หนี้สาธารณะ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/หนี้สาธารณะ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 25 Mar 2026 06:42:17 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 จาตุรนต์แนะรัฐสางปมปั๊มไร้น้ำมัน หวั่นกักตุนฟันกำไร-ขอพูดความจริงให้หมด พร้อมเสนอแผนรับมือวิกฤตตะวันออกกลางระยะยาว https://thestandard.co/chaturon-oil-crisis-middle-east-plan/ Wed, 25 Mar 2026 06:42:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1191153 จาตุรนต์ ฉายแสง อภิปรายเรื่องน้ำมันขาดแคลนและวิกฤตพลังงาน

วันนี้ (25 มีนาคม) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาญัตต […]

The post จาตุรนต์แนะรัฐสางปมปั๊มไร้น้ำมัน หวั่นกักตุนฟันกำไร-ขอพูดความจริงให้หมด พร้อมเสนอแผนรับมือวิกฤตตะวันออกกลางระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
จาตุรนต์ ฉายแสง อภิปรายเรื่องน้ำมันขาดแคลนและวิกฤตพลังงาน

วันนี้ (25 มีนาคม) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาญัตติด่วนเรื่องการรับมือวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง จาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายชี้เป้าปัญหาปั๊มน้ำมันขาดแคลน ทั้งที่รัฐบาลยืนยันว่ามีน้ำมันในระบบ โดยตั้งข้อสังเกตถึงความบกพร่องในการบริหารจัดการ และหวั่นเกรงว่าจะมีการกักตุนเพื่อเก็งกำไรจากส่วนต่างราคากว่า 20 บาทที่กองทุนน้ำมันอุดหนุนอยู่ รัฐบาลจึงต้องเร่งแก้ปัญหาการกระจายน้ำมันและสร้างความมั่นใจให้ประชาชน เพื่อไม่ให้เกิดความตื่นตระหนกจนสถานการณ์ลุกลาม

 

จาตุรนต์ระบุว่า วิกฤตนี้ไม่ใช่แค่ปัญหาน้ำมันแพง แต่เป็นแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจทั้งระบบ โดยอ้างอิงข้อมูลจาก IMF ที่ราคาน้ำมันพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เสี่ยงกดดันให้โลกเข้าสู่ภาวะ Stagflation ขณะที่ไทยจะเผชิญปัญหาเงินเฟ้อด้านต้นทุน ที่ลามไปถึงภาคการขนส่งและการเกษตร ซึ่งสภาพัฒน์ฯ ประเมินไว้ว่า ราคาดีเซลที่เพิ่มขึ้นทุก 1 บาท จะฉุด GDP ไทยลงราว 0.02% ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจในช่วงเทศกาลสำคัญ

 

นอกจากนี้ การพึ่งพามาตรการลดภาษีสรรพสามิตเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ และยังกระทบต่อรายได้รัฐในภาวะที่หนี้สาธารณะพุ่งสูงถึง 65.96% ของ GDP ซึ่งใกล้ชนเพดานหนี้ ดังนั้น หากรัฐบาลเลือกที่จะปล่อยราคาน้ำมันตามกลไกตลาด ก็ต้องพูดความจริงกับประชาชนให้หมด ถึงแผนการรับมือในช่วง 3-6 เดือนข้างหน้า รวมถึงเกณฑ์การช่วยเหลือและแหล่งงบประมาณ ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนต้องแบกรับภาระเพียงลำพัง

 

ท้ายนี้ จาตุรนต์ยังเสนอให้รัฐบาลเร่งตรวจสอบสต็อกน้ำมันเพื่อจัดการการกักตุนอย่างเด็ดขาด และให้ความช่วยเหลือแบบเจาะจงกลุ่มที่เดือดร้อนจริง พร้อมแนะให้ใช้วิกฤตนี้ยกระดับไทยสู่การเป็น Resilient Base หรือฐานเศรษฐกิจที่ยืดหยุ่นรับแรงกระแทกได้ โดยเน้นสร้างความมั่นคงทางพลังงาน กระจายแหล่งนำเข้าเพื่อลดการพึ่งพาตะวันออกกลาง และลดการใช้น้ำมันในภาคการผลิตและการขนส่ง เพื่อให้ประเทศรับมือกับความผันผวนได้อย่างยั่งยืน

The post จาตุรนต์แนะรัฐสางปมปั๊มไร้น้ำมัน หวั่นกักตุนฟันกำไร-ขอพูดความจริงให้หมด พร้อมเสนอแผนรับมือวิกฤตตะวันออกกลางระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
Japan Credit Rating Agency คงอันดับเครดิตเรตติงไทยที่ A/Stable จับตาความเสี่ยงตะวันออกกลาง https://thestandard.co/jcr-thailand-middle-east-risk/ Thu, 19 Mar 2026 01:35:47 +0000 https://thestandard.co/jcr-thailand-middle-east-risk/

Japan Credit Rating Agency จัดอันดับความน่าเชื่อถือของไ […]

The post Japan Credit Rating Agency คงอันดับเครดิตเรตติงไทยที่ A/Stable จับตาความเสี่ยงตะวันออกกลาง appeared first on THE STANDARD.

]]>

Japan Credit Rating Agency จัดอันดับความน่าเชื่อถือของไทยที่ระดับ A และคงมุมมองมีเสถียรภาพ จับตาความเสี่ยงจากการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากกลุ่มประเทศตะวันออกกลางในสัดส่วนที่สูง ซึ่งอาจจะส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

 

จินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ เปิดเผยว่า ในวันที่ 18 มีนาคม 2569 บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Japan Credit Rating Agency, Ltd. (JCR) ได้คงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Sovereign Credit Rating) ที่ระดับ A และคงมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) ที่ระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) โดยมีรายละเอียดสำคัญ ดังนี้

 

JCR คาดว่า ในปี 2568 เศรษฐกิจไทยมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แท้จริง (Real GDP Growth) อยู่ที่ 2.4% เนื่องจากได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐที่เพิ่มขึ้น และการลงทุนของภาคเอกชนที่แข็งแกร่ง ประกอบกับการส่งออกสินค้าที่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการดำเนินมาตรการกระตุ้นการบริโภคของรัฐบาลยังมีส่วนช่วยสนับสนุนอุปสงค์ภายในประเทศ

 

อีกทั้งคาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะยังคงขยายตัวต่อเนื่องในระดับปานกลาง โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญจากการฟื้นตัวของจำนวนนักท่องเที่ยว และการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายการเงิน รวมทั้งยังคงมีความสามารถในการรับมือกับความผันผวนจากปัจจัยภายนอก (External Shock)

 

ในปี 2569 JCR คาดว่า รัฐบาลจะมีการขาดดุลทางการคลังจะอยู่ที่ประมาณ 4.4% ของ GDP ซึ่งเป็นผลส่วนหนึ่งจากการดำเนินนโยบายการคลังแบบขยายตัวเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ

 

JCR ยังเชื่อว่า รัฐบาลจะสามารถบริหารจัดการหนี้สาธารณะ เพื่อรักษาระดับหนี้สาธารณะไม่ให้เกินกรอบเพดานสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ที่ 70% ภายในปี 2572 เป็นไปตามแผนการคลังระยะปานกลาง (Medium-Term Fiscal Framework: MTFF) อีกทั้งหนี้สาธารณะส่วนใหญ่เป็นการออกพันธบัตรรัฐบาลภายในประเทศ และสัดส่วนหนี้ต่างประเทศต่อหนี้สาธารณะคงค้างยังคงอยู่ในระดับต่ำที่ 0.8%

 

JCR มองว่า รัฐบาลไทยได้ใช้มาตรการสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อส่งเสริมและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (Foreign Investments) เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Hub) โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมไฟฟ้า และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยที่มีความสำคัญต่อไป

 

นอกจากนี้ JCR มองว่า ประเทศไทยยังคงมีภาคการเงินต่างประเทศ (External Finance) ที่แข็งแกร่ง อันเป็นผลจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่อง และมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูงเพียงพอเมื่อเทียบกับมูลค่าการนำเข้าสินค้าและหนี้ต่างประเทศในระยะสั้น รวมทั้งยังสามารถรองรับผลกระทบที่เกิดจากปัจจัยภายนอก

 

ขณะที่ภาคการธนาคารยังคงมีความเสี่ยงด้านสินเชื่อเพื่อผู้บริโภคและธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Small and Medium-sized Enterprises: SME) แต่อัตราส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non-Performing Loan: NPL) ยังคงทรงตัวอยู่ที่ร้อยละ 2.84 และอัตราส่วนเงินกองทุนของธนาคารยังคงอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งที่ 20.9% ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568

 

สำหรับปัจจัยสำคัญที่ JCR จะติดตามสำหรับการพิจารณาการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย ได้แก่ การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศกลุ่มภูมิภาคอาเซียนในระดับเดียวกัน (Peers) การเพิ่มขึ้นของประชากรผู้สูงอายุ และความเสี่ยงจากการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากกลุ่มประเทศตะวันออกกลางในสัดส่วนที่สูง ซึ่งอาจจะส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

 

อ้างอิง:

 

 

The post Japan Credit Rating Agency คงอันดับเครดิตเรตติงไทยที่ A/Stable จับตาความเสี่ยงตะวันออกกลาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตารัฐบาลงัดไพ่ ‘ลดภาษีน้ำมัน’ แบกภาระพันล้าน แก้ปัญหาน้ำมันแพงแค่ไหน? สัญญาณเตือนถึงเวลา ‘เลิกอุดหนุน’ แบบเหวี่ยงแห https://thestandard.co/government-oil-tax-cut-subsidy/ Thu, 19 Mar 2026 01:34:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1188911 ภาพประกอบแสดงโครงสร้างราคาน้ำมันดีเซล ภาษีสรรพสามิต และผลกระทบจากการอุดหนุนราคาพลังงาน

เสียงเรียกร้องจากภาคเอกชนที่ต้องการให้รัฐบาล ‘ปรับลด’ ภ […]

The post จับตารัฐบาลงัดไพ่ ‘ลดภาษีน้ำมัน’ แบกภาระพันล้าน แก้ปัญหาน้ำมันแพงแค่ไหน? สัญญาณเตือนถึงเวลา ‘เลิกอุดหนุน’ แบบเหวี่ยงแห appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงโครงสร้างราคาน้ำมันดีเซล ภาษีสรรพสามิต และผลกระทบจากการอุดหนุนราคาพลังงาน

เสียงเรียกร้องจากภาคเอกชนที่ต้องการให้รัฐบาล ‘ปรับลด’ ภาษีสรรพสามิตน้ำมันกำลังดังมากขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง และขีดความสามารถในการอุดหนุนราคาน้ำมันของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีจำกัดจากสถานะของกองทุนฯ ที่ยังติดลบต่อเนื่อง

 

ขณะที่ล่าสุด ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าวว่า เมื่อรัฐบาลมีอำนาจเต็มอาจเตรียมพิจารณาใช้กลไกภาษีสรรพสามิตมาเป็นตัวช่วยอุดหนุนราคาน้ำมันในประเทศ หากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงถึงขีดจำกัด

 

ทั้งนี้ ยังต้องจับตาดูต่อไปว่า กระทรวงการคลังจะออกแบบกลไก ‘การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน’ รอบนี้อย่างไร ท่ามกลางภาวะที่ฐานะการคลังของประเทศมีความเปราะบางอย่างมาก เห็นได้จากระดับหนี้สาธารณะต่อ GDP ใกล้ถึงระดับเพดานที่ 70% และมุมมองอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือบางแห่งจัดให้อยู่ระดับเชิงลบ (Negative)

 

เข้าใจโครงสร้างราคาน้ำมันดีเซลไทย ‘ภาษี’ ครองสัดส่วนกว่า 30%

 

ตามข้อมูลจากสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สนพ.) พบว่า ราคาน้ำมันดีเซลค้าปลีก 1 ลิตรที่หน้าปั๊ม ณ วันที่ 18 มีนาคม 2569 อยู่ที่ 30.44 บาท ประกอบด้วย 8 ส่วนหลัก ได้แก่

 

1. ราคา ณ โรงกลั่น (ราคาเนื้อน้ำมัน) 39.44 บาท

 

2. ภาษีสรรพสามิต 6.92 บาท

 

3. ภาษีเทศบาล 0.69 บาท

 

4. กองทุนน้ำมันฯ -19.86 บาท

 

5. กองทุนอนุรักษ์ 0.05 บาท

 

(ราคาขายส่ง 27.24 บาท)

 

6. VAT ของราคาขายส่ง 1.91 บาท

 

(ราคาขายส่งรวม VAT 29.15 บาท)

 

7. ค่าการตลาด 1.21 บาท

 

8. VAT ของค่าการตลาด 0.08 บาท

 

(ราคาขายปลีกวันนี้จึงเท่ากับ 30.44 บาท)

 

จากโครงสร้างราคาน้ำมันจะเห็นว่า ภาษีต่างๆ (ทั้งภาษีสรรพสามิต ภาษีเทศบาล และ VAT) คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 32% ของราคาขายปลีก ขณะที่ภาษีสรรพสามิตอย่างเดียวคิดเป็น 22.73% ของราคาขายปลีก ณ วันที่ 18 มีนาคม 2569

 

ภาพประกอบแสดงโครงสร้างราคาน้ำมันดีเซล ภาษีสรรพสามิต และผลกระทบจากการอุดหนุนราคาพลังงาน 1

 

ลดภาษีสรรพสามิต ลดราคาหน้าปั๊มลงได้จริงหรือ?

 

ดังนั้น ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) อธิบายว่า การอุดหนุนราคาน้ำมัน ผ่านกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและภาษีสรรพสามิตจะช่วยให้ราคาหน้าปั๊มลดลงได้ หากไม่มีการปรับเพิ่มโครงสร้างราคาตัวอื่น เห็นได้จากช่วงวิกฤตรัสเซีย-ยูเครนเมื่อปี 2565 ที่ผ่านมา ที่รัฐบาลไทยในยุคนั้นทำมาตรการทั้ง 2 อย่างไปพร้อมๆ ก็ช่วยลดราคาขายปลีกได้

 

‘กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง’ ใช้เงินอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลวันละเท่าไหร่?

 

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) อธิบายต่อว่า กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงใช้เงินอุดหนุนราคาน้ำมันในระดับที่ค่อนข้างสูง เนื่องจากปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลของไทยสูงถึงวันละประมาณ 70 ล้านลิตร ยังไม่รวมการชดเชยแก๊สโซฮอล์ 95 และ 91 ที่ปัจจุบันรัฐบาลอุดหนุนอีกลิตรละ 8-9 บาท

 

“1 วันเราขายน้ำมันดีเซลประมาณ 70 ล้านลิตรต่อวัน ถ้าสมมุติเราชดเชยอยู่ประมาณ 18 บาทต่อลิตร คูณไปก็เท่ากับประมาณ 1,000 กว่าล้านบาท เฉพาะดีเซลเท่านั้น ไม่นับแก๊สโซฮอล์ 95 และ 91 ที่เราชดเชยอีกลิตรละประมาณ 8-9 บาท ดังนั้นภาระของกองทุนน้ำมันฯ ค่อนข้างสูงมาก” ดร.พิพัฒน์

 

การใช้กลไก ‘ภาษีสรรพสามิต’ ทำให้รัฐสูญรายได้เท่าไหร่?

 

ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) กล่าวว่า จากข้อมูลเบื้องต้นพบว่า การลดภาษีสรรพสามิต 1 บาทต่อลิตร จะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ประมาณเดือนละ 2,800 ล้านบาท สำหรับผลกระทบต่อหนี้สาธารณะขึ้นอยู่กับ ‘ขนาด’ และ ‘ระยะเวลา’ ที่ลด

 

“ในอดีตช่วงวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน รัฐเคยลดภาษีตั้งแต่ 3-5 บาทต่อลิตรเป็นเวลากว่า 1 ปี ทำให้สูญเสียรายได้ไปราว 1.5 – 1.7 แสนล้านบาท รัฐบาลจึงต้องรักษาสมดุลให้ดีระหว่างการพยุงเศรษฐกิจไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน กับความเสี่ยงที่การดูแลต้นทุนนี้จะทำให้หนี้สาธารณะแตะเพดานเร็วขึ้น” ณัฐพรกล่าว

 

ทั้งนี้ ภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ถือเป็นหนึ่งในแหล่งรายได้หลักของของกระทรวงการคลัง โดยในปีงบประมาณ 2568 ภาษีสรรพสามิตน้ำมันเป็นรายได้ลำดับที่ 4 รองจากภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

 

โดยในปีงบประมาณ 2568 กรมสรรพสามิตจัดเก็บภาษีน้ำมันฯ ได้ถึง 243,667 ล้านบาท คิดเป็น 7.19% ของรายได้ที่กระทรวงการคลังจัดเก็บได้ทั้งหมดที่ 3,391,126 ล้านบาท

 

ภาพประกอบแสดงโครงสร้างราคาน้ำมันดีเซล ภาษีสรรพสามิต และผลกระทบจากการอุดหนุนราคาพลังงาน 2ภาพประกอบแสดงโครงสร้างราคาน้ำมันดีเซล ภาษีสรรพสามิต และผลกระทบจากการอุดหนุนราคาพลังงาน 3

 

หากรัฐบาลไม่อุดหนุนราคาน้ำมัน เศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร?

 

อย่างไรก็ตาม ในอีกแง่มุม ณัฐพรยังอธิบายถึงความเสี่ยง หากรัฐไม่ช่วยอุดหนุนแล้วปล่อยให้ราคาดีเซลลอยตัวตามจริง ซึ่งในบางวันอาจสูงถึงลิตรละเกือบ 50 บาทนั้น จะทำให้เกิดภาวะ Negative Supply Shock ขึ้นในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อทั้งอัตราเงินเฟ้อ กำลังซื้อ และเศรษฐกิจในระยะสั้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ธุรกิจอาจตั้งรับไม่ทันและล้มลง ซึ่งการไปฟื้นฟูเยียวยาในภายหลังอาจต้องใช้ต้นทุนที่สูงกว่าการพยุงราคาในตอนนี้

 

“ถ้าเกิดช็อกในระยะสั้น ที่มาเร็วและแรงเกินไป ธุรกิจอาจตั้งรับไม่ทัน ธุรกิจก็อาจจะล้มลง โดยหากรัฐปล่อยให้เกิดเหตุการณ์อย่างนั้นขึ้น การฟื้นฟูก็อาจจะใช้ต้นทุนมากกว่าได้” ณัฐพร

 

KResearch เปิดกลุ่มเป้าหมายที่รัฐควรช่วยเหลือเป็นอันดับแรก

 

ดังนั้นณัฐพรจึงกล่าวต่อว่า เนื่องจากพื้นที่ทางการคลังของไทยที่ลดลงและฐานะการคลังของไทยที่มีความเปราะบางมากขึ้น หากรัฐบาลต้องการจะดำเนินนโยบายอุดหนุนราคาน้ำมันต่อก็ควรใช้มาตรการแบบเฉพาะเจาะจง (Targeted) โดยควรต้องกำหนดทั้งวงเงินงบประมาณ ระยะเวลา และกำหนดกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน

 

โดยณัฐพรมองว่า กลุ่มที่ควรได้รับการช่วยเหลือเป็นอันดับต้นๆ คือ กลุ่มคนที่มีรายได้น้อย ภาคการขนส่งสาธารณะ และโลจิสติกส์ เนื่องจากเป็นต้นทุนพื้นฐานที่กระทบต่อค่าครองชีพ อาหาร และการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชนในวงกว้าง

 

นอกจากนี้ รัฐบาลยังควรกำหนดให้การอุดหนุนเป็นมาตรการชั่วคราว โดยอาจมีการประเมินสถานการณ์ทุกๆ 1-2 เดือน และกำหนดเงื่อนไข (Trigger) การยกเลิกให้ชัดเจน เช่น หากราคาน้ำมันดิบเริ่มปรับตัวลดลงก็ให้ยกเลิกมาตรการ

 

รัฐบาลไม่มีอำนาจเต็ม แต่เวลาก็ไม่รอ

 

ณัฐพรกล่าวอีกว่า ปัจจุบันกองทุนน้ำมันฯ ยังพอเป็นเครื่องมือที่ใช้พยุงราคาได้อยู่ แต่หากสถานการณ์เลวร้ายและลากยาวเกินไป ลำพังเพียงกองทุนน้ำมันฯ อย่างเดียวก็อาจจะรับมือไม่อยู่ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลที่ยังไม่มีอำนาจเต็มอาจเผชิญกับข้อจำกัดเชิงกฎหมายได้ กระนั้นณัฐพรยังมองว่า การจะรอให้รัฐบาลชุดใหม่จัดตั้งเสร็จสิ้นและมีอำนาจเต็มในช่วงปลายเดือนเมษายนถึงต้นพฤษภาคมก็ ‘อาจช้าเกินไป’

 

“สถานะของรัฐบาลปัจจุบันที่ยังไม่มีอำนาจเต็มถูกจำกัดโดยกฎหมายว่า การทำนโยบายจะต้องไม่สร้างภาระผูกพันไปถึงรัฐบาลชุดต่อไป เว้นแต่จะมีการตีความได้ว่า เป็นเรื่องที่เร่งด่วนและจำเป็น”

 

“ถ้ารอให้รัฐบาลมีอำนาจเต็ม ซึ่งคาดว่าจะเกิดในช่วงปลายเมษายนถึงต้นพฤษภาคมอาจจะไม่ทัน (Too Late) เพราะสถานการณ์ตอนนี้งวดมากแล้ว โดยจุดวิกฤตอาจจะอยู่ในช่วงตอนนี้ถึงเดือนหน้า แล้วสถานการณ์ที่ช่องแคบฮอร์มุซก็ค่อนข้างโน้มเอียงไปทางว่า ไม่น่าจะจบเร็ว” ณัฐพรกล่าว

 

KKP ย้ำนอกจากอุดหนุนแบบเฉพาะกลุ่ม ควรทยอยลอยตัวราคาน้ำมันตามกลไก

 

ดร.พิพัฒน์ ตอกย้ำว่า เนื่องจากปัจจุบันพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ของไทยมีจำกัด ท่ามกลางหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เพราะฉะนั้น จึงมองว่า ไทยไม่ได้อยู่ในสถานะที่เราจะตรึงราคาน้ำมันไม่ให้ขยับเลยได้

 

“การอุดหนุนราคาน้ำมันผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หรือการลดภาษีสรรพสามิต ไม่ได้ต่างกัน เนื่องจากการลดภาษีทำให้รายได้ของรัฐหายไป ทำให้รัฐบาลขาดดุลการคลังเยอะขึ้น สุดท้ายหนี้สาธารณะก็จะเพิ่มขึ้นอยู่ดี เพราะฉะนั้นการตรึงราคาไม่ให้ส่งผ่านไปยังราคาขายปลีก และไม่ส่งสัญญาณกระตุ้นให้ประชาชนเกิดการประหยัดพลังงานอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ดี” ดร.พิพัฒน์กล่าว

 

พร้อมทั้งยืนยันต่อว่า นโยบายที่อาจจะเหมาะสมกว่าคือ รัฐควรทยอยปล่อยให้ราคาน้ำมันปรับตัวอย่างสมเหตุสมผลตามกลไกตลาดและต้นทุนที่แท้จริงมากขึ้น รวมถึงการปรับการอุดหนุนแบบเฉพาะกลุ่ม (Targeted) เพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยหรือกลุ่มคนที่ได้รับความเดือดร้อนสูงโดยตรง ซึ่งจะช่วยลดภาระทางการคลังที่สูงเกินไปได้

 

KKP เปิดทางออกด้านความมั่นคงทางพลังงานของไทยในระยะสั้น-ยาว

 

นอกเหนือจากการใช้มาตรการอุดหนุนแล้ว ดร.พิพัฒน์ ยังแนะการรับมือกับความมั่นคงทางพลังงานของไทยในระยะสั้น โดยชี้ว่า ปัจจุบันไทยเผชิญช็อกทั้งด้านราคาและด้านปริมาณ รัฐบาลต้องเร่งกระจายความเสี่ยงในการจัดหาแหล่งพลังงาน เพราะไทยพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางเกินกว่าครึ่งหนึ่ง รัฐอาจต้องเจรจานำเข้าจากแหล่งอื่นเพิ่มเติม เช่น สหรัฐอเมริกา หรือออสเตรเลีย รวมถึงปรับโครงสร้างของโรงกลั่นเพื่อบริหารความเสี่ยง นอกจากนี้ ต้องสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจสถานการณ์เพื่อป้องกันการกักตุนพลังงาน ซึ่งจะยิ่งทำให้ปัญหาการขาดแคลนและราคาสูงเลวร้ายลงไปอีก

 

สำหรับการปรับตัวในระยะกลางและระยะยาว ดร.พิพัฒน์กล่าวว่า วิกฤตนี้ชี้ให้เห็นว่าไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) มากเกินไป ขณะที่ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยมีปริมาณลดลงเรื่อยๆ และปัจจุบันรองรับความต้องการได้เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น ประเทศไทยจึงควรเร่งพัฒนาและให้แรงจูงใจในการลงทุน พลังงานทดแทน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม ‘อย่างจริงจัง’ เพราะปัจจุบันไทยมีสัดส่วนพลังงานทดแทนน้อยกว่า 20% ซึ่งยังตามหลังหลายประเทศที่มีสัดส่วนพลังงานทดแทนเกินครึ่งหนึ่งไปแล้ว

The post จับตารัฐบาลงัดไพ่ ‘ลดภาษีน้ำมัน’ แบกภาระพันล้าน แก้ปัญหาน้ำมันแพงแค่ไหน? สัญญาณเตือนถึงเวลา ‘เลิกอุดหนุน’ แบบเหวี่ยงแห appeared first on THE STANDARD.

]]>
TISCO ประเมินหากสงครามอิหร่านยืดเยื้อ บีบเพดานหนี้สาธารณะ กดดันรัฐบาลลอยตัวราคาน้ำมัน กรณีเลวร้ายสุดดีเซลอาจไปถึง 48 บาท https://thestandard.co/tisco-iran-war-diesel-price-debt/ Tue, 17 Mar 2026 11:49:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1188544 ภาพแสดงข้อมูลและนักวิเคราะห์จาก TISCO เกี่ยวกับผลกระทบสงครามอิหร่านต่อราคาน้ำมันดีเซล หนี้สาธารณะ และเงินเฟ้อ

วันนี้ (17 มีนาคม 2569) เมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิจัย […]

The post TISCO ประเมินหากสงครามอิหร่านยืดเยื้อ บีบเพดานหนี้สาธารณะ กดดันรัฐบาลลอยตัวราคาน้ำมัน กรณีเลวร้ายสุดดีเซลอาจไปถึง 48 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงข้อมูลและนักวิเคราะห์จาก TISCO เกี่ยวกับผลกระทบสงครามอิหร่านต่อราคาน้ำมันดีเซล หนี้สาธารณะ และเงินเฟ้อ

วันนี้ (17 มีนาคม 2569) เมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ และกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) เปิดเผยมุมมองต่อการขยับเพดานตรึงราคา น้ำมันดีเซลจาก 29.99 บาทต่อลิตร เป็น 33 บาทต่อลิตรว่า กลไกอุดหนุนราคาน้ำมันของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นการโยกช่วงเวลาการปรับขึ้นราคาน้ำมัน ท่ามกลางราคาน้ำมันโลกปรับสูงขึ้น เมื่อถึงวันที่ราคาน้ำมันปรับลดลง กองทุนก็จะต้องตรึงราคาน้ำมันไว้ที่ระดับเดิม เพื่อชดเชยส่วนต่างการอุดหนุนในช่วงที่ผ่านมา การตรึงราคาน้ำมันเป็นการบิดเบือนกลไกราคา ท้ายที่สุดเราไม่สามารถสู้กลไกราคาตลาดไปได้ตลอด

 

ทั้งนี้ แม้การตรึงราคาน้ำมันจะช่วยลดต้นทุนค่าขนส่ง ซึ่งเป็นต้นทุนของกิจกรรมทางเศรษฐกิจทุกอย่างในประเทศ แต่หากมองผลกระทบอีกด้าน ก็เป็นการกดดันกำลังซื้อ ของกลุ่มผู้ใช้รถยนต์ส่วนตัว เนื่องจากคนกลุ่มนี้ต้องจ่ายราคาน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้น เพื่อชดเชยการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซล

 

อย่างไรก็ตาม การที่รัฐบาลประกาศขยับเพดานตรึงราคาน้ำมันดีเซลที่ 33 บาท คาดว่าการอุดหนุนในระดับนี้จะอยู่ได้ไม่นาน เนื่องจากปัจจุบันจากราคาน้ำมันดีเซลต่อลิตรอยู่ที่ 29.99 บาท แต่ใช้เงินอุดหนุนไปแล้ว 20.36 บาทต่อลิตร ซึ่งทำให้กองทุนน้ำมันขาดทุนเฉลี่ยอยู่ที่ 1,300 ล้านบาทต่อวัน

 

ทั้งนี้ ด้วยสถานะของกองทุนน้ำมันที่ติดลบไปแล้ว 12,000 ล้านบาท ทำให้รัฐบาลรักษาการสามารถกู้เงินเพิ่มได้ไม่เกินกรอบ 30,000- 40,000 ล้านบาท โดยไม่ต้องออก พ.ร.ก.กู้เงินให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ค้ำประกัน ซึ่งระยะเวลาอุดหนุนที่เป็นไปได้คือไม่เกิน 1 เดือน

 

สงครามอิหร่านยืดเยื้อ กดดันรัฐบาลลอยตัวดีเซลพุ่ง 48 บาท

 

หากรัฐบาลใหม่มีความจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงินชดเชยกองทุนน้ำมัน เพื่อยืดระยะเวลาตรึงราคาน้ำมันออกไป เหมือนช่วงวิกฤติสงครามรัสเซีย-ยูเครน จะเร่งความเสี่ยงให้หนี้สาธารณะชนเพดาน ประกอบกับการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมัน จะทำให้รัฐบาลจัดเก็บรายได้ได้น้อยลง

 

ด้วยเงื่อนไขนี้ทำให้รัฐบาลมีพื้นที่กู้เงินได้ไม่มาก และปรับลดภาษีได้น้อย สุดท้ายแล้วหากสงครามอิหร่านยืดเยื้อรุนแรง จะกดดันรัฐบาลให้ต้องปล่อย ราคาน้ำมันดีเซลเป็นไปตามกลไกตลาด

 

เช่น หากรัฐบาลปล่อยให้ราคาน้ำมันดีเซลปรับขึ้นไปถึง 48 บาทต่อลิตร จะทำให้เกิดช็อกทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ฉากทัศน์ดังกล่าว มีความเป็นไปได้ค่อนข้างน้อย คาดว่ารัฐบาลจะขยับเพิ่มราคาน้ำมันดีเซล เป็นขั้นบันไดที่ระดับ 33, 35, 37 และ 40 บาท ตามลำดับ

 

กนง.หมดโอกาสขึ้นดอกเบี้ย วิกฤติน้ำมันดันเงินเฟ้อเข้ากรอบ 1%

 

สุดท้ายแล้วการขยับราคาน้ำมันดีเซล คือ ต้นทุนของสินค้าทุกอย่าง จะเห็นได้จากปัจจุบัน เริ่มเห็นร้านอาหารตามสั่ง ปรับขึ้นราคาอาหาร 5-10 บาท ราคาต้นทุนบรรจุภัณฑ์พลาสติกก็ปรับเพิ่มขึ้น จากเม็ดพลาสติกที่ขาดแคลน เนื่องจากนำเข้าได้น้อยลง ในอนาคตอันใกล้เราก็จะเห็นสินค้าเกษตร อาหารสัตว์ปรับราคาขึ้นตาม ส่งผลให้เงินเฟ้อในประเทศพุ่งสูงขึ้น

 

โดยศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ และกลยุทธ์ทิสโก้ ประเมินว่า ทุกการเพิ่มขึ้น 10% ของราคาน้ำมันดิบดูไบจากสมมติฐานเดิมที่ 72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะทำให้เงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้น 0.8% กรณีฐานคาดว่า เงินเฟ้อจะปรับเพิ่มขึ้นเป็น 1% ในปี 2569 และหากราคาน้ำมันยังเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 80-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อย่างต่อเนื่อง อาจเห็นเงินเฟ้อปรับขึ้นสู่ระดับ 2.5% ซึ่งจะกดดันทิศทาง การดำเนินดอกเบี้ยนโยบายของ กนง.

 

จากสถานการณ์ปัจจุบัน ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ และกลยุทธ์ทิสโก้ ประเมินว่า กนง.ไม่มีโอกาสลดดอกเบี้ยนโยบายแล้วในปีนี้ แต่จะต้องกลับมา ประเมินทิศทางการปรับขึ้นดอกเบี้ย แต่การลดดอกเบี้ยจะไม่เกิดขึ้นในปีนี้ เพราะว่าปัญหาสงครามอิหร่าน ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยค่อนข้างรุนแรง กนง.จึงต้องเผชิญกับความท้าทายในการดำเนินนโยบายดอกเบี้ย ในวันที่เงินเฟ้อสูงขึ้น แต่เศรษฐกิจโตต่ำ เศรษฐกิจเสี่ยงเข้าสู่ภาวะ Stagflation

 

“ถ้าเราขึ้นดอกเบี้ยในวันนี้ ต้องแลกมาด้วยเศรษฐกิจที่แย่ลง ก็คงต้องยอมกัดฟันให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นในระยะหนึ่งก่อน รอให้เศรษฐกิจฟื้นตัวดีกว่านี้ ดังนั้นจังหวะเหมาะสมในการขึ้นดอกเบี้ย จึงอยู่ในปี 2570 มากกว่า” เมธัส กล่าว

The post TISCO ประเมินหากสงครามอิหร่านยืดเยื้อ บีบเพดานหนี้สาธารณะ กดดันรัฐบาลลอยตัวราคาน้ำมัน กรณีเลวร้ายสุดดีเซลอาจไปถึง 48 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
สบน.ห่วงกองทุนน้ำมันติดลบหนักกระทบหนี้สาธารณะ เผยจ่อรื้อแผนการคลัง รับนโยบายรัฐบาลใหม่ https://thestandard.co/oil-fund-debt-fiscal-plan-review/ Mon, 16 Mar 2026 12:43:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1188253 ภาพประกอบ สบน. แสดงความกังวลต่อสถานะกองทุนน้ำมันฯ ที่ติดลบ และอาจกระทบหนี้สาธารณะ รวมถึงการทบทวนแผนการคลัง

ผอ.สบน.ชี้ หากกองทุนน้ำมันฯ กู้เงิน 20,000 ล้าน นับเป็น […]

The post สบน.ห่วงกองทุนน้ำมันติดลบหนักกระทบหนี้สาธารณะ เผยจ่อรื้อแผนการคลัง รับนโยบายรัฐบาลใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบ สบน. แสดงความกังวลต่อสถานะกองทุนน้ำมันฯ ที่ติดลบ และอาจกระทบหนี้สาธารณะ รวมถึงการทบทวนแผนการคลัง

ผอ.สบน.ชี้ หากกองทุนน้ำมันฯ กู้เงิน 20,000 ล้าน นับเป็นหนี้สาธารณะ ย้ำไทยยังมีพื้นที่นโยบายเพียงพอ 4% เผยแผนการคลังระยะปานกลางต้องถูกทบทวนโดยรัฐบาลใหม่ ยันรักษากรอบวินัยการคลังขาดดุลไม่เกิน 3%

 

วันนี้ (16 มีนาคม) จินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เผยว่า หนี้ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงนับเป็นหนี้สาธารณะ รวมไปถึงกรอบวงเงินกู้เพิ่มเติมตามพ.ร.ฎ. ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงด้วย เนื่องจากสำนักงานกองทุนเชื้อเพลิงถือเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐ พร้อมยืนยันว่า หนี้สาธารณะยังมีพื้นที่ (Room) เหลืออยู่ประมาณ 4% ก่อนจะแตะเพดานที่ระดับ 70% ของ GDP

 

จินดารัตน์ยังระบุว่า สำหรับประมาณการหนี้สาธารณะต่อ GDP ในปีงบประมาณนี้ ต้องประเมินตามสถานการณ์อีกที จากปัจจัยต่างๆ ได้แก่ สถานะและการกู้ยืมเงินของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง รวมไปถึงการเติบโตของเศรษฐกิจไทย (GDP)

 

“ก็แล้วแต่สถานการณ์ ถ้า (กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง) ติดลบไปเรื่อยจนต้องกู้เงิน (ตัวเลขประมาณการหนี้สาธารณะต่อ GDP) ก็อาจจะเปลี่ยน แต่ถ้ามีเหตุการณ์ดีขึ้น สงครามไม่มีแล้วก็อาจจะดีขึ้น เพราะที่ผ่านมากองทุนน้ำมันฯ ก็พยายามชำระหนี้ นอกจากนี้ ถ้า GDP ไทยลดลง ตัวสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ก็จะเพิ่มขึ้น” จินดารัตน์กล่าว

 

ทั้งนี้ ณ วันที่ 15 มีนาคม 2569 ตามข้อมูลสถานะกองทุนน้ำมันฯล่าสุด พบว่า กองทุนมีสถานะติดลบแล้วที่ 12,605 ล้านบาท แบ่งเป็น บัญชีน้ำมันที่ยังเป็นบวก 25,016 ล้านบาท แต่ถูกฉุดด้วยบัญชีก๊าซ LPG ที่ติดลบหนัก 37,621 ล้านบาท

 

พร้อมกันนี้ จินดารัตน์ยืนยันว่า จะต้องมีการทบทวนแผนการคลังระยะปานกลาง (Medium Term Fiscal Framework: MTFF) ครั้งใหม่ เมื่อได้รัฐบาลชุดใหม่ เพื่อให้สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ ตลอดจนจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ซึ่งปัจจุบันได้มีการจัดทำตารางไทม์ไลน์ปรับปรุง MTFF แล้ว

 

โดยจินดารัตน์กล่าวต่อว่า เบื้องต้นสบน. ได้มีการหารือแนวทางเตรียมความพร้อมกับผู้บริหารจากหน่วยงานต่างๆ แล้ว เช่น กรมสรรพสามิต และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)

 

“เพราะเป็นรัฐบาลชุดใหม่ จะต้องมีการปรับ MTFF และงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 โดยมีตารางแล้วว่าจะปรับเมื่อไร ยังไม่มีการประชุม แต่มีคุยกันบ้างกับผู้บริหาร สรรพสามิต สบน. สศค. ดูแนวทางเตรียมพร้อมไว้กันหมด” จินดารัตน์กล่าว

 

อย่างไรก็ตาม จินดารัตน์ ยืนยันว่า ต้องการให้แผนการคลังระยะปานกลางคงเป้าหมายขาดดุลการคลังไม่เกิน 3% ต่อ GDP ไว้ตามเดิม เนื่องจากเป็นมาตรฐานของสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Ratings) และเป็นสิ่งที่ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้ความสำคัญอย่างมากอีกด้วย

 

“3% อยากให้คงอยู่ เพราะเป็นมาตรฐานของเครดิตเรตติ้งว่าไม่ควรขาดดุลเกิน 3% ของ GDP ซึ่งท่านรัฐมนตรีมีแนวคิดคุมให้ไม่เกิน 3% และกำหนดว่าจะกลับเข้าสู่ 3% ได้ภายในเมื่อไร” จินดารัตน์กล่าว

The post สบน.ห่วงกองทุนน้ำมันติดลบหนักกระทบหนี้สาธารณะ เผยจ่อรื้อแผนการคลัง รับนโยบายรัฐบาลใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สำรวจโดมิโนวิกฤตพลังงานไทย จากหัวจ่ายถึงเตาเผาศพ https://thestandard.co/thai-energy-crisis-domino-effect/ Mon, 16 Mar 2026 09:30:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1188162 ภาพประกอบแสดงโดมิโนน้ำมันล้มเชื่อมโยงผลกระทบวิกฤตพลังงานไทย ตั้งแต่หัวจ่ายน้ำมันจนถึงเตาเผาศพ สะท้อนค่าครองชีพและปัญหาชีวิต

หากใครคิดว่าวิกฤตเศรษฐกิจและโรคระบาดในช่วงหลายปีที่ผ่าน […]

The post สำรวจโดมิโนวิกฤตพลังงานไทย จากหัวจ่ายถึงเตาเผาศพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงโดมิโนน้ำมันล้มเชื่อมโยงผลกระทบวิกฤตพลังงานไทย ตั้งแต่หัวจ่ายน้ำมันจนถึงเตาเผาศพ สะท้อนค่าครองชีพและปัญหาชีวิต

หากใครคิดว่าวิกฤตเศรษฐกิจและโรคระบาดในช่วงหลายปีที่ผ่านมาคือบททดสอบที่หนักหนาที่สุดแล้ว ปี 2026 กำลังส่งคำท้าใหม่ที่รุนแรงไม่แพ้กันในรูปแบบของ ‘วิกฤตพลังงาน’

 

เมื่อความขัดแย้งในตะวันออกกลางปะทุรุนแรงจนลุกลามสู่การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมัน และความเสี่ยงในการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ในการขนส่งน้ำมันของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบดูไบพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 

สำหรับประเทศไทยที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางเกินกว่าครึ่ง นี่ไม่ใช่แค่เรื่องไกลตัว แต่เป็นแรงสั่นสะเทือนที่พุ่งตรงเข้าสู่กระเป๋าเงินของประชาชนทุกคน

 

THE STANDARD ชวนสำรวจสถานการณ์ปัจจุบัน อาการ ‘กระอักเลือด’ ของกองทุนน้ำมันฯ วิกฤตความมั่นคงของชีวิตคนไทย และทางรอดจากมุมมองของนักวิชาการที่เตือนว่า นี่อาจเป็นวิกฤตพลังงานที่หนักหนาที่สุดในรอบ 40 ปี

 

เมื่อโลกเดือด แต่กระเป๋าเงินคนไทยเย็นเฉียบ

 

แม้รัฐบาลจะออกมายืนยันอย่างหนักแน่นว่า ประเทศไทยยังไม่มีสัญญาณการขาดแคลนน้ำมันในทางกายภาพ และมีปริมาณสำรองเพียงพอ แต่วิกฤตที่แท้จริงที่คนไทยกำลังเผชิญคือ ‘วิกฤตราคา’

 

จากการสำรวจความเคลื่อนไหวบนโซเชียลมีเดียและเพจสื่อต่างๆ พบว่า #น้ำมันแพง และ #ค่าครองชีพพุ่ง เป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง ประชาชนต่างสะท้อนความกังวลต่อภาระค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น ไม่เพียงแค่ค่าน้ำมันหน้าปั๊ม แต่ยังรวมถึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จ่อคิวปรับตัวขึ้นตามต้นทุนค่าขนส่ง

 

ผลกระทบนี้ลุกลามไปถึงภาคธุรกิจอย่างชัดเจน:

 

  • ภาคการขนส่งและอุตสาหกรรม: กลุ่มวัสดุก่อสร้าง ปิโตรเคมี และธุรกิจขวดแก้วที่ใช้พลังงานสูง กำลังเผชิญกับต้นทุนที่พุ่งทะยาน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) แสดงความกังวลต่อการส่งออกรถยนต์ที่อาจหยุดชะงักหากการขนส่งทางเรือมีปัญหา

 

  • ภาคการท่องเที่ยว: ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจทั่วโลกทำให้กำลังซื้อหดตัว ตัวอย่างเช่น ผู้ประกอบการโรงแรมในจังหวัดกระบี่เริ่มเผชิญกับยอดการยกเลิกการจองที่พัก 10-15% จากผลกระทบของสงคราม

 

‘ยาชา’ ที่ชื่อว่ากองทุนน้ำมันฯ

 

เมื่อเผชิญกับแรงกดดันมหาศาล ภาครัฐได้งัดกลไกสำคัญอย่าง ‘กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง’ ออกมาเป็นกันชนเพื่อลดแรงกระแทกให้กับประชาชน โดยมีการประกาศตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 29.94 บาทต่อลิตร เป็นเวลา 15 วัน

 

แต่เบื้องหลังตัวเลขที่ดูเหมือนจะทรงตัวนี้ คือการแบกรับภาระที่เข้าขั้นวิกฤต ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย เตือนว่านี่คือความเสี่ยงของวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่สุดในรอบ 40 ปี ซึ่งอาจลากเศรษฐกิจไทยเข้าสู่วิกฤตซ้อนวิกฤต หากแหล่งพลังงานจากตะวันออกกลางหายไปจริง สภาวะ ‘ขาดแคลนพลังงาน’ จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ทั้งต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นและภาวะเงินเฟ้อที่อาจพุ่งสูงกว่าปกติถึง 3 เท่า

 

ตอนนี้กองทุนน้ำมันฯ แบกภาระหนักมาก ต้องควักเงินอุดหนุนดีเซลเกือบวันละ 932 ล้านบาท เพื่อพยุงราคาไม่ให้กระทบปากท้องประชาชนไปมากกว่านี้ แต่เราจะพึ่งพาการอุดหนุนอย่างเดียวไม่ได้ ทุกภาคส่วนต้องตื่นตัวและเริ่มมาตรการประหยัดพลังงานอย่างจริงจัง ทุกภาคส่วนทั้งภาคธุรกิจและครัวเรือนคงต้องเตรียมรับมือ โดยเฉพาะมาตรการกรณีฉุกเฉินที่คาดไม่ถึงสูงสุด (Worst Case Scenario) เพื่อรับมือกับวิกฤตพลังงานซึ่งจะตามมากับวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศ

 

ขณะที่ รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก มองสอดคล้องไปในทางเดียวกันว่า ไทยกำลังเข้าสู่ ‘โซนอันตราย’ ด้านพลังงาน หากรัฐบาลยังใช้นโยบายอุดหนุนราคาพลังงานแบบเดิม เพราะการใช้กองทุนน้ำมันฯ อุดหนุนราคาเป็นเพียง ‘ยาชา’ ที่บรรเทาปวดชั่วคราว แต่จะทิ้งบาดแผลเป็นหนี้สาธารณะก้อนโตให้กับประเทศในระยะยาว

 

โดยเสนอ 5 แนวทางรับมือที่รัฐบาลและประชาชนร่วมกันปรับตัว  

  1. ยกเลิกการอุดหนุนแบบเหมารวม: หยุดใช้งบกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุนราคาพลังงานให้ต่ำกว่าระดับตลาดโลก เพื่อเป็นสัญญาณให้ประชาชนประหยัดพลังงาน ขณะที่การช่วยเหลือควรแบบพุ่งเป้าเฉพาะกลุ่มเปราะบาง รถโดยสารสาธารณะ หรือภาคการขนส่งสินค้าที่จำเป็นเท่านั้น 
  2. มาตรการเมืองครึ่งแสง ลดการใช้ไฟฟ้า: เสนอให้ห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ และศูนย์อาหาร ลดความสว่างของไฟลง 50% และปิดไฟป้ายโฆษณาทุกชนิดหลังเวลา 22.00 น. เพื่อสร้างการตระหนักรู้ว่าประเทศกำลังอยู่ในภาวะวิกฤต
  3. ส่งเสริมการใช้รถร่วมกันในช่วงเร่งด่วน: เสนอให้กำหนดเลนพิเศษหรือพื้นที่เข้าเมืองเฉพาะรถที่มีผู้โดยสารตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปในช่วงเวลาเร่งด่วน เพื่อลดการใช้น้ำมันในภาคขนส่ง และส่งเสริมการใช้รถร่วมกันหรือระบบขนส่งสาธารณะ
  4. ปลดล็อกโซลาร์เซลล์เสรี: เสนอให้เร่งแก้กฎหมายเกี่ยวกับการขนานไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ให้สามารถดำเนินการได้ภายใน 7 วัน พร้อมให้สิทธิลดหย่อนภาษีค่าติดตั้งในอัตรา 200% เพื่อเร่งให้ประชาชนติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา
  5. ลดการใช้พลังงานในหน่วยงานรัฐ 20%: เสนอให้รัฐบาลสั่งการทุกหน่วยงานของรัฐลดการใช้ไฟฟ้าและน้ำมันลงทันที 20% พร้อมกำหนดบทลงโทษหากไม่สามารถดำเนินการได้ เพื่อให้ภาครัฐเป็นตัวอย่างในการประหยัดพลังงาน

 

โดมิโนเอฟเฟกต์จากหน้าปั๊ม สู่บิลค่าครองชีพและวาระสุดท้ายของชีวิต

 

แม้ภาครัฐจะพยายามยืนยันตัวเลขปริมาณน้ำมันสำรองในคลังว่ายังคงมีเพียงพอ แต่ภาพความเป็นจริงหน้าสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศกลับสวนทางอย่างสิ้นเชิง ความกังวลต่อวิกฤตในตะวันออกกลางได้จุดชนวนให้เกิดปรากฏการณ์กักตุน จนระบบโลจิสติกส์กระจายน้ำมันสะดุดและเกิดภาวะขาดแคลนชั่วคราว ป้าย ‘น้ำมันหมด’ และการจำกัดโควตาการเติม กลายเป็นโดมิโนตัวแรกที่ล้มทับฟันเฟืองเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคการขนส่งและเกษตรกรรมที่ต้องหยุดชะงักเพราะขาดเชื้อเพลิงหล่อเลี้ยง

 

โดมิโนตัวต่อมาที่ล้มกระแทกใส่ประชาชนโดยตรงคือ ‘วิกฤตค่าครองชีพ’ อย่างเต็มรูปแบบ เมื่อรถขนส่งหาน้ำมันเติมไม่ได้และต้นทุนโลจิสติกส์พุ่งทะยาน สิ่งนี้ได้กลายเป็นแรงเหวี่ยงที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในตลาด อาหารสด ข้าวของเครื่องใช้ และสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน พาเหรดกันปรับราคาขึ้นอย่างก้าวกระโดด

 

ภาระต้นทุนที่มองไม่เห็นเหล่านี้ถูกผลักมาสู่กระเป๋าเงินของผู้บริโภคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้ประชาชนต้องแบกรับค่าใช้จ่ายที่พุ่งสูงขึ้นแบบรายวัน สวนทางกับสภาพคล่องและรายได้ที่หดตัว

 

แต่สิ่งที่สะเทือนใจและสะท้อนความรุนแรงของวิกฤตนี้ได้ลึกซึ้งที่สุด คือผลกระทบที่กัดกินไปถึงการดำรงชีวิตและวาระสุดท้ายของมนุษย์ สถานการณ์น้ำมันขาดแคลนได้ลุกลามไปถึงกู้ภัยที่ต้องเติมน้ำมันขับเคลื่อนรถขนส่งผู้ป่วย หลายวัดในหลายพื้นที่ต้องเผชิญกับภาวะวิกฤตจนไม่สามารถประกอบพิธีฌาปนกิจได้ตามปกติ เนื่องจากไม่สามารถจัดหาน้ำมันดีเซลหรือน้ำมันเตามาใช้สำหรับจุดเตาเผาศพได้

 

วิกฤตพลังงานในปี 2026 จึงไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขดัชนีทางเศรษฐกิจที่ไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็น ‘วิกฤตความมั่นคงของชีวิต’ ที่ลิดรอนตั้งแต่อำนาจซื้อในมือ ไปจนถึงศักดิ์ศรีในวาระสุดท้ายของการจากลา ซึ่งตอกย้ำว่าหากการบริหารจัดการโครงสร้างและโลจิสติกส์ยังไร้ประสิทธิภาพ ผลกระทบที่ปลายทางนั้นรุนแรงและโหดร้ายกว่าที่ประเมินไว้มาก

 

บททดสอบวิสัยทัศน์ผู้นำ

 

อีกนัยหนึ่งของวิกฤตพลังงานในครั้งนี้ยังเป็นกระจกสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของโครงสร้างพลังงานไทยที่พึ่งพาการนำเข้ามากเกินไป การใช้กองทุนน้ำมันฯ เพื่อซื้อเวลา อาจช่วยให้เราผ่านพ้นเดือนนี้หรือเดือนหน้าไปได้ แต่หนี้สินที่พอกพูนจะเป็นภาระของคนรุ่นต่อไป

 

โจทย์ใหญ่ของรัฐบาลในวันนี้ จึงไม่ใช่แค่การตอบคำถามว่า “พรุ่งนี้น้ำมันจะราคาเท่าไหร่?” “พลังงานมีเพียงพอหรือไม่?” แต่คือการวางรากฐานว่า ในวิกฤตครั้งหน้า ประเทศไทยจะยืนหยัดด้วยพลังงานของตัวเองได้อย่างไร เพราะในโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน ความมั่นคงทางพลังงานยุคใหม่ และไฟสงคราม จะทำอย่างไรให้ไทยรอดพ้นจากการเป็นตัวประกันของสงครามที่เราไม่ได้ก่อ

The post สำรวจโดมิโนวิกฤตพลังงานไทย จากหัวจ่ายถึงเตาเผาศพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สงครามตะวันออกกลางจ่อดันหนี้สาธารณะทะลุเพดานไทยเร็วขึ้น? วิเคราะห์รัฐบาล ‘กู้เงิน’ อุ้มดีเซลต่อหรือพอแค่นี้ https://thestandard.co/wealth-in-depth-thailand-public-debt/ Fri, 13 Mar 2026 04:24:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1187025 ภาพประกอบแสดงผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจไทย หนี้สาธารณะ และการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซล

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางอาจทำโลกเผชิญกับวิก […]

The post สงครามตะวันออกกลางจ่อดันหนี้สาธารณะทะลุเพดานไทยเร็วขึ้น? วิเคราะห์รัฐบาล ‘กู้เงิน’ อุ้มดีเซลต่อหรือพอแค่นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจไทย หนี้สาธารณะ และการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซล

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางอาจทำโลกเผชิญกับวิกฤตน้ำมัน (Oil Shock) รอบใหม่ หลังสถานการณ์ที่ตึงเครียดต่อเนื่องได้ผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลหลายต่อหลายครั้ง จนทำให้รัฐบาลไทยต้องประกาศใช้มาตรการอุดหนุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอีกครั้ง เพื่อดูแลค่าครองชีพประชาชนในประเทศ

 

อย่างไรก็ตาม ภาวะราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นรอบนี้กลับเกิดขึ้นช่วงที่ ‘ฐานะการคลังไทยเปราะบาง’ มากกว่าที่เคย เห็นได้จากสัดส่วนหนี้สาธารณะของไทย ซึ่งอยู่ที่ระดับ 66% ของ GDP (ณ สิ้นมกราคม 2569) ไม่ไกลเพดานปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ 70% ของ GDP สะท้อนว่า กระสุนหรือพื้นที่ทางการคลัง (Room) ของไทยที่เหลือให้สามารถกู้เงินเพิ่มได้ อยู่ที่ประมาณ 3-4% ของ GDP หรือคิดเป็นเม็ดเงินประมาณ 7-8 แสนล้านบาทเท่านั้น ขณะที่การอุดหนุนราคาน้ำมันต้อง ‘เผาเงิน’ เฉลี่ย 700-1,200 ล้านบาทต่อวัน

 

ไทยมีมาตรการ ‘อุดหนุน’ ดีเซลอย่างไรในสงครามรอบนี้

 

ปัจจุบัน กระทรวงพลังงานได้ประกาศตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร (29.94 บาทต่อลิตร) ระหว่างวันที่ 3-17 มีนาคม 2569 รวมเป็นระยะเวลา 15 วัน

 

โดยตามข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ระบุว่า การอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อยู่ที่ 15.45 บาทต่อลิตร จากระดับ 0.74 บาทต่อลิตรในช่วงก่อนเกิดการโจมตี (27 กุมภาพันธ์)

 

หมายความว่า หากภาครัฐไม่ได้ใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาช่วยอุดหนุนให้ราคาไม่เกินลิตรละ 30 บาท เพราะราคาน้ำมันดีเซลซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของระบบขนส่งและภาคธุรกิจ อาจปรับขึ้นไปอยู่ในระดับเฉลี่ยราว 40 บาทต่อลิตร ที่เป็นราคาจริง

 

เงินไหลออกกองทุนต่อเนื่อง! บางช่วงสูงถึงวันละ 1,200 ล้านบาท

 

การอุดหนุนดังกล่าวส่งผลให้เงินไหลออกจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลงต่อเนื่อง โดยมีรายงานว่า ในช่วงที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลลิตรละ 11.73 บาท เท่ากับใช้เงินอุดหนุนเฉลี่ยประมาณวันละ 700 ล้านบาท ส่วนการอุดหนุนดีเซลที่ระดับ 16.97 บาทต่อลิตร ส่งผลให้มีเงินไหลออกจากกองทุนฯ เฉลี่ยสูงถึงประมาณวันละกว่า 1,000 ล้านบาท

 

โดยเมื่อวันที่ 10 มีนาคมที่ผ่านมา พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เปิดเผยว่า “ภาพรวมในขณะนี้ สถานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและการแบกรับภาระชดเชยอยู่ที่เฉลี่ยประมาณ 1,200 ล้านบาทต่อวัน”

 

 

กระทรวงพลังงานย้ำยังหาแหล่งเงินกู้-ส่งสัญญาณทยอยปรับราคาน้ำมันดีเซล

 

ขณะที่ อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์​ รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​พลังงาน​ กล่าวย้ำว่า กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะยังมีบทบาทและหน้าที่สำคัญในการดูแลภาวะราคาน้ำมันที่ผันผวน นอกจากนี้กระทรวงพลังงานยังเตรียมความพร้อมเรื่องการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังค้ำประกันการชำระหนี้และการกู้ยืมเงินของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงควบคู่ไปด้วย

 

“ตัวกองทุนมีหน้าตักของตัวเองในการที่จะติดลบได้ประมาณหนึ่ง และขนานกัน วันนี้ (10 มีนาคม) ได้มีการหารือกันทั้งเลขาฯ กฤษฎีกา​ ได้มีการเตรียมการเอาไว้แล้วการดำเนินการที่ต้องออกพระราชกำหนดให้กระทรวงการคลัง​ค้ำเงินกู้ ได้ดำเนินการมาแล้ว 1 ครั้ง เพราะฉะนั้นคณะกรรมการที่จะพิจารณาเรื่องพวกนี้ได้มีการเตรียมความพร้อมไว้ทั้งหมดแล้ว”

 

อรรถพลยังย้ำว่า การตรึงราคาในขณะนี้ ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนได้ในระดับหนึ่ง กระทรวงพลังงานได้ส่งสัญญาณว่า ในระยะต่อไปอาจจำเป็นต้องทยอยปรับราคาน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น ‘แบบค่อยเป็นค่อยไป’ เพื่อรักษาเสถียรภาพของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในระยะยาว

 

วิเคราะห์ รัฐบาลปัจจุบัน ‘กู้เงิน’ อุดหนุนราคาน้ำมันได้หรือไม่

 

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังกล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า รัฐบาลปัจจุบันไม่สามารถดำเนินการค้ำประกันหนี้ก้อนใหม่ได้ทันที เนื่องจากการดำเนินการดังกล่าวจำเป็นต้องออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ซึ่งจะต้องรอให้มีคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่เข้ามาดำเนินการก่อน

 

ส่วนหนี้ก้อนเดิมของกองทุนน้ำมันที่กระทรวงการคลังเคยค้ำประกันไว้ ปัจจุบันมียอดเหลืออยู่ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท แต่ระยะเวลาของสัญญาค้ำประกันนั้นได้หมดอายุลงแล้ว

 

แหล่งข่าวยังกล่าวต่อว่า แม้จะไม่มีการค้ำประกันใหม่จากกระทรวงการคลัง แต่ตัวกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเองยังมีกรอบวงเงินที่สามารถบริหารจัดการกู้เองได้บ้าง โดยก่อนหน้านี้ (10 มีนาคม) ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ยังมีกรอบวงเงินกู้ดังกล่าวของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเหลืออยู่ที่ราว 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งกรอบวงเงินดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นหนี้สาธารณะ ขณะที่การค้ำประกันเงินกู้ของรัฐบาลถือเป็นหนี้สาธารณะ

 

สอดคล้องกับ ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ที่กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า การออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้เพื่อนำมาใช้เป็นวงเงินเสริมในการดูแลเสถียรภาพราคาพลังงาน “ตามกฎหมาย รัฐบาลปัจจุบันยังไม่น่าทำได้ เพราะติดข้อจำกัดห้ามสร้างภาระผูกพันต่อรัฐบาลชุดต่อไป”

 

ขณะที่ ดร.ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH โดยมองว่า หากรัฐบาลปัจจุบัน ซึ่งยังไม่มีอำนาจเต็มต้องการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังค้ำประกันการชำระหนี้และการกู้ยืมเงินของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง “ก็น่าจะมีช่องทางกฎหมาย” ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ที่อนุญาตให้ออก พ.ร.ก. ค้ำประกันการกู้เงินได้ หากเป็นกรณีฉุกเฉินจำเป็น หรือเร่งด่วนเพื่อความมั่นคงของประเทศ โดยต้องผ่าน กกต. ก่อนจะนำเสนอให้สภา เพื่อพิจารณาในการเปิดประชุมสภาครั้งถัดไป

 

“แม้ว่า ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 169 จะเขียนไว้ว่า รัฐบาลรักษาการไม่ควรจะอนุมัติงานหรือโครงการใดที่จะมีผลสร้างข้อผูกพันให้กับครม.ชุดต่อไป แต่ว่ายังมีข้อยกเว้นอยู่ที่มาตรา 172 ที่บอกว่า รัฐบาลรักษาการสามารถเสนอออกพระราชกำหนดได้ ถ้าหากว่า มีกรณีฉุกเฉินจำเป็นหรือเร่งด่วนที่จะต้องรีบทำเพื่อความมั่นคงประเทศ”

 

เช็กไทยมีกระสุน (พื้นที่) การคลังเหลือพอ รับมือวิกฤตน้ำมันหรือไม่

 

ดร.ฐิติมากล่าวต่อว่า ปัจจุบันกระสุนทางการคลังไทย ‘ต่ำกว่า’ ช่วงที่ออกพ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังค้ำประกันการชำระหนี้และการกู้ยืมเงินของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงครั้งที่ผ่านมา

 

โดยอธิบายว่า เมื่อดูจากระดับหนี้สาธารณะของไทยในปัจจุบัน (ณ สิ้นเดือนมกราคม) ซึ่งอยู่ที่ 66% ของ GDP สะท้อนว่า ไทยเหลือพื้นที่ทางการคลังราว 3-4% เท่านั้นหรือคิดเป็นเม็ดเงินประมาณ 7-8 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตาม ดร.ฐิติมาชี้ว่า พื้นที่ที่เหลือราว 7-8 แสนล้านบาทนั้น คือขนาดของการขาดดุลทั้งปีงบประมาณ ที่รัฐบาลเตรียมไว้ใช้อยู่

 

ดร.ฐิติมายังชี้ว่า ถ้าหากว่าดูในอดีต ไทยเคยออกพ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังค้ำประกันการชำระหนี้และการกู้ยืมเงินของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสูงสุดอยู่ที่ 1.5 แสนล้านบาท เมื่อปี 2565 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน

 

“ในตอนนั้นเพดานก็ไม่ได้สูงมาก แต่ว่าสุดท้ายก็ใช้มาหลักแสนกว่าล้านจริงๆ จนทำให้หนี้สาธารณะค่อยๆ ปรับตัวสูงขึ้น สะท้อนว่า พื้นที่ (Room) ที่จะเข้าไปตรึงราคาน้ำมันวันนี้ไม่ได้มีเยอะมาก ถ้าเทียบกับครั้งก่อนที่ 1.5 แสนล้านบาท”

 

ขณะที่ ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่าเพดานหนี้สาธารณะที่เห็นว่ามีพื้นที่เหลืออยู่ราว 3% – 4% “เป็นช่องว่างที่ไม่มีอยู่จริง” เนื่องจากกระทรวงการคลังได้วางแผนใช้เงินในอนาคตไว้ก่อนแล้ว ทำให้พื้นที่การคลังในปัจจุบันถือว่าแทบจะเต็มแล้ว

 

“หนี้สาธารณะไม่เหมือนกับการกู้เงินธนาคาร ไม่ใช่ว่าเรามีเครดิตเหลืออยู่ 3% – 4% แล้วจะกู้ได้เลย การที่รัฐจะใช้งบประมาณ มันจำเป็นต้องมีโครงการ ต้องมีวัตถุประสงค์ มีการวางแผนการคลังไว้ก่อนแล้ว ล่วงหน้า 5 ปี ช่องว่างการคลังในปัจจุบันจึงแทบจะเต็มแล้ว” ดร.นณริฏ

 

ประเมินขีดความสามารถของกองทุนน้ำมัน TDRI มองเต็มที่อุ้มได้แค่ 3 เดือน

 

ดร.ฐิติมาย้ำว่า ขีดความสามารถของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงรอบนี้อาจช่วยยื้อเวลาได้แค่หลักไม่กี่เดือนเท่านั้น ดังนั้น การช่วยอุดหนุนพลังงานในรูปแบบนี้จึงถือว่าไม่ยั่งยืนเพราะกระสุนทางการคลังมีจำกัด ขณะที่ตามสถิติแล้ว ในอดีตวิกฤตน้ำมัน (Oil Shock) แต่ละครั้งจะยืดเยื้อ 5-6 เดือนขึ้นไป

 

“ถ้าคำนวณดู สมมุติถ้ายึดเพดานเดิม ราคาน้ำมันอยู่ประมาณ 80-100 ดอลลาร์สหรัฐ ก็อาจจะอุดหนุนได้หลักเดือน แต่สุดท้ายมันก็ไม่ยั่งยืนอยู่ดี เพราะข้อมูลในอดีต วิกฤตน้ำมัน (Oil Shock) จะอยู่นาน 5-6 เดือนขึ้นไป”

 

ดร.นณริฏ ยังกังวลหากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางยืดเยื้อนานเกิน 3 เดือน หวั่นกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงประคองราคาต่อไม่ไหว แนะปล่อยตามกลไกตลาดแทนการกู้

 

“สุดท้าย ถ้ากองทุนติดลบนานมาก ประชาชนก็ต้องจ่ายอยู่ดี ไม่สามารถแทรกแซงได้ เพราะรัฐไม่มีเงินช่วย

 

ถ้าราคาสูงนานก็ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด ผมมองว่าเบื้องต้นรัฐช่วยได้เต็มที่ได้ 3 เดือน” ดร.นณริฏ กล่าว

 

 

จับตา หนี้สาธารณะไทยจ่อทะลุเพดานเร็วขึ้น หากเศรษฐกิจโตต่ำคาด

 

ดร.ฐิติมา เปิดเผยอีกว่า ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุในตะวันออกกลาง และก่อนจะมีมาตรการอุดหนุนของกองทุนน้ำมันฯ SCB EIC ก็คาดไว้แล้วว่า หนี้สาธารณะไทยจะแตะเพดาน 70% ต่อ GDP ภายใน 1-2 ปี หรือภายในปี 2570 ผ่านการพิจารณาจากความจำเป็นที่รัฐบาลกู้ขาดดุลปีประมาณ 3-4% ของ GDP

 

อย่างไรก็ตาม ดร.ฐิติมา กล่าวต่อว่า หากเศรษฐกิจถูกกระทบแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้ก็มีความเป็นไปได้ที่สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP จะแตะเพดานเร็วขึ้น

 

ดังนั้น จากแนวโน้มดังกล่าวจึงสะท้อนว่า อีกไม่นาน รัฐบาลก็จะมีความจำเป็นต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะ ดร.ฐิติมาจึงแนะว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือ ‘การสื่อสาร’ ให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating Agency) เข้าใจว่า การปรับขึ้นเพดานหนี้สาธารณะครั้งนี้จะขึ้นแค่ ‘ชั่วคราว’ ควบคู่ไปกับการปฏิรูปการคลัง เพื่อไม่ให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือปรับลดเครดิตของประเทศ

 

“รัฐบาลควรสื่อสารว่าจะ ขยับเพดานหนี้สาธารณะแค่ชั่วคราว เราจะไม่ทำเหมือนตอนโควิดที่ขยายเพดานจาก 60% ไปเป็น 70% ตอนนั้นเราไม่ได้แสดงความมุ่งมั่นว่า เราจะรีบกลับไปเพดานเดิมที่ 60% เลยกลายเป็นว่า โควิดจบไปแล้ว แต่เราก็ยังใช้เงินเยอะอยู่ดี ทำให้ไทยดูไม่มีวินัย”

 

ดังนั้น ถ้าเราจะขยับเพดานหนี้สาธารณะอีกรอบหนึ่ง เราจะต้องรักษาสัญญาว่าเราจะทำให้เพดานกลับมาภายในระยะ 3 ปี – 5 ปี เราต้องสื่อสารว่า เราไม่ได้จะปล่อยให้เพดานขึ้นไปเรื่อยๆ เหมือนที่ผ่านมา” ดร.ฐิติมากล่าว

 

นอกจากนี้ ดร.ฐิติมายังเน้นย้ำว่า นอกจากการสื่อสารแล้ว ไทยยังควรปฏิรูปการคลัง เช่น ก้าวไปสู่ระบบดิจิตอล พยายามตรวจเช็กการรั่วไหลของเงิน ลดการใช้จ่ายทำให้คุ้มค่าขึ้น ลดการคอร์รัปชัน ลดการทำนโยบายกึ่งการคลังและนโยบายอุดหนุนต่างๆ ควบคู่กันไป

 

เปิดข้อเสนอแนะสร้างความสมดุลระหว่าง ‘การลดค่าครองชีพประชาชน’ vs. ‘รักษาฐานะการคลัง’

 

ดร.ฐิติมาแนะว่า เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการลดค่าครองชีพประชาชนและรักษาฐานะการคลัง ในระยะสั้น รัฐบาลควรเลิกการอุดหนุนแบบถ้วนหน้า เช่น ตรึงราคาดีเซลให้ทุกคนได้ประโยชน์เท่ากัน โดยควรเปลี่ยนมาอุดหนุนแบบเฉพาะกลุ่ม (Targeted) เช่น ช่วยเหลือค่าขนส่งสาธารณะ หรือให้เงินช่วยเหลือโดยตรงกับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่ได้รับผลกระทบจากค่าเดินทางสูงที่สุด

 

ส่วนระยะยาว รัฐบาลควรสนับสนุนให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยหันมาใช้พลังงานทางเลือกอย่างจริงจัง เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า เช่น การออกมาตรการลดหย่อนภาษีหรือช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานทางเลือก เช่น แผงพลังงานแสงอาทิตย์

 

นักวิชาการแนะรื้อโครงสร้างพลังงาน เผยเงินไหลออกสูง เหตุไทยอิง ‘ค่าการกลั่น’ สิงคโปร์

 

ด้านศาสตราจารย์ ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ว่า จากการติดตามมาตรการของกระทรวงพลังงาน มองว่าเป็นทิศทางที่ “เหมาะสม” โดยเฉพาะการตรึงราคาน้ำมันดีเซลผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อรักษาระดับราคาขายปลีกและลดแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อ เนื่องจากดีเซลเป็นต้นทุนสำคัญของภาคการขนส่ง

 

แต่ประเด็นที่ต้องจับตาอีกด้านคือ ‘ค่าการกลั่น’ ที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งมีสาเหตุมาจากโครงสร้างราคาขายปลีกน้ำมันของไทยที่ ‘อ้างอิงราคาหน้าโรงกลั่น’ ในสิงคโปร์เป็นหลัก และรวมค่าการกลั่นที่กำหนดโดยกลไกตลาดโลก ในช่วงที่น้ำมันขาดแคลนหรือความต้องการพุ่งสูง ‘ค่าการกลั่น’ จึงปรับเพิ่มขึ้นตามธรรมชาติ และกลายเป็น ‘ต้นทุนแฝง ในราคาน้ำมันที่ผู้บริโภคชาวไทยต้องแบกรับ

 

ดังนั้น ภายหลังวิกฤตครั้งนี้ผ่านพ้นไป ประเทศไทยควรพิจารณาปรับโครงสร้างราคาน้ำมันใหม่ เช่น การทบทวนสูตรการคำนวณราคาอ้างอิง โดยอาจใช้ราคาจากโรงกลั่นที่มีราคาต่ำที่สุดในตลาดสิงคโปร์เป็นเกณฑ์มาตรฐาน (Benchmark) เพื่อกระตุ้นให้โรงกลั่นในประเทศเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต นอกจากนี้ อาจกำหนดเพดานค่าการกลั่นในภาวะผิดปกติ เพื่อสร้างความเป็นธรรมต่อผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น

 

นอกจากนี้ ระหว่างนี้รัฐบาลควรมีมาตรการเพิ่มเติมที่ควรพิจารณา เช่น การเตรียมแหล่งเชื้อเพลิงทางเลือก การเพิ่มการใช้ถ่านหินลิกไนต์ การนำเข้าพลังงานไฟฟ้าจากเขื่อนใน สปป.ลาว รวมถึงการกำหนดลำดับความสำคัญในการใช้ไฟฟ้าในภาวะฉุกเฉิน

 

ในอีกด้านหนึ่ง ดร.พรายพลย้ำว่า “ประชาชนไม่ควรตื่นตระหนกจนเกินไป เพราะประเทศยังมีปริมาณสำรองพลังงานเพียงพอในระยะหนึ่ง และยังมีเวลาสำหรับการบริหารจัดการ”

 

หากเกิดความตื่นตระหนกจนมีการกักตุนพลังงาน จะยิ่งซ้ำเติมปัญหาการขาดแคลนให้รุนแรงขึ้น ดังนั้น การติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ

The post สงครามตะวันออกกลางจ่อดันหนี้สาธารณะทะลุเพดานไทยเร็วขึ้น? วิเคราะห์รัฐบาล ‘กู้เงิน’ อุ้มดีเซลต่อหรือพอแค่นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปลัดคลังเผย ยังไม่ออกพ.ร.ก.กู้เงิน ชี้ กองทุนน้ำมันฯ มีกลไกกู้เองได้ 2 หมื่นล้าน ยังไม่ต้องให้คลังช่วย https://thestandard.co/finance-oil-fund-no-emergency-loan/ Tue, 10 Mar 2026 12:15:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1186317 ภาพปลัดกระทรวงการคลังแถลง ยืนยันยังไม่ออก พ.ร.ก.กู้เงินค้ำกองทุนน้ำมันฯ

ปลัดคลังยันยังไม่ออก พ.ร.ก. กู้เงินค้ำกองทุนน้ำมันฯ เหต […]

The post ปลัดคลังเผย ยังไม่ออกพ.ร.ก.กู้เงิน ชี้ กองทุนน้ำมันฯ มีกลไกกู้เองได้ 2 หมื่นล้าน ยังไม่ต้องให้คลังช่วย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพปลัดกระทรวงการคลังแถลง ยืนยันยังไม่ออก พ.ร.ก.กู้เงินค้ำกองทุนน้ำมันฯ

ปลัดคลังยันยังไม่ออก พ.ร.ก. กู้เงินค้ำกองทุนน้ำมันฯ เหตุกลไกกองทุนยังรองรับสถานการณ์และสามารถกู้เองได้ 2 หมื่นล้านบาท ชี้พร้อมคุยกระทรวงพลังงานเพื่อประเมินจังหวะกู้เงินอีกที หากราคาน้ำมันผันผวนสูง

 

วันนี้ (10 มีนาคม) ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างหารือเรื่องการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เพื่อให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ สำหรับนำมาใช้เป็นวงเงินเสริมในการดูแลเสถียรภาพราคาพลังงาน

 

นอกจากนี้ ลวรณยังกล่าวว่า กระทรวงการคลังและกระทรวงพลังงานได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินจังหวะในการใช้มาตรการกู้เงินอย่างเหมาะสม โดยเบื้องต้น จะใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นกลไกหลักในการรักษาเสถียรภาพของราคาพลังงาน ซึ่งคาดว่าจะยังรองรับได้อีกระยะหนึ่ง เมื่อพิจารณาตามราคาพลังงานในปัจจุบัน

 

ปลัดกระทรวงการคลังกล่าวย้ำว่า ขณะนี้ยังไม่มีการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ของกองทุนน้ำมันฯ เนื่องจากกองทุนน้ำมันฯ ยังมีกรอบวงเงินที่สามารถกู้ยืมได้เองอีกประมาณ 20,000 ล้านบาท ซึ่งกรอบวงเงินดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นหนี้สาธารณะ ขณะที่การค้ำประกันเงินกู้ของรัฐบาลถือเป็นหนี้สาธารณะ

 

ทั้งนี้ ตามกฎหมาย (พระราชกฤษฎีกาเปลี่ยนแปลงกรอบวงเงินกู้เพื่อรักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ) มีการกำหนด ‘กรอบวงเงินกู้’ ของกองทุนน้ำมันฯ ไว้ โดยตามข้อมูลจากปลัดกระทรวงการคลัง สะท้อนว่า ปัจจุบันยังเหลือวงเงินที่บริหารจัดการเองได้ประมาณ 20,000 ล้านบาท

 

สำหรับมาตรการภาษี เช่น การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน จะถูกเลือกเก็บไว้เป็นทางเลือกสุดท้าย เนื่องจากต้องใช้กลไกกองทุนน้ำมันฯ เป็นเครื่องมือแรกในการแก้ปัญหา

 

ส่วนการประเมินภาวะทางเศรษฐกิจ ยังถือว่าเร็วเกินไป เนื่องจากราคาน้ำมันซึ่งเป็นปัจจัยหลัก ‘ยังคงผันผวน’ และจำเป็นต้องรอให้นิ่งเสียก่อนจึงจะสามารถประเมินสถานการณ์ได้อย่างชัดเจน

The post ปลัดคลังเผย ยังไม่ออกพ.ร.ก.กู้เงิน ชี้ กองทุนน้ำมันฯ มีกลไกกู้เองได้ 2 หมื่นล้าน ยังไม่ต้องให้คลังช่วย appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ ทุ่มเงินทำสงครามกับอิหร่านไปแล้วเท่าไร กระทบพลเมืองอเมริกันมากแค่ไหน https://thestandard.co/us-iran-war-cost/ Tue, 10 Mar 2026 03:44:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1186078 ภาพกองทัพเรือสหรัฐฯ (U.S. Navy) สื่อถึงค่าใช้จ่ายสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านที่พุ่งสูง

แม้เพนตากอนจะยังไม่มีการเปิดเผยตัวเลขค่าใช้จ่ายล่าสุดที […]

The post สหรัฐฯ ทุ่มเงินทำสงครามกับอิหร่านไปแล้วเท่าไร กระทบพลเมืองอเมริกันมากแค่ไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกองทัพเรือสหรัฐฯ (U.S. Navy) สื่อถึงค่าใช้จ่ายสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านที่พุ่งสูง

แม้เพนตากอนจะยังไม่มีการเปิดเผยตัวเลขค่าใช้จ่ายล่าสุดที่ใช้ไปในสงครามกับอิหร่านอย่างเป็นทางการ แต่ท่ามกลางสถานการณ์ที่ส่อเค้าบานปลายนี้ คำถามสำคัญที่ตามมาคือ สหรัฐอเมริกาต้องสูญเสียงบประมาณไปมากเท่าไร

 

เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา แหล่งข่าวในสภาคองเกรสสองแห่งเผยกับสำนักข่าว MS NOW ว่าสงครามครั้งนี้ทำให้อเมริกาต้องจ่ายเงินสูงถึงวันละ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.16 หมื่นล้านบาท) ขณะที่วันถัดมา Politico รายงานว่า สส. พรรครีพับลิกันกังวลเป็นการภายในว่า เพนตากอนอาจกำลังผลาญงบประมาณพุ่งสูงถึงเกือบ 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อวันในช่วงเริ่มต้น (ราว 6.33 หมื่นล้านบาท)

 

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญคาดว่า ตัวเลขนี้อาจลดลงมาทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 800 ล้านถึง 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อวันในระยะยาว โดยกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้รายงานต่อสภาคองเกรสว่าในช่วงสัปดาห์แรกของสงครามว่า สหรัฐฯ ใช้เงินไปแล้วถึง 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.9 แสนล้านบาท)

 

สาเหตุหลักที่ทำให้ค่าใช้จ่ายพุ่งสูง

 

ค่าใช้จ่ายมหาศาลนี้เป็นผลมาจากการระดมกำลังทางอากาศครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามอิรักปี 2003 โดยมีการส่งเครื่องบินรบและยุทโธปกรณ์กว่า 120 ลำไปยังตะวันออกกลาง

 

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังต้องสูญเสียค่าใช้จ่ายไปกับอาวุธราคาแพง โดยเฉพาะขีปนาวุธสกัดกั้นที่มีมูลค่าหลายล้านดอลลาร์สหรัฐต่อลูก สถาบันวิจัย CSIS ระบุว่าเพียง 100 ชั่วโมงแรก สหรัฐฯ ทิ้งระเบิดและขีปนาวุธไปกว่า 2,000 ลูก คิดเป็นมูลค่าการใช้งานถึง 3.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.17 แสนล้านบาท)

 

งบประมาณฉุกเฉินและปัญหาหนี้สาธารณะ

 

ค่าใช้จ่ายกว่า 3.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.1 แสนล้านบาท)ในช่วง 100 ชั่วโมงแรกเป็น ‘รายจ่ายที่ไม่ได้อยู่ในงบประมาณที่วางแผนไว้’ มีรายงานว่า เพนตากอนเตรียมยื่นเรื่องของบประมาณสนับสนุนเพิ่มเติมอีก 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.58 ล้านล้านบาท) เพื่อนำมาทดแทนขีปนาวุธอย่าง Tomahawk, Patriot และ THAAD ที่ถูกใช้งานไป

 

การขอเงินจำนวนมหาศาลนี้อาจทำให้สภาคองเกรสกังวลเกี่ยวกับปัญหาการขาดดุลงบประมาณและหนี้สาธารณะของประเทศ โดยมีการคาดการณ์ว่า หากนับรวมทั้งหมด สงครามครั้งนี้อาจทำให้ผู้เสียภาษีชาวอเมริกันต้องแบกรับภาระสูงถึง 6.5 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 2.06 ล้านล้านบาท)

 

วิกฤตคลังอาวุธและการปรับกลยุทธ์

 

ข้อจำกัดที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่เรื่องงบประมาณ แต่เป็น ‘คลังขีปนาวุธสกัดกั้น’ ที่กำลังร่อยหรอลงอย่างรวดเร็ว เพื่อแก้ปัญหานี้ สหรัฐฯ กำลังหาทางลดต้นทุน เช่น การพิจารณาจัดหาระบบสกัดกั้นราคาถูกที่ผลิตจำนวนมากจากยูเครน และเปลี่ยนยุทธวิธีไปมุ่งเน้นการทำลายฐานปล่อยขีปนาวุธ/โดรนของศัตรู แทนที่จะพยายามใช้ขีปนาวุธสกัดกั้นโดรนทุกตัวที่ลอยเข้ามา

 

ผลกระทบทางการเมืองของรัฐบาลทรัมป์ 2.0

 

การทำสงครามครั้งนี้ส่งผลให้คะแนนความนิยมของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ‘ลดลง’ เนื่องจากเขาชนะการเลือกตั้งด้วยนโยบายลดค่าครองชีพ แต่กลับถูกวิจารณ์ว่า กำลังทุ่มเงินหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐไปกับสงครามในตะวันออกกลาง แทนที่จะนำมาช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลหรือลดค่าอาหารให้ชาวอเมริกัน

 

นอกจากนี้ ส.ส. พรรคเดโมแครตได้ยื่นเรื่องให้สำนักงบประมาณรัฐสภา (CBO) ประเมินต้นทุนและผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างละเอียด เพื่อตรวจสอบการใช้จ่ายของรัฐบาลสหรัฐฯ

 

แฟ้มภาพ: U.S. Navy / Handout via Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post สหรัฐฯ ทุ่มเงินทำสงครามกับอิหร่านไปแล้วเท่าไร กระทบพลเมืองอเมริกันมากแค่ไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
CIMB เตือนกันชนพลังงานไทย ‘พังทลาย’ เหตุกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง-หนี้สาธารณะตึงหนัก ราคาน้ำมัน-ค่าครองชีพจ่อพุ่ง https://thestandard.co/cimb-thailand-energy-crisis-oil/ Mon, 02 Mar 2026 09:33:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1183512 ภาพกราฟแสดงราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นพร้อมสัญลักษณ์เงินบาทและเศรษฐกิจไทย

CIMB ห่วงรัฐบาลรักษาการไม่สามารถออกมาตรการเยียวยาฉุกเฉิ […]

The post CIMB เตือนกันชนพลังงานไทย ‘พังทลาย’ เหตุกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง-หนี้สาธารณะตึงหนัก ราคาน้ำมัน-ค่าครองชีพจ่อพุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟแสดงราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นพร้อมสัญลักษณ์เงินบาทและเศรษฐกิจไทย

CIMB ห่วงรัฐบาลรักษาการไม่สามารถออกมาตรการเยียวยาฉุกเฉินขนาดใหญ่ได้ เตือนไทยอาจเผชิญภาวะ ‘กันชนพลังงานพังทลาย’ เหตุกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง-หนี้สาธารณะตึงหนัก อาจทำให้รัฐบาลไม่สามารถอุดหนุนได้เหมือนอดีต ประชาชนต้องแบกรับค่าครองชีพที่พุ่งสูงตามจริง ประเมินในฉากทัศน์ร้ายแรงสุดราคาน้ำมันทะลุ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 

วันนี้ (2 มีนาคม) ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMB) ได้ออกบทวิเคราะห์เกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางล่าสุด โดยชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงระดับสูงต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการเผชิญหน้ากับวิกฤตพลังงานในช่วงที่กลไกการบริหารประเทศติดล็อกทางงบประมาณ

 

โดยดร.อมรเทพกล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ ‘ภาวะสุญญากาศทางการคลัง’ ของไทยในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ซึ่งทำให้การรับมือวิกฤตทำได้ยากกว่าปกติ

 

“ในช่วงที่ยังไม่มีรัฐบาลใหม่ที่มีอำนาจเต็ม การเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายลงทุนจะหยุดชะงัก รัฐบาลรักษาการไม่สามารถอนุมัติโครงการใหม่หรือออกมาตรการเยียวยาฉุกเฉินขนาดใหญ่ได้” ดร.อมรเทพกล่าว

 

ไทยเสี่ยงเผชิญภาวะ ‘กันชนพลังงานพังทลาย’

 

ดร.อมรเทพ ยังตั้งข้อสังเกตว่า ไทยอาจเผชิญภาวะ ‘กันชนพลังงานพังทลาย’ เนื่องจาก กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงแบกหนี้เกินเพดาน ขณะที่หนี้สาธารณะใกล้เต็มกรอบวินัยการคลัง ทำให้รัฐบาลไม่สามารถเข้าอุดหนุนราคาหน้าปั๊มได้เหมือนอดีต ประชาชนต้องแบกรับค่าครองชีพที่พุ่งสูงตามจริงทันที

 

ดร.อมรเทพ ยังเตือนว่า หากเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค (Technical Recession) ในช่วงที่การเมืองไม่นิ่ง อาจนำไปสู่การถูกปรับลด Credit Rating ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการกู้เงินของทั้งประเทศ (Bond Yield) พุ่งสูงขึ้น

 

เจาะ 3 ฉากทัศน์ความขัดแย้งและราคาน้ำมัน

 

ฉากทัศน์ที่ 1 ตึงเครียดจำกัดวง – มีการตอบโต้ประปรายแต่ไม่กระทบการขนส่งน้ำมัน ราคาน้ำมันดิบขยับขึ้นที่ 70-80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และสงบลงใน 1 เดือน ตลาดทุนผันผวนระยะสั้น

 

ฉากทัศน์ที่ 2 ปิดช่องแคบฮอร์มุซ – กระทบการส่งออกน้ำมันและ LNG 1 ใน 5 ของโลก ราคาน้ำมันดิบพุ่งแตะ 90-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ต้นทุนขนส่งในเอเชียพุ่งสูงทันที

 

ฉากทัศน์ที่ 3 สงครามยืดเยื้อ – สหรัฐฯ-อิสราเอล ปะทะอิหร่านโดยมีรัสเซียสนับสนุน สงครามทำลายโครงสร้างพื้นฐาน ราคาน้ำมันทะลุ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทั่วโลกเข้าสู่ภาวะ Risk-off

 

เปิดแนวทางการรับมือ: เน้นพึ่งพาตนเอง

 

ดร.อมรเทพกล่าวต่อว่า ในภาวะที่รัฐบาลยังไม่สามารถออกมาตรการช่วยเหลือได้ ภาคเอกชนต้องเร่งปรับตัว ผ่านวิธีการต่างๆ ดังนี้

 

  • บริหารสภาพคล่อง – สำรองเงินสดรับมือต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ที่อาจพุ่งขึ้น 20-30%
  • ป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน – ผู้นำเข้าควรทำ Hedging ป้องกันบาทอ่อนค่าทะลุ 34 บาทต่อดอลลาร์
  • ชะลอการก่อหนี้ – ภาคครัวเรือนและ SMEs ต้องระมัดระวังการสร้างหนี้ใหม่เพื่อรักษาสถานะทางการเงินในภาวะเศรษฐกิจซบเซา

 

“เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งใหญ่ ความรวดเร็วในการจัดตั้งรัฐบาลและการปลดล็อกงบประมาณ คือตัวแปรเดียวที่จะช่วยบรรเทาผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางไม่ให้กลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจระดับชาติ” ดร.อมรเทพกล่าวทิ้งท้าย

 

ภาพ: GarryKillian / Shutterstock

The post CIMB เตือนกันชนพลังงานไทย ‘พังทลาย’ เหตุกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง-หนี้สาธารณะตึงหนัก ราคาน้ำมัน-ค่าครองชีพจ่อพุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกนิติตั้ง ‘วอร์รูม’ รับมือ สงครามตะวันออกกลาง https://thestandard.co/ekaniti-war-room-middle-east-economy/ Sun, 01 Mar 2026 11:47:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1183211 เอกนิติ สั่งตั้งวอร์รูมรับมือสงครามตะวันออกกลาง ย้ำเศรษฐกิจไทยแกร่งพร้อมรับมือความผันผวน

เอกนิติ สั่งตั้งวอร์รูมดึงหน่วยงานเกี่ยวข้อง ได้แก่ สภา […]

The post เอกนิติตั้ง ‘วอร์รูม’ รับมือ สงครามตะวันออกกลาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกนิติ สั่งตั้งวอร์รูมรับมือสงครามตะวันออกกลาง ย้ำเศรษฐกิจไทยแกร่งพร้อมรับมือความผันผวน

เอกนิติ สั่งตั้งวอร์รูมดึงหน่วยงานเกี่ยวข้อง ได้แก่ สภาพัฒน์ สำนักงบฯ ธปท. ก.ล.ต. และ ตลท. ประเมินผลกระทบ-เตรียมรับมือสถานการณ์ตะวันออกกลาง ย้ำพื้นฐานเศรษฐกิจไทยแกร่งเพียงพอรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนภายนอก ชี้เงินสำรองระหว่างประเทศสูง สัดส่วนหนี้สาธารณะยังต่ำกว่ากรอบวินัยการคลัง และระบบธนาคารพาณิชย์มีความมั่นคง

 

วันนี้ (1 มีนาคม 2569) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้สั่งการให้จัดตั้งศูนย์ติดตามและประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง (Economic War Room)

 

โดย Economic War Room ประกอบด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงบประมาณ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยมีสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เป็นหน่วยงานประสานงานหลัก ให้วิเคราะห์และประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศไทยจากสถานการณ์ความตึงเครียด ในตะวันออกกลาง

 

โดยกระทรวงการคลังสรุปได้ผลกระทบเบื้องต้นได้ ดังนี้

 

1. ผลกระทบด้านพลังงานและต้นทุนการผลิต (Energy & Cost Channel) : กระทรวงการคลังคาดว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอาจมีความผันผวน และปรับเพิ่มสูงขึ้น ภายใต้ความเสี่ยงของการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางการขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก รวมถึงราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ไทยนำเข้าเพื่อผลิตไฟฟ้าเป็นสำคัญ ซึ่งราคา LNG จะเคลื่อนไหวตามราคาน้ำมันและจะส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจได้ อย่างไรก็ดี ประเทศไทยมีกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่งในปัจจุบัน สามารถรองรับความผันผวนของราคาน้ำมันภายในประเทศได้

 

2. ผลกระทบด้านการค้าโลกและห่วงโซ่อุปทาน (Trade & Supply Chain Channel): หากความเสี่ยงในเส้นทางเดินเรือบริเวณภูมิภาคในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้น อาจส่งผลให้ค่าเบี้ยประกันภัยการเดินเรือ (Risk Premium) และค่าระวางเรือปรับสูงขึ้น ซึ่งหากมีการเปลี่ยนเส้นทางการเดินเรือ อาจทำให้ระยะเวลาขนส่งเพิ่มขึ้น ผลกระทบดังกล่าวอาจเพิ่มต้นทุนการนำเข้า–ส่งออก และอาจสร้างแรงกดดันต่อผู้ประกอบการที่พึ่งพาการส่งออกและวัตถุดิบนำเข้า กระทรวงการคลังได้มอบหมายให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมในการดำเนินมาตรการดูแลและสนับสนุนสภาพคล่องของผู้ประกอบการนำเข้าและส่งออกอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อภาคธุรกิจ

 

3. ผลกระทบด้านภาคการท่องเที่ยว (Tourism Channel): ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและการปิดน่านฟ้าบางประเทศ ส่งผลให้สายการบินยกเลิกหรือปรับเส้นทางการบิน ทำให้มีผู้โดยสารตกค้างบางส่วน ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์อาจกระทบความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว

 

โดยเฉพาะเส้นทางบินระยะไกล โดยต้นทุนตั๋วโดยสารที่สูงขึ้นและระยะเวลาเดินทางที่ยาวขึ้น

 

4. ผลกระทบด้านอัตราเงินเฟ้อ (Inflation Channel): ราคาพลังงานโลกที่ผันผวน อาจกดดันต้นทุนการนำเข้า-ส่งออก อย่างไรก็ดี หากสถานการณ์ไม่ยืดเยื้อ ผลกระทบต่อระดับราคาสินค้าและบริการภายในประเทศคาดว่าจะอยู่ในวงจำกัด ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อของไทยอยู่ในระดับต่ำ โดย ณ เดือนมกราคม 2569 อยู่ที่ -0.7% (YoY)

 

และกระทรวงการคลังคาดว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปี 2569 จะอยู่ที่ 0.3% (YoY)

 

5. ผลกระทบด้านตลาดเงิน ตลาดทุน และอัตราแลกเปลี่ยน (Financial Market Channel): ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ตลาดอาจเข้าสู่ภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-off) อาจเพิ่มการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น สินทรัพย์ที่เป็นดอลลาร์สหรัฐ ทองคำ เป็นต้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนย้ายกระแสเงินทุน

 

ไหลออกจากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market Economies) โดยค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ อาจมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ส่งผลกระทบต่อค่าเงินในภูมิภาค รวมถึงค่าเงินบาทอาจจะมีความผันผวนและอ่อนค่าลงในระยะสั้น ทั้งนี้ กระทรวงการคลัง ได้ประสานงานให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ใช้เครื่องมือและมาตรการรองรับความผันผวนของตลาดที่เหมาะสม และสามารถปรับใช้ได้ตามระดับความรุนแรงของสถานการณ์ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนและเสถียรภาพให้ตลาดการเงินไทย

 

6. ผลกระทบด้านแรงงาน (Labour Channel): สถานการณ์ความขัดแย้งส่งผลกระทบต่อแรงงานไทยในตะวันออกกลางประมาณ 110,000 คน ทั้งในด้านความปลอดภัยและการจ้างงาน อย่างไรก็ดี หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศได้เตรียมความพร้อมด้านการคุ้มครองคนไทยในต่างประเทศ และติดต่อประสานงานกับแรงงานไทยในต่างประเทศอย่างใกล้ชิด

 

ดร.เอกนิติ เน้นย้ำว่า “พื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังมีเสถียรภาพและความแข็งแกร่งเพียงพอ ประกอบกับภาคการคลังยังมีความยืดหยุ่นและมีขีดความสามารถในการรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนภายนอก โดยไทยมีเงินสำรองระหว่างประเทศในระดับสูง ดุลบัญชีเดินสะพัดอยู่ในเกณฑ์บริหารได้ สัดส่วนหนี้สาธารณะยังต่ำกว่ากรอบวินัยการคลัง และระบบธนาคารพาณิชย์มีความมั่นคง

 

โดยมีระดับเงินกองทุนและเงินสำรองรองรับความเสี่ยงอยู่ในเกณฑ์ที่เข้มแข็ง”

 

“ในระยะต่อไป กระทรวงการคลังจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งจะประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและจะพิจารณาใช้เครื่องมือเชิงนโยบายในการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงินอย่างเหมาะสม เพื่อดำเนินมาตรการที่จำเป็นได้อย่างทันท่วงที” ดร.เอกนิติทิ้งท้าย

The post เอกนิติตั้ง ‘วอร์รูม’ รับมือ สงครามตะวันออกกลาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCB EIC ปรับเพิ่ม GDP ไทยปี 2569 เป็น 1.8% รับอานิสงส์ AI หนุนส่งออกพุ่ง-ลงทุนเอกชนฟื้น ขณะที่กนง. จ่อหั่นดอกเบี้ยเหลือ 1% กลางปีนี้ ท่ามกลางเสถียรภาพรัฐบาลใหม่ที่มีภูมิใจไทยเป็นแกนนำ https://thestandard.co/scb-eic-thailand-gdp-ai-export/ Sat, 21 Feb 2026 07:12:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1180582 ภาพกราฟิกแสดงแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่ปรับตัวดีขึ้น โดยมีปัจจัยหนุนจาก AI การส่งออก และการลงทุนเอกชน พร้อมการคาดการณ์ดอกเบี้ยนโยบาย

SCB EIC ปรับเพิ่ม GDP ไทยปี 2569 เป็น 1.8% ตามแรงหนุนส่ […]

The post SCB EIC ปรับเพิ่ม GDP ไทยปี 2569 เป็น 1.8% รับอานิสงส์ AI หนุนส่งออกพุ่ง-ลงทุนเอกชนฟื้น ขณะที่กนง. จ่อหั่นดอกเบี้ยเหลือ 1% กลางปีนี้ ท่ามกลางเสถียรภาพรัฐบาลใหม่ที่มีภูมิใจไทยเป็นแกนนำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่ปรับตัวดีขึ้น โดยมีปัจจัยหนุนจาก AI การส่งออก และการลงทุนเอกชน พร้อมการคาดการณ์ดอกเบี้ยนโยบาย

SCB EIC ปรับเพิ่ม GDP ไทยปี 2569 เป็น 1.8% ตามแรงหนุนส่งออก และลงทุนเอกชนที่มีแนวโน้มขยายตัวสูงขึ้น ภายใต้แนวโน้มเศรษฐกิจโลกและเสถียรภาพการเมืองในประเทศที่ดีขึ้น

 

SCB EIC ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็น 1.8% (เดิม 1.5%)

 

  • เศรษฐกิจไทยปีนี้ได้รับแรงหนุนมากขึ้นเทียบกับมุมมองเดิม ณ ธ.ค. 2568

 

มูลค่าส่งออกมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้น ตามเศรษฐกิจและการค้าโลกที่ขยายตัวดีขึ้น จากแรงส่งการลงทุนเทคโนโลยี AI และอุปสงค์สินค้าที่เกี่ยวข้อง ส่งผลให้

 

แรงหนุนวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังมีต่อเนื่อง

 

ลงทุนภาคเอกชนเร่งตัว จากการลงทุนจริงที่เร่งตัวขึ้นตามเม็ดเงินลงทุนทางตรงจากต่างประเทศที่ไหลเข้ามาในช่วงก่อนหน้า และการก่อสร้างที่มีแนวโน้มฟื้นตัว สะท้อนจากตัวเลขพื้นที่เชิงพาณิชย์และการตั้งโรงงาน

 

อย่างไรก็ดี แรงส่งภาครัฐปีนี้จะชะลอตัวลงบ้างจากที่เคยประเมินไว้ หลังเร่งเบิกจ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากในช่วงไตรมาส 4 ปี 2568

 

  • แม้มุมมองเศรษฐกิจไทยปี 2569 ปรับดีขึ้นบ้าง แต่ยังมีทิศทางชะลอลงจากปีก่อน และขยายตัวต่ำกว่าอดีตมาก

 

ไทยยังเผชิญแรงกดดันสำคัญจากภายนอกและภายในประเทศ เช่น ประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ ความเปราะบางของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ

 

ขณะที่แรงหนุนจากการใช้จ่ายภาครัฐมีจำกัดจากพื้นที่การคลังที่น้อยลง และยังต้องจับตาประเด็นความยั่งยืนหนี้สาธารณะที่อาจส่งผลกระทบต่อการจัดอัน Credit rating ประเทศอีกด้วย

 

  • กนง. มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยนโยบายอีก 1 ครั้งไปอยู่ที่ 1% ภายในกลางปีนี้ และจะคงดอกเบี้ยระดับต่ำไว้ตลอดช่วงที่เหลือของปี เพื่อลดความตึงตัวของภาวะการเงินและสนับสนุนเศรษฐกิจ ควบคู่กับการออกมาตรการการเงินเฉพาะจุดของภาครัฐ เช่น มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ มาตรการปรับโครงสร้างหนี้ และมาตรการค้ำประกันความเสี่ยงเครดิต

 

SCB EIC ประเมินว่า ผลเลือกตั้งที่ออกมาชัดเจนช่วยลดความเสี่ยงทางการเมืองลง โดยจะเพิ่มเสถียรภาพรัฐบาล ในกรณีฐานที่รัฐบาลใหม่จะพร้อมเริ่มงานในเดือน พ.ค. 2569 และการประกาศใช้ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570 อาจล่าช้าเพียง 1-2 เดือน

 

  • ในกรณีฐาน พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลและเสนอชุดนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นควบคู่กับนโยบายแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาว ท่ามกลางพื้นที่การคลังที่มีจำกัด จากแนวโน้มหนี้สาธารณะที่ใกล้ชนเพดานและความเสี่ยงเครดิตเรตติงสูงขึ้น

 

  • อย่างไรก็ดี ยังมีความเสี่ยงทางการเมืองที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะกรณีบาร์โคดบนบัตรเลือกตั้ง อาจทำให้สามารถระบุตัวตนผู้ใช้สิทธิได้และอาจขัดต่อกฎหมายเลือกตั้ง นำไปสู่เลือกตั้งใหม่

 

SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจโลกในปี 2569 จะขยายตัว 2.7% สูงกว่าคาดการณ์เดิมที่ 2.5%

 

  • เศรษฐกิจโลกปี 2569 จะขยายตัวต่อเนื่อง จากกระแสการลงทุนและการค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI ที่ช่วยลดทอนผลกระทบจากแรงกดดันภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายกีดกันทางการค้า

 

  • ภาวะการเงินโลกผ่อนคลายจากปีก่อน กลับไปใกล้ระดับก่อนวิกฤติโควิด -19 แต่การลดดอกเบี้ยเพื่อผ่อนคลายภาวะการเงินเพิ่มเติมอาจทำได้อีกไม่มาก บางประเทศยังมีความเสี่ยงเงินเฟ้อสูง เช่น สหรัฐฯ โดย Fed มีแนวโน้มทยอยลดดอกเบี้ยนโยบายรวม 0.5% ในปีนี้ ขณะที่ ECB มีท่าทีคงดอกเบี้ยไว้ที่ 2% ตลอดปี ส่วน BOJ จะทยอยขึ้นดอกเบี้ยสู่ 1.25%

 

อ่านบทวิเคราะห์ฉบับออนไลน์ได้ที่:

 

https://www.scbeic.com/th/detail/product/SCBEIC-Monthly-insight-0226

The post SCB EIC ปรับเพิ่ม GDP ไทยปี 2569 เป็น 1.8% รับอานิสงส์ AI หนุนส่งออกพุ่ง-ลงทุนเอกชนฟื้น ขณะที่กนง. จ่อหั่นดอกเบี้ยเหลือ 1% กลางปีนี้ ท่ามกลางเสถียรภาพรัฐบาลใหม่ที่มีภูมิใจไทยเป็นแกนนำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รายได้ภาษีศุลกากรสหรัฐฯ โตแรง ท่ามกลาง policy uncertainty หนุนทองคำกลับสู่โฟกัสตลาด https://thestandard.co/us-customs-tax-uncertainty-gold/ Thu, 19 Feb 2026 07:51:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1179996 ภาพประกอบการเติบโตของรายได้ภาษีศุลกากรสหรัฐฯ และราคาทองคำที่ปรับตัวขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนทางนโยบาย

รายได้จากภาษีศุลกากรของสหรัฐอเมริกากำลังกลายเป็นประเด็น […]

The post รายได้ภาษีศุลกากรสหรัฐฯ โตแรง ท่ามกลาง policy uncertainty หนุนทองคำกลับสู่โฟกัสตลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบการเติบโตของรายได้ภาษีศุลกากรสหรัฐฯ และราคาทองคำที่ปรับตัวขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนทางนโยบาย

รายได้จากภาษีศุลกากรของสหรัฐอเมริกากำลังกลายเป็นประเด็นที่ตลาดการเงินทั่วโลกจับตา หลังตัวเลขล่าสุดสะท้อนการเพิ่มขึ้นในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ แม้ภาพดังกล่าวจะช่วยลดแรงกดดันทางการคลังในระยะสั้น แต่ความไม่แน่นอนทางกฎหมายและการเมืองยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อทิศทางนโยบายการค้าและตลาดการเงิน

 

ฮั่วเซ่งเฮงเปิดเผยว่า รายงานการคลังของรัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่า ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา รายได้จากภาษีศุลกากรเพิ่มขึ้นมากกว่า 300% แตะระดับ 30,000 ล้านดอลลาร์ในเดือนเดียว ส่งผลให้ยอดสะสมตั้งแต่ต้นปีงบประมาณอยู่ที่ 124,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 304% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่การขาดดุลงบประมาณในเดือนที่ 4 ของปีงบประมาณลดลงเหลือ 95,000 ล้านดอลลาร์ ลดลง 26% และยอดขาดดุลสะสมอยู่ที่ 697,000 ล้านดอลลาร์ ปรับลดลงจากปีก่อนเช่นกัน

 

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนบทบาทของภาษีศุลกากรในฐานะเครื่องมือพยุงฐานะการคลัง ท่ามกลางระดับหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยแรงหนุนสำคัญมาจากมาตรการทางการค้าที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2025 ซึ่งมีการปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าหลายหมวด แม้จะมีการผ่อนปรนบางส่วนผ่านการเจรจา แต่โครงสร้างหลักของนโยบายยังคงดำเนินต่อเนื่อง

 

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญที่ตลาดให้ความสนใจอยู่ที่กระบวนการพิจารณาของศาลฎีกาสหรัฐฯ (Supreme Court of the United States) ซึ่งกำลังพิจารณาประเด็นอำนาจในการจัดเก็บภาษีศุลกากร ความล่าช้าในการออกคำวินิจฉัยทำให้ความไม่แน่นอนยืดเยื้อ และเปิดโอกาสต่อสถานการณ์ที่อาจเกิดผลกระทบในวงกว้าง หากศาลตัดสินไม่รับรองมาตรการดังกล่าว รัฐบาลอาจต้องคืนรายได้ภาษีที่จัดเก็บไปแล้ว ซึ่งจะกระทบฐานะการคลังและความเชื่อมั่นของตลาด

 

แม้รายได้ภาษีที่เพิ่มขึ้นจะช่วยบรรเทาแรงกดดันบางส่วน แต่ภาระดอกเบี้ยของหนี้สาธารณะยังคงเป็นข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง โดยข้อมูลล่าสุดระบุว่า หนี้สาธารณะสหรัฐฯ อยู่ที่ประมาณ 38.6 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่ดอกเบี้ยสุทธิยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนต้นทุนการกู้ยืมที่ยังอยู่ในระดับสูงและจำกัดพื้นที่นโยบายการคลังในระยะยาว

 

ในมิติทางเศรษฐกิจ ภาษีศุลกากรยังถูกมองว่าเป็นปัจจัยที่เพิ่มแรงกดดันด้านราคา ผ่านต้นทุนการนำเข้าและต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ผลการศึกษาของ Federal Reserve Bank of New York ชี้ว่า ภาระภาษีส่วนใหญ่ตกอยู่กับภาคธุรกิจและผู้บริโภคในประเทศ ขณะที่ Congressional Budget Office ประเมินว่า ต้นทุนจำนวนมากถูกส่งผ่านไปยังราคาสินค้า ซึ่งอาจส่งผลต่อเงินเฟ้อและกำลังซื้อ

 

แรงกดดันเงินเฟ้อดังกล่าวเชื่อมโยงโดยตรงกับทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เนื่องจากหากระดับราคายังคงสูง Fed จะมีข้อจำกัดในการผ่อนคลายนโยบายการเงิน ขณะที่ความผันผวนของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่ตลาดติดตามในฐานะสัญญาณสะท้อนความเสี่ยงการคลังและสภาพคล่องโลก

 

อีกด้านหนึ่ง ความเคลื่อนไหวของนโยบายภาษีกำลังกลายเป็นประเด็นทางการเมืองที่มีนัยสำคัญ โดยรอยร้าวภายในสภาคองเกรสและแรงกดดันก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมเพิ่มระดับความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและเสถียรภาพของตลาดการเงิน

 

ภายใต้บริบทดังกล่าว ทองคำกลับมาได้รับความสนใจในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง เนื่องจากความไม่แน่นอนด้านนโยบาย การเมือง และเงินเฟ้อมักเป็นปัจจัยสนับสนุนความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย นักวิเคราะห์มองว่า ไม่ว่าคำตัดสินของศาลฎีกาฯ จะออกมาในทิศทางใด ความผันผวนที่เกิดขึ้นกับค่าเงินดอลลาร์และตลาดพันธบัตรอาจเป็นแรงหนุนต่อราคาทองคำในระยะถัดไป

 

ฮั่วเซ่งเฮงประเมินว่า ระยะสั้น ราคาทองคำอาจเคลื่อนไหวตามกระแสข่าวและความคาดหวังต่อนโยบายการเงินสหรัฐฯ ขณะที่ในระยะกลางถึงยาว โครงสร้างความเสี่ยงที่ยังอยู่ในระดับสูงยังคงสนับสนุนบทบาทของทองคำในพอร์ตการลงทุน

 

ภาพรวมสถานการณ์จึงสะท้อนว่า แม้มาตรการภาษีศุลกากรจะช่วยหนุนรายได้ภาครัฐในระยะสั้น แต่ปัจจัยเสี่ยงด้านกฎหมาย เศรษฐกิจ และการเมืองยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่ตลาดต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงที่ทิศทางนโยบายเศรษฐกิจโลกยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

The post รายได้ภาษีศุลกากรสหรัฐฯ โตแรง ท่ามกลาง policy uncertainty หนุนทองคำกลับสู่โฟกัสตลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCB EIC มองผลเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2026 ลดแรงกดดันเศรษฐกิจไทย คาดรัฐบาลใหม่เริ่มงาน พ.ค. นี้ ชูเสถียรภาพการเมืองเด่น แต่ต้องฝ่าความท้าทายหนี้สาธารณะใกล้ชนเพดาน 70% https://thestandard.co/thai-election-economic-outlook/ Sun, 15 Feb 2026 06:48:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1178689 ภาพรวมการจัดตั้งรัฐบาลใหม่และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจากมุมมอง SCB EIC

SCB EIC มองผลเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2026 ลดความเสี่ยงเศรษฐกิจ […]

The post SCB EIC มองผลเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2026 ลดแรงกดดันเศรษฐกิจไทย คาดรัฐบาลใหม่เริ่มงาน พ.ค. นี้ ชูเสถียรภาพการเมืองเด่น แต่ต้องฝ่าความท้าทายหนี้สาธารณะใกล้ชนเพดาน 70% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพรวมการจัดตั้งรัฐบาลใหม่และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจากมุมมอง SCB EIC

SCB EIC มองผลเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2026 ลดความเสี่ยงเศรษฐกิจจากความไม่แน่นอนทางการเมืองลง จากไทม์ไลน์การจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพได้เร็ว

 

SCB EIC ประเมินการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่มีเสถียรภาพจะเกิดขึ้นได้เร็ว หลังเห็นผลการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2026 ที่ออกมา

 

พรรคภูมิใจไทยชนะเลือกตั้งครั้งนี้จะมีทางเลือกในการจัดตั้งรัฐบาลผสมเสียงข้างมากที่มีเสถียรภาพได้หลายรูปแบบและมี 3 รัฐมนตรีมืออาชีพสานนโยบายต่อหลังจากชนะการเลือกตั้งด้วยจำนวนที่นั่งมากถึง 193 ที่นั่ง (ข้อมูลอย่างไม่เป็นทางการจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง ณ วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2026 นับแล้ว 94%) ทิ้งห่างจากพรรคอันดับสอง 118 ที่นั่งค่อนข้างมาก โดยมีพรรคประชาชนเป็นแกนนำฝ่ายค้าน (รูปที่ 1) ผลการเลือกตั้งเช่นนี้เร่งให้เกิดการจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ลดความไม่แน่นอนทางการเมืองของไทย และสร้างความต่อเนื่องของนโยบายในการบริหารราชการแผ่นดิน

 

รูปที่ 1 : ฉากทัศน์การจัดตั้งรัฐบาลจากผลการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2026

 

ภาพรวมการจัดตั้งรัฐบาลใหม่และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจากมุมมอง SCB EIC 1

 

ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง และสำนักข่าวต่างๆ

 

ประเมินรัฐบาลใหม่เริ่มปฏิบัติหน้าที่เดือน พ.ค. การจัดทำงบประมาณปี 2027 จะล่าช้าเพียง 1-2 เดือน

 

SCB EIC ประเมินว่าการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลครั้งนี้จะใช้เวลา 5 เดือน (2+2+1) โดย 2 เดือนแรกเป็นระยะเวลาตั้งแต่ยุบสภาในวันที่ 12 ธ.ค. 2025 ถึงวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2026 และประเมินว่าจะใช้เวลาอีก 2 เดือนในการเลือกนายกรัฐมนตรีใหม่ และอีก 1 เดือนในการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี ถวายสัตย์ปฏิญาณ แถลงนโยบายต่อรัฐสภา และเริ่มปฏิบัติหน้าที่ได้เต็มรูปแบบภายในเดือน พ.ค. (รูปที่ 2)

 

โดยปกติแล้วการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลจะส่งผลให้อัตราการเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐบาลลดลง โดยเฉพาะงบลงทุน และมีความเสี่ยงประกาศใช้ พ.ร.บ. งบประมาณปีถัดไปล่าช้า อย่างไรก็ดี ผลกระทบการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลรอบนี้จะไม่รุนแรงนัก ส่วนหนึ่งเป็นผลจากมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการเร่งอนุมัติโครงการต่าง ๆ ที่รัฐบาลดำเนินการไว้ก่อนยุบสภา

 

สำหรับกระบวนการจัดทำงบประมาณปี 2027 มีแนวโน้มประกาศใช้ได้ในเดือน พ.ย. 2026 ล่าช้าเพียง 1-2 เดือนจากกำหนดการปกติที่จะเริ่มใช้ในวันที่ 1 ต.ค. 2026 ใกล้เคียงกับที่ SCB EIC ประเมินไว้ก่อนเลือกตั้ง เนื่องจากช่วงระยะเวลาการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลและช่วงเวลาการจัดทำรายละเอียดงบประมาณขนานกัน โดยผลการเลือกตั้งที่ออกมานี้จึงลดความเสี่ยงด้านลบจากกระบวนการจัดทำงบประมาณปี 2027 ที่จะล่าช้าออกไปมาก (รูปที่ 2)

 

รูปที่ 2 : ไทม์ไลน์การจัดตั้งรัฐบาลและการจัดทำ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2027

 

ภาพรวมการจัดตั้งรัฐบาลใหม่และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจากมุมมอง SCB EIC 2

 

ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของทำเนียบรัฐบาล, กระทรวงการคลัง และสำนักงบประมาณ

 

พรรคภูมิใจไทยตั้งเป้าเศรษฐกิจขยายตัว > 3% ผ่านชุดนโยบาย ‘10 พลัส’ ยังมีความท้าทายสูงบนข้อจำกัดทางการคลัง

 

พรรคภูมิใจไทยตั้งเป้ายกระดับให้เศรษฐกิจไทยกลับมาขยายตัวสูงกว่า 3% อีกครั้ง ผ่านชุดนโยบาย 10 พลัส ซึ่งครอบคลุมการฟื้นเศรษฐกิจระยะสั้น ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้เติบโตระยะยาว และกระจายรายได้ลดความเหลื่อมล้ำ โดยแบ่งเป็น 2 เสาหลัก ได้แก่โอบอุ้มรากฐาน สร้างความทั่วถึง : (1) คนตัวเล็ก ตัวน้อย พลัส ปิดหนี้ คนละครึ่งพลัส (2) ผู้สูงวัย พลัส พัฒนาทักษะ สร้างรายได้ มีคนดูแล (3) ชุมชน พลัส ท่องเที่ยวเมืองรอง ผลิตของที่ใช่ขายของที่ชอบ (4) การศึกษาเท่าเทียม พลัส เรียนฟรีผ่านแพลตฟอร์ม มีงานทำ (5) เมดอินไทยแลนด์ SMEs พลัส เงินทุนดอกเบี้ยต่ำ เข้าถึงงานภาครัฐยกระดับศักยภาพการแข่งขันประเทศในระยะยาว : (6) ลงทุน พลัส เพิ่มสัดส่วนการลงทุนเป็น 30% ของ GDP เน้นอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (7) เศรษฐกิจสีเขียว พลัส มุ่ง Net zero ตลาดคาร์บอน (8) ดิจิทัล AI พลัส พัฒนาทักษะ สร้างรายได้ (9) Trade พลัส อัปเกรดการผลิต ยึดตลาดโลก (10) Thailand พลัส

 

รัฐฉับไว อนุมัติไว

 

ข้อสังเกตของ SCB EIC ต่อชุดนโยบายนี้

 

  • ทิศทางการดำเนินนโยบายยังไม่ชัดเจนนัก ชุดนโยบาย 10 พลัส นี้ ครอบคลุมนโยบายมากกว่าชุดนโยบายที่พรรคภูมิใจไทยเสนอคณะกรรมการการเลือกตั้งไว้พร้อมวงเงินที่ใช้ดำเนินการตามนโยบายหาเสียง ซึ่งมีเพียง 8 นโยบาย และยังไม่ครอบคลุมบางนโยบายที่ประกาศในเวทีหาเสียงบางโอกาส เช่น โครงการแลนด์บริดจ์ ขณะเดียวกัน นโยบายที่เสนอยังเป็นเพียงกรอบแนวคิดกว้าง เช่น ชุมชนพลัส ลงทุนพลัส Trade พลัส และไทยแลนด์พลัส ซึ่งแม้จะสะท้อนวิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ แต่ยังขาดรายละเอียดเชิงปฏิบัติ กลไกการดำเนินงาน แนวทางบังคับใช้ ตลอดจนสิทธิประโยชน์และแรงจูงใจที่เป็นรูปธรรมเพียงพอ ทำให้การประเมินผลบวกต่อเศรษฐกิจยังทำได้จำกัด ทั้งนี้คาดหวังว่าทิศทางชุดนโยบายจะมีความชัดเจนขึ้นมากหลังการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา
  • หลายนโยบายใน 10 พลัส พยายามตอบโจทย์ปัญหาเชิงโครงสร้างไทย เช่น การแก้ปัญหาหนี้ การสนับสนุน SME การปฏิรูปภาครัฐ การผลักดันดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว แต่หลายโครงการยังเน้นการให้เงินอุดหนุน ซึ่งเน้นประโยชน์ระยะสั้น เช่น คนละครึ่งพลัส หากพิจารณาเฉพาะ 8 นโยบายที่พรรคภูมิใจไทยนำเสนอคณะกรรมการการเลือกตั้ง วงเงิน 1.48 แสนล้านบาทต่อปี พบว่าราว 30% เป็นการให้เงินอุดหนุนโดยตรง
  • ข้อจำกัดด้านการคลังมากขึ้น สัดส่วนหนี้สาธารณะของไทย ณ สิ้นปีงบประมาณ 2025 อยู่ที่ 64.8% และมีแนวโน้มชนเพดาน 70% ในระยะ 1-2 ปีข้างหน้า ประกอบกับสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ 2 แห่ง Moody’s (29 เม.ย. 2025) และ Fitch (24 ก.ย. 2025) ได้ปรับลดมุมมอง (Outlook) เครดิตเรตติงของไทยเป็นลบ (Negative) แล้ว ส่วนหนึ่งเป็นผลจากปัญหาการคลังดังกล่าว ซึ่งจะสร้างข้อจำกัดในการดำเนินชุดนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะนโยบายประชานิยม และล่าสุด Fitch (11 ก.พ. 2026) ได้เน้นย้ำความสำคัญของเสถียรภาพการเมืองและเสถียรภาพการคลังเป็นหัวใจสำคัญในการคงสถานะความน่าเชื่อถือของประเทศ (รูปที่ 3)
  • ความสำเร็จในการผลักดันนโยบายให้เกิดผลบวกต่อเศรษฐกิจมีความท้าทาย รัฐบาลต้องจัดลำดับความสำคัญและความสมดุลระหว่างนโยบายกระตุ้นระยะสั้นและการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว ควบคู่กับการเร่งสร้างความเชื่อมั่นต่อภาคธุรกิจและองค์กรจัดอันดับความน่าเชื่อถือ รวมถึงบริหารงบประมาณและปฏิรูปการคลังอย่างเหมาะสมเพื่อรักษาพื้นที่ทางการคลังในยามวิกฤติและลดความเสี่ยงด้านเครดิตเรตติงของประเทศ

 

รูปที่ 3 : หนี้สาธารณะใกล้ชนเพดาน 70% ของ GDP ขณะที่ภาคเอกชนยังไม่เชื่อมั่น

 

ภาพรวมการจัดตั้งรัฐบาลใหม่และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจากมุมมอง SCB EIC 3

 

ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกระทรวงการคลัง, สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

 

ผลการเลือกตั้งนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อสมมติฐานทางเศรษฐกิจปี 2026 ในกรณีฐานของ SCB EIC มากนัก เนื่องจากใกล้เคียงกับที่คาดการณ์ไว้ก่อนเลือกตั้งว่าจะมีรัฐบาลใหม่ที่พร้อมปฏิบัติหน้าที่ในเดือน พ.ค. และ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2027 จะล่าช้าราว 1-2 เดือน แต่คะแนนเสียงของพรรคภูมิใจไทยที่สูงนี้ลดความเสี่ยงเชิงลบทางการเมืองลง

 

อย่างไรก็ดี ยังคงมีประเด็นความเสี่ยงที่ต้องจับตาอยู่ โดยเฉพาะประเด็นบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งอาจทำให้สามารถระบุตัวตนผู้ใช้สิทธิได้ ซึ่งอาจขัดต่อกฎหมายและนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่

 

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นความไม่เชื่อมั่นในผลคะแนนการเลือกตั้งต่าง ๆ ประเด็นคดีทางการเมืองของพรรคก้าวไกลเดิม (พรรคประชาชน) รวมถึงความเป็นไปได้ที่การจัดทำงบประมาณปี 2027 จะล่าช้าเพิ่มเติม หากมีความพยายามผลักดันนโยบายหาเสียงของพรรคแกนนำและพรรคร่วมรัฐบาล โดย SCB EIC อยู่ระหว่างการประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจล่าสุดและจะเผยแพร่ประมาณการใหม่ภายในเดือน ก.พ. นี้

 

อ่านบทวิเคราะห์ฉบับออนไลน์ได้ที่: https://www.scbeic.com/th/detail/product/election2026-130226

 

The post SCB EIC มองผลเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2026 ลดแรงกดดันเศรษฐกิจไทย คาดรัฐบาลใหม่เริ่มงาน พ.ค. นี้ ชูเสถียรภาพการเมืองเด่น แต่ต้องฝ่าความท้าทายหนี้สาธารณะใกล้ชนเพดาน 70% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดัชนีโปร่งใส CPI เวียดนามแซงไทย ปัญหาอยู่ที่ใคร? เอกชนชี้จัดซื้อรัฐรั่วไหล กลืนงบแสนล้าน ซ้ำเติมเครดิตประเทศ https://thestandard.co/cpi-vietnam-thailand-corruption/ Thu, 12 Feb 2026 10:56:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1177903 ภาพประกอบแสดงสภาวะเศรษฐกิจไทยที่เปราะบาง ท่ามกลางปัญหาคอร์รัปชัน และดัชนี CPI ที่ถดถอย

รื้อระบบราชการ ควบรวมกระทรวง ดันคะแนนโปร่งใส CPI เวียดน […]

The post ดัชนีโปร่งใส CPI เวียดนามแซงไทย ปัญหาอยู่ที่ใคร? เอกชนชี้จัดซื้อรัฐรั่วไหล กลืนงบแสนล้าน ซ้ำเติมเครดิตประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงสภาวะเศรษฐกิจไทยที่เปราะบาง ท่ามกลางปัญหาคอร์รัปชัน และดัชนี CPI ที่ถดถอย

รื้อระบบราชการ ควบรวมกระทรวง ดันคะแนนโปร่งใส CPI เวียดนามแซงไทย! ส.อ.ท. ชี้ปมจัดซื้อจัดจ้างรัฐรั่วไหลสูงถึง 20-30% กลืนงบประมาณกว่าแสนล้านบาท เตือนคอร์รัปชันรุนแรง ไทยเสี่ยงถูกลด Credit Rating กระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน

 

เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึง กรณีผลการประเมินดัชนีภาพลักษณ์การคอร์รัปชัน (Corruption Perceptions Index: CPI) ประจำปี 2568 โดย Transparency International ซึ่งประเทศไทยได้คะแนน 33/100 อยู่ในอันดับ 116 ของโลก ต่ำสุดในรอบ 14 ปี และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 42 คะแนน สะท้อนภาพลักษณ์ด้านความโปร่งใสที่ถดถอยลง เมื่อเทียบกับคู่แข่งเพื่อนบ้าน

 

“เรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างแน่นอน โดย CPI หรือดัชนีการรับรู้การทุจริต คือ มุมมองที่มีการให้คะแนน ถือว่าไทยตกต่ำสุดในรอบ 19 ปี อยู่อันดับที่ 7 ในภูมิภาค ซึ่งถือว่าแย่ เพราะแพ้ทั้ง สปป.ลาวและเวียดนาม ทั้งที่ไม่น่าจะเป็นแบบนี้”

 

ส่วนเวียดนามมีการพัฒนาขึ้นมาเป็น 41 คะแนน และมีแนวโน้มจะได้คะแนนเพิ่มขึ้น เพราะมีนโยบายแก้ปัญหาอย่างจริงจัง แต่เหตุใดไทยทรุดลงมาตลอด 4 ปี

 

ทั้งนี้ สอดคล้องกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และกลุ่มเพื่อนไม่ทน ออกแคมเปญก่อนหน้านี้ เพราะมองว่าความเชื่อมั่น “Ease of Doing Business” และต้นทุนแฝง จะทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยสู้ประเทศอื่นในภูมิภาคไม่ได้

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

โดยเฉพาะต้นทุนแฝงเรื่องการขอใบอนุญาต กิโยตินกฎหมาย และการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ซึ่งปัจจุบันทวีความรุนแรงขึ้นในการที่ต้องจ่ายเป็นจำนวนมาก เรื่องดังกล่าวกระทบต่อภาพลักษณ์อย่างแน่นอน

 

อีกทั้งไทยเองกำลังถูกจับตามองจากบริษัท Credit Rating ต่าง ๆ ซึ่งดูจากภาพเศรษฐกิจของไทย เมื่อดูจาก CPI แล้วจะยิ่งสะท้อนให้มีผลกระทบมากขึ้น

 

“ผลจัดอันดับครั้งนี้ กระทบความเชื่อมั่น และความมั่นใจ อีกทั้งยังถูกนำไปเปรียบเทียบกับประเทศอื่นเวลาที่จะพิจารณาการลงทุน หากมาไทยแม้โลเคชันจะดี หลายอย่างดี แต่ต้นทุนแฝง รวมถึงขั้นตอนที่ยาก ทำให้เสียเวลาและเสียพลังมาก

 

หากเป็นบริษัทที่ดี ที่มีทางเลือกก็อาจไปลงทุนที่อื่นแทนไทย”

 

นอกจากนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นยังส่งผลกระทบต่อคนในประเทศ เพราะต้องพบเจอกับปัญหาหลายเรื่องที่มาจากการคอร์รัปชัน เช่น เศรษฐกิจใต้ดินที่มีขนาดเกือบครึ่งหนึ่งของเศรษฐกิจทั้งหมด ซึ่งสะท้อนเศรษฐกิจที่เปราะบางอย่างชัดเจน

 

“หากไทยยังมีการคอร์รัปชันระดับสูง งบประมาณการอัดฉีดจากภาครัฐที่จะลงไปสู่กระบวนการเศรษฐกิจ เช่น การจัดซื้อจัดจ้างก็จะรั่วไหลหมด นโยบายจะไม่เกิดประสิทธิผล หรือเรียกว่าจะทำให้มาตรการที่ภาครัฐต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ได้ผลเท่าที่ควร”

 

อีกทั้งยังกระทบความเชื่อมั่นของการลงทุนทั้งคนไทยและต่างประเทศ เพราะต้นทุนแฝงที่มีมาก ซึ่งจะยิ่งฉุดขีดความสามารถ และความเชื่อมั่นนักลงทุน

 

อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชน โดย กกร. และเพื่อนไม่ทน ขอให้ภาครัฐจริงจังกับการป้องกันและปราบปราม เพื่อส่งสัญญาณว่าจะพยายามทำให้การคอร์รัปชันลดลง ซึ่งเมื่อสามารถทำได้อันดับคะแนนของไทยก็จะดีขึ้นในปีหน้า

 

“ปัญหาใหญ่ของไทยที่เป็นมะเร็งร้ายมาจนถึงจุดที่เกิดขึ้นในปัจจุบันแล้ว ส่วนใหญ่มาจากการคอร์รัปชัน เอกชนจึงมองว่าหากลดหรือปราบปรามคอร์รัปชันได้จริงจัง จะแก้ปัญหาที่ประเทศเผชิญอยู่อย่างน้อยครึ่งหนึ่งได้ทันที”

 

ขณะที่ หากเทียบประเทศอื่น รัฐบาลสนับสนุนช่วยให้ขั้นตอนเร็ว และง่าย เพราะถือว่านักลงทุนเป็นส่วนหนึ่งในการหารายได้ให้ประเทศ มีการสร้างงาน สร้างเศรษฐกิจ แต่ไทยกลับต้องเจอกับปัญหาเรื่องอุปสรรค เรื่องการขอใบอนุญาติ ต้องมีการจ่ายต้นทุนแฝงเพื่อให้ได้รับการอนุมัติทุกขั้นตอน ซึ่งบั่นทอนความเชื่อมั่น และกำลังใจ ทำให้ไม่ต้องการมาลงทุน

 

อย่างไรก็ดี เรื่องดังกล่าวจะกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของประเทศ หรือที่ภาครัฐตั้งเป้าไว้ เพราะการลงทุนคือเครื่องยนต์หลัก (Engine) ของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่กลับต้องติดขัดไปทั้งหมด ทำให้การลงทุนเอกชนลดลง

 

ที่น่าห่วงคือ การลงทุนจากภาครัฐก็ติดปัญหาเรื่องคอร์รัปชันจากระบบการจัดซื้อจัดจ้างที่รั่วไหล 20-30% หรือประมานหลายแสนล้านบาท ประกอบกับเสถียรภาพรัฐบาลที่ไม่ดี มีการเปลี่ยนแปลงบ่อย ทำให้การเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐล่าช้า ยิ่งทำให้ตัวเลขการลงทุนหายไปเพิ่มมากขึ้น

 

“ทุกประเทศจะเปรียบการลงทุนของภาคเอกชนเป็นด่านหน้า หรือทหารที่จะออกไปลงทุน ไปสร้างงาน สร้างเศรษฐกิจ แต่ต้องมีการส่งสเบียงเข้าไปบำรุง หรืออำนวยความสะดวกให้ แต่เวลานี้ไทยไม่เป็นแบบนั้น”

 

ขณะที่เวียดนามนั้น รู้ว่าหากยังเป็นไปตามระบบเดิมจะเหมือนกับไทย ดังนั้นจึงมีการ ’ปรับโครงสร้างระบบราชการ‘ ให้เล็กลง ’ควบรวมกระทรวง‘ เพื่อลดรายจ่ายประจำที่เป็นเงินเดือน ให้มีเงินเหลือไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) เพื่อพัฒนาประเทศมากขึ้น โดยไม่ต้องกู้ยืมและไม่เป็นภาระการคลัง

 

“แต่ไทยปัจจุบันกำลังถูกจับตามองจากบริษัท Credit Rating เพราะนโยบายพรรคการเมืองมักจะมุ่งเน้นการใช้เงินระยะสั้นในการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบประชานิยม หรือกึ่งประชานิยมทั้งหมด แต่ยังไม่เห็นวิธีหารายได้จากพรรคการเมือง ต่อไปก็จะกระทบกับกรอบวินัยทางการคลัง”

 

โดยไทยมีหนี้สาธารณะที่ขยายมาอยู่ที่ 65-66% ของ GDP โดยหากยังมีนโยบายขาดดุลปีละ 4% กว่าต่อไป ก็จะทำให้วินัยการคลังจะมีปัญหาและเสี่ยงถูกลดอันดับเรตติ้ง ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องเดียวกันทั้งหมด

 

ทั้งนี้ ภาคเอกชนออกมาเตือนก่อนล่วงหน้า และย้ำมาตลอดต้องรีบแก้ไขไม่เช่นนั้นประเทศจะเสียหายเป็นอย่างมาก หากปล่อยไว้จนไม่สามารถแก้ปัญหาใดได้ GDP ของไทยก็จะร่วงลงไปอีก

 

“ไทยต้องกลัวว่าจะเป็นไปตามคำทำนายของ IMF ซึ่งระบุว่า หากไทยยังเป็นไปในลักษณะเช่นนี้ ภายในปี 2030 ขนาดเศรษฐกิจหรือ GDP ของไทยที่ปัจจุบันอยู่อันดับ 3 จากที่เคยอยู่อันดับ 2 ซึ่งเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมาถูกสิงคโปร์แซง”

 

อาจจะร่วงไปอยู่อันดับ 5 หรืออันดับ 6 ของภูมิภาค จนได้สมญานามว่าเป็น Sick Man of Asia หรือ คนป่วยแห่งเอเชีย ดังนั้น จึงต้องรีบแก้ไขเพื่อไม่ให้คำทำนายและฉายาดังกล่าวนี้เป็นจริง จะต้องรีบแก้ไขให้กลับมาเป็น Strong Man ของเอเชียให้ได้

 

ภาพ: SAKDAWUT14 / Getty image

The post ดัชนีโปร่งใส CPI เวียดนามแซงไทย ปัญหาอยู่ที่ใคร? เอกชนชี้จัดซื้อรัฐรั่วไหล กลืนงบแสนล้าน ซ้ำเติมเครดิตประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เอกนิติ’ ยืนยันรักษาวินัยการคลัง เดินหน้าตามแผนการคลังระยะปานกลาง มองรัฐบาลผสมไม่เป็นอุปสรรค ชี้ทุกพรรคใส่ใจการคลัง https://thestandard.co/ekaniti-fiscal-discipline-plan/ Wed, 11 Feb 2026 11:09:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1177482 ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยืนยันรักษาแผนการคลังระยะปานกลาง

‘เอกนิติ’ ยืนยันมุ่งรักษาวินัยการคลัง พร้อมมั่นใจว่า จะ […]

The post ‘เอกนิติ’ ยืนยันรักษาวินัยการคลัง เดินหน้าตามแผนการคลังระยะปานกลาง มองรัฐบาลผสมไม่เป็นอุปสรรค ชี้ทุกพรรคใส่ใจการคลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยืนยันรักษาแผนการคลังระยะปานกลาง

‘เอกนิติ’ ยืนยันมุ่งรักษาวินัยการคลัง พร้อมมั่นใจว่า จะทำตามแผนการคลังระยะปานกลางฉบับปัจจุบันได้ หลัง Fitch Ratings เตือนว่า การจัดตั้งรัฐบาลผสมอาจบั่นทอนความสามารถในการรักษาวินัยการคลัง ด้านศ.ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ แนะรัฐบาลต้องส่งสัญญาณและแสดงให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือต่างๆ เชื่อว่า รัฐบาลมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างความแข็งแรงของฐานะการคลังประเทศ ‘อย่างจริงจัง’ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกหั่นเครดิตเรตติง

 

วันนี้ (11 กุมภาพันธ์) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH โดยยืนยันว่า จะมุ่งรักษาวินัยการคลัง และมั่นใจว่า จะสามารถดำเนินงานตามแผนการคลังระยะปานกลาง (MTFF) ที่วางไว้ได้

 

การให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจาก Fitch Ratings ออกมาเตือนว่า การจัดตั้งรัฐบาลผสมอาจทำให้การปรับสมดุลทางการคลังของไทยล่าช้าออกไป และอาจทำให้แผนการคลังระยะปานกลางเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อเครดิตเรตติงของประเทศไทยได้

 

ทั้งนี้ ตามแผนการคลังระยะปานกลางฉบับปัจจุบัน ตั้งเป้าลดการขาดดุลงบประมาณลดลง 2% ของ GDP ภายในปีงบประมาณ 2573 และเตรียมขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ไปเป็น 8.5% ในปีงบประมาณ 2571 และเป็น 10% ในปีงบประมาณ 2573

 

นอกจากนี้ ดร.เอกนิติยังกล่าวต่อว่า ไม่ใช่แค่พรรคภูมิใจไทยเท่านั้นที่ให้ความสำคัญกับวินัยทางการคลัง แต่ตามนโยบายของทุกพรรคการเมืองที่ประกาศออกมาก็ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนทางการคลังเช่นกัน

 

ด้าน ศ. ดร. อธิภัทร มุทิตาเจริญ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH โดยมองว่า ประเด็นหลักที่ Fitch Ratings ต้องการสื่อสาร ได้แก่

 

  • เสถียรภาพทางการเมืองอย่างเดียว ไม่เพียงพอต่อการการพิจารณา ‘อันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ’ (Sovereign Rating) แต่รัฐบาลใหม่ควรต้องคำนึงถึงนโยบายการคลังและนโยบายเศรษฐกิจในระยะปานกลางด้วย
  • Fitch Ratings ยังได้แสดงความเป็นห่วงต่อการจัดตั้งรัฐบาลผสม ที่อาจบั่นทอนความสามารถในการรักษาวินัยการคลัง
  • Fitch Ratings ย้ำว่า แผนการขาดดุลการคลัง และหนี้สาธารณะจะเป็นหัวใจของการประเมิน

 

นอกจากนี้ Fitch Ratings ยังมองอีกด้วยว่า มาตรการ ‘คนละครึ่ง พลัส’ ซึ่งใช้งบประมาณสูงเกือบ 1% GDP ถือเป็นขนาดที่ค่อนข้างใหญ่ เป็นการช่วยแค่ระยะสั้น แต่กลับทำให้วินัยการคลังบั่นทอนลง

 

รัฐบาลไทยควรทำอย่างไร เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกหั่นเครดิตเรตติง

 

ศ. ดร. อธิภัทร ระบุว่า จากการปรับลดมุมมองเป็นลบ (negative) เมื่อเดือนกันยายน 2568 ทำให้ Fitch Ratings มีแนวโน้มที่จะลดอันดับเครดิตของไทย มากกว่าเพิ่มอันดับเครดิต ดังนั้น รัฐบาลใหม่จำเป็นต้องส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่าจะมีการปรับสมดุลทางการคลัง (Fiscal Consolidation) และรักษาอัตราส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ไว้ไม่ให้เกิน 70% ตามแผนการคลังระยะปานกลาง (MTFF)

 

“เมื่อปีที่แล้ว Credit Rating Agency ค่อนข้างสบายใจที่เห็นแผนการคลังระยะปานกลางฉบับล่าสุดที่ออกมา แต่ว่าคำถามคือ แล้วรัฐบาลจะทำตามแผนจริงไหม ดังนั้น ขั้นต่อมา รัฐบาลจึงควรทำให้เห็นว่า สามารถปฏิบัติตามแผนฯ ได้จริง

 

โดยย้อนกลับไปเมื่อปลายปีก่อน รัฐบาลอายุระยะสั้นยังมีข้อจำกัดในการดำเนินนโยบายระยะยาว ซึ่งหลายอย่างอาจเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการแก้กฎหมาย

 

แต่ว่าตอนนี้รัฐบาลมีเวลามากขึ้นแล้ว และสามารถมองไกลถึง 4 ปีได้ ผมคิดว่า จึงเป็นโอกาสอันดี ที่เราจะโชว์ให้ Credit Rating Agency เห็นว่าเราจะปฏิรูปภาคการคลังอย่างไร ทั้งในเรื่องรายได้ภาษี รายจ่าย และธรรมาภิบาลในการควบคุมการดำเนินนโยบายการคลังของรัฐบาลไม่ให้ใช้จ่ายเกินตัว และไม่เป็นประชานิยม” ศ. ดร. อธิภัทรกล่าว

 

สำหรับแนวทางการเพิ่มรายได้ให้กับประเทศ ศ. ดร. อธิภัทร ระบุว่า ในช่วงหาเสียง ได้เห็นนโยบายเกี่ยวกับการจัดเก็บรายได้ ที่หลายพรรคการเมืองเสนอ จึงอยากให้ทุกพรรคการเมืองลดความขัดแย้งลง และร่วมกันร่วมกันระดมความคิด เพื่อมองหานโยบายที่ตอบโจทย์เงื่อนไขของประเทศไทยที่สุด ในการบรรเทาภาระผู้เสียภาษี และกระจายสวัสดิการอย่างเป็นธรรม

 

ศ. ดร. อธิภัทร ยังกล่าวต่อว่า ในด้านรายจ่ายก็สำคัญไม่แพ้กัน แม้แผนการคลังฯ จะระบุว่า รายจ่ายของรัฐจะต้องโตไม่เกิน 1% ตลอดช่วง 5 ปี แต่ในทางปฏิบัติจริง ‘ค่อนข้างยาก’ โดยตั้งแต่ช่วงโควิด-19 รายจ่ายของรัฐบาลไทยโตถึงปีละ 3-4%

 

เร่งไทยตั้ง ‘สถาบันการคลังอิสระ’

 

ศ. ดร. อธิภัทร ยังชี้ว่า อีกจุดอ่อนสำคัญของประเทศไทยคือ กลไกการถ่วงดุลนโยบายการคลัง เนื่องจากทุกวันนี้ ความสำคัญของวินัยการคลังต้องพึ่งพิงความสนใจจากรัฐบาล

 

ดังนั้น ศ. ดร. อธิภัทร จึงเสนอว่าไทยควรมีโครงสร้างเชิงสถาบันที่ไว้กำกับดูแลแบบเดียวกับสำนักงานความรับผิดชอบด้านงบประมาณ (Office of Budget Responsibility) ในอังกฤษ และสำนักงานงบประมาณแห่งสภาคองเกรส (Congressional Budget Office) ในอเมริกา เพื่อทำให้สาธารณชนรู้เท่าทันถึงผลการดำเนินนโยบายทางการคลังต่างๆ ว่ามีต้นทุนหรือผลระยะยาวอย่างไร

 

เตือน โดนหั่นเครดิตเรตติง จ่อฉุดดอกเบี้ยแพงขึ้นทั้งตลาด

 

ทั้งนี้ ศ. ดร. อธิภัทรระบุว่า หากมีการลด ‘อันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ’ จะส่งผลกระทบสำคัญต่อต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐ ซึ่งเป็นประเด็นที่น่ากังวล เพราะปัจจุบัน สัดส่วนภาระดอกเบี้ยต่อรายได้ (Interest Payments to Revenue Ratio) ของรัฐบาลไทยอยู่ในระดับสูงอยู่แล้ว โดยอยู่ที่ 11% สะท้อนว่า ใกล้แตะเกณฑ์ดอกเบี้ยต่อรายได้ของกลุ่ม Investment Grade ที่สถาบันจัดอันดับเครดิตต่างๆ ให้ไว้ที่ 12% แล้ว

 

ดังนั้น การโดนลดอันดับเครดิตเรตติ้งจึงจะทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลแพงขึ้น และจะซ้ำเติมให้พื้นที่การจัดสรรงบประมาณมีน้อยลง ทำให้การบริหารจัดการงบประมาณที่ยากอยู่แล้ว ให้ยากขึ้นอีก ส่งผลให้การลงทุนเพื่อยกระดับประสิทธิภาพจะเกิดได้ยากขึ้น

 

นอกจากนี้ ‘อันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ’ (Sovereign Rating) ที่ถูกปรับลดลงไป ก็จะเป็นดัชนีอ้างอิง (Benchmark) ในการออกหุ้นกู้ของภาคเอกชน ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของบริษัทต่างๆ สูงขึ้นไปด้วย และมีแนวโน้มที่จะแผ่ไปยังต้นทุนการกู้ยืมทั้งตลาดในท้ายที่สุด

The post ‘เอกนิติ’ ยืนยันรักษาวินัยการคลัง เดินหน้าตามแผนการคลังระยะปานกลาง มองรัฐบาลผสมไม่เป็นอุปสรรค ชี้ทุกพรรคใส่ใจการคลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Fitch Ratings จับตาการตั้งรัฐบาลไทย พร้อมเตือนรัฐบาลใหม่ให้รักษา ‘วินัยการคลัง’ ปัจจัยชี้ชะตาเครดิตเรตติง https://thestandard.co/fitch-warns-thailand-fiscal-discipline/ Wed, 11 Feb 2026 01:59:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1177215 ภาพประกอบแสดงสัญลักษณ์ Fitch Ratings กับกราฟเศรษฐกิจที่สื่อถึงการจัดตั้งรัฐบาลไทยและวินัยการคลัง

Fitch Ratings จับตา ‘การจัดตั้งรัฐบาลไทย’ พร้อมย้ำว่า แ […]

The post Fitch Ratings จับตาการตั้งรัฐบาลไทย พร้อมเตือนรัฐบาลใหม่ให้รักษา ‘วินัยการคลัง’ ปัจจัยชี้ชะตาเครดิตเรตติง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงสัญลักษณ์ Fitch Ratings กับกราฟเศรษฐกิจที่สื่อถึงการจัดตั้งรัฐบาลไทยและวินัยการคลัง

Fitch Ratings จับตา ‘การจัดตั้งรัฐบาลไทย’ พร้อมย้ำว่า แนวโน้มเสถียรภาพ ‘เศรษฐกิจและการคลัง’ คือปัจจัยชี้ชะตา ‘เครดิตเรตติ้ง’ ของประเทศในระยะต่อไป พร้อมเตือนว่า การเจรจาต่อรองของพรรคการเมืองในรัฐบาลผสมอาจทำให้การปรับสมดุลทางการคลัง (Fiscal Consolidation) ล่าช้าออกไป และอาจทำให้แผนการคลังระยะปานกลาง (MTFF) เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อเครดิตเรตติ้งของประเทศได้

 

เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ฟิตช์ เรทติงส์ (Fitch Ratings) ระบุว่า จากการประเมินผลการเลือกตั้งของไทยสะท้อนให้เห็นถึงความต่อเนื่องของนโยบายบางประการจากรัฐบาลรักษาการที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำ แม้ว่าความไม่แน่นอนทางการเมืองจะยังคงมีอยู่ จนกว่าจะมีการจัดตั้งรัฐบาลผสมชุดใหม่ แต่ Fitch ย้ำว่า นโยบายเศรษฐกิจ-การคลังของรัฐบาลชุดใหม่จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพิจารณา ‘อันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ’ (Sovereign Rating)

 

“เสถียรภาพของรัฐบาลผสมจะเป็นตัวกำหนดว่า ประเทศไทยจะสามารถลดความไม่แน่นอนทางการเมืองในเชิงโครงสร้าง และส่งมอบนโยบายเศรษฐกิจและการคลังในระยะปานกลางที่คาดการณ์ได้มากขึ้นหรือไม่ เนื่องจาก ประเทศไทยมีประวัติศาสตร์ความไม่สงบทางการเมืองมาอย่างยาวนาน โดยนับตั้งแต่การเลือกตั้งในเดือนพฤษภาคม 2566 มีนายกรัฐมนตรีถึง 3 ท่าน และนายกรัฐมนตรีรักษาการอีก 3 ท่าน” Fitch กล่าว พร้อมทั้งย้ำว่า เสถียรภาพทางการเมืองคือ ปัจจัยช่วยสนับสนุนการลงทุนและการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยได้

 

ทั้งนี้ ย้อนกลับไป เมื่อเดือนกันยายน 2568 Fitch Ratings ได้ปรับลดแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของไทยที่ระดับ ‘BBB+’ ลงสู่ ‘เชิงลบ’ (Negative) เนื่องจากแนวโน้มฐานะการคลังของไทยที่ดูอ่อนแอมากขึ้น

 

ภูมิใจไทยผงาด! คาดช่วยลดความเสี่ยงภาวะชะงักงัน

 

โดย Fitch ยังประเมินพรรคภูมิใจไทยและพรรคพันธมิตรจะจัดตั้งรัฐบาลผสมสำเร็จ นับเป็นการลดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดภาวะหยุดชะงักหลังการเลือกตั้ง (post-election disruption)

 

“จำนวนที่นั่งในสภาที่เพิ่มขึ้นของพรรคภูมิใจไทย ประกอบกับจำนวนที่นั่งที่ของพรรคที่อาจเป็นพันธมิตร (potential partners) อาจส่งผลให้เกิดรัฐบาลผสมที่มีความมั่นคงและลดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดภาวะหยุดชะงักหลังการเลือกตั้ง (post-election disruption)” Fitch กล่าว

 

เตือนนโยบาย ‘กระตุ้นเศรษฐกิจ’ – ‘รัฐบาลผสม’ อาจทำแผนลดขาดดุลล่าช้า

 

Fitch ยังจับตานโยบายของรัฐบาลใหม่ว่าจะมุ่งเน้นการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง หรือเน้นมาตรการกระตุ้นระยะสั้น โดยชี้ว่า การขยายมาตรการระยะสั้นที่เคยทำมา เช่น มาตรการบรรเทาทุกข์ภาคครัวเรือน เช่น โครงการคนละครึ่ง (ซึ่งมีต้นทุนคิดเป็นประมาณ 0.8% ของ GDP) การสนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และการช่วยเหลือเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน อาจช่วยกระตุ้นอุปสงค์ในระยะสั้น แต่หากไม่มีมาตรการชดเชยที่เหมาะสม การใช้จ่ายงบประมาณเพื่อผลักดันนโยบายของรัฐบาลผสมอาจทำให้การปรับสมดุลทางการคลัง (Fiscal Consolidation) ล่าช้าออกไป

 

“ยังคงไม่ชัดเจนว่า รัฐบาลผสมชุดใหม่จะสามารถปฏิรูปเชิงโครงสร้างในวงกว้างได้หรือไม่ ในขณะที่เศรษฐกิจกำลังเผชิญกับปัจจัยลบ (Headwinds) ซึ่งรวมถึงการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ล่าช้านับตั้งแต่เกิดวิกฤตโควิด-19 และแรงกดดันจากโครงสร้างประชากรที่รุนแรงขึ้น”

 

Fitch จับตา รัฐบาลผสมอาจทำให้แผนการคลังระยะปานกลาง ‘เปลี่ยนแปลง’

 

Fitch ยังย้ำว่า เสถียรภาพการคลังถือเป็นหัวใจสำคัญในการคงสถานะความน่าเชื่อถือของประเทศ อย่างไรก็ตาม การเจรจาต่อรองของพรรคการเมืองในรัฐบาลผสมอาจทำให้แผนการคลังระยะปานกลาง (MTFF) เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ

 

ทั้งนี้ แผนการคลังระยะปานกลางฉบับปัจจุบัน คาดว่า หนี้สาธารณะจะแตะระดับสูงสุดในปี 2571 ก่อนจะค่อยๆ ลดลง โดยการขาดดุลงบประมาณก็จะแคบลงเหลือ 2.1% ของ GDP ภายในปีงบประมาณ 2573 จากเดิมที่ 4.4% ในปีงบประมาณ 2569

 

นอกจากนี้ ยังมองว่า ในแผนการคลังระยะปานกลางในปัจจุบันตั้งอยู่บนสมมติฐาน ‘ที่เป็นไปได้ยากในทางการเมือง’ นั้นคือ การเตรียมขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เป็นลำดับขั้น ไปเป็น 8.5% ในปีงบประมาณ 2571 และเป็น 10% ในปีงบประมาณ 2573

 

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนกันยายน 2568 Fitch ระบุว่า อันดับความน่าเชื่อถือของไทยขึ้นอยู่กับว่าหน่วยงานภาครัฐจะสามารถรักษาเสถียรภาพของอัตราส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ในระยะปานกลางได้อย่างน่าเชื่อถือหรือไม่ หากไม่สามารถลดการขาดดุลได้จะบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพของหนี้และอาจนำไปสู่การลดอันดับความน่าเชื่อถือ ขณะที่ความคืบหน้าของการปรับลดการขาดดุลทางการคลังที่ชัดเจนซึ่งจะช่วยยึดโยงสถานะของหนี้ จะส่งผลดีต่ออันดับความน่าเชื่อถือ

 

“ปัจจัยที่ต้องจับตามองในระยะสั้น คือ แนวโน้มความมั่นคงของรัฐบาลผสม สัญญาณเกี่ยวกับการจัดลำดับความสำคัญทางการคลัง และความสามารถของรัฐบาลชุดใหม่ในการประสานมาตรการสนับสนุนเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับแนวทางการปรับลดการขาดดุลที่น่าเชื่อถือ” Fitch กล่าวทิ้งท้าย

The post Fitch Ratings จับตาการตั้งรัฐบาลไทย พร้อมเตือนรัฐบาลใหม่ให้รักษา ‘วินัยการคลัง’ ปัจจัยชี้ชะตาเครดิตเรตติง appeared first on THE STANDARD.

]]>
TISCO เสนอคลังฯ ปรับเงื่อนไข TISA เพิ่มวงเงินลงทุน ลดหย่อนภาษีเต็มจำนวน ปลุกชีพ SET 1,500 จุด หนุนตลาดหุ้นไทย ‘ตัวหลัก’ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ https://thestandard.co/tisco-proposes-tisa-boost-set/ Wed, 11 Feb 2026 01:51:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1177212 กราฟดัชนี SET พุ่งแตะ 1,500 จุด หลัง TISCO เสนอ กระทรวงการคลัง ปรับเงื่อนไข TISA เพิ่มแรงจูงใจลงทุน

TISCO เสนอกระทรวงการคลัง ปรับเงื่อนไข TISA ให้เข้าใจง่า […]

The post TISCO เสนอคลังฯ ปรับเงื่อนไข TISA เพิ่มวงเงินลงทุน ลดหย่อนภาษีเต็มจำนวน ปลุกชีพ SET 1,500 จุด หนุนตลาดหุ้นไทย ‘ตัวหลัก’ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟดัชนี SET พุ่งแตะ 1,500 จุด หลัง TISCO เสนอ กระทรวงการคลัง ปรับเงื่อนไข TISA เพิ่มแรงจูงใจลงทุน

TISCO เสนอกระทรวงการคลัง ปรับเงื่อนไข TISA ให้เข้าใจง่าย เพิ่มวงเงินลงทุนยกเลิกตัวคูณ ลดหย่อนเต็มจำนวน ดึงกลุ่มกำลังลงทุนสูง ฟื้นสภาพคล่องตลาดหุ้นไทย

 

ไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า ปัญหาตลาดทุนที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน คือ สภาพคล่องที่หดหาย โดยหากย้อนไป 4 ปีที่แล้ว ตลาดหุ้นไทยเคยมีมูลค่าการซื้อขาย อยู่ที่ระดับเกือบแสนล้านบาท แต่ปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 40,000 ล้านบาทต่อวันเท่านั้น และในจำนวนนี้ครึ่งหนึ่งมาจากนักลงทุนระยะสั้น

 

การสานต่อโครงการ TISA จึงเป็นหนึ่งในแนวทาง ที่สามารถแก้ปัญหาสภาพคล่อง ตลาดทุนได้ตรงจุด โดยต้องออกแบบให้สร้างแรงจูงใจในการลงทุน โดยพุ่งเป้าไปยังคนที่มีกำลังซื้อ ไม่หว่านแห เพราะหากพุ่งเป้าไปคนที่ยังไม่มีกำลังซื้อก็ไม่สามารถสร้างแรงกระตุ้นอะไรได้ และต้องให้วงเงินลดหย่อนที่สูงพอ

 

ทั้งนี้ วัตถุประสงค์ของโครงการต้องไม่โฟกัสแค่ทำให้คนไทยมีทางเลือกการออม แต่ต้องช่วยผลักดันตลาดหุ้นไทย ให้กลับมาเป็นตัวหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอีกครั้ง โดยเสนอให้ ปรับเงื่อนไขการลดหย่อนภาษีใหม่ ดังนี้

 

ปรับเงื่อนไข TISA ปลุกชีพตลาดหุ้นไทย

 

1. วงเงินลงทุน 500,000 บาท ต่อปี โดยแยกเป็นวงเงินเฉพาะ ไม่นับรวมอยู่กับวงเงินเดิม เพื่อการเกษียณอายุอย่าง RMF, PVD

 

2. ในช่วง 2 ปีแรก เพิ่มวงเงินพิเศษให้อีกปีละ 300,000 บาท

 

3. ลดหย่อนภาษีได้เต็มจำนวน ถ้าลงทุนในหุ้นที่อยู่ในดัชนี SET ESG หรือ ลงทุนในกองทุนรวมประเภท Thai ESG ไม่ต้องมีตัวคูณที่สร้างความสับสน

 

4. ลดหย่อนภาษีได้ 80% ถ้าลงทุนในหุ้นหรือกองทุนที่ไม่ใช่ ESG

 

5. ระยะเวลาถือครอง 5 ปีเต็ม สามารถสลับเปลี่ยนหุ้นหรือกองทุนได้ แต่ห้ามเอาเงินออก

 

รัฐบาลสร้างความหวังเศรษฐกิจโต 4% ลุ้น SET แตะ 1,500 จุด

 

สำหรับตลาดหุ้นไทยที่ตอบรับเชิงบวกเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา โดยปิดตลาดที่ระดับ 1,400 จุด ปรับตัวขึ้น 3.65% ภายในวันเดียว และมีปริมาณซื้อขายทะลุแสนล้านบาทสูงสุดในรอบ 17 เดือน นับตั้งแต่ 6 กันยายน 2567 นั้น เป็นผลมาจากนักลงทุนเริ่มมีความคาดหวังต่อเศรษฐกิจไทย จากแนวโน้มการเมืองที่มีเสถียรภาพมากที่สุดในรอบหลายปี หลังพรรคภูมิใจไทยของ อนุทิน ชาญวีรกุล ชนะการเลือกเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล กวาดคะแนนเสียงเกือบ 200 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร

 

“การลงทุนในตลาดหุ้นเป็นการซื้ออนาคต ที่ผ่านมานักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติมักเข้ามาซื้อขายหุ้นไทยเป็นครั้งคราวเพื่อเก็งกำไร เพราะไม่เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ แต่วันนี้เริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลง จากรัฐบาลที่มีความมั่นคง มีทีมเศรษฐกิจที่ไม่ต้องเดาว่าใครจะมาเป็นรัฐมนตรีคลัง รัฐมนตรีพาณิชย์ รัฐมนตรีต่างประเทศ ซึ่งเป็นทีมเดิมที่รักษาการอยู่แล้ว ทำให้มีความต่อเนื่องของนโยบาย สะท้อนว่ารัฐบาลมีแนวโน้มที่จะอยู่ถึง 4 ปี ทำให้แก้ปัญหาเศรษฐกิจได้จริง”

 

สำหรับเป้าหมายดัชนี SET ปีนี้ มีโอกาสปรับตัวขึ้นไปแตะระดับ 1,500 จุด หากรัฐบาลใหม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนว่าเศรษฐกิจไทยมีศักยภาพกลับมาขยายตัวในระดับ 4% ต่อปี ในช่วงถัดไป แทนการเติบโตเฉลี่ยเพียงราว 2% ต่อปี ที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

 

โดยเงื่อนไขสำคัญคือ นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลอนุทิน 2 จะต้องเป็นนโยบายที่ตอบโจทย์ปัญหาเชิงโครงสร้าง มีแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน และสามารถเริ่มดำเนินการ ได้ทันที ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติต้องการเห็นนโยบายที่มุ่งแก้ไขปัญหาระยะยาวของเศรษฐกิจไทยอย่างจริงจัง

 

4 ปัญหาเศรษฐกิจไทย ต้องเร่งแก้

 

ไพบูลย์ มองว่า เศรษฐกิจไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้าง 4 ด้านที่ต้องได้รับการแก้ไข อย่างเร่งด่วน เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถเดินหน้าต่อได้แก่

 

1. ภาระหนี้ระดับสูง ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่มาก ทั้งหนี้ครัวเรือน หนี้รัฐบาล และหนี้ภาคเอกชนซึ่งอยู่ในระดับสูง

 

2.คนไทยมีเงินออมต่ำ เมื่อมีเงินออมต่ำก็นำมาซึ่งปัญหาภาระหนี้สูง รวมถึงปัญหาสังคมสูงวัย เมื่อคนไทยแก่ตัวไปไม่มีเงินเก็บ

 

3. รัฐบาลลงทุนต่ำ ที่ผ่านมารัฐบาลมีการลงทุนในเศรษฐกิจไทยน้อยมาก เหมือนขับรถยนต์คันเก่าที่ไม่เคยปรับปรุง วันนี้ต้องกลับมาลงทุนเดินหน้าระบบ BOI Fastpast โดยต้องกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมายที่เหมาะกับประเทศ สามารถต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้จริง เช่น ยกระดับผลิตภาพในภาคเกษตรกรรม และภาคการผลิตด้วยนวัตกรรม สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

 

4.ใช้ตลาดทุนเป็นกลไกหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เศรษฐกิจที่มีหนี้สูงไปต่อไม่ได้ ถ้าอยากลงทุนอะไรใหม่ๆ จึงต้องใช้ตลาดทุนเป็นแหล่งระดมทุน เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่โมเดลเศรษฐกิจใหม่

 

“ถ้าคุณไม่สามารถปลุกตลาดทุนขึ้นมาได้ เศรษฐกิจมีปัญหาแน่นอน เพราะเราจะไม่มีแหล่งเงินทุนระยะยาวที่พร้อมลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต”

 

ภาพ: Proxima Studio/Shutterstock

The post TISCO เสนอคลังฯ ปรับเงื่อนไข TISA เพิ่มวงเงินลงทุน ลดหย่อนภาษีเต็มจำนวน ปลุกชีพ SET 1,500 จุด หนุนตลาดหุ้นไทย ‘ตัวหลัก’ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้ทันทิศทางทองคำ จะไป 4,000 หรือ 6,000 ดอลลาร์/ออนซ์ กันแน่ https://thestandard.co/opinion-gold-price-4000-or-6000/ Tue, 10 Feb 2026 05:07:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1176858 แผนภูมิแสดงสัดส่วนความมั่งคั่งสุทธิของครัวเรือนในรูปทองคำ

ทองคำเริ่มต้นปีด้วยความผันผวนที่สูงผิดปกติ   หลังจ […]

The post รู้ทันทิศทางทองคำ จะไป 4,000 หรือ 6,000 ดอลลาร์/ออนซ์ กันแน่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แผนภูมิแสดงสัดส่วนความมั่งคั่งสุทธิของครัวเรือนในรูปทองคำ

ทองคำเริ่มต้นปีด้วยความผันผวนที่สูงผิดปกติ

 

หลังจากที่ราคาปรับตัวขึ้นกว่า 60% ในปีก่อนไปจบที่ 4,315 ดอลลาร์/ออนซ์

 

ทองคำเริ่มต้นปี 2026 ด้วยการทะยานขึ้นต่ออีกกว่า 30% ไปทำจุดสูงสุดใหม่ที่ 5,595 ดอลลาร์/ออนซ์ ช่วงปลายเดือนม.ค ก่อนที่จะปรับตัวลงแรงจากจุดสูงสุดเกือบ 20% ในต้นเดือนก.พ.กลับไปที่ 4,498 ดอลลาร์/ออนซ์

 

แม้ระหว่างที่ผมเขียนบทความนี้อยู่ ราคาทองคำจะฟื้นตัวแล้ว แต่นักลงทุนส่วนใหญ่ยังอยู่ในภาวะสับสน และอยากรู้เหตุผลว่า อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ทองคำผันผวนขนาดนี้ และในปี 2026 ราคาพื้นฐานของทองคำควรเป็นเท่าไหร่กันแน่

 

ผมมองว่ามูลค่าการถือครองทองคำที่สูงเป็นประวัติการณ์ คือตัวแปรสำคัญที่ทำให้ความผันผวนเกิดขึ้นเร็วและแรงผิดปกติ

 

ข้อมูลล่าสุดจาก World Gold Council ชี้ว่าแรงซื้อทองคำบวกกับราคาที่ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทำให้มูลค่าการถือครองทองคำทั่วโลกสูงขึ้นมาที่ระดับ 35 ลล.ดอลลาร์ คิดเป็นการเพิ่มขึ้นกว่า 20 ลล.ดอลลาร์ สูงและเร็วอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

 

มูลค่าที่เพิ่มขึ้นทำให้สัดส่วนทองคำต่อความมั่งคั่งของครัวเรืองโลกขยับสู่ระดับ 4% สูงเป็นสถิติใหม่ เทียบกับระดับปกติที่ 1.0-1.5% หรือช่วงวิกฤติในอดีตที่ 2.0-2.5% หมายความว่าระยะยาวครัวเรือนมีแนวโน้มที่จะลดสัดส่วนลง ขณะที่การขายทำกำไรเล็กน้อย เช่นเพียง 1% ของสัดส่วนทองคำทั้งหมด จะมีมูลค่าเท่ากับแรงซื้อทองคำเฉลี่ยทั้งปี (3-4 แสนล้านดอลลาร์)

 

ดังนั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่ครัวเรือนขายทำกำไร ราคาทองคำอาจต้องปรับตัวลงหนักเว้นเสียแต่จะมีผู้ซื้อหน้าใหม่เข้ามาในสมการ

 

เรื่องต่อมาคือทิศทางของนโยบายการเงินที่เข้มงวดจาก Warsh Shock

 

เมื่อ ปธน. Trump เสนอชื่อ Kavin Warsh ขึ้นเป็นว่าที่ประธานเฟดคนใหม่ ด้วยภาพลักษณ์ของ Warsh ถูกมองว่าเป็นสายเหยี่ยว (hawkish) ที่มักไม่เห้นด้วยกับการใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายพิเศษเช่น QE ตลาดจึงกลับมากังวลกับสภาพคล่อง ส่งผลให้สินทรัพย์ที่ขยายตัวตามปริมาณเงิน หรือสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนจากการถือครองอย่างทองคำถูกเทขายพร้อมกัน

 

จุดเปลี่ยนสุดท้ายคือแนวโน้มความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ลดลงจากระดับสูงสุด

 

หลังจากช่วง 2–3 ปีที่ตลาดต้องเผชิญกับความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ความตึงเครียดตะวันออกกลาง ไปจนถึงการแข่งขันเชิงอำนาจระหว่างสหรัฐ-จีน แต่เมื่อเข้าสู่ปี 2026 เริ่มเห็นสัญญาณว่าความกังวลอาจผ่านระดับสูงสุดไปแล้ว

 

ไม่ว่าจะเป็นความพยายามเจรจาทางการทูต การปรับตัวของเศรษฐกิจโลกที่ดีกว่าคาด หรือรัฐบาลมหาอำนาจที่เริ่มให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจในประเทศเป็นหลัก risk premium ที่เคยถูกบวกไว้ในราคาทองคำจึงถูกลดทอนลง

 

ในมุมมองของผม ด้วยสามประเด็นข้างต้น ราคาทองคำสามารถปรับตัวลงสู่ระดับที่สะท้อนอุปสงค์จริงได้ โดยระดับราคาที่เหมาะสมคาดว่าจะอยู่ที่ 4,000-4,500 ดอลลาร์/ออนซ์

 

อย่างไรก็ดี การที่ราคาทองคำสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว ก็สะท้อนว่าขาขึ้นของทองคำอาจยังไม่จบ

 

ผมมองว่าแรงหนุนของทองคำในรอบนี้คือการเปลี่ยนมุมมองในเชิงโครงสร้าง

 

ประเด็นแรก ความเสี่ยงของระบบการเงินโลกที่ไม่ลดลง

 

ไม่ว่าจะเป็นระดับหนี้สาธารณะของประเทศหลัก หรือความไม่แน่นอนของระบบการเงินจากผลกระทบด้านการเมืองและเทคโนโลยี ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดจากความเสี่ยงเครดิตมีความน่าสนใจในระยะยาว

 

สอง อุปสงค์จากภาครัฐและธนาคารกลางแข็งแรง

 

ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองคำเฉลี่ยมากกว่า 1,000 ตันต่อปี เทียบกับค่าเฉลี่ยระยะยาวราว 400-500 ตันต่อปี ขณะที่สัดส่วนทองคำต่อทุนสำรองระหว่างประเทศทั่วโลกอยู่ที่ 30% เทียบกับประเทศ DM ที่มักถือทองคำในสัดส่วน 50-70% ของทุนสำรองระหว่างประเทศ ถ้าประเทศ EM ใหญ่เลือกที่จะถือทองคำเพิ่ม ราคาก็จะไม่ลดลงเร็ว

 

และสุดท้าย ทองคำมีข้อจำกัดด้านอุปทานสูง

 

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา กำลังการผลิตทองคำจากเหมืองทองทั่วโลกขยายตัวเพียง 1% ต่อปี ขณะที่การพัฒนาเหมืองใหม่ต้องใช้เวลา 7-10 ปี เมื่ออุปทานเปลี่ยนแปลงช้ากว่าอุปสงค์ราคาทองคำก็สามารถมีแนวโน้มเป็นขาขึ้นได้เช่นกัน

 

กรณีดีที่สุดสำหรับทองคำ คือความเสี่ยงโลกกลับมาปะทุ เฟดกลับลำมาสนับสนุนนโยบายการเงินผ่อนคลาย และครัวเรือนทั่วโลกไม่ขายทำกำไรทองคำทันที ราคามีโอกาสกลับขึ้นทดสอบระดับ 5,500-6,000 ดอลลาร์/ออนซ์ ได้อีกครั้งในปีนี้

 

ผมมองว่า ความผันผวนครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น และจะอยู่กับตลาดไปอีกระยะ จนกว่าระดับราคาทองคำจะกลับเข้าสู่โซนที่ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยในระยะยาว

 

แรงขายระยะสั้นจะกดดันราคาเป็นช่วง ๆ ขณะที่แนวโน้มระยะยาวจะคอยสนับสนุน กลยุทธ์ที่เหมาะสม คือการรอซื้อเมื่อย่อตัวมากกว่าการไล่ราคา

 

และต้องไม่ลืมว่า การกระจายการลงทุนมีความสำคัญเสมอ ไม่เว้นแม้แต่ทองคำที่ถูกมองเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไร้ความผันผวนนะครับ

 

แผนภูมิแสดงสัดส่วนความมั่งคั่งสุทธิของครัวเรือนในรูปทองคำ 1

สัดส่วนความมั่งคั่งสุทธิของภาคครัวเรือนในรูปเครื่องประดับทองและทองคำแท่ง

 

ที่มา: World Gold Council /kdและ FSS

The post รู้ทันทิศทางทองคำ จะไป 4,000 หรือ 6,000 ดอลลาร์/ออนซ์ กันแน่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ใครบ้างที่เป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของสหรัฐฯ มูลค่า 300 ล้านล้านบาท https://thestandard.co/us-debt-biggest-creditors/ Mon, 09 Feb 2026 05:20:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1176314 ภาพแสดงประเทศเจ้าหนี้รายใหญ่ของสหรัฐฯ และมูลค่าหนี้สิน

จากข้อมูลของกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ เผยว่า ณ เดือนพฤศจิ […]

The post ใครบ้างที่เป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของสหรัฐฯ มูลค่า 300 ล้านล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงประเทศเจ้าหนี้รายใหญ่ของสหรัฐฯ และมูลค่าหนี้สิน

จากข้อมูลของกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ เผยว่า ณ เดือนพฤศจิกายน ปี 2025 สหรัฐฯ เจ้าหนี้ต่างชาติของพันธบัตรสหรัฐฯ มูลค่าพุ่งแตะ 9.4 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 300 ล้านล้านบาท แม้จะมีกระแสของการพยายามลดการถือครองพันธบัตรสหรัฐฯ จากนานาประเทศที่มีความขัดแย้งกับสหรัฐฯ อย่างกรณีของจีนกับอินเดียที่ทยอยขายพันธบัตรสหรัฐฯ ออกมาอย่างต่อเนื่อง

 

THE STANDARD WEALTH พาไปสำรวจบรรดาเจ้าหนี้รายใหญ่ของสหรัฐฯ ในปัจจุบัน ว่าใครบ้างที่เป็นเจ้าหนี้ของสหรัฐฯ และมูลค่าหนี้เหล่านี้สูงขนาดไหนสำหรับเจ้าหนี้แต่ละราย

 

ภาพแสดงประเทศเจ้าหนี้รายใหญ่ของสหรัฐฯ และมูลค่าหนี้สิน 1

The post ใครบ้างที่เป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของสหรัฐฯ มูลค่า 300 ล้านล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>