สุขุมวิท 11 Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/สุขุมวิท-11/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 08 Mar 2024 23:56:37 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ชมคลิป: วันกะเทยผ่านศึกจับได้ 2 ราย ‘ไม่มีค้าประเวณีจริงหรือ?’ เรื่องนี้ต้องจริงจัง! | THE STANDARD NOW (HL) https://thestandard.co/thestandardnow080367-3/ Fri, 08 Mar 2024 23:56:37 +0000 https://thestandard.co/?p=908979 วันกะเทยผ่านศึก

วันกะเทยผ่านศึก “แม้ไม่ถูกต้อง แต่ขอหยุมหัวสักที” วันนี […]

The post ชมคลิป: วันกะเทยผ่านศึกจับได้ 2 ราย ‘ไม่มีค้าประเวณีจริงหรือ?’ เรื่องนี้ต้องจริงจัง! | THE STANDARD NOW (HL) appeared first on THE STANDARD.

]]>
วันกะเทยผ่านศึก

วันกะเทยผ่านศึก “แม้ไม่ถูกต้อง แต่ขอหยุมหัวสักที” วันนี้จับได้ 2 ราย กับคำถาม ‘ไม่มีค้าประเวณีจริงหรือ?’ เรื่องนี้เจ้าหน้าที่ต้องจริงจัง!

The post ชมคลิป: วันกะเทยผ่านศึกจับได้ 2 ราย ‘ไม่มีค้าประเวณีจริงหรือ?’ เรื่องนี้ต้องจริงจัง! | THE STANDARD NOW (HL) appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: พชร์ อานนท์ สร้างตำนานถ่ายคืนนี้ ตอนเช้าตัดเสร็จ ยุติภาคต่อหอแต๋วแตก? | THE STANDARD NOW (HL) https://thestandard.co/thestandardnow080367-2/ Fri, 08 Mar 2024 23:52:03 +0000 https://thestandard.co/?p=908975 พชร์ อานนท์ สร้างตำนานถ่ายคืนนี้ ตอนเช้าตัดเสร็จ หอแต๋วแตก

พชร์ อานนท์ สร้างตำนานถ่ายคืนนี้ ตอนเช้าตัดเสร็จ ยุติภา […]

The post ชมคลิป: พชร์ อานนท์ สร้างตำนานถ่ายคืนนี้ ตอนเช้าตัดเสร็จ ยุติภาคต่อหอแต๋วแตก? | THE STANDARD NOW (HL) appeared first on THE STANDARD.

]]>
พชร์ อานนท์ สร้างตำนานถ่ายคืนนี้ ตอนเช้าตัดเสร็จ หอแต๋วแตก

พชร์ อานนท์ สร้างตำนานถ่ายคืนนี้ ตอนเช้าตัดเสร็จ ยุติภาคต่อหอแต๋วแตกจริงหรือ?

The post ชมคลิป: พชร์ อานนท์ สร้างตำนานถ่ายคืนนี้ ตอนเช้าตัดเสร็จ ยุติภาคต่อหอแต๋วแตก? | THE STANDARD NOW (HL) appeared first on THE STANDARD.

]]>
จากฝรั่งภูเก็ต ถึง กะเทยผ่านศึก ‘45 วินาที’ ไม่พอคัดคนเข้าไทย https://thestandard.co/key-messages-45-secs-immigration/ Thu, 07 Mar 2024 01:53:59 +0000 https://thestandard.co/?p=908203 45 วินาที ตม. ตรวจคนเข้าเมือง

“กระบวนการทำงานตรวจคัดกรองชาวต่างประเทศเข้าราชอาณาจักรข […]

The post จากฝรั่งภูเก็ต ถึง กะเทยผ่านศึก ‘45 วินาที’ ไม่พอคัดคนเข้าไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
45 วินาที ตม. ตรวจคนเข้าเมือง

“กระบวนการทำงานตรวจคัดกรองชาวต่างประเทศเข้าราชอาณาจักรของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองมีเวลาเพียง 45 วินาทีเท่านั้น ซึ่งไม่อาจตัดสินได้เลยว่าบุคคลที่ผ่านด่านไปแล้วจะเข้าไปทำสิ่งไม่ดีหรือไม่”

 

ไม่ว่าจะเป็นกรณีชายต่างชาติที่จังหวัดภูเก็ตสร้างความเดือดร้อนให้แพทย์สาวจนนำไปสู่การไล่รื้อที่พัก หรือจะเป็นกรณียกพวกรุมทำร้าย LGBTQIA+ ชาวไทยที่ย่านท่องเที่ยวกลางเมืองกรุงเทพฯ

 

ความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้วเหล่านี้ เมื่อไม่ได้เกิดขึ้นจากคนในชาติ เราจะจัดการไม่ได้จริงหรือ?

 

THE STANDARD พูดคุยกับ พ.ต.อ. ปริญญา กลิ่นเกษร
รองผู้บังคับการกองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1 ถึงวิธีการคัดกรองบุคคลต่างประเทศเข้าไทย ไปจนถึงมาตรการจัดการขั้นเด็ดขาดเมื่อคนต่างชาติเหล่านั้นเข้าข่ายเป็นภัยกับคนในชาติ

 


 

‘45 วินาที’ เงื่อนไขการทำงานตำรวจ

 

พ.ต.อ. ปริญญา อธิบายถึงวิธีการคัดกรองบุคคลเข้าราชอาณาจักรว่า ตามหลักสากลของตำรวจตรวจคนเข้าเมืองทั่วโลก เมื่อบุคคลใดก็ตามเดินทางถึงประเทศปลายทางแล้วผ่านขั้นตอนตรวจสอบทางอิเล็กทรอนิกส์ เจ้าหน้าที่จะทำการตรวจสอบตัวบุคคลนั้นเทียบกับหนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) ว่าข้อมูลตรงกันหรือไม่ เดินทางเข้ามาด้วยวีซ่าประเภทใด เป็นบุคคลตามหมายจับหรือไม่ และติดแบล็กลิสต์หรือไม่

 

ถ้าไม่มีเงื่อนไขตามที่กล่าวในข้างต้นเจ้าหน้าที่ต้องให้บุคคลนั้นเข้าประเทศได้ ซึ่งขั้นตอนทั้งหมดนี้ต้องใช้เวลาเพียง 45 วินาทีเท่านั้นที่จะต้องตรวจสอบและอนุญาตให้เสร็จ

 

ถือวีซ่าท่องเที่ยวอย่างไรให้ติดแบล็กลิสต์

 

พ.ต.อ. ปริญญา กล่าวต่อว่า หากเดินทางเข้าประเทศไทยด้วยวีซ่าท่องเที่ยวจะไม่สามารถประกอบกิจการและทำงานใดไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ได้ ซึ่งเรื่องนี้มีความผิดถึงขั้นเพิกถอนวีซ่าและส่งตัวกลับประเทศทันที เพราะถือว่าเป็นการทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตตามพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว 

 

และขณะเดียวกัน หากงานนั้นเข้าข่ายเป็น ‘การทำงานที่ไม่อนุญาตให้คนต่างด้าวทำได้’ นอกจากการถูกเพิกถอนวีซ่าแล้ว จะถูกเพิ่มรายชื่อในแบล็กลิสต์ของประเทศด้วย

 


 

FYI:

 

งานที่ห้ามคนต่างด้าวทำเด็ดขาด 27 งาน ตามบัญชีที่ 1 ของประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง กำหนดงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำ ได้แก่ 

 

  1. งานแกะสลักไม้
          
  2. งานขับขี่ยานยนต์ที่ไม่ใช้เครื่องจักรหรือเครื่องกลในประเทศ ยกเว้นงานขับขี่เครื่องบินระหว่างประเทศ งานขับรถยก (Forklift)
          
  3. งานขายทอดตลาด            
          
  4. งานเจียระไนเพชร, พลอย  
  5. งานตัดผม, เสริมสวย 
  6. งานทอผ้าด้วยมือ                  
          
  7. งานทอเสื่อ หรืองานทำเครื่องใช้ด้วยกก หวาย ฟาง ไม้ไผ่ ขนไก่ เส้นใย ฯลฯ    
  8. งานทำกระดาษสาด้วยมือ            
          
  9. งานทำเครื่องเขิน            
          
  10. งานทำเครื่องดนตรีไทย       
          
  11. งานทำเครื่องถม            
          
  12. งานทำเครื่องทอง, เงิน, นาก            
          
  13. งานทำเครื่องลงหิน            
          
  14. งานทำตุ๊กตาไทย            
          
  15. งานทำบาตร            
          
  16. งานทำผ้าไหมด้วยมือ            
          
  17. งานทำพระพุทธรูป            
          
  18. ทำร่มกระดาษ, ผ้า            
         
  19. งานนายหน้า, ตัวแทน ยกเว้นในธุรกิจการค้าหรือการลงทุนต่างประเทศ            
  20. งานนวดไทย            
          
  21. งานมวนบุหรี่ด้วยมือ            
          
  22. งานมัคคุเทศก์            
          
  23. งานเร่ขายสินค้า            
          
  24. งานเรียงตัวพิมพ์อักษรไทยด้วยมือ            
          
  25. งานสาวบิดเกลียวไหม            
          
  26. งานเลขานุการ            
          
  27. งานบริการทางกฎหมาย

 

ตามพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 8 กำหนดว่า คนต่างด้าวที่ทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน หรือทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิจะทำได้ ฝ่าฝืนมีโทษปรับตั้งแต่ 5,000-50,000 บาท และถูกส่งกลับประเทศต้นทาง รวมถึงห้ามขอใบอนุญาตทำงานเป็นเวลา 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้รับโทษ       

 


 

วีซ่าเมื่อถูกถอน ไม่มีโอกาสที่สองให้กู้กลับ

 

เมื่อถามถึงกรณีบุคคลที่ถูกเพิกถอนวีซ่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป พ.ต.อ. ปริญญา อธิบายว่า บุคคลนั้นจะจัดอยู่ในสถานะผู้ต้องกักทันที เพื่อรอเข้าสู่การส่งตัวกลับประเทศต้นทาง ตามหมวด 6 การส่งคนต่างด้าวกลับออกไปนอกราชอาณาจักรของพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 

 

ซึ่งบุคคลดังกล่าวจะถูกควบคุมตัวไปอยู่ในสถานที่พักชั่วคราวของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง แต่ทั้งนี้ ขณะที่บุคคลนั้นถูกกักตัวอยู่ยังมีสิทธิที่จะขอยื่นประกันตัวเพื่อไปสู้คดีที่ถูกดำเนินอยู่ได้ 

 

แต่เมื่อการเพิกถอนวีซ่าสำเร็จบริบูรณ์แล้ว คนคนนั้นจะไม่สามารถยุติการเพิกถอนได้ จะต้องถูกส่งกลับประเทศต้นทางทันที ไม่ว่าบุคคลนั้นทำธุรกรรมหรือธุรกิจใดไว้ก็เป็นเรื่องที่จะต้องบริหารจัดการภายในบริษัทให้ได้ 

 

พ.ต.อ. ปริญญา กล่าวต่อว่า การจะเพิกถอนวีซ่าของบุคคลหนึ่งคดีความจะต้องดำเนินให้ถึงที่สุดก่อน ต้องเป็นการลงโทษจำคุกเท่านั้น ไม่ใช่แค่การรอลงอาญาหรือโทษปรับ แต่อีกเงื่อนไขคือ ถ้าถูกตัดสินว่าเป็นบุคคลที่มีลักษณะต้องห้ามเข้ามาในราชอาณาจักรตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ ก็สามารถถูกเพิกถอนวีซ่าได้เช่นกัน 

 


 

FYI:

 

พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 12 ระบุลักษณะต้องห้ามของคนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักร ดังนี้

 

  1. ไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางอันถูกต้องและสมบูรณ์อยู่ หรือมีแต่มิได้รับการตรวจลงตราจากสถานทูตหรือสถานกงสุลไทย
  2. ไม่มีปัจจัยยังชีพตามสมควรแก่กรณีที่เข้ามาในราชอาณาจักร 
  3. เข้ามาเพื่อทำงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการคนต่างด้าว 
  4. วิกลจริตหรือมีโรคอย่างใดอย่างหนึ่งตามกฎกระทรวง 
  5. ยังมิได้ปลูกฝีป้องกันไข้ทรพิษ หรือฉีดวัคซีน 
  6. เคยได้รับโทษจำคุก 
  7. มีพฤติการณ์เป็นที่น่าเชื่อว่าเป็นบุคคลที่เป็นภัยต่อสังคมหรือถูกรัฐบาลต่างประเทศออกหมายจับ 
  8. มีพฤติการณ์เป็นที่น่าเชื่อว่าเข้ามาเพื่อค้าประเวณี การค้าหญิงหรือเด็ก ค้ายาเสพติด ลักลอบหนีภาษีศุลกากร 
  9. ไม่มีเงินติดตัวหรือไม่มีประกันตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด 
  10. รัฐมนตรีไม่อนุญาตให้เข้ามาในราชอาณาจักรตามมาตรา 16 
  11. ถูกรัฐบาลไทยหรือรัฐบาลต่างประเทศเนรเทศหรือเพิกถอนสิทธิการอยู่ในราชอาณาจักร

 


 

บทเรียนเคสฝรั่งภูเก็ต – LGBTQIA+ ฟิลิปปินส์

 

เมื่อถามว่า เราสามารถป้องกันหรือทำอะไรได้บ้างเพื่อคัดกรองใครก็ตามที่เข้ามาในประเทศไทย พ.ต.อ. ปริญญา กล่าวย้ำกระบวนการทำงานตรวจคัดกรองชาวต่างประเทศเข้าราชอาณาจักรของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองว่า เจ้าหน้าที่มีเวลาเพียง 45 วินาทีเท่านั้น ซึ่งเวลาดังกล่าวไม่อาจตัดสินได้เลยว่าบุคคลที่ผ่านด่านไปแล้วจะเข้าไปทำสิ่งไม่ดีหรือไม่

 

“ที่ผ่านมาชาวฟิลิปปินส์ที่เข้ามาท่องเที่ยวและทำงานถูกต้องตามกฎหมายในประเทศไทยมีจำนวนมาก กรณีที่เกิดขึ้นเป็นเพียงกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่เป็นส่วนน้อยเท่านั้น” พ.ต.อ. ปริญญา กล่าว

 

เมื่อถามว่า จากนี้ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองต้องเน้นย้ำการติดตามดูแลชาวต่างชาติที่เข้ามาในประเทศไทยอย่างไรบ้าง พ.ต.อ. ปริญญา กล่าวว่า เป็นเรื่องการบูรณาการของหน่วยงานเพื่อตรวจสอบ เนื่องด้วยปัจจุบันรัฐบาลมีนโยบายเปิดประเทศ เจ้าหน้าที่ต้องตรวจอนุญาตด้วยมาตรฐานพื้นฐาน ตม. สากลให้เสร็จสิ้นภายใน 45 วินาที 

 

แต่ทั้งนี้ ตำรวจต้องตามตรวจสอบต่อว่าบุคคลเหล่านั้นขณะอยู่ในราชอาณาจักรมีพฤติกรรมหรือพฤติการณ์อย่างไร ซึ่งประเด็นนี้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองมีนโยบายมาอย่างต่อเนื่องแล้ว ที่จะให้เจ้าหน้าที่วางกรอบพื้นที่เสี่ยงว่าจะมีต่างชาติกระทำผิดกฎหมาย รวมไปถึงเฝ้าระวังสัญชาติที่สุ่มเสี่ยงกระทำผิดกฎหมายก่ออาชญากรรม

 

รวมทั้งการตรวจสอบที่พักอาศัยทั้งแบบโรงแรมและที่พักทั่วไปว่าให้ที่พำนักแก่บุคคลใดบ้าง ทำตามกฎหมายหรือไม่ และสั่งการเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ลงเก็บข้อมูลในชุมชนอย่างสม่ำเสมอ

 

ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นการกระทำความผิดเกี่ยวกับชาวต่างประเทศในประเทศไทยสามารถแจ้งเรื่องได้ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สถานีตำรวจในพื้นที่ ตำรวจท่องเที่ยว และเจ้าหน้าที่รัฐที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายได้ทันที

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 

 

The post จากฝรั่งภูเก็ต ถึง กะเทยผ่านศึก ‘45 วินาที’ ไม่พอคัดคนเข้าไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘พชร์ อานนท์’ รวมตัวแม่ซอยสุขุมวิท 11 แสดงพลังสามัคคีกะเทยไทย ถ่ายซีนพิเศษ ‘หอแต๋วแตก’ https://thestandard.co/poj-arnon-sukhumvit-11-05032567/ Thu, 07 Mar 2024 00:11:51 +0000 https://thestandard.co/?p=908153 หอแต๋วแตก ถ่ายซีนพิเศษในซอย สุขุมวิท 11

วานนี้ (5 มีนาคม) เมื่อเวลา 18.00 น. ‘พชร์ อานนท์’ ผู้ก […]

The post ‘พชร์ อานนท์’ รวมตัวแม่ซอยสุขุมวิท 11 แสดงพลังสามัคคีกะเทยไทย ถ่ายซีนพิเศษ ‘หอแต๋วแตก’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หอแต๋วแตก ถ่ายซีนพิเศษในซอย สุขุมวิท 11

วานนี้ (5 มีนาคม) เมื่อเวลา 18.00 น. ‘พชร์ อานนท์’ ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังจากภาพยนตร์ภาคที่ 10 ของ ‘หอแต๋วแตก แหกสัปะหยด’ ที่นำแสดงโดย จาตุรงค์ มกจ๊ก และ โก๊ะตี๋ อารามบอย ได้รวมตัวผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์การรวมตัวกันของกลุ่ม LGBTQIA+ ชาวไทย (ซึ่งในที่นี้ THE STANDARD ขอใช้คำว่า ‘กะเทย’ เพื่อสื่อสารตามบริบทแหล่งข่าวที่ใช้คำนี้ในเหตุการณ์) หลังเกิดข้อพิพาทกับกลุ่ม LGBTQIA+ ชาวฟิลิปปินส์เมื่อคืนวันที่ 4 มีนาคม 2567 ที่ซอยสุขุมวิท 11 ถ่ายซีนพิเศษ ก่อนที่ภาพยนตร์จะฉายในวันที่ 14 มีนาคมนี้ 

 

‘พชร์ อานนท์’ ได้เนรมิต ‘The HUB Phahol-Ari’ พร้อมจำลองเหตุการณ์เสมือนเป็นสุขุมวิทซอย 11 สถานที่เกิดเหตุ โดยมี ‘กะเทย’ ผู้อยู่ในเหตุการณ์หลายสิบชีวิตเข้าร่วมการแสดงด้วย พร้อมกล่าวกับสื่อมวลชนว่า การเพิ่มซีนในครั้งนี้ตนเองไม่ได้สนับสนุนความรุนแรง แต่อยากให้เห็นถึงความสามัคคีของคนไทย ส่วนซีนนี้จะมีความพิเศษอย่างไรนั้นสามารถติดตามได้ในโรงภาพยนตร์ ตนเองไม่สามารถพูดอะไรเพิ่มเติมได้ เพราะเกรงว่าผู้ชมจะไม่เซอร์ไพรส์ แต่ยืนยันว่าซีนดังกล่าวนี้จะสามารถเข้ากับเนื้อหาที่ได้มีการถ่ายทำและปิดกล้องไปก่อนหน้านี้อย่างแน่นอน

 

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 

 

The post ‘พชร์ อานนท์’ รวมตัวแม่ซอยสุขุมวิท 11 แสดงพลังสามัคคีกะเทยไทย ถ่ายซีนพิเศษ ‘หอแต๋วแตก’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลแขวงฯ สั่งปรับชาวฟิลิปปินส์ 10,000 บาท คดีรุมทำร้าย 6 คนไทย รับสารภาพเหลือปรับ 5,000 บาท https://thestandard.co/2-filipino-10000-baht-assaulting-thai-people/ Wed, 06 Mar 2024 11:59:57 +0000 https://thestandard.co/?p=908076 ปรับ 5000 ชาว ฟิลิปปินส์

วันนี้ (6 มีนาคม) ความคืบหน้าหลังเจ้าหน้าที่สืบสวนสถานี […]

The post ศาลแขวงฯ สั่งปรับชาวฟิลิปปินส์ 10,000 บาท คดีรุมทำร้าย 6 คนไทย รับสารภาพเหลือปรับ 5,000 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปรับ 5000 ชาว ฟิลิปปินส์

วันนี้ (6 มีนาคม) ความคืบหน้าหลังเจ้าหน้าที่สืบสวนสถานีตำรวจนครบาล (สน.) ลุมพินี นำตัว LGBTQIA+ ชาวฟิลิปปินส์ 2 ราย ซึ่งเป็นผู้ต้องหาคดีรุมทำร้าย LGBTQIA+ ชาวไทย จำนวน 20 ต่อ 6 ส่งฟ้องศาลแขวงพระนครใต้ 

 

ศาลได้อ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อ470/2567 ที่พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวง 4 ยื่นฟ้องด้วยวาจา จอห์น ริช มิรันดา (John Rich Miranda) และ คริสเตียน คัลมา คัสโตร (Christian Castro) สัญชาติฟิลิปปินส์ เป็นจำเลยความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ

 

โดยคำฟ้องระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2567 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยทั้งสองได้ร่วมกับพวกอีกหลายคนซึ่งหลบหนียังไม่ได้ตัวมาฟ้องทำร้ายโดยใช้กำลังประทุษร้าย ร่วมกันรุมทำร้ายผู้เสียหายทั้งหก โดยใช้มือดึงศีรษะ และใช้กำปั้นชกต่อยผู้เสียหายทั้งหกที่บริเวณใบหน้า-ลำตัวผู้เสียหายทั้งหกอย่างแรงจำนวนหลายครั้ง เป็นเหตุให้ผู้เสียหายทั้งหมดได้รับบาดเจ็บ มีบาดแผลฟกช้ำและแผลถลอกบริเวณที่ต่างๆ

 

เหตุเกิดที่แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร ชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ 

 

ก่อนเริ่มพิจารณาจำเลยทั้งสองพูดและฟังภาษาไทยไม่ได้ โดยสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษ จึงดำเนินกระบวนพิจารณาผ่านล่ามแปลภาษาอังกฤษซึ่งสาบานตนแล้ว ศาลสอบถามจำเลยทั้งสองเรื่องทนายความ จำเลยทั้งสองไม่มีและไม่ต้องการทนายความ

 

จึงอ่านอธิบายคำฟ้องให้จำเลยทั้งสองฟัง และได้ดำเนินกระบวนการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพหน้าที่ตามกฎหมาย ตลอดจนแนวทางในการบรรเทาความเสียหายแก่ผู้เสียหาย

 

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพตลอดข้อหา ศาลพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ปรับคนละ 10,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับคนละ 5,000 บาท

The post ศาลแขวงฯ สั่งปรับชาวฟิลิปปินส์ 10,000 บาท คดีรุมทำร้าย 6 คนไทย รับสารภาพเหลือปรับ 5,000 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตำรวจยืนยันไม่พบการค้าประเวณีในซอยสุขุมวิท แจ้งข้อหา-ออกหมายจับกลุ่มฟิลิปปินส์ปมรุมทำร้ายชาวไทยแล้ว https://thestandard.co/police-confirm-no-prostitution-in-soi-sukhumvit/ Wed, 06 Mar 2024 06:21:20 +0000 https://thestandard.co/?p=907878

วันนี้ (6 มีนาคม) พล.ต.ต. วิทวัฒน์ ชินคำ ผู้บังคับการตำ […]

The post ตำรวจยืนยันไม่พบการค้าประเวณีในซอยสุขุมวิท แจ้งข้อหา-ออกหมายจับกลุ่มฟิลิปปินส์ปมรุมทำร้ายชาวไทยแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (6 มีนาคม) พล.ต.ต. วิทวัฒน์ ชินคำ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 5 กล่าวภายหลังการประชุมร่วมกับตำรวจสถานีตำรวจนครบาล (สน.) ลุมพินี กรณีการปะทะกันระหว่าง LGBTQIA+ ชาวไทยและชาวฟิลิปปินส์ ว่าคดีนี้แบ่งเป็น 2 ส่วน คือกรณีที่ผู้เสียหายเป็นคนไทย 6 คนที่ถูกกลุ่มฟิลิปปินส์ 20 กว่าคนรุมทำร้ายช่วงเช้ามืดวันที่ 4 มีนาคมที่ผ่านมา

 

กรณีนี้ตำรวจได้แจ้งข้อหาชาวฟิลิปปินส์ที่ก่อเหตุไปแล้ว 2 คน ในข้อหาร่วมกันทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่ร่างกาย โดยพนักงานสอบสวน สน.ลุมพินี จะนำตัวผู้ต้องหาไปส่งฟ้องต่อศาลแขวงปทุมวันในช่วงบ่ายวันนี้ นอกจากนี้สามารถพิสูจน์ทราบตัวบุคคลได้เพิ่มอีก 1 คน อยู่ระหว่างติดตามตัวมารับทราบข้อกล่าวหา สำหรับรายนี้ยังอยู่ในประเทศไทย ทางตำรวจเตรียมขอศาลออกหมายจับฟิลิปปินส์รายนี้แล้วเนื่องจากไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง

 

พล.ต.ต. วิทวัฒน์ กล่าวต่อว่า กรณีที่ 2 คือ LGBTQIA+ ชาวไทยนัดรวมตัวกันที่ซอยสุขุมวิท 11 ตั้งแต่ช่วงค่ำวันที่ 4 มีนาคม ต่อเนื่องถึงเช้าวันที่ 5 มีนาคม และมีชาวฟิลิปปินส์ 1 คนถูกรุมทำร้าย และสามารถพิสูจน์ทราบผู้กระทำผิดได้ 1 คน คือ แชมป์ ทางตำรวจได้แจ้งข้อหาและได้รับการประกันตัวไปแล้ว

 

ในส่วนคดีนี้ผู้เสียหายชาวฟิลิปปินส์ได้ยื่นขอเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ย เพราะไม่ได้ติดใจที่จะดำเนินคดี ดังนั้นช่วงบ่ายวันนี้ตำรวจมีการประสานให้แชมป์เข้ามาเจรจากับผู้เสียหาย หากสามารถไกล่เกลี่ยกันได้คดีจะจบในชั้นพนักงานสอบสวน แต่เบื้องต้นยังไม่มีการพูดถึงเรื่องการเรียกค่าเสียหาย รวมถึงในวันนี้ตำรวจจะมีการประสานไปยังกลุ่มผู้เสียหายชาวไทย 6 คนของคดีแรกว่าประสงค์จะเข้าสู่ พ.ร.บ.การไกล่เกลี่ยฯ ด้วยหรือไม่

 

พล.ต.ต. วิทวัฒน์ กล่าวว่า คดีที่ผู้เสียหายชาวไทยเข้าแจ้งความชาวฟิลิปปินส์ในคดีชิงทรัพย์กระเป๋าและสร้อยทองเมื่อช่วงเย็นวานนี้ (5 มีนาคม) เบื้องต้นต้องเรียกผู้เสียหายมาให้ปากคำเพิ่มเติม เพราะยังให้การเรื่องพฤติการณ์ความผิดไม่ชัดเจนว่าเป็นการกระชากกระเป๋าหรือทำหล่นหาย ดังนั้นวันนี้จะมีการสอบปากคำอย่างละเอียดอีกครั้งว่าเข้าข่ายความผิดหรือไม่

 

พล.ต.ต. วิทวัฒน์ ระบุว่า เรื่องการรุมทำร้ายทั้งสองฝ่ายมีการพูดคุยไกล่เกลี่ยกันไปตั้งแต่ครั้งแรกและจบไปแล้ว ต่อมาพบว่าทางฝ่ายไทยมีการโพสต์ข้อความนัดหมายชักชวนรวมตัวกันจนทำให้เหตุการณ์บานปลาย ซึ่งเรื่องนี้ตำรวจจะเชิญผู้โพสต์ชาวไทยที่นัดหมายมาทำความเข้าใจ พร้อมย้ำว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่เป็นเรื่องส่วนบุคคล ซึ่งได้พูดคุยกับทางสถานเอกอัครราชทูตฟิลิปปินส์ประจำประเทศไทยเพื่อทำความเข้าใจกันดีแล้ว

 

การปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจในพื้นที่ที่ผ่านมาได้ส่งชุดสายตรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบเพื่อกวดขันและจับกุมมาโดยตลอด แต่ไม่พบการค้าประเวณีของชาวฟิลิปปินส์ในจุดเกิดเหตุหรือซอยข้างเคียง ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่ามีนายหน้าให้วีซ่านักท่องเที่ยวกับชาวฟิลิปปินส์เข้ามาในไทย 20-30 วัน เพื่อบังหน้านั้น ยืนยันว่าไม่จริง เนื่องจากประเทศในอาเซียนไม่จำเป็นต้องใช้วีซ่า แต่ตำรวจจะต้องตรวจสอบอย่างละเอียดว่ากลุ่มคนเหล่านี้เข้ามาค้าประเวณีหรือไม่ พร้อมยืนยันว่าที่มีกระแสข่าวระบุว่าตำรวจรับส่วยเพื่ออนุญาตให้ค้าประเวณีนั้น ไม่เป็นความจริง

The post ตำรวจยืนยันไม่พบการค้าประเวณีในซอยสุขุมวิท แจ้งข้อหา-ออกหมายจับกลุ่มฟิลิปปินส์ปมรุมทำร้ายชาวไทยแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
สื่อฟิลิปปินส์ตีข่าวเหตุ ‘กะเทยผ่านศึก’ เผยตำรวจไทยกำลังสอบสวน 2 สาวข้ามเพศฟิลิปปินส์ https://thestandard.co/philippines-media-lgbtqia-brawl-report/ Wed, 06 Mar 2024 04:58:09 +0000 https://thestandard.co/?p=907802 กะเทย

จากกรณีที่กลุ่มสาวข้ามเพศชาวฟิลิปปินส์กว่า 20 คน รุมทำร […]

The post สื่อฟิลิปปินส์ตีข่าวเหตุ ‘กะเทยผ่านศึก’ เผยตำรวจไทยกำลังสอบสวน 2 สาวข้ามเพศฟิลิปปินส์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กะเทย

จากกรณีที่กลุ่มสาวข้ามเพศชาวฟิลิปปินส์กว่า 20 คน รุมทำร้ายร่างกาย 2 สาวข้ามเพศชาวไทย และจุดชนวนให้เกิดความไม่พอใจ จนมีกลุ่มสาวข้ามเพศชาวไทยนับร้อยคนไปรวมตัวกันที่หน้าโรงแรมแห่งหนึ่งในซอยสุขุมวิท 11 ที่กลุ่มสาวข้ามเพศฟิลิปปินส์พักอยู่ จนเกิดการปะทะกันท่ามกลางตำรวจที่พยายามควบคุมสถานการณ์

 

ล่าสุดสำนักข่าว ABS-CBN ของฟิลิปปินส์รายงานในวันนี้ (6 มีนาคม) ว่า 2 สาวข้ามเพศชาวฟิลิปปินส์กำลังถูกตำรวจไทยสอบสวนในข้อหารุมทำร้ายร่างกายดังกล่าว 

 

ซึ่งทางกระทรวงการต่างประเทศฟิลิปปินส์ได้รับรายงานจากสถานเอกอัครราชทูตฟิลิปปินส์ในกรุงเทพฯ ถึงการสอบสวนสาวข้ามเพศทั้ง 2 คน และทางสถานเอกอัครราชทูตฯ กำลังอยู่ระหว่างการให้ความช่วยเหลือ

 

รายงานระบุว่า กลุ่มสาวข้ามเพศชาวฟิลิปปินส์นั้นเป็นนักท่องเที่ยวในไทย และมีสาวข้ามเพศฟิลิปปินส์ 1 คนที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุทำร้ายร่างกาย ได้รับบาดเจ็บจากการปะทะ

 

นอกจากนี้ รายงานยังอ้างว่ากลุ่มสาวข้ามเพศชาวฟิลิปปินส์ประมาณ 20 คน ได้ออกจากโรงแรมและย้ายไปพักที่อื่นหรือเดินทางกลับฟิลิปปินส์แล้ว หลังถูกคุกคามจากกลุ่มสาวข้ามเพศชาวไทย

 

อ้างอิง:

The post สื่อฟิลิปปินส์ตีข่าวเหตุ ‘กะเทยผ่านศึก’ เผยตำรวจไทยกำลังสอบสวน 2 สาวข้ามเพศฟิลิปปินส์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตำรวจตรวจโรงแรมซอยสุขุมวิท 11 เก็บหลักฐานเหตุรุมทำร้ายร่างกาย ยืนยันถึงออกนอกประเทศแล้วส่งหมายตามจับได้ https://thestandard.co/police-sukhumvit-11-hotel-check-up/ Tue, 05 Mar 2024 09:41:38 +0000 https://thestandard.co/?p=907483 สุขุมวิท 11

ความคืบหน้าเหตุการณ์การรวมตัวกันของกลุ่ม LGBTQIA+ ที่ซอ […]

The post ตำรวจตรวจโรงแรมซอยสุขุมวิท 11 เก็บหลักฐานเหตุรุมทำร้ายร่างกาย ยืนยันถึงออกนอกประเทศแล้วส่งหมายตามจับได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สุขุมวิท 11

ความคืบหน้าเหตุการณ์การรวมตัวกันของกลุ่ม LGBTQIA+ ที่ซอย สุขุมวิท 11 เมื่อคืนนี้ (4 มีนาคม) ซึ่งสืบเนื่องมาจากการรุมทำร้ายร่างกายจากกลุ่ม LGBTQIA+ ฟิลิปปินส์เมื่อเช้ามืดของวันเดียวกัน 

 

วันนี้ (5 มีนาคม) เวลาประมาณ 14.30 น. ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเข้าตรวจสอบโรงแรมภายในซอยสุขุมวิท 11/1 ที่เกิดเหตุ โดยเป็นการตรวจสอบเพื่อสอบถามข้อมูลเรื่องการเข้าพักของนักท่องเที่ยวต่างประเทศว่าเป็นไปตามขั้นตอนถูกต้องตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ หรือไม่ 

 

รวมถึงตรวจสอบบุคคลที่เข้าพักว่าอาศัยอยู่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดหรือโอเวอร์สเตย์หรือไม่ โดยเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูล หลังจากตรวจสอบข้อมูลแล้วเสร็จ ทางตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจะส่งมอบข้อมูลให้ตำรวจสถานีตำรวจนครบาล (สน.) ลุมพินี เจ้าของพื้นที่เกิดเหตุพิจารณาดำเนินการต่อไป

 

ทั้งนี้ มีรายงานจากข้อมูลการสืบสวนของตำรวจตรวจคนเข้าเมืองว่ามีชาวฟิลิปปินส์พักอาศัยอยู่ที่โรงแรมดังกล่าวประมาณ 10 คน และมีรายอื่นๆ พักอาศัยกระจายบริเวณโดยรอบ ซึ่งตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจะทยอยลงพื้นที่ตรวจสอบทั้งหมด

 

พ.ต.อ. ระพีพัฒน์ อุตสาหะ รองผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1 เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างพิสูจน์ทราบตัวบุคคลผู้ก่อเหตุว่าเป็นใครบ้าง โดยเป็นอำนาจของ สน.ลุมพินี ในการพิสูจน์ทราบบุคคลจากกล้องวงจรปิดและภาพวิดีโอทั้งหมด จึงจะสามารถตรวจสอบการเข้า-ออกประเทศได้ว่าบุคคลดังกล่าวหลบหนีออกจากประเทศไทยไปแล้วหรือไม่ 

 

ยืนยันว่าตำรวจตรวจคนเข้าเมืองได้เก็บรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดไว้แล้ว และหากผู้ก่อเหตุออกนอกประเทศไปแล้วก็มีขั้นตอนการดำเนินการ เช่น การออกหมายแดงหรือหมายน้ำเงินต่อไป

 

พ.ต.อ. ระพีพัฒน์ กล่าวต่อว่า เป็นไปได้ที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เข้ามาในไทยแบบวีซ่านักท่องเที่ยว แต่บางส่วนก็ลักลอบทำงานหลังเข้ามาในประเทศแล้ว ซึ่งทางตำรวจตรวจคนเข้าเมืองต้องไล่ตรวจสอบและจับกุมเป็นรายกรณีเมื่อพบ 

 

ในส่วนที่สื่อรายงานว่ามีสถานที่ที่ LGBTQIA+ เข้าไปทำงานหรือนัดพบเพื่อค้าประเวณีนั้น ยืนยันว่าไม่มีสถานที่ลักษณะดังกล่าวแน่นอน สามารถไปตรวจสอบได้

 

ทั้งนี้ ที่พักทุกแห่งมีหน้าที่จะต้องแจ้งการเข้าพักทุก 24 ชั่วโมง เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทราบว่าหลังจากนักท่องเที่ยวต่างประเทศเข้ามาไปพักที่ใดบ้าง หากผู้ประกอบการรายใดไม่ให้ความร่วมมือจะมีความผิด 

 

หากเป็นโรงแรมมีโทษปรับ 8,000-10,000 บาทต่อผู้เข้าพัก 1 คน แต่หากเป็นที่พักทั่วไปจะมีโทษปรับ 1,600-2,000 บาทต่อผู้เข้าพัก 1 คน

The post ตำรวจตรวจโรงแรมซอยสุขุมวิท 11 เก็บหลักฐานเหตุรุมทำร้ายร่างกาย ยืนยันถึงออกนอกประเทศแล้วส่งหมายตามจับได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>