สินจัย เปล่งพานิช Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/สินจัย-เปล่งพานิช/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 12 Oct 2026 03:13:55 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 รักแห่งสยาม The Musical เตรียมเปิดม่านการแสดง 11-25 ธ.ค. นี้ ณ เมืองไทยรัชดาลัย เธียเตอร์ https://thestandard.co/rak-haeng-siam-musical/ Mon, 12 Oct 2026 03:13:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1267500 ภาพโปรโมตละครเวที รักแห่งสยาม The Musical

หลังจากที่ GMMTV เผยว่าพวกเขาจะนำหนังรักในตำนานอย่าง รั […]

The post รักแห่งสยาม The Musical เตรียมเปิดม่านการแสดง 11-25 ธ.ค. นี้ ณ เมืองไทยรัชดาลัย เธียเตอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโปรโมตละครเวที รักแห่งสยาม The Musical

หลังจากที่ GMMTV เผยว่าพวกเขาจะนำหนังรักในตำนานอย่าง รักแห่งสยาม มาทำเป็นละครเวที ตอนนี้ก็มีการประกาศอย่างเป็นทางการแล้วว่าพวกเขาเตรียมเปิดม่านการแสดง ‘รักแห่งสยาม The Musical’ ณ เมืองไทยรัชดาลัย เธียเตอร์ ในวันที่ 11-25 ธันวาคมนี้ และจะเตรียมเปิดขายบัตรในวันที่ 25 ตุลาคม ทางเว็บไซต์ไทยทิคเก็ตเมเจอร์

 

โดยบัตรเข้าชมจะมีหลากหลายราคา ได้แก่ 4,900 / 4,200 / 3,900 / 3,500 / 3,000 / 2,900 / 2,500 / 2,000 และ 1,500 บาท ซึ่งแฟนๆ สามารถเลือกซื้อบัตรได้ทางเว็บไซต์ไทยทิคเก็ตในวันที่ 25 ตุลาคม และสามารถซื้อในช่องทางอื่นๆ ของไทยทิคเก็ตเมเจอร์ได้ในวันที่ 26 ตุลาคมเป็นต้นไป

 

สำหรับมิวสิคัล ‘รักแห่งสยาม The Musical’ ดัดแปลงมาจากภาพยนตร์ในชื่อเดียวกันของผู้กำกับ มะเดี่ยว-ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล แต่ในเวอร์ชันของปีนี้จะถูกนำมาดัดแปลงและเล่าเรื่องในมิติที่แตกต่างออกไป โดยมีนักแสดงรุ่นใหม่อย่าง เจมีไนน์ นรวิชญ์ และโฟร์ท ณัฐวรรธน์ มารับบทเป็น โต้งและมิว พร้อมด้วยทัพนักแสดงอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น นก สินจัย, กบ ทรงสิทธิ์, เอมี่ ทสร, ป๋อมแป๋ม นิติ, บอนนี่ ภัทราภัสร์, มุก ชญาดา, ดวงดาว จารุจินดา, สตางค์ กิตติภพ, เซฟ ไซสวัสดิ์, หลุยส์ ธณวิน, ต้อ ภควัต และข้าวกล้า วรรธน์ธนิน ผ่านฝีมือการกำกับการแสดงโดย ออฟ นพณัช งานนี้เรียกได้ว่าจัดเต็มอย่างแน่นอน แฟนๆ รอติดตามกันได้เลย

 

ภาพ: GMMTV

The post รักแห่งสยาม The Musical เตรียมเปิดม่านการแสดง 11-25 ธ.ค. นี้ ณ เมืองไทยรัชดาลัย เธียเตอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจมีไนน์-โฟร์ท ส่งซีรีส์เรื่องล่าสุด ‘Ticket To Heaven’ เริ่มตอนแรก 30 พ.ค. นี้ https://thestandard.co/gemini-fourth-ticket-heaven/ Mon, 18 May 2026 04:48:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1208383 เจมีไนน์ และ โฟร์ท สองนักแสดงนำจากซีรีส์เรื่อง Ticket To Heaven

สิ้นสุดการรอคอยสำหรับ Ticket To Heaven เด็กชายไม่ไปสวรร […]

The post เจมีไนน์-โฟร์ท ส่งซีรีส์เรื่องล่าสุด ‘Ticket To Heaven’ เริ่มตอนแรก 30 พ.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจมีไนน์ และ โฟร์ท สองนักแสดงนำจากซีรีส์เรื่อง Ticket To Heaven

สิ้นสุดการรอคอยสำหรับ Ticket To Heaven เด็กชายไม่ไปสวรรค์ ซีรีส์เรื่องล่าสุดของ เจมีไนน์ นรวิชญ์ และ โฟร์ท ณัฐวรรธน์ ที่เพิ่งปล่อย Official Trailer เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคมที่ผ่านมา พร้อมปักวันออกอากาศ 30 พฤษภาคมนี้

 

โดยซีรีส์เรื่องนี้บอกเล่าเรื่องราวของ แทนรัก (โฟร์ท ณัฐวรรธน์) เด็กหนุ่มผู้เคร่งครัดในศาสนาและมุ่งมั่นสู่เส้นทางนักบวชเพื่อพบพ่อแม่บนสวรรค์ ต้องเผชิญกับบททดสอบหัวใจครั้งใหญ่เมื่อได้พบกับ บาร์ธ (เจมีไนน์ นรวิชญ์) เพื่อนใหม่ผู้มีบาดแผลลึกในใจ ท่ามกลางกฎเหล็กของโรงเรียน ความผูกพันที่เกินกว่าเพื่อนกลับงอกเงยขึ้น เมื่อความศรัทธาปะทะกับความรู้สึกต้องห้าม แทนรักจึงต้องเลือกระหว่างทางเดินสู่พระเจ้าหรือความรัก หนทางใดคือสวรรค์ที่แท้จริง

 

โปรเจกต์นี้เป็นผลงานจากผู้กำกับมากฝีมือ อ๊อฟ นพณัช ที่ร่วมเขียนบทโดย เบส กิตติศักดิ์ ซึ่งเจ้าตัวได้เผยถึงการเขียนบทในซีรีส์เรื่องนี้ว่าในตอนแรกเขาตั้งใจจะเลิกเขียนบทแล้ว แต่เมื่อถูกชวนให้ลองเขียนเกี่ยวกับซีรีส์ Boys’ Love ที่เชื่อมโยงกับความเชื่อเขาเลยปฏิเสธไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าชีวิตนี้จะมีโอกาสถ่ายทอดเรื่องนี้สู่สังคมอีกเมื่อไร

 

ซึ่งนอกจากนักแสดงนำทั้งสองแล้ว ยังเสริมทัพด้วยนักแสดงอีกคับคั่ง อาทิ อชิ พีระกานต์, อั๋น ชัยพร, ไบร์ท รพีพงศ์, นก สินจัย, ต้อม พลวัฒน์ และนักแสดงอีกมากมายที่จะมาถ่ายทอดเรื่องราวความรักและความเชื่อในซีรีส์เรื่องนี้ พร้อมเปิดให้ชมรอบพรีเมียร์ Ticket To Heaven The Premiere ในวันที่ 30 พฤษภาคมนี้ ณ ICONSIAM HALL

 

สำหรับ เจมีไนน์ นรวิชญ์ และ โฟร์ท ณัฐวรรธน์ เป็นศิลปินและนักแสดงภายใต้สังกัด GMMTV ที่ฝากผลงานซีรีส์สร้างชื่อร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็น แฟนผมเป็นประธานนักเรียน, พระจันทร์มันไก่ และ เขียนรักด้วยยางลบ ซึ่งนอกจากนี้พวกเขาต่างมีผลงานเดี่ยวของตัวเองอีกมากมายก่อนที่จะโคจรมาพบกันอีกครั้งใน Ticket To Heaven เด็กชายไม่ไปสวรรค์ สามารถรับชมได้ทุกวันเสาร์ เวลา 20:30 น. ทางช่อง GMM25 และรับชมย้อนหลังที่แรกได้ทาง Viu เริ่มตอนแรก 30 พฤษภาคมนี้

 

ภาพ: Tickettoheaven / X

 

อ้างอิง: https://x.com/GMMTV/status/2055936612002074820?s=20

The post เจมีไนน์-โฟร์ท ส่งซีรีส์เรื่องล่าสุด ‘Ticket To Heaven’ เริ่มตอนแรก 30 พ.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ใหม่ ดาวิกา นำทีมนักแสดงประชันฝีมือใน INHERIT โปรเจกต์ใหม่จาก GDH https://thestandard.co/davika-hoorne-inherit-gdh-movie/ Wed, 11 Feb 2026 08:32:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1177387 ใหม่ ดาวิกา, ใบปอ ธิติยา และ นก สินจัย พร้อมด้วย โต้ง บรรจง และทีมงานในพิธีเปิดกล้องภาพยนตร์ INHERIT จาก GDH

เปิดกล้องอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับ INHERIT ชื่ออย่างไม่ […]

The post ใหม่ ดาวิกา นำทีมนักแสดงประชันฝีมือใน INHERIT โปรเจกต์ใหม่จาก GDH appeared first on THE STANDARD.

]]>
ใหม่ ดาวิกา, ใบปอ ธิติยา และ นก สินจัย พร้อมด้วย โต้ง บรรจง และทีมงานในพิธีเปิดกล้องภาพยนตร์ INHERIT จาก GDH

เปิดกล้องอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับ INHERIT ชื่ออย่างไม่เป็นทางการของภาพยนตร์โปรเจกต์ใหม่จาก GDH นำแสดงโดย ใหม่ ดาวิกา, ใบปอ ธิติยา และนก สินจัย ภาพยนตร์ที่ดัดแปลงจากบทประพันธ์สุดคลาสสิก ทายาทอสูร ซึ่งเปิดกล้องไปเมื่อช่วงเช้าวันนี้ (11 กุมภาพันธ์ 2026)

 

โดย INHERIT เป็นโปรเจกต์จากความร่วมมือของ GDH และ TOFU FILMS ที่รับหน้าที่โปรดิวซ์และกำกับโดย โต้ง บรรจง ร่วมกับ ตั้ม วีรชัย ทั้งยังร่วมเขียนบทภาพยนตร์โดย โต้ง บรรจง, เวฟ ธรรมสถิตย์ และเต๋อ ฉันทวิชช์ พร้อมเปิดเผยแคสต์นักแสดงที่มาร่วมประชันฝีมืออย่างคับคั่ง อาทิ ใหม่ ดาวิกา, ใบปอ ธิติยา, นก สินจัย, จุ๋ย วรัทยา, มาร์ค ภาคิน, ไทย ชญานนท์ และนักแสดงมากความสามารถอีกมากมาย

 

สำหรับโปรเจกต์ INHERIT เป็นการดัดแปลงจากบทประพันธ์ ทายาทอสูร ของ ตรี อภิรุม (เทพ ชุมสาย ณ อยุธยา) ที่พูดถึงเรื่องราวสยองขวัญ ไสยศาสตร์ระดับตำนาน โดยก่อนหน้านี้เคยถูกสร้างเป็นละครโทรทัศน์มาแล้วถึง 3 ครั้ง ซึ่งในเวอร์ชันปี 2001 ยังนำแสดงโดย นก สินจัย อีกด้วย ทำให้การกลับมาครั้งนี้ ถือเป็นการกลับมาร่วมแสดงในเรื่องนี้อีกครั้ง พร้อมประชันฝีมือกับนักแสดงอีกมากมาย ติดตามชมทายาทคนต่อไปได้เร็วๆ นี้

 

ภาพ: GDH

 

อ้างอิง: https://x.com/gdh559/status/2021479356585886068?s=20

The post ใหม่ ดาวิกา นำทีมนักแสดงประชันฝีมือใน INHERIT โปรเจกต์ใหม่จาก GDH appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ล่า’ อีกหนึ่งบทเรียนการข่มขืนในละครไทย คนดูได้อะไรบ้าง https://thestandard.co/rape-in-thai-drama/ https://thestandard.co/rape-in-thai-drama/#respond Mon, 18 Dec 2017 12:00:07 +0000 https://thestandard.co/?p=56141

  มีละครหลายเรื่องที่ ‘น่าดู’ แต่ละครเรื่อง ‘ล่า’ […]

The post ‘ล่า’ อีกหนึ่งบทเรียนการข่มขืนในละครไทย คนดูได้อะไรบ้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>

 

มีละครหลายเรื่องที่ ‘น่าดู’ แต่ละครเรื่อง ‘ล่า’ ทางช่อง one อยู่ในจุดของละครที่ ‘ต้องดู’ ที่สุดในเวลานี้ ซึ่งต้องขอสดุดีทีมงานที่ตีความละครให้เข้ากับยุคสมัยได้เฉียบคมมาก โดยไม่เพียงเป็นละคร ‘สะท้อนสังคม’ แต่ทำหน้าที่ ‘วิพากษ์สังคม’ ตั้งแต่การปะทะกันระหว่าง ‘ข่มขืน = ประหาร’ กับ ‘สิทธิมนุษยชน’ ยาเสพติด, ความรุนแรงในครอบครัว, การสร้างภาพออกสื่อ, Social Bullying, การทำงานของสื่อที่ทำอะไรก็ได้เพื่อให้ได้ข่าวที่ดราม่าที่สุดโดยไม่สนใจความปลอดภัยของเหยื่อ, ช่องโหว่ของกระบวนการยุติธรรม, สังคมหน้าไหว้หลังหลอกในที่ทำงาน, การส่งไลน์ผิดกรุ๊ป ยันวิพากษ์ระบบระบายน้ำในกรุงเทพ ฯลฯ ต้องปรบมือให้กับทีมเขียนบทที่จับเอาประเด็นสังคมยุคนี้มาใส่ในละครได้อย่างแนบเนียน ไม่ยัดเยียด และไม่ดูพยายามเกินไป ปรบมือ!

 

และต้องขออุทิศพื้นที่ต่อจากนี้สดุดีให้กับทีมนักแสดง ‘ทุกคน’ ที่ทำหน้าที่ได้ดีมาก ตัวละครทุกตัวมีมิติ มีจิตวิญญาณ มีเหตุผลรองรับการกระทำ หมิว-ลลิตา ปัญโญภาส ในบท ‘มธุสร’ ที่ให้การแสดงระดับมาสเตอร์พีซที่ควรค่าแก่การคารวะและฉีกไปอีกทางจากเวอร์ชัน นก-สินจัย เปล่งพานิช (เอาว่าแค่ฉากในศาลหลังเล่าเรื่องข่มขืน ไม่ต้องมีคำพูดอะไร แค่ก้มหน้าแล้วน้ำตาพี่หมิวไหลลงมา การแสดงอันทรงพลังของพี่หมิวก็ทำเรามองข้ามวิกทรงพี่โหน่ง วสันต์ไปได้แล้ว) น่าเชื่อว่าเวทีประกาศรางวัลปีหน้าพี่หมิวจะต้องเดินสายรับรางวัลแน่นอน เช่นเดียวกับ น้องเซียงเซียง ในบท ‘ผึ้ง’ ลูกสาวของมธุสร ที่ให้การแสดงที่อบอุ่น น่าทะนุถนอม แต่พอถึงฉากที่พ่อแม่ทะเลาะกันก็สะท้อนความรู้สึกของลูกที่โลกครอบครัวสุขสันต์ของเด็กคนหนึ่งพังทลายต่อหน้าได้ดี ยิ่งพอละครดำเนินถึงจุดเปลี่ยนของเรื่องที่ผึ้งโดนข่มขืน น้องก็ทำให้เรารู้สึกว่านี่คือเด็กที่น่าสงสารที่สุด

 

เต๋า-สมชาย เข็มกลัด ก็อีกคน อย่าว่าแต่ฉากข่มขืนเลย แค่พี่ยืนนิ่งๆ แล้วมองมา พี่ก็แผ่รังสีอำมหิตจนคนดูตัวลีบยกมือไหว้ร้องขอชีวิตแล้ว และขอให้ดูฉากที่พี่เต๋าโดนปืนจ่อหัว พี่เต๋าทำให้เรารู้ว่าคนที่กล้าบ้าบิ่นที่สุดเวลากลัวตายเป็นอย่างไร เจค-ศตวรรษ ดุลยวิจิตร ก็สร้างความเป็นมนุษย์ที่โคตรน่าขยะแขยงให้กับตัวละครจนเรารู้สึกเกลียด พี่เต๋าและพี่เจคควรได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงนักแสดงชายสมทบและไปไกลถึงการได้รับรางวัล และที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ บุ๋ม-รัญญา ศิยานนท์ ที่ทำให้ตัวละครเพื่อนนางเอกที่ส่วนใหญ่มักจะแบน ไม่มีบทบาทอะไรมาก กลายเป็นตัวละครที่มีเลือดเนื้อ สัมผัสได้ถึงความรักเพื่อนสุดหัวใจ คำพูดหลายคำของตัวละครนี้ทำหน้าที่พูดแทนคนดูที่พูดกับไปยังมธุสรอยู่เสมอ จนเรารู้สึกว่าในชีวิตหนึ่งก็อยากมีเพื่อนแบบนี้นี่แหละ  

 

 

ยังไม่รวมการถ่ายทำที่มุมกล้องดีเหลือเกิน มีการใช้กล้อง GoPro ในการทำให้มุมภาพสามารถเล่าเรื่องได้ทรงพลังกว่าเดิม ไปจนถึงการดำเนินเรื่องที่ไม่ย้วย ทุกอย่างมีเหตุผลรองรับ บทพูดทุกคำมีความหมาย และมีผลต่อการดำเนินเรื่องทั้งหมด ไม่ใช่สักแต่ว่าพูด

 

นี่เป็นละครที่ต้องขีดเส้นใต้อีกหลายครั้งว่า ‘ต้องดู’ และ ‘ต้องดู’!!!

 

ละครเรื่อง ล่า อาจไม่ใช่ละครเรื่องแรกที่มีฉากการข่มขืน แต่ละครบ้านเราทั้งในอดีตและปัจจุบันมีการข่มขืนตัวละครอยู่ในเนื้อเรื่อง ทั้งที่เรารู้ว่ามันคือการข่มขืน หรือที่เราอาจจะคิดไม่ถึงว่านี่คืออีกหนึ่งรูปแบบของการข่มขืน

 

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การข่มขืนที่เกิดขึ้นในละครไทยกำลังบอกอะไรเราอยู่ผ่านเลนส์ของเฟมินิสต์ ความรุนแรงเชิงอำนาจ บทบาทสื่อ ไปจนถึงการขับเคลื่อนทางสังคม

 

 

ข่มขืน = เลิฟซีน

หลายครั้งละครเรียกฉากข่มขืนเสียโรแมนติกเชียวว่า ‘ฉากเลิฟซีน’ และฉากข่มขืนที่เรียกว่าฉากเลิฟซีนนี้เองกลายเป็นฉากที่คนรอดู

 

สวรรค์เบี่ยง, จำเลยรัก, แรงเงา, ร้อยเล่ห์เสน่ห์ร้าย ฯลฯ ละครคลาสสิกเหล่านี้ พระเอกใช้การข่มขืนนางเอกเพื่อการ ‘กำราบ’ นางเอกทั้งสิ้น เช่น

 

‘แรงเงา’ วีกิจหลงรักมุตตา แต่มุตตาดูไม่ไยดีกับเขาเท่าไร ก็เลยจัดการปล้ำซะ พอปล้ำแล้วมุตตา (ซึ่งจริงๆ คือมุนินทร์) ก็พบว่าตัวเองก็มีเยื่อใยหวั่นไหวกับวีกิจอยู่ ตอนจบก็รักกัน เออ! ดี!

 

‘สวรรค์เบี่ยง’ คาวีมีความแค้นครอบครัวนาริน เลยหาทางทำร้ายนางเอกตลอดเวลา ขณะเดียวกัน อยู่กับนางเอกไปก็หวั่นไหวในความดีงามของเธอ แต่พอเห็นผู้ชายคนอื่นเข้ามาใกล้นางเอกก็โกรธ ลักพาตัวซะ จับนางเอกโยนลงทะเลก็แล้ว จับมัดให้ตากฝนก็ทำจ้า! แล้วลากมาข่มขืน ข่มขืนเสร็จ ตื่นมา อ้าว! นางเอกตัวร้อน คาวีเลยช่วยเช็ดตัวให้ ตอนจบก็รักกันตามระเบียบจ้า!

 

‘จำเลยรัก’ หฤษฏิ์จับตัวโศรยามาด้วยความแค้น เพราะนึกว่าโศรยาคือคนที่ทำให้น้องชายเสียชีวิต หฤษฏิ์ทรมานโศรยาสารพัด และเธอก็ยอมแต่โดยดี จนมาถึงคืนที่หฤษฏิ์ข่มขืนโศรยา และตอนจบก็รักกันตามระเบียบเช่นเคย

 

ส่วน ‘ร้อยเล่ห์เสน่ห์ร้าย’…อย่าไปสนเนื้อเรื่องเลย เอาว่าพระเอกก็แก้แค้นนางเอก ลักพาตัวแล้วข่มขืนนางเอก สุดท้ายรักกันอีกนั่นแหละ

 

 

ข้อสังเกตคือละครที่มีเส้นเรื่องพระเอกข่มขืนนางเอกแบบนี้จะยังคงถูกรีเมกอยู่เรื่อยๆ เรตติ้งพุ่งกระฉูด ดึงดูดให้นักแสดงเบอร์ต้นๆ ของวงการอยากมารับบทนี้ เอาว่าใครเล่นก็ดังแน่นอน ฉากข่มขืนมีคนดูแล้วจิกหมอนฟินตาม ในหนังสือพิมพ์มีข่าวประชาสัมพันธ์ละครให้เห็นเบื้องหลังการถ่ายทำฉาก ‘เลิฟซีน’ นี้เพื่อให้คนดูรอติดตาม

 

ละครแบบนี้กำลังทำให้การข่มขืนกลายเป็นความโรแมนติก ทำให้เห็นว่าสุดท้ายผู้หญิงที่ถูกข่มขืนยังไงก็รักผู้ชายที่ข่มขืนอยู่ดี และทุกเรื่องนางเอกจะไม่มีทางสู้เมื่อพระเอกข่มขืน แต่ฉากถัดมานางเอกจะนอนหลับพริ้มอยู่ข้างพระเอกอย่างปลอดภัย ไม่มีนางเอกคนไหนแจ้งความเอาเรื่อง ไม่มีนางเอกคนไหนรีบไปโรงพยาบาลเพื่อเก็บหลักฐาน ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ นางเอกทุกคนยังคงใช้ชีวิตแบบที่ปล่อยให้พระเอกเข้ามาในชีวิตได้ตลอดเวลา

 

สิ่งที่น่าคิดคือ ทำไมเราถึง ‘ฟิน’ กับการที่พระเอกข่มขืนนางเอก แต่ดันขยะแขยงข่าวข่มขืน เป็นไปได้หรือเปล่าว่า การข่มขืนในละครแบบนี้ทำให้เป็นเรื่องโรแมนติกที่สุดท้ายพระเอกกับนางเอกก็จะรักกัน ภาพการข่มขืนในละครนั้นคนที่ข่มขืนเป็นพระเอกสุดหล่อ ซึ่งเราจินตนาการว่าอยากได้ใกล้ชิดแนบกายกับพระเอกแบบนี้ นอกจากหล่อแล้วพระเอกยังดันรวยอีก ถึงยอมรับได้ แต่ข่าวข่มขืนในหน้าหนังสือพิมพ์ที่เรารังเกียจมักเป็นข่าวข่มขืนของคนในชนชั้นแรงงานที่ดูสถานภาพทางสังคมด้อยกว่า เป็นโจร เป็นอดีตนักโทษ เป็นแก๊งค้ายาเสพติด ฯลฯ ทำให้เรารังเกียจ

 

มองในมุมนี้ การข่มขืนจึงไม่พัวพันเพียงแค่การละเมิดทางเพศ แต่ยังกินความไปถึงเรื่องชนชั้นทางสังคมด้วย กล่าวคือ ถ้าคนรวยหรือหล่อข่มขืนก็ไม่ผิด แต่ถ้าเป็นชนชั้นแรงงานข่มขืนถึงจะน่ารังเกียจ

 

ถ้าการข่มขืนคือสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นใครทำ หล่อ รวย จน สถานะทางสังคมเป็นอย่างไร การข่มขืนก็คือสิ่งที่ผิดมหันต์ แต่การข่มขืนในละครที่พระเอกข่มขืนนางเอกแล้วรักกันแบบนี้ น่าจะทำให้เราตั้งคำถามขึ้นมา

 

 

สามีข่มขืนภรรยาไม่ผิด?

‘คู่กรรม’ น่าจะเป็นตัวอย่างคลาสสิกของกรณีสามีข่มขืนภรรยาที่ผู้คนติดตามดูมากที่สุด เมื่อโกโบริและอังศุมาลินแต่งงานกันด้วยเหตุผลทางการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โกโบริไม่เคยล่วงเกินอังศุมาลินเลย เพราะรู้ว่าอังศุมาลินไม่ได้รัก และยังมีวนัสอยู่เต็มหัวใจ จนคืนหนึ่งที่โกโบริเมามาก บวกกับความน้อยใจในความเฉยชาของอังศุมาลิน โกโบริเลยขืนใจอังศุมาลินซะ และสุดท้ายอย่างที่เรารู้กัน อังศุมาลินก็มาค้นพบในตอนท้ายว่าเธอรักโกโบริ

 

โกโบริยังคงเป็นพระเอกในฝันของใครหลายคนอยู่ แม้ในความเป็นจริงเขาคือคนที่ข่มขืนภรรยา แม้ละครจะพยายามหาเหตุผลมารองรับว่าโกโบริเมา และทำไปเพราะรักก็ตาม

 

ละครเรื่อง เสน่หา Diary ตอน ‘บ่วงเสน่หา’ ทางช่อง one ซึ่งออกอากาศในปี 2560 ที่นุ่น-ศิรพันธ์ วัฒนจินดา กับ กัปตัน-ภูธเนศ หงษ์มานพ แสดงนำก็เช่นกัน ในเรื่องภีมและมินตราแต่งงานกัน แต่ภีมเป็นเกย์ที่มีคนรักอยู่แล้ว ต่อมาภีมเกิดความหึงหวงและกลัวว่าการหย่ากับมินตราจะทำลายภาพลักษณ์ของเขา ภีมเลยข่มขืนและทำร้ายมินตรา พร้อมวาทะ “ผมเป็นสามีของคุณ ผมจะทำอะไรคุณก็ได้”

 

สิ่งที่เหมือนกันของละครที่สามีข่มขืนภรรยาคือ ภรรยาอยู่ในสถานะที่ไม่มีทางสู้ ตั้งแต่ไม่สามารถปฏิเสธการร่วมเพศได้ เพราะด้วยกำลังของผู้ชาย ด้วยการต้องพึ่งพิงด้านการเงินของผู้ชายอยู่ หรือการคำนึงถึงสถานะทางสังคมว่าจะถูกมองอย่างไรหากเกิดการหย่าขึ้น จนต้องยอมก้มหน้ายอมรับชะตากรรมไป

 

ในขณะที่ความเป็นจริง การข่มขืนภรรยาเป็นสิ่งผิดทั้งทางศีลธรรมและกฎหมาย แต่ละครยังคงฉายภาพสามีข่มขืนภรรยาได้อยู่ และภรรยายังคงต้อง ‘ยอมรับ’ การข่มขืนจากผู้ชายที่เธอแต่งงานต่อไป

 

 

ผู้หญิงด้วยกัน ‘ข่มขืน’ กันเอง

Club Friday To Be Continued ตอน เพื่อนรักเพื่อนร้าย ทางช่อง GMM 25 ซึ่งมีสายป่าน-อภิญญา สกุลเจริญสุข กับกิ๊บซี่-วนิดา เติมธนาภรณ์ แสดงนำ เป็นละครเรต ‘ท’ หรือทั่วไป ซึ่งมีแกนหลักของเรื่องเป็นความขัดแย้งของเพื่อนผู้หญิงสองคน ซึ่งนอกจากจะมีความรุนแรงทำร้ายร่างกายระหว่างผู้ชาย-ผู้หญิง และผู้หญิง-ผู้หญิง ทั้งตบตี เอาหน้าแนบกับท่อไอเสียรถจักรยานยนต์และอีกสารพัดวิธี แต่ที่พีกที่สุดคือการที่ตัวละครหญิงนำกลุ่มนักเลงผู้ชายไปรุมข่มขืนตัวละครหญิงอีกคน

 

ความรุนแรงดังกล่าวส่งผลให้มีการร้องเรียนไปยัง กสทช. แต่กว่า กสทช. จะทำอะไรละครก็จบไปสองเดือนแล้ว (เร็วดีแท้…) โดยสิ่งที่ กสทช. ลงโทษคือตักเตือนให้ บริษัท จีเอ็มเอ็ม แชนแนล จำกัด ในฐานะผู้รับใบอนุญาตช่องดิจิทัลทีวี ช่อง GMM 25 ควรปรับเปลี่ยนการจัดระดับความเหมาะสมของละครจาก ‘ท’ รายการที่เหมาะสำหรับผู้ชมทุกวัย เป็น ‘น18’ รายการที่เหมาะกับผู้ชมอายุ 18 ปี ผู้ชมที่อายุน้อยกว่า 18 ปีควรได้รับคำแนะนำ และหากจะนำละครมารีรันซ้ำ ให้ตัดฉากที่ไม่เหมาะสมออกด้วย

 

สรุปคือ กสทช. กำลังบอกว่า “ถ้าจะรีรันซ้ำเนี่ยนะก็ไปปรับเรตใหม่จาก ท เป็น น18 เนอะ ส่วนฉากไหนไม่เหมาะสมที่เขาด่าๆ กันก็ตัดออกไปหน่อยแล้วกัน ไปแล้วค่ะ บาย!” — จบข่าว! บ๊ะ! แค่เนี้ยะ!

 

ดีจังเลยจ้า!

 

‘เพื่อนรักเพื่อนร้าย’ ไม่ใช่ละครเรื่องเดียวที่ตัวละครหญิงใช้ข่มขืนในการทำร้ายผู้หญิงด้วยกัน ‘แรงเงา’ ซึ่งจะกี่เวอร์ชันก็โคตรดังก็เช่นกัน เมื่อนพนภา ภรรยาหลวง ส่งผู้ชายไปทำร้ายและข่มขืนมุตตาเนื่องจากแค้นที่มุตตามาพัวพันกับสามีของเธอ และเมื่อมุนินทร์ แฝดคนพี่กลับมาในคราบมุตตา ที่ฉาก ‘ตบหลวงหน้ากระทรวง’ นพนภาก็ยังขู่ว่า “คราวที่แล้วฉันส่งคนไปจัดการแค่คนเดียว มันคงจะไม่พอใช่ไหม ฉันน่าจะส่งคนไปสักสิบคน!”

 

จะเห็นได้ว่า ความน่ากลัวของการข่มขืนไม่เพียงเป็นการที่ผู้ชายทำร้ายผู้หญิง แต่ละครยังทำให้ผู้หญิงใช้การข่มขืนเป็นการทำลายผู้หญิงด้วยกัน โดยที่ผู้หญิงเองก็รู้ว่าการข่มขืนมีพลังทำลายล้างผู้หญิงด้วยกันเองสูงที่สุด แต่ก็ยังใช้การข่มขืนทำลายผู้หญิงอยู่ ผู้หญิงจึงไม่เพียงเป็นเหยื่อของผู้ชาย แต่ยังเป็นเหยื่อของผู้หญิงด้วยกันเองอีกด้วย

 

 

‘ข่มขืน’ เพื่อสะท้อน / วิพากษ์สังคม

ละครเรื่อง ‘ล่า’ น่าจะเป็นละครเรื่องเดียวหรือไม่กี่เรื่องที่ใช้การข่มขืนเป็นจุดพลิกผันของเรื่อง ที่ขยี้ให้ตัวละครต้องลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง

 

ในเวอร์ชัน พ.ศ. 2534 นั้น ฉากข่มขืนเกิดขึ้นโดยที่กลุ่ม 7 ทรชน ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับมธุสรและลูกมาก่อน หลังจากนั้น ละครค่อยพาเราไปสำรวจที่มาที่ไปของ 7 ทรชนทีละคนว่ามูลเหตุอะไรทำให้แต่ละคนถึงได้เลวและนำไปสู่การข่มขืนได้แบบนี้ ตั้งแต่การขาดความอบอุ่นในครอบครัว ถูกทิ้งไว้ตั้งแต่เด็ก การอยู่ในสังคมที่ส่งเสริมการเอาเปรียบผู้หญิง ฯลฯ ในขณะเดียวกัน ในเวอร์ชันดังกล่าว สภาพแวดล้อมของชุมชนที่มธุสรไปอยู่นั้นดูสุ่มเสี่ยงมาก คือเป็นบ้านหลังเดียวในที่ร้างปราศจากผู้คน เปลี่ยวยิ่งกว่าเวอร์ชันปัจจุบัน เอาว่าแค่เห็นสภาพบ้าน ไม่ต้องเห็นสภาพแวดล้อมอื่นๆ ก็น่ากลัวแล้ว

 

ในขณะที่เวอร์ชัน พ.ศ. 2560 นี้ ทีมเขียนบทสร้างเหตุผลมูลเหตุจูงใจของการข่มขืนด้วยการให้มธุสรและลูกไปพัวพันกับคดียาเสพติดในฐานะพยาน และเมื่อบวกกับการทำงานของสื่อมวลชนที่ไม่ได้คำนึงถึงความปลอดภัยของพยานเลยแม้แต่น้อย ส่งผลให้เกิดการตามล่ากลุ่ม 7 ทรชนซึ่งอยู่ในแก๊งยาเสพติดขึ้น ทำให้กลุ่ม 7 ทรชนนี้โกรธแค้นและเป็นฝ่ายตามล่ามธุสรกับลูกก่อน เช่นเดียวกับ สามีเก่าของมธุสรที่เป็นฝ่ายตามล่ามธุสรด้วยการประจานและหาเรื่องเดือดร้อนมาให้ไม่หยุดหย่อนแม้จะหย่ากันไปแล้วก็ตาม ทำให้ละครไม่เพียงแต่เป็นการตามล่าของมธุสร แต่ทำให้เห็นว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเริ่มต้นจากการที่ฝ่ายตัวร้ายตามล่ามธุสรกับลูกก่อน อย่างไรก็ตาม จะพบว่า ที่อยู่อาศัยในเวอร์ชันนี้ แม้จะอยู่ในชุมชนแออัด แต่ก็ให้ความรู้สึกเหมือนชุมชนทั่วไปที่เหมือนจะมีคนอยู่เยอะ น่าจะปลอดภัย แต่จริงๆ แล้วมีอันตรายอยู่ตลอดเวลา

 

และยิ่งดูมธุสรและลูกก็คือผู้หญิงธรรมดาๆ คนหนึ่งแบบที่เราจะพบเห็นได้ทั่วไป อาจเป็นคนใกล้ตัวเราด้วยซ้ำ แต่คนธรรมดาๆ แบบนี้ก็กลายเป็นเหยื่อภัยคุกคามทางเพศได้เช่นกัน ไม่เกี่ยวกับวาทกรรมว่า ผู้หญิงแต่งตัวโป๊ทำให้เสี่ยงต่อการถูกข่มขืน เพราะถ้าเราคิดว่าผู้หญิงที่แต่งตัวโป๊เท่านั้นที่เสี่ยงต่อการถูกข่มขืน แปลว่าเรายอมรับความคิดว่างั้นถ้าผู้หญิงคนไหนแต่งตัวโป๊ก็แสดงว่าข่มขืนได้ไม่ผิด ซึ่งที่จริงแล้ว ต่อให้เธอจะแต่งตัวโป๊หรือไม่โป๊ การข่มขืนก็ผิดในทุกกรณี ไม่เกี่ยวกับการแต่งตัว

 

เช่นเดียวกัน สภาพแวดล้อมที่ก่อให้เกิดการข่มขืนนั้น ไม่เกี่ยวว่าจะเป็นที่เปลี่ยว เป็นบ้านร้าง หรือเป็นชุมชนที่คนอยู่เยอะ อันตรายก็เกิดขึ้นได้เสมอ มูลเหตุจูงใจของการข่มขืนเป็นได้ทั้งการแค่อยากทำร้าย การควบคุมความกำหนัดไม่ได้ และตั้งใจใช้การช่มขืนเพื่อจุดประสงค์บางอย่างเช่นกัน

 

 

อีกประเด็นที่ละครทำให้เห็นและทำได้น่าสะเทือนใจมากคือ เหยื่อที่ถูกข่มขืนนั้นไม่เพียงแต่ถูกข่มขืนทางร่างกาย แต่ยังถูกข่มขืนทางจิตใจซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วย เรียกว่า ถูกข่มขืนซ้ำตั้งแต่การชี้ตัวพยาน การเล่าให้ศาลและคนที่อยู่ในศาลฟังถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น การถูกสื่อมวลชนและโซเชียลมีเดียนำไปขยายต่อ ไปจนถึงการต้องจมอยู่กับเหตุการณ์ที่เลวร้ายนี้อยู่ตลอดเวลา สิ่งเหล่านี้ล้วนคือสิ่งที่เหยื่อต้องเจอทั้งหมด

 

ความแตกต่างของสองเวอร์ชันเรื่องหนึ่งคือการแคสติ้ง 7 ทรชน ความน่ากลัวของเวอร์ชันก่อนคือ ใน 7 คนนั้นคละกันทั้งคนที่ดูหน้าก็รู้ว่าน่ากลัวเลยกับคนที่ดูธรรมด๊าธรรมดา แต่ก็สามารถลุกขึ้นมาเป็นอาชญากรได้ ในขณะที่แคสติ้งในเวอร์ชันนี้ เอาว่า 7 คนนี้เดินมาในซอย ดูหน้าเราก็กลัวแล้วเพราะรู้ว่าเลวแน่นอน เพราะพวกเขาแสดงดีจริงๆ แถมสร้างลักษณะภายนอกให้ดูรู้ว่าเลวโดยไม่ต้องบอก รังสีอำมหิตแผ่ไปทั่วจอขนาดนี้ ดูแล้วรู้ว่าต้องระวัง ในแง่นี้ โดยส่วนตัวเราคิดว่า เวอร์ชันก่อนทำได้ดีในแง่ความสมจริง มันน่ากลัวมากที่คนธรรมดาที่เราจะไม่นึกระวังแต่ที่แท้เป็นอาชญากรได้ ซึ่งอันนี้ถ้าเราไปดูการให้ปากคำของเหยื่อที่ถูกข่มขืน จะเห็นว่าอาชญากรหลายคนไม่ได้มีโหงวเฮ้งแบบตัวร้ายเลย เป็นคนธรรมดา ธรรมดาจนเราคิดไม่ถึง

 

สิ่งที่เวอร์ชันนี้เพิ่มเติมเข้ามาและเราน่าจะได้เห็นมากขึ้นในตอนต่อๆ ไป คือการวิพากษ์ประเด็น ‘ข่มขืน = ประหาร’ ซึ่งมีทั้งกลุ่มที่คิดว่าการประหารจะทำให้ปัญหาการข่มขืนลดลง และมีกลุ่มที่ชี้ให้เห็นว่าปัญหาที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การประหารหรือไม่ แต่คือการบังคับใช้กฎหมายที่ใช้ได้ไม่เต็มที่ต่างหาก ไปจนถึงมีความเห็นว่าหากโทษคือการประหาร คนที่ตกอยู่ในอันตรายที่สุดคือเหยื่อ เพราะอาจถูกฆ่าเพื่อปิดปากก็ได้ นั่นก็เป็นนานาทัศนะที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบัน และเราอาจได้เห็นในละครเวอร์ชันนี้

 

ละครเรื่อง ‘ล่า’ ทำให้ประเด็นการข่มขืนเป็นที่พูดถึงในวงกว้าง หากดูในบริบทด้านเวลาของละครเวอร์ชันปี พ.ศ. 2534 ผ่านเวลามา 26 ปี การข่มขืนก็ยังคงเกิดขึ้นและทวีความรุนแรงจนน่าเป็นห่วง ทั้งการข่มขืนที่เป็นข่าวและการข่มขืนที่เหยื่อไม่สามารถออกมาดำเนินคดีได้ ยิ่งถ้าดูบริบทของยุคที่ Social Movement ที่สำคัญที่สุดของโลกปัจจุบันนี้คือ #Metoo ซึ่งคือการที่เหยื่อที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศทั้งชายและหญิงลุกขึ้นมาผนึกกำลังกันออกมาเคลื่อนไหวทางกระบวนการยุติธรรมต่อสู้กับอาชญากร ขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมาย ไปจนถึงการปลุกพลังให้กับเหยื่อด้วยกันเองให้ตระหนักถึงคุณค่าในตัวเอง ดำรงชีวิตต่อไปอย่างสง่างาม และออกมาร่วมกันต่อสู้เพื่อลดปัญหานี้ให้ได้  ซึ่งสร้างแรงกระเพื่อมสู่การเปลี่ยนแปลงไปทั่วโลกตั้งแต่วงการฮอลลีวูดยันรัฐสภาบางประเทศ ถ้าละครเรื่องนี้จะทำให้เกิด Social Movement แบบ ‘Me too’ ขึ้นในประเทศไทยได้

 

เรามีละครเรื่องนี้เป็นวัตถุดิบชั้นดีแล้ว มันไม่ควรเป็นเพียงแค่ความบันเทิงที่ผ่านมาแล้วผ่านไป

 

 

การข่มขืนที่ยังไม่ถูกพูดถึงในละคร

การข่มขืนเกิดขึ้นได้กับทุกเพศ ผู้ชายเองก็ถูกข่มขืนได้ทั้งจากผู้หญิงหรือผู้ชาย ข้อสังเกตคือ ยังไม่มีการพูดถึงผู้ชายที่ถูกข่มขืนในละครเท่าไร ทั้งที่จริง มันคือสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคม และอาจจะถูกพูดถึงน้อยกว่าการที่ผู้หญิงถูกข่มขืนด้วยซ้ำ ทั้งในมิติของผู้ชายถูกข่มขืนโดยผู้ชาย และผู้ชายถูกข่มขืนโดยผู้หญิง (มันเกิดขึ้นได้นะคุณ) เท่าที่เคยเห็น ตัวละครเกย์ยังคงถูกใช้ในฐานะตัวตลก หรือใช้การข่มขืนเป็นเรื่องตลกอยู่

 

ลองคิดเล่นๆ ว่า ถ้าจะมีละครสักเรื่องที่ตัวเอกเป็นผู้ชายซึ่งถูกข่มขืนและลุกขึ้นมาต่อสู้ได้แบบเรื่อง ‘ล่า’ และทำให้เกิดการถกเถียงเรื่องผู้ชายในฐานะเหยื่อทารุณทางเพศ ก็คงจะเป็นประโยชน์และเข้ากับบริบทในปัจจุบันไม่น้อย

 

ไปจนถึงจะเป็นไปได้ไหมที่นักแสดงออกมาประกาศปฏิเสธบทพระเอกนางเอกที่ใช้การข่มขืน มีค่ายละครหรือสถานีไหนที่ออกมาประกาศว่าเราจะทำละครที่ไม่ใช้ความรุนแรงทางเพศแบบเดิมอีก

 

นี่แหละ ‘Me too’ จะเป็น Social Movement ที่แท้ทรู

The post ‘ล่า’ อีกหนึ่งบทเรียนการข่มขืนในละครไทย คนดูได้อะไรบ้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/rape-in-thai-drama/feed/ 0
‘ความพยาบาทเป็นของหวาน’ ทำความรู้จัก ‘ล่า’ ละครระดับตำนานจากปลายปากกา ทมยันตี https://thestandard.co/effects-and-aftermath-of-rape/ https://thestandard.co/effects-and-aftermath-of-rape/#respond Wed, 13 Dec 2017 07:00:57 +0000 https://thestandard.co/?p=14678

  ที่มาของเรื่องนี้ว่ากันว่า เมื่อปี 2517 ทมยันตีไ […]

The post ‘ความพยาบาทเป็นของหวาน’ ทำความรู้จัก ‘ล่า’ ละครระดับตำนานจากปลายปากกา ทมยันตี appeared first on THE STANDARD.

]]>

 

ที่มาของเรื่องนี้ว่ากันว่า เมื่อปี 2517 ทมยันตีได้ไปพบเด็กหญิงคนหนึ่งวัย 13-14 ปี ที่โรงพยาบาล เด็กคนนั้นไม่รับรู้เรื่องราวอะไร มีเพียงรอยยิ้มและดวงตาใสซื่อบริสุทธิ์ เมื่อสอบถามญาติก็ได้ความว่า เด็กหญิงถูกคนร้ายในละแวกบ้านข่มขืนอย่างทารุณ จากนั้นจึงกลายเป็นคนบ้า

 

“ล่า” คือละครตีแผ่มุมมืดของสังคมไทยที่หลายคนยังคงติดตากับความเครียด หดหู่ แม้จะผ่านมา 23 ปีแล้วก็ตาม

 

ทำไมต้อง ‘ล่า’ ?

คอวรรณกรรม หรือคนที่อายุ 30 ขึ้นไปอาจจะคุ้นเคยกันดีกับ ล่า แต่สำหรับคนไม่เข้าข่ายนั้นคงสงสัยอยู่บ้างว่าทำไมละครเรื่องหนึ่งจึงกลายเป็นประเด็นตั้งแต่ยังไม่ทันออนแอร์

 

ถ้าจะให้บอกคงเป็นเพราะ ล่า ไม่ใช่ละครทั่วไปที่จบด้วยความแฮปปี้เอ็นดิ้งของพระ-นาง และไม่ใช่ละครที่แปะยี่ห้อ ‘สะท้อนสังคม’ ไว้เพื่อเป็นข้ออ้างในการนำเสนอฉากแรงๆ เพื่อเรียกเรตติ้ง   

 

ล่า ว่าถึงเรื่องราวของสองแม่ลูกที่ใช้ชีวิตอยู่ในสลัม จนกระทั่งวันหนึ่งพวกเธอเข้าไปพัวพันกับแก๊งนักเลง 7 คนจนพวกนั้นถูกจับ การแก้แค้นของพวกมันคือการดักฉุดเธอและลูกไปข่มขืน เหตุการณ์นั้นทำให้ลูกสาวของเธอเสียสติ เมื่อเข้ารับการผ่าตัดเพื่อรักษาก็กลับกลายเป็นคนไร้ความรู้สึก ไร้ความทรงจำ ส่วนกลุ่มนักเลงที่ติดคุกแค่ไม่กี่ปีก็ออกมาเพราะผู้มีอิทธิพลคุ้มหัว สุดท้ายคนเป็นแม่เลยต้องตั้งตนเป็นศาลเตี้ยหาทางล่าทรชนเหล่านั้นเอง ให้สมกับประโยคสำคัญของเรื่องที่ว่า ‘ความพยาบาทเป็นของหวาน’  

 

     

นวนิยายแนวดราม่าเรื่องนี้ ประพันธ์โดย ทมยันตี หรือคุณหญิงวิมล ศิริไพบูลย์  ซึ่งความที่เนื้อหาพูดถึงหญิงสาวที่ถูกข่มเหงทำร้ายแล้วลุกมาล้างแค้น ทำให้หลายคนอดนึกถึง I Spit on Your Grave หนังอันโด่งดังของผู้กำกับ มีเออร์ ซาร์ชี (Meir Zarchi) เมื่อปี 1978 ที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกันไม่ได้ ซึ่งทมยันตีก็เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า

 

“ตอนเขียนดิฉันอยู่เมืองไทย เชิด ทรงศรี อยู่เมืองนอก เขากลับมาก็บอกว่ามีหนังเรื่องหนึ่งคล้ายเรื่อง ล่า มาก ชื่อเรื่อง I Spit on Your Grave ดิฉันถามว่าเคยเป็นนิยายไหม เขาบอกไม่เคย เป็นหนังเลย ก็แปลก ทำไมละม้ายกัน เราก็เออๆ ออกมาจากไหนก็ช่างมัน เราจะเขียนนวนิยายของเรา ถ้าเหมือนกันก็ช่างเขา”

 

     

อย่างไรก็ตาม จริงๆ แล้วที่มาของเรื่องนี้ว่ากันว่า เมื่อปี 2517 ทมยันตีได้ไปพบเด็กหญิงวัย 13-14 ปีคนหนึ่งที่โรงพยาบาล เด็กคนนั้นไม่รับรู้เรื่องราวอะไร มีเพียงรอยยิ้มและดวงตาใสซื่อบริสุทธิ์ เมื่อสอบถามญาติก็ได้ความว่า เด็กหญิงถูกคนร้ายในละแวกบ้านข่มขืนอย่างทารุณ จากนั้นจึงกลายเป็นคนบ้า อารมณ์ร้าย ตกใจ หวาดกลัว และหวีดร้องเมื่อเจอผู้ชาย แม้กระทั่งกับหมอที่รักษา เจอทีไรก็มักจะวิ่งไปซ่อนตัวในมุมมืด ในที่สุดหมอจึงตัดเส้นประสาทส่วนความจำของเด็กคนนั้นเพื่อขจัดความกลัว

 

ฟังแล้วนักเขียนดังสะเทือนใจ จึงเขียนเป็นนวนิยายสะท้อนความรู้สึกของผู้เป็นแม่ว่าเป็นอย่างไรหากลูกโดนเช่นนั้น โดยตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารลลนา ของสุวรรณี สุคนธา เมื่อปี 2519 และถูกสร้างเป็นหนังเมื่อปี 2520 นำแสดงโดย อรัญญา นามวงศ์, สมบัติ เมทะนี, ลลนา สุลาวัลย์  

การแสดงของนก สินจัย เป็นที่กล่าวขวัญมาก เพราะเธอทำการบ้านหนักจนเข้าถึงตัวละครได้เป็นอย่างดี ถึงขนาดว่าเมื่อแสดงเสร็จก็ไม่สามารถสลัดคาแรกเตอร์นี้ออกได้ ต้องให้แม่ชีเทศน์เพื่อให้หลุดจากตัวละคร

Photo: th.13322.com

 

‘ล่า’ รางวัล

แม้จะถูกสร้างเป็นหนังในเวอร์ชันแรก แต่ ล่า ที่ตราตรึงแฟนๆ คงเป็นฉบับละครเมื่อปี 2537 ซึ่งเอ็กแซ็กท์หยิบมาทำ โดยได้นก-สินจัย เปล่งพานิช รับบทแม่ผู้แบกรับความแค้น ส่วนลูกที่ถูกกระทำ งัด-สุพล วิเชียรฉาย ผู้กำกับ ชักชวนเด็กสาววัย 13 ปี ทราย เจริญปุระ เข้าสู่งานแสดงเป็นครั้งแรก และแจ้งเกิดได้เป็นอย่างดี

 

     

นอกจากเนื้อหาละครที่ถือว่ารุนแรงมากในยุคนั้น การแสดงของนก สินจัย ยังเป็นที่กล่าวขวัญมาก เพราะเธอทำการบ้านหนักจนเข้าถึงตัวละครได้เป็นอย่างดี ถึงขนาดว่าเมื่อแสดงเสร็จก็ไม่สามารถสลัดคาแรกเตอร์นี้ออกได้ ต้องให้แม่ชีเทศน์เพื่อให้หลุดจากตัวละคร โดยผลของความทุ่มเททำให้เธอคว้ารางวัลนักแสดงนำหญิงดีเด่นจากเวทีโทรทัศน์ทองคำ ครั้งที่ 9 พ.ศ. 2537 ไปครอง พร้อมกับปรากฏการณ์ที่นักแสดงและผู้ร่วมงานในหอประชุมแทบทุกคนลุกขึ้นปรบมือให้

 

 

ส่วน ล่า เวอร์ชัน 2017 ที่ผู้จัด กล้วย-ปรารถนา บรรจงสร้าง มารีเมกให้เอ็กแซ็กท์นั้น เดาไว้ล่วงหน้าได้เลยว่าจะส่งให้ หมิว-ลลิตา ปัญโญภาส นางเอกในตำนานซึ่งมารับบทแม่ได้ขึ้นไปยืนบนเวทีประกาศรางวัลในฐานะผู้เข้าชิงนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมในหลายเวทีแน่นอน

 

 

‘ล่า’ อย่างลงลึก

ไม่เพียงแค่เหล่านักแสดงอย่างหมิว ลลิตา, แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์  แท่งทอง, เต๋า-สมชาย เข็มกลัด, ศตวรรษ ดุลยวิจิตร, รัดเกล้า อามระดิษ ฯลฯ ที่น่าจับตา ในส่วนของตัวบทก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะนอกจาก 4 นักเขียนบทมือดีของเอ็กแซ็กท์ คือพิมพ์มาดา พัฒนอลงกรณ์, วรรณถวิล สุขน้อย, พิมสิรินทร์ พงษ์วานิชสุข, วีรพล บุญเลิศ ยังมีเซอร์ไพรส์อีก

 

 

นั่นคือได้คณะแพทย์ นำทีมโดย นพ. วิทวัส ศิริประชัย หรือจ่าพิชิต ขจัดพาลชน แห่งแฟนเพจเฟซบุ๊ก Drama Addict มาเป็นที่ปรึกษาในการแก้ไขปรับปรุงเนื้อหาของโรคจิตเวช อาการต่างๆ รวมถึงการรักษาให้สอดคล้องกับปัจจุบัน

 

“พล็อตจะลงถึงเรื่องการข่มขืน ภาวะบาดแผลในจิตใจหลังถูกข่มขืน ภาวะซึมเศร้า อาการทางจิตเวช การฆ่าตัวตาย บลาๆ ประเด็นหนักมาก และคนเขียนบทเขาก็ทุ่มเทแก้ไขบท เพื่อให้ละครมันออกมาดี เพื่อสื่อให้คนดูเข้าใจว่าการข่มขืนมันเลวร้ายและสร้างผลกระทบกับแม่ลูกคู่หนึ่งได้รุนแรงแสนสาหัสขนาดไหน คือกรูกับเพื่อนไม่ได้เสนอตัวไปเป็นที่ปรึกษา แต่คนเขียนบท ทีมละครเขาติดต่อมาเอง เพราะเขาอยากทำละครเรื่องนี้ให้ออกมาดีที่สุด มีประโยชน์กับประชาชนที่สุด มีความถูกต้องของข้อมูลทางการแพทย์มากที่สุด” จ่าพิชิตระบุไว้ในเพจ เพื่ออธิบายถึงความตั้งใจให้ละครไทยจะช่วยปรับเปลี่ยนสังคมให้ดีขึ้นโดยสอดแทรกค่านิยมดีๆ ไปกับละคร

The post ‘ความพยาบาทเป็นของหวาน’ ทำความรู้จัก ‘ล่า’ ละครระดับตำนานจากปลายปากกา ทมยันตี appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/effects-and-aftermath-of-rape/feed/ 0
เตรียมตัวให้พร้อม การ ‘ล่า’ ที่โหดร้ายที่สุดของ ‘หมิว ลลิตา’ https://thestandard.co/thehunt2560/ https://thestandard.co/thehunt2560/#respond Mon, 06 Nov 2017 08:15:58 +0000 https://thestandard.co/?p=41121

     การกลับมาอีกครั้งในรอบ 23 ปี ของละค […]

The post เตรียมตัวให้พร้อม การ ‘ล่า’ ที่โหดร้ายที่สุดของ ‘หมิว ลลิตา’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

     การกลับมาอีกครั้งในรอบ 23 ปี ของละครเรื่อง ‘ล่า’ หนึ่งในโปรเจกต์วงการโทรทัศน์ที่เราตื่นเต้นมากที่สุดในปีนี้ เพราะได้นักแสดงรุ่นใหญ่อย่าง หมิว-ลลิตา ปัญโญภาส มาเป็นนางเอก พร้อมกับ เต๋า-สมชาย เข็มกลัด, แทค-ภรัณยู โรจนวุฒิธรรม, โจ๊ก-อัครินทร์ อัครนิธิเมธรัฐ, แจ็ค-เฉลิมพล ทิฆัมพรธีรวงศ์, เผือก-พงศธร จงวิลาส ฯลฯ รับบทเป็นทรชนทั้ง 7 ที่จะต้องถูกเธอล่าเพื่อล้างแค้น

 

 

     ‘ล่า’ เป็นละครโทรทัศน์ที่ดัดแปลงมาจากนวนิยายขึ้นหิ้งของทมยันตี ว่าด้วยชีวิตแสนเศร้าของ ‘มธุสร’ คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ต้องอาศัยอยู่กับลูกสาวเพียงลำพัง กระทั่งวันหนึ่งเธอและลูกสาวถูกแก๊งนักเลงรุมข่มขืนจนลูกสาวกลายเป็นคนเสียสติ แต่กฎหมายกลับลงโทษคนเหล่านั้นไม่ได้ เธอจึงตัดสินใจออก ‘ล่า’ ผู้ชายเหล่านั้นเพื่อแก้แค้น และทำให้เธอค้นพบว่า ‘ความพยาบาทเป็นของหวาน’ ที่ตัวเองเธอเองค่อยๆ ถลำลึกลงไปเรื่อยๆ

     จุดเด่นอย่างหนึ่งของเรื่อง ล่า คือทุกครั้งที่นำมาสร้างจะต้องมีนักแสดงระดับ ‘คุณภาพ’ มามีส่วนร่วมทุกครั้ง ครั้งแรกเรื่อง ล่า ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ในปี 2520 นำแสดงโดย อรัญญา นามวงศ์, สมบัติ เมทะนี, ลลนา สุลาวัลย์ ฯลฯ ครั้งที่ 2 ถูกสร้างเป็นละครโทรทัศน์เมื่อปี พ.ศ. 2537 ที่ทำให้ สินจัย เปล่งพานิช คว้ารางวัลโทรทัศน์ทองคำ สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมมาครอง และยังเป็นการแจ้งเกิดละครเรื่องแรกของ ด.ญ.ทราย เจริญปุระ อีกด้วย

 

 

     ในเวอร์ชัน 2560 นอกจากหมิวและกลุ่มทรชนที่เรากล่าวถึงด้านบน ยังมีนักแสดงรุ่นเก๋าเข้ามาช่วยเพิ่มความเข้มข้นให้กับการล่าครั้งนี้อีกกลายคน เช่น ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง, ศตวรรษ ดุลยวิจิตร, กรุณพล เทียนสุวรรณ, กฤตธีรา อินพรวิจิตร, อริศรา วงษ์ชาลี, ภูริ หิรัญพฤกษ์ โดยเฉพาะ รัดเกล้า อามระดิษ ที่เราอยากให้จับตาดูเป็นพิเศษกับอาจารย์ที่เป็นผู้สอนวิชาการ ‘ล่า’ ทั้งหมดให้กับนางเอกของเรา

     อีกหนึ่งความน่าสนใจในครั้งนี้คือ หมิว จะต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองมากถึง 7 บุคลิก เพื่อทำการ ‘ล่า’ ทรชนทั้ง 7 ด้วยวิธีที่แตกต่างกัน ซึ่งถือว่าเป็นความท้าทายที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต เพราะเธอกลัวการแต่งหน้าด้วยเทคนิคพิเศษมาก แต่ในครั้งนี้เธอจะต้องหล่อพิมพ์ซิลิโคนทั้งหน้า ซึ่งผู้กำกับได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ถึงขนาดทำให้นางเอกระดับหมิว ลลิตา แต่งหน้าไปร้องไห้ไป

     ละครเรื่อง ล่า จะออกอากาศทุกวันจันทร์และอังคาร เวลา 21.15 น. ทางช่อง ONE 31 สามารถรับชมย้อนหลังได้ที่ Line TV เริ่มออกอากาศเดือนพฤศจิกายนนี้

The post เตรียมตัวให้พร้อม การ ‘ล่า’ ที่โหดร้ายที่สุดของ ‘หมิว ลลิตา’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/thehunt2560/feed/ 0