สุกิจ ขมะสุนทร Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/สุกิจ-ขมะสุนทร/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 29 May 2024 05:32:00 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 งบ 6 พันล้านของ กสทช. ยังไม่มากพอให้ทำ SMS Emergency Alert? https://thestandard.co/6-billion-baht-budget-of-nbtc/ Wed, 04 Oct 2023 01:38:36 +0000 https://thestandard.co/?p=850263 SMS Emergency Alert

ในปี 2566 สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทร […]

The post งบ 6 พันล้านของ กสทช. ยังไม่มากพอให้ทำ SMS Emergency Alert? appeared first on THE STANDARD.

]]>
SMS Emergency Alert

ในปี 2566 สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. เป็นหน่วยงานที่มีงบประมาณมากถึง 6,271,250,400 บาท 

 

แม้เราจะเห็นว่างบประมาณของ กสทช. มีจำนวนมหาศาลมากกว่าหลายกระทรวง เช่น กระทรวงพลังงาน กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงอุตสาหกรรม แต่ถึงอย่างนั้น ก็อาจยังไม่เพียงพอต่อการพัฒนาระบบที่ประชาชนมักพูดถึงและให้ความสนใจอยู่เสมอกับเรื่อง SMS แจ้งเตือน หรือเซลล์บรอดแคสต์ (Cell Broadcast) 

 

เซลล์บรอดแคสต์คือระบบส่งข้อมูลโดยตรงจากเสาสัญญาณไปสู่โทรศัพท์มือถือทุกเครื่องในพื้นที่ให้บริการพร้อมกันในครั้งเดียว โดยจะแจ้งเตือนเหตุการณ์ต่างๆ เช่น ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ไฟไหม้ น้ำท่วม แผ่นดินไหว สึนามิ รวมถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากฝีมือมนุษย์อย่างการก่อจลาจลหรือการกราดยิง ที่จนถึงตอนนี้เราก็ยังไม่เคยได้รับแจ้งเตือนเหตุการณ์เหล่านี้เลย

 

ขณะเดียวกัน การทำงานที่ผ่านๆ มาสร้างความจดจำให้กับผู้คน ทั้งประเด็นการควบรวมกิจการทรู-ดีแทค, การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกที่ใช้เงินไปกว่า 600 ล้านบาท, ข้อสังเกตที่ว่าประธาน กสทช. ใช้เวลากว่า 25% ของเวลาทำงานทั้งหมด บินไปดูงานที่ต่างประเทศ รวมถึงจดหมายจากคนทำงานในองค์กรที่ขอให้นักการเมืองช่วยตรวจสอบงบประมาณที่ผิดปกติ ยิ่งทำให้สื่อมวลชนรายงานความเคลื่อนไหวของ กสทช. บ่อยขึ้น 

 

นอกจากนี้ยังมีคำถามที่ว่า ประธาน กสทช. และคณะกรรมการ กสทช. มีเงินเดือนจากการทำงานมากเท่าไร พวกเขาเดินทางไปไหนบ้าง งบประมาณมหาศาลที่ กสทช. ได้มาส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับเรื่องใด ทำไมเราถึงยังไม่มี SMS แจ้งเตือนภัยพิบัติ แจ้งเตือนเหตุการณ์ร้ายที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝัน ไม่มีการป้องกันมิจฉาชีพที่โทรมาก่อกวนแทบทุกวัน ปัญหานี้ติดขัดเพราะอะไร สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้เรียกว่าเป็นความผิดปกติด้านการจัดสรรงบประมาณได้แล้วหรือยัง? 

 

แก้ปัญหาคอลเซ็นเตอร์ และ SMS แจ้งเตือนเหตุร้ายที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง 

 

เมื่อพูดถึงเซลล์บรอดแคสต์ ตอนนี้หลายชาติมีการใช้ระบบแจ้งเตือนดังกล่าวกันแล้ว แต่ประเทศไทยยังไม่มีการคุ้มครองประชาชนในทำนองนี้ ซึ่ง กสทช. เคยระบุว่า เวลานี้อยู่ในระหว่างการดำเนินการ แต่ติดขัดเพราะขาดงบประมาณ 

 

ไม่เพียงเท่านี้ กสทช. ยังระบุว่า ที่ทำไม่ได้เพราะติดประเด็นผู้ประกอบการด้วย เนื่องจากผู้ประกอบการบางรายไม่สามารถอัปเดตฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์ที่รองรับระบบนี้ได้ จนทำให้นักการเมืองและนักวิชาการบางส่วนตั้งคำถามต่อว่า กสทช. ไม่มีเงื่อนไขให้ผู้ประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่จะต้องตอบสนองต่อมาตรการนี้ตั้งแต่แรกอยู่แล้วหรือ

 

ย้อนกลับไปเมื่อปีก่อน กสทช. เคยแจ้งว่า การแจ้งเตือน SMS แบบทั่วไปจะแล้วเสร็จในช่วงสิ้นปี 2565 แต่จนถึงตอนนี้หลายพื้นที่เกิดเหตุการณ์ที่ควรจะส่ง SMS เช่น วิกฤตค่าฝุ่นในภาคเหนือที่พุ่งสูงเกินมาตรฐาน แต่คนในพื้นที่ก็ไม่เคยได้รับข้อความที่ว่านี้เลย

 

สุทธิศักดิ์ ตันตะโยธิน รองเลขาธิการ กสทช. ชี้แจงต่อสภาว่า องค์กรมีหน่วยงานที่กำลังศึกษาเรื่องนี้ รู้ดีว่าการทำเซลล์บรอดแคสต์จะสร้างประโยชน์แก่ประชาชน แต่เรื่องนี้จำเป็นต้องแบ่งเป็น 2 ส่วน คือส่วนที่ผู้ประกอบการจะต้องจัดทำ และส่วนที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นผู้จัดทำ ซึ่งใน 2 ส่วนนี้ กสทช. ไม่ได้มีอำนาจในการส่งข้อความ เพราะหน่วยงานที่ต้องส่งข้อมูลเตือนภัยมีตั้งแต่กรมอุตุนิยมวิทยา กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไปจนถึงกรมควบคุมมลพิษ 

 

“กรณีของต่างประเทศก็จะต้องมีการมาพูดคุยกันก่อนว่าระดับไหนควรต้องแจ้งเตือน ไม่ใช่เห็นปุ๊บเตือน กลายเป็นสร้างความวุ่นวายให้กับสังคมไปเลย ประชาชนแทนที่จะได้ประโยชน์ กลับไม่ได้ประโยชน์”

 

ส่วนอีกปัญหาหนึ่งก็คืองบประมาณ ซึ่งสุทธิศักดิ์ตอบเพียงแค่ว่า “ก็เชื่อว่าจะมี” 

 

นอกเหนือจากเซลล์บรอดแคสต์ การจัดการกับเบอร์มิจฉาชีพที่มาในรูปแบบต่างๆ เป็นสิ่งที่สังคมอยากรู้ เพราะบางครั้งมิจฉาชีพก็แอบอ้างว่าเป็นคนจาก กสทช. เสียด้วยซ้ำ 

 

ในเรื่องนี้ รองเลขาธิการ กสทช. แสดงความคิดเห็นว่า เหมือน กสทช. เป็นจำเลย ถึง กสทช. เป็นผู้ออกใบอนุญาตสร้างโครงข่ายอินเทอร์เน็ต แต่ผู้ที่ใช้อินเทอร์เน็ตมีทั้งถูกต้องและไม่ถูกต้อง ในกรณีที่อินเทอร์เน็ตช้าหรือมีปัญหา กสทช. ผิดและเป็นผู้รับเต็มๆ แต่สำหรับประเด็นนี้ จะว่าเป็นความรับผิดชอบของ กสทช. ทั้งหมดก็คงจะไม่ได้ 

 

กสทช. พยายามบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ทั้งแบงก์ชาติกับตำรวจที่จัดการเรื่องการเงินและการตามจับผู้ใช้เทคโนโลยีในแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ต หากเจ้าหน้าที่ตำรวจรู้ว่าเบอร์โทรศัพท์จำนวนหนึ่งเป็นมิจฉาชีพแล้วแจ้งกลับมาที่ กสทช. ทางสำนักงานก็จะบล็อกให้ทันที แต่ กสทช. ไม่ได้มีสิทธิไปกำกับผู้ใช้งานที่ไม่ดีเหล่านั้น และการควบคุมป้องกันที่เป็นแบบเรียลไทม์ยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เนื่องจากต้องลงทุนสร้างแพลตฟอร์ม แต่ตอนนี้จะพยายามทำมาตรการใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ 

 

ล่าสุดเมื่อช่วงเย็นของวันที่ 3 ตุลาคมที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันบริเวณห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน มีผู้คนจำนวนมากวิ่งหนีออกจากห้างโดยไม่ทราบสาเหตุ ก่อนมีเสียงคล้ายปืนดังขึ้นหลายนัด ภายหลังพบว่ามีเด็กชายวัย 14 ปี พกอาวุธปืนขนาด 9 มม. เข้าไปในห้างแล้วไล่ยิงประชาชนแบบสุ่ม จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บ 5 ราย 

 

ตั้งแต่เริ่มเกิดเหตุการณ์ไปจนถึงช่วงเวลาที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับคนร้ายได้ ก็ไม่มีการส่ง SMS ไปยังโทรศัพท์มือถือทุกเครื่องที่อยู่ในบริเวณพื้นที่เกิดเหตุ และไม่มีประชาชนคนไหนได้รับข้อความแจ้งเตือนฉุกเฉินจากหน่วยงานที่ควรจะมีส่วนรับผิดชอบในเรื่องนี้เลย 

 

เมื่อไม่มีการแจ้งเตือนจากหน่วยงานที่มีส่วนรับผิดชอบ ประชาชนจึงต้องติดตามข่าวสารกันเองผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียต่างๆ เช่น Facebook, X (Twitter), เพจข่าวออนไลน์ แม้กระทั่งแจ้งข่าวกันเองผ่านแอปพลิเคชันนิยายออนไลน์ ที่ผู้แต่งนิยายจะอัปเดตสถานะงานเขียนของตัวเองให้เป็นข่าวแจ้งเตือน แทนการอัปเดตเรื่องผลงานตอนต่อไป แล้วแจ้งเตือนนั้นจะขึ้นเตือนในมือถือของผู้อ่านนิยายเรื่องนั้น เพื่อบอกให้ใครก็ตามที่เห็นหลีกเลี่ยงให้ห่างจากพื้นที่เกิดเหตุ

 

 

ท่ามกลางปัญหาหลายด้านในการพัฒนาระบบแจ้งเตือนฉุกเฉินผ่าน SMS และการปราบปรามมิจฉาชีพที่ กสทช. อ้างว่าทำไม่ได้เพราะติดขัดเรื่องงบประมาณ ในเวลาเดียวกัน กลับมีการนำงบประมาณใช้จ่ายไปกับเรื่องต่างๆ ที่สร้างความกังขาออกมาเป็นจำนวนมาก ยิ่งตอกย้ำถึงคำถามที่ว่า กสทช. ทำหน้าที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพแล้วหรือไม่ 

 

อภิมหางบประมาณ และการเดินทางของประธาน กสทช. 

 

หากเราเข้าไปยังเว็บไซต์ของ กสทช. จะพบการระบุว่าองค์กรนี้มีอำนาจหน้าที่ในการจัดสรร กำกับคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน ความมั่นคงของรัฐ และประโยชน์สาธารณะ ตามมาตรา 60 ของรัฐธรรมนูญปี 2560 โดยมีสำนักงาน กสทช. เป็นหน่วยงานธุรการ ซึ่งรับโอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หน้าที่ หนี้ พนักงาน และเงินงบประมาณมาจากสำนักงาน กทช. ตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2553 

 

งบประมาณ พ.ร.บ.กสทช. พ.ศ. 2551 กำหนดให้ กสทช. เป็นหน่วยงานที่จัดเก็บรายได้ค่าธรรมเนียมจากคลื่นความถี่ ซึ่งเป็นสมบัติสาธารณะ สามารถหักค่าใช้จ่ายในการดำเนินการก่อนส่งเข้าคลัง และตั้งงบประมาณตัวเองได้ ที่เมื่อดูงบประมาณปี 2566 จะพบว่ามีมากถึง 6,271,250,400 บาท 

 

ย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา คณะกรรมการ กสทช. มีทั้งหมด 11 คน แล้วลดลงเหลือ 7 คน ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญจากสาขาต่างๆ และทั้งหมดล้วนมาจากการเลือกตั้งของ สว. ซึ่งตัวของ สว. เองก็มีที่มาจากการคัดเลือกของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. อีกทอดหนึ่ง 

 

ในเดือนมิถุนายนปีก่อน คณะรัฐมนตรีเพิ่งมีมติเห็นชอบปรับขึ้นเงินเดือนบอร์ด กสทช. ส่งผลให้สำนักงานมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับคณะกรรมการ กสทช. ทั้งหมด 7 คน ตกปีละกว่า 28.6 ล้านบาท 

 

การปรับเงินที่ว่านั้นควบรวมทั้งค่าตอบแทนและเงินเดือนแบบเหมาจ่าย เพิ่มค่าเสียโอกาสในการดำรงชีพเพราะห้ามดำรงตำแหน่งหรือประกอบกิจการใดๆ ที่มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งทางตรงและทางอ้อมตามที่กฎหมายระบุไว้ 

 

เงินเดือน กสทช.

 

ประธาน กสทช. ได้ค่าตอบแทนมากถึง 361,167 บาท ค่าเสียโอกาส 89,667 บาท มีรายรับรวม 450,834 บาทต่อเดือน ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ต่างประเทศอีก 335,580 บาท 

 

เท่ากับว่างบประมาณที่ถูกใช้ไปกับประธาน กสทช. ตกเดือนละประมาณ 786,414 บาท 

 

ส่วนคณะกรรมการ กสทช. ได้ค่าตอบแทน 289,167 บาท ค่าเสียโอกาส 71,667 บาท มีรายรับรวม 360,834 บาทต่อเดือน ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ต่างประเทศอีก 269,000 บาท 

 

เท่ากับว่างบประมาณที่ถูกใช้ไปกับคณะกรรมการ กสทช. ตกเดือนละประมาณ 629,834 บาทต่อคน

 

นอกจากค่าตอบแทนรายเดือนกับค่าใช้จ่ายอื่นๆ รวมแล้วเกือบล้านบาท สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. คนปัจจุบัน ก็ถูกตั้งคำถามเรื่องความเหมาะสมในการเดินทางไปดูงานต่างประเทศบ่อยครั้ง 

 

เพราะในการประชุมสภาเมื่อวันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมา รักชนก ศรีนอก สส. พรรคก้าวไกล ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ประธาน กสทช. เดินทางไปต่างประเทศด้วยงบประมาณของ กสทช. มากกว่า 121 วัน ในขณะที่รับตำแหน่งได้ประมาณปีกว่า หรือ 470 วัน คิดเป็น 25% ของเวลาทำงานทั้งหมด ทำให้กิจการ วาระการประชุมต่างๆ ของ กสทช. ถูกเลื่อนบ่อยครั้ง 

 

เธอกล่าวว่า ตลอด 1 ปี 3 เดือนที่ผ่านมา มีการเดินทางไปต่างประเทศถึง 15 ครั้ง ใช้งบประมาณ 45.8 ล้านบาท แม้จะมีข้อโต้แย้งออกมาว่ามีการใช้งบประมาณเพียง 7.5 ล้านบาท โดยบอกว่าเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัวของประธาน กสทช. ไม่นับผู้ติดตาม แต่เธออยากให้ กสทช. ออกมาชี้แจงงบประมาณในการเดินทางไปต่างประเทศทั้งหมดให้ชัดเจนกว่านี้ 

 

ไม่เพียงเท่านี้ รักชนกยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับเราว่า มีแหล่งข่าวไม่ประสงค์ออกนามนำข้อมูลเที่ยวบินของประธาน กสทช. มาให้กับตน ข้อมูลนี้เผยให้เห็นถึงค่าใช้จ่ายตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2565 – 9 กันยายน 2566 รวมเป็นเวลา 1 ปี 4 เดือน เดินทางไปต่างประเทศ 17 ครั้ง คิดเป็น 132 วัน และใช้งบประมาณของสำนักงาน กสทช. ไปกว่า 49,718,960 บาท 

 

 

สุกิจ ขมะสุนทร รักษาการเลขาธิการ กสทช. ได้ออกมาชี้แจงประเด็นดังกล่าวว่า ตัวเลขกว่า 40 ล้านบาทนั้นไม่เป็นความจริง เช่นเดียวกับที่ประธาน กสทช. ชี้แจงในสภาเพียงแค่ว่า

 

“ผมจะขอให้ฝ่ายสำนักงานและฝ่ายงบประมาณ ซึ่งดูแลภาระงานของผมในฐานะประธานในการปฏิบัติหน้าที่ที่ผ่านมาเป็นผู้ชี้แจง เพื่อเปรียบเทียบถึงสิ่งที่ผ่านมาในอดีต”

 

รวมถึงเหตุผลว่า การเดินทางไปต่างประเทศของประธานและคณะกรรมการ กสทช. เป็นไปตามที่ประเทศไทยได้รับมอบหมาย เพราะในปีที่เข้ามา เป็นช่วงที่สำนักงาน กสทช. ได้รับมอบหมายจาก ครม. ให้ออกหาเสียงเพื่อรับสมัครเป็นกรรมการสภาบริหารของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) ในฐานะประธาน กสทช. ที่เป็นผู้แทนไทย จึงต้องออกหาเสียงตามที่ ITU เป็นผู้เชิญ เพราะไทยเป็นสมาชิก ITU นานกว่าร้อยปี และนี่ก็เป็นปีแรกที่ได้รับมอบหมาย

 

ไตรรัตน์ยังระบุอีกว่า เพราะสองปีก่อนติดเรื่องโควิดเลยไม่สามารถเดินทางได้ พอ ITU กลับมาจัดงาน คณะกรรมการก็เป็นชุดใหม่ที่ไม่เคยเข้าสู่วงการคมนาคมมาก่อน ทำให้ต่างประเทศอยากทำความรู้จัก เลยมีความจำเป็นต้องเดินทางไปร่วมประชุม ทุกอย่างเป็นไปตามหลักการ ค่าใช้จ่ายก็เป็นไปตามกฤษฎีกาที่รัฐบาลกำหนดไว้ ไม่มีการเบิกจ่ายนอกเหนือสิทธิ และเบิกต่ำกว่าสิทธิด้วยซ้ำ

 

จดหมายจากคนทำงาน และบริษัททาวน์เฮาส์ต้องสงสัย 

 

ด้วยจำนวนงบหลายสิบล้านบาท กสทช. จึงถูกจับตามองจากหลายฝ่าย อีกตัวอย่างหนึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ในการประชุมสภาเช่นเดียวกัน ภคมน หนุนอนันต์ สส. พรรคก้าวไกล เปิดประเด็นน่าสนใจเกี่ยวกับจดหมายฉบับหนึ่งที่ได้รับมาจากพนักงาน กสทช. ที่อ้างว่า เวลานี้องค์กรกำลังมีความผิดปกติในการจัดสรรและใช้จ่ายงบประมาณที่มาจากภาษีประชาชน 

 

“นี่คือจดหมายจากพนักงานใน กสทช. ท่านหนึ่ง ที่ทนเห็นความเลวร้ายในองค์กรดำรงอยู่ไม่ไหว จึงส่งจดหมายฉบับนี้มา ดิฉันเห็นว่าเป็นประโยชน์กับสังคมในการตรวจสอบองค์กรแห่งนี้ จึงขออนุญาตนำจดหมายฉบับนี้ออกมาเผยแพร่ 

 

“บางส่วนของจดหมายระบุว่า ปัจจุบัน กสทช. แม้จะเป็นบอร์ดแล้ว แต่ยังมีโปรเจกต์อย่างต่อเนื่อง แถมเพิ่มขึ้นมากในหลายสำนัก เพราะไม่มีใครกล้าขัดใจ บริษัทหลักที่ใช้ประมูล คือ บริษัท ทาลอนเน็ต จำกัด ที่นับรวมๆ บริษัทในเครือน่าจะได้งานเกิน 1,000 ล้านบาท งบกระจายไปหลายสำนัก เช่น สำนักกิจการภูมิภาค สำนักเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักบริหารข้อมูลกลาง กรรมการพิจารณาผลส่วนใหญ่เป็นเด็กเพิ่งทำงานไม่กี่ปี และที่สำคัญไม่มีความรู้ทางเทคนิคในเรื่องที่พิจารณา

 

“การประกวดราคาครั้งใด หากผลคะแนนของบริษัท ท. แพ้ ก็จะหาทางให้บริษัทคู่แข่งตกในเรื่องคุณสมบัติ หรืออาจถึงขั้นปรับคะแนนแต่ละหมวดไม่ตรงกับเอกสาร TOR เพื่อให้หายข้อข้องใจ บอร์ดควรเสนอให้มีการแต่งตั้งกรรมการตรวจสอบย้อนหลังทุกโครงการ โดยไล่ดูเอกสารทุกแผ่นอย่างละเอียด”

 

จดหมายจากพนักงานใน กสทช.

 

ภคมนยกตัวอย่างกรณีบริษัท ท. ที่ต้องสงสัยว่าอาจมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับบอร์ด กสทช. และรับโครงการต่างๆ จากบอร์ด กสทช. เพราะเมื่อเธอสืบค้นลงไป พบว่าบริษัทประกอบกิจการซื้อขาย ติดตั้ง บำรุงรักษาเครื่องคอมพิวเตอร์ ออกแบบพัฒนาอีคอมเมิร์ซ มีทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาท ข้อมูลการรับงานภาครัฐปี 2560-2566 มีการรับงานไปแล้ว 35 โครงการ วงเงิน 141.8 ล้านบาท และ 21 จาก 35 โครงการ เป็นการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีการเฉพาะเจาะจง 

 

เช่น โครงการจ้างเหมาบริการบำรุงรักษาและซ่อมแซมแก้ไขระบบติดตามและรายงานการตรวจสอบและกำกับดูแลการใช้ความถี่ด้วยเทคโนโลยี Video Streaming โดยวิธีเฉพาะเจาะจง, จ้างเหมาบริการบำรุงรักษาและซ่อมแซมแก้ไขระบบจัดเก็บข้อมูล สำหรับการออกอากาศวิทยุกระจายเสียง (FM Radio Recorder System) โดยวิธีเฉพาะเจาะจง, จ้างเหมาบริการบำรุงรักษาระบบบริหารจัดการข้อมูล การปฏิบัติงานสายงานบริหารคลื่นความถี่และภูมิภาค โดยวิธีเฉพาะเจาะจง, จ้างเหมาบริการบำรุงรักษาระบบบริหารจัดการข้อมูลการปฏิบัติงานสายงานกิจการภูมิภาค โดยวิธีเฉพาะเจาะจง เฉลี่ยโครงการละ 1 ล้านบาท 

 

 

ภคมนตั้งคำถามว่า โครงการเล็กๆ จำนวนมากเหล่านี้ เป็นการใช้งบประมาณที่เกิดประโยชน์หรือไม่ ซึ่งข้อมูลที่เธออ้างว่าได้มาจากคนใน กสทช. เผยว่า นี่ไม่ใช่การใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพ 

 

เธอจึงขอให้ กสทช. ชี้แจงว่าใช้งบประมาณของรัฐปีละกว่า 20-30 ล้านบาท ในการจัดซื้อจัดจ้างโครงการกับบริษัทดังกล่าวได้อย่างไร เพราะมีบางฝ่ายตั้งข้อสงสัยต่อว่า จริงหรือไม่ที่บริษัทมีกรรมการ กสทช. คนหนึ่งเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย 

 

กสทช. จำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูล ทำให้โปร่งใส ไม่อย่างนั้นภาพลักษณ์จะกลายเป็นองค์กรที่มีสถานะพิเศษที่โครงสร้างทางอำนาจเอื้อประโยชน์ให้ไม่เกิดการตรวจสอบ 

 

ภคมนยังพูดถึงการที่ กสทช. อนุมัติโครงการต่างๆ รวมถึงการจัดซื้อจัดจ้าง โดยระบุวัตถุประสงค์ว่าเพื่อพัฒนาทักษะความรู้ความสามารถของเจ้าหน้าที่ เช่น การอนุมัติโครงการพัฒนาทักษะสร้างความรู้เทคโนโลยีสารสนเทศสู่สังคมดิจิทัล 5 ภูมิภาค ที่ใช้งบประมาณ 1.7 พันล้านบาท ด้วยการจ้างบริษัทเอกชนแต่ละภูมิภาคจัดอบรมการใช้เทคโนโลยี ที่หลายครั้งอาจไม่ตรงกับงานที่ทำ หรือไม่ทำให้เจ้าหน้าที่ได้พัฒนาทักษะตามสายงานของตัวเอง 

 

ไม่เพียงเท่านี้ เรายังได้พูดคุยกับแหล่งข่าวไม่ประสงค์ออกนามที่เคยได้ร่วมงานกับ กสทช. และ กตป. ในการจัดทำโครงการต่างๆ แหล่งข่าวเล่าว่า กสทช. มีโครงการจำนวนมาก งบประมาณของโครงการจะได้มาจากสำนัก กสทช. ที่แต่ละโครงการก็มีงบไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับว่าจะจัดกิจกรรมในรูปแบบใด เช่น จัดแค่ในกรุงเทพฯ หรือต้องออกไปยังต่างจังหวัด

 

ในหนึ่งโครงการจะมีการระบุข้อกำหนด วัตถุประสงค์ และโครงสร้างของโครงการ (TOR) ในสัญญาจ้าง หนึ่งโครงการจะต้องมีการดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียครอบคลุมทั้ง 4 ภูมิภาค ส่งผลให้จำเป็นต้องออกต่างจังหวัดประมาณ 4-5 ครั้ง เพื่อสำรวจผู้รับใบอนุญาตในแต่ละพื้นที่ ซึ่ง กสทช. จะเป็นคนกำหนดเองว่าควรไปจังหวัดใดบ้าง

 

การจัดโครงการที่ต่างจังหวัดจะทำให้ผู้จัดสามารถเบิกงบประมาณได้มากกว่าการจัดในกรุงเทพฯ เงินจะถูกนำไปใช้ในเชิงการทำโครงการ ลงพื้นที่ และท่องเที่ยว เช่น ค่าประชุม ที่มีราคาขั้นต่ำ 650 บาทต่อคน 

 

ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ตั๋วเครื่องบิน รถตู้ ที่พัก อาหาร ฯลฯ บางครั้งเดินทางไปยังจังหวัดที่มีแหล่งท่องเที่ยวน่าสนใจ พอทำงานเสร็จก็จัดรถตู้เที่ยวต่อ หลายครั้งสมาชิกที่ร่วมเดินทางก็ไม่ได้มีแค่ตัวคนทำงาน แต่หมายถึงคู่สมรสและบุตรด้วย

 

 

ย้ำอีกครั้งว่าในปี 2565 กสทช. ตั้งงบประมาณไว้ที่ 6,765 ล้านบาท และปี 2566 กสทช. ตั้งงบประมาณกว่า 6,271 ล้านบาท เงินจำนวนมหาศาลนี้ไม่ได้ผ่านการพิจารณาโดยองค์กรที่มาจากประชาชนแม้แต่บาทเดียว 

 

ทุกอย่างสามารถเกิดขึ้นได้ ภายใต้เงื่อนไขที่ระบุว่าทำเพื่อให้คุณภาพชีวิตของคนไทยดีขึ้น ที่ทำให้เกิดการตั้งคำถามทั้งจากประชาชนและนักการเมืองว่า งบประมาณก้อนนี้สร้างประโยชน์ต่อคนไทยมากน้อยแค่ไหน?

 

ประเด็นที่รายการ KEY MESSAGES หยิบยกมาเป็นเพียงข้อมูลบางส่วน ท่ามกลางเรื่องราวมากมายที่สังคมมองและตั้งคำถามยัง กสทช. ซึ่งเป็นองค์กรที่ถูกระบุในรัฐธรรมนูญว่าจะต้องดำเนินกิจการเพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนและประเทศชาติ ทุกคนจึงมีสิทธิตรวจสอบกระบวนการทำงานและโครงการต่างๆ ของ กสทช. และทางหน่วยงานก็จำเป็นต้องตอบข้อสงสัยเหล่านี้ให้ชัดเจน

The post งบ 6 พันล้านของ กสทช. ยังไม่มากพอให้ทำ SMS Emergency Alert? appeared first on THE STANDARD.

]]>
กสทช. สั่งปรับ Voice TV 5 หมื่นบาท เนื้อหาข่าวอยู่หยุดขัง กระทบมั่นคงรัฐ เสียงข้างน้อย มองนำเสนอข้อเท็จจริง-สุจริต หวั่นเลือกปฏิบัติ https://thestandard.co/nbtc-adjust-voice-tv-cause-news-content-affect-stability-of-state/ Tue, 13 Jul 2021 10:43:17 +0000 https://thestandard.co/?p=512134 Voice TV

การประชุมของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ […]

The post กสทช. สั่งปรับ Voice TV 5 หมื่นบาท เนื้อหาข่าวอยู่หยุดขัง กระทบมั่นคงรัฐ เสียงข้างน้อย มองนำเสนอข้อเท็จจริง-สุจริต หวั่นเลือกปฏิบัติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Voice TV

การประชุมของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2564 มีการพิจารณาหลายประเด็น หนึ่งในนั้นคือระเบียบการประชุมที่ 5.1.16 ข้อร้องเรียนกรณีตรวจสอบพบการออกอากาศรายการ ‘Voice Go’ เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2564 ทางกิจการที่ไม่ใช้คลื่นความถี่แบบบอกรับสมาชิก ระบบดาวเทียม ช่องรายการ Video To Home 9 อาจมีเนื้อหาไม่เหมาะสม

 

มติที่ประชุมเสียงข้างมาก ประกอบไปด้วย พล.อ. สุกิจ ขมะสุนทร ทำหน้าที่ประธาน กสทช., พ.อ.ดร. นที ศุกลรัตน์, พล.ท.ดร. พีระพงษ์ มานะกิจ, รศ.ประเสริฐ ศีลพิพัฒน์ และ ผศ.ดร.ธวัชชัย จิตรภาษ์นันท์ เห็นชอบให้กำหนดโทษปรับทางปกครองแก่ บริษัท เอ็มวีทีวี บรอดคาสติ้ง จำกัด ผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์เพื่อให้บริการโทรทัศน์สำหรับกิจการที่ไม่ใช้คลื่นความถี่แบบบอกรับสมาชิก ระบบดาวเทียมช่องรายการ Video To Home 9 เป็นเงินจำนวน 50,000 บาท

 

โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 59 (3) ประกอบมาตรา 57 (2) แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 เนื่องจากปรากฏข้อเท็จจริงว่าการออกอากาศรายการ ‘Voice Go’ เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2564 ทางกิจการที่ไม่ใช้คลื่นความถี่แบบบอกรับสมาชิก ระบบดาวเทียม ช่องรายการ Video To Home 9 (V2H9) เข้าข่ายเป็นเนื้อหาสาระที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐและความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน อันเป็นการกระทำความผิดตามมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน

 

ในขณะเดียวกัน ที่ประชุมเสียงข้างน้อย ได้แก่ ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา ได้ขอสงวนความเห็นในวาระนี้ โดยมีข้อคิดเห็นที่แตกต่างจากมติที่ประชุมในเรื่องของการกำหนดค่าปรับ แต่อาจเป็นการขอความร่วมมือให้ระมัดระวังเนื้อหารายการก็เพียงพอแล้ว ทั้งนี้ด้วยเหตุผลดังนี้

 

  1. การพิจารณาว่า การที่ช่องรายการ Video To Home นำเนื้อหารายการ Voice Go มาออกอากาศ หัวข้อ ‘อยู่หยุดขัง จนกว่าจะ #ปล่อยเพื่อนเรา’ ‘หวัง ตุลาการ ไม่รับใบสั่ง เคารพสิทธิมนุษยชน’ และ ‘ผูกโบว์ขาว เรียกสำนัก-คืนความยุติธรรม’ เป็นความผิดตามมาตรา 37 พ.ร.บ. การประกอบกิจการฯ เนื่องจากเข้าข่ายเนื้อหาที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐและความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน อาจต้องชั่งน้ำหนักให้ดีกับประเด็นเรื่องเสรีภาพสื่อ

 

เนื่องจากในกรณีนี้พบว่านักข่าวเพียงไปสัมภาษณ์ผู้ชุมนุมถึงความเห็น วัตถุประสงค์ และเหตุผลที่ออกมาชุมนุม ซึ่งเป็นการนำเสนอข้อเท็จจริงตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในแง่มุมของสื่อสารมวลชน จึงถือได้ว่าเป็นการทำหน้าสื่อโดยสุจริต ไม่ใช่การที่นักข่าวหรือผู้ดำเนินรายการเป็นผู้ให้ความเห็นต่างๆ เหล่านี้เอง อีกทั้งเมื่อพิจารณาข้อความที่คณะอนุกรรมการด้านผังรายการฯ เห็นว่าเข้าข่ายความผิด เช่น



“…กิจกรรมนี้มีจุดประสงค์ที่จะปลุกต่อมมโนสำนึกของศาลให้คำนึงถึงหลักกฎหมายบ้าง คำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนบ้าง…”


“…ให้ศาลเห็นหัวประชาชนบ้าง…”



“ให้ตุลาการยึดหลักสิทธิมนุษยชน ยึดหลักความยุติธรรม ยึดหลักการทางกฎหมาย อย่าดำเนินตามใบสั่ง…”



โดยส่วนตัวเห็นว่า เนื้อหาเหล่านั้นเป็นเพียงข้อเรียกร้อง มิใช่ข้อกล่าวหาแต่อย่างใด

 

อีกทั้งสำนักงาน กสทช. ยังไม่ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าจากการนำเสนอเนื้อหาดังกล่าวได้ก่อให้เกิดการฟ้องร้องหรือดำเนินคดีว่าเป็นการละเมิดอำนาจศาลหรือหมิ่นศาลหรือไม่ ซึ่งถ้ามีก็อาจจะเข้าองค์ประกอบความผิดดังกล่าว แต่ถ้าไม่มีก็คงไม่เหมาะสมที่ กสทช. จะด่วนตัดสินเอง

 

  1. กรณีนี้ไม่พบว่ามีการระบุว่ามีผู้ร้องเรียน โดยในส่วนเนื้อหาวาระระบุว่าเป็นการตรวจสอบพบโดยสำนักงาน กสทช. จึงมีประเด็นว่าสำนักงาน กสทช. ได้ตรวจสอบช่องรายการอื่นๆ ที่มีการนำเสนอข่าวเหตุการณ์นี้ด้วยหรือไม่ ว่ามีการนำเสนอคำพูดของผู้ชุมนุมในลักษณะเดียวกันนี้หรือไม่ ทั้งนี้เพื่อไม่เป็นการเลือกปฏิบัติ

 

นอกจากนี้มีความเห็นเพิ่มเติมว่า การกำกับดูแลด้านเนื้อหารายการท่ามกลางสถานการณ์ที่สังคมมีความขัดแย้งฝังรากลึก กสทช. ควรมีความระมัดระวัง ไม่นำพาองค์กรไปเล่นงานหรือจัดการผู้ที่มีความเห็นต่างหรือผู้ที่นำเสนอความเห็นต่าง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด แต่ควรจะต้องกำกับดูแลอย่างมีมาตรฐาน โดยคำนึงถึงหลักวิชาชีพด้านสื่อสารมวลชนเป็นสำคัญ อีกทั้งควรมุ่งจัดการกับกรณีรายการหรือช่องรายการที่มีเจตนานำเสนอเนื้อหาอันเป็นเท็จหรือแต่งข่าวเพื่อสร้างความเกลียดชังมากกว่า

 

การพิจารณาระเบียบการประชุมที่ 5.1.17 กรณี บริษัท เอ็มวีทีวี บรอดคาสติ้ง จำกัด ช่องรายการ Video To Home 9 (V2H9) มีการออกอากาศรายการโดยมีการโฆษณาบริการหรือสินค้าที่อาจเข้าข่ายเป็นการโฆษณาเกินกว่าระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด 

 

โดยเห็นชอบตามผลการพิจารณาของคณะอนุกรรมการกลั่นกรองงานของ กสทช. ด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ตามเอกสารที่สำนักงาน กสทช. เสนอ ดังนี้

 

  1. มอบหมายให้สำนักงาน กสทช. มีคำสั่งเตือนทางปกครองให้ บริษัท เอ็มวีทีวี บรอดคาสติ้ง จำกัด ช่องรายการ Video To Home 9 ระงับการกระทำที่เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ โดยยุติการโฆษณาบริการหรือสินค้าเกินกว่าระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือบ่อยครั้งที่เป็นผลให้ผู้บริโภครับชมรายการอย่างไม่ต่อเนื่อง เนื่องจาก บริษัท เอ็มวีทีวี บรอดคาสติ้ง จำกัด ช่องรายการ Video To Home 9 เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2564 ช่วงระหว่างเวลา 11.00-12.00 น. มีระยะเวลาโฆษณารวมทั้งสิ้น 06.44 นาที และช่วงเวลา 12.00-13.00 น. มีระยะเวลาโฆษณารวมทั้งสิ้น 07.37 นาที

 

ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นการโฆษณาบริการหรือสินค้าเกินชั่วโมงละ 6 นาที อันเป็นการกระทำความผิดตามข้อ 5 (8) ของประกาศ กสทช. เรื่อง การกระทำที่เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2555 โดยทันทีที่ได้รับหนังสือแจ้ง หาก บริษัท เอ็มวีทีวี บรอดคาสติ้ง จำกัด ช่องรายการ Video To Home 9 ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว กสทช. จะกำหนดโทษปรับทางปกครองเป็นเงิน 1,000,000 บาท และปรับอีกวันละ 50,000 บาท ตลอดระยะเวลาที่ยังไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง

 

  1. มอบหมายให้สำนักงาน กสทช. มีหนังสือแจ้ง บริษัท พีเอสไอ บรอดคาสติ้ง จำกัด ซึ่งเป็นผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์เพื่อให้บริการโครงข่ายกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ ดำเนินการติดตามและกำกับดูแลมิให้ บริษัท เอ็มวีทีวี บรอดคาสติ้ง จำกัด ช่องรายการ Video To Home 9 กระทำการอันเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคด้วยการออกอากาศรายการโดยมีการโฆษณาบริการหรือนค้าเกินกว่าระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือบ่อยครั้งที่เป็นผลให้ผู้บริโภครับชมรายการอย่างไม่ต่อเนื่อง

 

ซึ่งหากช่องรายการ Video To Home 9 มีการกระทำที่เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคอีก กสทช. จะมีคำสั่งให้ บริษัท พีเอสไอ บรอดคาสติ้ง จำกัด ระงับการนำเอาบริการโทรทัศน์ของช่องรายการ Video To Home 9 นั้นไปเผยแพร่ผ่านโครงข่ายดังกล่าวต่อไป

 

นอกจากนี้ยังมีระเบียบการประชุมที่ 5.1.20 กรณี บริษัท เอ็มวีทีวี บรอดคาสติ้ง จำกัด ช่องรายการ Video To Home 9 โฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพที่เข้าข่ายการกระทำที่เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ และอาจเข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งให้ระงับการกระทำที่เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์

 

โดยมติที่ประชุมเห็นชอบตามผลการพิจารณาของคณะอนุกรรมการกลั่นกรองงานของ กสทช. ดังนี้

 

  1. มอบหมายให้สำนักงาน กสทช. มีคำสั่งปรับทางปกครองต่อ เอ็มวีทีวี บรอดคาสติ้ง ช่องรายการ Video To Home 9 เป็นจำนวนเงิน 500,000 บาท กรณี เอ็มวีทีวี บรอดคาสติ้ง ได้มีการออกอากาศโฆษณาที่เป็นการฝ่าฝืน ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งระงับการกระทำที่เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค ตามมติที่ประชุม กสทช. ครั้งที่ 5/2564 เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2564 

 

โดยบริษัทได้รับหนังสือแจ้งคำสั่งดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2564 และภายหลังจากได้รับคำสั่ง เอ็มวีทีวี บรอดคาสติ้ง ได้ออกอากาศโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวไรซ์เบอร์รี เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2564 เวลา 08.13-08.16 น. และผลิตภัณฑ์กาแฟปรุงสำเร็จชนิดผง ตราแฮปปี้ คอฟฟี่ เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2564 เวลา 17.27-17.50 น. เป็นการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง กสทช. 

 

กสทช. จึงสั่งให้ บริษัท เอ็มวีทีวี บรอดคาสติ้ง ช่องรายการ Video To Home 9 ชำระค่าปรับภายใน 30 วันนับจากวันที่ได้รับ หากไม่ชำระตามเวลาที่กำหนด จะพิจารณาใช้มาตรการบังคับทางปกครองที่สูงขึ้นต่อไป 

 

  1. มอบหมาย กสทช. มีคำสั่งเตือนทางปกครองต่อ บริษัท พีเอสไอ บรอดคาสติ้ง จำกัด ซึ่งเป็นผู้รับใบอนุญาตเพื่อให้บริการโครงข่ายกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ บริษัท เอ็มวีทีวี บรอดคาสติ้ง นั้นไปเผยแพร่ผ่านโครงข่าย ให้ระงับการนำเอาบริการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ของ บริษัท เอ็มวีทีวี บรอดคาสติ้ง จำกัด นั้นไปเผยแพร่ผ่านโครงข่ายโดยทันทีที่ได้รับหนังสือแจ้ง จนกว่า พีเอสไอ จะตรวจสอบว่า เอ็มวีทีวี ไม่ได้มีการโฆษณาที่เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคอีก

 

หากฝ่าฝืนไม่กระทำการตรวจสอบ จะกำหนดโทษปรับเป็นเงินไม่เกิน 50,000 ต่อวัน ตลอดระยะเวลาที่ฝ่าฝืน 

 

อ้างอิง:

The post กสทช. สั่งปรับ Voice TV 5 หมื่นบาท เนื้อหาข่าวอยู่หยุดขัง กระทบมั่นคงรัฐ เสียงข้างน้อย มองนำเสนอข้อเท็จจริง-สุจริต หวั่นเลือกปฏิบัติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฐากร ตัณฑสิทธิ์ พ้นเลขาธิการ กสทช. 1 ก.ค. หลังยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่ง https://thestandard.co/takorn-tantasith-resignation/ Fri, 24 Apr 2020 10:31:34 +0000 https://thestandard.co/?p=357482

วันนี้ (24 เมษายน) พล.อ. สุกิจ ขมะสุนทร ประธานกรรมการกิ […]

The post ฐากร ตัณฑสิทธิ์ พ้นเลขาธิการ กสทช. 1 ก.ค. หลังยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (24 เมษายน) พล.อ. สุกิจ ขมะสุนทร ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (ประธาน กสทช.) มีคำสั่งที่ 1/2563 เรื่อง ให้เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ พ้นจากตำแหน่ง โดยมีเนื้อหาระบุว่า 

 

ด้วยเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ มีความประสงค์จะลาออกจากตำแหน่ง โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคม 2563 เป็นต้นไป แต่โดยที่ปรากฏสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในปัจจุบัน หน่วยงานของรัฐทุกหน่วยงานมีหน้าที่เร่งดำเนินการป้องกัน ควบคุม แก้ไขปัญหา และบรรเทาผลกระทบจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ดังกล่าว ประกอบกับปัจจุบันมีภารกิจสำคัญ เช่น การเยียวยาคลื่นความถี่ 2600 เมกะเฮิรตซ์ การจัดหาผู้ประกอบการดาวเทียมทดแทนไทยคม 5 การจัดสรรคลื่นความถี่ 3500 เมกะเฮิรตซ์ เป็นต้น

 

ซึ่งหากมีการเปลี่ยนแปลงหัวหน้าหน่วยงานขณะนี้ อาจมีผลให้ขาดความต่อเนื่อง และไม่สามารถบรรลุภารกิจดังกล่าวได้ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ จึงยับยั้งการลาออกจากตำแหน่งของเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ

 

เพื่อประโยชน์แก่ทางราชการ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 60 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ จึงมีคำสั่งให้ นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ พ้นจากตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2563 เป็นต้นไป

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

The post ฐากร ตัณฑสิทธิ์ พ้นเลขาธิการ กสทช. 1 ก.ค. หลังยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
กสทช. ผ่านมาตรการช่วยเหลือประชาชนรับโควิด-19 ระบาด ให้ใช้เน็ตมือถือเพิ่ม 10 GB เพิ่มสปีดเน็ตบ้าน 100 Mbps https://thestandard.co/nbtc-support-people-on-coronavirus-crisis-give-out-10gb-for-phone-and-100mbps-for-home-interenet/ Mon, 23 Mar 2020 09:53:04 +0000 https://thestandard.co/?p=345373

วันนี้ (23 มีนาคม) พล.อ. สุกิจ ขมะสุนทร ประธานกรรมการกิ […]

The post กสทช. ผ่านมาตรการช่วยเหลือประชาชนรับโควิด-19 ระบาด ให้ใช้เน็ตมือถือเพิ่ม 10 GB เพิ่มสปีดเน็ตบ้าน 100 Mbps appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (23 มีนาคม) พล.อ. สุกิจ ขมะสุนทร ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลได้ออกมาตรการต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาและสกัดการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 รวมถึงมาตรการทำงานที่บ้านหรือ Work from Home 

 

ดังนั้นสิ่งที่ประชาชนมีความจำเป็นต้องใช้ในการติดต่อสื่อสาร ทำงาน คือบริการทางด้านโทรคมนาคม จึงเป็นที่มาของมติ กสทช. ว่าด้วยมาตรการช่วยเหลือประชาชนในช่วงวิกฤตโควิด-19 ในวันนี้ เพื่อรองรับมาตรการส่งเสริมการทำงานที่บ้านหรือ Work from Home ของรัฐบาล และเสนอให้รัฐบาลพิจารณาเห็นชอบโดยเร่งด่วน

 

โดยที่ประชุม กสทช. ได้นัดประชุมวาระพิเศษเกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือประชาชนทุกระดับ และมีมติเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือประชาชนและผู้ที่ได้รับผลกระทบฯ โดยลดค่าใช้จ่ายด้านโทรคมนาคมและส่งเสริมการทำงานที่บ้าน รวมทั้งสนับสนุนการทำงานผ่านอินเทอร์เน็ต เพื่อเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาเป็นเรื่องเร่งด่วนต่อไป ดังนี้

 

  1. สนับสนุนให้ประชาชนสามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์เคลื่อนที่ (Mobile Broadband) เพิ่ม 10 GB ต่อคนต่อเดือนให้แก่ผู้ใช้งานในปัจจุบัน โดยผู้ใช้บริการ 1 คนจะได้รับการสนับสนุน 1 เลขหมายต่อ 1 ผู้ให้บริการ โดยจะสนับสนุนเป็นระยะเวลา 3 เดือน นับตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีได้ลงมติเห็นชอบมาตรการดังกล่าว จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน  2563 

 

โดยใช้ฐานลูกค้าที่มีผู้ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน ณ วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติเท่านั้น ให้หักจากเงินที่ผู้ให้บริการมีหน้าที่จะต้องชำระค่าประมูลคลื่นความถี่ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขใบอนุญาตที่ กสทช. กำหนดจนกว่าจะครบจำนวน และให้ กสทช. นำเงินส่วนที่เหลือส่งเป็นรายได้แผ่นดินต่อไป โดยประชาชนจะสามารถรับสิทธิ์ได้ด้วยการลงทะเบียนผ่านระบบ USSD ของผู้ให้บริการแต่ละค่ายที่ตนใช้งานอยู่

 

  1. สนับสนุนการจัดให้มีบริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ประจำที่ (Fixed Broadband) ให้แก่ผู้ใช้งานในปัจจุบัน โดยปรับเพิ่มขนาดความจุ (Capacity) เท่าที่ผู้ให้บริการจะสามารถดำเนินการได้ กล่าวคือกรณีบริการ ADSL/VDSL/Copper ให้ปรับเพิ่มความเร็วสูงสุดที่สามารถทำได้ และกรณีบริการ FTTX ให้ได้ระดับความเร็ว (Download) 100 Mbps โดยหักเป็นค่าใช้จ่ายจากเงินที่ต้องนำส่งกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.)

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

The post กสทช. ผ่านมาตรการช่วยเหลือประชาชนรับโควิด-19 ระบาด ให้ใช้เน็ตมือถือเพิ่ม 10 GB เพิ่มสปีดเน็ตบ้าน 100 Mbps appeared first on THE STANDARD.

]]>
สัญญาว่าจะไม่หยุด! dtac เข้ารับใบอนุญาตคลื่นความถี่ 26 GHz แล้ว https://thestandard.co/dtac-received-26-ghz/ Wed, 26 Feb 2020 07:11:24 +0000 https://thestandard.co/?p=335365

วันนี้ (26 กุมภาพันธ์) พล.อ. สุกิจ ขมะสุนทร ประธานกรรมก […]

The post สัญญาว่าจะไม่หยุด! dtac เข้ารับใบอนุญาตคลื่นความถี่ 26 GHz แล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (26 กุมภาพันธ์) พล.อ. สุกิจ ขมะสุนทร ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้มอบใบอนุญาตคลื่นความถี่ย่าน 26 GHz ให้แก่ บริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด หรือ DTN โดยมี ชารัด เมห์โรทรา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ dtac พร้อมด้วย มาร์คุส แอดอัคทูสเซ่น รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มกิจการองค์กร และ นฤพนธ์ รัตนสมาหาร ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานรัฐกิจสัมพันธ์ เป็นผู้รับมอบ ณ สำนักงาน กสทช.

 

ปัจจุบัน คลื่นความถี่ที่ dtac มีอยู่ในมือประกอบด้วย 700 MHz (20 MHz), 900 MHz (10 MHz), 1800 MHz (10 MHz), 2.1 GHz (30 MHz), 2300 MHz (ทำร่วมกับ TOT ที่ 60 MHz โดยสัญญาจะหมดลง 2568) และล่าสุดคือ 26 GHz (200 MHz) ซึ่งครอบคลุมทั้งย่านคลื่นความถี่ต่ำ กลาง และสูง 

 

โดยก่อนหน้านี้พวกเขาเคยให้ข้อมูลไว้ว่า น่าจะพร้อมให้บริการ 5G ทันภายในช่วงไตรมาส 2 หรือประมาณกลางปี 2563 นี้

 

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post สัญญาว่าจะไม่หยุด! dtac เข้ารับใบอนุญาตคลื่นความถี่ 26 GHz แล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
กสทช. ร่วมมือจุฬาฯ ตั้งศูนย์ทดสอบ 5G หวังต่อยอดการรักษาพยาบาลทางไกล-รถยนต์ไร้คนขับ https://thestandard.co/5g-ai-iot-innovation-center/ https://thestandard.co/5g-ai-iot-innovation-center/#respond Mon, 04 Feb 2019 09:43:25 +0000 https://thestandard.co/?p=191189

สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และก […]

The post กสทช. ร่วมมือจุฬาฯ ตั้งศูนย์ทดสอบ 5G หวังต่อยอดการรักษาพยาบาลทางไกล-รถยนต์ไร้คนขับ appeared first on THE STANDARD.

]]>

สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ประกาศร่วมมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดตั้งศูนย์ 5G AI / IoT Innovation Center เพื่อทดสอบระบบ 5G แล้ว

 

พล.อ. สุกิจ ขมะสุนทร ประธาน กสทช. ให้ข้อมูลว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจะเป็นศูนย์กลางที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมโทรคมนาคมและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องอื่น เพื่อสร้างองค์ความรู้ทางวิชาการและพัฒนาเทคโนโลยี 5G ให้เกิดขึ้นจริงในปี 2563 ขณะที่ ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. ให้รายละเอียดว่า ศูนย์ดังกล่าวมีระยะเวลา 2 ปี ที่อาคารวิศวฯ 100 ปี โดยติดตั้งและดูแลอุปกรณ์สถานีฐานของโครงข่าย 5G ซึ่งได้รับความร่วมมือจากผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่และส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยใช้ความถี่ย่าน 26.5-27.5 GHz รวมทั้งจัดตั้งศูนย์ 5G AI / IoT Innovation Center ภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้  

 

สำหรับตัวอย่างการทดลองระบบ 5G ได้แก่ การพัฒนาต้นแบบรถยนต์ขับเคลื่อนได้เองอัตโนมัติ การติดตั้งกล้องไร้สายภายในและภายนอกรถบัส การติดตั้งเซนเซอร์วัดสภาพแวดล้อม การรักษาพยาบาลทางไกล (Smart Hospital and Telehealth) และการทดสอบระบบการใช้งานเสาอัจฉริยะยุคหน้า (Smart Pole) เป็นต้น ซึ่งในอนาคตจะช่วยให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลได้เข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานได้มากขึ้น

 

ขณะที่ รศ.ดร.สุพจน์ เตชวรสินสกุล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เน้นย้ำว่า ทางคณะได้ร่วมมือกับหลายภาคส่วน นอกจากนี้ยังได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยอื่นๆ รวมทั้งบริษัทสตาร์ทอัพและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างระบบนิเวศของการพัฒนาเทคโนโลยี และบริการ 5G ของประเทศต่อไป

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

อ้างอิง:

  • สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)

The post กสทช. ร่วมมือจุฬาฯ ตั้งศูนย์ทดสอบ 5G หวังต่อยอดการรักษาพยาบาลทางไกล-รถยนต์ไร้คนขับ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/5g-ai-iot-innovation-center/feed/ 0