สินทรัพย์ปลอดภัย Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/สินทรัพย์ปลอดภัย/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 21 May 2026 08:14:00 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เมื่อสงครามดัน Bond Yield สูงขึ้น ตลาดกำลังกังวลอะไร และตราสารหนี้ยังน่าลงทุนหรือไม่? https://thestandard.co/war-bond-yield-market-investment/ Thu, 21 May 2026 08:14:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1209710

เมื่อความตึงเครียดในตะวันออกกลางปะทุขึ้นในช่วงปลายเดือน […]

The post เมื่อสงครามดัน Bond Yield สูงขึ้น ตลาดกำลังกังวลอะไร และตราสารหนี้ยังน่าลงทุนหรือไม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อความตึงเครียดในตะวันออกกลางปะทุขึ้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 สิ่งที่ตลาดการเงินกังวลไม่ใช่เพียงความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่รวมถึงความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก ความกังวลดังกล่าวส่งผลให้ราคาพลังงานดีดตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกดดันเงินเฟ้อและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากตลาดเริ่มปรับคาดการณ์ว่าธนาคารกลางหลายแห่งอาจต้องชะลอการลดดอกเบี้ย หรืออาจจำเป็นต้องกลับมาปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้ออีกครั้ง

 

ในอดีต เมื่อเกิดสงคราม นักลงทุนมักจะเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ซึ่งจะส่งผลให้ Bond Yield ปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตาม ภาพที่เกิดขึ้นในรอบนี้กลับแตกต่างออกไป โดย Bond Yield ทั่วโลกกลับปรับตัวสูงขึ้น สะท้อนว่าความกังวลหลักของตลาดกลับเป็นเรื่องเงินเฟ้อ ซึ่งมีสาเหตุสำคัญมาจากความเสี่ยงที่ผลกระทบด้านพลังงานอาจยืดเยื้อนานกว่าที่คาด เนื่องจากความขัดแย้งได้กระทบไม่เพียงเส้นทางขนส่ง แต่ยังรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในตะวันออกกลางอีกด้วย

 

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ แม้ความขัดแย้งอาจคลี่คลายลงได้ แต่ฝั่งอุปทาน (Supply Side) ของตลาดพลังงานอาจต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว ราคาพลังงานจึงมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงและทยอยส่งผ่านไปยังต้นทุนสินค้าและบริการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งภายใต้สภาวะเช่นนี้ ธนาคารกลางอาจจำเป็นต้องคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับสูงนานขึ้น (Higher for Longer) ยิ่งไปกว่านั้น หากสงครามยืดเยื้อเป็นเวลานาน ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงินจะทวีความรุนแรงขึ้น และอาจนำไปสู่ภาวะ Stagflation หรือภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อสูง ซึ่งในภาวะดังกล่าว ธนาคารกลางอาจถูกบีบให้ต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยแม้เศรษฐกิจจะอยู่ในภาวะชะลอตัวก็ตาม

 

สำหรับประเทศไทย เงินเฟ้อมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป โดยเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนเมษายน พลิกกลับมาขยายตัวที่ 2.89% YoY หลังจากอยู่ในระดับต่ำและบางช่วงติดลบมาต่อเนื่อง โดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประเมินว่าเงินเฟ้อทั่วไปอาจเร่งตัวขึ้นและมีโอกาสปรับสูงกว่ากรอบเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 1-3% ชั่วคราว ตามการทยอยส่งผ่านต้นทุนพลังงานไปยังราคาสินค้าและบริการ อย่างไรก็ตาม การส่งผ่านต้นทุนดังกล่าวจะเกิดขึ้นอย่างจำกัดภายใต้

 

อุปสงค์ภายในประเทศที่ยังเปราะบาง ขณะที่ความเสี่ยงที่จะเกิด Second-Round Effects ของเงินเฟ้อไทยยังจำกัด และเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางยังคงยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมาย

 

ขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจไทยก่อนเกิดความขัดแย้งสะท้อนภาพการฟื้นตัว โดย GDP ไตรมาส 1 ปี 2569 ขยายตัว 2.8% YoY เร่งตัวขึ้นจาก 2.5% YoY ในไตรมาส 4 ปี 2568 จากแรงหนุนของการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน การส่งออกสินค้า และการใช้จ่ายภาครัฐที่เร่งตัวขึ้น ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนยังขยายตัวในเกณฑ์ดี และรายได้จากภาคการท่องเที่ยวกลับมาฟื้นตัว

 

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขที่แข็งแกร่งในไตรมาสแรกของปียังไม่ได้สะท้อนผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งและราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างเต็มที่ เศรษฐกิจไทยจึงมีแนวโน้มชะลอตัวลงในระยะถัดไป จากทั้งราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้นและการส่งผ่านต้นทุนที่จะซ้ำเติมกำลังซื้อของภาคครัวเรือน ภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มได้รับแรงกดดันจากต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้นและการลดลงของนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง ส่วนภาคการผลิตและการส่งออกเผชิญความท้าทายจากต้นทุนวัตถุดิบและค่าระวางเรือที่สูงขึ้น ขณะที่ พ.ร.ก. กู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาทของภาครัฐ น่าจะช่วยประคับประคองเศรษฐกิจไม่ให้ชะลอตัวรุนแรง แต่ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงด้านการคลังในระยะต่อไป เนื่องจากหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น ท่ามกลางแนวโน้มเศรษฐกิจที่ชะลอลง อาจทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ขยับเข้าใกล้เพดานวินัยการคลังที่ระดับ 70% มากขึ้น

 

ดังนั้น แม้ไทยจะเผชิญแรงกดดันเงินเฟ้อจากฝั่งอุปทาน (Supply-Side Inflation) แต่เงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย ขณะที่ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจมีมากขึ้น กนง. จึงมีแนวโน้มที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.00% ต่อเนื่องอีกระยะหนึ่ง เพื่อรอดูสถานการณ์และประเมินผลกระทบ (Wait-and-see) โดยการดำเนินนโยบายการเงินและนโยบายการคลังจำเป็นต้องทำงานสอดประสานกันมากขึ้นในการช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ ภายใต้ Policy Space ของทั้งนโยบายการเงินและนโยบายการคลังที่เริ่มมีจำกัดมากขึ้น

 

ในมุมของตลาดตราสารหนี้ไทย Bond Yield ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมาสอดคล้องกับทิศทางตลาดโลก ทั้งจากความเสี่ยงจากสงครามที่ยืดเยื้อและเงินเฟ้อ รวมถึงความกังวลต่อแนวโน้มหนี้สาธารณะของไทยที่เพิ่มขึ้น ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ Bond Yield ระยะยาวปรับตัวสูงขึ้นเร็วกว่าระยะสั้น จนทำให้ Yield Curve มีลักษณะชันขึ้น (Bear Steepening) สะท้อนความกังวลของนักลงทุนต่อความไม่แน่นอนในระยะข้างหน้า ทั้งนี้ Bond Yield ที่ปรับสูงขึ้นมาแล้วนั้น สะท้อนว่าตลาดได้รับรู้ (Priced-In) ความเสี่ยงดังกล่าวไปในระดับหนึ่งแล้ว ทำให้ Bond Yield เริ่มกลับมาอยู่ในระดับที่น่าสนใจมากขึ้นสำหรับการทยอยสะสมเพื่อการลงทุนในระยะกลางถึงยาว โดยเฉพาะในบริบทที่เศรษฐกิจไทยยังเติบโตในระดับต่ำ และดอกเบี้ยนโยบายมีแนวโน้มทรงตัวมากกว่าปรับขึ้น

 

ภายใต้โลกที่มีความไม่แน่นอนสูง ตราสารหนี้ยังคงเป็นสินทรัพย์สำคัญในการช่วยกระจายความเสี่ยง (Diversification) และสร้างกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอ แต่การเคลื่อนไหวของตลาดการเงินจะมีความซับซ้อนและผันผวนมากยิ่งขึ้น การลงทุนในตราสารหนี้หลังจากนี้อาจไม่ใช่ภาพของการได้รับอานิสงส์จาก Bond Yield ที่ปรับลดลงตามวัฏจักรดอกเบี้ยเหมือนในช่วงปี 2567–2568 ที่ผ่านมา แต่จะเป็นช่วงเวลาที่นักลงทุนต้องเน้นบริหาร Duration ของพอร์ตการลงทุน และคัดเลือกคุณภาพเครดิตอย่างระมัดระวังมากยิ่งขึ้น

 

ภาพ: La Terase / Shutterstock

The post เมื่อสงครามดัน Bond Yield สูงขึ้น ตลาดกำลังกังวลอะไร และตราสารหนี้ยังน่าลงทุนหรือไม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนาคารกลางทั่วโลกยืนยัน ลุยเก็บทองคำต่อในระยะยาว https://thestandard.co/central-banks-gold-long-term/ Thu, 09 Apr 2026 13:18:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1196470 ภาพกองทองคำแท่งและเหรียญทองคำ แสดงถึงการสะสมทองคำของธนาคารกลางทั่วโลก

ในยุคที่เต็มไปด้วยความผันผวนและตัวแปรที่คาดเดาไม่ได้ ธน […]

The post ธนาคารกลางทั่วโลกยืนยัน ลุยเก็บทองคำต่อในระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกองทองคำแท่งและเหรียญทองคำ แสดงถึงการสะสมทองคำของธนาคารกลางทั่วโลก

ในยุคที่เต็มไปด้วยความผันผวนและตัวแปรที่คาดเดาไม่ได้ ธนาคารกลางทั่วโลกกำลังส่งสัญญาณที่ชัดเจนร่วมกันอย่างหนึ่งว่า ทองคำไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือหัวใจหลักของยุทธศาสตร์ความมั่นคง

 

ข้อมูลล่าสุดในเดือนกุมภาพันธ์จาก ‘World Gold Council (WGC)’ สภาทองคำโลก รวมไปถึงผลสำรวจจาก ‘Central Banking Publications (CB)’ สถาบันวิจัยระดับโลกที่เชี่ยวชาญด้านธนาคารกลาง ที่จัดทำในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม ยืนยันตรงกันว่า การสะสมทองคำครั้งนี้เป็นการเดินหน้าระยะยาวที่ยากจะย้อนกลับ ด้วยเหตุผลดังนี้

 

1. ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ เหตุผลอันดับหนึ่งที่ไม่มีวันจบ

 

ผลสำรวจจาก CB ระบุชัดเจนว่า 70% ของธนาคารกลางทั่วโลก มองว่าความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์คือความเสี่ยงอันดับ 1 ซึ่งพุ่งสูงขึ้นเท่าตัวจากระดับ 35% เมื่อปี 2025 ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งที่ไม่แน่นอน เช่น สงครามอิหร่าน หรือข้อพิพาทเกาะกรีนแลนด์กับเดนมาร์ก เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้ทองคำกลายเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย ที่ไม่มีความเสี่ยงด้านคู่สัญญา (Counterparty Risk) ทำให้การเข้าซื้อธนาคารกลางทั่วโลกในเดือนกุมภาพันธ์ กลับขึ้นมาอยู่ที่ 27 ตัน ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของปี 2025 ที่ระดับ 26 ตัน ตามการรายงานของ WGC

 

2. การสั่นคลอนของอิทธิพลสกุลเงินดอลลาร์

 

แม้ธนาคารกลางราว 80% ยังมองว่าดอลลาร์สหรัฐเป็นสกุลเงินที่ปลอดภัยอันดับหนึ่ง แต่ความเชื่อมั่นในดอลลาร์กำลังถูกทดสอบอย่างหนัก ด้วยตัวเลขความกังวลที่พุ่งขึ้นจาก 3% เป็น 16% ในปีเดียว ที่มองว่าบทบาทของดอลลาร์จะส่งผลต่อการตัดสินใจบริหารทุนสำรอง โดยสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากค่าเงินดอลลาร์ที่เคยอ่อนค่าลงถึง 12% ในปี 2025 ทำให้ธนาคารกลางหลายแห่งเริ่มไม่สบายใจ ที่จะถือครองดอลลาร์เพียงอย่างเดียว ทองคำจึงถูกดึงเข้ามาทำหน้าที่โดยตรงท่ามกลางกระแส De-dollarization ซึ่งเป็นระดับโครงสร้างที่ต้องใช้เวลาปรับสมดุลนานหลายปี

 

3. การซื้ออย่างมีวินัยและต่อเนื่องระยะยาว (Long-term Commitment)

 

ข้อมูลจาก WGC ยืนยันว่าการสะสมทองคำไม่ใช่การเก็งกำไรระยะสั้น แต่เป็นแผนการระยะยาวโดยเห็นได้จาก ความต่อเนื่องจากหลายประเทศ เช่น จีนที่ซื้อติดต่อกัน 16 เดือน รวมทองคำสำรองล่าสุด 2,308 ตัน, สาธารณรัฐเช็กที่ซื้อติดต่อกัน 36 เดือน ทำสถิติซื้อต่อเนื่องยาวนานที่สุด และโดยเฉพาะโปแลนด์ ที่เป็นผู้นำในการซื้อทองคำในเดือนกุมภาพันธ์ถึง 20 ตัน รวมทองคำสำรองล่าสุด 570 ตัน พร้อมตั้งเป้าหมายสะสมเพิ่มต่อเนื่องจนถึง 700 ตัน

 

ประกอบกับผลสำรวจ CB ระบุถึงมุมมองในอนาคตว่า ธนาคารกลางทั่วโลกกว่า 50% ยังเล็งเห็นถึงปัจจัยเรื่องเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยจะยังคงอยู่ไปอีกอย่างน้อยอีก 5 ปี ส่วนความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์จะเป็นแรงกระตุ้นที่รุนแรงในระยะสั้น ขณะที่ธนาคารกลางเกือบ 40% ระบุว่ากำลังพิจารณาที่จะเพิ่มการถือครองทองคำในระบบทุนสำรองฯ

 

4. การขยายตัวของกลุ่มผู้ซื้อหน้าใหม่ (Global Trend)

 

เทรนด์การซื้อทองคำไม่ได้จำกัดอยู่แค่ประเทศมหาอำนาจอีกต่อไป แต่กำลังขยายตัวไปยัง กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) โดยเฉพาะธนาคารกลางในทวีปแอฟริกา หันมาใช้ทองคำเป็นเครื่องมือกระจายความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ เช่น ยูแกนดา ที่เริ่มโครงการซื้อทองคำในเดือนมีนาคม พร้อมตั้งเป้าซื้ออย่างน้อย 100 กิโลกรัม ระหว่างเดือนมีนาคม-มิถุนายน เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ทุนสำรองฯ และเคนยาที่ส่งสัญญาณถึงความตั้งใจในทิศทางเดียวกัน รวมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น มาเลเซีย, กัมพูชา ด้วยเช่นกัน

 

ภาพ: Royal studio 1 / Shutterstock

The post ธนาคารกลางทั่วโลกยืนยัน ลุยเก็บทองคำต่อในระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อสงครามทำให้นิยามของความปลอดภัยไม่เหมือนเดิม https://thestandard.co/investment-war-safe-assets-forecast/ Thu, 09 Apr 2026 08:28:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1196267 แผนภูมิความสัมพันธ์ของสินทรัพย์หลักในช่วงปี 1986-2026

ในทุกยุคสมัย นักลงทุนมีคำถามอยู่เสมอว่า ‘อะไรคือสินทรัพ […]

The post เมื่อสงครามทำให้นิยามของความปลอดภัยไม่เหมือนเดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>
แผนภูมิความสัมพันธ์ของสินทรัพย์หลักในช่วงปี 1986-2026

ในทุกยุคสมัย นักลงทุนมีคำถามอยู่เสมอว่า ‘อะไรคือสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงสงคราม’ และคำตอบที่เรามักได้ยินบ่อยที่สุดคือ ทองคำ บอนด์สหรัฐฯ หรือดอลลาร์ ราวกับว่ามีสูตรสำเร็จในการพักเงินหลบความผันผวน

 

อย่างไรก็ดี สงครามอิหร่านปี 2026 ทำให้นักลงทุนหลายคนเริ่มคิดใหม่ เพราะราคาน้ำมันพุ่งแรง สวนทางกับทองคำที่ร่วงหนัก บอนด์ยีลด์ปรับตัวขึ้น ขณะที่ดอลลาร์แข็งค่าเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก

 

ในมุมมองของผม สงครามที่กำลังเกิดขึ้นย้ำกับนักลงทุนอีกครั้งว่า ไม่มีนิยามของสินทรัพย์ปลอดภัยที่ถาวร และเราต้องรู้ให้ทันกับสงครามครั้งนี้

 

เรื่องแรก ทองคำไม่ใช่สินทรัพย์ปลอดภัย หรือเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงได้เสมอไป แต่จุดเด่นแท้จริงคือมีความสัมพันธ์กับสินทรัพย์ลงทุนหลักในระดับต่ำ

 

แม้นักลงทุนมักถูกสอนมาว่าทองคำช่วยลดความผันผวนของพอร์ตได้ แต่ก็ไม่ใช่ทุกครั้ง

 

ในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา ทองคำมีความสัมพันธ์ (Correlation) กับตลาดหุ้นสหรัฐฯ (S&P 500) และบอนด์เพียงราว -0.02 และ -0.21 ตามลำดับ ความสัมพันธ์นี้ชี้ว่า ทองคำไม่ได้ปรับขึ้นเมื่อตลาดหรือบอนด์ยีลด์ปรับตัวลงเสมอ

 

ส่วนทองคำกับน้ำมัน แม้จะถูกมองเป็นสินทรัพย์ป้องกันเงินเฟ้อเหมือนกันในอดีต แต่ความสัมพันธ์ก็เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย

 

โดยช่วงที่ราคาทองคำและราคาน้ำมันเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันมากที่สุด อยู่ในทศวรรษ 2000s เนื่องจากสินค้าโภคภัณฑ์เข้าสู่ Super Cycle

 

ตรงกันข้ามกับทศวรรษนี้ที่ Correlation ลดลงมาอยู่ที่ -0.15 เพราะทองคำถูกมองเป็น De-dollarization Asset ขณะที่น้ำมันเป็น Stagflation Risk สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าความแตกต่างอยู่ที่บริบท มากกว่าตัวสินทรัพย์เอง

 

สอง สงครามที่ทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้น มักทำให้ลำดับชั้นของสินทรัพย์ปลอดภัยผิดไปจากปกติ

 

ผมวิเคราะห์จากข้อมูลย้อนหลัง 40 ปี คัดเฉพาะเดือนที่ใกล้เคียงกับบรรยากาศสงครามตะวันออกกลางมากที่สุด คือเดือนที่ราคาน้ำมันขึ้นเกิน 10% พร้อมกับหุ้นสหรัฐฯ ติดลบ

 

พบว่าสินทรัพย์ปลอดภัยที่แย่ที่สุดคือดอลลาร์ เพราะแข็งค่าขึ้นเพียง 26% ของเหตุการณ์ทั้งหมด และให้ผลตอบแทนเฉลี่ย -0.93%

 

บอนด์และทองคำ พอช่วยพยุงพอร์ตได้บ้างเพราะให้ผลตอบแทนเป็นบวกราว 6-7 ครั้งใน 10 เหตุการณ์ แต่มีผลตอบแทนเฉลี่ยเพียง 0.5% และ 2.3% ต่อเดือนตามลำดับ

 

ดีที่สุดคือหุ้นกลุ่มพลังงาน ไม่เคยติดลบเลยในเดือนลักษณะดังกล่าว และให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงถึง 4.9%

 

นั่นหมายความว่า นิยามของสินทรัพย์ปลอดภัยในมุมมองของตลาด มักอ้างอิงกับเหตุการณ์และบริบทของความเสี่ยงที่กำลังเกิดขึ้นเป็นหลัก

 

สำหรับรอบนี้ ผมประเมินอนาคตไว้ 3 กรณีหลัก

 

แย่ที่สุดสำหรับนักลงทุนคือกรณี Structural Shift ที่สงครามบานปลาย และช่องแคบ Hormuz ถูกปิดถาวร

 

ในกรณีนี้ เศรษฐกิจโลกเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอย ไม่มีสินทรัพย์ใดปลอดภัยอย่างแท้จริง มีเพียงสินทรัพย์ที่อาจได้ประโยชน์ระยะยาวจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เช่น Defense Equities และ Renewable Energy จากแรงหนุนด้านนโยบายความมั่นคงและพลังงานในอนาคต

 

แย่น้อยกว่าคือ Cyclical Shift สงครามไม่มีบทสรุป และความกังวลปกคลุมตลาดไปทั้งปี

 

กรณีนี้เป็นกรณีฐานของตลาดในปัจจุบัน ราคาน้ำมันจะทรงตัวสูง ตลาดหุ้นไม่ปรับฐานแรงแต่ก็ขึ้นไปได้ไม่ไกล ตัวอย่างที่ใกล้เคียงที่สุด ผมมองว่าเป็นสงครามลิเบียในปี 2011 โดยทองคำ น้ำมัน และหุ้นกลุ่มพลังงาน เป็นสามสินทรัพย์ที่ควรมีติดพอร์ต เพราะความเสี่ยงในลักษณะนี้ไม่สามารถป้องกันได้ด้วยสินทรัพย์อื่น

 

ส่วนกรณีที่เป็นความหวัง คือ No Regime Shift แม้สงครามจะสร้างบาดแผลไว้ แต่ท้ายที่สุดก็เป็นเพียงเหตุการณ์ชั่วคราว

 

สงครามอิรักปี 2003 หรือสงครามรัสเซีย-ยูเครนปี 2022 เป็นตัวอย่างที่ใกล้เคียงที่สุด แม้ความขัดแย้งจะยืดเยื้อ แต่ราคาน้ำมันไม่ได้อยู่ในระดับสูงตลอดไป เพราะท้ายที่สุดยังมีโอกาสหาข้อตกลงหยุดยิงได้

 

ในกรณีนี้ เงินเฟ้อจะปรับตัวขึ้นเพียงชั่วคราว เศรษฐกิจโลกชะลอตัว แต่ไม่ถึงขั้นถดถอย หุ้นเติบโตที่ปรับตัวลงในช่วงสงคราม แต่มีปัจจัยพื้นฐานไม่เปลี่ยนแปลง มักมีโอกาสฟื้นตัวได้ดีที่สุด

 

สำหรับนักลงทุนไทย ผมมองว่านิยามของความปลอดภัยอาจไม่ใช่ตัวสินทรัพย์ แต่อยู่ที่ความยืดหยุ่นของพอร์ต

 

ความขัดแย้งและสงครามแทบทุกครั้งไม่ได้เปลี่ยนเพียงราคาสินทรัพย์ แต่ยังเปลี่ยนวิธีที่นักลงทุนมองหาโอกาส และประเมินความเสี่ยงในโลกการเงินไปด้วย

 

สินทรัพย์ปลอดภัยจึงเป็นสิ่งที่หาได้ยาก แม้นิยามอาจไม่ซับซ้อน แค่เป็นสิ่งที่ถือแล้วอุ่นใจ ไม่ผันผวนมาก หรือช่วยลดแรงกระแทกด้านลบของพอร์ตได้ แต่ในโลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและความผันผวนสูง สิ่งนั้นอาจไม่มีคำตอบที่ตายตัว

 

คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่ว่า สินทรัพย์ใดปลอดภัยที่สุด แต่คือเราจะสร้างพอร์ตการลงทุนที่ยืดหยุ่นมากพอจะรับมือกับหลายฉากทัศน์ บนโลกที่เต็มไปด้วยเหตุการณ์ไม่คาดฝัน และสงครามเหล่านี้ได้อย่างไรครับ

 

แผนภูมิความสัมพันธ์ของสินทรัพย์หลักในช่วงปี 1986-2026 1

บรรยาย: ความสัมพันธ์ (Correlation) จากการเปลี่ยนแปลงของสินทรัพย์หลักในช่วงปี 1986- 2026

Source: Bloomberg and FNSYRUS

 

The post เมื่อสงครามทำให้นิยามของความปลอดภัยไม่เหมือนเดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดคู่มือลงทุนฝ่าสมรภูมิ 3 สงครามซ้อน ‘ทรัมป์-น้ำมันพุ่ง-AI Disruption’ https://thestandard.co/investment-guide-three-wars-oil-ai/ Thu, 05 Mar 2026 05:07:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1184506 ภาพกราฟแสดงการลงทุนและปัจจัยเสี่ยงจาก 3 สงคราม ได้แก่ ดอนัลด์ ทรัมป์, ราคาน้ำมันพุ่ง และ AI Disruption

มีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นในช่วงรอยต่อของปลายเดือนกุมภาพ […]

The post เปิดคู่มือลงทุนฝ่าสมรภูมิ 3 สงครามซ้อน ‘ทรัมป์-น้ำมันพุ่ง-AI Disruption’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟแสดงการลงทุนและปัจจัยเสี่ยงจาก 3 สงคราม ได้แก่ ดอนัลด์ ทรัมป์, ราคาน้ำมันพุ่ง และ AI Disruption

มีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นในช่วงรอยต่อของปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นมีนาคม ความวัวไม่ทันหายความควายก็เข้ามาแทรก กดดันตลาดหุ้นทั่วโลกผันผวนโดยเฉพาะ S&P 500 รอบนี้ที่อาจไม่เหมือนเดิมแล้ว ตราบใดที่นักไล่ล่าอย่าง ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ยังนั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ อยู่ โลกไม่มีวันสงบแน่นอนครับ

 

ล่าสุด ‘พ่อใหญ่ทรัมป์’ จุดไฟสงครามในตะวันออกกลางลุกโชนขึ้นมาอย่างรวดเร็วด้วยข้อกล่าวหาว่า อิหร่านพัฒนาขีปนาวุธนิวเคลียร์ โดยผนึกกำลังกับอิสราเอลรุกโจมตีทางอากาศใส่อิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

 

สงครามเกิดเมื่อไร ย่อมกระทบเศรษฐกิจการค้าโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และแน่นอนว่า กดดันตลาดหุ้นทั่วโลกผันผวนโดยเฉพาะ S&P 500 ปีนี้อาจไม่เหมือนเดิมแล้วครับ

 

ในยุคความเสี่ยงสงครามรูปแบบต่างๆ ถูกเชื่อมโยงเข้ามาเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางตลาดผันผวนสูง เราจะบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างไรดี เพื่อให้รอดและเดินหน้าไปต่อยาวๆ ได้ ผมจะพามาหาคำตอบครับ

 

ปิดช่องแคบฮอร์มุซ น้ำมันพุ่ง กระทบตลาดหุ้น-เงินเฟ้อ-ดอกเบี้ย

 

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางได้ยกระดับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อ ‘อิสราเอล’ เริ่มใช้เลเซอร์สกัดขีปนาวุธอย่าง ‘Iron Beam’ และสามารถสกัดขีปนาวุธของฝั่งอิหร่านได้อย่างแม่นยำ นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่เกิดจุดเปลี่ยนของเทคโนโลยีป้องกันประเทศ นี่เป็นสัญญาณโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค ‘สงครามเลเซอร์’ อย่างเต็มตัวแล้ว

 

โลกกำลังวิตกกังวลถึงความยาวนานของสงครามรอบนี้จะจบเร็วหรือยืดเยื้อ ความเสี่ยงที่ประเทศต่างๆ อย่างซาอุดีอาระเบีย อิรัก ดูไบ จะโดดเข้าร่วมวงขยี้อิหร่านหรือไม่อย่างไร และพ่อใหญ่ทรัมป์จะเปิดศึกขยายวงดึงคู่ปรับใหญ่ ‘รัสเซีย-จีน’ เข้ามาร่วมวงไฟสงครามรอบนี้ด้วยหรือไม่

 

เมื่อเวลานี้ ‘อิหร่าน’ ปิดเส้นทางเดินเรือ ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ แล้วถือเป็นการปิดเส้นทางเดินเรือที่สำคัญที่สุดของโลกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ และยังเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบที่มีสัดส่วนราว 1 ใน 5 หรือ ราว 20% ของตลาดโลก ย่อมส่งผลกระทบหลายๆ ด้าน

 

ผลกระทบแรกที่เกิดขึ้นและชัดเจนที่สุด คือ ราคาน้ำมันจะพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ตลาดพลังงานโลกมีความอ่อนไหวต่อความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์อย่างมาก ปฏิกิริยาตลาดได้ตอบสนองแล้ว โดยเริ่มบวกราคาความเสี่ยงจากเส้นทางขนส่งนี้ เข้าไปในราคาพลังงานบางส่วนแล้ว ตามการวิเคราะห์ของ Reuters

 

‘Barclays’ คาดราคาน้ำมันดิบเบรนต์ (Brent) อาจปรับขึ้นเข้าใกล้ระดับ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากความตึงเครียดขยายวงกว้าง โดยชี้ว่าการหยุดชะงัก แม้จะเป็นเพียงบางส่วนก็อาจทำให้สมดุลน้ำมันโลกตึงตัวขึ้น

 

ผลกระทบต่อเงินเฟ้อและทิศทางดอกเบี้ย หากราคาน้ำมันจะปรับสูงขึ้นรวมไปถึงราคาแก๊สที่จะถูกปรับขึ้นตาม กระทบต่อต้นทุนขนส่ง การผลิตไฟฟ้า และอุตสาหกรรมต่างๆ จะสูงขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคเร่งตัว ก่อให้เกิดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในหลายประเทศ อาจทำให้ธนาคารกลางชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ยหรือระมัดระวังการลดดอกเบี้ยมากขึ้นโดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed)

 

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ตลาดพลังงานเป็นจุดศูนย์กลางของความเสี่ยง ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในเอเชีย เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางอย่างมาก หากการส่งออกสะดุด จะกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม การผลิต และการขนส่งโดยตรง ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกชะลอตัวแม้แต่เศรษฐกิจไทยก็ได้รับผลกระทบตามไปด้วย

 

ผลกระทบต่อตลาดการเงินทั่วโลกอาจเผชิญความผันผวนรุนแรง นักลงทุนมีแนวโน้มเทขายสินทรัพย์เสี่ยง ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจลดลง และอาจนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวในวงกว้าง โดยเฉพาะหากสถานการณ์ยืดเยื้อ โดยในอดีต เวลาที่ราคาน้ำมันสูงขึ้นมักจะกดดันตลาดหุ้นร่วง เนื่องจากต้นทุนของภาคธุรกิจที่เพิ่มขึ้น กระทบต่อกำไรของบริษัทจดทะเบียน

 

ตลาดเข้าสู่โหมด risk off โยกเงินเข้าสินทรัพย์ที่ปลอดภัย

 

เมื่อราคาพลังงานยังคงเป็นช่องทางสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อระบบการเงินโลกได้รวดเร็วที่สุด และเป็นความเสี่ยงต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจมากที่สุดด้วย

 

เรามาดูปฏิกิริยาของตลาดสินทรัพย์ต่างๆ ที่กำลังปรับโหมดเข้าสู่ภาวะ risk off (หลีกเลี่ยงความเสี่ยง) หลังความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะทองคำฟิวเจอร์สปรับขึ้นประมาณ 1% สู่ระดับใกล้ 5,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังข่าวการโจมตีตอบโต้ทางทหารรุนแรงขึ้น ขณะที่ตลอดเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งมากกว่า 7% จากแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง

 

ตลาดตราสารหนี้ นักลงทุนเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรฯอายุ 10 ปี ปรับลดลงราว 5-8 bps ลงมาใกล้ระดับประมาณ 3.95-4.00% สะท้อนการโยกเงินเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย ในขณะที่สกุลเงินปลอดภัย อย่างเงินเยนญี่ปุ่นและเงินฟรังก์สวิส ก็แข็งค่าขึ้นในช่วงที่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้นเช่นกัน

 

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลง โดยดัชนี Dow Jones ร่วงแรง 1.05%, S&P 500 ติดลบ 0.43% และ Nasdaq ลดลง 0.92% ขณะที่ฝั่งเอเชียไหลลง นำโดยฮ่องกง ดัชนี Hang Seng ร่วง 2.5% ญี่ปุ่น Nikkei 225 ราว 1-2% เช่นเดียวกัน VN 30 Index ของเวียดนามปรับตัวลดลงตามตลาดโลก

 

นอกจากนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เริ่มมีการหมุนกลุ่มอุตสาหกรรมขึ้นแล้ว โดยหุ้นกลุ่มกลาโหมและอากาศยานของสหรัฐฯ ได้ปรับตัวขึ้น หลังนักลงทุนคาดการณ์ว่าความตึงเครียดอาจนำไปสู่การเพิ่มงบประมาณด้านการทหาร สวนทางกับกลุ่มธุรกิจที่อ่อนไหวต่อราคาพลังงาน เช่น สายการบินและการขนส่ง มีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันต้นทุนเพิ่มหากราคาน้ำมันยังทรงตัวในระดับสูง

 

ขณะที่ก่อนหน้าสงครามตะวันออกกลาง บรรยากาศโลกลงทุนก็เกิดความปั่นป่วนกับศึกในประเทศสหรัฐฯ ทั้งเรื่องสงครามภาษี และกระแส AI Disruption จนทำให้เงินเปลี่ยนทิศลงทุนในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา

 

ผมขออัปเดต 2 ประเด็นร้อนของโลกในตอนนี้

 

ความเสี่ยงจากสงครามภาษี ตลอดวาระของทรัมป์ ตอนนี้ได้ปรับโหมดการเก็บภาษีนำเข้าชั่วคราว 15% กับทุกประเทศในช่วงระยะเวลา 150 วัน (ถึงเดือนกรกฎาคม 2569) ซึ่งแต่ละประเทศต้องปรับกระบวนทัพเจรจากับสหรัฐฯ กันวุ่นวายตลอดทั้งปีนี้ ล่าสุดยังขู่ประเทศคู่ค้า ที่พยายาม ‘เล่นเกม’ กับคำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐฯ เกี่ยวกับมาตรการภาษี หรือยังคงเอาเปรียบสหรัฐฯ ทางการค้า จะถูกตอบโต้ด้วยอัตราภาษีที่สูงกว่ามาก และอาจรุนแรงกว่าข้อตกลงล่าสุด ฉะนั้น การค้าโลกเผชิญกับความไม่แน่นอนของทรัมป์ต่อไป

 

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ศาลฎีกา (Supreme Court) ตัดสินประธานาธิบดีใช้อำนาจตามกฎหมาย IEEPA ผิด ทำให้การเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ ( Recieprocal Tarriffs) ขัดต่อกฎหมาย และนำมาสู่การขอคืนภาษีนำเข้าฯ จากประเทศต่างๆ ที่สหรัฐฯ เรียกเก็บไปแล้ว แม้ทรัมป์จะยื่นศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ เพื่อขอชะลอกระบวนการคืนภาษีนำเข้า แต่ถูกศาลฯ ปฏิเสธคำร้องของเขา

 

ความเสี่ยงจากกระแส AI Disruption หลัง ‘Anthropic’ เปิดตัว ‘Claude AI’ เป็นโมดูล AI ที่ใช้เทคโนโลยี Claude ทำงานอัตโนมัติ เช่น Claude Code วิเคราะห์โค้ด, Claude Code Security ตรวจสอบความปลอดภัย, Claude Cowork ตรวจสอบเอกสารทางกฎหมาย ซึ่งจะกระทบต่อผู้ให้บริการซอฟต์แวร์แบบเดิม การเข้ามาของ AI จะทำให้คนตกงาน ผลิตภาพ (Productivity) หายไป และสุดท้าย GDP ของแต่ละประเทศจะลดลง

 

โลกกำลังอยู่ในยุค AI ที่เก่งเร็วเกินไป กระแส AI Disruption กำลังทำลายมูลค่าบริษัทเทคโนโลยีซอฟต์แวร์ทั่วโลก ตลาด ‘คาดการณ์’ ว่า บริษัทเหล่านี้จะเจอกับ AI แซงหน้า ทำให้ตลาดทั่วโลกมีแรงเทขายหุ้นซอฟต์แวร์ออกมาจำนวนมากโดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐฯ มูลค่าหายไป 2 แสนล้านดอลลาร์ ท่ามกลางความกังวล valuation ของหุ้นซอฟต์แวร์จะถูกกดดันในอนาคต

 

คู่มือการลงทุนในภาวะสงครามทับซ้อน

 

ท่ามกลางความเสี่ยงสงครามทับซ้อนผ่านสงครามภูมิรัฐศาสตร์ สงครามภาษีการค้าและสงครามเทคโนโลยี ตลาดตกอยู่ในอารมณ์ ‘ความกลัว’ เงินทุนใหญ่ทั่วโลกขยับย้ายเข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) พร้อมกับเน้นกระจายลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ทั่วโลก หรือ Asset alocation ผ่านการจัดพอร์ต Core & Satellite เพราะในโลกการเงิน หากเกิดภาวะ ‘คลุมเครือ’ จะน่ากลัวกว่า ‘ข่าวร้าย’

 

จริงๆ ตั้งแต่ต้นปีก็มีข่าวร้ายจากสหรัฐฯ ยึดครองประเทศเวเนซุเอล่าแล้ว ทำให้นักลงทุนทั่วโลกปรับพอร์ตข้ามภูมิภาคไประดับนึงแล้วครับ เนื่องจากโลกเอือมระอากับพ่อใหญ่ทรัมป์ ประกอบกับความกังวลตลาดสหรัฐฯ จะปรับฐานหลังจากปรับตัวขึ้นมารวมกว่า 60 – 70% ทำ All Time High ในช่วง 3 ปีอย่างต่อเนื่อง ทำให้นักลงทุนขายทำกำไรหุ้นสหรัฐฯ ออกมาบางส่วน โดยเม็ดเงินลงทุนเริ่มไหลออกจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ Valuation ตึงตัว เข้าสู่ Emerging Markets กว่า 34,000 ล้านดอลลาร์

 

เงินลงทุนโลกเปลี่ยนทิศ โดยคลื่นแรก เงินไหลเข้าฝั่งเอเชียเหนือ โดยเฉพาะญี่ปุ่น ในกลุ่มชิป AI และคลื่นถัดมา ไหลเข้ากลุ่ม Value Play หรือตลาดที่ ‘ราคายังถูก’ ซึ่งตลาดหุ้นไทยก็ได้อานิสงส์จากกระแสนี้ แต่เมื่อเกิดสงครามตะวันออกกลางขึ้น ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกร่วงตามๆ กัน

 

ช่วงนี้จะเห็นตลาดแชร์คู่มือลงทุนในภาวะ ‘สงคราม’ กันเพียบครับ หลักการง่ายๆ

 

1. รักษาสภาพคล่อง เตรียมเงินสด เผื่อเงินรอจังหวะให้พอร์ตรอดได้ 3-6 เดือน

 

2. หลบภัยในสินทรัพย์มั่นคง ทองคำ โลหะ และ พันธบัตรรัฐบาล มักเป็นสินทรัพย์ที่เงินทุนไหลเข้าในช่วงสงคราม

 

3. ลดสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยง หุ้นมักถูกเทขายยามสงคราม โดยเฉพาะหุ้นที่มีหนี้สูง โฟกัสคุณภาพ เน้นถือหุ้นที่งบดุลแข็งแรง กระแสเงินสดมั่นคง คุณต้องทำการตรวจสุขภาพหุ้นที่ถืออยู่ครับ

 

4. ถือสกุลเงินปลอดภัย ซึ่งในอดีตสกุลดอลลาร์ เยนของญี่ปุ่น หรือฟรังก์สวิส (CHF) ที่มักเป็นสกุลที่ตลาดไว้ใจในภาวะสงคราม

 

5. มีแผนการลงทุนล่วงหน้า นักลงทุนที่ดีต้องเติมความรู้ วิเคราะห์ข่าวสาร พร้อมเตรียมแผนปรับพอร์ตรองรับความผันผวน การทบทวนพอร์ตสม่ำเสมอจะทำให้พอร์ตฝ่าวิกฤติได้ทุกรอบ

 

6. การลงทุน DCA อย่างสม่ำเสมอ เมื่อคุณมีเงินลงทุนที่พร้อมเติม ก็เดินหน้าลงทุนไปตามกำหนดเวลาครับ ไม่ต้องสนว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพราะการลงทุน DCA อย่างมีวินัย จะทำให้ต้นทุนการลงทุนดีกว่าและผันผวนน้อยกว่าตลาดครับ เพราะตลาดแกว่งจากภาวะสงคราม ไม่ใช่ปัจจัยพื้นฐานไม่ดี

 

หลายคนถามผมว่า แล้วหุ้นสหรัฐฯ S&P 500 จะไปต่อหรือพอแค่นี้?

 

สถิติในประวัติศาสตร์ 151 ปี S&P 500 ขึ้นมากกว่าลง แม้เราจะตอบไม่ได้ว่าปีไหนจะขึ้นหรือปีไหนจะลง แต่หากคุณถือเกิน 10 ปีขึ้นไป มีโอกาสกำไรแทบจะเป็น 100% ซึ่งก็คือ ยิ่งคุณถือนานก็ยิ่งกำไร

 

ดังนั้นวิธีที่ง่ายที่สุดสำหรับการลงทุนหุ้นสหรัฐฯ คือการ DCA ตลอดเวลา เพราะสหรัฐฯ ยังคงเป็นประเทศมหาอำนาจที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกเติบโต ซึ่งเราสามารถเกาะการเติบโตนี้ไปด้วยกันได้ ตามที่คุณปู่วอเรนท์ บัฟเฟ่ต์ ย้ำเสมอว่า ‘อย่าแทงสวนอเมริกา’ หมายถึง ยังต้องมีหุ้นอเมริกาติดพอร์ตไว้

 

กลับมาที่การจัดพอร์ต Core & Satellite (สัดส่วนลงทุนปกติ 80:20) ที่ผมแนะนำลูกค้า Jitta Wealth เสมอ โดยพอร์ตหลัก (Core) เน้นกระจายลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลกที่มีความเสี่ยงต่ำและมีผลตอบแทนเข้ามาสม่ำเสมอ หลักๆ จะเป็นพันธบัตรและตลาดหุ้นประเทศพัฒนาแล้ว อย่างสหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น

 

ผมยกตัวอย่างการจัดพอร์ตหลัก ให้น้ำหนักหุ้นสหรัฐฯ 50% หุ้นประเทศพัฒนาแล้ว 20% หุ้นประเทศกำลังพัฒนา 10% พันธบัตร 20% (เน้นระยะสั้นถึงกลาง เพราะดอกเบี้ยยังผันผวน) หากสินทรัพย์ไหนขึ้นแรงเกินแผนให้ ‘Rebalance’ ขายทำกำไรบางส่วนของสินทรัพย์ตัวนั้นออกมา แล้วโยกไปตลาดที่ยังไม่ขึ้นหรือรอจังหวะลงทุนในช่วงตลาดปรับฐาน

 

พอร์ตรอง (Satellite) ที่เน้นลงทุนช่วงตลาดขาขึ้น ซึ่งในสถานการณ์ตอนนี้ แนะนำลงทุนประเทศที่น่าสนใจกลุ่มตลาดหุ้นเกิดใหม่นำโดย จีน อินเดีย เวียดนาม หรือธีมเมกะเทรนด์ที่น่าสนใจ ได้แก่ Healthcare, Utilities, พลังงานสะอาด และ Battery ซึ่งเป็นกลุ่ม Defensive และ Value ส่วนทองคำยังเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงสงคราม แต่ช่วงปีนี้จะมีความท้าทายจากราคาที่สูงขึ้นมากแล้ว

 

สำหรับคนที่สนใจลงทุนหุ้นรายประเทศ ผมมี Market Prediction : ตลาดไหนยัง ‘ถูก’ ตลาดไหนเริ่ม ‘แพง’ โดย AI วิเคราะห์หุ้น 50 ตัวที่ดีที่สุดในแต่ละตลาด มาอัพเดตครับ (ข้อมูล ณ วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569)

 

  • ไทย โดดเด่นที่สุด หุ้นถูกต่อหุ้นแพง 9 เท่า
  • จีน หุ้นถูกต่อหุ้นแพง 4 เท่า
  • ญี่ปุ่น และเวียดนาม มีหุ้นถูกต่อหุ้นแพงพอๆ กัน คืออยู่ที่ระดับ 2.33 เท่า
  • ฮ่องกง หุ้นถูกต่อหุ้นแพง1.94 เท่า
  • อินเดีย เริ่มสมดุล 1.17 เท่า
  • สหรัฐฯ อยู่ที่ 1 เท่า สะท้อน Valuation ที่ค่อนข้างตึงตัว ขณะที่ PE ประมาณ 26 เท่า ดังนั้นไม่สามารถซื้อแบบหว่านแหได้อีก หากสนใจหุ้นสหรัฐฯ รายตัว สามารถดูได้ใน Jitta.com ครับจะมีข้อมูลวิเคราะห์หุ้นคุณภาพของตลาดต่างๆ ทั่วโลกด้วยครับ

 

ภาพ Market Prediction นี้สะท้อนในเชิงมูลค่า ตลาดเอเชียหลายประเทศยังมี ‘พื้นที่ของโอกาส’ มากกว่าตลาดพัฒนาแล้ว การเลือกตลาดให้เหมาะ สำคัญกว่าตามกระแส

 

สิ่งสำคัญที่สุด เมื่อเงินลงทุนเป็นของคุณ ฉะนั้น คุณต้องทำการบ้านหาความรู้เกี่ยวกับสินทรัพย์ที่สนใจลงทุนเพื่อดูราคาซื้อที่เหมาะสมกับ Valuation ในอนาคตที่จะได้กำไรและเพื่อความรอบคอบควรขอคำแนะนำจากที่ปรึกษาการลงทุนของบริษัทต่างๆ หรือถามผมและทีมงาน Jitta Wealth ก็ยินดีเช่นกันครับ

 

บทสรุปสำคัญ ไม่ใช่การทายว่าตลาดจะขึ้นหรือลงอีกกี่จุด แต่คือการจัดพอร์ตให้เหมาะสมและมีวินัย Rebalance ตามแผน ในโลกที่เงินไหลเร็ว คนที่ชนะระยะยาว คือคนที่มีระบบ ชีวิตคุณจะกินอิ่มนอนหลับสบายใจ พาพอร์ตข้ามผ่านทุกวิกฤติและกลับมาเติบโตได้ต่อเนื่องครับ

 

The post เปิดคู่มือลงทุนฝ่าสมรภูมิ 3 สงครามซ้อน ‘ทรัมป์-น้ำมันพุ่ง-AI Disruption’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดเหตุราคาทองคำเริ่มปรับฐาน แม้สงคราม อิหร่าน-สหรัฐฯ ยังไม่จบ https://thestandard.co/gold-price-correction-iran-us-war/ Wed, 04 Mar 2026 10:07:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1184264

หลังจากสงครามระหว่างอิหร่าน กับ สหรัฐฯ​ และอิสราเอล ปะท […]

The post เปิดเหตุราคาทองคำเริ่มปรับฐาน แม้สงคราม อิหร่าน-สหรัฐฯ ยังไม่จบ appeared first on THE STANDARD.

]]>

หลังจากสงครามระหว่างอิหร่าน กับ สหรัฐฯ​ และอิสราเอล ปะทุขึ้นมาตั้งแต่ 28 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ราคาทองคำโลกได้ปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง แต่เพียงไม่นานราคาก็กลับมาย่อตัวอย่างรุนแรง นำไปสู่คำถามที่ว่า ทำไมราคาทองคำถึงปรับตัวลง ทั้งๆ ที่สงครามยังไม่มีทีท่าว่าจะจบ แล้วทองคำยังเป็นหลุมหลบภัย (Safe Haven) ท่ามกลางสถานการณ์ครั้งนี้อยู่หรือไม่

 

เมื่อวันที่ 3 มีนาคม ราคาทองคำพุ่งขึ้นไปแตะระดับ 5,419 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หลังจากนั้นราคากลับร่วงลงไปแตะ 4,996 ดอลลาร์ ก่อนจะฟื้นตัวกลับมาอยู่ที่ 5,100 – 5,200 ดอลลาร์

 

ขณะที่ราคาทองคำในประเทศไทย พุ่งขึ้นแตะ 80,000 บาทต่อบาททองคำอีกครั้ง ก่อนจะลดลงสองวันติดต่อกัน กลับมาอยู่ที่ 77,200 บาท

 

เบญจมา มาอินทร์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า ทองคำได้อานิสงส์จากสงคราม ทำให้ราคาปรับตัวขึ้นก่อนหน้านี้ แต่หลังจากนั้นราคาทองคำเผชิญกับปัจจัยกดดันหลักๆ 3 ส่วน ได้แก่

 

1. แรงขายทำกำไรหลังจากที่ราคาปรับตัวขึ้นแรง รวมทั้งการขายเพื่อนำเงินมาชดเชยส่วนของการลงทุนในหุ้นที่ปรับตัวลงแรง รวมทั้งการนำเงินมาวางหลักประกันเพิ่มเติมในช่วงที่ตลาดหุ้นผันผวน

 

2. ความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ จากสงครามที่ดูเหมือนจะยืดเยื้อ กระทบต่อราคาพลังงานอย่างมาก ทั้งราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ กระตุ้นความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ หากเงินเฟ้อสูงขึ้นจะกระทบต่อวงจรการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางทั่วโลก

 

ล่าสุด นักลงทุนเริ่มคาดการณ์ว่าการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ​ ​(Fed) จะลดลงเหลือ 1 ครั้งในปีนี้ จากเดิมที่คาดว่าจะเกิดขึ้น 2 ครั้ง และความกังวลดังกล่าวทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าอย่างรวดเร็ว หนุนให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ​ อายุ 10 ปี เพิ่มขึ้นเกิน 4% กดดันราคาทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่สร้างกระแสเงินสด

 

3. การปรับตัวลงของโลหะเงิน ซึ่งเผชิญแรงเทขายหนัก เพราะโลหะเงินถูกใช้ในภาคอุตสาหกรรมค่อนข้างมาก เมื่อราคาน้ำมันขยับขึ้นและเศรษฐกิจโลกชะลอลง อาจกระทบกับอุปสงค์จากภาคอุตสาหกรรม และเมื่อโลหะเงินลดลงแรง ทำให้ทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์คู่กับโลหะเงิน ปรับตัวลดลงเช่นกัน

 

“หากสงครามยืดเยื้อ ราคาพลังงานค้างสูง เงินเฟ้อสูงขึ้น นักลงทุนอาจจะต้องกลับมาทบทวนแนวโน้มและกลยุทธ์การลงทุนในทองคำอีกครั้ง”​ เบญจมากล่าว

 

ก่อนหน้านี้ มองว่าทองคำอยู่ในช่วงปรับฐาน และอาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน การขยับขึ้นของทองคำรอบนี้หากไม่สามารถทะลุผ่าน 5,500 ดอลลาร์ ได้ทันที อาจเป็นการดีดตัวเพื่อพักฐาน

 

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการพักฐานของราคาทองคำรอบนี้จะไม่ต่ำกว่า 4,655 – 4,840 ดอลลาร์ และเชื่อว่าราคาทองคำยังอยู่ในทิศทางขาขึ้นในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย

 

ทั้งนี้ การปรับตัวลดลงของราคาทองคำเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ถือเป็นการร่วงลงภายในวันเดียวที่หนักที่สุดนับตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม

 

“หากแรงเทขายยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก็มีความเป็นไปได้ที่ราคาอาจจะถอยกลับไปสู่แนวรับสำคัญที่บริเวณ 5,000 ดอลลาร์” David Morrison นักวิเคราะห์ตลาดอาวุโสจาก Trade Nation กล่าว

 

การย่อตัวลงเมื่อวันอังคารเกิดขึ้นในขณะที่ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นมาตรวัดค่าเงินดอลลาร์เทียบกับตะกร้าสกุลเงินหลัก ขยับเข้าใกล้ระดับสูงสุดในรอบ 3 เดือน

 

ดอลลาร์ที่แข็งค่ามักจะบีบให้ต่างประเทศต้องเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อป้องกันไม่ให้สกุลเงินของตนเองอ่อนค่าลง การเทขายดังกล่าวทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ความน่าสนใจในการถือครองทองคำลดลง

 

JPMorgan ระบุว่า ส่วนชดเชยความเสี่ยง (Risk premium) ของราคาทองคำอันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง อาจปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 10%

 

อย่างไรก็ตาม จากสถิติในอดีตที่ผ่านมา การปรับตัวขึ้นเหล่านั้นมักจะยากที่จะรักษาระดับไว้ได้ หากตลาดหุ้นร่วงลงและเทรดเดอร์ถูกบีบให้ต้องเทขายสินทรัพย์เพื่อระดมเงินสดหรือเพื่อตอบสนองต่อการเรียกหลักประกันเพิ่ม (Margin calls)

 

ภาพ: i viewfinder / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post เปิดเหตุราคาทองคำเริ่มปรับฐาน แม้สงคราม อิหร่าน-สหรัฐฯ ยังไม่จบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ร้านทองเยาวราชคึกคัก ราคาพุ่ง 2,750 บาท ทะลุ 8 หมื่น https://thestandard.co/yaowarat-gold-market-boom/ Mon, 02 Mar 2026 09:56:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1183528 ประชาชนต่อคิวซื้อขายทองคำในบรรยากาศคึกคักที่ร้านทองย่าน เยาวราช หลังราคาทองคำในประเทศพุ่งสูงขึ้น 2,750 บาท ทะลุ 8 หมื่นบาท

วันนี้ (2 มีนาคม) ช่างภาพข่าว THE STANDARD ลงพื้นที่สำร […]

The post ร้านทองเยาวราชคึกคัก ราคาพุ่ง 2,750 บาท ทะลุ 8 หมื่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประชาชนต่อคิวซื้อขายทองคำในบรรยากาศคึกคักที่ร้านทองย่าน เยาวราช หลังราคาทองคำในประเทศพุ่งสูงขึ้น 2,750 บาท ทะลุ 8 หมื่นบาท

วันนี้ (2 มีนาคม) ช่างภาพข่าว THE STANDARD ลงพื้นที่สำรวจบรรยากาศการซื้อขายทองคำย่านถนนเยาวราช พบว่าบรรยากาศตามร้านค้าทองคำเต็มไปด้วยความคึกคักตลอดทั้งวัน โดยมีประชาชนและนักลงทุนเดินทางมาทำธุรกรรมกันอย่างเนืองแน่น ท่ามกลางสถานการณ์ราคาทองคำทั้งในประเทศและตลาดโลกที่มีความผันผวน

 

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ราคาทองคำเกิดความผันผวนอย่างหนักในช่วงเวลานี้ เป็นผลพวงโดยตรงมาจากสถานการณ์ภัยสงครามและความขัดแย้ง ส่งผลให้นักลงทุนและประชาชนทั่วไปหันมาให้ความสนใจถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยเพื่อลดความเสี่ยง

 

สำหรับความเคลื่อนไหวของราคาทองคำในประเทศประจำวันนี้ มีการประกาศปรับราคาขึ้น-ลงอย่างต่อเนื่องถึง 36 ครั้ง (ข้อมูลล่าสุด ณ เวลา 15.58 น.) ซึ่งภาพรวมเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นรวม 2,750 บาท ส่งผลให้ราคาซื้อขายล่าสุดทะลุระดับ 8 หมื่นบาทไปเป็นที่เรียบร้อย

 

ทองคำแท่ง:

 

  • รับซื้อ: 80,150.00 บาท
  • ขายออก: 80,350.00 บาท

 

ทองรูปพรรณ:

 

  • รับซื้อ: 78,543.96 บาท
  • ขายออก: 81,150.00 บาท

 

ประชาชนต่อคิวซื้อขายทองคำในบรรยากาศคึกคักที่ร้านทองย่าน เยาวราช หลังราคาทองคำในประเทศพุ่งสูงขึ้น 2,750 บาท ทะลุ 8 หมื่นบาท 1ประชาชนต่อคิวซื้อขายทองคำในบรรยากาศคึกคักที่ร้านทองย่าน เยาวราช หลังราคาทองคำในประเทศพุ่งสูงขึ้น 2,750 บาท ทะลุ 8 หมื่นบาท 2ประชาชนต่อคิวซื้อขายทองคำในบรรยากาศคึกคักที่ร้านทองย่าน เยาวราช หลังราคาทองคำในประเทศพุ่งสูงขึ้น 2,750 บาท ทะลุ 8 หมื่นบาท 3ประชาชนต่อคิวซื้อขายทองคำในบรรยากาศคึกคักที่ร้านทองย่าน เยาวราช หลังราคาทองคำในประเทศพุ่งสูงขึ้น 2,750 บาท ทะลุ 8 หมื่นบาท 4ประชาชนต่อคิวซื้อขายทองคำในบรรยากาศคึกคักที่ร้านทองย่าน เยาวราช หลังราคาทองคำในประเทศพุ่งสูงขึ้น 2,750 บาท ทะลุ 8 หมื่นบาท 5ประชาชนต่อคิวซื้อขายทองคำในบรรยากาศคึกคักที่ร้านทองย่าน เยาวราช หลังราคาทองคำในประเทศพุ่งสูงขึ้น 2,750 บาท ทะลุ 8 หมื่นบาท 6ประชาชนต่อคิวซื้อขายทองคำในบรรยากาศคึกคักที่ร้านทองย่าน เยาวราช หลังราคาทองคำในประเทศพุ่งสูงขึ้น 2,750 บาท ทะลุ 8 หมื่นบาท 7ประชาชนต่อคิวซื้อขายทองคำในบรรยากาศคึกคักที่ร้านทองย่าน เยาวราช หลังราคาทองคำในประเทศพุ่งสูงขึ้น 2,750 บาท ทะลุ 8 หมื่นบาท 8ประชาชนต่อคิวซื้อขายทองคำในบรรยากาศคึกคักที่ร้านทองย่าน เยาวราช หลังราคาทองคำในประเทศพุ่งสูงขึ้น 2,750 บาท ทะลุ 8 หมื่นบาท 9ประชาชนต่อคิวซื้อขายทองคำในบรรยากาศคึกคักที่ร้านทองย่าน เยาวราช หลังราคาทองคำในประเทศพุ่งสูงขึ้น 2,750 บาท ทะลุ 8 หมื่นบาท 10ประชาชนต่อคิวซื้อขายทองคำในบรรยากาศคึกคักที่ร้านทองย่าน เยาวราช หลังราคาทองคำในประเทศพุ่งสูงขึ้น 2,750 บาท ทะลุ 8 หมื่นบาท 11ประชาชนต่อคิวซื้อขายทองคำในบรรยากาศคึกคักที่ร้านทองย่าน เยาวราช หลังราคาทองคำในประเทศพุ่งสูงขึ้น 2,750 บาท ทะลุ 8 หมื่นบาท 12

The post ร้านทองเยาวราชคึกคัก ราคาพุ่ง 2,750 บาท ทะลุ 8 หมื่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทองคำโลกพุ่ง ปลุกเทรนด์ ‘ถงจิน’ ในจีน คนรุ่นใหม่หันซื้อทองคำธีมการ์ตูน ไว้เก็งกำไรระยะยาว https://thestandard.co/china-tongjin-cartoon-gold-investment/ Mon, 23 Feb 2026 06:25:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1180929 ภาพเครื่องประดับทองคำรูปตัวการ์ตูนน่ารัก สื่อถึงเทรนด์ ‘ถงจิน’ ที่กำลังเป็นที่นิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่ของ จีน เพื่อการสะสมและลงทุน

กระแสราคาทองคำโลกที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องท่ามกลางคว […]

The post ทองคำโลกพุ่ง ปลุกเทรนด์ ‘ถงจิน’ ในจีน คนรุ่นใหม่หันซื้อทองคำธีมการ์ตูน ไว้เก็งกำไรระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเครื่องประดับทองคำรูปตัวการ์ตูนน่ารัก สื่อถึงเทรนด์ ‘ถงจิน’ ที่กำลังเป็นที่นิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่ของ จีน เพื่อการสะสมและลงทุน

กระแสราคาทองคำโลกที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องท่ามกลางความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ ไม่เพียงแต่ดึงดูดให้ธนาคารกลางและสถาบันการเงินเร่งสะสมสินทรัพย์ปลอดภัยเท่านั้น แต่ยังจุดประกายพฤติกรรมการบริโภคแนวใหม่ในจีน เมื่อกลุ่มคนรุ่นใหม่เริ่มเปลี่ยนทิศทางจากการสะสมของเล่นมาเป็นการลงทุนใน ‘เครื่องประดับทองคำธีมแฟนด้อม’ เพื่อเป้าหมายในการสะสมและเก็งกำไรระยะยาว

 

ปรากฏการณ์นี้เป็นการต่อยอดจากวัฒนธรรมแฟนด้อมเดิมอย่าง ‘ถงเป่า’ (Tongbao) หรือการประดับกระเป๋าด้วยสินค้าลิขสิทธิ์จนแน่น และเคยถูกมองว่าเป็นความชอบเฉพาะกลุ่ม มาสู่เทรนด์ใหม่ที่เรียกว่า ‘ถงจิน’ (Tongjin) หรือ ‘ทองคำครินจ์’ ซึ่งเป็นการผนวกความชื่นชอบในคาแรกเตอร์ตัวการ์ตูนเข้ากับมูลค่าของทองคำ สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการครอบครองสินค้าที่มีทั้งคุณค่าทางจิตใจและมูลค่าทางการเงินในเวลาเดียวกัน

 

กระแสการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลให้ยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมอัญมณีต้องปรับตัว โดย Chow Tai Fook Jewellery Group ได้เปิดตัวคอลเล็กชันพิเศษร่วมกับคาแรกเตอร์ยอดฮิตอย่าง Chiikawa ขณะที่แบรนด์ดังระดับท้องถิ่นอย่าง Laomiao ก็ไม่น้อยหน้า ได้เปิดตัวเครื่องประดับที่ออกแบบร่วมกับซีรีส์ชื่อดังอย่าง Heaven Official’s Blessing

 

รวมถึงคอลเล็กชัน Hello Kitty ที่ยังคงได้รับความนิยมอย่างมาก โดยผู้บริโภคส่วนใหญ่มองว่า การตัดสินใจซื้อไม่ได้มาจากความชอบในตัวละครเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นการวางเดิมพันกับมูลค่าทองคำที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตามภาวะตลาดโลก

 

ขณะเดียวกัน ปัจจัยหนุนที่สำคัญยังมาจากความเชื่อมั่นต่อค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่สั่นคลอน จากแรงกดดันทางการเมืองระหว่างฝ่ายบริหารและธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ประกอบกับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค ทั้งความเคลื่อนไหวทางทหารในอเมริกาใต้และประเด็นกรีนแลนด์ ซึ่งกลายเป็นปัจจัยเร่งให้ทองคำทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยได้อย่างแข็งแกร่ง

 

ขณะที่ธนาคารกลางจีน (PBOC) เองก็ยังคงเดินหน้าเพิ่มการถือครองทองคำสำรองต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 15 ติดต่อกัน ยิ่งเป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคหันมาลงทุนในทองคำมากขึ้น

 

เมื่อมาดูสถิติจากตลาดจีนเผยให้เห็นการเติบโตที่น่าจับตา โดยสัดส่วนการครอบครองเครื่องประดับทองคำของกลุ่มคนรุ่นใหม่ อายุ 18–24 ปี พุ่งสูงขึ้นจาก 37% ในปี 2019 สู่ระดับ 62% ในปี 2025 ซึ่งช่วยลดช่องว่างการถือครองทองคำระหว่างวัยให้แคบลงอย่างมีนัยสำคัญ สอดคล้องกับรายงานจากแพลตฟอร์ม Taobao ของ Alibaba ที่ระบุว่ายอดขายทองคำธีมแฟนด้อมในปี 2025 เติบโตขึ้นเกือบ 4 เท่า จนก้าวขึ้นสู่กลุ่มสินค้ายอดนิยม 10 อันดับแรกของเว็บไซต์

 

อย่างไรก็ตาม เรย์ เจีย หัวหน้าฝ่ายวิจัยภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ของสภาทองคำโลก (World Gold Council) ให้ความเห็นว่า แม้ ‘ถงจิน’ จะเป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม แต่การที่คนรุ่นใหม่หันมาทำความเข้าใจบทบาทของทองคำผ่านความผูกพันทางอารมณ์ ถือเป็นสัญญาณบวกต่ออุตสาหกรรม ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนผ่านจากสินค้าแฟชั่นทั่วไปสู่การเป็นสินทรัพย์สะสมมูลค่าที่ยั่งยืนในระยะยาว

 

ภาพ: Muklis_7/shutterstock

 

อ้างอิง:

The post ทองคำโลกพุ่ง ปลุกเทรนด์ ‘ถงจิน’ ในจีน คนรุ่นใหม่หันซื้อทองคำธีมการ์ตูน ไว้เก็งกำไรระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
รายได้ภาษีศุลกากรสหรัฐฯ โตแรง ท่ามกลาง policy uncertainty หนุนทองคำกลับสู่โฟกัสตลาด https://thestandard.co/us-customs-tax-uncertainty-gold/ Thu, 19 Feb 2026 07:51:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1179996 ภาพประกอบการเติบโตของรายได้ภาษีศุลกากรสหรัฐฯ และราคาทองคำที่ปรับตัวขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนทางนโยบาย

รายได้จากภาษีศุลกากรของสหรัฐอเมริกากำลังกลายเป็นประเด็น […]

The post รายได้ภาษีศุลกากรสหรัฐฯ โตแรง ท่ามกลาง policy uncertainty หนุนทองคำกลับสู่โฟกัสตลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบการเติบโตของรายได้ภาษีศุลกากรสหรัฐฯ และราคาทองคำที่ปรับตัวขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนทางนโยบาย

รายได้จากภาษีศุลกากรของสหรัฐอเมริกากำลังกลายเป็นประเด็นที่ตลาดการเงินทั่วโลกจับตา หลังตัวเลขล่าสุดสะท้อนการเพิ่มขึ้นในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ แม้ภาพดังกล่าวจะช่วยลดแรงกดดันทางการคลังในระยะสั้น แต่ความไม่แน่นอนทางกฎหมายและการเมืองยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อทิศทางนโยบายการค้าและตลาดการเงิน

 

ฮั่วเซ่งเฮงเปิดเผยว่า รายงานการคลังของรัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่า ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา รายได้จากภาษีศุลกากรเพิ่มขึ้นมากกว่า 300% แตะระดับ 30,000 ล้านดอลลาร์ในเดือนเดียว ส่งผลให้ยอดสะสมตั้งแต่ต้นปีงบประมาณอยู่ที่ 124,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 304% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่การขาดดุลงบประมาณในเดือนที่ 4 ของปีงบประมาณลดลงเหลือ 95,000 ล้านดอลลาร์ ลดลง 26% และยอดขาดดุลสะสมอยู่ที่ 697,000 ล้านดอลลาร์ ปรับลดลงจากปีก่อนเช่นกัน

 

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนบทบาทของภาษีศุลกากรในฐานะเครื่องมือพยุงฐานะการคลัง ท่ามกลางระดับหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยแรงหนุนสำคัญมาจากมาตรการทางการค้าที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2025 ซึ่งมีการปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าหลายหมวด แม้จะมีการผ่อนปรนบางส่วนผ่านการเจรจา แต่โครงสร้างหลักของนโยบายยังคงดำเนินต่อเนื่อง

 

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญที่ตลาดให้ความสนใจอยู่ที่กระบวนการพิจารณาของศาลฎีกาสหรัฐฯ (Supreme Court of the United States) ซึ่งกำลังพิจารณาประเด็นอำนาจในการจัดเก็บภาษีศุลกากร ความล่าช้าในการออกคำวินิจฉัยทำให้ความไม่แน่นอนยืดเยื้อ และเปิดโอกาสต่อสถานการณ์ที่อาจเกิดผลกระทบในวงกว้าง หากศาลตัดสินไม่รับรองมาตรการดังกล่าว รัฐบาลอาจต้องคืนรายได้ภาษีที่จัดเก็บไปแล้ว ซึ่งจะกระทบฐานะการคลังและความเชื่อมั่นของตลาด

 

แม้รายได้ภาษีที่เพิ่มขึ้นจะช่วยบรรเทาแรงกดดันบางส่วน แต่ภาระดอกเบี้ยของหนี้สาธารณะยังคงเป็นข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง โดยข้อมูลล่าสุดระบุว่า หนี้สาธารณะสหรัฐฯ อยู่ที่ประมาณ 38.6 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่ดอกเบี้ยสุทธิยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนต้นทุนการกู้ยืมที่ยังอยู่ในระดับสูงและจำกัดพื้นที่นโยบายการคลังในระยะยาว

 

ในมิติทางเศรษฐกิจ ภาษีศุลกากรยังถูกมองว่าเป็นปัจจัยที่เพิ่มแรงกดดันด้านราคา ผ่านต้นทุนการนำเข้าและต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ผลการศึกษาของ Federal Reserve Bank of New York ชี้ว่า ภาระภาษีส่วนใหญ่ตกอยู่กับภาคธุรกิจและผู้บริโภคในประเทศ ขณะที่ Congressional Budget Office ประเมินว่า ต้นทุนจำนวนมากถูกส่งผ่านไปยังราคาสินค้า ซึ่งอาจส่งผลต่อเงินเฟ้อและกำลังซื้อ

 

แรงกดดันเงินเฟ้อดังกล่าวเชื่อมโยงโดยตรงกับทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เนื่องจากหากระดับราคายังคงสูง Fed จะมีข้อจำกัดในการผ่อนคลายนโยบายการเงิน ขณะที่ความผันผวนของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่ตลาดติดตามในฐานะสัญญาณสะท้อนความเสี่ยงการคลังและสภาพคล่องโลก

 

อีกด้านหนึ่ง ความเคลื่อนไหวของนโยบายภาษีกำลังกลายเป็นประเด็นทางการเมืองที่มีนัยสำคัญ โดยรอยร้าวภายในสภาคองเกรสและแรงกดดันก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมเพิ่มระดับความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและเสถียรภาพของตลาดการเงิน

 

ภายใต้บริบทดังกล่าว ทองคำกลับมาได้รับความสนใจในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง เนื่องจากความไม่แน่นอนด้านนโยบาย การเมือง และเงินเฟ้อมักเป็นปัจจัยสนับสนุนความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย นักวิเคราะห์มองว่า ไม่ว่าคำตัดสินของศาลฎีกาฯ จะออกมาในทิศทางใด ความผันผวนที่เกิดขึ้นกับค่าเงินดอลลาร์และตลาดพันธบัตรอาจเป็นแรงหนุนต่อราคาทองคำในระยะถัดไป

 

ฮั่วเซ่งเฮงประเมินว่า ระยะสั้น ราคาทองคำอาจเคลื่อนไหวตามกระแสข่าวและความคาดหวังต่อนโยบายการเงินสหรัฐฯ ขณะที่ในระยะกลางถึงยาว โครงสร้างความเสี่ยงที่ยังอยู่ในระดับสูงยังคงสนับสนุนบทบาทของทองคำในพอร์ตการลงทุน

 

ภาพรวมสถานการณ์จึงสะท้อนว่า แม้มาตรการภาษีศุลกากรจะช่วยหนุนรายได้ภาครัฐในระยะสั้น แต่ปัจจัยเสี่ยงด้านกฎหมาย เศรษฐกิจ และการเมืองยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่ตลาดต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงที่ทิศทางนโยบายเศรษฐกิจโลกยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

The post รายได้ภาษีศุลกากรสหรัฐฯ โตแรง ท่ามกลาง policy uncertainty หนุนทองคำกลับสู่โฟกัสตลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
Post-Election Rally! ลุ้นดัชนีฝ่าแนวต้าน 1,400 จุด หากรัฐบาลใหม่ตั้งเร็ว ขณะที่โลกจับตา ‘Kevin Warsh’ ว่าที่ประธาน Fed คนที่ 16 กับเดิมพันดอกเบี้ยต่ำยุค AI Boom https://thestandard.co/set-rally-government-kevin-warsh-ai/ Mon, 09 Feb 2026 05:29:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1176320 ภาพกราฟดัชนีตลาดหุ้นไทยและภาพสัญลักษณ์แสดงถึงการตัดสินใจนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ท่ามกลางกระแส AI

The post Post-Election Rally! ลุ้นดัชนีฝ่าแนวต้าน 1,400 จุด หากรัฐบาลใหม่ตั้งเร็ว ขณะที่โลกจับตา ‘Kevin Warsh’ ว่าที่ประธาน Fed คนที่ 16 กับเดิมพันดอกเบี้ยต่ำยุค AI Boom appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟดัชนีตลาดหุ้นไทยและภาพสัญลักษณ์แสดงถึงการตัดสินใจนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ท่ามกลางกระแส AI

The post Post-Election Rally! ลุ้นดัชนีฝ่าแนวต้าน 1,400 จุด หากรัฐบาลใหม่ตั้งเร็ว ขณะที่โลกจับตา ‘Kevin Warsh’ ว่าที่ประธาน Fed คนที่ 16 กับเดิมพันดอกเบี้ยต่ำยุค AI Boom appeared first on THE STANDARD.

]]>
เดินหาสมดุลใหม่ https://thestandard.co/investment-new-balance-gold-fed/ Thu, 05 Feb 2026 05:55:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1174053 ภาพการลงทุน ทองคำ และตลาดการเงินโลกกำลังหาสมดุลใหม่ หลังปัจจัยเศรษฐกิจผันผวน

มกราคมที่ผ่านมาภาพการลงทุนเปิดตัวได้ไม่แย่นัก พระเอก แล […]

The post เดินหาสมดุลใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพการลงทุน ทองคำ และตลาดการเงินโลกกำลังหาสมดุลใหม่ หลังปัจจัยเศรษฐกิจผันผวน

มกราคมที่ผ่านมาภาพการลงทุนเปิดตัวได้ไม่แย่นัก พระเอก และนางเอกตัวจริง คือทองและเงิน

 

ในอดีตทองคำถือว่าเป็นสินทรัพย์ ปลอดภัยมีความมั่นคงสูง แต่ปัจจุบัน ถือเป็นสินทรัพย์ที่นักลงทุนทุกประเภทให้ความสนใจ และอาจจะบอกได้ว่าเป็นสินทรัพย์ที่ต้องมีติดพอร์ตกันทุกคน ทั้งนี้รวมทั้งนักลงทุนประเภทเก็งกำไรหรือเน้นลงทุนระยะสั้น

 

การปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วโดยเฉพาะในเดือนมกราคม ที่ราคาเคลื่อนไหวปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ความกังวลว่าจะตกรถ เพราะมีกระแสเรื่องอิหร่าน สหรัฐฯ และคำลือคำเล่าอ้างถึง เป้าหมายราคาทองที่ 6,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ต่างก็เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดกระแสการเก็งกำไร แต่ในวันสุดท้ายของเดือน การดิ่งลงของทองคำก็เกิดขึ้นท่ามกลางความมึนงงของตลาดการเงิน เป็นการปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว เรามาตามดูกันว่า มีอะไรมากระทบตลาดการเงิน และเราจะจัดการสินทรัพย์ทางการเงินต่างๆ อย่างไร

 

เริ่มเล่าเรื่องกันเลย ราคาทองคำเคลื่อนไหวจากระดับ 4,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ณ ต้นปี 2569 ขึ้นทำจุดสูงสุดที่ 5,595 ดอลลาร์ ก่อนที่จะปรับลดลงมาอยู่ที่ 4,688 ดอลลาร์ ณ สิ้นเดือน มกราคม ในขณะที่เงินทำจุดสูงสุดที่ 121 ดอลลาร์ต่อออนซ์ มาปิดที่ 85 เหรียญ ณ สิ้นเดือน มกราคมเช่นกัน

 

ทฤษฎี ‘เจ้ามือหรือไอ้โม่ง’ เริ่มเข้ามามีบทบาท นักลงทุนรายใหญ่ที่สะสมทองคำมาอย่างต่อเนื่องก็ต้องการสภาพคล่องขนาดมหึมาในระยะเวลาอันสั้น ท่ามกลางกระแสการปั่นราคาอย่างรุนแรง แสดงให้เห็นมุมมองการเก็งกำไรที่มีระบบ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างกระแสพร้อมแรงหนุนของกระแสเงิน พร้อมกับสร้างจุดจบที่มาในเชิงของปัจจัยพื้นฐาน

 

‘แพะคือใคร’ เราไม่ตัดสินกันตรงนี้แต่ ณ วันที่ทองคำเริ่มมีอาการเซ ก็มีคนพูดถึงแนวคิดของคุณ ‘เควิน วอซ’

 

เขาเป็นใคร? ทำไมคำพูดของเขาถึงมีอิทธิพลต่อตลาดการเงินขนาดนี้ คุณ วอซ คือ ว่าที่ประธาน Fed คนใหม่ ที่ได้รับการเสนอชื่อโดย ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์

 

แนวคิดของเขาคือการลดอัตราดอกเบี้ย พร้อมกับการลดขนาดงบดุล จะไม่ส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อ และการขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เนื่องจากประสิทธิผลและระดับราคาจะได้รับการเติมเต็มจาก AI แนวคิดนี้ก็เหมือนเป็นการกดปุ่มหยุดกระแสเงินที่ไปยังทองคำ และเริ่มการขายทำกำไรทองคำ เพื่อเพิ่มการถือครองเงินสดโดยเฉพาะดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากหากแนวทางของคุณ วอซ ถูกต้อง การลดอัตราดอกเบี้ย พร้อมกับการลดขนาดงบดุลโดยการลดขนาดพันธบัตรรัฐบาล แล้วเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงเข้มแข็ง ย่อมทำให้ค่าเงินสหรัฐฯ แข็งค่าขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เงินเฟ้อจะลดลง ทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นปัจจัยลบทั้งหมดที่มีต่อราคาทองคำ และนั่นคือการ Correction หรือการปรับฐานใหญ่ของทองคำ

 

ทิศทางการลงทุนในเดือนถัดไปจะเป็นอย่างไร?

 

ขอเริ่มแบบตามเนื้อผ้าก่อน การปรับฐานของสินทรัพย์ที่มีผู้ลงทุนเป็นจำนวนมากย่อมนำมาซึ่งการปรับฐานของสินทรัพย์เสี่ยงประเภทอื่นๆ เพราะเป็นการขายกลับขาดทุน หรือเพราะโรบอตเทรด หรือเป็นเพราะการปรับตะกร้าความเสี่ยง อันนี้ก็แล้วแต่สำนักแต่ทั้งหมดก็เพื่อปรับตะกร้าให้ไปอุดช่องว่างของราคาทองที่ทรุดหายไปอย่างรวดเร็ว

 

ถ้าไม่มีอะไร ไม่มีเจ้ามือคนไหนล้มละลาย เจ้าภาพกับผู้เล่นอยู่ครบ ซึ่งผมเดาว่าจะเป็นแบบนี้ ตลาดการเงินทั่วโลกก็จะค่อยๆ ปรับตัวเข้าหากัน Consolidate ใครลงลึกมาก่อน ใครลงน้อยตามมาทีหลัง พอคลื่นลมสงบค่อยมาเช็กชื่อกัน นั่งวิเคราะห์กันใหม่ แล้วค่อยเดินกันใหม่

 

เมื่อไหร่จะถึงจุดสมดุล? อันนี้ตอบยากมาก เอาเป็นว่ามี 3 ทริกเกอร์

 

  • อันแรก สหรัฐฯ อิหร่าน ส่งสัญญาณหันกลับมานั่งคุยกัน
  • อันที่สอง คุณ วอซ ขึ้นเป็นประธาน Fed แล้วมีการแถลงความเห็นอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะต้องมาดูกันว่าจะมีการปรับจูนกันได้หรือไม่ ระหว่างคุณทรัมป์ กับคุณ วอซ ทั้งในเรื่องนโยบายการเงินและความเป็นอิสระของ Fed
  • ทริกเกอร์สุดท้าย คือดูการเคลื่อนที่ของราคาทองคำขึ้นทดสอบจุดสูงสุดใหม่ ถ้าผ่าน ก็เป็นการเก็งกำไรรอบใหม่ ถ้าไม่ผ่าน แต่ไม่ทรุดก็ถือว่าสะสมกำลัง แต่ถ้าปรับตัวลงทำจุดต่ำสุดใหม่ ก็ถือว่าจบรอบ ไปพักฐานยาวๆ กันใหม่

 

ทั้งหมดเป็นความเห็นเชิงเทคนิค ปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยแวดล้อมอื่นยังคงเป็นสิ่งที่จะต้องนำมาพิจารณาเพิ่มเติมครับ

 

การปรับพอร์ตในรอบนี้ เน้นความรอบคอบและลดความเสี่ยง โดยเน้นกระจายการลงทุนและคงรักษาสินทรัพย์ปลอดภัยเป็นแกนหลักของพอร์ต คือลงทุน 35% ในตราสารหนี้ระยะสั้น เป็นพันธบัตรรัฐบาลทั้งหมด อีก 15% ลงทุนในทองคำและรีทส์ในสัดส่วนเท่าๆ กัน ทั้งนี้ การลงทุนในทองอาจจะลงทุนเป็น DCA เพื่อลดความเสี่ยงเรื่อง Market timing ส่วนที่เหลือ 50% ลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ 10% จีน 10% ญี่ปุ่น 10% อินเดีย 10% และ ไทย 10% เน้นลงทุนในหุ้นกลุ่ม Technology โดยเฉพาะที่อยู่ในเอเชีย ดีกว่าการเลือกลงทุนในดัชนีหุ้น หรือ Country Fund

 

ภาพ: tadamichi/Getty Images

The post เดินหาสมดุลใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พายุถล่มตลาดโลหะมีค่า! ‘ทอง-เงิน’ ร่วงระนาว หลัง Trump เลือก Kevin Warsh นั่งเก้าอี้ประธาน Fed คนใหม่ ตลาดขานรับความเชื่อมั่นดอลลาร์แข็งค่า https://thestandard.co/trump-warsh-fed-gold-silver-crash/ Sat, 31 Jan 2026 03:29:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1171728 กราฟแสดงราคาทองคำและเงินดิ่งลงอย่างรุนแรง หลัง Kevin Warsh ได้รับเลือกเป็นประธาน Fed และตลาดตอบรับดอลลาร์แข็งค่า

ราคาโลหะเงินดิ่งหนัก 30% ในวันเดียว รุนแรงที่สุดนับตั้ง […]

The post พายุถล่มตลาดโลหะมีค่า! ‘ทอง-เงิน’ ร่วงระนาว หลัง Trump เลือก Kevin Warsh นั่งเก้าอี้ประธาน Fed คนใหม่ ตลาดขานรับความเชื่อมั่นดอลลาร์แข็งค่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟแสดงราคาทองคำและเงินดิ่งลงอย่างรุนแรง หลัง Kevin Warsh ได้รับเลือกเป็นประธาน Fed และตลาดตอบรับดอลลาร์แข็งค่า

ราคาโลหะเงินดิ่งหนัก 30% ในวันเดียว รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1980 ขณะที่ราคาทองคำร่วงลงกว่า 10% ภายใน 48 ชั่วโมง หลังนักลงทุนเทขายสินทรัพย์ปลอดภัย หลังทรัมป์เสนอชื่อ ‘Kevin Warsh’ ซึ่งคลายกังวลเรื่องความเป็นอิสระของ Fed และแนวโน้มนโยบายการเงินที่เข้มงวด

 

ตลาดการเงินโลกเผชิญกับการปรับฐานครั้งใหญ่ (Massive Correction) เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2026 เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเสนอชื่อ Kevin Warsh อดีตผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ ให้ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) คนถัดไป

 

ข่าวนี้เปรียบเสมือน ‘ยาแรง’ ที่ฉีดเข้าสู่ตลาดค่าเงินดอลลาร์ แต่ในขณะเดียวกันกลับกลายเป็น ‘พายุ’ ที่ซัดกระหน่ำต่อตลาดโลหะมีค่าจนราบเป็นหน้ากลอง โดยราคาสแตนดาร์ดเงิน (Silver) ทรุดลงลึกถึง 30% ภายในวันเดียว ซึ่งถือเป็นสถิติการร่วงลงที่ย่ำแย่ที่สุดในรอบกว่า 4 ทศวรรษ ขณะที่ราคาทองคำสปอต (Spot Gold) ปรับตัวลดลงระหว่าง 5-12% ในช่วงเวลาเพียง 2 วัน

 

ทำไมตลาดถึงเชื่อใจ ‘Kevin Warsh’?

 

ก่อนหน้านี้ ตลาดตกอยู่ในความกังวลว่าทรัมป์จะเลือกบุคคลที่ ‘ประนีประนอมทางการเมือง’ มาคุมบังเหียน Fed ซึ่งอาจนำไปสู่การแทรกแซงดอกเบี้ยและปล่อยให้เงินเฟ้อพุ่งสูง แต่การเลือก Kevin Warsh ซึ่งเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในวอลล์สตรีท ได้ส่งสัญญาณสำคัญ 3 ประการ:

 

1. ความเป็นอิสระของสถาบัน: Warsh ถูกมองว่าเป็นผู้ที่ยึดมั่นในวินัยทางการเงินและมีความเป็นมืออาชีพสูง ลดความเสี่ยงที่ Fed จะถูกครอบงำโดยฝ่ายบริหาร

 

2. จุดยืน ‘สายเหยี่ยว’ (Hawkish): นักลงทุนคาดการณ์ว่าภายใต้การนำของ Warsh ดอกเบี้ยนโยบายอาจคงอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่คาด (Higher for Longer) เพื่อควบคุมเงินเฟ้ออย่างเด็ดขาด

 

3. ความแข็งแกร่งของดอลลาร์: นโยบายที่มุ่งเน้นเสถียรภาพทำให้ดัชนีดอลลาร์ (DXY) พุ่งสูงขึ้นทันที กดดันราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทุกชนิดที่อ้างอิงสกุลเงินดอลลาร์

 

Capital Rotation: เมื่อความเสี่ยงลดลง เงินจึงไหลออก

 

นักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินชั้นนำระบุว่า นี่คือปรากฏการณ์ ‘Liquidity Event’ หรือการดึงสภาพคล่องออกจากสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) เมื่อความไม่แน่นอนทางการเมืองคลี่คลายลง นักลงทุนจึงไม่มีความจำเป็นต้องถือครองทองคำหรือเงินเพื่อประกันความเสี่ยงอีกต่อไป

 

“นี่คือการปรับพอร์ตครั้งใหญ่ เรากำลังเห็นเม็ดเงินไหลออกจากโลหะมีค่ากลับเข้าสู่พันธบัตรรัฐบาลและสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ เพราะความเชื่อมั่นต่อระบบการเงินสหรัฐฯ กลับคืนมาอย่างรวดเร็วหลังการเลือกประธาน Fed ที่ตลาดไว้วางใจ” นักยุทธศาสตร์การลงทุนระบุจับตาภาพรวมระยะยาว

 

แม้การร่วงลงของราคาเงินและทองคำจะสร้างความตื่นตระหนกในระยะสั้น แต่ในอีกด้านหนึ่งก็สะท้อนถึงการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ภายใต้การนำของ Warsh และทรัมป์ อาจเข้าสู่โหมดที่มีเสถียรภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ตลาดจะยังคงจับตาดูขั้นตอนการเข้าดำรงตำแหน่งอย่างเป็นทางการ และถ้อยแถลงแรกของ Warsh เกี่ยวกับทิศทางเงินเฟ้อในปี 2026 นี้อย่างใกล้ชิด

 

ภาพ: Carsten Reisinger/Shutterstock

อ้างอิง:

The post พายุถล่มตลาดโลหะมีค่า! ‘ทอง-เงิน’ ร่วงระนาว หลัง Trump เลือก Kevin Warsh นั่งเก้าอี้ประธาน Fed คนใหม่ ตลาดขานรับความเชื่อมั่นดอลลาร์แข็งค่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดเหตุผล ‘โลหะเงิน – ทองคำ’ ราคาดิ่ง 10% ใน 24 ชั่วโมง โอกาสซื้อหรือถึงเวลาขาย? https://thestandard.co/gold-silver-price-drop-market-analysis/ Fri, 30 Jan 2026 09:41:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1171542 ภาพแท่งทองคำและแท่งโลหะเงิน วางคู่กัน โดยมีกราฟราคาผันผวนด้านหลัง

ราคาทองคำและโลหะเงิน พุ่งขึ้นอย่างร้อนแรงตลอดหนึ่งปีที่ […]

The post เปิดเหตุผล ‘โลหะเงิน – ทองคำ’ ราคาดิ่ง 10% ใน 24 ชั่วโมง โอกาสซื้อหรือถึงเวลาขาย? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแท่งทองคำและแท่งโลหะเงิน วางคู่กัน โดยมีกราฟราคาผันผวนด้านหลัง

ราคาทองคำและโลหะเงิน พุ่งขึ้นอย่างร้อนแรงตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา โดยทองคำพุ่งไปทำสถิติสูงสุดที่เกือบ 5,598.75 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพิ่มขึ้นกว่า 100% ขณะที่โลหะเงินทำสถิติสูงสุดที่ 121.64 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพิ่มขึ้นเกือบ 300%

 

แต่ล่าสุด ทั้งทองคำและโลหะเงินต่างผันผวนอย่างหนักช่วงเมื่อคืนนี้ (29 มกราคม) ก่อนจะปรับตัวลดลงต่อเนื่องในวันนี้ (30 มกราคม) อีกราว -10% และ -6% ตามลำดับ ท่ามกลางมุมมองเชิงบวกของสถาบันการเงินทั่วโลกที่ทยอยปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาทองคำและโลหะเงินขึ้นจากเดิม

 

ทำไม ทองคำ-โลหะเงิน ร่วงแรง?

 

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ราคาทองคำปรับตัวลดลงหลังจากมีรายงานว่ารัฐบาลภายใต้การนำของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เตรียมเสนอชื่อ เควิน วอร์ช เป็นประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น โดยดัชนีค่าเงินดอลลาร์ (Dollar Index) ปรับตัวขึ้นมากถึง 0.5% กลับมาแตะระดับ 96.7 ส่งผลให้โลหะมีค่ามีราคาแพงขึ้นสำหรับผู้ซื้อส่วนใหญ่

 

อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำยังคงปรับตัวขึ้นราว 19% ในเดือนมกราคม ซึ่งจ่อทำสถิติการปรับตัวขึ้นรายเดือนที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ปี 1982 ส่วนราคาโลหะเงินปรับตัวขึ้นแล้วถึง 48% ในปีนี้ แม้ราคาจะร่วงลงอย่างหนักกว่า 10%

 

โดยอดีตวอร์ชมีชื่อเสียงมายาวนานในฐานะผู้ที่มีแนวนโยบายการเงิน ‘สายเหยี่ยว’ (Hawkish) ที่กังวลเรื่องเงินเฟ้อ แต่ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เขาได้ปรับแนวทางให้สอดคล้องกับประธานาธิบดีด้วยการออกมาโต้แย้งในที่สาธารณะเพื่อสนับสนุนให้ลดอัตราดอกเบี้ย ทั้งนี้ ทรัมป์กล่าวว่าเขาจะประกาศรายชื่อผู้ถูกเสนอชื่อในเช้าวันศุกร์ตามเวลาสหรัฐฯ

 

คริสโตเฟอร์ หว่อง นักกลยุทธ์จาก Oversea-Chinese Banking Corp. กล่าวว่า การเคลื่อนไหวของราคาทองคำ “เป็นการยืนยันคำเตือนที่ว่า มาเร็วก็ไปเร็ว” โดยระบุว่าแม้รายงานเรื่องการเสนอชื่อวอร์ชจะเป็นตัวจุดชนวน แต่การปรับฐานของราคานั้นเป็นสิ่งที่สมควรเกิดขึ้นมานานแล้ว “มันเหมือนเป็นข้ออ้างที่ตลาดกำลังรอคอยเพื่อเทขายทำกำไร หลังจากราคาพุ่งขึ้นอย่างร้อนแรง”

 

การกระทำของรัฐบาลทรัมป์ที่สั่นคลอนระเบียบโลก ไม่ว่าจะเป็นการจับกุมผู้นำเวเนซุเอลา, คำขู่ที่จะผนวกกรีนแลนด์ และคำขู่เรื่องภาษีศุลกากรต่อประเทศพันธมิตร ล้วนเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลัก ล่าสุด ทรัมป์ยังได้เตือนถึงความเป็นไปได้ในการโจมตีอิหร่าน และกล่าวว่าจะเก็บภาษีกับประเทศใดก็ตามที่จัดหาน้ำมันให้กับคิวบา

 

ฮั่วเซ่งเฮงคาดทองคำ 6,000 ดอลลาร์ สหรัฐฯ เสี่ยงเกิดซ้ำ Government Shutdown

 

สถานการณ์ที่รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องปิดหน่วยงานภาครัฐ (Government Shutdown) กลับมาอยู่ในความสนใจของตลาดการเงินโลกอีกครั้ง หากย้อนกลับไปดูบทเรียนจากการชัตดาวน์ครั้งล่าสุดในปี 2568 ที่ผ่านมา ในยุคสมัยทรัมป์ 2.0 ถือเป็นการปิดหน่วยงานภาครัฐที่ยาวนานที่สุดถึง 43 วัน (1 ตุลาคม – 12 พฤศจิกายน 2568) สร้างสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐฯ

 

ด้านสำนักงานงบประมาณรัฐสภาแห่งสภาคองเกรส สหรัฐอเมริกา (CBO) ประเมินว่า การปิดหน่วยงานภาครัฐในครั้งนั้นสร้างความเสียหายสูงถึง 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ และทำให้ความล่าช้าในการใช้จ่ายของภาครัฐมีมูลค่าสูงกว่า 5.4 หมื่นล้านดอลลาร์ แม้ผลกระทบต่อ GDP ในเชิงตัวเลขอาจถูกประเมินว่าอยู่ในวงจำกัด และสามารถฟื้นกลับได้บางส่วนหลังหน่วยงานภาครัฐเปิดทำการอีกครั้ง แต่ความเสียหายที่ชัดเจนคือความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและตลาดการเงิน

 

Government Shutdown ในปีนี้อาจเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คิด หากร่างกฎหมายงบประมาณของรัฐบาลไม่สามารถผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภาได้ทันก่อนเส้นตายในคืนวันศุกร์ที่ 30 มกราคมนี้ โดยสาเหตุหลักมาจากความขัดแย้งทางการเมือง โดยเฉพาะการจัดสรรงบประมาณให้กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ สหรัฐอเมริกา (DHS) ซึ่งถูกสมาชิกวุฒิสภาของพรรคเดโมแครตคัดค้านอย่างหนัก จากประเด็นการบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมือง

 

รวมถึงเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรของสหรัฐอเมริกา (ICE) ยิงพลเมืองอเมริกันเสียชีวิต 2 ราย ระหว่างการปฏิบัติภารกิจกวาดล้างผู้อพยพเข้าเมืองผิดกฎหมายในมินนีแอโพลิส รัฐมินนิโซตา

 

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในรอบนี้ อาจถูกจำกัดอยู่ในวงแคบและไม่รุนแรงเท่ากับครั้งที่ผ่านมา เนื่องจากร่างกฎหมายงบประมาณฯ 6 จาก 12 ฉบับได้รับการอนุมัติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดังนั้น ชัตดาวน์รอบนี้จะเป็นการปิดหน่วยงานภาครัฐบางส่วน (Partial Shutdown) เท่านั้น และอาจไม่ส่งผลให้ GDP สหรัฐฯ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

 

ฮั่วเซ่งเฮง ประเมินว่าหากการชัตดาวน์เกิดขึ้นจริง แนวโน้มผลกระทบต่อราคาทองคำจะเป็นไปในเชิงบวก และทองคำมักได้รับการตอบสนอง “ล่วงหน้า” ก่อนเหตุการณ์จะเกิดขึ้น จากการป้องกันความเสี่ยงของนักลงทุน รวมทั้งอาจมีความผันผวนสูงในช่วงที่มีการรายงานข่าว ทั้งนี้ หากการชัตดาวน์ยืดเยื้อและส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในวงกว้าง ทองคำมีแนวโน้มจะได้รับแรงหนุนอย่างต่อเนื่อง ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยควบคู่กับการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์

 

การพุ่งขึ้นของราคาทองคำเฉียด 5,600 ดอลลาร์ ถือเป็นการทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ (All-Time High) เป็นครั้งที่ 12 ของปีนี้ ส่วนราคาทองคำภายในประเทศสร้างสถิติใหม่เช่นกัน ที่ 81,950 บาทต่อบาททองคำ

 

ทั้งนี้ ฮั่วเซ่งเฮงได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาทองคำในปี 2569 ขึ้นสู่ระดับ 6,000 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ หรือเทียบเท่าราคาทองคำในประเทศราว 88,000 บาทต่อบาททองคำ พร้อมทั้งแนะนำให้นักลงทุนใช้กลยุทธ์เชิงรับในการเข้าทยอยสะสมเมื่อราคาอ่อนตัวลงทดสอบแนวรับสำคัญที่ระดับ 5,000 และ 4,500 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ หรือเทียบเท่าราคาทองในประเทศราว 74,000 และ 67,000 บาทต่อบาททองคำ ตามลำดับ พร้อมแนะนำว่าพอร์ตลงทุนควรมีทองคำ 10–15%

 

Citi ปรับราคาเป้าหมาย ‘เงิน’ ขึ้นอีก

 

ปัจจัยกดดันต่อราคาโลหะเงินดูเหมือนจะมาจากประเด็นเดียวกันกับทองคำ คือการที่รัฐบาลทรัมป์เตรียมเสนอชื่อวอร์ช เป็นประธานเฟดคนต่อไป

 

อย่างไรก็ตาม Citi ยังคงมีมุมมองเชิงบวกในเชิงกลยุทธ์ต่อโลหะเงิน เนื่องจากราคายังคงอยู่ในทิศทางขาขึ้นอย่างรุนแรง โดยบริษัทได้ปรับขึ้นเป้าหมายราคาโลหะเงินในช่วง 0-3 เดือนข้างหน้า เป็น 150 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 100 ดอลลาร์ อิงจากแรงส่งที่แข็งแกร่งเกินคาด

 

Citi มองว่าโลหะเงินยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นอีก 30-40% ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า โดยได้รับแรงหนุนจากอุปทานที่ตึงตัวและความต้องการที่แข็งแกร่งของนักลงทุน ทั้งนี้ Citi ย้ำจุดยืนขาขึ้นสำหรับโลหะเงินในระยะสั้น โดยคาดว่าจะทำกำไรได้เพิ่มขึ้นเมื่อสภาวะตลาดตึงตัว ซึ่งจากการวิเคราะห์ของธนาคารพบว่า การพุ่งขึ้นของโลหะเงินตั้งแต่เดือนธันวาคมเป็นต้นมา ส่วนใหญ่มีจีนเป็นผู้นำตลาด

 

โดยการวิเคราะห์อัตราส่วนทองคำต่อเงิน (Gold-Silver Ratio) ของ Citi บ่งชี้ว่าราคาโลหะเงินอาจพุ่งไปถึง 160–170 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพความแข็งแกร่งที่ยังมีอยู่ของโลหะชนิดนี้

 

ด้าน YLG มองว่า โลหะเงินได้รับอานิสงส์ตามทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย นักลงทุนหันซบทั้งสถาบันการเงิน และรายย่อย ขณะที่ผู้เล่นรายใหญ่คือกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้งานจริงในการผลิตสินค้า ทั้งแผงโซลาร์เซลล์ อุตสาหกรรม EV และการผลิตชิปประมวลผล ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่อยู่ในเทรนด์การเติบโต มีดีมานด์การใช้สูง

 

ขณะที่จีนเริ่มควบคุมการส่งออกและกักตุน Silver ส่งผลให้เป็นแร่ที่หายากและเป็นที่ต้องการของตลาด

 

สาวฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน เเอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG) เปิดเผยว่ากลุ่มผู้เล่นหลักที่ผลักดันให้ราคาแร่เงินปรับตัวสูงขึ้นประกอบทั้งนักลงทุนและผู้ใช้งานจริง ดังนี้

 

1.กลุ่มอุตสาหกรรม (Industrial Giants) กลุ่มนี้ถือเป็นผู้ใช้โลหะเงินในการผลิตสินค้าจริง และคิดเป็นสัดส่วน 55% ของตลาด ความต้องการ Silver จากผู้เล่นกลุ่มนี้จึงเป็นความต้องการที่แท้จริงไม่ได้ซื้อเพื่อ “เก็งกำไร” จึงทำให้เกิดกำลังซื้อที่แข็งแกร่งมากจนเป็นฐานราคาที่มั่นคง

 

โดยอุตสาหกรรมที่ต้องใช้โลหะเงิน ได้แก่ พลังงานสะอาด เช่น กลุ่มผู้ผลิตแผงโซลาร์เซลล์ ต้องใช้เงินเป็นส่วนประกอบหลักในการนำไฟฟ้า โดยเฉพาะในปี 2569 นี้ความต้องการพุ่งสูงขึ้นมากตามเทรนด์ลดโลกร้อน ถัดมาคืออุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยพบว่ารถไฟฟ้า 1 คันใช้เงินมากกว่ารถน้ำมันปกติเกือบเท่าตัว รวมถึงอุตสาหกรรม AI & Data Centers ที่ใช้ในการผลิตชิปประมวลผล AI และโครงสร้างพื้นฐานเซิร์ฟเวอร์ต้องการการนำไฟฟ้าที่ยอดเยี่ยม

 

2. นักลงทุนรายย่อย (Retail Investors) แรงซื้อจากนักลงทุนรายย่อยถือว่ามีนัยสำคัญมากในปัจจุบันที่ทำให้ราคาโลหะเงินพุ่งขึ้นอย่างร้อนแรง เนื่องจากนักลงทุนรายย่อยทั่วโลกที่มองว่าราคาทองคำทรงตัวในระดับสูง จึงหันมาซื้อโลหะเงินแทน จนได้ฉายาว่า “ทองคำของคนจน” นอกจากนี้ยังมีนักลงทุนรายย่อยบางกลุ่มที่ชอบเก็บ เหรียญเงิน กลุ่มที่ชอบสะสมเหรียญเงินหายาก หรือ แท่งเงิน ซึ่งถือเป็นการเก็งกำไรอย่างหนึ่ง รวมถึงบางกลุ่มสะสมเนื่องจากให้ความรู้สึกจับต้องได้ และให้ความรู้สึกมั่นคงกว่าตัวเลขในบัญชี

 

3. กองทุน ETF (Exchange-Traded Funds) กลุ่มนี้คือ “สถาบันการเงิน” ที่ซื้อเงินจริงมาเก็บไว้เพื่อออกกองทุนให้คนมาเทรด เช่น iShares Silver Trust หรือ SLV

 

4. กำลังซื้อจากจีน ล่าสุดจีนได้เริ่มกักตุนและควบคุมการส่งออก เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีต่างๆ ทั้ง แผงโซลาร์เซลล์ อุตสาหกรรม EV และการพัฒนาชิป ทำให้ Silver ในตลาดโลกยิ่งขาดแคลนและราคาดีดตัวสูงขึ้น

 

อ้างอิง:

The post เปิดเหตุผล ‘โลหะเงิน – ทองคำ’ ราคาดิ่ง 10% ใน 24 ชั่วโมง โอกาสซื้อหรือถึงเวลาขาย? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทองคำไทยทุบสถิติ! มูลค่าลงทุนในปี 2568 พุ่งสูงสุดในรอบ 12 ปี ทะลุ 6 พันล้านดอลลาร์ https://thestandard.co/thai-gold-investment-record-2025/ Thu, 29 Jan 2026 07:19:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1171026 ภาพประกอบการลงทุนทองคำในประเทศไทยปี 2568 ทำสถิติสูงสุดในรอบ 12 ปี โดยมีมูลค่ากว่า 6 พันล้านดอลลาร์

มูลค่าการลงทุนทองคำของประเทศไทยในปี 2568 พุ่งสูงทำสถิติ […]

The post ทองคำไทยทุบสถิติ! มูลค่าลงทุนในปี 2568 พุ่งสูงสุดในรอบ 12 ปี ทะลุ 6 พันล้านดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบการลงทุนทองคำในประเทศไทยปี 2568 ทำสถิติสูงสุดในรอบ 12 ปี โดยมีมูลค่ากว่า 6 พันล้านดอลลาร์

มูลค่าการลงทุนทองคำของประเทศไทยในปี 2568 พุ่งสูงทำสถิติ New High ท่ามกลางสภาวะที่ผันผวน มูลค่าการลงทุนในประเทศไทยสูงสุดในรอบปีนับตั้งแต่ปี 2561 แตะระดับสูงสุดในรอบ 12 ปีที่ 6 พันล้านดอลลาร์

 

สภาทองคำโลก (World Gold Council: WGC) เปิดเผยรายงานแนวโน้มความต้องการทองคำประจำปี 2568 โดยระบุว่าความต้องการทองคำทั่วโลกทะลุสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ระดับ 5,002 ตัน ในปีที่ผ่านมา โดยไตรมาสที่ 4 ได้ทำสถิติใหม่และตอกย้ำความแข็งแกร่งในปีที่โดดเด่นสำหรับทองคำ

 

ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจที่ยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่อง ผลักดันให้เกิดการลงทุนในทองคำอย่างมหาศาลด้วยมูลค่าการลงทุนรวมทั้งปีอยู่ที่ 5.55 แสนล้านดอลลาร์

 

สำหรับประเทศไทยได้มีการลงทุนสูงสุดในรอบปีนับตั้งแต่ปี 2561 โดยมูลค่าแตะระดับสูงสุดในรอบ 12 ปี ที่ 6 พันล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังสะท้อนความสนใจจากผู้บริโภคค้าปลีกได้ไม่เต็มที่ เนื่องจากได้มีการเปลี่ยนแปลงไปสู่การซื้อขายผ่านบัญชีออนไลน์เพิ่มมากขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา ซึ่งได้ดึงความต้องการบางส่วนออกจากผลิตภัณฑ์ทองคำแท่งในตลาดค้าปลีก

 

เซาไก ฟาน (Shaokai Fan) หัวหน้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศจีน) และหัวหน้าฝ่ายธนาคารกลางระดับโลก ของสภาทองคำโลก กล่าวว่า “ทองคำได้เริ่มต้นปี 2569 อย่างแข็งแกร่งด้วยการทำสถิติสูงสุดใหม่ในสกุลเงินหลักทั่วโลก รวมถึงเงินบาทไทย และทะลุระดับ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นที่เรียบร้อย ประเทศไทยยังคงเห็นถึงแรงสนับสนุนจากนักลงทุนที่แข็งแกร่ง สะท้อนถึงบทบาทของทองคำในฐานะทั้งเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงทางการเงินและสินทรัพย์สำรองมูลค่าในระยะยาว

 

ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้นยังคงเป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญ ควบคู่ไปกับความสนใจอย่างต่อเนื่องจากนักลงทุนและธนาคารกลางทั่วโลก แม้ราคาอาจมีความผันผวนในระยะสั้นภายหลังการปรับตัวขึ้นล่าสุด แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ทองคำมีแนวโน้มที่จะได้รับความสนใจมากยิ่งขึ้นในปี 2569”

 

ความต้องการทองคำเพื่อการลงทุนจากทั่วโลกแตะระดับสถิติใหม่ที่ 2,175 ตัน และเป็นแรงขับเคลื่อนหลักที่ทำให้ทองคำมีผลงานโดดเด่นและทำลายสถิติในปีที่ผ่านมา นักลงทุนทั่วโลกที่แสวงหาสินทรัพย์ปลอดภัยและการกระจายความเสี่ยง ต่างหันมาลงทุนในกองทุนซื้อขายแลกเปลี่ยน (ETF) ทองคำเป็นจำนวนมาก โดยเพิ่มขึ้น 801 ตันตลอดทั้งปี

 

นอกจากนี้ นักลงทุนยังหันมาซื้อทองคำแท่งและเหรียญทองคำ ส่งผลให้ความต้องการทั่วโลกแตะระดับ 1,374 ตัน ด้วยมูลค่าสูงถึง 1.54 แสนล้านดอลลาร์ สองตลาดใหญ่ที่มีการเติบโตที่แข็งแกร่งอย่างจีน (เพิ่มขึ้น 28% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า) และอินเดีย (เพิ่มขึ้น 17% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า) คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 50% ของความต้องการโลกในกลุ่มทองคำแท่งและเหรียญทองคำ

 

ในส่วนของภูมิภาคอาเซียน ปริมาณการซื้อทองคำแท่งและเหรียญทองคำในเกือบทุกตลาดพุ่งสูงสุดในรอบหลายปีเช่นกัน สอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลของมูลค่าการลงทุน โดยประเทศไทยมีการเติบโตด้านความต้องการทองคำแท่งและเหรียญทองคำเพิ่มขึ้นถึง 29% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

 

ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงความต้องการสำหรับทองคำในระดับสูงอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2568 โดยมียอดซื้อสุทธิรวมทั้งสิ้น 863 ตัน แม้ว่าอุปสงค์รายปีจะอยู่ต่ำกว่าระดับ 1,000 ตันที่เคยทะลุไปในช่วงสามปีก่อนหน้า แต่การซื้อทองคำของธนาคารกลางยังคงเป็นปัจจัยสำคัญและเสริมแรงให้กับภาพรวมอุปสงค์ทองคำโลก

 

ท่ามกลางราคาทองคำที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ระดับความต้องการทองคำเครื่องประดับทั่วโลกยังคงปรับตัวลดลงตามที่คาดการณ์ไว้ตลอดทั้งปี โดยลดลง 18% เมื่อเทียบกับปี 2567 โดยความต้องการทองคำเครื่องประดับของประเทศไทยในปี 2568 สอดคล้องกับแนวโน้มตลาดโลกด้วยการปรับตัวลดลง 14% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม มูลค่ารวมของทองคำเครื่องประดับทั่วโลกได้เพิ่มขึ้น 18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า อยู่ที่ระดับ 1.72 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของทองคำสำหรับผู้บริโภคในระยะยาว

 

อุปทานทองคำโดยรวมทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ด้วยเช่นกัน ด้วยปริมาณการผลิตจากเหมืองแร่ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 3,672 ตัน ในขณะที่การรีไซเคิลทองคำเพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 3% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับราคาทองคำที่สูงขึ้น

 

หลุยส์ สตรีท (Louise Street) นักวิเคราะห์การตลาดอาวุโส ของสภาทองคำโลก กล่าวว่า “ปี 2568 เป็นปีที่เห็นถึงระดับความต้องการทองคำและราคาทองคำทะยานขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทั้งผู้บริโภคและนักลงทุนต่างซื้อและถือครองทองคำในสภาพแวดล้อมที่มีความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์เป็นพื้นฐาน โดยความต้องการด้านการลงทุนโดดเด่นเป็นพิเศษเมื่อนักลงทุนแห่ซื้อทองคำผ่านช่องทางต่าง ๆ ในขณะที่ทองคำกลุ่มอื่นต่างมีบทบาทสนับสนุนที่สำคัญ ความต้องการทองคำเครื่องประดับลดลงเพียง 18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ทั้งที่ราคาเพิ่มขึ้นถึง 67% ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงกำลังซื้อของผู้บริโภคแม้ราคาจะเพิ่มสูงขึ้นก็ตาม และธนาคารกลางทั่วโลกยังคงมุ่งมั่นเสริมสร้างทุนสำรองระหว่างประเทศ”

 

หลุยส์ กล่าวเสริมว่า “ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่มีวี่แววว่าจะคลี่คลายในปี 2569 แรงส่งของความต้องการทองคำที่แข็งแกร่งจากปีที่แล้วยังคงมีแนวโน้มที่จะผลักดันต่อไป เพียงช่วงเดือนแรกของปีนี้ ราคาทองคำได้ปรับตัวขึ้นเกิน 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งบ่งชี้ว่านักลงทุนจะยังคงใช้ทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก”

The post ทองคำไทยทุบสถิติ! มูลค่าลงทุนในปี 2568 พุ่งสูงสุดในรอบ 12 ปี ทะลุ 6 พันล้านดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตา ‘เงินบาท’ ครึ่งปีแรกยังแข็งค่าจากราคาทอง-ดอลลาร์อ่อน ก่อนพลิกกลับทิศช่วงครึ่งปีหลัง https://thestandard.co/thai-baht-outlook-2026-scb-analysis/ Wed, 21 Jan 2026 06:36:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1167686 The provided headline already complies with the specified Khaosod/Thairath spacing rule (add a space before proper nouns that follow a verb). * **‘เงินบาท’** is a proper noun that follows the verb จับตา. A space already exists before it. * **ดอลลาร์** is a proper noun, but it follows ราคาทอง- (a noun phrase with a hyphen), not a verb directly. Therefore, no changes are needed based on the given rule. **Original Headline (and reformatted as no changes are needed):** จับตา ‘เงินบาท’ ครึ่งปีแรกยังแข็งค่าจากราคาทอง-ดอลลาร์อ่อน ก่อนพลิกกลับทิศช่วงครึ่งปีหลัง

ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินว่าค่าเงินบาทในช่วงครึ่งปีแรกจะ […]

The post จับตา ‘เงินบาท’ ครึ่งปีแรกยังแข็งค่าจากราคาทอง-ดอลลาร์อ่อน ก่อนพลิกกลับทิศช่วงครึ่งปีหลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
The provided headline already complies with the specified Khaosod/Thairath spacing rule (add a space before proper nouns that follow a verb). * **‘เงินบาท’** is a proper noun that follows the verb จับตา. A space already exists before it. * **ดอลลาร์** is a proper noun, but it follows ราคาทอง- (a noun phrase with a hyphen), not a verb directly. Therefore, no changes are needed based on the given rule. **Original Headline (and reformatted as no changes are needed):** จับตา ‘เงินบาท’ ครึ่งปีแรกยังแข็งค่าจากราคาทอง-ดอลลาร์อ่อน ก่อนพลิกกลับทิศช่วงครึ่งปีหลัง

ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินว่าค่าเงินบาทในช่วงครึ่งปีแรกจะยังเผชิญแรงกดดันด้านแข็งค่าจากปัจจัยต่างประเทศและราคาทองคำ แต่มีแนวโน้มจะกลับมาอ่อนค่าได้ในช่วงครึ่งปีหลัง จากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังแกร่งและวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงที่สิ้นสุด

 

วชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ .ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ระบุว่า ความผันผวนของค่าเงินบาทที่กลับมาแข็งค่าในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เกิดจากปัจจัยต่างประเทศ โดยเฉพาะราคาทองคำที่พุ่งทำจุดสูงสุดใหม่ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับภาพปลายปีที่แล้วที่เงินบาทแข็งค่าพร้อมกับการขยับขึ้นของราคาทองคำ

 

นอกจากนี้ ปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) เช่น ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน หรือข่าวเรื่องมาตรการกำแพงภาษี (Reciprocal Tariff) กับกลุ่มประเทศยุโรป ทำให้นักลงทุนเกิดความกังวลและหันไปถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ส่งผลให้มีความต้องการทองคำและค่าเงินสวิสฟรังก์เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นแรงส่งให้เงินบาทแข็งค่าตามไปด้วย

 

จับตาทิศทางดอกเบี้ยเฟด มองลดเร็วกว่าตลาดคาด

 

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งตลาดมองว่าจะมีการลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ โดย SCB ประเมินสอดคล้องกับตลาดว่าจะลด 2 ครั้ง แต่คาดว่าจะเริ่มลดได้เร็วกว่า ที่ตลาดคาดการณ์ไว้เล็กน้อย โดยตลาดมองช่วงกลางปี แต่มองว่าไตรมาส 2 มีโอกาสเริ่มใลดดอกเบี้ย มุมมองนี้เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงและกดดันให้เงินบาทแข็งค่าในช่วงครึ่งปีแรก

 

ภาพครึ่งปีหลัง จุดเปลี่ยนสู่การ ‘อ่อนค่า’ ของเงินบาท

 

วชิรวัฒน์ชี้ว่า แม้ครึ่งปีแรกบาทจะแข็งค่า แต่ในช่วงครึ่งปีหลังภาพอาจพลิกกลับมาเป็นการอ่อนค่าได้ โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังมีแนวโน้มเติบโตได้ดีจากกระแส AI และ Investment Cycle ซึ่งยังไม่เห็นสัญญาณฟองสบู่แตก

 

เมื่อประกอบกับวัฏจักรการลดดอกเบี้ย (Easing Cycle) ของเฟดที่น่าจะจบลงในช่วงปลายไตรมาส 3 หรือไตรมาส 4 จะทำให้ดอลลาร์สหรัฐมีโอกาสกลับมารีบาวด์ (Rebound) หรือแข็งค่าขึ้นได้ในช่วงปลายปี ส่งผลให้เงินบาทค่อยๆ กลับมาอ่อนค่าลง

 

ทฤษฎี Dollar Smile และเศรษฐกิจโลก

 

วชิรวัฒน์อธิบายปรากฏการณ์ Dollar Smile ซึ่งสะท้อนว่าดอลลาร์มักจะแข็งค่าใน 2 กรณี คือเมื่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ เติบโตโดดเด่น หรือเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่ทำให้นักลงทุนต้องการถือดอลลาร์เพื่อความปลอดภัย

 

ข้อมูลจาก IMF ประเมินว่าเศรษฐกิจโลกปี 2025 จะโตประมาณ 3.2-3.3% ใกล้เคียงเดิม ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจชะลอลงเหลือ 2.1% ในปี 2025 ก่อนจะกลับมาฟื้นตัวดีขึ้นเป็น 2.4% ในปี 2026 ภาพการฟื้นตัวดังกล่าวทำให้มีโอกาสที่สินทรัพย์สหรัฐฯ จะกลับมาน่าสนใจและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนกลับไป

 

ความสัมพันธ์ระหว่าง ‘ทองคำ’ และ ‘ค่าเงินบาท’

 

สำหรับราคาทองคำ ปีนี้มีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้สูงถึง 20% จากเดิมที่เคยมองไว้ 10-15% ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนให้บาทแข็งค่า แม้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะมีความพยายามออกมาตรการเพื่อลดทอนความสัมพันธ์ระหว่างราคาทองคำกับค่าเงินบาท แต่ปัจจุบันมาตรการยังอยู่ระหว่างการรับฟังความเห็น (Hearing) คาดว่าจะเริ่มเห็นผลในช่วงครึ่งปีหลัง หากมาตรการมีประสิทธิภาพ ก็จะช่วยลดแรงกดดันด้านแข็งค่าลงได้

 

ความเสี่ยงการเมืองไทยและสหรัฐฯ วชิรวัฒน์เตือนให้จับตาความผันผวนจากการเมืองในประเทศช่วง 2-3 สัปดาห์ต่อจากนี้ที่จะเข้าสู่ช่วงเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาล โดยมีสมมติฐาน ดังนี้

 

  • กรณีพื้นฐาน (Base Case) หากจัดตั้งรัฐบาลได้เร็ว มีเสถียรภาพ (Stability) ผลกระทบต่อค่าเงินและตลาดการเงินจะมีน้อย
  • กรณีเลวร้าย (Worst Case) หากมีความไม่แน่นอนหรือการประท้วงเกิดขึ้น ตลาดอาจเกิดอาการ Shock ซึ่งอาจเห็นเงินบาทอ่อนค่าได้มากกว่า 30 สตางค์ภายในวันเดียว

 

นอกจากนี้ ยังต้องจับตาการเมืองสหรัฐฯ เรื่องนโยบายภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่อาจถูกศาลตัดสินว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งจะสร้างความผันผวนให้ตลาดได้เช่นกัน

 

โดยสรุป SCB มองว่ากระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย (Fund Flow) ที่เคยไหลเข้าตลาดเอเชียและไทยในปีที่แล้วจะเริ่มลดลงในปีนี้ เนื่องจากวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงในเอเชียใกล้สิ้นสุด ทำให้ประเมินว่าในช่วงครึ่งปีหลัง เงินบาทมีโอกาสอ่อนค่ากลับขึ้นไปแตะระดับ 32-33 บาทต่อดอลลาร์ ได้

 

ภาพ: k-mookpan/Shutterstock

The post จับตา ‘เงินบาท’ ครึ่งปีแรกยังแข็งค่าจากราคาทอง-ดอลลาร์อ่อน ก่อนพลิกกลับทิศช่วงครึ่งปีหลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ชี้เงินเฟ้อสหรัฐฯ ต่ำ อาจเป็นภาพลวงตาจากเหตุ Shutdown คาด Fed คงดอกเบี้ยมกราคมนี้ ท่ามกลางวิกฤตความเชื่อมั่น จับตาทองคำมีสิทธิพุ่งแตะ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ https://thestandard.co/fed-us-inflation-gold-5000-surge/ Tue, 20 Jan 2026 03:01:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1167022 บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ ชี้เงินเฟ้อสหรัฐฯ ต่ำ อาจเป็นภาพลวงตาจากเหตุ Shutdown คาด Fed คงดอกเบี้ยมกราคมนี้ ท่ามกลางวิกฤตความเชื่อมั่น จับตาทองคำมีสิทธิพุ่งแตะ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์

The post บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ชี้เงินเฟ้อสหรัฐฯ ต่ำ อาจเป็นภาพลวงตาจากเหตุ Shutdown คาด Fed คงดอกเบี้ยมกราคมนี้ ท่ามกลางวิกฤตความเชื่อมั่น จับตาทองคำมีสิทธิพุ่งแตะ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ ชี้เงินเฟ้อสหรัฐฯ ต่ำ อาจเป็นภาพลวงตาจากเหตุ Shutdown คาด Fed คงดอกเบี้ยมกราคมนี้ ท่ามกลางวิกฤตความเชื่อมั่น จับตาทองคำมีสิทธิพุ่งแตะ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์

The post บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ชี้เงินเฟ้อสหรัฐฯ ต่ำ อาจเป็นภาพลวงตาจากเหตุ Shutdown คาด Fed คงดอกเบี้ยมกราคมนี้ ท่ามกลางวิกฤตความเชื่อมั่น จับตาทองคำมีสิทธิพุ่งแตะ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะลึกผลกระทบภูมิรัฐศาสตร์โลกต่อการลงทุน เมื่อน้ำมันขาลงเป็นบวกต่อเศรษฐกิจ ‘เอเชีย’ อาจกลายเป็นสปอตไลท์ใหม่ https://thestandard.co/geopolitics-investment-oil-asia-spotlight/ Wed, 14 Jan 2026 09:09:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1165153 เจาะลึกผลกระทบภูมิรัฐศาสตร์โลกต่อการลงทุน เมื่อน้ำมันขาลงเป็นบวกต่อเศรษฐกิจ เอเชีย อาจกลายเป็นสปอตไลท์ใหม่

ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitic […]

The post เจาะลึกผลกระทบภูมิรัฐศาสตร์โลกต่อการลงทุน เมื่อน้ำมันขาลงเป็นบวกต่อเศรษฐกิจ ‘เอเชีย’ อาจกลายเป็นสปอตไลท์ใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะลึกผลกระทบภูมิรัฐศาสตร์โลกต่อการลงทุน เมื่อน้ำมันขาลงเป็นบวกต่อเศรษฐกิจ เอเชีย อาจกลายเป็นสปอตไลท์ใหม่

ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ที่เกิดขึ้นทั่วโลกตั้งแต่ต้นปี ไปเจาะลึกทิศทางการลงทุนที่น่าสนใจ โดยแม้ความเสี่ยงด้านภูมิศาสตร์จะปรับตัวสูงขึ้น แต่ในภาพรวมระยะยาวกลับส่งผลบวกต่อโครงสร้างเศรษฐกิจโลกในบางมิติ

 

ชาตรี โรจนอาภา CFA, FRM หัวหน้าทีมที่ปรึกษาการลงทุน SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ถึงทิศทางการลงทุนที่น่าสนใจ โดยชี้ให้เห็นว่าแม้ความเสี่ยงด้านภูมิศาสตร์จะปรับตัวสูงขึ้น แต่ในภาพรวมระยะยาวกลับส่งผลบวกต่อโครงสร้างเศรษฐกิจโลกในบางมิติ

 

น้ำมันล้นตลาด-ทองคำขาขึ้น สองด้านของความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์

 

ความขัดแย้งในหลายพื้นที่ ทั้งกรณีของเวเนซุเอลาที่จบลงอย่างรวดเร็ว หรือการประท้วงใหญ่ในอิหร่าน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะ ‘น้ำมัน’ ชาตรี โรจนอาภา วิเคราะห์ว่าปัจจุบันปริมาณการผลิตน้ำมัน (Supply) เกินกว่าความต้องการ (Demand) อยู่แล้วประมาณ 3 ล้านบาร์เรลต่อวัน หากเวเนซุเอลากลับมาผลิตเพิ่มขึ้นได้ตามเป้าหมาย หรือหากมีการยกเลิกการคว่ำบาตรน้ำมันจากอิหร่าน จะยิ่งทำให้ปริมาณน้ำมันล้นตลาดมากขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันในระยะยาวมีแนวโน้มเป็นขาลง

 

ราคาน้ำมันที่ปรับลดลงนี้ถือเป็นผลบวกต่อประเทศเกิดใหม่ที่เป็นผู้นำเข้าน้ำมัน เช่น อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ รวมถึงไทย ช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและปูทางให้ธนาคารกลางต่างๆ สามารถปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อตลาดทุน

 

ในทางกลับกัน ‘ทองคำ’ ยังคงทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ที่ได้รับประโยชน์จากความไม่แน่นอน นอกเหนือจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์แล้ว ทองคำยังได้รับแรงหนุนจากการที่ธนาคารกลางหลายแห่งเริ่มลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และหันมาสะสมทองคำเป็นเงินทุนสำรองมากขึ้น รวมถึงนักลงทุนรายย่อยที่ให้ความสำคัญกับการจัดสรรทองคำในพอร์ตการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

ส่องกลยุทธ์การลงทุน เอเชียคือสปอตไลท์ – สหรัฐฯ ต้องระวัง

 

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในปีนี้ ชาตรี ให้ความเห็นว่า ตลาดหุ้นเอเชียมีความน่าสนใจมากที่สุด เนื่องจากได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันขาลง และราคาหุ้นที่ยังคงตามหลัง (Laggard) ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และยุโรป นอกจากนี้ หลายประเทศในเอเชียยังเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ เช่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ซึ่งยังมีระดับราคา (Valuation) ที่ถูกกว่าเมื่อเทียบกับกลุ่มเทคโนโลยีในตลาดพัฒนาแล้ว

 

ส่วน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ แม้กำไรสุทธิของบริษัทในดัชนี S&P 500 จะมีแนวโน้มเติบโตได้ดีกว่าปีที่ผ่านมา โดยคาดการณ์การเติบโตที่ 14-15% และเริ่มมีการกระจายตัวของกำไรไปยังกลุ่มอื่นๆ นอกเหนือจาก AI เช่น อุปโภคบริโภค การท่องเที่ยว และอสังหาริมทรัพย์ แต่ด้วยราคาที่พุ่งขึ้นแรงในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนจึงต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น

 

หุ้นไทย รอจุดเปลี่ยนความเชื่อมั่น

 

ในส่วนของ ตลาดหุ้นไทย ชาตรี โรจนอาภา ยอมรับว่าราคาหุ้นหลายตัวอยู่ในระดับที่ “ถูกเกินไป” เมื่อเทียบกับพื้นฐาน โดยค่า PE Ratio ของหุ้นใหญ่หลายตัวลดลงมาเหลือเพียง 10 เท่า อย่างไรก็ตาม ปัญหาหลักคือ “ความเชื่อมั่น” ที่ยังต่ำ ทั้งจากปัจจัยการเมืองและการขาดแรงกระตุ้นใหม่ๆ ตลาดหุ้นไทยจึงต้องการจุดเปลี่ยน (Catalyst) ที่ชัดเจน เช่น นโยบายรัฐบาลที่ทำได้จริง เพื่อดึงดูดความเชื่อมั่นจากนักลงทุนในประเทศและต่างประเทศให้กลับมา

 

สินทรัพย์ที่น่าสนใจและปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม

 

ชาตรี สรุปคำแนะนำการลงทุนดังนี้

 

  • ตราสารหนี้ มีความน่าสนใจ โดยเฉพาะตราสารหนี้สหรัฐฯ และ Mortgage-Backed Securities (MBS) เนื่องจากแนวโน้มเงินเฟ้อที่ลดลงและการที่เฟดอาจปรับลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ คาดการณ์จะอยู่ในช่วงเดือนมิถุนายนและกันยายนปีนี้
  • เงินสด เป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจน้อยที่สุดในปัจจุบัน เนื่องจากผลตอบแทนต่ำและแพ้เงินเฟ้อ
  • ความเสี่ยงที่ต้องระวัง คำพิพากษาของศาลสูงสุดสหรัฐฯ เกี่ยวกับการใช้อำนาจตั้งกำแพงภาษีของ โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งหากรัฐบาลแพ้คดีอาจนำไปสู่การฟ้องร้องจำนวนมากและสร้างความผันผวนต่อตลาดในระยะสั้น รวมถึงประเด็นความขัดแย้งระหว่างจีนและไต้หวัน

 

โดยสรุป ภาพรวมการลงทุนในปีนี้ยังคงมีความสดใสในหลายกลุ่มสินทรัพย์ แต่ต้องอาศัยการจัดสรรพอร์ตอย่างระมัดระวังและติดตามสถานการณ์โลกอย่างใกล้ชิดเพื่อให้พอร์ตการลงทุนเติบโตได้อย่างยั่งยืน

 

ภาพ: Miha Creative/shutterstock

The post เจาะลึกผลกระทบภูมิรัฐศาสตร์โลกต่อการลงทุน เมื่อน้ำมันขาลงเป็นบวกต่อเศรษฐกิจ ‘เอเชีย’ อาจกลายเป็นสปอตไลท์ใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฮั่วเซ่งเฮง เผย 4 ปัจจัยหนุนราคาทองปี 2569 จ่อทำสถิตใหม่ 76,200 บาท แนะ DCA ทุกเดือน วางกลยุทธ์ก่อนเข้าซื้อ ป้องกันความเสี่ยง https://thestandard.co/hua-seng-heng-gold-2026/ Mon, 29 Dec 2025 08:16:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1159724 ฮั่วเซ่งเฮง เผย 4 ปัจจัยหนุนราคาทองปี 2569 จ่อทำสถิตใหม่ 76,200 บาท แนะ DCA ทุกเดือน วางกลยุทธ์ก่อนเข้าซื้อ ป้องกันความเสี่ยง

ฮั่วเซ่งเฮงมองแนวโน้มปี 69 ทองคำยังอยู่ในทิศทางขาขึ้น แ […]

The post ฮั่วเซ่งเฮง เผย 4 ปัจจัยหนุนราคาทองปี 2569 จ่อทำสถิตใหม่ 76,200 บาท แนะ DCA ทุกเดือน วางกลยุทธ์ก่อนเข้าซื้อ ป้องกันความเสี่ยง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฮั่วเซ่งเฮง เผย 4 ปัจจัยหนุนราคาทองปี 2569 จ่อทำสถิตใหม่ 76,200 บาท แนะ DCA ทุกเดือน วางกลยุทธ์ก่อนเข้าซื้อ ป้องกันความเสี่ยง

ฮั่วเซ่งเฮงมองแนวโน้มปี 69 ทองคำยังอยู่ในทิศทางขาขึ้น แม้อาจไม่ร้อนแรงเท่าปีที่ผ่านมา โดยได้รับแรงหนุนเชิงโครงสร้างทั้งด้านนโยบายการเงิน เงินทุนสถาบัน และบทบาทของผู้เล่นรายใหม่ในตลาด

 

ธนรัชต์ พสวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทฮั่วเซ่งเฮง เปิดเผยว่า ราคาทองคำในปี 2569 ยังคงมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นติดต่อกันเป็นปีที่ 4 แต่อาจไม่ได้ปรับตัวขึ้นร้อนแรง มากเหมือนปี 2568 ซึ่งเป็นปีที่ราคาทองคำโลกให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในรอบ 46 ปี โดยราคาทองโลกเมื่อต้นปีอยู่ที่ 2,632 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ ก่อนที่จะปรับขึ้นสู่ระดับ 3,000 ดอลลาร์ ในเดือนมีนาคม และเพียง 7 เดือนถัดมา ราคาพุ่งทะลุ 4,000 ดอลลาร์ ในเดือนตุลาคม ก่อนทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ (All-Time High) ในช่วงปลายปีที่ระดับ 4,531 ดอลลาร์ (เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 2568) ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า 70% ขณะที่ราคาทองคำภายในประเทศสร้างสถิติสูงสุดใหม่ที่ 67,400 บาทต่อบาททองคำ (เมื่อวันที่ 17 ต.ค. 2568) โดยปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 59%

 

“ปัจจัยหลักที่ผลักดันให้ราคาทองคำในปี 2568 พุ่งขึ้นอย่างร้อนแรง มาจากความไม่แน่นอนของนโยบาย ‘ทรัมป์ 2.0’ โดยเฉพาะแนวคิด การใช้มาตราการภาษีตอบโต้ ทางการค้าต่อประเทศคู่ค้าหลัก ซึ่งสร้างความกังวลต่อทิศทางเศรษฐกิจโลก เพิ่มความเสี่ยงของสงครามการค้ารอบใหม่ และทำให้ความผันผวนในตลาดการเงินทั่วโลกสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ภายใต้บรรยากาศที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน นักลงทุนจึงหันมาถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยเพื่อป้องกันความเสี่ยงทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และนโยบายที่คาดเดาได้ยาก

 

ขณะเดียวกัน ปี 2568 ยังเป็นปีที่เห็นแรงซื้อทองคำขนาดใหญ่จากผู้เล่น แทบทุกกลุ่มในตลาดพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนรายย่อยที่เข้าซื้อเพื่อป้องกันความเสี่ยงและเก็งกำไร เม็ดเงินมหาศาลจากกองทุน ETF ทองคำ หลังจากก่อนหน้านี้เงินไหลออกอย่างต่อเนื่องหลายปี รวมถึงธนาคารกลาง ทั่วโลกที่เร่งเพิ่มสัดส่วนทองคำในทุนสำรอง เพื่อลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์ แรงซื้อที่กระจายตัวและมีขนาดใหญ่เช่นนี้ ทำให้โครงสร้างอุปสงค์ทองคำ แข็งแกร่งกว่าทุกช่วงที่ผ่านมา และกลายเป็นแรงหนุนสำคัญที่ผลักดัน ให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรง จนทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์” ธนรัชต์ กล่าว

 

4 ปัจจัยหนุน ราคาทองขึ้นปี 2569

 

1. ประธานเฟดคนใหม่ หนุนดอกเบี้ยขาลง

 

ทรัมป์มีแผนจะประกาศชื่อประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) คนใหม่ในช่วงต้นปี 2569 โดยตัวเต็ง 3 คน ซึ่งอยู่ในรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกรอบสุดท้าย ได้แก่ เควิน แฮสเซตต์ ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติ, เควิน วอร์ช อดีตผู้ว่าการเฟดสายเหยี่ยว, คริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ ผู้ว่าการเฟดปัจจุบัน

 

ทั้งนี้ ตัวเต็งทุกคนล้วนแล้วแต่สนับสนุนนโยบายการลดดอกเบี้ยในเชิงรุก โดยเฉพาะวอลเลอร์ที่เคยส่งสัญญาณชัดเจนว่าควรลดดอกเบี้ยรวมราว 0.50-1.00% ขณะที่เควิน แฮสเซตต์ แม้ถูกมองว่าเป็นเต็งหนึ่ง แต่ก็อาจเผชิญแรงต้าน จากผู้ใกล้ชิดของทรัมป์

 

ไม่ว่าประธานเฟดคนใหม่จะเป็นใครก็ตาม ตลาดคาดว่าแนวนโยบาย การเงินของเฟด ภายใต้ประธานคนใหม่จะมีความผ่อนคลายมากกว่ายุคของ เจอโรม พาวเวล ซึ่งจะครบวาระในเดือนพฤษภาคม 2569 ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ มีแนวโน้มอยู่ในทิศทางขาลงต่อเนื่อง อย่างน้อยในช่วง 1–2 ปีข้างหน้า ขณะที่ธนาคารกลางของประเทศชั้นนำอื่น ๆ ส่วนใหญ่เริ่มยุติวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงแล้ว ยกเว้นธนาคารกลางอังกฤษ ทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยมีแนวโน้มแคบลง และเพิ่มแรงกดดันให้เงินดอลลาร์อ่อนค่า ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำ

 

2. เงินทุนไหลเข้ากองทุน ETF ทองคำ

 

ปี 2568 ถือเป็นปีที่กองทุน ETF ทองคำ กลับมาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของทองคำอีกครั้ง หลังจากที่เม็ดเงินไหลออกต่อเนื่องถึง 4 ปี โดยในช่วง 11 เดือนแรกของปี มีเม็ดเงินไหลเข้าสุทธิสูงถึง 712.6 ตัน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อทองคำในฐานะสินทรัพย์หลักของนักลงทุนสถาบัน และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่หนุนให้ราคาทองคำพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง

 

สำหรับปี 2569 คาดว่า กองทุน ETF ทองคำจะยังคงเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในตลาด เนื่องจากผู้จัดการกองทุนระดับโลกหลายรายแนะนำให้มีทองคำเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตการลงทุน ไม่ว่าจะเป็น James Dimon CEO ของ JPMorgan หรือ Mike Wilson CIO ของ Morgan Stanley

 

อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องจับตาความเสี่ยงที่อาจมีเม็ดเงินไหลออกเป็นระยะ จากการขายทำกำไรและการปรับพอร์ต หลังจากราคาทองคำปรับขึ้นมาแรง ซึ่งอาจทำให้ราคาผันผวนในบางช่วง

 

3. กระแสลดการพึ่งพาดอลลาร์ หนุนแรงซื้อจากธนาคารกลาง

 

ตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา การที่ธนาคารกลางทั่วโลกเข้าซื้อทองคำมากกว่า 1,000 ตันต่อปี ติดต่อกันถึง 3 ปี ทำให้ความต้องการทองคำจากภาคธนาคารกลาง เพิ่มขึ้นจนมีสัดส่วนราว 1 ใน 4 ของอุปสงค์ทองคำโลก และกลายเป็นแรงขับเคลื่อน สำคัญของราคาทองคำในช่วงที่ผ่านมา สำหรับปี 2568 แม้แรงซื้ออาจชะลอลงบ้าง โดยในช่วง 11 เดือนแรกมีการเข้าซื้อไปแล้ว 686 ตัน และคาดว่าปริมาณการซื้อ ตลอดทั้งปีอาจอยู่ที่ 850 ตัน ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่สูงมาก และสะท้อนให้เห็นว่า ธนาคารกลางยังคงเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดทองคำ

 

สำหรับแนวโน้มในปี 2569 คาดว่าธนาคารกลางหลายประเทศทั่วโลกจะยังคงเดินหน้าสะสมทองคำอย่างต่อเนื่อง แม้ราคาจะอยู่ในระดับสูงก็ตาม เช่น

 

  • ธนาคารกลางจีนที่เข้าซื้อทองคำติดต่อกันเป็นเดือนที่ 11
  • ธนาคารกลางโปแลนด์ที่ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนทองคำเป็น 30% ของทุนสำรอง
  • ธนาคารกลางเซอร์เบียมีแผนเพิ่มทองคำอย่างน้อย 100 ตัน ภายในปี 2573 ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ฯลฯ

 

ทั้งนี้ เนื่องจากหลายประเทศแสดงความกังวลต่อการด้อยค่าของสกุลเงินหลัก โดยเฉพาะดอลลาร์ ที่นับวันความน่าเชื่อถือลดน้อยลง จากการที่รัฐบาลสหรัฐฯ แทรกแซงการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในความโปร่งใสของข้อมูลทางเศรษฐกิจ ตลอดจนการพิมพ์ธนบัตรจำนวนมากเพื่อเพิ่มสภาพคล่องในระบบการเงิน

 

4. ผู้เล่นรายใหม่จากโลกดิจิทัล เสริมสร้างตลาดทองคำ

 

นอกจากนักลงทุนรายย่อย กองทุน ETF ทองคำ และธนาคารกลางทั่วโลกแล้ว ปีนี้ตลาดทองคำยังได้เห็น “ผู้เล่นรายใหม่” จากฝั่งสินทรัพย์ดิจิทัลเข้ามามีบทบาทมากขึ้น สะท้อนว่าทองคำไม่ได้เป็นเพียงสินทรัพย์ของโลกการเงินแบบดั้งเดิมเท่านั้น แต่กำลังถูกเชื่อมโยงเข้ากับโลกคริปโท และเงินดิจิทัลอย่างชัดเจน

 

โดยTether ผู้ออกสเตเบิลคอยน์รายใหญ่ของโลกอย่าง USDT และโทเคนทองคำ Tether Gold (XAUt) โดยในช่วงไตรมาส 3 เข้าซื้อทองคำมากถึง 26 ตัน ทำให้ปริมาณทองคำสำรองเพิ่มขึ้นเป็น 116 ตัน กลายเป็นหนึ่งในผู้ถือครองทองคำรายใหญ่ที่สุดนอกกลุ่มธนาคารกลาง และมีขนาดใกล้เคียงกับประเทศขนาดกลางอย่าง เกาหลีใต้ ฮังการี หรือกรีซ การเข้ามาของ Tether จึงช่วยขยายฐานผู้ซื้อทองคำ และเป็นอีกหนึ่งแรงหนุนเชิงโครงสร้างที่ทำให้ตลาดทองคำในรอบนี้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

 

ทั้งนี้ ธนรัชต์ ประเมินว่า “เป้าหมายราคาทองโลกปี 2569 ฮั่วเซ่งเฮงให้ไว้ที่ 4,770-5,200 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ ขณะที่ราคาทองภายในประเทศอยู่ที่ระดับ 70,000-76,200 บาทต่อบาททองคำ (คำนวณจากค่าเงินบาทที่ 31.00 บาทต่อดอลลาร์)”

 

กลยุทธ์การลงทุนทองคำ ปี 2569

 

สำหรับแผนการลงทุนระยะยาว ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ต้องมีในพอร์ตการลงทุนเพื่อป้องกันความผันผวนของตลาดและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและการเมือง แนะนำกลยุทธ์ทยอยสะสมแบบถัวเฉลี่ยต้นทุนหรือ DCA (Dollar-Cost Averaging) โดยอาจทยอยสะสมทุกเดือนในจำนวนเงินเท่า ๆ กันอย่างสม่ำเสมอ เพื่อถัวเฉลี่ยต้นทุน ทั้งเป็นการสร้างวินัยการออมและการลงทุน

 

ส่วนแผนการลงทุนระยะสั้น แม้ว่าปีหน้าราคาทองโลกยังคงเป็นขาขึ้น แต่การไล่ซื้อในช่วงที่ราคาสูง จะทำให้มี ความเสี่ยงสูงตามไปด้วย ดังนั้น หากนักลงทุนวางแผนและกำหนดกลยุทธ์ ตั้งแต่ก่อนเข้าซื้อ พร้อมกับรักษาวินัยการลงทุน จะเป็นการเพิ่มโอกาสในการทำกำไร

 

ภาพ: FOTOKITA/Shutterstock

The post ฮั่วเซ่งเฮง เผย 4 ปัจจัยหนุนราคาทองปี 2569 จ่อทำสถิตใหม่ 76,200 บาท แนะ DCA ทุกเดือน วางกลยุทธ์ก่อนเข้าซื้อ ป้องกันความเสี่ยง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทองคำจ่อทำนิวไฮปี 2026 สถาบันการเงินทั่วโลกคาดมีโอกาสแตะ 4,900 ดอลลาร์ หนุนแรงซื้อธนาคารกลาง – Fed เดินหน้าลดดอกเบี้ย https://thestandard.co/gold-new-high-2026-fed-rates/ Sun, 30 Nov 2025 06:32:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1149813 ทองคำจ่อทำนิวไฮ ปี 2026 สถาบันการเงินทั่วโลกคาดมีโอกาสแตะ 4,900 ดอลลาร์ หนุนแรงซื้อธนาคารกลาง - Fed เดินหน้าลดดอกเบี้ย

สถาบันการเงินชั้นนำหลายแห่งประเมินว่า ราคาทองคำมีแนวโน้ […]

The post ทองคำจ่อทำนิวไฮปี 2026 สถาบันการเงินทั่วโลกคาดมีโอกาสแตะ 4,900 ดอลลาร์ หนุนแรงซื้อธนาคารกลาง – Fed เดินหน้าลดดอกเบี้ย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทองคำจ่อทำนิวไฮ ปี 2026 สถาบันการเงินทั่วโลกคาดมีโอกาสแตะ 4,900 ดอลลาร์ หนุนแรงซื้อธนาคารกลาง - Fed เดินหน้าลดดอกเบี้ย

สถาบันการเงินชั้นนำหลายแห่งประเมินว่า ราคาทองคำมีแนวโน้มฟื้นตัวจากการปรับฐานครั้งล่าสุด และอาจทำสถิติสูงสุดใหม่ในปี 2026 โดยได้รับแรงหนุนจากทั้งการเข้าซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องของธนาคารกลางทั่วโลก และความคาดหวังว่า Fed จะเดินหน้าลดดอกเบี้ย ซึ่งช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ

 

ในช่วงเวลาเดียวกัน Deutsche Bank ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาเฉลี่ยทองคำในปี 2026 ขึ้นเป็น 4,450 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากเดิม 4,000 ดอลลาร์ พร้อมประเมินว่าราคาจะเคลื่อนไหวในกรอบ 3,950-4,950 ดอลลาร์ ตลอดทั้งปี

 

ไมเคิล ซูห์ นักวิเคราะห์ของธนาคาร กล่าวว่า กระแสเงินทุนเริ่มทรงตัว และสัญญาณเชิงเทคนิคชี้ว่าการปรับฐานด้านสถานะการลงทุนได้สิ้นสุดลงแล้ว ขณะที่ความต้องการทองคำที่เติบโตเร็วกว่าซัปพลายยังคงตอกย้ำแนวโน้มขาขึ้น สอดคล้องกับข้อมูลในไตรมาส 3 ซึ่งชี้ว่าธนาคารกลางทั่วโลกยังคงเดินหน้าซื้อทองคำอย่างต่อเนื่อง

 

แนวโน้มเชิงบวกดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางการฟื้นตัวของราคาทองคำที่ยังคงผันผวน หลังจากร่วงแรงเมื่อเดือนก่อนจากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 4,380 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนหน้านี้ราคาทองคำได้ปรับขึ้นจากแรงซื้อจำนวนมากของธนาคารกลาง ท่ามกลางความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพของค่าเงินดอลลาร์ในระยะยาว

 

ด้านจีน ซึ่งเป็นผู้ซื้อน้ำหนักสำคัญของตลาดโลก ได้ซื้อทองคำเพิ่มเป็นเดือนที่ 12 ติดต่อกันในเดือนตุลาคม ในปริมาณ 30,000 ออนซ์ ส่งผลให้ทองคำสำรองรวมอยู่ที่ 74.09 ล้านออนซ์ คิดเป็นมูลค่าราว 2.9 แสนล้านดอลลาร์

 

Goldman Sachs คาดว่าราคาทองคำจะปรับขึ้นเกือบ 20% แตะระดับ 4,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ภายในสิ้นปีหน้า โดย ดาน สตรอย์เวน หัวหน้าฝ่ายวิจัยสินค้าโภคภัณฑ์โลก ระบุว่า ปัจจัยหนุนที่ผลักดันราคาทองคำในปี 2025 จะเกิดขึ้นซ้ำอีกในปี 2026 ไม่ว่าจะเป็นการเข้าซื้อทองคำในระดับสูงของธนาคารกลางนับตั้งแต่กรณีอายัดสินทรัพย์ของรัสเซียในปี 2022 หรือแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ Fed ซึ่งช่วยลดต้นทุนโอกาสของการถือครองทองคำที่ไม่มีผลตอบแทน

 

นอกจากนี้ Fed ยังกลับมาดำเนินนโยบายลดดอกเบี้ยอีกครั้งตั้งแต่เดือนกันยายน และได้ลดไปแล้วสองครั้งในปีนี้ ขณะที่เครื่องมือ FedWatch ของ CME Group บ่งชี้ว่า ตลาดให้ความเป็นไปได้ต่อการลดดอกเบี้ยในการประชุมครั้งถัดไปมากกว่า 80%

 

อย่างไรก็ตาม ไมเคิล วิดเมอร์ หัวหน้าฝ่ายวิจัยของธนาคารกลาง ชี้ว่าแม้ก่อนหน้านี้ตลาดจะอยู่ในภาวะซื้อมากเกินไปจนเกิดแรงขายทำกำไร แต่ในเชิงประวัติศาสตร์ การย่อตัวลักษณะนี้มักเกิดขึ้นเพียงช่วงสั้น ๆ โดยการปรับขึ้นรอบนี้ไม่ได้ผิดปกติเมื่อเทียบกับรอบตลาดกระทิงของทองคำตั้งแต่ทศวรรษ 1970 พร้อมเสริมว่าการปรับฐานราว 10% ถือเป็นพฤติกรรมที่พบได้บ่อย และหลังจากนั้นราคามักกลับมาพุ่งแรงอีกครั้ง

 

อ้างอิง:

The post ทองคำจ่อทำนิวไฮปี 2026 สถาบันการเงินทั่วโลกคาดมีโอกาสแตะ 4,900 ดอลลาร์ หนุนแรงซื้อธนาคารกลาง – Fed เดินหน้าลดดอกเบี้ย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เหตุที่ทองคำยังเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ควรมองข้าม https://thestandard.co/why-you-should-still-invest-in-gold/ Thu, 20 Nov 2025 01:00:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1132032

ปี 2025 “ทองคำ” เป็นสินทรัพย์ที่มีการเคลื่อนไหวและเป็นท […]

The post เหตุที่ทองคำยังเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ควรมองข้าม appeared first on THE STANDARD.

]]>

ปี 2025 “ทองคำ” เป็นสินทรัพย์ที่มีการเคลื่อนไหวและเป็นที่จับตาตลอด ไม่ว่าจะเป็นการทำราคานิวไฮในปีนี้ และมีการปรับลดราคาลงในเวลาต่อมา ภายใต้ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและการเมืองโลก แม้หลายคนจะมองว่าราคาทองคำกำลังปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตาม ทองคำก็ยังคงเป็น “สินทรัพย์ปลอดภัย” ที่นักลงทุนยังไม่ควรมองข้ามไป

 

❔เพราะอะไรถึงยังไม่ควรมองข้ามทองคำ?

 

  • แนวโน้ม Fed จะลดดอกเบี้ยยังสูง

ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มสูงที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย ต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีดอกเบี้ยก็จะลดลงอย่างชัดเจน ทำให้ทองคำน่าดึงดูดใจในฐานะสินทรัพย์ลงทุนมากขึ้นตามไปด้วย ด้วยเหตุนี้ ราคาทองคำจึงมีแนวโน้มที่จะปรับตัวขึ้นในช่วงเริ่มต้นของวัฏจักรการลดดอกเบี้ย

 

  • ความเสี่ยงเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์

สัญญาณเศรษฐกิจที่เสี่ยงต่อภาวะเงินเฟ้อดื้อดึง การขาดดุลการคลังของหลายประเทศ และความตึงเครียดระหว่างประเทศ ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้นักลงทุนมองหาสินทรัพย์ที่ปลอดภัยกว่าเดิม ทองคำจึงได้รับบทบาทเป็น “ที่หลบภัย” ที่มั่นคงกว่าพันธบัตรหรือสกุลเงินหลักในหลายจังหวะ

 

  • ธนาคารกลางซื้อทองต่อเนื่อง

การที่ธนาคารกลางหลายประเทศยังคงสะสมทองคำ ไม่ใช่เพียงเพื่อเก็งกำไร แต่เพื่อเสริมความมั่นคงของทุนสำรองระยะยาว สะท้อนความเชื่อมั่นว่าทองคำยังเป็นสินทรัพย์ที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบการเงินโลก ดีมานด์จากกลุ่มนี้ช่วยพยุงราคาทองอย่างมีนัยสำคัญ

 

  • ทองคำช่วยลดความเสี่ยงรวมของพอร์ตลงทุน

ทองคำมักเคลื่อนไหวในทิศทางสวนกับตลาดหุ้น ทำให้มีบทบาทชัดเจนในฐานะสินทรัพย์ที่ช่วยกระจายความเสี่ยง เมื่อหุ้นเกิดแรงขายหรือเศรษฐกิจชะลอ ทองคำมักปรับตัวในทิศทางตรงกันข้าม ช่วยลดความผันผวนของพอร์ตโดยรวมได้ดี

 

  • จัดสรรทอง 5-10% ในพอร์ต

ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากแนะนำว่า การถือทองไว้ราว 5–10% ของพอร์ตเป็นระดับที่ช่วยสร้างสมดุล รับมือกับภาวะดอกเบี้ยผันผวน ความเสี่ยงเศรษฐกิจ และความไม่แน่นอนเชิงภูมิรัฐศาสตร์ได้ดี โดยไม่ต้องเพิ่มภาระการถือสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งมากเกินไป

 

  • อุปทานทองคำที่จำกัด

กำลังการผลิตทองคำจากเหมืองทั่วโลกยังเพิ่มขึ้นอย่างเชื่องช้า สถานการณ์เช่นนี้ส่งผลให้อุปสงค์มีมากกว่าอุปทานอย่างชัดเจน และเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ขับเคลื่อนราคาทองคำ

 

ทั้งนี้ UOB คาดการณ์ว่าราคาทองคำมีแนวโน้มพุ่งแตะ 4,300 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ภายในไตรมาส 3 ปี 2026 (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2025) โดยมีเงื่อนไขว่าแนวโน้มเศรษฐกิจและนโยบายการเงินโลกยังคงดำเนินไปในทิศทางปัจจุบัน

 

โอกาสของนักลงทุนไทยอยู่ตรงไหน?

 

1. สินทรัพย์ปลอดภัยในพอร์ต การมีทองคำ 5-10% ในพอร์ตลงทุนช่วยกระจายความเสี่ยงและลดความผันผวนของพอร์ตโดยรวมได้ดี โดยเฉพาะช่วงตลาดหุ้นและเศรษฐกิจไม่ดี

 

2. เข้าถึงทองคำได้ง่ายขึ้นกว่าที่เคย ผ่าน “กองทุนทองคำ” ที่อ้างอิงราคาทองคำโลก ไม่ต้องซื้อทองคำแท่งจริง ใช้เงินน้อย ไม่มีความเสี่ยงจัดเก็บ ซื้อขายผ่านธนาคารหรือ บลจ.ได้ทันที

 

3. ป้องกันความผันผวนของค่าเงินบาท การลงทุนในกองทุนทองคำสามารถป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้ ซึ่งเหมาะกับนักลงทุนไทยที่ต้องการลดผลกระทบจากค่าเงินบาทที่ผันผวน

 

4. ลงทุนได้ทั้งสั้นและยาว ทองคำเหมาะทั้งเก็งกำไรและลงทุนระยะยาว เช่น วางแผนเกษียณ เพราะรักษามูลค่าเงินได้ดีกว่าสินทรัพย์อื่น

 

UOB Solutions

 

สำหรับนักลงทุนที่ต้องการเข้าถึงทองคำโดยไม่ต้องยุ่งยากกับการซื้อขายจริง UOB มีทางเลือกการลงทุนที่ครอบคลุมทั้งในและต่างประเทศ

 

💰กองทุนในประเทศ (Onshore Fund)

 

UOBSG-H (กองทุนเปิด ยูโอบี สมาร์ท โกลด์ ฟันด์ H)

ลงทุนใน SPDR Gold Trust ซึ่งเป็นกองทุนทองคำที่ถือทองคำแท่งจริงและซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ จุดเด่นคือมีการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (Hedging) เพื่อช่วยลดความผันผวนจากค่าเงินบาท

 

💰กองทุนต่างประเทศ (Offshore Fund)

 

Pictet Physical Gold Fund

กองทุนที่ลงทุนในทองคำแท่งขนาด 400 ออนซ์ ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลในตลาดโลก มีความบริสุทธิ์ 99.5% ขึ้นไป หรือทองคำแท่งน้ำหนัก 1 กิโลกรัม ที่มีความบริสุทธิ์ 99.9% ขึ้นไป

 

💰กองทุนลดหย่อนภาษี (Retirement Fund)

 

UOBGRMF-H (กองทุนเปิด ยูโอบี โกลด์ เพื่อการเลี้ยงชีพ H)

เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการวางแผนเกษียณพร้อมได้รับสิทธิลดหย่อนภาษี โดยยังคงได้ประโยชน์จากการเคลื่อนไหวของราคาทองคำในตลาดโลก

 

สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมกับ UOB หรือติดต่อที่ปรึกษาทางการเงิน (Client Advisor) ของ UOB Privilege Banking โทร. 0 2081 0999 หรือคลิก www.uob.co.th/privilegebanking

 

คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน

 

The post เหตุที่ทองคำยังเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ควรมองข้าม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฮั่วเซ่งเฮง แนะจับตาผลกระทบเศรษฐกิจสหรัฐฯ หลังชัตดาวน์ยุติ หวั่น GDP ร่วง-หนี้สาธารณะพุ่ง ชี้ AI กระทบตลาดแรงงาน หนุนทองคำมีโอกาสทดสอบ 67,000 บาท https://thestandard.co/gold-forecast-us-debt-crisis/ Tue, 18 Nov 2025 05:23:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1144460 ฮั่วเซ่งเฮง แนะจับตาผลกระทบเศรษฐกิจสหรัฐฯ หลังชัตดาวน์ยุติ หวั่น GDP ร่วง-หนี้สาธารณะพุ่ง ชี้ AI กระทบตลาดแรงงาน หนุนทองคำมีโอกาสทดสอบ 67,000 บาท

ฮั่วเซ่งเฮง ชี้รัฐบาลสหรัฐฯ ยุติชัตดาวน์ ไม่ได้แปลว่าวิ […]

The post ฮั่วเซ่งเฮง แนะจับตาผลกระทบเศรษฐกิจสหรัฐฯ หลังชัตดาวน์ยุติ หวั่น GDP ร่วง-หนี้สาธารณะพุ่ง ชี้ AI กระทบตลาดแรงงาน หนุนทองคำมีโอกาสทดสอบ 67,000 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฮั่วเซ่งเฮง แนะจับตาผลกระทบเศรษฐกิจสหรัฐฯ หลังชัตดาวน์ยุติ หวั่น GDP ร่วง-หนี้สาธารณะพุ่ง ชี้ AI กระทบตลาดแรงงาน หนุนทองคำมีโอกาสทดสอบ 67,000 บาท

ฮั่วเซ่งเฮง ชี้รัฐบาลสหรัฐฯ ยุติชัตดาวน์ ไม่ได้แปลว่าวิกฤตจบ หวั่นผลกระทบทางเศรษฐกิจตามมา ทั้ง GDP ที่อาจหดตัวลง และหนี้สาธารณะที่ยังน่าเป็นห่วง พร้อมจับตาความไม่แน่นอนของข้อมูลเศรษฐกิจที่อาจกระทบต่อการตัดสินใจลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และสัญญาณการปลดพนักงานครั้งใหญ่จาก AI ที่เริ่มชัดเจนขึ้น แนะนำนักลงทุนจับตาปัจจัยเหล่านี้อย่างใกล้ชิด หากตัวเลขเศรษฐกิจไม่ดี อาจดันราคาทองคำพุ่งไปแตะจุดสูงสุดเดิมที่ 4,381 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ หรือประมาณ 67,000 บาทต่อบาททองคำ

 

ธนรัชต์ พสวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทฮั่วเซ่งเฮง เปิดเผยถึงสถานการณ์ราคาทองคำและผลกระทบทางเศรษฐกิจหลังยุติการปิดหน่วยงานรัฐบาลกลางสหรัฐฯ (Government Shutdown) ว่า แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ลงนามในร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราวเมื่อค่ำวันพุธที่ 12 พ.ย. 68 (ตามเวลาท้องถิ่นของสหรัฐฯ) เพื่อยุติภาวะชัตดาวน์ที่ยาวนานกว่า 43 วัน แต่ผลกระทบระยะสั้นและระยะกลางต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ รวมถึงราคาทองคำ ยังเป็นปัจจัยที่นักลงทุนต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

 

เขากล่าวว่า การยุติการชัตดาวน์ครั้งนี้เป็นเพียงการแก้ปัญหาระยะสั้นเท่านั้น เนื่องจากงบประมาณชั่วคราวครอบคลุมเพียง 3 ใน 12 ส่วนที่สภาคองเกรสต้องอนุมัติ และมีกำหนดจะสิ้นสุดในวันที่ 30 ม.ค. 69 ซึ่งหมายความว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะชัตดาวน์ขึ้นอีกครั้ง หากสภาคองเกรสยังไม่สามารถอนุมัติงบประมาณส่วนที่เหลือได้

 

ชี้ผลกระทบ หลังชัตดาวน์ ‘GDP หดตัว – หนี้พุ่ง’

 

เขากล่าวว่า ปัจจัยหลักที่ยังสนับสนุนให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้สหรัฐฯ จะกลับมาเปิดทำการ คือผลกระทบทางเศรษฐกิจ (Economic Aftereffects) ที่ตามมา โดยสำนักงานงบประมาณรัฐสภา (CBO) ประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้นว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศที่แท้จริง (Real GDP) จะลดลง 7 พันล้านดอลลาร์ ในกรณีที่ปิดหน่วยงานสี่สัปดาห์ และเพิ่มเป็น 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ เมื่อปิดหน่วยงานนาน 42 วัน

 

“นอกจากนี้ ตัวเลขขาดดุลประจำปีงบประมาณ 2025 ที่ CBO ประเมินไว้สูงถึง 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ เป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญ ซึ่งสะท้อนแนวโน้มว่าหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ อาจเพิ่มขึ้นในระดับใกล้เคียงกัน จากระดับปัจจุบันที่ทะลุ 38 ล้านล้านดอลลาร์ ความเสี่ยงทางการคลังและหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นนี้เป็นปัจจัยบวกสำคัญต่อราคาทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย” ธนรัชต์ กล่าว

 

ความไม่แน่นอนของ Fed และแรงสั่นสะเทือนจาก AI

 

สำหรับความกังวลเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ธนรัชต์ กล่าวว่า การชัตดาวน์ทำให้การเผยแพร่ข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญบางส่วน เช่น รายงานการจ้างงานและดัชนีราคาผู้บริโภคประจำเดือนตุลาคม อาจมีความล่าช้าหรือไม่ถูกเผยแพร่ ซึ่งจะทำให้เกิดความไม่แน่นอนว่า Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธันวาคมนี้หรือไม่

 

“ความไม่แน่นอนของข้อมูลและภาวะเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัว ทำให้โพลสำรวจ CME FedWatch Tool ปรับลดคาดการณ์การลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมเหลือเพียง 43.6% ซึ่งลดลงอย่างมากจากเดิมที่ 88.2% ในเดือนก่อน และปรับเพิ่มคาดการณ์การคงดอกเบี้ยเป็น 56.4%” (ข้อมูล ณ วันที่ 17 พ.ย. 68)

 

ที่น่าสนใจคือ ข้อมูลที่มีอยู่บ่งชี้ว่าตลาดแรงงานกำลังเผชิญแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่จาก ‘คลื่นเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)’ โดยในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา มีการปลดพนักงานกว่า 153,000 ตำแหน่ง ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 20 ปี และยอดผู้ถูกเลิกจ้างสะสมตลอดทั้งปีทะลุ 1 ล้านราย ซึ่งสถานการณ์นี้สะท้อนถึงแรงกดดันทางเศรษฐกิจและความเปราะบางในตลาดแรงงานอย่างชัดเจน

 

คาดทองคำ จ่อทดสอบ ‘67,000 บาท’ อีกครั้ง

 

ฮั่วเซ่งเฮง ประเมินแนวโน้มราคาทองคำระยะสั้นว่า ยังคงต้องติดตามการแถลงการณ์ของประธาน Fed เกี่ยวกับมุมมองการปรับลดอัตราดอกเบี้ย และตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่คาดว่าจะเริ่มกลับมาเผยแพร่ได้ตามปกติ ซึ่งหากผลออกมาไม่ดี ก็อาจส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นไปทดสอบใกล้จุดสูงสุดเดิมที่ 4,381 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ หรือประมาณ 67,000 บาท (คำนวณจากค่าเงินบาท 32.30 บาท)

 

“ในทางกลับกัน หากตัวเลขเศรษฐกิจออกมาดีกว่าที่คาด ก็ต้องระวังแรงเทขายทำกำไรที่อาจเกิดขึ้นได้เช่นกัน โดยจุดที่น่าสะสมระยะกลางยังอยู่ที่บริเวณ 3,870 – 3,900 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ หรือราคาทองคำแท่งประมาณบาทละ 59,100 – 59,600 บาท (คำนวณจากค่าเงินบาท 32.30 บาท) นักลงทุนจึงควรติดตามข่าวสารเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิดและบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม” ธนรัชต์ กล่าวสรุป

 

จีนเพิ่มทองคำสำรองอีก 15 ตันในเดือนกันยายน

 

จีนได้เพิ่มทองคำเข้าทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ (forex reserves) ราว 15 ตัน ในเดือนกันยายน ขณะที่ธนาคารกลางทั่วโลกเร่งซื้อทองคำมากขึ้นหลังผ่านช่วงซบเซาตามฤดูกาลในช่วงฤดูร้อน ตามรายงานของ Goldman Sachs Group

 

นักวิเคราะห์ของ Goldman Sachs รวมถึง Lina Thomas ประเมินว่า ธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองคำรวม 64 ตันในเดือนกันยายน โดยเพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่า จาก 21 ตันในเดือนสิงหาคม Goldman ยังระบุว่าการเข้าซื้อมีแนวโน้มดำเนินต่อไปในเดือนพฤศจิกายน

 

การเข้าซื้อทองคำของธนาคารกลางเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ราคาทองคำพุ่งแรงในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งราคาทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์เหนือ 4,380 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในเดือนตุลาคม ก่อนจะอ่อนแรงลงในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา

 

นักวิเคราะห์ระบุว่า “เรายังคงเห็นการสะสมทองคำในระดับสูงจากธนาคารกลางทั่วโลกในฐานะแนวโน้มระยะยาว หลายปี เนื่องจากต้องการกระจายความเสี่ยงของทุนสำรองเพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนทางการเงิน”

 

นอกจากนี้ Goldman ยังคงคาดการณ์ว่าธนาคารกลางจะซื้อทองคำเฉลี่ย 80 ตันต่อเดือน ตั้งแต่ไตรมาส 4 จนถึงปี 2026 และประเมินว่า ราคาทองคำจะขึ้นแตะ 4,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ภายในสิ้นปีหน้า โดยได้แรงหนุนจากการซื้อทองคำต่อเนื่องของธนาคารกลาง และกระแสเงินลงทุนจากภาคเอกชน ภายใต้นโยบายการเงินผ่อนคลายของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed)

 

ทั้งนี้ ราคาทองคำปรับตัวลงในวันจันทร์ที่ผ่านมา เนื่องจากความคาดหวังที่ลดลงว่า Fed จะปรับลดดอกเบี้ยในเดือนหน้ากดดันสินทรัพย์ที่หลบภัย (safe-haven) อย่างทองคำ ราคาทองคำสปอตอยู่ที่ประมาณ 4,045 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ลดลง 1.05% ณ เวลา 05.40 น.ของวันที่ 18 พฤศจิกายน หลังจากที่เคยปรับขึ้นทะลุระดับ 4,100 ดอลลาร์ ในช่วงสั้นๆ ในขณะเดียวกัน ดัชนีดอลลาร์สหรัฐขยับขึ้นเล็กน้อย ทำให้ทองคำมีราคาแพงขึ้นสำหรับผู้ถือสกุลเงินอื่น

 

นักลงทุนยังคงรอความชัดเจนเกี่ยวกับแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ หลังจากการยุติภาวะชัตดาวน์ของรัฐบาลสหรัฐที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งทำให้การเผยแพร่ข้อมูลเศรษฐกิจทางการต้องล่าช้าออกไป
ขณะนี้ เจ้าหน้าที่เฟดจำนวนมากยังคงส่งสัญญาณเชิงเข้มงวด (hawkish) ต่อการลดดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธันวาคม ซึ่งหากมีการลดดอกเบี้ยจริง ก็จะช่วยหนุนความน่าสนใจของทองคำ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีดอกผล

 

ข้อมูลจากเครื่องมือ CME FedWatch ระบุว่า เทรดเดอร์กำลังกำหนดความเป็นไปได้ของการลดดอกเบี้ย 0.25% ในเดือนธันวาคมไว้ที่ 45% ลดลงจากมากกว่า 60% เมื่อสัปดาห์ก่อน

 

David Meger ผู้อำนวยการฝ่ายซื้อขายโลหะจาก High Ridge Futures กล่าวว่า “ตลาดกำลังแกว่งตัวแบบผันผวนก่อนการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจจำนวนมาก หลังจากรัฐบาลสหรัฐกลับมาเปิดทำการอีกครั้ง” เขาเสริมว่า “ตอนนี้ตลาดคาดหวังการลดดอกเบี้ยน้อยลง ซึ่งทำให้มุมมองบวกต่อทองคำลดลงไปด้วย”

 

อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำยังปรับตัวขึ้นมากกว่า 55% ตั้งแต่ต้นปี มุ่งสู่การทำผลงานรายปีดีที่สุดนับตั้งแต่ปี 1979 ท่ามกลางความต้องการสินทรัพย์ที่หลบภัย ที่เพิ่มขึ้นและการเข้าซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องจากธนาคารกลางทั่วโลก

 

ภาพ: e-crow/Getty Images

 

อ้างอิง:

The post ฮั่วเซ่งเฮง แนะจับตาผลกระทบเศรษฐกิจสหรัฐฯ หลังชัตดาวน์ยุติ หวั่น GDP ร่วง-หนี้สาธารณะพุ่ง ชี้ AI กระทบตลาดแรงงาน หนุนทองคำมีโอกาสทดสอบ 67,000 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>