สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/สุพัฒนพงษ์-พันธ์มีเชาว์/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 08 May 2024 09:54:41 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 สุพัฒนพงษ์ อดีต รมว.พลังงาน ยื่นหนังสือลาออกจากพรรครวมไทยสร้างชาติ สาเหตุภารกิจส่วนตัว https://thestandard.co/supattanapong-resigns-from-utnp/ Wed, 08 May 2024 09:54:41 +0000 https://thestandard.co/?p=931228 สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์

วันนี้ (8 พฤษภาคม) มีรายงานว่า สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ […]

The post สุพัฒนพงษ์ อดีต รมว.พลังงาน ยื่นหนังสือลาออกจากพรรครวมไทยสร้างชาติ สาเหตุภารกิจส่วนตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์

วันนี้ (8 พฤษภาคม) มีรายงานว่า สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และอดีต สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคถึง พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติแล้วเมื่อวานนี้ (7 พฤษภาคม)

 

โดยหนังสือระบุว่า ด้วยข้าพเจ้า สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ มีภารกิจส่วนตัวหลายประการ ข้าพเจ้าจึงขอลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ และตำแหน่งอื่นๆ ในพรรครวมไทยสร้างชาติ ตั้งแต่วันที่ 7 พฤษภาคม 2567 เป็นต้นไป

The post สุพัฒนพงษ์ อดีต รมว.พลังงาน ยื่นหนังสือลาออกจากพรรครวมไทยสร้างชาติ สาเหตุภารกิจส่วนตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
สุพัฒนพงษ์ลาออก สส. ปาร์ตี้ลิสต์รวมไทยสร้างชาติ คาดเลื่อน แม่เลี้ยงติ๊ก-ศิริวรรณ ปราศจากศัตรู นั่งแทน https://thestandard.co/supattanapong-quits-utnp-party-list/ Tue, 24 Oct 2023 12:15:05 +0000 https://thestandard.co/?p=858022 สุพัฒนพงษ์ลาออก สส. ปาร์ตี้ลิสต์ รวมไทยสร้างชาติ

วันนี้ (24 ตุลาคม) อัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ โฆษกพรรครวม […]

The post สุพัฒนพงษ์ลาออก สส. ปาร์ตี้ลิสต์รวมไทยสร้างชาติ คาดเลื่อน แม่เลี้ยงติ๊ก-ศิริวรรณ ปราศจากศัตรู นั่งแทน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สุพัฒนพงษ์ลาออก สส. ปาร์ตี้ลิสต์ รวมไทยสร้างชาติ

วันนี้ (24 ตุลาคม) อัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ โฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมพรรคว่า สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ สส. บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้แจ้งต่อที่ประชุมพรรคว่าได้ยื่นใบลาออกจาก สส. บัญชีรายชื่อ มีผลตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคมเป็นต้นไป สำหรับเหตุผลที่ลาออกเนื่องจากต้องการทุ่มเทเวลามาทำงานให้พรรคมากยิ่งขึ้น

 

อัครเดชกล่าวว่า สุพัฒนพงษ์ถึงแม้จะลาออกจาก สส. บัญชีรายชื่อ แต่ไม่ได้ลาออกจากสมาชิกพรรค ยังเป็นประธาน สส. พรรครวมไทยสร้างชาติ และเป็นประธานยุทธศาสตร์ของพรรคอยู่ สุพัฒนพงษ์แจ้งต่อที่ประชุมว่าหลังจากนี้จะทำงานให้พรรคอย่างเต็มที่ จะใช้เวลาที่มีอยู่ทำงานให้กับพรรคมากขึ้น โดยเฉพาะการกำหนดยุทธศาสตร์และนโยบายของพรรคที่ได้รับปากกับประชาชนไว้ เพื่อขับเคลื่อนร่วมกับรัฐมนตรีของพรรคให้เป็นรูปธรรมอย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

 

“ท่านสุพัฒนพงษ์ต้องการใช้เวลามาทำงานให้กับพรรคมากขึ้น เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และนโยบายของพรรค ตามที่รับปากกับประชาชนไว้ตอนหาเสียง การลาออกก็ส่งผลให้ ศิริวรรณ ปราศจากศัตรู หรือ แม่เลี้ยงติ๊ก ผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ ได้ขยับขึ้นมาเป็น สส. บัญชีรายชื่อแทน จะได้ใช้ความรู้ความสามารถทำงานในสภาต่อไป” อัครเดชกล่าว

 

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ เสกสกล อัตถาวงศ์ ได้ลาออกจากสมาชิกพรรค ส่งผลให้ขาดคุณสมบัติการเป็น สส. โดยคาดว่าลำดับถัดไปที่จะได้รับการประกาศเลื่อนเป็น สส. คือ ศิริวรรณ อดีตแกนนำภาคเหนือของพรรคประชาธิปัตย์ ก่อนลาออกมาเป็นผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อของพรรครวมไทยสร้างชาติในการเลือกตั้งปี 2566

The post สุพัฒนพงษ์ลาออก สส. ปาร์ตี้ลิสต์รวมไทยสร้างชาติ คาดเลื่อน แม่เลี้ยงติ๊ก-ศิริวรรณ ปราศจากศัตรู นั่งแทน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐา พบทีมเศรษฐกิจ รทสช. เผยข่าวดี หลังประชุม ครม. นัดแรก ประกาศลดราคาพลังงานแน่นอน https://thestandard.co/srettha-thavisin-30082023/ Wed, 30 Aug 2023 06:58:21 +0000 https://thestandard.co/?p=835520 เศรษฐา ทวีสิน

วันนี้ (30 สิงหาคม) ที่ทำการพรรคเพื่อไทย เศรษฐา ทวีสิน […]

The post เศรษฐา พบทีมเศรษฐกิจ รทสช. เผยข่าวดี หลังประชุม ครม. นัดแรก ประกาศลดราคาพลังงานแน่นอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐา ทวีสิน

วันนี้ (30 สิงหาคม) ที่ทำการพรรคเพื่อไทย เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการหารือเกี่ยวกับนโยบายกับพรรครวมไทยสร้างชาติว่า มีการพูดคุยกันเรื่องพลังงาน ร่วมกับ สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ และหม่อมหลวงชโยทิต กฤดากร ทีมเศรษฐกิจของพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ซึ่งก็คุยกันดี มีการฝากฝังไว้หลายเรื่อง หนึ่งในนั้นคือขั้นตอนในการลดราคาค่าไฟ ค่าน้ำมันดีเซล จะมีประกาศหลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรกอย่างแน่นอน ยืนยันว่าจะประกาศทันที ขอเวลาอีกหน่อย ขณะนี้อยู่ในระหว่างขั้นตอน ตอนนี้ก็ทำงานไม่หยุด และดูเรื่องนโยบายอื่นร่วมกันด้วย ซึ่งวันนี้ก็ส่งไม้ต่อให้ด้วยความราบรื่น

 

ขณะที่ สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รักษารองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะแกนนำพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวว่า วันนี้เป็นการพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องทั่วไปมากกว่า ตามท่ีสองนายกรัฐมนตรีได้พบกัน ซึ่งข้อมูลใดที่เป็นประโยชน์ นายกรัฐมนตรีคนใหม่พร้อมนำไปสานต่อ แต่การหารือในวันนี้ ไม่ใช่การนำเสนอนโยบายร่วมของรัฐบาล โดยที่นโยบายร่วมนั้น ขอรอให้พรรคแจ้งอย่างเป็นทางการ

 

ขณะที่การลดราคาพลังงานนั้น สุพัฒนพงษ์กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ต้องพูดคุยกับหัวหน้าพรรคถึงบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และการหารือในวันนี้เศรษฐาได้สอบถามเรื่องการลดราคาพลังงาน กระทรวงพลังงานได้เตรียมการไว้แล้ว ซึ่งจะเป็นขั้นตอนของการจัดตั้งรัฐบาล ส่วนความเป็นไปได้ในการลดราคาพลังงานนั้น ต้องมีการพูดคุยกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน 

 

The post เศรษฐา พบทีมเศรษฐกิจ รทสช. เผยข่าวดี หลังประชุม ครม. นัดแรก ประกาศลดราคาพลังงานแน่นอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
พีระพันธุ์ รวมไทยสร้างชาติ นำคณะเยือนถิ่นเพื่อไทย หาแนวทางร่วมรัฐบาลแก้ไขปัญหาวิกฤตประเทศ https://thestandard.co/ruam-thai-sang-chart-discusses-with-pheu-thai/ Sat, 22 Jul 2023 11:00:12 +0000 https://thestandard.co/?p=820673 รวมไทยสร้างชาติ เพื่อไทย

วันนี้ (22 กรกฎาคม) เมื่อเวลา 17.00 น. ที่พรรคเพื่อไทย […]

The post พีระพันธุ์ รวมไทยสร้างชาติ นำคณะเยือนถิ่นเพื่อไทย หาแนวทางร่วมรัฐบาลแก้ไขปัญหาวิกฤตประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รวมไทยสร้างชาติ เพื่อไทย

วันนี้ (22 กรกฎาคม) เมื่อเวลา 17.00 น. ที่พรรคเพื่อไทย พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมด้วย สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ส.ส. บัญชีรายชื่อ, เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ส.ส. บัญชีรายชื่อ และพิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ ส.ส. บัญชีรายชื่อ เดินทางมาร่วมหารือแนวทางแก้ไขปัญหาวิกฤตและทางออกของประเทศร่วมกัน และหาแนวทางการเข้าร่วมรัฐบาลที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ

 

โดยมี ภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทยให้การต้อนรับ

The post พีระพันธุ์ รวมไทยสร้างชาติ นำคณะเยือนถิ่นเพื่อไทย หาแนวทางร่วมรัฐบาลแก้ไขปัญหาวิกฤตประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เพื่อไทยส่งหนังสือเชิญภูมิใจไทย-รวมไทยสร้างชาติ-ชาติพัฒนากล้า หารือร่วมรัฐบาล https://thestandard.co/pheu-thai-set-up-a-government/ Sat, 22 Jul 2023 07:32:22 +0000 https://thestandard.co/?p=820578 เพื่อไทย ตั้งรัฐบาล

วันนี้ (22 กรกฎาคม) ที่ทำการพรรคเพื่อไทย เวลา 14.00 น. […]

The post เพื่อไทยส่งหนังสือเชิญภูมิใจไทย-รวมไทยสร้างชาติ-ชาติพัฒนากล้า หารือร่วมรัฐบาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
เพื่อไทย ตั้งรัฐบาล

วันนี้ (22 กรกฎาคม) ที่ทำการพรรคเพื่อไทย เวลา 14.00 น. นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย, ภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และ ประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้การต้อนรับ อนุทิน ชาญวีรกูล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วยแกนนำ เช่น พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย, ศักดิ์สยาม ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย และ ไชยชนก ชิดชอบ ส.ส. จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อปรึกษาหารือแนวทางแก้ไขปัญหาวิกฤตและหาทางออกของประเทศร่วมกัน รวมถึงการเข้าร่วมรัฐบาลที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ 

 

จากนั้นเวลา 16.00 น. เป็นคิวของพรรคชาติพัฒนากล้า ประกอบด้วย สุวัจน์ ลิปตพัลลภ, เทวัญ ลิปตพัลลภ และ วัชรพล โตมรศักดิ์ 

 

ปิดท้ายด้วยเวลา 17.00 น. เป็นคิวของพรรครวมไทยสร้างชาติ ประกอบด้วย พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค, สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์, เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ และ พิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ

 

ทั้งนี้ ภายหลังการหารือจะมีการแถลงข่าวร่วมกันอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

The post เพื่อไทยส่งหนังสือเชิญภูมิใจไทย-รวมไทยสร้างชาติ-ชาติพัฒนากล้า หารือร่วมรัฐบาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2566 : นายกฯ ยืนยัน ดอนถกอาเซียนแก้ปัญหาเมียนมาไม่มีเอียงข้าง ย้ำดูแลตามหลักมนุษยธรรม พร้อมหารือด่วนมาตรการการเงินการคลัง https://thestandard.co/don-myanmar-problems-emphasize-humanitarian/ Tue, 20 Jun 2023 08:52:33 +0000 https://thestandard.co/?p=805732 ประยุทธ์ จันทร์โอชา

วันนี้ (20 มิถุนายน) ที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุมค […]

The post เลือกตั้ง 2566 : นายกฯ ยืนยัน ดอนถกอาเซียนแก้ปัญหาเมียนมาไม่มีเอียงข้าง ย้ำดูแลตามหลักมนุษยธรรม พร้อมหารือด่วนมาตรการการเงินการคลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประยุทธ์ จันทร์โอชา

วันนี้ (20 มิถุนายน) ที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้หารือนอกรอบกับ สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน, อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และทีมโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยใช้เวลาประมาณ 40 นาที เป็นการหารือถึงมาตรการทางการเงินการคลังที่จะหมดอายุในช่วงรัฐบาลรักษาการ ซึ่งการดำเนินการจะคาบเกี่ยวกับรัฐบาลใหม่ และมีมาตรการเกี่ยวกับโครงการใหม่และการใช้จ่ายงบประมาณจะต้องดำเนินการตามมาตรา 169 โดยเฉพาะภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลที่มาตรการลดภาษี 5 บาทต่อลิตรจะสิ้นสุดวันที่ 20 กรกฎาคมนี้

 

พล.อ. ประยุทธ์ เปิดเผยภายหลังการหารือว่า ตนก็ทำงาน ไม่ใช่คุยกันเล่นๆ ซึ่งไม่มีอะไรเป็นพิเศษ เพราะมันเป็นการทำงานของรัฐบาลในปัจจุบัน ที่จะต้องทำทุกอย่างให้ดีที่สุดและลดผลกระทบในทุกมิติของเรา เพราะประเทศต้องเดินหน้าซึ่งก็ต้องได้รับการดูแลมากขึ้น อาทิ เรื่องภัยแล้ง รวมทั้งได้ติดตามแผนงานโครงการต่างๆ ของรัฐบาลที่มีหลายเรื่อง รวมถึงรถไฟความเร็วสูง ซึ่งคาดว่าจะเปิดให้บริการตามกำหนดการเดิมในปี 2570 

 

พร้อมยืนยันว่า ความก้าวหน้าในการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลรักษาการจะทำให้ดีที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดภาระในวันต่อไปกับรัฐบาลข้างหน้า และจะไม่ให้ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญมาตรา 169 ในเรื่องการแก้ไขปัญหาต่างๆ โดยดูปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนเป็นหลัก 

 

ส่วนกรณีที่ ดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ประชุมระดับรัฐมนตรีกับกลุ่มประเทศที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาความขัดแย้งในเมียนมานั้น นายกฯ กล่าวว่า ดอนรายงานผลการหารือแล้ว ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร เป็นการประชุมครั้งที่ 3 โดยยืนยันว่า การประชุมทั้ง 9 ประเทศนี้ไม่ได้ไปตกลงอะไรกับใคร แต่เป็นการเดินหน้าแก้ปัญหาในกรอบอาเซียน ซึ่งไม่มีความก้าวหน้าเท่าที่ควร เพราะต้องระวังผลกระทบกับมาตรการขององค์การสหประชาชาติ (UN) ด้วย 

 

ฉะนั้นเมื่อเรามีดินแดนติดกัน เขาก็มีความหวังว่าไทยจะแก้ปัญหาได้มากที่สุด อย่าลืมว่าเราก็มีปัญหาเหมือนกันในเรื่องผลประโยชน์ของชาติและประชาชน ซึ่งหากติดตามดูการสู้รบของเขาก็รุนแรงขึ้น ก็ได้มีการหารือว่าจะลดความรุนแรงได้อย่างไรในเรื่องการสู้รบตามแนวชายแดน เพราะมีประชาชนจากเมียนมาอพยพเข้ามาที่บริเวณชายแดนไทยหลายพันคน ซึ่งเราก็ดูแลตามหลักมนุษยธรรมและป้องกันไม่ให้เกิดความอลหม่านในอนาคต ก็จำเป็นต้องคุย พร้อมยืนยันว่า การพูดคุยไม่ได้มีการตกลงอะไร เพียงแต่เป็นการเสนอแนะแนวทางปฏิบัติ 

 

ส่วนจะบอกทั่วโลกอย่างไรเพราะไทยถูกมองว่าเอียงไปทางเมียนมา พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่มีการเอียง มันเอียงไม่ได้หรอก ซึ่งเราก็ปฏิบัติตามมติของ UN ส่วนมติของอาเซียนหากไม่มีความก้าวหน้าก็ต้องหาวิธีการพูดคุยเพิ่มเติม ซึ่งเราก็ต้องนำเสนอไปในอาเซียนอยู่แล้ว ไม่ใช่ไปขัดแย้งอะไรกับใคร พร้อมขอให้เรามองผลประโยชน์ของประเทศด้วยว่าความเสียหายจะเกิดผลกระทบอะไรบ้าง ซึ่งมี 2 มิติ แต่ในส่วนของความคิดเห็นภายนอกเราก็รับฟัง อะไรที่ปฏิบัติได้เราทำครบแล้ว แต่หลังจากนี้อาจจะมีแรงกดดันไปยังเมียนมามากขึ้น เราต้องพยายามลดปัญหาตรงนี้ให้ได้ เพราะจะมีผลกระทบต่อไทยในเรื่องการค้าชายแดน รวมไปถึงเรื่องแรงงาน ไม่เช่นนั้นปัญหาการค้ามนุษย์ก็ตามมาอีก 

 

พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า ทุกประเทศที่มาหารือก็มีความเห็นร่วมกันว่า ควรจะหารือในฐานะเป็นประเทศสมาชิกร่วมกัน เพื่อแสวงหาทางออกและนำไปสู่การประชุมอาเซียนครั้งต่อไป พร้อมย้ำว่า นี่คือสิ่งที่เราต้องทำ เพราะหน้าที่เรารับแรงกดดันสูงมาก เรามีชายแดนติดกันกว่า 3,000 กิโลเมตร

The post เลือกตั้ง 2566 : นายกฯ ยืนยัน ดอนถกอาเซียนแก้ปัญหาเมียนมาไม่มีเอียงข้าง ย้ำดูแลตามหลักมนุษยธรรม พร้อมหารือด่วนมาตรการการเงินการคลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สิ่งที่ส่งมอบในวันนี้ไม่เป็นภาระต่อรัฐบาลใหม่! ‘สุพัฒนพงษ์’ ตอบปมภาษีดีเซล ลดค่าไฟ และการบ้านถึง ‘ว่าที่รัฐบาลใหม่’ https://thestandard.co/supattanapong-deliver-policy-new-government/ Tue, 30 May 2023 10:10:20 +0000 https://thestandard.co/?p=797066 รัฐบาลใหม่

‘สุพัฒนพงษ์’ รัฐมนตรีพลังงาน พร้อมดูแลผลกระทบหากคลังไม่ […]

The post สิ่งที่ส่งมอบในวันนี้ไม่เป็นภาระต่อรัฐบาลใหม่! ‘สุพัฒนพงษ์’ ตอบปมภาษีดีเซล ลดค่าไฟ และการบ้านถึง ‘ว่าที่รัฐบาลใหม่’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลใหม่

‘สุพัฒนพงษ์’ รัฐมนตรีพลังงาน พร้อมดูแลผลกระทบหากคลังไม่ต่อเวลาลดภาษีฯ ดีเซล และยังส่งสัญญาณบวกถึงทิศทางค่าไฟ พร้อมฝากการบ้านโจทย์ใหญ่ถึง ‘ว่าที่รัฐบาลใหม่’ หวังให้สานต่อนโยบาย เดินหน้าผลักดันไทยสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ส่งเสริม EV อุตสาหกรรมใหม่

 

สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงกรณีที่กระทรวงการคลังออกประกาศกฎกระทรวงกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตดีเซล 5 บาทต่อลิตร โดยกำหนดสิ้นสุดในวันที่ 21 กรกฎาคม 2566 ว่าหากพิจารณาระดับราคาน้ำมันดีเซลตลาดโลกผันผวนสูงจนอาจกระทบต่อค่าครองชีพประชาชน เมื่อสิ้นสุดมาตรการลดภาษีดีเซลก็ต้องหารือกระทรวงการคลังในการนำเสนอมาตรการลดผลกระทบให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ และยื่นให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พิจารณาต่อไป เนื่องจากขณะนี้เป็นรัฐบาลรักษาการ

 

โดยก่อนหน้านี้ ได้หารือกับทางกระทรวงการคลังแล้ว และในส่วนของกระทรวงพลังงานจะติดตามสถานการณ์น้ำมันดีเซลว่าจะไปในทิศทางใด เพื่อนำไปสู่การแก้ไขร่วมกัน

 

ทั้งนี้ เชื่อว่าตอนนี้ยังพอมีเวลาเตรียมการ ซึ่งต้องดูตามความเหมาะสมของสถานการณ์ ควบคู่ไปกับกองทุนน้ำมันที่ติดตามเรื่องนี้ นอกจากนี้ ได้มีการพูดคุยกับผู้ประกอบการ ซึ่งไม่ได้เข้าไปควบคุมให้ผู้ประกอบการลดส่วนแบ่งทางการตลาดลง แต่ส่วนใหญ่เป็นการขอความร่วมมือ เนื่องจากน้ำมันเป็นตลาดเสรี ไม่สามารถไปบังคับได้

 

อย่างไรก็ตาม ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ก่อนที่จะมีการยุบสภาได้เสนอแนวทางดูแลราคาน้ำมันให้อยู่ในกรอบเหมาะสม ให้หน่วยงานดูให้ดีทุกมิติ ทั้งความสามารถในการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน เงินเฟ้อ และต้นทุน

 

ลุ้นราคาก๊าซโลกร่วง ช่วยลดค่าไฟ

ส่วนสถานการณ์ปริมาณก๊าซธรรมชาติ (LNG) ในอ่าวไทยที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในช่วงปลายปี 2566 ปัจจุบันยังเป็นไปตามแผน โดยแหล่งเอราวัณยังคาดการณ์ว่าในเดือนกรกฎาคมจะมีกำลังการผลิตอยู่ที่ประมาณ 400 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เดือนธันวาคม 2566 จะเพิ่มเป็น 600 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และเดือนเมษายน 2567 จะเพิ่มเป็น 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน 

 

ทั้งนี้ หากเป็นไปตามแผนข้างต้นจะส่งผลดีต่อราคาพลังงานและค่าไฟฟ้าหรือไม่นั้น เมื่อนำไปพิจารณาร่วมกับราคาซื้อขายก๊าซธรรมชาติในตลาดจร (Spot LNG) มองว่าเป็นเรื่องของ กกพ. ที่จะต้องไปพิจารณาราคาค่าไฟร่วมกับผู้นำเข้า รวมถึงต้องดูโอกาสและความเหมาะสมในการนำเข้าก๊าซธรรมชาติในสัญญาระยะยาวด้วย ประกอบกับต้องติดตามสถานการณ์เงินเฟ้อ ค่าเงินบาท และการซื้อขาย ซึ่งต้องดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด อีกทั้งในเดือนธันวาคมจะเข้าสู่ฤดูหนาว อาจทำให้ราคาผันผวนได้ และหากเกิดปัญหาเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ เพราะฉะนั้น หลายประเทศก็ต้องพิจารณาโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าให้มีเสถียรภาพอีกด้วย

 

“หากพิจารณาราคาค่าไฟที่สูงในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ขณะนี้ถือว่าผ่านจุดพีคไปแล้ว ซึ่งส่วนมากจะพีคแค่ช่วงไตรมาสที่ 1 เท่านั้น จากนั้นจะปรับลดลง ซึ่งขณะนี้ค่าไฟภาคอุตสาหกรรมเริ่มปรับลดลงแล้ว และคาดการณ์ว่ามีแนวโน้มลดลงอีกในงวดถัดไป แต่การพิจารณาปรับลดทั้งหมดขึ้นอยู่กับสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เป็นผู้พิจารณา”

 

ต่อคำถามที่ว่า จะเป็นไปได้หรือไม่ที่ค่าไฟจะลดลง 70 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งเป็นอัตราที่พรรคการเมืองระบุไว้ในการหาเสียง สุพัฒนพงษ์​กล่าวว่า เป็นเรื่องตัวเลขของแต่ละพรรคการเมือง ส่วนจะลดเท่าใดสุดท้ายทาง กกพ. จะต้องไปพิจารณาจากองค์ประกอบหลายๆ อย่าง แต่อย่างที่เคยบอกไว้แล้วว่าค่าไฟจะพีคสุดในงวดแรก จากนั้นจะทยอยลดลง ซึ่งก็เป็นเช่นนั้น

 

ฝากรัฐบาลใหม่สานต่อนโยบาย EV

สำหรับมุมมองนโยบายต่อนโยบายพลังงานถึง ‘รัฐบาลชุดใหม่’ ที่จะเข้ามาทำงานนั้น มองว่าแต่ละพรรคมีนโยบายเรื่องพลังงานที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าจะได้พรรคไหนมาเป็นรัฐบาล 

 

“ผมคิดว่าอะไรที่ปรับได้ก็ต้องปรับ และเชื่อว่าสิ่งที่เราส่งมอบในวันนี้ไม่เป็นภาระต่อรัฐบาลใหม่อย่างแน่นอน ผมในฐานะรัฐบาลชุดปัจจุบันทำดีที่สุดแล้ว” 

 

ส่วนเรื่องนโยบายกลับมาเจรจาพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชานั้น เป็นเรื่องของรัฐบาลใหม่ต้องหารือกับกระทรวงการต่างประเทศ

 

สุพัฒนพงษ์ย้ำว่า  ไม่ว่าจะมีนโยบายพลังงานเรื่องใด และไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาล คงไม่กล้าปฏิเสธที่ต้องขับเคลื่อนไทยไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำหรือความเป็นกลางทางคาร์บอน หรือ Carbon Neutrality และการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รวมไปถึงการสนับสนุนอุตสาหกรรมใหม่ๆ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต

The post สิ่งที่ส่งมอบในวันนี้ไม่เป็นภาระต่อรัฐบาลใหม่! ‘สุพัฒนพงษ์’ ตอบปมภาษีดีเซล ลดค่าไฟ และการบ้านถึง ‘ว่าที่รัฐบาลใหม่’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ค่าไฟร้อนระอุ! สุพัฒนพงษ์บีบ กกพ. ตรึงค่าไฟ พ้อภาวะการส่งออกของประเทศไม่ดี อุ้มหนี้ กฟผ. อีกแสนล้าน https://thestandard.co/supattanapong-freeze-electricity-bill/ Thu, 09 Mar 2023 09:32:33 +0000 https://thestandard.co/?p=760585

ค่าไฟฤดูร้อนเริ่มระอุ สุพัฒนพงษ์ย้ำในฐานะผู้ดูแลนโยบายง […]

The post ค่าไฟร้อนระอุ! สุพัฒนพงษ์บีบ กกพ. ตรึงค่าไฟ พ้อภาวะการส่งออกของประเทศไม่ดี อุ้มหนี้ กฟผ. อีกแสนล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>

ค่าไฟฤดูร้อนเริ่มระอุ สุพัฒนพงษ์ย้ำในฐานะผู้ดูแลนโยบายงวดหน้าเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม กกพ. ต้องไม่ปรับขึ้นค่าไฟและราคาต้องเท่ากันทั้งครัวเรือนและอุตสาหกรรมที่ 4.72 บาทต่อหน่วย ตัดพ้อภาวะการส่งออกของประเทศไม่ดี และต้องใช้หนี้ กฟผ. กว่าแสนล้านบาท ยันปัจจัยที่ต้องลดราคาเพราะก๊าซธรรมชาติที่เป็นต้นทุนเชื้อเพลิงหลักผลิตไฟฟ้าปรับลดลงแล้ว

 

สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยในงาน THE NEXT THAILAND’S FUTURE: จุดเปลี่ยนประเทศไทยสู่ความยั่งยืน ว่า แนวโน้มค่าไฟฟ้าเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2566 จะเหลืออัตราเดียวทั้งภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรม จากเดิมที่ใช้ค่าไฟฟ้า 2 อัตราคือค่าไฟสำหรับครัวเรือนอยู่ที่ 4.72 บาทต่อหน่วย และค่าไฟของภาคอุตสาหกรรม 5.33 บาทต่อหน่วย 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


โดยการปรับลดลงของภาคอุตสาหกรรมมาเท่ากับภาคครัวเรือนนั้นเป็นไปตามแนวนโยบายที่ต้องช่วยดูแลผู้ประกอบการอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกถดถอย ที่ทำให้ภาคการส่งออกได้รับผลกระทบ 

 

สำหรับค่าไฟฟ้าของภาคครัวเรือนซึ่งอยู่ที่ 4.72 บาทต่อหน่วยในงวดนี้ ในฐานะผู้กำกับนโยบายได้มอบหมายนโยบายให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) แล้วว่าไม่ควรที่จะปรับเพิ่มขึ้น เนื่องจากต้นทุนการผลิตไฟฟ้าคือก๊าซธรรมชาติมีแนวโน้มลดลงในช่วงที่ผ่านมา 

 

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (FT) ปรับเพิ่มเป็น 98 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งเมื่อรวมค่าไฟฐานแล้ว ทำให้ค่าไฟจะปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4.75 บาทต่อหน่วย หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 0.3 บาทต่อหน่วยนั้นมองว่า ประเด็นนี้ฝ่ายนโยบายสามารถดูแลได้ 

 

นอกจากนี้ยังมีภาระสำคัญที่ต้องดูไม่ให้เกิดผลกระทบกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) ที่ต้องได้รับการชดเชยจากการแบกรับค่า FT เมื่อปีที่ผ่านมากว่าแสนล้านบาท ซึ่งก็ต้องดูว่าจะชดเชยกลับคืนให้ กฟผ. ได้อย่างไรอีกด้วย 

 

“ในฐานะผู้กำกับนโยบายมองว่า ราคาค่าไฟในงวดหน้าไม่ควรปรับขึ้นและกลับมาใช้อัตราเดียวเท่ากันระหว่างภาคครัวเรือนและอุตสาหกรรม ซึ่งต้องดูแลทั้งสองภาคส่วน โดยภาคครัวเรือนต้องดูแลในค่าครองชีพและภาคอุตสาหกรรมก็ต้องดูแลในช่วงที่ภาวะการส่งออกของประเทศไม่ดี” สุพัฒนพงษ์กล่าว 

 

นายกฯ สั่งเปิดรับฟังความคิดเห็นครอบคลุมทุกด้าน

 

ด้าน กุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในวันนี้ว่า การกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (Ft) งวดใหม่เดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2565 อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ซึ่งยังไม่แล้วเสร็จ และอยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน โดย พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำให้ กกพ. คำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อประชาชน และขอให้รับฟังความคิดเห็นครอบคลุมทุกด้าน โดยเฉพาะขณะนี้ราคาก๊าซธรรมชาติที่เป็นต้นทุนเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าปรับลดลงแล้ว

 

คมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กล่าวว่า เบื้องต้นได้รับทราบข้อห่วงใยจาก กพช. แล้ว โดยอัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยที่เรียกเก็บกับประชาชนงวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2566 จะต่ำกว่า 5 บาทต่อหน่วยแน่นอน 

 

ส่วนรายละเอียดจะกำหนดเป็นอัตราเดียวกันทั้งประเทศหรือไม่ กกพ. มีกำหนดการชี้แจงอีกครั้งในวันที่ 10 มีนาคมนี้ เนื่องจากยังอยู่ในช่วงการเปิดรับฟังความคิดเห็นวันที่ 10-20 มีนาคม 2566 เพื่อนำเสนอให้ที่ประชุม กกพ. พิจารณาในวันที่ 22 มีนาคม หลังจากนั้นจึงจะประกาศอย่างเป็นทางการช่วงต้นเดือนเมษายน 2566 ให้ทันการบังคับใช้ในเดือนพฤษภาคม 2566

 

ขณะที่ อิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ขอให้รัฐบาลปรับโครงสร้างต้นทุนค่าไฟให้ต่ำกว่า 5 บาทต่อหน่วย เพราะมีความเป็นไปได้ เนื่องจากสถานการณ์ต้นทุนเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าถูกลง ประกอบกับค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น ดังนั้นจุดยืนของ ส.อ.ท. ในการแก้ไขปัญหาค่าไฟฟ้าในงวดที่ 2 ของปีนี้ยังคงขอให้ดูแลค่าไฟของครัวเรือน ต้องไม่แพงขึ้นกว่าเดิม ขณะที่ค่าไฟของภาคธุรกิจก็เช่นกัน ต้องไม่ควรเกิน 5 บาทต่อหน่วย จากปัจจุบันอยู่ที่ 5.33 บาทต่อหน่วย

The post ค่าไฟร้อนระอุ! สุพัฒนพงษ์บีบ กกพ. ตรึงค่าไฟ พ้อภาวะการส่งออกของประเทศไม่ดี อุ้มหนี้ กฟผ. อีกแสนล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้มีแนวโน้มโต 4% ผลจากรักษาวินัยการเงินการคลังดี รับมือสถานการณ์วิกฤตได้ https://thestandard.co/thailand-economy-expect-to-grow-4-percent/ Wed, 08 Feb 2023 03:22:28 +0000 https://thestandard.co/?p=747346 เศรษฐกิจไทย

วันนี้ (8 กุมภาพันธ์) อนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายก […]

The post รัฐบาลคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้มีแนวโน้มโต 4% ผลจากรักษาวินัยการเงินการคลังดี รับมือสถานการณ์วิกฤตได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐกิจไทย

วันนี้ (8 กุมภาพันธ์) อนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้รับทราบแผนการและการทำงานของหน่วยงานด้านเศรษฐกิจตลอดมา และรู้สึกยินดีที่ GDP ในปี 2566 มีแนวโน้มเติบโตมากถึง 4% รวมทั้งดัชนีตัวเลขทางเศรษฐกิจดีขึ้นเป็นอย่างมาก 

 

อนุชากล่าวต่อไปว่า สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2566 อาจขยายตัวถึง 4% เป็นผลมาจากประเทศไทยสามารถรักษาวินัยการเงินการคลังได้เป็นอย่างดี อันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยไม่ได้ลดลง ต่างประเทศและนักวิเคราะห์ต่างก็ประเมินว่าประเทศไทยจัดการกับสถานการณ์วิกฤตได้ดี 

 

นอกจากนี้รัฐบาลยังออกมาตรการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนในด้านต่างๆ และได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเปิดรับอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ เพราะเล็งเห็นถึงผลประโยชน์ในการช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจ อาทิ การพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า 

 

รวมถึงนโยบายฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศซาอุดีอาระเบียในรอบ 32 ปีก็ถือเป็นผลงานของ พล.อ. ประยุทธ์ ซึ่งจะทำให้สามารถขยายเขตการค้าเข้าสู่ตะวันออกกลางและแอฟริกาได้ง่ายขึ้น  

 

“พล.อ. ประยุทธ์ รับทราบตัวเลขการประเมินดังกล่าว และขอให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมแรงร่วมใจในการทำงานอย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าเป็นความสำเร็จร่วมกันในการดำเนินนโยบายของรัฐบาล ทำให้ไทยผ่านพ้นวิกฤตมาได้ ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีขอบคุณทุกภาคส่วนที่ให้ความร่วมมือกับรัฐบาลเป็นอย่างดีในช่วงเวลาที่ผ่านมา” อนุชากล่าว

 

อนุชากล่าวต่อไปว่า ในปีนี้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มจะดีขึ้นกว่าปีที่แล้ว จากการประเมินทราบว่าการบริโภคภาคเอกชนจะมีมากขึ้น จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปีนี้คาดว่าจะมีมากกว่า 20 ล้านคน ส่วนการส่งเสริมการลงทุนในปี 2565 มีมูลค่ามากถึง 7 แสนล้านบาท และคาดว่ามูลค่าการส่งเสริมการลงทุนในอนาคตจะมีมากถึง 1 ล้านล้านบาท จึงอยากให้ประชาชนทุกคนเชื่อมั่น รัฐบาลพร้อมที่จะทำงานเพื่อให้ประชาชนทุกคนอยู่ดี กินดี

The post รัฐบาลคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้มีแนวโน้มโต 4% ผลจากรักษาวินัยการเงินการคลังดี รับมือสถานการณ์วิกฤตได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดฉายาสื่อทำเนียบฯ ปี 2565 รัฐบาล ‘หน้ากากคนดี’ ประยุทธ์ ‘แปดเปื้อน’ วิษณุ ‘เครื่องจักรซักล้าง’ ชัยวุฒิ ‘วันทอง 2 ป.’ https://thestandard.co/nicknames-for-government-2022/ Mon, 26 Dec 2022 04:32:49 +0000 https://thestandard.co/?p=728543

วันนี้ (26 ธันวาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล ผู้สื่อข่าวรายงานว […]

The post เปิดฉายาสื่อทำเนียบฯ ปี 2565 รัฐบาล ‘หน้ากากคนดี’ ประยุทธ์ ‘แปดเปื้อน’ วิษณุ ‘เครื่องจักรซักล้าง’ ชัยวุฒิ ‘วันทอง 2 ป.’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (26 ธันวาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การตั้งฉายารัฐบาลและรัฐมนตรีประจำปีของผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาล ที่ยึดถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบต่อกันมาอย่างยาวนาน เป็นการสะท้อนความคิดเห็นของสื่อมวลชนต่อการทำงานของรัฐบาลโดยปราศจากอคติ ได้มีมติร่วมกันตั้งฉายารัฐบาล รัฐมนตรี และวาทะแห่งปี ประจำปี 2565 ดังนี้

 

 

ฉายารัฐบาล: ‘หน้ากากคนดี’

เป็นอีกหนึ่งปีที่ทุกคนยังคงต้องสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด ขณะเดียวกัน ภายใต้หน้ากากของรัฐบาลที่สร้างภาพจำตลอดเวลาว่าเป็นคนดี นโยบายทุกอย่างทำเพื่อบ้านเมืองและประชาชน แต่กลับเกิดข้อกังขาว่ายังเดินตามเจตนารมณ์ที่ประกาศไว้ได้หรือไม่ เช่น นโยบายกัญชาที่อวดอ้างว่าทำเพื่อประชาชน แต่เมื่อเกิดผลกระทบจากการใช้ผิดวัตถุประสงค์ กลายเป็นปัญหาสังคมที่บานปลาย แม้แต่การออกกฎหมายควบคุมการใช้ยังทำไม่ได้ สุดท้ายผลักภาระเพิ่มให้ตำรวจ เพียงเพราะต้องการเช็กลิสต์ตามนโยบายที่หาเสียงไว้ นโยบายประชานิยมที่ออกแนวหาเสียง ให้ทั้งเบ็ด ทั้งปลา หรือการประกาศแก้ไขรัฐธรรมนูญก็มีความคลุมเครือว่าประโยชน์ที่ได้นั้นเป็นของประชาชนหรือนักการเมืองกันแน่ แต่ไม่ว่าจะเป็นนโยบายของพรรคการเมืองใด เมื่อออกมาในนามรัฐบาล ประชาชนจึงเกิดความเคลือบแคลงสงสัยว่าภายใต้หน้ากากที่ประกาศเป็นคนดีนั้น จริงหรือไม่?

 

 

พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม: ‘แปดเปื้อน’

ปมวาระดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 8 ปี สั่นคลอนภาพลักษณ์ของ พล.อ. ประยุทธ์ตลอดปีที่ผ่านมา และกลายเป็นข้อครหาถึงความชอบธรรมในการครองเก้าอี้นายกรัฐมนตรีต่อเนื่องยาวนาน พล.อ. ประยุทธ์ถือเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศไทยที่ศาลมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ แม้จะเพียงแค่ 38 วันก็ทำให้สังคมเคลือบแคลงสงสัยในตัวของ พล.อ. ประยุทธ์ที่มักจะพูดเสมอว่าไม่ยึดติดอำนาจ ทุกอย่างทำเพื่อบ้านเมืองและประชาชน ไม่เอื้อประโยชน์ต่อพวกพ้อง ยิ่งเมื่อปัญหาใต้พรมถูกขุดคุ้ยขึ้นใกล้ตัวเกินกว่าจะปัดความเกี่ยวโยงได้ ทั้งนโยบายประชานิยม ทุนสีเทาสนับสนุนพรรคการเมือง หรือแม้แต่นักการเมืองใกล้ตัว นายทหารใกล้ชิด ที่ได้ไปนั่งอยู่ในบอร์ดบริหารบริษัทพลังงาน แม้พิสูจน์กันทางกฎหมายไม่ได้ แต่ก็ทำให้ถูกมองว่าไม่ได้ใสสะอาดผุดผ่องอีกต่อไป

 

 

พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี: ‘ลองนายกฯ’

แม้จะเป็นเวลาเพียง 38 วันที่ทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีตามคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ แต่ พล.อ. ประวิตรก็ได้ทำอย่างสุดกำลัง ถึงแม้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่ได้ลองเป็นนายกฯ หลายครั้งที่ตัวจริงอย่าง พล.อ. ประยุทธ์ต้องไปปฏิบัติภารกิจต่างประเทศ พี่ใหญ่ในกลุ่ม 3 ป. ในฐานะ สร.2 ก็ทำหน้าที่แทนมาตลอด แต่อาจไม่ยาวนานเช่นครั้งนี้ ซึ่งมีอำนาจเต็ม (ในขณะนั้น) หากจะยุบสภาก็สามารถทำได้ 

 

บรรดากองหนุนและกองเชียร์ปั่นกระแสจนเคลิ้ม ถึงกับประกาศใช้ ‘ใจบรรดาลแรง’ ทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ลุยงานรัวๆ ทำเอากองเชียร์นายกฯ ตัวจริงร้อนๆ หนาวๆ แต่สุดท้ายก็ได้แค่ ‘ลอง’ เท่านั้น

 

 

วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี: ‘เครื่องจักรซักล้าง’

ความเอกอุด้านกฎหมายระดับปรมาจารย์ในตำนาน ถูกใช้สนองตอบความต้องการของรัฐบาลทุกช่องทาง ทั้งพรรคหลักพรรคร่วม ไม่มีเลือกปฏิบัติ ช่วยยกภูเขาออกจากอก ลดปัญหาหนักใจ ทำหน้าที่เหมือนเครื่องจักรกลคอยซักล้างความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับรัฐบาลให้ผ่านพ้น เรื่องไหนผ่านมือเนติบริกรคนนี้ อย่าหวังว่าจะมีใครโต้แย้งได้ เช่น ปม 8 ปีการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี การแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือแม้แต่เรื่องเหมืองทองอัครา

 

 

อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข: ‘ภูมิใจดูด พูดแล้วดอย’

‘พูดแล้วทำ’ คือสโกแกนพรรคภูมิใจไทย แต่ทำแล้วสำเร็จหรือไม่เป็นอีกเรื่อง แม้จะปลดล็อกกัญชาจากการเป็นยาเสพติด แต่กฎหมายควบคุมกลับค้างเติ่งติดดอย ไปต่อไม่ได้ เกิดเป็นปัญหาสังคมบานปลาย เด็กและเยาวชนสามารถเข้าถึงกัญชาได้อย่างง่ายดาย เมื่อจวนตัวกลับโยนให้เป็นภาระของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติ หัวจะปวดกันทั้งประเทศ 

 

ขณะที่บทบาทพรรคร่วมรัฐบาลถือได้ว่าเป็นเด็กดีมาโดยตลอด แต่เมื่อเสียงปี่กลองเลือกตั้งดังขึ้น กลับสวมบทไดโวโชว์พลังดูด ส.ส. นักการเมือง ทั้งจากพวกเดียวกันและต่างขั้ว ชนิดไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม โดดเด่นไม่แพ้การนำเสนอนโยบายกัญชา

 

 

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์: ‘ประกันไรได้’

‘ประกันรายได้’ เป็นนโยบายหาเสียงหลักของพรรคประชาธิปัตย์ จุรินทร์ ในฐานะหัวหน้าพรรค แถมยังนั่งเก้าอี้รองนายกรัฐมนตรีและกระทรวงค้าขาย ก็จัดหนักนโยบายนี้จนแทบไม่โฟกัสงานอื่น ข้าวของขึ้นราคาไม่หยุด แต่สินค้าเกษตรกลับต้องทุ่มเงินไปประกันอย่างต่อเนื่อง จึงเกิดคำถามกับการแก้ปัญหาของรัฐบาลด้วยวิธีประกันรายได้ว่าถูกทางจริงหรือ? ที่ว่าประกันนั้น ‘ประกันไรได้บ้าง’

 

 

ดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ: ‘ลุ่มๆ ดอนๆ’

APEC ถือเป็นงานใหญ่งานหนึ่งในรอบ 20 ปีของไทย ที่มาพร้อมโอกาสทางเศรษฐกิจหลังสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด นโยบายเปิดประเทศจึงเป็นความหวังของทุกคนที่จะทำให้ประเทศพ้นกับดักต่างๆ แต่บทบาทในฐานะรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงกลับไม่สามารถสร้างการรับรู้หรือดึงดูดความสนใจของคนในประเทศได้เท่าที่ควร การเป็นเจ้าภาพ APEC จึงเหมือนรับรู้กันเฉพาะในวงที่เกี่ยวข้อง ไม่ต้องพูดถึงความสนใจจากทั่วโลกที่ดูน้อยมาก จนเกิดการเปรียบเทียบกับรัฐบาลในอดีตที่เคยเป็นเจ้าภาพจัดงานสำคัญ ล้มเหลวตั้งแต่ระบบลงทะเบียน ลามไปจนถึงกิจกรรมประชาสัมพันธ์โหมโรงที่ไม่ลุกโชนตามความตั้งใจ แม้แต่ธงโบกสะบัดยังปักเป็นหย่อมๆ ก่อนงานเพียงไม่กี่วัน และมีเสียงเล่าลือกันหนาหูว่าการทำงานในกระทรวงร่วมกับข้าราชการก็ลุ่มๆ ดอนๆ ไม่เปิดกว้างรับฟัง เกิดเป็นภาพการทำงานที่ล่าช้า ตกยุค ไม่ทันสมัย 

 

 

สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน: ‘Powerblank’

วิกฤตพลังงานเป็นปัญหาที่หนักหนาสาหัสสำหรับคนไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก หลายมาตรการที่เข็นออกมาไม่ขาดสาย นอกจากชักเนื้อรัฐบาลมาอุดหนุน ก็ยังไม่เห็นว่ามีสิ่งไหนทำได้จริง ยิ่งการล้วงเงินจากกระเป๋าเอกชนอย่างโรงกลั่นน้ำมัน โครมครามอยู่พักใหญ่แล้วก็หายไปกับสายลม เหมือนการขายที่ดินให้ต่างชาติแลกเงินลงทุน เกิดกระแสตีกลับระเนระนาด ถอยตั้งหลักแทบไม่ทัน จึงเกิดข้อสงสัยกันว่าเป็นรัฐมนตรีพลังงานหรือรัฐมนตรีไม่มีพลังงานกันแน่

 

 

พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย: ‘หน้าชัด หลังเบลอ’

ในบรรดาพี่น้อง 3 ป. พล.อ. อนุพงษ์สามารถควบคุมภาพลักษณ์ที่แสดงออกต่อสาธารณชนได้สงบนิ่งที่สุด แม้สื่อมวลชนจะได้สัมผัสความหลากหลายของอารมณ์ขึ้นลงไม่ต่างจากพี่น้องอีก 2 ป. ก็ตาม เบื้องหน้าเราจะได้รับรู้และเห็นเฉพาะในสิ่งที่ต้องการให้เห็นเท่านั้น แต่ฉากหลังกลับคลุมเครือไม่ชัดเจน เรียกได้ว่าเก็บมิด ปิดเงียบ ถ้าไม่ได้เห็นคะแนนไว้วางใจที่มาเป็นอันดับโหล่ก็ไม่มีทางรู้เลยว่า เกมเขย่าเก้าอี้ มท.1 ไต่ระดับทะลุ 10 ริกเตอร์ไปแล้ว

 

 

สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน: ‘รมต. แรงลิ้น’

ยังคงคอนเซปต์ปากหวานไม่สร่าง ขยันอวย พล.อ. ประยุทธ์ขั้นสุดในทุกด้าน เอ่ยปากแต่ละครั้งก็แรงจัดชัดเจน ต้นปีเปิดศึกแตกหักบ้านใหญ่เมืองชล จนเกิดวิวาทะ ‘ทรยศ หักหลัง’ สนั่นออนไลน์ ปลายปีตีจาก ‘ประวิตร’ คนที่ออกปากเองว่ารักเหมือนพ่อ พร้อมข้อครหาหอบ ส.ส. ตาม ‘ประยุทธ์’ ที่ปากบอกว่ารักเหมือนแม่ ไปอยู่พรรครวมไทยสร้างชาติ ลิ้นมหาเสน่ห์วาดวิมานในทุ่งลาเวนเดอร์ จะขนพลพรรคมาเป็นฐานดัน ‘ประยุทธ์’ สู่เก้าอี้นายกฯ อีกสมัย แว่วว่าเจ้าที่บ้านหลังใหม่แรงไม่แพ้ใคร เกิดอาการลิ้นคับปาก คับที่อยู่ยาก คับใจก็ต้องทนอยู่ 

 

 

ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม: ‘วันทอง 2 ป.’

ด้วยรักและเคารพพี่น้อง 2 ป. ทั้ง ‘พล.อ. ประยุทธ์ และ พล.อ. ประวิตร’ ไปไหนไปกัน ตามติดแทบทุกภารกิจ ครั้นมาถึงทางแยก ต้องเลือกว่าจะอยู่ไหมหรือไปต่อกับใคร จึงเป็นเรื่องยากที่จะตัดสินใจ เหตุการณ์ที่ทำเอานักข่าวลืมไม่ลงนั่นคือวันที่ 2 ป. มีภารกิจชนกัน แม้แยกร่างไม่ได้แต่มีวิชาแยกเงา เช้าบึ่งรถไปส่ง พล.อ. ประยุทธ์ขึ้นเครื่อง ก่อนส่งทีมงานตามติดไปแทน บ่ายรีบบึ่งรถไปเดินตาม พล.อ. ประวิตรทำภารกิจลงพื้นที่ เรียกได้ว่าไม่มีขาดตกบกพร่อง เปรียบเสมือนกับนางในวรรณคดีอย่าง ‘วันทอง’ ที่รักขุนแผนแต่แพ้ความดีขุนช้าง ยากจะตัดสินใจว่าจะไปต่อกับใครดี

 

 

วาทะแห่งปี: “เกลียดหรือไม่เกลียดก็ช่างคุณเถอะ เพราะผมไม่รู้” 

พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวระหว่างเป็นประธานเปิดการศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 65 ที่สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2565 ในหัวข้อ บทบาทของภาครัฐ เอกชน และการเมือง ในการรักษาความมั่นคงแห่งชาติ

The post เปิดฉายาสื่อทำเนียบฯ ปี 2565 รัฐบาล ‘หน้ากากคนดี’ ประยุทธ์ ‘แปดเปื้อน’ วิษณุ ‘เครื่องจักรซักล้าง’ ชัยวุฒิ ‘วันทอง 2 ป.’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
คามาลา แฮร์ริส รองประธานาธบดีสหรัฐฯ เดินทางถึงไทย ร่วมประชุม APEC วันนี้ https://thestandard.co/apec-thailand-17112022-2/ Fri, 18 Nov 2022 03:43:37 +0000 https://thestandard.co/?p=711381

ค่ำวานนี้ (17 พฤศจิกายน) คามาลา แฮร์ริส รองประธานาธิบดี […]

The post คามาลา แฮร์ริส รองประธานาธบดีสหรัฐฯ เดินทางถึงไทย ร่วมประชุม APEC วันนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ค่ำวานนี้ (17 พฤศจิกายน) คามาลา แฮร์ริส รองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เดินทางถึงประเทศไทย โดยมี สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นตัวแทนรัฐบาลต้อนรับ เพื่อเข้าร่วมประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (Asia-Pacific Economic Cooperation) หรือ APEC 2022 ที่กรุงเทพมหานคร ระหว่างที่ 18-19 พฤศจิกายนนี้

 

ขณะที่ก่อนหน้านี้เมื่อ 28 ตุลาคม 2565 ทำเนียบขาวได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า การที่รองประธานาธิบดีมาเข้าร่วมประชุมที่ประเทศไทยนั้น เป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ในด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก โดยในการประชุมที่จะเกิดขึ้นนี้ แฮร์ริสจะบรรยายสรุปเกี่ยวกับเป้าหมายของสหรัฐฯ ซึ่งจะรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพการประชุม APEC ในปีหน้า

 

สำหรับการเดินทางเยือนไทยครั้งนี้ แฮร์ริสจะเข้าพบปะกับผู้นำไทย รวมถึงตัวแทนภาคประชาสังคม เพื่อยืนยันและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ-ไทย และจะมีการหารือเกี่ยวกับความร่วมมือในประเด็นต่างๆ โดย ดักลาส เอ็มฮอฟฟ์ สามีของแฮร์ริสจะเดินทางมายังกรุงเทพฯ ด้วยเช่นกัน โดยเขาจะเข้าร่วมกิจกรรมคู่สมรส ซึ่งเป็นกิจกรรมคู่ขนานที่จัดขึ้นในช่วงวันเดียวกัน

 

ส่วนประธานาธิบดีโจ ไบเดนนั้น มีภารกิจในต่างประเทศที่แน่นขนัดในช่วงเดือนพฤศจิกายน โดยไบเดนเข้าร่วมการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 27 หรือ COP27 ณ ประเทศอียิปต์ ในวันที่ 11 พฤศจิกายน ก่อนเดินทางต่อไปยังกัมพูชาในวันที่ 12-13 พฤศจิกายน เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำสหรัฐฯ-อาเซียน (U.S.-Asean Summit) และการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (East Asia Summit) ต่อจากนั้น ไบเดนเดินทางต่อไปยังอินโดนีเซียในวันที่ 13-16 พฤศจิกายน เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่ม G20

 

 

ภาพ: กระทรวงการต่างประเทศ

The post คามาลา แฮร์ริส รองประธานาธบดีสหรัฐฯ เดินทางถึงไทย ร่วมประชุม APEC วันนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: สุพัฒนพงษ์ย้ำชัด ต่างชาติยังไม่ทิ้งไทย ยอดสนใจลงทุน EEC แตะ 9 แสนล้านบาท | Morning Wealth 8 กันยายน 2565 https://thestandard.co/morning-wealth-08092022/ Thu, 08 Sep 2022 01:21:39 +0000 https://thestandard.co/?p=677942 Morning Wealth

รองนายกรัฐมนตรี ‘สุพัฒนพงษ์’ ชูไทยพร้อมเป็นศูนย์กลางพลั […]

The post ชมคลิป: สุพัฒนพงษ์ย้ำชัด ต่างชาติยังไม่ทิ้งไทย ยอดสนใจลงทุน EEC แตะ 9 แสนล้านบาท | Morning Wealth 8 กันยายน 2565 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Morning Wealth

รองนายกรัฐมนตรี ‘สุพัฒนพงษ์’ ชูไทยพร้อมเป็นศูนย์กลางพลังงานสะอาด-รถ EV เผยต่างชาติสนใจลงทุนใน EEC แตะ 9 แสนล้าน รายละเอียดเป็นอย่างไร

 

สัมภาษณ์พิเศษ ‘มองอนาคต TOP ปรับทิศทางก้าวสู่การเติบโตที่ยั่งยืน’ พูดคุยกับ วนิดา บุญภิรักษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านการเงินและบัญชี บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 . ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: สุพัฒนพงษ์ย้ำชัด ต่างชาติยังไม่ทิ้งไทย ยอดสนใจลงทุน EEC แตะ 9 แสนล้านบาท | Morning Wealth 8 กันยายน 2565 appeared first on THE STANDARD.

]]>
สุพัฒนพงษ์ ชูไทยพร้อมเป็นศูนย์กลางพลังงานสะอาด-รถ EV เผยต่างชาติสนใจลงทุนใน EEC แตะ 9 แสนล้าน https://thestandard.co/supattanapong-thailand-ev-center/ Wed, 07 Sep 2022 08:07:32 +0000 https://thestandard.co/?p=677605

รองนายกรัฐมนตรีชี้ไทยต้องฉวยโอกาสในวิกฤตผลักดันประเทศเป […]

The post สุพัฒนพงษ์ ชูไทยพร้อมเป็นศูนย์กลางพลังงานสะอาด-รถ EV เผยต่างชาติสนใจลงทุนใน EEC แตะ 9 แสนล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>

รองนายกรัฐมนตรีชี้ไทยต้องฉวยโอกาสในวิกฤตผลักดันประเทศเป็นศูนย์กลางด้านพลังงานสะอาดและยานยนต์ไฟฟ้า โวต่างชาติสนใจลงทุนใน EEC แตะ 9 แสนล้านบาท ลุ้นซาอุอาจลงทุนสูงถึง 2 ล้านล้านบาท

 

สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนา “การกอบกู้และก้าวต่อของเศรษฐกิจไทย The Great Reset” จัดโดยสถานีโทรทัศน์ TNN ว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญกับวิกฤตความท้าทายในหลายๆ ด้าน นับตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิดจนมาถึงปัญหาสงครามและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อราคาพลังงานและอาหารโลก ซึ่งแม้ว่าไทยจะไม่ได้ก่อปัญหาเหล่านี้แต่ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบได้


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


“สิ่งที่เราต้องทำคืออดทน เข้าใจและอยู่กับมัน ที่สำคัญคือต้องมองว่าท่ามกลางวิกฤตย่อมมีโอกาสใหม่ๆ รออยู่ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลได้ให้ความสำคัญและพยายามสร้างโอกาสจากวิกฤตไปแล้วในหลายๆ เรื่อง เช่น การผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านยานยนต์ไฟฟ้าและพลังงานสะอาด” สุพัฒนพงษ์กล่าว

 

สุพัฒนพงษ์กล่าวว่า การที่ไทยไปประกาศในเวที COP26 ว่าจะบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050 ทำให้ภาคอุตสาหกรรมไทยจำเป็นต้องปรับตัวให้เข้ากับกระแสโลก เพราะหากไม่ปรับประเด็นทางสิ่งแวดล้อมอาจสร้างต้นทุนให้กับประเทศเป็นหลักแสนล้านหรือล้านล้านได้ในอนาคต โดยในมุมของรัฐบาลเองก็มีแผนจะผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านพลังงานสะอาดและการผลิตรถยนต์ EV 

 

“รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น ตอนนี้เราเปิดให้มีการนำเข้ารถ EV มาขายได้ แต่ก็มีเงื่อนไขว่าใน 2-3 ปี บริษัทผู้ผลิตจะต้องเข้ามาตั้งโรงงานผลิตในไทย สิ่งที่จะตามมาคือระบบนิเวศของการผลิตรถ EV จะมีบริษัทอื่นๆ ที่อยู่ในห่วงโซ่การผลิตตามมา ซึ่งจะทำให้เราเป็นศูนย์กลางได้” สุพัฒนพงษ์กล่าว

 

รองนายกรัฐมนตรีระบุว่า อีกหนึ่งเรื่องที่รัฐบาลจะผลักดันให้เกิดขึ้นในประเทศคือการเป็นศูนย์กลางด้านดิจิทัลเทคโนโลยี ซึ่งในช่วงโควิดรัฐบาลได้ใช้แอปพลิเคชัน เป๋าตัง สร้างการเรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีดิจิทัลกับประชาชน 40-50 ล้านคน และล่าสุดยังสานต่อด้วยการเปิดขายสลากดิจิทัลในราคา 80 บาท ทำให้ล่าสุดมีผู้ลงทุนรายใหญ่ระดับโลกให้ความสนใจเข้ามาลงทุนด้าน Cloud Service และ Cloud Computing ในไทย

 

สุพัฒนพงษ์กล่าวอีกว่า ปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นในนี้ ทำให้มีนักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจย้ายฐานเข้ามาอยู่ในประเทศไทย เนื่องจากมองเห็นถึงความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้ล่าสุดตัวเลขของผู้ที่สนใจจะเข้ามาลงทุนในพื้นที่ EEC ของไทยพุ่งสูงถึง 9 แสนล้านบาทแล้ว

 

“การเปิดความสัมพันธ์กับซาอุดีอาระเบียล่าสุดช่วยขยายตลาดให้สินค้าไทยเข้าไปในแถบตะวันออกกลางและแอฟริกาได้มากขึ้น เขามีน้ำมันแต่ไม่มีความมั่นคงทางอาหาร ขณะที่ไทยมีจุดแข็งด้านนี้ โดยโครงการที่คุยกันไว้ว่าน่าจะมีการลงทุนระหว่างกันขณะนี้มีมูลค่าสูงถึง 2 ล้านล้านบาท” สุพัฒนพงษ์กล่าว

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post สุพัฒนพงษ์ ชูไทยพร้อมเป็นศูนย์กลางพลังงานสะอาด-รถ EV เผยต่างชาติสนใจลงทุนใน EEC แตะ 9 แสนล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส.ว. ผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 66 ด้วยคะแนน 179 เสียง ‘สุพัฒนพงษ์’ ตัวแทนรัฐบาล ยันจะใช้ประโยชน์สูงสุด https://thestandard.co/gov-budget-approved/ Tue, 30 Aug 2022 13:15:14 +0000 https://thestandard.co/?p=674214 พรเพชร วิชิตชลชัย

วันนี้ (30 สิงหาคม) ที่ประชุมวุฒิสภาได้มีการพิจารณาร่าง […]

The post ส.ว. ผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 66 ด้วยคะแนน 179 เสียง ‘สุพัฒนพงษ์’ ตัวแทนรัฐบาล ยันจะใช้ประโยชน์สูงสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
พรเพชร วิชิตชลชัย

วันนี้ (30 สิงหาคม) ที่ประชุมวุฒิสภาได้มีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 วงเงิน 3.185 ล้านล้านบาท โดยมีการลงมติให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ในวาระ 3 ด้วยคะแนนเห็นด้วย 179 เสียง ไม่เห็นด้วยไม่มี และงดออกเสียง 3 เสียง

 

ดร.ตวง อันทะไชย สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) กล่าวถึงการจัดสรรงบประมาณในภาพรวมว่า ยังใช้รูปแบบเดิมในการจัดสรรงบประมาณ ทำให้ผลลัพธ์ที่ออกมาก็เหมือนเดิมในทุกๆ ปี ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงประเทศได้ พร้อมกันนี้ยังได้กล่าวถึงการจัดสรรงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการที่ไม่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน และไม่ตอบโจทย์ปัญหาที่กระทรวงกำลังเผชิญอยู่

 

โดยเฉพาะหลังวิกฤตโควิดที่ไม่ควรมีงบประมาณในการจัดสร้างห้องเรียนแล้ว เพราะเด็กมีการเรียนรู้นอกห้องเรียนมากขึ้น แต่งบประมาณที่ต้องจัดสรรควรมุ่งเน้นไปที่การขยายโครงข่าย Wi-Fi ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่มากกว่า เพื่อให้เด็กเข้าถึงข้อมูลความรู้ในโลกออนไลน์ได้ง่ายขึ้น

 

ขณะที่ สมชาย แสวงการ ส.ว. มีประเด็นที่เน้นย้ำในเรื่องของการจัดสรรงบประมาณปี 2566 เพียงเรื่องเดียว คือการจัดการกับการทุจริตคอร์รัปชัน เพราะถือเป็นเรื่องสำคัญในทุกหน่วยงาน แม้ว่างบประมาณที่จัดสรรในแต่ละปีจะเพิ่มขึ้น แต่หากการนำมาใช้ยังไม่โปร่งใส งบประมาณเหล่านั้นก็ไม่เกิดประโยชน์กับประเทศและประชาชน

 

จากนั้น สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะตัวแทนของรัฐบาล ได้กล่าวขอบคุณ ส.ว. ที่ให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2566 ซึ่งงบประมาณถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ชาติและการพัฒนาประเทศในทุกๆ ด้าน ยืนยันจะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับประเทศและประชาชนสูงสุด

 

ส่วนข้อกังวลเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน รัฐบาลก็ให้ความสำคัญมากเช่นเดียวกัน โดยได้นำระบบเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการแข่งขันสำหรับผู้ที่จะเข้ามาสู่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

The post ส.ว. ผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 66 ด้วยคะแนน 179 เสียง ‘สุพัฒนพงษ์’ ตัวแทนรัฐบาล ยันจะใช้ประโยชน์สูงสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก่อนหยุดปฏิบัติหน้าที่ ประยุทธ์เซ็นแต่งตั้ง ‘สุพัฒนพงษ์’ เป็นประธานกรรมการเสริมภาพลักษณ์ไทยด้วย ‘Soft Power’ https://thestandard.co/supattanapong-soft-power/ Mon, 29 Aug 2022 02:57:54 +0000 https://thestandard.co/?p=673145 สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์

วันนี้ (29 สิงหาคม) อนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรั […]

The post ก่อนหยุดปฏิบัติหน้าที่ ประยุทธ์เซ็นแต่งตั้ง ‘สุพัฒนพงษ์’ เป็นประธานกรรมการเสริมภาพลักษณ์ไทยด้วย ‘Soft Power’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์

วันนี้ (29 สิงหาคม) อนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สำนักนายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งที่ 206/2565 ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2565 แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศด้วย Soft Power โดยมอบหมายให้ สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นรองประธานกรรมการ

 

ขณะเดียวกัน มีปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เช่น ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

 

รวมถึงผู้แทนองค์กรภาคเอกชนชั้นนำ เช่น ผู้อํานวยการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประธานสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย ร่วมเป็นกรรมการ มีอำนาจหน้าที่สำคัญในการกําหนดเป้าหมายและวางแผนยุทธศาสตร์การพัฒนา Soft Power ของประเทศไทย ส่งเสริมการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไปสู่นานาประเทศ

 

อนุชายังกล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะผลักดัน Soft Power ไทยให้เป็นปัจจัยใหม่ในการสร้างประโยชน์ต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้จะเป็นการเชื่อมโยงภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อน Soft Power ไทยให้เกิดมูลค่าเชิงเศรษฐกิจให้ได้อย่างแท้จริง

The post ก่อนหยุดปฏิบัติหน้าที่ ประยุทธ์เซ็นแต่งตั้ง ‘สุพัฒนพงษ์’ เป็นประธานกรรมการเสริมภาพลักษณ์ไทยด้วย ‘Soft Power’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กระทรวงพลังงานตั้งเป้าภาครัฐลดการใช้พลังงานลง 20% ให้ความรู้ผู้ประกอบการ-ประชาชนใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพ https://thestandard.co/ministry-of-energy-set-goal-for-20-percents-decrease-of-energy-usage/ Mon, 25 Jul 2022 10:34:49 +0000 https://thestandard.co/?p=658704 กระทรวงพลังงาน

วันนี้ (25 กรกฎาคม) กุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน […]

The post กระทรวงพลังงานตั้งเป้าภาครัฐลดการใช้พลังงานลง 20% ให้ความรู้ผู้ประกอบการ-ประชาชนใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กระทรวงพลังงาน

วันนี้ (25 กรกฎาคม) กุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า การประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อขับเคลื่อนการประหยัดพลังงานภายใต้กรอบนโยบายของ สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในวันนี้ มีเป้าหมายที่จะให้พลังงานจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนงานด้านพลังงานให้สามารถดำเนินงานตามนโยบายที่ได้รับจากส่วนกลางได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีการใช้คู่มือการจัดทำแผนปฏิบัติราชการด้านพลังงานระดับจังหวัดเป็นกรอบในการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ และมีการติดตามประเมินผลเพื่อให้การดำเนินงานเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

 

นอกจากนั้น จากวิกฤตด้านราคาพลังงานที่มีความผันผวนและยังคงอยู่ในระดับสูงในปัจจุบัน รัฐบาลได้มีการกำหนดมาตรการลดการใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐ โดยมีเป้าหมายลดการใช้พลังงานอย่างน้อยร้อยละ 20 ซึ่งเป้าหมายดังกล่าวจะถูกนำไปเป็นตัวชี้วัดของส่วนราชการ ดังนั้น พลังงานจังหวัดจะต้องเป็นตัวอย่างและผู้นำในการขับเคลื่อนงานด้านการประหยัดพลังงานให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างรวดเร็ว 

 

โดยจะต้องเป็นทั้งผู้ประสานและให้การสนับสนุนข้อมูลทางวิชาการในการอนุรักษ์พลังงานและประหยัดพลังงานแก่ผู้ว่าราชการจังหวัด ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานราชการต่างๆ ในพื้นที่ และขับเคลื่อนผ่านคณะกรรมการระดับจังหวัดในการจัดทำแผนประหยัดพลังงานในภาครัฐ และจะมีการตรวจสอบและวัดผลจากข้อมูล Energy Utilization Index (EUI) ผ่านระบบ E-Report และอีกหนึ่งภารกิจสำคัญของพลังงานจังหวัด คือ การประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ด้านการประหยัดพลังงานและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพให้กับประชาชนผ่านเครือข่ายภายในจังหวัด เช่น อาสาสมัครพลังงานชุมชน (อส.พน.) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือกลุ่มวิสาหกิจชุมชน และการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุนด้านพลังงานทดแทนในภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการ และโรงงานอุตสาหกรรม ให้หันมาใช้พลังงานทดแทน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานทดแทนในรูปแบบอื่นๆ ตามศักยภาพเชื้อเพลิงที่มีในพื้นที่

 

“การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการในวันนี้ นอกจากจะเป็นการมอบนโยบายด้านพลังงานให้กับพลังงานจังหวัดแล้ว ยังมีการเน้นย้ำเป้าหมายการลดใช้พลังงานในภาครัฐร้อยละ 20 โดยมีพลังงานจังหวัดเป็นกลไกสำคัญในการประสานและส่งต่อข้อมูลด้านการประหยัดและอนุรักษ์พลังงานผ่านคณะกรรมการระดับจังหวัด โดยจะมีกำหนดตัวชี้วัดและมีการใช้ข้อมูล Energy Utilization Index (EUI) ในการตรวจสอบและวัดผลการดำเนินงาน รวมทั้งในอนาคตอันใกล้นี้ ก็จะมีการกำหนดมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการประหยัดพลังงานในทั้งภาคประชาชน ภาคอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ เพื่อกระตุ้นให้มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้พลังงาน รวมทั้งการให้ข้อมูลแก่ผู้ประกอบการในการปรับเปลี่ยนให้หันมาใช้พลังงานทดแทนให้มากขึ้น ซึ่งหากทุกภาคส่วนมีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสม ก็จะสามารถลดการนำเข้าพลังงาน ก็จะถือว่าเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้กับประเทศได้อีกทาง” กุลิศกล่าว

The post กระทรวงพลังงานตั้งเป้าภาครัฐลดการใช้พลังงานลง 20% ให้ความรู้ผู้ประกอบการ-ประชาชนใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อรรถวิชช์ ผิดหวังฝ่ายค้านไม่เสนอชื่อ รมว.พลังงาน ในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ทั้งที่ประชาชนเดือดร้อนจากราคาน้ำมัน https://thestandard.co/atavit-disappoint-opposition-did-not-proposed-energy-minister/ Sun, 17 Jul 2022 05:11:12 +0000 https://thestandard.co/?p=654822 อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี

วันนี้ (17 กรกฎาคม) อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี เลขาธิการพรรค […]

The post อรรถวิชช์ ผิดหวังฝ่ายค้านไม่เสนอชื่อ รมว.พลังงาน ในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ทั้งที่ประชาชนเดือดร้อนจากราคาน้ำมัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี

วันนี้ (17 กรกฎาคม) อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี เลขาธิการพรรคกล้า กล่าวถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 19-22 กรกฎาคมนี้ ว่าครั้งนี้เป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งสุดท้ายของรัฐบาลชุดนี้ ส่วนตัวคาดหวังประเด็นที่จะอภิปรายจะต้องเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ ปากท้อง โดยเฉพาะวิกฤตน้ำมันแพง แต่กลับไม่มีชื่อของ สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน อยู่ในญัตติของพรรคฝ่ายค้าน

 

อรรถวิชช์กล่าวว่า น้ำมันแพงเป็นต้นเหตุสินค้าแพง กองทุนน้ำมันที่ทำหน้าที่ช่วยพยุงราคาน้ำมันก็ติดลบ เสียหายกว่าแสนล้านบาทแล้ว ประชาชนเติมน้ำมันทีกระเป๋าแทบฉีก เรื่องนี้เรื่องใหญ่ ประชาชนคาดหวังฟังอภิปราย

 

ทั้งนี้ พรรคกล้าเคยตั้งข้อสังเกตเรื่องน้ำมันแพง โดยเฉพาะค่าการกลั่นที่สูงผิดปกติ ทำให้โรงกลั่นได้กำไรใน 3 เดือนแรกของปีนี้สูงกว่ากำไรของปีที่แล้วทั้งปี โดยเราเสนอทางแก้ ทั้งการลดและกำหนดเพดานค่าการกลั่น รวมถึงการเก็บภาษีลาภลอย เพื่อนำเงินมาช่วยกองทุนน้ำมันที่ติดลบกว่าแสนล้าน แต่จนขณะนี้กระทรวงพลังงานก็ยังไม่ชัดเจน เดือนก่อนบอกโรงกลั่นจะให้เงิน 24,000 ล้านบาท มาเดือนนี้ยอดลดลงมากและจัดการกันไม่ลงตัวเสียที

 

อรรถวิชช์กล่าวต่ออีกว่า ทางพรรคกล้าเคยเสนอให้ออกกฎหมายลาภลอยเหมือนกับที่ประเทศอื่นทำเพื่อความชัดเจนกับทุกฝ่าย โรงกลั่นเป็นบริษัทมหาชน ต้องรับผิดชอบกับผู้ถือหุ้นด้วย ไม่ใช่มาขอบริจาคมากน้อยตามแต่ต่อรองแบบนี้ ทั้งไม่ชัดเจน ไม่โปร่งใส เรื่องสำคัญแบบนี้แต่ฝ่ายค้านไม่ใส่ชื่อรัฐมนตรีพลังงานในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตนจึงขอให้ทุกฝ่ายทางการเมืองอย่าปล่อยให้ธุรกิจน้ำมันเป็นแดนสนธยาที่ไม่มีใครกล้าแตะ

The post อรรถวิชช์ ผิดหวังฝ่ายค้านไม่เสนอชื่อ รมว.พลังงาน ในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ทั้งที่ประชาชนเดือดร้อนจากราคาน้ำมัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
บอร์ด กพช. มีมติเลื่อนแผนปลดเครื่องโรงไฟฟ้าพลังความร้อนแม่เมาะ ออกไปจนถึงสิ้นปี 2568 จากสถานการณ์ LNG มีราคาสูง https://thestandard.co/postpone-plan-to-release-mae-moh-thermal-power-plant/ Wed, 22 Jun 2022 10:25:11 +0000 https://thestandard.co/?p=645081 โรงไฟฟ้าพลังความร้อนแม่เมาะ

วันนี้ (22 มิถุนายน) ธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนาย […]

The post บอร์ด กพช. มีมติเลื่อนแผนปลดเครื่องโรงไฟฟ้าพลังความร้อนแม่เมาะ ออกไปจนถึงสิ้นปี 2568 จากสถานการณ์ LNG มีราคาสูง appeared first on THE STANDARD.

]]>
โรงไฟฟ้าพลังความร้อนแม่เมาะ

วันนี้ (22 มิถุนายน) ธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ครั้งที่ 4/2565 (ครั้งที่ 159) โดยมี สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และ อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เข้าร่วมด้วย สรุปสาระสำคัญ ดังนี้

 

พล.อ. ประยุทธ์ได้ขอบคุณทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ร่วมมือกันทำงานอย่างเต็มที่ภายใต้สถานการณ์ขณะนี้ที่มีปัญหาทั้งปัจจัยภายในและภายนอก ซึ่งต้องร่วมกันคลี่คลายให้ได้มากที่สุด อย่างไรก็ตาม มีเรื่องที่น่ายินดีล่าสุด Fitch Ratings ได้จัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยที่ BBB+ และคงมุมมองความน่าเชื่อถืออยู่ในระดับมีเสถียรภาพอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นมาตรฐานทางด้านการเงินการคลังที่แข็งแกร่งมีเสถียรภาพ แสดงให้เห็นถึงการดำเนินการของรัฐบาลและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาอย่างรอบคอบที่สุดในการดูแลประชาชน และผู้ได้รับผลกระทบจากปัญหาที่เกิดขึ้น จึงทำให้ยังอยู่ในกรอบรักษาวินัยการเงินการคลังไว้ได้เป็นอย่างดี 

 

นอกจากนี้ พล.อ. ประยุทธ์ย้ำถึงสถานการณ์วิฤตพลังงานที่เกิดขึ้นขณะนี้ ให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาแนวทางมองหาพลังงานทางเลือกและพลังงานทดแทนอื่นๆ รองรับเพื่อให้ประเทศมีพลังงานเพียงพอในทุกมิติและไฟฟ้าไม่ดับ แต่การหาพลังงานทดแทนนั้นต้องไม่ให้ส่งผลกระทบกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและนโยบายของรัฐบาลที่มีเป้าหมายมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ตามนโยบายที่ได้ประกาศไว้ พร้อมให้มีการศึกษาการพัฒนาโครงการด้านพลังงานสะอาดอื่นๆ ด้วย เช่น พลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานแสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำ เพื่อเป็นพลังงานทางเลือกที่จะทำให้ประเทศมีพลังงานเพียงพอและสนับสนุนเป้าหมายการลดการปล่อย CO2 ในระยะยาวของประเทศตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ต่อไป

 

พล.อ. ประยุทธ์ยังรับทราบหลักการร่างสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) โครงการปากลาย และโครงการหลวงพระบาง และมอบหมายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ลงนามใน PPA โครงการปากลาย และโครงการหลวงพระบาง ที่ผ่านการตรวจพิจารณาจากสำนักงานอัยการสูงสุดแล้ว ทั้งนี้ หากจำเป็นต้องมีการแก้ไข PPA ที่ไม่กระทบต่ออัตราค่าไฟฟ้าที่ระบุไว้ในร่าง PPA และเงื่อนไขสำคัญ รวมทั้งการปรับกำหนดเวลาของแผนงาน (Milestones) ที่เกี่ยวข้องกับกำหนดการจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ในช่วงก่อนการลงนาม PPA ให้อยู่ในอำนาจการพิจารณาของคณะกรรมการ กฟผ. ในการแก้ไข

 

ที่ประชุมได้มีการพิจารณาและเห็นชอบในประเด็นสำคัญ ดังนี้

 

กพช. มีมติเห็นชอบการเลื่อนแผน การปลดเครื่องโรงไฟฟ้าพลังความร้อนแม่เมาะ เครื่องที่ 8-11 ออกไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 เพื่อเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะสามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากสถานการณ์ LNG มีราคาสูง ซึ่งจะสามารถช่วยลดค่าไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้าได้ รวมถึงสามารถบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์การผลิตก๊าซธรรมชาติของแหล่งเอราวัณ (G1/61) ที่ลดลงในช่วงเปลี่ยนผ่านการให้สัมปทานก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ซึ่งไม่กระทบต่อเป้าหมายการลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ของประเทศตามเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนดภายในปี 2573 และมีความสอดคล้องกับรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) โดยที่ประชุมมอบหมายให้ กฟผ. และคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง

 

กพช. รับทราบผลการบริหารอัตราค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้า โดยอัตโนมัติ (Ft) ช่วงปี 2563 ถึงปัจจุบัน ซึ่งมอบหมายให้ กฟผ. ช่วยรับภาระค่า Ft ที่เพิ่มขึ้น โดยชะลอการนำค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงที่สูงขึ้นตั้งแต่งวดเดือนกันยายน-ธันวาคม 2564 จนถึงปัจจุบันที่เรียกเก็บกับประชาชนในระยะนี้ไว้ก่อน เพื่อช่วยเหลือภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2563 และวันที่ 29 มีนาคม 2565 และมอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการฯ นำเสนอ ครม. รับทราบผลการดำเนินงานตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2563 และวันที่ 29 มีนาคม 2565 ต่อไป

 

กพช. ยังได้มีมติเห็นชอบหลักการการรับซื้อไฟฟ้าและอัตรารับซื้อไฟฟ้าจากขยะอุตสาหกรรมในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) สำหรับปี 2565 ตามแผนการเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ภายใต้แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2561-2580 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 (PDP2018 Rev.1) ในช่วงปี พ.ศ. 2564-2573 (ปรับปรุงเพิ่มเติม) ปริมาณ 100 เมกะวัตต์ ในอัตรา 6.08 บาทต่อหน่วย (ไม่ร่วมอัตรา FiT Premium) สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) และกำหนดวันจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (SCOD) ในปี 2569 โดยที่ประชุมมอบหมายให้ กกพ. ดำเนินการออกระเบียบและประกาศรับซื้อไฟฟ้าจากขยะอุตสาหกรรมในรูปแบบ FiT รวมถึงกำกับดูแลการคัดเลือกให้เป็นไปตามขั้นตอน ทั้งนี้ หากจำเป็นต้องการมีการปรับปรุงเงื่อนไขต่างๆ (ยกเว้นอัตรารับซื้อ) มอบหมายให้คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) พิจารณาต่อไป

 

ที่ประชุม กพช. ยังมีมติเห็นชอบโครงการและแผนงานของการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง โดยสอดคล้องกับแผนปฏิรูปพลังงาน ได้รับการยกเว้นเงื่อนไขในการได้รับการพิจารณาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตามหลักการแผนบูรณาการการลงทุนและการดำเนินงานเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานไฟฟ้า สำหรับแผนงานและโครงการ

 

ภาพ: การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

The post บอร์ด กพช. มีมติเลื่อนแผนปลดเครื่องโรงไฟฟ้าพลังความร้อนแม่เมาะ ออกไปจนถึงสิ้นปี 2568 จากสถานการณ์ LNG มีราคาสูง appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้น ‘โรงกลั่น’ ร่วงระนาว หวั่นรัฐบาลจี้ลดค่ากลั่น ด้านโบรกเกอร์มองทำได้ยาก เหตุตลาดน้ำมันในไทยเป็นเสรี https://thestandard.co/distillery-stocks-drop-worry-government-request-lower-price/ Mon, 13 Jun 2022 10:01:44 +0000 https://thestandard.co/?p=641252 โรงกลั่น

หุ้นกลุ่มโรงกลั่นปรับลดลงต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่แล้ว ไทย […]

The post หุ้น ‘โรงกลั่น’ ร่วงระนาว หวั่นรัฐบาลจี้ลดค่ากลั่น ด้านโบรกเกอร์มองทำได้ยาก เหตุตลาดน้ำมันในไทยเป็นเสรี appeared first on THE STANDARD.

]]>
โรงกลั่น

หุ้นกลุ่มโรงกลั่นปรับลดลงต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่แล้ว ไทยออยล์-บางจาก นำทีมดิ่งกว่า 6% นักลงทุนผวารัฐบาลแทรกแซงค่าการกลั่นกระทบกำไร ด้านนักวิเคราะห์ประเมินการสั่งลดการค่าการกลั่นทำได้ยาก เหตุเป็นตลาดเสรี ชี้หากแทรกแซงราคาในประเทศ โรงกลั่นอาจหันไปส่งออกน้ำมันแทน มองสูตรช่วยเหลือยุครัฐบาลสมัครมีความเป็นไปได้มากสุด 

 

ราคาหุ้นกลุ่มโรงกลั่นวันนี้ (13 มิถุนายน) ยังปรับตัวลดลงต่อเนื่องจากปลายสัปดาห์ที่แล้ว ด้วยแรงกดดันจากกรณีที่รัฐบาล นำโดย สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ออกมาระบุว่า รัฐบาลอยู่ระหว่างการพิจารณาที่จะเข้าแทรกแซงค่าการกลั่น โดยอาจปรับลดค่าการกลั่นลง เพื่อลดราคาขายน้ำมันดีเซลและกลุ่มเบนซินที่หน้าสถานีบริการน้ำมัน เนื่องจากขณะนี้ค่าการกลั่นอยู่ในระดับ 20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งโรงกลั่นน้ำมันมีกำไรสูง และล่าสุดได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการบริการจัดการราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในช่วงวิกฤตขึ้นมาศึกษากรณีดังล่าว

 

การแต่งตั้งคณะทำงานข้างต้นสะท้อนถึงความเอาจริงเอาจังของรัฐบาล ทำให้นักลงทุนวิตกว่าผลประกอบการกลุ่มโรงกลั่นจะได้รับผลกระทบ จึงเทขายหุ้นกลุ่มโรงกลั่นอย่างต่อเนื่อง โดย TOP ลดลง 6.61%, BCP ลดลง 6.57%, SPRC ลดลง 4.62%, ESSO ลดลง 1.64%, IRCP ลดลง 2.86% และ PTTGC ลดลง 3.70% 

 

จักรพงศ์ เชวงศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย กล่าวว่า สาเหตุที่ราคาหุ้นโรงกลั่นปรับตัวลดลงทั้งกลุ่ม มาจากความกังวลกรณีที่กระทรวงพลังงานกำลังอยู่ระหว่างศึกษาที่จะขอความร่วมมือปรับลดค่าการกลั่น ซึ่งเป็นประเด็นที่ภาครัฐยกมาเจรจากับกลุ่มโรงกลั่นในประเทศมาตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา และเมื่อวันศุกร์ (10 มิถุนายน) มีการแต่งตั้งคณะทำงาน ซึ่งสะท้อนถึงความคืบหน้าและเอาจริงเอาจังของภาครัฐ ส่งผลให้นักลงทุนเกิดความวิตกมากขึ้น และเทขายหุ้นกลุ่มโรงกลั่น

 

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยประเมินว่าความเป็นไปได้ที่รัฐบาลจะเข้าไปแทรกแซงหรือบิดเบือนค่าการกลั่นนั้นมีน้อยมาก เนื่องจากอุตสาหกรรมโรงกลั่นเป็นตลาดเสรี และหากรัฐบาลจะเข้ามาแทรกแซงราคาจริง อาจเป็นการบีบให้โรงกลั่นเลือกที่จะขายน้ำมันสู่ต่างประเทศแแทน เนื่องจากมีราคาขายที่เสรี เป็นไปตามดีมานด์และซัพพลายมากกว่า ซึ่งจะทำให้ราคาบริโภคน้ำมันในประเทศไทยสูงขึ้นในท้ายที่สุด 

 

ทั้งนี้ ประเมินว่ารูปแบบการช่วยเหลือและลดภาระเรื่องราคาน้ำมันครั้งนี้น่าจะใกล้เคียงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในปี 2551 ซึ่งเป็นปีของรัฐบาล สมัคร สุนทรเวช มากกว่า โดยในปีดังกล่าวกระทรวงพลังงานได้ขอความร่วมมือกับกลุ่มโรงกลั่นให้ช่วยในส่วนของราคาน้ำมันดีเซล ซึ่งตอนนั้นผู้ที่เข้าร่วมประกอบด้วย TOP, PTTGC, IRPC และ BCP โดยยอมขายน้ำมันดีเซลในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาด 3 บาทต่อลิตร เป็นจำนวน 122 ล้านลิตรต่อเดือน เป็นเวลา 6 เดือน เพื่อจะให้กระทรวงพลังงานจัดสรรน้ำมันราคาถูกให้กับกลุ่มที่เป็นผู้มีรายได้น้อยและขนส่งสาธารณะ

 

“ทุกครั้งที่ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้น รัฐบาลจะหยิบยกประเด็นลดค่าการกลั่น หรือตรึงค่าการกลั่นขึ้นมาเป็นเครื่องมือลดภาระภาคประชาชนและกองทุนน้ำมัน รอบนี้ก็เช่นเดียวกัน แต่เชื่อว่ารอบนี้ทำได้ดีที่สุดก็คือ รูปแบบของรัฐบาลสมัคร แต่ปริมาณน้ำมันที่โรงกลั่นจะนำมาออกขายในราคาต่ำอาจจะมากกว่ารอบที่แล้ว อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามความคืบหน้าของทางภาครัฐบาล ซึ่งน่าจะได้ข้อสรุปเรื่องนี้ก่อนสิ้นเดือนมิถุนายน” จักรพงศ์กล่าว 

 

ทั้งนี้ ภายใต้สมมติฐานว่า รัฐบาลเจรจาให้โรงกลั่นแบ่งปริมาณน้ำมันมาขายในราคาต่ำให้แก่กลุ่มผู้มีรายได้น้อยและขนส่งสาธารณะดังที่กล่าว จะทำให้กำไรของโรงกลั่นปรับลดลงโดยเฉลี่ยไม่เกิน 5% และเมื่อเทียบกับราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลงรับข่าวร้ายครั้งนี้ จึงแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นกลุ่มโรงกลั่นจากอานิสงส์ความต้องการใช้น้ำมันที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

 

ฝ่ายวิจัย บล.ทรีนีตี้ มีความเห็นว่า ประเด็นการที่รัฐจะเข้ามาแทรกแซงค่าการกลั่น จะเป็น Sentiment เชิงลบต่อหุ้นกลุ่มโรงกลั่น อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันตลาดน้ำมันในประเทศไทยเป็นตลาดเสรี ใช้กลไกตลาดโลกตามดีมานด์และซัพพลาย ดังนั้นแล้วมองว่ารัฐจะเข้ามาควบคุมค่าการกลั่นโดยตรงนั้นอาจจะเป็นไปได้ยาก และประเมินว่ารัฐบาลอาจจะมีกลไกอย่างอื่นในการขอความร่วมมือ เช่น ขอความร่วมมือให้สถานีน้ำมันพยุงราคาดีเซลในช่วงที่ผ่านมา

 

ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยได้ทำ Sensitivity Analysis ถ้ามีการลดค่าการกลั่น 1 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็นระยะเวลา 6 เดือน จะส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิของโรงกลั่น 3-10% ทั้งนี้ ประมาณการกำไรปี 2564 ยังตั้งอยู่บนสมมติฐานของค่าการกลั่นที่ 7 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ดังนั้นถ้าค่าการกลั่นในช่วงที่เหลือของปียังสูงเกินกว่า 15 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ผลกระทบต่อกำไรจะต่ำกว่านี้

 

ด้าน เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม รองกรรมการผู้อำนวยการสายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส กล่าวถึงกรณีเดียวกันว่า หากพิจารณาในรายละเอียดของธุรกิจโรงกลั่น พบว่าในอดีตที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันเป็นระบบการค้าแบบเสรี ทุกอย่างเป็นไปตามกลไกตลาดเสรี ไม่มีการแทรกแซงโดยภาครัฐ กระทรวงพลังงานไม่ได้ควบคุมค่าการกลั่น ซึ่งก็มีทั้งช่วงที่โรงกลั่นได้กำไรและขาดทุน 

 

ในมุมมองของฝ่ายวิจัย ค่าการกลั่นที่ปรับตัวสูงขึ้นในปัจจุบันมาจากสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครน ทำให้ซัพพลายโดยรวมของตลาดโลกปรับตัวลดลง ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ที่อยู่ในภาวะผิดปกติ และอาจจะเป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้น อีกทั้งค่าการกลั่นที่ปรับตัวสูงขึ้นก็มีเพียงประเภทดีเซลและเบนซิน แต่โรงกลั่นผลิตผลิตภัณฑ์ชนิดอื่นๆ อีกด้วย ทำให้ต้องถัวค่าการกลั่นเฉลี่ยตามสัดส่วนการผลิต รวมถึงค่าการกลั่นยังไม่ได้สะท้อนกำไรที่แท้จริงของโรงกลั่น เพราะยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกิดขึ้น 

 

ดังนั้นหากภาครัฐเข้ามาแทรกแซงบังคับให้ปรับลดราคาขายปลีกหน้าโรงกลั่น ก็อาจทำให้ผู้ประกอบการหันไปส่งออกมากขึ้น เพราะได้ราคาสูงกว่าการขายในประเทศ ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาทุกครั้งที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงก็จะมีประเด็นการแทรกแซงค่าการกลั่น แต่ยังไม่เคยทำได้ 

 

“จึงถือเป็นประเด็นที่ต้องติดตามว่าภาครัฐจะเข้ามาแทรกแซงและทำลายระบบกลไกตลาดเสรีของโรงกลั่นที่มีมาหรือไม่ ซึ่งหากยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน จะเป็นแรงกดดันต่อกลุ่มโรงกลั่น” เทิดศักดิ์กล่าว 

 

ทั้งนี้ โครงสร้างราคาน้ำมันในประเทศไทย หลักๆ ประกอบไปด้วยราคาหน้าโรงกลั่น, ภาษีสรรพสามิตร, ภาษีเทศบาล, กองทุนน้ำมัน, ภาษีมูลค่าเพิ่ม และค่าการตลาด ซึ่งในช่วงที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกอยู่ในระดับสูงจากผลกระทบของสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครน ทำให้รัฐบาลเกรงว่าหลายภาคส่วนจะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น จึงเข้าแทรกแซงในการกำหนดราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลให้อยู่ในระดับต่ำกว่าโครงสร้างราคาน้ำมันที่ควรจะเป็นตามสูตรราคา เพื่อแบ่งเบาภาระค่าครองชีพ

 

โดยในช่วงที่ผ่านมาตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 30, 32 และล่าสุด 33 บาทต่อลิตร และมีแผนที่จะตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ไม่เกินลิตรละ 35 บาท ผ่านการปรับลดการจัดเก็บกองทุนน้ำมันประเภทดีเซล ส่งผลให้สถานะกองทุนน้ำมันติดลบกว่า 8 หมื่นล้านบาทในปัจจุบัน รวมถึงการปรับลดภาษีสรรพสามิตรน้ำมันดีเซลเหลือเพียง 1.3 บาทต่อลิตร จากเดิม 5.9 บาทต่อลิตรในปัจจุบัน เพื่อตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้

 

และล่าสุดหลังจากสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทยได้ยื่นหนังสือถึงภาครัฐ เพื่อขอให้ทบทวนการปรับลดค่าการกลั่นน้ำมัน (GRM) ของผู้ประกอบการโรงกลั่น เพื่อลดราคาขายหน้าโรงกลั่นตามสูตรโครงสร้างราคาน้ำมัน ซึ่งจะเป็นอีกทางที่ทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลลดลงได้ (หลังจากมีการปรับลดกองทุนน้ำมันและภาษีสรรพสามิต) ซึ่งทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการบริการจัดการราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในช่วงวิกฤตขึ้นมา เพื่อศึกษาประเด็นเรื่องค่าการกลั่นน้ำมันที่กำลังเป็นประเด็นในสังคม 

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post หุ้น ‘โรงกลั่น’ ร่วงระนาว หวั่นรัฐบาลจี้ลดค่ากลั่น ด้านโบรกเกอร์มองทำได้ยาก เหตุตลาดน้ำมันในไทยเป็นเสรี appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ ออกเดินทางไปร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐฯ สมัยพิเศษ ครั้งที่ 2 ครบรอบ 45 ปีความสัมพันธ์ https://thestandard.co/pm-joining-asean-u-s-special-summit/ Wed, 11 May 2022 01:00:02 +0000 https://thestandard.co/?p=627132 ASEAN-U.S. Special Summit

วันนี้ (11 พฤษภาคม) ธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายก […]

The post นายกฯ ออกเดินทางไปร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐฯ สมัยพิเศษ ครั้งที่ 2 ครบรอบ 45 ปีความสัมพันธ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ASEAN-U.S. Special Summit

วันนี้ (11 พฤษภาคม) ธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เวลา 07.00 น. พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีกำหนดการเดินทางเยือนกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐอเมริกา สมัยพิเศษ (ASEAN-U.S. Special Summit) ครั้งที่ 2

 

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาได้มีหนังสือเชิญนายกฯ เข้าร่วมการประชุมภายหลังมีการทาบทามเจรจากันมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปี 2564 ซึ่งเชื่อมั่นว่าการเดินทางครั้งนี้จะเป็นโอกาสให้ประเทศสมาชิกอาเซียนและสหรัฐฯ ได้ร่วมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 45 ปีความสัมพันธ์อาเซียน-สหรัฐฯ ผู้นำจะได้พบหารือ (In-Person) เพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในประเด็นต่างๆ เพื่อกำหนดทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียน-สหรัฐฯ ในอนาคต

 

ซึ่งนายกฯ จะได้พบและหารือกับผู้นำสมาชิกอาเซียนประเทศอื่นๆ และจะได้พบและหารือกับผู้นำและผู้แทนระดับสูงของสหรัฐฯ เพื่อผลักดันความร่วมมือในการขับเคลื่อนการฟื้นฟูและการเติบโตอย่างยั่งยืนของภูมิภาคในยุคหลังโควิด รวมทั้งจะได้ส่งเสริมการมีบทบาทที่สร้างสรรค์ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้

 

โดยในการเดินทางเพื่อเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้มี ดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และ สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ร่วมเดินทางด้วย

 

โดยในวันที่ 12 พฤษภาคม นายกฯ จะมีกำหนดการสำคัญ ได้แก่ ผู้นำรัฐสภาสหรัฐฯ เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวันแก่ผู้นำอาเซียน ผู้นำอาเซียนพบและหารือกับผู้แทนนักธุรกิจสหรัฐฯ ณ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ โดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำแก่ผู้นำอาเซียน ณ ทำเนียบขาว

The post นายกฯ ออกเดินทางไปร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐฯ สมัยพิเศษ ครั้งที่ 2 ครบรอบ 45 ปีความสัมพันธ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>