เป็นประจำทุกปี ที่ผมจะรวบรวมเอาแนวโน้มการตลาดที่เกี่ยวข […]
The post 9 เทรนด์การตลาดดิจิทัลปี 2020 ที่นักการตลาดต้องปรับตัว appeared first on THE STANDARD.
]]>
เป็นประจำทุกปี ที่ผมจะรวบรวมเอาแนวโน้มการตลาดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวต่างๆ ในยุคดิจิทัล และผลกระทบที่ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป ทั้งที่มาจากเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงของแพลตฟอร์ม การสร้างแบรนด์และทำการตลาด ประเด็นร้อนๆ ในสังคมโลก ที่ทำให้เราต้องกลับมาพิจารณาแผนการตลาดในปีหน้าว่า จะอาศัยโอกาสและแนวโน้มของการตลาดในยุคดิจิทัลปี 2020 อย่างไร
ในปี 2019 ผมได้วิเคราะห์ไว้ใน THE STANDARD ปลายปี 2018 เรื่องเทรนด์การตลาด ซึ่งแต่ละเทรนด์ที่เขียนไปมีหลายอย่างที่เกิดขึ้นจริงตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการทำการตลาดโดยใช้ข้อมูลมากขึ้น มีการทำการตลาดกับ Influencers ในรูปแบบใหม่ๆ การกำเนิดขึ้นของแพลตฟอร์มอย่าง TikTok ความร้อนแรงของ Twitter การทำการตลาดที่เน้นความสมดุลระหว่าง Offline กับ Online มากขึ้น การใช้หลักของ Print Ads มาทำโพสต์ใน Facebook จนเกิดกระแสไวรัล เป็นการปรับตัวแนวคิดสื่อเก่าเข้าสื่อใหม่ได้อย่างลงตัว โฆษณาสุดน่ารำคาญอย่าง Rise of Kingdom ที่ทำให้ Ad Blocker น่าจะเติบโตขึ้นไปอีก รวมไปถึงการเปิดตัวของหลายๆ แพลตฟอร์ม รวมถึง Ecosystem ของแต่ละแบรนด์ใหญ่ที่แน่นอนว่าการตลาดในยุคถัดจากนี้คือยุค Data Marketing แทนที่ Digital Marketing และนี่คือ 9 Trends ของ Digital Marketing ที่คาดว่าจะเข้ามามีผลต่อการวางแผนการตลาดต่อไปในปีหน้า
1. Experience First เมื่อแนวคิดประสบการณ์ของผู้บริโภค มาก่อนการแบ่ง Online-Offline อย่างเต็มตัว

การพัฒนาแนวคิดในการวางแผนการตลาดเพื่อเอาชนะใจผู้บริโภค และเพื่อการเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถูกเรียนรู้โดยนักการตลาดมาตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่สมัย Mobile Marketing, Online Marketing, Search Marketing, Social Media Marketing ฯลฯ
มาถึงปี 2019 เราเริ่มเห็นได้ชัดว่า ปัจจุบันแบรนด์หลายๆ แบรนด์เริ่มกลับมาให้ความสำคัญกับสื่อ Offline และ Online เท่าๆ กัน จนกระทั่งเกิดแนวคิดสำคัญที่นำมาใช้ในการวางแผนการตลาด นั่นคือ ‘Experience First’ หรือการวางแผนประสบการณ์ลูกค้าในทุกๆ Touch Point ของสินค้าและบริการ
แนวคิดนี้ต่อยอดมาจากแนวคิดการวางแผน Ux หรือ User Experience ที่ปกติใช้กับการออกแบบเว็บไซต์ แอปพลิเคชัน หรือบริการออนไลน์ต่างๆ ที่กลับเข้ามาสู่การส่งมอบประสบการณ์ในทุกๆ ช่องทางที่แบรนด์และผู้บริโภคจะติดต่อซึ่งกันและกัน

ซึ่งแนวคิดนี้จะคล้ายกับแนวคิด Omni-Channel หรือการทำให้ประสบการณ์ในช่องทางต่างๆ เชื่อมต่อกัน แต่การทำ Experience First จะต่างกันตรงที่การมุ่งเน้นไปยังพฤติกรรมและทัศนคติ รวมไปถึงความรู้สึกก่อน ระหว่าง และหลัง การซื้อหรือใช้บริการ มากกว่าจะมองไปที่ช่องทางที่เรามีมาก่อน แล้วจึงคิดหาต่อไปว่าเรายังขาดเหลืออะไร และจะเสริมประสบการณ์เพิ่มเติมให้มากกว่าช่องทางที่เรามีอยู่ได้อย่างไร
แนวคิด Experience First จะกลับมาเป็นเทรนด์หลัก โดยมีหลายๆ แบรนด์เริ่มวางแผนครอบคลุมประสบการณ์เหล่านี้มากขึ้น เช่น แบรนด์โรงภาพยนตร์ ที่วางแผนประสบการณ์ครอบคลุมตั้งแต่ก่อนดูภาพยนตร์ที่เริ่มตั้งแต่การเดินทางมาชมภาพยนตร์ การจองตั๋วชมภาพยนตร์ผ่านทางแอปพลิเคชัน ระหว่างการรอชมภาพยนตร์ การใช้บัตรสะสมแต้ม การซื้อเครื่องดื่ม ระหว่างชมภาพยนตร์ หรือแม้กระทั่งออกแบบประสบการณ์หลังจากชมภาพยนตร์โดยเปิดชุมชนคนรักหนังภายใต้ช่องทางของตัวเอง เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นหลังจากการชมภาพยนตร์
โดยทั้งหมดไม่ได้เริ่มต้นจากช่องทางการรับรู้ก่อน แต่เป็นประสบการณ์ตั้งแต่ก่อน ระหว่าง และหลังได้รับการบริการทั้งหมด ซึ่งแนวคิดนี้จะเริ่มแผ่ขยายไปมากขึ้นในปีหน้า
2. Group & Sub-culture Marketing การทำการตลาดกับกลุ่มตลาด ‘วัฒนธรรมย่อย’ จะจริงจังขึ้นในปีหน้า
เราได้ยินคำว่า Sub-culture หรือวัฒนธรรมย่อย ซึ่งแปลความหมายได้ถึง กลุ่มคนหรือชุมชนที่มีความชอบ กฎระเบียบ วิถีปฏิบัติ และคุณค่าบางอย่างที่แชร์ร่วมกันอยู่
อันที่จริงการทำการตลาดโดยใช้ข้อมูลเชิงประชากรศาสตร์ไม่เวิร์กอีกต่อไป เพราะเทคโนโลยีที่เชื่อมมนุษย์เข้าด้วยกันต่างยึด ‘ความสนใจและความชอบ’ เป็นหัวใจ
ลองนึกภาพผู้ชาย Generation X ไปกระโดดเย้วๆ อยู่ที่งานคอนเสิร์ต EDM หรือ เด็กอายุ 14 ปี เริ่มสนใจการเทรดหุ้น ซึ่งถ้าเมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว Sub-culture เหล่านี้อาจจะอยู่ในรูปแบบของเว็บบอร์ด พันทิป หรือเพจ Facebook ที่รวมคนเข้าด้วยกันตามความชอบ

แต่หลังจากที่ Facebook ปรับเปลี่ยน UX/UI ของแพลตฟอร์มไปให้การพูดคุย คอมเมนต์ของผู้บริโภค ไม่สามารถโต้ตอบกันใน Wall ของเพจได้ ทำให้หน้าที่ของเพจ กลายเป็นการพูดคุยระหว่างตัวเพจเองกับลูกเพจผ่านทาง Comment Box มากกว่า จึงทำให้วัฒนธรรมย่อยถูกสร้างขึ้นมาในอีกมุมหนึ่งที่เรียกว่า Facebook Groups ซึ่งมีกรุ๊ปที่น่าสนใจต่างๆ มากมาย ที่อาศัยกันเป็นชุมชนออนไลน์ โดยแบ่งเป็นทั้งความชอบ ความสนใจ อาชีพ ตำแหน่ง ที่อยู่ ความเชื่อ หรือกลุ่มแฟนๆ ของสินค้า บริการ ดารา นักร้อง เช่น กลุ่มซื้อขายเครื่องสำอาง กลุ่มคนรักก๋วยเตี๋ยว กลุ่มแม่ค้าจตุจักร กลุ่มแม่ค้าขายของออนไลน์ กลุ่มคนรักหมาขอนแก่น ฯลฯ
แต่สิ่งที่เป็นตัวทำให้ปีหน้า Group & Sub-culture จะมีบทบาทมากขึ้น คือการประกาศอย่างชัดเจนของ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ว่าในปีหน้าจะสนับสนุนฟังก์ชัน Facebook Group มากขึ้น โดยจากสถิติของ Facebook ที่พบว่าผู้ใช้มีปฏิสัมพันธ์กันในกรุ๊ปมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จึงตั้งใจที่จะผลักดัน Facebook Groups ให้ปรากฏบนหน้าฟีดก่อนโพสต์ของเพจและเพื่อน
ในปัจจุบันเราเห็นได้ชัดว่า Facebook Groups มีผู้ใช้อยู่ในกรุ๊ปต่างๆ มากขึ้น และมีปฏิสัมพันธ์ในเชิงความสนใจ การซื้อขาย การแลกเปลี่ยนความเห็นมากขึ้น ทำให้เจ้าของสินค้าและบริการต่างๆ ต่างจับจ้อง และเตรียมทำการตลาดเฉพาะกลุ่มเหล่านี้เพิ่มขึ้น โดยมีทั้งการเข้าไปปฏิสัมพันธ์เพื่อเก็บข้อมูล การสร้างกลุ่มความสนใจและให้ข้อมูลแก่สมาชิกกลุ่ม รวมไปถึงการซื้อขายสินค้าผ่านในกลุ่มเฉพาะจะเป็นเทรนด์ที่นักการตลาดจะสนใจมากขึ้น
3. One to One Communication-Age of Personalization การสื่อสารแบบหนึ่งต่อหนึ่ง ผ่านคอนเทนต์ ‘เฉพาะบุคคล’
เมื่อเราเข้าสู่ยุคข้อมูลมหาศาลหลั่งไหลเข้ามา ทุกคนเก็บ Data และเริ่มนำ Data มาใช้งาน การที่มนุษย์เรามีเพียง 24 ชั่วโมงในการใช้ชีวิตในแต่ละวันเท่าเดิม แต่ข้อมูลที่ต้องรับมากขึ้น เราเข้าสู่ยุคเข้าถึงคนยากขึ้น ความต้องการแตกย่อยมากขึ้น ใครที่พูดได้ถูกคนที่สุด พูดได้เข้าใจความต้องการที่สุด ในเวลาที่เหมาะสมที่สุด
การสื่อสารแบบเฉพาะบุคคลจึงเข้ามามีบทบาทมากสำหรับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งองค์ประกอบที่ทำให้เทรนด์นี้เกิดขึ้น คือมีช่องทางการสื่อสารแบบ “เฉพาะบุคคล” ที่มากขึ้น และคนใช้งานกันหลากหลายขึ้น อย่าง LINE และ Facebook Messenger ที่ปฏิวัติรูปแบบของแพลตฟอร์มให้เน้น Data และการสื่อสารแบบเฉพาะบุคคลมากขึ้น หรือบรรดาองค์กรที่ทำธุรกิจสื่อสารอย่าง AIS, True, dtac ที่สามารถเข้าถึงคนทุกคนโดยใช้ Personalized SMS ที่ไม่ใช่การยิงข้อความมั่วๆ อีกแล้ว
ในสมัยก่อนยุคดิจิทัล เราเรียกการสื่อสารแบบนี้ว่า Direct Marketing หรือการสื่อสารทางตรงที่คุยกับผู้บริโภคในระดับบุคคล สื่อสารแบบตัวต่อตัว (ให้นึกถึงภาพเซลแมนเคาะประตูบ้าน) แต่วันนี้เรามีเทคโนโลยีมาทำแบบนั้นแทนเราแล้ว ซึ่งการสื่อสารแบบนี้จะแตกต่างจากการสื่อสารแบบเฉพาะกลุ่มวัฒนธรรมย่อย ตรงที่การสื่อสารเฉพาะบุคคลจะเป็นแนวโน้มการตลาดของสินค้าและบริการที่มีองค์ประกอบสำคัญสามอย่าง คือ ข้อมูล คอนเทนต์จำนวนมาก และระบบ Automation ดังนั้นหากสินค้าและบริการใดที่มีสามข้อนี้ การทำการสื่อสารแบบ One to One จะกลายมาเป็นหัวใจสำคัญในการทำการสื่อสารกับลูกค้าในอนาคตอย่างแน่นอน
4. Collaboration to unlock potential: การร่วมมือกันระหว่างแบรนด์เพื่อปลดล็อกศักยภาพ เมื่อโลกไปไวเกินกว่าจะทำคนเดียวแล้ว
ในรอบปีที่ผ่านมาเราเห็นการจับมือกันระหว่างแบรนด์หลายแบรนด์มากขึ้น อันที่จริงแล้วนี่จะเป็นเทรนด์การตลาดที่เกิดขึ้นในยุคถัดไป เพราะว่าปัจจุบันโลกไปไวขึ้น การที่เราพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ ของเราด้วยตัวเองอาจช้าเกินไป การสื่อสารและสร้างแบรนด์เพื่อดึงความสนใจของลูกค้าหลากหลายมีมากขึ้น เราเข้าถึงคนได้ยากขึ้น และสร้าง Big Impact ในการสื่อสารได้น้อยกว่าเดิม


การทำ Collaboration จึงเข้ามาเป็นแนวโน้มที่จะมีขึ้นมากกว่าเดิม ซึ่งการทำ Collaboration มีจุดประสงค์และวิธีการทำ 4 รูปแบบด้วยกันคือ
1. ร่วมมือเพื่อแลกเปลี่ยนกลุ่มลูกค้ากัน เช่น แบรนด์อยากขยายกลุ่มลูกค้าให้เด็กลงก็จับมือกับแบรนด์ที่เด็กๆ ชอบ
2. ร่วมมือเพื่อแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีและข้อมูล (Intelligence) ซึ่งกันและกัน เช่น การจับมือระหว่างแบรนด์กับสตาร์ทอัพ เพื่อนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้งานร่วมกับแบรนด์ได้ทันที หรือจับมือกันแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อต่างคนต่างนำไปใช้ได้เลย
3. ร่วมมือเพื่อแลกเปลี่ยนภาพลักษณ์ของสินค้า และสร้างอิมแพ็กในเชิง PR เช่นการจับมือระหว่างแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ IKEA กับแฟชั่นไอคอน เวอร์จิล อาเบลาะห์ เพื่อทำให้แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ธรรมดา ดูมีความทันสมัยและมีความขบถ
และ 4. จับมือเพื่อจุดมุ่งหมายบางอย่าง เช่น การจับมือกันของแบรนด์กับ Greenpeace เพื่อชูเรื่องของสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
5. Cause Driven Brand Building: สร้างแบรนด์ปีหน้าต้องหาจุดยืน และจุดมุ่งหมายเพื่อทำให้โลกของเราดีขึ้น

เหตุการณ์สำคัญหลายๆ เหตุการณ์ที่ถูกทำให้อยู่ในกระแสเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมมากมาย ปลุกการเรียกร้องจากผู้บริโภคมากขึ้นให้แบรนด์หันมาสนใจโลกที่เราอยู่มากขึ้น และผลักดันประเด็นสังคมต่างๆ ให้เจ้าของธุรกิจและแบรนด์ซึ่งผู้บริโภคมองว่าเป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลทั้งกำลังเงิน และกำลังการเข้าถึง ให้เป็นตัวแทนในการทำอะไรสักอย่างมากขึ้น เราจะเห็นได้จากดราม่าในโซเชียลเมื่อเราเห็นแบรนด์ใช้ถุงพลาสติกมากเกินจำเป็นจนถูกกระแสสังคมต่อต้านกลับไป

และไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อมเท่านั้น ประเด็นทางสังคมไม่ว่าจะเป็น ความเหลื่อมล้ำ การเหยียดชาติพันธุ์ LGBTQ Cyber Bullying การให้โอกาสแก่ผู้พิการอย่างเท่าเทียม ข่าวปลอม กลายเป็นประเด็นที่ผู้บริโภคคาดหวังให้แบรนด์แสดงจุดยืนที่จะทำอะไรบางอย่าง นั่นทำให้การสร้างแบรนด์ในปีหน้า หลายๆ แบรนด์จะหยิบเอาเรื่องเหล่านี้มาประกอบกับการสร้างแบรนด์เพื่อให้ชนะใจผู้บริโภคมากขึ้น และสร้างด้วยการลงมือทำมากขึ้น เช่น การประกาศลดแจกถุงพลาสติก การประกาศสนับสนุนกฎหมายแต่งงานคนเพศเดียวกัน แม้จะโดนต่อต้าน สิ่งเหล่านี้จะเป็นแนวโน้มของแบรนด์ต่างๆ ในการทำการสื่อสารมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
6. The Game Era: ยุคแห่งเกมที่ไปไกลกว่า E-Sports
ปฏิเสธไม่ได้ว่าเกมกลายเป็นสิ่งที่อยู่ในกระแสหลักไปแล้ว แต่รูปแบบที่เราอาจจะรู้จักกันในช่วงที่ผ่านมา คือ E-Sports แต่ในปีหน้าสิ่งที่ผมอยากจะชี้ให้ทุกคนเห็น คือ ตลาดเกมไม่ได้มีแค่ E-Sports และเกมได้กลายเป็น New Entertainment สำหรับคนรุ่นใหม่อย่างเต็มตัว ข้อมูลที่น่าสนใจจาก We Are Social 2019 พบว่า เด็กไทย อายุ 16-24 ปี และคนรุ่น Gen Y อายุ 25-34 ปี ดู E-Sports ใกล้เคียงกับการดูกีฬาทั่วไปแบบฟุตบอลเป็นที่เรียบร้อย และข้อมูลยังชี้ชัดอีกว่า คนไทยไม่ได้ดูแค่ E-Sports แต่ดูการ Cast Game สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก โดยเรานั้นอยู่ที่อันดับ 5 ของโลก จึงนับได้ว่าเกมกลายเป็นหนึ่งในกระแสหลักของคอนเทนต์บนโลกออนไลน์ที่กลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ใช้เวลาและให้ความสนใจมากทีเดียว

นั่นทำให้หลายๆ แบรนด์ที่จับกับ Entertainment Content อยู่แล้วกระโดดเข้ามาให้ความสนใจกับตลาดนี้มากขึ้น เราจะได้เห็นการจับมือกับ Influencers สาย Cast Game การสปอนเซอร์ทีมกีฬา และการทำการตลาดกับกลุ่มเกมเมอร์มากขึ้นในปีที่จะถึงนี้



(ข้อมูลจาก We Are Social 2019)
7. Creative Data: จับความคิดสร้างสรรค์สร้างความต่างให้ Data Marketing
สองปีที่ผ่านมา Data กลายเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องรู้ต้องทำเป็นที่เรียบร้อย หลายๆ องค์กรปรับตัวเตรียมสำหรับการเก็บ วิเคราะห์ และใช้ข้อมูลในการทำการตลาด หลายคนก็ได้เริ่มต้นทำ Personalized Marketing อย่างที่ผมได้กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว อันที่จริง เวลาคิดถึง Data ไม่ต้องคิดอะไร Fancy และ Buzzword เช่น Big Data, Machine Learning แต่มันคือเรื่องง่ายๆ อย่างเช่นการเก็บข้อมูลลูกค้าปัจจุบันที่จำเป็น และนำไปใช้ให้ได้ก็พอ

ทั้งนี้เรื่องของ Data Marketing ถ้าแบ่งซอยย่อยเป็นขั้นตอนต่างๆ จะประกอบไปด้วย การเก็บข้อมูล การทำความสะอาดข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล และการนำข้อมูลไปใช้ ซึ่งอันที่จริงแล้วความคิดสร้างสรรค์มันสามารถแทรกเข้าไปอยู่ในทุกอณูของการทำ Data Marketing ให้แตกต่างและได้ผล อย่างปัจจุบันบริษัท เอเจนซีก็มักมีการทำงานร่วมกันระหว่างทีม Data Marketing และครีเอทีฟ อย่าง Alchemist (www.data-alchemist.com) ที่ร่วมกับ Rabbit’s Tale บริษัทในเครือ Rabbit Digital Group เองก็ใช้แนวคิดนี้ทำงานเป็นที่เรียบร้อย
แนวโน้มด้าน Data ที่จะเกิดขึ้น คือจะมีหลายๆ แบรนด์ที่จะใช้ความคิดสร้างสรรค์มาทำงานกับข้อมูลมากขึ้น หลังจากที่พบปัจจัยหลักที่มีผลกระทบใหญ่สามอย่างด้วยกัน คือ
และ 3. คือกฎหมาย GDPR ที่เราต้อง Consent ข้อมูลจากลูกค้า (การขอความยินยอมที่เข้าใจง่ายและแจ้งให้ชัดว่าจะเอาไปทำอะไร) ทุกครั้ง รวมไปถึงพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศไทย (PDPA) ที่จะบังคับใช้ปีหน้า ซึ่งได้ต้นแบบมาจาก GDPR ของยุโรป รวมไปถึงการประกาศตัวของหลายๆ แพลตฟอร์มที่จะให้ความสำคัญในเรื่องของความเป็นส่วนตัวมากขึ้น ทำให้เราต้องพยายามมากขึ้นในการเก็บข้อมูลของลูกค้ามาใช้ เราเรียกความคิดสร้างสรรค์ที่ใช้เก็บข้อมูลลูกค้าว่า Creative Consent เช่น การเก็บข้อมูลโดยการสร้าง Entertainment Value คืนกลับไปที่ลูกค้า ยกตัวอย่างเช่น การวิเคราะห์ดวงจากเบอร์โทรศัพท์ โปรแกรมช่วยเลือกรถคันแรกให้กับลูกค้าสำหรับธุรกิจรถยนต์ Chatbot ที่ช่วยแจกแจงและทำบัญชีจากการถ่ายรูปใบเสร็จ
โดยเรามีวิธีการเก็บข้อมูลที่น่าสนใจด้วยเทคโนโลยีต่างๆ มากขึ้น เช่น Facial Recognition, OCR Services (การอ่านใบเสร็จแล้วเก็บข้อมูลเป็นตัวหนังสือเข้ามา), Voice Recognition ผ่านทาง Voice Services ต่างๆ ซึ่งเหล่านี้ดีกว่าการใช้ Form ให้ลูกค้ากรอกทั้งสิ้น
รวมไปถึงการใช้ความคิดสร้างสรรค์ ในการหาให้ได้ว่าจะเอา Data นั้นไปทำอะไรดี ซึ่งเรื่องนี้จะเริ่มเกิดกับแบรนด์ที่ได้ลองใช้งาน และทำงานกับ Data มาตลอดปี 2019 แล้ว และพบว่าหากปราศจากความคิดสร้างสรรค์ ประสิทธิภาพและการสร้างความแตกต่างอาจจะไม่เกิด เพราะธุรกิจที่ใช้ Data ทุกคนเก็บข้อมูลได้เหมือนๆ กันหมด
8. Shoppertainment: เมื่อการขายของต้องมาคู่กับความบันเทิง
เทรนด์นี้เริ่มมาจากการที่ Live Commerce หรือการขายของผ่าน Live กลายมาเป็น เทรนด์ที่โด่งดังเป็นพลุแตกหลังจาก ฮาซัน พ่อค้าออนไลน์แสดงลีลาเด็ดดวงในการขายจนเป็นแรงบันดาลใจให้พ่อค้าแม่ค้าอีกหลายคน เริ่มหันมาสร้างจุดต่างและความสนุกสนานให้ตัวเองมากขึ้น อันที่จริงไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะสำหรับคนไทยนั้น บางทีตัวพ่อค้าแม่ค้าคือปัจจัยที่สำคัญมาก ในการซื้อของ ยิ่งลีลาดี มีเอกลักษณ์คนก็มักจะตั้งฉายาและติดตามไปซื้อ กลายเป็น Influencer ไปโดยปริยาย ซึ่งปัจจุบันมีหลายๆ แบรนด์ที่หันมาจับช่องทาง Live มากขึ้น โดยอาศัยการใช้ตัวผู้ขายเพื่อสร้าง Entertainment Value และปิดการขายได้มากกว่าเดิม
นอกเหนือจาก Live Commerce คือการเปลี่ยนแปลงวิธีการสื่อสารการทำการขายแบบขายตรงๆ โต้งๆ หรือโฆษณาโปรโมชัน ทำเป็นรายการบันเทิงเลย มีการจับเอาดาราหรือยูทูเบอร์มาช้อปปิ้งให้ดูจนสร้างยอดติดตามได้จำนวนมาก สองสิ่งนี้เป็นสิ่งที่คนไทยชอบอยู่แล้ว คือการดูคนซื้อของ จับจ่ายใช้สอย กับดูความบันเทิง เมื่อ Shopping มารวมกับ Entertainment จึงกลายเป็นการขายรูปแบบใหม่ที่น่าจะเข้ามาเป็นเทรนด์ในการทำการตลาดแนวนี้มากขึ้นนั่นเอง
9. Creative work as Experimental & Testing (When More is More) การทำงานครีเอทีฟยุคหน้าจะเป็นยุคลองผิดลองถูก ยิ่งทำเยอะยิ่งได้เยอะ
เทรนด์นี้มาจากปัจจัยผลักดันหลักๆ คือการที่เรามี Off the Shelf Marketing Tool หรือซอฟต์แวร์เครื่องมือที่ช่วยให้เราผลิตงานการตลาดได้มากขึ้น และราคาถูกลง เช่น Canva.com ที่ใช้ทำเทมเพลตและงานรูปภาพ Wix.com ที่ใช้ทำเว็บไซต์ง่ายๆ มี Tools ที่ใช้ Optimized Advertising ได้เองราคาถูก รวมไปถึงครีเอทีฟ หรือครีเอเตอร์รุ่นใหม่ๆ ที่พร้อมด้วยเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ ที่ทำได้เร็วกว่า ถูกกว่า


จากเดิมเราอาจจะต้องใช้คน 4-6 คนในการทำโฆษณาหนึ่งตัว วันนี้ครีเอเตอร์ที่มีกล้องหนึ่งคนอาจทำทุกอย่างเสร็จได้ด้วยตัวคนเดียว (ลองนึกภาพ TikTok วิดีโอแพลตฟอร์มที่เด็กประถมฯ ก็สามารถทำคลิป ใส่เอฟเฟกต์ มีเพลงประกอบเพื่อเกาะกระแส Clip Challenge ดังๆ ได้เองแล้ว) และเมื่อต้นทุนในการทำถูกลง ในขณะที่เทรนด์เรื่องของ One to One และ Subculture มาพร้อมกัน ทำให้ต่อไปการทำงานสร้างสรรค์ จะเป็นการทดลองมากขึ้น เพราะต้นทุนโฆษณาทางดิจิทัล ที่เมื่อผิดก็สามารถลองทำใหม่ได้ แตกต่างจากการขึ้นบิลบอร์ด หรือซื้อโฆษณาทีวีที่ลองไม่ได้ และจำเป็นต้องทำเพื่อสื่อสารกับคนกลุ่มมากๆ
ดังนั้น งานครีเอทีฟที่เป็นงานทำโฆษณาสมัยใหม่ในปีหน้า จะยึดเอาความหลากหลาย ความเร็วในการทำงาน และการทำให้โดนใจคนในวงเล็กมากขึ้น ซึ่งเราจะเริ่มเห็นได้จากแบรนด์บางแบรนด์ที่มีทีมทำโฆษณา และคอนเทนต์เป็นของตัวเอง และทำโฆษณามากว่า 10 รูปแบบในการโปรโมตสินค้าแค่ตัวเดียว
ถ้าให้ยกตัวอย่างในระดับโลกคงหนีไม่พ้นอดีตแคมเปญหาเสียงของทรัมป์ ที่ทำชิ้นงานโฆษณากว่า 200 รูปแบบ เพื่อหารูปแบบที่ได้ผลดีที่สุดเลยทีเดียว ซึ่งต่อไปเราจะได้เห็นการทำงานโฆษณาที่สร้างงานใหญ่ 1 งานเป็นส่วนกลาง และงานชิ้นย่อยๆ กว่า 100 รูปแบบเพื่อสื่อสารหารูปแบบที่ดีที่สุดมากขึ้นนั่นเอง
นี่คือ 9 Digital Marketing Trends ประจำปี 2020 ที่นักการตลาดควรต้องรู้และติดตามไว้ ซึ่งผมได้รวบรวมและวิเคราะห์จากการทำงานร่วมกับหลากหลายแบรนด์ตลอดปีที่ผ่านมา
สำหรับเทรนด์ปีหน้าจะเป็นอย่างที่คาดการณ์ไว้หรือไม่ เรามาติดตามกันต่อไป แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เทรนด์เป็นเพียงแค่แนวทางที่จะเกิด แต่การนำไปใช้ การมองให้ออกว่าเหมาะกับเรา และการลองทำดูก่อน ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์
The post 9 เทรนด์การตลาดดิจิทัลปี 2020 ที่นักการตลาดต้องปรับตัว appeared first on THE STANDARD.
]]>
จบลงไปแล้วสำหรับงาน Creative Talk Conference 2019 ที่จั […]
The post สรุป 10 ประเด็นน่าสนใจจาก Digital Marketing Trends นำ Data มาประยุกต์ใช้จริงให้ได้ ออฟไลน์คือตัวแปรสำคัญ appeared first on THE STANDARD.
]]>
จบลงไปแล้วสำหรับงาน Creative Talk Conference 2019 ที่จัดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 13 มกราคมที่ผ่านมา ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อบอกเล่าปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น และอัปเดตเทรนด์ที่มีแนวโน้มน่าจับตาในปีนี้พร้อมไกด์แนวทางให้ผู้ประกอบการธุรกิจในแต่ละสาขาได้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงเพื่อเตรียมตัวตั้งรับและปรับกลยุทธ์ให้ทัน
THE STANDARD มีโอกาสได้เข้าร่วมงาน CTC 2019 เช่นกัน โดยบทความนี้ได้สรุป 10 ประเด็นน่าสนใจจากช่วงเสวนาหัวข้อ ‘Digital Marketing Trends’ ที่มีสุธีรพันธุ์ สักรวัตร ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดการตลาด ธนาคารไทยพาณิชย์ และสโรจ เลาหศิริ หัวหน้าเจ้าหน้าที่การตลาดจาก Rabbit’s Tale ร่วมเสวนาเพื่อให้เห็นภาพกว้างๆ ว่าเทรนด์ของการตลาดแบบดิจิทัลในปี 2019 จะมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร
ปี 2018 ที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นบ้าง?
1. ปีที่ผ่านมา Data กลายเป็นส่วนประกอบสำคัญที่หลายๆ องค์กรนำไปใช้ประยุกต์ทำแคมเปญการตลาด (Data Utilization) ให้เกิดประโยชน์กันแทบทั้งนั้น โดยเฉพาะ SCB ที่ได้ประโยชน์จากโมเดลนี้อย่างมหาศาล โดยมีเรื่องเล่าที่น่าสนใจว่าพวกเขาใช้งบลงสื่อไปแค่ 3-5 ล้านบาท แต่ได้ผลตอบแทนกลับมาสูงถึง 3 พันล้านบาท
2. DMP (Data Management Platform) หรือการนำข้อมูลจากหลายๆ ช่องทางที่มีมากองรวมกันแล้วพยายามทำให้มองเห็นสัญญาณอะไรบางอย่างจาก Data เหล่านั้นก็จะเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญมากๆ เพราะใครที่เรียนรู้วิธีการนี้ก่อนก็ย่อมกุมความได้เปรียบไว้มากกว่า
3. แบรนด์และลูกค้าเริ่มก้าวหน้ามากขึ้น ทุกคนเข้าใจแล้วว่า ‘ดิจิทัล’ ไม่ใช่แค่เรื่องของการสื่อสารอีกต่อไป แต่มองเป็นโอกาสกันแทบทั้งนั้น น้อยรายที่จะเข้ามาแล้วหวังยอดไลก์หรือสร้างไวรัล ดังนั้นใครที่ติดสลักคิดแบบนี้แปลว่าล้าหลังไปแล้ว 5 ปี
4. ลูกค้า (แบรนด์) เริ่มมองหา Creation of marketing experience system หรือการสร้างระบบประสบการณ์ของผู้บริโภคในมุมดิจิทัล เช่น การสร้างแพลตฟอร์ม CRM, ระบบตอบโต้ลูกค้า, การเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ, การสร้าง Journey ของผู้บริโภคตั้งแต่เห็นโฆษณาแล้วต่อยอดอย่างเป็นระบบมากขึ้น เริ่มมีการทำ LINE OA หรือแชตบอต
5. หมดยุคการสร้างแบรนด์ผ่านหนังโฆษณาแบบ Emotional การสร้างแบรนด์ในยุคนี้ต้องร่วมกันสร้างกับผู้บริโภค เน้นที่คุณภาพสินค้าและบริการเป็นหลัก ฝั่งแบรนด์เองก็เริ่มสร้างคอนเทนต์เองมากขึ้นเช่นกัน (Branded Content) แล้ววิธีการสื่อสารกับผู้บริโภคในปัจจุบันก็มีความเป็นมนุษย์หรือ Humanized Communication กว่าเดิม
จะเกิดอะไรขึ้นอีกในปี 2019?
6. สุธีรพันธุ์ บอกว่า Digital Marketing จะกลายเป็นเมนสตรีมไปแล้ว เพราะจากมุมมองส่วนตัวพบว่า 10 แคมเปญการตลาดของ SCB ในปีที่ผ่านมา มีแค่ 3 แคมเปญเท่านั้นที่ใช้สื่อเก่า เพราะมองออฟไลน์เป็นแพลตฟอร์มเฉพาะกลุ่ม (Niche)
7. ปีนี้แบรนด์ไหนเจอ ‘จุดสมดุล’ ของตัวเองก่อนก็จะได้เปรียบ วันนี้ไม่มีสื่อแพลตฟอร์มใดเข้าถึงผู้บริโภคได้ทุกคนด้วยราคาที่ถูกอีกต่อไป ราคาโฆษณาออนไลน์วันนี้เองก็เริ่มแพงขึ้น ฉะนั้นการไปทุ่มซื้อสื่อออนไลน์หมดแล้วทิ้งออฟไลน์ที่เป็นเครื่องมือช่วยตอกย้ำคนก็จะทำให้ขาดลูปของ Journey ไป
8. กรณีศึกษาคือ Netflix ที่แม้จะดำเนินธุรกิจแบบสตรีมมิงออนไลน์ แต่ก็ทุ่มซื้อสื่อโฆษณาแบบ Out of home มีป้ายบิลบอร์ดหรือวิธีการนำเสนอผ่านสื่อกลางแจ้งเยอะมาก เพราะสุดท้ายแล้วใน 1 วันคนไทยจะใช้เวลาบนสื่อออนไลน์แค่ 9 ชั่วโมงเท่านั้น
9. ด้วยเหตุนี้ สโรจมองว่าแพลตฟอร์มออนไลน์ก็เปรียบเสมือนค่า Default ที่แบรนด์ต้องดำเนินการสื่อสารออกไปเป็นปกติอยู่แล้ว ในทางกลับกัน ‘ออฟไลน์’ ต่างหากที่ทุกคนจะลืมไม่ได้ เนื่องจากมีความเป็นไปได้สูงว่ามันอาจจะพลิกกลับมาเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ (Key Differentiation) ที่ใครแตะคนในโลกแห่งความเป็นจริงได้มากกว่ากัน คนนั้นก็มีสิทธิ์ชนะสูงกว่า
10. ข้อมูลจะถูกนำมาใช้มากขึ้นตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำ เช่น การสร้างบรีฟและโปรดักส์ จนต่อยอดไปสู่แคมเปญการตลาด การนำข้อมูลมาประยุกต์ใช้งานจริงเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันคือ Engineering Creativity หมายความว่า ใครก็ตามที่มีความคิดสร้างสรรค์ในการมองเกมได้ขาด ใช้ข้อมูลแล้วทำให้เกิดผลได้ดีกว่าก็ย่อมชนะ

ติดตามอ่านเทรนด์อื่นๆ ที่น่าสนใจ
พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์
The post สรุป 10 ประเด็นน่าสนใจจาก Digital Marketing Trends นำ Data มาประยุกต์ใช้จริงให้ได้ ออฟไลน์คือตัวแปรสำคัญ appeared first on THE STANDARD.
]]>
โลกของเราหมุนเร็วขึ้นทุกวัน เช่นเดียวกับปี 2018 ที่กำลั […]
The post วิเคราะห์อนาคตการตลาดปี 2019 ผ่าน 9 เทรนด์ Digital Marketing ที่ควรแชร์เก็บไว้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
โลกของเราหมุนเร็วขึ้นทุกวัน เช่นเดียวกับปี 2018 ที่กำลังจะผ่านไปในอีกไม่กี่เดือนที่จะถึง ซึ่งปีที่ผ่านมาผมได้เขียนเอาไว้ในคอลัมน์ THE STANDARD ในเรื่องของเทรนด์ และแต่ละเทรนด์ที่เขียนไปก็เกิดขึ้นจริงหลายอย่างในปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการโฆษณาแบบจริงใจตรงไปตรงมาที่มีมากขึ้น มีแบรนด์ได้ทำ LINE BCRM จำนวนมาก และโปรโมตผ่านช่องทางนี้เยอะขึ้น ประเทศไทยมีงานโฆษณาที่ไปได้รับรางวัล Branded Entertainment ที่เวที Cannes Lions 2018 ส่วนในเวทีการแข่งขัน eSports ก็คลาคล่ำไปด้วยแบรนด์ต่างๆ ทั้งสปอนเซอร์ทีม จัดการแข่งขัน หรือ Tie-in Promotion การใช้ Micro-Influencer ที่มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด รวมไปถึงหลาย ๆ แบรนด์ที่เริ่มเข้าใจดิจิทัลมากขึ้น และได้ลงทุนอย่างถูกจุดมากขึ้น ทำให้เกิดสิ่งที่น่าสนใจหลายอย่างที่เราควรศึกษาไว้

ตลอดปี 2018 มีเทคโนโลยีใหม่ๆ พฤติกรรมใหม่ๆ เกิดขึ้นทุกวัน การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของอัลกอริทึม ฟังก์ชันลูกเล่นใหม่ๆ ของโซเชียลมีเดีย การปรับตัวขึ้นของราคาค่าโฆษณาในช่องทางต่างๆ การปรับตัวของสื่อต่างๆ การจับมือเป็นพันธมิตร การขยายช่องทางการรับชมผ่านแพลตฟอร์มตัวเอง หรือแพลตฟอร์มใหม่ๆ การควบรวมกิจการของเจ้าของสื่อและคอนเทนต์
ทั้งหมดนี้ทำให้พฤติกรรมการเสพสื่อดิจิทัลเปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นฝั่งผู้บริโภคเอง หรือฝั่งนักการตลาดเองที่จะต้องปรับตัวตามให้ทันโลกเหล่านี้ และนี่คือ 9 เทรนด์ของ Digital Marketing ที่จะเข้ามามีผลต่อการวางแผนการตลาดต่อไปในปีหน้า
2019 Year of Offline – Online Equilibrium: เพราะไม่มีสื่อช่องทางใด เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่ได้ด้วยราคาที่ถูกอีกต่อไป
ปีหน้าจะเป็นปีที่เข้าสู่สมดุลของการใช้สื่อ Offline และ Online อย่างเหมาะสมมากขึ้น จากข้อมูลการเติบโตของสื่อทั้งจากสมาคมมีเดียเอเจนซีและธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย รวมไปถึงสมาคมโฆษณาดิจิทัลแห่งประเทศไทยชี้ตรงกันว่า สื่อดิจิทัลโตต่อเนื่องที่ 20% ทุกปี แต่สื่อเดิมๆ อย่าง โทรทัศน์ วิทยุ และสื่อเอาต์ดอร์ เริ่มมีการเติบโตอย่างคงที่ ไม่ลดลงฮวบฮาบเหมือนตอน 3-4 ปีที่แล้วที่ดิจิทัลมาใหม่ๆ ยังคงเหลือแต่สื่อหนังสือพิมพ์ นิตยสารที่ยอดการเติบโตลงทุกปี อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงการรับสื่อคอนเทนต์ประเภทการอ่านที่เปลี่ยนมาเป็นดิจิทัลแบบเต็มตัว
ซึ่งถ้ามองให้สอดคล้องกับรายงานว่า สื่อโฆษณาอย่าง เฟซบุ๊กปรับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ รวมไปถึงสื่ออื่นๆ นั้น อาจคาดการณ์ได้ว่าการเติบโตของเม็ดเงินโฆษณาอาจมาจากราคาที่แพงขึ้น ทำให้เห็นว่าแท้จริงแล้ว ปริมาณ Advertisers ที่ไหลลงสื่อดิจิทัลในเชิงปริมาณอาจคงที่นั่นเอง
สาเหตุหนึ่งเพราะเนื่องมาจากแบรนด์หลายๆ แบรนด์ปรับตัวและปรับกลยุทธ์การสื่อสารทางดิจิทัลกันมาสักระยะหนึ่ง จนเจอจุดสมดุลของการวางแผนสื่อให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย ดังนั้นเทรนด์ในปีหน้าคือการประยุกต์ใช้สื่ออย่างสมดุลเพื่อตอบโจทย์ทางการตลาด ไม่ใช่การทุ่มเงินไปช่องทางดิจิทัลเพียงอย่างเดียว เพราะมีราคาที่แพงขึ้นมาก ในขณะที่ Offline Media เริ่มกลับมามีอิทธิพลมากขึ้น สอดคล้องกับหลัก Demand – Supply ของราคาสื่อ

ข้อสังเกตอีกอย่าง คือในช่วงไตรมาสแรก ราคาสื่อจะแพงขึ้นทุกช่องทางด้วยผลกระทบจากการเลือกตั้งต้นปีที่เม็ดเงินจากพรรคการเมืองจะไหลมาครอบครองพื้นที่สื่อมากขึ้น และทำให้อัตราสูงขึ้นอย่างมาก ซึ่งย่อมกระทบต่อราคาการโฆษณาบนออนไลน์ในช่วงต้นปี แต่จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ในช่วงไตรมาสถัดมา

The Modern-Traditional Media: ปีของการใช้หลักการสื่อเก่า ปรับลงช่องทางสื่อใหม่
ต่อเนื่องจากจุดสมดุลของการใช้สื่อเทรนด์การตลาดปีหน้า จะมาพร้อมกับกลยุทธ์การใช้งานสื่อผ่านแนวคิด ‘หลักการสื่อเก่า บนช่องทางสื่อใหม่’ ผ่านสื่อที่เรียกว่า The Modern TV, The Modern Print, The Modern Newspaper and The Modern Radio
ซึ่งหลักการในการทำโฆษณาจะเหมือนยุคเดิม ไม่ว่าจะเป็นการทำโฆษณาแบบสื่อสารกระชับ และตรงจุดไม่ยาวเวิ่นเว้อแบบ 15 วินาทีของโฆษณาทีวี แต่เปลี่ยนมาอยู่ใน The Modern TV แทน หรือการโฆษณาเชิงประชาสัมพันธ์แบบพาดหัวข่าว กลับกลายมาอยู่ในรูปแบบของ Twitter Trend หรือ LINE TODAY แทน ประกอบไปด้วย
The Modern TV – Facebook Watch, YouTube Video, LINE TV, Twitch, Netflix
The Modern Newspaper – Twitter Trends, LINE TODAY
The Modern Radio – Joox, Spotify, Podcast, YouTube กลุ่ม Music
หากนักการตลาดเข้าใจหลักการโฆษณาอย่างได้ผลแบบเดิม แต่ปรับวิธีการให้เหมาะสมมากขึ้นบนช่องทางใหม่ๆ ย่อมจะทำให้เราใช้สื่อเหล่านี้ได้มีประสิทธิภาพได้ถึงขีดสุด
ปัญหาเรื่อง Privacy ของเฟซบุ๊ก ความเชื่อมั่นที่ถดถอย และดราม่ารายวัน จะทำให้วัยรุ่นและ GenY ทำกิจกรรมน้อยลงในเฟซบุ๊ก แต่จะหันไปบ่นถี่ขึ้นในช่องทางอื่นๆ เช่น Instagram Stories / Twitter
ในปี 2018 ถือเป็นปีซวยของพี่มาร์กและเฟซบุ๊กก็ว่าได้ ทั้งเรื่องถูกฟ้อง ถูกสอบสวนจากสภาคองเกรส รวมไปถึงการเกิดคำถามสำคัญของผู้ใช้งานเฟซบุ๊กที่เริ่มตระหนักมากขึ้นว่า ‘เฟซบุ๊กปลอดภัยจริงหรือ’ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของข่าวปลอมที่แทรกแซงเรื่องการเมือง รวมไปถึงข่าวใหญ่ที่มีผู้ใช้งานถูกล้วงข้อมูลไปกว่า 50 ล้านบัญชี สร้างคำถามตัวเบ้อเริ่มในการใช้งานแพลตฟอร์มดังกล่าว อีกทั้งเรื่องดราม่าที่เกิดจากการโพสต์ หรือคอมเมนต์มากเกินไป ก็ทำให้คนเลือกที่จะแชร์เรื่องราวของตัวเองน้อยลง ยิ่งส่งผลต่อ Engagement ที่ตกลงอย่างมากในปีที่ผ่านมา
แต่ในขณะเดียวกัน Instagram Stories และ Twitter ได้รับความนิยมอย่างมากจากกลุ่มวัยรุ่น และ Gen Y โดยเฉพาะ Instagram Stories ที่เริ่มเพิ่มฟีเจอร์สใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นโพล หรือการทำ Interactive Function ที่คนดูสามารถเล่นกับคนโพสต์ได้ นับเป็นการเปิดโอกาสในการสร้างเอ็นเกจเมนต์ใหม่ๆ ของแบรนด์ผ่านชาวดิจิทัลแทนที่จะทำบนเฟซบุ๊ก ซึ่งจะกลายเป็นพื้นที่ของกลุ่มคนสูงอายุ และกลุ่มลูกค้าที่เพิ่งเข้ามาใช้งานแทน
สิ่งที่เกิดขึ้น และจะกลายเป็นเทรนด์ของปีหน้าคือ แบรนด์ที่คาดหวังกิจกรรมทางการตลาดอาจจะต้องกำหนดเป้าหมายใหม่ว่า หากจะสร้างเอ็นเกจเมนต์ต่อแบรนด์ให้มากขึ้น ช่องทางอย่างเฟซบุ๊กอาจจะไม่ใช่ช่องทางที่เหมาะสมอีกต่อไป
การเปิดเสรี Non-Skip Ad จาก YouTube และโฆษณา Facebook Ad-Break จะเป็นตัวเร่งให้ประเทศไทย เข้าสู่ช่วงเริ่มต้นของการเป็น Ad-Block Country (ประเทศที่มีการใช้ตัวบล็อกโฆษณาในปีหน้า)
จากข่าวที่ ยูทูบเตรียมเปิดให้พาร์ตเนอร์และผู้ผลิตคอนเทนต์ทุกรายสามารถเปิดรับโฆษณาชนิดกดข้ามไม่ได้จากยูทูบ เพื่อสร้างรายได้เพิ่มขึ้น อาจเป็นตัวเร่งกิริยาของ Ad Block ในประเทศไทยให้เพิ่มมากขึ้น จะยิ่งทำให้นักการตลาดทำงานยากมากขึ้นในการเข้าถึงผู้บริโภคผ่านโฆษณาออนไลน์ และอาจจะต้องหาวิธีการใหม่ๆ ที่มากกว่าการทุ่มเงินซื้อโฆษณา ผ่านเฟซบุ๊กและยูทุบ (ปัจจุบันจำนวน % ของคนใช้โปรแกรมปิดโฆษณาอยู่ที่ 6% และประเทศที่ใช้เยอะสุดอย่างอินโดนีเซีย อยู่ที่ 58%)
ซึ่งอีกประเด็นที่จะทำให้เรื่องนี้กลายเป็นปัญหาระดับชาติของทุกแบรนด์และบรรดา Publishers คือการที่บริการ AdBlock Application ถูกพัฒนาให้ปลอดจากภัยไวรัสแฝงมัลแวร์ และมีการกระจายต่อของผู้ใช้งานจริงเป็นวงกว้าง
การสร้างแบรนด์บนยุคดิจิทัลในปีหน้า คือการพูดให้เป็นมนุษย์ และทำให้ได้ตามสัญญา
ในปีที่แล้วเราพูดถึงความจริงใจและความโปร่งใส คือการสร้างแบรนด์ในยุคที่คนพูดคุยกัน เข้าถึงกัน ดังนั้นปีที่ผ่านมาเราจึงเห็นโฆษณาจำนวนมาก มีความ ‘เป็นมนุษย์’ มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขายโต้งๆ ว่านี่คืองานโฆษณานะ เอาลูกค้ามาเล่นในโฆษณา หรือการมองมุมใหม่ของโลชั่น แชมพู ยาสระผม ที่สร้างคุณค่าบนความ ‘จริง’

Photo: Colin Kaepernick / twitter
แต่ในขณะเดียวกัน เมื่อทุกคนต่างมุ่งมาทางความจริงใจในการสร้างแบรนด์ สิ่งที่จะเป็นเทรนด์ หรือยกระดับแบรนด์ขึ้นมาคือ การ ‘ทำ’ ให้ได้ตามสัญญา หรือทำให้ได้ตามจุดขายที่เราสื่อออกไป ยกตัวอย่างแคมเปญที่ผมมองว่า นี่คือการสร้างแบรนด์ที่แท้จริงในยุคนี้อย่าง Nike กับโฆษณาของ Colin Kaepernick ที่มาพร้อมความเชื่อที่ยิ่งใหญ่ อย่างคำที่ว่า ‘จงเชื่อในบางสิ่ง แม้มันจะหมายถึงการเสียสละทุกสิ่ง’ ซึ่ง Nike หยิบเอาคนอย่าง เคเปอร์นิก ที่เริ่มการต่อต้านเชิงสัญลักษณ์กับประเด็นการกระทำที่ไม่ชอบธรรมต่อคนผิวสีของตำรวจ ด้วยการคุกเข่าระหว่างการเคารพเพลงชาติอเมริกาในเกม NFL จนเกิดกระแสบอยคอตและถูกสั่งแบนจากการแข่งขันมาเป็นตัวแทนของความเชื่อ ทั้งๆ ที่แบรนด์รู้อยู่แล้วว่าจะเกิดปัญหาตามมาเป็นอย่างมากหากแบรนด์เลือกประเด็นละเอียดอ่อนนี้มาเล่น
แต่ Nike ก็ทำ และเกิดกระแสไม่พอใจอย่างมากจนหุ้นร่วง แต่ทว่าไม่กี่วันถัดมายอดขายออนไลน์กลับพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ เพราะคนรุ่นใหม่ และกลุ่มคนที่ยอมรับในความหลากหลายทางเชื้อชาติและวัฒนธรรมส่วนใหญ่กับเห็นด้วยในการกระทำที่กล้าหาญนี้ ที่ทำตามความเชื่อโดยไม่กลัวยอดขายตกลงอย่างแท้จริง กลายเป็นแรงสนับสนุนชั้นดีของแบรนด์และนี่คือการสร้างแบรนด์แบบใหม่ในปีหน้านี้

Evolution of influencer: ยุค Influencer ปรับตัวเพื่ออยู่รอด ดาราสร้างคอนเทนต์เอง การคัดกรอง และฟองสบู่ของ Micro Influencer รวมถึงการมองนอกเหนือจากธุรกิจสู่ความสัมพันธ์แบบยั่งยืน
Influencer Marketing เป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่มีทุกปีแต่ก็เปลี่ยนไปตามสถานการณ์ทุกปี และในปีนี้เทรนด์ที่มาแรงมากที่สุด คือการที่อินฟลูเอนเซอร์ระดับเซเลบริตี้ลงมาสร้างช่องทางของตัวเอง อย่างเช่น This is Me, VATANIKA หรือ เจ้าป่าเข้าเมือง ซึ่งสาเหตุหลักๆ หนีไม่พ้นการลงทุนในการสร้าง Owned Media Channel เพื่อติดต่อกับแฟนๆ ของตัวเอง และเพื่อทำให้ตัวเองกลับมาอยู่ในกระแสตลอดเวลา

ในยุคที่มีรายการที่มีอินฟลูเอนเซอร์และเรื่องอื่นๆ มาคอยแย่งเวลาของคนในดิจิทัลไปหมด หากเซเลบริตี้นั่งรอรายการเรียกตัวไปออก หรือรอบทละครดีๆ เข้ามาก็คงไม่ทันโลกที่หมุนเร็วแบบนี้ การสร้างรายการของตัวเองผ่านแพลตฟอร์มโซเชียล คือทางเลือกที่ดีที่สุดในการทำให้ตัวเองกลับมามีผู้ติดตาม และอยู่ในกระแสอีกครั้ง
อีกประเด็นหนึ่งคือ ปีนี้ Micro Influencer คือเทรนด์ที่เกิดขึ้นและแบรนด์ต่างหันมาใช้งานกันมากที่สุด แต่สิ่งที่จะตามมาคือ แบรนด์ยังคงใช้แนวคิดแบบผลัก Message แต่แทนที่จะใช้อินฟลูเอนเซอร์ตัวใหญ่ จะกลับมาใช้อินฟลูเอนเซอร์ตัวเล็กในจำนวนมากแทน โดยใช้ #Hashtag เดียวกัน โพสต์แบบเดียวกัน และสุดท้ายก็กลับไปในจุดที่หลายแบรนด์กำลังใช้งานอินฟลูเอนเซอร์แบบบิลบอร์ดมากกว่าจะเป็นผู้มีอิทธิพลทางความคิดที่แท้จริง
สุดท้ายแล้วราคาที่จ่ายไปกับสิ่งที่ได้มาไม่สอดคล้องกัน กลายเป็นฟองสบู่ที่แบรนด์อาจจะเลิกใช้ และอินฟลูเอนเซอร์อาจจะได้งานยากขึ้นถ้าไม่ลดราคา
ดังนั้นในปี 2019 จะเกิดการคัดกรอง Quality Influencer มากขึ้นไม่ว่าจะเป็นระดับ Macro หรือ Micro ที่ทำงานเชิง Branded Content เป็น และการได้ทำงานกับแบรนด์ที่เข้าใจการใช้งาน และใช้ Micro Influencer อย่างถูกต้องเท่านั้น จึงจะได้ผล
สุดท้ายคืออินฟลูเอนเซอร์ที่อยู่มานานจนกลายเป็นสื่อใหม่ทรงอิทธิพลจะเริ่มเรียกร้องหาความจริงใจ และความสัมพันธ์อย่างยั่งยืนจากแบรนด์มากกว่าความสัมพันธ์เชิงธุรกิจอย่างเดียว
การโฆษณาโดยการจ่ายเงินและบังคับให้ลงตามต้องการ จะทำให้อินฟลูเอนเซอร์เป็นกังวลเรื่องความน่าเชื่อถือและส่งผลต่อผู้ติดตามของตนเอง ยิ่งโดยเฉพาะทุกวันที่มีอินฟลูเอนเซอร์หน้าใหม่มาแรงมากขึ้น การสร้างคอนเทนต์เชิงโฆษณาแบบขายของ จึงต้องการการทำงาน ‘ร่วมกันกับแบรนด์’ มากกว่าเดิม
ในปีหน้าการสร้างความสัมพันธ์และการทำงานร่วมกันระหว่างแบรนด์กับอินฟลูเอนเซอร์แบบใกล้ชิดต่อหนึ่งงาน คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
Emerging Experience แบบ VR มาจนได้
รอมานานสำหรับเทรนด์ VR ที่ถูกเขียนเป็นเทรนด์มาแล้ว 4-5 ปี แต่ไม่มาสักที ด้วยเหตุผลทางความพร้อมด้านเทคโนโลยีฮาร์ดแวร์และคอนเทนต์
มาวันนี้ผมคาดว่าปี 2019 จะเริ่มเห็นการใช้งาน Virtual Reality ในการตลาดและการสร้างคอนเทนต์มากขึ้น เมื่อราคาของ VR Glass เริ่มต้นที่ 300 กว่าบาท แทนที่จะเป็นราคา 1,000 บาทขึ้นไปและหาซื้อยาก ปัจจุบันก็มีร้านสะดวกซื้อเริ่มนำมาขายในราคานี้กันแล้ว
รวมไปถึงคอนเทนต์ออนไลน์ก็สนับสนุนการแสดงผลผ่าน VR มากขึ้น เราอาจจะได้เห็นการใช้ VR ในการเสพคอนเทนต์ในบ้าน หรือ In-home Consumption มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปีหน้า และได้เห็นการนำ VR มาใช้ในงาน Event, Tradeshow มากขึ้นอีกจนอาจจะกลายเป็น New Normal สำหรับงาน Exhibition เลยก็ได้
แบรนด์หันมาเก็บข้อมูลด้วยตนเองมากขึ้น เพื่อนำไปประกอบกับข้อมูลจากแพลตฟอร์มอื่นๆ เพื่อการนำไปใช้งานอย่างแท้จริง (Data Activation)
เราพูดถึงเรื่องของ Data Driven Marketing หรือ Big Data มาหลายปี แต่ยังไม่เห็นเป็นรูปธรรมมากนักในปีนี้ สาเหตุเพราะข้อมูลที่เราเก็บมาจากแพลตฟอร์มส่วนกลางมักไม่เพียงพอและก็ไม่ตรงตามต้องการ รวมไปถึงราคาก็แพงขึ้นเรื่อยๆ (ลองนึกภาพการนำข้อมูลจากเฟซบุ๊ก, กูเกิล, ยูทูบ มาวิเคราะห์เพื่อนำไปวางแผนการตลาด หรือใช้งานต่อ ทำได้ยากมากขึ้น)
หรือบางแบรนด์มีข้อมูลลูกค้าอยู่แล้วแต่ถูกเก็บแยกกันและนำมาใช้งานไม่ได้ นั่นทำให้แบรนด์หลายๆ แบรนด์เริ่มหันมาลงทุนกับการเก็บข้อมูลจากระบบ Ecosystem ของตนเองที่ได้เริ่มลงทุนไปแล้วในปีที่ผ่านมา หรือมีการรวมศูนย์ข้อมูลเพื่อให้อยู่ในที่เดียวเพื่อการวิเคราะห์และนำมาประยุกต์ใช้ด้วยข้อมูลที่มีคุณภาพมากกว่าเดิม
ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำไปใช้ในปลายทาง เพื่อสร้างเป็นแคมเปญ ผ่านช่องทางเช่น LINE Business CRM, Direct Marketing, Chatbot, Internet of Things, Ad Optimization หรือการทำ Data Visualization ซึ่งต่อไปจะเป็นเทรนด์ที่บริษัทที่มีความพร้อมจะนำมาใช้งานสร้างแคมเปญที่วัดผลได้ ใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ และกลับเข้าสู่โจทย์ที่ต้องการได้อย่างแท้จริง ทดแทนการที่ต้องพึ่งการโฆษณาผ่านแพลตฟอร์มตัวกลาง เช่นบรรดาโซเชียลมีเดียตลอดเวลา
ซึ่งในประเทศไทย ณ ปัจจุบันเริ่มมีเอเจนซีหรือบริษัทที่ปรึกษา หันมาทำสินค้าหรือบริการการจัดการวางแผนในส่วนนี้แล้ว อย่างเช่น บริษัท The Alchemist ในเครือ Rabbit Digital Group
ถ้าไม่สร้างคอนเทนต์ ไม่สร้างสินทรัพย์ดิจิทัลของตัวเองปีนี้ ก็จะต้องจ่ายค่าโฆษณาแพงไปเรื่อยๆ ทุกปี
ข้อสุดท้ายผมคงไม่ได้นับเป็นเทรนด์ แต่นับว่าเป็นสิ่งที่ต้องทำครับ เมื่อเราต่างก็พบว่า ราคาของสื่อโซเชียล ซึ่งเป็นสัดส่วนเยอะที่สุด ปรับตัวแพงขึ้นเพราะคนจ่ายมากขึ้น ในขณะที่คนเล่นเติบโตน้อยลง และมีตัวเลือกมากขึ้น แต่ทุกคนมีเวลาเท่าเดิม
เทรนด์แบบนี้ยิ่งจะทำให้ทุกคนแย่งเวลากัน ผู้ชมเองก็มีทางเลือกในการเสพคอนเทนต์ที่ไร้โฆษณามากขึ้น ทำให้มีแนวโน้มจะเข้าสู่ Ad Block Country และคนไทยเองก็คงไม่ยอมจ่ายเงินเพื่อเข้าถึงคอนเทนต์ที่เคยได้มาฟรีแบบง่ายๆ ซึ่งแบรนด์จะลำบากมากขึ้นในการทำโฆษณาให้โดนใจ ทำคอนเทนต์ที่ดีมากพอที่คนจะคลิกอ่าน
ดังนั้นปีหน้าไม่ใช่เทรนด์ แต่จะเป็นปีที่แบรนด์ต้องตัดสินใจ ถ้าแบรนด์ไม่เริ่มลงทุนในแพลตฟอร์มของตัวเองตอนนี้ และวางแผนใช้งานอย่างจริงจังในระยะยาว แบรนด์นั้นจะติดกับการใช้งานแพลตฟอร์มดิจิทัลต่อไป และจะหมดอำนาจต่อรองในวันที่แพลตฟอร์มดังกล่าว ตัดสินใจ ‘ขึ้นค่าโฆษณา’ จนสุดท้าย ราคาที่จ่ายไปจะไม่คุ้มค่ากับสิ่งที่ได้รับมานั่นเอง
จบไปแล้วกับ 9 เทรนด์ Digital Marketing ที่นักการตลาดควรต้องรู้และติดตามไว้ สำหรับเทรนด์ปีหน้าจะเป็นอย่างที่คาดการณ์ไว้หรือไม่ เรามาติดตามกันครับ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เทรนด์เป็นแค่แนวทางที่จะเกิด แต่การนำไปใช้ การมองให้ออกว่าเหมาะกับเราหรือไม่ และการลองทำไปก่อนคือสิ่งสำคัญกว่าครับ
ภาพประกอบ: Karin Foxx
พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์
The post วิเคราะห์อนาคตการตลาดปี 2019 ผ่าน 9 เทรนด์ Digital Marketing ที่ควรแชร์เก็บไว้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 30 สิงหาคมที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปเ […]
The post เรียนรู้จากงานโฆษณาที่ไม่ได้รางวัล สรุปข้อคิดเห็นจากกรรมการไทยเวทีคานส์ 2018 ในงาน DAAT DAY appeared first on THE STANDARD.
]]>
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 30 สิงหาคมที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปเป็น Moderator ในสัมมนาดิจิทัล DAAT DAY 2018 จัดโดยสมาคมโฆษณาดิจิทัลแห่งประเทศไทย ซึ่งมาในธีม ‘Infinite Possibilities’ ในหัวข้อเรื่อง What we learnt from that don’t wins: Thoughts from Thai Juries in Cannes Lions 2018 หรือแนวคิดที่เรียนรู้จากงานที่ไม่ชนะต่างๆ ในเวทีความคิดสร้างสรรค์ระดับโลกอย่าง คานส์ ไลออน ที่ประเทศฝรั่งเศส รางวัลสูงสุดของนักการตลาด นักโฆษณาที่ใครๆ ก็อยากได้สักครั้งหนึ่งในชีวิต
ซึ่งปีนี้เรามีคณะกรรมการจากไทยทั้งหมด 6 ท่านด้วยกัน ซึ่งประกอบไปด้วย
คุณสาธิต จันทร์ทวีวัฒน์ Chief Creative Officer, Cheil ตัดสินในหมวด Brand Experience & Activation Lions
คุณสุบรรณ โค้ว Chief Creative Officer, Dentsu One (Bangkok) ตัดสินในหมวด Direct Lions
คุณอัศวิน พานิชวัฒนา Executive Creative Director, GREYnJ UNITED ตัดสินรางวัล Film Lions
คุณปัทมวรรณ สถาพร Managing Director, Mindshare ตัดสินในผลงานประเภท Media Lions
คุณโศรดา ศรประสิทธิ์ Managing Director, Brilliant & Million Communication and Online ตัดสินในหมวด PR Lions
คุณดมิสาฐ์ องค์ศิริวัฒนา Co-Founder/ Executive Creative Director, SOUR Bangkok ตัดสินในหมวด Outdoor Lions
ซึ่งแต่ละท่านได้เห็นงานสร้างสรรค์ผ่านตามามากกว่าคนละ 300 ชิ้นงาน ที่ยังไม่นับรวมบางท่านที่ต้องเข้าไปถกเถียงวิเคราะห์งานต่างๆ ในห้องตัดสินกันอีก และแต่ละท่านก็ได้ให้แนวคิดถึงงานสร้างสรรค์ที่ถึงแม้จะทำขึ้นมาตอบโจทย์ทางการตลาด แต่ก็ไปไม่ถึงฝั่งฝัน ถูกคัดออกจากโอกาสได้รับรางวัลสูงสุด ออกมาเป็นแนวคิดที่ทำให้เราคิดสร้างสรรค์งานที่นอกเหนือจากเรื่องการแก้ปัญหาลูกค้าให้ถูกจุด แต่ยังทรงพลังในแง่ของความคิดสร้างสรรค์ที่มีมาตรฐานที่ถูกยอมรับจากผู้สร้างสรรค์ทั่วโลก ดังนี้
‘5 ไม่’ ที่ทำให้งานสร้างสรรค์ถูกคัดออก
จากงานที่หลากหลาย รูปแบบงานสร้างสรรค์ที่ไม่ได้รับการคัดให้ไปต่อ มักเป็นงานที่มี ‘ไม่’ 5 ไม่ ด้วยกันคือ
ไม่เกี่ยว – งานส่วนใหญ่ที่ถูกคัดออกเป็นลำดับแรกๆ คือ งานที่ไม่เกี่ยวข้องกับหมวดหมู่ที่ส่งเข้าประกวด เช่น ส่งในหมวดหมู่ Media ซึ่งเป็นเรื่องของสื่อ แต่งานที่ส่งมา ไม่ได้มีไอเดียหรือความคิดสร้างสรรค์ที่อยู่บน ‘การใช้สื่อ’ แต่เป็นไอเดียคอนเทนต์ หรือโฆษณารูปแบบอื่นๆ เช่น วิดีโอ หรือรูปภาพ แต่มาใช้สื่อลงกระจายเท่านั้น ซึ่งคณะกรรมการจะคัดออกแทบทันที ดังนั้นการส่งงานเข้าประกวดจำเป็นมากที่จะต้องเข้าใจหมวดหมู่ที่จะส่งงานนั้นๆ
ไม่รู้ว่าทำทำไม – จุดสำคัญถัดมาคือ งานที่พอดูเสร็จแล้ว หาคำตอบไม่ได้ว่าทำไปทำไม ทำแล้วจะแก้ปัญหาอะไร หรือตอบโจทย์อย่างไร บางทีวิธีการที่ใช้ก็ไม่จำเป็น ไม่เกี่ยว หรืออาจจะมีวิธีอื่นที่ดีกว่า สุดท้ายคือ งานที่ดีต้องมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน มีไอเดียที่ตอบโจทย์ และผลที่ได้ต้องตอบให้ชัดเจนว่า ทำไปทำไม
ไม่สื่อสาร – งานที่ออกมาสื่อสารข้อความ สื่อสารจุดยืนของแบรนด์ หรือสื่อในเรื่องที่ต้องการจะสื่อชัดไหม บางทีทำไปแล้ว คนดูหรือกรรมการไม่สามารถจับประเด็นได้ว่า จะพูดว่าอะไร ก็ยากที่งานดังกล่าวจะผ่านไปได้
ไม่รู้สึก – เมื่อดูงานจบแล้ว งานที่โดดเด่นจะต้องทำให้คนดู ‘รู้สึก’ อะไรบางอย่าง รู้สึกชอบอย่างชัดเจน รู้สึกมีอารมณ์ร่วม รู้สึกอยากจะออกไปทำอะไรทันทีที่เห็นผลงาน ซึ่งยิ่งถ้าทำให้เรารู้สึกมาก เราก็อยากที่จะพูดถึงงานดังกล่าว อยากปกป้องงานดังกล่าว
ไม่มีไอเดีย – หรือความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นวิธีการหรือแนวคิด เราจะเห็นได้ชัดว่าหลายงานเกิดจากการเห็นงานปีที่ผ่านมา และนำมาประยุกต์ใช้ (บางคนเรียกแรงบันดาลใจ) แล้วพอทำออกมา กลับไม่ได้มีไอเดียอยู่บนงานที่ทำออกมาก็ไม่สามารถถูกตัดสินว่าเป็นงานที่ดีได้ ยกตัวอย่างเช่น ปีที่ผ่านมาชิ้นงาน Fearless Girl ได้รับรางวัลใหญ่ ปีนี้เลยมีแต่คนส่งรูปปั้นมาเต็มไปหมด แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าจะสื่ออะไร หรืองานที่ทำเพื่อจุดประสงค์ที่ยิ่งใหญ่ (Purpose) แต่กลับซ้ำกับงานในสินค้าหมวดหมู่อื่นๆ เต็มไปหมด และไม่สามารถบอกถึงไอเดียใหม่ๆ หรือความเกี่ยวโยงได้ก็ไม่เวิร์กเช่นเดียวกัน
ทั้งนี้ทั้งนั้น แนวคิดทั้ง 5 ไม่นี้ ไม่ได้ใช้แค่เพื่อการส่งงานเข้าประกวดเท่านั้น แต่ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการคิดงานการตลาด และโฆษณาให้ตอบโจทย์มากที่สุด และยกระดับงานโฆษณาให้ไปไกลได้มากกว่านั้น
วิเคราะห์การใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีที่มีผลในงานโฆษณาระดับโลก
ส่วนหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือ เทรนด์การใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีในการทำชิ้นผลงานจริง จากโฆษณากว่าหลายพันชิ้นที่กรรมการทุกท่านเห็น ซึ่งสามารถสรุปออกเป็นการใช้งานได้คือ
ใช้ดิจิทัลเป็นช่องทางใหม่ – การเข้ามาของดิจิทัลทำให้เกิดช่องทางการเข้าถึงคนใหม่ๆ เกิดเป็น Transmedia ที่ผสานโลกสองโลกเข้าด้วยกัน เช่นงานบางงาน มีไอเดียการรณรงค์แต่ไปทำแพลตฟอร์มเกมออนไลน์อย่าง Minecraft เป็นต้น
ใช้ดิจิทัลเป็นเครื่องมือเพื่อสร้างความเป็นไปได้ใหม่ – เช่นการทำ Personalization Message หรือข้อความเฉพาะคน ที่นำไปประยุกต์ทำให้ป้ายหน้าร้าน หรือบิลบอร์ด สามารถสื่อสารข้อความที่แตกต่างกันไปให้แต่ละบุคคล หรือเชื่อมต่อสื่อเก่ากับสื่อใหม่ได้
ใช้ดิจิทัลเพื่อนำข้อมูล (Data) ไปใช้ต่อ – หรือการทำ Creative Data คือการนำข้อมูลที่ได้จากการใช้ดิจิทัลเทคโนโลยี มาทำการวิเคราะห์การสื่อสาร หรือนำข้อมูลนั้นไปทำการสื่อสารให้แม่นยำ มีอินไซต์ใหม่ๆ มากขึ้นนั่นเอง
ฝากถึงงานไทย ถ้าอยากไปไกลบนเวทีโลก
ข้อคิดจากคุณอัศวิน ผู้ได้รับรางวัล Gold Cannes จากผลงาน Friendshit ธนาคารกสิกรไทย ฝากไว้ถึงนักสร้างสรรค์ผลงานไทยว่า จริงๆ แล้วหลายครั้งที่เราอาจคิดว่าอินไซต์แบบท้องถิ่นอย่างไทยๆ จะใช้ไม่ได้ และต้องพยายามทำงานระดับ International แต่จริงๆ แล้วมีอีกหลายผลงานที่มีกลิ่นของ Local Insight อยู่เยอะมาก แต่ถูกเสริมไปด้วย Common Insight ที่มนุษย์สามารถเข้าใจและเข้าถึงได้ หลายงาน เป็นอินไซต์เฉพาะแบบอเมริกัน บางงานเป็นเฉพาะของแถบเอเชีย หรือ ประเทศที่เป็นหมู่เกาะอย่างปาเลาก็ได้รับรางวัล ทั้งหมดเป็นงานที่มีอินไซต์ท้องถิ่นนั้นๆ แต่มันถูกทำให้มีไอเดียที่เฉียบคม และมนุษย์ทุกคนสามารถเข้าถึงงานชิ้นนี้ได้นั่นเอง
พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์
The post เรียนรู้จากงานโฆษณาที่ไม่ได้รางวัล สรุปข้อคิดเห็นจากกรรมการไทยเวทีคานส์ 2018 ในงาน DAAT DAY appeared first on THE STANDARD.
]]>The post เราต้องรู้อะไรในการปรับอัลกอริทึมของเฟซบุ๊ก โดย หนุ่ย พงศ์สุข และ บี สโรจ appeared first on THE STANDARD.
]]>The post เราต้องรู้อะไรในการปรับอัลกอริทึมของเฟซบุ๊ก โดย หนุ่ย พงศ์สุข และ บี สโรจ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในยุคนี้ทุกองค์กรต่างประกาศเป้าหมายว่าจะทำตัวเองให้เป็น […]
The post อยากทำดิจิทัล แต่หัวหน้าไม่เข้าใจ เอาไงดี appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในยุคนี้ทุกองค์กรต่างประกาศเป้าหมายว่าจะทำตัวเองให้เป็นองค์กรดิจิทัล หลายครั้งทุกอย่างฝากความหวังไว้กับฝ่ายการตลาด ซึ่งเป็นฝ่ายสำคัญที่ทำหน้าที่สื่อสารคุณค่าต่อผู้บริโภคตามความต้องการที่เปลี่ยนไปในโลกดิจิทัล
เราเองก็เป็นคนหนึ่งที่เกิดและเติบโตขึ้นมาในยุคดิจิทัล เห็นความเปลี่ยนแปลงสำคัญหลายราย เห็นว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่เริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมไปหมด ยอดขายเริ่มนิ่งหรือลดลง มีคนพูดถึงสินค้าของเราในทางที่ไม่ดีมากขึ้น เว็บไซต์ของเราเริ่มล้าสมัย ทีวีหรือโฆษณาเดิมๆ ไม่เวิร์กอีกต่อไป
แต่ทำไมนะ พอเรานำเสนอแผนงานที่ปรับเข้ากับยุคดิจิทัล เสนองบประมาณการลงทุน แต่เกือบทุกครั้งปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของคนทำงานอย่างเราคือ ‘หัวหน้าไม่เข้าใจ’ ไม่เอาด้วย เห็นว่าทำไมต้องใช้จ่ายแพงขนาดนี้กับดิจิทัล ทำไมโฆษณาต้องเน้นอารมณ์ ทำไมสินค้าต้องมาทีหลัง แล้วทำไมต้องทำเว็บไซต์
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัญหาที่หลายคนพบเจอจนท้อใจ ผมเองไปบรรยายตามที่ต่างๆ มักจะได้รับคำถามคล้ายๆ กันคือ “จะอธิบายให้หัวหน้าเข้าใจยังไงดี” หรือ “อยากให้หัวหน้ามานั่งฟังบ้าง” เชื่อว่าหลายคนประสบปัญหาในการสื่อสารต่อไปยังหัวหน้างานว่าด้วยการทำงาน การปรับวิธีการ กระบวนการทางความคิด หรือเทคนิคใหม่ๆ ทางด้านดิจิทัลให้เข้ากับงานปัจจุบัน
อันดับแรกเราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การเปลี่ยนแปลงและการเข้ามาของดิจิทัลนั้นเกิดขึ้นรวดเร็วมาก ถ้านับไปยังจุดกำเนิดของ www ก็ย้อนกลับไปแค่ 30 กว่าปีเท่านั้น
Facebook หรือ Google ต่างก็เป็นบริษัทที่เกิดขึ้นมาได้ไม่ถึง 20 ปี (Facebook ปี 2004 ส่วน Google ปี 1998) และเพิ่งจะมามีอิทธิพลอย่างมากไม่ถึงสิบปีที่แล้ว ซึ่งแน่นอนหัวหน้าของเราอาจจะเป็นคนที่เกิดในยุค ‘ผู้อพยพทางดิจิทัล’ ที่คุ้นเคยกับโลก ก่อนที่จะมีดิจิทัลเข้ามา และเมื่อมีเข้ามาแล้วพวกเขาอาจจะมอง Facebook เป็นแค่ที่โพสต์รูป อวดไลฟ์สไตล์ หรือมอง Google เป็นแค่ที่ค้นหาข้อมูล หาใช่ส่วนสำคัญในการตัดสินใจในการซื้อขายสินค้า
แล้วเราจะมีวิธีไหนบ้างล่ะที่จะเปลี่ยนความเข้าใจหัวหน้าของเราได้บ้าง เทคนิคเหล่านี้คือเทคนิคที่ผมรวบรวมมาเผื่อจะช่วยได้ไม่มากก็น้อยครับ
กำหนดตัววัดผล (KPIs) ให้สอดคล้องกับตัววัดผลเดิมที่หัวหน้าเคยใช้
สิ่งที่เราต้องเข้าใจเป็นอย่างแรกคือ อะไรคือตัววัดผล อะไรคือตัวบ่งชี้ที่ใช้เป็นตัววัดความสำเร็จขององค์กรที่ส่งผลต่อตัวหัวหน้าของเราบ้าง
จากนั้นให้ทำการเปลี่ยนตัววัดผลในดิจิทัล โดยพยายามให้เข้าใกล้และสอดคล้องกับตัววัดผลเดิม ทั้งในแง่ตัววัดเชิงคุณภาพและปริมาณ เพื่อให้หัวหน้าของเราได้มั่นใจว่าปีนี้เขาจะมีผลงานที่สามารถวัดผลได้จากการเปลี่ยนแปลงแผนไปนั่นเอง
ตัวอย่างเช่น แต่เดิมเราใช้ลงโฆษณาทีวีที่ใช้หน่วยวัดเป็น CPRP (Cost Per Rating Point) หรือพูดง่ายๆ ว่า ค่าใช้จ่ายในการเข้าถึงโดยใช้หน่วยเรตติ้งในการวัด ซึ่งถ้าเป็นหน่วยดิจิทัล เราจะใช้ CPM (ค่าใช้จ่ายในการทำให้คนเห็นโฆษณา 1,000 ครั้ง)
ซึ่งถ้าเทียบดูแล้วในดิจิทัลราคาจะแพงกว่า แต่ที่แพงขึ้นนั้นแลกมาด้วยการที่ดิจิทัลสามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายได้ และยังสามารถปรับการตั้งค่าเพื่อให้ค่าใช้จ่ายลดลงได้ทันที ไม่เหมือนกับสื่อทีวีที่เราไม่มีทางรู้เลยว่าสื่อที่เรายิงไปจะโดนกลุ่มเป้าหมายจริงๆ หรือไม่ และกว่าจะทราบผลเราก็ต้องรอผลรีเสิร์ชอีกกว่าเดือน
หรืออีกเรื่องคือ การวัดมูลค่าความสำเร็จจากยอดขาย อาจไม่ใช่ปัจจัยเดียวอีกต่อไป ในเมื่อธุรกิจในอนาคต หนึ่งอย่างที่เป็นมูลค่าที่สำคัญมากในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน หรือช่วยเพิ่มมูลค่าของบริษัทคือ ‘ข้อมูล’ ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าที่อยู่ในแพลตฟอร์มของเรา (จำนวนผู้ติดตาม, จำนวนแฟนเพจ,จำนวนทราฟฟิกในเว็บไซต์ หรือข้อมูลของลูกค้าประจำ) ล้วนแต่เป็นสิ่งที่มีมูลค่าที่จะช่วยเพิ่มมูลค่าระยะยาวของบริษัททั้งสิ้น
ยกตัวอย่างเช่น Lazada ที่ขาดทุนสองร้อยกว่าล้านทุกปี แต่กลับมีมูลค่าบริษัทที่สูงมาก เพราะ Lazada ถือครองข้อมูลของลูกค้าจำนวนมาก และยังมีทราฟฟิกเข้ามายังเว็บไซต์เป็นประจำ ซึ่งในการสร้างสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้นใหม่ อาจต้องใช้เงินมหาศาลสำหรับผู้ที่จะเข้ามาในตลาดนี้
ดังนั้น การทำความเข้าใจกับตัววัดผลและนำมาเปรียบเทียบให้หัวหน้าฟัง เป็นหนึ่งในวิธีการเชิงธุรกิจที่ได้ผลไม่น้อย
นำ Case Study คู่แข่ง หรือองค์กรใกล้เคียงในการเปลี่ยนแปลงดิจิทัลมานำเสนอ
ไม่มีอะไรทำให้เราร้อนใจไปมากกว่าคู่แข่งทำแล้วเรายังไม่ได้ทำ เพราะตามหลักแล้วนั่นเป็นสัญญาณความเดือดร้อนที่กำลังจะมาถึง และเป็นการเปรียบเทียบได้อย่างชัดเจน
การนำเคสของคู่แข่งไม่ว่าจะเป็นในอุตสาหกรรมเดียวกัน หรืออุตสาหกรรมใกล้เคียง ไม่ว่าจะในหรือต่างประเทศ พร้อมบทวิเคราะห์ถึงการเปลี่ยนแปลงมาประกอบการนำเสนอหัวหน้า มักจะเป็นเทคนิคที่ใช้ได้ผลเสมอๆ
ที่สำคัญคือการทำให้เห็นภาพในเชิงการแข่งขันว่า ในอนาคตตลาดจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร แล้วผลกระทบจากการกระทำดังกล่าวของคู่แข่ง เปรียบเทียบกับการกระทำของเราในแผนงานปัจจุบันจะส่งผลอย่างไร
ทฤษฎีความสำเร็จเล็กๆ นำไปสู่ความเชื่อมั่นที่มากขึ้น (Small Success)
ความกลัวที่จะล้มเหลวคือกำแพงใหญ่ที่สุดที่ทำให้หลายคนไม่กล้าที่จะลองเปลี่ยนหรือเสี่ยง โดยเฉพาะความเสี่ยงที่อาจจะนำมาซึ่งค่าใช้จ่ายจำนวนมหาศาล หรือ เวลาที่เสียไป ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงแบบทั้งระบบหรือทั้งภาพรวม อาจจะเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้หัวหน้าของเราไม่กล้าที่จะลองเปลี่ยน เพราะรู้สึกไม่คุ้นเคย และอาจมีโอกาสล้มเหลว
ดังนั้น การใช้โปรเจกต์ทดลอง หรือการตั้งการเปลี่ยนแปลงในส่วนเล็กๆ ก่อน อาจจะเป็นก้าวแรกในการทลายกำแพงความกลัว เพราะถ้าการลงทุนครั้งแรกสำเร็จแล้ว ครั้งต่อมาก็จะกล้าลองสิ่งที่ใหญ่ขึ้น มีความกล้ามากขึ้น
ดังนั้นอาจเริ่มจากโปรเจกต์บางโปรเจกต์ที่เห็นผลได้ชัดในเชิงธุรกิจ เช่น การใช้โฆษณาออนไลน์แบบจับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะแล้วทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้น การเปิดช่องทางใหม่ทำให้สามารถเข้าใจกลุ่มเป้าหมายได้ดีขึ้น และเห็นผลตอบรับทางธุรกิจได้เร็วขึ้น พยายามหลีกเลี่ยงงานประเภทได้ความดังหรือไวรัลแต่ไม่ได้ผลตอบรับกลับมาทางธุรกิจ เพราะการผลิตชิ้นงานไวรัลต้องใช้เงินมหาศาลและผลตอบรับไม่ชัดเจนมากนัก
ลองยก Pain Point เรื่องการพูดคุยกับ Gen Y มาคุยดู
ส่วนใหญ่ระดับบริหารที่เป็นหัวหน้าของเรามักจะเป็นระดับ Generation X ขึ้นไป จนถึงบุคคลสำคัญแบบบอร์ดบริหารที่มักจะเป็น Baby Boomer ซึ่งสิ่งที่ตามมาคือ Generation Gap ทำให้พวกเขาเกิดคำถามตลอดเวลาว่า ทำไมคนรุ่นใหม่ๆ อย่าง Gen Y หรือ Gen M (บางคนเรียกรวมเป็น Digital Generation) ถึงได้คิดและกระทำแบบนี้ และใกล้ตัวที่สุดคงไม่พ้นลูกหรือหลานของตัวเอง
การที่เราเข้าไปหาเขาพร้อมหยิบ Pain Point ในด้านการสื่อสารและความเข้าใจคนรุ่นนี้ โดยเฉพาะคนในครอบครัว เช่น ลูกๆ เขาคุยอะไรกัน เทคโนโลยีชิ้นนี้คืออะไร ลูกเขาติดเกมอะไร หรือในอนาคตลูกเขาจะต้องอยู่ในโลกแบบไหน อาจช่วยได้อย่างคาดไม่ถึง
ถ้าเราไม่สนิทพอที่จะคุยเรื่องส่วนตัว ลองคุยถึงปัญหาด้านการบริหารพนักงานรุ่นใหม่และเหตุผลที่รั้งเขาไม่อยู่ ซึ่งเรื่องเหล่านี้คือสัญญาณอันตรายที่ผู้บริหารระดับสูงให้ความสำคัญ เช่น Turnover rate ขององค์กร Loyalty ขององค์กร หรือการขาดพนักงานที่มีความแตกต่างหลากหลายของรุ่นและอายุ ทำให้องค์กรไม่มีนวัตกรรมทางธุรกิจใหม่ๆ ย่อมเป็นเรื่องที่หัวหน้าทุกคนอยากฟังแน่นอน
หาคนที่หัวหน้าเราฟัง แล้วให้เขาลองไปพูดคุยกับคนนั้นดูเรื่องการปรับตัว
เมื่อเราทำงานใกล้ตัวเขามากขึ้น เสียงของเราบางครั้งก็เบาลง เช่นเดียวกับความสัมพันธ์ของคนใกล้ชิด เพราะความคิดเห็นของคนรู้จักมักจะดูมีน้ำหนักน้อยกว่าคนไม่รู้จัก หรือคนที่มีอิทธิพลทางความคิดของบุคคลนั้นๆ
หัวหน้าเราก็เช่นกัน ย่อมมีคนที่พวกเขาจะ ‘ฟัง’
วิธีการที่ได้ผลอีกวิธีคือ การใช้ ‘ความเห็นของบุคคลที่ 3’ ที่มีน้ำหนักมากพอมาช่วยชี้แนะหรือโน้มน้าว โดยการให้หัวหน้าเราไปเข้าฟังบรรยาย หรือเชิญบุคคลดังกล่าวเข้ามาพูดคุยในองค์กร พร้อมวิธีการปฏิบัติจริงๆ (ไม่ใช่บางคนที่มาแต่ทฤษฎี) ย่อมทำให้เห็นทางได้มากขึ้น และมีพลังในการเปลี่ยนความคิดมากขึ้นนั่นเอง
หลังจากที่โน้มน้าวหัวหน้าเราให้เริ่มคิดจะเปลี่ยนได้แล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการทำให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการทำงาน แนวคิด เพราะบางที การเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้นในช่วงที่เรามีไฟ 1-2 เดือนแรก แต่พอไม่นานทุกอย่างก็เข้าสู่แบบเดิม เพราะขาดความสม่ำเสมอ ทุกอย่างที่พูดมาทั้งหมดก็คงไร้ค่าครับ
ขอให้สนุกกับการเปลี่ยนแปลงครับ
The post อยากทำดิจิทัล แต่หัวหน้าไม่เข้าใจ เอาไงดี appeared first on THE STANDARD.
]]>
THE STANDARD Daily ประจำวันที่ 3 เมษายน 2561 เวลา 20.00 […]
The post อยู่อย่างไรในยุคที่ Facebook ปรับอัลกอริทึมตลอดเวลา! – THE STANDARD Daily 3 เมษายน 2561 appeared first on THE STANDARD.
]]>
THE STANDARD Daily ประจำวันที่ 3 เมษายน 2561 เวลา 20.00 น. เป็นต้นไป
สามารถติดตาม THE STANDARD Daily ได้เป็นประจำทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 20.00 น. เป็นต้นไป ที่ Facebook Live และ Youtube Live ของ thestandardth
The post อยู่อย่างไรในยุคที่ Facebook ปรับอัลกอริทึมตลอดเวลา! – THE STANDARD Daily 3 เมษายน 2561 appeared first on THE STANDARD.
]]>
ตั้งแต่เปิดศักราชใหม่ ปี 2561 ที่ผ่านมา เชื่อว่าหลายๆ ค […]
The post ก้าวครั้งใหญ่ของ LINE TV ผู้ฆ่าหรือกอบกู้ทีวีไทย? appeared first on THE STANDARD.
]]>
ตั้งแต่เปิดศักราชใหม่ ปี 2561 ที่ผ่านมา เชื่อว่าหลายๆ คนคงจะสังเกตเห็นความคึกคักจากฝั่ง LINE TV แพลตฟอร์มรีรันคอนเทนต์ภายใต้การบริหารงานของ LINE แชตแอปพลิเคชันยอดนิยมของคนไทย เริ่มต้นด้วยการเปิดตัวความร่วมมือกับช่อง 3 ตามมาด้วยช่อง ONE 31 และล่าสุดกับงานแถลงข่าว LINE TV Nexplosion 2018 เมื่อวันอังคารที่ 20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
ปีนี้ LINE TV เปิดเผยว่ากลยุทธ์การให้บริการจะให้ความสำคัญกับการผลิตคอนเทนต์ใน 3 ส่วนหลักๆ ซึ่งจะช่วยผลักดันสู่การเป็นออนไลน์วิดีโอแพลตฟอร์มเบอร์หนึ่งของประเทศไทยในปี 2561
1. คอนเทนต์แบบรีรัน (Rerun Content)
นำคอนเทนต์จากพาร์ตเนอร์สื่อกว่า 161 รายมาออกอากาศซ้ำอีกครั้งบนแพลตฟอร์มของตัวเอง พร้อมคอนเทนต์รีรันแบบเอ็กซ์คลูซีฟจากช่อง GMM 25 และช่อง ONE 31 ที่จะอัปโหลดขึ้นทันทีหลังออกอากาศทางโทรทัศน์ 2 ชั่วโมง ซึ่งในตลอดระยะเวลา 1 เดือนจะรับชมได้เฉพาะบน LINE TV เท่านั้น
พาร์ตเนอร์ช่องดิจิทัลทีวีรายหลัก: ช่อง 3, ช่อง Workpoint 23, ช่อง 8, ช่อง ONE 31 และช่อง GMM 25
พาร์ตเนอร์ผู้ผลิตคอนเทนต์อื่นๆ: จีเอ็มเอ็ม ทีวี, จีดีเอช ห้าห้าเก้า, กันตนา กรุ๊ป, ทีวี ธันเดอร์, นาดาว บางกอก, เจเอสแอล โกลบอล มีเดีย, เซ้นส์ เอนเตอร์เทนเมนท์, บรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น ฯลฯ
2. ออริจินัลคอนเทนต์ (Original Content) เป็นการจับมือกับพาร์ตเนอร์สื่อร่วมผลิตคอนเทนต์รายการ ซีรีส์ หรือละคร และจะมีให้รับชมเฉพาะบนช่องทาง LINE TV อย่างเดียว โดยปีที่ผ่านมา ออริจินัลคอนเทนต์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดบนแพลตฟอร์มเป็นอันดับ 1 คือ ‘เป็นต่อ Uncensored Pool Party พี่ไม่ลืม’ ด้วยยอดชมกว่า 70 ล้านวิว
3. คอนเทนต์ประเภทดนตรี (Music Experience Content) ในที่นี้นับรวมถึงมิวสิกวิดีโอ, ไลฟ์โชว์, การให้รับชมแบบเอ็กซ์คลูซีฟบนช่องทาง LINE TV, การทำสติกเกอร์ศิลปินร่วมกัน, เบื้องหลังการทำดนตรีและรายการพิเศษของศิลปิน
พาร์ตเนอร์: BEC-Tero Music, GMM Grammy, iAM, True Fantasia, Mono, Muzik Move, PMG, RS, R-Siam, We Records, Boxx Music, Spacebar, Smallroom, SpicyDisc และ What The Duck
จากการเปิดเผยของ อริยะ พนมยงค์ กรรมการผู้จัดการ LINE ประเทศไทย พบว่าจุดแข็งหลักๆ ของ LINE TV ในตอนนี้มีอยู่ด้วยกัน 3 องค์ประกอบคือ การเป็น Exclusive TV Rerun, การผลิตออริจินัลคอนเทนต์ และการได้รับชมแบบฟรีๆ ที่ทำให้บริการของพวกเขาต่างจากผู้ให้บริการเจ้าอื่นๆ
“เมื่อ 3 ปีที่แล้ว (2558) ตอนเราเริ่มให้บริการ LINE TV ครั้งแรก คนยังไม่ค่อยรู้จักเรา ไม่รู้จุดยืนของเรา บริการของเรามักจะถูกเปรียบเทียบกับแพลตฟอร์มอื่นๆ แต่ ณ วันนี้เรามีจุดแข็งและความแตกต่างที่ชัดเจน อย่างแรกคือทีวีรีรันที่พาเรามาถึงวันนี้ ประการถัดมาคือเราเป็นผู้ให้บริการรายแรกที่เริ่มลงทุนผลิต ‘ออริจินัลคอนเทนต์’ อย่างจริงจังเพื่อรับชมเฉพาะบนช่องทางของเรา ซึ่งทั้งหมดนี้คือคอนเทนต์คุณภาพที่เรานำเสนอให้ผู้บริโภคได้ชมแบบฟรีๆ”
ขณะที่จากการเปิดเผยของ Nielsen พบว่า LINE TV คือแพลตฟอร์มรีรันคอนเทนต์ยอดนิยมอันดับหนึ่งของคนไทยประจำปี 2560 มีชั่วโมงการใช้งานเฉลี่ยของผู้ชมอยู่ที่ 176 นาทีต่อวัน ด้าน LINE ประเทศไทย เผยว่าฐานคนดูหลักจะอยู่ในช่วงวัย 15-40 ปี แบ่งเป็นผู้ชาย 54% และผู้หญิง 46% โดยผู้ใช้ส่วนใหญ่กว่า 80% อาศัยอยู่ในหัวเมืองและกรุงเทพฯ
นอกจากนี้ยังพบอีกด้วยว่าจากผู้ใช้แอปพลิเคชัน LINE กว่า 41 ล้านคนในประเทศไทย ในจำนวนนี้มีผู้ใช้มากกว่า 20 ล้านรายที่ใช้ LINE TV หรือเปรียบเทียบเป็นสัดส่วนกว่า 50% โดยแนวทางหลังจากนี้ของการมีพาร์ตเนอร์ร่วมผลิตคอนเทนต์กว่า 161 รายคือการขยายฐานกลุ่มผู้ชมให้ได้มากที่สุด และสร้างคอนเทนต์แบบเอ็กซ์คลูซีฟระดับแม่เหล็กขึ้นมา (อ่านรายละเอียดของคอนเทนต์บน LINE TV 2018 แบบคร่าวๆ ได้ที่นี่)

Photo: GDH 559
LINE TV ทำอย่างไรให้บูมภายใน 3 ปี
นับตั้งแต่เปิดให้บริการครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อประมาณปี 2558 หรือราว 3 ปีที่ผ่านมา ขวบปี 2560 ที่เพิ่งม้วนม่านปิดไปไม่นานมานี้น่าจะเป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดดที่เห็นได้ชัดที่สุดของ LINE TV
ย้อนกลับไปในช่วงแรกๆ ของการให้บริการ ภาพลักษณ์ที่เด่นชัดที่สุดของ LINE TV คือการเป็นฟรีเซอร์วิส (Free Service) โดยดึงคอนเทนต์จากพาร์ตเนอร์ฝั่งเกาหลีอย่าง SurpLINEs ที่มีคอนเทนต์อย่างรายการ Exo’s Special Camping และซีรีส์ One Sunny Day มาฉาย พร้อมเปิดให้รับชมแบบฟรีๆ (ภายใต้เงื่อนไขที่คุณต้องมีแอปพลิเคชัน LINE Messenger เสียก่อน) รวมถึงการรีรันซีรีส์สยองขวัญเรื่อง เพื่อนเฮี้ยน..โรงเรียนหลอน ผลงานจาก GTH (ปัจจุบันคือ GDH 559) และการออกอากาศซีรีส์แบบเอ็กซ์คลูซีฟเรื่อง Stay ซากะ..ฉันจะคิดถึงเธอ

Photo: GDH 559
แต่จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ LINE TV เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นคือการที่พวกเขาสามารถดึงผู้ผลิตคอนเทนต์ระดับแม่เหล็กอย่าง ‘นาดาว บางกอก’ มาร่วมสร้างซีรีส์ I Hate You, I Love You หรือในชื่อไทยที่ใครหลายคนเรียกจนติดปากว่า ‘ใครฆ่านานะ’ มาออกอากาศแบบเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะแพลตฟอร์มของตัวเองในช่วงปลายปี 2559 ถึงต้นปี 2560
ด้วยกระแสฮิตต่างๆ ของตัวนักแสดง สไตล์การเล่าเรื่องที่แปลกใหม่ ปมปริศนาชวนติดตาม รวมไปถึงมีมท่าหยุดรอลิฟต์ของ ฝน-ศนันธฉัตร ธนพัฒน์พิศาล ที่กลายเป็นกระแสสุดๆ บนโลกออนไลน์ ทุกอย่างล้วนแล้วแต่ส่งให้ I Hate You, I Love You กลายเป็นซีรีส์และคอนเทนต์ลำดับต้นๆ ของ LINE TV ที่สามารถทำสถิติมียอดผู้ชมแบบเรียลไทม์มากกว่าหลักล้านคนในช่วงเวลาที่ออกอากาศ!
ที่สำคัญ ซีรีส์เรื่องนี้ยังเป็นผลงานเรื่องแรกของ LINE TV และคอนเทนต์แรกจาก OTT Platform ในเอเชียที่เพิ่งจะได้รับรางวัล Highly Commended เมื่อสิ้นปี 2560 ที่ผ่านมา หลังเข้าชิงรางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมและบทซีรีส์ยอดเยี่ยมจากเวที ATA หรือ Asian Television Awards ครั้งที่ 22
จากความสำเร็จของ I Hate You, I Love You รวมกับฐานคนดูที่สั่งสมมาตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ได้กลายเป็นใบเบิกทางให้ผู้ผลิตคอนเทนต์เจ้าอื่นๆ เริ่มเห็นศักยภาพของพวกเขามากขึ้น และเข้ามาเป็นพาร์ตเนอร์กับ LINE TV เพื่อผลิตออริจินัลคอนเทนต์และรีรันคอนเทนต์ตามลำดับ
ปี 2560 ที่ผ่านมา การมีพาร์ตเนอร์คนสำคัญอย่างช่อง ONE 31 ก็เป็นหนึ่งในสารกระตุ้นชั้นดีที่ทำให้แพลตฟอร์มของ LINE TV เริ่มกระจายความนิยมในวงกว้าง จากการได้รีรันคอนเทนต์อย่าง เป็นต่อ (580 ล้านวิว), ล่า (185 ล้านวิว) และ ชายไม่จริง หญิงแท้ (140 ล้านวิว) และฉายคอนเทนต์ออริจินัล เป็นต่อ Uncensored Pool Party พี่ไม่ลืม ที่ผลิตร่วมกัน
ความสำเร็จที่กล่าวมาเบื้องต้นล้วนแล้วแต่มีส่วนสำคัญที่ช่วยดันให้บริการ LINE TV บูมและอยู่ในทิศทางของการเติบโตที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ภายในระยะเวลา 3 ปี โดยเฉพาะปีที่ผ่านมา ซึ่งทาง อริยะ พนมยงค์ เผยว่าพวกเขาเพิ่งจะมีรายได้และมีอัตราการเติบโตจากยอดรายได้โฆษณากว่า 100% เป็นครั้งแรก
กวิน ตั้งอุทัยศักดิ์ กรรมการบริหารสายงานธุรกิจคอนเทนต์ LINE ประเทศไทย ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD ถึงการเติบโตของ LINE TV ว่าปัจจุบันแพลตฟอร์มนี้ถือเป็นสัดส่วนที่สำคัญมากๆ ของบริษัท ทั้งยังเคยกล่าวอยู่บ่อยๆ ว่า LINE TV คือหนึ่งในบริการ ‘พระเอก’ ของ LINE
กวินบอกว่า “เราน่าจะเป็นผู้ให้บริการออนไลน์วิดีโอเจ้าเดียวที่คัดสรรคอนเทนต์ขึ้นมาโดยเน้นด้าน Advertising Base Video on Demand เป็นหลัก (หารายได้จากการลงโฆษณา) ซึ่งเจ้าอื่นๆ ในตลาดนี้ก็ยังไม่มีใครที่ทำแบบเรา เจ้าอื่นๆ ที่เป็น Curated Platform เหมือนกันเขาก็จะเน้นรูปแบบของการเป็น Subscribtion Base (คิดค่าบริการจากการสมัครใช้บริการวิดีโอสตรีมมิง)
“ในขณะเดียวกัน เราไม่ปิดกั้นโอกาสที่ LINE TV จะเปลี่ยนตัวเองไปเป็น Subscribtion Base แต่ตอนนี้เรายังเห็นภาพตัวเองเป็นแพลตฟอร์มผู้นำการให้บริการแบบฟรีในประเทศไทยอยู่ เพราะการจะไปเก็บเงินผู้ใช้บริการ 20 กว่าล้านคนในไทยอาจจะเป็นเรื่องยาก เนื่องจากกำลังในการซื้ออาจจะไม่ได้เยอะ ความต้องการของเราคือการเผยแพร่คอนเทนต์ให้กว้างที่สุดโดยใช้โมเดลหาเงินจากค่าโฆษณาเป็นหลัก เพื่อเปิดโอกาสให้คนได้เข้ามาชมเยอะขึ้น”
เมื่อถามถึงความเป็นไปได้ของการที่ LINE TV จะลุกขึ้นมาเปลี่ยนบทบาทเป็นสตูดิโอผลิตคอนเทนต์ด้วยตัวเองคล้ายๆ กับกรณีที่ Netflix ทำกับออริจินัลคอนเทนต์ซีรีส์และภาพยนตร์ กวินมองว่าแนวทางของ LINE TV อาจจะยังไม่ได้ดำเนินไปทางนั้น
“ในวิสัยทัศน์ของเรา ตอนนี้ก็คิดว่ายังไม่จำเป็นต้องไปผลิตคอนเทนต์ด้วยตัวเองขึ้นมา เพราะเราเองก็มีพาร์ตเนอร์ดีๆ ที่แข็งแรงหลายเจ้า ซึ่งมีศักยภาพที่จะมาร่วมมือกับเราในการจับตลาดนี้ อย่างออริจินัลคอนเทนต์ในปีนี้ เราก็เล็งจะเพิ่มเงินลงทุนในการผลิตไปด้วย”

LINE TV ไม่ได้เกิดมาฆ่าทีวี แต่เป็น ‘อีกหนึ่งเครื่องมือ-ช่องทาง’ เผยแพร่คอนเทนต์
ถกลเกียรติ วีรวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ช่อง ONE 31 เคยกล่าวเอาไว้ในงานแถลงข่าวความร่วมมือของสถานีกับ LINE TV เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ว่า “ทีวีไม่ตายครับ ตายไม่ได้ ประเด็นก็คือทีวีจะร่วมมือหรือใช้โซเชียลมีเดียอย่างไรให้ทั้งสองแพลตฟอร์มเติบโตไปด้วยกัน ซึ่งมันก็เป็นที่มาของความร่วมมือในวันนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าช่อง ONE 31 เติบโตมาได้ถึงวันนี้ก็เพราะมีพาร์ตเนอร์ที่ดี ซึ่ง LINE TV ก็ถือเป็นพาร์ตเนอร์ที่ประสบความสำเร็จมากๆ ของเรา”
จากปรากฏการณ์ที่สถานีช่องโทรทัศน์ยักษ์ใหญ่หลายๆ แห่งในปัจจุบันเริ่มวิ่งเข้ามาหา LINE TV เพื่อผูกมิตรเป็นพาร์ตเนอร์ร่วมรีรันและผลิตคอนเทนต์แบบเอ็กซ์คลูซีฟมากขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าทีวีและออนไลน์อาจจะไม่ได้เกิดมาเพื่อแย่งตลาดหรือฆ่ากันเอง
ถกลเกียรติเคยแสดงความคิดเห็นว่า LINE TV คือหนึ่งในอีกช่องทางที่จะช่วยเผยแพร่คอนเทนต์ให้เข้าไปถึงคนดูในวงกว้าง ช่วยขยายฐานคนดูให้หลากหลายมากขึ้น และจะช่วยสร้างการรับรู้ในการกลับมารับชมคอนเทนต์ในช่องโทรทัศน์ได้อีกด้วย ซึ่งเจ้าตัวได้ยกซีรีส์เรื่อง ล่า มาเป็นกรณีศึกษา โดยพบว่าช่วงสัปดาห์ที่ 2-3 ของการออกอากาศ ยอดผู้ชมทาง LINE TV มีมากกว่ายอดผู้ชมทางโทรทัศน์อย่างเห็นได้ชัด แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงสัปดาห์ที่ 4 เรตติ้งการรับชมทางโทรทัศน์ก็เริ่มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จนแซงหน้ายอดผู้ชมบน LINE TV ได้ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 5-8 ของการออกอากาศ

ต่อประเด็นนี้ อริยะมองว่าสิ่งที่น่าสนใจคือการที่ช่องทีวีและพาร์ตเนอร์เริ่มออกมาพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า LINE TV ไม่ได้เข้ามา Cannibalize หรือกินตลาดกันเองกับแพลตฟอร์มทีวีเหมือนที่หลายๆ คนเคยกังวล แต่จริงๆ แล้วทีวีกับช่องทางออนไลน์สามารถเติบโตไปด้วยกันได้
ฝั่งกวินบอกว่า “มันเริ่มต้นด้วยการที่ช่องทีวีไม่กี่เจ้าเริ่มกล้ามาลองกับเรา กับพาร์ตเนอร์ช่องโทรทัศน์ส่วนใหญ่ที่เราได้ร่วมงานกันมาปีเศษๆ ก็ได้เห็นว่าการมาร่วมมือกับเราในฐานะเอ็กซ์คลูซีฟรีรันเป็นวิธีที่ดีที่จะช่วยเผยแพร่คอนเทนต์ของเขาบนฐานลูกค้าออนไลน์ และเห็นด้วยว่าเป็นการช่วยดึงเรตติ้งบนช่องทีวีแบบออฟไลน์ให้สูงขึ้น”
ขณะที่มุมมองจากฝั่งเอเจนซีโฆษณาโดย สโรจ เลาหศิริ จากเพจสโรจขบคิดการตลาด เชื่อว่า LINE TV เปรียบเสมือนอีกหนึ่งช่องทางออนไลน์ของสื่อโทรทัศน์ โดยประโยชน์คือการที่พวกเขาไม่ต้องไปลงทุนสร้างแพลตฟอร์มหรือบิลด์ฐานคนดูขึ้นมาจากศูนย์
“สถานการณ์นี้ก็เปรียบเสมือนช่องโทรทัศน์เป็นผู้ผลิตคอนเทนต์แล้วต้องการกระจายคอนเทนต์ตัวเองเพิ่ม ยกตัวอย่างช่อง 3 ที่ผมเชื่อว่าเขาคงมองแล้วว่าการทำแพลตฟอร์มของตัวเองเป็นสตรีมมิงหรือรีรันคอนเทนต์อาจจะต้องลงทุนและสร้างฐานคนดูเยอะ ดังนั้นการจับมือกับ LINE TV ก็คือการขยายช่องทางการรับชมคอนเทนต์ ขณะเดียวกัน LINE TV ก็คือความพยายามของ LINE ที่จะขยายตัวเองไปทำธุรกิจใหม่ๆ เพราะปกติเขาก็มีผู้ใช้ค่อนข้างเยอะอยู่แล้ว การแตกไลน์ไปทำ LINE TV ก็คือการต่อยอดไปยังธุรกิจอื่นๆ เพื่อเติมเต็ม Eco System ให้กับแพลตฟอร์มของเขา”
แม้ฝั่งผู้บริหารจาก LINE จะบอกว่าพวกเขาไม่ได้มีคู่แข่งที่ชัดเจนในตลาดนี้ แต่สโรจก็เชื่อว่าคู่แข่งโดยตรงของ LINE TV ย่อมหนีไม่พ้น Youtube พร้อมย้ำอีกด้วยว่าผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียส่วนใหญ่ในปัจจุบันต่างก็มีความพยายามอย่างหนักที่จะดึงคนมาใช้เวลาบนบริการต่างๆ ในเครือของพวกเขาให้นานขึ้น

แบรนด์และเอเจนซีต้องระวังและใช้เวลาทำความเข้าใจลูกค้ามากขึ้นก่อนจ่ายเงิน
สำหรับโมเดลทางธุรกิจในการหาเงินของ LINE TV จะเน้นการทำรายได้จากช่องทางโฆษณา หรือ Advertising Base Video on Demand เป็นหลัก ซึ่งการแชร์รายได้กับฝั่งพาร์ตเนอร์ก็จะมีแนวทางที่หลากหลายตามข้อตกลงของผู้ผลิตคอนเทนต์แต่ละรายอีกด้วย
ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น ช่อง 3 ที่เคยบอกเอาไว้ว่าจะแบ่งรายได้จากค่าโฆษณาบนแพลตฟอร์ม LINE TV กับทาง LINE ส่วนช่อง ONE 31 บอกว่ารายได้ค่าโฆษณาจาก LINE TV จะเข้ากระเป๋า LINE โดยตรง
กวินอธิบายในหัวข้อนี้ไว้ว่า “โมเดลทางธุรกิจของเราค่อนข้างมีความหลากหลาย อย่างในพาร์ตเนอร์เจ้าเดียวก็จะมีโมเดลหลายๆ แบบ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในคอนเทนต์ของเขา, แบ่งปันรายได้ร่วมกัน (Revenue Share) หรือการซื้อขาด ตัวอย่างที่เราทำออริจินัลคอนเทนต์กับช่อง ONE 31 เราก็อาจจะคุยเรื่องโมเดลรายรับเป็นการซื้อขาด หรือ Co-partnership ด้านการลงทุน ต้องบอกว่าโมเดลในการจัดสรรรายได้กับพาร์ตเนอร์ของเราค่อนข้างมีความหลากหลายพอสมควร”
มุมมองจากเอเจนซีโฆษณา โดยสโรจมองว่าความร่วมมือระหว่างช่องทีวีและ LINE TV ในครั้งนี้จะส่งผลให้แบรนด์และเอเจนซีผู้ซื้อโฆษณาต้องทำการบ้านให้หนักขึ้นกว่าเดิม
“การลงทุนในโฆษณาทุกวันนี้มันค่อนข้างแพงขึ้นอยู่แล้ว ปัจจุบันการเข้าถึงคนยากขึ้นกว่าเดิมเยอะมาก ดังนั้นการเพิ่มเข้ามาของ LINE TV ฝั่งแบรนด์หรือเอเจนซีก็ต้องอาศัยความละเอียดในการเลือกช่องทางมากขึ้นอีกนิดหนึ่ง จากเมื่อก่อนประมาณ 10 ปีที่แล้ว ซึ่งเรายังไม่มี Facebook Ads, Instagram Ads, Youtube Ads หรือแพลตฟอร์ม LINE TV เยอะแยะมากมายขนาดนี้ มันก็มีช่องทางให้ลงโฆษณาไม่กี่ช่องทาง
“เมื่อช่องทางมันเพิ่มขึ้นมา แบรนด์และเอเจนซีก็ต้องคิดว่ากลุ่มคนดูและผู้ใช้ของแต่ละแพลตฟอร์มรวมถึง LINE TV เป็นใคร กลุ่มไหน อายุเท่าไร พฤติกรรมการรับชมคอนเทนต์เป็นแบบการชมสดหรือดูย้อนหลัง หรือนิยมคอนเทนต์แบบเอ็กซ์คลูซีฟ ดังนั้นแบรนด์และเอเจนซีจะต้องละเอียด ใส่ใจ และทำงานหนักมากขึ้นในแง่การทำความเข้าใจผู้ชมแต่ละช่องทางให้มากขึ้นเช่นเดียวกับ LINE TV”
นอกจากนี้สโรจยังบอกอีกด้วยว่า LINE TV จะบูมและเปรี้ยงกว่านี้ได้อีกก็ต่อเมื่อบริการของพวกเขามีคอนเทนต์เรือธงแบบออริจินัลเป็นของตัวเอง ซึ่งจะช่วยดึงกลุ่มคนดูให้มาติดงอมแงม คล้ายๆ กับเกมโชว์หน้ากากนักร้องของช่อง Workpoint 23
“สุดท้ายผมมองว่ามันขึ้นอยู่กับคอนเทนต์ที่เขาเลือกมาลงมากกว่า ตอนนี้ LINE TV อาจจะต้องรอ Shipping Point หรือคอนเทนต์ระดับดังพลุแตกในแพลตฟอร์มของตัวเอง ถ้าเปรียบเทียบก็เหมือนการที่เวิร์คพอยท์ได้แรงดันจาก The Mask Singer, Let Me In หรือ I Can See Your Voice เมื่อมีคอนเทนต์ดังพลุแตก เขาก็มีฐานแฟนขนาดใหญ่ขึ้นมา LINE TV ในตอนนี้ก็ต้องการคอนเทนต์แบบนั้นที่จะสามารถดังเป็นกระแสในโซเชียลแล้วดึงคนเข้ามาใช้งานมากขึ้น”
ท้ายที่สุดแล้ว แม้จะเพิ่มฐานความนิยมจนมียอดผู้ใช้บริการทะลุกว่า 20 ล้านราย และกลายเป็นแพลตฟอร์มรีรันคอนเทนต์เบอร์หนึ่งในไทยจากการจัดอันดับโดย Nielsen ในปี 2560 แต่หมุดหมายสำคัญที่จะชี้วัดว่าพวกเขาประสบความสำเร็จหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับผลงานและผลประกอบการหลังการเข้ามาทำตลาดในอุตสาหกรรมต่อจากนี้มากกว่า เพราะอย่าลืมว่า LINE TV ยังต้องแบกรับความหวังจากพาร์ตเนอร์ด้านคอนเทนต์อีกกว่า 161 ราย ซึ่งมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นสูงเรื่อยๆ ในอนาคต
The post ก้าวครั้งใหญ่ของ LINE TV ผู้ฆ่าหรือกอบกู้ทีวีไทย? appeared first on THE STANDARD.
]]>
อย่างที่เราทราบและเห็นกันอย่างกว้างขวางถึงการเปลี่ยนแปล […]
The post Facebook ปรับ… แบรนด์ต้องเปลี่ยน สรุปความเปลี่ยนแปลงของ Facebook ในรอบปี และวิธีรับมือของแบรนด์ต่างๆ appeared first on THE STANDARD.
]]>
อย่างที่เราทราบและเห็นกันอย่างกว้างขวางถึงการเปลี่ยนแปลงชนิด ‘เขย่าวงการ’ ของมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก และเฟซบุ๊ก (Facebook) ที่หลายแบรนด์ หลายเอเจนซี หลายกูรูออกมาแนะนำ ตักเตือน หรือแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวางต่อกรณีการปรับยกเครื่อง เพื่อทำให้เฟซบุ๊กเป็นพื้นที่ที่คนสามารถใช้เวลาได้อย่างทรงคุณค่า และที่สำคัญคือสร้างสรรค์เรื่องดีๆ ให้กับโลก ถึงแม้ปัจจุบันความพยายามดังกล่าวยังอยู่ในขั้นพัฒนาเท่านั้น เพราะปัญหาข่าวปลอม การปลุกปั่น หรือการกลั่นแกล้งกันทางออนไลน์ยังคงมีอยู่
แต่กระนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เฟซบุ๊กเป็นช่องทางสำคัญในการเข้าถึงผู้บริโภคในยุคนี้ ที่ตรงจุดและได้ผลมาก เป็นหนึ่งใน Digital Big 5 (ประกอบไปด้วย Google, Facebook, Apple, Amazon และ Alibaba) ซึ่งถูกวัดแบ่งด้วยจำนวนประชากรที่มีตัวตนและเข้าถึงได้ที่อยู่ในระบบของพวกเขา ดังนั้นเราควรทำความเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงเสียก่อนจะทำให้เราสามารถรับมือกับมันได้มากขึ้น
และต่อไปนี่คือการเปลี่ยนแปลงใน 1 ปีที่ผ่านมา และคำแนะนำต่อแบรนด์หรือ Publishers ที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ เพื่อรับมือและคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ๆ
26 มกราคม 2560: ปรับ Reach ให้กับวิดีโอที่มีคนดูเป็นเวลานานหรือดูจบเพิ่ม (Video Completion Rate)
กระทบกับ: Brand, Publisher ที่ชอบโพสต์วิดีโอ
ระดับผลกระทบ: ปานกลาง
เฟซบุ๊กปรับให้วิดีโอที่มีคนดูจนจบหรือดูเป็นเวลานานได้รับ Reach เพิ่มขึ้น ดังนั้นควรทำวิดีโอคอนเทนต์ที่น่าสนใจชวนให้คนดูจนจบ
31 มกราคม 2560: ปรับระบบการตรวจสอบเนื้อหาที่เป็นเนื้อหาจริง (Authentic Content)
กระทบกับ: Publisher
ระดับผลกระทบ: ปานกลาง
ใช้อัลกอริทึมจับพวกโพสต์ SPAM หรือ Clickbait โดยอิงกับการปฏิสัมพันธ์ของเพื่อนเราที่มีต่อโพสต์นั้นแบบเรียลไทม์ ดังนั้นไม่ควรทำเนื้อหาประเภทล่อให้คนกดไลก์ แชร์ และหากโพสต์ของคุณมีคนมาไลก์ คอมเมนต์ แชร์จำนวนมากในระยะเวลาสั้นๆ จะส่งผลดีต่อ Reach
25 เมษายน 2560: ทดสอบระบบ Related Article
กระทบกับ: Publisher
ระดับผลกระทบ: น้อย
คำแนะนำบทความที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่เราอ่านในฟีดของเรา ไม่ส่งผลกระทบต่อการโพสต์ของแบรนด์โดยตรง แต่เป็นผลดีต่อบทความดีๆ ที่เขียนถึงประเด็นที่เป็นที่พูดถึงในโซเชียล ณ ขณะนั้น จะมีคนเข้ามาอ่านมากขึ้นจากการแนะนำของฟีเจอร์ตัวนี้
10 พฤษภาคม 2560: ปรับอัลกอริทึม ลด Reach กับลิงก์ที่ส่งไปยังเว็บที่โหลดช้า หรือลิงก์เสีย
กระทบกับ: Brand และ Publisher ที่แชร์ลิงก์มาจากเว็บไซต์ตัวเอง
ระดับผลกระทบ: ปานกลาง
การปรับครั้งนี้ เพื่อสร้างคุณภาพของเนื้อหาในฟีดมากขึ้น ส่งผลให้แบรนด์ที่โพสต์ลิงก์ไปยังหน้าเว็บไซต์ ต้องทำเว็บไซต์ให้ดี มีคุณภาพ โหลดเร็ว รองรับมือถือ และลิงก์ไม่เสีย ถึงจะได้รับ Reach มากขึ้น
17 พฤษภาคม 2560: ลด Reach โพสต์ประเภท Clickbait
กระทบกับ: Publisher
ระดับผลกระทบ: ปานกลาง
ด้วยอัลกอริทึมตรวจหัวข้อล่อคลิก ส่งผลกระทบโดยตรงต่อ Publishers ที่มีแต่หัวข้อข่าว Clickbait ให้ Reach ลดลง
30 มิถุนายน 2560: เพิ่ม Reach โพสต์คุณภาพที่มีข้อมูลและข่าวที่น่าสนใจ ถูกต้อง
กระทบกับ: Publisher
ระดับผลกระทบ: ปานกลาง
เฟซบุ๊กกล่าวเพิ่มเติมว่า จริงๆ ก็เหมือนการลด Reach พวกเพจที่ชอบโพสต์ข่าวปลอม หรือสแปมข่าวบ่อยๆ แต่พอคลิกเข้าไปกลับมีเนื้อหานิดเดียว หรือเนื้อหาที่ไม่ตรงกับที่โพสต์ไว้ เพื่อเพิ่มคุณภาพข่าวหรือคอนเทนต์ที่ดีมากขึ้น
2 สิงหาคม 2560: ลิงก์ไปยังเว็บไซต์ที่โหลดเร็วจะได้แต้มต่อมากกว่าเดิม
กระทบกับ: Brand และ Publisher ที่แชร์ลิงก์มาจากเว็บไซต์ตัวเอง
ระดับผลกระทบ: ปานกลาง
เฟซบุ๊กกล่าวว่า โดยปกติคนจะรู้สึกหงุดหงิดถ้าเว็บไซต์ที่เราคลิกไปดูโหลดช้ากว่า 3 วินาที และเพื่อประสบการณ์การใช้งานที่แฮปปี้ของคนแล้ว เฟซบุ๊กจึงได้นำเอาความเร็วในการโหลดมาคำนวณในการขึ้น Newsfeed
สำหรับความเร็วในการโหลดเว็บ เฟซบุ๊กยังยกตัวอย่างอีกว่า พวกเขาเอาความเร็วการเชื่อมต่อของมือถือ หรือ Wi-Fi ในขณะนั้นมาคำนวณด้วยว่าจะเลือกแสดงผลอะไรให้เราเห็น เช่น ถ้าความเร็วเน็ตเราช้า โหลดวิดีโอนาน Newsfeed ของเราก็จะไม่แสดงวิดีโอให้เราเห็นมากนัก รวมไปถึงการทำ ‘Prefetch’ หรือการดาวน์โหลดเนื้อหาบางส่วนล่วงหน้าก่อนคนคลิกลิงก์ เพื่อความเร็วในการโหลดจะเร็วขึ้นกว่า 25% ทีเดียว ดังนั้นการทำเว็บเราให้โหลดเร็วกว่า 3 วินาทีในความเร็วการเชื่อมต่อระดับ 3G น่าจะเป็นผลดีที่สุด
9 สิงหาคม 2560: ใช้ AI ตรวจจับโพสต์ โฆษณาที่ฝ่าฝืนกฎ แต่ใช้วิธีใส่หน้ากากให้โฆษณา (Cloaking)
กระทบกับ: Brand ประเภทขายของฝ่าฝืนกฎเฟซบุ๊ก เช่น อาหารเสริม, ยาลดความอ้วน, ผลิตภัณฑ์เสริมความงาม, ศัลยกรรม, อาวุธ, ของมึนเมา, สินค้าผิดลิขสิทธิ์, สินค้าลามกอนาจาร หรือยาเสพติดผิดกฎหมายทุกชนิด
ระดับผลกระทบ: สูง
การปรับครั้งนี้ส่งผลกระทบเต็มๆ โดยเฉพาะบ้านเราที่ตลาดอาหารเสริมและครีมใหญ่มาก โดยเฟซบุ๊กมีกฎชัดเจนต่อการโฆษณาสิ่งเหล่านี้ ซึ่งหลายๆ แบรนด์ใช้วิธีหักหลบกันด้วยเทคนิคสายมืดต่างๆ เช่น ในโฆษณาบอกอีกอย่าง แต่เข้าไปเป็นอีกอย่าง การใช้สัญลักษณ์ตัวอักษรแปลกๆ แทนคำพูดตรงๆ เช่น ยาลดความอ้วน สระอา ใช้สัญลักษณ์แทน หรือ อ. อ่าง ถูกแทนที่ด้วย o ท. ทหาร แทนที่ด้วย n เป็นการหลอก AI ที่ตรวจโฆษณาของเฟซบุ๊ก ซึ่งตอนนี้ทำไม่ได้แล้ว แต่กระนั้น นี่ก็เป็นผลดีต่อผู้ใช้งานมากขึ้น เพราะเป็นการทำมาเพื่อป้องกันการหลอกลวงโดยเฉพาะ
15 สิงหาคม 2560: ปรับ UI ให้อ่านง่ายขึ้น
กระทบกับ: Brand, Publisher
ระดับผลกระทบ: ต่ำ
การปรับการแสดงผลใหม่ให้คนอ่านง่ายขึ้นเฉยๆ ไม่ได้ส่งผลต่อ Reach แต่อย่างใด



15 สิงหาคม 2560: จัดการวิดีโอ Clickbait
กระทบกับ: Publisher
ระดับผลกระทบ: ปานกลาง
เฟซบุ๊กปรับการตรวจจับ Clickbait ที่นอกเหนือจากบทความแล้วมายังวิดีโอด้วยเช่นเดียวกัน

28 สิงหาคม 2560: บล็อกโฆษณาที่มาจากเพจที่แชร์ข่าวปลอมบ่อยๆ
กระทบกับ: Brand, Publisher
ระดับผลกระทบ: ปานกลาง
เฟซบุ๊กจัดการยกระดับมาตรการอีกขั้นเพื่อจัดการเพจที่ชอบแชร์ข่าวปลอม ข่าว Clickbait มากขึ้น ด้วยการป้องกันไม่ให้เพจเหล่านี้โฆษณาได้ ส่วนแบรนด์ที่ชอบใช้เพจเหล่านี้โฆษณาบ่อยๆ ก็ทำไม่ได้แล้ว
5 ตุลาคม 2560: เพิ่มฟีเจอร์เพื่อกดดูข้อมูลของบทความนั้น เพื่อวิจารณญาณในการรับชมบทความ
กระทบกับ: Publisher
ระดับผลกระทบ: ปานกลาง
เป็นสิ่งที่ดีมาก แต่คนไม่รู้กันว่าเฟซบุ๊กได้เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ที่อยู่ในระหว่างการทดลอง เป็นการให้คนสามารถตรวจสอบแหล่งที่มา ข้อคิดเห็นที่มีต่อบทความของคนอื่นๆ ข้อมูลของ Publisher ที่โพสต์คอนเทนต์ดังกล่าว ดูว่าคอนเทนต์นี้เป็น Trending Articles หรือเปล่า ซึ่งทำให้คนมีวิจารณญาณในการเสพข่าวมากขึ้นโดยสามารถตรวจสอบได้

24 ตุลาคม 2560: ออก Publisher Guideline สำหรับบรรดานักผลิตคอนเทนต์
กระทบกับ: Publisher
ระดับผลกระทบ: ปานกลาง
เฟซบุ๊กออกคู่มือสำหรับบรรดา Publisher เพื่อการใช้งาน ความเข้าใจ และให้ทุกคนได้ทำตาม เพื่อสร้างคอนเทนต์ที่มีคุณภาพในเฟซบุ๊ก โดยแนะนำทั้ง Ranking, Algorithm, Inventory, Signal และคำแนะนำ
โดยสรุป เฟซบุ๊กสอนระยะเวลาการโพสต์ของคอนเทนต์นั้น, ความน่าเชื่อถือของคนโพสต์, รีแอ็กชันของคนที่มีต่อโพสต์ เช่น คนแจ้งว่าเป็นข่าวปลอมเยอะไหม, คนรีพอร์ตเยอะไหม หรือคนคอมเมนต์มากไหม ละเอียดไปถึงสัญญาณมือถือว่าเวลาเข้าคอนเทนต์ดังกล่าวใช้เวลาโหลดนานไหม ซึ่งสามารถไปอ่านกันได้ที่ www.facebook.com/help/publisher/newsfeedguidelines
15 ธันวาคม 2560: ฟีเจอร์ใหม่ Snooze งดรับข่าวสารจากคน กรุ๊ป หรือเพจเป็นเวลา 30 วัน
กระทบกับ: Brand, Publisher
ระดับผลกระทบ: น้อย
สำหรับใครที่เบื่อข่าวการเมืองหรือข่าวที่น่ารำคาญมากๆ แต่ไม่อยาก Unfollow หรือ Unfriend ก็กด Snooze ได้เพื่องดรับข่าวไป 30 วัน
14 ธันวาคม 2560: เฟซบุ๊กเตรียมหยุดจ่ายเงินเพจดังสร้างคอนเทนต์ แต่ปรับเป็นโฆษณาต้นคลิปและแทรกกลางแทน
กระทบกับ: Brand, Publisher
ระดับผลกระทบ: มาก
จากเดิมโมเดลการทำธุรกิจกับ Publisher จะเป็นการจ้างผลิตคอนเทนต์ แต่ตอนนี้ปรับใหม่ โดยมุ่งเน้นการใช้โฆษณาคั่นแทนการสร้างวิดีโอ โดยมีการปรับ 3 อย่าง คือ ปรับอัลกอริทึมให้แสดงวิดีโอเพิ่มขึ้นอีก โดยคัดจากวิดีโอที่มีความนิยมสูง รวมไปถึงวิดีโอที่ทำเป็นซีรีส์มากขึ้น และเตรียมทดสอบโฆษณาคั่นกลาง (เงื่อนไขคือ วิดีโอต้องยาว 3 นาที และการ Live ถ้าต้องการแทรกโฆษณา เพจต้องมีคนไลก์มากกว่า 50,000 คน) รวมไปถึงทำ Pre-roll Video แบบยูทูบ แต่ใช้เฉพาะวิดีโอที่อยู่ใน Tab Watch เท่านั้น ไม่ใช่วิดีโอใน Newsfeed
18 ธันวาคม 2560: ปรับลด Reach จากโพสต์ประเภท Engagement Bait (Tag เพื่อน, ล่อให้คอมเมนต์ใต้ภาพ หรือล่อให้กดแชร์)
กระทบกับ: Brand, Publisher
ระดับผลกระทบ: มาก
เฟซบุ๊กประกาศลด Reach สำหรับโพสต์ 5 ประเภท ที่ล่อให้คนทำอะไรบางอย่าง เช่น โหวต, กด Reaction, กด Share, กด Tag เพื่อน หรือคอมเมนต์ใต้ภาพ เพื่อเร่ง Engagement ให้กับโพสต์ของตัวเองจะได้เห็น Reach มากขึ้น เพราะมองว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่โพสต์ที่มีคุณภาพ ส่งผลกระทบต่อทุกแบรนด์ หรือเพจที่ชอบมีกิจกรรมทำกับลูกเพจบ่อยๆ โดยใช้วิธีการดังกล่าว


20 ธันวาคม 2560: เปลี่ยนจากระบบ False Flag แจ้งเตือนข่าวปลอม แล้วให้ความสำคัญกับ Related Ariticle แทน เพื่อให้คนได้ข้อมูลข่าวสารครบด้าน
กระทบกับ: Publisher
ระดับผลกระทบ: น้อย
เป็นการเปลี่ยนแปลงเพื่อสู้กับข่าวปลอมอีกครั้ง แต่คราวนี้การปรับจะเป็นการยกเลิกการแจ้งเตือนข่าวดังกล่าวว่าเป็นข่าวปลอม แต่จะขึ้นบทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ผู้บริโภคอีกครั้ง เช่น ถ้าคนแชร์เรื่อง UFO ตัว Related Article จะขึ้นบทความที่แก้ความจริงให้ทันที (เหมือนการเช็กก่อนแชร์)

11 มกราคม 2018: มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก แถลงวิสัยทัศน์ใหม่ ลด Reach จากแบรนด์และเพจต่างๆ เพื่อทำให้คนใกล้ชิดกับเพื่อนมากขึ้น
กระทบกับ: Brand, Publisher
ระดับผลกระทบ: มาก
ข่าวครึกโครมต้นปีที่พี่มาร์กประกาศยอมรับการลด Reach เป็นครั้งแรก เพื่อทำให้คนใช้เวลาในเฟซบุ๊กให้มีคุณค่ากับเพื่อนมากขึ้น โดยหลักๆ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มาจากการเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลของเพจที่เป็นแบรนด์ สินค้า และ Publisher และโพสต์จากเพจเหล่านี้อาจทำให้คนเลิกใช้เฟซบุ๊กในระยะยาว จึงต้องจัดการก่อน
โดยการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ทำให้เพจต้องปรับตัวด้วยการลงทุนกับคอนเทนต์ที่มีคุณภาพ และสร้างให้เกิดการพูดคุย (โดยห้ามทำ Engagement Bait) ไม่เช่นนั้นก็จะต้องลงทุนกับการจ่ายเงินค่าโฆษณาในเฟซบุ๊ก (โดยค่าโฆษณาในเฟซบุ๊กแพงขึ้นโดยเฉลี่ย 35-60%) รวมไปถึงเรียนรู้การใช้ฟีเจอร์เฟซบุ๊กให้ดีขึ้นอย่าง Live Video
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อแบรนด์อย่างมาก เพราะการลงทุนในเฟซบุ๊กด้วยเงินเท่าเดิมอาจส่งผลไม่เหมือนเดิม และการทำคอนเทนต์ลงเฟซบุ๊กทุกวันอาจใช้เงินมหาศาล ทำให้หลายๆ แบรนด์มองหาทางออกอื่นๆ ด้วยการพิจารณาย้ายแพลตฟอร์ม หรือสร้างแพลตฟอร์มของตัวเอง ซึ่งนักการตลาดหลายคนยังทำใจไม่ได้กับการต้องจ่ายเงินมหาศาล ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนเคยจ่ายถูกกว่านี้
20 มกราคม 2018: ประกาศเรื่องการคัดคุณภาพคอนเทนต์ด้วยหลักการ 3 ข้อ ข่าวที่มาจากแหล่งข่าวน่าเชื่อถือ ข่าวที่คนเห็นว่ามีประโยชน์ และข่าวที่เกี่ยวข้องกับคนในประเทศ หรือท้องถิ่นนั้นๆ
กระทบกับ: Publisher
ระดับผลกระทบ: ปานกลาง
ยังคงโฟกัสเรื่องของคุณภาพข่าวมากขึ้น แต่คราวนี้พี่มาร์กทำให้ชัดเจนมากขึ้นว่า เขาคัดข่าวที่มีคุณภาพเพื่อตอบรับกับการลดฟีดข่าวจาก 5% เป็น 4% อย่างไร โดยหลักๆ คือการให้คนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นต่อข่าวดังกล่าว และที่มาของข่าวเพื่อให้คนอ่านที่เหลือได้มั่นใจว่านี่คือข่าวที่มีคุณภาพ
29 มกราคม 2018: ให้ความสำคัญกับข่าวที่เกี่ยวข้องในท้องถิ่นนั้นมากขึ้น ด้วย Signal ที่ระบุเรื่อง Local Publisher
กระทบกับ: Publisher
ระดับผลกระทบ: ปานกลาง
เฟซบุ๊กออกมาอธิบายเรื่อง Local Publisher ให้กระจ่างอีกครั้งว่า การคัดเลือกเป็นอย่างไร โดยหลักๆ ระบบจะตรวจจาก Domain ของเว็บไซต์ข่าวหรือเพจนั้นๆ และตัวเนื้อหาข่าวว่ามีความเกี่ยวข้องกับท้องถิ่นนั้นๆ มากแค่ไหน เมื่อ 2 อย่างรวมกันจึงจะระบุได้ว่าเป็นแหล่งข่าวท้องถิ่นนั่นเอง ซึ่งพี่มาร์กกล่าวว่า เริ่มต้นทำสิ่งนี้แล้วใน The Facebook Journalism Project

14 กุมภาพันธ์ 2018: ประกาศนโยบาย Branded Content 7 ข้อ
กระทบกับ: Brand, Publisher
ระดับผลกระทบ: มาก
เฟซบุ๊กออกนโยบายที่จะบังคับใช้ใน 1 มีนาคมนี้ กับคอนเทนต์ประเภท Branded Content (ซึ่งตัวนี้ในไทยยังไม่ได้รับความนิยมมาก แต่ควรศึกษาไว้ครับ โดยคุณ Khajochi บรรยายไว้ค่อนข้างละเอียดที่ www.khajochi.com/2016/08/facebook-branded-content-tools-for-agency-brand-page.html)

เฟซบุ๊กออกนโยบายนี้เพื่อความโปร่งใส จริงใจ ของคอนเทนต์แฝงโฆษณา ประเภทจ่ายเงินมาให้แชร์โฆษณาให้ ซึ่งการกระทำที่ไม่ฝืนนโยบายคือการมีส่วนร่วมในเนื้อหา เช่น ต้องผลิตคอนเทนต์นั้นเอง เช่น วิดีโอรีวิว หรือโปรโมตสินค้าในแบบตัวเอง หรือมีบทบรรณาธิการของตัวเอง เช่น การรีวิวที่ใส่ตัวตนลงไปด้วย
ตัวอย่างเคสที่ผิด ไม่ผิด
โดยสรุปแล้ว ต่อไปเพจจะรับโฆษณาโดยเอาคอนเทนต์มาแชร์เฉยๆ โดยไม่แจ้งความโปร่งใสในการรับเงินโฆษณา หรือไม่ได้ใส่รีวิวที่เป็นบทบรรณาธิการของตัวเองคงจะทำไม่ได้ หากฝ่าฝืนก็อาจจะมีบทลงโทษตามมา เช่น ตักเตือน ลบโพสต์ หรือแบน
แต่จริงๆ แล้วไม่อยากให้ตกใจกับการอัปเดตล่าสุดมากนัก จนกว่าในประเทศไทย เอเจนซี เพจ และแบรนด์จะใช้ฟีเจอร์ Branded Content แทนที่วิธีการแบบเดิมๆ โดยผ่านตัวกลางอยู่ แต่ในอนาคตหากเครื่องมือตัวนี้ถูกใช้อย่างหลากหลาย บทบาทของเอเจนซีตัวกลางที่คอยติดต่อเพจต่างๆ อาจหายไป อันนี้น่าจะกระทบมากกว่าครับ เพราะแบรนด์สามารถติดต่อเพจต่างๆ ได้โดยตรง และมีความโปร่งใสด้านตัวเลขข้อมูล โดยนโยบายทั้ง 7 ทำมาเพื่อปกป้องแบรนด์และผลประโยชน์ของเฟซบุ๊กเอง เพราะถ้าปล่อยให้มีการโฆษณามั่ว จะส่งผลกระทบต่อรายได้ และการเสียผลประโยชน์ของแบรนด์และเพจที่ทำถูกต้องในระบบครับ
โดยสรุป นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดที่ผ่านมาในรอบ 1 ปีของเฟซบุ๊กที่มีผลกระทบต่อหลากหลายฝ่าย หากใครที่รู้สึกไม่ยุติธรรม หรือรู้สึกว่าจะต้องปรับตัว หรือไม่รู้ว่าต่อไปต้องเจอการเปลี่ยนแปลงอะไรอีก ข้อสรุปสุดท้าย 5 ข้อนี้จะเป็นตัวช่วยตัดสินใจว่าคุณจะอยู่หรือไปกับ Social Media ตัวนี้ครับ
ภาพประกอบ: Karin Foxx
The post Facebook ปรับ… แบรนด์ต้องเปลี่ยน สรุปความเปลี่ยนแปลงของ Facebook ในรอบปี และวิธีรับมือของแบรนด์ต่างๆ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ปฏิเสธไม่ได้ว่าวันนี้บล็อกเกอร์หรืออินฟลูเอนเซอร์ (Infl […]
The post จ้างและรับจ้างรีวิวอย่างไรให้โปร่งใส ไม่โดนดราม่า กฎเหล็กที่ Influencer และแบรนด์ต่างๆ ควรรู้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ปฏิเสธไม่ได้ว่าวันนี้บล็อกเกอร์หรืออินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) แทบจะเลี่ยงไม่ได้กับการที่แบรนด์ต่างๆ จะเข้ามาสนับสนุนการทำคอนเทนต์แบบมีผลตอบแทน ซึ่งผมเคยเขียนอธิบายวิเคราะห์ตลาดนี้ว่ากำลังมาแรง มีการเติบโตค่อนข้างมาก และเริ่มมีคนให้ความสนใจธุรกิจนี้มากขึ้น (ข้อมูลจากบทความ ถอดรหัสตลาด Influencer Marketing หลังชมพู่ อารยา เปิดตัวธุรกิจ KOL)
ในการทำโฆษณาทุกวันนี้จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีความโปร่งใส จริงใจต่อผู้บริโภค ซึ่งถือเป็นความรับผิดชอบอย่างหนึ่งต่อผู้ติดตาม ในบางประเทศจึงเริ่มมีการออกกฎหมายให้ชี้แจงถึงที่มาที่ไปของเงินรายได้ว่ารับมาจากการเขียนบทความรีวิว แม้จะยังไม่มีข้อกำหนดชัดเจน แต่ก็ต้องระบุได้ว่ามีที่มาที่ไปเป็นอย่างไร
ดราม่าร้อนล่าสุด รีวิวได้ค่าโฆษณา vs รีวิวจริง
กรณีดราม่าล่าสุดเป็นอีกหนึ่งเคสที่ร้อนแรงไม่แพ้กันในช่วงเดือนที่ผ่านมา และเป็นอีกเคสที่เกิดดราม่าขึ้นจากการที่ผู้ใช้จริงจับได้ว่ามีการรับเงินค่าโฆษณามาโดยไม่แจ้งให้ผู้ติดตามได้รับรู้ ซึ่งผลปรากฏว่ามีอีกกระแสของผู้บริโภคออกมาแย้งถึงรสชาติของสินค้าที่ไม่เป็นที่พึงพอใจและมีคนจับมาเปรียบเทียบกัน กลายเป็นกระแสฮอต (ในทางไม่ดี) ในช่วงเวลาแค่ข้ามวัน
สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะผู้ใช้งานโซเชียลเริ่มคุ้นเคยและรู้ทันบรรดานักการตลาด เอเจนซีว่ามีการจ่ายผลตอบแทนให้กับบรรดาผู้มีอิทธิพลทางความคิด และมีแพตเทิร์นคือ แฮชแท็ก (#Hashtag) ที่ติดครบทั้งชื่อผลิตภัณฑ์ สโลแกน หรือแฮชแท็กประจำแคมเปญนั้นๆ ซึ่งผู้บริโภคจับทางได้หมดแล้ว
ที่อเมริกาเริ่มเอาจริงเอาจัง ฟ้องร้องทั้งเอเจนซีและอินฟลูเอนเซอร์
องค์กร Federal Trade Commission (USA) คล้ายๆ กับ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) บ้านเรา ออกจดหมายเตือนบรรดาดารา อินฟลูเอนเซอร์ต่างๆ ว่าต้องแจ้งให้ผู้ติดตามทราบทุกครั้งเวลาได้รับเงินมาเพื่อรีวิวหรือโปรโมตสินค้า ไม่เช่นนั้นอาจถูกดำเนินคดีข้อหาหลอกลวงผู้บริโภคได้ (อ้างอิง: www.ftc.gov/news-events/press-releases/2017/04/ftc-staff-reminds-influencers-brands-clearly-disclose)
เช่นกรณีที่เกิดขึ้นกับบริษัท MCN (Multi-Channel Network: คล้ายๆ กับผู้ดูแลบรรดาครีเอเตอร์ใน YouTube) ชื่อดังอย่าง Machinima ถูก FTC ฟ้องในข้อหาไม่ชี้แจงต่อผู้ติดตามว่าได้รับเงินจำนวน 15,000 เหรียญ และ 30,000 เหรียญ มาเพื่อจัดทำวิดีโอโปรโมต Xbox One และเกมดังเกมหนึ่งในเดือนมีนาคม ปี 2016 ที่ผ่านมา (อ้างอิง: marketingland.com/ftc-continues-influencer-marketing-crackdown-machinima-order-169276)
ทั้งนี้ FTC ได้กำหนดข้อควรปฏิบัติตามมาตรฐานที่แนะนำให้อินฟลูเอนเซอร์ปฏิบัติตามดังนี้
ให้: แจ้งผู้อ่านถึงความสัมพันธ์ของตนเองกับแบรนด์สินค้าทุกครั้ง เช่น ได้รับผลตอบแทนในการทำรีวิว เป็นลูกค้า เป็นญาติ หรือสินค้าเป็นของตนเอง
อย่า: ทึกทักไปเองว่าคนอ่านรู้ว่าคุณกับแบรนด์สัมพันธ์กันอย่างไร
ให้: ทำให้ข้อความชี้แจงเนื้อหาชัดเจนและหาเจอได้ง่าย
อย่า: คิดว่าสิ่งที่โซเชียลเตรียมให้เพียงพอแล้ว (เช่น แท็ก Sponsored เหนือข้อความในเฟซบุ๊ก เวลาเราซื้อบูสต์โพสต์)
ให้: ติดแท็กสปอนเซอร์เป็นการชี้แจงเพิ่มเติมหากกระทำได้
อย่า: ใช้แท็กที่มีข้อความไม่ชัดเจน เช่น #sp #Collab #Spon หรือ #Ambassador ไม่ใช่ทุกคนที่รู้ความหมาย
ให้: แจ้งทับไปบนรูปภาพในโซเชียลมีเดียที่มีแต่ภาพอย่าง Snapchat หรือ Instagram Story
อย่า: แอบซ่อนข้อความชี้แจงนั้นโดยจงใจให้ผู้อ่านกด See More… ก่อนถึงจะเห็น
ถึงเวลาที่ผู้รับจ้างต้องเลือกระหว่างผลประโยชน์กับความรับผิดชอบต่อผู้ติดตาม
จริงอยู่ การแจ้งผู้อ่านไปตรงๆ ไม่ว่าจะเป็นการใส่ [Advertorial] ด้านหน้าบทความ จะทำให้กินที่หัวข้อ หรือการแจ้งว่ารับจ้างมารีวิว จะทำให้ผู้อ่านเกิดทัศนคติที่ตั้งแง่ตั้งแต่ต้น รวมไปถึงเลือกที่จะไม่อ่านโฆษณาก่อน ทำให้ค่าสถิติต่างๆ เช่น การคลิกหรือการอ่านลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ ซึ่งการที่อินฟลูเอนเซอร์ทำสิ่งเหล่านี้ แน่นอนว่าจะส่งผลทำให้แบรนด์สินค้าหรือเอเจนซีเลือกมาทำธุรกิจกับเราน้อยลง
แต่นั่นแหละคือสิ่งที่เราต้องเลือกระหว่างผลประโยชน์กับความรับผิดชอบต่อผู้ติดตาม ที่จะทำให้ชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือเราคงอยู่ตลอดไปในระยะยาว อีกทั้งต้องเลือกจัดสมดุลระหว่างคอนเทนต์ที่ทำอยู่เป็นประจำ และคอนเทนต์โฆษณาไม่ให้กินพื้นที่ที่มากเกินไป
คำแนะนำสำหรับแบรนด์ก่อนจ้างรีวิว
การจ้างโพสต์ยังมีประโยชน์ในการช่วยกระจายข้อความผ่านบุคคลที่สาม อีกทั้งเป็นการเปิดโอกาสให้เราได้แนะนำสินค้ากับบรรดาผู้มีอิทธิพลทางความคิด หรือช่วยในการอธิบายส่งข้อมูลของสินค้าได้ถูกต้อง แต่จะทำอย่างไรให้เราสามารถใช้อินฟลูเอนเซอร์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดกับสินค้า มีข้อแนะนำคือ
1. สินค้าเราต้องดีจริงๆ ไม่ใช่คุณภาพไม่ตรงตามที่อยากจะโฆษณา
2. ให้ยอมรับความคิดเห็นของผู้รีวิว ทั้งคำติและคำชม โดยไม่ควรบังคับให้อินฟลูเอนเซอร์พูดในสิ่งที่ตัวเองต้องการทั้งหมด
3. ควรส่งสินค้าจริงให้บุคคลเหล่านี้ทดสอบและฟีดแบ็กก่อนที่จะตัดสินใจจ้างรีวิว เพื่อเป็นการรับฟีดแบ็กตรงก่อนการโฆษณา
4. อนุญาตให้สื่อนั้นๆ แจ้งผู้อ่านตามข้อแนะนำความโปร่งใสทุกครั้งโดยไม่บังคับ
คำแนะนำสำหรับโซเชียลมีเดียในไทย และแนวทางการปฏิบัติ
ในประเทศไทย ถึงแม้จะยังไม่มีกฎข้อบังคับที่จริงจังมาจาก สคบ. แต่ทุกวันนี้ก็มีธรรมเนียมปฏิบัติที่ทำกันมาในหลากหลายสื่อและอินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งควรศึกษาและเรียนรู้ไว้ดังนี้
Publisher หรือ สื่อออนไลน์ต่างๆ
ใส่แท็กเพื่อแสดงว่าโพสต์ดังกล่าวได้รับการว่าจ้างมา เช่น Advertorial, Sponsored หรือ ชื่อ Publishers นั้นๆ กับแบรนด์ที่ว่าจ้างไว้บริเวณหัวข้อบทความ หรือย่อหน้าแรกที่มองเห็นได้ชัดเจน รวมไปถึงใส่แท็ก Advertorial หรือ Sponsored ในลิงก์ของบทความด้วย
Pantip
กรณีเป็นการเชิญไปหรือส่งสินค้าให้รีวิวโดยที่ไม่มีการจ่ายผลตอบแทน ให้ใช้แท็ก [SR]
กรณีการจ่ายเงินเพื่อรีวิวจะไม่เป็นที่ยอมรับในพันทิปอาจทำให้กระทู้ถูกลบได้ โดยแนะนำให้ทำ Official Partnership Content กับทางพันทิปไปเลย รายละเอียดเพิ่มเติมที่ pantip.com/advertising
แจ้งกับฟอลโลเวอร์ว่านี่คือ Sponsored ด้วยการติด -Ads -Ad หรือ -Sponsored ในทวีตนั้นๆ
Facebook Page
แจ้งกับผู้อ่านถึงความเกี่ยวข้องของตนเองกับผู้ที่เรากล่าวถึงหรือสินค้านั้นๆ แต่เนิ่นๆ เช่น ได้รับผลตอบแทน ได้รับเชิญไปงาน มีการส่งของมาให้รีวิวในย่อหน้าแรก พร้อม ติดแท็ก Advertorial, Sponsored
แจ้งให้ทราบในแคปชัน หรือติดแท็กที่มีความชัดเจน เช่น #Advertising #Ads #Sponsored
ทั้งนี้ทั้งนั้น แนวทางปฏิบัติเป็นแค่คำแนะนำต่อธุรกิจอินฟลูเอนเซอร์และโฆษณาเพื่อชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาสิทธิ์และผลประโยชน์ของผู้บริโภค ผู้ติดตาม และผู้อ่านที่พึงมีจากการโฆษณา
การที่ไม่ชี้แจงให้ชัดเจนอาจถือเป็นการหลอกลวงทางอ้อม เพราะอาจจะทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด หรือไม่ได้รับข้อมูลอย่างครบถ้วนว่าสิ่งที่ตนเองอ่านนั้นแท้จริงแล้วเป็นความคิดเห็นจริงๆ หรือข้อความโฆษณา
สำหรับคำแนะนำของผม เรื่องนี้อาจจะเป็นเรื่องที่ สคบ. ให้ความสนใจมากขึ้นในอนาคต สอดรับกับการปรับตัวให้รู้ทันโลกออนไลน์ขององค์กรต่างๆ ซึ่งทั้งในเรื่องของความถูกต้องและการรักษาความน่าเชื่อถือ เราควรแสดงให้เห็นถึงความจริงใจในการทำสินค้าและบริการต่อผู้บริโภคอย่างที่ควรจะเป็นนั่นเอง
ภาพประกอบ: Pichamon Wannasan
The post จ้างและรับจ้างรีวิวอย่างไรให้โปร่งใส ไม่โดนดราม่า กฎเหล็กที่ Influencer และแบรนด์ต่างๆ ควรรู้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
Influencer Marketing หรือการตลาดโดยอาศัยผู้มีอิทธิพลทาง […]
The post ถอดรหัสตลาด Influencer Marketing หลังชมพู่ อารยา เปิดตัวธุรกิจ KOL appeared first on THE STANDARD.
]]>
Influencer Marketing หรือการตลาดโดยอาศัยผู้มีอิทธิพลทางความคิด เป็นศาสตร์การตลาดที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กับยุคของดิจิทัลและโซเชียลมีเดีย ยุคที่คนสามารถค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าด้วยตัวเองได้มากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องฟังแค่แบรนด์อย่างเดียวอีกต่อไป
ในขณะที่พลังของผู้บริโภคที่น่าเชื่อถือคนอื่นๆ เริ่มเข้ามามีบทบาททางความคิดมากขึ้น เราเห็นอิมแพ็กต์ของ Influencer Marketing มานับไม่ถ้วน ตั้งแต่กรณีของการรีวิวสินค้าในพันทิปที่ทำให้สินค้าหมดตลาด อิมแพ็กต์ของบิวตี้บล็อกเกอร์ที่ทำให้เครื่องสำอางบางยี่ห้อขายดีเป็นเทน้ำเทท่า รองเท้าที่ดาราใช้ในงานแต่งงานขายดีจนกลายเป็นของหายากในช่วงหนึ่ง หรือกรณีน้ำดื่มที่ขาดตลาดจากอุปทานหมู่ของชาวทวิตเตอร์ที่ว่าดื่มแล้วขำ เริ่มทำให้นักการตลาดและแบรนด์ต่างหันมาเทเงินที่ส่วนนี้กัน เพราะเห็นแล้วว่านี่คือการตลาดที่ส่งผลอย่างจับต้องได้
เมื่อเม็ดเงินไหลเข้ามา จากเดิมบล็อกเกอร์หรือนักรีวิวที่ทำกันเป็นแค่งานอดิเรกจึงหันมาจริงจังและทำเป็นอาชีพกันมากขึ้น เมื่อบรรดาอินฟลูเอนเซอร์มีมากขึ้นก็เริ่มมีอีกหนึ่งธุรกิจเกิดขึ้นมา นั่นก็คือบรรดาผู้จัดการอินฟลูเอนเซอร์เหล่านี้ที่คอยช่วยประสานงานระหว่างแบรนด์และอินฟลูเอนเซอร์ ทำหน้าที่ทั้งดูแลผลประโยชน์ สกรีนงาน เดินเอกสารต่างๆ และสรุปรีพอร์ตให้ โดยอินฟลูเอนเซอร์มีหน้าที่ทำคอนเทนต์เพียงอย่างเดียว ไม่ต้องพะวงเรื่องประสานงานใดๆ


หลังมีข่าวครึกโครมในวงการ เมื่อชมพู่-อารยา เอ ฮาร์เก็ต เซเลบริตี้แถวหน้าของเมืองไทย ร่วมกับอาลี ซีอานี เปิดตัวธุรกิจใหม่ ‘KOL Management’ เพื่อใช้การสื่อสารแนวใหม่ (KOL – Key Opinion Leader) หรือพูดง่ายๆ ว่าเป็น Influencer Management Agency อีกหนึ่งเจ้าที่เกิดขึ้นมาเพื่อตอกย้ำการเติบโตอย่างต่อเนื่องของตลาด Influencer Marketing ซึ่งในรอบปีที่ผ่านมาเกิดเอเจนซีที่ทำหน้าที่ดูแลและจัดการอินฟลูเอนเซอร์มากมาย
Influencer Marketing กับสัดส่วนเงินก้อนโตในโลกโฆษณาดิจิทัล
จากข้อมูลของสมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) หรือ DAAT ที่เผยแพร่เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มีการคาดการณ์ว่าภายในสิ้นปีนี้ เม็ดเงินโฆษณาดิจิทัลจะมีมูลค่าประมาณ 12,195 ล้านบาท ซึ่งส่วนของ Influencer Marketing (รวมการซื้ออินฟลูเอนเซอร์, การซื้อ Advertorial และค่าใช้จ่ายเผื่อทำให้เกิดการบอกต่อ หรือ Earned Media) อยู่ที่ประมาณ 1,134 ล้านบาท คิดเป็น 9% ซึ่งเติบโตจากปีที่แล้วราวๆ 20% ถ้าถามถึงความใหญ่ของตลาดนี้ คิดเป็นเงิน 1 ใน 3 ของเม็ดเงินโฆษณาบนเฟซบุ๊ก และใหญ่กว่าเม็ดเงินที่ทุ่มลงไปกับการเสิร์ชในกูเกิลเสียอีก

ส่วนแบ่งของงบโฆษณาดิจิทัลจากสมาคม DAAT เดือนสิงหาคม 2560
5 ประเภทของอินฟลูเอนเซอร์ ขนาดและพลังที่แตกต่างกัน
เราสามารถแบ่งประเภทของอินฟลูเอนเซอร์ได้จากสองเกณฑ์คือ จำนวนผู้ติดตาม (Followers) และพลังของการโน้มน้าวความคิด (Influencing Power) ซึ่งลำดับของอินฟลูเอนเซอร์มี 5 ลำดับ เรียงไปตั้งแต่พลังของการเข้าถึงจนถึงพลังแห่งการโน้มน้าว เราจะอธิบายเรียงลำดับจากพลังโน้มน้าวสูงที่สุดไปยังพลังในการเข้าถึงคนสูงที่สุด ดังนี้

Advocator เช่น เพื่อนของเรา คนที่เรารู้จัก ผู้ใช้สินค้าจริง คนในเว็บบอร์ด (เช่น คนในพันทิป) คนเหล่านี้มีพลังสูงสุดเพราะเป็นคนใกล้ตัว หรือมีความใกล้เคียงผู้บริโภคมากที่สุด และจะมีใครน่าเชื่อถือไปกว่าคนรู้จักที่ดูจะไม่น่ามีผลประโยชน์ใดๆ กับตราสินค้าหรือสิ่งที่พูดถึง
Opinion Former ผู้นำความคิด เช่น นักวิเคราะห์ ผู้นำองค์กรต่างๆ นักวิชาการ นักวิทยาศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ดีไซเนอร์ชั้นนำ บุคคลเหล่านี้แม้จะผู้ติดตามไม่เยอะ แต่พลังในการโน้มน้าวความคิดเห็นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมีค่อนข้างมาก เพราะเป็นผู้ที่มีความรู้และได้รับการยอมรับในเรื่องเฉพาะด้าน
Content Creator คนสร้างคอนเทนต์บนโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะในรูปแบบของบล็อก วิดีโอ แฟนเพจ รูปภาพต่างๆ บุคคลเหล่านี้มีความสามารถในการสร้างสรรค์คอนเทนต์สำหรับผู้ติดตามให้เข้าใจได้ง่าย มีการลำดับเรื่องราวต่างๆ ผ่านมุมมองของตนเองโดยมุ่งเน้นไปยังการเปลี่ยนแปลงทางทัศนคติหรือพฤติกรรม ซึ่งเราสามารถแบ่งครีเอเตอร์เหล่านี้ตามจำนวนผู้ติดตาม เพื่อใช้ในการบอกว่าครีเอเตอร์คนนี้ค่อนไปทางผู้มีพลังในการเข้าถึงหรือพลังในการโน้มน้าวมากกว่ากัน โดยจุดแบ่งอยู่ที่ 500-10,000 คน, 10,000-1,000,000 คน และระดับ 1,000,000 คนขึ้นไป ซึ่งจะกลายเป็นผู้มีพลังในการเข้าถึงมาก แต่พลังในการโน้มน้าวน้อย เนื่องจากอัลกอริทึมของโซเชียลที่ทำให้ค่า Reach และ Engagement มีเปอร์เซ็นต์ตกลงเพื่อบีบให้จ่ายเงินทางอ้อมมากขึ้น

ภาพสรุปจักรวาลของเฟซบุ๊กเพจที่อยู่ในลำดับของคอนเทนต์ครีเอเตอร์จากเพจ Pixel Crazy 8bit
Social Connector เช่น บรรดาเหล่าดารา เซเลบริตี้ นักร้อง นักแสดง ไอดอลดังๆ หรือซูเปอร์สตาร์ต่างๆ ที่มีพลังการเข้าถึงมวลชนผ่านทางชื่อเสียงของตนเอง โดยกลุ่มนี้เน้นการใช้ชื่อเสียง ภาพลักษณ์ คาแรกเตอร์ และผลงานที่เป็นที่ชื่นชอบของคนจำนวนมากเพื่อการโน้มน้าวในเชิงวัฒนธรรม เช่น แฟชั่น เพลง ไลฟ์สไตล์ ความสวยความงามต่างๆ
Media Elite สื่อมวลชนต่างๆ ที่มีพลังการกระจายข่าวในระดับสูงมาก ไม่ว่าจะเป็นสื่อออนไลน์หรือออฟไลน์ สื่อทีวี ผู้สื่อข่าว หรือนักจัดรายการชื่อดังที่มีผู้ติดตามเป็นล้านๆ ก็จัดอยู่ในประเภทนี้ มักจะทำหน้าที่หลักในการลำเลียงสารต่างๆ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มคนให้ได้มากที่สุด โดยพลังในการโน้มน้าวเปลี่ยนแปลงความคิดจะขึ้นอยู่กับเนื้อหาคอนเทนต์และบุคคลที่ให้ข้อมูลข่าวดังกล่าว ซึ่งจะเป็นลำดับล่างๆ ตามลงมา
เราเรียกกลุ่มคนครึ่งล่างที่มีผู้ติดตามไม่เยอะมากว่า ‘Micro-Influencer’ และกลุ่มครึ่งบนว่า ‘Macro-Influencer’
ความเกี่ยวโยงกันของทั้ง 5 กลุ่มเหล่านี้คือ ในบางครั้งประเด็นสังคมต่างๆ หรือกระแสมักเกิดขึ้นจาก Micro-Influencer และถูกขยายผลกระจายต่อเป็นวงกว้างในลำดับขั้นบนๆ หรือในบางครั้ง เมื่อกระแสเกิดขึ้นจากฝั่งด้านบนก็จะถูกแตกย่อยเป็นประเด็นต่างๆ เกิดเป็นแนวคิดมากมายจากคนกลุ่มล่างๆ โดยนักการตลาดที่เข้าใจจุดนี้มักจะใช้วิธีจากล่างวิ่งขึ้นบนมากกว่า เพื่อการโน้มน้าวที่ได้ผลมากที่สุด
Influencer Management Agency ในปัจจุบันกี่ประเภท
เมื่อความต้องการและโอกาสทางธุรกิจเห็นชัดขึ้นก็เลี่ยงไม่ได้เลยที่จะมีบริษัทเข้ามาบริหารจัดการตรงนี้ ซึ่งการที่จะเข้ามาทำธุรกิจได้ สิ่งหลักๆ ที่ต้องมีเลยคือความเข้าใจการบริหารอินฟลูเอนเซอร์, คอนเน็กชัน, ความเข้าใจด้านการตลาดดิจิทัล, ความเข้าใจโซเชียลมีเดีย ซึ่งวิธีการทำงานของเอเจนซีผู้ดูแลอินฟลูเอนเซอร์นั้นคือการรับโจทย์จากแบรนด์มาแล้วคัดเลือกหาอินฟลูเอนเซอร์ที่เหมาะสมมานำเสนอ ก่อนที่จะตกลงราคาและทำการบรีฟงาน พร้อมติดตามผลส่งรายงานกลับไปยังลูกค้าเพื่อบอกผลที่ได้รับ โดยตลาดนี้จะมีเอเจนซีที่ดูแลอยู่หลายประเภท เช่น
Digital Advertising Agency บริษัทเอเจนซีโฆษณาดิจิทัลที่มีอยู่ในตลาดทั่วไป เช่น Rabbit’s Tale, CJworx, Minteraction, McFiva, Brilliant & Million ฯลฯ ที่จะวางแผนการสื่อสารการตลาดแบบครบวงจร วางแผนภาพรวมก่อนที่จะติดต่อและแนะนำอินฟลูเอนเซอร์ที่เหมาะสมให้ โดยจะถนัดครอบคลุมตั้งแต่ Micro ยัน Macro Influencer ขึ้นอยู่กับแผนงานที่วางไว้ แต่มักจะไม่ครอบคลุมไปถึง Micro-Influencer รายใหม่ๆ หรือ Macro-Influencer บางคนที่ต้องใช้สายสัมพันธ์พิเศษ จึงต้องมีการทำงานควบคู่กับเอเจนซีเฉพาะอื่นๆ
Micro-Influencer Agency เช่น Pinpung, Nuffnang, Vero, Jeban กลุ่มนี้จะมีความเชี่ยวชาญเฉพาะในการหาอินฟลูเอนเซอร์รายใหม่ เบอร์ใหม่ๆ ที่มีพลังในการโน้มน้าวทางความคิดในระดับย่อยลงมา โดยจะมี Talent Searching Team ที่จะคอยหาคนใหม่ๆ เข้ามาอยู่ในสต็อกรายชื่อ ก่อนที่จะมาบริหารจัดการและนำเสนอเป็นแพ็กเกจให้กับลูกค้า
Multi-Channel Network (MCN) เช่น Gushcloud, Mo-indy, Thoughtful Media กลุ่มบริษัทเหล่านี้จะทำหน้าที่ดูแลบรรดาครีเอเตอร์ส่วนของยูทูบโดยเฉพาะ บางคนเริ่มปั้นช่องให้ตั้งแต่ยังไม่ดังจนกระทั่งบริหารจัดการรายได้ให้เลย ก็จะโฟกัสและถนัดเป็นพิเศษกับบรรดาวล็อกเกอร์และยูทูเบอร์ ซึ่งยูทูเบอร์ชื่อดังหลายคนก็ทำงานกับ MCN
Micro-Influencer Platform เช่น Revu, Tellscore เป็นสิ่งใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นมาไม่กี่ปีในประเทศไทย จะมีลักษณะคล้าย marketplace ที่ให้แบรนด์หรือลูกค้าสามารถติดต่อตรงกับ Micro-Influencer ต่างๆ ได้โดยตรงจากการโพสต์ประกาศบรีฟงาน โดยถ้าอินฟลูเอนเซอร์คนไหนสนใจก็สามารถกดรับงานรีวิวหรือเขียนถึงตามข้อกำหนดได้ทันที ข้อดีคือไม่ผ่านคนกลาง แต่ข้อเสียอาจเกิดขึ้นได้เนื่องจากการไม่มีคนกลางเช่นกัน เพราะบางครั้งในการบรีฟงานอาจต้องการคนประสานงานที่เข้าใจการตลาดมาช่วยทำความเข้าใจให้
Digital PR Agency เช่น Moonshot Digital, Ogilvy PR ก็เป็นอีกหนึ่งประเภท แตกต่างตรงที่จะเป็นการบริหารเรื่อง ‘ความสัมพันธ์’ มากกว่าใช้เงินซื้อ ในเรื่องของการดูแลอินฟลูเอนเซอร์ และบริหารการส่งข้อมูลคอนเทนต์ที่เหมาะสมให้อินฟลูเอนเซอร์ได้ทำงานต่อ
ซึ่งเมื่อเราทำความเข้าใจประเภทของอินฟลูเอนเซอร์ดีพอแล้ว การเข้ามาของ KOL ของชมพู่จะทำให้เราเห็นภาพชัดเจนว่าบริษัทของเธอนั้นจับกลุ่มบนที่เป็นระดับ Macro-Influencer ตั้งแต่ครีเอเตอร์เบอร์ใหญ่ไปจนถึงโซเชียลคอนเน็กเตอร์ ซึ่งมีน้อยคนนักที่จะสามารถทำได้ เพราะการที่จะจับกลุ่มคอนเน็กชันดาราระดับบนได้นั้นต้องมีความใกล้ชิดและมีความเข้าใจมากพอสมควร (กรณีนี้ชมพู่และอาลีที่ทำงานด้านนิตยสารนั้นย่อมมีคอนเน็กชันที่เหนียวแน่นอย่างแน่นอน) อันจะเป็นการปิดช่องว่างในตลาดบน ที่ปกติเอเจนซีอื่นๆ จะต้องใช้วิธีการติดต่อผู้จัดการส่วนตัวเป็นรายบุคคลไป เห็นได้ชัดว่าเป็นช่องว่างทางการตลาดที่ฉลาดพอสมควรในการเปิดธุรกิจใหม่ล่าสุดนี้
แนวโน้มของ Influencer Marketing หลังมีการเปิดตัวเอเจนซีจำนวนมากในช่วงปีที่ผ่านมา
การเกิดขึ้นมามากมายของผู้ดูแลอินฟลูเอนเซอร์สะท้อนให้เห็นถึงตลาดที่เติบโตและโอกาสทางธุรกิจที่มากขึ้น แต่สิ่งสุดท้ายที่อยากจะฝากก็คือ จงอย่าลืมว่าอินฟลูเอนเซอร์นั้นเกิดขึ้นมาจากการที่ผู้บริโภคเลือกที่จะเชื่อผู้บริโภคด้วยกันเองมากกว่าโฆษณา
และการที่อินฟลูเอนเซอร์หลายคนได้ถือกำเนิดขึ้นมาเริ่มจากความชอบส่วนตัว แพสชันในเรื่องบางอย่าง และมีความต้องการที่จะสร้างสรรค์คอนเทนต์ดีๆ ให้กับผู้ติดตาม ดังนั้นการบริหารคอนเทนต์ของตัวเองไม่ให้โดนธุรกิจครอบงำ และที่สำคัญคือการบริหารด้านธุรกิจกับบรรดาเอเจนซีและแบรนด์เพื่อให้มีรายได้ในการทำคอนเทนต์ต่อไป จึงเป็นเรื่องท้าทายที่สุดในวงการนี้ที่จะต้องเจอในปีต่อๆ ไปนั่นเอง
The post ถอดรหัสตลาด Influencer Marketing หลังชมพู่ อารยา เปิดตัวธุรกิจ KOL appeared first on THE STANDARD.
]]>
ปี 2017 กำลังจะผ่านพ้นไป และเป็นอีกครั้งที่ในปีท […]
The post 8 เทรนด์การตลาดและโฆษณาของไทยที่จะเกิดแน่ๆ ในปี 2018 appeared first on THE STANDARD.
]]>
ปี 2017 กำลังจะผ่านพ้นไป และเป็นอีกครั้งที่ในปีที่ผ่านมามีจุดเริ่มต้นของหลายสิ่งหลายอย่าง ทั้งการเข้ามาของเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่สำคัญทั้งในส่วนของตัวแพลตฟอร์มต่างๆ รวมถึงเครื่องมือ Devices ใหม่ๆ และการเปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภค ซึ่งกำลังจะกลายเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญหลายอย่างที่จุดประกายให้วงการการตลาดและวงการโฆษณาของไทย แบรนด์สินค้าเองก็เริ่มลองผิดลองถูกกับดิจิทัลมากพอที่จะเริ่มรู้ว่าอะไรที่เวิร์ก อะไรไม่เวิร์ก
เรามาดูกันว่าในปี 2018 จะมีเทรนด์อะไรที่คาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นที่นักการตลาดต้องจับตามองและปรับกลยุทธ์ของตัวเองให้เข้ากับกระแสที่มีแนวโน้มที่จะทำให้การทำการตลาดมีประสิทธิภาพมากขึ้นกันครับ
1. แนวการโฆษณาแบบจริงใจ ตรงไปตรงมา (Transparency & Authenticity)
การโฆษณาแบบจริงใจแม้จะไม่ใช่เทรนด์ใหม่ในต่างประเทศ แต่ในเมืองไทยเริ่มมีการทำกันมากขึ้นโดยเฉพาะในช่วงปลายปีที่ผ่านมา
จากการที่โลกโซเชียลเข้ามามีบทบาททำให้ผู้คนสามารถตรวจสอบความจริงและรู้เท่าทันโฆษณามากขึ้นนั้น เทรนด์ที่น่าจะทำกันเพิ่มมากขึ้นในปี 2018 คือแนวทางการโฆษณาแบบจริงใจ พูดภาษาชาวบ้าน คือ ‘ดีก็บอกดี ไม่ดีก็บอกไม่ดี’ ซึ่งเป็นแนวทางที่ชาวโซเชียลและผู้บริโภคในยุคดิจิทัลให้การยอมรับมากขึ้น เพราะพวกเขาเหล่านั้นสามารถแชร์ประสบการณ์และข้อมูลต่างๆ ทั้งดีและไม่ดีถึงกันได้ อีกทั้งมีแนวโน้มที่จะยอมรับแบรนด์ในฐานะมนุษย์และผู้บริหารแบรนด์ในฐานะคนทำงานที่มีความรับผิดชอบมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วย
ดังนั้น การออกมาพูดหรือบอกอย่างจริงใจจะเป็นแนวทางที่ดีที่สุดในการสร้างแบรนด์ต่อไป นี่รวมไปถึงการเลิกทำการตลาดผ่านหน้าม้า หรือเนียนเชียร์ขายในกระทู้หรือบทความต่างๆ ด้วย
จะเห็นได้ว่าเริ่มมีบางแบรนด์ทำกันแล้วทั้งโฆษณาและในรูปแบบของการให้ข้อมูลโดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจประกัน ซึ่งต้องใช้การอธิบายเงื่อนไขที่ค่อนข้างยุ่งยาก หรือแม้กระทั่งกลุ่มสินเชื่อที่เปลี่ยนมาเป็นการสร้างแบรนด์แบบใช้ความจริงใจเข้าสู้ และจะตามมาอีกหลายแบรนด์ในอนาคตแน่นอน
โฆษณาจากอลิอันซ์อยุธยา ประกันที่กล้าบอกเงื่อนไข
https://www.youtube.com/watch?v=nbV4-8Aqj8E
โฆษณาศรีสวัสดิ์เงินติดล้อ ที่กล้าบอกว่า เราไม่อยากให้คุณกลับมาหาเราอีก
2. โซเชียลมีเดียสำหรับแบรนด์จะกลายเป็น Services & Solutions ซึ่งได้ประโยชน์มากกว่าช่องทางการสื่อสาร
ในปัจจุบันการแข่งขันทางด้านคอนเทนต์และปริมาณของแบรนด์ที่ทำโซเชียลมีเดียเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ส่งผลให้เกิดการปรับเปลี่ยนของทั้งทางแพลตฟอร์มเองที่ต้องการให้พื้นที่ของตัวเองนั้นไม่เต็มไปด้วยคอนเทนต์โฆษณาหรือยัดเยียดขายของจากแบรนด์
ยกตัวอย่าง เช่น การปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องของค่า Reach ในเฟซบุ๊ก www.brandage.com/article/2078/Reach-Facebook-Declined ส่งผลให้ค่าโฆษณาแพงขึ้นต่อเนื่องทุกปี แน่นอนว่าอินสตาแกรมเองก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน หรือในแพลตฟอร์มอื่นๆ อย่าง Line เอง ยอดบล็อกก็เพิ่มสูงขึ้นทุกปี ต่อเนื่องมาจากการเพิ่มขึ้นของ Line@ Account และ Line Official Account ที่เมื่อเรากดติดตามมากขึ้น จะทำให้หน้าจอแชตถูกรบกวนจากสิ่งที่แบรนด์ส่งมา
ทั้งหมดทั้งมวลนี้จะส่งผลให้การสื่อสารถึงผู้บริโภคโดยไม่ใช้เงินค่ามีเดียเป็นไปได้ยากขึ้นไปอีก ดังนั้น แบรนด์จึงหันมาหาอรรถประโยชน์ด้านอื่นๆ แทน เช่น การดูแลลูกค้า การใช้แชตบอต การเขียนแอปพลิเคชันในโซเชียลลงไปในแพลตฟอร์มต่างๆ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากบริการใหม่ๆ ของผู้บริการแพลตฟอร์มเหล่านี้ ทั้ง Line Business Connect, Facebook ChatBot, Google Business สำหรับ SMEs
ทำให้ต่อไปการใช้โซเชียลมีเดียสำหรับแบรนด์จึงจะกลายเป็นการให้บริการทางธุรกิจ หรือบริการต่างๆ แทนช่องทางการสื่อสาร
ตัวอย่างการใช้ Line Business Connect ของ SCB ในการบริการผู้ใช้บัตร ซึ่งสามารถตรวจสอบแต้ม ดูรายละเอียด หรือทำธุรกรรมผ่าน Line Official Account ซึ่งยอดบล็อกเรตต่ำมาก
3. การทำคอนเทนต์แบบไลฟ์สไตล์อ้อมๆ จะหมดไป แต่ Branded Content จะกลับมา
กระแสการทำคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งมีมาประมาณ 5-6 ปีแล้ว ตอนนี้แบรนด์เกือบทุกแบรนด์หันมาทำคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งจริงจังกันมาสักระยะ ซึ่งโมเดลในการทำงานส่วนใหญ่มุ่งหวังที่จะสร้างผู้อ่านหรือผู้ติดตาม ส่วนใหญ่จะทำง่ายๆ โดยการเลือกคอนเทนต์ประเภทไลฟ์สไตล์ต่างๆ ซึ่งไม่เกี่ยวกับแบรนด์มากนักมาใช้ในการดึงดูดกลุ่มเป้าหมาย ด้วยเหตุผลด้านราคาที่ถูกกว่าการสร้างคอนเทนต์เฉพาะและมีประสิทธิภาพในการดึงคนอ่านดีกว่า Branded Content
แต่ท้ายที่สุดเมื่อตลาดมีการผลิตคอนเทนต์เหล่านี้มาจำนวนมาก จะทำให้ประสิทธิภาพของคอนเทนต์ประเภทนี้ตกลงอย่างชัดเจน ด้วยเหตุผล 3 ประการของความยากในการทำคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้ง คือ
ดังนั้น แบรนด์หลายแบรนด์จึงหันกลับมาให้ความสำคัญกับการสร้างเอกลักษณ์ของคอนเทนต์ตัวเองโดยใช้แบรนด์ตัวเองเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้าง ซึ่งทำให้กระแสการทำ Branded Content จะกลับมาอีกครั้ง เป็นการนำเอาแบรนด์ไปสร้างจุดแตกต่างของคอนเทนต์ให้คนรู้สึกอยากติดตามมากขึ้น และผลก็ส่งกลับมาที่แบรนด์ได้เร็วขึ้นนั่นเอง
ซักคืนนี้ “พรุ่งนี้แห้ง”
มีเสื้อผ้าใส่ทันแน่ แถมไม่กังวลว่าจะหมดเวลาครึ่งวันไปกับการซักผ้า เพราะ.." ก่อนหยุดสุดสัปดาห์ มักเป็นวันศุกร์ " #dietomorrow pic.twitter.com/iZRmHnqlux— Tops Thailand (@topsthailand) November 10, 2017
มุกตลกของ Tops Supermarket ในทวิตเตอร์ที่นำเอาโปรโมชันลดราคาผูกกับคอนเซปต์ภาพยนตร์หรือรายการดัง ซึ่งทำให้ผู้ติดตามเพิ่มขึ้น
https://www.facebook.com/JonesSaladThailand/photos/a.2000510046851147.1073741882.1409656432603181/2000510213517797/?type=3&theater
Jone’s Salad ร้านขายสลัดที่สร้างคาแรกเตอร์ลุงโจนส์ผู้มาย่อยเรื่องอาหารการกินถูกวิธีให้เข้าใจง่ายด้วยรูปแบบการ์ตูนที่มีคนติดตามกว่าล้านคน
4. แบรนด์จะสร้างความผูกพันอันแน่นแฟ้นมากขึ้น ด้วยการดึงคนจากออนไลน์มาสู่ประสบการณ์ร่วมจริงๆ ใน On-ground (Online to On-Ground)
แบรนด์หลายๆ แบรนด์ได้สร้างความผูกพัน หรือ Engagement ผ่านทางช่องทางโซเชียลมากขึ้น เรารู้จักการทำคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้ง การทำกิจกรรมผ่านทางออนไลน์ต่างๆ หรือแม้กระทั่งการทำออนไลน์วิดีโอต่างๆ เพื่อมุ่งหวังให้ผู้ติดตามมีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ เพื่อสร้างความรู้สึกที่ดี
แต่เราจะพบได้ว่าข้อจำกัดของออนไลน์มีอยู่มากมาย และผู้บริโภคก็ไม่สามารถมีความผูกพันอันดีกับแบรนด์ผ่านทางช่องทางดิจิทัลเพียงอย่างเดียว (ไม่เช่นนั้นความสัมพันธ์นั้นคงเป็นแบบ Virtual Relationship หรือคล้ายๆ กับการจีบกันผ่านไลน์แต่ไม่เคยเจอหน้ากันเลย) ดังนั้น เทรนด์ของการสร้างความผูกพันแบบ Online to On-ground จะมีมากขึ้นในปีหน้า เพื่อยกระดับความสัมพันธ์ไปมากกว่าเดิม โดยอีกจุดประสงค์หนึ่งก็คือต้องการที่จะระบุตัวตนของลูกค้า หรือแฟนของเราให้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย
ตัวอย่างการดึงเอาแฟนมาร่วมสร้างประสบการณ์กับแบรนด์ของ BNK48 แม้จะเป็นเรื่องของวงดนตรี แต่เราจะเห็นลักษณะนี้มากขึ้นอีกในการทำการตลาดของแบรนด์
5. อินฟลูเอนเซอร์ที่มีชื่อเสียงจะกลายเป็นเหมือนเซเลบริตี้และ Micro-Influencers จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น
Influencer Marketing เป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญมาหลายปีแล้ว จากสาเหตุที่ว่าเมื่อการมาถึงของโซเชียลมีเดียและออนไลน์ คอมมูนิตี้ต่างๆ ผู้บริโภคย่อมไม่เชื่อแบรนด์อีกต่อไป แต่เลือกที่จะเชื่อผู้นำทางความคิดต่างๆ
ทุกวันนี้มีอินฟลูเอนเซอร์และบล็อกเกอร์หน้าใหม่เกิดขึ้นแทบทุกวัน ซึ่งคนที่ทำได้ดีก็จะมีผู้ติดตามเพิ่มขึ้นเป็นหลักแสน หลักล้าน นำมาซึ่งผลประโยชน์ทางด้านธุรกิจที่มาจากแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นการจ้างเขียนรีวิว การทำสปอนเซอร์โพสต์ หรือการดูแลจากฝ่ายประชาสัมพันธ์ของแบรนด์ที่ส่งผลต่อการพูดถึงสินค้าหรือบริการของแบรนด์แบบมีลูกเกรงใจ ทำให้บางครั้งผู้มีอิทธิพลเหล่านั้นอาจจะมุ่งเข้าสู่เรื่องของธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
และจากการที่มีผู้ติดตามมากขึ้นนั่นเอง ส่งผลกระทบต่ออัลกอริทึมของเฟซบุ๊กที่ทำให้ Reach ลดลง รวมไปถึงค่า Engagement Rate จะต่ำลง ในขณะที่สิ่งที่แลกเปลี่ยนคือชื่อเสียงและภาพลักษณ์ ทำให้อินฟลูเอนเซอร์เหล่านั้นปรับสภาพกลายเป็นเซเลบริตี้ คือถูกใช้กับแบรนด์ในเชิงสร้างการรับรู้ในวงผู้ติดตาม เป็นพรีเซนต์สินค้า เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ มากกว่าการโน้มน้าวทางความคิดที่แตกต่างจากเมื่อก่อน
นั่นทำให้พลังของการโน้มน้าวทางความคิดไปอยู่กับกลุ่ม Micro-Influencers กลุ่มเล็กๆ เพิ่มขึ้น เพราะผู้บริโภคเชื่อว่ากลุ่มคนเหล่านี้ที่มีผู้ติดตามน้อยอยู่ ก็เปรียบเสมือนตัวแทนผู้บริโภคมากกว่า เพราะยังไม่เป็นคนดังที่จะมีงานโฆษณาเข้ามามหาศาล หรือกลุ่มเหล่านี้มีความสนใจเฉพาะด้านมากๆ ซึ่งกลุ่ม Micro-Influencers จะมี Engagement Rate ที่สูงกว่า
ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้หมายความว่าอินฟลูเอนเซอร์ดังๆ จะหมดความน่าเชื่อถือ แต่บทบาทของเขาเหล่านั้นจะเปลี่ยนไปเป็นผู้สร้างการรับรู้และสร้างความน่าสนใจที่ทรงประสิทธิภาพมากกว่าที่จะเป็นผู้โน้มน้าวทางการกระทำนั่นเอง
ในปีหน้าน่าจะเห็นการใช้อินฟลูเอนเซอร์มาร์เก็ตติ้งที่ผสมผสานกันระหว่างรายใหญ่และรายเล็กเพื่อประสิทธิภาพมากขึ้น โดยสิ่งที่ส่งผลต่อเทรนด์เหล่านี้นอกจากเรื่องของตัววัดผลแล้ว ยังเป็นการเกิดขึ้นของ Platform Micro-Influencer ต่างๆ มากมายไม่ว่าจะเป็น Revu หรือ Tellscore ที่ทำให้เราเข้าถึง Micro-Influencer เหล่านี้ได้มากขึ้นอีกด้วย
ตัวอย่างแพลตฟอร์มของ Micro-Influencer
6. ปีรุ่งเรืองของ eSports
กระแสของ eSports โด่งดังสุดๆ ในปีที่ผ่านมา ตั้งแต่มีการสนับสนุนจากบอร์ด กกท. ให้บรรจุเป็นกีฬาอย่างเป็นทางการ และความสำเร็จของเด็กไทยในเวทีต่างๆ ทุกประเภทเกม รวมไปถึงความสำเร็จของเกม ROV ที่มียอดผู้ดาวน์โหลดกว่า 10 ล้านคน ทำให้ eSports คือสิ่งที่จะเข้าถึงกลุ่มวัยรุ่นและผู้เล่นเกมออนไลน์ซึ่งเป็นกลุ่มที่ค่อนข้างใหญ่มาก สะท้อนได้จากมูลค่ารางวัลที่เพิ่มขึ้นทุกปี และที่สำคัญยังไม่มี แบรนด์ใหญ่แบรนด์ไหนที่จริงจังกับการสนับสนุน เนื่องจากเจ้าของแบรนด์อาจจะยังไม่คุ้นเคยหรือไม่รู้จักเกมเหล่านี้มากนัก
แต่จากปัจจัยต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น รวมไปถึง Workpoint ได้นำการถ่ายทอดสดการแข่งขัน ROV มาฉายผ่านช่องของตน และกระแสตอบรับค่อนข้างดีนั้น เชื่อได้ว่า ปีหน้าเป็นปีทองของ Brand Sponsorship ของ eSports และทุกคนจะหันมาจับตลาดเกมมากขึ้นอย่างแน่นอน และแบรนด์จะใช้ช่องทางนี้เข้าถึงและเอาชนะใจคอเกมเมอร์ต่างๆ ได้เป็นอย่างดี


แบรนด์ขนมคางกุ้งอย่าง Monori ก็เป็น Official Sponsor ให้กับทีมชื่อดังอย่าง Bacon จากเกม ROV


ที่เกาหลี Samsung มีทีมเป็นของตัวเอง ในทุกเกมไม่ว่าจะเป็น DotA CS:GO และชนะกวาดรางวัลมากมายเช่นกัน
7. แบรนด์จะหันกลับมาลงทุนใน Digital Ecosystem & Platform
เทรนด์นี้เป็นเทรนด์ที่ส่งผลมาจากข้อ 2 ที่ว่าด้วยโซเชียลมีเดียจะกลายเป็น Services & Solutions มากขึ้น แต่มองในภาพรวมขององค์กรว่าหลังจากการลงทุนในโซเชียลมีเดีย ทั้งในแง่ของคอนเทนต์หรือการโฆษณา แบรนด์จะเริ่มพบว่าค่าใช้จ่ายต่างๆ เริ่มสูงขึ้นทุกปี ในขณะที่ความยากของการแข่งขันในการแย่งความสนใจชั่วครั้งชั่วคราวอย่างการทำ Online Video หรือ การทำ Social Ads เริ่มเป็นการทำการตลาดระยะสั้น ไม่ตอบเรื่องของการสร้างความสัมพันธ์อย่างยั่งยืนกับแบรนด์ในระยะยาว จะทำให้แบรนด์หันมาพิจารณา Digital Ecosystem มากขึ้น
ซึ่งเรื่องของ Digital Ecosystem คือการลงทุนในระบบนิเวศของดิจิทัลเพื่อให้ผู้บริโภคมีช่องทางการติดต่อกับแบรนด์ในทุกช่องทางที่มี ตั้งแต่เริ่มลงทะเบียนใช้บริการ มีประสบการณ์ที่ดีในช่องทางเหล่านั้น ได้รับบริการที่เหมาะสม และข้อมูลที่เชื่อมถึงกันอย่างเป็นระบบ เพื่อตอบสนองความพึงพอใจของผู้บริโภคสูงสุด ไม่ว่าจะเป็น Website, Social Media, Line, Application, E-services, CRM, In-Store Platform ที่เชื่อมต่อถึงกันด้วยระบบข้อมูลเดียวกัน และสร้างระบบนิเวศของแบรนด์ขึ้นมาเพื่อรักษาลูกค้าให้อยู่กับแบรนด์ในระยะยาวต่อไป
การประกาศว่า SCB Easy ไม่ใช่แค่แอปพลิเคชันการเงินแต่เป็นแพลตฟอร์มใหม่ของแบรนด์
แสนสิริ เปิดตัว Home Service Application สร้างระบบนิเวศของดิจิทัลหลังจากการเป็นลูกบ้าน และเตรียมขยายต่อยอดไปยังแพลตฟอร์มอื่นๆ
8. ยุคของตัวเลขและการเก็บข้อมูลจะกลับมา และครีเอทีฟต้องทำงานมากขึ้น (Data Driven Creative Marketing)
การเข้ามาของดิจิทัลแรกๆ นั้น นักการตลาดอยู่ในช่วงของการเรียนรู้ลองผิดลองถูกกันเกือบทั้งหมด ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าอะไรดีหรือไม่ แต่ในปีหน้าผลของการลองผิดลองถูกจะแสดงผลออกมาในรูปแบบของตัวเลขอย่างชัดเจนมากขึ้น เป็นผลจากการปรับปรุง Dashboard วัดผลของแพลตฟอร์มต่างๆ ให้ดีขึ้น และการให้ความรู้เรื่องการใช้เครื่องมือวัดผลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Google Analytics, Facebook Insight และ Social Listening Tools ต่างๆ แก่นักการตลาดทั่วไป
ทำให้ปีหน้านักการตลาดจะเริ่มนำตัวเลขต่างๆ มาพยายามวัดประสิทธิภาพของงานโฆษณาและงานครีเอทีฟมากขึ้น (เห็นได้จากเริ่มมีการนำกฎ 5 วินาที การวัดผลจาก Complete View มากกว่า View การขอผลการ Optimized ของคอนเทนต์ต่างๆ) ทำให้สิ่งเหล่านี้กระทบการทำงานเชิงสร้างสรรค์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เสมือนกับยุคการทำ Traditional Marketing ที่เริ่มมีการทำ Ad Test ซึ่งกลายมาเป็น KPI ของครีเอทีฟสมัยก่อน ทำให้ครีเอทีฟเอเจนซีต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อตอบสนองตัวเลขเหล่านี้ได้อย่างทันท่วงที
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การใช้ตัวเลขและข้อมูลเหล่านี้จำเป็นต้องเข้าใจและวัดผลให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น มิเช่นนั้นผลที่ออกมาอาจจะผิดก็ได้
อีกเรื่องหนึ่งคือการเก็บข้อมูลเพื่อนำมาต่อยอดในการคิดงานสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นขั้นต่อมาของการวัดผล ซึ่งแบรนด์จะเริ่มเห็นความสำคัญมากขึ้น และมีการทำแคมเปญเพื่อเก็บข้อมูลของลูกค้ามากขึ้นในปีหน้า เนื่องจากเทรนด์ของโลกนั้นได้มีการนำข้อมูลมาใช้ในงานโฆษณาที่หลากหลาย และข้อมูลของลูกค้ากลายเป็นมูลค่าทางการเงินที่มีมูลค่าสูงที่ส่งผลต่อมูลค่าของบริษัทและแบรนด์อีกด้วย
ตัวอย่างการนำข้อมูลมาใช้กับแคมเปญสร้างสรรค์
https://www.youtube.com/watch?v=oxbipSM8GmA
Whirlpool Care Count ที่ใช้ระบบการเก็บข้อมูลเชิงสถิติ หาความสัมพันธ์ของการซักผ้า กับการขาดเรียน
https://www.youtube.com/watch?v=GFVcR760kY8
Snickers Hungerithm ที่นำข้อมูลจากโซเชียลมาออกแบบส่วนลดตามคำที่แสดงถึงความโมโหในโซเชียล
Cover Photo: Thiencharas.w
The post 8 เทรนด์การตลาดและโฆษณาของไทยที่จะเกิดแน่ๆ ในปี 2018 appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลังจากโฆษณาชุด ‘Growing Up’ ตัวล่า […]
The post เปิดมหากาพย์ศึก ‘แซะ’ ระหว่าง Samsung vs Apple ใครเริ่มก่อน แล้วใครชนะ? appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลังจากโฆษณาชุด ‘Growing Up’ ตัวล่าสุดของ Samsung Galaxy ที่ออกมา ‘แซะ’ คนใช้ iPhone อย่างที่เรียกได้ว่าเจ็บจี๊ดไปถึงทรวง เมื่อในภาพยนตร์แสดงถึง iPhone แฟนบอยคนหนึ่งที่ใช้ iPhone มาตลอดและเพื่อนสาวของเขาที่เป็นสาวก Samsung โดยหยิบเอา pain ต่างๆ ของคนใช้ Apple ไม่ว่าจะเป็นฉากแรกๆ ที่เป็นเรื่องของหน่วยความจำที่น้อยนิดทำให้ตัวเอกถ่ายรูปไม่ได้เพราะเมมเต็ม (16 GB และไม่สามารถเพิ่ม MicroSD ได้) การพิมพ์เบอร์และการเขียนของ Galaxy Note ระบบกันน้ำ มาจนถึงการเอาสายแจ็กเสียบหูฟังออกจนต้องหาสายมาพ่วงฟังเพลงแสนยุ่งยาก จนในที่สุดตัวเอกตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้ Samsung และหันกลับไปมองแถวอันยาวเหยียดที่ต่อคิวรอซื้อ iPhone X พร้อมหันหลังเดินจากไปตบท้ายด้วย copy เจ็บๆ ว่า ‘Upgrade to Galaxy’ อารมณ์ประมาณว่าตอนนี้ Samsung มีฟังก์ชันหรือฮาร์ดแวร์เหนือกว่า iPhone ไปแล้ว คนใช้ iPhone อัพเกรดมาได้แล้ว
https://www.youtube.com/watch?time_continue=1&v=R59TevgzN3k
ฉากแซวแถบกล้องหน้าสุดแสนจะแสบสันของ Samsung ที่มีต่อ iPhone X
เรียกได้ว่าเป็นการกัดที่เจ็บแสบรุนแรงที่สุดของ Samsung เลยทีเดียว แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการไฝว้กันแบบนี้ระหว่างสองค่ายมือถือยักษ์ใหญ่ มหากาพย์การต่อสู้ทางการเปรียบเทียบนี้เริ่มมาจากไหน?
โดยปกติแล้วการทำโฆษณาเปรียบเทียบ และแสดงให้เห็นแบรนด์คู่แข่งนั้น ในทางกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกาสามารถกระทำได้ตราบใดที่โฆษณาดังกล่าวเป็นความจริง พิสูจน์ได้ และคนอเมริกันเองก็ไม่ถือเรื่องนี้ว่าเสียมารยาท แตกต่างจากบ้านเราที่ทั้งผิดด้านกฎหมายและผิดทั้งมารยาท ดังนั้นในอเมริกา การแซะ กันทางโฆษณาถือเป็นเรื่องปกติ
แล้วใครเริ่มก่อน?
ถ้าย้อนกลับในปีที่ iPhone ถือกำเนิดขึ้นคือปี 2007 ในยุคนั้นคู่เอก ยังไม่ใช่ Apple vs Samsung แต่เป็น Nokia กับ BlackBerry ซึ่งยุคแรกๆ นั้นยังไม่มีค่ายมือถือไหนเลยที่เริ่มประเพณี ‘เปรียบเทียบ’ ทางฟีเจอร์ และคนแรกที่เริ่มประเพณีคือ…
‘สตีฟ จ็อบส์’
ครับ จ็อบส์ คือคนที่เปิด first blood ในการต่อสู้ที่เป็นมหากาพย์ครั้งนี้ด้วยการนำมือถือที่มีในตลาดเวลานั้นมาเล่าให้ฟังถึงข้อเสียจากการมี ‘ปุ่ม’ เพื่อกรุยทางสู่การเปิดตัว UI ของ iPhone ที่ใช้ระบบ Touchscreen จาก Keynote ในตำนานของเขาในปี 2007
หลังจาก Keynote ในตำนานนี้ iPhone ก็สามารถสร้างปรากฏการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ให้วงการมือถือในขณะนั้น จน iPhone เริ่มกลายเป็นมือถือที่ใครๆ ก็อยากได้มาครอบครอง
แต่สงครามคงไม่สนุกถ้าขาดตัวละครและอรรถรสทางการแข่งขัน ในปี 2010 หลังจากความยิ่งใหญ่ของ Apple กับ iOS เติบโตขึ้นเรื่อยๆ Android ก็ถือกำเนิดขึ้น โดย google ภายใต้การนำของ เอริก ชมิดต์ (Eric Schmidt) ซึ่งก็ดูเป็นปกติของการแข่งขัน หากแต่ว่าในช่วงที่ Apple พัฒนา iOS อย่างเป็นความลับอย่างที่สุด เอริก ชมิดต์ ดันทะลึ่งนั่งเป็นบอร์ดบริหารอยู่ซะด้วย
สตีฟ จ็อบส์ โกรธจัดจนถึงเคยลั่นวาจาประกาศสงครามนิวเคลียร์ชนิดเหี้ยมสุดๆ กับระบบปฏิบัติการนี้ ซึ่งมีเขียนอยู่ในหนังสืออัตชีวประวัติเขาด้วยว่า
“I will spend my last dying breath if I need to, and I will spend every penny of Apple’s $40 billion in the bank, to right this wrong. I’m going to destroy Android, because it’s a stolen product. I’m willing to go thermonuclear war on this,” – Steve Jobs to Walter Isaacson, March 2010.
ซึ่งต่อมา Apple ตะลุยไล่ฟ้องทุกคนที่เกี่ยวข้องกับระบบปฏิบัติการ คู่แข่งทุกรายที่มีช่องว่างในการฟ้องร้องไม่ว่าจะเป็น HTC, Nexus และ Samsung Galaxy S ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในปี 2010 ว่าลอก iPhone ซึ่งทีมกฎหมายของ Apple ฟ้อง Samsung ในหลายๆ ประเทศ และศาลตัดสินให้ Apple ชนะ Samsung ทุกประเทศ ยกเว้นประเทศเกาหลีใต้ (คงไม่ต้องบอกว่าทำไม) ซึ่ง Samsung ต้องจ่ายค่าเสียหายให้ Apple หลายหมื่นล้านบาท (ดูรายละเอียด Apple Inc. v. Samsung Electronics Co.)
เมื่อ Apple เข้มข้นในสนามกฎหมายแล้ว Samsung เองก็คงเก็บความแค้นนี้ไว้ในใจ และแสดงออกมาด้วยการตาม ‘แซะ’ ทุกกระบวนท่าที่แซะได้ระหว่างมือถือของตัวเองและ iPhone เพื่อมาสู้กับ Apple ในสนามของโฆษณา ซึ่งกว่าที่ Samsung จะสามารถงัดกับ iPhone ได้ ก็เริ่มที่รุ่น S2 เป็นตัวแรก
ยกที่ 1: Samsung Galaxy S2 vs iPhone 4 แซะฟีเจอร์ดีไม่ต้องต่อคิวรอนาน (2011)
ยกแรกที่ Samsung ออกมาซัดกับ iPhone ก็คือโฆษณาชุด ‘The Next Big Thing’ ที่แซะคนที่ต่อคิวรอซื้อ iPhone ใหม่ แสดงให้เห็นถึงเหตุการณ์บ่นๆ พูดคุยกันและสงสัยสาวก Apple ว่าทำไมคนเหล่านั้นไม่มาเข้าแถว (ฟระ?) แล้วค้นพบว่าพวกเขาคือคนที่ใช้ Samsung Galaxy S2 ที่มีฟีเจอร์มากมาย และตบกลับมาที่ว่า นี่แหละ The Next Big Thing ผลตอบรับของโฆษณานี้ Samsung โดนแฟนๆ Apple หัวร้อน ด่ายับตามระเบียบ
ยกที่ 2: Samsung Galaxy S3 vs iPhone 5 แซะฟีเจอร์ (2012)
ภาคหนึ่งของการแซวยังแสบไม่พอ คราวนี้มาภาคสองกันเลย กับโฆษณาของ Samsung Galaxy S3 เมื่อคิวต่อแถวยังคงรอต่อไปกับการซื้อ iPhone 5 ใหม่ ซึ่งก็ยังคงเป็นเรื่องราวของคนต่อคิวซื้อ iPhone และคนใช้ Samsung ที่เดินอยู่นอกแถวมาโชว์ลูกเล่น S3 ให้คนในแถวอิจฉาเล่นๆ
แต่ที่ต่อยอดไปกว่านั้นคือ Samsung ทำโฆษณา Print Ads เปรียบเทียบ S3 กับ iPhone 5 ว่าด้วยเรื่องฟังก์ชันและฟีเจอร์ที่มากกว่าของ S3 พร้อมคำพาดหัว ‘ไม่ต้องเป็นอัจฉริยะก็พอจะทราบได้ว่า…’ เป็นการแซะเรื่องฟังก์ชันและฟีเจอร์ที่มากกว่า
ซึ่งแฟน Apple ที่หัวร้อนเองก็นำ Ad ตัวนี้ไปแก้พาดหัวแล้วส่งกลับคืนไปแสบเหมือนกันว่า ‘อย่าหยุดที่พลาสติกราคาถูก’ เป็นการแซะเรื่องคุณภาพวัสดุที่เป็นพลาสติกใช้ทำ Galaxy S3
และแถมท้ายนิดๆ ถ้าจำกันได้ถึงเรื่อง Apple Maps ตอนแรกที่ยังไม่สมบูรณ์ พาคนหลง Samsung ก็ออกโฆษณากัดเบาๆ อีกว่า “อุ๊ปส์ คุณควรซื้อ S3 ไหม เพราะคุณจะได้รับระบบนำทางที่ไว้ใจได้”
ยกพิเศษ: Samsung ออกโฆษณาแซะ Apple ขี้ฟ้อง (2012)
ข่าวการฟ้องร้องเริ่มหลุดออกไปสู่สายตาชาวโลก จนกลายเป็นข่าวใหญ่โตว่า Samsung กำลังจะต้องจ่ายเงินก้อนโต ดังนั้นเลยมีโฆษณาชุดนี้ออกมาในออนไลน์ในช่วงที่จะมี Super Bowl การแข่งขันอเมริกันฟุตบอลที่ใหญ่ที่สุดที่นักโฆษณาพยายามเข็นโฆษณาสุดอลังระดับคานส์มาอวดกัน โดยโฆษณาชุดนี้ชิ่งไปยังเรื่อง ฟ้องร้อง แต่ไปเล่นกับการคิดโฆษณาอะไรก็ได้ ที่เกี่ยวกับ Supwer Bowl แต่ห้ามพูดคำว่า Super Bowl ในโฆษณา The Next Big Thing เพราะกลัวโดนฟ้องจาก ‘ใครก็ไม่รู้ที่อิจฉาเรา’
https://www.youtube.com/watch?v=vf2xRupwzoA
ยกที่ 3: Samsung Galaxy S4 vs iPhone 5s แซะฟีเจอร์ (2013)
โฆษณาแซะก็ยังมาไม่หยุดยั้ง คราวนี้จำลองสถานการณ์การพบกันระหว่างเพื่อนและพ่อแม่กับงานเลี้ยงจบการศึกษาริมสระ ที่สาวก Samsung อวดมือถือตัวเองด้วยฟีเจอร์ต่างๆ จนมีประโยคเด็ดจากคุณพ่อว่า “Some smartphones are smarter than other smartphones”
เมื่อการต่อสู้เข้มข้นขึ้น ร้อนไปถึง Microsoft ที่แอบทำโฆษณามากัดสาวกทั้งสองค่ายที่ต่อสู้กัน ด้วยโฆษณาเชิงห้ามทัพว่า ‘หยุดสู้กันสักที มาซื้อ Microsoft Phone ซึ่งเพิ่งซื้อ Nokia มาหมาดๆ ดีกว่า’ ซึ่งแน่นอนโดนสาวกทั้งสองค่ายด่าเตลิดเปิดเปิง
ยกที่ 4: Samsung Galaxy S5 vs iPhone 6 แซะจอใหญ่ แบตหมดไว กล้องไม่ชัด (2014)
Samsung มาคราวนี้ เริ่มต้นการแซะตั้งแต่ยังไม่ออกเลย เมื่อตามปกติของการออกมือถือรุ่นใหม่จะต้องมีข่าวหลุด ซึ่งคราวนี้ข่าวหลุดที่ทำให้เป็นประเด็นแซะคือ ‘ไม่มีอะไรใหม่ แค่หน้าจอใหญ่ขึ้น’ Samsung ก็เลยจัดโฆษณาเป็นเพื่อนสองคนนั่งคุยกันเรื่องการเปิดตัวมือถือใหม่ ที่สาวก iPhone ตื่นเต้นกับการเปิดตัวมือถือใหม่หน้าจอใหญ่กว่าเดิม แต่เพื่อนอีกคนก็พูดประมาณว่า “เอ็งรอสองปีเพื่อสิ่งนี้เลยเหรอ? แต่ของข้ามีมานานแล้วนะ”
และเมื่อเปิดตัวจริงๆ ก็เป็นจอที่ใหญ่ขึ้นจริงๆ Samsung เลยทวีตด้วยภาพที่เรียกได้ว่าเจ็บจี๊ดอีกดอก เมื่อแซะไปถึงศาสดาของสาวก iPhone ที่เคยพูดว่า “ไม่มีใครที่อยากจะซื้อมือถือใหญ่ๆ หรอก” แต่กลับกลืนน้ำลายตัวเองจากผู้บริหารรุ่นถัดมาที่ออกมือถือจอใหญ่เองซะงั้น
นอกจากเรื่องจอใหญ่แล้ว Samsung ยังแซะเรื่องแบตหมดไวของ iPhone ที่เป็นประเด็นในโซเชียลด้วยโฆษณาชุด ‘Wall Hugger’ หรือคนกอดกำแพง แสดงภาพให้เห็นถึงคนที่แบตใกล้หมดเลยไปชาร์จแบตติดกำแพง แต่ในขณะที่ Samsung มีโหมด Power Saving ที่เซฟแบตได้เป็นวันๆ
และเรื่องสุดท้ายที่แซะ คือเรื่องกล้องที่ในโฆษณา Samsung เคลมชัดๆ เลยครับว่า ‘กล้องถ่ายละเอียดกว่า iPhone ถึง 2 เท่า’
ยกที่ 5: Samsung Galaxy Note 4 vs iPhone 6 แซะจอใหญ่ ไร้จินตนาการ (2014)
Samsung เริ่มที่จะเอา product line ตระกูล Note มาสู้กับ iPhone อย่างจริงๆ จังๆ เพราะค้นพบแล้วว่า Note คือมือถือที่จะสามารถงัดความเป็นผู้นำผูกขาดของ iPhone ลงได้ ซึ่งใช้จังหวะที่ iPhone 6 เปิดตัว Samsung ก็ออกแคมเปญ ‘It doesn’t take a genius’ เป็นคลิปสั้นๆ 6 คลิป แซะฟีเจอร์ที่มีข่าวหลุดออกมาตั้งนานนม เทียบกับของ Samsung Note 4 ซึ่งดีกว่ามาตั้งนานเป็นมุกแสบๆ
และแสบที่สุดคือทวีตของเพจที่โชว์สเปกต่างๆ ของ Samsung Galaxy Note 4 พร้อมเขียนคำพาดหัวว่า ‘อ่ะ Apple นี่ไอเดียสำหรับ iPhone 7’ กัด Apple ที่เปิดตัวฟีเจอร์ต่างๆ ตาม Samsung ซึ่งจริงๆ แล้วกลยุทธ์ Apple ขณะนั้นคือ รอใส่เทคโนโลยีใหม่ๆ เมื่อพร้อม ทำให้ Samsung เปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ๆ ก่อน Apple เลยดูเหมือนลอกมานั่นเอง
ยกพิเศษ: Samsung แซะ iPhone 6 จองอได้
ยกนี้เข้าอารมณ์ ‘คนล้ม ให้รีบซ้ำ’ ด้วยช่วงนั้นถ้าพวกเราจำกันได้ iPhone 6 เจอคนรีวิวว่า มัน ‘งอ’ ได้จากการใช้แรงลองงอ iPhone ดูจนกลายเป็นเรื่องแซะกันทั่วโซเชียลในทุกๆ ค่ายมือถือ ซึ่งมีหรือที่ Samsung จะพลาด จัดซะหน่อย สองดอก
ยกที่ 6: Samsung Galaxy Tab vs iPad Air แซะบางแต่ฟีเจอร์เหนือกว่า (2014)
พักจาก Note กับ Galaxy S ผลัดกันแซะ iPhone มาทางฟาก Galaxy Tab ที่ไม่ยอมน้อยหน้า มาแซะ iPad Air ที่เพิ่งเปิดตัว ด้วยการล้อโฆษณา ชุด ‘Pencil’ ของ iPad แต่ทว่าเพิ่มเข้าไปด้วยฟีเจอร์ที่เยอะกว่า และทำอะไรได้มากกว่าแค่ ‘ความบาง’
ยกที่ 7: Samsung Galaxy S6 และ S6 Edge กับ iPhone 6s แซะฟีเจอร์และที่ชาร์จไร้สาย (2015)
ยังคงแซะเรื่องฟีเจอร์ต่างๆ เหมือนเดิม โฆษณาเน้นเรื่องฟังก์ชันที่มากกว่า ทั้งการชาร์จไร้สายและขอบจอของ S6 Edge แต่คราวนี้ไม่ได้แซะด้วยโฆษณา แต่เป็นคำพูดปิดท้ายอารมณ์ประมาณว่า เลข 6 ของบางคนทำอะไรได้มากกว่า 6 ของอีกคน
https://www.youtube.com/watch?time_continue=28&v=itvYetQEpjM
ยกที่ 8: Samsung Galaxy Note 5 vs iPhone 6s (2015)
ปะทะกันแบบซึ่งๆ หน้า เมื่อฝั่งของ iPhone เริ่มออกโฆษณาที่แซะชาวบ้านบ้าง แต่ไม่ได้เล็งเป้าไปที่ใครเป็นพิเศษ แต่โชว์ความอลังการของฟังก์ชันและ Ecosystem ต่างๆ พร้อมปิดประโยคจบว่า
“ถ้ามันไม่ใช่มือถือไอโฟน มันก็ไม่ใช่ไอโฟน”
Samsung มีหรือจะรอช้า ออกโฆษณา Note 5 โชว์ฟังก์ชันต่างๆ ทันที พร้อมล้อเลียนด้วยคำจบที่ว่า “นี่ไม่ใช่มือถือ นี่คือ Galaxy”
https://www.youtube.com/watch?v=YFi2nsE2-no
พักยก เมื่อ Note 7 ระเบิด (2016)
เป็นข่าวระดับโลกจนกลายเป็น meme ทั่วโลกอินเทอร์เน็ต เมื่อ Note 7 ถูกเรียกคืนทั่วโลกด้วยปัญหา ‘ระเบิด’ ซึ่งเป็นปีที่ Samsung สงบพักยก เพราะเอาเวลาไปแก้ปัญหาใหญ่นี้เสียก่อน ซึ่งในขณะที่แบรนด์และอินเทอร์เน็ตต่างเล่นตลกกับกรณีนี้เป็นการใหญ่ ฝั่ง iPhone กลับเลือกที่จะไม่ทำอะไรที่ล้อเลียน Samsung เลยแม้แต่น้อย (สุดยอดคนดี)
เริ่มต่อยกที่ 9: iPhone vs Android (2017)
คราวนี้เป็นฝั่ง iPhone ที่ออกตัวแซะแรงๆ แบบที่ไม่เคยทำมาก่อน แต่เป้าหมายไม่ใช่ Samsung แต่เป็นมือถือทุกค่ายที่เป็น Android ด้วย เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ด้วยโฆษณาง่ายๆ 5 ชุด ที่บอกถึงข้อดีของการย้ายมาใช้ iPhone ซึ่งมีการคาดว่า iPhone เริ่มประสบปัญหาจริงจังกับการโดนแย่ง market share จากบรรดา Android Phone ที่เกิดขึ้นมาแข่งมากมายแล้ว
https://www.youtube.com/watch?v=poxjtpArMGc
จนถึงยกปัจจุบัน นับได้ว่าสองคู่นี้เป็นไม้เบื่อไม้เมาที่คอยสู้รบตบมือกันมาตลอด แต่เป็นฝั่ง Samsung ที่ขยันออกมาแซะเกือบทุกรุ่นที่ออกมา โดยชูเรื่องที่ตนเหนือกว่า ที่น่าสังเกตคือ ปฏิกิริยาของบรรดาแฟนๆ ที่มีต่อโฆษณากัดแซะของ Samsung ที่มีท่าทีเปลี่ยนไปมาก ตั้งแต่ยุคแรกๆ ที่เสียงมักจะเทไปทางด่า Samsung ว่ายังไงก็ไม่มีทางก้าวข้าม Apple ไปได้ ปัจจุบันกลายเป็นแห่ชื่นชมโฆษณาตัวนี้ว่าเล่นประเด็นแสบ เป็นความเจ็บลึกๆ ในใจของคนที่เคยมีประสบการณ์กับ iPhone และเสียงในโซเชียลที่พูดถึงทั้งสองค่าย ณ ขณะนี้
ถ้าถามว่าใครชนะ? ผมคิดว่า… บนโลกนี้ไม่มีมือถือที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน แต่มันจะมีมือถือที่เหมาะที่สุดสำหรับคุณ ดังนั้นเราควรที่จะเลือกสิ่งที่เหมาะที่สุดสำหรับตัวเองครับ
**หมายเหตุ: โฆษณาหลายชุดที่ Samsung แซะถูกลบไปจาก official channel ของ Samsung จึงจำเป็นต้องหาลิงก์จากที่อื่นมาประกอบบทความในครั้งนี้
The post เปิดมหากาพย์ศึก ‘แซะ’ ระหว่าง Samsung vs Apple ใครเริ่มก่อน แล้วใครชนะ? appeared first on THE STANDARD.
]]>
โลกดิจิทัลที่พูดกันติดปากกลายเป็นคำ […]
The post หมดยุค ‘ย้อมแมวขาย’ ยุคดิจิทัลจะทำให้สินค้าที่เลวตายไวขึ้น appeared first on THE STANDARD.
]]>
โลกดิจิทัลที่พูดกันติดปากกลายเป็นคำสามัญไปแล้ว มันคือโลกที่เทคโนโลยีสำคัญๆ หลายๆ อย่างเข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมของมนุษย์ในการใช้ชีวิตไปจนหมดสิ้น
เอาง่ายๆ ทุกวันนี้มีใครตั้งนาฬิกาปลุกจากนาฬิกาจริงๆ อยู่บ้าง? ทุกวันนี้เราหาข้อมูลทำรายงานจากห้องสมุดหรือกูเกิล? ทุกวันนี้เราจะซื้อสินค้าโดยดูจากโฆษณาทีวี หรือจากความเห็นคนในพันทิป?
ในการสร้างแบรนด์และการขายสินค้าก็ถูกบีบบังคับให้ปรับตามโลกที่เปลี่ยนแปลงเช่นกัน จากเมื่อก่อนเราคือผู้เลือกว่าจะสื่อสารอะไร จะสร้างจุดขายอย่างไร จะใช้สโลแกนว่าอะไร ในวันที่สื่อยังจำกัดอยู่แค่ไม่กี่รูปแบบ และคนยังติดต่อกันไม่สะดวกมากนักเวลาอยากทราบข้อมูลเพิ่มเติม
แต่ในวันนี้สื่อมีอีกมากมายหลากหลาย อินเทอร์เน็ต มือถือ เสิร์ชเอนจิน คอมมูนิตี้ออนไลน์ต่างๆ เช่น เว็บบอร์ด หรือโซเชียลมีเดีย กลายเป็นสื่อใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น พร้อมกับการติดต่อสื่อสารเพื่อสอบถามข้อมูลที่ง่ายขึ้น
เมื่อการเข้าถึงข้อมูลง่ายขึ้น การตัดสินใจของคนจึงเปลี่ยนแปลงไปแบบไม่มีวันย้อนกลับไปเป็นแบบเดิม เช่นเดียวกัน เราคงไม่มีวันย้อนกลับไปใช้เพจเจอร์ ในเมื่อเรามี SMS หรือ Line มาแทนเป็นที่เรียบร้อย ดังนั้นนี่คือสิ่งที่เราต้องปรับตาม
เมื่ออำนาจในการสร้างแบรนด์อยู่ในมือลูกค้า
มีคำกล่าวว่า The power of branding has shifted to consumers not the brand. คำนี้คงไม่เกินจริงไปนัก เพราะจากเทคโนโลยีที่ทำให้คนสามารถหาข้อมูล พร้อมแสดงความคิดเห็นได้ มันทำให้คนสามารถเห็นและอ่านความรู้สึกจริงๆ ของคนด้วยกันเองที่มีต่อสิ่งอื่นๆ
แน่นอน ผู้บริโภคย่อมเชื่อผู้บริโภคด้วยกันเองมากกว่าบริษัทหรือองค์กรอยู่แล้ว และยิ่งเป็นผู้มีอิทธิพลมากๆ อย่าง เพื่อน ครอบครัว ผู้ใช้งานหรือลูกค้าเหมือนกัน ยิ่งน่าเชื่อถือมากขึ้น มีสถิติจาก Harris Interactive เปิดเผยว่า ผู้คน 74% ยึดข้อมูลจากคนในโซเชียลในการตัดสินใจซื้อสินค้า 92% เชื่อคนอื่นมากกว่าเชื่อโฆษณา ขณะที่โฆษณามีผลเพียง 33% (ข้อมูลจาก Nielsen)
แล้วสิ่งเหล่านี้เกี่ยวกับการสร้างแบรนด์อย่างไร?
Branding คือการสร้างทัศนคติ ความรู้สึกร่วมทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับสินค้า ให้สินค้านั้นมีความแตกต่างและมีคุณค่าในความคิดของผู้บริโภค พูดอีกมุมหนึ่งคือ Branding คือศาสตร์และศิลป์ที่ทำให้ผู้บริโภคให้คุณค่ากับสินค้านอกเหนือจากคุณค่าด้านฟังก์ชัน
เมื่อก่อนการสร้างแบรนด์คือการใช้เครื่องมือการสื่อสารการตลาดต่างๆ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้ผู้บริโภครู้สึกผ่านโฆษณา สโลแกน แพ็กเกจจิ้ง อีเวนต์ การดูแลหลังการขาย และอื่นๆ ผ่านสื่ออย่างทีวี วิทยุ บิลบอร์ด นิตยสาร สื่อ ณ จุดขาย ฯลฯ
แต่ในยุคนี้ถ้าคน ‘ฟังคน’ มากกว่า ‘ฟังแบรนด์’ แปลว่าต่อไปการให้คุณค่า หรือการที่จะจดจำสินค้าหรือแบรนด์ ผู้บริโภคจะอ้างอิงตามที่คนอื่นพูดถึงแบรนด์นี้
ถ้าแบรนด์โฆษณาว่าตัวเองคุณภาพดี แต่ในคอมเมนต์มีแต่คำด่าเรื่องคุณภาพของแบรนด์–ใครจะเชื่อ
ถ้าแบรนด์ลงบทความพูดถึงคุณสมบัติตัวเองด้านความเร็ว แต่ในพันทิปเต็มไปด้วยคำว่าช้า–ใครจะเชื่อ
ถ้าแบรนด์บอกว่าตัวเองสามารถส่งของได้รวดเร็วไม่แตกหัก แต่ในเพจตัวเองมีแต่คนโพสต์รูปสินค้าแตกเวลาส่งกับคุณ–ใครจะเชื่อ
ถ้าแบรนด์บอกว่าคุณเป็นองค์กรที่มีธรรมาภิบาล แต่มีพนักงานในองค์กรออกมาโพสต์บ่นถึงความไม่เป็นธรรม–ใครจะเชื่อ
คำถามคือ เราจะรู้สึกกับสินค้าดังกล่าวแบบที่สินค้าพยายามโฆษณาบอก หรือจะรู้สึกตามที่คนพูดถึงสินค้าตัวนี้กัน?
ใช่ เราไม่สามารถพูดได้อีกต่อไปว่าเราเป็นอย่างไร ถ้าสิ่งที่เราเป็นจริงๆ นั้น ไม่ได้ทำให้ผู้บริโภครู้สึกตามที่เราพูด
แต่มันเป็นสิ่งที่เรา ‘ทำ’ ต่างหาก
ถ้าส่งมอบประสบการณ์อย่างไรให้กับผู้บริโภค แบรนด์ก็จะได้แบบนั้น ยุคนี้เป็นยุคที่คนสามารถพูดถึงแบรนด์ และเข้าถึงแบรนด์ได้มากกว่ายุคก่อนด้วยอินเทอร์เน็ต มันเป็นยุคที่หมดเวลา ‘ย้อมแมวขาย’ คุณไม่สามารถขายสินค้าเลวๆ ได้ด้วยโฆษณาสวยๆ อีกต่อไป เพราะโลกโซเชียลจะทำให้ความเลวของสินค้าคุณถูกเปิดเผย แล้วคุณก็จะตายไวขึ้น
แบรนด์ควรจะทำอย่างไรต่อจากนี้?
สิ่งหนึ่งที่แบรนด์ควรรู้ในการทำ Digital Branding คือเสียงที่แท้จริงของผู้บริโภคจะเป็นตัวกำหนดเองว่าคุณเป็นอย่างไร
มันไม่ใช่เรื่องที่คุณอยากพูดว่าคุณเป็นอย่างไร หรือคุณจ่ายเงินให้คนอื่นพูดว่าคุณเป็นอะไร
แต่มันอยู่ที่ลูกค้าของคุณ ‘พูด’ อย่างไร แล้วคุณต้องเริ่ม ‘สร้าง’ จากตรงนั้นขึ้นมา
เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณทำโฆษณา ซื้อ Advertorial ให้สื่อออนไลน์พาดหัวเรื่องดีๆ เกี่ยวกับคุณ หรือให้ Influencers แนะนำคุณแล้วจ่ายเงินบูสต์โพสต์ออกไป แต่ในคอมเมนต์กลับปราศจากผู้ปกป้อง หรือสนับสนุนสิ่งที่แบรนด์พยายามจะพูด สิ่งเหล่านี้จะบอกสถานการณ์ของแบรนด์ได้อย่างชัดเจนว่าคุณเป็นอย่างไรในสายตาผู้บริโภค
แน่นอนคนเหล่านี้อาจไม่ใช่ลูกค้าทุกคน วันนี้ลูกค้าของคุณอาจจะยังมีอยู่ แต่ลูกค้าในอนาคตที่เติบโตมาพร้อมกับยุคดิจิทัลและโซเชียลก็จะพบเห็น Voice เหล่านี้ไปเรื่อยๆ และในอนาคต ไม่แน่… ลูกค้าที่เคยมีของคุณอาจจะไม่มีอีกแล้วก็เป็นได้
วันนี้สำรวจเสียงในโลกโซเชียล สำรวจความรู้สึกคนที่มีต่อเรา แล้วให้เริ่มต้นสร้างแบรนด์จากตรงนั้น
ถ้ามันแย่ต้องแก้ก่อน ไม่ใช่ซุกเสียงเหล่านั้นไว้ใต้พรม เมื่อแก้เสร็จจะมีคนที่รักคุณเพิ่มขึ้น และจะออกมาปกป้องคุณมากขึ้นเอง
ถ้ามันดี ก็ค่อยสร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ จากจุดนั้นต่อไป
ภาพประกอบ: Pichamon Wannasan
The post หมดยุค ‘ย้อมแมวขาย’ ยุคดิจิทัลจะทำให้สินค้าที่เลวตายไวขึ้น appeared first on THE STANDARD.
]]>
‘ตือสนิท’ คือรายการใหม่ในช่อง Spoke […]
The post ถอดความสำเร็จ ‘ตือสนิท’ ขายของทุกคลิป แมสเสจอัดครบ แต่คนดูเป็นล้านๆ appeared first on THE STANDARD.
]]>
‘ตือสนิท’ คือรายการใหม่ในช่อง Spokedark.tv ที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่ถึงครึ่งปี แต่มี episode ออกมาแล้วเรื่อยๆ ถึง 27 ตอน เริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายนจนถึงปัจจุบัน โดย ป้าตือ-สมบัษร ถิระสาโรช ผู้เป็นที่รู้จักกว้างขวางในวงการบันเทิงและวงการออร์แกไนเซอร์ที่ทำงานดังๆ จัดการอีเวนต์เด่นๆ มามากมาย ป้าตือรับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการหลักด้วยคาแรกเตอร์ที่เด่นชัด ปากจัด ตลก และด้วยความที่สนิทกับทุกคนในวงการประเภทว่าเดินไปที่ไหนใครๆ ก็สวัสดี และถ้าป้าตือยกหูชวนใครมาร่วมรายการ ไม่รับก็คงไม่ได้
ป้าตือเคยให้คำจำกัดความของรายการไว้ว่า
“เป็นรายการเมาท์มอยขำๆ เกี่ยวกับแฟชั่น+บิวตี้+ไลฟ์สไตล์ พร้อมขายของตั้งแต่น้อยไปจนมหาศาล”
ประมาณว่า ‘เงินมาผ้าหลุด’

โมเดลรายการนี้น่าสนใจตรงที่มันทำเงินตั้งแต่คอนเซปต์รายการเลยทีเดียว
เพราะบอกอย่างชัดเจนเลยทันทีว่าจะทำรายการขายของนะ แต่ไม่ขายของธรรมดา เพราะขายของแบบมันๆ บอกเลยว่าจะขายสินค้าประเภทอะไรบ้าง และในตอนที่ขายของก็เป็นการถือบรีฟจากลูกค้าแล้วพูดตามเลยทีเดียว ซึ่งเป็นเรื่องที่แทบจะไม่มีใครกล้าทำกัน แน่นอน ขายได้แบบ key message ครบครัน ลูกค้าที่เป็นเจ้าของสินค้าก็แฮปปี้
แต่ที่น่าสนใจที่สุดคือ ทำไมขายของเน้นๆ ขนาดนี้แล้วยังมีคนดูเป็นหลักล้าน แถมยังแรงไม่หยุด งานเข้าไม่หย่อน ค่าโฆษณาแต่ละตอนไม่ใช่ถูกๆ เลยทีเดียว ถ้าตามความเข้าใจของพวกเรา รายการขายของคนก็คงไม่อยากดู และไม่น่าเป็นที่นิยมนัก
เรามาถอดรหัสความสำเร็จกันครับ
ตือสนิท เป็นรายการถูกจริตคนโซเชียล (Speak Social Language)
ถ้าเรายังจำความสำเร็จของ Paloy Diary รายการพาแขกรับเชิญขึ้นรถโอ๊ต ปราโมทย์ ได้ดี ตือสนิท ก็เป็นอีกรายการที่มีจริตคนโซเชียลตรงกันคือ กวน ตลก ฮา ที่คนดูดูแล้วคลายเครียด เหมาะจะเป็นรายการที่ใช้ดู ‘แก้เบื่อ’ เวลาเราไถนิวส์ฟีดเพื่อหาคอนเทนต์อะไรสนุกๆ ที่ใช้เวลาไม่นานมากในการดู ซึ่งระยะเวลาที่เหมาะสมคือ 4-7 นาที เพราะไม่นานจนเกินระยะเวลาความสนใจของมนุษย์ และจุดสำคัญที่สุดคงหนีไม่พ้นคาแรกเตอร์ของป้าตือเองที่ทำให้ ตือสนิท กลายเป็นรายการที่สนุก ซึ่งเรื่องนี้ไม่มีใครมาทดแทนได้จริงๆ

การตัดต่อที่รวดเร็วฉับไว ทำให้คนดูไม่เบื่อ (Timing)
จุดสำคัญที่ทำให้รายการยิ่งสนุกคือการตัดต่อ ซึ่งหลายๆ คนมักจะลืมในจุดนี้ คือคิดว่ารายการต้องมีช่วงเวลาบิลด์อารมณ์คนดู ช่วงเวลาแพนกล้องเก็บบรรยากาศ หรือบทสัมภาษณ์ที่ตัดมาทั้งพารากราฟ แต่ใน ตือสนิท มีการตัดต่อที่รวดเร็ว ฉับๆๆ เข้ามุก ทั้งๆ ที่ฟุตเทจที่เก็บมาน่าจะมีระยะเวลาไม่ต่ำกว่าชั่วโมง ซึ่งถ้าเอามาฉายทั้งหมด รับรองได้เลยว่าไม่มีใครดู

ได้เห็นดารารับเชิญระดับแม่เหล็กในรูปแบบที่ไม่เคยเห็น (Backstage Content)
จากการประมวลผลรายการ Facebook Live ที่มีปริมาณคนดูมากๆ ทาง Facebook ได้วิเคราะห์ออกมาเป็นประเภทรายการที่จะประสบความสำเร็จ หนึ่งในนั้นคือคอนเทนต์ประเภทเบื้องหลังต่างๆ ซึ่ง ตือสนิท เปรียบเสมือนการพาไปดูเบื้องหลังต่างๆ ของอีเวนต์ หรือดารารับเชิญระดับแม่เหล็กที่เราจะไม่ได้เห็นมุมแบบนี้จากที่ไหน เพราะคอนเซปต์ของรายการและตัวป้าตือเองทำให้ดารารับเชิญดึงส่วนลึกของตัวเองออกมาที่ทำให้ดูแล้วสนุก
บอกชัดๆ ว่าขายของ คนดูเลยรับได้ (Manage Expectation)
เราคงเคยเจอรายการหรือโฆษณาประเภทเคลิ้มๆ กับสิ่งหนึ่งอยู่ แล้วอยู่ดีๆ ก็มีของมาขายซะอย่างนั้น ทำให้มู้ดเราเสียไปได้มากทีเดียว เพราะการขายของที่ไม่ได้ถูกแจ้งมาล่วงหน้าทำให้เราไม่คาดหวังว่าจะเจอคอนเทนต์ขายของ หรือการเข้ามาแบบทะเล่อทะล่าของสินค้าก็จะทำให้คนดูรู้สึกถูกยัดเยียดในทันที
แต่ไม่ใช่กับรายการนี้ที่บอกตั้งแต่คอนเซปต์แล้วว่า ‘เงินมาผ้าหลุด’ และที่สำคัญ ทุกวันนี้ชาวโซเชียลไม่ได้โง่ที่จะไม่รู้ว่าทุกรายการ ทุกเพจ หรือทุกอินฟลูเอนเซอร์ต่างก็มีการรับงานเพื่อหารายได้ทั้งนั้น ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่รับได้ แต่พวกเขาคาดหวังกับการขายของที่ใส่ความครีเอทีฟและความเป็นคาแรกเตอร์ของรายการลงไปต่างหาก

ไม่ขายของธรรมดาทื่อๆ แต่ใส่คาแรกเตอร์ลงไป แถมด้วยการต่อยอดเป็นมุกตลกประจำรายการ (Adding Value in Advertising Content)
ปกติภาพที่เราเห็นจนชินตาในการ tie in สินค้าคือ ขอขอบพระคุณผู้สนับสนุนหลักแล้วก็เอ่ยชื่อสินค้า หรือเป็นการเอา message ของสินค้าตีออกมาเป็นครีเอทีฟคอนเทนต์ ซึ่งบางทีก็ดูขัดกับรายการเหลือเกิน แต่ป้าตือเล่นเอาคาแรกเตอร์ของตัวเอง ซึ่งมีความเมาท์มอย ตลกปนจิกกัด หยอดมุกใส่ลงไปในการอ่านบรีฟขายของทุกครั้ง แถมมีการอวยดารารับเชิญว่า ‘ขายของ!!’ และตามด้วยเสียงกรี๊ดอันเป็นเอกลักษณ์ หากดารารับเชิญคนนั้นครีเอตวิธีการขายของแบบเนียนๆ ลงไปจนรายการตลกก็ยิ่งทำให้คนดูเปิดใจรับได้ ป้าตือเปรียบเหมือนนักขายชั้นเลิศ เพราะนักขายชั้นเลิศจะมีศิลปะในการพูดและขายจนคน ‘ยอมซื้อ’ อาจจะไม่ได้ซื้อเพราะของ แต่ซื้อเพราะคนขายนี่แหละ
มีการบริหารการกระจายคอนเทนต์ที่ดีเยี่ยม (Distribution of Content)
ตือสนิท มีช่องทางการกระจายที่ดีอยู่แล้ว ทั้งผ่านแฟนเพจ SpokedarkTV ที่มีผู้ติดตามกว่า 3 ล้านคน เพจ ตือสนิท ที่ปัจจุบันมีแฟนๆ อยู่ 277,000 ราย และเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ส่วนใน Youtube ที่มีให้ดูย้อนหลังก็มีผู้ติดตามอยู่กว่า 50,000 คน และผู้ติดตามในช่อง Spokedark อีก 850,000 คน แปลว่าทุกครั้งที่โพสต์ โอกาสที่คนจะเข้าไปดูทันทีมีมากกว่า 4 ล้านคน ซึ่งหลักความสำเร็จของรายการที่ดีคือการวางแผน eco-system เหล่านี้ให้พร้อม และมีการบอกล่วงหน้าทุกครั้งว่ารายการตอนใหม่จะมาแล้ว สร้างทีเซอร์ให้คนติดตามดู มีการแจ้งเตือนอีกครั้งก่อนรายการจะออก รวมไปถึงการรีโพสต์ตอนใหม่ๆ ในทุกโพสต์ของตอนเก่าๆ เพื่อให้คนดูสามารถคลิกไปดูตอนต่อไปเพื่อเพิ่มยอดวิวและยอดติดตามได้ทันที เรียกได้ว่าวางแผนไว้ครบตั้งแต่แรกเลย

ความสม่ำเสมอ (Consistency)
จุดสำคัญของรายการดังๆ ในโซเชียลคือ ‘ความสม่ำเสมอ’ ในการปล่อยคลิป ซึ่ง ตือสนิท ทำออกมาได้สม่ำเสมอและเป๊ะๆ แบบสัปดาห์ละตอน ยิ่งถ้ามีงานเข้าก็โพสต์เป็น 2 ครั้งต่อสัปดาห์ ทำให้คนดูรายการรู้สึกอยากดูอย่างต่อเนื่อง เพราะเคยมีบางรายการหยุดฉายไปนานแล้วกลับมาฉายใหม่ แต่กลับไม่ดังเหมือนก่อน เพราะในช่วงที่เงียบไปก็มีคอนเทนต์ใหม่ๆ มาทดแทนได้ทันทีอย่างไม่ยากเย็นนัก ความสม่ำเสมอจึงเป็นกุญแจสำคัญในความสำเร็จของรายการเช่นกัน
และทั้งหมดทั้งมวลนี้คือการถอดรหัสความสำเร็จของรายการ ตือสนิท ซึ่งถือเป็นรายการที่มาแรงที่สุดในเวลานี้ ที่ถ้าทุกคนไถเจอในหน้านิวส์ฟีดต้องแทบจะหยุดกดเข้าไปดูทุกครั้ง และที่สำคัญ ยังโอเคกับการขายของของรายการนี้อีกด้วย เราสามารถนำรหัสความสำเร็จนี้ไปปรับใช้เพื่อทำคอนเทนต์ให้ดีขึ้นได้อีกในส่วนของเราเองครับ
The post ถอดความสำเร็จ ‘ตือสนิท’ ขายของทุกคลิป แมสเสจอัดครบ แต่คนดูเป็นล้านๆ appeared first on THE STANDARD.
]]>
“ค่าใช้จ่ายของการรักษาลูกค้าเดิมถูก […]
The post ไขปริศนาโลกแตก จะเลือกรักษาลูกค้าเก่า หรือมุ่งหาแต่ลูกค้าใหม่? appeared first on THE STANDARD.
]]>
“ค่าใช้จ่ายของการรักษาลูกค้าเดิมถูกกว่าค่าใช้จ่ายในการหาลูกค้าใหม่” ประโยคนี้เราคงเคยได้ฟังและได้ยินกันเวลาเราพูดถึงวิชาการตลาดว่าด้วยเรื่องของการรักษาลูกค้าเก่า ด้วยการสร้างความจงรักภักดีในตัวแบรนด์สินค้า (Brand Loyalty)
ส่วนสำคัญของการตลาดนอกจากการโฆษณาแล้ว เรายังต้องทำการรักษาลูกค้าเดิมเอาไว้ด้วย เนื่องจากมีการยกเอากฎ 20/80 ของพาเรโต (กฎที่ว่า ลูกค้าเพียง 20% จะสร้างยอดขายให้เรา 80%) เราจึงเชื่อและมุ่งมั่นในการลงทุนรักษาฐานลูกค้าเดิมเอาไว้ รวมไปถึงตั้งแคมเปญการตลาดสำหรับลูกค้าเก่าๆ อย่าง Loyalty Program มากมาย
ว่าแต่ความเชื่อนี้ถูกต้องจริงทั้งหมดหรือไม่?
มีหนังสืออยู่เล่มหนึ่งซึ่งเขียนโดยอาจารย์ไบรอน ชาร์ป (Byron Sharp) ซึ่งเป็นนักการตลาดสายวิทยาศาสตร์ (Marketing Science) จากประสบการณ์การเป็นที่ปรึกษาให้บริษัทสินค้าอุปโภคบริโภค หรือ FMCG (Fast Moving Consumer Goods) ได้เขียนหนังสือชื่อ How Brands Grow (2011) ซึ่งหนังสือเล่มนี้นำเสนอผลการวิจัยและทฤษฎีที่หักล้างความเชื่อในความจงรักภักดีของแบรนด์นี้อย่างสิ้นเชิง โดยชาร์ปกล่าวว่า ถ้าแบรนด์อยากเติบโต เราต้องมุ่งหวังการหาลูกค้าใหม่ หรือการสร้าง penetration ต่างหาก

เนื้อความในหนังสือ ไบรอน ชาร์ปกล่าวโดยสรุปว่า
เมื่อคราวที่หนังสือเล่มนี้ออกมา วงการนักการตลาดถือว่าสั่นสะเทือนมากครับ เพราะข้อมูลในหนังสือนั้นน่าเชื่อถือมาก ตัวผมเองก็เคยอยู่บริษัทหนึ่งที่นำเอาแนวคิดของชาร์ปมาใช้ทั้งหมด โดยประกาศตัดงบ Loyalty Campaign และเพิ่มงบการตลาดด้าน awareness แทนหลายตัวเหมือนกัน
สิ่งที่เกิดขึ้นจริงเมื่อมีแบรนด์นำกลยุทธ์ penetration นี้ไปใช้
จากประสบการณ์ของบางบริษัทที่เคยนำกฎนี้ไปใช้ เริ่มต้นจากการตัดงบการตลาดที่ใช้ดูแลลูกค้ารวมไปถึงคู่ค้าเดิม ลดการใช้สื่อโซเชียลที่พูดคุยกับลูกค้าปัจจุบันให้น้อยลง แล้วหันไปทุ่มงบในการโฆษณามากขึ้น สิ่งที่ตามมาคือ ลูกค้าเก่า รวมไปถึงร้านค้าที่อยู่ในแคมเปญเหล่านี้ออกมาโวยวายในช่องทางโซเชียล และผ่านเซลล์ที่ดูแลช่องทางการขาย จนส่งผลกระทบต่อยอดขายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และงบประมาณที่ถูกใช้ไปเพื่อสร้าง awareness เพื่อดันยอดขายกลับไม่ได้สร้างยอดขายกลับมาอย่างที่หวัง
สิ่งที่ตามมาจากผลการวิจัยคือ ลูกค้าเห็นโฆษณามากขึ้นก็จริง แต่กลับไม่ได้สนใจในสิ่งที่แบรนด์ต้องการจะสื่อถึงจุดขายของสินค้า และผลจากการที่มีเสียงก่นด่า ทำให้ส่งผลกระทบต่อช่องทางที่ขายดีและยอดขายทันที
อีกเคสหนึ่งที่เจอคือ เมื่อเราปรับกลยุทธ์จากเดิมที่ทุ่มงบการตลาดรักษาลูกค้าเก่าออกไป เพราะตัวเลขผลตอบแทนด้านยอดขายของลูกค้าเดิมเป็นไปตามที่คาดการณ์คือ ลงทุนไปแต่ยอดขายกลับมาไม่ดีนัก ผลปรากฏว่า ลูกค้าที่เคยได้รับส่วนลด ของแถมเยอะๆ ออกมาโวยวายใน Pantip จนส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ด้านสิทธิพิเศษที่ได้หลังการขายทันที
Loyalty ยังสำคัญ ไม่ใช่แค่ความจงรักภักดี แต่เป็นการสร้างการบอกต่อและรักษาชื่อเสียงของแบรนด์
การมุ่งแต่ penetration ไม่ผิด แต่ต้องไม่ลืมพิจารณาองค์ประกอบอีกสองอย่างด้วยคือ สินค้าของเราเป็นสินค้าประเภท High involvement product หรือ สินค้าที่ลูกค้ามีความเกี่ยวพันสูง ต้องหาข้อมูล ต้องมีอารมณ์ร่วม ต้องดูเรื่องแบรนด์ เรื่องอื่นๆ หรือไม่ เพราะถ้าใช่ การมุ่งแต่สร้างการรับรู้ไม่ช่วยอะไรในเรื่องดังกล่าว
และจุดที่สองที่จะเน้นย้ำคือ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคจากการเข้ามาของดิจิทัล ซึ่งทำให้ผู้บริโภคมีอำนาจในการบอกต่อประสบการณ์ที่ดี และจากการบอกต่อนี้ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์สินค้าที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจซื้อ
นั่นทำให้หากเราตัดงบการตลาดในการดูแลลูกค้าเก่าออกจนไม่เพียงพอ สินค้าของเราก็จะกลายเป็นสินค้าที่มีภาพลักษณ์ไม่ใส่ใจดูแลลูกค้าเก่าทันที ซึ่งส่งผลกระทบต่อยอดขายเช่นเดียวกัน
ดังนั้น การดูแล Loyalty ยังสำคัญ แต่ไม่ใช่ความจงรักภักดีในเชิง ‘การซื้อซ้ำ การซื้อบ่อย การซื้อมาก’ แต่มันเป็นเชิงความจงรักภักดีในแง่ ‘ความรักแบรนด์และพร้อมจะบอกต่อ’ มากกว่า เพราะมันพิสูจน์จากหลายๆ การวิจัยแล้วว่า ยอดขายมาจากกลุ่มลูกค้าเดิมไม่ได้สูงแบบมีนัยสำคัญมากกว่าการมีลูกค้าใหม่ๆ เข้ามา อีกทั้งการลด แลก แจก แถม เพื่อกระตุ้นการกลับมาซื้อ แม้ว่าอาจต้องลงทุนมากกว่าการทำแคมเปญในการหาคนใหม่ๆ เข้ามา แต่คนที่ภักดีกลุ่มนี้จะเป็นเสมือนกับคนโปรโมตแบรนด์และแนะนำต่อ ซึ่งจะดึงลูกค้าใหม่ๆ เข้ามาในท้ายที่สุด
penetration สำคัญเมื่อคุณอยู่ในจุดเริ่มต้น หรือเมื่อบริษัทต้องการยอดขายเพื่อสร้างจุดยืนในตลาด และสร้างสภาพคล่องทางการเงิน
การสร้างการเข้าถึงคนหมู่มาก สร้างความจดจำ และขยายช่องทางการขายนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากในการเพิ่มยอดขาย และเป็นสิ่งที่ต้อง ‘ลงทุน’ ในช่วงเริ่มแรก เพราะถ้าเรายังไม่เป็นที่รู้จักและหาซื้อได้ยาก เราก็ไม่สามารถขายสินค้าให้มียอดขายหรือเงินเข้ามาหล่อเลี้ยงองค์กรจนสามารถลงทุนเติบโตต่อเนื่องและสร้างระบบการดูแลฐานลูกค้าได้
ดังนั้น หากคุณอยู่ในขั้นเริ่มต้นอยู่ ต้องจัดสรรงบประมาณสำคัญในการพัฒนาคุณภาพสินค้าให้ดี เลือกจุดขายที่คนมองหา สื่อสารออกไป และที่สำคัญ ทำให้ลูกค้าหาซื้อของของคุณได้ง่ายที่สุด
โดยสรุป ลงทุนกับการสร้างการรับรู้และจุดขายของสินค้า แต่ต้องดูแลลูกค้าเก่าให้ถูกต้อง
คำตอบจากคำถามของบทความนี้ อาจจะฟังดูกำปั้นทุบดิน แต่ผมขอออกความเห็นว่า ต้อง ‘ทำทั้งสองอย่าง’ และทำอย่างเหมาะสม ผมไม่ได้ค้านทฤษฎีของชาร์ป แต่ผมเสริมเพื่อให้เราได้หยิบไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
หากเราเป็นสินค้าเพิ่งเกิดใหม่… จงเน้นที่คุณภาพสินค้า สร้างการรับรู้และจดจำจุดขายให้ได้ และลงทุนขยายช่องทางการขายให้เร็วที่สุด
หากเราเป็นสินค้าที่ลูกค้ามีความเกี่ยวพันสูง… ให้เน้นทั้งสองอย่างอย่างพอประมาณ โดยลงงบการตลาดส่วนใหญ่ไปกับการสร้างการรับรู้ และลงทุนกับการสร้างการดูแลหลังการขายที่ดี โดยไม่ต้องใช้การลด แลก แจก แถม สำหรับลูกค้าประจำ เพราะต้องใช้งบประมาณมากพอสมควรและไม่ได้ยอดขายกลับมาเต็มเม็ดเต็มหน่วย
หากจะลงทุนกับ Loyalty Campaign ในลูกค้าเดิม ให้เริ่มต้นที่การดูแลหลังการขายและการจัดการข้อมูลลูกค้า… ลงทุนกับการเข้าใจลูกค้าที่ซื้อเราบ่อยและรักเรา เพื่อนำมาสร้างแคมเปญการตลาดต่อไป และสร้างประสบการณ์การดูแลลูกค้าเก่าที่ดี เพื่อให้เขาบอกต่อให้มากที่สุด
และก่อนเลือกวางกลยุทธ์การตลาดอย่างไร สิ่งสำคัญที่สุดคือเข้าใจธุรกิจเรา เข้าใจลูกค้าเรา แล้วเลือกทำในสิ่งที่ควรทำให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่สุดนั่นเอง
ภาพประกอบ: Karin Foxx
The post ไขปริศนาโลกแตก จะเลือกรักษาลูกค้าเก่า หรือมุ่งหาแต่ลูกค้าใหม่? appeared first on THE STANDARD.
]]>
เวลาเราเปิดตัวสินค้าใหม่ สิ่งสำคัญท […]
The post รวมเทคนิคการตลาดสำหรับการเปิดตัวสินค้าใหม่ ให้คนรู้จักเร็วที่สุด appeared first on THE STANDARD.
]]>
เวลาเราเปิดตัวสินค้าใหม่ สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำให้คนรู้จักเรา เรียกชื่อสินค้าเราถูก เข้าใจว่าเราทำอะไรได้ และจดจำเราได้ แต่ท่ามกลางสินค้ามากมายมหาศาลกว่า 60,000 แบรนด์ในตลาด รวมไปถึง ผู้คนอีกมากมายที่ได้รับสื่อโฆษณาเต็มไปหมดในชีวิตประจำวัน เราจะมีวิธีการอย่างไรละ สำหรับการเปิดตัวสินค้าใหม่ให้เป็นที่รู้จัก
เทคนิคหนึ่งที่ผมอยากนำเสนอ คือเทคนิคที่เรียกว่า ‘Crowded Room’ หรือ ‘การแนะนำตัวเองในห้องที่เต็มไปด้วยผู้คน’
ลองนึกภาพห้องที่คนกำลังปาร์ตี้กันสนุกสนานเต็มไปหมดสิครับ มันเต็มไปด้วยผู้คนมากมายที่พูดคุยกัน มีเสียงเพลงดังสร้างบรรยากาศ หลายคนจับกลุ่มพูดคุยกันอย่างออกรส คุณเดินเข้ามาในห้องนี้ ไม่มีใครเข้ามาทักทายคุณแม้แต่คนเดียว
คุณจะทำอย่างไรจึงจะสามารถแนะนำตัวคุณในห้องที่เต็มไปด้วยผู้คน และเต็มไปด้วยสิ่งรบกวนนี้ได้ ?
คุณสามารถที่จะ…
จินตนาการว่าสินค้าของคุณ คือ คนหนึ่งคน ที่ต้องแต่งตัวยังไง บุคลิกหน้าตา และทำไมคนถึงอยากรู้จักคุณก่อนที่จะเข้าไปทำความรู้จักในห้องที่เต็มไปด้วยผู้คนอย่างนี้ ชื่อของคุณคือ Brand Name การแต่งตัวคือ Brand Personality วิธีการพูดและนิสัย คือ Brand Character เรื่องที่คุณเชี่ยวชาญหรือถนัด คือ Reason to Believe และสุดท้ายสิ่งสำคัญที่สุดคือ การสร้างความประทับใจแรกที่คนจะเข้าใจคุณได้ทันที หรือ First Impression ส่วนห้องที่วุ่นวายนั้นเปรียบเสมือน Clutter ของสื่อโฆษณาต่างๆ ที่พยายามดึงความสนใจ หรือพูดคุยกับคนอยู่
ซึ่งเทคนิคแต่ละเทคนิค ถ้าจะให้อธิบายเปรียบเทียบกับการออกสินค้าแล้ว จะเปรียบได้ดังนี้
1. เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ ทำตัวเด่นเป็นจุดสนใจ: หากเรามีงบประมาณมากๆ นี่คือ การทุ่มงบการตลาดมหาศาลทำแคมเปญโฆษณา หาพรีเซนเตอร์ หรือ จัดอีเวนต์ใหญ่โต หรือแต่งตัวให้เด่นที่สุดในงาน (การทำ Product Differentiation) เดินเข้างานมีแสงสปอตไลต์ เพื่อเปิดตัวคุณเข้ามาในห้องทำให้ทุกคนต้องหันมาสนใจคุณ ซึ่งเทคนิคนี้ได้ผลในการสร้างความสนใจแน่นอน แต่คนอยากจะรู้จักคุณต่อหรือไม่ ที่เหลือคือตัวของคุณเอง เทคนิคนี้คือการทำ Brand Activation หรือการปล่อยแคมเปญการตลาดที่ใช้เครื่องมือการตลาดครบทุกเครื่องมือนั่นเอง
2. ตะโกนเรียกร้องความสนใจ: วิธีนี้เป็นวิธีที่ใช้กันเยอะสุด และก็เวิร์กน้อยที่สุด เพราะคนจะหันมามองคุณด้วยความสงสัย และจะหันกลับไปด้วยความรำคาญ วิธีนี้เปรียบเสมือนการทุ่มเงินโฆษณา เพื่อแนะนำตัวเองว่าเราเป็นใคร โดยที่ไม่ได้ใส่ใจบริบทของคนในห้องที่กำลังพูดคุยกันอยู่ และคุณก็จะถูกกลืนหายไปในที่สุด เทคนิคนี้คือ Traditional Advertising หรือการโฆษณาด้วยสื่อประเภทกระจายภาพหรือเสียงนั่นเอง
3. ขัดจังหวะด้วยการร่วมวงสนทนา (อย่างสุภาพ): เป็นหลักการร่วมบทสนทนาของผู้คนเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ที่พูดคุยกันอยู่ อย่างถูกจังหวะ ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ได้ ทำให้คนที่พูดคุยกันอยู่ในวงสนทนา เหล่านี้คือ Content Marketing หรือ Newsjacking (การโหนกระแสอย่างมีชั้นเชิง) นั่นเอง ที่สำคัญเวลาที่คุณร่วมวงสนทนา สิ่งที่คุณพูดต้องเป็นประโยชน์ในวงสนทนาแล้วคนในวงนั้นจะถามคุณเองว่าคุณชื่ออะไร เป็นใคร และจะอยากรู้จักคุณมากขึ้น ถ้าคุณเข้าไปมัวแต่ขายเรื่องตัวเอง เค้าก็จะค่อยๆ ถอยห่างจากคุณ
4. หามุมที่เงียบกว่า หรือ จังหวะที่ห้องเงียบ: คือการหาสิ่งแวดล้อม สื่อ หรือ ที่ใหม่ๆ ที่ยังไม่มีความวุ่นวายสับสนอลหม่านของโฆษณา หรือ ไม่มีบทสนทนามากนัก ซึ่งความเงียบทำให้คนมีสมาธิฟังเรามากที่สุด แต่สิ่งสำคัญคือเรื่องที่พูดต้องเกี่ยวข้อง และเข้าหูคนฟังด้วย! เทคนิคนี้คือการหา New Media หรือพื้นที่สื่อใหม่ๆ นั่นเอง
5. กระซิบข้างหู พูดคุยเป็นรายคน: ในบางครั้งสิ่งที่ได้ผลมากที่สุดไม่ใช่การพยายามตะโกนให้ดังที่สุด แต่กระซิบให้เบาแต่ถูกคนที่สุด ในกรณีนี้คือการทำ Personalization หรือ Direct Marketing (การตลาดทางตรงโดยใช้เครื่องมือที่ติดต่อไปยังลูกค้าคนต่อคน) นั่นเอง การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่น่าจะใช่ และพูดคุยกับเขาอย่างใกล้ชิดในสิ่งที่เขาสนใจ
6. สัมผัส: การสัมผัส (Touch) คือการทำความรู้จักผ่านการถ่ายทอดทางประสบการณ์ด้านอารมณ์ที่คำพูดทดแทนไม่ได้ ในบางครั้งมันถึงมีศาสตร์ในการอ่านคนเวลา Shake Hand จับมือแนะนำตัวเลยทีเดียว สำหรับวิธีนี้คือการสร้าง ‘Live Experience’ หรือสร้างประสบการณ์ร่วมที่จับต้องได้ไม่ว่าจะเป็นรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ให้กับคนกลุ่มเล็กๆ ก่อน ให้เค้ารู้สึกได้ถึงเราก่อนที่จะค่อยๆ พูดคุยกับคนถัดๆ ไป ซึ่งการทำ Live Experience มักจะเกี่ยวข้องกับการทำอีเวนต์เปิดตัวแบบพิเศษ การเดินสายโรดโชว์ โดยมีสินค้าหรือบริการให้ลองใช้จริงโดยเน้นไปที่ ‘อารมณ์’ มากกว่าขายของ
7. ให้คนอื่นแนะนำคุณให้: คือการใช้ Brand Ambassador/Presenter หรือ Public Relations (ประชาสัมพันธ์) นั่นเอง แน่นอน การให้คนอื่นที่คนในห้องให้ความสนใจฟัง หรือพิธีกรในงานเลี้ยงแนะนำตัวคุณให้ก็เป็นวิธีที่ดีในการให้คนในห้องรู้จักคุณ! และที่สำคัญคนที่แนะนำคุณก็ควรเป็นคนที่ได้รับการยอมรับ หรือมีคนฟัง ไม่เช่นนั้นคุณเองก็จะไม่มีคนฟังด้วยเช่นกัน
8. หากลุ่มที่ใกล้เคียงกับคุณ แล้วเข้าไปพูดคุย: มนุษย์เราจะรู้สึกสบายใจเวลาที่เจอกลุ่มคนที่มีลักษณะคล้ายๆ กัน และน่าจะเข้ากันได้ เช่น ถ้าเราเป็นผู้ชายที่เดินเข้าไปในห้องที่ไม่รู้จักใคร เราย่อมมองหากลุ่มผู้ชายที่ดูน่าจะเฟรนด์ลีคุยง่าย แล้วเข้าไปทำความรู้จักก่อน เช่นเดียวกันครับ ถ้าเราสามารถกำหนดแบรนด์ตัวเองได้ชัดและรู้ว่าใครที่น่าจะเข้ากับเราได้ การมองหากลุ่มที่ใกล้เคียงกับคุณ (Segment) แล้วเข้าไปพูดคุยก็มีโอกาสที่จะทำความรู้จักและสนิทพอที่จะให้คนกลุ่มนี้แนะนำคุณต่อไปเรื่อยๆ ก็ได้
ทั้งหมดนี้คือเทคนิคที่ให้คุณลองคิดและหยิบไปเลือกใช้สำหรับการเปิดตัวสินค้าใหม่ของคุณในครั้งหน้านะครับ ที่สำคัญคือ คุณต้องสร้างแบรนด์และหาข้อดีที่ทำให้กลุ่มคนอยากรู้จักคุณให้มากขึ้นด้วยครับ
ภาพประกอบ: Pichamon Wannasan
The post รวมเทคนิคการตลาดสำหรับการเปิดตัวสินค้าใหม่ ให้คนรู้จักเร็วที่สุด appeared first on THE STANDARD.
]]>
เราทุกคนต่างล้วนต้องเคยเจอลูกค้า เจ […]
The post คอมเมนต์งานอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ (และไม่โดนด่ากลับ) appeared first on THE STANDARD.
]]>
เราทุกคนต่างล้วนต้องเคยเจอลูกค้า เจ้านาย หรือเพื่อนร่วมงาน ‘คอมเมนต์’ งานของเราอยู่เสมอ หรือหลายครั้งเราเองก็อยู่ในตำแหน่งที่ต้อง ‘คอมเมนต์’ งานคนอื่น
และคงมีไม่น้อยที่เราอาจจะเจอการคอมเมนต์ประเภท ‘คอมเมนต์วนไป ไม่รู้ว่าต้องการอะไร แถมยังไปต่อไม่ได้ แก้งานไปมา’ หลายครั้งเราก็ทำงานแบบนั้นโดยไม่รู้ตัว
มารู้ตัวอีกทีก็เสียเวลาไปมากแล้ว เลยกลับไปเอาแบบเดิมดีกว่า
ดังนั้นเรามาดูวิธีการ ‘คอมเมนต์งาน’ อย่างมีประสิทธิภาพและได้ผลตามที่ต้องการกันว่า มีเทคนิคและหลักการอย่างไรกันบ้าง
เราขอแนะนำให้รู้จักสองคำนี้ครับ

การคอมเมนต์งานแบบ Objectives คือการคอมเมนต์งานโดยเอาจุดประสงค์เป็นตัวตั้ง
ส่วนการคอมเมนต์งานแบบ Subjectives คือเอาอารมณ์เป็นตัวตั้ง ใช้ความชอบส่วนบุคคลเป็นหลัก
ทีนี้สิ่งที่อยากจะยกขึ้นมาพูดคุยกันก่อนและมักจะเป็นปัญหาของการคอมเมนต์งานมากที่สุดคือ การคอมเมนต์แบบ Subjectives
ซึ่งผมขอยกตัวอย่างด้วยคำถามสมมติต่อไปนี้
4 คนในภาพด้านล่าง ใครหล่อที่สุดในสายตาคุณ?

ทราบไหมครับว่าคนไหนได้รับการโหวตให้เป็นอันดับที่หนึ่ง
แน่นอนว่าแต่ละคนคงมีคำตอบไม่เหมือนกันแน่ และนี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งครับว่า อารมณ์ความชอบด้านสุนทรียะของมนุษย์มีไม่เท่ากัน
อะไรสวย อะไรไม่สวย อะไรใหญ่ไป อะไรเล็กไป อะไรหล่อ ไม่หล่อ เท่ ไม่เท่ ของพวกนี้คือสิ่งที่เป็นความรู้สึกด้านอารมณ์ทั้งนั้น
ความคิดสร้างสรรค์เกิดจากอารมณ์ รสนิยม การสั่งสมด้านสัญชาตญาณในการมองงาน วิชาชีพที่เรียนมาเฉพาะด้าน ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ Subjectives หรือไม่มีเหตุผลมารองรับทุกเรื่องทั้งนั้น ดังนั้นบางครั้งเราอาจจะต้องเชื่อใจนักดีไซน์ นักคิดสร้างสรรค์ หรือคนทำงานสายศิลป์ที่อาจจะมีพรสวรรค์ทางด้านอารมณ์ เพราะหลายครั้งชิ้นงานดีไซน์ด้านความคิดสร้างสรรค์ที่คนยกย่องชื่นชมมักจะทำให้เรารู้สึกอึดอัด ไม่สบายใจเสมอ
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ความคิดสร้างสรรค์และชิ้นงานเหล่านั้นจะทรงประสิทธิภาพที่สุดก็ต่อเมื่อมันตอบจุดประสงค์ และนั่นคือสิ่งที่เราสามารถใช้การคอมเมนต์เชิง Objectives ในการคอมเมนต์งานให้ทรงประสิทธิภาพได้
การคอมเมนต์งานแบบมีวัตถุประสงค์ มีวิธีการดังนี้
เมื่อเราชัดเจนกับการคอมเมนต์งานแบบมีจุดประสงค์แล้ว ที่เหลือจงปล่อยให้เป็นหน้าที่ของนักคิดสร้างสรรค์ในการทำงานให้ตอบวัตถุประสงค์ของเราออกมาให้ได้มากที่สุด
วิธีการดังกล่าวสามารถนำไปใช้ได้กับทุกสถานการณ์ที่เราต้องมีการคอมเมนต์อะไรก็ตามในชีวิตว่า การคอมเมนต์ที่สามารถทำให้งานดีขึ้นได้ ต้องกลับมาที่การคอมเมนต์แบบมีวัตถุประสงค์ทุกครั้ง ส่วนที่เหลือปล่อยให้เป็นหน้าที่ของความคิดสร้างสรรค์ให้ได้มีพื้นที่ในการละเลงไอเดียใหม่ๆ ลงไปบ้างครับ
สำหรับคำเฉลยว่าใครหล่อที่สุด… ดูที่นี่ครับ
ภาพประกอบ: Pichamon Wannasan
The post คอมเมนต์งานอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ (และไม่โดนด่ากลับ) appeared first on THE STANDARD.
]]>
ใช่แล้ว คุณอ่านหัวข้อไม่ผิดหรอกครับ […]
The post สร้างแรงดึงดูดอย่างไร เมื่อคนสนใจคอนเทนต์ในโซเชียล แค่ 1.7 วินาที appeared first on THE STANDARD.
]]>
ใช่แล้ว คุณอ่านหัวข้อไม่ผิดหรอกครับ เพราะจากรายงานล่าสุดของ Facebook ใน ฟอรัม Shift 2020 ทีม Facebook กล่าวถึงผลงานวิจัยว่าคนให้ความสนใจคอนเทนต์ในนิวส์ฟีดเหลือเพียงแค่ 1.7 วินาทีเท่านั้น หรือพูดง่ายๆ คือ มองภาพ มองประโยคแรก แล้วผ่านไปเลย
ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันคือเหล่าบรรดาแบรนด์ เพจ สำนักข่าว หรือสำนักพิมพ์ต่างๆ จึงพยายามสรรหาวิธีสารพัดในศึกที่เรียกว่า สงครามแห่งการดึงความสนใจของคน
นั่นเป็นที่มาของความสำเร็จอย่างมหาศาลของบรรดาคลิกเบต หรือประเภทพาดหัวล่อต่างๆ เช่นว่า คุณต้องไม่เชื่อกับสิ่งที่เกิดขึ้น, ไม่น่าเชื่อเลยว่าเขาจะทำแบบนี้, ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นแทบไม่น่าเชื่อ, ชาวเน็ตลือสนั่นกับเรื่องนี้ ฯลฯ
แต่พอคลิกเข้าไปจริงๆ เนื้อหาข่าวกลับไม่ได้ตรงกับความคาดหวังของเรานัก จนเกิดเสียงก่นด่า ลามไปจนถึงมีเพจอย่าง จบข่าว เกิดขึ้นมา เพื่อทำให้พวกเราประหยัด 3G มากขึ้น จนปัจจุบันแนวข่าวประเภทคลิกเบตน้อยลงไปเยอะจนแทบไม่เจอแล้ว ซึ่งเป็นสิ่งดีอย่างมากในสังคมปัจจุบัน
ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจอยู่ 2 เรื่อง เพื่อที่จะได้รู้จักวิธีการดึงความสนใจของคนในวันที่คนเราสนใจในสิ่งบนนิวส์ฟีดลดลงทุกวันนี้
หนึ่ง เข้าใจว่าคนรับสารอย่างไรในนิวส์ฟีด
สอง เข้าใจว่าอัลกอริทึม Facebook ทำงานยังไง
ข้อแรก ปัจจุบันคนให้ความสนใจกับโพสต์ต่างๆ ของเราเรียงตามลำดับคือ
1. ภาพ
2. ข้อความบนภาพ
3. หัวเรื่อง
4. คนที่แชร์
5. ประโยคแรกของเนื้อหาในแคปชัน
ภาพ จะเกิดอิมแพกต์ได้ดีที่สุด เมื่อภาพมีจุดโฟกัสและกระตุ้นอารมณ์อะไรบางอย่าง เช่น ชอบ โกรธ น่ากลัว ขยะแขยง หรือชวนให้สงสัย ภาพที่ดีจะต้องดึงอารมณ์ของคนให้ได้ เช่น การใช้ภาพคนที่ถูกชี้หน้าเพื่อสื่อสารว่าจะต้องมีความขัดแย้ง หรือคนดังกล่าวไปทำอะไรผิดมาแน่ๆ
ข้อความบนภาพ คล้ายการพาดหัวข่าว เพิ่มเติมคือข้อความบนภาพจะเป็นสิ่งที่คนจะอ่านก่อนพาดหัว ซึ่งเป็นคำขยายของคอนเทนต์ในภาพให้น่าสนใจมากขึ้น มักใช้ในการ ‘บริหาร’ ความคาดหวังของคนกับคอนเทนต์ว่าจะเป็นอย่างไร หรือพูดกับคนเฉพาะกลุ่ม ซึ่งการใช้ข้อความบนภาพที่สื่อสารบางอย่างทำให้คนสนใจมากขึ้น เช่น ใช้คำว่า คนรักแมวต้องดู หรือภาพที่ไวรัลมากในช่วง 2-3 วันนี้ ที่เป็นภาพโอปราห์ วินฟรีย์ ใช้คำว่า ‘THAT MOMENT WHEN YOUR FRIEND TREAT YOU A MEAL’ และเป็นภาพโอปราห์กล่าวคำชื่นชมเพื่อนแทบเป็นแทบตาย
ข้อความหัวเรื่อง หรือหัวข้อในลิงก์ การเลือกคำพาดหัวคือศิลปะของการเขียนที่ทำให้สามารถสรุปเรื่องออกมาได้บางส่วน และในปัจจุบันต้องสรุปเพื่อดึงความสงสัยให้คนเข้าไปอีกด้วย ปัจจุบันเทคนิคที่หลายคนใช้คือ การพาดหัวที่บิดเนื้อหา หรือบอกเนื้อหาไม่ครบ เนื่องจากเข้าใจกระแสสังคม และรู้ได้ทันทีว่าคนอ่านจะรู้สึกอย่างไร เช่นกรณีการพาดหัวข่าวการเมืองที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ที่จับกระแสสังคมที่ต่อต้านคอร์รัปชัน และการบังคับใช้ข้อกฎหมาย เป็นต้น
คนที่แชร์ หลายครั้งเราลืมไปว่า บางครั้งคนที่พูดก็เสริมบริบทของข้อความที่พูด หรือสิ่งที่แชร์ได้เหมือนกัน ยิ่งถ้าคนที่แชร์มีภาพลักษณ์หรือประเด็นอะไรมาก่อน สารที่ออกมาอาจจะเปลี่ยนแปลงไปทันที เช่น หากคนที่แชร์เป็นคนที่มีภาพลักษณ์ชอบจิกกัดสังคมมากๆ การที่บุคคลดังกล่าวแชร์ข่าวที่เกี่ยวข้องกับความจริงจังอะไรบางอย่าง อาจจะทำให้คนสนใจว่า อาจจะมีประเด็นจิกกัดอะไรอยู่เบื้องหลังก็ได้
ประโยคแรกของเนื้อหาในแคปชัน พูดง่ายๆ คือข้อสรุปความคิดเห็น หรือประเด็นเพิ่มเติมจากคนที่แชร์ ซึ่งเติมเต็มคอนเทนต์มากขึ้นในแง่ของความคิดเห็นหรืออารมณ์ร่วมที่มีต่อเนื้อหานั้นๆ เช่น การใส่ความรู้สึกไม่เห็นด้วย หรือการใส่ประโยคขยายความหัวข้อข่าว ซึ่งประโยคนี้คือตัวโน้มน้าวความรู้สึกที่แท้จริงต่อคอนเทนต์
โดยสรุปง่ายๆ ภาพต้องโฟกัสที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ดึงอารมณ์ ข้อความบนภาพช่วยสร้างความคาดหวัง การพาดหัวต้องสรุปรวบยอดประเด็นน่าสนใจ คนที่แชร์และข้อคิดเห็นในประโยคแรกจะมีส่วนทำให้คอนเทนต์น่าสนใจมากขึ้น
หากนำมาประยุกต์ใช้กับแบรนด์ บางครั้งเรามีข้อจำกัดในการใช้ข้อความบนภาพ และคนที่แชร์มักจะติดภาพของแบรนด์สินค้า ดังนั้นการเลือกภาพและการตั้งชื่อคอนเทนต์ที่เหมาะสมมักจะช่วยได้เยอะ เราควรจะให้ความสำคัญกับสองสิ่งนี้มากๆ และที่สำคัญคือการกลับมาเน้นที่เนื้อหาที่มีคุณภาพ
ทำให้ย้อนกลับมาที่ ข้อสอง คือต้องเข้าใจว่าอัลกอริทึม Facebook ทำงานยังไง
ระบบการทำงานของอัลกอริทึมของ Facebook จะทำงานโดยคิดถึงประสบการณ์ของผู้ใช้งานเป็นหลัก กล่าวง่ายๆ คือ Facebook จะเลือกคอนเทนต์ที่มีคุณภาพ และคาดว่าผู้ใช้จะมีแนวโน้มที่จะ interact หรือกดปุ่มไลก์ คอมเมนต์ แชร์ กับคอนเทนต์ดังกล่าว ดังนั้นสิ่งที่ต้องคำนึงเป็นหลักคือ ‘ประเด็น’ ที่น่าสนใจของคอนเทนต์นั้นๆ และจากข่าวล่าสุดที่ Facebook ออกมาตอกย้ำว่า จะลดความสำคัญของลิงก์ไร้คุณภาพ ข่าวปลอม หรือ ข่าวพวกคลิกเบตมากขึ้น โดยปรับอัลกอริทึมไม่ให้แสดงผลสิ่งเหล่านี้
ดังนั้นสรุปได้ว่าการดึงความสนใจคนที่กำลังลดน้อยลงทุกวันคือ เราควรที่จะผลิตคอนเทนต์ที่มีคุณภาพ เป็นสิ่งที่สังคมให้ความสนใจ และใช้เทคนิคของการดีไซน์คอนเทนต์ไม่ว่าจะเป็นการเลือกรูปภาพ การให้ความสำคัญกับข้อความบนภาพหรือหัวข้อข่าว และอย่าลืมบริบทของคนที่แชร์ และความเห็นในแคปชัน ซึ่งล้วนเป็นหัวใจสำคัญของการทำคอนเทนต์ให้ประสบความสำเร็จในยุคนี้
The post สร้างแรงดึงดูดอย่างไร เมื่อคนสนใจคอนเทนต์ในโซเชียล แค่ 1.7 วินาที appeared first on THE STANDARD.
]]>
– เด็กรุ่นใหม่ที่วิ่งตามฝันต้ […]
The post Stereotype ในงานโฆษณา สิ่งที่ต้องคิดมากขึ้นในยุคออนไลน์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
– เด็กรุ่นใหม่ที่วิ่งตามฝันต้องแต่งตัวไม่เหมือนใคร
– แม่ค้าออนไลน์ที่เป็นพริตตี้ด้วย ขายครีมด้วย
– ชาวบ้านใส่ชุดชาวนาผูกผ้าขาวม้าตัวคล้ำยืนมุงดูเหตุการณ์
– คนกวาดถนน พี่วิน คนขับรถเมล์ รปภ. ที่เป็นตัวแทนของอาชีพที่ชาวบ้านเป็น
– ผู้หญิงที่มีปัญหาด้านการขับรถ
– คนอีสานที่เป็นตัวแทนของคนต่างจังหวัดหรือบ้านนอก
– เถ้าแก่ที่เป็นคนจีนขี้โวยวาย ส่งเสียงดังไทยคำ จีนคำ
– เด็กแว้นตัวร้าย เดินโย่งๆ โยกๆ ไม่มีใครอยากเข้าใกล้
– เจ้านายฝรั่ง ที่เท่จนลูกน้องกรี๊ดกร๊าด
– ฯลฯ
เหล่านี้คือตัวละครที่เรามักพบเห็นได้จากภาพยนตร์โฆษณาหลายๆ เรื่อง รวมไปถึงโฆษณาออนไลน์ทั่วไป ซึ่งเป็นภาพที่คุ้นตา และคงไม่ต้องบอกว่าคนที่คิดตามได้และเห็นภาพในตัวละครด้านบนแทบจะทันทีคือคนเมืองที่เสพสื่อออนไลน์และโซเชียลเป็นประจำ
เป็นปกติของการแสดงหรือบทละครที่จำเป็นต้องมีตัวละครที่ใช้ถ่ายทอดเรื่องราวให้ผู้ชมรู้สึกอินตามในเรื่องที่กำลังดูอยู่ เพื่อถ่ายทอดข้อความ หรือ ‘message’ ที่เราต้องการ และตัวละครที่ยิ่งใกล้เคียงกับชีวิตเรา หรือตัวละครที่ถ่ายทอดอารมณ์การแสดงความรู้สึกออกมาได้ดีก็มักจะทำให้เรา ‘อิน’ มากขึ้น
หรือให้สรุป หนังโฆษณาจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จคือเนื้อเรื่องที่ถ่ายทอดผ่านตัวละคร และการเล่าเรื่องที่สามารถเข้าถึง ‘อารมณ์คนดู’
ปกติแล้วหลักพื้นฐานของการแสดงของตัวละครมีอยู่ด้วยกัน 3 แบบคือ
1. ตัวเองแสดงเป็นตัวเอง
2. เป็นตัวเอง แต่แสดงเป็นบทบาทอื่น – อารมณ์ประมาณซันนี่ที่เล่นเป็นตัวเองในบทบาทอื่นๆ
3. เป็นคนอื่นด้วย และแสดงในบทบาทอื่นด้วย – ต้องเปลี่ยนคาแรกเตอร์ตัวเอง และเล่นในบทบาทอื่น
การแสดงที่ยากที่สุดคือ ข้อ 3 เพราะยิ่งถ้าเราแสดงเป็นคนอื่นหรือบทบาทอื่นที่ไม่เข้าใจบทบาทนั้นจริงๆ ยิ่งต้องอาศัยความสามารถของผู้แสดงอย่างมาก รวมไปถึงผู้กำกับที่ต้องกำหนด ‘บทบาท’ ให้นักแสดงแสดงออกมาได้สมจริงที่สุด
ทีนี้ย้อนกลับมาที่ตัวละครที่ผมกล่าวถึงด้านบน เราพบว่านี่คือบทบาทของตัวละครที่เรานึกภาพไว้ในหัว เป็นสิ่งที่เราสร้างกรอบความคิดด้านตัวละครขึ้นมา
เป็นสิ่งที่เรียกว่า ‘stereotype’
Stereotype เกิดจากประสบการณ์ของเราที่สั่งสมมาจากอดีตผ่านทางสื่อโทรทัศน์ ละคร นิยาย หรือพบเจอจนกระทั่งเกิดเป็นกรอบความคิดแบบเหมาๆ ว่า จะต้องเป็นแบบนี้แหงๆ และแน่นอนสิ่งนี้มันฝังอยู่ในความคิดของเราโดยไม่รู้ตัว
และความคิดนั้นส่งมาถึงตอนที่เรานำมาคิดในงานโฆษณา ทำละคร หรือ งานการแสดง ที่ถ้าตกผลึกไม่พอมันจะเป็นการตอกย้ำประสบการณ์ของคนดูผ่านสื่อนี้ไปอีกทอดหนึ่ง กลายเป็น stereotype ต่อไปไม่มีวันจบสิ้น
และส่วนใหญ่แล้วการกำหนดบทบาทที่เกิดจาก stereotype มักจะทำให้งานที่จะเข้าถึงอารมณ์เข้าถึงแบบมีประเด็นอยู่ในใจ
ประเด็นนี้เป็นประเด็นละเอียดอ่อนที่มองไปได้ถึงแนวคิดในระดับสังคม
เป็นประเด็นที่สามารถแบ่งความคิดเห็นคนได้เป็นสองแบบและพร้อมจะใส่ดราม่ากันได้โดยง่าย เมื่อคนที่ดูโฆษณาและเห็นตัวละครที่คล้ายกับตัวเองกำลังแสดงบทบาทที่ไม่ใช่แบบที่เราเป็นอยู่
และเมื่อคนดูปัจจุบันดูโฆษณามากที่สุดในสื่อออนไลน์หรือโซเชียล สื่อที่เราสามารถคอมเมนต์ แสดงความคิดเห็น แสดงความชอบ ความเกลียดได้แทบจะทันที ประเด็นละเอียดอ่อนเหล่านี้ก็จุดดราม่าติดได้โดยง่ายถ้ามีคนใดคนหนึ่ง ‘เริ่ม’
โฆษณาหลายตัวที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ใช้ตัวละครด้านบนเหมือนกัน แต่สิ่งที่ต่างกันคือการสร้างบทบาทที่ ‘จริง’ ปราศจากบทบาทที่อยู่ในชุดกรอบความคิด
เช่น โฆษณาหลายชิ้นของผู้กำกับระดับโลกอย่าง พี่ต่อ-ธนญชัย ศรศรีวิชัย ที่เคยบอกหลักในการทำงานอย่างชัดเจนของแกว่า
ต้องไปใช้ชีวิตร่วมกับพวกเขา
ไปใช้ชีวิตร่วมกับตัวละคร
ถ้าคุณอยากเข้าใจชาวบ้าน คุณต้องไปใช้ชีวิตอยู่กับชาวบ้าน
คุณอยากเข้าใจวินมอเตอร์ไซค์ คุณต้องไปเป็นวินมอเตอร์ไซค์
คุณอยากเข้าใจเด็กแว้น คุณต้องไปคลุกคลีกับพวกเขาสัก 2-3 วัน
แล้วเมื่อนั้นคุณจะสามารถเข้าใจบทบาทและเขียนมันออกมาได้ดี และงานโฆษณาของคุณจะ ‘จริง’ และเข้าถึงอารมณ์ได้อย่างไม่มีประเด็นในใจ
ครับ สิ่งสำคัญในการคิดงานโฆษณาทุกวันนี้คือ ทำอย่างไรเราจะเข้าใจบทบาทของคน และสร้างโฆษณาที่ ‘จริง’ ที่สุด เพื่อเข้าถึงใจคนได้อย่างไม่มีข้อแม้ใดๆ และไม่ได้สร้างกรอบความคิดให้ใครต่อไปอีก
เป็นการบ้านชิ้นใหญ่ที่เราทุกคนต้องช่วยคิดด้วยกัน
ภาพประกอบ: AeA oranun
The post Stereotype ในงานโฆษณา สิ่งที่ต้องคิดมากขึ้นในยุคออนไลน์ appeared first on THE STANDARD.
]]>