แบงก์ชาติเผย สินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ (รวมเครือ) ในไตร […]
The post สินเชื่อแบงก์ ‘ติดลบ 6 ไตรมาสติด’ ส่งสัญญาณครัวเรือนอาจหันพึ่ง ‘หนี้นอกระบบ’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
แบงก์ชาติเผย สินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ (รวมเครือ) ในไตรมาส 4 ปี 2568 หดตัว 6 ไตรมาสติดต่อกันแล้ว ส่วนหนี้เสีย (NPL) ในภาพรวม ‘ลดลง’ โดยส่วนหนึ่งจากมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ต่างๆ ธปท.ย้ำยังไม่นิ่งนอนใจ และจะจับตาดู NPL ต่อไป ขณะที่เครดิตบูโร (NCB) มองสินเชื่อติดลบ ในภาวะที่เศรษฐกิจไม่ดี ไม่ใช่สัญญาณบวก ห่วงหนี้ในระบบไหลสู่นอกระบบ
วันนี้ (17 กุมภาพันธ์) สมชาย เลิศลาภวศิน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า สินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ (รวมเครือ) ในไตรมาส 4 ปี 2568 โดยรวมหดตัว 1.1% จากระยะเดียวกันปีก่อน (YoY) นับเป็นการติดลบติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 6 แล้ว
โดยการหดตัวส่วนใหญ่มาจากสินเชื่อธุรกิจ SME (-4.1%YoY) ที่หดตัวต่อเนื่องติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 14 ขณะที่สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่หดตัวเล็กน้อย (-0.2% YoY) ส่วนหนึ่งมาจากความต้องการสินเชื่อที่ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ และธุรกิจหันไประดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้หรือหุ้นกู้ เพื่อมาชำระคืนหนี้ธนาคารแทน
สำหรับสินเชื่ออุปโภคบริโภค (รายย่อย) ในภาพรวมยังหดตัวต่อเนื่อง ตามความเสี่ยงด้านเครดิตที่ยังอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม เริ่มเห็นสัญญาณปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย จากสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ขยายตัวและสินเชื่อเช่าซื้อที่หดตัวชะลอลง

สำหรับแนวโน้มการเติบโตของสินเชื่อในระยะข้างหน้า สมชายระบุว่า ขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ การบริหารจัดการหนี้เสียในระบบ รวมไปถึงเศรษฐกิจต่างประเทศ เนื่องจากไทยเป็นประเทศพึ่งพาการส่งออกค่อนข้างสูง
สุโชติ เปี่ยมชล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตรวจสอบแบบจำลองและวิเคราะห์ความเสี่ยงสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า จากการเดินสายคุยกับธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่พบว่า ตั้งเป้าสินเชื่อเติบโตเล็กน้อยประมาณ 1 – 2% อย่างไรก็ตามผลลัพธ์สุดท้ายก็ต้องดูผลของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยเป็นสำคัญ รวมถึงการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยว่า จะมีความสามารถในการแข่งขันระยะยาวได้ดีแค่ไหน
ด้านคุณภาพสินเชื่อ พบว่า สินเชื่อด้อยคุณภาพ (non-performing loan: NPL หรือ stage 3) ในไตรมาส 4 ปี 2568 ปรับลดลงมาอยู่ที่ 536.0 พันล้านบาท ส่งผลให้สัดส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวม ปรับลดลงมาอยู่ที่ 2.84% จากระดับ 2.94% ในไตรมาสก่อนหน้า โดยการปรับตัวลดลงมาจากการชำระคืนหนี้เป็นสำคัญ นอกจากนี้ ยังมาจากธนาคารพาณิชย์ยังบริหารจัดการคุณภาพหนี้และให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ด้วยการปรับโครงสร้างหนี้อย่างต่อเนื่อง
สำหรับ NPL ประเภทสินเชื่ออุปโภคบริโภค พบว่าโดยรวมลดลงจาก New NPL ที่ชะลอลงต่อเนื่อง โดยแยกพอร์ตสินเชื่อพบว่า สัดส่วน NPL ของสินเชื่อที่อยู่อาศัยและส่วนบุคคลเพิ่มขึ้น ขณะที่เช่าซื้อและบัตรเครดิตลดลง
สำหรับสินเชื่อที่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของความเสี่ยงด้านเครดิตต่อสินเชื่อรวม (significant increase in credit risk: SICR หรือ stage 2 ปรับลดลง มาอยู่ที่ 7.07% จากการชำระคืนหนี้ได้ตามเงื่อนไขการปรับโครงสร้างหนี้เป็นสำคัญ หลังจากธนาคารมีการปรับโครงสร้างหนี้ก่อนที่จะเสีย (Preemptive) ถึง 80% ซึ่งช่วยชะลอการไหลตกชั้นของลูกหนี้ได้มาก
สุโชติ กล่าวว่า แม้ NPL อยู่ในทิศทางที่ดีขึ้น แต่ธปท.ยังไม่นิ่งนอนใจและยังไม่ได้สบายใจ เนื่องจากต้องยอมรับว่า NPL ที่ลดลงส่วนหนึ่งมาจากมาตรการต่างๆ และสำหรับแนวโน้มของ NPL ยังคงต้องติดตามพัฒนาการต่อไปว่า ภาวะเศรษฐกิจดีขึ้นอย่างยั่งยืนหรือไม่ เนื่องจาก เศรษฐกิจจะเป็นตัวกำหนดว่า ธุรกิจหรือครัวเรือนจะมีความสามารถในการหารายได้มาชำระคืนหนี้ดีขึ้นหรือไม่


ขณะที่ ดร.ลัษมณ อรรถาพิช ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) หรือเครดิตบูโร เคยตั้งข้อสังเกตต่อภาวะหนี้ครัวเรือนไม่ค่อยโต และตัวเลขสินเชื่อในระบบที่หดตัว อาจเป็นภาพสะท้อนว่าประชาชนกำลังหันไปพึ่งพาแหล่งเงินกู้นอกระบบมากขึ้น
โดยระบุว่า “ในหมวกนักเศรษฐศาสตร์ที่เคยเป็นมาชั่วชีวิต ภาวะแบบนี้ไม่ได้ดีใจเท่าไหร่ เพราะถ้าเราดูสภาวะเศรษฐกิจที่แท้จริงวันนี้แล้วบอกว่า หนี้ครัวเรือนไม่โต คงไม่ใช่ นับเป็นเรื่องน่ากังวลมากกว่าว่า จะไหลลงไปนอกระบบมากขึ้นหรือเปล่า แล้วสินเชื่อนอกระบบดอกเบี้ยแพงมากจึงจะไปซ้ำเติมชีวิตคนหรือไม่”
อย่างไรก็ตาม “หนี้นอกระบบเป็นประเด็นที่เรามองไม่เห็นจริงๆ เรารู้แต่ว่า หนี้ในระบบไม่ค่อยโตเท่าไหร่ จึงพอจะเดาได้ว่าไหลไปข้างนอก” ดร.ลัษมณกล่าว เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569
ดร.ลัษมณยังเปิดเผยว่า ตามข้อมูลหนี้สินครัวเรือน ที่จัดเก็บในระบบ NCB ณ ช่วงสิ้นปี 2568 พบว่า ภาพรวมมูลค่าหนี้ครัวเรือนตลอดทั้งปี 2568 โตขึ้นน้อยมาก ไม่ถึง 1% ซึ่งสะท้อนว่าสินเชื่อไม่ขยายตัวและธนาคารปล่อยกู้น้อยลง กราฟหนี้ครัวเรือนจึงมีลักษณะเป็น ‘ที่ราบสูง’ หรือทรงตัว
ส่วนสถานการณ์หนี้เสีย (NPL) ที่ค้างชำระเกิน 90 วัน อยู่ในทิศทางขาขึ้น โดยปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 9.6% ของหนี้ครัวเรือน โดยแนวโน้มยังไต่ระดับขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่ได้ชันมาก โดยสินเชื่อที่น่าห่วงคือสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ สำหรับหนี้ที่ต้องจับตาดูเป็นพิเศษ (SM) ปรับขึ้นๆ ลงๆ อยู่ตลอดจากมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ต่างๆ ของธปท. เป็นเขื่อนกั้นไว้

ทั้งนี้ ตามผลการสำรวจหนี้ครัวเรือนไทย โดยความร่วมมือของคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และธนาคารกรุงไทย (ข้อมูลเบื้องต้น ณ พฤศจิกายน 2568) โดยระบุว่า ครัวเรือนยังพึ่งพา ‘หนี้นอกระบบ’ มากขึ้น โดยสัดส่วนหนี้นอกระบบในการสำรวจปี 2568 เพิ่มขึ้นเป็น 14% จากระดับ 12% ของหนี้ครัวเรือนทั้งหมดในปี 2567 สะท้อนว่า ภาวะหนี้ครัวเรือนที่แท้จริง ซึ่งยังคงอยู่ในระดับที่สูงเกิน 100% ต่อ GDP
โดยตามข้อมูลของธปท. ระบุว่า สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ล่าสุด ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 ทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลงจากไตรมาสก่อนหน้าอยู่ที่ 86.8% สำหรับแนวโน้มสัดส่วนหนี้ต่อ GDP ในไตรมาสที่ 4 คาดว่าจะ ‘ลดลง’ ต่อเนื่องจากตัวหาร (GDP) เพิ่มขึ้นจากข้อมูลที่สภาพัฒน์เพิ่งประกาศไป และตัวเศษคือ สินเชื่อโดยรวมไม่ได้ขยับขึ้น


ภาพ: Tuomas A. Lehtinen / Getty Images
The post สินเชื่อแบงก์ ‘ติดลบ 6 ไตรมาสติด’ ส่งสัญญาณครัวเรือนอาจหันพึ่ง ‘หนี้นอกระบบ’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (5 กุมภาพันธ์) ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช แคนดิเดต […]
The post เลือกตั้ง 2569 : คุณหญิงกัลยาลงพื้นที่เยาวราชฟังปัญหาพ่อค้าแม่ค้า ชูกองทุน 2 หมื่น ต่อลมหายใจ SME ช่วยเศรษฐกิจฐานรากเดินต่อ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (5 กุมภาพันธ์) ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และประธานพรรคไทยก้าวใหม่ พร้อมด้วย ผู้สมัคร สส. พรรคไทยก้าวใหม่ ประกอบด้วย ดร.คมสัน พันธุ์วิชาติกุล และ อภิชชยา เทพโสธร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลงพื้นที่ช่วย กานต์ กิตติอำพน ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 1 หาเสียงที่ตลาดเก่าเยาวราช พบปะพ่อค้าแม่ค้า รวมถึงประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอย
ดร.คุณหญิงกัลยา ได้พูดคุยกับประชาชน พ่อค้าแม่ค้าทั้งภาษาไทย ภาษาจีน และภาษาท้องถิ่นอีสาน เพื่อรับฟังถึงปัญหา ซึ่งผู้ประกอบการร้านค้าต่างสะท้อนตรงกันถึงปัญหาเศรษฐกิจซบเซาในปัจจุบัน พร้อมฝากฝังให้ ดร.คุณหญิงกัลยา เข้าไปแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจและประเทศต่อไป นอกจากนี้ มีประชาชนบอกว่า อยากเห็นอะไรใหม่ๆ อยากเห็นประเทศเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น ดร.คุณหญิงกัลยา จึงเน้นย้ำว่า พรรคไทยก้าวใหม่พร้อมเข้ามาเปลี่ยนแปลงทำให้คุณภาพชีวิตของคนไทยดีขึ้นผ่านการพัฒนาทุนมนุษย์
รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ : ติดตามผล คะแนนเลือกตั้ง 2569 และ ผลประชามติ ได้ที่
https://election2569.thestandard.co/
จากนั้น ดร.คุณหญิงกัลยา เดินหาเสียงต่อไปยังสำเพ็ง ระหว่างทางพบกับยายแป๋ว อายุ 78 ปี ซึ่งขายขนมรถเข็นอยู่ในพื้นที่ ยายแป๋วได้โผเข้ากอดพร้อมอวยพรให้ ดร.คุณหญิงกัลยา ได้เข้าไปทำหน้าที่สภาฯ มั่นใจว่าคุณงามความดีและความซื่อสัตย์สุจริตของ ดร.คุณหญิงกัลยา ที่ทำมาตลอดจะนำพาประเทศไทยให้เจริญรุ่งเรืองได้
ดร.คุณหญิงกัลยา ให้สัมภาษณ์ภายหลังการลงพื้นที่ว่า วันนี้มีหลายคนเข้ามาทักทายบอกจำได้ บางคนบอกได้ลงคะแนนให้พรรคไทยก้าวใหม่แล้ว ถือเป็นกำลังใจอย่างมากสำหรับคนทำงานการเมือง หลายคนสะท้อนถึงปัญหาเศรษฐกิจการค้าขาย ซึ่งพรรคไทยก้าวใหม่มีนโยบายที่จะช่วยผู้ค้าขายอิสระ และ SME ด้วยกองทุนช่วยเหลือ 2 หมื่นบาท ช่วยต่อลมหายใจให้คนทำงานด้วยบัตรประชาชนใบเดียว เงื่อนไขเป็นธรรม เปลี่ยนหนี้นอกระบบเป็นเงินที่หายใจได้ ทำให้เศรษฐกิจฐานรากเดินต่อ
ส่วนประเด็นด้านการศึกษา ดร.คุณหญิงกัลยา ยืนยันว่า ไม่ใช่แค่เรื่องของเยาวชน แต่เป็นเรื่องปากท้อง เป็นเรื่องเศรษฐกิจที่ต้องพัฒนาทุนมนุษย์ โดยเฉพาะทักษะต่างๆ เพื่อให้คนทำงาน ไปจนถึงผู้สูงอายุมีทางเลือกที่เพิ่มขึ้นสำหรับตลาดแรงงานของโลกที่เปลี่ยนไป มีทักษะตรงตามความต้องการของตลาดแรงงานในยุคปัจจุบันได้ พร้อมขอโอกาสให้พรรคไทยก้าวใหม่ในช่วงโค้งสุดท้ายการเลือกตั้ง เพื่อมอบอนาคตที่ดีกว่าให้ลูกหลาน และประเทศด้วยนโยบายด้านการศึกษาที่ทำได้จริง และทำได้เลย
เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/
The post เลือกตั้ง 2569 : คุณหญิงกัลยาลงพื้นที่เยาวราชฟังปัญหาพ่อค้าแม่ค้า ชูกองทุน 2 หมื่น ต่อลมหายใจ SME ช่วยเศรษฐกิจฐานรากเดินต่อ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (28 มกราคม) คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แคนดิเ […]
The post เลือกตั้ง 2569 : สุดารัตน์โชว์นโยบายพักหนี้ 3 ปี พร้อมกองทุนตั้งตัว ดอกเบี้ย 1% ต่อเดือน appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (28 มกราคม) คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคไทยสร้างไทย ลงพื้นที่หาเสียงที่ตลาดสายเนตร และตลาดหทัยมิตร ย่านคู้บอน กรุงเทพฯ
จากการลงพื้นที่ พี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ได้สะท้อนปัญหาเดียวกันคือ ‘เศรษฐกิจแย่มาก’ และกำลังแบกรับภาระหนี้สินอย่างหนัก ซึ่งคุณหญิงสุดารัตน์ยืนยันว่า เข้าใจความลำบากนี้ดี และพร้อมที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาปากท้องเป็นลำดับแรกเพื่อคืนรอยยิ้มให้คนตัวเล็กอีกครั้ง
พรรคไทยสร้างไทย ประกาศนโยบายเพื่อหยุดวิกฤตหนี้สินด้วยการ ‘พักหนี้’ นาน 3 ปี สำหรับเกษตรกร ผู้ประกอบการ SME และพ่อค้าแม่ขายรายย่อยที่มีหนี้ไม่เกิน 1 ล้านบาท โดยไม่ต้องจ่ายทั้งต้นและดอกเบี้ย เพื่อเป็นการหยุดเลือดที่กำลังไหล ให้ประชาชนได้มีโอกาสหายใจหายคอได้คล่องตัวขึ้น
นอกจากนี้ ยังเดินหน้าเติมเลือดใหม่ ผ่านกองทุนสร้างไทยและกองทุนตั้งตัว ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ประชาชนกู้เงินตั้งแต่ 10,000 ไปจนถึง 100,000 บาท โดยใช้เพียงบัตรประชาชนใบเดียวเท่านั้น เพื่อนำไปเป็นทุนรอนในการประกอบอาชีพและล้างหนี้นอกระบบที่กัดกินชีวิตคนไทยมานาน
นโยบายการเข้าถึงแหล่งเงินทุนนี้ดอกเบี้ยต่ำเพียง 1% ต่อเดือน ซึ่งจะช่วยลดภาระดอกเบี้ยลงได้อย่างมหาศาล เช่น หากกู้เงิน 50,000 บาท จากเดิมที่ต้องเสียดอกเบี้ยนอกระบบนับหมื่นบาทต่อเดือน จะเหลือเพียง 500 บาทเท่านั้น เพื่อให้ทุกคนสามารถตั้งตัวได้จริงและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน
“ดังนั้น จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนช่วยกันเลือกพรรคไทยสร้างไทย เบอร์ 48 ให้มากพอ เพื่อให้เราเข้าไปรับใช้และดูแลพี่น้องประชาชนให้ ‘หายจน หมดหนี้’ และสร้างเศรษฐกิจไทยให้กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง”
คุณหญิงสุดารัตน์ ย้ำชัดถึงวิกฤตการณ์สินค้าต่างชาติที่ทะลักเข้ามาทุ่มตลาดไทยอย่างผิดกฎหมาย โดยชี้ให้เห็นว่าการที่สินค้าเหล่านี้สามารถวางขายได้โดยไม่ต้องผ่านมาตรฐาน อย. หรือ มอก. นั้น มีต้นตอสำคัญมาจากปัญหาคอร์รัปชันของข้าราชการและนักการเมืองที่เห็นแก่ได้ ยอมรับสินบนจนละเลยการปฏิบัติหน้าที่ ส่งผลให้ผู้ประกอบการชาวไทยต้องเผชิญกับภาวะล้มละลายและไม่สามารถแข่งขันได้
“ดังนั้น หัวใจสำคัญคือการบังคับใช้กฎหมายอย่างเฉียบขาดเพื่อกวาดล้างวงจรทุจริตที่กัดกินประเทศ และหยุดพฤติกรรมของกลุ่มผู้มีอำนาจที่ฉวยโอกาสหากินบนความเดือดร้อนและความยากจนของประชาชนไทยอย่างจริงจัง” คุณหญิงสุดารัตน์กล่าว
เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/
The post เลือกตั้ง 2569 : สุดารัตน์โชว์นโยบายพักหนี้ 3 ปี พร้อมกองทุนตั้งตัว ดอกเบี้ย 1% ต่อเดือน appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (24 มกราคม) พรรคเพื่อไทย นำโดย ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์ส […]
The post เลือกตั้ง 2569 : เพื่อไทยลุย 4 จังหวัดอีสาน ชูนโยบายเศรษฐีใหม่-แก้หนี้ ยกระดับไทยสู่ประเทศรายได้สูง appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (24 มกราคม) พรรคเพื่อไทย นำโดย ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยแกนนำพรรค ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้ช่วยหาเสียงเพื่อไทย ยกทัพลงพื้นที่หาเสียงปูพรมในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ครอบคลุม 4 จังหวัด ตั้งแต่ ตลาดทุ่งเจริญ จังหวัดร้อยเอ็ด ก่อนเปิดเวทีปราศรัยที่ที่ว่าการอำเภอจตุรพักตรพิมานในช่วงสาย จากนั้นเดินทางต่อไปยังสนามกีฬากลางจังหวัดยโสธรในช่วงเที่ยง ก่อนมุ่งหน้าเข้าสู่จังหวัดกาฬสินธุ์ พบปะประชาชนที่ศาลเจ้าพ่อปู่บัวขาว อำเภอกุฉินารายณ์ และปิดท้ายภารกิจในช่วงค่ำที่ขอนแก่นเพื่อช่วยผู้สมัคร สส. หาเสียง
‘ยศชนัน’ ปราศรัยร้อยเอ็ด ขอเลือกเพื่อไทย ทั้ง 8 เขต ชูนโยบายใหม่เศรษฐีเงินล้าน
ศ.ดร.ยศชนันกล่าวเปิดเวทีปราศรัยจุดแรกที่จังหวัดร้อยเอ็ด ช่วย ชญาภา สินธุไพร ผู้สมัคร สส. ร้อยเอ็ด เขต 8 หาเสียง ว่า ขอชาวร้อยเอ็ดทั้ง 8 เขตได้หรือไม่ วันนี้มารายงานตัวกับชาวร้อยเอ็ด ขอดูแลลูกหลานของคนร้อยเอ็ด เปลี่ยนความฝันให้เป็นความจริง ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้
ศ.ดร.ยศชนันยังกล่าวในเวทีที่จังหวัดร้อยเอ็ดและยโสธรถึงนโยบายสร้างเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน นโยบายใหม่ของพรรคเพื่อไทยที่เปิดตัววานนี้ (23 มกราคม) ว่า นี่คือสิ่งที่พรรคการเมืองหนึ่งทำมาตลอดเกือบ 30 ปี ให้พี่น้องประชาชน เงินก้อนนี้ที่เราได้มาใน 1 วันจะมีเศรษฐีเงินล้าน 9 คน ขอแค่มีใบเสร็จอย่างเดียว (สายช็อปปิ้ง) 5 คนได้คนละล้าน ออกทุกวันไม่มีเว้นวันหยุด และ 4 คน จาก คนอายุเกิน 60 ปี, เกษตรกรที่ลงทะเบียน, ผู้ที่ช่วยเหลือสังคม และผู้ที่ยื่นแบบภาษี รวมทั้งหมดวันละ 9 ล้านบาท นี่คือการรวบรวมข้อมูลทั้งระบบครั้งแรกของประเทศไทย และจะเกิดขึ้น 8 กุมภาพันธ์
ส่วนปัญหาเรื่องน้ำ ทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง จะต้องแก้ทั้งระบบ รวมถึงเรื่องดินขออย่าห่วงต้องนำวิทยาศาสตร์มาแก้ปัญหาได้หมดจด เพราะเป็นเรื่องถนัด และเรื่องปศุสัตว์ไม่ทิ้ง ทั้งนี้ รัฐบาลเพื่อไทยจะนำทุกสิ่งทุกอย่างนอกระบบการค้าขายกลับเข้าสู่ระบบฉีดงบประมาณลงไปช่วยเหลือพี่น้อง และนำงบประมาณก้อนนี้ส่งกลับคืนสู่ท้องถิ่น
ชาวยโสธรแห่ต้อนรับ มอบพวงมาลัยล้นคอ
ขณะที่สนามกีฬากลางจังหวัดยโสธร ทันทีที่ศ.ดร.ยศชนันเดินทางมาถึง ได้มีประชาชนนำพวงมาลัยดอกดาวเรืองมาคล้องที่คอจนล้นศีรษะ และยังได้นำพวงมาลัยที่เป็นรูปสมัยเรียนมหาวิทยาลัยของศ.ดร.ยศชนันมามอบให้ โดย ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อไทย ได้บอกประชาชนที่มารอฟังการปราศรัยให้ช่วยกัน ส่งอาจารย์เชนขึ้นเวที จากนั้นประชาชนจึงได้ดันตัวของ ศ.ดร.ยศชนัน จากด้านล่างเวทีขึ้นมายังบนเวที ก่อนกล่าวปราศรัยขอชาวยโสธร เลือกตนให้เข้าไปเป็นนายกฯ ให้เป็นสีแดงทั้งแผ่นดิน
มั่นใจอีสานชนะยกจังหวัด ผู้สมัคร สส. ลงพื้นที่ตลอด
จากนั้น ศ.ดร.ยศชนันได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงกรณีประกาศเอาชนะยกทุกจังหวัดในพื้นที่ภาคอีสาน ขณะที่คู่แข่งก็มีฐานที่ค่อนข้างจะแข็งแรงว่า เรื่องนี้ผู้สมัคร สส. ลงพื้นที่ตลอด มีการประเมินเบื้องต้นว่าสิ่งสำคัญที่สุด คือพ่อแม่พี่น้องอยากได้เรื่องของนโยบายและคนที่ทำพื้นที่มาโดยตลอด ทางผู้สมัครแต่ละท่านมีความมั่นใจ และวันนี้ได้มาลงพื้นที่ก็มีคนจำนวนมากให้การต้อนรับ ฝากความหวังไว้กับเรา ก็ยังมั่นใจ
บุกกุฉินารายณ์ ยกระดับกาฬสินธุ์ด้วย Soft Power ขอทวงคืนพื้นที่เขต 6
ต่อมา ศ.ดร.ยศชนัน พร้อมคณะ เดินทางไปยังศาลเจ้าพ่อปู่บัวขาว อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อรอพบปะประชาชน และช่วย ชนะวุธ อุทโท ผู้สมัคร สส. กาฬสินธุ์ เขต 6 หาเสียงทวงคืนพื้นที่ยุทธศาสตร์
บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนร่วมรับฟังการปราศรัยจำนวนมาก บางส่วนได้มอบพวงมาลัยข้าวเหนียวกาฬสินธุ์ ข้างละ 1 กิโลกรัม ให้ ศ.ดร.ยศชนัน
ศ.ดร.ยศชนันได้กล่าวปราศรัยย้ำถึงความตั้งใจที่จะเข้ามาเปลี่ยนความหวังและความฝันของคนกาฬสินธุ์ให้เป็นความจริง ยกระดับประเทศไทยสู่ประเทศรายได้สูงผ่านการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ให้คนไทยทุกคนมีรายได้สูงขึ้นถ้วนหน้า พร้อมชูนโยบายแก้ปัญหาหนี้สินอย่างเป็นระบบ ทั้งการพักหนี้เกษตรกร 3 ปี การดูแลหนี้นอกระบบ และนโยบายปลดหนี้ผู้สูงอายุ
นอกจากนี้ ศ.ดร.ยศชนัน ได้นำเสนอนโยบาย ‘สร้างเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน’ ซึ่งเป็นกลยุทธ์การรวบรวมข้อมูลเศรษฐกิจครั้งใหญ่เพื่อดึงดูดคนเข้าสู่ระบบฐานภาษี ซึ่งผู้โชคดีที่อยู่ในระบบข้อมูลจะได้รับเงินรางวัล 1 ล้านบาททุกวัน รวม 3,240 คนต่อปี ควบคู่ไปกับการลดภาระค่าครองชีพด้วยนโยบายค่าไฟ 3.70 บาท และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจแบบ ‘ยิ่งกว่าพลัส 70:30’ เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยและเศรษฐกิจหมุนเวียนในระดับฐานราก
สำหรับพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ พรรคเพื่อไทยมีแผนจะผลักดันให้เป็นหมุดหมายสำคัญด้านการท่องเที่ยวและศิลปวัฒนธรรม โดยยกระดับสินค้า Soft Power อย่างผ้าไหมแพรวาและข้าวเหนียวกาฬสินธุ์ให้มีมูลค่าสูงขึ้นและเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก
เตือนต้นสังกัดใหม่ ระวังเลือดเก่าเพื่อไทย
ขณะที่ เวทีที่ว่าการอำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ ณัฐวุฒิกล่าวถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์พรรคเพื่อไทยกำลังเลือดไหล หลายคนกำลังย้ายออกจากพรรค ว่า เลือดเก่าที่ไหลไปก็มีเลือดใหม่เติมเข้ามา ส่วนพวกที่ไหลออกไปคือพวกเลือดไม่ดี ขอให้ต้นสังกัดใหม่ระวังไว้ให้ดี นอกจากนี้ที่จากกันไปเขาก็บอกกันว่าคลานกันออกไปหรือที่สื่อเรียกว่างูเห่า
ปิดจ็อบเมืองขอนแก่น ขอเป็นรัฐบาลดิจิทัลลดคอร์รัปชันทุกรูปแบบ
ก่อนจะปิดท้ายที่เวทีปราศรัย ตลาดศรีเมืองทองอู้ฟู่ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ประชาชนได้มอบพวงมาลัยหมูหยอง กุนเชียง ข้าวโพด และตุ๊กตาไดโนเสาร์ให้ ศ.ดร. ยศชนัน ก่อนจะช่วยพายกตัวขึ้นบนเวที
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวย้ำว่า เราไม่เคยลืมรากหญ้าเพราะเราคือพรรคเพื่อไทย ตนตั้งเป้าว่าเราต้องมีความหวัง ประเทศไทยต้องเป็นประเทศที่มีรายได้สูง ต้องแก้หนี้ทั้งระบบ ซึ่งขอนแก่นเป็นเมืองสวยงาม เป็นเมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เป็นเมืองนวัตกรรมและเป็นเมืองแห่งการลงทุนที่เราปักหมุดให้ทั่วโลกต้องมาที่ขอนแก่น
พร้อมย้ำว่า ลูกหลานของเราต้องได้รับการศึกษาที่ดี และขอนแก่นจะมีมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุด ตนจะดูแลลูกหลานพ่อแม่พี่น้องเอง ไม่ต้องไปเรียนหนังสือถึงเมืองนอก ขอนแก่นต้องเป็นที่ที่เรียนได้ดีที่สุด ขอขอนแก่นทั้ง 11 เขตเลือกเพื่อไทยทั้งคนทั้งพรรค ได้ยศชนันเป็นนายกรัฐมนตรีของคนขอนแก่น















เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/
The post เลือกตั้ง 2569 : เพื่อไทยลุย 4 จังหวัดอีสาน ชูนโยบายเศรษฐีใหม่-แก้หนี้ ยกระดับไทยสู่ประเทศรายได้สูง appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (6 มกราคม) คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แคนดิเด […]
The post เลือกตั้ง 2569 : สุดารัตน์-สุรเดช เดินตลาดรัชดาฯ ชู ‘กองทุนตั้งตัว’ ให้พ่อค้าแม่ค้า เด็กจบใหม่ กู้ทำทุน appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (6 มกราคม) คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคไทยสร้างไทย พร้อม สุรเดช ทวีแสงสกุลไทย ประธานยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจของพรรค และผู้สมัคร สส. กทม. พรรคไทยสร้างไทย ลงพื้นที่ตลาดเมืองไทย ย่านรัชดาภิเษก ขอคะแนนเสียงจากกลุ่มพ่อค้าแม่ขายและชาวออฟฟิศ
สุดารัตน์ย้ำว่า ปัญหาปากท้องคือวิกฤตเร่งด่วนที่พรรคพร้อมเข้ามาแก้ไขเพื่อให้คนไทย “หายเหนื่อย” ด้วยนโยบายที่เน้นการสร้างโอกาสให้คนตัวเล็กสามารถกลับมาลืมตาอ้าปากได้อย่างมั่นคง “ใครๆที่ต้องการทำทุนสร้างอาชีพ ก็กู้ได้จริง”
โดยเฉพาะ “กองทุนตั้งตัว” ซึ่งออกแบบมาเพื่อช่วยให้กลุ่ม SMEs เด็กจบใหม่ และผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้จริง ตั้งแต่ 10,000 ถึง 100,000 บาท ด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำเพียงร้อยละ 1 ต่อเดือน เพื่อตัดวงจรหนี้นอกระบบที่สูงถึงร้อยละ 20 ต่อเดือน ช่วยลดภาระดอกเบี้ยจากหลักหมื่นให้เหลือเพียงหลักร้อย เพิ่มสภาพคล่องให้คนทำงาน คนค้าขาย ธุรกิจรายย่อยสามารถสร้างเนื้อสร้างตัวได้เร็วขึ้น
นอกจากนี้ คุณหญิงสุดารัตน์ ยังระบุว่านโยบายนี้คือทางรอดที่แท้จริง ซึ่งดีกว่าการแจกเงินดิจิทัลหมื่นบาท โดยมองว่าการแจกเงินแบบชั่วคราวไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน และไม่ใช่ ‘พายุหมุน’ ทางเศรษฐกิจอย่างที่เคลมไว้ แต่เป็นเพียงแค่ ‘พัดลมจิ๋ว’ ที่พัดแค่วูบเดียวเท่านั้น





The post เลือกตั้ง 2569 : สุดารัตน์-สุรเดช เดินตลาดรัชดาฯ ชู ‘กองทุนตั้งตัว’ ให้พ่อค้าแม่ค้า เด็กจบใหม่ กู้ทำทุน appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (28 พฤศจิกายน) ธนาคารออมสินและสถาบันวิจัยเศรษฐกิ […]
The post ออมสิน-สถาบันป๋วยฯ คิกออฟวิจัย ‘ครัวเรือนฐานราก’ ดึงคนไร้ประวัติเข้าสู่ระบบการเงิน appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (28 พฤศจิกายน) ธนาคารออมสินและสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) ลงนามความร่วมมือโครงการ ‘ศึกษาครัวเรือนฐานรากเพื่อสร้างการเข้าถึงแหล่งเงินในระบบ’ โดยมี วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นประธานและสักขีพยาน เพื่อศึกษาความเป็นอยู่ พฤติกรรมการเงิน และข้อจำกัดที่ทำให้ประชาชนกลุ่มฐานรากยังเข้าไม่ถึงสินเชื่อในระบบ
ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการต่อยอดฐานข้อมูลจากโครงการ ‘สินเชื่อสร้างเครดิต สร้างโอกาส’ ของออมสิน ที่ปล่อยสินเชื่อให้ผู้ไม่มีประวัติเครดิตแล้วกว่า 200,000 ราย เพื่อให้สามารถกู้ในระบบได้เป็นครั้งแรก ซึ่งมีเป้าหมายขยายการปล่อยสินเชื่อแก่ประชาชนกลุ่มฐานรากให้ได้ 1 ล้านคนใน 3 ปี
โดยผลการศึกษาจะช่วยออกแบบเครื่องมือทางการเงินใหม่ที่ตอบโจทย์พฤติกรรมจริงของลูกหนี้กลุ่มนี้ พร้อมสนับสนุนนโยบาย Your Data และแนวทาง Risk-Based Pricing ของ ธปท. ผ่านการศึกษาใน 4 ประเด็นสำคัญ ดังนี้
1. ปัญหาเศรษฐกิจ-การเงิน และความต้องการของครัวเรือนฐานราก
2. โมเดลผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ช่วยให้ลูกหนี้ชำระคืนได้จริง
3. การใช้ข้อมูลใหม่/ข้อมูลทางเลือก เพื่อหาตัวชี้วัดความเสี่ยงที่แม่นยำ
4. การติดตามผลกระทบของการเข้าถึงสินเชื่อ ต่อรายได้และคุณภาพชีวิตตลอด 1 ปี
วิทัยระบุว่า ธปท.อยู่ระหว่าง ‘ปรับบทบาท’ จากการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคเพียงด้านเดียว มาสู่การออกมาตรการเฉพาะจุดเพื่อแก้ปัญหาโครงสร้างระดับครัวเรือนควบคู่กัน
โดยโครงการแรก คือ การโอน NPL ต่ำกว่า 100,000 บาท ไปยังบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) รวม 1.6 ล้านราย ซึ่งประเมินว่าจะช่วยให้ลูกหนี้ราว 500,000 ถึง 800,000 ราย หลุดพ้นจากสถานะหนี้เสีย
ส่วนอีกโครงการที่กำลังดำเนินการร่วมกับกระทรวงการคลังและสมาคมธนาคารไทย คือโครงการลดความเสี่ยงด้านเครดิตเพื่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่ 100,000 ล้านบาท ท่ามกลางปัญหาสินเชื่อเอสเอ็มอีที่ติดลบติดต่อกัน 13 ไตรมาส
ทั้งนี้ วิทัยย้ำว่าในมิติรายย่อย ธนาคารออมสินถือเป็นหน่วยงานสำคัญที่ทำให้ผู้ไม่มีประวัติการเงินกว่า 200,000 ราย สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้เป็นครั้งแรกผ่านโครงการ ‘สินเชื่อสร้างเครดิต สร้างโอกาส’
พร้อมกันนี้ วิทัยย้ำว่างานวิจัยของสถาบันป๋วยฯ จะช่วยระบุพฤติกรรม ความเสี่ยง และเงื่อนไขที่เหมาะสม เพื่อขยายโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่ง ธปท. กำลังอยู่ระหว่างคิดนโยบายเพื่อดึงสถาบันการเงินอื่นเข้ามาร่วมทำสินเชื่อฐานราก หรือทำโครงการลักษณะเดียวกับออมสินได้ในอนาคต
ลภาวรรณ จันทร์กระจ่าง รองผู้อำนวยการและรักษาการผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ปัจจุบันยังมีครัวเรือนไทยกว่า 30% อยู่ในกลุ่มที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินในระบบได้ (Unserved) และได้รับบริการที่ไม่เพียงพอ (Underserved) โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อยหรือรายได้ไม่แน่นอน ซึ่งมักหันไปพึ่งพาเงินกู้นอกระบบและดอกเบี้ยสูง เนื่องจากขาดประวัติเครดิต
ออมสินจึงตั้งสถาบันวิจัยเศรษฐกิจฐานราก เพื่อสร้างฐานข้อมูลเชิงลึกของลูกหนี้กลุ่มเป้าหมาย และใช้เป็นต้นแบบในการออกแบบผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่ ‘เข้าถึงได้จริง’ และ ‘เหมาะสมกับความเสี่ยง’ พร้อมพัฒนาทักษะการเงินและทักษะอาชีพให้คนฐานรากสามารถพึ่งพาตนเองในระยะยาว
ดร.โสมรัศมิ์ จันทรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ระบุว่า โครงการนี้เปิดโอกาสให้สถาบันป๋วยฯ สามารถเข้าถึงข้อมูลของคนที่ไม่เคยอยู่ในระบบมาก่อน ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่ ‘เคยถูกมองไม่เห็น’ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา และถือเป็นข้อมูลสำคัญที่จะช่วยออกแบบผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ตรงจุดและเป็นธรรมมากขึ้น
ดร.โสมรัศมิ์ ระบุว่า เป้าหมายคือการระบุ Your Data ที่แท้จริง ของกลุ่มฐานรากว่าควรเป็นข้อมูลแบบใด เพื่อช่วยสถาบันการเงินประเมินความเสี่ยงได้โปร่งใสและเป็นธรรม ลดอุปสรรคของกลุ่มที่ไม่มีเอกสารรายได้หรือไม่มีประวัติเครดิต แต่มีศักยภาพในการชำระคืน
ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นการเชื่อมข้อมูลจากภาคสถาบันการเงินและงานวิจัยเชิงลึก เพื่อออกแบบสินเชื่อเฉพาะกลุ่มตามพฤติกรรมจริงของลูกหนี้ สร้างโอกาสให้คนฐานรากเข้าระบบการเงินด้วยต้นทุนที่เป็นธรรม และลดปัญหาหนี้นอกระบบในระยะยาว
The post ออมสิน-สถาบันป๋วยฯ คิกออฟวิจัย ‘ครัวเรือนฐานราก’ ดึงคนไร้ประวัติเข้าสู่ระบบการเงิน appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยทวีความรุนแร […]
The post 5 ประเด็นน่าห่วง วิกฤตหนี้ครัวเรือนไทย คนไทยก่อหนี้ไปทั้งชีวิต พบวัยเกษียณเป็นหนี้เสียหนัก appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนเริ่มส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนเป็นวงกว้าง สะท้อนจากตัวเลขยอดคงค้างหนี้ครัวเรือนไทย ณ ไตรมาส 3 ของปี 2567 ยังคงอยู่ในระดับสูงราว 16.3 ล้านล้านบาท คิดเป็น 89% ของจีดีพี ซึ่งแม้ว่าจะชะลอลงไปบ้างจากจุดสูงสุดในปี 2566 แต่เป็นการลดลงจากผลของการชะลอการปล่อยสินเชื่อเป็นหลัก ซึ่งระดับของหนี้ครัวเรือนไทยในปัจจุบันยังถือว่าสูงกว่าอีกหลายๆ ประเทศที่มีรายได้ต่อหัวใกล้เคียงกัน อีกทั้งในมิติของคุณภาพหนี้ก็ย่ำแย่ลงหลังจากหมดมาตรการช่วยเหลือทางการเงินในช่วงโควิด-19
ทั้งนี้ ttb analytics ได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลบัญชีลูกหนี้ที่ไม่สามารถระบุตัวตน (Anonymous Account) มากกว่า 84 ล้านบัญชี คิดเป็นยอดหนี้คงค้างกว่า 13.6 ล้านล้านบาท จากฐานข้อมูลของบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB)
เปิด 5 ประเด็นที่น่าห่วงปัญหาหนี้คนไทย มีดังนี้
ภาพรวมคุณภาพหนี้ครัวเรือนตามฐานข้อมูล NCB พบว่า สัดส่วนประชากรไทยที่มีหนี้ในระบบเพิ่มขึ้น จาก 31% ของจำนวนประชากรทั้งหมดในปี 2561 เป็น 38% ในปี 2567 สะท้อนถึงจากการเข้าถึงสินเชื่อที่ง่ายขึ้น ประกอบกับการผ่อนคลายมาตรการทางการเงินเป็นพิเศษในช่วงวิกฤตโควิด-19 ยิ่งกว่านั้น สัดส่วนคนไทยที่มีหนี้เสียมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นนับตั้งแต่ผ่านพ้นช่วงโควิด-19 โดยพบว่า สัดส่วนคนไทยที่เป็นหนี้เสียเพิ่มขึ้นจาก 17% ในปี 2561 เป็น 22% ในปี 2567 ขณะที่ยอดหนี้สินเฉลี่ย ต่อผู้กู้ตลอดทุกช่วงอายุลดลงเล็กน้อยจาก 1.48 แสนบาท เป็น 1.18 แสนบาทต่อคน

โดยวัยสร้างครอบครัวถือเป็นกลุ่มที่ก่อหนี้มากที่สุด โดยคิดเป็น 62% ของประชากรที่มีอายุตั้งแต่ 35-50 ปี โดยส่วนใหญ่เป็นการก่อหนี้ส่วนบุคคล 43% รองลงมาคือหนี้เช่าซื้อรถและหนี้บัตรเครดิต 23% และ 17% ตามลำดับ นอกจากนี้ กลุ่มวัยสร้างครอบครัวมักมีหนี้บ้านเพิ่มเติมขึ้นมาเพื่อสร้างหลักปักฐาน ซึ่งหนี้บ้านเป็นหนี้ที่กินระยะเวลาผ่อนค่อนข้างนาน จึงทำให้กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ต้องแบกรับภาระหนี้เฉลี่ยสูงถึง 1.54 แสนบาทต่อคน

ปัจจุบันอายุเฉลี่ยของลูกหนี้มีแนวโน้มลดลง หรือเรียกได้ว่าเป็นหนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย โดยกลุ่มคนที่เพิ่งเข้าสู่วัยทำงานหรือ First Jobber (อายุ 25-29 ปี) ซึ่งมีอยู่ประมาณ 4.6 ล้านคน แต่กว่า 57% ของคนกลุ่มนี้เริ่มเข้าสู่วงจรหนี้ โดยเฉพาะลูกหนี้ในช่วงอายุระหว่าง 20-22 ปี ที่มักเริ่มต้นจากการก่อหนี้มอเตอร์ไซค์และหนี้สินเชื่อส่วนบุคคลเป็นอันดับต้น ๆ โดยคิดเป็นสัดส่วนบัญชีมากถึง 41% และ 43% ของจำนวนประชากรในช่วงอายุดังกล่าว ยิ่งกว่านั้น บัญชีลูกหนี้ที่มีหนี้มอเตอร์ไซค์ในกลุ่มอายุนี้กว่า 20-30% ของทั้งหมดเป็นหนี้เสีย
ในระยะหลังพบว่าพฤติกรรมของลูกหนี้หันไปก่อหนี้สินเชื่อส่วนบุคคลเพื่อพยุงการบริโภคมากขึ้น โดยหากพิจารณาสัดส่วนจำนวนบัญชีสินเชื่อต่อจำนวนบัญชีทั้งหมดของลูกหนี้ตั้งแต่อายุ 20-80 ปี พบว่า ลูกหนี้ตลอดทุกช่วงอายุมีสัดส่วนบัญชีสินเชื่อส่วนบุคคลมากกว่า 40% ของบัญชีทั้งหมด นอกจากนี้ ยังพบว่า สัดส่วนจำนวนบัญชีหนี้ส่วนบุคคลทั้งบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลในกลุ่มคนที่ยังไม่มีภาระสินเชื่อบ้านหรือรถยนต์สูงถึง 12.1 ล้านบัญชี ขณะที่จำนวนบัญชีและภาระหนี้สินเชื่อส่วนบุคคลที่ผูกกับสินเชื่อบ้านและ/หรือรถยนต์ มีสัดส่วน 28.2% ของบัญชีสินเชื่อทั้งหมด (หรือ 6.6 ล้านบัญชี) เพิ่มขึ้นจาก 26.2% ของบัญชีสินเชื่อทั้งหมดในปี 2561 ซึ่งสวนทางกับสัดส่วนหนี้บ้านหรือหนี้รถที่มักจะเพิ่มขึ้นในช่วงของลูกหนี้ในวัยทำงานเป็นหลัก

จากข้อมูล NCB พบว่า ในปี 2567 กว่า 29% ของประชากรที่มีอายุระหว่าง 60-80 ปียังคงมีหนี้ในระบบ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2561 ที่อยู่ที่ 20% ของประชากรในช่วงอายุดังกล่าว ขณะที่ปริมาณหนี้ก็ยังค่อนข้างสูงเฉลี่ย 1.02 แสนบาทต่อคน ซึ่งสูงเมื่อเทียบกับปริมาณหนี้ในระบบของประชากรในช่วงวัยทำงาน (อายุ 25-35 ปี) ที่เฉลี่ยอยู่ที่ 9.7 หมื่นบาทต่อคน ยิ่งกว่านั้น สัดส่วนหนี้เสียที่เกิดขึ้นจากบัญชีลูกหนี้ในช่วงอายุ 60-70 ปี ยังค่อนข้างสูงถึง 14% ของบัญชีหนี้ในระบบ ซึ่งกลุ่มนี้กำลังกลายเป็นปัญหาเรื้อรังจากความสามารถในการหารายได้ในช่วงบั้นปลายชีวิตค่อนข้างต่ำ สวนทางกับค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่นับวันจะเพิ่มขึ้นตามอายุ
ttb analytics มองว่าประเด็นเรื่องหนี้ครัวเรือนไทยที่กล่าวมาข้างต้น สะท้อนให้เห็นว่าคนไทยทุกช่วงวัยกำลังประสบปัญหา “รายได้โตไม่ทันรายจ่าย” กระทบต่อความสามารถชำระหนี้ ก่อหนี้วนลูป จนกลายเป็นหนี้พอกเรื้อรัง ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ช่วงวัย
ฉะนั้นแล้ว การจะแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยอย่างจริงจัง จึงไม่ได้เป็นเพียงการแก้ไขในระดับครัวเรือนเพียงอย่างเดียว หากแต่ต้องลงลึกไปถึงปัญหาเชิงโครงสร้างด้านเศรษฐกิจและสังคมที่ยังคงเป็นประเด็นเรื้อรังมาจวบจนปัจจุบัน ซึ่งที่ผ่านมา ภาครัฐและสถาบันการเงินพยายามเร่งแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนมาโดยตลอด โดยมีแนวทางการพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ ไม่ว่าจะเป็นการรวบหนี้ (Debt Consolidation) การแก้ปัญหาหนี้เรื้อรัง (Persistent Debt) หรือมาตรการ “คุณสู้ เราช่วย” แต่ท้ายสุดแล้ว การปลูกฝังทัศนคติและวินัยทางการเงินที่ดีตั้งแต่อายุยังน้อย และสร้างแรงจูงใจที่จะก่อหนี้ในระดับที่เหมาะสมกับความสามารถ จะช่วยลดภาระหนี้ของคนไทยได้อย่างยั่งยืน
ภาพ: 1000 Words / Shutterstock
The post 5 ประเด็นน่าห่วง วิกฤตหนี้ครัวเรือนไทย คนไทยก่อหนี้ไปทั้งชีวิต พบวัยเกษียณเป็นหนี้เสียหนัก appeared first on THE STANDARD.
]]>
อบาคัส ดิจิทัล (ABACUS digital) ชูเทคโนโลยี AI แก้ปัญหา […]
The post อบาคัส ดิจิทัล ปฏิวัติสินเชื่อไทย ชู AI แก้หนี้นอกระบบ เผย ‘มันนี่ทันเดอร์’ ปล่อยสินเชื่อแล้วกว่า 2.4 หมื่นล้าน คุมหนี้เสียดีกว่าตลาดสองเท่า appeared first on THE STANDARD.
]]>
อบาคัส ดิจิทัล (ABACUS digital) ชูเทคโนโลยี AI แก้ปัญหาหนี้ไทยอย่างยั่งยืน พร้อมสร้างโอกาสที่เท่าเทียมแก่คนไทยทุกกลุ่มให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนผ่านสินเชื่อออนไลน์ ‘มันนี่ทันเดอร์’ (MoneyThunder) ที่ตอบโจทย์ด้วยการพัฒนา AI ด้วยฝีมือคนไทย โดดเด่นจนก้าวขึ้นเป็นผู้นำในตลาดสินเชื่อออนไลน์ด้วยการปล่อยสินเชื่อแล้วกว่า 2.4 หมื่นล้านบาท
ดร.สุทธาภา อมรวิวัฒน์ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อบาคัส ดิจิทัล จำกัด เปิดเผยถึงวิสัยทัศน์ในการใช้เทคโนโลยีทางการเงินเพื่อส่งเสริมโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อที่เท่าเทียมสำหรับคนไทยทุกกลุ่มเพื่อลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ ซึ่งปัจจุบันพบว่ามีครัวเรือนไทยถึง 42% ที่ยังประสบปัญหานี้ โดยมูลค่ารวมสูงถึง 8 หมื่นล้านบาท สาเหตุหลักมาจากข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อในระบบ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางอย่างกลุ่มแรงงาน ฟรีแลนซ์ และผู้ประกอบการรายย่อยที่มีอยู่กว่า 21.3 ล้านคน

อบาคัส ดิจิทัล จึงพัฒนาแพลตฟอร์มที่ช่วยขยายโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างเป็นธรรม พร้อมผลักดันเศรษฐกิจที่เท่าเทียมและสร้างความมั่นคงในระยะยาว โดยการใช้เทคโนโลยีและ AI อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งก็คือแอปพลิเคชันสินเชื่อออนไลน์ ‘มันนี่ทันเดอร์’
ดร.สุทธาภา กล่าวเพิ่มเติมว่า AI เข้ามาเปลี่ยนธุรกิจสินเชื่อใน 3 มิติหลัก
นอกจากนี้ การมีการกรองข้อมูลที่เหมาะสมแล้ว ‘มันนี่ทันเดอร์’ ยังนำเสนอโปรแกรมการชำระคืนที่ยืดหยุ่นมากขึ้น และอนุญาตให้ผู้ใช้เปลี่ยนจากสินเชื่อหมุนเวียนเป็นสินเชื่อแบบกำหนดระยะเวลา หรือลดจำนวนเงินผ่อนชำระลงชั่วคราว พร้อมทั้งฟีเจอร์ที่ช่วยสร้างวินัยการชำระอย่าง ฟีเจอร์คะแนนการชำระเงิน (Repayment Score) ที่จะช่วยให้ผู้กู้รักษาเครดิตได้ในระยะยาว และยังมีฟีเจอร์ ‘รู้ทันหนี้’ เพื่อช่วยเพิ่มพูนความรู้ในการจัดการหนี้ ตอกย้ำบทบาทสำคัญในการช่วยแก้ปัญหาหนี้ของคนไทย และลดความเหลื่อมล้ำทางการเงินในสังคม
นอกจากนี้ ‘มันนี่ทันเดอร์’ ยังมีฟีเจอร์เฉพาะบุคคลที่พัฒนาโดย AI ในการช่วยเลือกแผนการชำระเงินและข้อเสนอผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม พร้อมต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ๆ
สำหรับแอปพลิเคชันสินเชื่อออนไลน์ ‘มันนี่ทันเดอร์’ ปัจจุบันมียอดดาวน์โหลดสูงกว่า 20 ล้านครั้ง โดยมีจุดเด่นที่แตกต่างคือเทคโนโลยี AI ที่พัฒนาขึ้นเองจากความเข้าใจปัญหาทางการเงินของคนไทยอย่างแท้จริง ซึ่งสามารถใช้ในการประเมินความเสี่ยงได้อย่างแม่นยำ ลดต้นทุนและเพิ่มความปลอดภัยในกระบวนการให้สินเชื่อ ทำให้คนไทยทุกกลุ่มเข้าถึงสินเชื่อที่สะดวกและโปร่งใส ด้วยการสมัครสินเชื่อที่สะดวกผ่านช่องทางออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมง โดยปัจจุบันให้บริการคนไทยได้อย่างทั่วถึง มีจำนวนผู้ใช้เติบโตแบบก้าวกระโดดสูงกว่า 4 ล้านคน และปล่อยสินเชื่อแล้วกว่า 2.4 หมื่นล้านบาท
“ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มันนี่ทันเดอร์สร้างความสำเร็จในการเปิดโอกาสทางการเงินให้คนไทยอย่างแท้จริง โดยพบว่าผู้ใช้สินเชื่อกว่า 1 ใน 3 เคยพึ่งพาสินเชื่อนอกระบบ และกว่า 30% เคยถูกปฏิเสธสินเชื่อจากธนาคาร ทั้งนี้ มากกว่า 50% ของผู้ใช้งานมีรายได้ที่ดีขึ้นหลังได้รับสินเชื่อจากมันนี่ทันเดอร์ นอกจากนี้เรายังส่งเสริมความเท่าเทียมในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยมีสัดส่วนถึง 63% ของลูกค้าทั้งหมดที่เป็นผู้หญิง ซึ่งเทียบกับตลาดอยู่ที่เพียง 40% ตอกย้ำบทบาทสำคัญในการสนับสนุนผู้ประกอบการหญิง และปลดล็อกศักยภาพทางเศรษฐกิจพร้อมเปิดโอกาสการเข้าถึงทางการเงินให้กับคนไทย” ดร.สุทธาภา กล่าว
ดร.สุทธาภา กล่าวว่า ปี 2568 ตั้งเป้าเติบโตยอดสินเชื่อคงค้างใกล้เคียงปี 2567 อยู่ที่ 10% จากยอดสินเชื่อคงค้างปัจจุบัน 8 พันล้านบาท โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา บริษัทปล่อยสินเชื่อออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน ‘มันนี่ทันเดอร์’ ไปแล้วกว่า 2.4 หมื่นล้านบาท ทั้งในส่วนของสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ และสินเชื่อส่วนบุคคล ขณะที่หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) อยู่ที่ระดับ 3% ซึ่งต่ำกว่าตลาดผู้เล่นนาโนไฟแนนซ์เฉลี่ยอยู่ที่ 5-7%
ขณะเดียวกัน บริษัทตั้งเป้าเติบโตกำไรในปี 2568 ใกล้เคียงกับปี 2567 ที่มีอัตราการเติบโต 40% โดยบริษัทเริ่มมีผลประกอบการเป็นกำไรตั้งแต่ในปี 2566 อยู่ที่ 123 ล้านบาท และในปี 2567 มีกำไรสุทธิประมาณ 200 ล้านบาท นับตั้งแต่เริ่มให้บริการแอปพลิเคชันมันนี่ทันเดอร์เมื่อ 5 ปีก่อน
นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนที่จะขยายธุรกิจออกไปสู่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านการระดมทุนใน Series C หลังจากเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ได้ระดมทุน Series A และ B มูลค่ากว่า 1.5 พันล้านบาท ทั้งนี้ การระดมทุน Series C จะเน้นด้านการหาพันธมิตร (Partnership) มากกว่าระดมทุนทั่วไป เนื่องจากการจะออกไปสู่ภูมิภาคจำเป็นต้องมีพันธมิตรท้องถิ่นเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูล ฐานลูกค้า และความเร็วที่เป็นมาตรฐานด้วย
The post อบาคัส ดิจิทัล ปฏิวัติสินเชื่อไทย ชู AI แก้หนี้นอกระบบ เผย ‘มันนี่ทันเดอร์’ ปล่อยสินเชื่อแล้วกว่า 2.4 หมื่นล้าน คุมหนี้เสียดีกว่าตลาดสองเท่า appeared first on THE STANDARD.
]]>
สภาพัฒน์เผย จากมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินท […]
The post สภาพัฒน์หวั่น แบงก์เข้มปล่อยสินเชื่อ อาจดันลูกหนี้หันกู้นอกระบบ appeared first on THE STANDARD.
]]>
สภาพัฒน์เผย จากมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินที่เข้มงวดต่อเนื่อง ทำให้มีความเสี่ยงที่ครัวเรือนต้องหันไปพึ่งพาหนี้นอกระบบมากขึ้น โดยเฉพาะลูกหนี้ที่กู้ในระบบเต็มวงเงินแล้ว ท่ามกลางภาวะที่ความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนยังลดลงต่อเนื่อง เห็นจาก NPL ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
วันนี้ (25 พฤศจิกายน) ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า จากสถานการณ์คุณภาพสินเชื่อที่ด้อยลง รวมถึงมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินที่เข้มงวดต่อเนื่อง และมีแนวโน้มเข้มงวดขึ้น เริ่มส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงสินเชื่อของลูกหนี้ โดยเฉพาะลูกหนี้ที่กู้ในระบบเต็มวงเงินแล้ว ทำให้ไม่เหลือทางเลือกจนอาจต้องหันไปพึ่งพาหนี้นอกระบบ
ทั้งนี้ ตามข้อมูลจากบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) แสดงให้เห็นว่าความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนยังลดลงต่อเนื่อง เห็นจากยอดคงค้างสินเชื่อบุคคลที่ค้างชำระเกิน 90 วันขึ้นไป (NPL) เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยในไตรมาสที่ 3 ของปี 2567 มีมูลค่าเกือบ 1.2 ล้านล้านบาท จากมูลค่ากว่า 1.16 ล้านล้านบาทในไตรมาสที่ 2
จากข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน (SES) ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2566 พบว่า ครัวเรือนไทยก่อหนี้นอกระบบคิดเป็นมูลค่า 6.7 หมื่นล้านบาท โดยจำนวนนี้เกือบครึ่ง (47.5%) เป็นการก่อหนี้เพื่อใช้จ่ายอุปโภคบริโภค สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการขาดสภาพคล่องของครัวเรือน
โดยการก่อหนี้นอกระบบจะทำให้ลูกหนี้เสี่ยงตกอยู่ใน ‘วังวนหนี้สินไม่รู้จบ’ ทั้งอัตราดอกเบี้ยที่สูงเกินกฎหมายกำหนด ซึ่งบางครั้งสูงถึง 20% ต่อเดือน หรือ 240% ต่อปี นอกจากนี้ยังอาจถูกโกงจากสัญญาที่ไม่ชัดเจน การใช้วิธีการทวงหนี้ที่ผิดกฎหมายและรุนแรง เป็นต้น
ไม่ใช่แค่ลูกหนี้นอกระบบที่ก่อหนี้เพื่อใช้จ่ายอุปโภคบริโภค แต่ลูกหนี้ในระบบก็มีแนวโน้มก่อหนี้ในกลุ่มสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคลเพิ่มขึ้น ตัวอย่างเช่น สินเชื่อส่วนบุคคล (Personal Loan) และสินเชื่อบัตรเครดิต
โดยตามการประมวลผลของสภาพัฒน์ จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แสดงให้เห็นว่าสัดส่วนสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคลยังคิดเป็นเกือบ 1 ใน 3 ของหนี้ครัวเรือนทั้งหมด และมีสัดส่วนของมูลค่าหนี้เสีย (NPLs) สูงที่สุดเมื่อเทียบกับหนี้ครัวเรือนประเภทอื่น
โดยสัดส่วนสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคลในไตรมาส 2 ของปี 2567 คิดเป็น 27.9% ของหนี้ครัวเรือนทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากสัดส่วน 25% จากไตรมาสแรกของปี 2555
สภาพัฒน์ยังเตือนว่าสินเชื่อส่วนบุคคล (Personal Loan) และสินเชื่อบัตรเครดิต เป็นสินเชื่อที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน (Unsecured Loan) ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยสูง ดังนั้นหากครัวเรือนไม่มีความระมัดระวังในการก่อหนี้หรือไม่มีวินัยการเงิน ก็จะนำไปสู่การติดกับดักหนี้ได้
ทั้งนี้ ตามข้อมูลล่าสุด (ไตรมาส 2 ปี 2567) หนี้สินครัวเรือนมีมูลค่า 16.32 ล้านล้านบาท ขยายตัว 1.3% ชะลอลงจาก 2.3% ในไตรมาสที่ผ่านมา ทำให้สัดส่วนหนี้ต่อ GDP ปรับลดลงจาก 90.7% ของไตรมาสก่อน มาอยู่ที่ 89.6% โดยหนี้สินครัวเรือนเกือบทุกประเภทมีการปรับตัวชะลอลงหรือหดตัวยกเว้นสินเชื่อส่วนบุคคล ส่วนหนึ่งมาจากการมีภาระหนี้ที่สูง
The post สภาพัฒน์หวั่น แบงก์เข้มปล่อยสินเชื่อ อาจดันลูกหนี้หันกู้นอกระบบ appeared first on THE STANDARD.
]]>
เศรษฐกิจไทย 10 ปีที่ผ่านมาเติบโตต่ำสุดในภูมิภาค หนี้ครั […]
The post ชมคลิป: หนี้ครัวเรือนไทยทะลุ 104% ถึงเวลาปฏิรูปโครงสร้าง | NEWS DIGEST #60 appeared first on THE STANDARD.
]]>
เศรษฐกิจไทย 10 ปีที่ผ่านมาเติบโตต่ำสุดในภูมิภาค หนี้ครัวเรือนไทยทะลุ 104% ส่วนคนรุ่นใหม่ติดกับดักหนี้บ้าน หนี้รถ และมีเศรษฐกิจนอกระบบขนาดใหญ่สูงถึง 46%
The post ชมคลิป: หนี้ครัวเรือนไทยทะลุ 104% ถึงเวลาปฏิรูปโครงสร้าง | NEWS DIGEST #60 appeared first on THE STANDARD.
]]>
ที่มาของ ‘หนี้นอกระบบ’ เกิดขึ้นเพราะอะไร เหตุใดจึงลุกลา […]
The post ชมคลิป: ที่มาของ ‘หนี้นอกระบบ’ กลายเป็นมะเร็งร้ายของสังคมไทยได้อย่างไร | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.
]]>
ที่มาของ ‘หนี้นอกระบบ’ เกิดขึ้นเพราะอะไร เหตุใดจึงลุกลามกลายเป็นมะเร็งร้ายของสังคมไทย หาคำตอบได้ในไฮไลต์นี้
พบกับซีรีส์พิเศษรับการมาถึงของ THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2024 เฟิร์น-ศิรัถยา อิศรภักดี เชิญ ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล, บัณฑิต อนันตมงคล และ สุธัช เรืองสุทธิภาพ วิทยากรในแวดวงเศรษฐกิจและการเงิน ล้อมวงถกปัญหา ‘หนี้ครัวเรือน’ กำลังเป็นระเบิดเวลาของเศรษฐกิจไทยหรือไม่ ทางออกอยู่ตรงไหน
ติดตาม Exclusive Interview ‘หนี้ครัวเรือนไทยใกล้ระเบิด! เฉียด 90% เสี่ยงฉุด GDP ไทยโตต่ำศักยภาพ’ ฉบับเต็มได้ที่ ชมคลิป: หนี้ครัวเรือนไทยใกล้ระเบิด! เฉียด 90% เสี่ยงฉุด GDP ไทยโตต่ำศักยภาพ | Exclusive Interview EP.7
THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2024 บัตร Early Bird ลด 2,000 บาท มีจำนวนจำกัด! ดูรายละเอียดได้ที่: https://bit.ly/tsef2024VWEIHL
ซื้อบัตรองค์กร ติดต่อ [email protected] หรือ 0 2079 5428 กด 6 (เวลาทำการ 10.00-18.00 น.)
The post ชมคลิป: ที่มาของ ‘หนี้นอกระบบ’ กลายเป็นมะเร็งร้ายของสังคมไทยได้อย่างไร | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.
]]>
เมื่อปัญหา ‘หนี้ครัวเรือน’ พุ่งสูงจนเป็นปัญหาใหญ่ระดับป […]
The post ชมคลิป: หนี้ครัวเรือนไทยใกล้ระเบิด! เฉียด 90% เสี่ยงฉุด GDP ไทยโตต่ำศักยภาพ | Exclusive Interview EP.7 appeared first on THE STANDARD.
]]>
เมื่อปัญหา ‘หนี้ครัวเรือน’ พุ่งสูงจนเป็นปัญหาใหญ่ระดับประเทศ คุณภาพหนี้ที่แย่ลงจนเกิดปรากฏการณ์ ‘การปฏิเสธสินเชื่อ’ ของสถาบันการเงิน รวมถึงการพึ่งพา ‘หนี้นอกระบบ’ ที่กลายเป็นมะเร็งร้ายที่ยากจะรักษา สถานการณ์เหล่านี้เข้าขั้นน่าเป็นห่วงแค่ไหน
พบกับซีรีส์พิเศษรับการมาถึงของ THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2024 เฟิร์น-ศิรัถยา อิศรภักดี เชิญ 3 วิทยากรในแวดวงเศรษฐกิจและการเงิน ได้แก่
ล้อมวงถกปัญหา ‘หนี้ครัวเรือน’ กำลังเป็นระเบิดเวลาของเศรษฐกิจไทยหรือไม่ ทางออกอยู่ตรงไหน ในรายการ Exclusive Interview
ครบที่สุดแห่งปี! ไม่ตกเทรนด์ปี 2025 ด้วยงานเดียว
THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2024
บัตร Early Bird ลด 2,000 บาท มีจำนวนจำกัด!
ดูรายละเอียดได้ที่: https://bit.ly/tsef2024ClipEXCSINTV
ซื้อบัตรองค์กร ติดต่อ [email protected]
หรือ 0 2079 5428 กด 6 (เวลาทำการ 10.00-18.00 น.)
The post ชมคลิป: หนี้ครัวเรือนไทยใกล้ระเบิด! เฉียด 90% เสี่ยงฉุด GDP ไทยโตต่ำศักยภาพ | Exclusive Interview EP.7 appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (16 พฤษภาคม) ที่ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร […]
The post ชาดาขีดเส้นตาย ลูกหนี้-เจ้าหนี้ ต้องลงทะเบียนเข้าระบบภายใน 31 พ.ค. นี้ ยืนยันให้ความเป็นธรรมทุกคน appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (16 พฤษภาคม) ที่ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล ชาดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการแถลงข่าว เปิดแผนปฏิบัติการแก้ไขหนี้นอกระบบอย่างยั่งยืน ร่วมกับ ชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, กิตติรัตน์ ณ ระนอง ประธานที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมการแก้ไขหนี้นอกระบบ, พล.ต.ท. ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ อัยการณรงค์ ศรีระสันต์ ผู้แทนอธิบดีสำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน
ชาดากล่าวว่า นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับปัญหาหนี้นอกระบบของรัฐบาลเป็นอันดับต้นๆ ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้ดำเนินการไปแล้วกว่า 1 แสนราย แต่ยังเชื่อว่ามีอีกมากที่ยังไม่เข้าสู่ระบบทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ จากนี้จะทำให้เจ้าหนี้เข้าสู่กรอบของกฎหมายต่อให้มีนอมินีแต่รัฐก็จะเคลียร์ทุกพื้นที่ จากนี้จะทำให้เจ้าหนี้เข้าสู่ระบบให้ได้ภายในวันที่ 31 พฤษภาคมนี้ ซึ่งจะถือเป็นเส้นตายครั้งสุดท้าย ยืนยันว่ารัฐให้ความเป็นธรรมกับทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ เพราะต้องการดึงเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ หากใครไม่ปฏิบัติตามจะต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาด
ชาดากล่าวต่อว่า เรารอต่อไปไม่ไหวแล้ว ครั้งนี้เป็นโอกาสที่เจ้าหนี้จะทำมาหากินอย่างถูกกฎหมาย 14 วันที่เหลืออยู่ ขอแนะนำให้เจ้าหนี้ไปแจ้งกับฝ่ายปกครองในจังหวัดของตนเองหรือตำรวจ ส่วนคนที่ไม่โดนจับ นั่งเป็นเจ้าพ่อเงินกู้อยู่เบื้องหลังก็จะต้องเข้าสู่ระบบเช่นกัน หากเพิกเฉยไม่มาแจ้งระวังเจ้าหน้าที่สรรพากรจะไปหาถึงบ้าน ตรวจความเป็นอยู่และรายได้ทั้งหมด วันนี้ไม่ใช่การแก้ไขปัญหาด้านนิติศาสตร์เท่านั้น แต่ยังเป็นการแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐศาสตร์อย่างยั่งยืน จะไม่มีการกู้หนี้มาใช้หนี้อีกต่อไป ทุกคนจะต้องเข้าสู่ระบบ พร้อมย้ำไปถึงข้าราชการที่เป็นหนี้นอกระบบขอให้มีความกล้าหาญที่จะเข้าสู่ระบบ ไม่ใช่รอให้เจ้าหนี้เป็นผู้ออกมาเปิดเผยชื่อ เพราะไม่รู้ว่าจะมีความผิดหรือไม่
ขณะที่กิตติรัตน์กล่าวว่า แม้จะมีการเปิดให้ลูกหนี้นอกระบบมาลงทะเบียนเพื่อเข้าสู่ระบบไกล่เกลี่ยหนี้ แต่พบว่าจำนวนผู้ลงทะเบียนยังไม่ใกล้เคียงกับจำนวนลูกหนี้ตัวจริงที่คาดการณ์ไว้ จึงขอย้ำเตือนให้ลูกหนี้มาลงทะเบียนเพื่อเข้าสู่ระบบ เพราะต้องไม่ลืมว่าการที่เจ้าหนี้ปล่อยสินเชื่อโดยคิดดอกเบี้ยสูงเกินกว่าที่กำหนดถือว่าผิดกฎหมาย ดอกเบี้ยจะถือเป็นโมฆะ หากเข้าสู่ระบบเจ้าหน้าที่จะช่วยไกล่เกลี่ย
ในส่วนของเจ้าหนี้ก็สามารถมาลงทะเบียนเพื่อเข้าสู่ระบบแล้วรัฐจะดำเนินการอย่างเหมาะสม เพื่อให้เจ้าหนี้ได้รับเงินคืนทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยในอัตราที่เหมาะสม เพราะลูกหนี้มีหน้าที่ต้องชำระเงินต้นคืนให้เจ้าหนี้ และยังสามารถดำเนินการปล่อยเงินกู้อย่างถูกกฎหมายให้กับลูกหนี้ที่ยังไม่สามารถเข้าสู่ระบบได้ แต่หากเจ้าหนี้ไม่มาลงทะเบียนรัฐจะตีความว่าไม่ประสงค์จะได้เงินคืน
พล.ต.ท. ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวยืนยันว่า การแก้ปัญหาหนี้นอกระบบเป็นเรื่องสำคัญ สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้จัดความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ เรามีศูนย์การแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบมาทำหน้าที่นี้โดยเฉพาะ ที่ผ่านมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีการกวาดล้างอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ปี 2566 มีการจับกุมดำเนินคดีกับผู้ที่คิดอัตราดอกเบี้ยเกินกำหนดรวมทั้งยึดทรัพย์ จึงขอให้ประชาชนเข้ามาสู่ในระบบที่ถูกต้อง ไม่เช่นนั้นจะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายทั้งคดีอาญาและถูกยึดทรัพย์
ในส่วนการคุ้มครองความปลอดภัย สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีความยินดีขอให้ไว้วางใจว่าหากเข้ามาสู่กระบวนการแล้วจะได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ขณะที่การดำเนินคดีระหว่างตำรวจและอัยการปัจจุบันเป็นไปในทิศทางเดียวกัน คดีที่ตำรวจส่งฟ้องไปมีการดำเนินคดีเกือบ 100% ขอให้มั่นใจว่าหากมาเข้าสู่กระบวนการที่ถูกต้องแล้วจะไม่ถูกดำเนินคดี และเป็นการช่วยเหลือคนไทยในทางอ้อมด้วย
The post ชาดาขีดเส้นตาย ลูกหนี้-เจ้าหนี้ ต้องลงทะเบียนเข้าระบบภายใน 31 พ.ค. นี้ ยืนยันให้ความเป็นธรรมทุกคน appeared first on THE STANDARD.
]]>
Virtual Bank โอกาสทางธุรกิจครั้งใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น […]
The post Virtual Bank โอกาสหรือความเสี่ยง? เปิดมูลค่าน่านน้ำ ‘หนี้นอกระบบ’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
Virtual Bank โอกาสทางธุรกิจครั้งใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น สำหรับบริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่งในไทย โอกาสครั้งนี้น่าตื่นเต้นแค่ไหนในเชิงธุรกิจ อะไรคือความท้าทายที่รออยู่ และที่สำคัญประชาชนจะได้อะไร
หลังธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศเตรียมเปิดรับสมัครผู้ที่สนใจขอใบอนุญาตจัดตั้ง Virtual Bank ระหว่างวันที่ 20 มีนาคม – 19 กันยายน 2567 ก่อนที่แต่ละบริษัทจะเริ่มจัดตั้งได้ในช่วงกลางปี 2568
ล่าสุด เราพอจะเห็นโฉมหน้าของผู้ที่สนใจตามหน้าสื่อแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก คือ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า หนึ่งในเป้าหมายของการตั้ง Virtual Bank ขึ้นมา เพราะต้องการจะแก้ปัญหาเรื่องของหนี้นอกระบบ และการช่วยให้คนที่เข้าไม่ถึงสินเชื่อมีโอกาสเข้าถึงมากขึ้น ทำให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของ Virtual Bank กับธนาคารดั้งเดิม (ไม่ว่าจะออฟไลน์หรือออนไลน์) เป็นกลุ่มที่แตกต่างกัน
แน่นอนว่า Virtual Bank ถือเป็นเรื่องใหม่ในไทย และก็อาจเรียกว่าใหม่ได้สำหรับอีกหลายประเทศ ซึ่งเพิ่งจะเริ่มต้นได้ประมาณ 2-3 ปีเท่านั้น
หนึ่งในความท้าทายสำคัญของ Virtual Bank คือการสร้างความน่าเชื่อและดึงดูดลูกค้าใหม่ รวมทั้งบริหาร ‘หนี้เสีย’ ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
ตัวอย่างที่อาจเป็นกรณีศึกษาให้กับบ้านเราได้คือ Virtual Banking ในฮ่องกงที่เปิดตัวตั้งแต่ปี 2019 หลังจากธนาคารกลางฮ่องกง (HKMA) ออกใบอนุญาตให้ Virtual Banking 8 แห่ง ก่อนที่จะเริ่มดำเนินการในปี 2021
ซึ่งในระยะแรก Virtual Bank เหล่านี้ไม่สามารถทำกำไรได้ ขณะที่ Quinlan & Associates บริษัทที่ปรึกษาทางธุรกิจเคยวิเคราะห์ไว้ว่า ส่วนหนึ่งเป็นผลจากต้นทุนในการหาลูกค้าต่อรายที่สูงราว 65-90 ดอลลาร์ต่อคน หรือราว 2,300-3,200 บาทต่อคน
ขณะที่การแข่งขันกับธนาคารดั้งเดิมเพื่อดึงดูดลูกค้าใหม่ๆ ก็ค่อนข้างยาก นอกจากนี้ การที่ Virtual Bank ตั้งอยู่บนแพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นหลัก ทำให้การสร้างความน่าเชื่อถือและสร้างเอกลักษณ์ของแบรนด์ทำได้ยากขึ้น โดยเฉพาะกับกลุ่มคนที่ค่อนข้างอนุรักษนิยม
ยุพาพิน วังวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการศึกษาทั้งในเชิงกลยุทธ์ในการเข้าถึงฐานลูกค้า และวิธีการที่จะลดความเสี่ยงในด้านต่างๆ ซึ่งในช่วงแรกจะเป็นลักษณะของการค่อยๆ ปรับใช้วิธีการต่างๆ
“จุดแข็งของเราคือฐานข้อมูลของลูกค้าที่มีอยู่ร่วมกันประมาณ 40-45 ล้านคน จากบริษัทที่จะเข้ามาร่วมทุนแต่ละราย ทั้งกัลฟ์, กรุงไทย, โออาร์ และเอไอเอส หัวใจสำคัญคือการวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้ให้แม่นยำเพื่อลดความเสี่ยงให้ได้มากที่สุด”
ธนภัทร ฉัตรเสถียร ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ มองว่าความท้าทายสำคัญ 2 ด้าน คือ
“ช่วง 1-2 ปีธุรกิจยังมีความเสี่ยงค่อนข้างสูง แต่ละรายน่าจะขาดทุน แต่ด้วยฐานลูกค้ากลุ่มหนี้นอกระบบที่มีจำนวนมาก เดาว่าอาจมากถึงครึ่งหนึ่งของลูกหนี้ใต้สถาบันการเงินปัจจุบัน ทำให้ระยะยาวยังมีโอกาส”
ธนภัทรมองว่า กุญแจสำคัญของการปั้น Virtual Bank ให้ประสบความสำเร็จ ขึ้นอยู่กับว่าจะบริหารจัดการหนี้เสียได้ดีแค่ไหน และการใช้ประโยชน์จากข้อมูลให้ได้มากที่สุด
“คำว่าหนี้นอกระบบหมายความว่า ไม่มีใครรู้ว่ามีหนี้ที่แท้จริงเท่าไร หรือมีรายได้เท่าไร ขณะที่การเก็บข้อมูลของ Virtual Bank อาศัยการกรอกจากลูกค้า” กรกช เสวตร์ครุตมัต ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บล.กสิกรไทย กล่าวถึงความท้าทายด้านข้อมูลที่ใช้ประกอบการวิเคราะห์ของ Virtual Bank
อีกหนึ่งจุดที่น่ากังวลคือ “ข้อมูลของไทยไม่ได้เชื่อมกันอย่างดี ทำให้ข้อมูลบางอย่างอาจไม่ตรงตามจริง เช่น ลูกหนี้ของธุรกิจอย่างเมืองไทยแคปปิตอล ที่ไม่ได้แสดงข้อมูลในเครดิตบูโร อาจทำให้ระบบของ Virtual Bank วิเคราะห์ว่าลูกค้าที่เป็นหนี้ Non-Bank อาจไม่มีหนี้”
หรือการใช้ข้อมูลอื่นๆ เช่น ประวัติการชำระค่าบริการต่างๆ หรือการใช้จ่ายผ่านร้านสะดวกซื้อ จะสามารถตรวจสอบได้อย่างไรว่ายอดใช้จ่ายเป็นของบุคคลนั้นๆ เพียงคนเดียว เช่น กรณีที่คนซื้อเป็นแม่บ้านประจำของบ้านใดบ้านหนึ่งที่ต้องซื้อสินค้าสำหรับทุกคน
อย่างไรก็ดี การเกิดขึ้นของ Virtual Bank น่าจะส่งผลดีต่อประชาชนโดยส่วนใหญ่ที่มีเงินฝากกับสถาบันการเงิน
กรกชมองว่า Virtual bank อาจช่วยให้ผลิตภัณฑ์เงินฝากมีหลากหลายมากขึ้น และการเข้ามาของผู้เล่นรายใหม่จะทำให้เกิดการแข่งขันเพิ่มขึ้น
“เมื่อรายใหม่เข้ามาในตลาด สิ่งที่จะช่วยดึงดูดลูกค้าคือการแข่งขันด้านเงินฝากที่มากขึ้น ทั้งเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น และการฝากอาจมีหลายรูปแบบจากเดิมที่มีเพียงเงินฝากออมทรัพย์และเงินฝากประจำ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่”
ในมุมกลับกันธุรกิจธนาคารดั้งเดิมอาจได้รับผลกระทบบางส่วน เช่น ฐานเงินฝากที่อาจถูกดึงออกไปบ้าง หรือต้นทุนเงินฝากที่เพิ่มขึ้น
โดยสรุปแล้ว ในมุมธุรกิจที่ยังมีความเสี่ยงอยู่พอสมควร เชื่อว่าแต่ละบริษัทอาจต้องใช้เวลาในการลองผิดลองถูกสักระยะหนึ่ง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นโอกาสใหม่ที่เปิดขึ้น โดยเฉพาะสำหรับธุรกิจธนาคารดั้งเดิมที่โตได้จำกัด ท่ามกลางแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่ไม่ได้เติบโตสูง เช่นเดียวกับธุรกิจอื่นๆ ที่อยากจะกระโดดเข้ามาในอุตสาหกรรม ซึ่งอาจเป็นเหมือนการต่อเรือเพิ่มเพื่อแล่นออกไปหาน่านน้ำใหม่ เผื่อว่าจะมีโอกาสรออยู่
อ้างอิง:
The post Virtual Bank โอกาสหรือความเสี่ยง? เปิดมูลค่าน่านน้ำ ‘หนี้นอกระบบ’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (3 มีนาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล รอง […]
The post ปิดลงทะเบียนแก้หนี้นอกระบบ แต่วงจรยังอยู่ อนุทินเตือน ใช้อิทธิพลข่มขู่ยิ่งไม่ได้เงินคืน เสี่ยงติดคุก เกิดอาชญากรรม appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (3 มีนาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงการควบคุมสถานการณ์ไฟป่าที่จังหวัดเชียงใหม่ว่า นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้รายงานสถานการณ์ต่อตนเองทุกวัน รวมถึงได้มีการประสานเพื่อขอรับอุปกรณ์ทั้งเฮลิคอปเตอร์และเจ้าหน้าที่จากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) แล้ว
อนุทินกล่าวต่อว่า สถานการณ์ไฟป่าที่จังหวัดเชียงใหม่นั้นบางวันสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ แต่บางวันการเผาไหม้ของไฟป่าก็ยังกลับมาอีก ซึ่งภาครัฐได้ขอความร่วมมือ รวมถึงบังคับใช้กฎหมาย ขณะเดียวกันในช่วงนี้สภาพอากาศค่อนข้างร้อนและแห้ง อย่างไรก็ตาม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ก็ได้ดูแลอย่างใกล้ชิดอยู่แล้ว
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับดับไฟป่า เนื่องจากก่อนหน้านายกรัฐมนตรีได้ขอความร่วมมือจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นั้น อนุทินกล่าวว่า มีการบูรณาการทุกกระทรวง รวมถึงมีการระดมอุปกรณ์เพื่อนำไปช่วยที่จังหวัดเชียงใหม่
ผู้สื่อข่าวถามต่อถึงกรณีที่อนุกรรมาธิการด้านการปกครอง ในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างงบประมาณรายจ่ายปี 2567 ได้มีการตัดงบประมาณในการจัดซื้ออากาศยานปีกหมุน (Helicopter) ดับเพลิง จากประเทศรัสเซีย จำนวน 1 ลำ อนุทินกล่าวว่า ตนเองได้ถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว จากนี้จะมีการขออุทธรณ์และชี้แจงเพิ่มเติมในชั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างงบประมาณรายจ่ายปี 2567 ชุดใหญ่ต่อไป
และเมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า หากกระทรวงมหาดไทยไม่ได้เฮลิคอปเตอร์จะมีผลกระทบอย่างไร อนุทินกล่าวว่า ขณะนี้เรามีเฮลิคอปเตอร์ทั้งสิ้น 4 ลำ ซึ่งตามความจริงนั้นจะต้องมีทั้งสิ้น 6 ลำ จึงจะสามารถครอบคลุมการปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ เราได้มีการขอในงบประมาณรายจ่ายปี 2567 ซึ่งทางอนุกรรมาธิการได้มีการโหวตตัดงบไม่ให้จัดซื้อด้วยมติ 6 ต่อ 3 เสียง พร้อมยืนยันถึงความจำเป็นว่า นายกรัฐมนตรีได้กำชับว่าจะต้องเร่งในการจัดหาอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อบรรเทาในภาวะหมอกควันและฝุ่นพิษ โดยขณะนี้คือสถานการณ์ไฟป่า ตนเองจึงขอความเมตตากับคณะกรรมาธิการ ให้ช่วยพิจารณาใหม่
เมื่อผู้สื่อข่าวถามต่อว่า การตัดงบประมาณในครั้งนี้ ทางอนุคณะกรรมาธิการปกครองได้ให้เหตุผลว่าอย่างไร อนุทินกล่าวว่า เฮลิคอปเตอร์นั้นไม่ใช่เพียงแค่ใช้สำหรับการดับไฟเท่านั้น แต่ยังสามารถทำภารกิจอื่นๆ ได้อีกมากมาย เช่น หากมีการบาดเจ็บหรือมีเหตุจำเป็นที่จะต้องขนย้ายเจ้าหน้าที่หรือสัตว์ต่างๆ เฮลิคอปเตอร์จะสามารถช่วยเหลือผู้คนเหล่านั้นได้
อนุทินกล่าวต่อว่า ตนเองไม่ได้ถามเหตุผลในการตัดงบประมาณส่วนนี้ออก ในที่ประชุมได้โหวตและตัดงบส่วนนี้ออกเลย แต่ตนเองได้โทรศัพท์ไปหานายกรัฐมนตรีรวมทั้งโทรไปหาพรรคพลังประชารัฐและพรรคเพื่อไทยเพื่อชี้แจง ทั้ง ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รวมถึง จักรพงษ์ แสงมณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะรองประธานกรรมาธิการฯ รวมถึงโทรไปพูดคุยกับ ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งได้บอกกับตนเองว่า ขณะนี้ยังไม่ทราบเรื่อง โดยจะเร่งดำเนินการให้
ผู้สื่อข่าวถามเพิ่มเติมว่า หากมีการอุทธรณ์แล้วจะสามารถดึงงบในส่วนนี้กลับมาใช้ได้ใช่หรือไม่ อนุทินกล่าวว่า เราจะต้องใช้เหตุผลเพื่อหักล้างกัน และขออย่าเอาเรื่องส่วนตัวมาเกี่ยวข้อง เพราะการทำงานของตนเองนั้นไม่เคยมีปัญหากับใคร ช่วยเหลือและสนับสนุนกับทุกพรรคทุกฝ่ายเป็นอย่างดี
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า เฮลิคอปเตอร์ทั้งสองลำนั้นใช้งบประมาณเท่าไร อนุทินกล่าวว่า เฮลิคอปเตอร์หนึ่งลำตกประมาณ 400-500 ล้านบาท อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้วางแผนว่า ขาดอีก 2 ลำ โดยจะขอในงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2567 จำนวน 1 ลำ และขอในงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2568 อีกจำนวน 1 ลำ
อนุทินยังกล่าวถึงนโยบายการแก้หนี้ทั้งระบบที่เพิ่งปิดลงทะเบียนไปเมื่อ 2 วันที่แล้วว่า แม้ว่าจะปิดลงทะเบียนไปแล้ว แต่ว่าวงจรยังอยู่ หากมีเหตุกลั่นแกล้งคุกคามกัน เจ้าหน้าที่ก็สามารถเข้าไปไกล่เกลี่ยเพื่อหาทางออกให้กับคู่กรณีได้
ส่วนคนที่ลงทะเบียนแก้ปัญหาหนี้นอกระบบและไปยื่นทำเรื่องขอกู้เงินจากธนาคาร แต่คุณสมบัติไม่ผ่าน การลงทะเบียนแก้หนี้นอกระบบก็ไม่ได้ตอบโจทย์ทั้งหมด อนุทินกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า เรื่องคุณสมบัติต้องมีอยู่แล้ว แต่จะมีเป็นวงเงิน เช่น กู้เงิน 20,000 บาท ถ้าเป็นผู้ที่ยังมีรายได้ ธนาคารก็จะพิจารณาอนุมัติ แต่ถ้าจะไปกู้เป็นแสน แต่ไม่มีอาชีพที่เป็นหลักแหล่งและไม่มีรายได้แน่นอน ก็เป็นเรื่องธรรมดา อย่าว่าแต่ธนาคารเลย เราต้องเอาเหตุเอาผลมาว่ากัน
และเมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า นายกรัฐมนตรียังไม่พอใจตัวเลขการไกล่เกลี่ยระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ และจะมีการเปิดเฟส 2 หรือไม่ อนุทินกล่าวว่า คนที่มาลงทะเบียนมันก็มีแค่นี้ เพราะฉะนั้นคนที่ไม่ได้ลงทะเบียน มีเรื่องกัน ก็อาจจะเกิดกรณีที่มีเรื่องกัน เราก็ใช้กลไกนี้เข้าไปแก้ไขปัญหา
ผู้สื่อข่าวถามต่ออีกว่า เป็นเพราะมีเรื่องอิทธิพลจากเจ้าหนี้หรือไม่ ทำให้ยอดไกล่เกลี่ยมีจำนวนน้อย อนุทินกล่าวว่า ยิ่งไปใช้อิทธิพลก็ยิ่งไม่ได้เงินคืน คนไม่มีเงินจะทำอย่างไร จะไปยิงเขาทิ้ง นอกจากไม่ได้เงินคืน ยังเข้าคุกด้วย ตอนนี้ถ้ายิ่งไปทำร้ายกัน เจ้าหน้าที่ก็สอบขยายผลอยู่แล้ว ทั้งเรื่องอาชญากรรมและภาษี ซึ่งไม่คุ้มกัน
The post ปิดลงทะเบียนแก้หนี้นอกระบบ แต่วงจรยังอยู่ อนุทินเตือน ใช้อิทธิพลข่มขู่ยิ่งไม่ได้เงินคืน เสี่ยงติดคุก เกิดอาชญากรรม appeared first on THE STANDARD.
]]>
วานนี้ (29 กุมภาพันธ์) สุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมห […]
The post ครบ 91 วัน สิ้นสุดการลงทะเบียนหนี้นอกระบบ กรุงเทพฯ ลงทะเบียนมากสุด รวมทั้งประเทศไกล่เกลี่ยสำเร็จ 18,509 ราย appeared first on THE STANDARD.
]]>
วานนี้ (29 กุมภาพันธ์) สุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงผลการลงทะเบียนแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ วันที่ 91 โดยสำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง ได้รายงานผลการลงทะเบียนพบว่า มีประชาชนลงทะเบียนแล้ว 151,175 ราย มูลหนี้รวม 11,732.506 ล้านบาท เป็นการลงทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ 125,081 ราย และการลงทะเบียน ณ ศูนย์อำนวยการแก้ไขหนี้นอกระบบ 27,348 ราย รวมจำนวนเจ้าหนี้ 125,302 ราย
มีพื้นที่/จังหวัดที่มีผู้ลงทะเบียนมากที่สุด 5 ลำดับแรก ดังนี้
ขณะที่จังหวัดที่มีผู้ลงทะเบียนน้อยที่สุด 5 ลำดับแรก ได้แก่
สำหรับข้อมูลการไกล่เกลี่ยหนี้นอกระบบทั่วประเทศพบว่า มีลูกหนี้เข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยแล้ว 28,725 ราย ไกล่เกลี่ยสำเร็จ 18,509 ราย มูลหนี้ของลูกหนี้ก่อนการไกล่เกลี่ย 2,626.784 ล้านบาท หลังการไกล่เกลี่ย 1,855.474 ล้านบาท มูลหนี้ลดลง 771.309 ล้านบาท
จังหวัดที่สามารถนำลูกหนี้เข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยได้มากที่สุด คือ จังหวัดนครสวรรค์ โดยมีลูกหนี้ที่เข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ย 3,373 ราย ไกล่เกลี่ยสำเร็จ 518 ราย มูลหนี้ของลูกหนี้ก่อนไกล่เกลี่ย 287.587 ล้านบาท หลังการไกล่เกลี่ย 53.511 ล้านบาท ทำให้มูลหนี้ของพี่น้องประชาชนในจังหวัดนครสวรรค์ลดลง 234.076 ล้านบาท
สำหรับกรณีที่ไม่ได้รับความร่วมมือกระทั่งไม่สามารถดำเนินการไกล่เกลี่ยได้ เจ้าหนี้และลูกหนี้มีความประสงค์ให้เจ้าหน้าที่ส่งต่อเรื่องไปยังพนักงานสอบสวนของสถานีตำรวจในพื้นที่แล้ว 310 คดี ใน 43 จังหวัด
สุทธิพงษ์กล่าวต่อว่า การเปิดรับลงทะเบียนเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2566 จนถึง 29 กุมภาพันธ์ 2567 ข้อมูลของประชาชนทุกคนที่มาลงทะเบียนจะเป็นฐานข้อมูลของผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ ในฐานะหัวหน้าศูนย์อำนวยการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบจังหวัด/อำเภอ จะได้บูรณาการกับทุกภาคส่วน ทั้งอัยการ, ทหาร, ตำรวจ, ธนาคารออมสิน, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.), สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด, สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการช่วยเหลือในเรื่องหนี้นอกระบบ อำนวยความสะดวกทำให้ลูกหนี้ได้ชำระหนี้ในอัตราที่เป็นธรรม และเข้าสู่ระบบของสถาบันการเงินของรัฐ โดยมีการชำระเงินกู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ ทำให้พี่น้องประชาชนได้มีแหล่งเงินทุนในการชำระหนี้ และมีเงินไปเลี้ยงดูครอบครัวได้
ในส่วนของกระบวนการไกล่เกลี่ย จากการดำเนินการมากว่า 3 เดือน แสดงให้เห็นถึงความคืบหน้าของกระบวนการไกล่เกลี่ยหนี้ ซึ่งมาตรการในระยะสั้นได้เชิญลูกหนี้และเจ้าหนี้มาพูดคุยตกลงกัน สามารถลดต้นลดดอกของหนี้ได้ ทำให้สามารถช่วยเหลือลูกหนี้นอกระบบกลุ่มแรกได้สำเร็จ ในส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างดำเนินการต่อไป อาจต้องใช้เวลาในการนำลูกหนี้และเจ้าหนี้ทั้ง 2 ฝ่ายมาพูดคุยกัน ในส่วนของข้อมูลเจ้าหนี้ที่มีพฤติการณ์ใช้ความรุนแรง ข่มขู่ ในการทวงหนี้ จำนวนกว่า 5 หมื่นราย กระทรวงมหาดไทยได้ส่งข้อมูลให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อดำเนินการสืบสวนสอบสวนและดำเนินคดีต่อไป
สุทธิพงษ์กล่าวว่า สำหรับมาตรการระยะยาว อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีนโยบายในการช่วยเสริมสร้างศักยภาพให้กับลูกหนี้นอกระบบ ส่งเสริมการพัฒนาทักษะในการประกอบอาชีพ โดยบูรณาการทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกหนี้นอกระบบเข้าสู่กระบวนการพัฒนาตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ส่งเสริมแนวทางให้ลูกหนี้สามารถลดรายจ่ายในชีวิตประจำวัน ส่งเสริมการปลูกผักสวนครัวและการเลี้ยงสัตว์เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร
โดยน้อมนำพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ตามโครงการบ้านนี้มีรัก ปลูกผักกินเอง และ ทางนี้มีผล ผู้คนรักกัน ตลอดจนส่งเสริมแนวทางจัดทำบัญชีครัวเรือน ลดความฟุ่มเฟือย หลีกเลี่ยงการดื่มสุรา การเล่นพนัน และรวมไปถึงการขยายโอกาสให้ประชาชนได้เข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อประกอบอาชีพต่อไป
โดยหลังจากที่ปิดรับลงทะเบียนแล้ว หากมีประชาชนผู้ที่เดือดร้อนจากหนี้นอกระบบประสงค์จะขอความช่วยเหลือ สามารถโทรสายด่วนศูนย์ดำรงธรรม 1567 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือสามารถเดินทางไปยังศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด/อำเภอ เพื่อให้ทางราชการช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาได้
The post ครบ 91 วัน สิ้นสุดการลงทะเบียนหนี้นอกระบบ กรุงเทพฯ ลงทะเบียนมากสุด รวมทั้งประเทศไกล่เกลี่ยสำเร็จ 18,509 ราย appeared first on THE STANDARD.
]]>
วานนี้ (28 กุมภาพันธ์) สุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมห […]
The post ปลัด มท. เผย ลงทะเบียนแก้หนี้นอกระบบแล้วกว่า 1.49 แสนราย ยอดหนี้กว่า 11,097 ล้านบาท ย้ำไกล่เกลี่ยให้ครบ 100% แม้ปิดรับลงทะเบียน 29 ก.พ. appeared first on THE STANDARD.
]]>
วานนี้ (28 กุมภาพันธ์) สุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงผลการลงทะเบียนแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ วันที่ 90 โดยสำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง ได้รายงานผลการลงทะเบียน พบว่ามีประชาชนลงทะเบียนแล้ว 149,833 ราย มูลหนี้รวม 11,097.302 ล้านบาท เป็นการลงทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ 123,874 ราย และการลงทะเบียน ณ ศูนย์อำนวยการแก้ไขหนี้นอกระบบ 25,959 ราย รวมจำนวนเจ้าหนี้ 121,688 ราย
พื้นที่/จังหวัดที่มีผู้ลงทะเบียนมากที่สุด 5 ลำดับแรก ได้แก่
ขณะที่พื้นที่/จังหวัดที่มีผู้ลงทะเบียนน้อยที่สุด 5 ลำดับแรก ได้แก่
สุทธิพงษ์กล่าวว่า สำหรับข้อมูลการไกล่เกลี่ยหนี้นอกระบบทั่วประเทศ พบว่ามีลูกหนี้เข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยแล้ว 27,870 ราย ไกล่เกลี่ยสำเร็จ 17,848 ราย มูลหนี้ของลูกหนี้ก่อนการไกล่เกลี่ย 2,545.028 ล้านบาท หลังการไกล่เกลี่ย 1,783.867 ล้านบาท มูลหนี้ลดลง 761.160 ล้านบาท และจังหวัดที่สามารถนำลูกหนี้เข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยได้มากที่สุดยังคงเป็นจังหวัดนครสวรรค์เช่นเดิม
โดยมีลูกหนี้ที่เข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ย 3,346 ราย ไกล่เกลี่ยสำเร็จ 491 ราย มูลหนี้ของลูกหนี้ก่อนไกล่เกลี่ย 284.479 ล้านบาท หลังการไกล่เกลี่ย 50.810 ล้านบาท ทำให้มูลหนี้ของพี่น้องประชาชนในจังหวัดนครสวรรค์ลดลง 233.668 ล้านบาท
สำหรับกรณีที่ไม่ได้รับความร่วมมือกระทั่งไม่สามารถดำเนินการไกล่เกลี่ยได้ เจ้าหนี้และลูกหนี้มีความประสงค์ให้เจ้าหน้าที่ได้ส่งต่อเรื่องไปยังพนักงานสอบสวนของสถานีตำรวจในพื้นที่แล้ว 294 คดี ใน 40 จังหวัด
ไกล่เกลี่ยให้ครบ 100%
สุทธิพงษ์กล่าวอีกว่า ในส่วนของกระบวนการไกล่เกลี่ย ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอเร่งดำเนินการเชิญลูกหนี้และเจ้าหนี้นอกระบบที่ลงทะเบียนเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยให้ครบ 100% โดยบูรณาการร่วมกับอัยการ ตำรวจ สถาบันการเงินของรัฐ ในการไกล่เกลี่ยตกลงกันโดยใช้ความพยายามอย่างถึงที่สุด และขอให้ทุกจังหวัดได้ดำเนินการตามนโยบายของ อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในการจัดกิจกรรมตลาดนัดแก้หนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชน
ในส่วนของข้อมูลเจ้าหนี้นอกระบบที่ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ขอให้กรมการปกครองบูรณาการข้อมูลกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างใกล้ชิด เพื่อดำเนินการสืบหาเจ้าหนี้ที่มีพฤติการณ์ทวงหนี้แบบข่มขู่และใช้ความรุนแรง แต่หากเกิดกรณีไม่สามารถไกล่เกลี่ยตกลงกันได้ให้ดำเนินคดีตามกฎหมายได้ทันที ถึงแม้ว่าเราจะปิดรับลงทะเบียนหนี้นอกระบบในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2567 แต่เพื่อให้การแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบได้เกิดความต่อเนื่อง
ขอให้ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคได้ประชาสัมพันธ์ช่องทางสายด่วน 1567 ของศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย หรือศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดและอำเภอ เพื่อให้ประชาชนที่เดือดร้อนทั้งเรื่องหนี้นอกระบบหรือเรื่องอื่นๆ สามารถขอความช่วยเหลือจากภาครัฐหรือกระทรวงมหาดไทยได้ในทุกเรื่อง
สุทธิพงษ์กล่าวอีกว่า ขณะนี้คงเหลือเวลาอีกเพียง 1 วันที่พี่น้องประชาชนยังสามารถลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือจากภาครัฐเพื่อแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ ซึ่งเราจะรับลงทะเบียนวันสุดท้ายคือวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2567 โดยจะปิดการลงทะเบียนของศูนย์อำนวยการแก้ไขหนี้นอกระบบภายในเวลา 16.30 น. (เวลาราชการ) และช่องทางออนไลน์ https://debt.dopa.go.th ภายในเวลา 00.00 น. ของวันดังกล่าว สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนศูนย์ดำรงธรรม โทร. 1567 ตลอด 24 ชั่วโมง
The post ปลัด มท. เผย ลงทะเบียนแก้หนี้นอกระบบแล้วกว่า 1.49 แสนราย ยอดหนี้กว่า 11,097 ล้านบาท ย้ำไกล่เกลี่ยให้ครบ 100% แม้ปิดรับลงทะเบียน 29 ก.พ. appeared first on THE STANDARD.
]]>
วานนี้ (15 กุมภาพันธ์) สุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมห […]
The post กรุงเทพฯ ลงทะเบียนแก้หนี้นอกระบบมากสุดกว่า 11,000 ราย รวมมูลหนี้ทั้งประเทศหมื่นล้านบาท appeared first on THE STANDARD.
]]>
วานนี้ (15 กุมภาพันธ์) สุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงผลการลงทะเบียนแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ วันที่ 77 เมื่อเวลา 15.00 น. ว่าสำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง ได้รายงานผลการลงทะเบียนพบว่ามีประชาชนลงทะเบียนแล้ว 142,958 ราย มูลหนี้รวม 10,135.255 ล้านบาท
เป็นการลงทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ 119,557 ราย และการลงทะเบียน ณ ศูนย์อำนวยการแก้ไขหนี้นอกระบบ 23,401 ราย รวมจำนวนเจ้าหนี้ 113,216 ราย มีพื้นที่จังหวัดที่มีผู้ลงทะเบียนมากที่สุด 5 ลำดับแรกดังนี้
ขณะที่จังหวัดที่มีผู้ลงทะเบียนน้อยที่สุด 5 ลำดับแรก ได้แก่
สุทธิพงษ์กล่าวว่า สำหรับข้อมูลการไกล่เกลี่ยหนี้นอกระบบทั่วประเทศพบว่ามีลูกหนี้เข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยแล้ว 23,215 ราย ไกล่เกลี่ยสำเร็จ 14,246 ราย มูลหนี้ของลูกหนี้ก่อนการไกล่เกลี่ย 2,126.158 ล้านบาท หลังการไกล่เกลี่ย 1,419.153 ล้านบาท มูลหนี้ลดลง 707.005 ล้านบาท และจังหวัดที่สามารถนำลูกหนี้เข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยได้มากที่สุดยังคงเป็นนครสวรรค์เช่นเดิม
โดยมีลูกหนี้ที่เข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ย 3,236 ราย ไกล่เกลี่ยสำเร็จ 386 ราย มูลหนี้ของลูกหนี้ก่อนไกล่เกลี่ย 268.588 ล้านบาท หลังการไกล่เกลี่ย 38.559 ล้านบาท ทำให้มูลหนี้ของพี่น้องประชาชนในนครสวรรค์ลดลง 230.029 ล้านบาท สำหรับกรณีที่ไม่ได้รับความร่วมมือกระทั่งไม่สามารถดำเนินการไกล่เกลี่ยได้ เจ้าหน้าที่ได้ส่งต่อเรื่องไปยังพนักงานสอบสวนของสถานีตำรวจในพื้นที่ดำเนินคดีไปแล้ว 276 คดี ใน 35 จังหวัด
สุทธิพงษ์กล่าวต่อว่า ขณะนี้ยังเหลือเวลาอีก 14 วันที่พี่น้องประชาชนยังคงสามารถลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือจากภาครัฐเพื่อแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ ซึ่งจะรับลงทะเบียนถึงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2567 ทั้งการเดินทางไปขอคำปรึกษาและลงทะเบียน ณ ศาลากลางจังหวัดทุกจังหวัด (ห้องศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด), ที่ว่าการอำเภอทุกแห่ง (ห้องศูนย์ดำรงธรรมอำเภอ), สำนักงานเขตทั้ง 50 เขตของกรุงเทพมหานคร
ตลอดจนพื้นที่การจัดมหกรรมตลาดนัดแก้หนี้ระดับจังหวัด และตลาดนัดแก้หนี้อำเภอ หรือสามารถลงทะเบียนทางระบบออนไลน์ที่ https://debt.dopa.go.th
โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนศูนย์ดำรงธรรม โทร. 1567
The post กรุงเทพฯ ลงทะเบียนแก้หนี้นอกระบบมากสุดกว่า 11,000 ราย รวมมูลหนี้ทั้งประเทศหมื่นล้านบาท appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (12 กุมภาพันธ์) ที่ทำเนียบรัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน น […]
The post แก้หนี้ทั้งระบบไกล่เกลี่ยสำเร็จกว่า 57% ลดหนี้ 670 ล้านบาท นายกฯ ย้ำ ต้องจบภายในรัฐบาลนี้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (12 กุมภาพันธ์) ที่ทำเนียบรัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วย อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย, กฤษณะ จีนะวิจารณะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง, จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และ พล.ต.อ. ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วยตัวแทนผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงการณ์แก้ไขปัญหาหนี้ทั้งระบบ
นายกรัฐมนตรีกล่าวมอบนโยบายว่า ตามที่ได้มอบนโยบายเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2566 และเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2566 กำหนดให้การแก้ไขปัญหาหนี้สินให้กับประชาชนทั้งหนี้นอกระบบและหนี้ในระบบเป็นวาระแห่งชาติ ได้มอบหมายให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องบูรณาการและประสานงานร่วมกันในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาหนี้ให้กับประชาชนอย่างครบวงจร และแก้ปัญหาอย่างเบ็ดเสร็จให้จบภายในรัฐบาลนี้
เศรษฐากล่าวว่า ผ่านมาประมาณ 2 เดือน หน่วยงานต่างๆ ได้ดำเนินการคืบหน้าไปมาก จึงขอถือโอกาสแถลงความคืบหน้าของการแก้ไขปัญหาหนี้สินให้กับประชาชน เพื่อชื่นชมการทำงานของทุกหน่วยงาน ชี้แจงปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้น พร้อมแนวทางแก้ไข และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนที่กำลังประสบปัญหา แต่ยังไม่ได้เข้าร่วมโครงการ ให้เร่งติดต่อหน่วยงานภาครัฐเพื่อขอรับความช่วยเหลือต่อไป
โดยมีดัชนีชี้วัดความสำเร็จ (KPI) ของการแก้ไขปัญหาหนี้สินประชาชน 3 ข้อ คือ
สำหรับการแก้หนี้นอกระบบ เศรษฐากล่าวว่า ได้มอบภารกิจให้กระทรวงมหาดไทยมีบทบาทในกระบวนการไกล่เกลี่ยระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีบทบาทในการดำเนินคดีอาญา หากเจ้าหนี้มีพฤติการณ์ข่มขู่ ใช้ความรุนแรง รวมทั้งมอบหมายให้กระทรวงการคลังและสถาบันการเงินของรัฐเข้ามามีส่วนร่วมในการเป็นแหล่งเงินทุนช่วยเหลือลูกหนี้ที่ผ่านกระบวนการไกล่เกลี่ยแล้ว
ส่วนผลของการแก้หนี้นอกระบบตั้งแต่เปิดรับลงทะเบียนเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2566 มียอดผู้ลงทะเบียนที่เป็นลูกหนี้มากกว่า 140,000 ราย ยอดมูลหนี้รวมทั้งสิ้นประมาณ 9,800 ล้านบาท ยอดของรายการที่มีข้อมูลครบและสามารถเข้ากระบวนการไกล่เกลี่ยได้ 21,000 ราย และไกล่เกลี่ยสำเร็จแล้ว 12,000 ราย คิดเป็น 57% ของจำนวนที่เข้าสู่กระบวนการ และผลจากการไกล่เกลี่ยทำให้มูลหนี้ลดลงกว่า 670 ล้านบาท จากยอดผู้ลงทะเบียนที่เป็นลูกหนี้มากกว่า 140,000 ราย และสามารถไกล่เกลี่ยสำเร็จแล้วประมาณ 12,000 ราย ถือว่าหนทางข้างหน้ายังท้าทายมากสำหรับทุกหน่วยงาน
เศรษฐากล่าวว่า การติดต่อเจ้าหนี้ให้ยินยอมเข้าร่วมกระบวนการไกล่เกลี่ย และทำให้ได้ข้อตกลงที่พึงพอใจของทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ เป็นเรื่องที่มีความท้าทายมาก หนึ่งในปัญหาหลักคือ การที่เจ้าหน้าที่ได้รับข้อมูลการลงทะเบียนของลูกหนี้ที่ไม่ครบถ้วน หรือเจ้าหนี้ไม่เข้าร่วมกระบวนการไกล่เกลี่ย จึงขอให้เจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบ ติดตาม และช่วยเหลือ รวมทั้งขอให้ประชาชนเข้ามาให้ข้อมูลเพื่อประโยชน์ของตัวเองด้วย เพื่อสามารถนำเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงและกระบวนการไกล่เกลี่ยให้เร็วที่สุด
ทั้งนี้ ขอให้กำลังใจกระทรวงมหาดไทยที่ดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจังและดำเนินการอย่างทั่วถึง ครอบคลุมประชาชนทุกจังหวัดทั่วประเทศ อาจจะเจออุปสรรคบ้าง ติดต่อเจ้าหนี้ไม่ได้ เจ้าหนี้ไม่ให้ความร่วมมือ หรือไกล่เกลี่ยไม่สำเร็จ แต่ในฐานะที่เป็นเหมือนบันไดขั้นแรกของการช่วยเหลือลูกหนี้นอกระบบครั้งนี้ ยังคงต้องเร่งปฏิบัติงานแบบเชิงรุก เร่งหาตัวเจ้าหนี้ และดำเนินการไกล่เกลี่ยให้บรรลุผลให้มากที่สุด พร้อมสั่งการให้กระทรวงมหาดไทยพิจารณาจัดกิจกรรมตลาดนัดแก้หนี้ในทุกจังหวัดอย่างน้อยเดือนละ 4 ครั้ง
สำหรับบันไดขั้นที่ 2 ของการช่วยเหลือลูกหนี้นอกระบบ ได้มอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติระดมกวาดล้างผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับหนี้นอกระบบ โดยเฉพาะเจ้าหนี้ที่มีพฤติการณ์ใช้ความรุนแรงในการทวงหนี้และรับจำนำรถยนต์ รถจักรยานยนต์โดยผิดกฎหมาย โดยสามารถจับกุมดำเนินคดีผู้กระทำความผิดมากกว่า 1,300 ราย คิดเป็นมูลหนี้กว่า 40 ล้านบาท
สำหรับบันไดขั้นที่ 3 ได้มอบหมายให้กระทรวงการคลัง โดยธนาคารออมสินหรือธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ให้ความช่วยเหลือด้านการจัดหาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำแก่ลูกหนี้ผ่านการไกล่เกลี่ยมาแล้ว เพื่อให้สามารถพัฒนาอาชีพ สร้างรายได้เพิ่ม และไม่ต้องกลับมาเป็นหนี้นอกระบบซ้ำอีกในอนาคต
“อยากให้ธนาคารของรัฐนำเงินกลับไปช่วยเหลือประชาชนที่ยากลำบากมากกว่ากอดผลกำไรไว้ ในขณะที่อีกหลายครอบครัวกำลังทนทุกข์กับหนี้นอกระบบที่ดอกเบี้ยสูงกว่ากฎหมายกำหนด ปัญหาอีกส่วนหนึ่งคือ การที่เจ้าหน้าที่ไม่เข้ามาในกระบวนการเพื่อยืนยันว่ามีหนี้จริง ก่อนให้เจ้าหนี้และลูกหนี้ร่วมกันทำสัญญาให้ดอกเบี้ยเป็นไปตามกฎหมาย” เศรษฐากล่าว
ส่วนบันไดขั้นสุดท้ายที่จะสามารถช่วยเหลือลูกหนี้นอกระบบที่ไม่ให้กลับมาเป็นหนี้ซ้ำอีกคือ การสร้างรายได้เพิ่มให้เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพ ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องร่วมกันเสริมทัพ เพื่อพัฒนาฝีมือแรงงาน หาอาชีพ และสร้างรายได้เพิ่มให้กับประชาชน
สำหรับหนี้ในระบบนั้น นายกรัฐมนตรีแบ่งกลุ่มลูกหนี้ออกเป็น 4 กลุ่ม บางกลุ่มได้รับความช่วยเหลือไปแล้ว แต่บางกลุ่มยังอยู่ระหว่างการดำเนินการ ขอให้ทุกหน่วยงานเร่งรัดการดำเนินงานให้แล้วเสร็จ ดังนี้
กลุ่มที่ 1 คือ ลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด หรือเรียกสั้นๆ ว่า ลูกหนี้รหัส 21 ลูกหนี้กลุ่มนี้ได้รับการช่วยเหลือโดยปิดบัญชีหนี้เสียแล้วมากกว่า 630,000 บัญชี มูลหนี้กว่า 4,000 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยให้ลูกหนี้กลับมามีสถานะปกติในระบบเครดิตบูโร และสามารถกลับเข้าสู่ระบบการเงินได้ อีกทั้งยังมีการปรับโครงสร้างหนี้ให้ลูกหนี้ SMEs แล้วมากกว่า 10,000 ราย มูลหนี้กว่า 5,000 ล้านบาท
กลุ่มที่ 2 คือ ลูกหนี้ที่มีรายได้ประจำ แต่มีภาระหนี้จำนวนมากจนเกินศักยภาพในการชำระคืนหนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีหนังสือขอความร่วมมือให้สหกรณ์ออมทรัพย์ทุกแห่งคิดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ไม่สูงจนเกินไป ไม่ควรเกินร้อยละ 4.75 ซึ่งมีสหกรณ์ออมทรัพย์กว่า 80 แห่ง คาดว่าการลดดอกเบี้ยและช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์ได้กว่า 3,000,000 ราย นอกจากนี้ลูกหนี้บัตรเครดิตได้เข้าร่วมปรับปรุงโครงสร้างหนี้ในโครงการคลินิกแก้หนี้แล้วมากกว่า 150,000 บัญชี
กลุ่มที่ 3 คือ กลุ่มที่มีรายได้ไม่แน่นอน ทำให้การชำระคืนหนี้ไม่ต่อเนื่อง โดยเกษตรกรได้รับการพักชำระหนี้แล้วมากกว่า 1,800,000 ราย มูลหนี้รวมกว่า 250,000 ล้านบาท ลูกหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษากองทุน (กยศ.) ได้เข้ามาติดต่อขอปรับปรุงโครงสร้างหนี้แล้วมากกว่า 600,000 ราย
กลุ่มที่ 4 คือ กลุ่มที่มีหนี้เสียคงค้างกับสถาบันการเงินมาเป็นระยะเวลานาน โดยปัจจุบันธนาคารแห่งประเทศไทยได้มีหลักเกณฑ์การร่วมทุนระหว่างสถาบันการเงินกับบริษัทบริหารสินทรัพย์แล้ว และจะขยายหลักเกณฑ์ดังกล่าวให้ครอบคลุมถึงสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ซึ่งธนาคารออมสินอยู่ระหว่างเจรจาผู้ร่วมทุน เพื่อเตรียมจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ คาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาสแรกของปี 2567 ทำให้ลูกหนี้กลุ่มนี้จะสามารถโอนขายไปยังบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่ตั้งขึ้นใหม่ เพื่อให้การช่วยเหลือแบบผ่อนปรนต่อไป
ทั้งนี้ ลูกหนี้ประสบปัญหาหนี้นอกระบบสามารถลงทะเบียนขอแก้หนี้นอกระบบได้ ณ ที่ว่าการอำเภอหรือสำนักงานเขตทุกแห่ง หรือผ่านช่องทางสายด่วนศูนย์ดำรงธรรม 1567 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
ส่วนลูกหนี้ประสบปัญหาหนี้ในระบบ ขอให้อย่ารอจนกลายเป็นหนี้เสีย ขอให้รีบเข้าไปหาสถาบันการเงิน เพื่อขอคำปรึกษา ขอปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ซึ่งสถาบันการเงินเจ้าหนี้มีมาตรการที่เหมาะสมกับการแก้ปัญหาของแต่ละคนที่แตกต่างกัน
The post แก้หนี้ทั้งระบบไกล่เกลี่ยสำเร็จกว่า 57% ลดหนี้ 670 ล้านบาท นายกฯ ย้ำ ต้องจบภายในรัฐบาลนี้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (3 กุมภาพันธ์) ที่หอประชุมอำเภอปากช่อง จังหวัดนค […]
The post อนุทินไหว้ขอบคุณเจ้าหนี้ ยอมไกล่เกลี่ยเสียผลประโยชน์เพื่อแก้หนี้ ย้ำทุกฝ่ายต้องช่วยกันอย่างสันติภายใต้กฎหมาย appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (3 กุมภาพันธ์) ที่หอประชุมอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางตรวจเยี่ยมการดำเนินการตลาดนัดแก้หนี้ พร้อมพบปะและให้กำลังใจพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาหนี้นอกระบบในพื้นที่อำเภอปากช่อง
อนุทินกล่าวว่า ขอให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่พยายามนำปัญหาหนี้สินกลับเข้าสู่ระบบ เพื่อมุ่งสู่การแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรมตามกฎหมาย และเป็นการตอกย้ำให้ประชาชนเห็นว่ารัฐบาลมุ่งมั่นตั้งใจในการแก้ปัญหาหนี้สิน ซึ่งความทุกข์ที่เกิดขึ้นมีทั้งลูกหนี้ที่ประสบปัญหา ที่ถูกขูดเลือดขูดเนื้อ จ่ายดอกแซงเงินต้นไปแล้ว มาขอความช่วยเหลือทั้งน้ำตาเพราะถูกเอารัดเอาเปรียบ ส่วนเจ้าหนี้เองก็มีปัญหา ถูกลูกหนี้เบี้ยวสัญญา จะทวงก็ไม่ได้ ตอนทำสัญญาคุยกันดิบดี พอถึงเวลาจ่ายก็หนีไปเฉยๆ
วันนี้ได้มาฟังปัญหารอบด้าน เห็นเจ้าหนี้บางคนยอมเสียประโยชน์เข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ย และยอมปล่อยลูกหนี้เป็นอิสระ ก็ต้องขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง เรื่องนี้ความสำเร็จจะเกิดได้ถ้าทุกฝ่ายร่วมมือกัน จะเกิดความสงบสุขตามมา ไม่ต้องถึงกับเลือดตกยางออก
อนุทินกล่าวต่อว่า เราให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย กระบวนการจะเริ่มจากการไกล่เกลี่ยประนีประนอมก่อน ซึ่งหลายคู่ก็จบที่ขั้นตอนนี้ ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่ง วันนี้ตนขอยกมือไหว้ขอบคุณเจ้าหนี้คนหนึ่งที่ช่วยกัน เข้าใจว่าเสียประโยชน์ แต่การลดดอกเบี้ย ลดหนี้ มันก็ดีกว่าเกิดความขัดแย้งจนกลายเป็นปัญหาใหญ่ ซึ่งถ้าคุยกันไม่รู้เรื่องก็ต้องใช้กฎหมายเข้าไปดูแล
สำหรับการจัดตลาดนัดแก้หนี้ที่จังหวัดนครราชสีมา กำหนดจัดเป็นประจำทุกเดือน เดือนละ 2 ครั้ง และระดับอำเภอมีการจัดเป็นประจำทุกสัปดาห์ โดยมีส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และธนาคารของรัฐในพื้นที่ เข้าร่วมให้ความช่วยเหลือแก่ลูกหนี้และเจ้าหนี้เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้ได้อย่างครบวงจร ทั้งการไกล่เกลี่ยหนี้ การดำเนินการตามมาตรการทางกฎหมาย การจัดหาแหล่งทุน แหล่งงาน และแหล่งอาชีพ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกในการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบให้อยู่ในที่เดียว (One Stop Service)
ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทยยังคงเปิดรับลงทะเบียนพี่น้องประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาหนี้นอกระบบ ทั้งทางระบบออนไลน์ที่ https://debt.dopa.go.th หรือลงทะเบียนได้ที่ว่าการอำเภอ หรือสำนักงานเขตทั่วประเทศ โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนศูนย์ดำรงธรรม โทร. 1567 ตลอด 24 ชั่วโมง
The post อนุทินไหว้ขอบคุณเจ้าหนี้ ยอมไกล่เกลี่ยเสียผลประโยชน์เพื่อแก้หนี้ ย้ำทุกฝ่ายต้องช่วยกันอย่างสันติภายใต้กฎหมาย appeared first on THE STANDARD.
]]>