สุนงค์ สาลีรัฐวิภาค Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/สุนงค์-สาลีรัฐวิภาค/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 29 Jan 2026 12:31:03 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ปิดฉากศึกชิงอำนาจบริหาร ‘ดุสิตธานี’ สามพี่น้องประกาศยุติข้อขัดแย้ง ชนินทธ์กลับสู่อำนาจบริหาร https://thestandard.co/chanin-dusit-thani-control/ Thu, 29 Jan 2026 12:31:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1171236 ภาพประกอบการยุติความขัดแย้งตระกูลผู้บริหาร ‘ดุสิตธานี’ และการกลับมาคุมอำนาจของ ชนินทธ์ โทณวณิก

ความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของอาณาจักร ‘ดุสิตธานี’ ธุรกิจโ […]

The post ปิดฉากศึกชิงอำนาจบริหาร ‘ดุสิตธานี’ สามพี่น้องประกาศยุติข้อขัดแย้ง ชนินทธ์กลับสู่อำนาจบริหาร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบการยุติความขัดแย้งตระกูลผู้บริหาร ‘ดุสิตธานี’ และการกลับมาคุมอำนาจของ ชนินทธ์ โทณวณิก

ความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของอาณาจักร ‘ดุสิตธานี’ ธุรกิจโรงแรมเก่าแก่ของไทย ที่ตกอยู่ท่ามกลางมรสุมความขัดแย้งระหว่างทายาทรุ่นที่ 2 มาอย่างยาวนาน ล่าสุดดูเหมือนว่าศึกชิงอำนาจบริหารกำลังจะปิดฉากลง หลังมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นครั้งใหญ่ใน บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของดุสิตธานี

 

บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DUSIT ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการถือหุ้นใน บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ซึ่งถือหุ้น DUSIT ในสัดส่วน 49.74% ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด โดยมีสาระสำคัญดังนี้

 

1. ชนินทธ์ โทณวณิก รักษาการประธานกรรมการและประธาน เจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มของบริษัท รับโอนมรดกเป็นหุ้นในชนัตถ์และลูก จำนวน 379,500 หุ้น หรือคิดเป็นสัดส่วน 5.05% เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2569 จากกองมรดกของท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย

 

การรับโอนมรดกครั้งนี้ส่งผลให้สัดส่วนการถือหุ้นของชนินทธ์ใน บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด เพิ่มขึ้นเป็น 52.12% ซึ่งเกินกว่า 50% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมด ทำให้ชนินทธ์มีอำนาจควบคุมใน บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด และถือเป็นผู้มีอำนาจควบคุมทางอ้อมใน DUSIT ผ่านหลักเกณฑ์ Chain Principle

 

อย่างไรก็ตาม ชนินทธ์ได้รับยกเว้นไม่ต้องทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของกิจการ (Tender Offer) เนื่องจากเป็นการได้มาทางมรดก

 

2. ถัดมาในวันที่ 29 มกราคม 2569 สุนงค์ สาลีรัฐวิภาค น้องสาวคนเล็ก ได้เข้าซื้อหุ้นใน บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด จำนวน 2,005,065 หุ้น หรือ 26.66% จาก สินี เธียรประสิทธิ์ พี่สาวคนกลาง ส่งผลให้สุนงค์ถือหุ้นรวมเพิ่มขึ้นเป็น 46.62%

 

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ทำให้ บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด กลายเป็นบุคคลตามมาตรา 258 ของสุนงค์ แต่ไม่เข้าเกณฑ์ต้องทำ Tender Offer เช่นกัน

 

🔸3 พี่น้องแถลงการณ์ร่วม ยุติข้อขัดแย้ง

 

ตามที่ได้ปรากฏเป็นข่าวในช่วงที่ผ่านมาเกี่ยวกับความเห็นต่างในการบริหารกิจการของดุสิตธานี ระหว่างข้าพเจ้า ไดแก่ นายชนินทธ์ โทณวณิก นางสินี เธียรประสิทธิ์และนางสุนงค์ สาลีรัฐวิภาค ในฐานะผู้ถือหุ้นของชนัตถ์และลูก

 

ความเห็นต่างดังกล่าว ล้วนเกิดจากความมุ่งมั่นตั้งใจของทุกฝ่าย ที่ต้องการเห็นกิจการของบริษัท โดยเฉพาะโรงแรมดุสิตธานี ที่ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย ได้วางรากฐานและดูแลด้วยความรักมานานกว่า 50 ปี สามารถที่จะเติบโต อย่างมั่นคง แข็งแกร่ง และสร้างประโยชน์สูงสุดต่อผู้ถือหุ้น พนักงาน ลูกค้า และผู้มีอุปการคุณ รวมถึงสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติ และสร้างความภาคภูมิใจให้แก่คนไทย ตามความตั้งใจของท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย

 

ข้าพเจ้า นายชนินทธ์ โทณวณิก นางสินี เธียรประสิทธิ์ และ นางสุนงค์ สาลีรัฐวิภาค ขอเรียนให้ทุกท่านที่นับถือได้ทราบว่า บัดนี้ข้าพเจ้าได้เห็นพ้องต้องกันที่จะยุติข้อขัดแย้งดังกล่าวแล้ว โดยจะนำความเห็นต่าง และความปรารถนาดีของทุกฝ่ายที่เป็นประโยชน์มาใช้ในการพัฒนาธุรกิจ และกิจการของบริษัทต่อไป

 

🔸 นัยสำคัญต่ออนาคตดุสิตธานี

 

นัยสำคัญต่อทิศทาง ‘ดุสิตธานี’ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นใน บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ครั้งนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่อาจยุติความขัดแย้งภายในครอบครัวที่ยืดเยื้อมานาน

 

ประการแรกคือ อำนาจกลับคืนสู่ ‘ชนินทธ์’ จากเดิมที่เคยถูกน้องสาว 2 คน ปลดออกจากกรรมการบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด และพยายามถอดถอนออกจากกรรมการ DUSIT การถือหุ้นเกิน 50% ครั้งนี้ทำให้ชนินทธ์กลับมามีอำนาจเด็ดขาดในการกำหนดทิศทางของบริษัทโฮลดิ้งที่คุมบังเหียน DUSIT

 

ประการที่สองคือ การขายหุ้นทั้งหมดในส่วนของ สินี เธียรประสิทธิ์ ให้แก่ สุนงค์ อาจเป็นการส่งสัญญาณถอยจากความขัดแย้ง หรือมีการเจรจาตกลงผลประโยชน์ภายในครอบครัวที่ลงตัวแล้ว ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางที่ชนินทธ์เคยเสนอให้แบ่งแยกธุรกิจกันบริหารในช่วงก่อนหน้านี้

 

และประการที่สามคือ การปิดประตูคนนอก ก่อนหน้านี้ ชนินทธ์เคยออกมาเปิดเผยว่ามีความพยายามดึง ‘คนนอก’ เข้ามาถือหุ้นและบริหาร DUSIT การรวบอำนาจเบ็ดเสร็จในครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการปิดประตูไม่ให้กลุ่มทุนอื่นเข้ามาแทรกแซงกิจการของครอบครัวได้อีก

 

แม้บริษัทจะแจ้งว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่มีผลกระทบต่อนโยบายการดำเนินธุรกิจ แต่ในทางปฏิบัติ การมีเอกภาพในกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ย่อมส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และความราบรื่นในการบริหารงาน โดยเฉพาะโครงการเมกะโปรเจกต์ ‘ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค’ ที่กำลังจะทยอยเปิดให้บริการ ซึ่งเป็นเดิมพันครั้งสำคัญของอาณาจักรดุสิตธานีในยุคผลัดใบ

The post ปิดฉากศึกชิงอำนาจบริหาร ‘ดุสิตธานี’ สามพี่น้องประกาศยุติข้อขัดแย้ง ชนินทธ์กลับสู่อำนาจบริหาร appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้น ‘ดุสิตธานี’ พุ่งชน Ceiling หลัง ‘ชนินทธ์’ มั่นใจปมขัดแย้งภายในครอบครัวจบลงด้วยดี พร้อมคาดปี 69 ผลงานพลิกมีกำไร-ล้างขาดทุนสะสมหมด https://thestandard.co/dusit-thani-stock-ceiling-chanin-confident/ Mon, 15 Sep 2025 08:51:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1119458 ดุสิตธานี

ในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา มีกระแสข่าวศึกสายเลือดของ 3 พ […]

The post หุ้น ‘ดุสิตธานี’ พุ่งชน Ceiling หลัง ‘ชนินทธ์’ มั่นใจปมขัดแย้งภายในครอบครัวจบลงด้วยดี พร้อมคาดปี 69 ผลงานพลิกมีกำไร-ล้างขาดทุนสะสมหมด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดุสิตธานี

ในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา มีกระแสข่าวศึกสายเลือดของ 3 พี่น้อง คือ ชนินทธ์ โทณวณิก กับฝั่งของสินี เธียรประสิทธิ์ กับสุนงค์ สาลีรัฐวิภาค ที่อยู่ฝั่งเดียวในครอบครัวผู้ถือหุ้นใหญ่ประเด็นปัญหา บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DUSIT

 

สถานการณ์ความขัดแย้งทวีความร้อนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากวันที่ 27 สิงหาคม บมจ. ดุสิตธานี หรือ DUSIT แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ วันที่ 26 สิงหาคม 2568 มีมติอนุมัติให้จัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2568 ในวันที่ 26 กันยายน 2568 โดยการประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นตามคำร้องขอของ บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นที่มีสัดส่วนไม่น้อยกว่า 10% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดที่หนึ่งวาระสำคัญที่ต้องจับตาคือ วาระการพิจารณาอนุมัติถอดถอน ชนินทธ์ โทณวณิก ออกจากตำแหน่งกรรมการบริษัท ซึ่งถือเป็น ‘วาระร้อน’ ที่สะท้อนถึงความขัดแย้งภายในครอบครัวที่เพิ่มขึ้น

 

พร้อมทั้งเสนอพิจารณาอนุมัติเปลี่ยนแปลงอำนาจกรรมการ โดยกำหนดอำนาจกรรมการที่จะกระทำการแทนบริษัทใหม่จากเดิม ซึ่งมีอำนาจลงลายมือชื่อแทนบริษัท คือ ชนินทธ์ โทณวณิก, สินี เธียรประสิทธิ์, ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ซึ่งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม DUSIT โดยกรรมการ 2 ใน 3 คนนี้ สามารถลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัท เปลี่ยนเป็น สินี เธียรประสิทธิ์, ดร. กฤษดา กวีญาณ, ศุภศักดิ์ จิรเสวีนุประพันธ์ ซึ่งกรรมการ 2 ใน 3 คนนี้ลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัท

 

สองวันถัดมาในวันที่ 29 สิงหาคม สินี เธียรประสิทธิ์ กับ สุนงค์ สาลีรัฐวิภาค กรรมการผู้มีอำนาจ บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด และในฐานะส่วนตัว ได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้ทันทีตามคำแถลงของ ชนินทธ์ ที่ออกมาต่างๆ ทั้งหมดใน 2 ประเด็น คือ

 

 

สินี เธียรประสิทธิ์

 

  1. การบริหารจัดการบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด และบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DUSIT เป็นคนละเรื่องกับการจัดการทรัพย์มรดกของท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย

 

  1. การจัดการทรัพย์มรดกของท่านผู้หญิงชนัตถ์ฯ เป็นเรื่องระหว่างทายาท

 

 

สุนงค์ สาลีรัฐวิภาค 

 

ขณะที่ล่าสุดวันที่ 12 กันยายน กลุ่มดุสิตธานี ได้มีการแถลงข่าว ‘ทิศทางการบริหารงานของกลุ่มดุสิตธานีจากความสำเร็จในปัจจุบัน สู่การสร้างสรรค์บทใหม่’ กับสื่อมวลชน นำโดย ชนินทธ์ โทณวณิก ชนินทธ์ โทณวณิก รักษาการประธานกรรมการ DUSIT และ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มและกรรมการ DUSIT โดยในวันเดียวกัน ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประกาศลาออกโดยให้มีผลทันทีเพื่อเตรียมตัวไปรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งได้ส่งไม้ต่อให้กับ ชนินทธ์ โทณวณิก กลับมารับตำแหน่งซีอีโอเป็นครั้งที่สอง

 

 

ชนินทธ์ โทณวณิก รักษาการประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม DUSIT

 

‘ชนินทธ์’ มั่นใจปมขัดแย้งภายในครอบครัวจบลงด้วยดี

 

ในการแถลงข่าวครั้งนี้ ชนินทธ์ โทณวณิก รักษาการประธานกรรมการ และซีอีโอของ DUSIT ได้ตอบคำถามสื่อมวลชน ถึงความคืบหน้าเรื่องความขัดแย้งของธุรกิจภายในครอบครัวโทณวณิก

 

โดยชนินทธ์ ระบุว่า คิดว่าปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในครอบครัวก่อนหน้าจะจบลงได้ด้วยดี และมีความมั่นใจว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในบริษัทฯ ได้ ซึ่งที่ผ่านมาความพยายามเจรจาอย่างต่อเนื่องในครอบครัวเพื่อยุติปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ยังไม่ขอเปิดเผยให้ข้อมูลหรือให้ความเห็นในขณะนี้ โดยขอให้รอผลสรุปความชัดเจนในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 26 กันยายนนี้

 

คาดผลงาน ‘ดุสิตธานี’ ปี 69 มีโอกาสพลิกมีกำไร

 

พร้อมย้ำว่าในปีหน้าผลประกอบการของกลุ่มดุสิตธานีมีแนวโน้มที่จะดีขึ้น และมีโอกาสจะพลิกกลับมามีกำไรได้ ซึ่งเป็นผลมาจากการดำเนินงานทางธุรกิจตามปกติ และการรับรู้รายได้จากการโอนโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง

 

โดยชนินทธ์ ชี้แจงสถานการณ์ทางการเงินของบริษัทที่ถูกตั้งข้อสงสัยว่าขาดทุนสะสมกว่า 1,000 ล้านบาท และไม่จ่ายปันผลมา 5 ปี โดยระบุว่าทั้งหมดเป็นผลมาจากการลงทุนในโครงการ ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค มูลค่า 46,000 ล้านบาท ซึ่งได้รับการอนุมัติจากผู้ถือหุ้นทุกคน โครงการนี้มีความจำเป็นต้องเกิดขึ้นเพื่อปรับเปลี่ยนโรงแรมดุสิตธานีเดิมที่มีอายุ 56 ปี ให้กลายเป็นตำนานบทใหม่

 

การก่อสร้างต้องเผชิญกับอุปสรรคจากวิกฤตโควิด-19 ทำให้โครงการล่าช้าไป 2 ปี อย่างไรก็ตาม ดุสิตธานียังคงรักษาความเชื่อมั่นจากลูกค้าได้ดี โดยเฉพาะการขายโครงการที่พักอาศัยระดับลักชัวรีอย่าง Dusit Residences และ Dusit Parkside ซึ่งเป็นโครงการเดียวที่สามารถขายได้ในช่วงโควิด-19 และปัจจุบันขายไปแล้วกว่า 90%

 

โดยรายได้จากโครงการคอนโดมิเนียมกว่า 17,000 ล้านบาท จะเริ่มรับรู้รายได้ส่วนใหญ่ในปีหน้าประมาณ 16,000 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยพลิกฟื้นสถานะทางการเงินของบริษัท ทำให้หนี้สินลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ผลการดำเนินงานปี 2569 กลับมามีกำไร และสามารถล้างผลสะสมที่มีได้ทั้งหมด

 

เมื่อกลับมาดูผลตอบรับของราคาหุ้น DUSIT วันนี้ (15 กันยายน) พุ่งขึ้นไปชน Ceiling โดยราคาหุ้นขยับขึ้นมาทำจุดสูงสุดในรอบเกือบ 3 สัปดาห์ หรือนับจากวันที่ 27 สิงหาคม ที่ ชนินทธ์ ออกมาแถลงข่าวต่อสื่อมวล ราคาหุ้นพุ่งขึ้นมาถึงระดับ 74.74%

 

อย่างไรก็ดี ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในครอบครัวครั้งนี้ยังไม่ได้มีข้อสรุปที่ออกมาอย่างชัดเจน ซึ่งยังจะต้องรอข้อผลสรุปความชัดเจนในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 26 กันยายนนี้ต่อไปตามที่ชนินทธ์ ให้ข้อมูลไว้

The post หุ้น ‘ดุสิตธานี’ พุ่งชน Ceiling หลัง ‘ชนินทธ์’ มั่นใจปมขัดแย้งภายในครอบครัวจบลงด้วยดี พร้อมคาดปี 69 ผลงานพลิกมีกำไร-ล้างขาดทุนสะสมหมด appeared first on THE STANDARD.

]]>
สินี-สุนงค์ โต้ ‘ชนินทธ์’ ปมกล่าวหาเปิดประตูเชิญชวนคนนอกที่ไม่เคยบริหาร ‘ดุสิตธานี’ มาก่อนเข้ามามีอำนาจควบคุม ชี้ไม่เป็นความจริง เป็นการจงใจหมิ่นประมาทใส่ความ https://thestandard.co/dusit-sisters-dispute/ Fri, 29 Aug 2025 10:25:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1113240 dusit-chaninth-sisters-dispute

จากประเด็นความขัดแย้งของภายในครอบครัวของผู้ถือหุ้นใหญ่บ […]

The post สินี-สุนงค์ โต้ ‘ชนินทธ์’ ปมกล่าวหาเปิดประตูเชิญชวนคนนอกที่ไม่เคยบริหาร ‘ดุสิตธานี’ มาก่อนเข้ามามีอำนาจควบคุม ชี้ไม่เป็นความจริง เป็นการจงใจหมิ่นประมาทใส่ความ appeared first on THE STANDARD.

]]>
dusit-chaninth-sisters-dispute

จากประเด็นความขัดแย้งของภายในครอบครัวของผู้ถือหุ้นใหญ่บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DUSIT ซึ่งกำลังร้อนแรงของ 3 พี่น้อง คือ พี่ชายคนโตคือ นายชนินทธ์ โทณวณิก กับสองน้องสาว คือ นางสินี เธียรประสิทธิ์ นางสุนงค์ สาลีรัฐวิภาค ที่อยู่ฝั่งเดียวในขณะนี้จึงเห็นการเปิดข้อมูลโต้กันไปมาระหว่างทั้งสองฝ่าย หลังจากก่อนหน้านี้ชนินทธ์ ออกมาให้ข้อมูลผ่านกับสื่อมวลชนแล้ว ล่าสุดสินี กับ สุนงค์ ก็ออกมาตอบโต้ออกแถลงการณ์ตอบโต้ มีรายละเอียดดังนี้

 

บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ขอชี้แจงข้อเท็จจริง กรณีที่นายชนินทธ์ โทณวณิก แถลงข่าวเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ดังนี้

 

  1. การบริหารจัดการบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด และบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DUSIT เป็นคนละเรื่องกับการจัดการทรัพย์มรดกของท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย

 

บริษัทฯ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2553 โดยท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย และให้บริษัทฯ เข้าไปถือหุ้นในบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ซึ่งในครั้งนั้น ท่านมีเจตนารมณ์ต้องการให้บริษัทฯ เป็นบริษัทของบุคคลในครอบครัวเท่านั้น จึงได้กำหนดให้มีผู้ถือหุ้นหลักอยู่ 4 คน คือ ท่านผู้หญิงชนัตถ์ฯ และลูกทั้ง 3 คน และได้กำหนดข้อบังคับของบริษัทฯ ไว้ในข้อ 6. ว่า “ห้ามมิให้ผู้ถือหุ้นโอนหุ้นของบริษัทให้แก่บุคคลภายนอก เว้นแต่จะโอนหุ้นให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมหรือผู้สืบสันดานของผู้ถือหุ้นเดิมเท่านั้น” และข้อ 7. ว่า “ห้ามมิให้จำหน่ายจ่ายโอนหุ้นของบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ซึ่งบริษัทเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ เว้นแต่เป็นการจำหน่ายจ่ายโอนเพื่อการชำระบัญชีของบริษัทเท่านั้น”

 

กรณีที่ชนินทธ์ฯ แถลงในทำนองว่า การเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องปกติเพราะมีการเสนอกรรมการใหม่บางคนที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มเซ็นทรัล เปิดทางให้คนนอกเข้าควบคุมกิจการที่ครอบครัวสร้างมา และเป็นการเปิดประตูให้คนนอกเข้ามาครอบครองกิจการด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้อง จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะจากข้อบังคับดังกล่าวข้างต้น

 

บริษัทฯ ไม่สามารถขายหุ้นดุสิตธานีให้กับบุคคลภายนอกครอบครัวได้ ซึ่งในเรื่องนี้ นายชนินทธ์ฯ ก็ทราบดีอยู่แล้ว การที่นายชนินทธ์ฯ ออกมาแถลงเช่นนี้ไม่ทราบว่ามีเจตนาอะไร และจะเป็นประโยชน์แก่กิจการดุสิตธานีและผู้ถือหุ้นโดยส่วนรวมอย่างไร ในความเห็นของบริษัทฯ นั้น การออกมาแถลงเช่นนี้ ไม่ได้มีประโยชน์ใด ๆ เลยต่อดุสิตธานีและผู้ถือหุ้น

 

สินี เธียรประสิทธิ์

สินี เธียรประสิทธิ์

 

บริษัทฯ ขอเรียนว่า การที่บริษัทฯ ยื่นขอให้มีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของดุสิตธานีในครั้งนี้ ได้กระทำโดยมีเจตนาดีต่อดุสิตธานีและผู้ถือหุ้น โดยเป็นการใช้สิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายอย่างมีเหตุมีผล เพราะดุสิตธานีไม่ได้จ่ายเงินปันผลมาเป็นเวลานานกว่า 5 ปีแล้ว และยังมียอดขาดทุนสะสมกว่า 1,254 ล้านบาท บริษัทฯ จึงไม่สามารถนิ่งเฉยได้ และจำเป็นต้องให้มีการเปลี่ยนแปลงการบริหารงานของดุสิตธานี โดยเพิ่มเติมจำนวนกรรมการ 10 คน เข้าร่วมในการบริหารกิจการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ เพื่อให้กิจการดุสิตธานีกลับมามีกำไร ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่บริษัทฯ และผู้ถือหุ้นโดยส่วนรวม

 

ที่สำคัญ คือ บริษัทฯ เห็นว่า บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN ถือหุ้นอยู่ในดุสิตธานีเป็นจำนวนถึงร้อยละ 17.09 และเป็นพันธมิตรหลักที่ร่วมลงทุนในโครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 46,000 ล้านบาท บริษัทฯ จึงเห็นสมควรเชิญให้เซ็นทรัลพัฒนาส่งตัวแทนเข้ามาร่วมเป็นกรรมการของดุสิตธานีด้วย ซึ่งเป็นไปตามแนวทางการมีส่วนร่วมตามสัดส่วนการถือหุ้น อันถือเป็นแนวปฏิบัติตามปกติในการดูแลเงินลงทุนของผู้ประกอบธุรกิจโดยทั่วไป ไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่อย่างใด

 

ทั้งนี้ เพื่อให้เซ็นทรัลพัฒนา ใช้ความรู้และประสบการณ์ของตนเข้ามาสนับสนุน และร่วมกันพัฒนากิจการของดุสิตธานีให้แข็งแกร่ง และเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป ซึ่งเซ็นทรัลพัฒนาก็ได้เสนอชื่อกรรมการเข้ามาเพียง 2 คนเท่านั้น จากจำนวนกรรมการที่จะเข้าใหม่จำนวน 10 คน จึงเป็นไปไม่ได้ ที่เซ็นทรัลพัฒนาจะเข้ามาควบคุมอำนาจบริหารหรือเข้ามายึดกิจการของดุสิตธานี ตามที่ปรากฏเป็นข่าว

 

อีกทั้ง บริษัทฯ มีความมั่นใจว่า เซ็นทรัลพัฒนาเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียง เป็นที่ยอมรับ มีความเป็นมืออาชีพ และดำเนินงานภายใต้หลักธรรมาภิบาลมาโดยตลอด ย่อมไม่มีความคิดที่จะเข้ามา Take Over กิจการของดุสิตธานีตามที่ถูกกล่าวอ้างอย่างแน่นอน

 

บริษัทฯ ขอให้ความมั่นใจกับผู้ถือหุ้นดุสิตธานีว่า การดำเนินการในครั้งนี้ บริษัทฯ มีเจตนาดีที่จะเข้ามาบริหารดุสิตธานีให้มีความเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน โดยยึดหลักการและแนวทางการบริหารงานของท่านผู้หญิงชนัตถ์ฯ เป็นแบบอย่าง ซึ่งสินีฯ บุตรสาวที่ได้ร่วมทำงานกับท่านผู้หญิงชนัตถ์ฯ ก็ได้ซึมซับ รับรู้ และได้รับการถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ต่างๆ จากท่านผู้หญิงชนัตถ์ฯ โดยตรงมาตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี บริษัทฯ จึงเห็นว่า สินีฯ เป็นผู้ที่มีความรู้ ความเข้าใจ มีประสบการณ์ มีความสามารถ และมีความเหมาะสมที่จะเข้าบริหารกิจการของดุสิตธานีได้อย่างแน่นอน

 

อีกทั้ง ดร. กฤษดา กวีญาณ และศุภศักดิ์ จิรเสวีนุประพันธ์ ซึ่งจะเข้ามาร่วมเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อร่วมกับสินีฯ นั้น ก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับเซ็นทรัลพัฒนา และเป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ที่บริษัทฯ เชื่อว่าจะบริหารจัดการดุสิตธานีได้อย่างโปร่งใส และเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล ตามแนวทางของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งจะทำให้ดุสิตธานีประสบความสำเร็จและเป็นแบรนด์ของโรงแรมที่มีความเข้มแข็ง มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก และดำรงยั่งยืนอยู่คู่กับประเทศไทยตลอดไป สมดังเจตนารมณ์ของท่านผู้หญิงชนัตถ์ฯ ผู้ก่อตั้งดุสิตธานี

 

ดังนั้น ตามที่ชนินทธ์ฯ แถลงว่า “ซึ่งสุดท้ายแล้ว เป็นที่น่าเสียใจและเจ็บปวดอย่างยิ่ง ที่สินีและน้องอีกคนเห็นต่าง และเป็นผู้เปิดประตูเชิญชวนคนนอกที่ไม่เคยบริหารดุสิตธานีมาก่อนเข้ามามีอำนาจควบคุม บมจ. ดุสิตธานี ที่ยืนหยัดบริหารงานตามหลักการของท่านผู้หญิงชนัตถ์มาโดยตลอด” จึงไม่เป็นความจริง และเห็นว่าเป็นการจงใจหมิ่นประมาทใส่ความ บริษัทฯ สินีฯ และสุนงค์ฯ อีกด้วย

 

ภาพ: สุนงค์ สาลีรัฐวิภาค

สุนงค์ สาลีรัฐวิภาค

 

  1. การจัดการทรัพย์มรดกของท่านผู้หญิงชนัตถ์ฯ เป็นเรื่องระหว่างทายาท

 

บริษัทฯ สินีฯ และ สุนงค์ฯ ขอเรียนว่า ความจริงแล้วในเรื่องการจัดการมรดกของท่านผู้หญิงชนัตถ์ฯ เป็นเรื่องภายในของครอบครัว จึงไม่มีความเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะนำออกไปเผยแพร่ให้บุคคลอื่นต้องรับรู้ ซึ่งหากท่านผู้หญิงชนัตถ์ฯ รับรู้ด้วยญาณวิถีใดก็คงเศร้าใจและเสียใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ชนินทธ์ฯ บุตรชายคนโตได้นำเอาเรื่องการจัดการทรัพย์มรดกอันเป็นเรื่องภายในครอบครัวออกมาเผยแพร่ต่อบุคคลภายนอก และพยายามนำมาผูกโยงกับการบริหารจัดการดุสิตธานี จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องชี้แจงข้อเท็จจริงที่ถูกต้องให้รับทราบโดยทั่วกัน

 

ตามที่ ชนินทธ์ฯ กล่าวอ้างว่า ทายาททั้งสามคนของท่านผู้หญิงชนัตถ์ฯ ได้ตกลงแบ่งทรัพย์มรดกเรียบร้อยแล้ว โดยทุกฝ่ายตกลงให้นายชนินทธ์ฯ ได้หุ้นทั้งหมดในบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด นั้น ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เพราะทายาทยังตกลงกันไม่ได้ ข้อตกลงที่อ้างนั้นยังไม่เกิดขึ้น และในเรื่องนี้ เมื่อปี 2566 นายชนินทธ์ฯ ได้ยื่นฟ้องนางสินีฯ และนางสุนงค์ ต่อศาลเพื่อขอบังคับให้โอนหุ้นบริษัทฯ ให้แก่ชนินทธ์ฯ แต่ผู้เดียว แต่ต่อมาเมื่อปี 2567 ศาลได้มีคำพิพากษายกฟ้องของนายชนินทธ์ฯ โดยวินิจฉัยไว้ชัดเจนแล้วว่า

 

“ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าการประชุมผู้จัดการมรดกระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองดำเนินมาถึงเพียงขั้นตอนกำหนดแนวทางและวิธีการแบ่งทรัพย์มรดก” และอีกตอนหนึ่ง “แต่เกิดความขัดแย้งเสียก่อนทำให้ไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ ดังนั้น ข้อตกลงที่โจทก์อ้างตามฟ้องจึงยังไม่เกิดขึ้น” แต่ ชนินทธ์ฯ ก็ยังคงกล่าวอ้างมาตลอดว่ามีข้อตกลงนั้นอยู่

 

การที่นายชนินทธ์ฯ แถลงว่า “โดยทุกฝ่ายตกลงให้ผมได้หุ้นทั้งหมดในบริษัท ชนัตถ์และลูกจำกัด ในขณะที่น้องแต่ละคนได้หุ้นในอีกสองบริษัทดังกล่าว และให้นำทรัพย์สินอื่น ๆ มาชดเชยกันให้เป็นธรรม และเท่าเทียมกันสำหรับทุกฝ่าย แต่ในภายหลัง ทั้งสองคนเปลี่ยนใจไม่ยอมรับข้อตกลงนั้น ซึ่งผมเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจของน้องทั้งสอง น่าจะเป็นผลมาจากโครงการดุสิต เรสซิเดนเซส เกิดขายดีกว่าที่คิด หลังจากโควิดจบลง” จึงเป็นการกล่าวหาโดยไม่มีมูลความจริงแต่อย่างใดทั้งสิ้น 

 

และทำให้นางสินีฯ และนางสุนงค์ฯ ได้รับความเสียหาย เพราะกรณีที่เกิดขึ้นมิใช่เรื่องที่สินีฯ และสุนงค์ฯ เพิ่งมาเปลี่ยนใจในภายหลัง แต่เป็นเรื่องที่ไม่สามารถตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกกันได้ตั้งแต่ปี 2565 แล้ว

 

ดังนั้น บริษัทฯ สินีฯ และสุนงค์ฯ จึงขอเรียนยืนยันชี้แจงว่า การดำเนินการในเรื่องของดุสิตธานีและขอให้มีการจัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นดุสิตธานีนั้น เป็นการดำเนินการเพื่อประโยชน์ของดุสิตธานี และผู้ถือหุ้นเป็นสำคัญ ไม่ใช่ประโยชน์ส่วนตัวของใครคนใดคนหนึ่ง บริษัทฯ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่จะไม่เปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกเข้ามายึดกิจการและควบคุมอำนาจบริหารของดุสิตธานีอย่างแน่นอน และบริษัทฯ จะทำทุกวิถีทางให้ดุสิตธานีมีการบริหารกิจการอย่างโปร่งใสและยึดหลักธรรมาภิบาล และพร้อมยอมรับให้มีการตรวจสอบจากทุกฝ่าย เพื่อให้ดุสิตธานีดำรงอยู่อย่างมั่นคง มีความก้าวหน้า และเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

 

จึงเรียนมาเพื่อทราบ

 

สินี เธียรประสิทธิ์ สุนงค์ สาลีรัฐวิภาค กรรมการผู้มีอำนาจ บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด และในฐานะส่วนตัว

 

28 สิงหาคม 2568

The post สินี-สุนงค์ โต้ ‘ชนินทธ์’ ปมกล่าวหาเปิดประตูเชิญชวนคนนอกที่ไม่เคยบริหาร ‘ดุสิตธานี’ มาก่อนเข้ามามีอำนาจควบคุม ชี้ไม่เป็นความจริง เป็นการจงใจหมิ่นประมาทใส่ความ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชนินทธ์เปิดข้อมูล 2 น้องสาวจับมือคนนอกหวังยึดกิจการ ‘ดุสิตธานี’ ระบุกลุ่มเซ็นทรัล พยายามซื้อหุ้น DUSIT เพิ่ม https://thestandard.co/chanin-2-sisters-and-dusit/ Wed, 27 Aug 2025 10:45:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1112215

ล่าสุดวันนี้ (27 สิงหาคม) บมจ. ดุสิตธานี หรือ DUSIT แจ้ […]

The post ชนินทธ์เปิดข้อมูล 2 น้องสาวจับมือคนนอกหวังยึดกิจการ ‘ดุสิตธานี’ ระบุกลุ่มเซ็นทรัล พยายามซื้อหุ้น DUSIT เพิ่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>

ล่าสุดวันนี้ (27 สิงหาคม) บมจ. ดุสิตธานี หรือ DUSIT แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ วันที่ 26 สิงหาคม 2568 มีมติอนุมัติให้จัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2568 ในวันที่ 26 กันยายน 2568 โดยการประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นตามคำร้องขอของ บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นที่มีสัดส่วนไม่น้อยกว่า 10% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดที่หนึ่งวาระสำคัญที่ต้องจับตาคือ วาระการพิจารณาอนุมัติถอดถอน ชนินทธ์ โทณวณิก ออกจากตำแหน่งกรรมการบริษัท ซึ่งถือเป็น ‘วาระร้อน’ ที่สะท้อนถึงความขัดแย้งภายในครอบครัว

 

พร้อมทั้งเสนอพิจารณาอนุมัติเปลี่ยนแปลงอำนาจกรรมการ โดยกำหนดอำนาจกรรมการที่จะกระทำการแทนบริษัทใหม่จากเดิม ซึ่งมีอำนาจลงลายมือชื่อแทนบริษัท คือ ชนินทธ์ โทณวณิก, สินี เธียรประสิทธิ์, ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ซึ่งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม DUSIT โดยกรรมการ 2 ใน 3 คนนี้ สามารถลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัท เปลี่ยนเป็น สินี เธียรประสิทธิ์, ดร. กฤษดา กวีญาณ, ศุภศักดิ์ จิรเสวีนุประพันธ์ ซึ่งกรรมการ 2 ใน 3 คนนี้ลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัท

 

ส่งผลให้เช้าวันเดียวกัน ชนินทธ์ โทณวณิก รักษาการประธานกรรมการ บมจ.ดุสิตธานี หรือ DUSIT ทายาทท่านผู้หญิงชนัตถ์ ผู้ก่อตั้งดุสิตธานี ส่งหนังสือด่วนเชิญสื่อมวลชนเพื่อตั้งโต๊ะแถลงข่าวด่วนในหัวข้อ ‘การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของดุสิตธานี’ 

 

เปิดปมศึกสายเลือดชิง ‘ดุสิตธานี’

 

ชนินทธ์ เปิดใจว่า ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ไม่ได้มีจุดเริ่มต้นจากการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 32/2568 ที่ผ่านมา หรือปัญหาเรื่องงบการเงิน 2567 อย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่ต้นตอของเรื่องราวทั้งหมดเริ่มขึ้นหลังจากที่ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย ผู้เป็นแม่สิ้นชีวิตลง 

 

เนื่องจากท่านผู้หญิงได้มอบหมายให้ชนินทธ์เป็นเสาหลักในการดูแลกิจการมานานกว่า 30 ปี ซึ่งในอดีต อำนาจการลงนามในบริษัทชนัตถ์และลูก จะต้องลงนามร่วมกับท่านผู้หญิงชนัตถ์หรือ สินี เธียรประสิทธิ์ แต่เมื่อท่านผู้หญิงไม่อยู่แล้ว อำนาจการลงนามหลักจึงตกเป็นของชนินทธ์ที่จะต้องลงนามร่วมกับคุณสินีหรือน้องคนเล็ก 

 

หลังจากนั้น น้องทั้งสองได้ร่วมกันใช้เสียงโหวตเพื่อเปลี่ยนแปลงอำนาจกรรมการ จากเดิมที่ชนินทธ์มีอำนาจหลักในการลงนาม กลับเปลี่ยนเป็นให้ “กรรมการ 2 ใน 3 ลงนามร่วมกัน” และต่อมายังได้ปลดชนินทธ์ออกจากตำแหน่งกรรมการในบริษัทที่อยู่ในกองมรดกทั้งหมด รวมถึงบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ทำให้ชนินทธ์ต้องใช้สิทธิ์ตามกฎหมายเพื่อปกป้องความถูกต้องและสิทธิ์ของตนเอง 

 

ชนินทธ์ยังเล่าถึงช่วงที่เกิดวิกฤตโควิด-19 ทั้งสามคนเคยมีข้อตกลงร่วมกันที่จะแบ่งกองมรดกออกเป็น 3 ส่วน คือ บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ซึ่งถือหุ้นใหญ่ใน บมจ. ดุสิตธานี บริษัท ปิยะศิริ จำกัด ซึ่งถือหุ้นใหญ่ในโรงพยาบาลสุขุมวิท และ บริษัท ธนจิรัง จำกัด เป็นบริษัทที่ดำเนินการเกี่ยวกับการพัฒนาและให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ โดยทุกฝ่ายตกลงให้ผมได้หุ้นทั้งหมดในบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ในขณะที่น้องแต่ละคนได้หุ้นในอีกสองบริษัทดังกล่าว และให้นำทรัพย์สินอื่นๆ มาชดเชยกันให้เป็นธรรมและเท่าเทียมกันสำหรับทุกฝ่าย

 

แต่ในภายหลัง ทั้งสองคนเปลี่ยนใจไม่ยอมรับข้อตกลงนั้น ซึ่งผมเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจของน้องทั้งสอง น่าจะเป็นผลมาจากโครงการดุสิต เรสซิเดนเซส เกิดขายดีกว่าที่คิด หลังจากโควิดจบลง

 

เปิดรายชื่อผู้ถือหุ้น ‘บริษัท ชนัตถ์และลูก’ มีดังนี้ 

 

  • กองมรดก 24.99%
  • กลุ่มชนินทธ์ โทณวณิก 26.66%
  • กลุ่มสินี เธียรประสิทธิ์ 26.66%
  • กลุ่มสุนงค์ สาลีรัฐวิภาค 21.67%
  • เอก สายสุขุมวิท 0.01%

 

เมื่อการต่อสู้ขยายวงสู่บริษัทมหาชน

 

ชนินทธ์ กล่าวต่อว่าที่ผ่านมาไม่เคยออกมาพูดเรื่องนี้ เพราะถือว่าเป็นเรื่องภายในครอบครัว และยังหวังว่าการฟ้องร้องจะนำไปสู่การเจรจาไกล่เกลี่ย แต่เมื่อการกระทำที่เกิดขึ้นในครอบครัวได้ขยายวงมาถึงบริษัทดุสิตธานี ซึ่งเป็นบริษัทมหาชน จึงจำเป็นต้องออกมาพูดเพื่อปกป้องบริษัทและผู้ถือหุ้นรายย่อย

 

ก่อนหน้านี้ น้องทั้งสองได้ใช้อำนาจผ่านบริษัท ชนัตถ์และลูก ไม่อนุมัติงบการเงินของดุสิตธานี ทั้งที่งบไม่มีปัญหา และล่าสุดยังพยายามถอดถอนชนินทธ์ออกจากตำแหน่งกรรมการเพื่อแต่งตั้งคนที่มีความเชื่อมโยงกับคนนอกครอบครัวเข้ามาควบคุมอำนาจบริหาร การกระทำเช่นนี้ไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายต่อบริษัท แต่ยังเป็นการเปิดทางให้คนนอกเข้ามา ‘ยึดกิจการ’ ที่ครอบครัวสร้างมา

 

การเปลี่ยนแปลงกรรมการและความพยายาม Take Over

 

สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องปกติ มีการเสนอชื่อกรรมการใหม่ถึง 10 คน ทำให้จำนวนกรรมการเพิ่มขึ้นจาก 12 เป็น 18 คน และบางคนมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับกลุ่มเซ็นทรัล ซึ่งการเปลี่ยนกรรมการที่มีอำนาจลงนามจากคนในครอบครัวไปสู่คนนอกที่ไม่เคยบริหารดุสิตธานีมาก่อน และให้คนนอก 2 ใน 3 สามารถลงนามแทนบริษัทได้ เป็นการเปิดทางให้เข้าควบคุมกิจการได้ทันทีโดยไม่ต้องมีกรรมการเดิมร่วมลงนาม

 

ชนินทธ์ย้อนอดีตว่ากลุ่มเซ็นทรัลเคยพยายามเข้าซื้อหุ้นรายใหญ่ของดุสิตธานีหลายครั้ง ครั้งหนึ่งเคยซื้อหุ้นจนถึง 22.5% โดยไม่แจ้งให้ทราบ ทั้งที่ขณะนั้นเป็นพันธมิตรและคู่สัญญาในโครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค ทำให้ชนินทธ์ต้องไปเจรจาขอให้ขายหุ้นออกครึ่งหนึ่งและขอไม่ให้ส่งคนเข้ามาเป็นกรรมการ เพราะธุรกิจมีความซ้ำซ้อนกัน ทั้งธุรกิจโรงแรม พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจอาหาร ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งทางผลประโยชน์

 

ชนินทธ์ยังได้ทราบภายหลังว่ากลุ่มเซ็นทรัลและบริษัท ชนัตถ์และลูกภายใต้การบริหารของน้องสาวทั้งสองคน ได้มีการหารือกันหลายครั้งเพื่อหาทางซื้อหุ้นเพิ่ม ซึ่งชนินทธ์มองว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อเข้าควบคุมอำนาจบริหารกิจการดุสิตธานี และที่น่าตกใจไปกว่านั้น คือมีความพยายามให้ชนินทธ์แบ่งหุ้นบริษัท ชนัตถ์และลูก ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในดุสิตธานี ออกเป็น 3 ส่วน เพื่อขายต่อให้คนนอก ทั้งๆ ที่ข้อบังคับของบริษัท ชนัตถ์และลูก ระบุไว้ว่าไม่ให้ขายหุ้นให้แก่คนนอกครอบครัว การกระทำเช่นนี้จึงเท่ากับเป็นการเปิดประตูให้คนนอกเข้ามาครอบครองกิจการที่เคยเป็นของครอบครัวด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้อง

 

ภาพ: บรรยากาศการแถลงข่าวด่วนของ ชนินทธ์ โทณวณิก รักษาการประธานกรรมการ บมจ. ดุสิตธานี หรือ DUSIT กับสื่อมวลชนในหัวข้อ ‘การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของดุสิตธานี’ 

 

หวั่นการเปลี่ยนแปลงของ ‘ดุสิตธานี’ กระทบความเชื่อมั่นลูกค้า

 

ชนินทธ์ยืนยันว่าการที่บริษัทขาดทุนต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ไม่ได้สะท้อนความล้มเหลวทางธุรกิจอย่างแท้จริง การขาดทุนส่วนใหญ่เกิดจากภาระดอกเบี้ยของโครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค มูลค่า 46,000 ล้านบาท และการประคับประคองกิจการในช่วงวิกฤตโควิด ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทไม่เคยเพิ่มทุนหรือผลักภาระให้ผู้ถือหุ้นรายย่อย แต่กลับทุ่มเทสร้างรากฐานเพื่อการเติบโต

 

วันนี้ดุสิตธานีได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าสามารถทำได้ โครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค ใกล้จะเสร็จสมบูรณ์ และได้รับความเชื่อมั่นจากผู้ซื้อ โดยโครงการดุสิต เรสซิเดนเซส ซึ่งร่วมทุนกับ บมจ. เซ็นทรัลพัฒนา หรือ CPN มียอดขายแล้วกว่า 92% ซึ่งรายได้จากการโอนห้องชุดที่กำลังจะเกิดขึ้นในปีหน้าจะช่วยปลดภาระหนี้และทำให้บริษัทมีกำไรอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

 

นอกจากนี้ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ แห่งใหม่ ก็ได้รับกระแสตอบรับที่ดีเยี่ยมจากลูกค้า

 

ชนินทธ์ยังกล่าวว่า ความสำเร็จเหล่านี้คือบทพิสูจน์ว่าดุสิตธานีกำลังจะก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากที่สุด และจะเติบโตอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้ง และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในตอนนี้อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของลูกค้าในโครงการที่ซื้อไปแล้ว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการโอนห้องชุดในอนาคต

 

พร้อมใช้สิทธิ์ทางกฎหมายอย่างถึงที่สุดปกป้องดุสิตธานีไม่ให้ถูกยึด

 

ชนินทธ์ย้ำว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่การต่อสู้เพื่อรักษาตำแหน่งของตัวเอง แต่เป็นการรักษาความถูกต้อง ความเป็นธรรม และอนาคตขององค์กร ดุสิตธานีจะต้องเป็นบริษัทที่มีความเป็นอิสระ ไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของบริษัทอื่น จึงจะสามารถสืบสานเจตนารมณ์และหลักการที่ดีของท่านผู้หญิงชนัตถ์ที่เน้นเอกลักษณ์และความเป็นไทย 

 

รวมถึงการให้คุณค่าความสำคัญกับการดูแลผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย

 

ชนินทธ์กล่าวขอบคุณผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายสำหรับการสนับสนุนที่ให้มาโดยตลอด และขอให้คำมั่นว่าตนจะยังคงอยู่กับดุสิตธานีต่อไป ไม่ว่าจะในบทบาทใด และจะใช้กำลังทั้งหมดที่มีเพื่อปกป้องดุสิตธานีไม่ให้ถูกยึดครองโดยไม่ชอบธรรม พร้อมทั้งยืนยันว่าจะทำหน้าที่จับตาดูคณะกรรมการและผู้บริหารชุดใหม่ หากใครก็ตามทำให้ดุสิตธานีเสียหาย จะใช้สิทธิ์ทางกฎหมายอย่างถึงที่สุด เพื่อให้ดุสิตธานียังคงเป็นแบรนด์ไทยที่น่าภาคภูมิใจของทุกคนตลอดไป

The post ชนินทธ์เปิดข้อมูล 2 น้องสาวจับมือคนนอกหวังยึดกิจการ ‘ดุสิตธานี’ ระบุกลุ่มเซ็นทรัล พยายามซื้อหุ้น DUSIT เพิ่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>