สินเชื่อบ้าน Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/สินเชื่อบ้าน/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 16 Jun 2026 04:58:18 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ธอส. ปรับเกมปล่อยกู้บ้าน ใช้ Credit Scoring ดึงฟรีแลนซ์-คนรุ่นใหม่เข้าถึงสินเชื่อ ตั้งเป้าดูแลคนมีบ้าน 6 ล้านครัวเรือน https://thestandard.co/ghb-credit-scoring-freelance-loans/ Tue, 16 Jun 2026 04:58:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1218877 ภาพผู้หญิงเอเชียกำลังทำงานพร้อมแก้วกาแฟกระดาษ โดยมีข้อความ ธอส. ปรับเกมปล่อยกู้บ้าน ใช้ Credit Scoring ดึงฟรีแลนซ์-คนรุ่นใหม่

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กำลังเดินหน้าปรับยุทธศาสตร์ […]

The post ธอส. ปรับเกมปล่อยกู้บ้าน ใช้ Credit Scoring ดึงฟรีแลนซ์-คนรุ่นใหม่เข้าถึงสินเชื่อ ตั้งเป้าดูแลคนมีบ้าน 6 ล้านครัวเรือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้หญิงเอเชียกำลังทำงานพร้อมแก้วกาแฟกระดาษ โดยมีข้อความ ธอส. ปรับเกมปล่อยกู้บ้าน ใช้ Credit Scoring ดึงฟรีแลนซ์-คนรุ่นใหม่

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กำลังเดินหน้าปรับยุทธศาสตร์การปล่อยสินเชื่อครั้งสำคัญ เพื่อขยายโอกาสให้กลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้ประกอบอาชีพอิสระเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยได้มากขึ้น ผ่านการนำระบบ Credit Scoring และข้อมูลทางเลือกมาใช้ประเมินความสามารถทางการเงิน ควบคู่กับการจัดทำแผนระยะยาว 5 ปี ที่ตั้งเป้าเพิ่มจำนวนครัวเรือนที่ได้รับการสนับสนุนด้านที่อยู่อาศัยจาก 4.8 ล้านครัวเรือน เป็น 6 ล้านครัวเรือน

 

 
 

มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการ ธอส. เปิดเผยว่า ปัจจุบันสัดส่วนลูกค้ากลุ่มอาชีพอิสระของธนาคารอยู่ที่ประมาณ 8-9% ของพอร์ตสินเชื่อทั้งหมด โดยในระยะต่อไป ธอส. ต้องการเพิ่มสัดส่วนดังกล่าวขึ้นเป็น 10-15% เพื่อให้สอดคล้องกับโครงสร้างตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงไป และเปิดโอกาสให้กลุ่มคนอายุน้อยซึ่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพอิสระ สามารถเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยได้มากขึ้น

 

ใช้ Credit Scoring ประเมินศักยภาพแทนเอกสารรายได้

 

หนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือการนำระบบ Credit Scoring มาใช้ประเมินความสามารถทางการเงินของลูกค้า โดยอาศัยข้อมูลพฤติกรรมทางการเงิน อาทิ พฤติกรรมการออม การใช้จ่าย และรายได้จากแหล่งต่างๆ มาวิเคราะห์เป็นคะแนนเครดิต

 

ในอนาคต หากสามารถเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานภายนอกเพิ่มเติมได้ เช่น ผู้ให้บริการโทรคมนาคม (Telco) ธนาคารก็อาจนำข้อมูลการใช้งานมาประกอบการวิเคราะห์ เพื่อสะท้อนศักยภาพทางการเงินของผู้กู้ได้อย่างรอบด้านมากขึ้น

 

ขณะเดียวกัน ธอส. อยู่ระหว่างศึกษาพฤติกรรมการซื้อที่อยู่อาศัยของคนรุ่นใหม่ เพื่อหาคำตอบว่าความเชื่อที่ว่า “คนรุ่นใหม่ไม่อยากมีบ้านและเลือกเช่ามากกว่าซื้อ” สอดคล้องกับพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจริงหรือไม่ เพื่อนำผลการศึกษาไปใช้กำหนดทิศทางการดำเนินงานในระยะต่อไป

 

ตั้งเป้าดูแลคนไทยมีบ้าน 6 ล้านครัวเรือน

 

นอกจากการขยายการเข้าถึงสินเชื่อแล้ว ธอส. ยังอยู่ระหว่างจัดทำแผนดำเนินงานระยะ 5 ปี โดยมีเป้าหมายเพิ่มจำนวนครัวเรือนที่ได้รับการสนับสนุนให้มีที่อยู่อาศัยจากปัจจุบัน 4.8 ล้านครัวเรือน เป็น 6 ล้านครัวเรือน ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนภายในไตรมาส 3/2569

 

มหัทธนะย้ำว่า ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ธอส. มีภารกิจสำคัญในการสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัย ไม่ว่าเศรษฐกิจจะอยู่ในภาวะใดก็ตาม

 

“เราไม่ปฏิเสธลูกค้าที่วันนี้ยังไม่มีศักยภาพในการกู้ แต่จะช่วยให้ความรู้ด้านการออมและการบริหารการเงินผ่านโรงเรียนการออม เพื่อให้ลูกค้ามีความพร้อมและสามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ในอนาคต”

 

คุม NPL ไม่เกิน 5% เดินหน้าดูแลลูกหนี้เชิงรุก

 

พร้อมกับการขยายฐานลูกค้า ธอส. ยังคงให้ความสำคัญกับการบริหารคุณภาพสินเชื่อ โดยตั้งเป้าควบคุมสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ไม่ให้เกิน 5% ของสินเชื่อรวม

 

ผู้บริหาร ธอส. ยอมรับว่าระดับ NPL ของธนาคารอาจสูงกว่าธนาคารพาณิชย์บางแห่ง เนื่องจากฐาฟนลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มรายได้ปานกลางและรายได้น้อยที่มีความเปราะบางทางเศรษฐกิจมากกว่า

 

อย่างไรก็ตาม ธนาคารจะใช้แนวทางบริหารจัดการเชิงรุก โดยติดตามกลุ่มลูกหนี้ที่เริ่มมีสัญญาณผิดนัดชำระ หรือกลุ่ม Special Mention (SM) ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพื่อป้องกันไม่ให้กลายเป็น NPL ในอนาคต

 

มั่นใจปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ตามเป้า 2.46 แสนล้านบาท

 

สำหรับผลการดำเนินงานปี 2569 ล่าสุด ณ วันที่ 10 มิถุนายน ธอส. ปล่อยสินเชื่อใหม่แล้ว 95,366.16 ล้านบาท หรือคิดเป็น 38.64% ของเป้าหมายทั้งปีที่ 246,795 ล้านบาท ส่งผลให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองเพิ่มขึ้น 100,424 บัญชี

 

ธนาคารคาดว่าในช่วงครึ่งแรกของปีจะสามารถปล่อยสินเชื่อได้ไม่น้อยกว่า 100,000 ล้านบาท และอีกประมาณ 150,000 ล้านบาทในช่วงครึ่งปีหลัง ทำให้ยังคงเป้าหมายสินเชื่อใหม่ทั้งปีไว้ที่ 246,795 ล้านบาท โดย 65% ของสินเชื่อทั้งหมดจะเป็นสินเชื่อสำหรับที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท

 

ปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากสัญญาณฟื้นตัวของตลาดที่อยู่อาศัยในไตรมาสแรกของปี 2569 โดยจำนวนหน่วยโอนกรรมสิทธิ์ทั่วประเทศเพิ่มขึ้น 11.2% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่มูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์เพิ่มขึ้น 3.1%

 

ทั้งนี้ ธอส. พบว่า กว่า 60% ของการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในช่วงดังกล่าวเป็นการซื้อขายบ้านมือสอง สะท้อนว่าตลาดที่อยู่อาศัยระดับราคาจับต้องได้ยังคงมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง แม้เศรษฐกิจโดยรวมยังเผชิญแรงกดดันจากค่าครองชีพและต้นทุนพลังงานที่อยู่ในระดับสูง

The post ธอส. ปรับเกมปล่อยกู้บ้าน ใช้ Credit Scoring ดึงฟรีแลนซ์-คนรุ่นใหม่เข้าถึงสินเชื่อ ตั้งเป้าดูแลคนมีบ้าน 6 ล้านครัวเรือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
รวมแคมเปญ ธอส. หนุนคนไทยมีบ้านรับปีม้า ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเริ่มต้น 1.75% ผ่อนเบาเริ่มล้านละ 2,900.- เช็กเลย! https://thestandard.co/ghbank-home-low-interest-horse/ Fri, 16 Jan 2026 07:50:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1165975 รวมแคมเปญ ธอส. หนุน คนไทยมีบ้านรับ ปีม้า ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเริ่มต้น 1.75% ผ่อนเบาเริ่มล้านละ 2,900.- เช็กเลย

อัปเดตล่าสุด! รวมเคมเปญ ธอส. หนุนคนไทยมีบ้าน รับปีม้า 2 […]

The post รวมแคมเปญ ธอส. หนุนคนไทยมีบ้านรับปีม้า ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเริ่มต้น 1.75% ผ่อนเบาเริ่มล้านละ 2,900.- เช็กเลย! appeared first on THE STANDARD.

]]>
รวมแคมเปญ ธอส. หนุน คนไทยมีบ้านรับ ปีม้า ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเริ่มต้น 1.75% ผ่อนเบาเริ่มล้านละ 2,900.- เช็กเลย

อัปเดตล่าสุด! รวมเคมเปญ ธอส. หนุนคนไทยมีบ้าน รับปีม้า 2569 ออกสินเชื่อครบทุกความต้องการ ทั้งกู้ซื้อบ้านใหม่ รีไฟแนนซ์ ปลูกสร้างเอง หรือสินเชื่อสวัสดิการภาครัฐ ดอกเบี้ยถูก เงื่อนไขดีที่สุด

 

1. สินเชื่อบ้าน GHB Precious :

 

ธอส. เอาใจผู้มีรายได้ 50,000 บาทขึ้นไป หรือต้องการกู้วงเงิน 5 ล้านบาทขึ้นไป ด้วยสินเชื่อ GHB Precious ที่มอบอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรกต่ำเพียง 2.78% พร้อมสิทธิพิเศษส่วนลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม

 

อัตราดอกเบี้ย

 

  • ปีที่ 1 อยู่ที่ 1.79% ต่อปี
  • ปีที่ 2 เพิ่มเป็น 2.90% ต่อปี
  • ปีที่ 3 คิดที่ MRR – 2.545% ต่อปี

 

เมื่อคำนวณแล้ว อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยในช่วง 3 ปีแรกอยู่ที่ประมาณ 2.78% ต่อปี

 

ตั้งแต่ปีที่ 4 เป็นต้นไปจนตลอดอายุสัญญา

 

  • ลูกค้าที่เป็นกลุ่มสวัสดิการ คิดดอกเบี้ยที่ MRR – 1.00% ต่อปี
  • ลูกค้ารายย่อยทั่วไป คิดดอกเบี้ยที่ MRR – 0.50% ต่อปี
  • กรณีกู้เพื่อซื้ออุปกรณ์ หรือชำระหนี้อื่น คิดดอกเบี้ยที่ MRR

 

โดยอัตราดอกเบี้ย MRR ของ ธอส. ปัจจุบันอยู่ที่ 6.195% ต่อปี

 

เงื่อนไขพิเศษ

 

  • ผู้ที่เป็นสมาชิกเว็บไซต์ ghbankbigfamily.com และเลือกซื้อที่อยู่อาศัยที่อยู่บนแพลตฟอร์มของธนาคาร พร้อมยื่นขอสินเชื่อผ่านเว็บไซต์ จะได้รับส่วนลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มอีก 0.25% ‘ในปีแรก’ ทำให้อัตราดอกเบี้ยปีแรกลดลงเหลือเพียง 1.54% ต่อปี
  • ในกรณีกู้เงิน 1 ล้านบาท จะมีภาระผ่อนชำระเงินงวดเพียงเดือนละ 3,000 บาท เดือนละ 3,000 บาท

 

สามารถยื่นขอสินเชื่อได้ตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 มีนาคม 2569 และต้องทำนิติกรรมภายใน 30 เมษายน 2569

 

2. สินเชื่อบ้านสุขสันต์ :

 

รีไฟแนนซ์บ้าน ธอส. 2569 กับสินเชื่อบ้านสุขสันต์ ดอกเบี้ยปีแรก 1.75% ผ่อนเริ่ม 2,900 บาท

 

เหมาะสำหรับรีไฟแนนซ์ พร้อมปลูกสร้าง หรือต่อเติม ซ่อมแซม ซื้ออุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อประโยชน์ในการอยู่อาศัย พร้อมชำระหนี้เพื่อรีไฟแนนซ์

 

อัตราดอกเบี้ย

 

  • ปีที่ 1 อยู่ที่ 1.75% ต่อปี
  • ปีที่ 2 อยู่ที่ 2.75% ต่อปี
  • ปีที่ 3 – 6 คิดที่ MRR – 2.495% ต่อปี

 

เมื่อคำนวณแล้ว อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยในช่วง 3 ปีแรกอยู่ที่ประมาณ 2.73% ต่อปี

 

ตั้งแต่ปีที่ 7 เป็นต้นไปจนตลอดอายุสัญญา

 

  • ลูกค้าที่เป็นกลุ่มสวัสดิการ คิดดอกเบี้ยที่ MRR – 1.00% ต่อปี
  • ลูกค้ารายย่อยทั่วไป คิดดอกเบี้ยที่ MRR – 0.50% ต่อปี
  • กรณีกู้เพื่อซื้ออุปกรณ์ หรือชำระหนี้อื่น คิดดอกเบี้ยที่ MRR

 

โดยอัตราดอกเบี้ย MRR ของ ธอส. ปัจจุบันอยู่ที่ 6.195% ต่อปี

 

เงื่อนไขพิเศษ

 

  • ระยะเวลาผ่อนชำระนานสูงสุดถึง 40 ปี
  • ในกรณีกู้เงิน 1 ล้านบาท จะมีภาระผ่อนชำระเงินงวดเริ่มต้นเพียงเดือนละ 2,900 บาท

 

สามารถยื่นขอสินเชื่อได้ตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 มีนาคม 2569 และต้องทำนิติกรรมภายใน 30 เมษายน 2569

 

3. สินเชื่อปลูกสร้างที่อยู่อาศัยบนที่ดินของตนเอง :

 

สานฝันคนมีที่ดิน! สินเชื่อปลูกสร้างที่อยู่อาศัย ธอส. ให้กู้สร้างบ้านพร้อมซื้ออุปกรณ์อำนวยความสะดวก ดอกเบี้ยต่ำ ผ่อนสบายล้านละ 3,000 บาท

 

เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการปลูกสร้างอาคาร และซื้ออุปกรณ์ หรือสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อประโยชน์ในการอยู่อาศัย พร้อมกับปลูกสร้างอาคาร

 

อัตราดอกเบี้ย

 

  • ปีที่ 1 อยู่ที่ 1.89% ต่อปี
  • ปีที่ 2 อยู่ที่ 3.39% ต่อปี
  • ปีที่ 3 คิดที่ MRR – 2.545% ต่อปี

 

เมื่อคำนวณแล้ว อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยในช่วง 3 ปีแรกอยู่ที่ประมาณ 2.98% ต่อปี

 

ตั้งแต่ปีที่ 4 เป็นต้นไปจนตลอดอายุสัญญา

 

  • ลูกค้าที่เป็นกลุ่มสวัสดิการ คิดดอกเบี้ยที่ MRR – 1.00% ต่อปี
  • ลูกค้ารายย่อยทั่วไป คิดดอกเบี้ยที่ MRR – 0.50% ต่อปี
  • กรณีกู้เพื่อซื้ออุปกรณ์ หรือชำระหนี้อื่น คิดดอกเบี้ยที่ MRR

 

โดยอัตราดอกเบี้ย MRR ของ ธอส. ปัจจุบันอยู่ที่ 6.195% ต่อปี

 

เงื่อนไขพิเศษ

 

  • ระยะเวลาผ่อนชำระนานสูงสุดถึง 40 ปี
  • ในกรณีกู้เงิน 1 ล้านบาท จะมีภาระผ่อนชำระเงินงวดเริ่มต้นเพียงเดือนละ 3,000 บาท

 

สามารถยื่นขอสินเชื่อและทำนิติกรรมได้ตั้งแต่วันนี้จนถึง 30 ธันวาคม 2569

 

4. สินเชื่อที่อยู่อาศัยเพื่อบุคลากรภาครัฐ ปี 2569 :

 

สิทธิพิเศษสำหรับข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ กู้ซื้อ ปลูกสร้าง หรือรีไฟแนนซ์บ้านปี 2569 ด้วยดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรกต่ำสุด พร้อมเงื่อนไขสวัสดิการที่คุ้มค่ากว่าใคร

 

เหมาะสำหรับข้าราชการ พนักงานราชการ พนักงานมหาวิทยาลัย พนักงานรัฐวิสาหกิจ พนักงาน/เจ้าหน้าที่ของรัฐ และลูกจ้างประจำที่มีสิทธิกู้เงินสวัสดิการฯ

 

อัตราดอกเบี้ย

 

  • ปีที่ 1 อยู่ที่ 2.00% ต่อปี
  • ปีที่ 2 อยู่ที่ 3.00% ต่อปี
  • ปีที่ 3 คิดที่ MRR – 2.245% ต่อปี
  • ปีที่ 4 – 5 คิดที่ MRR – 2.25% ต่อปี

 

เมื่อคำนวณแล้ว อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยในช่วง 3 ปีแรกอยู่ที่ประมาณ 2.98% ต่อปี

 

ตั้งแต่ปีที่ 6 เป็นต้นไปจนตลอดอายุสัญญา

 

  • อัตราดอกเบี้ย คิดที่ MRR – 2.00% ต่อปี
  • กรณีกู้เพื่อซื้ออุปกรณ์ หรือชำระหนี้อื่น คิดดอกเบี้ยที่ MRR

 

โดยอัตราดอกเบี้ย MRR ของ ธอส. ปัจจุบันอยู่ที่ 6.195% ต่อปี

 

เงื่อนไขพิเศษ

 

  • ในกรณีกู้เงิน 1 ล้านบาท จะมีภาระผ่อนชำระเงินงวดเริ่มต้นเพียงเดือนละ 3,100 บาท

 

สามารถยื่นขอสินเชื่อและทำนิติกรรมได้ตั้งแต่วันนี้จนถึง 29 มกราคม 2570

 

5. สินเชื่อบ้าน ธอส. เพื่อคุณ ปี 2569 :

 

รายได้ไม่เกิน 35,000 ก็เป็นเจ้าของบ้านได้ ดอกเบี้ยคงที่ปีแรก 3.00% สินเชื่อบ้าน ธอส. เพื่อคุณ ปี 2569 ออกแบบมาเพื่อคนอยากมีบ้านหลังแรกโดยเฉพาะ วงเงินสูงสุด 3 ล้านบาท ผ่อนเบาเพียงล้านละ 3,600 บาท สมัครง่ายแม้รายได้น้อย

 

เหมาะสำหรับผู้ที่มีรายได้ไม่เกิน 35,000 บาทต่อเดือน และไม่มีประวัติการผ่อนชำระสินเชื่อที่อยู่อาศัยกับ ธอส. (กู้ซื้อครั้งแรก)

 

อัตราดอกเบี้ย

 

  • ปีที่ 1 อยู่ที่ 3.00% ต่อปี
  • ปีที่ 2 – 5 คิดที่ MRR – 2.00% ต่อปี

 

เมื่อคำนวณแล้ว อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยในช่วง 3 ปีแรกอยู่ที่ประมาณ 3.79% ต่อปี

 

ตั้งแต่ปีที่ 6 เป็นต้นไปจนตลอดอายุสัญญา

 

  • ลูกค้าที่เป็นกลุ่มสวัสดิการ คิดดอกเบี้ยที่ MRR – 1.00% ต่อปี
  • ลูกค้ารายย่อยทั่วไป คิดดอกเบี้ยที่ MRR – 0.75% ต่อปี
  • กรณีกู้เพื่อชำระหนี้ คิดดอกเบี้ยที่ MRR

 

โดยอัตราดอกเบี้ย MRR ของ ธอส. ปัจจุบันอยู่ที่ 6.195% ต่อปี

 

เงื่อนไขพิเศษ

 

  • ในกรณีกู้เงิน 1 ล้านบาท จะมีภาระผ่อนชำระเงินงวดเริ่มต้นเพียงเดือนละ 3,600 บาท

 

สามารถยื่นขอสินเชื่อและทำนิติกรรมได้ตั้งแต่วันนี้จนถึง 29 มกราคม 2570

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ G H Bank Call Center โทร 0-2645-9000 และติดตามข่าวสารของธนาคารได้ที่ G H Bank Social Media ทุกช่องทาง

 

ภาพ: Suphakant/Shutterstock

The post รวมแคมเปญ ธอส. หนุนคนไทยมีบ้านรับปีม้า ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเริ่มต้น 1.75% ผ่อนเบาเริ่มล้านละ 2,900.- เช็กเลย! appeared first on THE STANDARD.

]]>
ttb เคียงข้างคนไทยสู้หนี้! ชุบชีวิตลูกหนี้ 81,000 บัญชี ให้มีแรงสู้ต่อ ตอกย้ำ “ปีแห่งการช่วยเหลือลูกหนี้” ให้มีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้น https://thestandard.co/ttb-helps-81000-debtors/ Wed, 24 Dec 2025 12:40:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1157494 ttb เคียงข้างคนไทยสู้หนี้ ชุบชีวิตลูกหนี้ 81,000 บัญชี ให้มีแรงสู้ต่อ ตอกย้ำ “ปีแห่งการช่วยเหลือลูกหนี้” ให้มีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้น

ทีเอ็มบีธนชาต หรือ ทีทีบี สรุปผลความสำเร็จการดำเนินกลยุ […]

The post ttb เคียงข้างคนไทยสู้หนี้! ชุบชีวิตลูกหนี้ 81,000 บัญชี ให้มีแรงสู้ต่อ ตอกย้ำ “ปีแห่งการช่วยเหลือลูกหนี้” ให้มีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ttb เคียงข้างคนไทยสู้หนี้ ชุบชีวิตลูกหนี้ 81,000 บัญชี ให้มีแรงสู้ต่อ ตอกย้ำ “ปีแห่งการช่วยเหลือลูกหนี้” ให้มีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้น

ทีเอ็มบีธนชาต หรือ ทีทีบี สรุปผลความสำเร็จการดำเนินกลยุทธ์ภายใต้แนวคิด The MEANINGFUL Change ที่มุ่งสู่การสร้างการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายอย่างแท้จริงตลอดปี 2568 เพื่อยกระดับบทบาทธนาคารจาก “ผู้ให้สินเชื่อ” สู่ “พันธมิตรทางการเงิน” ที่อยู่เคียงข้างคนไทยในการแก้ปัญหาหนี้ ให้ความรู้ทางการเงินเพื่อสร้างวินัย และออกแบบชีวิตทางการเงินอย่างยั่งยืน ซึ่งล่าสุดปีนี้ ธนาคารได้ช่วยเหลือลูกหนี้ผ่านโครงการคุณสู้ เราช่วย และโครงการผ่อนดี…มีรางวัล ไปแล้วกว่า 81,000 บัญชี คิดเป็นวงเงินรวมกว่า 40,000 ล้านบาท ตอกย้ำผลลัพธ์ “ปีแห่งการช่วยลูกหนี้” เพื่อให้มีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง

 

ฐากร ปิยะพันธ์ ผู้จัดการใหญ่ ทีเอ็มบีธนชาต เปิดเผยว่า ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังเผชิญแรงกดดันจากค่าครองชีพ หนี้ครัวเรือน และความไม่แน่นอนของรายได้ ทีทีบีมีแนวทางการช่วยเหลือลูกค้าทุกกลุ่ม ตั้งแต่ลูกหนี้ที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน ลูกหนี้ผ่อนดีมีวินัย ไปจนถึงการสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินระยะยาวผ่านการให้ความรู้ทางการเงินและบริการโค้ชปลดหนี้อย่างต่อเนื่อง โดยมองว่าการแก้หนี้ที่แท้จริง ไม่ใช่แค่ทำให้ “รอดวันนี้” เพื่อลดภาระในระยะสั้น แต่ต้องทำให้ลูกค้ามีความรู้ที่ถูกต้อง สามารถกลับมามีชีวิตทางการเงินที่แข็งแรงได้อีกครั้ง ธนาคารจึงเลือกทำหน้าที่ในฐานะ “พันธมิตรทางการเงิน” ที่อยู่เคียงข้างคนไทยในทุกช่วงจังหวะของชีวิต

 

หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของแนวคิด The MEANINGFUL Change ในการช่วยเหลือลูกหนี้คือการผลักดันโครงการคุณสู้ เราช่วย โดยเน้นทำการสื่อสารเชิงรุกให้ลูกค้าของทีทีบีที่เผชิญกับภาระหนี้อย่างหนัก แต่ยังอยากจะลุกขึ้นมาสู้เข้าร่วมโครงการมากที่สุด เพื่อช่วยให้พวกเขาปลดหนี้ได้ไวขึ้น และแก้ปัญหาหนี้สะสมเรื้อรังอย่างยั่งยืน ตลอดปี 2568 ได้พิสูจน์ผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีลูกค้าสินเชื่อบ้านและรถลงทะเบียนกว่า 71,000 บัญชี จากลูกหนี้ที่ผ่านเกณฑ์เข้าร่วมโครงการ 267,000 บัญชี หรือคิดเป็น 27% ถือเป็นธนาคารพาณิชย์ที่มีอัตราการเข้าร่วมโครงการมากที่สุด ด้วยวงเงินรวมกว่า 37,000 ล้านบาท ครอบคลุม 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ สินเชื่อรถยนต์ 57,000 บัญชี วงเงิน 17,000 ล้านบาท สินเชื่อที่อยู่อาศัย 14,000 บัญชี วงเงิน 20,000 ล้านบาท สามารถช่วยแบ่งเบาภาระหนี้ลูกค้าได้ถึง 800 ล้านบาท เมื่อเทียบกับก่อนเข้าร่วมโครงการ ช่วยให้ลูกค้าสามารถรักษาบ้านและรถไว้เพื่อการดำรงชีพ นับเป็นการแก้หนี้เชิงโครงสร้างได้อย่างยั่งยืน

 

ทีทีบียังให้ความสำคัญกับการสร้าง “ภูมิคุ้มกันทางการเงิน” ควบคู่ไปกับการแก้หนี้ โดยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมามีลูกค้าเข้ารับการตรวจสุขภาพทางการเงินออนไลน์ (ttb financial health check) แล้วราว 102,000 คน โดยพบว่าลูกค้าเกือบครึ่ง (48%) มีความเสี่ยงด้านการเงิน และมีผู้สนใจเข้าเรียนคอร์สการเงินออนไลน์แล้วมากกว่า 10,000 คน ขณะที่โครงการโค้ชปลดหนี้ ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องมากกว่า 3 ปี ปัจจุบันมีโค้ชกว่า 110 คน และให้คำปรึกษาพนักงานเงินเดือนแล้วมากเกือบ 400 เคส พร้อมเริ่มขยายผลไปยังบริษัทพันธมิตร เพื่อป้องกันและแก้หนี้เชิงรุกให้กับมนุษย์เงินเดือนอย่างเป็นระบบ

 

ฐากร กล่าวสรุปทิศทางว่า “The MEANINGFUL Change เป็นแนวคิดในการดำเนินธุรกิจเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายให้กับคนไทยในระยะยาว ซึ่งเชื่อว่าหากทุกคนมีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง เศรษฐกิจไทยก็จะเติบโตได้อย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืนไปพร้อมกัน ทีทีบีจะยังคงเดินหน้าทำหน้าที่พันธมิตรทางการเงินของคนไทยอย่างต่อเนื่องและยึดมั่นในเป้าหมายการสร้างชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นให้กับคนไทย”

The post ttb เคียงข้างคนไทยสู้หนี้! ชุบชีวิตลูกหนี้ 81,000 บัญชี ให้มีแรงสู้ต่อ ตอกย้ำ “ปีแห่งการช่วยเหลือลูกหนี้” ให้มีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธอส. ฉลองครบ 72 ปี ชูโปรสินเชื่อบ้านดอกเบี้ยต่ำ เริ่มต้นเพียง 0.72% ต่อปี กู้ 1 ล้าน ผ่อนเริ่มต้นแค่ 2,700 ต่อเดือนเท่านั้น! [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/ghb-72nd-anniversary-loan-27billion/ Thu, 11 Dec 2025 03:00:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1152774

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ฉลองวาระครบ 6 รอบ 72 ปี ด้ว […]

The post ธอส. ฉลองครบ 72 ปี ชูโปรสินเชื่อบ้านดอกเบี้ยต่ำ เริ่มต้นเพียง 0.72% ต่อปี กู้ 1 ล้าน ผ่อนเริ่มต้นแค่ 2,700 ต่อเดือนเท่านั้น! [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ฉลองวาระครบ 6 รอบ 72 ปี ด้วยการเปิดตัวแคมเปญสินเชื่อบ้านอัตราดอกเบี้ยต่ำพิเศษ ‘สินเชื่อบ้าน 72 ปี ธอส.’ กรอบวงเงินรวม 27,000 ล้านบาท ให้สิทธิ์ดอกเบี้ยต่ำต่อเนื่องยาวนานถึง 6 ปี เอื้อต่อการมีบ้านในช่วงภาระค่าครองชีพสูง 

 

ผู้กู้ที่ทำประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ (MRTA) จะได้รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษดังนี้

  • 6 เดือนแรก เพียง 0.72% ต่อปี
  • เดือนที่ 7-24 = 2.72% ต่อปี
  • ปีที่ 3-6 = MRR-2.525% ต่อปี (3.72% ต่อปี) ซึ่งทำให้ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรกอยู่ที่ 2.72% ต่อปี

 

ตั้งแต่ ปีที่ 7 เป็นต้นไปจนตลอดอายุสัญญา

  • ลูกค้าสวัสดิการ: MRR-1.00% ต่อปี
  • ลูกค้ารายย่อย: MRR-0.50% ต่อปี
  • กรณีซื้ออุปกรณ์/ชำระหนี้อื่น: MRR
    (อัตรา MRR ของ ธอส. ปัจจุบันเท่ากับ 6.245% ต่อปี)

 

 

อีกจุดเด่น คือ การผ่อนชำระที่ยาวสูงสุดถึง 40 ปี ทำให้ภาระรายเดือนลดลงอย่างเห็นได้ชัด ตัวอย่างเช่น การกู้เงิน 1 ล้านบาท จะผ่อนเริ่มต้นเพียง 2,700 บาทต่อเดือน เหมาะกับผู้ที่ต้องการบริหารภาระทางการเงินระยะยาวให้มั่นคงขึ้น

 

ผู้สนใจต้องผ่านการอนุมัติพร้อมทำนิติกรรมภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2568 โดยผู้กู้หลักยังจะได้รับคะแนนสะสมจาก GHB Reward & Privilege จำนวน 100 คะแนนต่อสิทธิ์ เพื่อนำไปแลกสิทธิประโยชน์ต่างๆ จากร้านค้าที่ร่วมรายการ (เป็นไปตามเงื่อนไขของธนาคาร)

 

ลูกค้าสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ธอส. ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือ G H Bank Call Center โทร. 0-2645-9000 และ www.ghbank.co.th

The post ธอส. ฉลองครบ 72 ปี ชูโปรสินเชื่อบ้านดอกเบี้ยต่ำ เริ่มต้นเพียง 0.72% ต่อปี กู้ 1 ล้าน ผ่อนเริ่มต้นแค่ 2,700 ต่อเดือนเท่านั้น! [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธอส. ส่ง 6 สินเชื่อบ้านปลายปี ดอกเบี้ยเริ่มต้น 0.99% ต่อปี ให้คนไทยมีบ้านเป็นของตัวเอง [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/gh-bank-6-home-loans/ Fri, 21 Nov 2025 06:00:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1142320 COVER_WEB INFOGRAPHIC WEALTH_ธอส

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดตัวชุดสินเชื่อบ้านอัตรา […]

The post ธอส. ส่ง 6 สินเชื่อบ้านปลายปี ดอกเบี้ยเริ่มต้น 0.99% ต่อปี ให้คนไทยมีบ้านเป็นของตัวเอง [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
COVER_WEB INFOGRAPHIC WEALTH_ธอส

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดตัวชุดสินเชื่อบ้านอัตราดอกเบี้ยต่ำพิเศษส่งท้ายปี 2568 ภายใต้ภารกิจ “ทำให้คนไทยมีบ้าน” พร้อมกระตุ้นการเติบโตของภาคอสังหาริมทรัพย์และระบบเศรษฐกิจไทย โดยครอบคลุมทุกกลุ่มอาชีพ ตั้งแต่บุคลากรภาครัฐจนถึงประชาชนทั่วไป อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นเพียง 0.99% ต่อปี ผ่อนชำระได้นานสูงสุด 40 ปี กู้ 1 ล้านบาท ผ่อนเริ่มต้นเพียง 2,600 บาทต่อเดือน

 

กมลภพ วีระพละ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส. เป็นกลไกหลักในการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจะส่งผลบวกต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศให้ขยายตัวได้ดีขึ้น จัดทำสินเชื่อที่อยู่อาศัย อัตราดอกเบี้ยต่ำสนับสนุนให้คนไทยมีบ้าน ครอบคลุมความต้องการของลูกค้าและประชาชนในทุกกลุ่มอาชีพ

 

สินเชื่อโค้งสุดท้ายปลายปีนี้ มีดังนี้

 

🏠1. สินเชื่อบ้านสุขสันต์ ปี 2568

 

เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการซื้อบ้าน ปลูกสร้าง ต่อเติม หรือรีไฟแนนซ์จากสถาบันการเงินอื่น

 

  • ดอกเบี้ยพิเศษ: ปีแรกเพียง 0.99% ต่อปี, ปีที่ 2 = 3.50%, ปีที่ 3 = 4.20%
  • เฉลี่ย 3 ปีแรกเพียง 2.90% ต่อปี หลังจากนั้น คิดดอกเบี้ยตามกลุ่มลูกค้า
  • ลูกค้าสวัสดิการ = MRR–1.00% ลูกค้ารายย่อย = MRR–0.50%
  • กู้ได้สูงสุด 40 ปี กู้ 1 ล้านบาท ผ่อนเริ่มต้นเพียง 2,600 บาท/เดือน

 

🏠2. สินเชื่อเพื่อบุคลากรภาครัฐ ปี 2568

 

ออกแบบสำหรับข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจที่ต้องการมีบ้านหลังใหม่ หรือต้องการรีไฟแนนซ์

 

  • ดอกเบี้ยปีแรก 1.59%, ปีที่ 2 = 2.99%, ปีที่ 3 = MRR–2.50%
  • เฉลี่ย 3 ปีแรกเพียง 2.775% (เมื่อทำประกัน MRTA ตามเงื่อนไข)
  • ปีที่ 4–5 = MRR–2.25% หลังจากนั้น = MRR–2.00%
  • ใช้กู้ได้ทุกวัตถุประสงค์: ซื้อ ปลูกสร้าง ต่อเติม หรือชำระหนี้เดิม ผ่อนเริ่มต้นเพียง 2,900 บาท/เดือน

 

🏠3. สินเชื่อบ้านสวัสดิการ ปี 2568

 

สำหรับหน่วยงานที่มีข้อตกลงโครงการสวัสดิการกับ ธอส. ครอบคลุมการกู้ซื้อบ้าน ต่อเติม หรือรีไฟแนนซ์

 

  • ดอกเบี้ยปีแรก 2.30%, ปีที่ 2 = 2.90%, ปีที่ 3 = 3.50% เฉลี่ย 3 ปีแรกเพียง 2.90%
  • ปีที่ 4–5 = MRR–2.00%, และหลังจากนั้น = MRR–1.00%
  • เหมาะกับหน่วยงานที่เข้าร่วมโครงการสวัสดิการที่อยู่อาศัยกับ ธอส. ผ่อนเริ่มต้นเพียง 3,200 บาท/เดือน

 

🏠4. โครงการ “บ้าน ธอส. แสนสุข” ปี 2568

 

เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการบ้านหลังที่สอง หรือสัญญากู้ใหม่ที่มีประวัติผ่อนดี

 

  • ดอกเบี้ยปีแรก 2.55%, ปีที่ 2 = 3.25%, ปีที่ 3 = 3.80% เฉลี่ย 3 ปีแรกเพียง 3.20%
  • ปีที่ 4–5 = MRR–2.00% และหลังจากนั้น ลูกค้าสวัสดิการ = MRR–1.00% ลูกค้ารายย่อย = MRR–0.75%
  • ผ่อนเริ่มต้นเพียง 3,000 บาท/เดือน

 

🏠5. สินเชื่อ Mild Home ปี 2568

 

ออกแบบมาเพื่อผู้ที่ต้องการสร้าง ต่อเติม หรือรีไฟแนนซ์บ้าน ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ยืดหยุ่น

 

  • ดอกเบี้ย 2 ปีแรก 2.90% ต่อปี, ปีที่ 3 = MRR–3.345%
  • หลังจากนั้น สวัสดิการ = MRR–1.00%, รายย่อย = MRR–0.50%
  • ผ่อนเริ่มต้นเพียง 3,300 บาท/เดือน รองรับทั้งการซื้อ ปลูกสร้าง หรือซ่อมแซมอาคาร

 

🏠6. สินเชื่อ “ซื้อ-สร้าง บ้าน”

 

เหมาะกับผู้ที่ต้องการสร้างบ้านใหม่หรือซื้อพร้อมปลูกสร้าง

 

  • ดอกเบี้ยคงที่ 3.00% ต่อปีใน 5 ปีแรก
  • ปีที่ 6–7 = MRR–2.00%, ปีที่ 8–9 = MRR–1.50%
  • หลังจากนั้น ลูกค้าสวัสดิการ = MRR–1.00% ลูกค้ารายย่อย = MRR–0.75%
  • ผ่อนเริ่มต้นเพียง 3,800 บาท/เดือน

 

ผู้สนใจสามารถยื่นกู้ได้ตั้งแต่วันนี้ผ่าน แอปพลิเคชัน GHB ALL GEN หรือ สาขา ธอส. ทั่วประเทศ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

 

🏡GH Bank Call Center โทร. 0-2645-9000
🏡Facebook Fanpage : ธนาคารอาคารสงเคราะห์ หรือเว็บไซต์ www.ghbank.co.th

 

ธอส. จะยังคงทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนภาคอสังหาริมทรัพย์ของประเทศ และสร้างโอกาสให้คนไทยทุกกลุ่มได้มีบ้านของตนเอง ภายใต้นโยบายดอกเบี้ยต่ำและเข้าถึงง่าย

 

INFOGRAPHIC WEALTH_ธอส. ส่งสินเชื่อบ้านปลายปี ดอกเบี้ยเริ่มต้น 0.99% ต่อปี

The post ธอส. ส่ง 6 สินเชื่อบ้านปลายปี ดอกเบี้ยเริ่มต้น 0.99% ต่อปี ให้คนไทยมีบ้านเป็นของตัวเอง [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
7 เทคนิคขอสินเชื่อบ้าน ผ่านฉลุยอนุมัติเร็ว https://thestandard.co/7-tips-home-loan-approval/ Sun, 21 Sep 2025 07:25:01 +0000 https://thestandard.co/?p=1121212

การตามหาบ้านที่ถูกใจ อาจจะไม่ยากเท่าการยื่นกู้บ้านให้ผ่ […]

The post 7 เทคนิคขอสินเชื่อบ้าน ผ่านฉลุยอนุมัติเร็ว appeared first on THE STANDARD.

]]>

การตามหาบ้านที่ถูกใจ อาจจะไม่ยากเท่าการยื่นกู้บ้านให้ผ่าน เพราะหากเตรียมตัวไม่ดีก็อาจทำให้เสียเวลา หรือที่แย่กว่านั้นคือถูกปฏิเสธสินเชื่อ เพราะฉะนั้นการเข้าใจว่าสถาบันการเงินพิจารณาสินเชื่ออย่างไรและการเตรียมตัวที่ดีที่ตรงจุดจะช่วยเพิ่มโอกาสในการอนุมัติได้ง่ายขึ้น 

 

ธนาคารพิจารณาปัจจัยอะไรเพื่ออนุมัติสินเชื่อ

 

ปัจจัยหลักที่ธนาคารใช้พิจารณาอนุมัติสินเชื่อสามารถสรุปได้เป็น 4 ข้อหลักๆ หรือที่เรียกว่า “4C”

 

  1. ความสามารถในการชำระหนี้ (Capacity): ธนาคารจะประเมินจากรายได้และภาระหนี้สินในปัจจุบันของเรา เพื่อดูว่าเรามีรายได้เพียงพอที่จะผ่อนชำระหนี้ใหม่ได้หรือไม่
  2. อุปนิสัยทางการเงิน (Character): พิจารณาจากประวัติการชำระหนี้ของเราจากข้อมูลเครดิตบูโร หากมีประวัติดี ไม่เคยผิดนัดชำระ ก็จะเพิ่มโอกาสในการอนุมัติ
  3. เงินทุน (Capital): ดูจากเงินออมหรือสินทรัพย์ที่เรามี เช่น เงินดาวน์สำหรับซื้อบ้าน การมีเงินทุนสำรองที่มั่นคงจะช่วยลดความเสี่ยงให้กับธนาคาร
  4. หลักประกัน (Collateral): ธนาคารจะพิจารณามูลค่าของทรัพย์สินที่นำมาค้ำประกัน เช่น บ้านหรือที่ดิน ว่ามีมูลค่าเพียงพอต่อวงเงินสินเชื่อที่ขอหรือไม่

 

เทคนิคเตรียมกู้บ้านให้ได้อนุมัติไว

 

เพื่อให้กระบวนการขอสินเชื่อราบรื่นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ มีบางเทคนิคที่จะช่วยให้การอนุมัติสินเชื่อบ้านเป็นไปได้ไวขึ้น 

 

1. สร้างประวัติการทำงานที่มั่นคง

 

ธนาคารและสถาบันการเงินจะพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ของเราเป็นอันดับแรก ซึ่งปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือ ความมั่นคงของรายได้ 

 

หากมีประวัติการทำงานที่ชัดเจน เช่น ทำงานประจำในบริษัทเดียวกันมาเป็นระยะเวลานาน (อย่างน้อย 1-2 ปี) จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือได้ดีกว่าคนที่เปลี่ยนงานบ่อย ๆ และช่วงที่กำลังขอสินเชื่อก็ยังไม่ควรลาออก การว่างงานจะทำให้อนุมัติสินเชื่อยากขึ้น

 

และหากคุณเป็นเจ้าของกิจการ ควรแสดงให้เห็นถึงความสม่ำเสมอของรายได้และผลประกอบการที่เป็นบวกอย่างน้อย 1-2 ปี เพื่อให้ธนาคารมั่นใจว่าคุณมีกระแสเงินสดที่เพียงพอต่อการผ่อนชำระในระยะยาว

 

2. ลดภาระหนี้สินให้เหลือน้อยที่สุด

 

ก่อนที่จะยื่นขอสินเชื่อบ้าน ควรเคลียร์หนี้สินอื่นๆ ที่ไม่จำเป็นให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่ว่าจะเป็นหนี้บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล หรือสินเชื่อรถยนต์ 

 

โดยทั่วไปแล้ว ธนาคารจะพิจารณาจาก อัตราส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ (Debt-to-Income Ratio: DTI) ซึ่งเป็นอัตราส่วนที่ใช้ประเมินว่ารายได้ของเราถูกนำไปใช้เพื่อชำระหนี้มากน้อยแค่ไหน หากภาระหนี้เดิมที่ยังค้างอยู่สูงเกินไป อาจทำให้ธนาคารมองว่าเรามีความสามารถในการชำระหนี้บ้านได้ไม่เต็มที่และอาจมีโอกาสผิดนัดชำระได้ในอนาคต

 

เช่น เรามีรายได้ต่อเดือน 50,000 บาท และ ภาระหนี้สินรวมต่อเดือน (เช่น ผ่อนบ้าน, ผ่อนรถ, ค่าบัตรเครดิต) 15,000 บาท

 

คำนวณ DTI = (15,000 บาท ÷ 50,000 บาท) x 100 = 30%

 

หมายความว่า ทุกๆ รายได้ 100 บาท จะถูกนำไปเป็นค่าภาระหนี้สิน 30 บาท ซึ่งโดยทั่วไป DTI ประมาณ 30-40% ถือเป็นเกณฑ์ที่ปลอดภัย

 

3. ออมเงินและชำระหนี้ตรงเวลา

 

วินัยทางการเงินเป็นสิ่งที่ธนาคารให้ความสำคัญในการพิจารณาปล่อยสินเชื่อ เราควรเริ่มต้นจากการออมเงินอย่างสม่ำเสมอ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารจัดการเงินของเรา และยิ่งถ้าเรามีเงินมาวางดาวน์สูงๆ ก็จะช่วยประหยัดยอดผ่อนบ้านในอนาคตได้

 

นอกจากนี้ การชำระหนี้ตรงเวลา ไม่ว่าจะเป็นหนี้บัตรเครดิต หรือค่าผ่อนรถยนต์ จะช่วยสร้างประวัติการชำระหนี้ที่ดีเยี่ยม ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ธนาคารใช้ประกอบการพิจารณา ยิ่งประวัติการชำระหนี้ของเราดีเท่าไหร่ โอกาสในการอนุมัติก็จะยิ่งสูงขึ้น

 

4. ตรวจสอบเครดิตเรตติ้ง (Credit Rating)

 

ก่อนยื่นขอสินเชื่อควรไปตรวจสอบ ประวัติข้อมูลเครดิตบูโร (เครดิตเรตติ้ง) ของเรากับบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ เพื่อให้แน่ใจว่าข้อมูลประวัติการเงินของเราถูกต้อง

 

การตรวจสอบด้วยตัวเองจะช่วยให้เราทราบสถานะการเงินของตัวเองและแก้ไขข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที เช่น หากมีหนี้ที่ไม่ได้ก่อขึ้นแต่ปรากฏในระบบ เราสามารถแจ้งเรื่องเพื่อแก้ไขได้ทันที ซึ่งการทำเช่นนี้จะช่วยให้ธนาคารได้รับข้อมูลที่ถูกต้องที่สุดและไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธการขอสินเชื่อ

 

5. หลีกเลี่ยงการยื่นขอสินเชื่อพร้อมกันหลายแห่ง

 

การยื่นขอสินเชื่อบ้านพร้อมๆ กันหลายๆ แห่งอาจส่งผลเสียต่อคะแนนเครดิตได้ เพราะธนาคารแต่ละแห่งที่ได้รับคำขอจะทำการตรวจสอบข้อมูลเครดิตของเรา และการตรวจสอบที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในช่วงเวลาสั้นๆ อาจทำให้ธนาคารมองว่าเรากำลังมีความต้องการเงินที่สูงผิดปกติและอาจมีความเสี่ยงที่จะก่อหนี้เกินตัว

 

ทางที่ดีควร ศึกษาเงื่อนไขและโปรโมชั่นของแต่ละธนาคารอย่างละเอียด และเลือกธนาคารที่เหมาะสมที่สุดเพียง 2-3 แห่งเท่านั้นเพื่อยื่นขอสินเชื่อ

 

6. พิจารณาการกู้ร่วม

 

หากรายได้ของตัวเราคนเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะได้รับอนุมัติสินเชื่อ ลองพิจารณาการ กู้ร่วมกับคนในครอบครัว ที่มีรายได้มั่นคง เช่น คู่สมรส พ่อแม่ หรือพี่น้อง การกู้ร่วมจะช่วยรวมรายได้ของผู้กู้ทุกคน ทำให้ความสามารถในการชำระหนี้เพิ่มขึ้นและมีโอกาสได้รับอนุมัติในวงเงินที่สูงขึ้นได้ 

 

อย่างไรก็ตาม ผู้กู้ร่วมทุกคนควรพิจารณาความพร้อมและความสามารถในการชำระหนี้ร่วมกันอย่างถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจ

 

7. เปิดเผยและซื่อสัตย์

 

ข้อมูลที่ให้แก่ธนาคารควรเป็น จริงและครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลรายได้, ภาระหนี้สิน, หรือประวัติการทำงาน การปกปิดข้อมูลหรือให้ข้อมูลที่เป็นเท็จอาจทำให้เกิดปัญหาตามมาทีหลังและอาจเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้สินเชื่อไม่ได้รับการอนุมัติ การเปิดเผยข้อมูลที่แท้จริงจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับธนาคารและทำให้การพิจารณาสินเชื่อเป็นไปอย่างราบรื่น

 

การเตรียมตัวที่ดีจะทำให้การขอสินเชื่อบ้านเป็นเรื่องง่ายขึ้นและเพิ่มโอกาสในการอนุมัติที่รวดเร็ว หากเตรียมตัวตามเทคนิคเหล่านี้แล้ว การเป็นเจ้าของบ้านในฝันก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

 

ภาพ: beast01/Getty Images 

 

อ้างอิง:

The post 7 เทคนิคขอสินเชื่อบ้าน ผ่านฉลุยอนุมัติเร็ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมว.คลัง สั่ง ‘ธอส.’ รุกตลาดบ้านพรีเมียมราคา 7 ล้านบาทขึ้นไป พร้อมอัดสินเชื่อเพิ่มในครึ่งปีหลัง ปลุกภาคอสังหา https://thestandard.co/finance-minister-ghb-premium-housing/ Tue, 24 Jun 2025 00:57:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1088249

รมว.คลัง สั่ง ธอส. รุกตลาดสินเชื่อบ้าน 7 ล้านบาทขึ้นไป […]

The post รมว.คลัง สั่ง ‘ธอส.’ รุกตลาดบ้านพรีเมียมราคา 7 ล้านบาทขึ้นไป พร้อมอัดสินเชื่อเพิ่มในครึ่งปีหลัง ปลุกภาคอสังหา appeared first on THE STANDARD.

]]>

รมว.คลัง สั่ง ธอส. รุกตลาดสินเชื่อบ้าน 7 ล้านบาทขึ้นไป ดอกเบี้ยปีแรกเริ่มเพียง 1.79% ต่อปี หวังเพิ่มการแข่งขัน พร้อมให้อัดสินเชื่อเพิ่มอีกกว่า 150,000 ล้านบาทในครึ่งปีหลัง หวังกระตุ้นอสังหาไทย หนุนการจ้างงานและธุรกิจเกี่ยวเนื่องเติบโตเพิ่มขึ้น

 

พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มอบนโยบายให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านการปล่อยสินเชื่อใหม่ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 รวมมูลค่ากว่า 150,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ สร้างการจ้างงาน และขับเคลื่อนธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมอีก 4 มาตรการ ประกอบด้วย

 

1. ออกสินเชื่อบ้าน Premier Home สำหรับลูกค้าที่มีกำลังซื้อ วงเงินให้กู้ตั้งแต่ 7 ล้านบาทขึ้นไป อัตราดอกเบี้ยปีแรกเริ่มต้นเพียง 1.79% ต่อปี

 

2. ปล่อยสินเชื่อสำหรับลูกค้าที่ต้องการกู้เพิ่มเพื่อปรับปรุง ต่อเติม ซ่อมแซม หรือซื้ออุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวเนื่องเพื่อประโยชน์ในการอยู่อาศัย วงเงินกู้สูงสุด 300,000 บาท โดยวงเงิน 100,000 บาทแรก อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นเพียง 1% ต่อปี ผ่าน ‘สินเชื่อซ่อม-แต่ง’ และอัตราดอกเบี้ย 1.99% ต่อปี ในวงเงิน 200,000 บาทถัดมา ผ่าน ‘สินเชื่อซ่อม-แต่ง Plus’

 

3. สินเชื่อ Pre Finance Premium สำหรับผู้ประกอบการอสังหาคุณสมบัติตามที่ธนาคารกำหนด ในพื้นที่ทำเลที่มีศักยภาพ 27 จังหวัด อัตราดอกเบี้ยปีแรก 3.90% ต่อปี

 

4. มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ (DC3) กรอบวงเงิน 30,000 ล้านบาท สำหรับลูกค้ากลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ (SM) ที่กู้เงินกับธนาคารมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี ได้รับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยและเงินงวด นานสูงสุด 1 ปี โดยอัตราดอกเบี้ย 6 เดือนแรก เพียง 0% ต่อปี ผ่อนชำระเงินงวดเพียง 1,000 บาทต่อเดือน

 

“ธอส. มีความเข้มแข็งทางการเงิน เห็นได้จากอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS ratio) และอัตราการปล่อยสินเชื่อที่สูง ธอส. พร้อมที่จะขยายไปสู่ธุรกิจอสังหาในรูปแบบอื่นๆ โดยรัฐพยายามผลักดันให้ ธอส. เข้าสู่ตลาดที่อยู่อาศัยระดับพรีเมียม หรือบ้านราคาเกิน 7 ล้านบาทขึ้นไป เพื่อกระตุ้นให้สถาบันการเงินอื่นๆ เข้ามาแข่งขันเพิ่มขึ้น” พิชัยกล่าว

 

มาตรการชุดนี้มีขึ้นหลังจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธอส. เปิดเผยว่า ในไตรมาส 1/68 การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศมีมูลค่าลดลง -13%YoY โดยเป็นการชะลอตัวในทุกภูมิภาค ขณะที่มูลค่าสินเชื่อที่อยู่อาศัยบุคคลปล่อยใหม่ทั่วประเทศ มูลค่า 109,368 ล้านบาท ลดลง 10%YoY

 

โดย REIC ยังคาดว่า การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั้งปี 2568 จ่อลดลง 0.8%YoY พร้อมคาดว่า สินเชื่อที่อยู่อาศัยบุคคลปล่อยใหม่ทั่วประเทศทั้งปีนี้ลดลง 0.3% จะเป็นการติดลบเป็นปีที่ 3 หลังจากในปี 2556 ติดลบไปแล้ว -2.8% และ -13.4% ในปี 2567

 

ธอส. ช่วยเหลือลูกหนี้ต่อเนื่อง รักษาบ้านให้คนไทยแล้วกว่า 373,000 บัญชี

 

กมลภพ วีระพละ กรรมการผู้จัดการ ธอส. เปิดเผยว่า เปิดเผยว่า ปัจจุบันมาตรการ DC3 มีลูกค้าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 4,000 บัญชี คิดเป็นวงเงินต้นคงเหลือกว่า 5,000 ล้านบาท ซึ่งจากการดำเนินการตามนโยบายของกระทรวงการคลังในครั้งนี้ได้มีส่วนช่วยเหลือและทำให้คนไทยเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 ธอส. สามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้กว่า 100,000 ล้านบาท

 

อย่างไรก็ตาม ธนาคารยังคงเดินหน้าเป็นกลไกหลักของภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่ช่วงครึ่งปีหลังของปี 2568 อีกกว่า 150,000 ล้านบาท เพื่ออัดเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจ ซึ่งจะทำให้ทั้งปีสามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ตามเป้าหมาย 241,780 ล้านบาท นับเป็นส่วนสำคัญในการช่วยกระตุ้นภาคอสังหาให้ขยายตัวได้ดีขึ้น ส่งอานิสงส์บวกต่อการจ้างงานและธุรกิจเกี่ยวเนื่องให้ขยายตัวได้ดีขึ้น และจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในภาพรวมต่อไป

 

นอกจากมาตรการอัดฉีดเม็ดเงินลงสู่เศรษฐกิจผ่านการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยแล้ว ธอส. ยังได้ช่วยเหลือลูกค้าตามนโยบายกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดำเนิน ‘โครงการคุณสู้ เราช่วย’ ปัจจุบันมีลูกค้าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ 80,939 บัญชี

 

อย่างไรก็ตาม สำหรับลูกค้าที่ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการคุณสู้ เราช่วย ธอส. ก็มีมาตรการในการช่วยเหลือลูกค้ากลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ (SM) และลูกค้าสถานะ NPL ที่ได้รับผลกระทบด้านรายได้มาอย่างต่อเนื่องรวมกว่า 373,000 บัญชี

 

แบ่งเป็น ปี 2567 มีลูกค้าที่ได้รับการแก้ไขหนี้และกลับมามีสถานะปกติแล้วกว่า 238,000 บัญชี ผ่านมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคครัวเรือน ปี 2567 (HD1-HD3) และมาตรการในการช่วยลูกค้าลดเงินงวดผ่อนชำระ พักชำระดอกเบี้ยนานสูงสุด 1 ปี

 

โดยในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2568 ธอส. ช่วยเหลือลูกค้ากลุ่มดังกล่าวให้กลับมามีสถานะปกติแล้วกว่า 135,000 บัญชี จากมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ (DC1-DC2)

The post รมว.คลัง สั่ง ‘ธอส.’ รุกตลาดบ้านพรีเมียมราคา 7 ล้านบาทขึ้นไป พร้อมอัดสินเชื่อเพิ่มในครึ่งปีหลัง ปลุกภาคอสังหา appeared first on THE STANDARD.

]]>
SME หมดแรงจ่ายหนี้? หนี้เสียธุรกิจเล็กพุ่ง! หนักกว่าช่วงโควิด ยอดปล่อยสินเชื่อแบงก์ให้ SME หดตัวหนัก 5.5% ใน 1Q68 https://thestandard.co/sme-debt-crisis-thailand-2025/ Tue, 20 May 2025 13:07:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1076471

แบงก์ยังไม่ปล่อยสินเชื่อ ธปท. เผย สินเชื่อในระบบธนาคารพ […]

The post SME หมดแรงจ่ายหนี้? หนี้เสียธุรกิจเล็กพุ่ง! หนักกว่าช่วงโควิด ยอดปล่อยสินเชื่อแบงก์ให้ SME หดตัวหนัก 5.5% ใน 1Q68 appeared first on THE STANDARD.

]]>

แบงก์ยังไม่ปล่อยสินเชื่อ ธปท. เผย สินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์ (รวมเครือ) ใน 1Q68 ติดลบ 1.3% หดตัว 3 ไตรมาสติดต่อกัน โดยเฉพาะสินเชื่อ SME ที่หดตัวถึง 5.5% ต่างจากสินเชื่อธุรกิจใหญ่ที่ยังขยายตัวได้อยู่ โดยเมื่อเจาะดู หนี้เสีย (NPL) ก็พบว่า สัดส่วนหนี้เสีย SME ต่อสินเชื่อ SME ทั้งระบบ พุ่งแตะระดับ ‘สูงกว่า’ ตอนเกิดการระบาดของโควิดแล้ว

 

วันนี้ (20 พฤษภาคม) สุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า สินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ (รวมเครือ) ในไตรมาส 1 ปี 2568 หดตัวอยู่ที่ 1.3% จากระยะเดียวกันปีก่อน นับเป็นการหดตัว 3 ไตรมาสติดต่อกัน และหดตัวหนักกว่าไตรมาส 4 ปี 2567 ที่หดตัวอยู่ที่ 0.4%

 

โดยปัจจัยหลักที่ทำให้สินเชื่อหดตัวในไตรมาสที่ผ่านมา ได้แก่ การชำระคืนหนี้ที่อยู่ในระดับสูง และแม้สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ยังขยายตัว แต่สินเชื่อธุรกิจ SME และสินเชื่ออุปโภคบริโภคหดตัวต่อเนื่อง ตามความเสี่ยงด้านเครดิตที่ยังอยู่ในระดับสูง 

 

สินเชื่อ SME ยังคง ‘หดตัว’ ทุกภาคธุรกิจ 

 

สุวรรณีกล่าวอีกว่า สินเชื่อ SME ยังคงหดตัวในทุกภาคธุรกิจ ที่หดตัว 5.5% โดยเฉพาะภาคการพาณิชย์ ส่วนหนึ่งมาจากการพิจารณาสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ที่เข้มงวด อย่างไรก็ดี ธปท. พบว่า กลุ่มที่เป็นลูกค้าเดิม ที่มีประวัติการชำระหนี้ที่ดี และกลุ่มที่มีศักยภาพในการแข่งขันก็ยังคงได้รับสินเชื่ออย่างต่อเนื่อง

 

ขณะที่สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ยังคงขยายตัวได้ในอัตรา 1.5% โดยกลุ่มธุรกิจที่ได้สินเชื่อไปจะอยู่ในกลุ่มภาคอสังหา ธุรกิจการเงิน และภาคอุตสาหกรรม นอกจากนี้ กลุ่มผู้ส่งออกก็พบการเร่งตัวขึ้น โดยเป็นการเร่งตัวก่อนมาตรการภาษีใหม่ของสหรัฐฯ จะมีผลบังคับใช้

 

 

หนี้เสีย SME พุ่ง แตะระดับสูงกว่าช่วงก่อนโควิด

 

สุวรรณีเปิดเผยอีกว่า ยอดคงค้างสินเชื่อด้อยคุณภาพ (non-performing loan: NPL) ไตรมาส 1 ปี 2568 ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 5.48 แสนล้านบาท ส่งผลให้สัดส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวมปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.9% โดยปัจจัยหลักมาจากสินเชื่อ SMEs และสินเชื่อที่อยู่อาศัย

 

เมื่อแยกตามขนาดธุรกิจพบ NPL ของสินเชื่อธุรกิจวงเงินน้อยกว่าหรือเท่ากับ 500 ล้านบาท เพิ่มขึ้นแตะระดับ 7.35% ของสินเชื่อ SME ทั้งระบบ นับเป็นระดับ ‘สูงกว่า’ ตอนเกิดการระบาดของโควิดเสียอีก

 

สวนทางกับธุรกิจ ‘ขนาดใหญ่’ วงเงินมากกว่า 500 ล้านบาท ที่สัดส่วน NPL คงที่ที่ 1.01% ของสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ทั้งหมด

 

 

จับตา หนี้เสีย ‘ลาม’ สินเชื่อบ้านราคาสูงกว่า 5 ล้านบาท

 

เมื่อแยกตามพอร์ตสินเชื่ออุปโภคบริโภคพบว่า สัดส่วน NPL ของสินเชื่อที่อยู่อาศัย ‘เพิ่มสูงต่อเนื่อง’ อยู่ที่ 4.10% ของสินเชื่อที่อยู่อาศัยทั้งระบบ และสูงสุดเมื่อเทียบกับพอร์ตสินเชื่ออุปโภคบริโภคประเภทอื่นๆ ดังนี้

 

  • สัดส่วน NPL ของสินเชื่อเช่าซื้อ อยู่ที่ 2.20%
  • สัดส่วน NPL ของสินเชื่อส่วนบุคคล อยู่ที่ 2.95%
  • สัดส่วน NPL ของสินเชื่อบัตรเครดิต อยู่ที่ 3.35%
  • สัดส่วน NPL ของสินเชื่อที่อยู่อาศัย อยู่ที่ 4.10%

 

สุวรรณีกล่าวอีกว่า เมื่อแบ่งเป็นราคาบ้าน พบว่าสินเชื่อบ้านมากกว่า 5 ล้านบาทขึ้นไปกำลังมี NPL สูงขึ้น

 

“สำหรับ NPL สินเชื่อที่อยู่อาศัย เมื่อเจาะลงไปดูจำนวนบัญชี พบว่าบัญชีในกลุ่มบ้านที่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท มีจำนวนบัญชี NPL ลดลง แสดงว่าส่วนที่เป็น NPL ก้อนใหม่เริ่มไต่ระดับมาในกลุ่มที่มีมูลค่าสูงขึ้น อยู่ที่กลุ่มบ้านมากกว่า 5 ล้านบาทขึ้นไป” สุวรรณีกล่าว

 

ส่วนสินเชื่อรถยนต์และสินเชื่อบัตรเครดิต แม้สัดส่วนเพิ่มขึ้นเนื่องจากฐานสินเชื่อที่หดตัว แต่ถ้าไปดูที่ปริมาณสินเชื่อ หรือปริมาณ NPL ที่เป็นเม็ดเงินยังคงปรับลดลง 

 

สำหรับ NPL ในระยะต่อไป สุวรรณีกล่าวว่า จากข้อมูลแนวโน้ม (Trend) พบว่า ยังมีน่าความกังวลอยู่ โดยความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าสหรัฐฯ ยิ่งเพิ่มเติม ความกังวลนี้ สมมติว่าหากการส่งออกได้รับผลกระทบ มีการปลด (Layoff) คนงาน ก็จะเพิ่มความกังวลต่อ NPL เข้าไป ดังนั้นจึงต้องรอดูผลการเจรจา ซึ่งรัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่อีกที

 

สำหรับสินเชื่อที่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของความเสี่ยงด้านเครดิตต่อสินเชื่อรวม (Significant Increase in Credit Risk: SICR) ปรับลดลง โดยหลักจากการชำระคืนหนี้ของสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ ส่งผลให้สัดส่วนทรงตัวอยู่ที่ 6.97%

 

 

เปิดภาพรวมหนี้ครัวเรือนต่อ GDP จ่อลดต่ำกว่า 88% ต่อ GDP

 

สำหรับภาพรวมหนี้ครัวเรือนต่อ GDP พบว่าทยอยปรับลดลงจากจุดสูงสุด เมื่อช่วงประมาณกลางปี 2564 ต่อเนื่อง จากระดับ 94.6% ต่อ GDP เหลืออยู่ที่ 88.4% ต่อ GDP

 

นอกจากนี้ สุวรรณียังกล่าวว่า จากตัวเลขสินเชื่ออุปโภคบริโภคที่หดตัว และ GDP ที่ยังขยายตัวได้ในไตรมาส 1 ปี 2568 จึงคาดว่าหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ในไตรมาส 1 ของปีนี้น่าจะปรับลดลงอีก โดยอาจจะต่ำกว่า 88% ต่อ GDP

 

The post SME หมดแรงจ่ายหนี้? หนี้เสียธุรกิจเล็กพุ่ง! หนักกว่าช่วงโควิด ยอดปล่อยสินเชื่อแบงก์ให้ SME หดตัวหนัก 5.5% ใน 1Q68 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยพาณิชย์ออกมาตรการเร่งด่วนดูแลลูกค้าผู้ประสบภัยแผ่นดินไหว สินเชื่อบ้านพักชำระเงินต้น 3 เดือน พร้อมออกสินเชื่อบ้านดอกเบี้ย 0% นาน 3 เดือน https://thestandard.co/scb-earthquake-relief-measures-home-loan-support/ Sun, 30 Mar 2025 06:39:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1058307 ธนาคารไทยพาณิชย์

จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ได้สร้ […]

The post ไทยพาณิชย์ออกมาตรการเร่งด่วนดูแลลูกค้าผู้ประสบภัยแผ่นดินไหว สินเชื่อบ้านพักชำระเงินต้น 3 เดือน พร้อมออกสินเชื่อบ้านดอกเบี้ย 0% นาน 3 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนาคารไทยพาณิชย์

จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ได้สร้างความเสียหายส่งผลกระทบต่อทรัพย์สินและความเป็นอยู่ของประชาชนในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ธนาคารไทยพาณิชย์มีความห่วงใยลูกค้าและพร้อมอยู่เคียงข้างให้การช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ลูกค้าผู้ได้รับผลกระทบจากอุบัติภัยครั้งนี้ ด้วยมาตรการเร่งด่วน

 

ครอบคลุมทั้งลูกค้าบุคคล ลูกค้าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอย่างเต็มที่ ทั้งการพักชำระเงินกู้แก่ลูกค้าปัจจุบัน และให้สินเชื่อใหม่เพื่อการซ่อมแซมที่อยู่อาศัย และฟื้นฟูกิจการที่ได้รับผลกระทบ ประกอบด้วย ดังนี้

 

กลุ่มลูกค้าบุคคลและลูกค้าธุรกิจรายย่อย* ประกอบด้วย

  1. สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย – ลูกค้าสินเชื่อบ้าน และสินเชื่อบ้านคือเงิน My Home My Cash ธนาคารมอบความช่วยเหลือพักชำระเงินต้นนาน 3 เดือน และมอบสินเชื่อบ้านได้เพิ่มเพื่อซ่อมแซมบ้าน ดอกเบี้ย 0% นาน 3 เดือน ได้แก่ สินเชื่อบ้านได้เพิ่มสำหรับลูกค้าปัจจุบัน และสินเชื่อ My Home My Cash สำหรับลูกค้าขอสินเชื่อใหม่ ฟรีค่าประเมินหลักประกัน บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ และคอนโด
  2. สินเชื่อรถยนต์ ธนาคารมอบความช่วยเหลือ ได้แก่ 1) พักชำระหนี้สูงสุด 3 เดือน สำหรับลูกค้าสินเชื่อรถยนต์ และขยายระยะเวลาในการผ่อนชำระสูงสุด 3 เดือน (รวมอายุผู้กู้ไม่เกิน 65 ปี)
  3. สินเชื่อธุรกิจเพื่อผู้ประกอบการ ธนาคารมอบความช่วยเหลือ พักชำระเงินต้นสูงสุดนาน 3 เดือน และสินเชื่อเพื่อฟื้นฟูกิจการดอกเบี้ยคงที่เริ่มต้น 3.5% ต่อปี นาน 24 เดือน ระยะเวลากู้สูงสุด 10 ปี

 

โดยลูกค้าสามารถติดต่อขอเข้าร่วมโครงการได้ทางธนาคารไทยพาณิชย์ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือ โทร SCB Customer Center โทร. 0 2777 7777 ได้ตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม – 30 มิถุนายน 2568

 

กลุ่มลูกค้าธุรกิจเอสเอ็มอี ธนาคารมอบความช่วยเหลือให้ทั้งผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรง และทางอ้อม ผ่าน 4 มาตรการหลัก ประกอบด้วย

 

  • พักชำระเงินต้นสูงสุดนาน 6 เดือน
  • พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยสูงสุดนาน 3 เดือน
  • เพิ่มวงเงินหมุนเวียนชั่วคราว เสริมสภาพคล่อง วงเงินสูงสุดไม่เกิน 20% ของวงเงินรวมเดิม และไม่เกิน 10 ล้านบาท
  • วงเงินกู้สำหรับปรับปรุง ซ่อมแซม หรือซื้อทดแทนทรัพย์สินที่เสียหายของกิจการ วงเงินสินเชื่อสูงสุด 20% ของวงเงินรวมเดิม ไม่เกิน 10 ล้านบาท ดอกเบี้ยคงที่เริ่มต้น 3.5% ต่อปี นาน 24 เดือน ระยะเวลากู้สูงสุด 7 ปี

 

ลูกค้าเอสเอ็มอีสามารถติดต่อขอเข้าร่วมโครงการได้ทางเจ้าหน้าที่ธุรกิจสัมพันธ์ และ SCB Business Call Center โทร. 0 2722 2222 วันที่ 30 มีนาคม – 31 ธันวาคม 2568

 

ธนาคารไทยพาณิชย์ระบุว่า ขอส่งกำลังใจให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว และพร้อมช่วยเหลือลูกค้าอย่างเต็มความสามารถ เพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้ ทั้งนี้ ธนาคารจะเร่งดำเนินการอย่างเต็มความสามารถในการพิจารณาคำร้องของลูกค้าทุกท่านเพื่อให้ลูกค้าที่ได้รับผลกระทบกลับมาฟื้นตัวได้อย่างทันท่วงที

 

กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว:

*สำหรับสินเชื่อบ้านได้เพิ่ม/สินเชื่อบ้านคือเงิน อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงอยู่ระหว่าง 5.575-14.075% ต่อปี สมมติฐานการคำนวณมาจากอัตราดอกเบี้ย MRR-1.50-MRR+6.75% ต่อปี*
*โดยอัตราดอกเบี้ย MRR ณ วันที่ 3 มีนาคม 2568 = 7.075% ต่อปี ทั้งนี้ “อัตราดอกเบี้ยลอยตัวสามารถเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้”

 

เงื่อนไขและหลักเกณฑ์เป็นไปตามที่ธนาคารฯ กำหนด

The post ไทยพาณิชย์ออกมาตรการเร่งด่วนดูแลลูกค้าผู้ประสบภัยแผ่นดินไหว สินเชื่อบ้านพักชำระเงินต้น 3 เดือน พร้อมออกสินเชื่อบ้านดอกเบี้ย 0% นาน 3 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ธอส. คาด ยอดปล่อยสินเชื่อใหม่ทั้งปี 67 หดตัว 14% เชื่อปีหน้าดีขึ้น | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-17122024-3/ Tue, 17 Dec 2024 08:59:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1020530 morning-wealth-17122024-3

ธอส. คาด ยอดปล่อยสินเชื่อใหม่ทั้งปี 2567 ลดลง 14% อยู่ท […]

The post ชมคลิป: ธอส. คาด ยอดปล่อยสินเชื่อใหม่ทั้งปี 67 หดตัว 14% เชื่อปีหน้าดีขึ้น | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
morning-wealth-17122024-3

ธอส. คาด ยอดปล่อยสินเชื่อใหม่ทั้งปี 2567 ลดลง 14% อยู่ที่ 2.3 แสนล้านบาท เผยอุ้มลูกหนี้ ‘คุณสู้ เราช่วย’ ถึง 3.49 ล้านบัญชี คาดกระทบรายได้ดอกเบี้ยปีละ 8 พันล้านบาท รายละเอียดเป็นอย่างไร

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: ธอส. คาด ยอดปล่อยสินเชื่อใหม่ทั้งปี 67 หดตัว 14% เชื่อปีหน้าดีขึ้น | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชัยวัฒน์แนะ โครงการ ‘คุณสู้ เราช่วย’ รัฐบาลต้องวางแผนให้รอบคอบ ควรมีมาตรการจูงใจให้รักษาวินัยการเงิน https://thestandard.co/thai-debt-relief-program-financial-guidance/ Sat, 14 Dec 2024 03:34:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1019488 คุณสู้ เราช่วย

วานนี้ (13 ธันวาคม) ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร สส. แบบบัญชีรา […]

The post ชัยวัฒน์แนะ โครงการ ‘คุณสู้ เราช่วย’ รัฐบาลต้องวางแผนให้รอบคอบ ควรมีมาตรการจูงใจให้รักษาวินัยการเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
คุณสู้ เราช่วย

วานนี้ (13 ธันวาคม) ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงโครงการ ‘คุณสู้ เราช่วย’ ของรัฐบาล ที่ให้ความช่วยเหลือลูกหนี้สินเชื่อบ้าน รถ และ SMEs โดยระบุว่า เป็นมาตรการที่ค่อนข้างดี ส่วนตัวสนับสนุนและคาดหวังว่าจะได้เห็นการลดระดับหนี้ครัวเรือนจากโครงการนี้บ้าง โดยเฉพาะถ้าเทียบกับมาตรการแก้หนี้นอกระบบที่ออกมาในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ซึ่งจัดการลดมูลหนี้ไปได้เพียง 1,203 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 10% จากยอดหนี้ที่ลูกหนี้มาลงทะเบียนไว้ แล้วก็เงียบหายจบไปแล้วนั้น 

 

อย่างไรก็ตาม ในรายละเอียดการปฏิบัติจริงคงต้องติดตามว่าจะสามารถนำลูกหนี้ที่อยู่ภายใต้เงื่อนไข 1.9 ล้านราย จำนวน 2.1 ล้านบัญชี ยอดหนี้รวม 8.9 แสนล้านบาท มาเข้าร่วมโครงการได้มากน้อยเพียงใด เพราะหากไม่ได้มีการวางแผนกระบวนการต่างๆ ไว้อย่างรอบคอบ ย่อมเจอปัญหาในการปฏิบัติอย่างแน่นอน

 

ชัยวัฒน์ตั้งข้อสังเกตและข้อเสนอแนะไปยังรัฐบาลว่า การเข้าร่วมโครงการ ถ้าลูกหนี้จำเป็นต้องมีการทำสัญญาเพิ่มเติมกับธนาคาร จุดนี้จะเป็นคอขวดสำคัญหากจัดการไม่ดี หรือไม่มีการนำเทคโนโลยี เช่น การทำสัญญาแบบดิจิทัล (Digital Contract) และการลงนามดิจิทัล (Digital Signature) มาใช้ ทำให้ลูกหนี้ต้องเดินทางไปยังสาขาของธนาคารเพื่อเซ็นสัญญากระดาษ จะทำให้ความคืบหน้าของโครงการเป็นไปอย่างล่าช้า และบางกรณีอาจต้องพาผู้ค้ำประกันมาเซ็นสัญญาด้วย 

 

“สมมติวางแผนว่าจะใช้เวลา 3 เดือนในการนำลูกหนี้ 1.9 ล้านรายเข้าโครงการ ก็จำเป็นต้องทำสัญญากับลูกหนี้ให้ได้วันละไม่ต่ำกว่า 20,000-30,000 คนต่อวัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะลูกหนี้ส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนทำงาน จะเจียดเวลาไปเข้าคิวรอทำสัญญาที่สาขาครึ่งวันก็คงยาก และสาขาหนึ่งจะรองรับลูกค้าในส่วนนี้ได้วันละกี่คน จึงขอฝากให้รัฐบาลนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยจัดการ ไหนๆ ก็หาเสียงว่าจะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลแล้วก็ขอให้ทำจริง ไม่ใช่คิดใหญ่แต่ทำไม่เป็น” ชัยวัฒน์กล่าว

 

ส่วนมุมมองเรื่อง Moral Hazard ตามที่รัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร ได้แถลงนโยบายไว้เมื่อ 3 เดือนก่อน เน้นย้ำในนโยบายแรกว่ารัฐบาลจะผลักดันให้เกิดการปรับโครงสร้างหนี้ทั้งระบบ โดยเฉพาะกลุ่มสินเชื่อบ้านและรถ ช่วยเหลือลูกหนี้ทั้งในระบบและนอกระบบ โดยที่จะไม่ทำให้เกิดภาวะ Moral Hazard ควบคู่กับการเพิ่มความรู้ทางการเงินและส่งเสริมการออมในรูปแบบใหม่

 

ชัยวัฒน์ชี้ว่า แม้จะมีการกำหนดเงื่อนไขคุณสมบัติลูกหนี้ว่าสัญญาสินเชื่อทำขึ้นก่อนวันที่ 1 มกราคม 2567 และสถานะ ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2567 เป็นลูกหนี้ค้างชำระ 31-365 วัน หรือเคยได้รับการปรับโครงสร้างหนี้ตามมาตรการอื่นมาก่อน เพื่อป้องกันการเบี้ยวหนี้ในการให้ได้เข้าโครงการก็ตาม แต่ต้องยอมรับว่าโครงการลักษณะนี้ทำให้ลูกหนี้ที่มีการผิดนัดชำระหนี้ได้รับประโยชน์ กล่าวคือยกเว้นภาระดอกเบี้ยในช่วง 3 ปี หรือปิดจบหนี้ให้เลยโดยจ่ายเพียงบางส่วน แต่ในขณะที่ลูกหนี้ซึ่งมีวินัยชำระค่างวดตามที่กำหนดได้ตรงเวลา กลับไม่ได้รับประโยชน์ใดๆ เลย 

 

“การช่วยเหลือลูกหนี้ที่จ่ายหนี้ไม่ไหวนั้นเป็นสิ่งสมควร แต่ต้องคำนึงถึงการสร้างแรงจูงใจให้เกิดการรักษาวินัยทางการเงินด้วย เช่น ถ้าจ่ายหนี้ตรงเวลาสม่ำเสมอ จะได้รับรางวัลจูงใจเป็นการลดดอกเบี้ยเงินกู้ หรือเพิ่มดอกเบี้ยเงินฝากให้เล็กน้อยในช่วงโครงการ 3 ปี หรือการตอบแทนสร้างแรงจูงใจในลักษณะอื่นที่เป็นรูปธรรม ย่อมดีกว่าไม่มีอะไรเลย การลดความแตกต่างเชิงเปรียบเทียบนี้เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยป้องกันไม่ให้ผู้ที่มีวินัยทางการเงินดีมาก่อนเกิด Moral Hazard ในอนาคต”

 

ชัยวัฒน์ทิ้งท้ายว่า รัฐบาลควรใช้โอกาสนี้ในการยกระดับทักษะลูกหนี้ที่เข้าร่วมโครงการนี้ เช่น ให้มีการฝึกอบรมพัฒนาทักษะและเพิ่มทักษะ (Reskill และ Upskill) ที่จำเป็นต่องานในอนาคต ก่อนที่จะได้รับการยกเว้นดอกเบี้ยหรือปิดหนี้ เพื่อให้ลูกหนี้เหล่านี้พัฒนาศักยภาพและสามารถทำงานที่มีรายได้สูงขึ้น ซึ่งจะเป็นการป้องกันและแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนได้อย่างยั่งยืน

The post ชัยวัฒน์แนะ โครงการ ‘คุณสู้ เราช่วย’ รัฐบาลต้องวางแผนให้รอบคอบ ควรมีมาตรการจูงใจให้รักษาวินัยการเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทิศทางตลาดสินเชื่อบ้านยังติดกับดัก ‘หนี้’ ดัน NPLs เพิ่มขึ้น https://thestandard.co/morning-wealth-27092024-3/ Fri, 27 Sep 2024 06:00:23 +0000 https://thestandard.co/?p=988749

ส่องสาเหตุอัตราการเติบโตรายปีของสินเชื่อบ้านระบบแบงก์ต่ […]

The post ทิศทางตลาดสินเชื่อบ้านยังติดกับดัก ‘หนี้’ ดัน NPLs เพิ่มขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
  • ส่องสาเหตุอัตราการเติบโตรายปีของสินเชื่อบ้านระบบแบงก์ต่ำที่สุดในรอบ 23 ปี ติดตามคำตอบได้ในไฮไลต์นี้

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 . ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ทิศทางตลาดสินเชื่อบ้านยังติดกับดัก ‘หนี้’ ดัน NPLs เพิ่มขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ตลาดสินเชื่อบ้านโตต่ำสุดรอบ 23 ปี ติดกับดัก ‘หนี้’ | Morning Wealth 27 ก.ย. 2567 https://thestandard.co/morning-wealth-27092024/ Fri, 27 Sep 2024 03:21:43 +0000 https://thestandard.co/?p=988704 สินเชื่อบ้าน

สินเชื่อบ้านโตต่ำที่สุดในรอบ 23 ปี จากปัญหารายได้และภาร […]

The post ชมคลิป: ตลาดสินเชื่อบ้านโตต่ำสุดรอบ 23 ปี ติดกับดัก ‘หนี้’ | Morning Wealth 27 ก.ย. 2567 appeared first on THE STANDARD.

]]>
สินเชื่อบ้าน

สินเชื่อบ้านโตต่ำที่สุดในรอบ 23 ปี จากปัญหารายได้และภาระหนี้ครัวเรือนพุ่งสูง รายละเอียดเป็นอย่างไร

กลยุทธ์ลงทุนไตรมาส 4 ปี 2024 โอกาสลงทุนช่วงเปลี่ยนยุค เมื่อดอกเบี้ยเปลี่ยนไป และการเมืองสหรัฐฯ เปลี่ยนแปลง พูดคุยกับ วิศกรณ์ คีรีวรรณ, CFA ผู้อำนวยการ Investment Strategist ฝ่าย Wealth Products & Strategy บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 . ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: ตลาดสินเชื่อบ้านโตต่ำสุดรอบ 23 ปี ติดกับดัก ‘หนี้’ | Morning Wealth 27 ก.ย. 2567 appeared first on THE STANDARD.

]]>
สินเชื่อบ้านโตต่ำที่สุดในรอบ 23 ปี จากปัญหารายได้และภาระหนี้ครัวเรือนพุ่งสูง https://thestandard.co/home-loan-lowest-growth-in-23-years/ Thu, 26 Sep 2024 08:57:49 +0000 https://thestandard.co/?p=988422 สินเชื่อบ้าน

ในช่วงครึ่งหลังของปี 2567 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า […]

The post สินเชื่อบ้านโตต่ำที่สุดในรอบ 23 ปี จากปัญหารายได้และภาระหนี้ครัวเรือนพุ่งสูง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สินเชื่อบ้าน

ในช่วงครึ่งหลังของปี 2567 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ยอดคงค้างสินเชื่อบ้านที่ปล่อยโดยธนาคารพาณิชย์จะขยายตัวไม่เกิน 1.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตรายปีของสินเชื่อบ้านระบบธนาคารที่ต่ำที่สุดในรอบ 23 ปี เนื่องจากปัญหาด้านรายได้และภาระหนี้สินสูง ซึ่งกระทบต่อความสามารถในการก่อหนี้ก้อนใหญ่ของครัวเรือน โดยเฉพาะตลาดใหม่อย่างเช่นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เริ่มจากหนี้ก้อนเล็กๆ และหนี้รถ จนทำให้โอกาสการก่อหนี้บ้านลดลง

 

สำหรับไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ยอดคงค้างสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยของระบบสถาบันการเงินไทย นำโดยสินเชื่อบ้านของธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่รับฝากเงิน ขยายตัว 3.4% จากปีก่อน นับเป็นอัตราการขยายตัวที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2545 ชะลอลงจากที่เติบโต 3.9% ในไตรมาสแรกของปี 2567 ชะลอตัวต่อเนื่องตลอด 6 ไตรมาสที่ผ่านมา หลังมาตรการผ่อนปรนในช่วงโควิดทยอยสิ้นสุดลง

 

การชะลอลงของยอดคงค้างสินเชื่อบ้านดังกล่าว เป็นผลจากฝั่งธนาคารพาณิชย์เป็นหลัก ซึ่งครองส่วนแบ่งประมาณ 55-56% ของตลาดสินเชื่อบ้านทั้งหมด โดยตลอด 1 ปีครึ่งที่ผ่านมา สินเชื่อบ้านระบบธนาคารพาณิชย์เติบโต 0.8% ในไตรมาส 2 ปี 2567 ชะลอลงจาก 1% ในไตรมาส 1 ปี 2567

 

ตลาดสินเชื่อบ้านยังติดกับดักปัญหาหนี้

คุณภาพหนี้อาจเป็นปัญหาที่รุนแรงขึ้น โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่า สัดส่วนหนี้เสีย (NPLs) สินเชื่อบ้านของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยอาจเพิ่มขึ้นสูงกว่าระดับ 3.90% ของสินเชื่อรวม เทียบกับ 3.71% ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2567

 

ซึ่งรวมถึง NPLs ในบ้านระดับราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาท ที่เริ่มขยับเพิ่มขึ้นตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายของปี 2566 รวมไปถึงหนี้ในกลุ่มบ้านระดับราคา 10-50 ล้านบาทที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน

 

ขณะที่สินเชื่อใหม่ยังคงเน้นกลุ่มตลาดกลาง-บน และตลาดรีไฟแนนซ์มากขึ้น โดยหากประเมินจากความสามารถในการกู้ยืม เทียบกับค่าเฉลี่ยราคาบ้านแนวราบและอาคารชุดล่าสุดนั้น 

 

พบว่าผู้กู้จะต้องมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนสำหรับสินเชื่อปล่อยใหม่ราว 5 หมื่นบาทต่อเดือน ในกรณีสินเชื่อใหม่สำหรับอาคารชุดที่สมมติให้มีราคาราว 3 ล้านบาท และ 7.6 หมื่นบาทต่อเดือน ในกรณีสินเชื่อใหม่สำหรับบ้านแนวราบ (รวมการกู้ร่วม) ที่สมมติให้มีราคาราว 4.6 ล้านบาท ในกรณีสมมติให้กู้ 30 ปี อัตราดอกเบี้ย 6% 

 

ซึ่งการคำนวณเบื้องต้นนี้ ยังไม่รวมกรณีที่ผู้กู้มีภาระหนี้อื่นๆ ร่วมด้วย หมายความว่ารายได้เฉลี่ยต่อเดือนจะต้องเพิ่มสูงขึ้นอีก


นอกจากนี้ มาตรการดูแลหนี้ยั่งยืนอาจมีผลต่อการก่อหนี้ก้อนใหญ่เพิ่มเติม เช่น เกณฑ์ Responsible Lending และ DSR ที่ตามแผนการเดิมน่าจะนำมาทยอยใช้กับสินเชื่ออุปโภคบริโภคกลุ่มบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคลในปี 2568

 

โดยทั่วไปแล้วกรณีของลูกค้าที่รายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาทต่อเดือน หากลูกค้ามีภาระหนี้ก้อนเล็กดังกล่าวจนใกล้เต็มระดับที่กำหนดไว้ว่าจะต้องไม่เกิน 60% ของรายได้ จะทำให้การก่อหนี้อื่นก้อนใหม่ทำได้ในกรอบจำกัด เช่น 

 

ส่วนกรณีของลูกค้ามีรายได้สูงกว่า 3 หมื่นบาทต่อเดือน ภาระหนี้หลังรวมหนี้ก้อนใหม่จะต้องไม่เกินกว่าระดับ 70% ของรายได้ ซึ่งมาตรการนี้คงต้องติดตามรายละเอียดท้ายสุด และระยะเวลาการบังคับใช้จริงจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อีกครั้ง

 

อ้างอิง:

The post สินเชื่อบ้านโตต่ำที่สุดในรอบ 23 ปี จากปัญหารายได้และภาระหนี้ครัวเรือนพุ่งสูง appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นอสังหาริมทรัพย์จีนพุ่ง 8% หลังรัฐบาลอาจเปิดให้ลูกหนี้บ้านรีไฟแนนซ์ต่างแบงก์ https://thestandard.co/chinese-real-estate-stock-rise/ Fri, 30 Aug 2024 12:20:24 +0000 https://thestandard.co/?p=977744 อสังหาริมทรัพย์จีน

จีนกำลังพิจารณาอนุญาตให้เจ้าของบ้านรีไฟแนนซ์สินเชื่อบ้า […]

The post หุ้นอสังหาริมทรัพย์จีนพุ่ง 8% หลังรัฐบาลอาจเปิดให้ลูกหนี้บ้านรีไฟแนนซ์ต่างแบงก์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อสังหาริมทรัพย์จีน

จีนกำลังพิจารณาอนุญาตให้เจ้าของบ้านรีไฟแนนซ์สินเชื่อบ้าน รวมมูลค่าสูงถึง 5.4 ล้านล้านดอลลาร์ เพื่อลดต้นทุนการกู้ยืมสำหรับครอบครัวหลายล้านครัวเรือนและกระตุ้นการบริโภค

 

ภายใต้แผนนี้ เจ้าของบ้านจะสามารถเจรจาเงื่อนไขกับผู้ให้กู้รายปัจจุบันได้ก่อนเดือนมกราคม ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ธนาคารมักจะกำหนดราคาสินเชื่อบ้านใหม่ พวกเขายังจะได้รับอนุญาตให้รีไฟแนนซ์กับธนาคารอื่นเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วิกฤตการณ์ทางการเงินโลก

 

ทางการกำลังเร่งผลักดันเพื่อลดต้นทุนสินเชื่อบ้าน โดยธนาคารต่างๆ ก็ตอบสนองด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านหลังแรกที่คงค้าง ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และยังไม่ชัดเจนในทันทีว่าการพิจารณาล่าสุดนี้จะใช้กับบ้านทุกหลังหรือไม่

 

“หากสิ่งนี้เกิดขึ้นจะเป็นการส่งสัญญาณว่ารัฐบาลจีนกำลังดำเนินมาตรการที่เข้มข้นมากขึ้นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวม ปกป้องความมั่งคั่งของครัวเรือน และกระตุ้นการบริโภค ซึ่งจะช่วยภาคอสังหาริมทรัพย์ทางอ้อม” Raymond Cheng หัวหน้าฝ่ายวิจัยอสังหาริมทรัพย์ของจีนของ CGS International Securities Hong Kong กล่าว

 

ดัชนีหุ้นกลุ่มผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของ Bloomberg พุ่งขึ้นมากกว่า 8% ในการซื้อ-ขายช่วงบ่ายวันนี้ (31 สิงหาคม) หุ้นของ Shimao Group Holdings Ltd. พุ่งขึ้นมากถึง 28% และ China Vanke Co. พุ่งขึ้นสูงสุด 17% ในฮ่องกง

 

แผนใหม่นี้มีเป้าหมายที่จะช่วยเหลือลูกหนี้บ้านเดิม หลังจากที่ผู้ซื้อบ้านใหม่ได้รับการลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ หากได้รับการอนุมัติ อาจช่วยบรรเทาภาระสินเชื่อบ้านได้เร็วกว่าที่คาดไว้

 

Shujin Chen นักเศรษฐศาสตร์ของจีนที่ Jefferies Financial Group ประมาณการว่า การรีไฟแนนซ์อาจลดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านที่มีอยู่ได้สูงสุด 1% ซึ่งช่วยประหยัดเงินให้เจ้าของบ้านได้ประมาณ 3 แสนล้านหยวน หรือราว 4.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

“การเคลื่อนไหวนี้ไปในทิศทางที่ถูกต้อง หากเจ้าของบ้านได้รับอนุญาตให้เปลี่ยนธนาคารเพื่อให้อัตราดอกเบี้ยต่ำลงในระยะยาว มันจะเป็นไปตามกลไกตลาดมากขึ้น และดีกว่าการลดลงครั้งเดียว รวมทั้งอาจช่วยกระตุ้นการบริโภคเล็กน้อย แต่อาจจะไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากผู้ซื้อบ้านได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ถูกอยู่แล้ว” Shujin Chen กล่าว

 

ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิของธนาคารอาจลดลงประมาณ 0.1% ซึ่งยัง ‘บริหารจัดการได้’ เนื่องจากธนาคารมีวิธีการต่างๆ รวมถึงการลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเพื่อรองรับผลกระทบ

 

อย่างไรก็ตาม ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิเฉลี่ยของอุตสาหกรรมธนาคารลดลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.54% ณ สิ้นเดือนมิถุนายน ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ 1.8% ที่ถือว่าจำเป็นต่อการรักษาผลกำไรที่เหมาะสม

 

มาตรการที่แข็งกร้าวของจีนในการลดต้นทุนสินเชื่อบ้านในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาส่วนใหญ่ช่วยผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์รายใหม่ อัตราดอกเบี้ย Prime Rate 5 ปี ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานสำหรับสินเชื่อบ้านระยะยาว ถูกลดลงเหลือ 3.85% ในเดือนกรกฎาคม 

 

วิกฤตการณ์อสังหาริมทรัพย์ซึ่งดำเนินมาเป็นปีที่ 4 ได้ฉุดเศรษฐกิจหลายส่วน ตั้งแต่ตลาดงานไปจนถึงการบริโภคและความมั่งคั่งของครัวเรือน ในขณะที่ยอดค้าปลีกสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ในเดือนกรกฎาคม ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการฟื้นตัวตามฤดูกาล และยังคงต่ำกว่าแนวโน้มก่อนเกิดโรคระบาด

 

ยอดสินเชื่อบ้านคงค้างของจีนอยู่ที่ 38.2 ล้านล้านหยวน หรือราว 5.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นเดือนมีนาคม และนับเป็นสินทรัพย์ชั้นดีของผู้ให้กู้ชาวจีน สินเชื่อบ้านคงค้างของจีนมากกว่า 90% เป็นของบ้านหลังแรก ณ สิ้นปี 2021 ตามข้อมูลสาธารณะล่าสุดที่มีอยู่จากหน่วยงานกำกับดูแลธนาคาร

 

The post หุ้นอสังหาริมทรัพย์จีนพุ่ง 8% หลังรัฐบาลอาจเปิดให้ลูกหนี้บ้านรีไฟแนนซ์ต่างแบงก์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยหั่นแรง! ปรับลดประมาณการระบบสินเชื่อแบงก์ปี 67 เหลือโต 1.5% จากเดิมโต 3% พิษเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า กดสินเชื่อบ้าน-รถยนต์โตต่ำ https://thestandard.co/kasikorn-cuts-bank-loan-growth-forecast-2024/ Wed, 14 Aug 2024 02:55:43 +0000 https://thestandard.co/?p=970712 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

เศรษฐกิจไทยยังมีสัญญาณฟื้นตัวช้า กดดันสินเชื่อแบงก์โตต่ […]

The post ศูนย์วิจัยกสิกรไทยหั่นแรง! ปรับลดประมาณการระบบสินเชื่อแบงก์ปี 67 เหลือโต 1.5% จากเดิมโต 3% พิษเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า กดสินเชื่อบ้าน-รถยนต์โตต่ำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

เศรษฐกิจไทยยังมีสัญญาณฟื้นตัวช้า กดดันสินเชื่อแบงก์โตต่ำ คาด สินเชื่อ เช่าซื้อปี 2567 จะหดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน หลังเผชิญปัญหาความต้องการซื้อรถใหม่ที่ลดลงมากกว่าคาด

 

กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า ล่าสุดศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับลดประมาณการของระบบ สินเชื่อ ธนาคารพาณิชย์สำหรับปี 2567 จากประมาณการเดิม ณ เดือนมกราคม 2567 ที่จะขยายตัว 3% ลดลงมาเหลือขยายตัว 1.5% สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจไทยที่ยังมีสัญญาณฟื้นตัวช้า ส่งผลให้สินเชื่อรายย่อยปี 2567 อาจเติบโตในระดับต่ำค่อนข้างมาก โดยเฉพาะสินเชื่อบ้านและสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์

 

ขณะที่สินเชื่อธุรกิจอาจมีแรงหนุนกลับมาบางส่วน หากกิจกรรมทางเศรษฐกิจประคองตัวกลับมาได้ในช่วงที่เหลือของปี

 

ภาพรวมสินเชื่อของระบบแบงก์ไทยไตรมาส 2/67

 

โดยนับจากต้นปี 2567 ที่ผ่านมา สินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในไทยมีภาพค่อนข้างอ่อนแอ โดย ณ สิ้นไตรมาส 2/67 สินเชื่อหดตัว 0.2%YoY เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นการหดตัวรายไตรมาสเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ไตรมาสที่ 4/52 โดยสินเชื่อธุรกิจและสินเชื่อรายย่อยหดตัวลง 1.3%YoY และหดตัวลง 0.03%YoY ในไตรมาส 2/67 ตามลำดับ

 

สำหรับสถานการณ์สินเชื่อดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ หลังเผชิญปัจจัยถ่วงจากทั้งในและนอกประเทศ ประกอบกับหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง ซึ่งมีผลต่อการเบิกใช้สินเชื่อใหม่ อีกทั้งในช่วงไตรมาส 2/67 ยังคงมีแรงกดดันจากการทยอยชำระคืนสินเชื่อ โดยเฉพาะสินเชื่อภาครัฐและภาคธุรกิจ ขณะที่สินเชื่อรายย่อยมีสัญญาณชะลอตัวในภาพรวม โดยสินเชื่อบ้านชะลอการเติบโต 0.8%YoY สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์หดตัว 6.2%YoY สินเชื่อบัตรเครดิตหดตัว 2.4%YoY และสินเชื่อบุคคลชะลอการเติบโต 4.4%YoY

 

มุมมองต่อภาพรวมสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยในปี 2567

 

ในช่วงที่เหลือของปี 2567 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าแม้สินเชื่อยังมีโอกาสเติบโตเร่งขึ้นจากช่วงครึ่งปีแรก ตามปัจจัยด้านฤดูกาล แต่อัตราการเติบโต ณ สิ้นปี 2567 คาดว่าจะอยู่ที่ 1.5% ต่ำกว่าเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 3% และถือเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำกว่าการเติบโตของเศรษฐกิจที่วัดจาก GDP ณ ราคาประจำปี (Nominal GDP Growth) เป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน

 

ภาพสินเชื่อรายย่อยมีแนวโน้มชะลอตัวลงแรง

 

การปรับลดประมาณการสินเชื่อปี 2567 ของระบบแบงก์ไทยในรอบนี้โดยหลักๆ แล้วเป็นผลมาจากสถานการณ์สินเชื่อรายย่อย ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 36.8% ของสินเชื่อรวม โดยตัวฉุดรั้งหลักมาจากสินเชื่อเช่าซื้อที่คาดว่าในปี 2567 จะหดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน หลังเผชิญปัญหาความต้องการซื้อรถใหม่ที่ลดลงมากกว่าคาด แม้ว่ายอดขายรถไฟฟ้า (BEV) จะมาแรงในปีนี้

 

แต่ในช่วงครึ่งปีหลังแรงส่งน่าจะอ่อนแรงลง เนื่องจากผู้ซื้อส่วนหนึ่งคงเลือกรอราคารถที่มีแนวโน้มจะลดลงอีก จากการแข่งขันของรถ BEV จากจีน ขณะเดียวกันความสามารถในการกู้ยืมของผู้บริโภคที่ลดลงยังกระทบการอนุมัติสินเชื่อเช่าซื้อรถด้วย โดยเฉพาะกลุ่มผู้ซื้อรถ ICE ที่ยังเป็นตลาดหลัก

 

นอกจากนี้สินเชื่อบ้านที่ยังน่าจะอยู่ในภาวะอ่อนแอ โดยเฉพาะกลุ่มสินเชื่อบ้านวงเงินต่ำกว่า 3-5 ล้านบาท ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยกดดันการเติบโตสินเชื่อรายย่อยในช่วงที่เหลือของปีด้วยเช่นกัน

 

สำหรับสินเชื่อธุรกิจนั้นคาดว่าสินเชื่อ SMEs ยังหดตัวต่อเนื่อง ขณะที่สินเชื่อธุรกิจรายใหญ่คงต้องรอปัจจัยฤดูกาลของการส่งออก และผลบวกจากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐมาช่วยหนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาพรวม บรรเทาปัจจัยลบจากการทยอยชำระคืนหนี้ที่เกิดขึ้นระหว่างปี

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

ภาพ: แนวโน้มสินเชื่อช่วงที่เหลือของปี 2567 โตต่ำ)

 

สรุปปัจจัยกดดันสินเชื่อในช่วงข้างหน้ายังมาจากหลายส่วน ได้แก่

 

  1. ความต้องการสินเชื่อชะลอลง ทั้งจากภาคธุรกิจและครัวเรือน ดังจะเห็นได้จากรายงานภาวะและแนวโน้มสินเชื่อของสถาบันการเงินโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในไตรมาส 2/67 ที่มองออกไปในระยะ 3 เดือนข้างหน้า ซึ่งยังส่งสัญญาณเพิ่มกรอบระมัดระวังหรือยังคงชะลอตัว ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อธุรกิจรายใหญ่ สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ และสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคประเภทอื่นๆ ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์รายได้ในระยะข้างหน้า

 

  1. หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง กดดันความสามารถในการกู้ยืมก้อนใหม่ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์สินเชื่อรายย่อยที่มีวงเงินสูง (Big-Ticket Items) อย่างเช่นสินเชื่อบ้านและสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ ซึ่งเป็นภาพที่ปรากฏชัดเจนในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

 

  1. เกณฑ์การอนุมัติสินเชื่อที่ยังต้องคำนึงถึงความเหมาะสมในการก่อหนี้ของลูกค้า เพื่อให้เป็นการก่อหนี้ที่เสริมความมั่นคงของกิจการหรือครัวเรือนอย่างยั่งยืนตามมาตรฐานสากลและทางการไทย โดยในอดีตและปัจจุบัน กรณีผู้กู้ที่เป็นกิจการ สถาบันการเงินจะพิจารณาความสามารถในการกู้ยืม (จากแผนธุรกิจ ประมาณการกระแสเงินสด และหลักประกัน/การค้ำประกันสินเชื่อ) และความต้องการในการชำระคืนหนี้ (จากประวัติการชำระคืนหนี้และข้อมูลของผู้บริหารกิจการ) ซึ่งความเสี่ยงเครดิตที่เพิ่มขึ้นจากปัจจัยแวดล้อมที่กระทบประเภทธุรกิจต่างๆ ในวงกว้างขึ้นจึงกระทบยอดอนุมัติสินเชื่อ

 

เช่นเดียวกับภาพในกรณีของลูกค้ารายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ขณะที่รายได้กลับมีความไม่แน่นอนมากขึ้น ทำให้เหลือรายได้หลังหักภาระการชำระหนี้รายเดือนที่ลดลง ความสามารถในการกู้ส่วนเพิ่มจึงลดลงตาม ทั้งนี้ การกู้ยืมรายย่อยดังกล่าวยังไม่ได้พิจารณารายได้จากกรณีการกู้ร่วม อาทิ ในกรณีของสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ ซึ่งทำให้ลูกหนี้ไม่ได้รับประโยชน์จากเงื่อนไขดังกล่าว

 

ทั้งนี้ ปัญหาความสามารถในการกู้ยืมหนี้ของลูกหนี้ที่ถดถอยลงดังกล่าว สะท้อนผ่านหนี้ด้อยคุณภาพของสินเชื่อระบบแบงก์ไทยที่มีทิศทางขาขึ้น และยังเป็นประเด็นที่รอการแก้ไข ซึ่งไม่สามารถพึ่งพาแนวทางการปรับโครงสร้างหนี้เฉพาะหน้าจากฝั่งสถาบันการเงินผู้ปล่อยสินเชื่อที่คงช่วยประคองสถานการณ์การเติบโตของสินเชื่อและคุณภาพหนี้ได้ในระยะสั้น หากแต่จะต้องอาศัยการปฏิรูปเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยและรายได้ของทั้งภาคธุรกิจและครัวเรือนในภาพรวมด้วย

 

อย่างไรก็ดี ตราบใดที่โจทย์ใหญ่ดังกล่าวยังไม่ได้รับการแก้ไข โอกาสที่จะเห็นสินเชื่อกลับมาเติบโตเร่งสูงกว่าอัตราการเติบโตของ GDP ณ ราคาประจำปี คงเป็นไปได้ยากขึ้น

The post ศูนย์วิจัยกสิกรไทยหั่นแรง! ปรับลดประมาณการระบบสินเชื่อแบงก์ปี 67 เหลือโต 1.5% จากเดิมโต 3% พิษเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า กดสินเชื่อบ้าน-รถยนต์โตต่ำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลมหายใจใหม่! มาตรการรัฐปลุกชีพตลาดอสังหา ฝ่าวิกฤตหนี้ครัวเรือน https://thestandard.co/household-debt-thailand/ Thu, 30 May 2024 07:16:26 +0000 https://thestandard.co/?p=939257 หนี้ครัวเรือน

ในยามที่ทั้งความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและภาระ หนี้ครัว […]

The post ลมหายใจใหม่! มาตรการรัฐปลุกชีพตลาดอสังหา ฝ่าวิกฤตหนี้ครัวเรือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
หนี้ครัวเรือน

ในยามที่ทั้งความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและภาระ หนี้ครัวเรือน ที่ทะยานสูงเป็นประวัติการณ์กำลังบั่นทอนกำลังซื้อของผู้บริโภค ส่งผลให้ธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์ ตกอยู่ในช่วงเวลาแห่งความท้าทาย ผู้ประกอบการต่างประสบกับการปฏิเสธสินเชื่อช่วงไตรมาส 1/67 ที่สูงถึง 30-40% โดยเฉพาะในตลาดระดับแมส

 

ด้วยเหตุนี้แรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นของภาครัฐจึงเสมือนลมหายใจใหม่ที่ช่วยสร้างความหวังให้กับทั้งธุรกิจและผู้บริโภคอีกครั้ง

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

 


 

การลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองสำหรับที่อยู่อาศัยไม่เกิน 7 ล้านบาท (จากเดิมที่ 3 ล้านบาท) เหลือเพียง 0.01% จะช่วยให้ผู้บริโภคระดับกลางเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้อาจจะสู้ค่าธรรมเนียมเหล่านี้ไม่ไหว สนใจที่จะซื้อที่อยู่อาศัยมากยิ่งขึ้น

 

ด้านโครงการสินเชื่อบ้าน Happy Home และ Happy Life ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ที่นำเสนอดอกเบี้ยพิเศษเพียง 2.98-3% ก็จะช่วยเปิดประตูสู่บ้านหลังแรกของผู้มีรายได้น้อย

 

มาตรการทั้งหมดนี้เชื่อว่าจะช่วยระบาย Backlog ของแต่ละผู้ประกอบการได้ดียิ่งขึ้น ช่วยเพิ่มโอกาสสำหรับผู้พัฒนาอสังหาในการรับรู้รายได้มากขึ้น รวมถึงการพัฒนาโครงการใหม่ๆ เพื่อรองรับดีมานด์ที่เพิ่มขึ้น

 

ความช่วยเหลือจากรัฐแก่ภาคอสังหานี้เปรียบเสมือนก้อนหินที่ถูกโยนลงไปในบึง ส่งผลเป็นระลอกคลื่นไปทั่วทั้งผืนน้ำ ตลาดคอนโดมิเนียมในเมืองกลับมาคึกคัก โครงการใหม่ๆ เริ่มเปิดตัว ขณะที่นักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับมาให้ความสนใจ

 

ส่วนการเลือกซื้อบ้านตามแนวราบ แม้จะชะลอตัวบ้างแต่ก็ไม่หยุดนิ่ง โดยผู้บริโภคให้ความสำคัญกับทำเลดี การออกแบบพื้นที่ใช้สอยที่ลงตัว ตอบรับไลฟ์สไตล์ และความต้องการทั้งความเป็นส่วนตัวและพื้นที่ส่วนกลางที่ครบครัน

 

การเข้ามาช่วยตลาดอสังหาซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 5-6% ของ GDP (ตั้งแต่ปี 2562-2566) ไม่ได้แค่เพิ่มตัวเลขทางเศรษฐกิจเท่านั้น หากแต่ยังฟื้นคืนชีพให้ธุรกิจต่อเนื่องอีกหลายสิบประเภท ตั้งแต่การออกแบบ ก่อสร้าง ตกแต่งภายใน ไปจนถึงเฟอร์นิเจอร์ ที่สำคัญคือการช่วยสร้างงานและกระจายรายได้สู่แรงงานนับแสนชีวิตทั่วประเทศ

 

อย่างไรก็ดี แม้มาตรการกระตุ้นจะน่ายินดี แต่เงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดของธนาคารก็ยังคงเป็นข้อจำกัดที่ต้องจับตาในสถานการณ์ที่เงินเฟ้อและดอกเบี้ยพุ่งสูง จึงเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ว่าทำไมธนาคารต้องรัดกุมกว่าเดิม เพื่อลดความเสี่ยงหนี้เสีย ซึ่งจะสร้างผลกระทบระยะยาวต่อเศรษฐกิจในภาพรวม

 

ท่ามกลางทุกวิกฤตย่อมมีโอกาสซ่อนอยู่ ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องปรับตัว ใช้ความคิดสร้างสรรค์ และทำความเข้าใจความต้องการของลูกค้าอย่างลึกซึ้ง เพื่อพัฒนาโครงการที่ไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัย หากแต่เป็นคำตอบของการใช้ชีวิตที่ลงตัวในทุกมิติ ผู้ประกอบการที่คว้าโอกาสทางธุรกิจ พร้อมปรับแผนให้สอดรับกับมาตรการของรัฐ จะเป็นผู้ชนะในการแข่งขันท่ามกลางสถานการณ์ท้าทายเช่นนี้

 

อย่าง ‘เอพี (ไทยแลนด์)’ ที่ยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงการ เพื่อนำเสนอทางเลือกที่หลากหลายสำหรับผู้บริโภคทุกกลุ่ม ตอบโจทย์ทุกความต้องการ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด

 

มาตรการกระตุ้นอสังหาจากภาครัฐไม่เพียงช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้มากขึ้น หากแต่ยังส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง ความท้าทายสำคัญอยู่ที่การขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติ และการสร้างสมดุลระหว่างการกระตุ้นการใช้จ่ายกับการควบคุมความเสี่ยงในระบบการเงิน

 

สิ่งที่ต้องจับตามองคือความสามารถของผู้ประกอบการในการปรับตัวและคว้าโอกาส ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางการฟื้นตัวของตลาดอสังหา และเป็นกุญแจสำคัญที่จะกำหนดว่าใครจะก้าวข้ามพ้นจากวิกฤตครั้งนี้ไปได้ ใครจะไขว่คว้าความสำเร็จจากความเปลี่ยนแปลง ก้าวสู่การเติบโตอย่างแข็งแกร่งได้ในระยะยาว

The post ลมหายใจใหม่! มาตรการรัฐปลุกชีพตลาดอสังหา ฝ่าวิกฤตหนี้ครัวเรือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เครดิตบูโรเผย สินเชื่อบ้านไตรมาสแรกปีนี้แผ่ว 50% ของผู้ขอสินเชื่อถูกปฏิเสธ เหตุแบงก์สกรีนเข้ม https://thestandard.co/q1-50-percent-home-loan-rejections-banks-strict/ Wed, 15 May 2024 14:32:58 +0000 https://thestandard.co/?p=933998 credit bureau

วันนี้ (15 พฤษภาคม) สุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริ […]

The post เครดิตบูโรเผย สินเชื่อบ้านไตรมาสแรกปีนี้แผ่ว 50% ของผู้ขอสินเชื่อถูกปฏิเสธ เหตุแบงก์สกรีนเข้ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
credit bureau

วันนี้ (15 พฤษภาคม) สุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ( เครดิตบูโร ) โพสต์ Facebook โดยเปิดเผยรายงานสินเชื่อบ้านไตรมาสที่​ 1/67 จากข้อมู​ลสถิติของเครดิตบูโร 

 

สุรพลระบุว่า ในไตรมาสที่​ 1/67 เครดิตบูโร​เห็นอะไรจากข้อมู​ลที่สมาชิก​สถาบันการเงิน​ส่งเข้ามาในระบบ​ รายละเอียดดังนี้ 

 

บรรยากาศ​ที่พบเจอในการยื่นขอสินเชื่อบ้าน จะพบว่ามีเสียงอื้ออึงว่าถูกปฏิเสธสูงมาก​ เรียกได้ว่า​ 100 ใบสมัครผ่านการพิจารณา​เบื้องต้น​เพียง 50 ใบ​ เหตุเพราะมีการตรวจประเมินรายได้เข้มข้น​ เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ขอกู้มีศักยภาพ​ คำว่าศักยภาพมันก็ต้องมีรายได้แน่นอน​ มั่นคง​ เพียงพอ​ สม่ำเสมอ​ เพื่อให้เป็นไปตามเกณฑ์​ว่าลูกหนี้จะต้องมีความสามารถ​ในการชำระหนี้ตามตารางการชำระหนี้ได้ตลอด​รอดฝั่ง​ ตรวจรายได้เสร็จก็ไปตรวจเครดิตบูโร​ต่อว่า​มีหนี้มากแค่ไหน​ มีประวัติการค้างชำระหรือไม่​ เพื่อประเมินความตั้งใจในการชำระหนี้​ เพราะมันก็เป็นไปตามกฎว่ากรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา

 

บัญชีที่เปิดใหม่ของสินเชื่อบ้านในแต่ละปีมีกี่มากน้อย​ และคนวัยไหนเป็นผู้ได้สินเชื่อ​ พบว่าส่วนใหญ่คือ​ Gen Y​ ครับ​ สัดส่วนสูงขึ้นทุกๆ ปี​ ที่สำคัญคือ​วงเงินสินเชื่อบ้านระดับที่ไม่เกิน​ 3 ล้านบาท น่าจะเป็นกลุ่มหลัก

 

เมื่อดูการเปิดบัญชี​ใหม่ของสินเชื่อบ้านในแต่ละปีก็จะพบว่า ​ปี​ 2018​ หรือ​ 2561 มีจำนวนเกินกว่า​ 4.3 แสนบัญชี​ ปีก่อนโควิดก็อยู่ที่ระดับ​ 3.7​ แสนบัญชี​ ปีที่แล้วอยู่ที่​ 3.3 แสนบัญชี​ ไตรมาสแรกของปีนี้​ได้เพียง 5.9 หมื่นบัญชี​ ดูแล้วมันมีแต่แผ่วลง​ ซึ่งฝั่งผู้ประกอบการต่างก็บ่นกันมากเรื่องขายได้ยาก​ กู้ไม่ผ่าน​ ของเหลือมาก​ อยากให้ลดเงื่อนไขเช่น​ LTV​ หลังที่สองหลังที่สาม​ แต่ยังไม่มีเสียงตอบรับที่ปลายสาย​ เป็นต้น

 

ประเด็นถัดมาคือสถานการณ์​ในภาพรวมของสินเชื่อบ้าน​ โดยหนี้บ้านที่เคยเป็น​ NPL แล้วมีการนำมาปรับโครงสร้างหนี้ที่มีปัญหา (หนี้ทำ​ TDR)​ ภาพมันบอกว่าปรับกันมาก

 

ขณะที่หนี้เสียในไตรมาสนี้มีการยกตัวขึ้นมาอยู่ที่​ 2.00 แสนล้านบาทเติบโต​ 18%YoY​ สัดส่วนในหนี้เสียรวม (1.09 ล้านล้านบาท) ก็ประมาณ​ 20% ถือว่าไม่น้อยนะครับ​

 

ส่วนหนี้บ้านที่เริ่มค้างชำระแต่ยังไม่เลย​ 90 วัน​ เรียกหนี้ตรงนี้ว่าหนี้กำลังจะเสีย หรือ​ SM มันมาหยุดที่​ 1.8 แสนล้านบาท เติบโต​ 15%YoY ดีขึ้นกว่า​ 4Q66 ที่เติบโต​ 31%YoY​ ที่สำคัญคือ​ 1.2 แสนล้านบาทอยู่ในความดูแลของแบงก์​รัฐ การปรับโครงสร้างหนี้จะมีความยืดหยุ่น​ ผ่อนปรน​ ไม่ขึงตึงเท่าทางฝั่งเอกชน​ ท่านจะดูเป็นยอดเงิน จำนวนบัญชี หรือเป็น​ % ก็ตามสะดวกนะครับ

 

credit bureau

 

เพื่อขยายความเพิ่ม กราฟแท่งสีแดงคือหนี้ที่ค้างเกิน​ 90 วัน หรือหนี้เสียของสินเชื่อบ้าน​ แท่งสีเหลืองคือหนี้กำลังจะเสียหรือ​ SM สินเชื่อบ้าน​ กราฟแท่งด้านซ้ายคือจำนวนบัญชีแยกตามช่วงวัยของ​ Generation ในแต่ละไตรมาส​ เช่น ไตรมาส​ 1 ปี​ 2567​ Gen Y ถือสัญญาสินเชื่อบ้านที่เป็น​ NPL เท่ากับ​ 83,281 สัญญา​ คิดเป็นเงิน​ 1.24 แสนล้านบาท​ 

 

50% ของหนี้รอเน่าเป็นของ Gen Y

 

ในกรณีของ​ SM​ บ้านที่อยู่ในมือคน​ Gen Y​ ช่วงเวลาเดียวกันนี้​มีจำนวน​ 76,276 สัญญา​ คิดเป็นเงิน​ 1.18 แสนล้านบาท​ คิดแบบเร็วๆ ครับ​ คน​ Gen Y​ เป็นหนี้เสียบ้านกว่า​ 50% ของหนี้เสียบ้านทั้งหมด ​(1.24/2.00 แสนล้านบาท) และก็กว่า​ 50% อีกเหมือนกันที่คน​ Gen Y​ เป็นหนี้กำลังจะเสียส่วนใหญ่ (1.18/1.80 แสนล้านบาท) 

 

คนวัยกำลังทำงานจะไปต่ออย่างไรในบรรยากาศ​เศรษฐกิจ​โตต่ำ​ มีปัญหาให้แก้แทบทุกด้าน​ จะเป็นหลานอาม่าในวันนี้มันไม่ง่ายเหมือนในหนังที่มีคนรุ่นก่อนเก็บเงินไว้ให้นะครับ​ ชีวิตจริงกับในหนังมันแตกต่างกันพอสมควร

 

ผมขอเสนอภาพความรู้สึก​ การประเมิน​ และข่าวร้ายๆ เกี่ยวกับคนที่เป็นลูกหนี้​ ว่าในสภาพที่รุมเร้าแบบนี้​ ทางออกของใครบางคนมันก็ไม่พึงประสงค์​ แต่คนเรานะครับ​ เมื่อมันสุดของสุด​ การตัดสินใจแบบนี้เราอาจจะเห็นมากขึ้น​ ได้แต่ภาวนาว่าอย่าเป็นเช่นนั้นเลย อันนี้มาจากภาพข่าวของสื่อ

 

ทั้งนี้ สุรพลระบุในข้อความว่า ขอเชิญชวนทุกๆ ท่านไปฟังการบรรยาย​ เรื่องหนี้ครัวเรือนไทยและการแก้ไขปัญหา จากมุมมองของคนที่รับผิดชอบโดยตรงซึ่งก็คือวิทยากรจากแบงก์​ชาติ​ ในงาน​ MONEY EXPO ที่เมืองทองธานี ในวันที่​ 18 พฤษภาคม​ 2567 นี้นะครับ​ ไปฟัง​ ไปถามครับ​ ว่าเราจะทำอย่างไร ถ้าเราคือคนที่มีปัญหาการค้างชำระหนี้บ้านในเวลานี้​

The post เครดิตบูโรเผย สินเชื่อบ้านไตรมาสแรกปีนี้แผ่ว 50% ของผู้ขอสินเชื่อถูกปฏิเสธ เหตุแบงก์สกรีนเข้ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
หนี้ท่วมไทย…ปัญหาอยู่ที่ใคร? ‘บ้าน-รถยนต์’ ถูกยึด แบงก์ปฏิเสธสินเชื่อสูงขึ้น 50% เพราะคนผ่อนต่อไม่ไหว https://thestandard.co/thailand-debt-crisis-whos-to-blame/ Thu, 22 Feb 2024 11:42:41 +0000 https://thestandard.co/?p=903136

กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์เผยอัตราการปฏิเสธสินเชื่อรถยนต์พุ […]

The post หนี้ท่วมไทย…ปัญหาอยู่ที่ใคร? ‘บ้าน-รถยนต์’ ถูกยึด แบงก์ปฏิเสธสินเชื่อสูงขึ้น 50% เพราะคนผ่อนต่อไม่ไหว appeared first on THE STANDARD.

]]>

กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์เผยอัตราการปฏิเสธสินเชื่อรถยนต์พุ่งสูง 50% เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ส่งผลให้รถยนต์ถูกยึดเพราะผู้ซื้อผ่อนไม่ไหว ยอดขายในประเทศลดฮวบ 30-40%

 

สุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า การผลิตรถยนต์ทั้งหมดในเดือนมกราคม 2567 ทั้งสิ้น 142,102 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม 2566 ที่ 12.46% จากยอดผลิตจำหน่ายในประเทศลดลง 33.62%

 

นอกจากนี้การผลิตรถยนต์นั่งเพื่อจำหน่ายในประเทศก็ลดลง 14.68% จากรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าที่มียอดจดทะเบียนเดือนมกราคม 2567 จำนวน 13,314 คัน ส่งผลให้คาดการณ์การผลิตรวมของปี 2567 อาจต้องลดลงจากเป้าหมายเดิม 2 ล้านคัน มาอยู่ที่ 1.9 ล้านคัน

 

“การส่งออกเรายังทำได้ดี แต่ตลาดในประเทศขณะนี้ถือว่าน่าห่วง เพราะอัตราการปฏิเสธสินเชื่อรถยนต์ (The Auto Loan Rejection Rate) ของไทยพุ่ง 50% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่สูงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีที่ผ่านมา สาเหตุหลักๆ มาจากสถาบันการเงินและไฟแนนซ์ที่ปล่อยเงินสินเชื่อเพื่อรถยนต์ยังมีความกังวลหนี้เสีย (NPL)

 

“รถยนต์จำนวนมากถูกยึดเพราะผู้ซื้อไม่สามารถผ่อนชำระงวดได้ ด้วยสภาพคล่องทางเศรษฐกิจที่ไม่ดี หนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง”

 

นอกจากนี้ ส.อ.ท. ยังได้สอบถามไปยังเต็นท์รถมือสองว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร แม้ว่ายังไม่มีข้อมูลสรุปที่ชัดเจน แต่หากดูจำนวนรถที่เข้าสู่การประมูลเพิ่มถึง 200,000-300,000 คัน จากเมื่อปลายปีที่แล้ว และยังคงเพิ่มจำนวนอย่างต่อเนื่อง จากปกติสถานการณ์การยึดรถเข้าสู่การประมูลเฉลี่ยที่ประมาณ 180,000 คันต่อปี สะท้อนให้เห็นลูกหนี้ด้อยคุณภาพเพิ่มสูงขึ้น รถถูกยึดสูงขึ้น เนื่องจากลูกหนี้ผ่อนไม่ไหวจริงๆ

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

ปัจจัยดังกล่าวข้างต้นส่งผลให้ภาพรวมยอดขายในประเทศลดลงถึง 30-40% โดยเฉพาะรถกระบะเพื่อจำหน่ายในประเทศลดลงถึง 50.89%

 

“รถกระบะที่เติบโตในไทยมาโดยตลอดกลับมียอดขายแค่ 14,864 คัน ลดลงถึง 43.47% เพราะหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้นมาก คนไม่มีกำลังซื้อ”

 

อีกทั้งรถ PPV ก็มียอดขายลดลง 43.86% เพราะยังไม่มีรุ่นใหม่ออกมา ประกอบกับมีรถ SUV แบบ Hybrid ออกใหม่ในราคาจับต้องได้มาเอาส่วนแบ่งตลาดไป รวมไปถึงยอดขายรถบรรทุกก็ลดลง 32.01% จากงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ที่ล่าช้าออกไปหลายเดือน ทำให้การลงทุน การใช้จ่าย และการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลล่าช้าไป ขณะที่เศรษฐกิจของประเทศขยายตัวในระดับต่ำมาตั้งแต่ไตรมาส 4 ของปี 2566 อีกด้วย

 

“คงต้องรอดูยอดเดือนนี้อีกครั้ง แต่ด้วยความกังวลเรื่องที่รัฐบาลกำหนดเงื่อนไขให้การพิจารณาปล่อยสินเชื่อของแบงก์ต้องพิจารณาการปล่อยสินเชื่อบนความรับผิดชอบ ผู้ซื้อจะต้องมีฐานะการเงิน รายได้ มาตรการนี้กำลังส่งผลกระทบทั้งยอดขายรถยนต์และภาคอสังหาริมทรัพย์” สุรพงษ์กล่าว

 

แนะรัฐบาลเพิ่มรายได้ ลุ้น Fed ลดดอกเบี้ยช่วงกลางปี

 

กรณีของหนี้น่าเป็นห่วงมาก รัฐบาลต้องเร่งรัดการเพิ่มรายได้ประชาชน และคาดหวังว่าช่วงเดือนพฤษภาคม 2567 จะสามารถกระตุ้นยอดขายรถยนต์ได้เพิ่มขึ้น จากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ น่าจะสามารถช่วยให้ภาระการผ่อนชำระหนี้ลดลง คนมีกำลังซื้อ

 

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยก็อาจต้องปรับลดดอกเบี้ยลงไปด้วย เพราะในอีกแง่ก็จะส่งผลให้การผลิตและการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทยเพิ่มมากขึ้น ซึ่งรัฐบาลก็เริ่มส่งเสริมมาตรการสนับสนุนใหม่ๆ ออกมา เช่น รถบัส EV

 

คาดยอดจดทะเบียน EV ปีนี้แตะ 100,000 คัน

 

เนื่องจากกระแสการซื้อยานยนต์ไฟฟ้าของผู้บริโภคในประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมาก โดยคาดว่าในปีนี้จะมีการจดทะเบียนเพิ่ม 50,000-100,000 คัน ตามอัตราการผลิตเพื่อชดเชยการนำเข้า 1:1 ที่มีจำนวน 80,000-90,000 คัน

 

ขณะที่สรุปยอดจดทะเบียนยานยนต์ไฟฟ้าประเภท BEV ล่าสุด มีจำนวนทั้งสิ้น 147,743 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 301.75%

 

“ไทยในฐานะประเทศกำลังพัฒนา สามารถส่งเสริม EV ได้อย่างรวดเร็ว ถือเป็นตัวเลขที่สูงมากหากเทียบกับหลายๆ ประเทศที่พัฒนาแล้ว” สุรพงษ์กล่าว

 

 

รายงานข่าวระบุว่า ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) สรุปสัดส่วนหนี้เสียของไทย (NPL) ยังคงน่าห่วง เมื่อเจาะเป็นรายกลุ่มหนี้พบว่ากลุ่มสินเชื่อที่น่ากังวลที่สุดคือสินเชื่อรถยนต์ ซึ่งอยู่ที่ 230,000 ล้านบาท คิดเป็น 23% ของ NPL ทั้งหมด

 

“หนี้เสียในสินเชื่อรถยนต์เร่งตัวขึ้นเร็วมาก โดยเพิ่มถึง 28% และนำไปสู่การยึดรถ การนำรถไปคืน และการนำรถเข้าลานประมูลเพิ่มขึ้น”

 

ดังนั้นหากดูประมาณการของสำนักงานเศรษฐกิจการคลังที่ระบุว่า เศรษฐกิจไทย (GDP) ในปี 2566 ขยายตัวเพียง 1.9% ด้วยสัดส่วนหนี้ที่อยู่ในสินเชื่อส่วนบุคคล, บ้าน และรถ รวมกัน 3.7% กำลังเป็นกับดักบ่วงใหญ่ของเศรษฐกิจไทย หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่เร่งรัดสะสางปัญหา หนี้เหล่านี้…จะค่อยๆ กลืนกินรายได้และ GDP ไทยเข้าไปทุกที

 

ภาพ: Stephen Swintek / Getty Images, Ceydakocaturk / Getty Images

The post หนี้ท่วมไทย…ปัญหาอยู่ที่ใคร? ‘บ้าน-รถยนต์’ ถูกยึด แบงก์ปฏิเสธสินเชื่อสูงขึ้น 50% เพราะคนผ่อนต่อไม่ไหว appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘พฤกษา’ หนียอดปฏิเสธสินเชื่อบ้านใหม่สูง หันโฟกัสบ้านราคา 3-7 ล้านบาท ลดสัดส่วนต่ำกว่า 3 ล้านบาทจาก 70% ให้เหลือ 40% https://thestandard.co/pruksa-real-estate-business-results-for-2023/ Tue, 20 Feb 2024 06:54:24 +0000 https://thestandard.co/?p=902104 พฤกษา โฮลดิ้ง

บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ PSH ประกาศผลประ […]

The post ‘พฤกษา’ หนียอดปฏิเสธสินเชื่อบ้านใหม่สูง หันโฟกัสบ้านราคา 3-7 ล้านบาท ลดสัดส่วนต่ำกว่า 3 ล้านบาทจาก 70% ให้เหลือ 40% appeared first on THE STANDARD.

]]>
พฤกษา โฮลดิ้ง

บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ PSH ประกาศผลประกอบการปี 2566 มีรายได้รวม 26,132 ล้านบาท กำไรสุทธิ 2,205 ล้านบาท เติบโต 13% จากปีก่อน พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์ Ready To Thrive มุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ตั้งเป้ารายได้ปี 2567 ทะยานแตะ 28,000 ล้านบาท เน้นสินค้ากลุ่มกลาง-บน และขยายธุรกิจใหม่

 

อุเทน โลหชิตพิทักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) (PSH) เปิดเผยว่า ปี 2566 พฤกษา โฮลดิ้ง เผชิญกับความท้าทายจากสภาวะเศรษฐกิจและการเมือง แต่ด้วยกลยุทธ์ที่ชัดเจนและความแข็งแกร่งของธุรกิจ ส่งผลให้บริษัทสามารถทำผลงานได้ดีเกินคาด

 

สำหรับปี 2567 พฤกษา โฮลดิ้ง มุ่งเดินหน้ากลยุทธ์ Ready To Thrive มุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน มีการวางงบลงทุนรวม 19,000 ล้านบาท โดยตั้งเป้ารายได้รวม 28,000 ล้านบาท เติบโต 7% จากปีก่อน ผ่านกลยุทธ์หลักดังนี้

 

อสังหาริมทรัพย์: ปีที่ผ่านมาทำรายได้ 22,357 ล้านบาท มียอดขาย 18,540 ล้านบาท เปิดโครงการใหม่รวม 13 โครงการ มูลค่า 14,200 ล้านบาท

 

ปี 2567 ตั้งเป้ายอดขายที่ 27,000 ล้านบาท และตั้งเป้ายอดโอนที่ 25,500 ล้านบาท วางแผนเปิดโครงการใหม่ 30 โครงการ แบ่งเป็นโครงการบ้านเดี่ยว 10 โครงการ ทาวน์เฮาส์ 17 โครงการ และคอนโดมิเนียม 3 โครงการ รวมมูลค่าทั้งหมดราว 29,000 ล้านบาท

 

สิ่งที่น่าสนใจคือการปรับโครงสร้างธุรกิจ มุ่งเน้นสินค้ากลุ่มกลาง-บน ปรับลดสัดส่วนสินค้าราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทซึ่งเป็นสิ่งที่สร้างชื่อให้กับพฤกษา จาก 70% เหลือ 40% มุ่งเน้นสินค้ากลุ่มราคา 3-7 ล้านบาท และมากกว่า 7 ล้านบาท ให้มากกว่า 30% เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันมากขึ้น ซึ่งตอนนี้กำลังซื้อกลุ่มล่างเปราะบาง ส่งผลยอดปฏิเสธสินเชื่อบ้านใหม่สูงขึ้น 

 

ขณะเดียวกันยังได้วางงบซื้อที่ดิน 10,500 ล้านบาท สำหรับโครงการใหม่อีกราว 32 โครงการด้วยกัน

 

ทางด้านการขยายธุรกิจใหม่ประกอบด้วย ‘ธุรกิจเฮลท์แคร์’ ภายใต้กลุ่มโรงพยาบาลวิมุตมีรายได้รวม 1,820 ล้านบาท เติบโต 50% จากปีก่อน มีจำนวนผู้ป่วย Non-COVID ที่มาใช้บริการที่โรงพยาบาลวิมุตเพิ่มขึ้น 49% ในปีที่ผ่านมา

 

ตามแผนตั้งเป้ารายได้ 2,300 ล้านบาท ซึ่งเกิดจากเข้าบริหารเนิร์สซิงโฮมของกลุ่มวิมุตในย่านบางนา แบริ่ง และวัชรพล ซึ่งมีจำนวนรวม 240 เตียง พร้อมโอกาสในการบริหารเนิร์สซิงโฮมอีก 5 แห่ง โดยตั้งเป้าขยายจำนวนเตียงที่ให้บริการรวม 600 เตียงภายใน 3 ปี 

 

กลุ่มยังมีแผนลงทุน 3,500 ล้านบาท ดำเนินการก่อสร้างโรงพยาบาลวิมุตแห่งใหม่บริเวณถนนสุขุมวิทและย่านฝั่งธนฯ อย่างต่อเนื่อง, ขยายเตียงที่โรงพยาบาลวิมุตเป็น 150 เตียง รวมถึงรีแบรนด์โรงพยาบาลเทพธารินทร์ให้เป็น ‘โรงพยาบาลวิมุต เทพธารินทร์’ พร้อมเปิดตัวในช่วงเดือนเมษายนนี้

 

ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ: ตั้งเป้าโต 5 เท่า รายได้ 1,000 ล้านบาทใน 3 ปี พัฒนาแพลตฟอร์ม MyHaus รองรับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่

 

ธุรกิจพรีคาสท์: ตั้งเป้ารายได้โต 50% สู่ 3,500 ล้านบาท

 

และธุรกิจรับก่อสร้าง: ตั้งเป้ารายได้ 5,600 ล้านบาท มุ่งสู่ผู้นำรับก่อสร้างบ้านแนวราบ

 

รวมถึงการลงทุนในอสังหาประเภทโลจิสติกส์ และอสังหาเพื่อสุขภาพอย่างการตั้งกองทุน CapitaLand SEA Logistics Fund มูลค่าทรัพย์สินเป้าหมาย 25,000 ล้านบาท และลงทุนในกองทุน CapitaLand Wellness Fund (C-WELL) มูลค่าทรัพย์สินเป้าหมาย 72,500 ล้านบาท

 

ในปี 2567 พฤกษา โฮลดิ้ง ยังได้มุ่งมั่นที่จะเติบโตอย่างยั่งยืนควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม โดยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 30% ภายในปี 2573 และมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) ในปี 2593

 

“ด้วยกลยุทธ์ Ready To Thrive พฤกษา โฮลดิ้ง มั่นใจที่จะก้าวผ่านความท้าทาย และเติบโตอย่างยั่งยืนในปี 2567 และปีต่อๆ ไป” อุเทนกล่าว

 

The post ‘พฤกษา’ หนียอดปฏิเสธสินเชื่อบ้านใหม่สูง หันโฟกัสบ้านราคา 3-7 ล้านบาท ลดสัดส่วนต่ำกว่า 3 ล้านบาทจาก 70% ให้เหลือ 40% appeared first on THE STANDARD.

]]>