สินค้าเกษตร Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/สินค้าเกษตร/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 28 Jan 2026 01:07:53 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เลือกตั้ง 2569 : อนุทิน ไม่ติดใจ นฤมล ปราศรัยพาดพิง เลือก อ. ได้ น. ชี้พูดไม่ผิด เลือกอนุทิน ได้หนู ย้ำภูมิใจไทย ภูมิใจ ‘กานต์ สุดารัตน์’ ย้ายพรรคไม่ลังเล-ทุ่มเทเต็มที่ https://thestandard.co/anutin-narumon-sudarat-election/ Wed, 28 Jan 2026 01:07:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1170314 อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

วานนี้ (27 มกราคม) อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไท […]

The post เลือกตั้ง 2569 : อนุทิน ไม่ติดใจ นฤมล ปราศรัยพาดพิง เลือก อ. ได้ น. ชี้พูดไม่ผิด เลือกอนุทิน ได้หนู ย้ำภูมิใจไทย ภูมิใจ ‘กานต์ สุดารัตน์’ ย้ายพรรคไม่ลังเล-ทุ่มเทเต็มที่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

วานนี้ (27 มกราคม) อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการลงพื้นที่หาเสียงที่จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อช่วย สุดารัตน์ พิทักษ์พรภัลลภ ผู้สมัคร สส.อุบลฯ เขต 8 ว่าจะสามารถเติม สส.พรรคภูมิใจไทยได้หรือไม่ ว่า ผู้สมัครของพรรคภูมิใจไทยทุกคนมีความพร้อม เพราะถือว่าเข้าสู่ช่วงสุดท้ายแล้ว เหลือเวลาอีกไม่ถึง 2 สัปดาห์ ทุกคนในเวลานี้ต้องสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน

 

ส่วนการขึ้นเวทีปราศรัยครั้งแรกของ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ดรีมทีมเศรษฐกิจพรรคภูมิใจไทยนั้น อนุทิน กล่าวว่า ศุภจีเป็นมืออาชีพ เป็นคนเก่ง และประชาชนก็เห็นว่า ศุภจีทุ่มเท ดังนั้นหากพรรคภูมิใจไทยได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนให้กลับเข้ามาบริหารอีกครั้ง ก็จะได้มืออาชีพเข้ามาบริหารด้วย ไม่ว่าจะเป็น ศุภจี เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว แคนดิเดตนายกฯ และอีกหลายคน ตลอดจนผู้ที่มีความเหมาะสมทางการเมือง ร่วมกันบริหารประเทศให้ผาสุก

 

เมื่อถามถึง สุดารัตน์ ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าอาจไม่ภูมิใจกับการลงสมัครในนามพรรคภูมิใจไทย อนุทิน กล่าวว่า ตนเองภูมิใจในตัว สุดารัตน์ ในฐานะผู้สมัครพรรคภูมิใจไทย เพราะเป็นคนทำงานทุ่มเท วันที่ตัดสินใจเข้าร่วมพรรคภูมิใจไทยมาทำงานด้านการเมืองโดยไม่มีความลังเล เดินหน้าทำงานสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนและพรรคภูมิใจไทยมาโดยตลอด

 

ส่วนข่าวที่ใส่เสื้อผิดพรรคนั้น มองว่าเป็นไปไม่ได้ที่ผู้สมัครคนไหนจะเผลอตัว และไม่คิดว่ามีผลกระทบอะไร โดยภาพดังกล่าวเป็นภาพเก่า และเป็นฝีมือฝ่ายที่ไม่มีความปรารถนาดี แต่ก็ไม่ทราบว่ามีความจงเกลียดจงชัง เพราะกลัวความพ่ายแพ้หรือไม่

 

ขณะที่กรณี ศุภจี ปราศรัยว่า หากอยากดูแลสินค้าเกษตรให้ดีขึ้น ต้องเลือกพรรคภูมิใจไทย เพื่อให้กลับเข้ามาทำงานและนำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มากำกับดูแลเองนั้น อนุทิน ระบุว่า ทุกอย่างอยู่ที่การตัดสินใจของประชาชน แต่หากพรรคภูมิใจไทยได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล นายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นหัวหน้ารัฐบาล ก็สามารถประสานความร่วมมือจากรัฐมนตรีทุกคนได้อยู่แล้ว

 

เมื่อถามย้ำว่า หากนำมาดูแลเองการทำงานจะลื่นไหลกว่าเดิมหรือไม่ อนุทิน กล่าวว่า ตั้งแต่เป็นนายกรัฐมนตรีมาเกือบ 4 เดือน ไม่เคยมีปัญหากับพรรคร่วมรัฐบาลแม้แต่น้อย และได้รับความร่วมมือทุกอย่าง สิ่งใดที่เป็นปัญหา เช่น การนำเข้าถั่วเหลืองจากต่างประเทศที่ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันพืช ก็ได้ขยายระยะเวลาเป็น 3 ปี โดยได้นำเสนอเรื่องนี้ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และได้รับการเห็นชอบ เนื่องจากเป็นการทำธุรกิจและส่งเสริมให้เกิดความชัดเจน ไม่มีต่อรอง ทุกคนร่วมมือกันเพื่อให้ประโยชน์ทั้งหมดตกอยู่กับประชาชน ไม่ได้นั่งคิดว่าพรรคไหนจะได้คะแนนมากกว่าพรรคไหนเหมือนในอดีตที่ผ่านมา ใจกว้างพอ และเชื่อว่าหากเป็นผลงานร่วมกัน ก็จะได้รับความนิยมชมชอบจากประชาชนร่วมกัน

 

ส่วนกรณี นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ปราศรัยพาดพิงว่า เลือก อ. ได้ น. นั้น อนุทิน หัวเราะ ก่อนกล่าวว่า “เลือก อ. ได้ น. ถูกแล้ว เพราะอนุทินก็ได้หนู เขาไม่ได้พูดผิด”

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : อนุทิน ไม่ติดใจ นฤมล ปราศรัยพาดพิง เลือก อ. ได้ น. ชี้พูดไม่ผิด เลือกอนุทิน ได้หนู ย้ำภูมิใจไทย ภูมิใจ ‘กานต์ สุดารัตน์’ ย้ายพรรคไม่ลังเล-ทุ่มเทเต็มที่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : ศุภจีขึ้นเวทีปราศรัยแรก เหน็บราคาวัวเนือย เหตุยังไม่ได้ดูแล ขอเลือกภูมิใจไทยเยอะๆ ได้เข้าไปดู กระทรวงเกษตรฯ https://thestandard.co/suphajee-bhumjaithai-agriculture-ministry/ Tue, 27 Jan 2026 12:39:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1170242 ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ปราศรัยบนเวทีหาเสียง พรรคภูมิใจไทย

วันนี้ (27 มกราคม) เวลา 17.40 น. ที่ลานที่ว่าการอำเภอศร […]

The post เลือกตั้ง 2569 : ศุภจีขึ้นเวทีปราศรัยแรก เหน็บราคาวัวเนือย เหตุยังไม่ได้ดูแล ขอเลือกภูมิใจไทยเยอะๆ ได้เข้าไปดู กระทรวงเกษตรฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ปราศรัยบนเวทีหาเสียง พรรคภูมิใจไทย

วันนี้ (27 มกราคม) เวลา 17.40 น. ที่ลานที่ว่าการอำเภอศรีเมืองใหม่ จังหวัดอุบลราชธานี ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ทีมเศรษฐกิจ พรรคภูมิใจไทย ขึ้นเวทีปราศรัยเป็นครั้งแรก เพื่อช่วย สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ หรือ “กานต์” ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุบลราชธานี เขต 8 หมายเลข 1 พรรคภูมิใจไทย หาเสียง

 

โดยศุภจีเริ่มต้นด้วยการกล่าวทักทายประชาชนเป็นภาษาอีสานว่า “คิดฮอดพี่น้อง คิดฮอดหลาย ๆ กราบสวัสดีทุกท่าน วันนี้ดีใจหลายที่ได้มาอยู่ตรงนี้ ต่อหน้าพี่น้องชาวจังหวัดอุบลราชธานี ถือว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของไทย” ก่อนตั้งคำถามถึงราคาข้าวหอมมะลิว่า ปีนี้ราคาดีหรือไม่ และอยากให้ราคาดีต่อไปหรือไม่ พร้อมกล่าวขอโอกาสกลับเข้ามาทำงานอีกครั้ง

 

ศุภจีระบุว่า พี่น้องประชาชนบางส่วนอาจขายข้าวไปแล้วก่อนที่ราคาจะดีขึ้น ซึ่งต่อจากนี้จะช่วยพยุงกลไกตลาด โดยจะให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรลงไปช่วยดูแลในชุมชน หากขาดเหลืออะไร หรืออยากให้ช่วยทำตลาดเพิ่มเติมสามารถแจ้งได้ เพื่อผลักดันให้ราคาข้าวอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง

 

จากนั้นศุภจีกล่าวถึงราคามันสำปะหลังว่า ขณะนี้ราคากำลังปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากมีการปิดด่านตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี ทำให้มันสำปะหลังเถื่อนไม่สามารถลักลอบเข้าประเทศได้ พร้อมขอโอกาสกลับมาดูแลเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง

 

ในช่วงหนึ่ง สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ ได้กระซิบถึงปัญหาราคาวัวที่ตกต่ำ ศุภจีจึงกล่าวบนเวทีว่า

 

“ตอนนี้ราคาวัวต่ำมากใช่ไหมคะ เพราะไม่ได้อยู่ในความดูแลของกระทรวงพาณิชย์ ดังนั้นขอให้เลือกพรรคภูมิใจไทยเยอะๆ จะได้เข้าไปดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วย แถวนี้มีอ้อยไหมคะ อ้อยก็ไม่ได้อยู่กับกระทรวงพาณิชย์ แต่อยู่กับกระทรวงอุตสาหกรรม เพราะฉะนั้นขอให้เลือกอนุทินเยอะๆ จะได้เข้าไปช่วยดูแล”

 

ศุภจีทิ้งท้ายว่า ขอให้ประชาชนทุกคนมีสุขภาพแข็งแรง และยืนยันว่าจะช่วยกันอย่างเต็มที่ เพื่อทำให้ราคาสินค้าเกษตรมีความมั่นคง ทั้งในเรื่องการผลิตและการหาตลาด ทั้งภายในและต่างประเทศ พร้อมฝากให้เลือก สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 8 หมายเลข 1 พรรคภูมิใจไทย รวมถึงเลือก อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี หมายเลข 37

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : ศุภจีขึ้นเวทีปราศรัยแรก เหน็บราคาวัวเนือย เหตุยังไม่ได้ดูแล ขอเลือกภูมิใจไทยเยอะๆ ได้เข้าไปดู กระทรวงเกษตรฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กระทรวงพาณิชย์คาดการส่งออกปีนี้หดตัว 1% หวั่นเงินบาทกระทบสินค้าเกษตรและ SMEs https://thestandard.co/export-contraction-baht-agriculture-smes/ Fri, 23 Jan 2026 05:08:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1168517 กราฟแสดงมูลค่าการส่งออก การนำเข้า และดุลการค้าของไทยในปี 2568 พร้อมปัจจัยขับเคลื่อนและผลกระทบ

กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์การส่งออกปีนี้หดตัว 1% บนสถานการณ […]

The post กระทรวงพาณิชย์คาดการส่งออกปีนี้หดตัว 1% หวั่นเงินบาทกระทบสินค้าเกษตรและ SMEs appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟแสดงมูลค่าการส่งออก การนำเข้า และดุลการค้าของไทยในปี 2568 พร้อมปัจจัยขับเคลื่อนและผลกระทบ

กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์การส่งออกปีนี้หดตัว 1% บนสถานการณ์ใกล้เคียงเดิม แต่อาจติดลบได้ถึง 3.1% หากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์รุนแรงขึ้น ขณะที่การแข่งค่าของเงินบาทอาจกระทบสินค้าเกษตรและการแข่งขันของ SMEs

 

นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกของไทยปี 2569 จะได้รับอิทธิพลจาก 2 ปัจจัยสำคัญ ปัจจัยแรกคือวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์จะดำเนินต่อเนื่องหรือไม่ ถ้ายังดำเนินต่อไปจะเป็นบวกกับการส่งออกของไทย

 

“ส่วนปัจจัยที่สองซึ่งเป็นเรื่องที่ผมเป็นกังวลมากคือ Geopololitics ที่แกว่งมาก เปลี่ยนเร็วมาก เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้การบวกลบคาดเดาไม่ได้ถูกต้อง 100%”

 

สำหรับคาดการณ์แนวโน้มการส่งออกทั้งปี 2569 คาดว่าจะอยู่ในกรอบ -3.1% ถึง +1.1% โดยแบ่งการคาดการณ์เป็น 3 กรณีที่แตกต่างกัน

 

  • กรณีแรก คาดการณ์ส่งออก -3.1% หากภูมิรัฐศาสตร์รุนแรงขึ้น
  • กรณีที่สองซึ่งเป็นกรณีฐาน คาดการณ์ส่งออก -1% หากสถานการณ์ใกล้เคียงเดิม คือการนำเข้ากลับสู่ภาวะปกติ แต่เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงเล็กน้อยจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ เงินบาทยังแข็งค่า และการส่งออกที่เกี่ยวเนื่องกับสินค้าน้ำมันไม่ได้สูงมาก
  • กรณีที่สาม คาดการณ์ส่งออก +1.1% หากเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ดีขึ้น การลงทุนของต่างชาติเริ่มเห็นผล และมาตรการภาครัฐช่วยให้สินค้าเกษตรส่งออกดีขึ้น

 

ส่วนการรับมือกับประเด็นความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ต้องเน้นสองส่วนสำคัญ สิ่งสำคัญที่สุดคือ สร้างสมดุลของประเทศไทยในการเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งกับประเทศขนาดใหญ่และประเทศที่ใกล้ไทย

 

ถัดมาคือการนำตัวเองไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานที่เกิดผลกับประเทศไทย ทั้งสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ ซึ่งภูมิศาสตร์ของไทยเป็นจุดเชื่อมโยงจากประเทศซีกโลกเหนือลงมาซีกโลกใต้

 

นันทพงษ์ย้ำว่า “เงินบาทและ geopolitics เป็นสองเรื่องสำคัญ เงินบาทแข็งค่ามาก ผลกระทบสำคัญสิ่งแรกคือสินค้ามาร์จินต่ำ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรเป็นความท้าทายในปีนี้ของการส่งออกไทย ส่วนผลกระทบที่เกี่ยวเนื่องคือทำให้การนำเข้าสินค้าราคาต่ำลง จะกระทบกับการแข่งขันของ SME ในประเทศ”

 

ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าเงินบาทน่าแกว่งตัวอยู่บริเวณกว่า 31 บาทต่อดอลลาร์ แต่ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ได้แก่ 1.การลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) 2.ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จะแข็งค่าหรืออ่อนค่าลง และ 3.ภูมิรัฐศาสตร์รุนแรงขึ้นหรือไม่ และทำให้เกิดการไหลไปลงทุนในสินทรัพย์มั่นคงอย่างทองคำ เพิ่มขึ้นหรือไม่

 

การส่งออกทองคำทั้งปี 2568 ที่ผ่านมา มูลค่าเพิ่มขึ้น 48.5% ขณะที่ปริมาณการส่งออกก็เพิ่มขึ้น 8.4% โดยการส่งออกทองคำคิดเป็นสัดส่วน 3.8% ของการส่งออกทั้งหมด สัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 2.7% เมื่อปี 2567 ขณะที่เดือนธันวาคมที่ผ่านมา การส่งออกทองคำเพิ่มขึ้นสูงมากถึง 148.4% เป็นผลโดยตรงจากเรื่องภูมิรัฐศาสตร์

 

ส่งออกไทยโต 18 เดือนรวด

 

สถิติการส่งออกของไทยที่ผ่านมา เพิ่มขึ้น 18 เดือนติดต่อกัน ตั้งแต่กลางปี 2567 ส่วนทั้งปี 2568 เพิ่มขึ้น 12.9% เติบโตสูงสุดในรอบ 4 ปี มูลค่ารวม 3.39 แสนล้านดอลาร์ หลังเดือนธันวาคมขยายตัว 16.8% ส่วนดุลการค้าทั้งปีติดลบ 5.3 พันล้านดอลลาร์

 

กระทรวงพาณิชย์คาดการส่งออกปีนี้หดตัว 1% หวั่นเงินบาทกระทบสินค้าเกษตรและ SMEs

การค้าระหว่างประเทศปี 2568

 

แรงขับเคลื่อนหลักของการส่งออกยังคงเป็นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เติบโตตามการอัปเกรดเทคโนโลยีสมัยใหม่สู่ยุค AI และการกระจายความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทานจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่มีต่อเนื่อง ในขณะที่

 

การส่งออกสินค้าเกษตรอยู่ในภาวะหดตัวจากภัยพิบัติทางธรรมชาติและการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดโลก ทั้งนี้ การส่งออกทั้งปี 2568 ขยายตัวที่ 12.9% หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย ขยายตัวที่ 14%

 

การส่งออกไปตลาดสำคัญขยายตัวเกือบทุกตลาด หนุนโดยการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไปสหรัฐฯ ที่ขยายตัวสูงต่อเนื่อง และการกลับมาขยายตัวของตลาดหลักและตลาดรองอื่น ๆ อาทิ จีน ญี่ปุ่น และตะวันออกกลาง

 

ตลาดสหรัฐฯ ขยายตัว 32% ในปี 2568 และขยายตัวต่อเนื่อง 27 เดือน สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และหม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น ผลิตภัณฑ์ยาง อัญมณีและเครื่องประดับ และเครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่นๆ

 

ส่วนตลาดจีน ทั้งปี 2568 ขยายตัว 12.6% สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น ทองแดงและของทำด้วยทองแดง ยางพารา และเครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น เม็ดพลาสติก ข้าว และเคมีภัณฑ์

 

ขณะที่การนำเข้าทั้งปี 2568 สูงสุดรอบ 3 ปี คิดเป็นมูลค่า 3.44 แสนล้านดอลลาร์ เกิดจากการนำเข้าสินค้า 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่ 1.สินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป เช่น แผงวงจรไฟฟ้า ทองคำ และวัตถุดิบ เป็นต้น คิดเป็นสัดส่วน 40% 2.สินค้าทุน เช่น เครื่องจักรกล เครื่องจักรไฟฟ้า เป็นต้น คิดเป็นสัดส่วน 30% และ 3.สินค้าอุปโภคบริโภค เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า และเวชภัณฑ์ เป็นต้น คิดเป็นสัดส่วน 12.4%

 

โดยภาพรวมดุลการค้าปี 2568 กับสองคู่ค้าสำคัญคือสหรัฐฯ เกินดุล 51,361.4 ล้านดอลลาร์ ส่วนจีนขาดดุล 67,892.8 ล้านดอลลาร์

The post กระทรวงพาณิชย์คาดการส่งออกปีนี้หดตัว 1% หวั่นเงินบาทกระทบสินค้าเกษตรและ SMEs appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่งออกสหรัฐฯ สู่ตลาดเกิดใหม่ทะลุ 223 ล้านตัน เฉพาะเวียดนามนำเข้าข้าวโพดพุ่ง 21 เท่า https://thestandard.co/us-exports-vietnam-corn-21x/ Sat, 17 Jan 2026 08:24:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1166313 ส่งออกสหรัฐฯ สู่ตลาดเกิดใหม่ทะลุ 223 ล้านตัน เฉพาะเวียดนามนำเข้าข้าวโพดพุ่ง 21 เท่า

การส่งออกทางเรือของ สหรัฐฯ ไปยังกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ […]

The post ส่งออกสหรัฐฯ สู่ตลาดเกิดใหม่ทะลุ 223 ล้านตัน เฉพาะเวียดนามนำเข้าข้าวโพดพุ่ง 21 เท่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่งออกสหรัฐฯ สู่ตลาดเกิดใหม่ทะลุ 223 ล้านตัน เฉพาะเวียดนามนำเข้าข้าวโพดพุ่ง 21 เท่า

การส่งออกทางเรือของ สหรัฐฯ ไปยังกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ที่ไม่ใช่ จีน ในปี 2025 ที่ผ่านมา มีการขยายตัวถึง 17% ซึ่งถือเป็นผลพวงจากการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกภายใต้นโยบายของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ หลังจากกลับเข้ารับตำแหน่งได้เพียงหนึ่งปี

 

Nikkei Asia วิเคราะห์โดยอ้างอิงข้อมูลจาก Kpler ผู้ให้บริการข้อมูลการค้าระหว่างประเทศว่า การส่งออกทางเรือของ สหรัฐฯ ไปยังประเทศตลาดเกิดใหม่กว่า 20 ประเทศ อาทิ บราซิล อินเดีย มาเลเซีย และ เวียดนาม เพิ่มขึ้นจาก 190 ล้านตันในปี 2024 เป็น 223 ล้านตันในปี 2025 โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากการส่งออกสินค้าเกษตร โดยเฉพาะข้าวโพด และ ถั่วเหลือง ซึ่งหลายประเทศในเอเชียเร่งนำเข้าเพิ่มขึ้น และอีกด้านยังช่วยชดเชยการส่งออกไปจีนที่ลดลงอย่างหนัก

 

อิชาน ภานู นักวิเคราะห์อาวุโสด้านสินค้าเกษตรของ Kpler ระบุว่า การที่ประเทศต่างๆนำเข้าเพิ่มขึ้นสะท้อนผลลัพธ์โดยตรงจากที่ก่อนหน้านี้ สหรัฐ ได้เจรจาการค้ากับประเทศคู่ค้าในกลุ่มตลาดเกิดใหม่

 

หนึ่งในประเทศที่โดดเด่นมากคือเวียดนาม ซึ่งในปี 2025 นะนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นถึง 21 เท่า เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อยู่ที่ราว 1.7 ล้านตัน หลังจากทั้งสองประเทศบรรลุข้อตกลงทางการค้าเมื่อเดือนมิถุนายน 2025 ที่ผ่านมา โดยเวียดนามตกลงซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ มูลค่า 2 พันล้านดอลลาร์ แลกกับการที่สหรัฐฯ ปรับลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าเวียดนามจาก 46% เหลือ 20%

 

จากข้อมูลยังชี้ว่า ในเดือนพฤศจิกายน เวียดนามนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐฯ สูงสุด เป็นประวัติการณ์ที่ 3.8 แสนตัน ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เนื่องจากที่ผ่านมาเวียดนามพึ่งพาการนำเข้าข้าวโพดจากอเมริกาใต้เป็นหลัก แต่ในปี 2025 กลับเปลี่ยนทิศทางมาซื้อจากสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ

 

เช่นเดียวกับ ปากีสถาน ได้เพิ่มการนำเข้าถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ เป็น 1.23 ล้านตัน จากที่เคยนำเข้าเพียง 6 หมื่นตันในปีก่อนหน้า หลังจากทั้งสองประเทศลงนามข้อตกลงการค้าในเดือนกรกฎาคม 2025 ที่ผ่านมา ข้อตกลงดังกล่าวยังได้ส่งผลบวกต่ออุตสาหกรรมสิ่งทอของปากีสถาน หลังสหรัฐฯ ปรับลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าสิ่งทอจากราว 29% เหลือ 19% ซึ่งช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันกับประเทศคู่แข่งอย่างอินเดียได้มากขึ้น

 

ในช่วงเวลาเดียวกัน บังกลาเทศ ได้ยอมเพิ่มการนำเข้าข้าวสาลีจากสหรัฐฯ เพื่อแลกกับการลดภาษีนำเข้าสินค้าสิ่งทอเข้าสู่ตลาดอเมริกัน โดย อิชาน ระบุว่า ก่อนหน้านี้ บังกลาเทศ เป็นลูกค้ารายใหญ่ของการนำเข้าข้าวสาลีจากรัสเซีย แคนาดา ยูเครน และ อาร์เจนตินา แต่จากแรงจูงใจทางการค้า ทำให้หันมาซื้อจากสหรัฐฯ แม้ราคาจะสูงกว่าก็ตาม

 

ขณะที่ฝั่งของทวีปแอฟริกา ไนจีเรีย ได้เพิ่มการนำเข้าข้าวสาลีจากสหรัฐฯ จาก 5.3 แสนตันในปี 2024 เป็น 1.48 ล้านตันในปี 2025 ส่งผลให้การส่งออกข้าวสาลีของสหรัฐฯ ไปยัง 20 ประเทศตลาดเกิดใหม่เพิ่มขึ้นจาก 16% เป็น 21.57 ล้านตัน

 

แม้สินค้าเกษตรของสหรัฐฯ จะมีราคาสูงกว่าคู่แข่งบางประเทศ โดยราคาส่งออกถั่วเหลืองอยู่ที่ 418 ดอลลาร์ต่อตัน เทียบกับของบราซิลที่ขายอยู่ที่ 407 ดอลลาร์ต่อตัน แต่ประเทศตลาดเกิดใหม่ยังคงเลือกซื้อสินค้าอเมริกันอย่างต่อเนื่อง เพราะคำนึงถึงเงื่อนไขทางการค้าและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับรัฐบาลสหรัฐฯ

 

นอกจากนี้ การส่งออกน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ไปยังประเทศตลาดเกิดใหม่ทั้ง 20 ประเทศ ก็เพิ่มขึ้นถึง 58% อยู่ที่ 36 ล้านตันในปี 2025 โดยอินเดียกลายเป็นหนึ่งในผู้ซื้อรายสำคัญ หลังพยายามคลายความตึงเครียดทางการค้ากับสหรัฐฯ จากกรณีเผชิญภาษี 50% จากการนำเข้าน้ำมันรัสเซีย

 

ทั้งนี้ ข้อมูลของ Kpler ระบุว่า ในเดือนธันวาคม อินเดียมีการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียลดลง 29% ขณะที่การนำเข้าน้ำมันจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเกือบ 5 เท่า

 

ถึงอย่างไรนั้น การเติบโตในตลาดเกิดใหม่ยังไม่สามารถชดเชยการหดตัวของตลาดจีนได้ทั้งหมด สะท้อนได้จากการส่งออกของสหรัฐฯ ไปจีนในปี 2025 ลดลงถึง 65% จาก 93 ล้านตันในปี 2024 เหลือเพียง 32 ล้านตัน โดยเฉพาะการส่งออกถั่วเหลืองที่แทบหยุดลงหลังเดือนพฤษภาคม 2025 ที่ผ่านมา

 

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยจาก Auckland University of Technology ระบุว่า นโยบายภาษีของรัฐบาล โดนัล ทรัมป์อาจฉุดอัตราการเติบโตเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ลดลง 0.36% ในปี 2025 ขณะที่ประเทศอื่นอย่างไทยและบราซิลก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน

 

ภาพ:MeshCube/shutterstock

 

อ้างอิง:

The post ส่งออกสหรัฐฯ สู่ตลาดเกิดใหม่ทะลุ 223 ล้านตัน เฉพาะเวียดนามนำเข้าข้าวโพดพุ่ง 21 เท่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : ชาดา-ซาบีดา ขึ้นเวทีอ้อนชาวกระบี่ เลือกภูมิใจไทยยกจังหวัด ขอเวลาอีก 4 ปี ดันนโยบายฮัจญ์ราคาถูก-คนละครึ่งพลัส https://thestandard.co/chada-sabida-krabi-bhumjaithai-hajj/ Wed, 14 Jan 2026 13:11:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1165294 ชาดา-ซาบีดา ขึ้นเวที อ้อน ชาวกระบี่ เลือก ภูมิใจไทย ยกจังหวัด ขอเวลาอีก 4 ปี ดัน นโยบายฮัจญ์ราคาถูก-คนละครึ่งพลัส

วันนี้ (13 มกราคม) ชาดา ไทยเศรษฐ์ ผู้สมัคร สส. จังหวัดอ […]

The post เลือกตั้ง 2569 : ชาดา-ซาบีดา ขึ้นเวทีอ้อนชาวกระบี่ เลือกภูมิใจไทยยกจังหวัด ขอเวลาอีก 4 ปี ดันนโยบายฮัจญ์ราคาถูก-คนละครึ่งพลัส appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชาดา-ซาบีดา ขึ้นเวที อ้อน ชาวกระบี่ เลือก ภูมิใจไทย ยกจังหวัด ขอเวลาอีก 4 ปี ดัน นโยบายฮัจญ์ราคาถูก-คนละครึ่งพลัส

วันนี้ (13 มกราคม) ชาดา ไทยเศรษฐ์ ผู้สมัคร สส. จังหวัดอุทัยธานี พร้อมด้วย ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่พบปะผู้นำศาสนาและพี่น้องชาวมุสลิม ณ มัสยิดบ้านนา จังหวัดกระบี่ ก่อนร่วมคณะของอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย หาเสียงที่ตลาดต้นปาล์ม อำเภอคลองท่อม และขึ้นเวทีปราศรัยที่ลานหน้าที่ว่าการอำเภอคลองท่อม

 

หลังอนุทินปราศรัยจบ นายชาดากล่าวต่อว่า สิ่งที่หัวหน้าพรรคพูดทั้งเรื่องนโยบายและผลงานที่ผ่านมา พิสูจน์แล้วว่าภูมิใจไทย ‘พูดแล้วทำ’และครั้งนี้จะเป็น ‘พูดแล้วทำพลัส’ พร้อมขอแรงสนับสนุนให้นายกิตติชัย เอ่งฉ้วน ผู้สมัคร สส.เขต 3 จังหวัดกระบี่ เบอร์ 5 และพรรคภูมิใจไทย เบอร์ 37

 

ชาดา-ซาบีดา ขึ้นเวที อ้อน ชาวกระบี่ เลือก ภูมิใจไทย ยกจังหวัด ขอเวลาอีก 4 ปี ดัน นโยบายฮัจญ์ราคาถูก-คนละครึ่งพลัส 1

 

ด้านซาบีดา กล่าวถึงนโยบายด้านการประกอบพิธีฮัจญ์ว่า พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคแรกๆ ที่ขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยอนุทิน ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญกับปัญหาที่ประชาชนเข้าไม่ถึงฮัจญ์ เพราะค่าใช้จ่ายสูงเกินไป จึงร่วมกับนายชาดา ลงพื้นที่รับฟังเสียงประชาชนและหากลไกลดราคา

 

ซาบีดาระบุว่า ในช่วงเกือบ 3 ปีที่ภูมิใจไทยทำงาน สามารถลดราคาฮัจญ์ได้เกือบ 300 ล้านบาท ทำให้ประชาชนได้เงินคืน และย้ำว่าเหตุผลที่ต้องเลือกภูมิใจไทย เพราะพรรคทำงาน ‘สุดตัว’เพื่อประชาชน

 

เธอยังกล่าวถึงความสามัคคีของชาวกระบี่ที่เคยเลือก สส.ภูมิใจไทยถึง 3 คน ทำให้ได้ สส.ยกจังหวัด และยังมีรัฐมนตรีช่วยที่เป็นคนกระบี่ ถือเป็นศักดิ์ศรีของคนในพื้นที่ ไม่ใช่เพื่อใครตระกูลใดตระกูลหนึ่ง

 

ชาดา-ซาบีดา ขึ้นเวที อ้อน ชาวกระบี่ เลือก ภูมิใจไทย ยกจังหวัด ขอเวลาอีก 4 ปี ดัน นโยบายฮัจญ์ราคาถูก-คนละครึ่งพลัส 2

 

ซาบีดากล่าวต่อว่า เพียงแค่ 2 เดือนกว่า ภูมิใจไทยก็สามารถขับเคลื่อนหลายเรื่องได้ ทั้งการค้า ชายแดน และความมั่นคง หากได้ทำงานครบ 4 ปี จะทำได้มากกว่านี้ พร้อมยกตัวอย่างทีมเศรษฐกิจ เช่น นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ที่จะผลักดันสินค้าเกษตรสู่ต่างประเทศ และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ดูแลการเงินการคลัง รวมถึงนโยบาย ‘คนละครึ่งพลัส’ ที่ได้รับการตอบรับดีจากประชาชนและผู้ค้า

 

ด้านชาดา กล่าวบนเวทีว่า การเลือกตั้งครั้งก่อนภูมิใจไทยได้ สส.กระบี่ถึง 3 คน แสดงให้เห็นว่าคนกระบี่ ‘ใช้การเมืองเป็น เลือกตั้งเป็น’ และยืนยันว่าภูมิใจไทยเป็นพรรคที่ให้เกียรติมุสลิมอย่างมาก จึงขอให้ชาวกระบี่สนับสนุนผู้สมัครของพรรคภูมิใจไทยยกจังหวัดอีกครั้ง

 

ชาดา-ซาบีดา ขึ้นเวที อ้อน ชาวกระบี่ เลือก ภูมิใจไทย ยกจังหวัด ขอเวลาอีก 4 ปี ดัน นโยบายฮัจญ์ราคาถูก-คนละครึ่งพลัส 3ชาดา-ซาบีดา ขึ้นเวที อ้อน ชาวกระบี่ เลือก ภูมิใจไทย ยกจังหวัด ขอเวลาอีก 4 ปี ดัน นโยบายฮัจญ์ราคาถูก-คนละครึ่งพลัส 4

The post เลือกตั้ง 2569 : ชาดา-ซาบีดา ขึ้นเวทีอ้อนชาวกระบี่ เลือกภูมิใจไทยยกจังหวัด ขอเวลาอีก 4 ปี ดันนโยบายฮัจญ์ราคาถูก-คนละครึ่งพลัส appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : ยศชนัน บุกตลาดเช้าสารภี พ่อค้าแม่ค้าแห่มอบพวงมาลัยแคบหมูต้อนรับคึกคัก บอกจะพลิกฟื้นเชียงใหม่ เริ่มต้นที่อากาศสะอาด https://thestandard.co/yoschanan-revive-chiang-mai-air/ Fri, 09 Jan 2026 02:21:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1163161 ยศชนัน บุกตลาดเช้าสารภี พ่อค้าแม่ค้าแห่มอบพวงมาลัยแคบหมูต้อนรับคึกคัก บอกจะพลิกฟื้น **เชียงใหม่** เริ่มต้นที่อากาศสะอาด

วันนี้ (9 มกราคม) ศ.ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายก […]

The post เลือกตั้ง 2569 : ยศชนัน บุกตลาดเช้าสารภี พ่อค้าแม่ค้าแห่มอบพวงมาลัยแคบหมูต้อนรับคึกคัก บอกจะพลิกฟื้นเชียงใหม่ เริ่มต้นที่อากาศสะอาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยศชนัน บุกตลาดเช้าสารภี พ่อค้าแม่ค้าแห่มอบพวงมาลัยแคบหมูต้อนรับคึกคัก บอกจะพลิกฟื้น **เชียงใหม่** เริ่มต้นที่อากาศสะอาด

วันนี้ (9 มกราคม) ศ.ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย นำ นพ.เพทาย เตโซฬาร ผู้สมัคร สส. จังหวัดเชียงใหม่ เขต 2 และทีมงาน พบปะพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่จ่ายตลาดสุขาภิบาล (ยางเนิ้ง) อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีพ่อค้าแม่ค้ามามอบพวงมาลัยดอกดาวเรืองและพวงมาลัยแคบหมู

 

ศ.ดร.ยศชนัน ยังให้สัมภาษณ์ถึงสิ่งที่จะทำให้คนเชียงใหม่ ว่า มีเรื่องคมนาคม การแก้ไขปัญหาน้ำการขุดลอกแม่น้ำปิง การทำถนน และเรื่องการท่องเที่ยวก็เป็นเรื่องสำคัญ เรื่องสินค้าเกษตรเรื่องลำไย ซึ่งตนอยากให้เชียงใหม่เป็นที่ที่ทุกคนอยากมา เราพยายามทำเรื่อง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด อากาศต้องสะอาด ซึ่ง สส. พรรคเพื่อไทยเป็นประธานในการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง และเราจะมาพลิกฟื้นจังหวัดเชียงใหม่ ขอพี่น้องทุกคนให้โอกาสพรรคเพื่อไทย เราจะทำให้ประเทศเปลี่ยนแปลงโดยเริ่มจากเชียงใหม่

 

ก่อนที่ ศ.ดร. ยศชนันและคณะ จะร่วมรับประทานอาหารเช้าและกาแฟโบราณ ณ ร้านข้าวต้มหน้าอำเภอสารภี

 

ยศชนัน บุกตลาดเช้าสารภี พ่อค้าแม่ค้าแห่มอบพวงมาลัยแคบหมูต้อนรับคึกคัก บอกจะพลิกฟื้น **เชียงใหม่** เริ่มต้นที่อากาศสะอาด 1ยศชนัน บุกตลาดเช้าสารภี พ่อค้าแม่ค้าแห่มอบพวงมาลัยแคบหมูต้อนรับคึกคัก บอกจะพลิกฟื้น **เชียงใหม่** เริ่มต้นที่อากาศสะอาด 2ยศชนัน บุกตลาดเช้าสารภี พ่อค้าแม่ค้าแห่มอบพวงมาลัยแคบหมูต้อนรับคึกคัก บอกจะพลิกฟื้น **เชียงใหม่** เริ่มต้นที่อากาศสะอาด 3ยศชนัน บุกตลาดเช้าสารภี พ่อค้าแม่ค้าแห่มอบพวงมาลัยแคบหมูต้อนรับคึกคัก บอกจะพลิกฟื้น **เชียงใหม่** เริ่มต้นที่อากาศสะอาด 4ยศชนัน บุกตลาดเช้าสารภี พ่อค้าแม่ค้าแห่มอบพวงมาลัยแคบหมูต้อนรับคึกคัก บอกจะพลิกฟื้น **เชียงใหม่** เริ่มต้นที่อากาศสะอาด 5ยศชนัน บุกตลาดเช้าสารภี พ่อค้าแม่ค้าแห่มอบพวงมาลัยแคบหมูต้อนรับคึกคัก บอกจะพลิกฟื้น **เชียงใหม่** เริ่มต้นที่อากาศสะอาด 6ยศชนัน บุกตลาดเช้าสารภี พ่อค้าแม่ค้าแห่มอบพวงมาลัยแคบหมูต้อนรับคึกคัก บอกจะพลิกฟื้น **เชียงใหม่** เริ่มต้นที่อากาศสะอาด 7ยศชนัน บุกตลาดเช้าสารภี พ่อค้าแม่ค้าแห่มอบพวงมาลัยแคบหมูต้อนรับคึกคัก บอกจะพลิกฟื้น **เชียงใหม่** เริ่มต้นที่อากาศสะอาด 8

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : ยศชนัน บุกตลาดเช้าสารภี พ่อค้าแม่ค้าแห่มอบพวงมาลัยแคบหมูต้อนรับคึกคัก บอกจะพลิกฟื้นเชียงใหม่ เริ่มต้นที่อากาศสะอาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
มองระเบียงการค้าอาเซียน – จีน เติบโตทั้งด้านการค้าและเม็ดเงิน FDI จากจีนเข้ามายังอาเซียน https://thestandard.co/asean-china-trade-fdi-growth/ Mon, 29 Dec 2025 09:47:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1159816 มองระเบียงการค้าอาเซียน - จีน เติบโตทั้งด้านการค้าและเม็ดเงิน FDI จากจีนเข้ามายัง อาเซียน

การค้าขยายตัวแข็งแกร่ง   นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 อา […]

The post มองระเบียงการค้าอาเซียน – จีน เติบโตทั้งด้านการค้าและเม็ดเงิน FDI จากจีนเข้ามายังอาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
มองระเบียงการค้าอาเซียน - จีน เติบโตทั้งด้านการค้าและเม็ดเงิน FDI จากจีนเข้ามายัง อาเซียน

การค้าขยายตัวแข็งแกร่ง

 

นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 อาเซียนก้าวขึ้นมาเป็นคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดของจีนแซงหน้าสหภาพยุโรป โดยข้อมูลล่าสุดชี้ว่าการค้าทวิภาคีในปี พ.ศ. 2568 มีแนวโน้มทำสถิติใหม่สูงกว่าปี พ.ศ. 2567 ที่อยู่ที่ 984,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 30.7 ล้านล้านบาท ทั้งนี้ แม้อาเซียนจะขาดดุลการค้ากับจีนมากขึ้น แต่เบื้องหลังตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (E&E) ซึ่งคิดเป็น 30% ทั้งของการส่งออกและการนำเข้า ซึ่งส่งผลบวกอย่างชัดเจนต่อเศรษฐกิจที่มีฐานเทคโนโลยีแข็งแกร่งอย่างสิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนาม

 

มองระเบียงการค้าอาเซียน - จีน เติบโตทั้งด้านการค้าและเม็ดเงิน FDI จากจีนเข้ามายัง อาเซียน 1

 

ในขณะเดียวกัน อาเซียนก็มีการเกินดุลการค้ากับจีนในสินค้าเกษตรและสินค้าโภคภัณฑ์ โดยการส่งออกไปยังจีนของอินโดนีเซียยังคงเป็นสินค้าในภาคสินค้าโภคภัณฑ์เป็นหลัก ขณะที่ไทยและฟิลิปปินส์มีจุดแข็งในภาคเกษตรมาแต่เดิม และเวียดนามก็กำลังไล่ตามอย่างรวดเร็วภายหลังลงนามข้อตกลงหลายฉบับกับจีน

 

แต่อย่างไรก็ตาม การเติบโตที่แข็งแกร่งที่สุดกลับมาจาก ‘ทุเรียน’ ที่ผลไม้ที่ไม่ใช่สินค้าเกษตรดั้งเดิม หลังตลาดทุเรียนในประเทศจีน กลายเป็นตลาดมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ทั้งนี้ แม้ผู้ส่งออกไทยจะครองตลาดมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 แต่การแข่งขันก็ทวีความดุเดือดขึ้น โดยเวียดนามจากที่ไม่เคยส่งออกทุเรียนไปจีนเลยจนกระทั่งปี พ.ศ. 2563 แต่เมื่อเห็นว่าตลาดนี้ทำเงินได้มหาศาล การส่งออกทุเรียนของเวียดนามไปยังจีนก็พุ่งสูงขึ้นถึง 3,000 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 93,600 ล้านบาทในปี 2567 โดยส่วนแบ่งตลาดในจีนของเวียดนามพุ่งจาก 0% เป็นกว่า 40% ในเวลาเพียงสามปี (กราฟที่ 2) นอกจากนั้น ปัจจุบันมาเลเซียซึ่งมีชื่อเสียงในทุเรียนสายพันธุ์มูซังคิงก็เข้าร่วมชิงส่วนแบ่งการตลาดทุเรียนในประเทศจีนด้วยหลังจากตกลงส่งออกทุเรียนสดตั้งแต่สิงหาคม 2567

 

FDI ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว

 

ภายหลังจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในภูมิภาคอาเซียนซบเซามาเป็นเวลานานหลายปี ความตึงเครียดของสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2561 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของภูมิภาคอาเซียน ที่ทำให้อาเซียน 6 ประเทศหลักหรือ ASEAN – 6 สามารถดึงดูด FDI ได้ 14.5% ของ FDI ทั่วโลก ซึ่ง 65% ของเม็ดเงินลงทุนนั้นไหลเข้าไปยังสิงคโปร์

 

ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างจีน-สหรัฐฯ ส่งผลให้จีนเร่งลงทุนในอาเซียนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยหากดูตัวเลขในภาคการผลิต จะพบว่าสัดส่วน FDI จากจีนในพอร์ตการลงทุนของแต่ละประเทศในอาเซียนจากแทบไม่ถึง 10% ในปี พ.ศ. 2558 ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยปัจจุบัน ไทย อินโดนีเซีย และเวียดนามมีสัดส่วน FDI จากจีนพุ่งสูงเกิน 25% ของจำนวน FDI ที่เข้ามาในประเทศทั้งหมด ทั้งนี้ แม้สัดส่วน FDI จากจีนในมาเลเซียและสิงคโปร์จะยังไม่โดดเด่นนัก เนื่องจากได้รับเม็ดเงินการลงทุนจากประเทศในฝั่งตะวันตกในภาคเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (E&E)เป็นจำนวนมหาศาล แต่บทบาทของการลงทุนจากจีนยังมีความสำคัญชัดเจน อย่างไรก็ตาม การเติบโตของ FDI จากจีนในอาเซียนนี้ไม่ได้รวมถึงฟิลิปปินส์ เนื่องจากการลงทุนจากจีนในฟิลิปปินส์ยังอยู่ในระดับไม่สูงนัก

 

ทั้งนี้ ทิศทางการลงทุนจากจีนในประเทศในอาเซียนแตกต่างกันไปตามจุดเด่นของแต่ละประเทศ เช่น ในอินโดนีเซีย การลงทุนจากจีนจากผู้ผลิตแบตเตอรี่ EV ชั้นนำอย่าง CATL และผู้ผลิตสแตนเลสอย่าง Tsingshan มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมหลอมนิกเกิล ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตแบตเตอรี่ของรถไฟฟ้า EV

 

สำหรับประเทศไทยนั้น ผู้ผลิตรถไฟฟ้า EV ชั้นนำของจีนอย่าง BYD, Great Wall Motor และ SAIC มองไทยเป็นฐานในการตั้งโรงงานผลิต ส่วนมาเลเซียซึ่งแข่งขันในตลาดการผลิตรถไฟฟ้า EV เช่นกัน ก็ดึงดูดการลงทุนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Sector) ขณะที่ นักลงทุนจากจีนมองหาโอกาสขยายกำลังการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคในประเทศเวียดนาม

 

ผลกระทบจากภาษีนำเข้ายุค Trump 2.0

 

คำถามที่ลูกค้าถามมายังธนาคารเอชเอสบีซีเป็นจำนวนมาก คือ กลยุทธ์ ‘China+1’ จะดำเนินต่อไปได้หรือไม่ท่ามกลางนโยบายกำแพงภาษียุค Trump 2.0 ทั้งนี้ แม้ขณะนี้จะยังเร็วไปที่จะสรุป แต่ข้อมูลก็บ่งชี้ว่ากลยุทธ์ China+1 จะดำเนินต่อไปได้ เนื่องจากการค้ายังคงเติบโตต่อเนื่อง และแนวโน้มการเติบโตของ FDI ยิ่งมากขึ้น

 

สิ่งที่ทำให้แปลกใจ คือ ประเทศไทยมีการขอรับส่งเสริมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศเพิ่มสูงจนมีมูลค่าเกือบ 7% ของ GDP ของประเทศไทย (กราฟที่ 3) โดย 40% ของการขอรับส่งเสริมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ มาจาก ‘ภาคดิจิทัล’ ซึ่งเราคาดว่ามาจากการลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์

 

โดยการลงทุนจากจีนคิดเป็นเกือบ 40% ของมูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่ได้รับการอนุมัติทั้งหมดของไทย ตั้งแต่ต้นปี 2568 (กราฟที่ 4) ที่น่าสนใจคือส่วนใหญ่ลงทุนในภาคผลิตภัณฑ์โลหะ, ภาคเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (E&E), และภาคดิจิทัล อย่างไรก็ตาม ยังไม่แน่ชัดว่าแนวโน้มนี้จะดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่องและเติบโตในระดับสูงเช่นนี้ได้หรือไม่ เมื่อพิจารณาจากความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย -กัมพูชา และการเลือกตั้งที่จะมาถึงในเดือนกุมภาพันธ์ 2569

 

มองระเบียงการค้าอาเซียน - จีน เติบโตทั้งด้านการค้าและเม็ดเงิน FDI จากจีนเข้ามายัง อาเซียน 2

 

เช่นเดียวกับมาเลเซีย มูลค่าการลงทุนโดยตรงจากจีนพุ่งสูงขึ้นช่วยผลักดันพอร์ต FDI รวมของประเทศ ณ ไตรมาสที่ 3 ปี 2568 ส่วนเวียดนาม กระแส FDI ใหม่จากจีนที่ไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่องช่วยชดเชยการลงทุนที่ลดลง ทั้งนี้ สิ่งสำคัญสำหรับอาเซียนไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องการย้ายฐานการผลิตเท่านั้น แต่ยังเป็นประเด็นที่ว่า ภูมิภาคอาเซียนจะสามารถเปลี่ยนแนวโน้มนี้ให้เป็นส่วนแบ่งตลาดที่ใหญ่ขึ้นในระดับโลกได้สำเร็จมากน้อยเพียงใด

 

ภาพ: CHUNYIP WONG/Getty Images

The post มองระเบียงการค้าอาเซียน – จีน เติบโตทั้งด้านการค้าและเม็ดเงิน FDI จากจีนเข้ามายังอาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่งออกไทยขยายตัว 17 เดือนติดต่อกัน หลังเดือน พ.ย. โต 7.1% สนค.คาดทั้งปีโต 11.6% – 12.1% ชี้บาทแข็งกระทบสินค้ามาร์จิ้นต่ำ https://thestandard.co/exports-grow-17-months-and-baht/ Thu, 25 Dec 2025 05:36:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1158101 ส่งออกไทยขยายตัว 17 เดือนติดต่อกัน หลังเดือน พ.ย. โต 7.1% สนค.คาดทั้งปีโต 11.6% - 12.1% ชี้ บาทแข็งกระทบสินค้ามาร์จิ้นต่ำ

สนค.เผยตัวเลขการส่งออกไทยเดือนพฤศจิกายนขยายตัว 7.1% โดย […]

The post ส่งออกไทยขยายตัว 17 เดือนติดต่อกัน หลังเดือน พ.ย. โต 7.1% สนค.คาดทั้งปีโต 11.6% – 12.1% ชี้บาทแข็งกระทบสินค้ามาร์จิ้นต่ำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่งออกไทยขยายตัว 17 เดือนติดต่อกัน หลังเดือน พ.ย. โต 7.1% สนค.คาดทั้งปีโต 11.6% - 12.1% ชี้ บาทแข็งกระทบสินค้ามาร์จิ้นต่ำ

สนค.เผยตัวเลขการส่งออกไทยเดือนพฤศจิกายนขยายตัว 7.1% โดยเร่งตัวจาก 5.7% ในเดือนก่อนหน้า ส่งผลให้การส่งออกขยายตัว 17 เดือนติดต่อกัน ส่วนตัวเลขทั้งปีคาดขยายตัว 11.6% ถึง 12.1% ก่อนจะชะลอลงเหลือ -3.1% ถึง 1.1% ในปีหน้า ชี้บาทแข็งกระทบสินค้ามาร์จิ้นต่ำโดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเกษตร

 

แนวโน้มส่งออกไทย บาทแข็งกระทบสินค้ามาร์จิ้นต่ำ

 

วันนี้ (25 ธันวาคม) นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่า แนวโน้มการส่งออกในช่วงที่เหลือของปี 2568 และปี 2569 ทาง สนค.คาดว่า การส่งออกปี 2568 จะขยายตัวมากกว่าที่คาดในระดับสองหลัก โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีความต้องการในระดับสูง และการดำเนินมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ กับจีน และประเทศต่างๆ ผ่อนคลายลงกว่าช่วงต้นปี

 

โดยประเมินการส่งออกในเดือนธันวาคม 2568 ไว้ที่ 25,000 – 26,500 ล้านดอลลาร์ และมองมูลค่าการส่งออกทั้งปีไว้ที่ 335,707 – 337,207 ล้านดอลลาร์ และมีการขยายตัวที่ 11.6% – 12.1% YoY

 

อย่างไรก็ตาม นันทพงษ์ ชี้ว่า สินค้ามาร์จิ้นต่ำจะมีความอ่อนไหวต่อการแข็งค่าของเงินบาทสูง โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มเกษตรและอาหาร ที่มีการส่งออกที่ติดลบมากกว่าสินค้าประเภทอื่นๆ สะท้อนจากการติดลบในเดือนพฤศจิกายน เพียงเดือนเดียวที่ติดลบ 15.7% เมื่อเทียบกับภาพใหญ่ 11 เดือน ที่ติดลบ 4.3%

 

สำหรับในปี 2569 สนค.คาดว่าจะเติบโตชะลอลง จากภาวะเศรษฐกิจโลกและคู่ค้าสำคัญที่ชะลอตัว ผลของมาตรการภาษีสหรัฐฯ เริ่มชัดเจนขึ้น ปัญหาด้านราคาและค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นส่งผลต่อขีดความสามารถทางการแข่งขัน ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงอยู่ และปัญหาสภาพอากาศรุนแรงจะส่งผลต่อสินค้าเกษตร เบื้องต้น สนค. ประเมินภาวะการส่งออกปี 2569 ไว้ที่ -3.1% ถึง 1.1% จากปี 2568

 

ทั้งนี้ ในปีหน้ากระทรวงพาณิชย์จะมุ่งเน้นการเร่งเจรจาความตกลง Reciprocal Trade กับสหรัฐฯ ให้แล้วเสร็จ พร้อมกับเพิ่มความเข้มงวดเรื่องถิ่นกำเนิดสินค้า รวมไปถึงกวาดล้างธุรกิจนอมินี และเดินหน้าเจรจาและผลักดันการใช้ประโยชน์จาก FTA สร้างแต้มต่อทางการค้า และร่วมมือกับภาคเอกชนผลักดันเป้าหมายการส่งออกให้เติบโตท่ามกลางอุปสงค์ที่อ่อนแอและความไม่แน่นอนที่ยังมีต่อเนื่องในปีหน้า

 

ส่องตัวเลขส่งออก 11 เดือนแรกปีนี้

 

  • ม.ค. 2568 +13.6%
  • ก.พ. 2568 +14.0%
  • มี.ค. 2568 +17.8%
  • เม.ย. 2568 +10.2%
  • พ.ค. 2568 +18.4%
  • มิ.ย. 2568 +15.5%
  • ก.ค. 2568 + 11.0%
  • ส.ค. 2568 + 5.8%
  • ก.ย. 2568 +19%
  • ต.ค. 2568 +5.7%
  • พ.ย. 2568 +7.1%

 

ทั้งนี้ การส่งออกของไทยในเดือนพฤศจิกายน 2568 มีมูลค่า 27,445.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (890,204 ล้านบาท) เติบโต 7.1% ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 17 ติดต่อกัน หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย ขยายตัวที่ 11.8%

 

การส่งออกยังคงได้รับแรงสนับสนุนหลักจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ตามวัฏจักรขาขึ้นของคอมพิวเตอร์และการเติบโตของเทคโนโลยีสมัยใหม่ AI ส่งผลให้ภาพรวมของสินค้าอุตสาหกรรมขยายตัวในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง

 

อย่างไรก็ตาม ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ยังคงสร้างความไม่แน่นอนต่อการค้าในระยะข้างหน้า ด้วยสัญญาณการชะลอตัวของตลาดสำคัญ เช่น จีน ญี่ปุ่น และกลุ่มประเทศ CLMV ขณะที่การส่งออกสินค้าเกษตรของไทยยังคงอยู่ในภาวะหดตัวจากภัยพิบัติทางธรรมชาติและการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดโลก

 

ทั้งนี้ การส่งออก 11 เดือนแรกของปี 2568 มีมูลค่า 310,706.6 ล้านดอลลาร์ (10,207,181 ล้านบาท) ขยายตัวที่ 12.6% หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย ขยายตัวที่ 13.7%

 

ส่วนการนำเข้า มีมูลค่า 30,172.5 ล้านดอลลาร์ (991,244 ล้านบาท) ขยายตัว 17.6% ขณะที่การนำเข้าตลอด 11 เดือนแรกของปี มีมูลค่า 315,662.5 ล้านดอลลาร์ (10,493,934 ล้านบาท) ขยายตัว 12.4%

 

ส่งผลให้ดุลการค้าไทย ในเดือนพฤศจิกายน 2568 ขาดดุล 2,726.9 ล้านดอลลาร์ (หรือขาดดุล 101,040 ล้านบาท) ส่วนภาพรวม 11 เดือนแรกของปี 2568 ขาดดุล 4,956.0 ล้านดอลลาร์ (หรือขาดดุล 286,753 ล้านบาท)

 

ยันเดือนพฤศจิกายน ‘ไร้ส่งออกทองไปกัมพูชา’

 

สำหรับการส่งออกทองคำ นันทพงษ์เผยว่า การส่งออกทองคำขยายตัว 13.2% ตลอด 11 เดือนแรกของปี มูลค่าทั้งสิน 11,900.3 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 3.8% ของการส่งออก โดยตลาดที่ขยายตัวดีที่สุด ประกอบด้วย สวิตเซอร์แลนด์ กัมพูชา สิงคโปร์ ลาว

 

อย่างไรก็ตาม การส่งออกทองคำในเดือนพฤศจิกายน ติดลบ 51.2% โดยมีสาเหตุจากการขายทำกำไรในช่วงปลายปี และไม่มีการส่งออกทองคำไปกัมพูชา

 

11 เดือน ยังขาดดุลจีน เกินดุลสหรัฐฯ

 

นันทพงษ์ เผยว่า มูลค่าการส่งออกไปสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายน 2568 อยู่ที่ 6,468.9 ล้านดอลลาร์ และนำเข้า 1,752.2 ล้านดอลลาร์ ทำให้ไทยเกินดุลสหรัฐฯ 4,716.4 ล้านดอลลาร์

 

เมื่อพิจารณาการส่งออกไปยังสหรัฐฯ ในช่วง 11 เดือนแรกของปี มีมูลค่าอยู่ที่ 65,318 ล้านดอลลาร์ และมีการนำเข้า 13,052.3 ล้านดอลลาร์ เกินดุล 46,265.3 ล้านดอลลาร์

 

ขณะที่การส่งออกสินค้าไทยไปจีนตลอด 11 เดือนแรกของปี มีมูลค่าอยู่ที่ 36,588 ล้านดอลลาร์ และมีการนำเข้าที่ 97,223.5 ล้านดอลลาร์ ดุลการค้า ขาดดุล 60,646.8 ล้านดอลลาร์

 

โดยนันทพงษ์อธิบายว่า การนำเข้าจากจีนประกอบด้วยสินค้า 2 ส่วน ได้แก่ สินค้าทุน และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ใช้ภายในประเทศ ซึ่งสินค้าทุนจะสอดคล้องกับการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และมีสัดส่วนเป็นซัพพลายเออร์ค่อนข้างสูง

 

นันทพงษ์ระบุว่า สนค. จะพิจารณา 3 กลไกสำคัญในการส่งออกปีหน้า ได้แก่ ดุลการค้า, กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า (Rule of Origin) และข้อกีดกันทางการค้าอื่นๆ ที่ไม่ใช่ภาษี (NTBs)

The post ส่งออกไทยขยายตัว 17 เดือนติดต่อกัน หลังเดือน พ.ย. โต 7.1% สนค.คาดทั้งปีโต 11.6% – 12.1% ชี้บาทแข็งกระทบสินค้ามาร์จิ้นต่ำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อินโดนีเซียปิดดีลภาษี เปิดทางแร่นิกเกิลให้สหรัฐฯ แลกยกเว้นภาษีปาล์ม-กาแฟ-โกโก้ https://thestandard.co/indonesia-us-nickel-palm-tax/ Tue, 23 Dec 2025 10:34:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1157533 อินโดนีเซียปิดดีลภาษี เปิดทางแร่นิกเกิลให้ สหรัฐฯ แลกยกเว้นภาษีปาล์ม-กาแฟ-โกโก้

สหรัฐฯ ได้สิทธิ์เข้าถึงนิกเกิลและแร่ยุทธศาสตร์ แลกยกเว้ […]

The post อินโดนีเซียปิดดีลภาษี เปิดทางแร่นิกเกิลให้สหรัฐฯ แลกยกเว้นภาษีปาล์ม-กาแฟ-โกโก้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อินโดนีเซียปิดดีลภาษี เปิดทางแร่นิกเกิลให้ สหรัฐฯ แลกยกเว้นภาษีปาล์ม-กาแฟ-โกโก้

สหรัฐฯ ได้สิทธิ์เข้าถึงนิกเกิลและแร่ยุทธศาสตร์ แลกยกเว้นภาษีสินค้าเกษตรอินโดนีเซีย ปราโบโวเตรียมเยือนวอชิงตันลงนามดีลมกราคม ย้ำข้อตกลงเชิงพาณิชย์-ยุทธศาสตร์ ไม่กระทบอธิปไตย เดินหน้าลดอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษี รับข้อกังวลนักลงทุนสหรัฐฯ

 

รายงานข่าวระบุว่า อินโดนีเซียเปิดเผยว่าได้บรรลุข้อตกลงด้านภาษีกับสหรัฐอเมริกาแล้ว และตั้งเป้าลงนามอย่างเป็นทางการภายในเดือนมกราคมนี้ โดยสหรัฐฯ จะได้รับสิทธิ์ในการเข้าถึงแร่ธาตุสำคัญของอินโดนีเซีย ขณะที่อินโดนีเซียจะได้รับการยกเว้นภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าส่งออกหลัก อาทิ น้ำมันปาล์ม กาแฟ และโกโก้

 

แอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย กล่าวว่า อินโดนีเซียและสหรัฐฯ ได้บรรลุข้อตกลงว่าด้วยการยกเว้นภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าสำคัญบางรายการของอินโดนีเซีย โดยทั้งสองฝ่ายมีแผนจะลงนามภายในสิ้นเดือนมกราคมนี้

 

ฮาร์ตาร์โตกล่าวภายหลังการหารือกับนายเจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ว่า “สิ่งสำคัญที่สุดคือการปกป้องผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย และเราได้หารือในประเด็นที่มีความสำคัญต่อทั้งอินโดนีเซียและสหรัฐฯ”

 

เขาระบุอีกว่า อินโดนีเซียได้รับการยกเว้นภาษีศุลกากรเป็นกรณีพิเศษสำหรับสินค้าส่งออกหลักหลายรายการ ได้แก่ น้ำมันปาล์ม กาแฟ โกโก้ และชา ขณะที่ในทางกลับกัน สหรัฐฯ จะได้รับสิทธิ์ในการเข้าถึงแร่ธาตุสำคัญของอินโดนีเซีย ซึ่งสะท้อนถึงความสนใจของสหรัฐฯในการเสริมสร้างความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน

 

โดยอินโดนีเซียถือเป็นผู้ผลิตนิกเกิลรายใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่งแร่ชนิดนี้เป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า นอกจากนี้ ยังเป็นผู้ผลิตทองแดง บ็อกไซต์ และดีบุกรายใหญ่ด้วย

 

ฮาร์ตาร์โตกล่าวเพิ่มเติมว่า ทีมงานด้านเทคนิคจากทั้งสองประเทศจะดำเนินการสรุปถ้อยคำในข้อตกลง รวมถึงการตรวจสอบทางกฎหมายและการปรับแก้เอกสาร ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณหนึ่งสัปดาห์ โดยจะดำเนินการระหว่างวันที่ 12-19 มกราคม 2569

 

เขากล่าวว่า ภายในสิ้นเดือนมกราคม ประธานาธิบดีปราโบโว สุเบียนโต ของอินโดนีเซีย มีกำหนดเดินทางไปกรุงวอชิงตัน เพื่อร่วมลงนามในข้อตกลงกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ โดย “ฝ่ายสหรัฐฯ กำลังจัดเตรียมช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการพบปะของผู้นำทั้งสอง”

 

ทั้งนี้ ข้อตกลงดังกล่าวพัฒนามาจากความตกลงก่อนหน้านี้ที่บรรลุในเดือนกรกฎาคม ซึ่งสหรัฐฯ ตกลงลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากอินโดนีเซียลงเหลือ 19% จากเดิมที่เคยขู่จะเรียกเก็บในอัตรา 32%

 

ฮาร์ตาร์โตกล่าวว่า ข้อตกลงนี้เปิดโอกาสให้สินค้าจากสหรัฐฯ เข้าสู่ตลาดอินโดนีเซีย ขณะเดียวกันก็ขยายโอกาสในการเข้าถึงตลาดสหรัฐฯ ของอินโดนีเซียด้วย

 

เขายังปฏิเสธข้อเสนอแนะที่ว่า อินโดนีเซียอาจยอมรับเงื่อนไขลักษณะพิเศษเช่นเดียวกับที่มาเลเซียและกัมพูชาตกลงกับสหรัฐฯ ซึ่งถูกมองว่าเป็นการป้องกันไม่ให้ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทำข้อตกลงแยกต่างหากกับจีน และก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการละเมิดอธิปไตยของชาติ

 

“ข้อตกลงนี้มีทั้งมิติทางการค้าและเชิงยุทธศาสตร์ และเป็นประโยชน์ร่วมกันต่อเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ” ฮาร์ตาร์โตกล่าว

 

ในประเด็นอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษี ฮาร์ตาร์โตระบุว่า อินโดนีเซียจะเดินหน้าปรับปรุงกระบวนการทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยอ้างถึงการจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อแก้ไขอุปสรรคด้านกฎระเบียบและการบริหารที่นักลงทุนเผชิญ

 

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลได้เปิดช่องทางการรายงานเฉพาะภายใต้คณะทำงานดังกล่าว เพื่อเร่งรัดการประสานงานระหว่างกระทรวงและหน่วยงานของรัฐอื่นๆ พร้อมเปิดทางนักธุรกิจสหรัฐฯ

 

ทั้งนี้ อุปสรรคที่ไม่เกี่ยวข้องกับภาษีการค้าเป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่สหรัฐฯ หยิบยกขึ้นมาในการเจรจากับอินโดนีเซีย โดยสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ระบุว่า ความไม่แน่นอนทางกฎหมายที่ยังคงมีอยู่ แนวคิดชาตินิยมทางเศรษฐกิจ และอิทธิพลที่มากเกินไปของกลุ่มผลประโยชน์ทางธุรกิจในประเทศ เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการบรรลุข้อตกลงกับอินโดนีเซีย

 

USTR ยังตั้งข้อสังเกตว่า กฎระเบียบของอินโดนีเซียมักกำหนดให้บริษัทต่างชาติต้องร่วมมือกับบริษัทในท้องถิ่น และจัดหาสินค้าและบริการจากภายในประเทศ โดยภาคส่วนที่นักลงทุนสหรัฐฯ แสดงความกังวลเป็นพิเศษ ได้แก่ พลังงาน เหมืองแร่ และโทรคมนาคม

 

ภาพ: Global Images Ukraine/Getty image

 

อ้างอิง:

The post อินโดนีเซียปิดดีลภาษี เปิดทางแร่นิกเกิลให้สหรัฐฯ แลกยกเว้นภาษีปาล์ม-กาแฟ-โกโก้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่งออกไทยโตชะลอตัวเหลือ 5.7% ในเดือน ต.ค. ชะลอจาก 19% ในเดือนก่อน ผลจากฐานการส่งออกที่สูงในช่วงก่อนหน้า แต่ยังขยายตัว 16 เดือนติดต่อกัน https://thestandard.co/thai-export-october-5-7-slowdown/ Tue, 25 Nov 2025 06:14:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1147269 ส่งออกไทยโตชะลอตัวเหลือ 5.7% ในเดือน ต.ค. ชะลอจาก 19% ในเดือนก่อน ผลจากฐานการส่งออกที่สูงในช่วงก่อนหน้า แต่ยังขยายตัว 16 เดือนติดต่อกัน

ส่งออกไทยชะลอตัวในเดือนตุลาคม แต่ยังขยายตัว 16 เดือนติด […]

The post ส่งออกไทยโตชะลอตัวเหลือ 5.7% ในเดือน ต.ค. ชะลอจาก 19% ในเดือนก่อน ผลจากฐานการส่งออกที่สูงในช่วงก่อนหน้า แต่ยังขยายตัว 16 เดือนติดต่อกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่งออกไทยโตชะลอตัวเหลือ 5.7% ในเดือน ต.ค. ชะลอจาก 19% ในเดือนก่อน ผลจากฐานการส่งออกที่สูงในช่วงก่อนหน้า แต่ยังขยายตัว 16 เดือนติดต่อกัน

ส่งออกไทยชะลอตัวในเดือนตุลาคม แต่ยังขยายตัว 16 เดือนติดต่อกัน โต 5.7% ชะลอจาก 19.0% ในเดือนก่อน ผลจากฐานการส่งออกที่สูงในช่วงก่อนหน้า และสนค. คาดว่าจะโตชะลอลงอีก ทั้งในปีนี้ และปีถัดไป

 

วันนี้ (25 พฤศจิกายน) นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่า การส่งออกของไทยในเดือนตุลาคม 2568 มีมูลค่า 28,835.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือราว 910,316 ล้านบาท) ขยายตัว 5.7% เมื่อเทียบเป็นรายปี (YoY) นับเป็นการขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 16 ติดต่อกัน แต่เป็นอัตราการขยายตัวที่ชะลอลง จากระดับ 19 % ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา

 

การส่งออกไปยังตลาดหลักอย่างสหรัฐฯ จีน และสหภาพยุโรป รวมถึงตลาดรอง เช่น เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และลาตินอเมริกา ยังคงขยายตัวได้ดี แม้ว่าจะมีแรงกดดันจากการปรับขึ้นภาษีของสหรัฐฯ

 

โดยปัจจัยหลักที่สนับสนุนการส่งออกให้ฟื้นตัว มาจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังมีอยู่ต่อเนื่อง รวมถึงสินค้ากลุ่มยานยนต์ และภาคการผลิตโลกที่อยู่ในภาวะขยายตัว จากผลผลิตและคำสั่งซื้อใหม่ อย่างไรก็ตาม การส่งออกสินค้าเกษตรของไทยยังคงอยู่ในภาวะหดตัว

 

โดยการส่งออก 10 เดือนแรกของปี 2568 มีมูลค่า 282,982.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือราว 9,307,535 ล้านบาท) ขยายตัวที่ 13.0% หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย ขยายตัวที่ 13.8%

 

ส่วนการนำเข้าในเดือนตุลาคม 2568 มีมูลค่า 32,272.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือราว 1,032,034 ล้านบาท) ขยายตัว 16.3% ขณะที่การนำเข้าตลอด 10 เดือนแรกของปี 2568 มีมูลค่า 286,848.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือราว 9,548,691 ล้านบาท) ขยายตัว 12.4%

 

ส่งผลให้ดุลการค้าไทย ในเดือนตุลาคม 2568 ขาดดุล 3,436.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือขาดดุล 121,718 ล้านบาท) ส่วนภาพรวมในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 ขาดดุล 3,866.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือขาดดุล 241,155 ล้านบาท)

 

ส่องตัวเลขส่งออก 10 เดือนแรกปีนี้

 

  • ม.ค. 2568 +13.6%
  • ก.พ. 2568 +14.0%
  • มี.ค. 2568 +17.8%
  • เม.ย. 2568 +10.2%
  • พ.ค. 2568 +18.4%
  • มิ.ย. 2568 +15.5%
  • ก.ค. 2568 + 11.0%
  • ส.ค. 2568 + 5.8%
  • ก.ย. 2568 +19%
  • ต.ค. 2568 +5.7%

 

แนวโน้มการส่งออกในช่วงที่เหลือของปี

 

สนค.คาดว่า แนวโน้มการส่งออกในช่วงที่เหลือของปี 2568 จะยังคงขยายตัวได้ต่อเนื่อง แม้จะเติบโตในอัตราที่ชะลอลง โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีความต้องการในระดับสูง รวมถึงสินค้าเกษตรแปรรูปและอาหารที่ยังคงมีความต้องการในตลาดโลก อย่างไรก็ตาม ค่าเงินบาทที่อาจแข็งค่าขึ้นในช่วงปลายปี และปริมาณสินค้าเกษตรของไทยที่อาจลดลงจากปัญหาอุทกภัย ล้วนเป็นปัจจัยที่กระทรวงพาณิชย์ต้องติดตามต่อไป

 

ทั้งนี้ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้มีนโยบายและแผนงานในการขยายการส่งออกของไทย อาทิ การรักษาตลาดเดิม บุกตลาดศักยภาพใหม่ เร่งเจรจาความตกลงเพื่อเปิดประตูการค้า ในขณะที่ต้องเร่งเจรจาข้อตกลง Reciprocal Tariff พร้อมยกระดับหุ้นส่วนเศรษฐกิจกับสหรัฐฯ และหาข้อสรุปให้มีความชัดเจนโดยเร็ว เพื่อให้ผู้ส่งออกใช้ประโยชน์จากความตกลงให้ได้มากที่สุด รวมไปถึงการจัดตั้งทีมเฉพาะกิจเพื่อประเมินผลกระทบจากมาตรการภาษีเพื่อให้ผู้ส่งออกได้รับทราบข้อมูลที่จำเป็นในการบริหารจัดการต่อไป

 

ฐานปีก่อนสูง การส่งออกชะลอลงได้อีกปีนี้

 

สำหรับการส่งออกที่ชะลอตัวลงในเดือนตุลาคม 2568 นันทพงษ์อธิบายว่า เป็นผลจากฐานการส่งออกที่สูงในช่วง 2 เดือนก่อนหน้า ซึ่งเป็นไปตามวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และความต้องการจากสหรัฐที่ขยายตัวดีขึ้น โดยเชื่อว่าการส่งออกจะชะลอตัวลงในระยะถัดไปจากสต๊อกสินค้าที่ยังคงสูง

 

ส่วนการส่งออกช่วงปลายปี นันทพงษ์มองว่าจะมีการส่งออกที่ชะลอตัวลงเช่นกัน จากฐานการส่งออกที่สูงในปีก่อน โดยคาดว่า มูลค่าการส่งออก ตลอด 2 เดือนสุดท้ายของปี จะอยู่ที่ประมาณ 25,000 – 26,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

 

ทำให้ภาพรวมการส่งออกทั้งปีมีการขยายตัวอยู่ในกรอบ 10.7% ถึง 11.4% คิดเป็นมูลค่า 332982.1 ล้านเหรียญสหรัฐ ถึง 334982.1 ล้านเหรียญสหรัฐ

 

นำเข้าโตพุ่ง 16.3% เสี่ยงสวมสิทธิ์หรือไม่

 

สำหรับการนำเข้า ซึ่งมีการเติบโตค่อนข้างสูงในระดับ 16.3% เมื่อเทียบกับการส่งออกที่ขยายตัว 5.7% และอาจบ่งถึงการหลั่งไหลเข้ามาของสินค้าสวมสิทธิ์หรือไม่

 

ทางด้านนันทพงษ์อธิบายว่า การนำเข้าที่เพิ่มสูงขึ้น มาจากการนำเข้าวัตถุดิบกึ่งสำเร็จ เช่น แผงวงจรไฟฟ้า เหล็ก สินแร่ ซึ่งมีสัดส่วนการนำเข้า 42.8% และขยายตัวที่ 43.5% ซึ่งสอดคล้องกับมูลค่าการส่งออกของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์

 

นอกจากนี้ การนำเข้าสินค้าทุน เช่น เครื่องจักรไฟฟ้า เครื่องจักรอื่นๆ ก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การนำเข้าในเดือนตุลาคมสูงขึ้นเช่นกัน

 

ส่งออกปีหน้า ชะลอตัวต่อ แต่ยังเป็นบวก

 

สำหรับการส่งออกในปี 2569 นันทพงษ์ระบุว่า มี 3 สัญญาณที่ทำให้คาดการณ์ได้ว่า การส่งออกจะชะลอตัวลงในปีต่อไป ประกอบด้วย 1) ฐานการส่งออกที่ค่อนข้างสูงในปีนี้ 2) มาตรการภาษีสหรัฐฯ ที่จะเริ่มเห็นผลกระทบของการชะลอตัว แม้ไทยจะสามารถปรับตัวได้ดี 3) ความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์ที่กระทบให้อุปสงค์โลกลดลง

 

โดยการส่งออกที่ชะลอตัวลง นันทพงษ์มองว่าสอดคล้องกับ ประมาณการเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงในปีถัดไป ตามการประเมินของ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจโลกจะชะลอตัว โดย GDP จะขยายตัว 3.2% ในปี 2568 และชะลอลงเหลือ 3.1% ในปี 2569 เช่นเดียวกับ องค์การการค้าโลก (WTO) ที่ประเมินชะลอเช่นกัน โดยประเมินว่า GDP จะขยายตัว 2.5% ในปีนี้ และโต 0.5% ในปีถัดไป

 

ส่วนจะชะลอตัวลงมากน้อยเพียงไร ทางนันทพงษ์ ระบุว่า สนค. จะประเมินตัวเลขอีกครั้งหนึ่ง โดยอิงจากข้อมูลที่มี ควบคู่หารือสถานการณ์กับผู้ส่งออก คาดว่าจะเสร็จสิ้นในเดือนธันวาคม และน่าจะยังเป็นบวกได้

 

น้ำท่วมกระทบส่งออกไปมาเลเซีย

 

สำหรับสถานการณ์อุทกภัยทางภาคใต้ของประเทศไทย นันทพงษ์ระบุว่าจะทำการประเมินผลกระทบให้ชัดเจน และแถลงพร้อมดัชนีการผลิตและความเชื่อมั่นผู้บริโภคในวันที่ 3 ธันวาคม 2568 โดยนันทพงษ์เชื่อว่าจะกระทบการส่งออกไปยังมาเลเซีย ซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลักในภาคใต้ และเป็นตลาดการส่งออกที่มีมูลค่าสูงสุดในอาเซียน

 

ผลบวกสินค้าเกษตร หากภาษีทรัมป์เป็นโมฆะ

 

หากศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำตัดสินว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ใช้อำนาจเกินขอบเขตตามกฎหมาย IEEPA ปี 1977 ในการเรียกเก็บภาษีศุลกากรแบบตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ต่อประเทศคู่ค้า นันทพงษ์มองว่าจะเป็นผลดีต่อสินค้ามาร์จิ้นต่ำ เช่น สินค้าเกษตร

 

ทั้งนี้ ผลคำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯ จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกไทยมากน้อยเพียงไรนั้น นันทพงษ์ระบุว่า ต้องพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทย

The post ส่งออกไทยโตชะลอตัวเหลือ 5.7% ในเดือน ต.ค. ชะลอจาก 19% ในเดือนก่อน ผลจากฐานการส่งออกที่สูงในช่วงก่อนหน้า แต่ยังขยายตัว 16 เดือนติดต่อกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทินวางยุทธศาสตร์ ‘New Rice Economy’ ปรับโครงสร้างข้าวครั้งใหญ่ ดันสู่ตลาดพรีเมียม https://thestandard.co/new-rice-economy-strategy/ Wed, 19 Nov 2025 00:36:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1144799 อนุทินวางยุทธศาสตร์ ‘New Rice Economy’ ปรับโครงสร้างข้าวครั้งใหญ่ ดันสู่ตลาดพรีเมียม

วานนี้ (18 พฤศจิกายน) สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจ […]

The post อนุทินวางยุทธศาสตร์ ‘New Rice Economy’ ปรับโครงสร้างข้าวครั้งใหญ่ ดันสู่ตลาดพรีเมียม appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทินวางยุทธศาสตร์ ‘New Rice Economy’ ปรับโครงสร้างข้าวครั้งใหญ่ ดันสู่ตลาดพรีเมียม

วานนี้ (18 พฤศจิกายน) สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ครั้งที่ 1/2568 โดยมี เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี เป็นรองประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ภาคเอกชน นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าว สมาคมโรงสีข้าว และผู้แทนภาคเกษตรกร อาทิ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย เข้าร่วมประชุม

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การประชุม นบข. เป็นกลไกสำคัญในการกำหนดทิศทางการบริหารจัดการข้าวของประเทศ ทั้งด้านการผลิต การตลาด และการยกระดับคุณภาพชีวิตชาวนา ให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการบริหารจัดการราคาสินค้าเกษตรให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมในช่วงปีนี้ สถานการณ์ตลาดข้าวโลกมีความผันผวนสูง

 

ในโอกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้กราบบังคมทูลต่อหน้าพระพักตร์ว่า จีนจะซื้อข้าวไทย 500,000 ตัน ซึ่งนับเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อราคาข้าวไทย นอกจากนั้นไทยยังตกลงขายข้าว และอาหารล่วงหน้าให้แก่สิงคโปร์ 100,000 ตัน นายกรัฐมนตรีจึงได้กล่าวขอบคุณกระทรวงพาณิชย์ และทุกฝ่ายที่ได้เตรียมการ รวมถึงการเจรจาทุกระดับอย่างต่อเนื่องจนนำมาสู่ผลสำเร็จนี้ โดยถือเป็นการเปิดตลาด เปิดโมเมนตัมแล้ว ขอให้เดินหน้าปรับปรุงคุณภาพข้าวให้ดีที่สุด

 

ดังนั้น จึงจำเป็นต้องวางนโยบายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตชาวนา ควบคู่กับการรักษามาตรฐานของสินค้าข้าวไทยอย่างจริงจัง โดยขอให้ร่วมกันหาแนวทาง/มาตรการข้าวที่ยั่งยืนในระยะยาวให้ข้าวไทยเป็นข้าวคุณภาพ มีผลผลิตต่อไร่สูง ชาวนาขายข้าวได้ในราคาที่เหมาะสม ไม่ได้รับความเดือดร้อนในการประกอบอาชีพ

 

รัฐบาลมีความตั้งใจจริงที่จะให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว ทั้งในด้านรายได้ชาวนา คุณภาพการผลิต และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ นโยบายและมาตรการที่ดำเนินการจะต้องเป็นรากฐานให้กับอนาคตที่มั่นคงของวงการข้าวไทย โดยวันนี้ ขอให้ที่ประชุมพิจารณานโยบายและมาตรการต่างๆ ที่ทำให้ชาวนามีรายได้ที่มั่นคง โดยยึดหลักสำคัญ 3 ประการ

 

1. บริหารจัดการราคาข้าวให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม พร้อมยกระดับรายได้และลดต้นทุนให้ชาวนาอย่างยั่งยืน
2. เพิ่มศักยภาพการแข่งขันของข้าวไทย ทั้งด้านคุณภาพ มาตรฐาน และโลจิสติกส์
3. สร้างเสถียรภาพตลาด ทั้งตลาดภายในประเทศ และตลาดต่างประเทศ ควบคู่กันไป

 

นายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่า ความร่วมมือของทุกภาคส่วนจะช่วยกันขับเคลื่อนอนาคตข้าวไทย และสร้างความมั่นคงให้กับพี่น้องเกษตรกรอย่างแท้จริง
ทั้งนี้ ที่ประชุมได้รับทราบรายงานสถานการณ์ข้าวโลก ที่ผลผลิตข้าวโลก ปี 2568/69 เมื่อรวมกับสต็อกข้าวต้นปี จะมีปริมาณผลผลิต (Supply) รวมเท่ากับ 729.45 ล้านตันข้าวสาร ในขณะที่มีความต้องการบริโภคและการค้า (Demand) รวมปริมาณ 604.25 ล้านตันข้าวสาร ซึ่งทำให้เกิดอุปทานส่วนเกินปริมาณ 125.20 ล้านตันข้าวสาร อันเป็นแรงกดดันราคาข้าวในตลาดโลก ขณะที่สถานการณ์ข้าวไทย ข้าวรวม (supply) ปี 2568/69 คาดว่ารวมจะอยู่ที่ 27.31 ล้านตันข้าวสาร และความต้องการใช้ข้าวไทย รวม 23.5 ล้านตันข้าวสาร

 

ที่ประชุมมีมติทบทวนแนวทางดำเนินโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2568/69 ให้เกษตรกรนำข้าวเปลือกเข้าฝากเก็บในยุ้งฉางเป็นระยะเวลา 1–5 เดือน ตั้งเป้าปริมาณ 3 ล้านตันข้าวเปลือก โดยทบทวนราคาสินเชื่อสำหรับข้าวเจ้า ข้าวปทุมธานี และข้าวเหนียว ให้สอดคล้องกับราคาตลาดปัจจุบัน และเกษตรกรที่มียุ้งฉางของตัวเองจะได้ค่าฝากเก็บ 1,500 บาทต่อตัน

 

นอกจากนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบในหลักการจัดทำมาตรการ ภายใต้กรอบแนวคิด ข้าวไทยสู่เศรษฐกิจอนาคต (New Rice Economy) โดยมาตรการระยะสั้น เน้นการบริหารจัดการข้าวขาวที่มีส่วนเกิน ได้แก่ โครงการดูดซับข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2568/69 เป้าหมาย 3 ล้านตันข้าวเปลือก วงเงินจ่ายขาด 1,680 ล้านบาท เพื่อดูดซับอุปทาน (Supply) ในตลาด และระบายออกอย่างเหมาะสมตามสถานการณ์ตลาด และมีแผนนำข้าวเปลือกไปแปรรูปเป็นข้าวสารบรรจุถุง จำหน่ายเพื่อเชื่อมโยงไปยังหน่วยงานที่มีความต้องการใช้จริง อาทิ กระทรวงยุติธรรม (กรมราชทัณฑ์) หน่วยงานกองทัพ และหน่วยงานรัฐอื่น ๆ

 

มาตรการระยะยาวเพื่อปรับปรุงโครงสร้างการผลิต ที่ประชุมยังได้เห็นชอบเดินหน้ามาตรการระยะยาวเพื่อปรับปรุงโครงสร้างการผลิต โดยเฉพาะการศึกษาการปรับเปลี่ยนพื้นที่การเพาะปลูกข้าวนาปรังบางส่วน เพื่อให้มีความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่และความต้องการของตลาด กำหนดกรอบไว้ที่ 1,000,000 ไร่ โดยที่ประชุมมอบหมายให้มีการพิจารณากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบก่อนดำเนินการ

 

รวมถึงการส่งเสริมให้เกษตรกรปรับปรุงคุณภาพ โดยปรับเปลี่ยนไปสู่การผลิตข้าวคุณภาพสูงหรือข้าวเฉพาะ (Specialty Rice) เพื่อเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิต ช่วยให้มีตลาดรองรับ และสร้างการรับรู้แก่ผู้บริโภคเกี่ยวกับความโดดเด่นของข้าวไทยมากยิ่งขึ้น เช่น ข้าวหอมมะลิ ข้าวสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ข้าวที่มีอัตลักษณ์อื่น ๆ โดยกำหนดเป้าหมายเป็นกลุ่มเกษตรกร 200 กลุ่ม วงเงินจ่ายขาด 120 ล้านบาท และการพัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าวตามความต้องการของตลาด ซึ่งในพื้นที่ภาคกลางยังขาดข้าวคุณภาพสูงที่มีความหลากหลาย เพื่อนำมาปลูกทดแทนข้าวพื้นแข็ง โดยมอบหมายให้กรมการข้าว ไปศึกษาเพิ่มเติมให้เกิดความเหมาะสมต่อไป

 

ที่ประชุมยังเห็นชอบการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการภายใต้คณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ รวม 4 คณะ ได้แก่ (1) คณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติด้านการผลิต (2) คณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติด้านการตลาด (3) คณะอนุกรรมการพิจารณาชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต็อก และ (4) คณะอนุกรรมการติดตามกำกับดูแลการบริหารจัดการข้าวระดับจังหวัด โดยมอบหมายกรมการค้าภายใน ในฐานะฝ่ายเลขานุการฯ นบข. เสนอคำสั่งฯ ประธานกรรมการ นบข. ลงนามต่อไป

The post อนุทินวางยุทธศาสตร์ ‘New Rice Economy’ ปรับโครงสร้างข้าวครั้งใหญ่ ดันสู่ตลาดพรีเมียม appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ แจ้งข่าวดีกลางวงที่ประชุมนบข.ขายข้าวจีนได้ 5 แสนตัน วอนร่วมกันเป็นเซลส์แมนขายสินค้าเกษตรไทย https://thestandard.co/pm-sells-rice-to-china/ Tue, 18 Nov 2025 09:57:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1144632 นายกฯ แจ้งข่าวดีกลางวงที่ประชุมนบข. ขายข้าว จีน ได้ 5 แสนตัน วอนร่วมกันเป็นเซลส์แมนขายสินค้าเกษตร ไทย

วันนี้ (18 พฤศจิกายน) เวลา 15.30 น. วันที่ 18 พ.ย. ที่ต […]

The post นายกฯ แจ้งข่าวดีกลางวงที่ประชุมนบข.ขายข้าวจีนได้ 5 แสนตัน วอนร่วมกันเป็นเซลส์แมนขายสินค้าเกษตรไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ แจ้งข่าวดีกลางวงที่ประชุมนบข. ขายข้าว จีน ได้ 5 แสนตัน วอนร่วมกันเป็นเซลส์แมนขายสินค้าเกษตร ไทย

วันนี้ (18 พฤศจิกายน) เวลา 15.30 น. วันที่ 18 พ.ย. ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ครั้งที่ 1/2568

 

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การประชุมวันนี้เราต้องกำหนดกลไกสำคัญ เพื่อกำหนดทิศทางการบริหารจัดการข้าวของประเทศ รวมถึงการผลิต การตลาด และการยกระดับคุณภาพชีวิตพี่น้องชาวนา ให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการบริหารจัดการราคาสินค้าเกษตรให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

 

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ช่วงปีนี้สถานการณ์ตลาดข้าวโลกมีความผันผวนสูง ต้องขอบคุณกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องทุกท่านว่า ตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารประเทศได้มีความพยายามเร่งขายข้าวให้จีนได้เพิ่มอีก 500,000 ตัน ก็ได้เห็นความพยายามของทุกฝ่าย

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่อัปเดตให้ทราบตลอดเวลาว่าทำอย่างไรที่จะรีบปิดดีลจีนให้ได้ ทั้งเรื่องของสต๊อก คุณภาพของข้าว ซึ่งทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีความพร้อมอยู่แล้ว เพื่อที่จะบอกให้ทางจีนสั่งเพิ่มขึ้น

 

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงความสัมพันธ์ไทย – จีน ครบรอบ 50 ปีว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนอย่างเป็นทางการ ถือว่าเราได้ชงมาดีเมื่อผู้นำจีนได้เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประเด็นแรกที่ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง กราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงรับทราบคือการยืนยันที่จะให้การสนับสนุนสินค้าเกษตรของไทย

 

ขณะนั้นตนนั่งอยู่ในที่ประชุมด้วยคิดว่าเป็นคำพูดปกติธรรมดา ก็ยังลุ้นว่าจะได้หรือไม่ อีกสักพักประธานาธิบดีจีน พูดว่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าวจำนวน 500,000 ตัน พอท่านพูดคำนี้มาตนรู้เลยว่าสิ่งที่เราพยายามมาทั้งหมดมาบรรลุ ณ ที่นี้ ซึ่งทุกคนในห้องนี้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด แม้ว่าก่อนนี้มีการตั้งคำถามว่าเหตุใดทางสถานทูตจีนยังไม่คอนเฟิร์ม แต่บอกกับตนให้อดทน และมีแนวโน้มที่ดี ซึ่งตนก็นึกไม่ถึง แต่ทั้งหมดก็จบไปได้ในคราวนี้

 

นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้บอกว่า ให้ตนพูดคุยกับ ประธานาธิบดี และนายกรัฐมนตรีของจีน ในที่ประชุมเอเปค และที่ประชุมอาเซียน ซึ่งถือเป็นพระบารมี เพราะปกติเขาไม่ได้เปิดโอกาสให้พูดคุยเรื่องทวิภาคีเช่นนี้ ตอนนี้ก็ดีใจต้องฝากขอบพระคุณรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรสหกรณ์ และผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคน

 

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวว่า ขณะนี้มีการขาย Food Security และข้าวให้กับสิงคโปร์จำนวน 100,000 ตัน ซึ่งสามารถปิดดีลอย่างเป็นทางการ เมื่อครั้งเดินทางไปยังสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ ขอฝากทุกคนให้ทำหน้าที่เป็นเซลส์แมนขายสินค้าของไทยให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตอนนี้เปิดตลาดแล้วขอให้ทุกคนได้พยายามต่อไป และถ้าอยากรู้ว่าข้าวไทยดีแค่ไหน มีคุณภาพดีกว่าคนอื่นอย่างไร อร่อยกว่าคนอื่นอย่างไร หรือจุดแข็งอยู่ที่ไหน ต้องไปกินนอกประเทศแล้วท่านจะรู้ ว่าเวลาอยู่ต่างประเทศแล้วต้องกระเดือกข้าวเข้าไปแต่ละคำมันไม่ใช่ข้าวไทย คิดแล้วก็อยากให้ข้าวไทยมาอยู่ตรงนี้ เชื่อว่าทุกคนจะชอบแน่นอน

 

ทั้งนี้ อยากให้รักษา และปรับปรุงคุณภาพข้าวของไทยให้มีคุณภาพดีที่สุด เราเลยจุดคำว่าการแข่งขันไปแล้ว ไม่ใช่ไปขายแข่งกับเขา เพราะขายแข่งก็ลดราคาลงมาแข่งกัน เชื่อว่านางศุภจีขายได้หมดเกลี้ยง แต่จะเกิดอะไรขึ้นกับประเทศ รายได้ก็ไม่ได้ ชาวนาก็ขาดทุน ซึ่งเราไม่ต้องการสิ่งนั้น จึงเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการนบข. ที่จะกำหนดนโยบาย และแนวทาง รวมถึงกำหนดกลไกทำให้ราคาข้าวอยู่ในตลาดโลกได้ และรักษาคุณภาพที่ดีได้

 

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัจจุบันไทยมีปัญหาผลิตข้าวเกินความต้องการ ส่งผลกระทบต่อต้นทุนของชาวนา จึงอยากให้คณะกรรมการทุกท่านหาแนวทาง และมาตรการที่จะรักษาราคา และคุณภาพที่ยั่งยืนในระยะยาว ให้มีผลผลิตต่อไร่สูงขายได้ในราคาที่เหมาะสม ไม่มีความเดือดร้อนในห่วงโซ่การขายข้าวตั้งแต่ชาวนา โรงสี ผู้ค้าปลีก ผู้ค้าส่ง และการส่งออก อยากให้วินวินกันทุกฝ่าย ส่วนมาตรการช่วยเหลือชาวนาหลายมาตรการก็ช่วยเหลือได้สำเร็จ

 

ขณะที่หลายมาตรการมีปัญหา แต่การช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องดำเนินการ เพราะเขาเป็นกระดูกสันหลังของชาติ เราจึงต้องหามาตรการที่ดีที่สุด โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเกิดประโยชน์มากที่สุด เชื่อว่าทุกคนในห้องนี้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดนี้มีความเต็มใจยินดีที่จะช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรชาวนา และให้การสนับสนุนเต็มที่โดยที่ไม่ได้คิดถึงประโยชน์ใดๆแก่ตนเอง และพวกพ้อง เชื่อว่าเจตนารมณ์ที่ดีจะทำให้การกำหนดนโยบายเรื่องการบริหารข้าวของประเทศ เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

 

นายกรัฐมนตรี ย้ำด้วยว่า ขณะนี้ได้ข่าวมาว่าจีนคอนเฟิร์มออเดอร์ตรงนี้แล้ว แม้ว่าสต๊อกจะยังไม่ออกจากท่าเรือแต่การบริหารจัดการออเดอร์ในระบบก็เกิดการเคลื่อนไหวแล้ว ทำให้เกิดการผลักดันราคาได้ดีขึ้น เมื่อเช้า (18 พฤศจิกายน) ได้พบกับร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทราบว่าขณะนี้ข้าวหอมมะลิมีราคาที่ดีขึ้นมาแล้ว อยู่ในระดับ 13,000 บาทต่อตัน

 

อย่างไรก็ตาม ข้าวหอมมะลิมีเพียง 5-6 ล้านตัน ในจำนวน 30 ล้านตัน ถือเป็นเพียง 1 ใน 6 เราต้องผลักดัน และพัฒนาข้าวสารของเราให้มีคุณภาพที่ดี นำชาติอื่นให้ได้ เพราะเราขายข้าวให้จีนครั้งนี้ได้ 500,000 ตัน ซึ่งจีนมีความต้องการอยู่ที่ 1,300,000 ตัน

The post นายกฯ แจ้งข่าวดีกลางวงที่ประชุมนบข.ขายข้าวจีนได้ 5 แสนตัน วอนร่วมกันเป็นเซลส์แมนขายสินค้าเกษตรไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์สั่งยกเว้นภาษีสินค้าเกษตรหลัก ‘เนื้อวัว-กาแฟ-โกโก้’ หวังลดค่าครองชีพ https://thestandard.co/trump-waives-coffee-bananas-beef-tax/ Sat, 15 Nov 2025 03:35:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1143623 ทรัมป์สั่งยกเว้นภาษีสินค้าเกษตรหลัก ‘เนื้อวัว-กาแฟ-โกโก้’ หวังลดค่าครองชีพ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเมื่อวันศุกร์ (14 พฤศจ […]

The post ทรัมป์สั่งยกเว้นภาษีสินค้าเกษตรหลัก ‘เนื้อวัว-กาแฟ-โกโก้’ หวังลดค่าครองชีพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์สั่งยกเว้นภาษีสินค้าเกษตรหลัก ‘เนื้อวัว-กาแฟ-โกโก้’ หวังลดค่าครองชีพ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเมื่อวันศุกร์ (14 พฤศจิกายน) สั่งยกเว้นการจัดเก็บภาษีนำเข้าในอัตราสูงให้กับสินค้าเกษตรและอาหารที่สำคัญหลายรายการ เช่น กาแฟ, โกโก้, กล้วย และผลิตภัณฑ์เนื้อวัวบางประเภท

 

การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากทรัมป์เผชิญกับแรงกดดันทางการเมืองอย่างหนัก เกี่ยวกับปัญหาราคาวัตถุดิบและอาหารในซูเปอร์มาร์เก็ตของสหรัฐฯ ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยผู้จัดจำหน่ายหลายรายได้ปรับขึ้นราคาเนื้อวัว, กาแฟ, ช็อกโกแลต และอาหารทั่วไปอื่นๆ ไปแล้ว อันเป็นผลกระทบโดยตรงจากมาตรการกำแพงภาษีที่ทรัมป์บังคับใช้มาตลอดทั้งปีนี้

 

การตัดสินใจครั้งนี้ถือเป็นการกลับลำนโยบายของทรัมป์อย่างชัดเจน จากเดิมที่เขายืนกรานมาโดยตลอดว่ากำแพงภาษีเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อปกป้องธุรกิจและแรงงานชาวอเมริกัน และมักจะอ้างว่าผู้บริโภคในสหรัฐฯ จะไม่เป็นผู้รับภาระต้นทุนที่สูงขึ้น

 

การยกเว้นภาษีครั้งนี้ครอบคลุมสินค้าหลากหลายประเภท โดยเฉพาะสินค้าที่สหรัฐฯ ไม่สามารถผลิตได้เองหรือผลิตได้ในปริมาณที่ไม่เพียงพอ เช่น กล้วยและกาแฟ รวมถึงผลไม้อื่นๆ เช่น มะเขือเทศ, อะโวคาโด, มะพร้าว, ส้ม และสับปะรด ตลอดจนชาดำ, ชาเขียว และเครื่องเทศอย่างอบเชยและลูกจันทน์เทศ

 

แม้ว่าการยกเว้นภาษีครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อลดแรงกดดันต่อราคาในซูเปอร์มาร์เก็ต แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าปัจจัยอื่นๆ เช่น ภาวะขาดแคลนอุปทานในตลาดโลก ก็ยังคงส่งผลกระทบต่อราคา โดยเฉพาะกาแฟและเนื้อวัว ซึ่งทั้งสองกรณีนี้ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากนโยบายภาษีของทรัมป์เอง

 

ภาษีเนื้อวัว, กาแฟ, โกโก้

 

การยกเว้นภาษีเนื้อวัวเกิดขึ้นหลังจากราคาพุ่งสูงมานานหลายเดือน ซึ่งส่วนหนึ่งผูกพันกับนโยบายภาษีของทรัมป์เอง

 

ในปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้กำหนดอัตราภาษีที่สูงมากกับซัพพลายเออร์เนื้อวัวรายใหญ่ เช่น บราซิล (ผู้ผลิตอันดับ 2 ของโลก) ที่ต้องเผชิญกับอัตราภาษีสูงถึง 75% การขึ้นภาษีนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่เลวร้ายที่สุด คือในขณะที่ จำนวนปศุสัตว์ในสหรัฐฯ อยู่ในระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 75 ปี

 

ภาวะอุปทานตึงตัวอย่างรุนแรง (Supply Squeeze) ได้ผลักดันให้ราคาเนื้อวัวดิบในซูเปอร์มาร์เก็ต พุ่งสูงขึ้น 12-18%

 

ด้านสถานการณ์ของกาแฟสะท้อนความย้อนแย้งของนโยบายภาษีได้ชัดเจนที่สุด หลังจากราคากาแฟคั่วบดในสหรัฐฯ พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 8.41 ดอลลาร์ต่อปอนด์ในเดือนกรกฎาคม เพิ่มขึ้น 33% จากปีก่อนหน้า

 

นโยบายภาษี 50% ของทรัมป์ต่อกาแฟจากบราซิล ซึ่งเป็นซัพพลายเออร์ 1 ใน 3 ของสหรัฐฯ ได้ผลักดันต้นทุนตลอดห่วงโซ่อุปทาน ผู้ประกอบการร้านกาแฟและโรงคั่วต่างระบุว่าพวกเขาไม่มีทางหลีกเลี่ยงภาษีนี้ได้ เพราะสหรัฐฯ ไม่ได้ผลิตเมล็ดกาแฟที่ตนเองบริโภคเลย

 

รายงาน CPI เดือนกันยายนพบว่า ราคากาแฟพุ่งขึ้นเกือบ 21% ในเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นการพุ่งขึ้นที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ทศวรรษ 1990

 

ขณะที่โกโก้เผชิญกับแรงกดดันด้านราคาที่คล้ายคลึงกัน แม้ว่าราคาล่วงหน้าจะปรับลดลงบ้าง แต่ก็ยังคงสูงกว่าระดับก่อนเกิดโรคระบาดกว่าสองเท่า มาอยู่ที่ประมาณ 5,300 ดอลลาร์ จากผลกระทบของกำแพงภาษีและภาวะผลผลิตล้มเหลวในไอวอรีโคสต์และกานา

 

ในเดือนตุลาคม ผู้บริหารของ Hershey คาดการณ์ว่าบริษัทจะมีค่าใช้จ่ายจากกำแพงภาษีในปีนี้สูงถึง 160-170 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซ้ำเติมจากต้นทุนเมล็ดโกโก้ที่สูงเป็นประวัติการณ์ ซึ่งผลักดันให้ราคาช็อกโกแลตค้าปลีกในช่วงก่อนเทศกาลฮาโลวีน พุ่งสูงขึ้นเกือบ 30% เมื่อเทียบกับปีก่อน

 

อ้างอิง:

The post ทรัมป์สั่งยกเว้นภาษีสินค้าเกษตรหลัก ‘เนื้อวัว-กาแฟ-โกโก้’ หวังลดค่าครองชีพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
วีระยุทธ ปชน. กางแถลงการณ์ร่วม เทียบ ‘ไทย-เวียดนาม-มาเลเซีย’ ชี้ไทยยอมสหรัฐฯ มากกว่าเพื่อนบ้าน จี้รัฐบาลทบทวนความคุ้มค่า https://thestandard.co/thailand-us-yields-neighbors-review/ Tue, 28 Oct 2025 03:28:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1136346 วีระยุทธ ปชน. กางแถลงการณ์ร่วม เทียบ ‘ไทย-เวียดนาม-มาเลเซีย’ ชี้ ไทย ยอม สหรัฐฯ มากกว่าเพื่อนบ้าน จี้ รัฐบาลทบทวนความคุ้มค่า

วันนี้ (28 ตุลาคม) วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรค […]

The post วีระยุทธ ปชน. กางแถลงการณ์ร่วม เทียบ ‘ไทย-เวียดนาม-มาเลเซีย’ ชี้ไทยยอมสหรัฐฯ มากกว่าเพื่อนบ้าน จี้รัฐบาลทบทวนความคุ้มค่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
วีระยุทธ ปชน. กางแถลงการณ์ร่วม เทียบ ‘ไทย-เวียดนาม-มาเลเซีย’ ชี้ ไทย ยอม สหรัฐฯ มากกว่าเพื่อนบ้าน จี้ รัฐบาลทบทวนความคุ้มค่า

วันนี้ (28 ตุลาคม) วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชนและทีมเศรษฐกิจ ยก Joint Statement ที่สหรัฐฯ เซ็นกับไทย เทียบกับของเวียดนามและมาเลเซีย ฝาก 3 ประเด็นถึงรัฐบาลและทีมไทยแลนด์

 

1. ไทยซื้อเครื่องบิน 80 ลำ เวียดนามซื้อแค่ 50 ลำ ส่วนมาเลเซียแค่ 30 ลำ

 

สหรัฐฯ บีบให้ทั้ง 3 ประเทศต้องซื้อเครื่องบินเหมือนกัน แต่จำนวนที่ระบุไว้กลับต่างกัน โดยไทยเราเสนอซื้อเครื่องบินเยอะสุด จำนวน 80 ลำ รวมมูลค่า 18,800 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 600,000 ล้านบาท ส่วนเวียดนามตกลงไว้เพียง 50 ลำ ด้วยตัวเลข 8,000 ล้านดอลลาร์ ในขณะที่ของมาเลเซียน้อยสุด คือเพียง 30 ลำ แต่ก็มีแปะไว้ว่า อาจจะมีเพิ่มอีกเท่าตัวได้

 

อย่างไรก็ดี ถ้ารวมตัวเลขที่เสนอให้สหรัฐฯ ไว้ ของมาเลเซียจะสูงสุด เพราะบอกไว้ว่าจะซื้อ (1) เซมิคอนดักเตอร์ (2) ส่วนประกอบอากาศยาน และ (3) อุปกรณ์สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ ทั้งหมดรวมกันถึง 150,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 4.9 ล้านล้านบาท แต่ทั้งหมดนี้ก็เป็นกลุ่มอุปกรณ์ไฮเทค ที่เชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ Silicon Valley of the East ของมาเลเซีย

 

ส่วนของไทย นอกจากเครื่องบินแล้ว ก็ระบุว่าจะซื้อพลังงานอีก 5,400 ล้านดอลลาร์ต่อปี และกลุ่มข้าวโพดเลี้ยงสัตว์กับกากถั่วเหลืองอีก 2,600 ล้านดอลลาร์ต่อปี ในขณะที่เวียดนาม นอกจากข้อความในแถลงการณ์จะคลุมเครือที่สุดแล้ว ก็ยังใส่ตัวเลขผูกมัดต่ำสุด เพิ่มจากเครื่องบิน 50 ลำ ก็บอกแค่ว่าจะซื้อสินค้าเกษตรแบบกว้างๆ ไว้ ไม่ลงรายละเอียดอีกรวม 2,900 ล้านดอลลาร์

 

2. ไทยต้องยกเลิกรางวัลนำจับศุลกากร แล้วยังไปยอม Rare Earth ทั้งที่ไม่มีในแถลงการณ์ร่วม

 

จุดแตกต่างอีกประการคือ ไทยระบุเรื่องการทลายกำแพงภาษีไว้ชัดเจน ว่าจะยกให้สหรัฐฯ 99% ของรายการทั้งหมด ครอบคลุมทั้งสินค้าอุตสาหกรรมและสินค้าเกษตร ในขณะที่เวียดนามกับมาเลเซียเขียนแบบกว้างๆ ไว้ว่า จะยอมเปิดสิทธิพิเศษในการเข้าถึงตลาด หรือ preferential market access ให้กับสหรัฐฯ โดยไม่ระบุตัวเลขสัดส่วน

 

นอกจากนี้ แต่ละประเทศก็มีจุดโฟกัสที่สหรัฐฯ เพ่งเล็งไม่เหมือนกัน ตอนนี้สหรัฐฯ มียุทธศาสตร์ด้าน Rare earth หรือแร่หายาก จึงใส่ไว้ในแถลงการณ์กับมาเลเซีย ย้ำให้เปิดเสรีการซื้อและการผลิตให้สหรัฐฯ ส่วนของไทยไม่มีเรื่องนี้ใน Joint Statement แต่กลับไปเกิดในช่องทาง MOU ฉบับเฉพาะกิจเรื่องแร่หายากที่นายกรัฐมนตรีเราเพิ่งลงนามไปที่กรุงกัวลาลัมเปอร์

 

ที่ต่างจากประเทศอื่นอีกข้อคือ แถลงการณ์ร่วมเขียนไว้ชัดเจนว่าให้ไทยยกเลิกระบบ การจ่ายเงินสินบนและรางวัลนำจับ ของกรมศุลกากรที่ทำมายาวนาน เรื่องนี้ต้องติดตามต่อ และต้องเตรียมประเมินผลทั้งทางบวกทางลบต่อประเทศและกลไกราชการไว้ล่วงหน้า

 

3. ไทยยอมเปิดให้ถ่ายโอน ‘ข้อมูลดิจิทัล’ แบบเสรี แต่มาเลเซียมีการคุ้มครอง

 

ธุรกิจดิจิทัลเป็นอีกเรื่องที่ทั้งไทย เวียดนาม และมาเลเซีย โดนบีบให้ละเว้น ไม่เก็บภาษีหรือดำเนินมาตรการต่อบริการด้านดิจิทัลของสหรัฐฯ เหมือนกัน แต่ที่สะดุดตาคือเรื่องการ ‘ถ่ายโอนข้อมูลข้ามพรมแดน’ ซึ่งในแถลงการณ์ของไทย เรายอมเปิดให้มีการถ่ายโอนข้อมูล ‘โดยเสรี’ เพื่อประโยชน์ในการดำเนินธุรกิจของสหรัฐฯ

 

แต่เรื่องเดียวกันนี้ในแถลงการณ์ของมาเลเซียกลับตัดคำว่า ‘free’ หรือ ‘โดยเสรี’ ออก แต่ย้ำว่าต้องมี ‘การคุ้มครองที่เหมาะสม’ จึงแสดงถึงรายละเอียดที่มาเลเซียตั้งใจใส่ไว้ เพื่อให้มีอำนาจและดุลยพินิจจัดการการถ่ายโอนข้อมูลดิจิทัลในอนาคต

 

วีระยุทธกล่าวต่อว่า แต่ถึงที่สุดแล้ว ประกาศที่ออกมานี้ยังมีสถานะเป็นเพียงแถลงการณ์ร่วมที่ไม่มีข้อผูกพันตามกฎหมายระหว่างประเทศ สิ่งที่อยากชวนรัฐบาลและทีมไทยแลนด์พิจารณาต่อคือ เมื่อต้องเดินหน้าต่อเพื่อหาข้อสรุปขั้นต่อไป ขอให้เราดูบทเรียนจากเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและเวียดนามด้วย เพื่อประเมินว่าสิ่งที่เราต้องนำไปแลกนั้น ‘คุ้ม’ กับอัตราภาษีที่ลดลง และเป็นธรรมกับผู้ที่ต้องรับผลกระทบของการเจรจาแค่ไหน ภายใต้มุมมองเปรียบเทียบกับไพ่ของประเทศอื่น

 

และจะยิ่งดีขึ้นอีก หากเราสามารถจับมือประเทศเพื่อนบ้านเพื่อต่อรองกับสหรัฐฯ ไปด้วยกัน อย่างน้อยๆ ก็ร่วมกันขีดเส้นไม่ให้ใครต้องแลกอะไรเกินตัว พลิกเกมจากที่สหรัฐฯ พยายามเจรจาแยกรายตัวมาตลอด ให้กลายเป็นเกมที่พันธมิตรอาเซียนจับมือกันยืนประจันหน้ายักษ์

 

อ้างอิง: https://www.facebook.com/share/p/1GahqL1uMT/

The post วีระยุทธ ปชน. กางแถลงการณ์ร่วม เทียบ ‘ไทย-เวียดนาม-มาเลเซีย’ ชี้ไทยยอมสหรัฐฯ มากกว่าเพื่อนบ้าน จี้รัฐบาลทบทวนความคุ้มค่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ-ไทย บรรลุ ‘กรอบการค้าต่างตอบแทน’ ไทยยกเลิกภาษี 99% พร้อมดีลพลังงาน-การบินกว่า 27,000 ล้านดอลลาร์ https://thestandard.co/us-thai-reciprocal-trade-framework/ Sun, 26 Oct 2025 12:47:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1135809 สหรัฐฯ-ไทย บรรลุ กรอบการค้าต่างตอบแทน ไทยยกเลิกภาษี 99% พร้อมดีลพลังงาน-การบินกว่า 27,000 ล้านดอลลาร์

วันที่ 26 ตุลาคม 2568 ทำเนียบขาวได้เปิดเผยแถลงการณ์ร่วม […]

The post สหรัฐฯ-ไทย บรรลุ ‘กรอบการค้าต่างตอบแทน’ ไทยยกเลิกภาษี 99% พร้อมดีลพลังงาน-การบินกว่า 27,000 ล้านดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ-ไทย บรรลุ กรอบการค้าต่างตอบแทน ไทยยกเลิกภาษี 99% พร้อมดีลพลังงาน-การบินกว่า 27,000 ล้านดอลลาร์

วันที่ 26 ตุลาคม 2568 ทำเนียบขาวได้เปิดเผยแถลงการณ์ร่วม ว่าด้วยกรอบความตกลงว่าด้วยการค้าต่างตอบแทนระหว่างสหรัฐอเมริกาและประเทศไทย โดยมีรายละเอียดว่า

 

สหรัฐอเมริกา (‘สหรัฐฯ’) และราชอาณาจักรไทย (‘ไทย’) ได้ตกลงร่วมกันในกรอบความตกลงว่าด้วยการค้าต่างตอบแทนเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจทวิภาคีของเรา ซึ่งจะมอบการเข้าถึงที่ไม่เคยมีมาก่อนให้แก่ผู้ส่งออกของทั้งสองประเทศสู่ตลาดของกันและกัน ความตกลงว่าด้วยการค้าต่างตอบแทนนี้จะต่อยอดจากความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ยาวนานของเรา ซึ่งรวมถึงสนธิสัญญาไมตรีและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐฯ-ไทย ที่ลงนามในปี พ.ศ. 2509 และความตกลงว่าด้วยกรอบการค้าและการลงทุนระหว่างสหรัฐฯ-ไทย ที่ลงนามในปี พ.ศ. 2545

 

ข้อกำหนดสำคัญของความตกลงว่าด้วยการค้าต่างตอบแทนระหว่างสหรัฐฯ และไทย จะครอบคลุมถึง:

 

  • ไทย จะยกเลิกมาตรการกีดกันทางภาษีสำหรับสินค้าประมาณ ร้อยละ 99 ครอบคลุมผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมและผลิตภัณฑ์อาหารและการเกษตรทั้งหมดของสหรัฐฯ

 

  • สหรัฐฯ จะคงภาษีต่างตอบแทนไว้ที่อัตราร้อยละ 19 ตามที่กำหนดไว้ในคำสั่งฝ่ายบริหารที่ 14257 ลงวันที่ 2 เมษายน 2568 ซึ่งมีการแก้ไขเพิ่มเติม สำหรับสินค้าที่มีแหล่งกำเนิดจากประเทศไทย และจะระบุผลิตภัณฑ์จากรายการที่กำหนดไว้ในภาคผนวก III ของคำสั่งฝ่ายบริหารที่ 14346 ลงวันที่ 5 กันยายน 2568 ว่าด้วยการปรับเปลี่ยนภาษีที่เป็นไปได้สำหรับพันธมิตรที่มีการจัดแนวร่วม เพื่อให้ได้รับอัตราภาษีต่างตอบแทนร้อยละศูนย์

 

  • สหรัฐฯ และไทยจะทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขมาตรการกีดกันที่มิใช่ภาษีของไทยที่ส่งผลกระทบต่อการค้าทวิภาคี ไทยมุ่งมั่นที่จะแก้ไขมาตรการกีดกันต่อการส่งออกของสหรัฐฯ รวมถึงการ: ยอมรับยานยนต์ที่ผลิตในสหรัฐฯ ซึ่งผลิตเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัยและมาตรฐานการปล่อยมลพิษของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ; ยอมรับใบรับรองของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแห่งสหรัฐฯ (FDA) และการอนุญาตทางการตลาดล่วงหน้าสำหรับเครื่องมือแพทย์และยา ว่าเพียงพอต่อการบรรลุข้อกำหนดของไทย; การออกใบอนุญาตนำเข้าเอทานอลของสหรัฐฯ สำหรับเชื้อเพลิง; การแก้ไขกฎหมายศุลกากรเพื่อยกเลิกระบบการให้รางวัลทางศุลกากรที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดและบทลงโทษทางศุลกากร; และการรับและบังคับใช้หลักปฏิบัติทางการกำกับดูแลที่ดี

 

  • ไทยจะจัดการและป้องกันมาตรการกีดกันต่อผลิตภัณฑ์อาหารและการเกษตรของสหรัฐฯ ในตลาดไทย รวมถึงการเร่งรัดการเข้าถึงสำหรับผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์และสัตว์ปีกที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานบริการตรวจสอบความปลอดภัยด้านอาหารของสหรัฐฯ (FSIS) นอกจากนี้ ไทยจะแก้ไขประเด็นการค้าที่เป็นอุปสรรคและสร้างความมั่นใจว่าข้อกำหนดที่บังคับใช้กับผลิตภัณฑ์พืชสวนของสหรัฐฯ รวมถึงสำหรับกากธัญพืชจากการกลั่นที่ละลายน้ำได้ จะอยู่บนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และการประเมินความเสี่ยง ไทยมุ่งมั่นที่จะยอมรับใบรับรองที่ตกลงร่วมกันในปัจจุบัน ซึ่งออกโดยหน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ

 

  • สหรัฐฯ และไทยจะสรุปข้อผูกพันที่เกี่ยวข้องกับการปกป้องสิทธิแรงงานที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล รวมถึงการทำงานเพื่อแก้ไขกฎหมายเพื่อให้มั่นใจว่าสิทธิของคนงานในด้านเสรีภาพในการรวมกลุ่มและการเจรจาต่อรองร่วมกันได้รับการคุ้มครองอย่างเต็มที่; และเสริมสร้างการบังคับใช้กฎหมายแรงงาน รวมถึงการจัดการกับการละเมิดในภาคส่วนที่มีความเสี่ยงสูงต่อการใช้แรงงานบังคับและแรงงานเด็ก

 

  • ไทยมุ่งมั่นที่จะนำมาตรการปกป้องสิ่งแวดล้อมในระดับสูงมาใช้และธำรงไว้ และบังคับใช้กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการ: ดำเนินมาตรการเพื่อต่อสู้กับการค้าผลิตภัณฑ์ป่าไม้ที่เก็บเกี่ยวอย่างผิดกฎหมาย; สนับสนุนเศรษฐกิจที่ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น; ยอมรับและดำเนินการตามความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนการประมงขององค์การการค้าโลก (WTO) อย่างสมบูรณ์; และต่อสู้กับการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม และการค้าสัตว์ป่าที่ผิดกฎหมาย

 

  • สหรัฐฯ และไทยจะสรุปข้อผูกพันเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ไทยมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาทรัพย์สินทางปัญญาที่มีมายาวนาน รวมถึงที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายเพื่อต่อต้านการปลอมแปลงเครื่องหมายการค้าและการละเมิดลิขสิทธิ์ องค์กรการจัดการส่วนรวมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การหลีกเลี่ยงมาตรการป้องกันทางเทคโนโลยี และปัญหาคดีค้างสะสมด้านสิทธิบัตร

 

  • สหรัฐฯ และไทยจะสรุปข้อผูกพันของไทยเพื่อแก้ไขมาตรการกีดกันที่ส่งผลกระทบต่อการค้าดิจิทัล บริการ และการลงทุน ไทยมุ่งมั่นที่จะ: ละเว้นจากการกำหนดภาษีบริการดิจิทัล หรือมาตรการที่เลือกปฏิบัติกับบริการดิจิทัลหรือผลิตภัณฑ์ดิจิทัลของสหรัฐฯ; สร้างความมั่นใจในการถ่ายโอนข้อมูลอย่างเสรีข้ามพรมแดนที่เชื่อถือได้สำหรับการดำเนินธุรกิจ; สนับสนุนการพักชำระอากรศุลกากรในการส่งผ่านข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์อย่างถาวรที่ WTO; ละเว้นจากการกำหนดโควตาฉายภาพยนตร์; ผ่อนปรนข้อจำกัดความเป็นเจ้าของโดยต่างชาติสำหรับการลงทุนของสหรัฐฯ ในภาคโทรคมนาคมของไทย; และยกเลิกข้อกำหนดการประมวลผลภายในประเทศสำหรับธุรกรรมการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ค้าปลีกภายในประเทศทั้งหมดสำหรับบัตรเดบิตที่ออกในประเทศไทย

 

  • สหรัฐฯ และไทยจะสรุปข้อผูกพันเพื่อจัดการกับพฤติกรรมที่บิดเบือนของรัฐวิสาหกิจ

 

  • สหรัฐฯ และไทยจะเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานและนวัตกรรม ผ่านการดำเนินการที่เสริมซึ่งกันและกันเพื่อจัดการกับการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมของบุคคลที่สาม และร่วมมือกันในการควบคุมการส่งออก ความมั่นคงในการลงทุน และการต่อสู้กับการหลีกเลี่ยงภาษีอากร

 

นอกจากนี้ สหรัฐฯ และไทยรับทราบถึงข้อตกลงทางการค้าที่กำลังจะเกิดขึ้นระหว่างบริษัทของสหรัฐฯ และไทยในภาคเกษตรกรรม พลังงาน และการบิน ซึ่งรวมถึง:

 

  • การจัดซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ซึ่งรวมถึงข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กากถั่วเหลือง และกากธัญพืชจากการกลั่นที่ละลายน้ำได้ โดยมีมูลค่าประมาณ 2.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่อปี

 

  • การจัดซื้อผลิตภัณฑ์พลังงาน ซึ่งรวมถึงก๊าซธรรมชาติเหลว น้ำมันดิบ และอีเทน โดยมีมูลค่าประมาณ 5.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่อปี

 

  • การจัดซื้อเครื่องบินของสหรัฐฯ จำนวน 80 ลำ รวมมูลค่า 1.88 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า สหรัฐฯ และไทยจะเจรจาและสรุปความตกลงว่าด้วยการค้าต่างตอบแทน เตรียมความตกลงสำหรับการลงนาม และดำเนินการตามพิธีการภายในประเทศก่อนที่ความตกลงจะมีผลบังคับใช้

 

ภาพ: Kryssia Campos / Getty Images, Kypros / Getty Images

 

อ้างอิง:

The post สหรัฐฯ-ไทย บรรลุ ‘กรอบการค้าต่างตอบแทน’ ไทยยกเลิกภาษี 99% พร้อมดีลพลังงาน-การบินกว่า 27,000 ล้านดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ศุภจี’ นำทีมพาณิชย์ถกเวทีอาเซียน-เอเปค มาเลเซียและเกาหลีใต้ ปลุกบทบาทไทยในเวทีโลก https://thestandard.co/suphajee-leads-the-commerce/ Thu, 23 Oct 2025 05:59:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1134514 ‘ศุภจี’ นำทีมพาณิชย์ถกเวทีอาเซียน-เอเปค มาเลเซียและเกาหลีใต้ ปลุกบทบาทไทยในเวทีโลก

‘ศุภจี’ เตรียมนำทีมพาณิชย์ ประชุมอาเซียน – เอเปค […]

The post ‘ศุภจี’ นำทีมพาณิชย์ถกเวทีอาเซียน-เอเปค มาเลเซียและเกาหลีใต้ ปลุกบทบาทไทยในเวทีโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ศุภจี’ นำทีมพาณิชย์ถกเวทีอาเซียน-เอเปค มาเลเซียและเกาหลีใต้ ปลุกบทบาทไทยในเวทีโลก

‘ศุภจี’ เตรียมนำทีมพาณิชย์ ประชุมอาเซียน – เอเปค ที่มาเลเซีย และเกาหลีใต้ ดันเศรษฐกิจดิจิทัล ค้าเสรี หวังสร้างบทบาทผู้นำเวทีโลก ท่ามกลางประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ที่มีผลต่อการค้าระหว่างประเทศ

 

วันนี้ 23 ตุลาคม ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า มีกำหนดเข้าร่วมประชุมสองเวทีสำคัญของภูมิภาคอาเซียนและเอเชีย-แปซิฟิกในช่วงปลายเดือนตุลาคม-ต้นพฤศจิกายน 2568 เพื่อผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน

 

โดยระหว่างวันที่ 24 – 28 ตุลาคม 2568 จะเข้าร่วมการประชุมคณะมนตรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community Council) ครั้งที่ 26 การประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ครั้งที่ 47 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย จากนั้น จะเดินทางต่อไปยัง เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี เพื่อเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีเอเปค (APEC Ministerial Meeting) และ การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (APEC Economic Leaders’ Meeting) ร่วมกับนายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2568 ด้วย

 

โดยการประชุมอาเซียนในครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้การเป็นเจ้าภาพของประเทศมาเลเซีย เพื่อวางทิศทางอาเซียนรับมือความไม่แน่นอนจากประเด็นภูมิเศรษฐศาสตร์ของโลก เพื่อเร่งเสริมการค้าการลงทุนในภูมิภาค และผลักดันการเจรจาเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียน (ASEAN Digital Economy Framework Agreement (DEFA)) ซึ่งเป็นวาระสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจใหม่ของภูมิภาคที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

ทั้งนี้ ศุภจีจะเข้าร่วมหารือทวิภาคีกับรัฐมนตรีการค้าของประเทศสมาชิกอาเซียน อาทิ มาเลเซียและอินโดนีเซีย เพื่อผลักดันการค้าสองฝ่ายและขยายโอกาสการส่งออกสินค้าเกษตรที่มีศักยภาพของไทย

 

ขณะที่ การประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ซึ่งมีผู้นำประเทศอาเซียนและประเทศคู่เจรจาเข้าร่วมอย่างพร้อมหน้า โดยศุภจีจะร่วมลงนามความตกลงสำคัญทางเศรษฐกิจ 2 ฉบับ ได้แก่

 

  • พิธีสารแก้ไขความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน
  • พิธีสารแก้ไขความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA 3.0) ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการยกระดับการค้าภายในอาเซียนและกับคู่เจรจาสำคัญให้รองรับการค้าในยุคใหม่ โดยมีผู้นำของประเทศสมาชิกอาเซียน รวมถึง อนุทิน ชาญวีระกูล นายกรัฐมนตรี

 

ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจในอาเซียน ศุภจีจะเดินทางต่อไปเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีเอเปค (APEC Ministerial Meeting: AMM) ณ เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี ร่วม 21 เขตเศรษฐกิจเอเปค เพื่อทบทวนการทำงานและความร่วมมือตลอดปีที่ผ่านมา ก่อนเสนอผู้นำ เขตเศรษฐกิจเอเปคพิจารณา

 

รายงานข่าวระบุว่า ศุภจีจะกล่าวถ้อยแถลงของไทยในหัวข้อ ‘Connect’ เพื่อเน้นย้ำการฟื้นฟูเสริมสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน เพื่อรับมือกับความท้าทายต่างๆ พร้อมนำเสนอตัวอย่างแนวทางการดำเนินการของไทย

 

สำหรับการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (AELM) ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม-1 พฤศจิกายน 2568 จะเป็นเวทีสำคัญให้ผู้นำเขตเศรษฐกิจหารือเกี่ยวกับทิศทางของเศรษฐกิจโลก แลกเปลี่ยนและกำหนดทิศทางความร่วมมือในภูมิภาคภายใต้เป้าหมายร่วมกัน พร้อมพิธีส่งมอบเจ้าภาพเอเปคจากเกาหลีใต้ให้กับจีน

 

“การเข้าร่วมประชุมอาเซียนและเอเปคในช่วง 24 ตุลาคม-1 พฤศจิกายน 2568 ถือเป็นภารกิจสำคัญของไทยในการยืนยันบทบาทเชิงรุกในเวทีเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านการค้า การลงทุน และนวัตกรรมของภูมิภาค พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่อนาคต”
นอกจากนี้ ศุภจี ได้หารือผ่านระบบประชุมทางไกลกับ กาน คิม ยอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมของสิงคโปร์ โดยได้สรุปปิดดีลขายข้าว และผลักดันการเจรจาความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียน (DEFA)

The post ‘ศุภจี’ นำทีมพาณิชย์ถกเวทีอาเซียน-เอเปค มาเลเซียและเกาหลีใต้ ปลุกบทบาทไทยในเวทีโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีหศักดิ์ เยือนสิงคโปร์ หนุนความร่วมมือ-ส่งเสริมผลประโยชน์สองประเทศ https://thestandard.co/sihasak-visits-singapore-for-cooperation/ Wed, 22 Oct 2025 02:27:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1133670 สีหศักดิ์ เยือน สิงคโปร์ หนุนความร่วมมือ-ส่งเสริมผลประโยชน์สองประเทศ

วานนี้ (21 ตุลาคม) สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการ […]

The post สีหศักดิ์ เยือนสิงคโปร์ หนุนความร่วมมือ-ส่งเสริมผลประโยชน์สองประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีหศักดิ์ เยือน สิงคโปร์ หนุนความร่วมมือ-ส่งเสริมผลประโยชน์สองประเทศ

วานนี้ (21 ตุลาคม) สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้พบหารือกับ ดร. วิเวียน บาลากริชนัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ ในช่วงการเยือนสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ โดยแสดงความยินดีต่อความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างไทย – สิงคโปร์

 

ขณะที่ได้หารือแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือที่ส่งเสริมผลประโยชน์ร่วมกัน รวมถึงเรื่องความมั่นคงทางอาหาร การซื้อขายข้าวและส่งออกสินค้าเกษตร การดึงดูดการลงทุนของสิงคโปร์ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น data center และเซมิคอนดักเตอร์ การกระชับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว และความร่วมมือด้านสาธารณสุข

 

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องประเด็นภูมิภาค ได้แก่ การเสริมสร้างความเข้มแข็งในกรอบอาเซียน การรับมือกับผลกระทบมาตรการภาษีของสหรัฐฯ สถานการณ์เมียนมา และสถานการณ์ไทย – กัมพูชา โดยไทยเน้นย้ำความสำคัญของการแก้ไขสถานการณ์กัมพูชาด้วยสันติวิธีผ่านกลไกทวิภาคี และหวังว่าฝ่ายกัมพูชาจะร่วมมือแก้ปัญหาร่วมกันด้วยความจริงใจ

The post สีหศักดิ์ เยือนสิงคโปร์ หนุนความร่วมมือ-ส่งเสริมผลประโยชน์สองประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาษีสหรัฐฯ กดดันผู้ส่งออกปลายปี ‘ศุภจี’ วางกลยุทธ์ใหม่ เร่งเจรจา FTA – เปิดตลาดอินเดีย ระบายข้าว 1.8 ล้านตัน https://thestandard.co/us-tax-impact-thai-exporters/ Thu, 09 Oct 2025 10:49:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1128701 ภาษีสหรัฐ ผู้ส่งออกไทย

หอการค้าไทย-ผู้ส่งออก รุดหารือ ศุภจี ผนึกกำลังเชิงรุก ภ […]

The post ภาษีสหรัฐฯ กดดันผู้ส่งออกปลายปี ‘ศุภจี’ วางกลยุทธ์ใหม่ เร่งเจรจา FTA – เปิดตลาดอินเดีย ระบายข้าว 1.8 ล้านตัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาษีสหรัฐ ผู้ส่งออกไทย

หอการค้าไทย-ผู้ส่งออก รุดหารือ ศุภจี ผนึกกำลังเชิงรุก ภาครัฐ-เอกชน รับมือมาตรการภาษีสหรัฐฯ ดัน FTA – เปิดตลาดอินเดีย – ดูแลสินค้าเกษตร พร้อมเร่งช่วยเหลือผู้ประกอบการค้าชายแดน

 

วันที่ 9 ตุลาคม เวลา 10.45 น. ที่กระทรวงพาณิชย์ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยหลังหารือ ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย ดร.ชนินทร์ ชลิศราพงศ์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และผู้แทนภาคเอกชน เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางความร่วมมือในการรับมือกับมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกา (U.S. Tariff)

 

ป้องกันสินค้าสวมสิทธิ์ควบคุมสินค้านำเข้าไม่ได้มาตรฐาน และส่งเสริมการค้ากับตลาดใหม่ รวมทั้งการเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการไทยต่อกฎระเบียบการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และช่วยเหลือผู้ประกอบการในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

 

ศุภจี กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหา ผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดสำคัญของไทย โดยตั้งเป้าหมายให้การเจรจารายละเอียดมีข้อยุติภายในสิ้นปีนี้ เพื่อให้ผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศได้รับความชัดเจนและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น พร้อมเน้นให้ทุกภาคส่วนทำการบ้านล่วงหน้า รวมทั้งเตรียมตลาดทดแทน และวางกลยุทธ์สินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก

 

“เราต้องทำงานเชิงรุกมากขึ้น ระหว่างกระทรวงกับภาคเอกชน เพื่อให้เกิดกิจกรรมทางการค้าอย่างเป็นรูปธรรมที่เน้นกระตุ้นสั้น ได้ยาว และกระจายตัว กระทรวงพาณิชย์พร้อมทำงานร่วมกับภาคเอกชนเต็มที่ เพื่อให้ทีมไทยแลนด์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน” ศุภจีกล่าว

 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง: 

 


 

ส่งออกตลาดสหรัฐฯ เริ่มได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษี เอกชนรับ! คำสั่งซื้อสินค้าชะลอตัว

 

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า ปัจจุบันการส่งออกไปสหรัฐฯ เริ่มได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีดังกล่าว ทำให้การสั่งซื้อสินค้าชะลอตัวลง

 

ดังนั้น การขับเคลื่อนการเจรจาภาษีไทยกับสหรัฐ ประเด็นที่ต้องจับตาในปี 2569 หากสามารถคลี่คลายการลงนาม MOA และผ่านสภาสหรัฐได้สำเร็จ ฯ พร้อมทั้งมีการกำหนดสัดส่วนวัตถุดิบในภูมิภาค (RVC) ที่ชัดเจนจะช่วยให้การส่งออกสินค้าไทยกลับไปสู่ระดับเดิมได้ เนื่องจากคู่แข่งในภูมิภาคส่วนใหญ่ก็มีอัตราภาษีใกล้เคียงกันประมาณ 19-20%

ส่วน FTA ไทย-EU มั่นใจว่าจะสามารถเจรจาในรายละเอียดได้จบภายในสิ้นปี 2568 ถึงต้นปี 2569 แต่ขั้นตอนที่ผ่านสภาของ EU ที่มี 27 ขั้นตอน 

เชื่อว่าจะต้องใช้เวลา ส่วนของไทยหากต้องมีการยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ในปีหน้า ก็จะเป็นประเด็นหนึ่งที่ต้องติดตาม แต่เชื่อว่าหากเรื่องนี้จบจะช่วยยกระดับตัวเลขส่งออกของไทยได้พอสมควร 

อย่างไรก็ตาม คาดว่าการส่งออกทั้งปีมีแนวโน้มดีมีโอกาสโต 2.5% และอาจทำได้ถึง 5% ซึ่งจะมีผลต่อการปรับประมาณการ GDP อีกครั้งในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2568 และการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย

 

ผู้ส่งออกข้าวชี้ไทยยังเผชิญปัญหาพัฒนาพันธุ์-ค่าเงินบาทแข็งสู้คู่แข่งยาก

 

ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า ภาคการส่งออกข้าวยังเผชิญปัญหาขาดแคลนพันธุ์ข้าวที่ตรงกับความต้องการของตลาดโลก จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาพันธุ์ข้าวใหม่ เพิ่มผลผลิตต่อไร่ และรักษาค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่แข่งขันได้

 

ปริม จิตจรุงพร ประธานสภาธุรกิจไทย-อินเดีย กล่าวว่า ตลาดอินเดียมีศักยภาพสูงและกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้า วัสดุก่อสร้าง ของตกแต่งบ้าน และอาหาร พร้อมขอความร่วมมือจากกระทรวงพาณิชย์ใน การส่งเสริมการค้ากับแต่ละรัฐของอินเดียอย่างเป็นระบบ

 

ด้าน ดร.ชนินทร์ ชลิศราพงศ์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า ภาคเอกชนต้องการเห็นความคืบหน้าในการเจรจาเขตการค้าเสรี (FTA)ให้ FTA ไทย-เอฟตา มีผลบังคับโดยเร็ว เพื่อปูทางสู่ FTA ไทย-อียู และฉบับอื่นๆ ซึ่งหากสามารถสรุปเร็ว จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ของผู้ประกอบการไทยได้อย่างมาก

 

ทั้งนี้ ภาคเอกชนยังได้เสนอให้จัดตั้ง ‘คณะทำงานเชิงรุกด้านผลิตภัณฑ์ยางพารา’ ระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการและเกษตรกรรับมือภาวะตลาดซบเซา และสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยใช้วัตถุดิบภายในประเทศ (Local Content) ซึ่งทางกระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการตรวจสอบเชิงลึกและบังคับใช้กฎหมายกับผู้ถือหุ้นนอมินีอย่างเข้มงวด

 

เร่งบริหารจัดการข้าวคงค้าง 1.8 ล้านตัน

 

ศุภจี ย้ำว่า กระทรวงพาณิชย์เตรียมบริหารจัดการข้าวคงเหลือจำนวน 1.8 ล้านตัน โดยจะร่วมมือกับเกษตรกรและภาคเอกชน ในการยกระดับคุณภาพและบรรจุภัณฑ์ให้มีมูลค่าเพิ่ม ผลักดันให้เกิดต้นแบบเกษตรกรคุณภาพที่ สามารถสร้างรายได้อย่างยั่งยืนเป็นตัวอย่างให้กับเกษตรกร

 

รวมถึงศึกษาความต้องการของตลาดโลกเพื่อขยายการผลิตพืชเกษตรที่มีศักยภาพสูง และกระทรวงพาณิชย์มุ่งมั่นผลักดันการเจรจา FTA ต่างๆให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อเปิดโอกาสทางการค้าใหม่ให้กับผู้ประกอบการไทย 

 

ภาพ: alexis84 / Getty Images, Sumin_Daddy / Getty Images

The post ภาษีสหรัฐฯ กดดันผู้ส่งออกปลายปี ‘ศุภจี’ วางกลยุทธ์ใหม่ เร่งเจรจา FTA – เปิดตลาดอินเดีย ระบายข้าว 1.8 ล้านตัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมส่งเสริมสหกรณ์ ครบรอบ 53 ปี มุ่งยกระดับศักยภาพ เดินหน้าพัฒนาสถาบันเกษตรกรทั่วประเทศ https://thestandard.co/cooperative-department-53rd-anniversary/ Fri, 03 Oct 2025 05:51:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1125970 กรมส่งเสริมสหกรณ์

กรมส่งเสริมสหกรณ์ ครบรอบ 53 ปี เดินหน้าขับเคลื่อนงานตาม […]

The post กรมส่งเสริมสหกรณ์ ครบรอบ 53 ปี มุ่งยกระดับศักยภาพ เดินหน้าพัฒนาสถาบันเกษตรกรทั่วประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมส่งเสริมสหกรณ์

กรมส่งเสริมสหกรณ์ ครบรอบ 53 ปี เดินหน้าขับเคลื่อนงานตามนโยบายรัฐบาลสู่ความสำเร็จ ยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสินค้าเกษตร ส่งเสริมเกษตรกร และสถาบันเกษตรกรเป็นผู้ให้บริการทางการเกษตรแบบครบวงจร มุ่งเน้นการส่งเสริมและพัฒนา พร้อมทั้งกำกับดูแลสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศอย่างสมดุล โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ภายใต้หลักธรรมาภิบาล เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งและเติบโตอย่างยั่งยืน  

 

วันที่ 1 ตุลาคม 2568 นิรันดร์ มูลธิดา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีวันคล้ายวันสถาปนา กรมส่งเสริมสหกรณ์ ครบ 53 ปี โดยมีพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกรมส่งเสริมสหกรณ์ พิธีสงฆ์ พิธีรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และอ่านสารรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมสหกรณ์ ครบ 53 ปี 

 

โดยมี ประวัติ แดงบรรจง รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมด้วย มนัส เทพรักษ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และคณะผู้บริหารกรมส่งเสริมสหกรณ์ เข้าร่วม ณ กรมส่งเสริมสหกรณ์ เทเวศร์ กรุงเทพมหานคร

 

อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมสหกรณ์ ครบ 53 ปี กรมส่งเสริมสหกรณ์จะขับเคลื่อนงานตามนโยบายรัฐบาล โดยผลักดันให้สหกรณ์ภาคการเกษตร ทำหน้าที่เป็นผู้ประกอบการธุรกิจเกษตรในชุมชนแบบมืออาชีพและครบวงจร ใช้อุปกรณ์การตลาดที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างเต็มศักยภาพทุกแห่ง ร่วมบูรณาการการทำงานกับหน่วยงานภายในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้สหกรณ์ มีศักยภาพในการแข่งขันจนเป็นที่ยอมรับ รวมถึงการดูแลสวัสดิการต่างๆ ให้กับสมาชิกได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้นและร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลไปสู่การปฏิบัติให้เกิดเป็นรูปธรรมเพื่อให้ประชาชนพี่น้องเกษตรกรมีอาชีพและรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนต่อไป

 

อธิบดีฯ นิรันดร์ กล่าวว่า “สำหรับการทำงานในปีงบประมาณ 2569 กรมส่งเสริมสหกรณ์จะขับเคลื่อนงานตามนโยบายรัฐบาล รวมทั้งมีการพัฒนาสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรให้มีความเข้มแข็ง ยกระดับศักยภาพของสหกรณ์ สนับสนุนอุปกรณ์การผลิตและการตลาด ส่งเสริมสหกรณ์ให้มีโครงการด้านการส่งเสริมอาชีพเพื่อเพิ่มรายได้ รวมทั้งแก้ไขปัญหาหนี้สิน และพัฒนาคุณภาพชีวิตสมาชิกสหกรณ์ มีการกํากับและส่งเสริมการรายงานข้อมูลสําคัญผ่านระบบดิจิทัลและพัฒนาการตรวจสอบข้อมูลย้อนกลับเพื่อลดโอกาสการทุจริต มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาข้อบกพร่อง การปิดบัญชี และเร่งรัดการชําระบัญชีของสหกรณ์ 

 

รวมทั้งส่งเสริมให้สหกรณ์ออมทรัพย์ใช้เทคโนโลยีในการให้บริการสมาชิก ผลักดันการใช้เทคโนโลยีในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ยกระดับการใช้เทคโนโลยีในการให้คำแนะนําส่งเสริมและกํากับดูแลสหกรณ์ รวมทั้งการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ของสหกรณ์ มุ่งเน้นการยกระดับสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง โดยเน้นการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ ส่งเสริมเกษตรกร และสถาบันเกษตรกรเป็นผู้ให้บริการทางการเกษตรแบบครบวงจร” 

 

สำหรับกรมส่งเสริมสหกรณ์ ถือเป็นหน่วยงานสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2515 มีอำนาจหน้าที่ในการส่งเสริม สนับสนุน แนะนำ กำกับ และดูแลระบบสหกรณ์ของประเทศไทย ภายใต้วิสัยทัศน์ ‘การสหกรณ์มั่นคง สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรเข้มแข็ง เศรษฐกิจและสังคมของชุมชนยั่งยืน’ 

 

ปัจจุบันประเทศไทยมีจำนวนสหกรณ์ 7 ประเภท ได้แก่ สหกรณ์การเกษตร สหกรณ์นิคม สหกรณ์ประมง สหกรณ์ร้านค้า สหกรณ์บริการ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนและสหกรณ์ออมทรัพย์ รวม 7,317 แห่งทั่วประเทศ และมีกลุ่มเกษตรกรที่อยู่ในการกำกับดูแลกว่า 3,779 แห่ง 

 

สหกรณ์เป็นหนึ่งในสถาบันเกษตรกรที่มีบทบาทในการพัฒนาศักยภาพของสมาชิก ซึ่งมีหน้าที่สำคัญที่จะช่วยส่งเสริมและสร้างความเข้มแข็ง ทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมในภาวะวิกฤติ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นหน้าที่ของบุคลากรกรมส่งเสริมสหกรณ์ที่จะต้องเข้าไปขับเคลื่อน ผลักดัน สร้างความรู้แก่สหกรณ์อย่างรอบด้าน ทั้งด้านการผลิต การบริหารธุรกิจ การตลาดและนวัตกรรมดิจิทัล เพื่อพัฒนาศักยภาพสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็งเป็นองค์กรที่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาให้มวลสมาชิกได้อย่างแท้จริง

 

ภาพ: กรมส่งเสริมสหกรณ์

The post กรมส่งเสริมสหกรณ์ ครบรอบ 53 ปี มุ่งยกระดับศักยภาพ เดินหน้าพัฒนาสถาบันเกษตรกรทั่วประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
วรวัจน์ ทวงสัญญาธรรมนัส ยกเลิกประกาศนำเข้าพืช GMO-GEd ต้นตอทำสินค้าเกษตรตกต่ำ-คนไทยเป็นหนี้ พร้อมชวนประชาชนล่าชื่อถอดถอน https://thestandard.co/worawat-cancel-gmo-declaration-10-2553/ Fri, 03 Oct 2025 01:56:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1125896 Worawat-Cancel-GMO-Declaration-10-2553

วันนี้ (3 ตุลาคม) วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล สส.แพร่ พรรคเพื […]

The post วรวัจน์ ทวงสัญญาธรรมนัส ยกเลิกประกาศนำเข้าพืช GMO-GEd ต้นตอทำสินค้าเกษตรตกต่ำ-คนไทยเป็นหนี้ พร้อมชวนประชาชนล่าชื่อถอดถอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Worawat-Cancel-GMO-Declaration-10-2553

วันนี้ (3 ตุลาคม) วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล สส.แพร่ พรรคเพื่อไทย ได้อภิปรายในสภาฯ ขอให้ยกเลิก ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ฉบับที่ 10/2553 ที่เปิดช่องให้นำเข้า พืชตัดต่อพันธุกรรม (GMO) เพื่อวัตถุประสงค์ทางอุตสาหกรรมได้ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกษตรกรไทยยากจนตลอดชีวิตและพืชผลการเกษตรราคาตกต่ำ โดยเฉพาะกลุ่มข้าวโพด ถั่วเหลือง และกระทบถึงข้าว 

 

เนื่องจากกลุ่มทุนนำเข้าจีเอ็มโอราคาถูกมาใช้แทนการรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรไทย ทั้งที่ตาม พ.ร.บ.กักพืช ปี 2507 ได้จำกัดการนำเข้าจีเอ็มโอไว้เพื่อการวิจัยและทดลองเท่านั้น พร้อมสอบถามไปยัง อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้ส่งรัฐมนตรีช่วยเกษตรและสหกรณ์ ไปออกประกาศดังกล่าวในปี 2553 และเรียกร้องให้ ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เร่งดำเนินการยกเลิกประกาศฉบับนี้

 

วรวัจน์กล่าวอีกว่า ในวันแถลงนโยบาย ร.อ. ธรรมนัส ได้แสดงท่าทีกลางสภาว่ายอมจะยกเลิกประกาศ เพราะเห็นถึงความเสียหายที่เกิดขึ้น แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีความคืบหน้าในการยกเลิก และพบว่ากรมวิชาการเกษตรมีท่าทีเหมือนไม่เต็มใจจะยกเลิก ทำให้สงสัยว่ามีการบิดเบือนคำมั่นสัญญาที่มีไว้ต่อรัฐสภา และประชาชนหรือไม่ 

 

ขอความกรุณายกเลิกประกาศที่ทำความเสียหายให้กับพี่น้องเกษตรกรตรงนี้ได้หรือไม่ และอยากถามว่าท่านจะดูแลพี่น้องประชาชน แล้วจะชดเชยพี่น้องที่เกิดความเสียหายจากประเด็นนี้กว่า 9 แสนล้านบาท ตลอด15 ปี ที่ผ่านมานี้ ได้อย่างไร 

 

วรวัจน์กล่าวอีกว่า หากไม่ยอมยกเลิกประกาศฉบับนี้ เชื่อว่าเกษตรกรที่ประสบปัญหาหนี้สินกว่า 30 ล้านคน จะไม่มีทางเลือกพวกท่านเป็น สส. เป็นรัฐมนตรี และเป็นรัฐบาลต่อไปอย่างแน่นอน 

 

พร้อมเดินหน้า ล่ารายชื่อฟ้องคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), ศาลยุติธรรม, ศาลปกครอง และจะยื่นประธานสภาเพื่อถอดถอนนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่อศาลรัฐธรรมนูญต่อไป

นอกจากนี้ ยังขอให้ประชาชนร่วมกันลงชื่อรณรงค์ผ่านทางช่องทาง https://chng.it/vC9nkNVFFf  เพื่อให้มีการยกเลิกประกาศที่ทำให้ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ทั้ง GMO และ GEd ก่อนที่เกษตรกรไทยจะสูญเสียรายได้มหาศาลมากกว่านี้

The post วรวัจน์ ทวงสัญญาธรรมนัส ยกเลิกประกาศนำเข้าพืช GMO-GEd ต้นตอทำสินค้าเกษตรตกต่ำ-คนไทยเป็นหนี้ พร้อมชวนประชาชนล่าชื่อถอดถอน appeared first on THE STANDARD.

]]>