หนี้รัฐบาล Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/หนี้รัฐบาล/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 25 Oct 2024 05:46:08 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 รัฐบาลไทยมีหนี้สาธารณะสูงเป็นอันดับ 11 จาก 35 ประเทศเอเชีย-แปซิฟิกในปี 2024 ตามการประเมินของ IMF https://thestandard.co/thailand-debt-among-asia-highest/ Fri, 25 Oct 2024 05:44:45 +0000 https://thestandard.co/?p=999951

IMF คาด หนี้รัฐบาลไทยแตะ 65.0% ต่อ GDP ในปี 2024 นับว่า […]

The post รัฐบาลไทยมีหนี้สาธารณะสูงเป็นอันดับ 11 จาก 35 ประเทศเอเชีย-แปซิฟิกในปี 2024 ตามการประเมินของ IMF appeared first on THE STANDARD.

]]>

IMF คาด หนี้รัฐบาลไทยแตะ 65.0% ต่อ GDP ในปี 2024 นับว่าสูงเป็นอันดับที่ 11 ของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ขณะที่หนี้สาธารณะทั่วโลกก็มีแนวโน้มจะแตะทะลุ 100 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ โดยจะเข้าใกล้ 100% ของ GDP ภายในปี 2030 IMF ยังกระทุ้งรัฐบาลทั่วโลกให้รัดเข็มขัดทางการคลัง (Fiscal Consolidation) มากขึ้น พร้อมรับความไม่แน่นอนในอนาคต

 

ในรายงาน Fiscal Monitor ฉบับเดือนตุลาคม 2024 กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ปรับเพิ่มคาดการณ์หนี้รัฐบาลไทย (General Government Gross Debt) โดยประเมินว่า ในปี 2024 หนี้รัฐบาลไทยจะไปแตะ 65.0% ต่อ GDP นับว่าสูงขึ้นจากรายงานฉบับปีก่อนที่ 62.5%

 

โดยเมื่อเทียบกับกลุ่มเอเชีย-แปซิฟิกพบว่า หนี้รัฐบาลไทยต่อ GDP ของไทยสูงเป็นอันดับที่ 11 ของภูมิภาคจาก 35 ประเทศในฐานข้อมูลรายงาน

 

ตามข้อมูลจากสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กระทรวงการคลัง แสดงให้เห็นว่า ณ เดือนสิงหาคม 2024 หนี้สาธารณะไทยอยู่ที่ 64.02% โดยเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า สัดส่วนหนี้สาธารณะไทย ณ สิ้นปี 2024 คาดว่าจะอยู่ที่ราว 65% ต่อ GDP ภายใต้สมมติฐานว่า Real GDP (ที่ปรับกับเงินเฟ้อแล้ว) จะขยายตัวที่ราว 3%

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


 

ในประมาณการล่าสุดของ IMF คาดว่าหนี้รัฐบาลไทยจะแตะระดับสูงสุด (Peak) ที่ 66.4% ในปี 2026 ก่อนจะค่อยๆ ลดลงตามลำดับ ใกล้เคียงกับแผนการคลังระยะปานกลาง ปีงบประมาณ 2568-2571 ฉบับทบทวน ครั้งที่ 2 (ฉบับล่าสุด) ของไทย ที่คาดการณ์ว่าหนี้สาธารณะของไทยจะไปแตะระดับสูงสุดราว 69% ต่อ GDP ในปี 2027 ก่อนจะค่อยๆ ลดลงตามลำดับ

 

ทั้งนี้ คำนิยามหนี้สาธารณะไทยตาม พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ และหนี้รัฐบาลของ IMF มีความแตกต่างกัน โดยคำนิยามของไทยมีความอนุรักษนิยม ‘มากกว่า’ เนื่องจาก IMF ไม่ได้รวมหนี้รัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลไม่รับภาระเข้าไป ทำให้มีสัดส่วนน้อยกว่า

 

 

ส่องเทรนด์ ‘หนี้สาธารณะโลก’ จ่อทะลุ 100 ล้านล้านดอลลาร์ปีนี้

 

โดยในรายงาน Fiscal Monitor ฉบับล่าสุดยังคาดการณ์ว่า หนี้สาธารณะโลกจะทะลุ 100 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ หรือคิดเป็นประมาณ 93% ของ GDP และจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะปานกลาง โดยเข้าใกล้ 100% ของ GDP ภายในปี 2030 นับว่าเพิ่มขึ้นจากปี 2019 ที่มีการระบาดของโควิดราว 10%

 

โดยในสถานการณ์เลวร้ายรุนแรง (Severely Adverse Scenario) หนี้รัฐบาลทั่วโลกอาจเพิ่มขึ้นจากคาดการณ์พื้นฐาน (Baseline Projection) เกือบ 20% ต่อ GDP ภายในช่วง 3 ปีข้างหน้า

 

โดยคาดการณ์พื้นฐาน IMF คาดการณ์ว่าอีก 3 ปีข้างหน้า หนี้รัฐบาลทั่วโลกจะอยู่ที่ราว 97% ต่อ GDP แต่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายรุนแรง หนี้รัฐบาลเฉลี่ยทั่วโลกอาจแตะ 115% ต่อ GDP

 

“ระดับหนี้ในอนาคตอาจสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ และจำเป็นต้องมีการปรับปรุงแผนการเงินในแต่ละประเทศให้มากกว่าปัจจุบัน เพื่อที่จะสามารถรักษาเสถียรภาพหรือทำให้ความเป็นไปได้ในการลดหนี้มีมากขึ้น” IMF ระบุ

 

ในรายงานยังระบุอีกว่า หนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและจีน กระนั้นสถานการณ์แต่ละประเทศก็ไม่เหมือนกัน โดยสถานการณ์หนี้สาธารณะ 2 ใน 3 ของประเทศสมาชิกคาดว่าจะมีเสถียรภาพมากขึ้นหรือมีปริมาณลดลง 

 

นอกจากนี้รายงานยังแนะให้ประเทศต่างๆ ควรดำเนินนโยบายการคลังที่มีความรอบคอบมากขึ้น เพื่อรักษาการเติบโตของเศรษฐกิจและภาคครัวเรือนที่มีความเปราะบาง ขณะเดียวกันก็ควรใช้ประโยชน์จากการผ่อนคลายนโยบายการเงินที่กำลังเกิดขึ้นด้วย

 

 

เปิดปัจจัยกดดัน ‘หนี้สาธารณะโลก’ แย่กว่าคาด

 

IMF ยังกล่าวอีกว่า แนวโน้มทางการคลังของหลายประเทศอาจแย่กว่าการคาดการณ์ด้วยเหตุผล 3 ข้อ ได้แก่

 

1. แรงกดดันค่าใช้จ่ายภาครัฐที่เพิ่มขึ้น (Large Spending Pressures) 

 

โดยปัจจัยด้านการเมืองอาจทำให้รัฐมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางปัญหาสังคมผู้สูงอายุและระบบสาธารณสุข การเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสีเขียวและการปรับตัวเพื่อรับมือกับปัญหาสภาพภูมิอากาศ ไปจนถึงความมั่นคงด้านกลาโหมและพลังงาน เนื่องจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น 

 

2. การคาดการณ์ที่มองโลกในแง่ดีเกินไป (Optimism Bias of Debt Projections)

 

เหตุการณ์ในอดีตชี้ให้เห็นว่า การคาดการณ์หนี้สาธารณะมักจะประเมินผลลัพธ์ต่ำกว่าความเป็นจริงอย่างมาก ซึ่งในความเป็นจริงอัตราส่วนหนี้ต่อ GDP อีก 5 ปีข้างหน้าสามารถสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ถึง 10% ของ GDP โดยเฉลี่ย

 

IMF นำเสนอกรอบการวิเคราะห์ใหม่ที่เรียกว่า ‘Debt-at-Risk’ ซึ่งเชื่อมโยงระหว่างเงื่อนไขด้านการเงินมหภาค (Macro-Financial) และการเมืองในปัจจุบัน เข้ากับการประมาณผลลัพธ์หนี้ที่เป็นไปได้ในอนาคต 

 

โดยกรอบการวิเคราะห์นี้แสดงให้เห็นว่า ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด หนี้สาธารณะทั่วโลกอาจเพิ่มขึ้นมากถึง 115% ของ GDP ในอีก 3 ปีข้างหน้า ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้เกือบ 20% ทั้งนี้ อาจเกิดจากหลายสาเหตุ ได้แก่ การเติบโตทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอลง, เงื่อนไขทางการเงินที่ตึงตัวขึ้น, ความล้มเหลวทางการคลัง รวมทั้งความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและนโยบายที่มากขึ้น ที่สำคัญคือประเทศต่างๆ มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากปัจจัยทั่วโลกที่ส่งผลไปถึงต้นทุนการกู้ยืม รวมไปถึงผลกระทบจากความไม่แน่นอนทางนโยบายที่เพิ่มขึ้นจากประเทศมหาอำนาจ อาทิ สหรัฐอเมริกา 

 

3. โลกยังมีหนี้จำนวนมหาศาลที่ยังไม่ได้ระบุว่าเป็นหนี้สาธารณะ (Sizable Unidentified Debt)

 

IMF ระบุว่า ยังมีหนี้อีกจำนวนมากที่ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นหนี้สาธารณะ จึงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้หนี้สาธารณะอาจเพิ่มสูงขึ้นกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก

 

จากการวิเคราะห์ประเทศต่างๆ มากกว่า 30 ประเทศพบว่า มีหนี้ที่ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นหนี้สาธารณะ โดย 40% เกิดจากภาระผูกพันและความเสี่ยงทางการเงินที่รัฐบาลต้องเผชิญ ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการขาดทุนในวิสาหกิจของรัฐในอดีต

 

โดยหนี้ที่ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นหนี้สาธารณะมีจำนวนมาก โดยอยู่ที่ 1-1.5% ของ GDP โดยเฉลี่ย และจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงที่มีภาวะตึงเครียดทางการเงิน

 

โลกต้องรัดเข็มขัดทางการคลัง (Fiscal Consolidation) มากขึ้น 

 

IMF ระบุว่า หากหนี้สาธารณะสูงกว่าการประมาณการ นั่นหมายความว่าความเข้มงวดทางการคลังยังไม่เพียงพอ

 

“ในประเทศที่หนี้สาธารณะคาดว่าจะมีเสถียรภาพลดลง เช่น จีนและสหรัฐอเมริกา จำเป็นต้องใช้นโยบายที่เข้มงวดมากขึ้น แต่ทั้งสองประเทศมหาอำนาจนี้ก็มีทางเลือกในการดำเนินนโยบายที่ผ่อนคลายมากกว่าเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ” IMF ระบุ 

 

IIF ห่วงรัฐบาลขาดเจตจำนงในการแก้ไขปัญหาหนี้สาธารณะ

 

สถาบันการเงินระหว่างประเทศ หรือ IIF เผยแพร่รายงาน Global Debt Monitor ฉบับล่าสุดเดือนกันยายน โดยประเมินว่า รัฐบาลของประเทศต่างๆ ทั่วโลกมีแนวโน้มจะก่อหนี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการเริ่มต้นวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะมีส่วนทำให้อัตราการก่อหนี้ทั่วโลกเร่งตัวขึ้น และสิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ การที่รัฐบาลประเทศต่างๆ ขาดเจตจำนงทางการเมืองที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นทั้งในตลาดพัฒนาแล้วและตลาดเกิดใหม่
ขณะที่ปัจจัยเชิงโครงสร้างต่างๆ เช่น ประชากรสูงอายุ และความต้องการเงินทุนเพื่อการพัฒนาที่มากขึ้น ทำให้ความต้องการกู้ยืมของรัฐบาลเพิ่มขึ้น และเกิดคำถามตามมาเกี่ยวกับขีดความสามารถในการผลิตของประเทศ

 

“ในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ระดับหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นมีความเกี่ยวข้องกับขีดความสามารถในการผลิตที่ลดลง รวมถึง GDP ที่ลดลงในเขตเศรษฐกิจหลักๆ สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนว่า การพึ่งพาการแทรกแซงของรัฐบาลอย่างต่อเนื่องเพื่อบรรเทาความผันผวนทางเศรษฐกิจ อาจกลายเป็นการเพิ่มความเสี่ยงทางศีลธรรมและนำไปสู่การจัดสรรทรัพยากรที่ผิดพลาด” IIF ระบุ

 

ขณะเดียวกันปัญหาความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศจะเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้การก่อหนี้สูงขึ้น โดยประเมินว่าหนี้ของรัฐบาลทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นกว่า 50% ปัจจัยเหล่านี้นับเป็นความท้าทายที่สำคัญ เพราะรัฐบาลประเทศต่างๆ มีภาระในการจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจากการกู้ยืมมหาศาล ซึ่งภาระดอกเบี้ยเหล่านี้มักสูงกว่างบประมาณด้านการศึกษาและสวัสดิการสังคม อีกทั้งยังไม่มีแนวโน้มที่ดีขึ้นในระยะสั้น 

 

ภาพประกอบ: กริน วสุรัฐกร

อ้างอิง: 

The post รัฐบาลไทยมีหนี้สาธารณะสูงเป็นอันดับ 11 จาก 35 ประเทศเอเชีย-แปซิฟิกในปี 2024 ตามการประเมินของ IMF appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตากระทรวงการคลัง ‘แก้นิยามหนี้สาธารณะ’ กดหนี้เหลือ 58.4% ต่อ GDP เปิดช่องกู้เงินเพิ่ม? https://thestandard.co/finance-revising-the-definition-of-public-debt/ Tue, 30 Jul 2024 12:42:50 +0000 https://thestandard.co/?p=965129

เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคมที่ผ่านมา แหล่งข่าวกระทรวงการคลัง […]

The post จับตากระทรวงการคลัง ‘แก้นิยามหนี้สาธารณะ’ กดหนี้เหลือ 58.4% ต่อ GDP เปิดช่องกู้เงินเพิ่ม? appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคมที่ผ่านมา แหล่งข่าวกระทรวงการคลังเปิดเผยเกี่ยวกับแนวคิดการปรับคำนิยามหนี้สาธารณะของไทย โดยระบุว่า ตอนนี้มีการพูดคุยกันในหลายเวทีแล้ว แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปใดๆ และจำเป็นต้องพิจารณาช่วงเวลาที่เหมาะสมด้วย เนื่องจากการปรับแก้นิยามหนี้สาธารณะอาจสร้างผลกระทบหลายอย่าง

 

อย่างไรก็ดี แหล่งข่าวย้ำว่า การปรับแก้นิยามหนี้สาธารณะมีข้อดีคือ จะทำให้ไทยจะมีพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) มากขึ้น 

 

โดยหากคำนวณหนี้สาธารณะไทยตามคำนิยามของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) หนี้สาธารณะไทยจะลดไปอยู่ที่ 58.4% ต่อ GDP จากระดับปัจจุบันที่ 64.29% ต่อ GDP ณ เดือนพฤษภาคม 2567

 

ทั้งนี้ การพูดคุยเกี่ยวกับการปรับคำนิยามหนี้สาธารณะของไทยเกิดขึ้นท่ามกลางภาวะที่หนี้สาธารณะไทยต่อ GDP ปรับตัวเพิ่มขึ้น และทะลุระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์อย่างต่อเนื่อง

 

โดยตามข้อมูลล่าสุดของสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) แสดงให้เห็นว่า หนี้สาธารณะคงค้าง ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม 2567 อยู่ที่ 11,646,159.44 ล้านบาท คิดเป็น 64.29% ต่อ GDP ซึ่งนับเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

 

นอกจากนี้ ตามแผนการคลังระยะปานกลาง (ปีงบประมาณ 2568-2571) ฉบับทบทวน ครั้งที่ 2 (ฉบับล่าสุด) รัฐบาลยังคาดว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะไทยต่อ GDP จะค่อยๆ เพิ่มไปแตะ 68.9% ในปี 2570 ไม่ไกลจากเพดานที่ 70%

 

อย่างไรก็ดี ฝ่ายรัฐบาลรวมถึง ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ยืนยันมาตลอดว่า ปัจจุบันระดับหนี้สาธารณะไทย ‘ไม่น่ากังวล’ และเมื่อปรับเป็นนิยามสากล รวมถึงนิยามของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) แล้ว และหนี้สาธารณะไทยยังต่ำกว่าหลายประเทศในระดับเดียวกัน


 

รมว.คลัง ย้ำ รัฐบาลก่อหนี้เพื่อช่วยภาคประชาชนและภาคธุรกิจ 

 

พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์กับรายการ The Secret Sauce เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม โดยระบุว่า การก่อหนี้สาธารณะเพื่อประคับประคองภาคประชาชนและภาคธุรกิจเป็นเรื่องสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไป

 

“ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ภาคประชาชนและภาคธุรกิจอ่อนแอ รัฐบาลซึ่งเป็นผู้ดูแลสองภาคส่วนนี้จึงไม่มีทางเลือก ต้องเข้ามาช่วยเหลือ ทำให้ระดับหนี้สาธารณะต่อ GDP ไทยเพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 64%”

 

พร้อมทั้งระบุอีกว่า “แท้จริงแล้วรัฐบาลไม่ได้อยากสร้างหนี้ แต่ถ้าสองเสาหลักของเศรษฐกิจอย่างภาคประชาชนและภาคธุรกิจไม่ฟื้น โอกาสที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจก็จะเป็นไปไม่ได้” พิชัยกล่าว

 

แก้นิยามหนี้สาธารณะจะทำให้อันดับเครดิตไทย ‘ดีขึ้น’ หรือไม่

 

แหล่งข่าวกระทรวงการคลังกล่าวอีกว่า การปรับเปลี่ยนนิยามใดๆ ไม่เกี่ยวข้องกับอันดับความน่าเชื่อของประเทศ (Sovereign Credit Rating) เนื่องจากบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือต่างๆ สามารถคำนวณหนี้สาธารณะได้เองอยู่แล้ว

 

นอกจากนี้ในการประเมินอันดับความน่าเชื่อของประเทศ บริษัทต่างๆ จะพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วยอย่างรอบด้าน ไม่ได้ดูแค่ระดับหนี้สาธารณะเท่านั้น

 

การแก้นิยาม ‘หนี้สาธารณะ’ ต้องทำอย่างไร

 

แหล่งข่าวกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า หากรัฐบาลต้องการแก้คำนิยาม จำเป็นต้องแก้คำนิยามใน พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ ซึ่งต้องทำตามขั้นตอนต่างๆ ตามกฎหมาย อาทิ ส่งเข้าสภา 

 

แหล่งข่าวยังย้ำด้วยว่า การพิจารณาต้องเป็นไปอย่างรอบคอบ เนื่องจากการแก้คำนิยามหนี้สาธารณะจะพัวพันกับกฎหมายเกี่ยวเนื่องอื่นๆ และประเด็นอื่นๆ ด้วย

 

 

เทียบหนี้สาธารณะไทยตามคำนิยาม พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ vs. IMF

 

ถ้าเทียบนิยามหนี้สาธารณะตาม พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ กับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) พบว่า นิยามของไทยมีความอนุรักษนิยม (Conservative) ‘มากกว่า’ โดยนิยามตาม พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ พบว่า หนี้สาธารณะไทย (Public Debt) อยู่ที่ 64.29% ณ เดือนพฤษภาคม 2567

 

ขณะที่ตามนิยามของ IMF พบว่า หนี้รัฐบาลทั่วไป (General Government Debt) อยู่ที่ 58.40% ตามการคำนวณของสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ณ เดือนพฤษภาคม 2567

 

ส่วนความแตกต่างของคำนิยาม พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ และ IMF ได้แก่ IMF ไม่ได้รวมหนี้รัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลไม่รับภาระเข้าไป 

 

ขณะที่ตามคำนิยาม พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ ก็ไม่ได้รวมหนี้รัฐบาลท้องถิ่นเข้าไป โดย ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2567 หนี้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) อยู่ที่ 3.8 หมื่นล้านบาท

 

 

เปิดองค์ประกอบหนี้สาธารณะไทย ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม

 

  1. หนี้ที่รัฐบาลกู้โดยตรงอยู่ที่ 9,679,111.07 ล้านบาท คิดเป็น 83.11%
  2. หนี้ที่รัฐบาลกู้เพื่อชดใช้ความเสียหายให้ FIDF อยู่ที่ 590,869.00 ล้านบาท คิดเป็น 5.07%
  3. หนี้รัฐวิสาหกิจ (กระทรวงการคลังค้ำประกันและไม่ค้ำประกัน เช่น รฟท. และ กฟน.) อยู่ที่ 1,074,304.71 ล้านบาท คิดเป็น 9.22%
  4. หนี้รัฐวิสาหกิจที่ทำธุรกิจในภาคการเงินฯ (เฉพาะหนี้ที่กระทรวงการคลังค้ำประกัน อาทิ เงินกู้ ธ.ก.ส. เพื่อใช้ในโครงการรับจำนำผลิตผลทางการเกษตร) อยู่ที่ 189,503.92 ล้านบาท คิดเป็น 1.63%
  5. หนี้หน่วยงานของรัฐ (เช่น หนี้ของสถาบันบริหารกองทุนพลังงาน, สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) หรือ สพพ. (NEDA), กองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย และมหาวิทยาลัยต่างๆ) อยู่ที่ 112,370.74 ล้านบาท คิดเป็น 0.97%

 

ทั้งนี้ หนี้สาธารณะคงค้าง ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม 2567 รวมทั้งหมด 11,646,159.44 ล้านบาท คิดเป็น 64.29 % ต่อ GDP (ตามประมาณการ GDP ที่ 18,115,339.59 ล้านบาท)

 

 

IMF เตือน รัฐบาลควรเพิ่ม ‘ความโปร่งใส’ ในการรายงานหนี้

 

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนเมษายน 2567 กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เผยแพร่บทความเกี่ยวกับหนี้รัฐบาลที่ถูกซุกซ่อน (Hidden Debt) โดยเตือนว่า ภาระผูกพันที่ไม่เปิดเผยเหล่านี้อาจเป็นภัยคุกคามต่อบางประเทศ ท่ามกลางภาวะอัตราดอกเบี้ยที่สูงและเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

 

โดยในบทความ IMF ระบุว่า ในความพยายามจัดการกับหนี้สาธารณะทั่วโลกที่สูงเป็นประวัติการณ์ รัฐบาลทุกประเทศควรเปิดเผยข้อมูลอย่างเข้มแข็งขึ้น พร้อมทั้งประเมินว่า รัฐบาลทั่วโลกมีหนี้ที่ไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ หรือหนี้ที่ถูกกันออกจากงบดุลอย่างเป็นทางการของรัฐบาลสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์

 

“แม้ว่าภาระผูกพันที่ไม่เปิดเผยเหล่านี้จะมีขนาดไม่ใหญ่นักเมื่อเปรียบเทียบกับหนี้สาธารณะที่เปิดเผยทั่วโลกที่มีมูลค่าสูงถึง 91 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ภาระผูกพันเหล่านี้กลับกลายเป็นภัยคุกคามต่อประเทศที่มีรายได้น้อย ซึ่งมีหนี้สินจำนวนมากอยู่แล้ว และมีความต้องการรีไฟแนนซ์ต่อปีเพิ่มขึ้น 3 เท่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา” IMF ระบุ

 

IMF ย้ำ รัฐบาลเร่งสร้างบัฟเฟอร์-ปฏิรูปเชิงโครงสร้าง

 

นอกจากนี้ นับตั้งแต่หลายประเทศเริ่มฟื้นตัวจากการระบาดใหญ่ หลังจากออกมาตรการทางการคลังครั้งมหาศาลเพื่อเยียวยาประชาชนจากการระบาดครั้งนั้น IMF ก็ส่งเสียงเตือนมาตลอดว่า รัฐบาลทั่วโลกควรสร้างพื้นที่หรือกันชนทางการคลัง (Fiscal Buffers) ขึ้นมาใหม่ เพื่อเตรียมรับมือกับความท้าทายในระยะยาว

 

“ขณะที่การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง (Structural Reforms) ก็ไม่ควรถูกเลื่อนออกไป เนื่องจากการเสริมสร้างการเติบโตในอนาคตเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการช่วยรักษาเสถียรภาพของหนี้” IMF ระบุในบทความเมื่อเดือนมีนาคม 2567

 

ภาพประกอบ: นิสากร ฤทธาภัย

อ้างอิง:

The post จับตากระทรวงการคลัง ‘แก้นิยามหนี้สาธารณะ’ กดหนี้เหลือ 58.4% ต่อ GDP เปิดช่องกู้เงินเพิ่ม? appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลไทยจ่ายดอกเบี้ยปีละกว่า 2 แสนล้านบาท สูงกว่างบประมาณที่จ่ายให้กระทรวงส่วนใหญ่ และอาจเพิ่มต่อเนื่อง น่ากังวลแค่ไหน? https://thestandard.co/interest-paid-by-the-thai-government/ Thu, 23 May 2024 00:00:16 +0000 https://thestandard.co/?p=936484

รายจ่าย ดอกเบี้ย ของ รัฐบาลไทย มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื […]

The post รัฐบาลไทยจ่ายดอกเบี้ยปีละกว่า 2 แสนล้านบาท สูงกว่างบประมาณที่จ่ายให้กระทรวงส่วนใหญ่ และอาจเพิ่มต่อเนื่อง น่ากังวลแค่ไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>

รายจ่าย ดอกเบี้ย ของ รัฐบาลไทย มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เหตุผลส่วนหนึ่งมาจากหนี้สาธารณะ (Public Debt) ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และอัตราดอกเบี้ย (Interest Rate) ทั้งในประเทศและนอกประเทศที่อยู่ในระดับสูงสุดในรอบหลายปี

 

ตามข้อมูลจากสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) แสดงให้เห็นว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ยอดการชำระดอกเบี้ย (Interest Payment) ของรัฐบาลไทยอยู่ในระดับสูงมาตลอด เกินระดับ 2 แสนล้านบาท โดยอยู่ที่ 219,272.46 ล้านบาทในปีงบประมาณ 2565, 226,153.91 ล้านบาทในปีงบประมาณ 2564 และ 211,438.93 ล้านบาทในปีงบประมาณ 2563

 

ทั้งนี้ THE STANDARD WEALTH รวบรวมข้อมูลตั้งแต่ปีงบประมาณ 2563 เนื่องจากปีงบประมาณดังกล่าวเป็นปีแรกที่ สบน. รายงานผลการดำเนินการตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งมีการแยกการรายงานผลการชำระเงินต้นและดอกเบี้ยออกมาอย่างชัดเจน

 

นอกจากนี้ ข้อมูลยังแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลไทย ชำระเงินต้นน้อยกว่า ดอกเบี้ย มาหลายปีติดต่อกัน โดยรัฐบาลชำระหนี้เงินต้นอยู่ที่ 72,724.63 ล้านบาทในปีงบประมาณ 2565, 90,431.84 ล้านบาทในปีงบประมาณ 2564 และ 101,304.83 ล้านบาทในปีงบประมาณ 2563

 

 

แม้การจ่ายดอกเบี้ยของทางการไทยมากกว่าเงินต้นมาหลายปี อย่างไรก็ดี การใช้จ่ายดังกล่าวยังเป็นไปตามกฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐ

 

ซึ่งระบุว่า สัดส่วนงบประมาณเพื่อการชำระคืนต้นเงินกู้ของรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐ ซึ่งรัฐบาลรับภาระ ต้องไม่น้อยกว่า 2.5% แต่ไม่เกิน 4% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี

 

ขณะที่สัดส่วนงบประมาณเพื่อการชำระดอกเบี้ย และค่าใช้จ่ายในการกู้เงินของรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐ ซึ่งรัฐบาลรับภาระ ต้องตั้งตามภาระที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปีงบประมาณนั้น

 

 

รายจ่ายดอกเบี้ยรัฐบาลไทยสูงแค่ไหน?

 

เมื่อให้เข้าใจภาพได้ง่ายขึ้น พบว่า รายจ่ายดอกเบี้ยรัฐบาลไทย (ตามแผนการบริหารหนี้สาธารณะ) ประจำปีงบประมาณ 2567 ที่สูงกว่า 2.61 แสนล้านบาท ยังสูงกว่างบประมาณที่ถูกจัดให้กระทรวงส่วนใหญ่ของประเทศในปีงบประมาณ 2567 ตัวอย่างเช่น กระทรวงกลาโหม กระทรวงคมนาคม กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

 

 

รายจ่ายดอกเบี้ยรัฐบาลไทยจ่อเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

 

ตามแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2566-2567 และแผนการคลังระยะปานกลาง (ปีงบประมาณ 2567-2570) ฉบับทบทวน แสดงให้เห็นว่า รายจ่ายดอกเบี้ยของไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

 

โดยในปีงบประมาณ 2566 การชำระดอกเบี้ยของรัฐบาลไทยคาดว่าจะอยู่ที่ 233,492.97 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 6.4% และเพิ่มขึ้นแตะ 261,828.90 ล้านบาทในปีงบประมาณ 2567 เพิ่มขึ้น 12.13% จากปีก่อนหน้า

 

นอกจากนี้ ยังมีหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็น รศ.ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ศิริกัญญา ตันสกุล สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ล้วนออกมาเตือนว่า หากรัฐบาลเดินหน้าทำดิจิทัลวอลเล็ต ซึ่งต้องใช้ทุนราว 5 แสนล้านบาท ก็จะผลักดันให้ภาระหนี้หรือภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอีกได้

 

รายจ่ายดอกเบี้ยสูงจ่อกระทบเครดิตเรตติ้ง?

 

ตามข้อมูลจาก สบน. และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) แสดงให้เห็นว่า ภาระดอกเบี้ยของรัฐบาลต่อประมาณการรายได้ของรัฐบาลไทยในสิ้นปีงบประมาณ 2562-2566 อยู่ที่ 6.54%, 7.18%, 7.92%, 8.29% และ 8.34% ตามลำดับ

 

ตามการคำนวณของ THE STANDARD WEALTH ผ่านแผนการชำระดอกเบี้ย (จาก สบน.) และประมาณรายได้รัฐบาลสุทธิ (จากแผนการคลังระยะปานกลาง ปีงบประมาณ 2567-2570 ฉบับทบทวน) พบว่า สัดส่วนภาระดอกเบี้ยต่อรายได้ (Interest Payments to Revenue Ratio) ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือให้ความสำคัญ จะเพิ่มขึ้นแตะระดับ 9.39% ในสิ้นปีงบประมาณ 2567

 

ขณะที่ตามการประมาณการของ รศ.ดร.อธิภัทร ระบุว่า มีโอกาสที่ต้นทุนทางการคลังจากโครงการดิจิทัลวอลเล็ตอาจผลักดันให้สัดส่วนภาระดอกเบี้ยต่อรายได้เพิ่มขึ้นใกล้เพดาน Upper Medium Investment Grade ที่ 10%

 

เมื่อเดือนเมษายน รศ.ดร.อธิภัทร ได้ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH โดยระบุว่า ปัจจุบันภาระดอกเบี้ยต่อรายได้อยู่ที่ประมาณ 9% ดังนั้น ถ้ารัฐบาลทำดิจิทัลวอลเล็ต ซึ่งต้องใช้ทุนถึง 5 แสนล้านบาท ก็จะผลักดันให้ภาระหนี้หรือภาระดอกเบี้ยต่อรายได้ขึ้นไปเฉียด 10% และสิ่งที่น่ากังวลคือ 10% เป็นเพดานของ Investment Grade ดังนั้น เราก็มีความเสี่ยงมากขึ้นว่าอาจถูกลดอันดับมุมมอง (Outlook) หรืออาจถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ได้

 

 

โดย รศ.ดร.อธิภัทร อธิบายว่า ภาระดอกเบี้ยต่อรายได้ถือเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญที่สถาบันจัดอันดับเครดิตเรตติ้งต่างๆ (Credit Rating Agencies) ใช้ประเมิน โดยยกตัวอย่างว่า “ปกติเวลาคนกู้เงิน ธนาคารก็ต้องดูว่าภาระดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายเทียบกับรายได้ของผู้กู้สมเหตุสมผลหรือไม่ ในกรณีของการดูความน่าเชื่อถือของประเทศไทย สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือก็ต้องดูเหมือนกันว่า ภาระดอกเบี้ยของรัฐบาลเทียบกับประมาณการรายได้จากภาษีจากแหล่งต่างๆ สมเหตุสมผลหรือเปล่า”

 

คนไทยควรกังวลหรือไม่?

 

จินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ที่ปรึกษาด้านหนี้สาธารณะ สบน. กล่าวว่า ภาระดอกเบี้ยต่อรายได้ เป็นหนึ่งในปัจจัยที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือใช้พิจารณาเท่านั้น เนื่องจากยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่พิจารณาประกอบด้วย เช่น หนี้สาธารณะต่อ GDP และความเสี่ยงทางการเมือง (Political Risk)

 

นอกจากนี้ จินดารัตน์ยังชี้ว่า ระดับภาระดอกเบี้ยต่อรายได้ปัจจุบันของไทย ซึ่งอยู่ระดับ 8% กว่าๆ ยังอยู่ในระดับ A- ดังนั้น หากขึ้นไปถึงระดับ 10% ก็ยังถือว่า ‘เท่าตัว’ คือระดับ BBB+ 

 

“ถ้าอยู่ระดับ 8-11% ยังโอเค แต่ถ้าเลย 12% ไปเมื่อไร จะหมายความว่าตกอันดับการลงทุน (Investment Grade)”

 

จินดารัตน์อธิบายอีกว่า แนวโน้มของภาระดอกเบี้ยต่อรายได้ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น แนวโน้มของอัตราดอกเบี้ยและรายได้ของรัฐบาล

 

ตามรายงานของ Moody’s Investors Service ระบุว่า การพิจารณาถึงความแข็งแกร่งทางการคลัง (Fiscal Strength) มี 4 ปัจจัยหลักที่พิจารณา โดยให้น้ำหนักอย่างละ 25% ได้แก่

  • หนี้รัฐบาลต่อ GDP
  • หนี้รัฐบาลต่อรายได้
  • ภาระดอกเบี้ยต่อรายได้
  • ภาระดอกเบี้ยต่อ GDP

 

 

องค์กรระหว่างประเทศประสานเสียงให้รัฐบาลไทยรัดเข็มขัด-ลงทุนเพื่อเป้าหมายระยะยาว

 

ขณะที่รัฐบาลปัจจุบันยังคงยืนยันที่จะใช้นโยบายการคลังแบบขยายตัว (Expansionary Fiscal Policy) หรือใช้งบประมาณแบบขาดดุล เนื่องจากมองว่า เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะวิกฤต และต้องการการอัดฉีดเงินลงไปในระบบ โดยเฉพาะผ่านนโยบายเรือธงอย่าง ‘ดิจิทัลวอลเล็ต’

 

หน่วยงานระหว่างประเทศ เช่น กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่เคยกล่าวกับ THE STANDARD WEALTH เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาว่า เตือนไทยขาดวินัยการคลัง อาจบ่อนทำลายเสถียรภาพประเทศ การรักษาจุดยืนทางการคลัง (Fiscal Stance) ที่รอบคอบในระยะสั้น ด้วยการสนับสนุนแบบเฉพาะเจาะจง (Well-Targeted) ไปยังกลุ่มเปราะบางถือเป็น ‘สิ่งสำคัญ’ จากการพิจารณาจากโมเมนตัมการบริโภคที่แข็งแกร่ง ช่องว่างของผลผลิต และพื้นที่ทางการคลังที่แคบลง ท่ามกลางสภาพแวดล้อมระดับโลกที่มีความไม่แน่นอนสูง

 

“วินัยทางการคลังที่ไม่เพียงพอภายใต้สภาวะเศรษฐกิจดังกล่าว อาจบ่อนทำลายเสถียรภาพของเศรษฐกิจมหภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรัดเข็มขัดทางการคลัง (Fiscal Consolidation) ที่ล่าช้าออกไป อาจทำให้หนี้สาธารณะแย่ลง ซึ่งอาจทำให้ภาครัฐต้องรีบหันมาใช้นโยบายที่เข้มงวดอย่างกะทันหัน และอาจกลับมาเป็นความท้าทายต่อการเติบโตอีกที” IMF ระบุ

 

ส่วนในระยะกลาง การยกระดับการระดมรายได้และการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายที่ดีขึ้นจะช่วยลดหนี้สาธารณะและทำให้พื้นที่ทางการคลังเพิ่มขึ้น สำหรับการส่งเสริมการลงทุนในด้านการศึกษา สุขภาพ และโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ

 

“การปรับนโยบายการคลังและการเงินให้กลับสู่ระดับปกติ (Normalization) อย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อสร้างกันชนขึ้นมาใหม่ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงด้านลบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจได้” IMF ระบุ

 

เช่นเดียว Dr.Hoe Ee Khor หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ สำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคของภูมิภาคอาเซียน+3 (AMRO) ที่ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ THE STANDARD WEALTH เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เกี่ยวกับนโยบายการคลังและโครงการดิจิทัลวอลเล็ต โดยมองว่า การใช้จ่ายของภาคครัวเรือนไทยยังอยู่ในระดับดี ดังนั้น รัฐบาลควรใช้จ่ายทางการคลังเพื่อวัตถุประสงค์ระยะยาวอื่นๆ มากกว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจเพียงครั้งเดียว เช่น การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน การยกระดับทักษะของกำลังแรงงาน และการลงทุนในเทคโนโลยี เพื่อให้ศักยภาพเศรษฐกิจไทยถูกยกระดับขึ้นอีกครั้ง

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

อ้างอิง:

The post รัฐบาลไทยจ่ายดอกเบี้ยปีละกว่า 2 แสนล้านบาท สูงกว่างบประมาณที่จ่ายให้กระทรวงส่วนใหญ่ และอาจเพิ่มต่อเนื่อง น่ากังวลแค่ไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
หนี้ท่วมไทย! สัดส่วนหนี้ทุกภาคส่วนทะลุ 264% ต่อ GDP สูงสุดในอาเซียน https://thestandard.co/thai-debt-ratio-exceeds-264-percent-to-gdp/ Fri, 23 Feb 2024 01:01:08 +0000 https://thestandard.co/?p=903308

สถาบันการเงินระหว่างประเทศ (IIF) เปิดเผยรายงาน Global D […]

The post หนี้ท่วมไทย! สัดส่วนหนี้ทุกภาคส่วนทะลุ 264% ต่อ GDP สูงสุดในอาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>

สถาบันการเงินระหว่างประเทศ (IIF) เปิดเผยรายงาน Global Debt Monitor ประจำเดือนกุมภาพันธ์ปี 2024 โดยระบุว่า ในปี 2023 ยอดรวมหนี้ทั่วโลก (ทุกภาคส่วน) พุ่งสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 313 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยในปีที่แล้วเพียงปีเดียวหนี้ทั่วโลกเพิ่มขึ้น 15 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

สำหรับสถานการณ์หนี้ไทย ในรายงานของ IIF แสดงให้เห็นว่าหนี้ต่อ GDP ของประเทศไทยในไตรมาส 4 ของปี 2023 อยู่ที่ 264.8% ต่อ GDP (ในรูปดอลลาร์สหรัฐ)  โดยแบ่งเป็น

  1. หนี้ครัวเรือน 91.6%
  2. หนี้บริษัทเอกชนที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน 86.2%
  3. หนี้รัฐบาล 54.2% (ทั้งนี้หนี้รัฐบาลในความหมายของ IIF ไม่รวมหนี้รัฐวิสาหกิจ)
  4. หนี้ภาคการเงิน 32.8%

 

ตามข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าไทยมีหนี้ทุกภาคส่วนสูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศตลาดเกิดใหม่ (EM) และสูงที่สุดในอาเซียน

 

 

ภาพประกอบ: กันยกร กาญจนวิไล

The post หนี้ท่วมไทย! สัดส่วนหนี้ทุกภาคส่วนทะลุ 264% ต่อ GDP สูงสุดในอาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: จีนหาเงินปลดหนี้ เร่ง ‘ออกขายบอนด์’ เร็วสุดเป็นประวัติการณ์ | Morning Wealth 28 มี.ค. 2566 https://thestandard.co/morning-wealth-28032023/ Tue, 28 Mar 2023 01:40:27 +0000 https://thestandard.co/?p=769462

จีนเร่งขายพันธบัตรในอัตราเร็วสุดเป็นประวัติการณ์ จับตาห […]

The post ชมคลิป: จีนหาเงินปลดหนี้ เร่ง ‘ออกขายบอนด์’ เร็วสุดเป็นประวัติการณ์ | Morning Wealth 28 มี.ค. 2566 appeared first on THE STANDARD.

]]>
  • จีนเร่งขายพันธบัตรในอัตราเร็วสุดเป็นประวัติการณ์ จับตาหนี้รัฐบาลท้องถิ่นพุ่งทะลุ 120% ของรายรับในปีก่อน รายละเอียดเป็นอย่างไร
  • วิเคราะห์ ‘รัฐบาลจีนออกขายพันธบัตร’ เร็วที่สุดเป็นประวัติการณ์ บอกสัญญาณอะไร? พูดคุยกับ รัฐศรัณย์ ธนไพศาลกิจ ผู้อำนวยการอาวุโส หัวหน้าฝ่ายหลักทรัพย์ต่างประเทศและฟิวเจอร์ส บล.บัวหลวง

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 . ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: จีนหาเงินปลดหนี้ เร่ง ‘ออกขายบอนด์’ เร็วสุดเป็นประวัติการณ์ | Morning Wealth 28 มี.ค. 2566 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชัชชาติย้ำ กทม. พร้อมชำระหนี้ที่ถูกกฎหมาย-กระบวนการถูกต้อง หลังบีทีเอสลงคลิป #ติดหนี้ต้องจ่าย ทวงเงิน 4 หมื่นล้านบาท https://thestandard.co/chadchart-bangkok-debt-payment/ Mon, 21 Nov 2022 07:57:05 +0000 https://thestandard.co/?p=712927 ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

วันนี้ (21 พฤศจิกายน) บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกั […]

The post ชัชชาติย้ำ กทม. พร้อมชำระหนี้ที่ถูกกฎหมาย-กระบวนการถูกต้อง หลังบีทีเอสลงคลิป #ติดหนี้ต้องจ่าย ทวงเงิน 4 หมื่นล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

วันนี้ (21 พฤศจิกายน) บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSC ได้เผยแพร่คลิป เนื้อหาเกี่ยวกับการชี้แจงภาระหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียว โดยระบุว่า 

 

“คนเราจะอดทนกับการแบกหนี้ได้นานแค่ไหน…ทำงานแต่ไม่ได้เงิน ต้นทุนเพิ่มขึ้นทุกวัน…ผู้มีอำนาจโยนไปโยนมา ไร้การตัดสินใจ ถึงเวลาเข้ามาจัดการปัญหา อย่าหนีปัญหา…อย่าปล่อยให้เอกชนสู้เพียงลำพัง ถึงเวลาจ่ายหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียว 40,000 ล้าน #ติดหนี้ต้องจ่าย”

 

ซึ่งในคลิปวิดีโอได้ปล่อยเสียงสัมภาษณ์ของ คีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ที่กล่าวว่า อย่าเพิ่งพูดเรื่องสัมปทาน จ่ายเงินที่ท่านควรจ่าย มัน 3 ปีกว่าแล้ว ตัวเงินถึงสี่หมื่นกว่าล้าน ใครก็รับไม่ได้ 

 

เพราะเอกชนผู้ลงทุนจ่ายทุกวัน พนักงานก็ต้องจ่าย ค่าไฟต้องจ่าย ทุกอย่างต้องจ่ายหมด ผู้ที่มีอำนาจ ผู้ที่บริหารประเทศอยู่ ไม่ว่าจะเป็น กทม. หรือการเมืองของประเทศต้องเข้ามาดูได้แล้ว

 

ดอกเบี้ยขึ้นทุกวัน ท่านใดที่อยู่ในอำนาจควรคิดได้แล้วว่า ดอกเบี้ยที่ต้องเสียไป อย่างไรก็ต้องจ่ายผม มันเป็นสิ่งที่ใครเสียหาย ผมเชื่อว่าประชาชน ภาษีเราเสียหาย อย่าปล่อยให้มันลอยไปลอยมาอย่างนี้ จะเอาอย่างไร เพราะสิ่งหนึ่งที่เราไม่ทำอยู่อย่างเดียวก็คือว่า 

 

เราไม่ทำให้ประชาชนเดือดร้อน ผมรับปากกับประชาชนกับทุกท่านว่าผมจะไม่ยอมหยุดรถ เพราะหยุดรถนี่ความเสียหายเกิดกับประชาชน ไม่ได้เกิดกับผมอย่างเดียว ไม่ได้เกิดกับนักการเมืองคนไหน

 

ผมเชื่อว่าผู้โดยสารของผม ผมต่อสู้ให้ท่านถึงทุกวันนี้ คงเข้าใจผมนะครับ

 

ด้าน ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หลังจากประชุมคณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวถึงประเด็นดังกล่าวว่า เรื่องนี้ทั้งหมดมีอยู่ 1 ประเด็นคือ กรุงเทพมหานครทำสัญญากับบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด (เคที) และทางเคทีได้สัญญากับเอกชนเพื่อจัดการเดินรถ ในข้อบัญญัติของกรุงเทพมหานครมีการระบุไว้ชัดเจนว่า การที่ กทม. จะไปสร้างภาระหนี้ผูกพันของงบประมาณใดๆ จะต้องผ่านทางสภากรุงเทพมหานครก่อน

 

ดังนั้นจะเห็นว่าการทำสัญญาในส่วนของรถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยายที่ 2 ทางผู้บริหารไม่เห็นการอนุมัติจากสภา กทม. ทั้งที่การทำส่วนต่อขยายที่ 2 จัดอยู่ในภาระหนี้ผูกพันเพราะต้องจ่ายต่อเนื่องทุกปี จึงจะเห็นได้ว่ากระบวนการส่วนนี้ไม่สอดคล้องกับข้อบัญญัติ รวมถึงกระบวนการซื้อรถ ขบวนรถ ทางผู้บริหารจึงได้ทำหนังสือสอบถามกลับไปทางสภา กทม. ว่า ในส่วนนี้เคยผ่านการอนุมัติจากสภา กทม. หรือไม่ ถ้าปรากฏว่าไม่มีจะต้องมีการดำเนินการทำสัญญาใหม่ให้เรียบร้อย

 

แต่ในส่วนของการเดินรถส่วนต่อขยายที่ 1 ไม่มีปัญหาอะไรเพราะผ่านที่ประชุมสภา กทม. เรียบร้อยแล้ว โครงการนั้นทางสภา กทม. เห็นชอบ และมีการก่อหนี้ผูกพันผ่านทางเคทีและเอกชน

 

ชัชชาติกล่าวต่อว่า ปัญหาอยู่ที่ขั้นตอนบางส่วนขาดหายไป ส่วนตัวมองว่า กทม. ไม่ได้มีปัญหาในเรื่องการเป็นหนี้และต้องชำระหนี้ แต่หนี้นั้นจะต้องผ่านกระบวนการถูกต้องตามกฎหมาย เช่นเดียวกันกับการรับโอนทรัพย์สินมาจากกระทรวงคมนาคม มิติที่มองเรื่องนี้ก็คือการก่อหนี้ผูกพัน เพราะการรับทรัพย์สินมาเท่ากับการรับหนี้มา

 

อย่างไรก็ตามถ้าสภา กทม. ไม่มีการอนุมัติผ่านเรื่องมาก็จำเป็นต้องทำให้ถูกกฎหมาย อาจจะต้องมีการทำสัญญาใหม่หลังจากนี้ ต่อเนื่องไปในอนาคต ทั้งนี้ ตอนที่ตนได้พิจารณาเรื่องนี้สืบสวนดูขณะที่ทำสัญญาเรื่องดังกล่าว มีความเห็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งบอกว่าเรื่องดังกล่าวต้องผ่านสภา กทม. อีกส่วนบอกว่าไม่ต้องผ่าน  แต่ในความเห็นของคณะผู้บริหารมองว่าการมอบหมายงานคือการสร้างหนี้ แล้ว ตามหลักการคือต้องให้สภา กทม. ทำการเห็นชอบก่อน

The post ชัชชาติย้ำ กทม. พร้อมชำระหนี้ที่ถูกกฎหมาย-กระบวนการถูกต้อง หลังบีทีเอสลงคลิป #ติดหนี้ต้องจ่าย ทวงเงิน 4 หมื่นล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
หนี้รัฐบาลญี่ปุ่นพุ่ง! สูงสุดในกลุ่ม G7 โดยยอดพันธบัตรรัฐบาลคงค้างเพิ่มถึง 9.46 ล้านล้านเยน ในเวลาเพียง 3 เดือน https://thestandard.co/japanese-government-debt/ Sun, 13 Nov 2022 02:51:38 +0000 https://thestandard.co/?p=708304 หนี้รัฐบาลญี่ปุ่น

หนี้รัฐบาลญี่ปุ่นพุ่งสูงสุดในกลุ่ม G7 เนื่องจากการใช้จ่ […]

The post หนี้รัฐบาลญี่ปุ่นพุ่ง! สูงสุดในกลุ่ม G7 โดยยอดพันธบัตรรัฐบาลคงค้างเพิ่มถึง 9.46 ล้านล้านเยน ในเวลาเพียง 3 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
หนี้รัฐบาลญี่ปุ่น

หนี้รัฐบาลญี่ปุ่นพุ่งสูงสุดในกลุ่ม G7 เนื่องจากการใช้จ่ายของรัฐบาลสูงกว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยยอดพันธบัตรรัฐบาลคงค้างของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นถึง 9.46 ล้านล้านเยนในเวลาเพียง 3 เดือน นอกจากนี้ ระดับหนี้ของรัฐบาลยังคาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นอีก หลังคณะรัฐมนตรีเพิ่งอนุมัติข้อเสนองบประมาณเพิ่มเติมมูลค่า 29 ล้านล้านเยน

 

กระทรวงการคลังญี่ปุ่นเปิดเผยว่า ยอดพันธบัตรรัฐบาลทั่วไปคงค้าง ซึ่งรวมถึงการกู้ยืมเพื่อใช้ในงานสาธารณะหรือชดเชยการขาดดุล พุ่งขึ้น 9.46 ล้านล้านเยน (หรือราว 2.4 ล้านล้านบาท) จากเมื่อ 3 เดือนก่อน ขณะที่หนี้ของญี่ปุ่น ซึ่งรวมถึงการออกพันธบัตรและการกู้ยืมประเภทอื่นๆ อยู่ที่ 1,251 ล้านล้านเยน ถึงวันที่ 1 ตุลาคม โดยจากจำนวนประชากรที่ประมาณ 124.83 ล้านคน ทำให้ภาระหนี้ต่อหัวจะอยู่ที่ประมาณ 10 ล้านเยนต่อคน


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังเตรียมออกหนี้เพิ่ม เนื่องจากการออกพันธบัตรทั่วไปในปีงบประมาณ 2022 ยังไม่ถึงขีดจำกัด และคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นเพิ่งอนุมัติข้อเสนองบประมาณเพิ่มเติมมูลค่า 29 ล้านล้านเยนสำหรับปีงบประมาณนี้ เพื่อบรรเทาความเจ็บปวดของครัวเรือนและธุรกิจ จากต้นทุนค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น และการอ่อนค่าของเงินเยน โดยหนี้พันธบัตรทั่วไปคงค้างคาดว่าจะสูงถึง 1,042 ล้านล้านเยน ณ สิ้นปีงบประมาณ (เดือนมีนาคม)

 

ด้วยหนี้ทั่วไปของรัฐบาลญี่ปุ่นอยู่ที่ 262.5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในปี 2021 ญี่ปุ่นจึงมีอัตราส่วนหนี้สินต่อ GDP สูงสุดในกลุ่ม G7 ตามข้อมูลจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐฯ ที่หนี้รัฐบาลอยู่ที่ 128.1% ของ GDP สหราชอาณาจักรที่ 95.3% ของ GDP และเยอรมนีที่ 69.6% ของ GDP

 

เมื่อปี 2020 GDP ในทุกประเทศ G7 หดตัวอย่างหนัก เนื่องจากการระบาดใหญ่ ทำให้รัฐบาลต้องใช้เงินจำนวนมากเพื่อสนับสนุนธุรกิจและผู้บริโภค แต่เมื่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวในหลายส่วนของโลก อัตราส่วนหนี้สินต่อ GDP ในสมาชิก G7 ทั้งหมดในปี 2021 ก็ดีขึ้น ยกเว้นเยอรมนีและญี่ปุ่น

 

ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ถือเป็นตัวขับเคลื่อนหลักในตลาดตราสารหนี้ของญี่ปุ่น ด้วยเป้าหมายที่จะคงอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวไว้ไม่เกิน 0.25% ธนาคารกลางญี่ปุ่นจึงต้องซื้อพันธบัตรรัฐบาลเพิ่ม และเป็นเจ้าของพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวถึง 51.3% โดยถือครองพันธบัตรทั้งสิ้น 536.6 ล้านล้านเยน ณ สิ้นเดือนตุลาคม โดยเมื่อเดือนตุลาคม BOJ ได้ซื้อพันธบัตรมูลค่า 12.5 ล้านล้านเยน ซึ่งเป็นจำนวนที่มากเป็นอันดับ 2 ที่เคยมีมา

 

อ้างอิง:

The post หนี้รัฐบาลญี่ปุ่นพุ่ง! สูงสุดในกลุ่ม G7 โดยยอดพันธบัตรรัฐบาลคงค้างเพิ่มถึง 9.46 ล้านล้านเยน ในเวลาเพียง 3 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัสเซียกำลังเดินหน้าสู่การผิดนัดชำระหนี้ในรอบกว่า 100 ปี ขณะที่ S&P หั่นเรตติ้งหนี้ต่างประเทศลงสู่ระดับ ‘Selective Default’ https://thestandard.co/russia-is-moving-towards-default-pay-off-debt/ Sun, 10 Apr 2022 11:52:20 +0000 https://thestandard.co/?p=616289 รัสเซีย

นับแต่ช่วงเวลาหลังการปฏิวัติรัสเซียเมื่อปี 1917 รัสเซีย […]

The post รัสเซียกำลังเดินหน้าสู่การผิดนัดชำระหนี้ในรอบกว่า 100 ปี ขณะที่ S&P หั่นเรตติ้งหนี้ต่างประเทศลงสู่ระดับ ‘Selective Default’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัสเซีย

นับแต่ช่วงเวลาหลังการปฏิวัติรัสเซียเมื่อปี 1917 รัสเซียไม่เคยผิดนัดชำระหนี้ต่างประเทศอีกเลย แต่ปัจจุบันดูเหมือนว่ารัสเซียอาจจะต้องผิดนัดชำระหนี้พันธบัตรรัฐบาล มูลค่า 649 ล้านดอลลาร์ ซึ่งครบกำหนดชำระเมื่อวันที่ 4 เมษายนที่ผ่านมา เนื่องจากถูกบล็อกจากกระทรวงการคลังสหรัฐฯ โดยการกีดกันไม่ให้รัสเซียใช้เงินทุนสำรองที่ฝากหรือลงทุนไว้กับต่างประเทศในการชำระหนี้

 

ในขณะที่บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถืออย่าง Standard & Poor’s (S&P) ได้ปรับลดเครดิตเรตติ้งของตราสารหนี้สกุลเงินต่างประเทศของรัสเซียลงสู่ระดับ Selective Default หลังจากรัสเซียได้ชำระหนี้คืนเป็นสกุลเงินรูเบิล ผิดไปจากสัญญาที่ทำไว้ว่าจะต้องชำระคืนในสกุลดอลลาร์ 

 

ทั้งนี้ S&P ระบุว่า ณ เวลานี้ นักลงทุนคงจะไม่สามารถนำเงินรูเบิลไปแลกเปลี่ยนเป็นดอลลาร์ได้ตามมูลค่าที่ควรจะได้รับ ขณะเดียวกันรัฐบาลรัสเซียก็คงไม่สามารถที่จะกลับมาชำระหนี้เป็นสกุลดอลลาร์ได้ทันภายในระยะเวลาผ่อนผันชำระ 30 วัน 

 

อย่างไรก็ตาม Elina Ribakova รองหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Institute of International Finance กล่าวว่า สถานการณ์ตอนนี้อาจเป็นเรื่องของ ‘ความเต็มใจที่จะจ่าย (Willingness-to-Pay)’ เนื่องจากกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ไม่ได้แบนธนาคารตัวแทนของรัสเซียในต่างประเทศ และอนุญาตให้ทำธุรกรรมเกี่ยวกับพันธบัตรรัฐบาลของรัสเซียได้จนถึง 25 พฤษภาคม 2565 

 

ซึ่งหมายความว่ารัสเซียยังสามารถที่จะชำระคืนหนี้ได้ หากรัสเซียต้องการที่จะทำ

 

ทั้งนี้ ตลาดมักจะดูว่าการผิดนัดชำระหนี้จะเกิดขึ้นเมื่อใดจากความเห็นของสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ อย่างไรก็ตาม เรื่องของการผิดนัดชำระหนี้เป็นเรื่องของสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เครดิตเรตติ้ง 

 

โดยพื้นฐานแล้วการผิดนัดชำระหนี้เป็นการทำผิดไปจากสัญญาที่ตกลงกันไว้ อาจเป็นเรื่องของการที่ไม่ชำระคืนเงินต้น ดอกเบี้ย หรือหนี้ส่วนอื่นๆ หลังจากพ้นช่วงเวลาผ่อนผันไปแล้ว และในกรณีของรัสเซียที่ชำระคืนหนี้เป็นสกุลรูเบิลอาจถือได้ว่าเป็นการที่ไม่ได้ชำระหนี้

 

ในมุมของรัสเซียอาจจะตัดสินใจโดยฝ่ายเดียวเพื่อหยุดพักการชำระหนี้ไว้ชั่วคราวหรืออาจจะถาวรก็เป็นได้ ซึ่งการพักชำระหนี้นี้อาจจะเกิดขึ้นหรือหลังจากการผิดนัดชำระหนี้ก็ได้ ก่อนที่จะดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้ คล้ายกับกรณีของเม็กซิโกเมื่อปี 1982 

 

ทั้งนี้ กระบวนการภายหลังการผิดนัดชำระหนี้คือ การฟ้องร้องและยึดทรัพย์สิน ซึ่งมักจะกินเวลายาวนานและมีค่าใช้จ่ายสูง 

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post รัสเซียกำลังเดินหน้าสู่การผิดนัดชำระหนี้ในรอบกว่า 100 ปี ขณะที่ S&P หั่นเรตติ้งหนี้ต่างประเทศลงสู่ระดับ ‘Selective Default’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: คาดระดับหนี้สาธารณะรัฐบาลทั่วโลกปรับตัวเพิ่มขึ้น 9.5% พุ่งทุบสถิติ https://thestandard.co/morning-wealth-07042022-3/ Thu, 07 Apr 2022 06:00:08 +0000 https://thestandard.co/?p=615205 government public debt

รายงานผลการศึกษาดัชนีหนี้สาธารณะจาก เจนัส เฮนเดอร์สัน บ […]

The post ชมคลิป: คาดระดับหนี้สาธารณะรัฐบาลทั่วโลกปรับตัวเพิ่มขึ้น 9.5% พุ่งทุบสถิติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
government public debt

รายงานผลการศึกษาดัชนีหนี้สาธารณะจาก เจนัส เฮนเดอร์สัน บริษัทบริหารจัดการสินทรัพย์ในอังกฤษคาดการณ์ว่า ปริมาณหนี้สาธารณะทั่วโลกปีนี้มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น 9.5% แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 71.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

ติดตามรายการ Morning Wealth ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 07.00-08.00 น. ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post ชมคลิป: คาดระดับหนี้สาธารณะรัฐบาลทั่วโลกปรับตัวเพิ่มขึ้น 9.5% พุ่งทุบสถิติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: เยลเลนเตือนเศรษฐกิจสหรัฐฯ เสี่ยงถดถอย วอนคองเกรสขยายเพดานหนี้ | Morning Wealth 6 ตุลาคม 2564 https://thestandard.co/morning-wealth-06102021-5/ Wed, 06 Oct 2021 10:00:15 +0000 https://thestandard.co/?p=545328 Janet Yellen

เจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ แสดงความวิตกกังวลต่อสถ […]

The post ชมคลิป: เยลเลนเตือนเศรษฐกิจสหรัฐฯ เสี่ยงถดถอย วอนคองเกรสขยายเพดานหนี้ | Morning Wealth 6 ตุลาคม 2564 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Janet Yellen

เจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ แสดงความวิตกกังวลต่อสถานการณ์การเจรจาขยายเพดานหนี้ของสภาคองเกรสสหรัฐฯ ที่ยังคงไม่สามารถหาข้อยุติได้ โดยเชื่อว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเข้าสู่ภาวะถดถอยทันทีหากสภาคองเกรสไม่อาจขยายวงเงินกู้ยืมของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ก่อนกำหนดเส้นตายในวันที่ 18 ตุลาคมนี้

 

ติดตามรายการ Morning Wealth ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 07.00-08.00 น. ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post ชมคลิป: เยลเลนเตือนเศรษฐกิจสหรัฐฯ เสี่ยงถดถอย วอนคองเกรสขยายเพดานหนี้ | Morning Wealth 6 ตุลาคม 2564 appeared first on THE STANDARD.

]]>
คลังสหรัฐฯ และ Fed ประสานเสียง หนุนขยายเพดานหนี้ เตือนเศรษฐกิจเสี่ยงเผชิญหายนะหากรัฐบาลผิดนัดชำระหนี้ https://thestandard.co/us-treasury-and-fed-agree-to-expand-gov-debt-ceiling/ Wed, 29 Sep 2021 06:35:25 +0000 https://thestandard.co/?p=541966 government debt ceiling

เจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และ เจเน็ต […]

The post คลังสหรัฐฯ และ Fed ประสานเสียง หนุนขยายเพดานหนี้ เตือนเศรษฐกิจเสี่ยงเผชิญหายนะหากรัฐบาลผิดนัดชำระหนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
government debt ceiling

เจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และ เจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ร่วมประสานเสียงสนับสนุนให้สภาคองเกรสเปิดทางยอมขยายเพดานหนี้ของรัฐบาลประธานาธิบดีโจ ไบเดน เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะ ‘Government Shutdown’ และการผิดนัดชำระหนี้ที่จะก่อให้เกิดหายนะทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ ครั้งใหญ่ พร้อมเตือนการฟื้นตัวของสหรัฐฯ ยังคงเปราะบาง เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโรคโควิดสายพันธุ์เดลตา ยังไม่มีแนวโน้มคลี่คลายในเร็ววันนี้ ขณะที่ประเด็นเรื่องอัตราเงินเฟ้อของประเทศก็เป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

 

ความเห็นของสองหัวเรือใหญ่ทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ดังกล่าวมีขึ้นในระหว่างที่ พาวเวลล์ และเยลเลน ขึ้นกล่าวถ้อยแถลงต่อคณะกรรมาธิการการธนาคารประจำวุฒิสภา ในวันอังคารที่ผ่านมา (28 กันยายน) เพื่อแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ และเน้นย้ำความสำคัญของการใช้นโยบายการเงินและการคลังในการกระตุ้นเศรษฐกิจ หลังจากได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด พร้อมเปิดโอกาสให้ทางคณะกรรมาธิการซักถามข้อข้องใจด้านเศรษฐกิจต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องภาวะเงินเฟ้อในสหรัฐฯ เรื่องร่างกฎหมายยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลสหรัฐฯ มูลค่ากว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และเรื่องขยายเพดานหนี้ของประเทศ

 

เว็บไซต์ข่าว Al Jazeera รายงานว่า เนื้อหาถ้อยแถลงของพาวเวลล์และเยลเลน เป็นไปตามการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ในตลาด ซึ่งทั้งสองคนยังใช้โอกาสนี้ชี้แจงผลการทำงานที่ผ่านมาจากการใช้นโยบายกระตุ้น และผ่อนคลายทางการเงินชุดใหญ่เพื่ออัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบ ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ สามารถขยับฟื้นตัวจากภาวะซบเซาและถดถอยมาได้อย่างหวุดหวิด

 

ขณะเดียวกัน ทั้งพาวเวลล์และเยลเลนยังเห็นตรงกันว่า การแพร่ระบาดของโรคโควิดสายพันธุ์เดลตา กับการเผชิญหน้ากับภาวะเงินเฟ้อสูงในระยะเวลานานกว่าที่คาดการณ์กันไว้ จะส่งผลกระทบทำให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ชะลอตัวลงได้

 

อย่างไรก็ตาม ประเด็นหลักที่สมาชิกสภาคองเกรสต้องลงมือจัดการอย่างเร่งด่วนก็คือ การเพิ่มเพดานการกู้ยืมเงินของรัฐบาลเพื่อเลี่ยงหายนะที่จะตามมา หากสหรัฐฯ ต้องปิดหน่วยงานรัฐ (Government Shutdown) และผิดนัดชำระหนี้

 

ในฐานะรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ เยลเลนเตือนว่า หากรัฐสภาไม่อนุมัติให้เพิ่มเพดานการกู้ยืมเงิน ก็จะส่งผลต่อความน่าเชื่อถือทางการเงินของสหรัฐฯ และอาจทำให้ประเทศเผชิญวิกฤตทางการเงิน และเศรษฐกิจอาจเข้าสู่ภาวะถดถอยรอบใหม่ได้ โดยขณะนี้หนี้ของรัฐบาลสหรัฐฯ มีมูลค่าอยู่ที่ 28.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

ขณะที่ทางประธาน Fed กล่าวต่อทางสภาชิกสภาว่า เห็นด้วยกับคำเตือนของเยลเลน ที่หากสหรัฐฯ ผิดนัดชำระหนี้จะก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เลวร้ายรุนแรงต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยรวมอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้น จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องขยายเพดานหนี้ให้ทันกำหนดเส้นตายในวันที่ 18 ตุลาคมนี้

 

คำเตือนและข้อกังวลของเยลเลนรวมทั้งพาวเวลล์ มีขึ้นหนึ่งวันหลังจากที่สมาชิกวุฒิสภาสหรัฐฯ สังกัดพรรครีพับลิกันปฏิเสธร่างงบประมาณฉบับใหม่ และมาตรการเพิ่มเพดานการกู้ยืมเงินของรัฐบาล ซึ่งอาจมีผลให้หน่วยงานของรัฐบาลบางส่วนต้องปิดทำการตั้งแต่วันศุกร์นี้เป็นต้นไป

 

ชัค ชูเมอร์ ผู้นำสมาชิกวุฒิสภาพรรคเดโมแครต กล่าวว่า จะพยายามผลักดันให้มีการลงมติแบบใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของ 100 เสียงในวุฒิสภาสหรัฐฯ เพื่อเพิ่มเพดานการกู้ยืมเงิน แทนการใช้เสียงเกิน 60 เสียงดังเช่นการลงมติในร่างกฎหมายสำคัญอื่นๆ

 

ในส่วนของภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐฯ พาวเวลล์และเยลเลนเห็นตรงกันว่า เศรษฐกิจยังคงสามารถเดินหน้าขยายตัว ซึ่งรวมถึงการฟื้นตัวของอัตราการจ้างงานบางส่วนที่สูญเสียไปเมื่อปี 2020 ที่ผ่านมา ก่อนคาดการณ์ว่าตลาดงานสหรัฐฯ จะสามารถฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่ในปีหน้า (2022)

 

ด้านสำนักข่าว AP รายงานว่า เจเน็ต เยลเลน ยังใช้โอกาสนี้แสดงจุดยืนสนับสนุนร่างกฎหมายปรับปรุงยกระดับโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน มูลค่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐของประธานาธิบดีไบเดน พร้อมวอนให้สภาคองเกรสหันมาร่วมมือสนับสนุนร่างกฎหมายฉบับนี้ โดยระบุว่า การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของสหรัฐฯ ทั้งหมดเป็นสิ่งจำเป็นในการวางรากฐานให้สหรัฐฯ แข็งแกร่งพอที่จะเผชิญกับปัจจัยท้าทายทางเศรษฐกิจในโลกอนาคตต่อไปได้ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงของโลกที่ก้าวเข้าสู่ยุคเทคโนโลยีดิจิทัล และการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพแวดล้อมเนื่องจากภาวะโลกร้อน

 

อ้างอิง:

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post คลังสหรัฐฯ และ Fed ประสานเสียง หนุนขยายเพดานหนี้ เตือนเศรษฐกิจเสี่ยงเผชิญหายนะหากรัฐบาลผิดนัดชำระหนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตาดีลขยายเพดานหนี้สหรัฐฯ ส่อระทึก หลังรีพับลิกันปฏิเสธร่วมโหวต https://thestandard.co/us-government-debt-deal/ Fri, 17 Sep 2021 10:01:24 +0000 https://thestandard.co/?p=537757 Janet Yellen

กลายเป็นประเด็นร้อนที่ต้องจับมามองอย่างใกล้ชิด สำหรับกร […]

The post จับตาดีลขยายเพดานหนี้สหรัฐฯ ส่อระทึก หลังรีพับลิกันปฏิเสธร่วมโหวต appeared first on THE STANDARD.

]]>
Janet Yellen

กลายเป็นประเด็นร้อนที่ต้องจับมามองอย่างใกล้ชิด สำหรับกรณีการขยายเพดานหนี้ของรัฐบาลประธานาธิบดีโจ ไบเดนของสหรัฐฯ เมื่อล่าสุด มิตช์ แมคคอนเนลล์ ผู้นำเสียงข้างมากในวุฒิสภาสหรัฐฯ ปฏิเสธที่จะรวบรวมคะแนนเสียงจากพรรครีพับลิกัน เพื่อสนับสนุนการเดินหน้าขยายเพดานหนี้ของรัฐบาล ทำให้พรรคเดโมแครตมีทางเลือกที่ยากลำบากมากขึ้น ท่ามกลางเส้นตายที่กระชั้นเข้ามา เพื่อให้แน่ใจว่าสหรัฐฯ จะไม่ผิดนัดชำระหนี้ที่สะสมไว้ ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ 28.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

ท่าทีของแมคคอนเนลลล์ยังมีขึ้นหลังจากที่ เจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ต่อสายตรงพูดคุยกับวุฒิสมาชิกด้วยตนเอง แต่ก็ไม่สามารถโน้มน้าวให้แมคคอนเนลล์หันมาให้การสนับสนุนได้ โดยเจ้าตัวกล่าวว่าขึ้นอยู่กับพรรคเดโมแครตในการลงคะแนนเสียง Popular Vote ในการกู้ยืมของรัฐบาลส่วนกลางด้วยตนเอง

 

นักวิเคราะห์กล่าวว่า ท่าทีของแมคคอนเนลล์ทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองของสหรัฐฯ รุนแรงขึ้น และเสี่ยงต่อความปั่นป่วนในตลาดการเงิน ที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง

 

ทั้งนี้ ไบเดน และหัวหน้าพรรคเดโมแครต พร้อมด้วย แนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎร และ ชัค ชูเมอร์ ผู้นำเสียงข้างมากในวุฒิสภา สังกัดพรรคเดโมแครต มีกำหนดจะขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในบ่ายวันพฤหัสบดีนี้ (16 กันยายน) แม้ส่วนใหญ่จะค่อนข้างเชื่อมั่นว่าพรรคเดโมแครตจะสามารถหลีกเลี่ยงวิกฤต และลงคะแนนเสียงเพื่ออนุญาตให้มีการกู้ยืมเพิ่มเติมช่วยขยายเพดานหนี้ออกไปได้

 

อ้างอิง:

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post จับตาดีลขยายเพดานหนี้สหรัฐฯ ส่อระทึก หลังรีพับลิกันปฏิเสธร่วมโหวต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยัน ‘หนี้สาธารณะ’ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2563 ที่ระดับ 78 ล้านล้าน ไม่เป็นความจริง https://thestandard.co/public-debt-end-of-sep-2020-t-78-trillion-is-not-true/ Sat, 28 Nov 2020 08:28:16 +0000 https://thestandard.co/?p=426289 ยัน ‘หนี้สาธารณะ’ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2563 ที่ระดับ 78 ล้านล้าน ไม่เป็นความจริง

ตามที่ได้มีการแชร์รูปภาพและเนื้อข่าวว่า หนี้สาธารณะของป […]

The post ยัน ‘หนี้สาธารณะ’ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2563 ที่ระดับ 78 ล้านล้าน ไม่เป็นความจริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยัน ‘หนี้สาธารณะ’ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2563 ที่ระดับ 78 ล้านล้าน ไม่เป็นความจริง

ตามที่ได้มีการแชร์รูปภาพและเนื้อข่าวว่า หนี้สาธารณะของประเทศไทย ณ สิ้นเดือนกันยายน 2563 สูงถึง 78 ล้านล้านบาทนั้น

 

แพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ขอชี้แจงว่า เนื้อหาข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง โดย ณ สิ้นเดือนกันยายน 2563 หนี้สาธารณะมีจำนวนทั้งสิ้น 7.8 ล้านล้านบาท โดยมีสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เท่ากับร้อยละ 49.34 ประกอบด้วยหนี้รัฐบาล จำนวน 6.73 ล้านล้านบาท, หนี้รัฐวิสาหกิจ จำนวน 795,980 ล้านบาท, หนี้รัฐวิสาหกิจที่ทำธุรกิจในภาคการเงิน (รัฐบาลค้ำประกัน) จำนวน 309,472 ล้านบาท และหนี้หน่วยงานของรัฐ 7,821 ล้านบาท 

 

ทั้งนี้ หนี้ที่เป็นภาระต่องบประมาณโดยตรง จำนวน 6.3 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 39.40 ของ GDP สำหรับหนี้ของรัฐวิสาหกิจและหน่วยงานของรัฐ จำนวน 1.5 ล้านล้านบาท ใช้แหล่งเงินอื่นมาชำระหนี้ จึงไม่เป็นภาระต่องบประมาณ 

 

ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะขอให้ประชาชนมั่นใจว่า กระทรวงการคลังได้บริหารจัดการหนี้สาธารณะอย่างรอบคอบและระมัดระวัง ภายใต้กรอบวินัยทางการคลังอย่างเคร่งครัด โดยประมาณการสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ปี 2564 ยังคงอยู่ภายใต้กรอบวินัยทางการคลังซึ่งกำหนดไว้ไม่เกินร้อยละ 60

 

ทั้งนี้ การเจตนานำเข้า เผยแพร่ หรือส่งต่อข้อมูลที่บิดเบือน ปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ อาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

The post ยัน ‘หนี้สาธารณะ’ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2563 ที่ระดับ 78 ล้านล้าน ไม่เป็นความจริง appeared first on THE STANDARD.

]]>