สุจิตต์ วงษ์เทศ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/สุจิตต์-วงษ์เทศ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 16 Oct 2019 09:31:44 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 โขนเป็นของใคร ไทยหรือเขมร หรือควรจะเลิกเถียงกันได้แล้ว https://thestandard.co/khon-unesco-intangible-cultural-heritage-conflicts/ https://thestandard.co/khon-unesco-intangible-cultural-heritage-conflicts/#respond Mon, 03 Sep 2018 11:42:31 +0000 https://thestandard.co/?p=118280

ถ้ามองในระดับปรากฏการณ์ทั้งกัมพูชาและไทย รวมถึงอีกหลายป […]

The post โขนเป็นของใคร ไทยหรือเขมร หรือควรจะเลิกเถียงกันได้แล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>

ถ้ามองในระดับปรากฏการณ์ทั้งกัมพูชาและไทย รวมถึงอีกหลายประเทศในอุษาคเนย์กำลังเผชิญชะตากรรมคล้ายกันคือความขัดแย้งที่เกิดจากมรดกของยุคอาณานิคมและอาณานิคมใหม่ภายใต้นาม ‘มรดกโลก’

 

เรื่องโขนที่ไทยกำลังดราม่ากับกัมพูชาซึ่งคนไทยเถียงกันว่าใครเป็นเจ้าของที่แท้จริงนี้ไม่ใช่เป็นกรณีแรกของปัญหาที่มาจาก ‘Intangible Cultural Heritage’ หรือวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ อันหมายถึง วัฒนธรรม ประเพณี ศิลปะการแสดง หรืออาหารอีกจิปาถะ แต่เคยเกิดขึ้นกับประเทศอื่นแล้ว

 

ถ้าจำกันได้ เมื่อหลายปีก่อนก็เกิดดราม่าเรื่องผ้าปาเต๊ะ (Batik) ระหว่างอินโดนีเซียกับมาเลเซียไป แต่สุดท้ายผ้าปาเต๊ะของอินโดนีเซียก็ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจนกลายเป็น tension กันเล็กๆ ระหว่างสองประเทศนี้จนถึงปัจจุบัน

 

ทำไมปัญหาความขัดแย้งนี้จึงได้เกิดขึ้น ทำไมคนกัมพูชาและคนไทยจึงต้องตอบโต้กันไปมาอย่างรุนแรงชนิดที่ประชาคมอาเซียนนั้นไม่มีความหมายเอาเสียเลย

 

บทความนี้ด้านหนึ่งพยายามจะตอบคำถามข้างต้น แต่ในขณะเดียวกัน เพื่อให้เข้าใจปัญหาได้ก็จำเป็นต้องสืบค้นความเป็นมาของโขนเสียก่อนด้วยไปพร้อมกัน ซึ่งต้องขอออกตัวเสียแต่ตรงนี้ว่าเรื่องนี้ไม่ง่ายเลย

 

มรดกจากอาณานิคม และสร้างโขนให้เป็นเอกลักษณ์ของชาติ

ดราม่าเรื่องโขนกับมรดกโลกถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้งหลังจากเงียบหายไปสักพักใหญ่ๆ ทั้งนี้เพราะล่าสุดโขนของไทยกำลังจะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ซึ่งจะประกาศราวกลางเดือนธันวาคมนี้อย่างเป็นทางการ

 

เรื่องนี้ส่งผลกระทบทำให้คนกัมพูชาจำนวนมากออกมาโวยวายกันในโลกโซเชียลยกใหญ่ว่ากัมพูชาต่างหากคือเจ้าของโขนตัวจริง ส่วนไทยเป็นพวกชอบก๊อบปี้ หรือเป็น ‘โจร’ ที่ชอบขโมยนั่นนี่ไป ไม่เฉพาะโขนเท่านั้น

 

ส่วนไทยเองก็ไม่แพ้ชาติใดในโลก ในบางเพจมีการตอบโต้อย่างแสบสัน โอเค บ้างบอกว่าไทยพัฒนาชุดโขนได้สวยกว่าและการแสดงอ่อนช้อยกว่า ดังนั้นไทยจึงเป็นต้นตำรับ โดยเจ้าเขมรรับโขนไทยไปในสมัยต้นรัตนโกสินทร์นี้เอง

 

ภายใต้ปรากฏการณ์นี้ 2-3 วันนี้จึงมีนักวิชาการและชาวโซเชียลออกมาให้ความรู้และชี้ให้เห็นต้นกำเนิดของความขัดแย้งหลายทัศนะด้วยกัน คือมองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนี้มีรากเหง้ามาจากมรดกยุคอาณานิคมที่ตกทอดมาถึงปัจจุบัน

 

สุจิตต์ วงษ์เทศ พูดไว้ชัดและถึงกับพยากรณ์ในมติชนออนไลน์ว่าเรื่องโขนนี้คงต้องดราม่ากันอีกนาน ตราบใดที่ไม่มีการชำระประวัติศาสตร์อาเซียน (อ้างอิง: www.matichon.co.th/entertainment/arts-culture/news_167408)

 

แต่ประวัติศาสตร์ที่ว่านั้นเป็นอย่างไร

 

สั้นๆ คือประวัติศาสตร์นั้นชอบอธิบายให้ประเทศเพื่อนบ้านเป็นศัตรูหรือเป็นตัวร้าย บ้างก็อยู่ในฐานะที่ต่ำกว่า เช่น ไทยมองเมียนมาเป็นศัตรู มองกัมพูชาเป็นพวกที่ไว้ใจไม่ได้ เลี้ยงไม่เชื่อง ในขณะที่กัมพูชาก็มองไทยเป็นโจรสยาม ประวัติศาสตร์แบบนี้ฟังดูไม่ดีในยุคปัจจุบัน แต่มันก็มีพลังในการสร้างจิตสำนึกให้คนในชาติรู้สึกเป็นพวกเดียวกันและพร้อมจะเกลียดชังชาติอื่น ดังนั้นถ้าไปสำรวจตามเพจต่างๆ ที่โพสต์ว่าด้วยเรื่องโขนก็จะไม่พ้นคำต่อว่าที่ว่ามาข้างต้น

 

มรดกอีกอย่างที่ตกค้างมาคือสำนึกของความเป็นเจ้าของ สำนึกนี้เกิดขึ้นเมื่อสยามกับกัมพูชาลากเส้นพรมแดนลงบนแผนที่เมื่อสมัยรัชกาลที่ 5 จึงต้องพยายามค้นหาสิ่งที่เรียกว่าประวัติความเป็นมาและเอกลักษณ์ของชาติ จริงๆ แล้วในเรื่องนี้เราลองมาจินตนาการกันเล่นๆ ว่าถ้าหากสยามในสมัยรัชกาลที่ 4-5 สามารถครอบครองเขมรส่วนในคือ พระตะบอง ศรีโสภณ และเสียมเรียบได้ หรือฝรั่งเศสยึดกรุงเทพฯ ได้ ปัญหาว่า ‘โขนเป็นของใคร’ คงไม่เกิดขึ้น เพราะประวัติศาสตร์ไทยก็อาจจะตั้งต้นจากนครวัด

 

แต่เอาเป็นว่าถ้าดูจากภาพถ่ายเก่าและเอกสารต่างๆ โขนได้เริ่มถูกนำเสนอในฐานะเป็นเอกลักษณ์ของชาติก็ในสมัยนี้ และเริ่มสืบค้นหาต้นกำเนิดของรามเกียรติ์ ซึ่งรัชกาลที่ 6 ทรงค้นคว้าและพระราชนิพนธ์เป็นหนังสือชื่อว่า บ่อเกิดรามเกียรติ์ ส่วนทางกัมพูชาเองก็มีการศึกษาภาพสลักรามายณะที่ปราสาทนครวัดกันอย่างละเอียดโดยเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศส และมีการนำโขนไปแสดงยังฝรั่งเศสเมื่อปี 1906

 

แต่ในเวลานั้น สำนึกที่มองว่าโขนจะต้องเป็นของชาติใดชาติหนึ่งนั้นยังไม่รุนแรงมาก เพราะคนโดยทั่วไปยังไม่ได้สำนึกถึงการเป็นเจ้าของประเทศอย่างแท้จริง และไม่ได้ถูกกระตุ้นด้วยความคิดแบบชาตินิยมและเชื้อชาตินิยมอย่างเต็มที่

 

ผมเข้าใจว่าสำนึกที่ทั้งคนไทยและกัมพูชาเริ่มมองว่า ‘โขนเป็นศิลปะประจำชาติ’ นั้น ฝ่ายไทยคงเกิดขึ้นเมื่อมีการบรรจุวิชาโขนในโรงเรียนนาฏศิลป (ปัจจุบันคือวิทยาลัยนาฏศิลป) ขึ้นในปี 1945 (พ.ศ. 2488) ทำให้คนทั่วไปได้เรียนและรู้จักกับโขนมากขึ้น ส่วนทางกัมพูชานั้น หลังปี 1953 เมื่อได้รับเอกราชจากฝรั่งเศส โขนได้รับการฟื้นฟูอีกครั้งโดยสถาบันกษัตริย์และได้เริ่มทำให้เป็นงานแมสอย่างแท้จริง ดังจะเห็นได้จากภาพยนตร์ของเจ้านโรดม สีหนุ

 

ถ้าสรุปอย่างรวบรัดก็คือความรู้สึกที่โขนเป็นเอกลักษณ์ของคนในชาติเกิดขึ้นเมื่อสังคมเปลี่ยนระบอบการปกครองและความคิดของคนในสังคม ทำให้รามเกียรติ์ไม่ใช่สมบัติที่ผูกขาดกับราชสำนักหรือชนชั้นสูงอีกต่อไป

 

การแสดงโขนของกัมพูชาในงาน Colonial Exposition ที่เมืองมาร์กเซย ในปี 1906

(ภาพ: wikipedia)

 

‘โขน’ คือลูกผสม มีที่มาจากหลายทาง

ระหว่างเขียนบทความนี้ ผมทั้งอ่านงานจำนวนหนึ่งจากนักวิชาการและสัมภาษณ์คนโขนไปด้วย จึงยิ่งพบความซับซ้อนของเรื่องโขนขึ้นไปอีก เพราะทั้งโขนไทยและกัมพูชานั้นมีพัฒนาการที่ยาวนับพันปี มีหลายประเด็นที่ยังไม่เป็นข้อยุติ ซึ่งในอนาคต ผมว่าไหนๆ ก็จะเป็นมรดกโลกแล้วก็ควรทำวิจัยอย่างจริงจัง ไม่เช่นนั้นก็จะเถียงกันไปมาและภูมิใจกันด้วยความรู้อันตื้นเขิน

 

คำว่า ‘โขน’ ยังไม่ลงตัว

ถ้าพิจารณาจากคำศัพท์กันก่อน สุจิตต์ วงษ์เทศ เสนอว่าคำว่า ‘โขน’ หรือที่ภาษาเขมรเรียกว่า ‘ลโคน โขล’ มาจากคำในภาษาชวา-มลายูว่า ‘ละคร’ หรือ ‘ละคอน’ ในขณะที่ ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ นักวิชาการอิสระ ได้ให้ความเห็นว่า คำว่า ‘โขน’ อาจมาจากคำว่า ‘พูตะ โกละ’ ในภาษาตุลุที่ใช้กันในแคว้นเกรละ ทางใต้ของอินเดีย โดยคำว่า ‘โกละ’ แปลว่า การละเล่น นี่แหละคือที่มาของคำว่าโขน ข้อเสนอนี้คล้ายกับที่อดีตอธิบดีกรมศิลปากร ธนิต อยู่โพธิ์ เคยสันนิษฐานเอาไว้ แต่สรุปสั้นๆ ก็คือกลุ่มนี้เชื่อว่ารากศัพท์ของคำว่าโขนมาจากอินเดีย

 

นอกจากนี้ศิริพจน์ยังได้อ้างหลักฐานอีกว่าคำว่า ‘ลโคน โขล’ ปรากฏในจารึกวัดประมา (K.1229) ระบุศักราช พ.ศ. 1522 ว่า “มีชาย ตำแหน่ง วาป คนแห่งเขตธรูวปุระ ได้เข้ามาเป็นพนักงานลโคน โขล ในพระราชวัง” เท่ากับว่าคำว่า ‘โขล’ เก่าที่สุดพบในกัมพูชา หรือไทยเรารับคำว่า ‘โขน’ นี้มาจากภาษาเขมร

 

ในขณะที่ ดร.อัครินทร์ พงษ์พันธ์เดชา คนโขนและนักวิชาการด้านวัฒนธรรม ได้ให้ความเห็นว่าคำว่าโขนควรมีรากศัพท์มาจากภาษาตระกูลไท โดยมีความหมายว่าหัว ส่วนหัว หรือที่ครอบหัว ดังจะเห็นได้จากชื่อเรียกหลายอย่างที่ใช้คำว่าโขนเข้าไปประกอบ เช่น หัวเรือเรียกว่าโขนเรือ หัวระนาดเรียกว่าโขนระนาด หรือหัวฆ้องเรียกว่าโขนฆ้อง หรือในทางอีสานก็มีผีตาโขน ทางล้านนามีผีโก๋นหรือผีโขน แต่มีบางคนสันนิษฐานไปด้วยว่าคำว่าโขนนี้อาจมาจากภาษาจีนโบราณว่า ‘ขุย’ (ขุล) (khu:l) แปลว่า สวมหน้ากากทำพิธีกรรม

 

ผมสรุปไม่ได้ เพราะไม่มีความรู้มากพอ แต่เชื่อว่าคำว่าโขนมาจากคำในภาษาตระกูลไทเสียมากกว่า เพราะโขนคือการแสดงที่ตัวละครต้องสวมหน้ากาก และถ้าดูจากชื่อเรียกในภาษาเขมรก็น่าจะแปลทำนองว่าละครสวมหน้ากาก

 

 

พิธีกรรมสวมหน้ากากกลายมาเป็นโขน

การแสดงรามายณะในอินเดียไม่มีการสวมหน้ากาก นักวิชาการหลายคนจึงเชื่อว่าประเพณีการสวมหน้ากากในการแสดงที่ดั้งเดิมใช้ในงานพิธีกรรมนี้เป็นของท้องถิ่นในอุษาคเนย์เองเพื่อบูชาผีบรรพบุรุษ ผีตาโขนดูจะเป็นตัวอย่างที่ดีของประเพณีการสวมหน้ากากในงานพิธีกรรมดั้งเดิม ซึ่งมีบางคนนำไปเปรียบเทียบกับภาพวาดที่ผาแต้มอายุกว่า 3,000 ปี

 

ที่อินโดนีเซียเชื่อว่า ‘โตเป็ง’ (Topeng) เป็นการแสดงสวมหน้ากากที่มีมาแต่ดั้งเดิม โดยถือว่าหน้ากากเป็นตัวแทนของผีบรรพบุรุษ จนเมื่อรับอิทธิพลจากศาสนาฮินดูเข้ามาจึงปรับเอารามายณะและมหาภารตะมาเป็นละครแล้วสวมหน้ากากแบบโตเป็ง หลักฐานเก่าสุดที่พูดถึงโตเป็งปรากฏในพงศาวดารราชวงศ์มัชปาหิตชื่อว่า ‘นครเกียรตาคม’ ซึ่งได้เล่าว่ากษัตริย์ฮะยัม วูรุค (ครองราชย์ปี 1350-1389) ได้สวมหน้ากากทองคำเพื่อเต้นโตเป็งนี้

 

สรุปสั้นๆ ก็คือนักวิชาการโดยทั่วไปเชื่อว่าหัวโขนเป็นความเชื่อที่สัมพันธ์กับการแสดงหน้ากากบูชาผีบรรพบุรุษอยู่ก่อนแล้วที่จะพัฒนาเป็นหัวโขน  

 

รามเกียรติ์ของไทยคือวัฒนธรรมผสมผสาน

ความซับซ้อนของโขนนี้ยังไม่จบ แน่นอนครับว่าต้นแบบของการแต่งกายของโขนไทยส่วนหนึ่งจะมาจากกัมพูชา ดังจะเห็นได้จากภาพสลักการกวนเกษียรสมุทรที่ปราสาทนครวัด แต่เนื้อเรื่องของรามายณะที่ปราสาทนครวัดนี้กลับใช้ฉบับวาลมิกิ ในขณะที่รามเกียรติ์ของไทยนั้น นักวิชาการในสมัยหลังมานี้เชื่อว่ามาจากรามายณะฉบับกัมพันของอินเดียใต้ต่างหาก

 

ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงก็จะสอดคล้องกับการแสดง ‘กถักกฬิ’ ของอินเดียใต้ที่แคว้นเกรละ ซึ่งที่นี่ก็มีการใช้กระดาษตกแต่งบริเวณคาง ประกอบการทาสีบนใบหน้าของผู้แสดงก็มีส่วนคล้ายหัวโขนเช่นกัน แต่ไม่ได้สวมไปทั้งหน้า ดังนั้นการแสดงรามเกียรติ์หรือรามายณะที่ใส่หัวโขนในภูมิภาคนี้อาจผสมกับประเพณีการสวมหน้ากากดั้งเดิมในภูมิภาคนี้และผสมผสานเข้ากับอิทธิพลจากอินเดียใต้

 

แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าหัวโขนของไทยและกัมพูชารับมาจากอินเดียแบบเต็มๆ ดังที่ศิริพจน์ให้ข้อสังเกตว่าหัวโขนทศกัณฑ์ของไทยนั้นเหมือนกับที่นครวัด คือการทำเศียรซ้อนๆ ชั้นกันขึ้นไป ซึ่งต่างจากอินเดียที่ทำหน้าซ้อนออกไปด้านข้าง

 

แต่การรับการแสดงรามายณะจากอินเดียใต้นี้ ดร.อัครินทร์กล่าวว่าอาจจะรับมาโดยตรงกับคณะพราหมณ์อินเดียจากภาคใต้ของไทย หรือรับผ่านการแสดงวายังวองก์ (วายัง โอรัง) เรื่องรามายณะของชวาอีกทอดหนึ่งก่อนที่จะไปยังกรุงศรีอยุธยา ดังเช่นที่มีนักวิชาการบางสำนักเชื่อว่าละครรำหรือนาฏศิลป์ราชสำนักของไทยอาจจะได้รับการส่งผ่านมาจากโนราชาตรีทางภาคใต้ของไทย เนื่องจากสีกายตัวละครในรามเกียรติ์ที่เราใช้อยู่ตรงกับสีกายตัวละครในการแสดง ‘กถักกฬิ’ ซึ่งมีชื่อเดิมคือ ‘รามกถัก’ หมายถึง การแสดงที่เดิมแสดงเรื่องการพรรณาถึง (เกียรติ์) พระรามเพียงเรื่องเดียว อันมีความหมายทำนองเดียวกันกับคำว่า ‘รามกีรติ’ หรือ ‘รามเกียรติ์’ และตรงกับในชวาเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์

 

 

ส่วนท่าทางการเต้นโขนนั้น สุจิตต์ วงษ์เทศ มองว่าเป็นท่าทางที่เป็นส่วนผสมระหว่างการเต้นรำท่ากบของกลุ่มคนนับตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่ผสมกับท่าทางการร่ายรำของอินเดีย แต่ดร.อัครินทร์ให้ความเห็นว่าท่าเต้นที่มองดูคล้ายท่ากบนั้น แท้จริงแล้วเป็นหนึ่งในท่าการใช้เท้าในการร่ายรำของนาฏศิลป์อินเดียที่เรียกว่า ‘ภารตนาฏยัม’ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีท่าฟ้อนรำและการเต้นแบบพื้นเมืองผสมในโขนไทย เพราะการร่ายรำแบบภารตนาฏยัมนั้นมีความยากเกินไป

 

ผมก็ไม่รู้ว่าจะเลือกเชื่อใครดี แต่โดยส่วนตัวเชื่อว่าในเมื่อเต้นแบบอินเดียนั้นยากเกินไป คนในภูมิภาคนี้ก็คงเอาท่าทางที่คุ้นเคยและศักดิ์สิทธิ์เข้ามาผสมผสาน ส่วนเนื้อเรื่องที่ราชสำนักสมัยกรุงศรีอยุธยาถึงรัตนโกสินทร์เอามาจากทางใต้ของอินเดียนั้น เพราะในสมัยต้นกรุงศรีอยุธยามีการนำเข้าพราหมณ์และติดต่อการค้ากับทางใต้ของอินเดียมากกว่า ดังเห็นได้จากในตำนานพราหมณ์เมืองนครศรีธรรมราช  

 

พระราม ในการแสดงกถักกฬิเรื่องรามายณะของอินเดียใต้ที่แคว้นเกรละ

(ภาพ: www.hindumeeting.com)

 

โขนไทยกับโขนกัมพูชา

โขนไทยมีหลักฐานปรากฏมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ในสมัยที่ราชทูตเซเบเรต์และลาลูแบร์จากฝรั่งเศสมาเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้กล่าวไว้ว่าได้มีการจัดแสดงโขนให้ดูกัน ซึ่งเป็นไปได้ว่าคงเล่นเรื่องรามเกียรติ์

 

ส่วนสาเหตุที่โขนไทยเข้าไปเผยแพร่ในราชสำนักกัมพูชานั้นเป็นเพราะในสมัยรัชกาลที่ 1 ได้ทรงรับนักองค์เองเข้ามาในราชสำนักและคงจะได้ฝึกหัดการเล่นโขน จนเมื่อกลับไปครองราชย์ในกัมพูชาจึงได้นำโขนแบบกรุงเทพฯ เข้าไปเผยแพร่ในที่สุด

 

มรดกโลกคืออาณานิคมใหม่รูปแบบหนึ่ง

จากที่กล่าวมา ผมไม่ได้ต้องการจะลากเส้นตรงแล้วบอกว่าจุดกำเนิดของโขนมาจากไหน เพราะจะเห็นได้ว่าเป็นเรื่องที่ยังอีรุงตุงนังและรอการค้นคว้าอีกมาก นอกจากนี้แล้วสิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับต้นๆ ด้วยก็คือการสลายมายาคติที่เข้าใจว่าโขนเป็นของชาติใดชาติหนึ่ง เพราะโขนเป็นเรื่องวัฒนธรรมที่มีมาก่อนรัฐชาติ คนในสมัยนั้นไม่ได้สำนึกว่าใครเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียวดังที่หลายคนพยายามชี้ให้เห็นว่าโขนคือวัฒนธรรมร่วม (Shared Culture) นั่นเอง

 

อย่างไรก็ดี ต่อให้มีคนพยายามเสนอว่าเป็นวัฒนธรรมร่วม โดยส่วนตัวก็คิดว่าในท้ายที่สุดแล้วก็ยังจะเป็นปัญหาอยู่ดี แน่นอนครับว่าการที่วัฒนธรรมสักวัฒนธรรมหนึ่งได้รับการเสนอชื่อให้เป็นมรดกโลกย่อมทำให้ผู้คนทั่วโลกสนใจและเห็นคุณค่ามากขึ้น และทำให้วัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้นี้ได้รับการอนุรักษ์และสืบสาน รวมทั้งยังหมายถึงรายได้ที่จะตามมาจากการท่องเที่ยวอีกมหาศาล นับเป็นความหวังดีที่น่าชื่นชม

 

แต่กระบวนการที่ยูเนสโกยอมให้ประเทศใดประเทศหนึ่งยื่นจดทะเบียนวัฒนธรรมที่แชร์ร่วมกับประเทศอื่นด้วยนั้น ผมว่ารังแต่จะสร้างปัญหาความบาดหมางและขัดแย้งให้เกิดขึ้นเสียมากกว่า ซึ่งจริงๆ แล้วยูเนสโกควรมองว่าถ้าหากวัฒนธรรมใดที่มีการแชร์ร่วมกันก็ควรให้ประเทศที่มีวัฒนธรรมร่วมกันนั้นดำเนินกระบวนการจดทะเบียนร่วมกัน ซึ่งอย่างนี้ต่างหากที่จะทำให้วัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้กลายเป็นวัฒนธรรมของมนุษยชาติ หรืออีกวิธีคือการกำหนดนิยามให้ชัดเจน เช่น โขนไทย ไม่ใช่ใช้ term กว้างๆ เช่น คำว่าโขน เป็นต้น แต่เอาเป็นว่ามันจะคุ้มกันไหมที่มรดกของมนุษยชาติต้องแลกมาด้วยความขัดแย้งระหว่างคนทั้งสองประเทศ

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

อ้างอิง:

The post โขนเป็นของใคร ไทยหรือเขมร หรือควรจะเลิกเถียงกันได้แล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/khon-unesco-intangible-cultural-heritage-conflicts/feed/ 0
ผู้หญิงคือพระเจ้า รู้จัก Goddess Movement ขบวนการรื้อฟื้นศาสนาผู้หญิงในโลกตะวันตก https://thestandard.co/goddess-movement/ https://thestandard.co/goddess-movement/#respond Thu, 16 Aug 2018 09:58:36 +0000 https://thestandard.co/?p=114003

ทศวรรษ 1970 เป็นช่วงที่เกิดกระบวนการที่ต้องการรื้อฟื้นศ […]

The post ผู้หญิงคือพระเจ้า รู้จัก Goddess Movement ขบวนการรื้อฟื้นศาสนาผู้หญิงในโลกตะวันตก appeared first on THE STANDARD.

]]>

ทศวรรษ 1970 เป็นช่วงที่เกิดกระบวนการที่ต้องการรื้อฟื้นศาสนาที่มีผู้หญิงเป็นเทพ หรือเป็นใหญ่ขึ้นในโลกตะวันตก ทั้งนี้เป็นผลมาจากคำถามที่ว่าทำไมศาสนาใหญ่ทั่วโลกจึงต้องมีศาสดาหรือพระเจ้าเป็นผู้ชาย ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธเจ้า พระมหาวีระ พระเยซู หรือแม้แต่ขงจื๊อ

 

ขบวนการรื้อฟื้นนี้เรียกว่า ‘Goddess Movement’ ขอแปลคร่าวๆ ว่า ‘ขบวนการบูชาเทวสตรี’ ซึ่งถือกำเนิดขึ้นมาจากการเคลื่อนไหวของกลุ่มสตรีนิยม (Feminism) ที่เบ่งบานในช่วงทศวรรษ 1960-1970 ที่เกิดขึ้นหลายแห่ง เช่น อเมริกาเหนือ ยุโรปตะวันตก ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ (อาจจะบอกได้ว่าเกิดขึ้นในกลุ่มชาวยุโรปหรือคนขาวนั่นเอง)

 

หัวใจหลักๆ ของขบวนการนี้ก็คือ การตอบโต้กับศาสนาที่มีผู้ชายเป็นใหญ่ เพราะมองว่าศาสนาผู้ชายนี้เองที่ครอบงำและกำหนดพฤติกรรมของผู้หญิงหลายอย่างด้วยกัน เช่นเรื่องการแต่งกาย พื้นที่ที่ผู้หญิงสามารถเข้าไปในศาสนสถาน การครอบครองความรู้ และอื่นๆ อีกมาก หรือคำถามเล็กน้อยเช่นว่า ทำไมผู้หญิงจะต้องทำความเคารพต่อศาสดาหรือพระเจ้าที่เป็นผู้ชายด้วย

 

ผลก็คือทำให้เกิดแนวคิดว่า ถ้าหากต้องการจะหลีกเลี่ยงจากอำนาจของผู้ชาย ก็ต้องพัฒนาลัทธิการบูชาเทวสตรีขึ้นมา แต่คราวนี้จะบูชาเทวสตรีอะไรดี และจริงหรือไม่ที่ผู้หญิงเคยเป็นเทพเจ้าที่ยิ่งใหญ่มาก่อนการกำเนิดศาสนาของผู้ชาย

 

ใครคือเทพสูงสุดของขบวนการบูชาเทวสตรี

แก่นสารของขบวนการบูชาเทวสตรีคือการไม่ตกไปสู่กับดักของการบูชาแบบศาสนาผู้ชาย ดังนั้นจึงมองว่า ผู้หญิงควรมีอิสระในการบูชาเทพองค์ใดก็ได้ที่เป็นผู้หญิง ฉะนั้นในแง่ของไวยากรณ์ คำว่า ‘Goddess’ จึงไม่ได้เป็นนามเอกพจน์ หากแต่ยังเป็นพหูพจน์ไปในตัวด้วย

 

อย่างไรก็ตาม ความยากของการรื้อฟื้นการบูชาเทวสตรีคือการไม่มีคัมภีร์เฉพาะ และเรื่องราวของเทวสตรียังแทรกเข้าไปอยู่ในเทพปกรณัมที่ผู้ชายเป็นใหญ่ ทำให้ต้องการจะเลือกเทวสตรีขึ้นมาสักองค์จะต้องผ่านการค้นคว้า และการตีความอย่างหนัก เพื่อเข้าถึงแก่นของการบูชา จนมีการตั้งคำถามขึ้นมาว่า เทวสตรีที่เลือกมานั้นเป็นของดั้งเดิมหรือผ่านกระบวนการทางจินตนาการขึ้นมา

 

มีเทวสตรีหลายองค์ที่บูชาโดยขบวนการบูชาเทวสตรีนี้ มีอยู่องค์หนึ่งที่ผมว่าน่าสนใจคือ เทวีดีมิเตอร์ (Demeter) เป็นเทพของกรีก โดยถือเป็นเทพแห่งธัญญาหาร การเกษตร ความอุดมสมบูรณ์ และกฎหมายอันศักดิ์สิทธิ์ ที่สำคัญยังเป็นผู้กำหนดวัฏจักรของการเกิดและการตายอีกด้วย

 

ในดินแดนกรีกโบราณ เทวีดีมิเตอร์ได้รับการบูชาในเทศกาลเธสโมโฟเรีย (Thesmophoria) ระหว่างวันที่ 11-13 ตุลาคม แต่พิธีนี้ถือเป็นความลับ และอนุญาตให้เฉพาะผู้หญิงเท่านั้นเข้าไปยังพื้นที่ของพิธีกรรม

 

แต่อย่างว่าครับ ความลับมักไม่มีในโลก ลูเซียน (Lucian) นักวรรณกรรมได้บันทึกไว้ว่า ในช่วงพิธีกรรมผู้หญิงจะนำหมูมาบูชายัญ จากนั้นนำชิ้นส่วนของมันใส่ลงไปในหลุมที่เรียกว่า ‘เมการา’ จากนั้นก็เอาชิ้นส่วนหมูจากหลุมเมการาขึ้นมา แล้วนำไปวางไว้บนแท่นบูชา ซึ่งมีขนมปังที่ทำเป็นรูปงูและอวัยวะเพศชาย หลังจากนั้นก็นำของทั้งหมดมาบดจนป่นแล้วไปโปรยยังไร่ที่ได้หว่านเมล็ดพันธุ์พืชไว้แล้ว ที่ทำเช่นนั้นด้วยเชื่อว่าจะทำให้ผลผลิตออกมาดี

 

ด้วยความสำคัญดังกล่าว จึงถือว่าเทพองค์นี้สำคัญมากต่อชีวิตของมนุษย์ทั้งหญิงและชาย และในบางที่จึงเรียกเธอว่าเป็น ‘The Great Goddess’

 

นอกจากเทวีดีมิเตอร์แล้ว ขบวนการบูชาเทวสตรียังให้ความเห็นอีกด้วยว่า ร่องรอยการนับถือผู้หญิงปรากฏชัดในศาสนาคริสต์ เห็นได้ชัดจากการบูชาพระแม่มารีย์ (Mary) และเรื่องของมารีย์ แม็กดาเลน (Mary Magdalene) ซึ่งเป็นนักบุญหญิงที่ติดตามพระเยซู และเป็นบุคคลแรกที่ได้เห็นพระเยซูหลังพระองค์ฟื้นคืนพระชนม์ชีพ ดังนั้นจึงมีข้อสรุปว่า แท้จริงแล้วศาสนาคริสต์ได้สืบทอดการบูชาเทวสตรีมาจากกรีก

 

เทวสตรีดีมิเตอร์ของกรีก เทพแห่งการเกษตรและความอุดมสมบูรณ์ เปรียบไปก็เหมือนกับพระแม่โพสพของไทย

(ภาพ: wikipedia commons)

 

วิหารสีม่วงของเทวสตรีที่เมืองแกลสตันบูรี

ลัทธิบูชาเทวสตรีเกิดขึ้นจริงจังที่เมืองแกลสตันบูรี (Glastonbury) เมืองเล็กๆ ในทางตะวันตกของเกาะอังกฤษ อาจเรียกได้ว่าที่นี่ถือเป็นศูนย์กลางของศาสนาทางเลือกโดยมีการสร้างเทวสถานของเทวสตรี

 

ตัวเทวสถานมีรูปทรงแบบง่ายๆ โดยใช้บ้านเก่าสไตล์ลอฟต์ แล้วทาด้วยสีม่วงทั้งหลัง พร้อมตกแต่งด้วยภาพวาดของเทวสตรี โดยเริ่มเปิดให้คนเข้ามาบูชาเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2002 ซึ่งเชื่อกันว่าคงเป็นเทวสถานเทวสตรีแห่งแรกในรอบพันห้าร้อยปีหลังจากที่ไม่ได้มีการบูชากัน

 

สาเหตุที่เหล่าสาวกของลัทธิบูชาเทวสตรีเลือกเมืองนี้ เพราะเชื่อว่าเป็นศูนย์รวมของเทวสตรีหลายองค์ เช่น เทพแห่งอวาลอน (Lady of Avalon) เทพทอร์ (Tor Goddess) เทพแห่งทะเลสาบ (Lady of the Lake) เทพแห่งท้องน้ำดอม-นู (Domnu) เทพมารีย์แห่งแกลสตันบูรี (Mary of Galstonbury) ซึ่งองค์หลังนี้เชื่อว่าเป็นความสับสนของอนารยชนในช่วงที่ศาสนาคริสต์เพิ่งเข้ามา ทำให้มีการบูชาพระแม่มารีย์ในฐานะที่เป็นเทวสตรีควบคู่ไปกับบูชาพระเยซูเป็นเทพไปพร้อมกัน

 

ครั้งหนึ่งทีมงานของบีบีซี ได้ไปสังเกตการณ์การบูชาเทวสตรีที่เทวสถานแห่งนี้ ในวันนั้นมีการบูชาเทพแห่งท้องทะเลดอม-นูพอดิบพอดี แท่นบูชาของเทพดอม-นูตกแต่งด้วยสีน้ำเงินและเทอร์คอยส์เพื่อสื่อถึงน้ำทะเล และมีปลาโลมาที่เป็นสัตว์พาหนะอยู่ใกล้ๆ

 

เมื่อพิธีเริ่มขึ้น ผู้นำพิธีเริ่มต้นสวดเรียกดอม-นูและเทวสตรีองค์อื่นๆ เข้าสู่เทวสถาน โดยมีผู้มาบูชาราว 70 คน แทบทั้งหมดเป็นผู้หญิง จากนั้นผู้ที่มาบูชาก็เขียนพรและสิ่งที่ตนปรารถนาลงบนกระดาษแล้วพับเป็นเรือ และลอยมันลงในอ่างน้ำขนาดใหญ่ จากนั้นก็เอาหลอดเป่าลมให้เรือลอยไปยังอีกฝั่งหนึ่ง เพื่อให้บรรลุถึงความโชคดี

 

นอกจากนี้ทุกปีเมื่อถึงเทศกาลบูชาเทวสตรีราวเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม ผู้ที่ศรัทธาจะพากันแต่งกายด้วยชุดสีม่วงเป็นพื้น ร้องเพลง เล่นดนตรี แห่ไปตามถนน แถมยังมีการจัดประชุมประจำปีทุกปีเพื่อมารวมกันอีกด้วย เทวสถานแห่งนี้ยังมีบริการให้ใช้เป็นที่แต่งงาน ซึ่งได้รับการรับรองอย่างถูกต้องตามกฎหมายอีกด้วย

 

ความจริงแล้วการบูชาเทวสตรีในอังกฤษนั้นสัมพันธ์กับศาสนาดั้งเดิมที่อยู่ในอังกฤษก่อนการรับศาสนาคริสต์เข้ามา เรียกว่าศาสนาของพวกอนารยชน (Paganism) ซึ่งปัจจุบันยังคงมีการบูชาศาสนาผีกันอยู่หลายท้องที่ โดยคนอังกฤษให้ความเคารพและถือว่าเป็นศาสนาทางเลือกแบบหนึ่ง

 

เทวสถานเทวสตรีที่เมืองแกลสตันบูรี

(ภาพ: wikipedia commons)

 

รูปวาดของเทวสตรีดอม-นู

(ภาพ: www.goddesstemplegifts.co.uk)

 

ผู้ศรัทธาในลัทธิบูชาเทวสตรีที่เมืองแกลสตันบูรี ทุกคนแต่งกายด้วยชุดสีม่วงและดำ และถือธงเพื่อบูชาเทวสตรี

(ภาพ: goddessconference.com)

 

ผีผู้หญิงไทยสมัยหนึ่งเคยเป็นใหญ่

ผมเข้าใจว่าขบวนการบูชาเทวสตรีนี้คงไม่แพร่หลายเข้ามาในไทย และถึงแพร่เข้ามาคนไทยก็คงเฉยๆ กับมัน เพราะในไทยเราเองมีศาลของผีผู้หญิงอยู่เต็มบ้านเต็มเมืองครับ ไม่ว่าจะเป็นศาลแม่นาคพระโขนง ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว และอีกมากมาย คือถ้าชายไทยจะกลัวเมีย กลัวแม่ และผีผู้หญิงจะดุกว่าผีผู้ชายก็ไม่ต้องแปลกใจเลย เพราะมันคือความเชื่อดั้งเดิมที่ฝังรากลึกในสังคมไทยครับ

 

ย้อนกลับไปสัก 4,000 ปี สังคมในอุษาคเนย์บางท้องที่นับถือผู้หญิงเป็นใหญ่ ตัวอย่างคลาสสิกที่มักยกมาอ้างกันเสมอคือ โครงกระดูกของหญิงชราที่ถูกขนานนามว่า ‘เจ้าแม่โคกพนมดี’ เพราะเมื่อนักโบราณคดีขุดพบร่างของเธอที่ถูกฝังอยู่ ปรากฏว่ามีลูกปัดเปลือกหอยประดับอยู่กว่าแสนเม็ด ซึ่งสะท้อนว่าเธอคงต้องเป็นผู้มีสถานะทางสังคมสูง

 

สุจิตต์ วงษ์เทศ นักวิชาการอาวุโสผู้ปลดกระดุมเม็ดบน ได้เขียนบทความเรื่อง ‘นางนาค’ ในหนังสือพลังผู้หญิง แม่ เมีย และเทพสตรีฯ ได้อธิบายว่า คำว่า ‘แม่’ มีความหมายดั้งเดิมว่า ‘เป็นใหญ่’ ดังเห็นได้จากคำนามของหลายสิ่งในสังคมไทยที่ใช้คำว่า ‘แม่’ ขึ้นต้น เช่น แม่น้ำ แม่ทัพฯ

 

ส่วนในกัมพูชาก็มีตำนานที่เล่าว่า ‘นางนาค’ คือปฐมสตรีที่เป็นผู้ให้กำเนิดแผ่นดินและชีวิต หรือที่ใกล้ตัวคนไทยอย่างมากก็คือในพิธีบวชพระ จะต้องมีการร้องเพลง นางนาค ในงานแต่งงานและทำขวัญนาค ซึ่งสะท้อนถึงการนับถือผู้หญิงมาก่อนจะมีการรับพระพุทธศาสนา

 

เมื่อถึงตรงนี้หลายคนอาจมีคำถามว่า ทำไมคนโบราณในอุษาคเนย์จึงต้องรับศาสนาผู้ชายจากอินเดียเข้ามา

 

คำตอบที่ดูจะเป็นไปได้คือ เมื่อราว 2,500 ปี ชุมชนก่อนประวัติศาสตร์ได้เกิดขยายตัวเป็นสังคมระดับเมือง พร้อมกับมีการใช้เหล็กมาทำเป็นอาวุธ ซึ่งนำไปสู่สงคราม นอกจากนี้ ศาสนาจากอินเดียยังมาพร้อมกับแนวคิดในการปกครองรัฐที่มีผู้ชายเป็นใหญ่ คือ กษัตริย์ และกษัตริย์ยังทำหน้าที่ติดต่อกับเทพบุรุษ บางครั้งถึงกับเชื่อว่าเป็นอวตาร ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้บทบาทของผู้ชายโดดเด่นขึ้นมา

 

มีเรื่องที่น่าสังเกตนะครับว่า หลายแห่งทั่วโลก เทวสตรีมักจะสัมพันธ์กับพื้นดิน พื้นน้ำ อาหาร ธัญพืช และความอุดมสมบูรณ์ เช่น ในไทยเราก็มีพระแม่ธรณี พระแม่โพสพ (ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นการเอาความเชื่อจากอินเดียมาสวมทับลงกับความเชื่อเดิม) ในขณะที่เทพบุรุษมักจะสัมพันธ์กับท้องฟ้า อากาศ ไฟ หรือสิ่งที่ไม่มีมวล สิ่งที่เคลื่อนที่ได้ เช่น พญาแถน (ต่อมากลายเป็นพระอินทร์) พระอัคนี

 

เรื่องนี้อาจารย์คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้อธิบายไว้ว่า ในสังคมของอินเดีย ชาวพื้นเมืองเป็นชาวลุ่ม จึงผูกพันกับเทวสตรีที่เกี่ยวกับที่ดิน ในขณะที่ชาวอารยันเป็นกลุ่มคนเร่ร่อนจึงบูชาเทพที่เกี่ยวข้องกับท้องฟ้า ด้วยแนวคิดของอาจารย์คมกฤชนี้ จะเห็นได้ว่าในสังคมต่างๆ ผู้ชายมักมีหน้าที่ออกไปหาอาหารนอกบ้านจึงต้องเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา ทำให้นับถือเทพบนท้องฟ้า หรือไฟ ในขณะที่ในสังคมสมัยก่อนผู้หญิงมีหน้าที่ควบคุมบ้าน อาหาร เศรษฐกิจ และอยู่ติดบ้าน จึงมักถูกบุคลาธิษฐานให้เป็นเทวสตรีตามที่ยกตัวอย่างไปนั่นเอง

 

บางครั้งเราอาจจะไม่ทันรู้ตัวว่า ศาสนามีอิทธิพลควบคุมบทบาทเพศระหว่างชาย หญิง และไม่ชายไม่หญิงมากแค่ไหน และยังมีผลต่อการกำหนดอำนาจและความสูงต่ำของแต่ละเพศอีกด้วย เลิกนับถือศาสนาผู้ชาย มานับถือศาสนาผู้หญิงก็อาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งก็ได้นะครับ ว่าแต่แล้วใครจะเป็นเจ้าลัทธิดี

 

ภาพเปิด: ภาพวาดเทศกาลเธสโมโฟเรีย (Thesmophoria) วาดโดยจิตรกรชาวอเมริกันชื่อ Francis Davis Millet (ภาพ: wikimedia commons)

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

อ้างอิง:

  • สุจิตต์ วงษ์เทศ. 2559. “นางนาค,” ใน พลังผู้หญิง แม่ เมีย และเทพสตรี: ความจริงและภาพแทน, พิพัฒน์ กระแจะจันทร์, บรรณาธิการ. กรุงเทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ.
  • คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง. 2559. “เทวี: เทวสตรีในอินเดีย,” ใน พลังผู้หญิง แม่ เมีย และเทพสตรี: ความจริงและภาพแทน, พิพัฒน์ กระแจะจันทร์, บรรณาธิการ. กรุงเทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ.
  • Goddess spirituality in Glastonbury. www.bbc.co.uk/religion/religions/paganism/subdivisions/goddess.shtml
  • Goddess movement. en.wikipedia.org/wiki/Goddess_movement

The post ผู้หญิงคือพระเจ้า รู้จัก Goddess Movement ขบวนการรื้อฟื้นศาสนาผู้หญิงในโลกตะวันตก appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/goddess-movement/feed/ 0
หรรษาฮาวาย ชุดไทยบุพเพฯ และความโป๊เปลือยในสงกรานต์ https://thestandard.co/hawaiian-shirt-thai-traditional-dress-and-naked-dresses/ https://thestandard.co/hawaiian-shirt-thai-traditional-dress-and-naked-dresses/#respond Wed, 11 Apr 2018 09:43:35 +0000 https://thestandard.co/?p=83515

สงกรานต์ปีนี้ดูจะต่างจากสงกรานต์ปีก่อนอยู่หน่อยหนึ่ง ตร […]

The post หรรษาฮาวาย ชุดไทยบุพเพฯ และความโป๊เปลือยในสงกรานต์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

สงกรานต์ปีนี้ดูจะต่างจากสงกรานต์ปีก่อนอยู่หน่อยหนึ่ง ตรงที่การแต่งชุดไทยได้รับกระแสหนุนมาจากกระแสละครบุพเพสันนิวาส

 

ดังนั้น คงไม่ต้องพูดว่า มันจะประสบความสำเร็จมากกว่าการโปรโมตโดยรัฐไหม ผมไม่กล้าฟันธง แต่เชื่ออยู่ลึกๆ ว่าปีนี้จะได้เห็นคนแต่งชุดไทยจำแลงสมัยอยุธยาออกมาเล่นน้ำสงกรานต์กัน แต่ที่แน่ๆ ปีนี้ (ก็คงเหมือนทุกปี) ที่ผมรอดูชุดไทยของเหล่าบันนี่ Playboy Thailand

 

ในขณะที่รัฐบาลออกมารณรงค์ให้ประชาชนใส่ชุดไทยกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว สงกรานต์ไม่ได้มีแค่ชุดไทย แต่มีชุดหลายแบบมากไม่ว่าเสื้อลายดอก เสื้อฮาวาย หรือเลือกที่จะไม่ใส่ก็มี ซึ่งเราก็จะเห็นดราม่ากันเกือบทุกปี

 

แสดงว่า เอาเข้าจริงแล้ว สงกรานต์มีความหลากหลายในตัวเองมาก คำถามก็คือว่า ทำไมชุดไทยจึงกลายเป็นอุดมคติของประเพณีสงกรานต์ในความคิดของรัฐ ในขณะที่ชุดอื่นๆ มีสถานะที่น้อยกว่า หรือถูกใช้ในบางพื้นที่บางโอกาสเท่านั้น

 

 

เสื้อฮาวาย ต้นแบบเสื้อลายดอก

เสื้อลายดอกๆ ที่เราเห็นในเทศกาลสงกรานต์จนชินตา แท้จริงแล้วไม่ใช่เสื้อของไทย ทรงเสื้อคอกลมนี้ได้ต้นแบบมาจากเสื้อคอกลมของจีน ถ้าไปเดินย่านเยาวราชก็ยังหาซื้อเสื้อแบบนี้ได้ หรือลองเหลือบๆ ไปดูอากงอาม่าแถวนั้นดูก็ได้

 

ไม่แน่ใจว่าเสื้อคอกลมนี้ถูกเอามาตกแต่งให้กลายเป็นเสื้อลายดอกเมื่อไร เชื่อกันว่าไม่น่าเกิน 50 ปี ลวดลายดอกๆ พวกนี้ไม่มีในศิลปะไทยยุคเก่า แต่เป็นการประยุกต์เอาวิธีการตกแต่งลวดลายเสื้อของเสื้อฮาวายมาใช้ ในช่วงสงครามเย็นที่อเมริกันเข้ามามีอิทธิพลทางวัฒนธรรมในไทย

 

Koichiro Miyamoto
Photo: www.thealohashirt.com

 

เสื้อฮาวาย (Hawaiian Shirt) ก็ตามชื่อเลยคือมีต้นกำเนิดมาจากเกาะฮาวาย ลักษณะสำคัญคือเป็นเสื้อเชิ้ตคอปก สีสันฉูดฉาด สกรีนลายดอกไม้ ต้นไม้ ซึ่งส่วนหนึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากลายของชุดกิโมโน เพราะคนที่เป็นต้นคิดเป็นชาวญี่ปุ่นชื่อว่า โชทาโร มิยาโมโต (Koichiro Miyamoto) ซึ่งอพยพไปอยู่ที่โฮโนลูลู ลายเสื้อนี้บางทีก็มีการเอาลวดลายประดิษฐ์ของชาวโพลินีเชียนเข้ามาผสมด้วย

 

เสื้อฮาวายนี้มาฮิตจริงๆ ก็ตอนที่พ่อค้าชาวจีนชื่อ Ellery Chun นำไอเดียของมิยาโมโตไปปรับปรุง แล้วจดทะเบียนการค้าภายใต้ชื่อว่า ‘Aloha Shirt’ โดยเริ่มออกขายในปี ค.ศ. 1935 ซึ่งได้รับความนิยมมากในกลุ่มของนักท่องเที่ยวและเล่นเซิร์ฟอย่างมากที่ฮาวาย

 

สาเหตุที่คนนิยมเสื้อเชิ้ตคอปกแบบฮาวายนี้ก็เพราะมันช่วยสร้างความรู้สึกให้เสื้อคอปกที่ใส่ทำงานถูกลดทำให้มีสถานะไม่เป็นทางการ เป็นแคชวลใส่สบายๆ นั่นเอง

 

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ชาวอเมริกันจากหมู่เกาะก็อพยพกลับไปยังแผ่นดินใหญ่ ทำให้เริ่มเกิดกระแสนิยมเสื้อแบบฮาวาย และมาเที่ยวเกาะสวาทหาดสวรรค์ นักออกแบบเสื้อ อัลเฟรด ชาฮีน จึงได้เอาเสื้อฮาวายมาออกแบบลวดลายใหม่เพื่อเอาใจลูกค้า พร้อมใช้ระบบการผลิตที่ทันสมัยขึ้น

 

Photo: www.pinterest.com

 

โชคดีของเขา เพราะในปี 1961 เอลวิส เพรสลีย์ (Elvis Presley) ใส่เสื้อลายดอกสีแดงขึ้นหน้าปกอัลบัม Blue Hawaii ซึ่งเสื้อที่ใส่นี้คือเสื้อที่ออกแบบโดยชาฮีน เรียกว่า Shaheen-Designed ทำให้เสื้อฮาวายนิยมไปทั่วโลก เพราะเอลวิสนี่แหละ

 

ส่งผลให้นักการเมือง ดารา นักร้องอเมริกัน พากันใส่ตามเอลวิสกันหมด จากเดิมที่เป็นเสื้อใส่ลำลองก็กลายเป็นเสื้อใส่ทางการ ถึงกับว่าให้ใส่ได้ในวันศุกร์สุดสัปดาห์ (อารมณ์แบบนโยบายใส่ชุดไทยวันศุกร์)

 

Photo: The TOYS / facebook

 

เสื้อฮาวายของ The TOYS ที่กำลังนิยมกันอยู่ตอนนี้ก็มีรากมาจากยุคเอลวิสนี่แหละครับ

 

เป็นไปได้ว่าช่วงที่เสื้อฮาวายของเอลวิสได้รับความนิยมนี่แหละ เป็นช่วงเดียวกับที่เสื้อคอกลมจีนในไทยได้มาผสมกับเสื้อฮาวาย กลายเป็นเสื้อลายดอกของไทย เป็น East Meets West เสื้อฮาวายเข้ามาฮิตในไทยก็เพราะวัฒนธรรมอเมริกันในยุคสงครามเย็น โดยได้เริ่มกลายมาเป็นตัวแทนของลูกทุ่งก็สักราวปี 2510 เห็นได้จากในหนังเรื่องมนต์รักลูกทุ่ง ที่ มิตร ชัยบัญชา แสดงนำเมื่อ พ.ศ. 2513  

 

Photo: เจนภพ จบกระบวนวรรณ / facebook

 

แต่กว่าจะมาป๊อปในเทศกาลสงกรานต์ ก็ตอนที่เสื้อลายดอกแบบฮาวายถูกดัดแปลงเป็นเสื้อคอกลม ไม่รู้ว่าใครเป็นคนเริ่มต้น แต่เอาเป็นว่าที่ดังก็เพราะกลุ่มของศิลปินลูกทุ่ง ลูกกรุง และครูเพลงต่างๆ นำโดย เจนภพ จบกระบวนวรรณ ซึ่งโด่งดังจากการจัดรายการวิทยุในช่วง พ.ศ. 2529-2530 ได้ใส่เสื้อลายดอกจนกลายเป็นเอกลักษณ์ของความเป็นลูกทุ่งและความเป็นไทย

 

ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้เสื้อลายดอกกลายเป็นสัญลักษณ์ของอะไรที่ดูเป็นพื้นบ้านและดูเป็นประเพณีไทยไปด้วย ด้วยสีสันที่ฉูดฉาด และคนเริ่มไม่นิยมชุดไทยแบบดั้งเดิมอีก ทำให้เสื้อลายดอกกลายมาเป็นเสื้อในช่วงเทศกาลสงกรานต์

 

Photo: www.sangtakieng.com

 

เทศกาลปลดปล่อย และความโป๊เปลือย

แน่นอนว่าสงกรานต์เป็นเทศกาลแห่งการปลดปล่อย ในทางมานุษยวิทยาถือเป็นเทศกาลคาร์นิวัล (carnival) แบบหนึ่ง ถ้าอยากเข้าใจมากขึ้น ขอให้ลองอ่านบทความของคุณคำ ผกา เรื่อง ‘คาร์นิวัลแห่งอุษาคเนย์’ แต่คำถามที่น่าสนใจด้วย คือ ทำไมสงกรานต์จึงกลายเป็นเทศกาลแห่งการปลดปล่อย

 

เทศกาล ประเพณี หรือพิธีกรรมสมัยก่อน มักเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมเปลี่ยนผ่าน (Rite of Passages) จากสถานะหนึ่งไปสู่สถานะหนึ่ง ฤดูกาลหนึ่งไปสู่ฤดูกาลหนึ่ง สาเหตุที่คนต้องทำพิธีกรรม ก็เพราะต้องการสร้างหลักประกันให้การเปลี่ยนผ่านนั้นเป็นไปอย่างราบรื่น อย่างว่าคนเรามักกลัวการเปลี่ยนแปลง

 

 

คำว่า ‘สงกรานต์’ ตามรากศัพท์คือ การเคลื่อนผ่านหรือเคลื่อนย้ายเข้าไป ซึ่งหมายถึงการเคลื่อนผ่านของดวงอาทิตย์จากราศีหนึ่งไปสู่อีกราศี มีทุกเดือน ยกเว้นการเคลื่อนจากราศีมีนสู่ราศีเมษถือเป็นการเคลื่อนผ่านของปี เรียกว่า ‘มหาสงกรานต์’ เป็นความเชื่อนำเข้าจากอินเดีย ยึดถือกันในราชสำนักของอุษาคเนย์ ก่อนที่จะแพร่ลงสู่วิถีชาวบ้านพื้นถิ่น

 

 

ภาวะที่อยู่กึ่งกลางระหว่างการเปลี่ยนผ่าน (Liminality) สถานะต่างๆ จึงก้ำๆ กึ่งๆ จึงเป็นภาวะไร้ระเบียบที่ใครจะทำอะไรก็ได้สุดเหวี่ยงเพื่อความบันเทิง เพราะในสังคมปกติ ทุกคนจะมีสถานภาพทางสังคมที่ชัดเจน จึงไม่อาจละเมิดข้อห้ามและจารีตของชนชั้นได้

 

เสื้อผ้าในสังคมไทยเป็นสิ่งหนึ่งที่บ่งบอกชนชั้น แต่เมื่อสงกรานต์ได้ถูกพัฒนาให้เป็นประเพณีของมวลชนในวัฒนธรรมการท่องเที่ยว นับแต่ราว พ.ศ. 2500 แต่ไม่มีเสื้อที่ดูสบาย ใส่ง่าย สดใส และร่วมสมัย เพราะใครจะมาห่มสไบใส่ชุดราชปะแตนมาสาดน้ำกันอีกจริงไหม

 

เสื้อลายดอกจึงกลายเป็นคำตอบ เพราะเข้ากับความรู้สึกแบบใหม่ และยังดูเป็นไทยที่ชาวบ้านร้านตลาดหาซื้อมาใส่ได้ คนมีเงินก็ใส่ได้โดยไม่รู้สึกว่าเป็นของชาวบ้าน เพราะมีความเป็นอเมริกันฮาวายอยู่ด้วย

 

เสื้อลายดอกจึงเป็นเสื้อที่เหมาะกับภาวะ Liminality

 

นักวิชาการสายวิพากษ์อย่างเช่น สุจิตต์ วงษ์เทศ มักออกมานำเสนอว่า สงกรานต์ของไทยสมัยก่อนไม่ได้กะเกณฑ์ว่าใครจะแต่งตัวอย่างไรก็ได้

 

ก็อาจจะจริง แต่ถ้าเป็นไปได้หนุ่มสาวก็อยากจะแต่งตัวอวดกันอย่างเต็มที่ เพราะเป็นช่วงเวลาที่สังคมเปิดโอกาสให้หาผัวหาเมียได้ง่าย

 

 

ดังเห็นได้จากบทกลอนของเสมียนมี กวีสมัยรัชกาลที่ 3 ที่บรรยายไว้ว่า

 

“ล้วนแต่งตัวทั่วกันวันสงกรานต์ ดูสะคราญเพริศพริ้งทั้งหญิงชาย”

 

“ล้วนแต่งตัวเต็มงามทรามสวาท ใส่สีฉาดฟุ้งเฟื่องด้วยเครื่องหอม”

 

“มีเท่าไรใส่เท่านั้นฉันผู้หญิง ดูเพริศพริ้งเพราเอกเหมือนเมขลา”

 

หมายความว่า ถ้ารวยก็อยากแต่งเยอะ ถ้าไม่มีก็ต้องแต่งตามมีตามเกิด ไม่มีชุดกลางๆ เป็นยูนิฟอร์มเหมือนเสื้อลายดอก

 

 

แต่ในเมื่อสงกรานต์เป็นเทศกาลของการปลดปล่อย ละเมิดระเบียบวินัยในภาวะปกติ บวกกับอารมณ์และอะไรหลายๆ อย่าง คงไม่ใช่เรื่องที่จะแต่งตัวเรียบร้อยมิดชิด เพราะนั่นเท่ากับว่า คุณยังอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วย ‘วินัย’

 

 

ในวันสงกรานต์ ทุกยุคทุกสมัยจึงมีคนนุ่งน้อยห่มน้อยเล่นน้ำกันอย่างสุดเหวี่ยง เมาเหล้าเมายา หรือกระทั่ง ‘โล้สำเภา’ กัน ดังเห็นได้ในบทกวีของเสมียนมีคนเดิม บันทึกว่า “ทั้งหนุ่มสาวฉาวฉานด้วยการเล่น บ้างซุ่มเป็นผัวเมียกันเสียเฉย”

 

ย้ำว่าที่เล่ามาไม่ได้หมายความว่า เราควรต้องใช้บรรทัดฐานในยุคจารีตกับปัจจุบัน แต่ต้องเข้าใจว่า หัวใจของเทศกาลเปลี่ยนผ่านคืออะไร และจะดูแลกันอย่างไร ไม่ใช่จับเทศกาลปลดปล่อยไปใส่ชุดไทยกันเสียหมด

 

Photo: บุพเพสันนิวาส

 

ชุดไทยแบบบุพเพฯ

ลองสังเกตกันนะครับว่า วัฒนธรรมและประเพณีของชาติมักไม่ใช่วัฒนธรรมประชา (Popular Culture) แต่เป็นวัฒนธรรมหลวง หรือชนชั้นสูง (High Culture) มากกว่า

 

ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น?

เพราะในกระบวนการสร้างชาติ ถ้าไม่เกิดการแตกหักกันระหว่างวัฒนธรรมทั้งสอง ก็มักถือกันว่าวัฒนธรรมหลวงเป็นสิ่งที่ดีงาม และสะท้อนความมีอารยธรรมที่เก่าแก่ จึงคู่ควรจะเป็นอัตลักษณ์ของชาติ

 

ตรงกันข้ามกับ วัฒนธรรมประชา ซึ่งบางทีเรียกว่า Low Culture ถือเป็นสัญลักษณ์ของพวกคนจน ไร้อารยธรรม และเป็นของที่ช่างแมสเสียเหลือเกิน ชุดไทยในนิยามของชาติไทย และสังคมไทยจึงไม่ใช่ชุดไทยแบบพี่ผินพี่แย้ม เพราะเป็นของไพร่ ใครก็ใส่ได้ และยังดูไร้รสนิยม ชุดไทยในความหมายของรัฐ (และคนที่เป็นร่างทรงของรัฐ) จึงต้องเป็นชุดไทยแบบแม่การะเกด จันทร์วาด พี่หมื่น พี่ขุน คือเป็นชุดไทยของชนชั้นสูง

 

สังเกตอีกนะครับว่า ในรอบไม่กี่ปีที่ผ่านมา กระแสนิยมความเป็นไทย ซึ่งเป็นรูปหนึ่งของชาตินิยม ได้รับการโปรโมตอย่างสูงจากรัฐบาล เพราะเชื่อว่าจะช่วยสร้างความสามัคคีขึ้นในชาติ เป็นเหมือนกับประเทศไทยเมื่อครั้งในอดีต นโยบายนี้สำเร็จพอสมควรทีเดียว เพราะความรู้สึกของคนในสังคมเองก็โหยหามันเช่นเดียวกัน

 

Photo: ชาติกล้า สำเนียงแจ่ม

 

ด้วยเหตุผลข้างบนนี้ ประกอบกับกระแสละครบุพเพสันนิวาส จึงทำให้รัฐบาลถึงกับเชิญนักแสดงจากละครมาทำเนียบ และโปรโมตเรื่องการแต่งชุดไทยในวันสงกรานต์ ส่วนคนในสังคมเองก็ดูจะขานรับแนวคิดนี้ด้วย สถานะของชุดไทยในปีนี้จึงได้รับการยกย่องสูงมาก

 

ส่วนเสื้อลายดอกแบบลูกทุ่งก็ถูกเบียดตกขอบทางไป ผมไม่อาจประเมินได้ว่าสถานะของเสื้อลายดอกจะเป็นอย่างไร แต่ในความรู้สึกส่วนตัวคนเดียวตอนนี้คือ เสื้อลายดอกจะกลายเป็นอะไรที่ธรรมดาๆ ไป เหมือนย้อนกลับไปสู่สถานะของเสื้อฮาวาย

 

สรุปกันอย่างสั้นๆ เลยก็คือ อุดมคติของชาติที่ผูกกับวัฒนธรรมชั้นสูงนี้เองที่กำหนดสถานะของคนที่ใส่เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย หรือจะไม่แต่งกายจนโป๊เปล่าเปลือยในเทศกาลสงกรานต์ ดังนั้นต่อให้คุณจะใส่เสื้อผ้าหรือแก้ผ้า การเมืองก็เข้าไปยุ่มย่ามในชีวิตของคุณอยู่เสมอ

 

อ้างอิง:

The post หรรษาฮาวาย ชุดไทยบุพเพฯ และความโป๊เปลือยในสงกรานต์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/hawaiian-shirt-thai-traditional-dress-and-naked-dresses/feed/ 0
บทเพลงช่วงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ การตีความใหม่ของสามัญชนในรัชกาลที่ 9 https://thestandard.co/kingrama9-music-in-cremation-ceremony/ https://thestandard.co/kingrama9-music-in-cremation-ceremony/#respond Wed, 18 Oct 2017 11:42:02 +0000 https://thestandard.co/?p=35726

     ดนตรีมีบทบาทหน้าที่เชิงพิธีกรรมเกี่ […]

The post บทเพลงช่วงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ การตีความใหม่ของสามัญชนในรัชกาลที่ 9 appeared first on THE STANDARD.

]]>

     ดนตรีมีบทบาทหน้าที่เชิงพิธีกรรมเกี่ยวข้องกับชีวิตมนุษย์มาตั้งแต่สมัยบรรพกาล โดยเฉพาะในพิธีศพ

     สุจิตต์ วงษ์เทศ ตั้งข้อสังเกตว่า คนโบราณใช้ดนตรีเป็นเครื่องมือในการสื่อสารกับ ‘ขวัญ’ ทั้งเพื่อใช้ในการเรียกขวัญ เนื่องจากคนแต่ครั้งดึกดำบรรพ์เชื่อว่า คนตายเพราะขวัญหายออกจากร่าง

     ระหว่างพิธีกรรม จะมีการตีเกราะเคาะไม้ประโคมฆ้องกลองปี่ร้องรำ ส่งเสียงอึกทึกกึกก้องเพื่อให้ขวัญได้ยิน ขวัญจะได้กลับถูกทางและคืนร่าง

     ด้วยเหตุนี้ การบรรเลงดนตรีในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ถ้าพิจารณาตามรากความเชื่อดั้งเดิมแล้ว จึงเปรียบเสมือนกับดนตรีเรียกขวัญส่งขวัญนั่นเอง

พนักงานประโคมที่ทิม ในงานพระเมรุมาศสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (ภาพจากจดหมายเหตุงานพระบรมศพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี กรมศิลปากร 2541)

 

     บทความ ‘ดนตรีในพระราชพิธีพระบรมศพ’ โดย ดร. สายป่าน ปุริวรรณชนะ ที่ผู้เรียบเรียงได้นำมาคัดย่อในบทความนี้ ได้พูดถึงหน้าที่ของดนตรีใน 2 ส่วน ได้แก่ ดนตรีประกอบพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพโดยตรง และดนตรีที่เกิดขึ้นในหมู่ประชาชน

     ซึ่งในแบบหลังนี้ ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่าเป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่เกิดขึ้นจากความต้องการถวายความอาลัยและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพสกนิกรแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

     และเป็นเนื้อหาที่ผู้เรียบเรียงจะเขียนถึงในบทความ

 

ภาพในมิวสิกวิดีโอ ‘ในหลวงของแผ่นดิน’ จัดทำโดย บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) 

 

     นับตั้งแต่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 เห็นได้ชัดว่า มิได้มีแต่ดนตรีไทยตามจารีตราชสำนักบรรเลงในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพเท่านั้น แต่ยังมีการบรรเลงดนตรีในพิธีถวายความอาลัยโดยภาคประชาชน

     ผู้เขียนพิจารณาว่าปรากฏการณ์นี้มีเหตุมาจากความสัมพันธ์ใกล้ชิดของสถาบันกษัตริย์กับประชาชน

     พิธีกรรมที่เคยจำกัดอยู่ในราชสำนัก จึงแพร่ขยายไปในหมู่สามัญชนผู้จงรักภักดี โดยเฉพาะการแต่งเพลงถวายอาลัย ซึ่งศิลปินนักแต่งเพลงถ่ายทอดความรู้สึกลงไปในเพลงที่ตนแต่ง

 

‘โครงการเพลงรักชาติร่วมสมัย’ ชุด ‘รัก…พ่อ’ จัดทำโดย บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) และกระทรวงวัฒนธรรม ดาวน์โหลดบทเพลงทั้งหมดได้ที่  www.m-culture.go.th/mculture_th/main.php?filename=song1

 

โศกอาลัยจากใจสู่ ‘คำร้อง-ทำนอง’ เพลง

     ‘โอ้พระคืนสรวง’ คำร้อง-ทำนอง ประพันธ์โดย รศ.ดร. เชษฐ์ ติงสัญชลี คือตัวอย่างเพลงที่ผู้เขียนระบุว่า แต่งตามขนบวรรณคดียอพระเกียรติ

 

โอ้พระคืนสรวง

     โอ้พระภูมิบาละพุทธางกูร พระประดุจดวงสูรย์ส่องในฟ้า

     พระเสด็จคืนสู่แดนสรวงดุสิดา ดุจความมืดคลุมฟ้าโศกใจ

 

     โอ้พระหน่อ พระนาถษิติราชะองค์ใด มาแต่จุฑาลัยโลกเลอฟ้า

     ยังซึ่งความเกษมแด่มวลปวงประชา แล้วเสด็จคืนฟ้าสุราลัย

 

     เมื่อพระนิราศยังแดนสรวงแสนไกล อัสสุชลแห่งชาวไทยท่วมท้นฟ้า

     หลั่งออกมาจากหัวใจแห่งมวลประชา ปวงเหล่าข้าขอกราบลาด้วยหัวใจ

 

     แม้เสด็จสู่สรวงแมนใด พระเกียรติยังเกริกไว้ชั่วดินฟ้า

     พระสิริยังคงอยู่ในใจข้าฯ ขอกราบลาพระนาถาด้วยหัวใจ

 

     ส่วนเพลง ‘ฟ้าร้องไห้’ คำร้อง-ทำนอง ประพันธ์โดย ครูชลธี ธารทอง เป็นเพลงที่แต่งแบบวัฒนธรรมประชานิยม

 

ฟ้าร้องไห้

     แล้วพ่อก็จากลูกไป จากไปไม่เอ่ยคำลา

     แม้ทำใจเอาไว้ล่วงหน้า ถึงเวลากลั้นน้ำตาไม่ไหว

 

     เสียงครวญคร่ำไปทั่วขวานทอง ความหม่นหมองครอบครองอยู่ทั่วไทย

     แม้แต่ฟ้าก็ยังร้องไห้ เหมือนรู้ใจ คนไทยอาลัยอาวรณ์

 

     พ่อเหนื่อยมานานนัก งานหนักไม่ค่อยได้พักผ่อน

     พันยอดดอยร้อยทุ่งนาป่าดอน พ่อห่วงหาอาทรพสกนิกรของพ่อ

 

     นับตั้งแต่นี้ต่อไป คงไม่ได้เห็นหน้าพ่ออีกหนอ

     ด้วยผลบุญพ่อก่อ เป็นสะพานทอดรอ นำพ่อสู่สรวงสวรรค์

 

     ขาดพ่อเหมือนเรือถ่อหัก เราจงรักสามัคคีกันไว้

     ทำตามคำสอนของพ่อ ชาติไทยก็เดินต่อไปได้

 

     พ่อคอยจับจ้องมองมา จากชั้นฟ้าสวรรคาลัย

     ถ้าลูกทุกคนรักพ่อ จงสานต่อตามรอยพ่อไป

 

     รักษาบ้านเมืองเอาไว้ รักษาบ้านเมืองเอาไว้

     ให้พ่อภูมิใจว่าเป็นลูกพ่อ

 

     แม้การให้นิยามเพลงทั้งสองแบบข้างต้นจะ ‘ดูวิชาการ’ แต่ทั้งสองเพลงมีจุดร่วมกันคือการใช้คำที่แสดงถึงความโศกเศร้าอันเนื่องมาจากการสวรรคต

     เช่น “…ดุจความมืดคลุมฟ้าโศกใจ…” และ “…อัสสุชลแห่งชาวไทยท่วมท้นฟ้า…” ในเพลง ‘โอ้พระคืนสรวง’

     หรือ “…ความหม่นหมองครอบครองอยู่ทั่วไทย แม้แต่ฟ้าก็ยังร้องไห้…” ในเพลง ‘ฟ้าร้องไห้’

     นอกจากความโศกอาลัยของศิลปินผู้ถ่ายทอด ผู้ขับร้องและผู้ฟังยังแสดงออกถึงความโศกซึ้ง ซึ่งบทเพลงเหล่านี้ได้สะท้อนความรู้สึกที่ประชาชนมีต่อพระมหากษัตริย์ในรัฐสมัยใหม่

     และบอกเล่าบรรยากาศทางสังคมและการเมืองไทยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

 

 

รัก ภักดี ซาบซึ้ง ความรู้สึกที่สะท้อนผ่าน ‘เพลงพระราชนิพนธ์’

     หน้าที่ของเพลงหลังการเสด็จสวรรคตของรัชกาลที่ 9 ในบางมิติได้ก้าวผ่านการแสดงความอาลัยสู่การแสดงความรัก ภักดี และซาบซึ้งในพระอัจฉริยภาพทางดนตรี โดยให้ความหมายต่อ ‘เพลงพระราชนิพนธ์’ ในฐานะสิ่งแทนพระองค์

 

 

     ยกตัวอย่างเช่น การจัดฉายภาพยนตร์เรื่อง ‘พรจากฟ้า’ ในช่วงปีใหม่ พ.ศ. 2559 เพื่อสื่อว่าเพลงพระราชนิพนธ์จะยังคงอยู่เป็นพรของประชาชนไทยตราบนานเท่านาน

 

เพลงพระราชนิพนธ์ ‘พรปีใหม่’ โดย ธงไชย แมคอินไตย์ และ วิโอเลต วอเทียร์ Ost.พรจากฟ้า

     การจัดแสดง คอนเสิร์ตการกุศลโตโยต้า คลาสสิคส์ ครั้งที่ 28 เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2560 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ภายใต้แนวคิด ‘ทุกท่วงทำนอง ก้องกังวาลในดวงใจไทยนิรันดร์’ ก็สะท้อนถึงการแสดงความ ‘ซาบซึ้ง’ ถึงพระอัจฉริยภาพทางดนตรีได้อย่างชัดเจน*

 

‘ทุกท่วงทำนอง ก้องกังวาลในดวงใจไทยนิรันดร์’ คอนเสิร์ตการกุศลโตโยต้า คลาสสิคส์ ครั้งที่ 28

 

บทเพลงที่มี ‘เพลงพระราชนิพนธ์’ มากที่สุด

     อีกลักษณะคือ การนำชื่อเพลงพระราชนิพนธ์มาร้อยเรียงเป็นบทเพลงถวายอาลัย โดยให้ ‘ชื่อเพลง’ เหล่านั้นสื่อถึงรัชกาลที่ 9 แม้ว่าเนื้อเพลงจะมิได้กล่าวถึงพระองค์โดยตรงก็ตาม

     อย่างเพลง ‘เสียงในใจ’ ที่ ทิวา สาระจูฑะ บรรณาธิการนิตยสาร ‘สีสัน’ เป็นผู้แต่งเนื้อร้อง และ จ่าอากาศเอก ธรรมรัตน์ อภิรดี เป็นผู้แต่งทำนอง

 

‘เสียงในใจ’ โดย คณาคำ อภิรดี

 

     ‘ยามเย็น’ ผ่าน ‘ยามค่ำ’ โอ้ ‘ค่ำแล้ว’

     ‘สายลม’ ‘แว่ว’ คล้ายคำฝากจากสวรรค์

     นี้ ‘แผ่นดินของเรา’ เราร่วมกัน

     ‘ในดวงใจนิรันดร์’ จงมั่นใจ

 

     คือ ‘ความฝันอันสูงสุด’ ให้ ‘เราสู้’

     ให้เรารู้ ‘รัก’ ‘ฝัน’ อย่าหวั่นไหว

     แม้ ‘แสงเทียน’ วูบลับดับแสงไป

     จง ‘ยิ้มสู้’ ด้วยใจ ‘ไกลกังวล’

 

     เช่น ‘ชะตาชีวิต’ ลิขิตเขียน

     ‘ลมหนาว’ เปลี่ยนร้อนคลายสู่ ‘สายฝน’

     ถึง ‘อาทิตย์อับแสง’ ไป ‘เตือนใจ’ ตน

     วันจะวน ‘ใกล้รุ่ง’ ทุกพรุ่งนี้

 

บทเพลง ที่เปลี่ยนบทบาท

     หลังเสด็จสวรรคต เพลงที่เคยแต่งเพื่อเฉลิมพระเกียรติและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เช่น เพลง ‘ต้นไม้ของพ่อ’ เพลง ‘พระราชาผู้ทรงธรรม’ เพลง ‘ในหลวงของแผ่นดิน’ ก็มักนำมาขับร้องในพิธีจุดเทียนถวายความอาลัย

 

ในหลวงของแผ่นดิน

https://www.youtube.com/watch?v=ztKkZlMnV5c 

 

     บทเพลงเหล่านี้ได้เปลี่ยนบทบาทไปสู่บทเพลงถวายความอาลัย เพื่อถ่ายทอดความโศกเศร้า ทำให้ประชาชนได้ย้อนรำลึกถึงช่วงเวลาในรัชสมัยของพระองค์

 

เพลงเก่า เล่าใหม่

     ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจอีกประการในการถวายความอาลัยด้วยเพลงและดนตรี คือการนำเอาเพลงที่มีอยู่เดิมมา ‘ตีความใหม่’ ซึ่งมีทั้งเพลงไทยและเพลงสากล

     ตัวอย่างเช่นในการแสดง คอนเสิร์ต ในดวงใจนิรันดร ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560 ได้นำเอาเพลงที่เกี่ยวกับความตาย เช่น เพลง ‘They are at Rest’ ของเอ็ดเวิร์ด เอลการ์ (Edward Elgar) และเพลง ‘Rest’ ของราล์ฟ วอห์น วิลเลียมส์ (Ralph Vaughan Williams) มาขับร้องประสานเสียงเพื่อถวายความอาลัย

 

‘They are at Rest’ by Edward Elgar (1857-1934)

 

 

‘Rest’ by Ralph Vaughan Williams

 

 

     หรือใน งานจุฬาฯ ๑๐๐ ปี ศตวรรษแห่งความภูมิใจ วันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2560 ทางมหาวิทยาลัยได้นำเพลง ‘ลาแล้วจามจุรี’ ซึ่งปกติมีความหมายถึงความอาลัยอาวรณ์มหาวิทยาลัยของผู้ที่กำลังจะสำเร็จการศึกษามาตีความให้ ‘จามจุรี’ หมายถึงร่มพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

     โดยมีสัญลักษณ์ที่สื่อถึงความคิดดังกล่าวผ่านการถวายบังคมของคณะผู้แสดงลีลาประกอบเพลงในตอนจบการแสดง

 

‘ลาแล้วจามจุรี’ โดย ศรัณย่า ส่งเสริมสวัสดิ์

 

     ดนตรีในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพที่มีรากฐานจากพิธีกรรมเกี่ยวกับความตายในสังคมบรรพกาล ผันผ่านกาลเวลาและยุคสมัย

     จากดนตรีที่เคยประกอบแค่ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ หลังการเสด็จสวรรคตของรัชกาลที่ 9 ได้เกิดปรากฏการณ์ใหม่ ประชาชนชาวไทยต่างร่วมกันถวายความอาลัยผ่านเสียงดนตรี ทั้งประพันธ์เพลง ขับร้อง บรรเลง ฯลฯ

     เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย

 

     *หมายเหตุ: ย่อหน้าที่พูดถึง คอนเสิร์ตการกุศลโตโยต้า คลาสสิคส์ ครั้งที่ 28 เป็นข้อมูลที่ผู้เรียบเรียงเพิ่มเติม ไม่มีในบทความต้นฉบับ

 

 

     ผู้เรียบเรียงขอขอบคุณคณะผู้จัดทำหนังสือ เสด็จสู่แดนสรวง ศิลปะ ประเพณี และความเชื่อในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ ที่กรุณาทำหนังสือรวบรวมความรู้เกี่ยวกับพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพและพระเมรุมาศด้วยความอุตสาหะ

     ผู้ที่สนใจศึกษาเพิ่มเติมหรือต้องการอ่านบทความฉบับเต็ม ดาวน์โหลดหนังสือเล่มนี้ฟรีได้ที่ https://drive.google.com/file/d/0B5BpTtXUXhCeX09XYkRHbm1OZGc/view

The post บทเพลงช่วงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ การตีความใหม่ของสามัญชนในรัชกาลที่ 9 appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/kingrama9-music-in-cremation-ceremony/feed/ 0
พิธีศพไทยมาจากไหน? จากขวัญหาย-ฝังไห สู่โกศและราชรถ https://thestandard.co/kingrama9-sadetsudansuang/ https://thestandard.co/kingrama9-sadetsudansuang/#respond Tue, 17 Oct 2017 08:32:22 +0000 https://thestandard.co/?p=35287

     งานศพในไทยมีการจัดต่อเนื่องยาวนานหล […]

The post พิธีศพไทยมาจากไหน? จากขวัญหาย-ฝังไห สู่โกศและราชรถ appeared first on THE STANDARD.

]]>

     งานศพในไทยมีการจัดต่อเนื่องยาวนานหลายวันหลายคืน มีมหรสพร้องรำทำเพลง ดีดสีตีเป่าสนุกสนานด้วยฆ้องกลองปี่

     ทั้งหลายนี้ล้วนเกี่ยวข้องกับความเชื่อเรื่องขวัญในศาสนาผีของอุษาคเนย์หลายพันปีมาแล้ว

 

ภาพคัดลอกจากภาพเขียนถ้ำลายแทง บ้านผาสามยอด ต. ผานกเค้า อ. ภูกระดึง จ. เลย จากหนังสือ ‘ศิลปะถ้ำ จังหวัดเลย’ (พเยาว์ เข็มนาค เรียบเรียง) กรมศิลปากร พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2534

 

     มีข้อสันนิษฐานว่าภาพเขียนถ้ำลายแทง อ. ภูกระดึง จ. เลย (ด้านบน) น่าจะเป็นงานศพหรือพิธีกรรมเกี่ยวกับความตายยุคดึกดำบรรพ์เมื่อหลายพันปีก่อน

     ภาพนี้บอกอะไรมากมายที่เชื่อมโยงและส่งต่อมาถึงพิธีศพของไทยในปัจจุบัน

 

     ชุมชนยุคแรกเริ่มเมื่อหลายพันปีมาแล้ว มีคนต่างระดับ ได้แก่ คนตระกูลผู้นำ กับคนธรรมดาสามัญชนทั่วไป ด้วยเหตุนี้พิธีศพของคนในสังคมจึงต่างกัน

     พิธีศพตระกูลผู้นำ ได้แก่ หมอผี หัวหน้าเผ่า จะมีพิธีกรรมกำหนดกฎเกณฑ์เป็นแบบแผน ในหลุมศพพบโครงกระดูกและเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ ซึ่งทำจากเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าในเวลานั้น เช่น เครื่องมือโลหะสำริด เหล็ก ฯลฯ

     ขณะที่พิธีศพของคนทั่วไป เข้าใจว่าเมื่อเสร็จสิ้นพิธีเรียก ‘ขวัญ’ น่าจะทิ้งร่างไว้กลางทุ่งหรือกลางป่า ปล่อยให้แร้งกากินซากศพ

 

     ในย่อหน้าที่แล้ว คุณน่าจะสังเกตเห็นคำว่า ‘ขวัญ’ ซึ่งเป็นความเชื่อของคนพื้นเมืองอุษาคเนย์ที่นับถือศาสนาผีตั้งแต่หลายพันปีมาแล้วสืบจนทุกวันนี้

     ซึ่งเชื่อว่า ‘คนตายเพราะขวัญหาย’ จากร่างของคนแล้วหาทางกลับร่างไม่ถูก

     ถ้าเรียกขวัญคืนร่างได้ คนก็ฟื้นคืนเป็นปกติ จึงมีพิธีเรียกขวัญต่อเนื่องหลายวันหลายคืน ขอให้ขวัญกลับเข้าร่าง

     ดังนั้นเมื่อมีคนตาย เครือญาติพี่น้องต้องเชิญหมอผีหมอขวัญมาขับลำคำคล้องจองทำพิธีเรียกขวัญหลายวันหลายคืน ทั้งชุมชนจะตีเกราะเคาะไม้ประโคมฆ้องกลองปี่ร้องรำทำเพลงเต้นฟ้อนสนุกสนานเฮฮา ส่งเสียงอึกทึกกึกก้องให้ดังที่สุดให้ขวัญได้ยิน ขวัญจะได้กลับถูกทางและคืนร่าง

     ระหว่างการเรียกขวัญจะใช้ ‘คำเรียกขวัญ’ (ปัจจุบันเรียก ‘บทส่งผี’) ขับลำนำในงานศพ ซึ่งมีโครงสร้างสำคัญ 2 ส่วนคือ

     ส่วน ‘เรียกผีขวัญกลับ’ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ในป่า บนบก ในน้ำ ขอให้ผีขวัญกลับเรือนและบอกให้ผีขวัญ (ขวัญที่แยกตัวหนีไป) รู้ตัว

     และส่วน ‘บอกทางผีขวัญไปเมืองฟ้า’ (ขึ้นไปบนฟ้า รวมพลังกับผีบรรพชนที่สิงสถิตอยู่ที่นั่นก่อนแล้ว เพื่อปกป้องคุ้มครองชุมชนกับเครือญาติที่ยังมีชีวิตอยู่ในโลกมนุษย์)

     หมอผี หรือหมอขวัญ จะสวดส่วนที่หนึ่งหลายวันหลายคืนเพื่อเรียกผีขวัญกลับร่าง ครั้นสวดนานจนเห็นว่าขวัญไม่กลับถาวรแล้วจึงสวดส่วนบอกทางผีขวัญไปเมืองฟ้า

 

‘งันเฮือนดี’ พิธีเรียกขวัญคืนร่างคนตายยุคดึกดำบรรพ์ราว 2,500 ปีมาแล้ว มีหมอขวัญกับหมอแคนขับลำคำคล้องจองทำนองง่ายๆ เป่าแคนคลอแล้วฟ้อนประกอบ

 

     มหรสพที่มีการตีเกราะเคาะไม้ประโคมฆ้องกลองปี่ร้องรำในพิธีเรียกขวัญคืนร่างคนตายเรียกว่า ‘งันเฮือนดี’ หมายถึง การละเล่นรื่นเริงบนเรือนที่มีคนตาย

     ต่อมางันเฮือนดีหลายวันหลายคืนถูกปรับเปลี่ยนเป็นสวดอภิธรรมเมื่อหลังรับศาสนาและอารยธรรมจากอินเดีย-ลังกาสืบจนทุกวันนี้ โดยยกศาสนาพุทธมาเคลือบผี เพราะตามประเพณีในอินเดียไม่มีสวดอภิธรรมศพ “เมื่อมีผู้วายชนม์ก็จะห่อหุ้มศพด้วยผ้าประดับดอกไม้วางบนแคร่ และนำไปประชุมเพลิงทันที” (จากบทความเรื่อง พิธีเกี่ยวกับความตายในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู โดย คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง ใน มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 21-27 ตุลาคม 2559 หน้า 81)

     จะเห็นว่างันเฮือนดีในอีสานและในกลุ่มไทเป็นพิธีกรรมสืบเนื่องจากชุมชนดึกดำบรรพ์หลายพันปี ก่อนจะส่งทอดไม่ขาดสายและนับเป็นต้นทางงานศพของไทยซึ่งพบได้ทั่วไป

     มีปรากฏในวรรณกรรมราชสำนักกรุงรัตนโกสินทร์ เช่น

     ‘อิเหนา’ บทละครพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 2 พรรณนาการละเล่นสนุกสนานเฮฮางานพระเมรุที่เมืองหมันหยา

     ‘ขุนช้างขุนแผน’ แต่งหลังรัชกาลที่ 2 พระพันวษาสั่งประหารชีวิตนางวันทอง แล้วมีงานศพที่มีการละเล่นมหรสพหลายอย่าง คนดูทุกชนชั้นสนุกโลดโผนเฮฮา

 

     หลังเสร็จสิ้นพิธีเรียกขวัญซึ่งใช้เวลานานจนเนื้อหนังคนตายเน่า ขวัญก็ยังไม่กลับมา จากนั้นจึงเอาศพฝังดินโดยใส่ในภาชนะต่างๆ เช่น ดินเผา (ยังไม่มีโลงศพ) แล้วฝังใต้ถุนเรือนหรือลานกลางบ้าน ด้วยหวังว่าขวัญจะคืนร่าง

     ภาชนะดินฝังศพมีทั้งรูปร่างก้นกลมมน (เหมือนหม้อดินเผา) และทรงกระบอกยาว (เหมือนแคปซูล) ส่วนการฝังจะฝังศพนั่ง มัดศพท่างอตัว บรรจุทั้งร่างในภาชนะดินเผาทรงกลม มีสิ่งของอุทิศขนาดเล็กๆ ใส่รวมด้วย ปิดฝา และฝังดินในแนวตั้ง

 

ลายเส้นจำลองลักษณะของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้า พระศพงอเข่าอยู่ในพระบรมโกศทองใหญ่ หลังเสด็จสวรรคต พ.ศ. 2409 (สรุปจากคำอธิบายและภาพของไกรฤกษ์ นานา ภาพจากหนังสือ ‘เดินทางรอบโลก’ (Voyage Author Du Monde) ของเคาน์โบวัว พ.ศ. 2411)

 

     ทั้งนี้ภาชนะใส่ศพหรือใส่กระดูกคนตาย (ที่ขุดขึ้นมาหลังเนื้อหนังเน่าเปื่อยหมดแล้ว) มีรูปร่างคล้ายผลน้ำเต้าที่ทั้งกลมและยาว แต่ผลที่กลมรีมีเอวคอดดูคล้ายมดลูกของแม่ ซึ่งเสมือนคืนสู่ครรภ์มารดา และสอดคล้องกับคำบอกเล่าดั้งเดิมว่าคนมีกำเนิดจากผลน้ำเต้า ล้วนเป็นต้นแบบ ‘โกศ’ สมัยหลังๆ จนปัจจุบัน

 

เรือส่งขวัญคนตายขึ้นฟ้าไปทางน้ำ การแต่งกายและท่าทางของผู้โดยสารที่อาจหมายถึงขวัญของคนตาย เพราะมีลักษณะเดียวกับท่าทางและการแต่งศพของคนพื้นเมืองปัจจุบันทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์ (ลายเส้นบนภาชนะบรรจุกระดูกอายุราว 2,500 ปีมาแล้ว พบในถ้ำมานุงกัล ฟิลิปปินส์ จากหนังสือ The Tabon Cave: Archaeological explorations and excavations on Palawan Island โดย โรเบิร์ต บี ฟ็อกซ์ ปี 1970)

 

     เมื่อขวัญหายไปถาวร คนตายไม่ฟื้น ต้องทำพิธีส่งขวัญขึ้นเมืองฟ้า เชิญผีขวัญล่องแพไปทางน้ำอันเป็นเส้นทางเชื่อมระหว่างโลกมนุษย์กับเมืองฟ้า

     มากกว่า 2,500 ปีมาแล้ว คนเชื่อว่าหมาเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ที่ให้กำเนิดคน และมีอำนาจนำทางผีขวัญที่ไม่คืนร่างไปรวมพลังกับผีบรรพชนที่อยู่บนฟ้า

 

หมานำขวัญของคนตายสู่เมืองฟ้าไปทางน้ำ รูปหมาเหมือนจริง แต่รูปคนไม่เหมือนจริง เพราะต้องการแสดงรูปร่างของบรรพชนที่ตายไปนานแล้ว (ลายเส้นจำลองภาพเขียนสีอายุราว 2,500 ปีมาแล้ว ณ เขาจันทน์งาม อ. สีคิ้ว จ. นครราชสีมา)

 

     ความเชื่อเมืองฟ้าไปทางน้ำหลังรับพุทธและพราหมณ์ยังสืบเนื่องในงานพระบรมศพพระเจ้าแผ่นดินไปทางน้ำโดยเรือนาคตั้งแต่ราวหลัง พ.ศ. 1000 กระทั่งหลัง พ.ศ. 2000 ยุคต้นอยุธยา (ก่อนมีพระเมรุมาศ)

 

เรือพระราชพิธียุคสมัยสมเด็จพระนารายณ์ (ลายเส้นฝีมือชาวยุโรป พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2231)

 

     ต่อมาเมื่อเกิดประเพณีออกพระเมรุมาศ การไปเมืองฟ้าไม่จำเป็นต้องไปทางเรืออีก เพราะจัดที่ลานสนามหน้าจักรวรรดิ (ด้านตะวันออกของวังหลวง อยุธยา) หรือที่กรุงเทพฯ เรียกว่าสนามหลวง

     ส่วนพาหนะที่เชิญพระบรมศพหรือพระโกศ แม้จะสร้างเป็นราชรถ แต่ส่วนหัวและหางยังเป็นลวดลายสัญลักษณ์ของนาคเหมือนเดิม

     ในท้องถิ่นอีสานทุกวันนี้ งานศพพระสงฆ์จะเชิญศพด้วยรถที่แต่งเป็นนาค แม้ตามวัดวาอารามปัจจุบันที่มีเมรุเผาศพ จะมีรถเชิญศพแต่งเป็นรูปนาคเช่นกัน

 

พระมหาพิชัยราชรถทำกระหนกคล้ายเศียรนาคสัญลักษณ์โขนเรือนาค ภาพโดย ฐานิส สุดโต

 

     ในบทสรุปตอนท้ายของบทความ ‘คนตายเพราะขวัญหาย ต้องทำพิธีเรียกขวัญนานหลายวัน: งานศพปัจจุบันสืบทอดพิธีกรรมหลายพันปีมาแล้ว’ ซึ่งผู้เรียบเรียงได้คัดย่อมา สุจิตต์ วงษ์เทศ ผู้เขียนระบุว่า

     “ความเชื่อเรื่องขวัญยังเป็นแกนสำคัญเหมือนเดิมไม่หมดไป แม้เปลี่ยนจากฝังศพลงดินเป็นเผาศพด้วยไฟตามประเพณีใหม่ในศาสนาพราหมณ์-พุทธ…”

     และ

     “พิธีศพไทยปัจจุบันมีหลักฐานและร่องรอยทางประวัติศาสตร์โบราณคดีสนับสนุนหนักแน่นว่าสืบเนื่องนับพันๆ ปีมาแล้ว จากพิธีกรรมของสุวรรณภูมิในอุษาคเนย์

     “เท่ากับคนไทยไม่ได้มาจากไหน? แต่อยู่ที่นี่ ที่อุษาคเนย์”

     พร้อมกับขยายความคำว่า ‘ไทย’

     “ไทย เป็นชื่อทางวัฒนธรรม ไม่ใช่ชื่อเชื้อชาติ เพราะเชื้อชาติไทยบริสุทธิ์ ไม่เคยมีในโลกตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน คนไทยเป็นลูกผสมนานาชาติพันธุ์ร้อยพ่อพันแม่ อยู่บริเวณสุวรรณภูมิในอุษาคเนย์ มีประเพณีเกี่ยวกับความตายอย่างเดียวกันกับบรรพชนคนสุวรรณภูมิในอุษาคเนย์เมื่อหลายพันปีมาแล้ว”

 

     ทั้งนี้บรรทัดสุดท้ายของบทความ ผู้เขียน (สุจิตต์ วงษ์เทศ) ได้ขอบคุณ รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล, พิพัฒน์ กระแจะจันทร์, ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ นักวิชาการร่วมสมัยที่ก้าวหน้าและกรุณาแนะนำข้อมูลความรู้เพิ่มเติมหลายอย่าง

     ส่วนผมในฐานะผู้เรียบเรียง ต้องขอขอบคุณทุกท่านที่ผู้เขียนได้กล่าวถึงไปแล้ว และคณะผู้จัดทำหนังสือ เสด็จสู่แดนสรวง ศิลปะ ประเพณี และความเชื่อในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ ที่กรุณาทำหนังสือที่รวบรวมความรู้เกี่ยวกับพระราชพิธีพระบรมศพและพระเมรุด้วยความอุตสาหะ

     ซึ่งผู้ที่สนใจศึกษาเพิ่มเติมหรือต้องการอ่านบทความฉบับเต็ม สามารถดาวน์โหลดหนังสือเล่มนี้ได้ฟรีที่ drive.google.com/file/d/0B5BpTtXUXhCeX09XYkRHbm1OZGc/view

 

 

The post พิธีศพไทยมาจากไหน? จากขวัญหาย-ฝังไห สู่โกศและราชรถ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/kingrama9-sadetsudansuang/feed/ 0
สุจิตต์ วงษ์เทศ ย้อนรอยประวัติศาสตร์ ไข 5 คำตอบ ‘จันทบุรีมาจากไหน?’ https://thestandard.co/culture-book-chanthaboon-shining-moon/ https://thestandard.co/culture-book-chanthaboon-shining-moon/#respond Tue, 13 Jun 2017 08:25:02 +0000 https://thestandard.co/?p=6230

หนังสือ จันทบูร Shining Moon       ̶ […]

The post สุจิตต์ วงษ์เทศ ย้อนรอยประวัติศาสตร์ ไข 5 คำตอบ ‘จันทบุรีมาจากไหน?’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

หนังสือ จันทบูร Shining Moon

 

    “จันทบุรีเป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทย ประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของ southeast asia (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้) เพราะฉะนั้น จันทบุรีจึงเป็นส่วนหนึ่งของ southeast asia อย่างน้อย 2,500 ปีมาแล้ว”
     สุจิตต์ วงษ์เทศ นักประวัติศาสตร์คนสำคัญ พูดขึ้นในเสวนาเปิดตัวหนังสือ จันทบูร Shining Moon ที่จังหวัดจันทบุรี
     และอธิบายว่า ‘จันทบุรี’ หมายถึงเมืองที่มีไม้จันทน์ ซึ่งได้รับยกย่องว่าเป็นไม้มงคล กลิ่นหอม ราคาสูง เป็นสินค้าที่ต้องการของบ้านเมืองเมื่อหลายพันปีมาแล้วสืบมาจนถึงทุกวันนี้ เทียบได้กับชื่อเวียงจันทน์ เมืองหลวงของลาว
     นี่คือข้อมูลเบื้องต้นที่สุจิตต์ วงษ์เทศ เกริ่นเรียกน้ำย่อย ก่อนจะอธิบายถึงการก่อร่างสร้างเมือง ที่มาทางประวัติศาสตร์ ฯลฯ เพื่อไขคำตอบว่า‘จันทบุรี มาจากไหน?

 

โบราณสถานเมืองเพนียด

 

     1. 2,500 ปีที่แล้ว: ชุมชนดึกดำบรรพ์

     คนที่อยู่จันทบุรี เป็นส่วนหนึ่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างน้อยเมื่อประมาณ 2,500 ปีมาแล้ว ซึ่งมีคนและชุมชนอาศัยอยู่ เป็นชุมชนดึกดำบรรพ์ กระจัดกระจายอยู่ตามหุบเขาและที่ราบชายฝั่งจังหวัดจันทบุรี ตั้งแต่ อ.โป่งน้ำร้อน, อ.สอยดาว, อ.ท่าใหม่ ตลอดจนชายฝั่งทางตะวันออก ลึกเข้าไปจนถึงเขตกัมพูชา เวลานั้นยังไม่มีชาติ แต่คนเหล่านั้นก็ถือเป็นบรรพชนไทยทั้งหมด

     ในแง่ภาษาที่ใช้สื่อสารมีความเป็นไปได้ว่าน่าจะพูดภาษามอญ-เขมร หรือที่เรารู้จักกันในสมัยนี้ว่าพวก ‘ชอง’ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบรรพชนไทย (ในทัศนะของสุจิตต์) ขณะเดียวกันก็มีชุมชนใหญ่อยู่บริเวณแม่น้ำท่าจีนซึ่งเป็น ‘ต้นทางประวัติศาสตร์ไทย’ หรือที่รู้จักกันทุกวันนี้ในชื่อเมืองอู่ทอง

 

     2. 1,500 ปีที่แล้ว: เมืองเริ่มแรกบนเส้นทางการค้าเลียบชายฝั่ง

     ประมาณ พ.ศ. 1000 หรือ 1,500 ปีมาแล้ว เริ่มมีการติดต่ออินเดีย และคนพื้นเมืองที่นับถือศาสนาผี (เพราะศาสนาพุทธยังไม่เข้ามา ในทัศนะของสุจิตต์มองว่า ทุกวันนี้คนไทยนับถือศาสนาผีแต่เอาพุทธมาหุ้มไว้) บริเวณบ้านเรือนใกล้ทะเลหน้าเขาสระบาปหรือลุ่มน้ำจันทบุรี เป็นเหมือน ‘เมืองสถานีการค้าชายฝั่ง’ ที่ติดต่อค้าขายระหว่างจีนและอินเดีย มีการรับเอาศาสนาจากอินเดีย-ลังกาเข้ามา แต่พบว่ายังไม่มีการใช้ชื่อเมืองจันทบุรี

     พบเพียงจารึกอักษรเขมรเกี่ยวกับการทำบุญของพระราชารัฐใหญ่ในกัมพูชาที่ทำขึ้นราว พ.ศ. 1400 ซึ่งต่อมาได้มีการผูกกับตำนานนิทาน เรียกเมืองแห่งนี้ว่า ‘กาไว’ ส่วนคนต่างถิ่นจะเรียกเมือง ‘เพนียด’

 

ริมน้ำจันทบูร

 

     3. 1,000 ปีที่แล้ว: รับอำนาจวัฒนธรรมขอม

     เมื่อประมาณ พ.ศ. 1500 หรือ 1,000 ปีมาแล้ว วัฒนธรรมขอมจากโตนเลสาบ หรือ ‘กัมพูชา’ ในปัจจุบันได้แผ่เข้ามายังพื้นที่จังหวัดจันทบุรี ซึ่งขณะนั้นการค้าทางทะเลกับจีนขยายอย่างกว้างขวาง ทำให้มีผู้คนหลากหลายไปมาหาสู่มากกว่าแต่ก่อน และวันหนึ่งอำนาจทางการเมืองของตระกูลที่พูดภาษาไต-ไทย มีเหนือกว่าตระกูลภาษาเขมร คนในตระกูลภาษาอื่นๆ ก็หันมาพูดภาษาไต-ไทยจนเป็นเรื่องปกติ

     สุจิตต์อธิบายว่า ภาษาไต-ไทยเป็นต้นทางของภาษาไทย ถูกใช้เป็นภาษากลางทางการค้าของดินแดนภายใน ขยายจากลุ่มน้ำโขงลงลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาฟากตะวันตกแถบสุพรรณบุรี ซึ่งสำเนียงลาว ‘เหน่อ’ เป็นสำเนียงดั้งเดิมของลุ่มน้ำโขง (ขณะที่คนดั้งเดิมในเมืองจันทบุรีได้กลายเป็นไทยราวหลัง พ.ศ. 2000 โดยเทียบกรณีโคราช ซึ่งในสมัยนั้นมีการโยกย้ายคนจากอยุธยาขึ้นไป แล้วใช้สำเนียงพูดเป็นสำเนียงหลวงอยุธยา ปัจจุบันเรียก ‘เหน่อ’ ผสมสำเนียงถิ่นกลายเป็น ‘สำเนียงจันทน์’​)

 

     4. 700 ปีที่แล้ว: สร้างเมืองใหม่

     ประมาณ พ.ศ. 1800 หรือ 700 ปีมาแล้ว มีการสร้างเมืองขนาดใหญ่โต กว้างขวาง มีคูน้ำคันดินล้อมรอบบนเนินสูงริมแม่น้ำ เป็นการขยายตัวเมืองจากบริเวณ ‘เพนียด’ ขึ้นมา

     สุจิตต์อธิบายว่า เมือง ‘จันทบุรี’ เป็นเมืองเอกราชที่ยอมรับอำนาจของรัฐใหญ่กว่าในยุคนั้น เช่น รัฐอโยธยาศรีรามเทพหรืออยุธยา ทำการค้าขายกับพ่อค้าจีนโดยตรง สินค้าสำคัญ ได้แก่ ไม้จันทน์ พริกไทย และของป่าอื่นๆ แต่อำนาจของอยุธยาแผ่เข้าไปไม่ถึงโดยตรงต่อเมืองจันทบุรีและเมืองอื่นๆ ขณะนั้น เช่น เมืองชลบุรี เมืองระยอง เพราะมีอำนาจท้องถิ่นควบคุม

 

บรรยากาศชุมชนริมน้ำจันทบูรในวันนี้

 

     5. 250 ปีที่แล้ว: พระเจ้าตากเข้าตีเมือง

     สุจิตต์เล่าถึงเหตุการณ์นี้ว่า ประมาณ พ.ศ.​ 2310 หรือ 250 ปีมาแล้ว พระเจ้าตากตีได้เมืองจันทบุรี แต่ยังมีกลุ่มผู้นำท้องถิ่นอีกมากแข็งข้อ และมีผู้นำ 2 คนที่ปราบไม่สำเร็จ คือ ‘ขุนราม’ กับ ‘หมื่นซ่อง’ ที่ซ่องสุ่มผู้คนอยู่ที่บ้านกร่ำ เมืองแกลง แล้วนำทัพมาช่วยเจ้าเมืองจันทบุรีรบกับพระเจ้าตาก จากนั้นทั้งสองก็หายตัวไป ไม่ปรากฏพบในพงศาวดาร

     ต่อมาเมื่อรัชกาลที่ 1 ปราบดาภิเษก สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ ได้ให้กรมพระราชวังหลังเข้าไปดูแลเกลี้ยกล่อม ซึ่งได้มอบหมายให้ทหารเอกคนหนึ่งบวชเพื่อมาเป็นสมภารอยู่บ้านกร่ำ ซึ่งต่อมาทหารคนนั้นเป็นที่รู้จักในฐานะพ่อของสุนทรภู่

     มีเรื่องเล่าว่า ครั้งหนึ่งสุนทรภู่ได้เดินทางมาหาพ่อ เนื่องจากได้รับคำสั่งให้มาราชการเพื่อส่งข่าวให้พ่อ ทำให้เกิด นิราศเมืองแกลง และทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าสุนทรภู่เกิดที่เมืองแกลง ทั้งที่เกิดวังหลัง ศิริราช ในปัจจุบัน

 

     จันทบุรีมาจากไหน? คำตอบและคำอธิบายของสุจิตต์ วงษ์เทศ ซึ่งเป็นข้อมูลประวัติศาสตร์ เปรียบเสมือนกุญแจที่ไขผ่านบานประตูพาเราก้าวข้ามปัจจุบันทะลุถึงอดีต

     อดีตที่ทำให้เรารู้ว่า เรามาจากไหน เราในวันนี้คือใคร

     เมื่อ ‘รู้’ อดีต เราก็จะไม่ ‘หลง’ ปัจจุบัน และช่วยให้เราเดินหน้าต่อไปในอนาคตอย่างไม่หลงทาง

The post สุจิตต์ วงษ์เทศ ย้อนรอยประวัติศาสตร์ ไข 5 คำตอบ ‘จันทบุรีมาจากไหน?’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/culture-book-chanthaboon-shining-moon/feed/ 0