก้ปัญหาคอร์รัปชันตนจะพยายามทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ทุกคนทราบดีคอร์รัปชันคือ ขัดขวางทุกอย่างคนที่ตั้งใจดี แต่มาเจอคอร์รัปชั่น บางทีท้อถอยก็มี เพราะดูไปแล้วมันจะลงไปยาก แต่เราต้องสู้ต้องไม่ยอมแพ้ ความถูกต้องต้องชนะเสมอ ต้องทะลวงสิ่งนี้ไปให้ได้รัฐบาลต้องทำทุกอย่างไม่ให้เกิดช่องโหว่ของกฎหมาย

 

“ถ้าพวกผมผิดตอนเป็นฝ่ายค้านก็ต้องผิดมาเป็นรัฐบาลก็ต้องผิด ต้องดำเนินคดีให้ได้ ไม่ใช่พอมาอยู่ตรงนี้ช้าลง ขออย่าช้าใครทำช้า ผมเอาเรื่องหนักยิ่งกว่าอีก เพราะ ผม ทนไม่ได้ กับกระบวนการยุติธรรม ที่ทำเพื่อวัตถุประสงค์ ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อย่างนั้นมันยิ่งกว่าเผด็จการ ชี้เป็นชี้ตายคนได้ คนที่ทำอย่างนี้ได้ต้องไม่เหลืออะไร เพราะคนที่มีอำนาจสูงสุด ประชาชนเลือกมาจะมา ชี้เป็นชี้ตายและชี้อนาคตทิศทางประเทศไม่ได้เด็ดขาดสิ่งเหล่านี้ ตนจะไม่มีวันยอมให้เกิด”

 

ส่วนเรื่องความโปร่งใส และการมีส่วนร่วมของสังคมรัฐบาลจะยกระดับ Open Government ใช้เทคโนโลยีต่างๆที่มี AI ดิจิทัลให้ประชาชนเข้าถึงได้จริง สามารถติดตามตรวจสอบและสะท้อนความคิดให้รัฐ โดยรัฐจะมีองค์กรรับฟังสิ่งเหล่านี้สะท้อนผ่านสมาคมสภาของท่านทั้งหลายร่วมมือกันเป็นหนึ่ง เพราะท่านคือตัวแทน ของประชาชนเหมือนกัน เป้าหมายของเราคือต้องสร้างระบบนิเวศของความโปร่งใส ทุกการดำเนินการของรัฐต้องตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน

 

ทั้งนี้ ตนในฐานะนายกฯ ทราบดีว่าการฟื้นฟูโครงสร้างเชิงระบบและหลักนิติธรรม ไม่ใช่เรื่องง่ายต้องใช้เวลาต้องอาศัยความต่อเนื่อง แต่อยู่ที่รัฐบาลอย่างเดียวไม่ได้พวกท่านต้องช่วยกันให้ความร่วมมือ ถ้าเราทำสิ่งเหล่านี้ได้ ใน 4 เดือนของรัฐบาลชุดนี้ จะไม่เป็น 4 เดือนที่สูญเปล่า แต่จะเป็น 4 เดือนที่พวกตนตอกเสาเข็มวางฐานราก และสร้างโรดแมป ให้รัฐบาลหน้าซึ่งจะต้องถูกกรอบของระบบที่พวกท่านได้วางไว้ สร้างไว้จะบังคับให้รัฐบาลใดๆก็ตามได้เดินต่อไป เพื่อทำให้ประเทศไทยของเรามีรากฐานที่มั่นคง และสามารถไปแข่งขัน ได้อย่างมีศักดิ์ศรีในเวทีโลก

 

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ขณะกล่าวปาฐกถาที่ TIJ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ขณะกล่าวปาฐกถาที่ TIJ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ขณะกล่าวปาฐกถาที่ TIJ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ขณะกล่าวปาฐกถาที่ TIJ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ขณะกล่าวปาฐกถาที่ TIJ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ขณะกล่าวปาฐกถาที่ TIJ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ขณะกล่าวปาฐกถาที่ TIJ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ขณะกล่าวปาฐกถาที่ TIJ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ขณะกล่าวปาฐกถาที่ TIJ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ขณะกล่าวปาฐกถาที่ TIJ

The post นายกฯ อนุทินร่วมงาน Rule of Law Forum ครั้งที่ 3 ย้ำ 4 เดือนไม่สูญเปล่า ประกาศตอกเสาเข็มวางรากฐานหลักนิติธรรม ยกระดับแข่งขันไทย ไม่ป้องคนผิด-ไม่กลั่นแกล้งทางการเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯอนุทิน มอบนโยบายตำรวจ ย้ำปราบยาเสพติด-ปกป้องสถาบันฯ ประกาศไม่มีใครรู้จักตำรวจดีเท่าลูกเขยตำรวจ https://thestandard.co/anutin-police-policy-2025/ Wed, 01 Oct 2025 10:48:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1125252

วันนี้ (1 ตุลาคม) เวลา 13.30 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาต […]

The post นายกฯอนุทิน มอบนโยบายตำรวจ ย้ำปราบยาเสพติด-ปกป้องสถาบันฯ ประกาศไม่มีใครรู้จักตำรวจดีเท่าลูกเขยตำรวจ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (1 ตุลาคม) เวลา 13.30 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางมามอบนโยบายในโครงการสัมมนาผู้นำหน่วยระดับผู้บัญชาการหรือเทียบเท่า และระดับผู้บังคับการหรือเทียบเท่า ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 

 

อนุทินกล่าวแสดงความยินดีและยอมรับว่ารู้สึกแปลกและเกร็งที่ต้องมาในพิธีการลักษณะนี้ เนื่องจากความสัมพันธ์ส่วนตัวที่มีต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้นเป็นแบบพี่น้อง มากกว่าผู้บังคับบัญชา โดยระบุว่าตนมีความผูกพันกับข้าราชการตำรวจกว่า 80% ในห้องประชุมมานานนับทศวรรษ จากการเติบโตในครอบครัวที่ใกล้ชิดกับตำรวจมาตั้งแต่เด็ก จนกระทั่งได้เป็นลูกเขยตำรวจ

 

นายกฯ อนุทินชื่นชมอาชีพตำรวจว่าเป็นหนึ่งในอาชีพที่หนักที่สุดในโลก ต้องทำงานภายใต้ความกดดันสูง มีความทุ่มเทเสียสละ และต้องเป็นที่พึ่ง ของประชาชน ด้วยความผูกพันนี้ ทำให้มั่นใจและพร้อมให้การสนับสนุนภารกิจของ สตช. ในทุกด้าน ทั้งเรื่องการดูแล ทรัพยากรบุคคล การเจริญเติบโตในหน้าที่ราชการ สวัสดิการ และสุขภาพใจ ของข้าราชการตำรวจทั่วประเทศ

 

นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำถึงภารกิจที่ต้องการให้ผู้บริหาร ตร. ทุ่มเทอย่างเต็มที่ คือเรื่อง ยาเสพติด โดยกล่าวว่าไม่ต้องการให้หัวหน้ารัฐบาลคนใดต้องมาพูดถึงเรื่องนี้กับตำรวจอีกในอนาคต แต่หวังว่าผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติจะสามารถยืนยันได้ว่าปัญหานี้ได้รับการจัดการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำถึงภัยคุกคามอื่น ๆ เช่น การพนันออนไลน์ อาชญากรรมข้ามชาติ การค้ามนุษย์ และอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ที่เป็นภัยต่อชีวิตประชาชน

 

อนุทินให้สัตยาบันว่าจะ ไม่ตั้งรองนายกฯ ด้านความมั่นคง เพื่อทำงานกับตำรวจโดยตรง แต่จะขอ กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติด้วยตนเอง ด้วยความภาคภูมิใจและเชื่อมั่นว่า ไม่มีใครรู้จักตำรวจดีเท่าตนเอง ไม่มีใครมีความสัมพันธ์ที่ดีกับตำรวจใกล้ชิดกับตำรวจ มากเท่าตนเอง

 

ในการปิดท้าย นายกรัฐมนตรีได้ขอให้ผู้บริหารตำรวจทุกท่านยึดหลัก นิติธรรม ใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม เพื่อให้ ตร. เป็นองค์กรหลักที่ดำรงความเป็น นิติรัฐ ให้กับประเทศไทย และเป็นที่พึ่งของประชาชนในฐานะ ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์

 

ที่สำคัญที่สุด อนุทินเน้นย้ำให้ตำรวจทุกคนร่วมกัน ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่เป็นที่เคารพสูงสุด โดยระบุว่านี่คือภารกิจรักของ ตร. เนื่องจากยศของตำรวจถือเป็นยศที่ได้รับพระราชทาน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรักษาไว้ซึ่งพระบรมเดชานุภาพ และปกป้องสถาบันด้วยชีวิต

 

หลังการมอบนโยบาย อนุทินได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน โดยระบุว่า การปราบปรามยาเสพติดถือเป็นปัญหาความมั่นคงของประเทศที่ใหญ่ที่สุด ตนเองในฐานะที่กำกับดูแล ตร. และเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะเร่ง แสวงหาความร่วมมือ เพื่อ สนธิกำลัง กับฝ่ายปกครองและหน่วยงานอื่น ๆ ในการ กวาดล้าง ป้องกัน ปราบปรามให้ยาเสพติดสิ้นซากให้ได้ โดยให้ความมั่นใจในประสิทธิภาพของตำรวจไทยหากได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่

 

ในส่วนของปัญหา อาชญากรรม แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และการค้ามนุษย์ นายกฯ ระบุว่าไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องที่ต้องกระชับความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ส่วนกรณี สส. พรรคประชาชน อภิปรายถึงความสัมพันธ์ของเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์กับอดีตนายกฯ และอดีตรองนายกฯ นั้น อนุทินยืนยันว่า เครือข่ายเหล่านั้นไม่ได้สนิทตนเองกับ ผบ. ตร. คนปัจจุบัน ฉะนั้นจึงไม่มีอิทธิพลใด ๆ ที่จะมากดดันให้การทำงานของตำรวจชะงัก

 

สำหรับ ความมั่นคงชายแดน นายกฯ ระบุว่าได้ทำงานควบคู่ไปกับกระทรวงต่างประเทศในทางการทูต และได้หารือใกล้ชิดกับผู้บัญชาการทหารบก โดยรัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ รวมถึงภารกิจของตำรวจตระเวนชายแดนด้วย

 

ส่วนกรณี MOU 43 และ 44 นั้น นายกฯ ชี้แจงว่าเป็นหน้าที่ของรัฐบาล โดยที่สภาฯ ได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการมาศึกษาแล้ว และพร้อมที่จะดำเนินการจนถึงขั้นตอนประชามติ แต่หากการศึกษาออกมาแล้วพบว่าไม่มีประโยชน์ต่อประเทศ คณะรัฐมนตรีก็พร้อมที่จะยกเลิกได้

 

สุดท้าย กรณีที่ประเทศกัมพูชามีการกระทำในทางยั่วยุ นายกฯ กล่าวว่า จากการพูดคุยกับ 4 เหล่าทัพ จะมีการ ดำรงสภาพชายแดนให้มีการเตรียมพร้อม ในเรื่องของจุดยืนจนกว่าความเป็นภัยของประเทศกัมพูชาจะหมดไปต่อประเทศไทย

 

The post นายกฯอนุทิน มอบนโยบายตำรวจ ย้ำปราบยาเสพติด-ปกป้องสถาบันฯ ประกาศไม่มีใครรู้จักตำรวจดีเท่าลูกเขยตำรวจ appeared first on THE STANDARD.

]]>