สินค้าอุปโภคบริโภค Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/สินค้าอุปโภคบริโภค/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 31 Mar 2026 06:03:22 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 เช็กลิสต์ 8 ห้างยักษ์ ร่วมโปรแรง “ไทยช่วยไทย” ลดของกินของใช้ ดีเดย์ 1 เม.ย. สูงสุด 58% กว่าพันรายการ https://thestandard.co/thai-cost-living-discount-stores/ Tue, 31 Mar 2026 06:03:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1193121 ภาพผู้คนกำลังเลือกซื้อสินค้าในห้างสรรพสินค้าที่มีป้ายโปรโมชัน 'ไทยช่วยไทย' ลดราคาสินค้าสูงสุด 58% เริ่ม 1 เม.ย. 2569

กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าโครงการ ‘ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่า […]

The post เช็กลิสต์ 8 ห้างยักษ์ ร่วมโปรแรง “ไทยช่วยไทย” ลดของกินของใช้ ดีเดย์ 1 เม.ย. สูงสุด 58% กว่าพันรายการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้คนกำลังเลือกซื้อสินค้าในห้างสรรพสินค้าที่มีป้ายโปรโมชัน 'ไทยช่วยไทย' ลดราคาสินค้าสูงสุด 58% เริ่ม 1 เม.ย. 2569

กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าโครงการ ‘ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ’ Kick Off 1 เม.ย. 2569 ร่วมมือกับพันธมิตร ห้างโมเดิร์นเทรด ห้างค้าปลีกค้าส่ง ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค ฃลดราคาพิเศษ 25-58% กว่า 1,000 รายการ ชูจุดเด่นสินค้า House Brand

 

8 ห้างค้าส่งและค้าปลีก (Modern Trade)

 

  • บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) CPAXT
  • บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)
  • บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน)
  • บริษัท เซ็นทรัล ฟู๊ด โฮลเซลล์ จำกัด (GO Wholesale)
  • บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด
  • บริษัท เซ็นทรัล วัตสัน จำกัด
  • บริษัท ฟู้ดแลนด์ ซุปเปอร์มาร์เก็ต จำกัด
  • บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด

 

ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่าย (Supplier)

 

  • บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด
  • บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน)
  • บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน)
  • บริษัท คาโอ อินดัสเตรียล (ประเทศไทย) จำกัด
  • บริษัท โรงงานผลิตภัณฑ์อาหารไทย จำกัด
  • บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
  • บริษัท เจียเม้ง มาร์เก็ตติ้ง จำกัด
  • บริษัท น้ำมันพืชปทุม จำกัด
  • บริษัท สุนทรธัญทรัพย์ จำกัด
  • บริษัท ข้าวมาบุญครอง จำกัด
  • บริษัท ศรีบุญเรืองฟู๊ด จำกัด
  • บริษัท ข้าวแสนดี จำกัด

 

ทั้งนี้ แนวทางการดำเนินโครงการไม่ได้ดำเนินการเฉพาะในช่วง 2 เดือนแรก (เมษายน-พฤษภาคม)

 

พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์พาณิชย์ เปิดเผยว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ สั่งการให้ลงพื้นที่ตรวจสอบความพร้อมของห้างโมเดิร์นเทรดที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยซึ่งเป็นโครงการที่จะช่วยเหลือพี่น้องประชาชน บรรเทาผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น เนื่องจากต้นทุนด้านพลังงานที่ปรับเพิ่มขึ้น

 

โดยได้ร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภค-บริโภค เข้าร่วมโครงการ ‘ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ’ กว่า 19 ราย โดยนำสินค้ากลุ่ม House Brand และกลุ่มแบรนด์ทางเลือก (Second-tier Brand) มาจำหน่ายในราคาพิเศษเฉลี่ย 25- 58% รวมกว่า 1,000 รายการ เช่น

 

  • สินค้าอุปโภค: สบู่ แชมพู ผงซักฟอก ยาสีฟันฯ
  • สินค้าบริโภค: ข้าวสาร น้ำตาล น้ำปลา น้ำมันพืช ซอสปรุงรส บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋องฯ โดยโครงการฯ จะเริ่มเปิดจำหน่ายพร้อมกันทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป

 

ตัวอย่างสินค้าราคาพิเศษที่เข้าร่วมโครงการ

 

  • ข้าวสารหอมมะลิ ถุง 5 กิโลกรัม ราคา 179 บาท แต่แบรนด์ทั่วไป 199 บาท
  • ปลากระป๋อง 11 บาท แบรนด์ทั่วไป 18-19 บาท
  • น้ำมันปาล์ม ขวดละ 42-45 บาท แบรนด์ทั่วไป 49-50 บาท
  • น้ำปลา แกลอน 5 ลิตร ลดสูงสุดกว่า 50%

 

ภาพผู้คนกำลังเลือกซื้อสินค้าในห้างสรรพสินค้าที่มีป้ายโปรโมชัน 'ไทยช่วยไทย' ลดราคาสินค้าสูงสุด 58% เริ่ม 1 เม.ย. 2569 1

ภาพผู้คนกำลังเลือกซื้อสินค้าในห้างสรรพสินค้าที่มีป้ายโปรโมชัน 'ไทยช่วยไทย' ลดราคาสินค้าสูงสุด 58% เริ่ม 1 เม.ย. 2569 2

ภาพผู้คนกำลังเลือกซื้อสินค้าในห้างสรรพสินค้าที่มีป้ายโปรโมชัน 'ไทยช่วยไทย' ลดราคาสินค้าสูงสุด 58% เริ่ม 1 เม.ย. 2569 3

ภาพผู้คนกำลังเลือกซื้อสินค้าในห้างสรรพสินค้าที่มีป้ายโปรโมชัน 'ไทยช่วยไทย' ลดราคาสินค้าสูงสุด 58% เริ่ม 1 เม.ย. 2569 4

ภาพผู้คนกำลังเลือกซื้อสินค้าในห้างสรรพสินค้าที่มีป้ายโปรโมชัน 'ไทยช่วยไทย' ลดราคาสินค้าสูงสุด 58% เริ่ม 1 เม.ย. 2569 5

ภาพผู้คนกำลังเลือกซื้อสินค้าในห้างสรรพสินค้าที่มีป้ายโปรโมชัน 'ไทยช่วยไทย' ลดราคาสินค้าสูงสุด 58% เริ่ม 1 เม.ย. 2569 6

ภาพผู้คนกำลังเลือกซื้อสินค้าในห้างสรรพสินค้าที่มีป้ายโปรโมชัน 'ไทยช่วยไทย' ลดราคาสินค้าสูงสุด 58% เริ่ม 1 เม.ย. 2569 7

 

อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวต่อว่า จากการลงพื้นที่ 4 ห้างโมเดิร์นเทรด เพื่อตรวจความพร้อมของร้านค้าก่อนเริ่มโครงการฯ ในวันที่ 1 เมษายน 4 ห้างดังกล่าวมีประชาชนเข้ามาจับจ่าย ใช้สอยซื้อสินค้าอุปโภค-บริโภคจำนวนมาก

 

มีการจัดโปรโมชันสินค้าราคาพิเศษมาอย่างต่อเนื่อง และมีสินค้า House Brand เป็นของตัวเอง เมื่อเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยฯ กับกระทรวงพาณิชย์ จึงสามารถลดราคาสินค้าได้ในราคาที่พิเศษมากยิ่งขึ้น

 

จากการพูดคุยกับผู้บริหารของทั้ง 4 ห้าง ได้แจ้งว่า ห้างมีความพร้อม 100% ในการเข้าร่วมโครงการฯ โดยได้เตรียมสินค้าอุปโภค-บริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวันไม่น้อยกว่า 1,000 รายการเข้าร่วมโครงการฯ ซึ่งมีทั้งสินค้ากลุ่ม House Brand และกลุ่มแบรนด์ทางเลือก (Second-tier Brand) มาจำหน่ายในราคาพิเศษ และจะมีการเติมสินค้าตลอดไม่ให้ขาด

 

จึงคาดว่าจะสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างเต็มที่ โดยสินค้ากลุ่ม House Brand กลุ่มแบรนด์ทางเลือก (Second-tier Brand) จะมีราคาถูกกว่าสินค้าแบรนด์ทั่วไปเฉลี่ย 25 – 58% และเมื่อเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยก็จะยิ่งลดราคามากยิ่งขึ้น

 

ทั้งนี้ ‘โครงการไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ’ จะเป็นกลไกสำคัญในการกระจายสินค้าราคาประหยัดถึงมือประชาชนทั่วประเทศ ช่วยบรรเทาผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น

 

โดยประชาชนสามารถสังเกตป้ายโครงการไทยช่วยไทยที่ติดบริเวณร้าน และสามารถเข้าซื้อสินค้าอุปโภค-บริโภคในราคาพิเศษ โดยคาดว่าจะสามารถช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรมและจับต้องได้

 

The post เช็กลิสต์ 8 ห้างยักษ์ ร่วมโปรแรง “ไทยช่วยไทย” ลดของกินของใช้ ดีเดย์ 1 เม.ย. สูงสุด 58% กว่าพันรายการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ช็อกตลาด! สงครามสะเทือนซัพพลาย ‘เม็ดพลาสติก’ ขาด แพงขึ้น 50-70% ถุงขยะ ซองขนม เครื่องปรุง อาหารแปรรูป จ่อพาเหรดขึ้นราคายกแผง https://thestandard.co/plastic-shortage-war-price-hike/ Mon, 30 Mar 2026 11:25:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1192831 ภาพแสดงเม็ดพลาสติกขาดแคลนและราคาสูงขึ้น 50-70% พร้อมสินค้าที่ได้รับผลกระทบ เช่น ถุงขยะ ซองขนม เครื่องปรุง และอาหารแปรรูป

สงครามตะวันออกกลางสะเทือน ซัพพลาย ‘เม็ดพลาสติก’ ขาดแคลน […]

The post ช็อกตลาด! สงครามสะเทือนซัพพลาย ‘เม็ดพลาสติก’ ขาด แพงขึ้น 50-70% ถุงขยะ ซองขนม เครื่องปรุง อาหารแปรรูป จ่อพาเหรดขึ้นราคายกแผง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงเม็ดพลาสติกขาดแคลนและราคาสูงขึ้น 50-70% พร้อมสินค้าที่ได้รับผลกระทบ เช่น ถุงขยะ ซองขนม เครื่องปรุง และอาหารแปรรูป

สงครามตะวันออกกลางสะเทือน ซัพพลาย ‘เม็ดพลาสติก’ ขาดแคลนหนัก แพงขึ้น 50-70% เอกชน โดย ส.อ.ท.ส่งสัญญาณ ขึ้นราคา ถุงขยะ ซองขนม ซองเครื่องปรุง อาหารแปรรูป อาหารแช่แข็ง ขึ้นราคายกแผง ชี้ต้นทุนผลิตอ่วม ราคาสินค้าจ่อพุ่ง 8-10% ค่าขนส่งเพิ่มแล้ว 20-25% พร้อมแนะรัฐอย่า ‘กระชากขึ้นราคา’ ควรปรับขึ้นอย่างระมัดระวัง จับตา ‘อภิชิต-พิมพ์ใจ’ ว่าที่ประธาน ส.อ.ท.คนใหม่

 

 
 

วันที่ 30 มี.ค. เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า เหตุสู้รบตะวันออกกลางที่ยังคงปะทุในขณะนี้ ส่งผลกระทบโดยตรงถึงผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SME ซึ่งทุกกลุ่มล้วนมีความเปราะบาง เนื่องจากสายเดินเรือหยุดชะงัก เช่น ปุ๋ย ซึ่งเชื่อว่าหน่วยงานรัฐและเกี่ยวข้องกำลังแก้ไขปัญหา ไม่เช่นนั้นจะกระทบต่อรอบการปลูกในรอบต่อไป ทั้งหมดนี้กำลังเป็นความน่ากังวลต่อภาคการผลิต

 

ขณะเดียวกัน ตัวอย่างชัดเจนคือกรณี ‘เม็ดพลาสติก’ ที่กำลังขาดแคลนและมีราคาปรับตัวสูงขึ้นถึง 50-70% ส่งผลให้บรรจุภัณฑ์หลายประเภทเริ่มตึงตัว ไม่ว่าจะเป็นถุงขยะ ซองขนม หรือบรรจุภัณฑ์ของสินค้าแปรรูปและกึ่งสำเร็จรูปแช่แข็ง

 

“ทั้งหมดนี้ ล้วนจำเป็นต้องใช้พลาสติก รวมถึงซองน้ำจิ้ม และซองเครื่องปรุงต่างๆ หากเกิดการขาดแคลนก็จะกระทบต่อการผลิต การส่งออก และการจำหน่ายสินค้าโดยตรง”

 

ดังนั้น ผู้ประกอบการ SME จึงได้รับผลกระทบเกือบทั้งหมด ทั้งจากต้นทุนค่าครองชีพ ค่าการเดินทาง และค่าขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้น สินค้าทยอยปรับขึ้นราคา สะท้อนให้เห็นว่าความเปราะบาง ในสถานการณ์ปัจจุบันกระจายอยู่ในทุกภาคส่วน

 

ในระยะเร่งด่วน ปัจจัยสำคัญคือปัญหาพลังงานที่มีราคาสูงขึ้น และการขาดแคลนวัตถุดิบ ซึ่งจะส่งผลให้ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้นตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่รายได้ของประชาชนยังคงอยู่ในระดับเดิม ทำให้ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นกลายเป็นแรงกดดันอย่างหนัก

 

ดังนั้น มาตรการภาครัฐจึงควรออกแบบให้มีความแม่นยำ ใช้ทีมงานเข้าไปดูแลปัญหาตรงจุด และให้ความสำคัญกับกลุ่มเปราะบางเป็นลำดับแรก โดยต้องอาศัยการวิเคราะห์เชิงลึกและการทำงานร่วมกันอย่างรอบด้าน

 

นอกจากนี้ ยังต้องติดตามสถานการณ์โลกอย่างใกล้ชิด เนื่องจากความขัดแย้งระหว่างประเทศมีแนวโน้มยืดเยื้อและอาจขยายวงกว้าง โดยเฉพาะการโจมตีโครงสร้างพื้นฐาน แหล่งพลังงาน และแหล่งผลิตวัตถุดิบสำคัญ เช่น โรงงานเหล็ก ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและเศรษฐกิจโดยรวม

 

“ขณะนี้สถานการณ์ตะวันออกกลาง มีแนวโน้มยกพลขึ้นบก มีการเข้าโจมตีแหล่งพลังงาน ฐานผลิตวัตถุดิบสำคัญ ซึ่งเอกชนต้องจับตาใกล้ชิด”

 

ญี่ปุ่น-อินเดีย ลดภาษีค่าครองชีพและสรรพสามิตน้ำมัน

 

สำหรับราคาน้ำมัน มองว่าระดับความเหมาะสมขึ้นอยู่กับบริบทของแต่ละประเทศ โดยควรพิจารณาเชิงเปรียบเทียบ เนื่องจากแต่ละประเทศมีนโยบายแตกต่างกัน เช่น ญี่ปุ่น มีการลดภาษีเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ

 

ขณะที่อินเดีย ก็ปรับลดภาษีสรรพสามิตลงอย่างมาก จาก 10 ลดเหลือลิตรละบาท ส่วนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ราคาน้ำมันของไทยยังไม่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน หลายประเทศมีราคาสูงกว่า ยกเว้นบางประเทศ เช่น บรูไน

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการควบคุมไม่ให้ค่าครองชีพพุ่งขึ้นรวดเร็วเกินไป ต้องดูแลราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด ควบคู่กับการเพิ่มรายได้และสภาพคล่องให้กับ SME เพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้และยังคงรักษาการจ้างงาน มีรายได้ แต่ไม่เพียงพอ

 

ต่อคำถามที่ว่า ภาษีสรรพสามิต ควรลดที่ราคาเท่าไรจะเหมาะสมนั้น เกรียงไกร มองว่า “ไม่สามารถกำหนดตัวเลขที่เหมาะสมได้ตายตัว ซึ่งอยู่ที่การพิจารณาของกระทรวงการคลัง ที่จำเป็นต้องคำนวณอย่างรอบด้าน เนื่องจากแต่ละประเทศมีโครงสร้างทางเศรษฐกิจแตกต่างกัน ซึ่งแนวทางมีได้ทั้งการปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด หรือการอุดหนุนในระดับที่เหมาะสม”

 

แนะรัฐอย่า ‘กระชากราคาสินค้า’ ควรปรับขึ้นอย่างระมัดระวัง

 

กรณีค่าไฟฟ้ามีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยขณะนี้ กกพ. อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นเพื่อหาตัวเลขที่เหมาะสม ซึ่งจะต้องดู 3 สูตร เทียบกับเหตุการณ์รัสเซียยูเครน และการปรับขึ้นควรดำเนินอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบ ช็อต ซ้ำซ้อนต่อประชาชน

 

ทั้งนี้ จากการประเมินเบื้องต้น คาดว่าราคาสินค้าอาจปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 8-10% ขณะที่ค่าขนส่งอาจเพิ่มขึ้นราว 20-25% ภายใต้สมมติฐานว่าราคาน้ำมันยังไม่พุ่งสูงถึงระดับวิกฤต 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่หากราคาน้ำมันปรับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ก็อาจต้องมีการประเมินสถานการณ์ใหม่อีกครั้ง

 

ในประเด็นการเลือกตั้งกรรมการและประธานของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยวันนี้ (30 มี.ค.) มองว่าควรดำเนินการอย่างโปร่งใสและยึดหลักความเหมาะสมของบุคลากรเป็นสำคัญ ควรเป็นไปอย่างถูกต้อง ชัดเจน และปราศจากข้อครหา

 

“ส.อ.ท. เป็นองค์กรที่ได้รับการยอมรับในฐานะตัวแทนภาคเอกชน ซึ่งตำแหน่งประธานเป็นตำแหน่งอันทรงเกียรติ มีผลต่อการสะท้อนการทำงานการเมือง รัฐบาลต้องมาอย่างสง่างงาม” เกรียงไกร กล่าว

 

กลุ่มผู้ผลิตปิโตรเคมี ยัง ‘อยู่ในระดับที่ควบคุมได้’

 

ขณะที่ผู้แทนกลุ่มผู้ผลิตปิโตรเคมี ยืนยันภาคการผลิตยังคงดำเนินการได้อย่างเต็มศักยภาพและมีเสถียรภาพ สามารถรองรับความต้องการใช้ในประเทศได้อย่างเพียงพอ

 

โดยเม็ดพลาสติกประเภท โพลิเอทิลีน (Polyethylene: PE) ซึ่งใช้ในการผลิตบรรจุภัณฑ์ เช่น ขวด ฝาขวด และถุงหูหิ้ว ยังคงมี ซัพพลายอย่างต่อเนื่อง

 

ขณะที่เม็ดพลาสติกโพลิโพรพิลีน (Polypropylene: PP) ซึ่งใช้ในบรรจุภัณฑ์อาหารอาทิ ซองอาหาร ถุงร้อน และกล่องพลาสติก อาจมีความตึงตัวในบางช่วง อย่างไรก็ดี อุตสาหกรรมยังสามารถบริหารจัดการซัพพลายได้อย่างต่อเนื่องและเพียงพอ แม้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่ยัง ‘อยู่ในระดับที่ควบคุมได้’

 

ทั้งนี้ กลุ่มผู้ผลิตปิโตรเคมียังยืนยันแนวทางบริหารซัพพลาย โดยให้ความสำคัญกับตลาดในประเทศเป็นลำดับแรก (Domestic First) ควบคู่กับการบริหารสต็อก

 

จับตา ‘อภิชิต-พิมพ์ใจ’ ว่าที่ประธาน ส.อ.ท.คนใหม่

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมสามัญประจำปี 2569 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อทำการเลือกคณะกรรมการ ส.อ.ท. ในวันนี้ (30 มี.ค. 2569) ในระหว่างการลงคะแนนเสียง สมาชิก ส.อ.ท. รายหนึ่งได้ทำการลุกขึ้นเพื่อทำการประท้วงให้การเลือกตั้งคณะกรรมการครั้งนี้เป็นโมฆะ

 

เนื่องจากก่อนหน้านี้ มีทั้งกระแสและเอกสารที่เป็นการบ่งชี้ถึงการซื้อเสียงของผู้ลงสมัครชิงประธาน ส.อ.ท. ซึ่งนับว่าผิดหลักธรรมาภิบาลอย่างร้ายแรง และที่ผ่านมายังไม่เคยมีเหตุการณ์ในลักษณะนี้

 

อย่างไรก็ตาม หลังจากปิดหีบ 15.00 น. จะทราบว่ากรรมการชุดใดได้รับเลือกตั้งในช่วงค่ำ และน่าจะทำให้ประเมินได้ว่า ระหว่าง ‘อภิชิต ประสพรัตน์’ รองประธาน ส.อ.ท. ประธานสถาบันวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (SMI) และ ‘พิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล’ รองประธาน ส.อ.ท. และประธานสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และซอฟต์พาวเวอร์ ใครจะเป็นประธาน ส.อ.ท. คนใหม่ในวาระปี 2569-2571

The post ช็อกตลาด! สงครามสะเทือนซัพพลาย ‘เม็ดพลาสติก’ ขาด แพงขึ้น 50-70% ถุงขยะ ซองขนม เครื่องปรุง อาหารแปรรูป จ่อพาเหรดขึ้นราคายกแผง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เบรกขึ้นราคา! ค้าภายในถก 9 ยักษ์สินค้าอุปโภคบริโภค ยันสต็อกพอ ตรึงราคาถึง เม.ย. https://thestandard.co/consumer-goods-price-freeze-april/ Sun, 22 Mar 2026 11:26:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1190036 ภาพการประชุมคณะผู้บริหาร กรมการค้าภายใน และผู้ประกอบการสินค้าอุปโภคบริโภค 9 ราย เพื่อยืนยันการตรึงราคาสินค้าถึง เม.ย.

วิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังเป็น […]

The post เบรกขึ้นราคา! ค้าภายในถก 9 ยักษ์สินค้าอุปโภคบริโภค ยันสต็อกพอ ตรึงราคาถึง เม.ย. appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพการประชุมคณะผู้บริหาร กรมการค้าภายใน และผู้ประกอบการสินค้าอุปโภคบริโภค 9 ราย เพื่อยืนยันการตรึงราคาสินค้าถึง เม.ย.

วิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์สินค้าร่วมกับผู้ประกอบการสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ 9 ราย ประกอบด้วย ยูนิลีเวอร์ สหพัฒน์ พีแอนด์จี นีโอ โอสถสภา บีเจซี เอฟแอนด์เอ็น เนสท์เล่ และ ดัชมิลล์ เพื่อประเมินผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อวัตถุดิบเกี่ยวเนื่องกับน้ำมันดิบและการขนส่งสินค้า โดยเฉพาะกลุ่มบรรจุภัณฑ์พลาสติกและขวดพลาสติกที่อาจได้รับผลกระทบจากการขนส่งที่ล่าช้า ซึ่งหากสถานการณ์ยืดเยื้ออาจส่งผลต่อราคาสินค้าในอนาคตได้

 

ทั้งนี้ ภายหลังมีการปรับขึ้น ‘ศุภจี สุธรรมพันธุ์’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้กรมการค้าภายในติดตามประเมินสถานการณ์ร่วมกับผู้ประกอบการสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างใกล้ชิด โดยผู้ประกอบการทั้ง 9 รายยืนยันว่าปัจจุบันสต็อกสินค้ายังมีเพียงพอต่อการบริโภค และสามารถตรึงราคาสินค้าออกไปได้อย่างน้อยถึงเดือนเมษายน

 

โดยกระทรวงพาณิชย์ได้เร่งดำเนินการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อลดข้อกังวลด้านต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ที่อาจมีข้อจำกัดด้านปริมาณ เช่น เม็ดพลาสติก กำมะถัน และสารโซลเวนต์ รวมถึงการลดขั้นตอนและข้อจำกัดด้านการดำเนินงาน เพื่อให้ราคาสินค้าเป็นไปตามกลไกตลาดอย่างเหมาะสม เพื่อให้ผู้ประกอบการเม็ดพลาสติกเพื่อให้มีปริมาณเพียงพอใช้ไปจนถึงเดือนพฤษภาคม

 

พร้อมเตรียมเจรจากับทางการเกาหลีใต้เพื่อขอผ่อนผันการส่งออกสารโซลเวนต์และเร่งหาแหล่งนำเข้าวัตถุดิบสำรองอื่นๆ เพิ่มเติมทันที

 

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการดูแลค่าครองชีพของประชาชนอย่างใกล้ชิด กรมการค้าภายในเตรียมยกระดับมาตรการทางกฎหมายโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย พระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ปรับมาตรการควบคุมสินค้าจำเป็น 6 รายการ ได้แก่ กระดาษชำระและกระดาษเช็ดหน้า แชมพู ผงซักฟอกและน้ำยาซักฟอก ผลิตภัณฑ์ล้างจาน ผ้าอนามัย และสบู่

 

จากเดิมที่เพียงแจ้งเปลี่ยนแปลงราคา เป็นการต้องขออนุญาตก่อนปรับขึ้นราคาทุกครั้ง โดยจะมีการประชุมรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องในสัปดาห์หน้า ก่อนเสนอคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ หรือ กกร. ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธานพิจารณาเห็นชอบต่อไป

 

ในส่วนของมาตรการตรวจสอบ กรมฯ ได้สั่งการให้ใช้กฎหมายมาตราชั่งตวงวัดเข้า

 

ตรวจสอบปริมาณบรรจุแก๊สหุงต้มตามโรงบรรจุและร้านค้าปลีกอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งพิจารณาปรับปรุงแก้ไขกฎหมายคลังสินค้า ไซโล และห้องเย็น ให้ครอบคลุมถึงคลังที่เก็บสินค้าของตนเอง โดยกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องแจ้งข้อมูลสินค้าที่เก็บในคลัง เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบและป้องกันการกักตุนเก็งกำไร ตลอดจนทราบปริมาณสินค้าที่แท้จริงในระบบเพื่อนำมาบริหารจัดการให้เกิดความเหมาะสมและเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน

 

อย่างไรก็ตาม กรมการค้าภายในจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมดำเนินมาตรการทันที หากพบการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุอันสมควร เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อประชาชนและรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าในประเทศ

The post เบรกขึ้นราคา! ค้าภายในถก 9 ยักษ์สินค้าอุปโภคบริโภค ยันสต็อกพอ ตรึงราคาถึง เม.ย. appeared first on THE STANDARD.

]]>
“คนรวยไม่ใช่พวกเรา” เสียงสะท้อนจากคนซื้อ-คนขาย ตลาดวงเวียนใหญ่ เมื่อสินค้าจ่อขยับราคาสวนทางกำลังซื้อ https://thestandard.co/wongwian-yai-prices-rising-cost/ Fri, 20 Mar 2026 10:37:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1189667 ภาพบรรยากาศตลาดวงเวียนใหญ่ที่เงียบเหงา ผู้คนจับจ่ายน้อยลง สะท้อนความกังวลจากราคาสินค้าที่เตรียมปรับขึ้น

วันนี้ (20 มีนาคม) ช่างภาพข่าว THE STANDARD ลงพื้นที่สำ […]

The post “คนรวยไม่ใช่พวกเรา” เสียงสะท้อนจากคนซื้อ-คนขาย ตลาดวงเวียนใหญ่ เมื่อสินค้าจ่อขยับราคาสวนทางกำลังซื้อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศตลาดวงเวียนใหญ่ที่เงียบเหงา ผู้คนจับจ่ายน้อยลง สะท้อนความกังวลจากราคาสินค้าที่เตรียมปรับขึ้น

วันนี้ (20 มีนาคม) ช่างภาพข่าว THE STANDARD ลงพื้นที่สำรวจบรรยากาศการจับจ่ายซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค ที่ ตลาดวงเวียนใหญ่ พบว่าบรรยากาศโดยรวมเป็นไปอย่างเงียบเหงา พ่อค้าแม่ค้าและผู้บริโภคต่างสะท้อนความกังวลต่อภาระค่าครองชีพที่เตรียมเพิ่มขึ้นในเร็วๆ นี้

 

จากการสอบถามผู้ประกอบการร้านค้าภายในตลาด พบว่าสัญญาณการปรับขึ้นราคาเริ่มปรากฏชัดเจนแล้ว โดยร้านจำหน่ายน้ำมันปาล์มทั้งแบบแบ่งขายและแบบขวด เปิดเผยว่า ซัพพลายเออร์ได้แจ้งเตือนล่วงหน้าว่าจะมีการปรับราคาขึ้นอีกขวดละ 2 บาท

 

ในขณะที่ร้านจำหน่ายข้าวสารระบุว่า ทางผู้จัดส่งได้แจ้งเงื่อนไขเช่นกันว่า หากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงยังคงปรับตัวสูงขึ้น ก็มีความจำเป็นต้องขยับราคาข้าวสารตามต้นทุนค่าขนส่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ด้านร้านขายส่งสินค้าเบ็ดเตล็ด (ร้านโชห่วย) สะท้อนความลำบากใจว่า ขนาดสินค้ายังไม่ปรับขึ้นราคา ตลาดก็ยังซบเซาอย่างหนัก รู้สึกสงสารผู้บริโภคที่ต้องซื้อของแพง แต่หากต้นทุนปรับขึ้น ทางร้านก็ไม่มีทางเลือกนอกจากต้องปรับราคาขายตามกลไกตลาดเพื่อให้อยู่รอด

 

เสียงสะท้อนความเดือดร้อนไม่ได้มีเพียงฝั่งพ่อค้าแม่ค้า ประชาชนในฐานะนายจ้างที่เดินทางมาจับจ่ายซื้อของในตลาด ได้เปิดเผยถึงความยากลำบากในยุคเศรษฐกิจฝืดเคืองว่า นโยบายของรัฐบาลที่แนะนำให้ประชาชนสำรองเงินออมไว้ใช้ 3-6 เดือนนั้น ในความเป็นจริงทำได้ยากมาก ลูกจ้างของตนมีเงินใช้ไม่ถึงเดือนก็หมดแล้ว ส่วนตัวนายจ้างเองก็แบกรับภาระหนักจนแทบจะรับไม่ไหวเช่นกัน จึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งเข้ามาช่วยเหลือเยียวยาอย่างตรงจุด พร้อมตัดพ้อว่า “คนรวยไม่ใช่พวกเรา”

 

ความกังวลของพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนในตลาดวงเวียนใหญ่ สอดคล้องกับข้อมูลความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจล่าสุด ณ วันที่ 20 มีนาคม 2569 ที่ยืนยันว่า มีสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีพหลายรายการ เตรียมจ่อปรับขึ้นราคาในช่วงสัปดาห์หน้าและต้นเดือนเมษายนนี้ ซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนการผลิตและราคาพลังงาน

 

ภาพบรรยากาศตลาดวงเวียนใหญ่ที่เงียบเหงา ผู้คนจับจ่ายน้อยลง สะท้อนความกังวลจากราคาสินค้าที่เตรียมปรับขึ้น 1ภาพบรรยากาศตลาดวงเวียนใหญ่ที่เงียบเหงา ผู้คนจับจ่ายน้อยลง สะท้อนความกังวลจากราคาสินค้าที่เตรียมปรับขึ้น 2ภาพบรรยากาศตลาดวงเวียนใหญ่ที่เงียบเหงา ผู้คนจับจ่ายน้อยลง สะท้อนความกังวลจากราคาสินค้าที่เตรียมปรับขึ้น 3ภาพบรรยากาศตลาดวงเวียนใหญ่ที่เงียบเหงา ผู้คนจับจ่ายน้อยลง สะท้อนความกังวลจากราคาสินค้าที่เตรียมปรับขึ้น 4ภาพบรรยากาศตลาดวงเวียนใหญ่ที่เงียบเหงา ผู้คนจับจ่ายน้อยลง สะท้อนความกังวลจากราคาสินค้าที่เตรียมปรับขึ้น 5ภาพบรรยากาศตลาดวงเวียนใหญ่ที่เงียบเหงา ผู้คนจับจ่ายน้อยลง สะท้อนความกังวลจากราคาสินค้าที่เตรียมปรับขึ้น 6ภาพบรรยากาศตลาดวงเวียนใหญ่ที่เงียบเหงา ผู้คนจับจ่ายน้อยลง สะท้อนความกังวลจากราคาสินค้าที่เตรียมปรับขึ้น 7ภาพบรรยากาศตลาดวงเวียนใหญ่ที่เงียบเหงา ผู้คนจับจ่ายน้อยลง สะท้อนความกังวลจากราคาสินค้าที่เตรียมปรับขึ้น 8ภาพบรรยากาศตลาดวงเวียนใหญ่ที่เงียบเหงา ผู้คนจับจ่ายน้อยลง สะท้อนความกังวลจากราคาสินค้าที่เตรียมปรับขึ้น 9ภาพบรรยากาศตลาดวงเวียนใหญ่ที่เงียบเหงา ผู้คนจับจ่ายน้อยลง สะท้อนความกังวลจากราคาสินค้าที่เตรียมปรับขึ้น 10

The post “คนรวยไม่ใช่พวกเรา” เสียงสะท้อนจากคนซื้อ-คนขาย ตลาดวงเวียนใหญ่ เมื่อสินค้าจ่อขยับราคาสวนทางกำลังซื้อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประชาชนแห่ตุนน้ำมัน เปิดใจสงครามไม่ใช่เรื่องไกลตัว หลังสินค้าอุปโภค-ก๊าซหุงต้มจ่อคิวขึ้นราคา https://thestandard.co/oil-hoarding-war-price-hike/ Mon, 16 Mar 2026 11:30:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1188235 ประชาชนต่อคิวรอเติมน้ำมันที่ปั๊มน้ำมันในจังหวัดปทุมธานี ท่ามกลางความกังวลสงครามและราคาสินค้าขึ้น

วันนี้ (16 มีนาคม) ทีมข่าว THE STANDARD ลงพื้นที่สังเกต […]

The post ประชาชนแห่ตุนน้ำมัน เปิดใจสงครามไม่ใช่เรื่องไกลตัว หลังสินค้าอุปโภค-ก๊าซหุงต้มจ่อคิวขึ้นราคา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประชาชนต่อคิวรอเติมน้ำมันที่ปั๊มน้ำมันในจังหวัดปทุมธานี ท่ามกลางความกังวลสงครามและราคาสินค้าขึ้น

วันนี้ (16 มีนาคม) ทีมข่าว THE STANDARD ลงพื้นที่สังเกตการณ์บรรยากาศบริเวณสถานีบริการน้ำมันหลายแห่งในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี พบภาพประชาชนจำนวนมากนำยานพาหนะมาต่อคิวรอเติมน้ำมันเชื้อเพลิงกันอย่างต่อเนื่อง

 

ปรากฏการณ์การแห่กักตุนเชื้อเพลิงในครั้งนี้ มีรากฐานมาจากความวิตกกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งทางอาวุธในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่อเค้ายืดเยื้อและทวีความรุนแรง ผนวกกับกระแสข่าวการสิ้นสุดมาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซลของภาครัฐ ปัจจัยที่ซ้อนทับกันเหล่านี้ส่งผลให้ประชาชนเกิดวิกฤตความเชื่อมั่น เกรงว่าปริมาณน้ำมันสำรองในประเทศอาจไม่เพียงพอต่อความต้องการ และหวั่นเกรงว่าราคาเชื้อเพลิงจะปรับตัวพุ่งสูงขึ้นอย่างฉับพลันในระยะเวลาอันใกล้นี้

 

จากการลงพื้นที่พูดคุยเพื่อรับฟังเสียงสะท้อนของประชาชนที่มารอรับบริการ ผู้ประกอบการร้านจำหน่ายเครื่องดื่ม (ชา-กาแฟ) รายหนึ่ง ได้เปิดเผยความรู้สึกกับผู้สื่อข่าวโดยระบุว่า สถานการณ์ภัยสงครามในต่างประเทศในปัจจุบันไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวคนไทยอีกต่อไป จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่สังคมจะเกิดความตื่นตระหนก เนื่องจากวิกฤตครั้งนี้กินระยะเวลายาวนานและส่งผลกระทบรุนแรงกว่าที่หลายฝ่ายประเมินไว้

 

ประชาชนรายนี้ยังได้สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจที่สัมผัสได้จริงในชีวิตประจำวันว่า ขณะนี้ต้นทุนสินค้าอุปโภคพื้นฐานและบรรจุภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องกับปิโตรเคมี เริ่มทยอยปรับตัวสูงขึ้นแล้ว อาทิ ถุงพลาสติกร้อน ถุงหิ้ว และหนังยางรัดของ ที่ผู้ค้าส่งได้ปรับราคาขึ้น 5-10 บาท ยิ่งไปกว่านั้น ทางร้านตัวแทนจำหน่ายก๊าซหุงต้มยังได้แจ้งเตือนล่วงหน้าว่าในสัปดาห์หน้า ก๊าซหุงต้มจะมีการขยับราคาขึ้นอีก 15 บาท

 

สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่าผลกระทบจากสงครามกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ตัวเราเรื่อยๆ และสะท้อนให้เห็นว่าค่าครองชีพของประชาชนระดับรากหญ้ากำลังแบกรับภาระจากวิกฤตพลังงานโลกโดยตรง

 

ประชาชนต่อคิวรอเติมน้ำมันที่ปั๊มน้ำมันในจังหวัดปทุมธานี ท่ามกลางความกังวลสงครามและราคาสินค้าขึ้น 1ประชาชนต่อคิวรอเติมน้ำมันที่ปั๊มน้ำมันในจังหวัดปทุมธานี ท่ามกลางความกังวลสงครามและราคาสินค้าขึ้น 2ประชาชนต่อคิวรอเติมน้ำมันที่ปั๊มน้ำมันในจังหวัดปทุมธานี ท่ามกลางความกังวลสงครามและราคาสินค้าขึ้น 3ประชาชนต่อคิวรอเติมน้ำมันที่ปั๊มน้ำมันในจังหวัดปทุมธานี ท่ามกลางความกังวลสงครามและราคาสินค้าขึ้น 4ประชาชนต่อคิวรอเติมน้ำมันที่ปั๊มน้ำมันในจังหวัดปทุมธานี ท่ามกลางความกังวลสงครามและราคาสินค้าขึ้น 5ประชาชนต่อคิวรอเติมน้ำมันที่ปั๊มน้ำมันในจังหวัดปทุมธานี ท่ามกลางความกังวลสงครามและราคาสินค้าขึ้น 6ประชาชนต่อคิวรอเติมน้ำมันที่ปั๊มน้ำมันในจังหวัดปทุมธานี ท่ามกลางความกังวลสงครามและราคาสินค้าขึ้น 7ประชาชนต่อคิวรอเติมน้ำมันที่ปั๊มน้ำมันในจังหวัดปทุมธานี ท่ามกลางความกังวลสงครามและราคาสินค้าขึ้น 8ประชาชนต่อคิวรอเติมน้ำมันที่ปั๊มน้ำมันในจังหวัดปทุมธานี ท่ามกลางความกังวลสงครามและราคาสินค้าขึ้น 9

The post ประชาชนแห่ตุนน้ำมัน เปิดใจสงครามไม่ใช่เรื่องไกลตัว หลังสินค้าอุปโภค-ก๊าซหุงต้มจ่อคิวขึ้นราคา appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดรายชื่อ 59 สินค้าควบคุม นับถอยหลัง 17 มี.ค. เลิกตรึงดีเซล ราคาสินค้าจะขึ้นแรงแค่ไหน? https://thestandard.co/59-controlled-goods-after-17-march/ Fri, 13 Mar 2026 03:28:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1186993

‘พาณิชย์’ ส่งสัญญาณราคาอุปโภคบริโภคขยับ ชี้หากสิ้นสุดมา […]

The post เปิดรายชื่อ 59 สินค้าควบคุม นับถอยหลัง 17 มี.ค. เลิกตรึงดีเซล ราคาสินค้าจะขึ้นแรงแค่ไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>

‘พาณิชย์’ ส่งสัญญาณราคาอุปโภคบริโภคขยับ ชี้หากสิ้นสุดมาตรการ ตรึงราคาดีเซล ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาล พร้อมจับตาสินค้ากลุ่ม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง ข้าวสาร ไข่ไก่ น้ำมันพืช ปุ๋ยเคมี

 

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึง สถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง ว่า กระทรวงพาณิชย์ไม่ได้นิ่งนอนใจกับสถานการณ์สู้รบตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น ซึ่งวันนี้ย่างเข้าสู่วันที่ 12 ของเหตุการณ์สู้รบ

 

เบื้องต้นได้วางแนวทางกำกับดูแลราคาสินค้าในช่วงสถานการณ์สู้รบตะวันออกกลางไว้ทั้งหมด เพื่อควบคุมไม่ให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับขึ้นราคา

 

โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าควบคุมทุกประเภท รวมถึงสินค้าที่มี ‘โครงสร้างราคาน้ำมัน’ เป็นส่วนประกอบหลัก โดยสั่งการให้กรมการค้าภายในได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการค้าส่ง-ค้าปลีกให้ตรึงราคาสินค้าไปจนถึงวันสิ้นสุดมาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซลวันที่ 17 มีนาคม 2569 โดยนับเป็นเวลา 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคมที่ผ่านมา

 

เมื่อถามว่า หากสิ้นสุดการตรึงราคาน้ำมันดีเซล แล้วราคาสินค้าจะปรับขึ้นตามหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลว่าจะต่ออายุมาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซลออกไปอีกหรือไม่

 

วิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการค้าภายในได้กำชับให้พาณิชย์ทุกจังหวัดตรวจสอบราคาสินค้า ห้ามฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาโดยเฉพาะกลุ่มสินค้าควบคุม สินค้าเกษตร สินค้าอุปโภคบริโภค มาม่า ปลากระป๋อง ข้าวสาร ไข่ไก่ น้ำมันพืช

 

ส่วนกรณีการปรับเพิ่มสัดส่วนผสมไบโอดีเซลจาก B5 เป็น B7 โดยจะให้โรงกลั่นน้ำมัน คลังน้ำมัน เริ่มผสมในสัดส่วนที่ 7% ตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพน้ำมันปาล์มในประเทศ

 

ทั้งนี้ จากสถานการณ์ปรับขึ้นราคาปุ๋ยเคมีในหลายพื้นที่ เบื้องต้น กรมการค้าภายในได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว พบผู้ประกอบการเข้าข่ายกระทำผิด 5 ราย เบื้องต้น ได้ประชุมร่วมกับสมาคมการค้าปุ๋ย แล้วมีสต็อกเพียงพอไปจนถึงเดือนสิงหาคม

 

เช็กลิสต์สินค้ารายการสินค้าและบริการควบคุม 59 รายการ

 

1. กระดาษและผลิตภัณฑ์ 3 รายการ

 

2. เครื่องใช้ไฟฟ้า 2 รายการ

 

3. บริภัณฑ์ขนส่ง 2 รายการ

 

4. ปัจจัยทางการเกษตร 7 รายการ

 

5. ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม 2 รายการ

 

6. ยารักษาโรคและเวชภัณฑ์ 4 รายการ

 

7. วัสดุก่อสร้าง 4 รายการ

 

8. สินค้าเกษตรที่สำคัญ 7 รายการ

 

9. สินค้าอุปโภคบริโภค 7 รายการ

 

10. อาหาร 14 รายการ

 

11. อื่นๆ 2 รายการ

 

12. บริการ 5 รายการ

 

ภาพสินค้าอุปโภคบริโภคในรถเข็นซูเปอร์มาร์เก็ต สื่อถึงราคาที่อาจปรับตัวขึ้น 1

 

ภาพ: ESstock / Shutterstock

The post เปิดรายชื่อ 59 สินค้าควบคุม นับถอยหลัง 17 มี.ค. เลิกตรึงดีเซล ราคาสินค้าจะขึ้นแรงแค่ไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมการค้าภายในยันปั๊มน้ำมันยังไม่ขึ้นราคา สั่งเบรกผู้ผลิตสินค้าห้ามอ้างสถานการณ์ตะวันออกกลางปรับขึ้นราคา พร้อมเตือนประชาชนอย่าตื่นตระหนก https://thestandard.co/dit-confirms-no-price-hike/ Tue, 03 Mar 2026 10:57:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1183908

วันที่ 3 มีนาคม 2569 วิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภาย […]

The post กรมการค้าภายในยันปั๊มน้ำมันยังไม่ขึ้นราคา สั่งเบรกผู้ผลิตสินค้าห้ามอ้างสถานการณ์ตะวันออกกลางปรับขึ้นราคา พร้อมเตือนประชาชนอย่าตื่นตระหนก appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันที่ 3 มีนาคม 2569 วิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ภายหลัง ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ติดตามและกำกับดูแลสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด พร้อมเดินหน้ามาตรการดูแลราคาสินค้าและค่าครองชีพประชาชน เพื่อป้องกันความผันผวนจากปัจจัยภายนอกที่อาจส่งผ่านมายังเศรษฐกิจภายในประเทศ กรมการค้าภายในจึงเร่งดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าและบริการ

 

อธิบดีกรมการค้าภายในกล่าวว่า กรมการค้าภายในได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับกระทรวงพลังงาน เพื่อติดตามสถานการณ์ราคาพลังงานอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งได้ประสานไปยังผู้ค้าน้ำมันที่เป็นพันธมิตรกับกรม ได้แก่ปั้มน้ำมัน พีทีที, พีที, บางจาก และซัสโก้ ซึ่งทุกรายแจ้งว่ายังไม่มีการปรับขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิงแต่อย่างใด

 

ประกอบกับกระทรวงพลังงานยังคงมีมาตรการตรึงราคาน้ำมันในช่วงปัจจุบัน จึงยังไม่มีเหตุปัจจัยด้านต้นทุนพลังงานที่จะทำให้ผู้ผลิตหรือผู้ค้าปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการ และได้ย้ำชัดเจนห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคาโดยเด็ดขาด

 

วิทยากร กล่าวอีกว่า “นอกจากนี้ กรมการค้าภายในได้เร่งประสานไปยังผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคหลายราย ขณะนี้ยังไม่ได้รับผลกระทบในด้านต้นทุนแต่อย่างได และเพื่อป้องกันการฉวยโอกาส ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทั้งในส่วนกลาง และประสานไปยังสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ให้เร่งลงพื้นที่ตรวจสอบการจำหน่ายสินค้าและบริการ โดยเฉพาะสินค้าที่มีความเชื่อมโยงกับต้นทุนพลังงานและการขนส่ง เพื่อเฝ้าติดตามสถานการณ์ราคาอย่างใกล้ชิด พร้อมป้องกันการอ้างสถานการณ์ต่างประเทศเป็นเหตุปรับขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุอันสมควร และกำชับผู้ประกอบการให้ปิดป้ายแสดงราคาสินค้าและบริการอย่างชัดเจน ถูกต้อง และครบถ้วนตามกฎหมาย

 

ทั้งนี้ กรมการค้าภายในได้เน้นย้ำให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 อย่างเคร่งครัด โดยห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าและบริการ ห้ามกักตุนสินค้า หรือกระทำการใดที่ส่งผลให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค หากตรวจพบการกระทำความผิดจะดำเนินการตามกฎหมายทันที ซึ่งความผิดในการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าโดยไม่เหตุอันควร มีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

วิทยากร กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก เนื่องจากสินค้าอุปโภคบริโภคยังมีเพียงพอ และยังไม่พบปัจจัยที่จำเป็นต้องปรับขึ้นราคา โดยกรมการค้าภายในจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาดกับผู้ที่ฉวยโอกาสเอาเปรียบประชาชน เพื่อดูแลค่าครองชีพและรักษาความเป็นธรรมด้านราคาให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

อย่างไรก็ตาม หากประชาชนพบเห็นการขึ้นราคาสินค้าและบริการโดยไม่มีเหตุอันสมควร ไม่ปิดป้ายแสดงราคา หรือมีพฤติการณ์กักตุนสินค้า สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือแจ้งผ่านสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายโดยทันที

The post กรมการค้าภายในยันปั๊มน้ำมันยังไม่ขึ้นราคา สั่งเบรกผู้ผลิตสินค้าห้ามอ้างสถานการณ์ตะวันออกกลางปรับขึ้นราคา พร้อมเตือนประชาชนอย่าตื่นตระหนก appeared first on THE STANDARD.

]]>
IPO อาเซียนปี 2568 ลมเปลี่ยนทิศเน้น ‘คุณภาพ’ มากกว่า ‘ปริมาณ’ ไทยมูลค่าระดมทุนรั้งท้าย 8 พันล้านบาท สิงคโปร์-เวียดนาม ครองดีลใหญ่ https://thestandard.co/asean-ipo-2025-quality-focus/ Mon, 29 Dec 2025 01:00:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1158614 IPO อาเซียนปี 2568 ลมเปลี่ยนทิศเน้น ‘คุณภาพ’ มากกว่า ‘ปริมาณ’ ไทยมูลค่าระดมทุนรั้งท้าย 8 พันล้านบาท สิงคโปร์-เวียดนาม ครองดีลใหญ่

หลังโควิด ตลาด IPO ไทย ซบเซาลงอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากจ […]

The post IPO อาเซียนปี 2568 ลมเปลี่ยนทิศเน้น ‘คุณภาพ’ มากกว่า ‘ปริมาณ’ ไทยมูลค่าระดมทุนรั้งท้าย 8 พันล้านบาท สิงคโปร์-เวียดนาม ครองดีลใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
IPO อาเซียนปี 2568 ลมเปลี่ยนทิศเน้น ‘คุณภาพ’ มากกว่า ‘ปริมาณ’ ไทยมูลค่าระดมทุนรั้งท้าย 8 พันล้านบาท สิงคโปร์-เวียดนาม ครองดีลใหญ่

หลังโควิด ตลาด IPO ไทย ซบเซาลงอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากจำนวนบริษัทจดทะเบียน และมูลค่าระดมทุนที่ตกต่ำลงจากระดับแสนล้าน มาอยู่ที่ระดับ 20,000-30,000 ล้านบาท สะท้อนภาวะตลาดที่ขาดสภาพคล่อง จากวิกฤตความเชื่อมั่นในตลาดหุ้น โดยเฉพาะปัญหาการทุจริตหุ้นภายในของ บจ.

 

นอกจากนี้ หุ้นที่เข้ามาระดมทุนในตลาดยังเป็นหุ้นขนาดเล็ก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจอุตสาหกรรมเก่า ที่ไม่ได้มีแนวโน้มการเติบโตแบบก้าวกระโดดในอนาคต รวมถึง PE ที่ถูก ทำให้หุ้นไทยขาดความเซ็กซี่ในสายตานักลงทุน ท่ามกลางความผันผวนจากปัจจัยภายนอก

 

คำถามคือ ในปี 2568 เมื่อเทียบกับอาเซียน ตลาด IPO ประเทศอื่นซบเซาแบบเดียวกันไหม อะไรคือปัจจัยเสี่ยง และอะไรคือข้อได้เปรียบที่สร้างแต้มต่อให้กับตลาดแต่ละประเทศ เมื่อเทียบผลการดำเนินไทยอยู่ตรงไหน ?

 

รายงานล่าสุดของ Deloitte พบว่า ในช่วง 10.5 เดือนของปี 2568 ตลาด IPO อาเซียน ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักดีลขนาดใหญ่ และการเปลี่ยนแปลงของภาคอุตสาหกรรมที่เข้ามาจดทะเบียนในสิงคโปร์, เวียดนาม, มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ที่น่าสนใจคือ แม้จำนวนบริษัทที่เข้าจดทะเบียนจะลดลงเหลือ 102 บริษัท (ลดลงจาก 136 บริษัทในปี 2024) แต่เม็ดเงินระดมทุนรวมกลับพุ่งสูงขึ้นแตะระดับ 5.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.74 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้น 53% จากปี 2024 สะท้อนว่าตลาดให้ความสำคัญกับหุ้น IPO ที่ ‘คุณภาพ’ มากกว่า ‘ปริมาณ’

 

โดยขนาดดีล IPO โดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากประมาณ 27 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 ตลาดสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม มีมูลค่าระดมทุนรวมกันมากกว่า 4.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็นกว่า 83% ของเงินระดมทุนทั้งหมดในอาเซียน

 

มูลค่าระดมทุนที่พุ่งสูงขึ้นในปีนี้ ได้รับแรงหนุนหลักจากดีลขนาดใหญ่ (blockbuster IPOs) ในภาคส่วนอสังหาริมทรัพย์ บริการทางการเงิน และสินค้าอุปโภคบริโภค

 

สิงคโปร์-เวียดนาม ผู้นำดีลยักษ์ IPO อาเซียน

 

ตลาด IPO อาเซียนกลับมาฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยมีสิงคโปร์และเวียดนามเป็นหัวหอกหลักในการขับเคลื่อน ‘มูลค่าระดมทุน’ ภูมิภาคในช่วง 10.5 เดือนของปี 2568

 

สิงคโปร์ยังครองอันดับ 1 ในแง่ของมูลค่าการระดมทุนตลาด IPO โดยมีบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด 9 บริษัท มูลค่ารวมประมาณ 1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (49,840 ล้านบาท) ปัจจัยสำคัญมาจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ย และการปฏิรูปโครงสร้างตลาดที่เอื้อต่อการลงทุน

 

  • ปัจจัยหนุน: ความสำเร็จในปีนี้ขับเคลื่อนโดยการจดทะเบียนของกองทรัสต์ เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) ยักษ์ใหญ่ 2 แห่ง ได้แก่ NTT DC REIT และ Centurion Accommodation REIT ซึ่งแต่ละดีลระดมทุนได้มากกว่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเมื่อรวมกันแล้วคิดเป็น 88% ของมูลค่าการระดมทุน ทั้งหมดในสิงคโปร์ นอกจากนี้การปฏิรูปกฎระเบียบและโครงสร้างตลาดหุ้น โดยธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) ที่กำกับดูแลโดยเน้นการเปิดเผยข้อมูลเป็นหลัก (Disclosure-based Regulatory Regime) เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐาน ตลาดประเทศพัฒนาแล้ว
  • มูลค่าระดมทุนสูงสุดรอบ 7 ปี: มูลค่าการระดมทุนในปี 2568 ของสิงคโปร์พุ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2019
  • ผลตอบแทนโดดเด่น: หุ้น IPO ในปีนี้ให้ผลตอบแทนหลังเข้าจดทะเบียน (Post-IPO returns) ที่แข็งแกร่ง โดยปิดวันแรกให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 12% และให้ผลตอบแทนสะสมนับจากต้นปี (Year-to-Date) สูงถึง 29%

 

เทย์ ฮุย หลิง (Tay Hwee Ling) ผู้อำนวยการฝ่ายบริการตลาดทุนของ Deloitte Southeast Asia ให้ความเห็นว่า “การฟื้นตัวของสิงคโปร์เป็นสัญญาณของการเรียกคืนความเชื่อมั่นจากนักลงทุนทั่วโลก ตลาดในปีนี้ เน้นดีลที่มีขนาดใหญ่ (Large-cap) แม้จำนวนบริษัทจดทะเบียนจะน้อยลง แต่เปี่ยมด้วยคุณภาพ ด้วยการสนับสนุนจากมาตรการของ MAS เช่น โครงการพัฒนาตลาดทุนมูลค่า 5 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ที่ช่วยเพิ่มสภาพคล่อง และตอกย้ำตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (SGX) ในฐานะผู้นำการฟื้นตัว ของตลาดทุนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

 

เมื่อมองไปข้างหน้า คาดว่านักลงทุนจะยังให้ความสนใจกับตลาด IPO สิงคโปร์ จากจำนวนบริษัทที่เตรียมเข้าจดทะเบียน และบริษัทจดทะเบียนข้ามพรมแดน (Cross-border Listings) ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงบริษัทในอาเซียนที่มีความสนใจจดทะเบียนในตลาดหุ้นสิงคโปร์

 

เวียดนามกลับมาสร้างความฮือฮา ด้วยการเข้าระดมทุน 2 ดีลยักษ์ใหญ่ในภาคบริการทางการเงิน ได้แก่ Techcom Securities (TCBS) และ VP Bank Securities ซึ่งมียอดระดมทุนรวมกันถึง 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (31,150 ล้านบาท) หลังจากเผชิญกับภาวะตลาดซบเซาที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 2018

 

  • ปัจจัยหนุน: เศรษฐกิจมหภาคที่เติบโตอย่างมีเสถียรภาพ นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย และการบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยนที่ยืดหยุ่น ทั้งนี้ปัจจัยที่ต้องจับตามองในปีหน้า คือการที่เวียดนามยกระดับสถานะสู่ ‘ตลาดเกิดใหม่ในกลุ่มรอง’ (Secondary Emerging Market) ซึ่งจะมีผลในเดือนกันยายน 2026 คาดว่าจะช่วยดึงดูดเงินทุนจากต่างชาติได้อีกมหาศาล

 

จิ่ง บุ่ย (Trinh BUI) หุ้นส่วนฝ่ายบริการตลาดทุนของ Deloitte Vietnam กล่าวว่า

 

“ตลาด IPO ของเวียดนามกำลังเข้าสู่วัฏจักรการเติบโตใหม่ที่มีคุณภาพสูง ครอบคลุมทั้งอุตสาหกรรมการเงิน อสังหาริมทรัพย์ และเทคโนโลยี หัวใจสำคัญคือการปฏิรูปกฎระเบียบ การกำกับดูแล ที่มุ่งเน้นความโปร่งใส และยกระดับโครงสร้างพื้นฐานตลาดหุ้น ซึ่งจะทำให้เวียดนามกลายเป็นหนึ่งในตลาดเกิดใหม่ที่น่าดึงดูดใจที่สุดในเอเชีย”

 

มาเลเซีย-อินโดนีเซีย ครองแชมป์จำนวน IPO

 

มาเลเซียยังคงครองแชมป์ ‘จำนวนบริษัทจดทะเบียน’ สูงสุดในภูมิภาค โดยมีบริษัทเข้า IPO ทั้งหมด 48 บริษัท มูลค่าระดมทุน 1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (34,265 ล้านบาท) ซึ่งแรงขับเคลื่อนหลักมาจากตลาด ACE Market (ตลาดสำหรับธุรกิจขนาดกลางและย่อมที่มีศักยภาพสูง) แม้ว่าตัวเลขในเชิงมูลค่าหลักทรัพย์ (Market Cap) และเงินระดมทุนรวมจะปรับตัวลดลงบ้าง แต่แนวโน้มตลาดมาเลเซียยังอยู่ในทิศทางที่น่าพอใจ โดยปัจจุบันได้บรรลุเป้าหมายมีบริษัทจดทะเบียนครบ 60 บริษัทในปีนี้

 

  • ผลตอบแทนวันแรกปิดบวก

 

หุ้นในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม และสินค้าอุปโภคบริโภค สร้างปรากฏการณ์ ‘หุ้นร้อน’ โดย THMY Holdings Berhad ปิดวันแรกบวกถึง 193.55% และ Oriental Kopi Holdings Berhad ปิดบวก 98.86%

 

  • ดีลข้ามพรมแดน

 

มาเลเซียเริ่มเห็นความหลากหลายจากการเข้ามาจดทะเบียนของบริษัทต่างชาติ เช่น UMS Integration Ltd (จดทะเบียนในตลาดหุ้นสิงคโปร์) และ Cuckoo International (MAL) Berhad ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ Cuckoo Holdings จากเกาหลีใต้

 

ว่อง กา ชุน (Wong Kar Choon) หุ้นส่วนฝ่ายบริการตลาดทุนของ Deloitte Malaysia กล่าวว่า “ตลาด IPO ของมาเลเซียมีความหลากหลายสูงมาก โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและพลังงาน แม้จะมีปัจจัยลบจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และมาตรการภาษีศุลกากรที่กระทบภาคการส่งออก แต่บริษัทที่เน้นอุปสงค์ภายในประเทศยังคงมีความแข็งแกร่ง และเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักลงทุนอย่างดี”

 

ด้านตลาด IPO อินโดนีเซียมีการปรับตัวที่ชัดเจน โดยเน้นการนำบริษัทที่มีมูลค่าสูง เข้าจดทะเบียนแทนการเน้นจำนวน โดยปีนี้มีบริษัทจดทะเบียนใหม่ 24 บริษัท มีมูลค่าระดมทุนรวม 921 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (28,689 ล้านบาท)

 

  • พลังงาน

 

เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็นหัวหอกในการระดมทุน ครอบคลุมทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และเหมืองแร่ โดยมีดีลยักษ์ใหญ่คือ PT Merdeka Gold Resource Tbk (ระดมทุน 279 ล้านดอลลาร์) และ PT Chandra Daya Investasi Tbk (ระดมทุน 144 ล้านดอลลาร์)

 

  • อสังหาริมทรัพย์และสินค้าอุปโภคบริโภค

 

ตามมาเป็นอันดับสองและสาม โดยมีบริษัทชื่อดังอย่าง PT Bangun Kosambi Sukses Tbk (ในเครือ Agung Sedayu Group) และ PT Yupi Indo Jelly Gum Tbk เข้าจดทะเบียนเสริมความแข็งแกร่ง

 

เทย์ ฮุย หลิง (Tay Hwee Ling) ผู้อำนวยการฝ่ายบริการตลาดทุนของ Deloitte Southeast Asia ให้ความเห็นว่า “นักลงทุนในอินโดนีเซียให้ความสำคัญกับบริษัทที่มีพื้นฐานทางธุรกิจที่แข็งแกร่งและ ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ โดยเฉพาะกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานหมุนเวียน ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดของประเทศ”

 

IPO ไทย สภาพคล่องหาย มูลค่ารั้งท้าย

 

สำหรับผลงานตลาด IPO ไทย ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 23 ธ.ค.2568 พบว่ามีบริษัทจดทะเบียนใหม่ทั้งหมด 18 บริษัท มูลค่าระดมทุนรวม 8,991.70 ล้านบาท โดยบริษัทเข้าระดมทุนลดลง 43.75% จากปี 2024 เช่นเดียวกับมูลค่าระดมทุน ที่ลดลงมากถึง 56% จากปี 2024 ทำให้มูลค่าระดมทุนต่ำสุดในรอบ 22 ปี

 

ซ้ำร้ายราคาหุ้นหลังเข้า IPO มี 12 จาก 18 ตัว ที่ราคาต่ำจองจากราคาเสนอขาย โดยส่วนใหญ่ราคาต่ำจองอยู่ที่ 30-50%

 

ทั้งนี้ สาเหตุที่ตลาด IPO ซบเซา หลักๆ เป็นผลมาจากภาวะตลาดที่ ‘สภาพคล่องลดลง’ จากการเปลี่ยนผ่านกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ไปสู่กองทุนรวมเพื่อความยั่งยืน (ESG) ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความแข็งแกร่งของนักลงทุนสถาบันและสภาพคล่องในตลาดหุ้นไทย เมื่อกองทุน LTF ครบอายุไถ่ถอน ทำให้เม็ดเงินลงทุนไหลไปยังตราสารหนี้ และการลงทุนต่างประเทศมากกว่าหุ้นไทย นักลงทุนสถาบันจึงขาด ‘เงินลงทุนใหม่’ จึงต้องขายหุ้นที่ถืออยู่ เพื่อซื้อหุ้นใหม่ โดยเน้นซื้อเก็บหุ้นตัวใหญ่ที่มีมูลค่าสูง

 

ประกอบกับแรงขายสุทธิของนักลงทุนต่างชาติสะสมกว่า 400,000 ล้านบาท จึงทำให้แรงซื้อสองเสาหลักที่ค้ำจุนตลาดหุ้นไทย ได้แก่ นักลงทุนสถาบันและนักลงทุนต่างประเทศอ่อนกำลังลง ในขณะที่นักลงทุนรายย่อยก็เน้นซื้อหุ้น IPO เพื่อเกร็งกำไรในการซื้อขายวันแรก เนื่องจากมีความอ่อนไหวต่อข่าวร้ายมากกว่า

 

กองทุน PE กุญแจเร่งการเติบโตของตลาด IPO อาเซียน

 

การที่กองทุนส่วนบุคคล หรือ Private Equity (PE) เข้ามามีบทบาทในตลาด IPO อาเซียน กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยดึงมูลค่าดีลเฉลี่ยให้สูงขึ้น พร้อมกับเสริมสร้างความเชื่อมั่น ให้แก่ตลาดทุนในภาพรวม

 

แม้ว่าจำนวนบริษัทจดทะเบียนในภาพรวมจะลดลง แต่มูลค่าการระดมทุนรวมกลับพุ่งสูงขึ้นถึง 54% สะท้อนว่าบริษัทที่มีกองทุน PE หนุนหลังมักเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีโครงสร้างธุรกิจ แข็งแกร่งและเติบโตเต็มที่ ซึ่งมีเป้าหมายในการใช้ตลาดหลักทรัพย์เป็น ช่องทางหลักในการทำกำไรและถอนการลงทุน (Key Exit Route)

 

ปรากฏการณ์นี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านทิศทางตลาด IPO อาเซียนที่เน้น ‘คุณภาพมากกว่าปริมาณ’ โดย PE และนักลงทุนสถาบันกำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้น ในการกำหนดทิศทางการเติบโตของตลาดหุ้นอาเซียน

 

ทั้งนี้ การฟื้นตัวในครั้งนี้ ไม่เพียงบ่งชึ้ถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้น แต่ยังสะท้อนถึงบรรยากาศการถอนทุน (Exit Environment) ที่กลับมาคึกคักอีกครั้ง โดยกลุ่มธุรกิจที่ PE มักลงทุนได้แก่

 

  • โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล: เช่น กองทรัสต์อสังหาริมทรัพย์ (REITs) และศูนย์ข้อมูล (Data Centers)
  • บริการทางการแพทย์ (Health Care)
  • ค้าปลีก (Consumer Retail)
  • เทคโนโลยี (Technology)

 

เทรนด์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจและแนวโน้มการลงทุนในอาเซียน กำลังมุ่งไปสู่การเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี และการลงทุนสินทรัพย์ในโลกจริง (Real Assets)

 

ในด้านการระดมทุนของกองทุน PE เองยังคงมีเสถียรภาพ โดยมีการจัดสรรเงินลงทุน (Capital Deployment) ไปยังบริษัทในพอร์ตโฟลิโออย่างมีนัยสำคัญ เพื่อปรับปรุงโครงสร้างและสร้าง ความพร้อมในการเข้าจดทะเบียน ซึ่งจะเป็นแรงส่งสำคัญ ให้มีบริษัทคุณภาพดีจ่อคิวเข้าตลาด อย่างต่อเนื่องไปถึงปี 2026

 

ดีลใหญ่หนุน IPO ไทยจ่อฟื้นปี 2569

 

สำหรับผลกระทบการเลือกตั้งต่อแนวโน้มตลาด IPO ปี 2569 ‘สรวิศ ไกรฤกษ์’ รองผู้จัดการ สายงานผู้ออกหลักทรัพย์และ สายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มองว่า ข่าวการยุบสภา ตลาดรับรู้มาสักพักแล้วว่าจะเกิดขึ้น แม้ล่าสุดรัฐบาลอนุทินจะประกาศยุบสภาเร็วขึ้น 2 สัปดาห์ ตลาดก็คาดการณ์ไว้แล้ว

 

ทั้งนี้ ระยะเวลาการเข้า IPO เป็น Seasonal เหมือนเดิมทุกปี คือบริษัทที่สนใจระดมทุนจะรอปิดงบปีสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ และอัปเดตข้อมูลเพื่อยื่นไฟลิ่งช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ซึ่งส่วนใหญ่มักยื่นก่อนวันหยุดสงกรานต์

 

ดังนั้น สำหรับบริษัทที่มีแผนเข้าระดมทุนอยู่แล้วไม่ได้กระทบอะไร เพราะกระบวนการพิจารณาจะต้องใช้เวลาขั้นต่ำอีก 6 เดือน กว่าจะได้วันเสนอขายก็เป็นช่วงสิ้นปี หรืออาจดีเลย์ได้ถึง 1 ปี

 

สำหรับปีหน้า ปัจจัยท้าทายต่อตลาด IPO ยังมีอยู่ แต่ที่ปรึกษาทางการเงิน (FA) ก็มีลูกค้าใน Pipeline ของตัวเอง ปัจจุบันบริษัทประมาณ 5-6 บริษัทที่ยื่นไฟลิ่งแล้วรออนุมัติคำขอเสนอขาย และบริษัทขนาดใหญ่ที่อยู่ระหว่างเตรียมยื่นไฟลิ่ง คาดว่าจะทำให้ Sentiment หุ้น IPO ฟื้นตัวทั้งจำนวนบริษัทจดทะเบียนและมูลค่าระดมทุน

 

อย่างไรก็ตาม หากธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ปรับลดดอกเบี้ยลงอีก 2 รอบในปี 2569 มีความเป็นไปได้ว่าเงินทุนจะไหลกลับเข้ามาในช่วงกลางปีถึงปลายปี ซึ่งจะกระตุ้นกิจกรรมหุ้น IPO ให้กลับมาคึกคัก

 

นอกจากนี้ ต้องรอดูนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ว่าจะมีมาตรการสนับสนุน Incentive กองทุนลดหย่อนภาษี เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับสถาบันหรือไม่ หากมีปัจจัยสนับสนุนครบทั้ง 2 ปัจจัย คาดว่าจะช่วยคลี่คลายปัญหา IPO ในอดีตได้

 

ขนาดดีล IPO เฉลี่ยเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว เมื่อเทียบกับปี 2024 โดยเพิ่มขึ้นจากประมาณ 27 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

IPO อาเซียนปี 2568 ลมเปลี่ยนทิศเน้น ‘คุณภาพ’ มากกว่า ‘ปริมาณ’ ไทยมูลค่าระดมทุนรั้งท้าย 8 พันล้านบาท สิงคโปร์-เวียดนาม ครองดีลใหญ่ 1

 

ภาพประกอบ: ณัฏฐ์กานต์ ดวงมาตย์พล

The post IPO อาเซียนปี 2568 ลมเปลี่ยนทิศเน้น ‘คุณภาพ’ มากกว่า ‘ปริมาณ’ ไทยมูลค่าระดมทุนรั้งท้าย 8 พันล้านบาท สิงคโปร์-เวียดนาม ครองดีลใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Shopee โชว์ตัวเลขแคมเปญ 12.12 ดันยอดขาย ‘MSME ไทย’ พุ่ง 14 เท่า พร้อมเผยกำลังซื้อตลาดต่างจังหวัดสุดคึกคัก https://thestandard.co/shopee-12-12-msme-14x/ Sat, 20 Dec 2025 07:16:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1156496 Shopee โชว์ตัวเลขแคมเปญ 12.12 ดันยอดขาย ‘MSME ไทย’ พุ่ง 14 เท่า พร้อมเผยกำลังซื้อตลาดต่างจังหวัดสุดคึกคัก (No changes were needed. Based on the rule add a space before proper nouns that follow a verb, there are no instances in this headline where a proper noun immediately follows a verb.)

Shopee แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจด […]

The post Shopee โชว์ตัวเลขแคมเปญ 12.12 ดันยอดขาย ‘MSME ไทย’ พุ่ง 14 เท่า พร้อมเผยกำลังซื้อตลาดต่างจังหวัดสุดคึกคัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Shopee โชว์ตัวเลขแคมเปญ 12.12 ดันยอดขาย ‘MSME ไทย’ พุ่ง 14 เท่า พร้อมเผยกำลังซื้อตลาดต่างจังหวัดสุดคึกคัก (No changes were needed. Based on the rule add a space before proper nouns that follow a verb, there are no instances in this headline where a proper noun immediately follows a verb.)

Shopee แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลไทยในโอกาสครบรอบ 10 ปี ผ่านแคมเปญใหญ่ส่งท้ายปี 12.12 โดยมุ่งเน้นการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยและธุรกิจท้องถิ่นให้สามารถสร้างยอดขายและเติบโตในยุคดิจิทัล ควบคู่ไปกับการกระตุ้นการจับจ่ายผ่านการมอบสิทธิประโยชน์รวมมูลค่ากว่า 32,000 ล้านบาท เพื่อสร้างความคึกคักให้กับระบบนิเวศอีคอมเมิร์ซในช่วงโค้งสุดท้ายของปี

 

คงกฤช ล้อเลิศรัตนะ หัวหน้าฝ่ายธุรกิจการตลาด Shopee (ประเทศไทย) กล่าวว่า “ในโอกาสครบรอบ 10 ปี เรายังคงมุ่งมั่นเสริมศักยภาพให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นและธุรกิจ MSME ไทย ผ่านเครื่องมือดิจิทัลและพลังของคอนเทนต์คอมเมิร์ซ ที่ช่วยให้เข้าถึงผู้ซื้อได้ง่ายขึ้นและเติบโตได้อย่างยั่งยืน โดยผลตอบรับในแคมเปญ 12.12 สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของผู้ใช้งานและความแข็งแกร่งของผู้ประกอบการไทย”

 

ตัวเลขสถิติที่น่าสนใจจากแคมเปญ 12.12 สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของผู้ประกอบการไทยอย่างชัดเจน โดยภายใน 2 ชั่วโมงแรกของวันที่ 12 ธันวาคม ร้านค้าท้องถิ่นและธุรกิจ MSME สามารถสร้างยอดขายเติบโตสูงขึ้นกว่า 14 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในวันปกติ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการตอบรับที่ดีของผู้บริโภคต่อสินค้าจากผู้ประกอบการรายย่อยบนแพลตฟอร์ม

 

สำหรับกลุ่มสินค้าจากร้านค้าท้องถิ่นที่ได้รับความนิยมและมีการเติบโตของยอดขายอย่างโดดเด่น ได้แก่ รถจักรยานยนต์ใช้น้ำมัน กระเป๋า และสินค้าอุปโภคบริโภคประเภทขนมขบเคี้ยว เช่น บิสกิต คุกกี้ และเวเฟอร์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงโอกาสทางธุรกิจที่เปิดกว้างสำหรับผู้ขายในหลากหลายหมวดหมู่สินค้า ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่สินค้าแฟชั่นหรือของใช้ส่วนตัวเท่านั้น

 

ในมิติของการกระจายสินค้า Shopee สามารถช่วยลดข้อจำกัดด้านภูมิศาสตร์และขยายการเข้าถึงตลาดทั่วประเทศ โดยพบว่าจังหวัด ‘ยะลา’ เป็นพื้นที่ปลายทางที่สร้างยอดขายให้แก่ร้านค้าท้องถิ่นและ MSME สูงที่สุด ในขณะที่จังหวัดนราธิวาส ปัตตานี มุกดาหาร สิงห์บุรี และอำนาจเจริญ ก็มีอัตราการเติบโตของยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

 

นอกจากนี้ กลยุทธ์ ‘Content Commerce’ ยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนยอดขาย โดยฟีเจอร์ Shopee Video มีส่วนช่วยผลักดันจำนวนสินค้าที่ขายได้จากร้านค้า MSME เพิ่มขึ้นกว่า 14 เท่า เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปสู่การซื้อสินค้าผ่านการรับชมคอนเทนต์วิดีโอสั้นมากขึ้น

 

ด้านระบบโลจิสติกส์และการจัดส่ง มีสินค้าจำนวนกว่า 20 ล้านชิ้น ถูกจัดส่งผ่านบริการส่งทันทีและบริการส่งด่วนในช่วงแคมเปญ โดยคำสั่งซื้อที่มีมูลค่าสูงสุดที่เลือกใช้บริการนี้สูงถึงราว 200,000 บาท สะท้อนความเชื่อมั่นต่อระบบขนส่ง โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าโทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ต ที่มียอดใช้บริการส่งด่วนเพิ่มขึ้นถึง 7.5 เท่า

 

ความสำเร็จดังกล่าวยังส่งผลต่อเนื่องมาถึงโปรแกรมสมาชิก Shopee VIP ที่มียอดผู้สมัครใช้งานเพิ่มขึ้นราว 89 เท่า นับตั้งแต่เปิดตัว สะท้อนถึงความต้องการของผู้ใช้งานที่มองหาสิทธิประโยชน์ที่เหนือกว่า และความสำเร็จของการสร้าง ‘Loyalty Program’ ที่สามารถดึงดูดผู้ใช้งานให้มีส่วนร่วมกับแพลตฟอร์มในระยะยาว

 

“Shopee จะเดินหน้ายกระดับแพลตฟอร์ม เครื่องมือ และโซลูชันต่างๆ ของเราอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนผู้ขายไทยทุกขนาดให้เติบโตและขยายธุรกิจได้มากขึ้นในทศวรรษข้างหน้า พร้อมเดินหน้าพัฒนาบริการเพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภคชาวไทย” คงกฤช กล่าวทิ้งท้าย

 

ภาพ: Teacher Photo / Shutterstock

The post Shopee โชว์ตัวเลขแคมเปญ 12.12 ดันยอดขาย ‘MSME ไทย’ พุ่ง 14 เท่า พร้อมเผยกำลังซื้อตลาดต่างจังหวัดสุดคึกคัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ศุภจี’ สั่งตั้ง War Room น้ำท่วมใต้ ประสานห้างโมเดิร์นเทรด ขนส่ง เติมสินค้าอุปโภค-บริโภค พื้นที่เข้าถึงยาก https://thestandard.co/war-room-flood-restock-south/ Wed, 26 Nov 2025 05:06:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1147808 ‘ศุภจี’ สั่งตั้ง War Room น้ำท่วมใต้ ประสาน ห้างโมเดิร์นเทรด ขนส่ง เติมสินค้าอุปโภค-บริโภค พื้นที่เข้าถึงยาก

‘พาณิชย์’ ตั้ง War Room เป็นศูนย์ประสานกลาง สำรองสินค้า […]

The post ‘ศุภจี’ สั่งตั้ง War Room น้ำท่วมใต้ ประสานห้างโมเดิร์นเทรด ขนส่ง เติมสินค้าอุปโภค-บริโภค พื้นที่เข้าถึงยาก appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ศุภจี’ สั่งตั้ง War Room น้ำท่วมใต้ ประสาน ห้างโมเดิร์นเทรด ขนส่ง เติมสินค้าอุปโภค-บริโภค พื้นที่เข้าถึงยาก

‘พาณิชย์’ ตั้ง War Room เป็นศูนย์ประสานกลาง สำรองสินค้า ประสานผู้ประกอบการ ห้างโมเดิร์นเทรด และสมาคมไข่ไก่ เติมสินค้าอุปโภค-บริโภคจำเป็น เข้าพื้นที่ที่เข้าถึงยาก

 

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัดภาคใต้ซึ่งยังส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อตัวประชาชน ชุมชนท้องถิ่น รวมถึงผู้ประกอบการและนิติบุคคลจำนวนมาก กระทรวงพาณิชย์จึงโดยกรมการค้าภายในจัดตั้ง War Room เป็นศูนย์ประสานกลางเพื่อติดตามสถานการณ์แบบรายชั่วโมง เชื่อมโยงข้อมูลจากสำนักงานพาณิชย์จังหวัดและทุกหน่วยที่เกี่ยวข้อง รวมถึงรวบรวมข้อมูลผลกระทบที่เกิดขึ้น เพื่อให้มาตรการช่วยเหลือถูกส่งต่อได้อย่างแม่นยำและเร็วที่สุด

 

โดย War Room ได้ประชุมประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งเส้นทางการขนส่ง การเข้าถึงพื้นที่เสี่ยง การสำรองสินค้า และระดับความต้องการเฉพาะในแต่ละอำเภอ พร้อมเร่งให้ความช่วยเหลือให้ตรงจุด โดยเร็วที่สุด

 

ศุภจี ระบุว่า สิ่งสำคัญคือการให้ความช่วยเหลือประชาชน และให้การสนับสนุนหน่วยปฏิบัติงานในพื้นที่ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนให้ดำเนินงานช่วยเหลือประชาชนได้อย่างเต็มศักยภาพ กรมการค้าภายในจึงได้ดำเนินมาตรการเร่งด่วน 4 แนวทาง ได้แก่

 

1. ประสานศูนย์พักพิงเพื่อจัดส่งวัตถุดิบอาหารและของใช้จำเป็นสำหรับการประกอบอาหารให้เพียงพอต่อจำนวนผู้พักพิง

 

2.ประสานผู้ประกอบการ ห้างโมเดิร์นเทรด และสมาคมไข่ไก่ เพื่อเติมสินค้าอุปโภค-บริโภคจำเป็นเข้าสู่พื้นที่ที่มีความต้องการและพื้นที่ที่การขนส่งเข้าถึงยาก

 

3.เตรียมจัดถุงยังชีพในพื้นที่ที่ระดับน้ำเริ่มลดลง เพื่อสนับสนุนทั้งประชาชน ครัวเรือนรายย่อย และผู้ประกอบการขนาดเล็กที่ได้รับผลกระทบให้สามารถกลับมาดำเนินชีวิตและทำธุรกิจได้เร็วที่สุด

 

4. เตรียมจัดงานธงฟ้าหลังน้ำลด โดยเน้นสินค้าจำเป็นในการทำความสะอาดบ้านเรือนและสถานประกอบการ รวมถึงสินค้าอุปโภค–บริโภคราคาประหยัด เพื่อลดภาระค่าครองชีพในช่วงเริ่มต้นของการฟื้นฟู

 

นอกจากนี้ ยังได้ให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ให้บริการจดทะเบียน และให้หนังสือรับรองออนไลน์ และให้เจ้าหน้าที่รับจดส่วนกลางให้บริการกับผู้ขอรับบริการจากพื้นที่ประสบอุทกภัยเป็นการเร่งด่วน ทันที โดยไม่ต้องรอคิว

 

“ขอส่งกำลังใจให้กับผู้ประสบภัยทุกท่าน ครั้งนี้เป็นครั้งที่รุนแรงมากในรอบหลายปี ไม่เคยเห็นปริมาณน้ำฝนที่หนักมากขนาดนี้ เห็นใจมากและส่งกำลังใจไปให้ ทางกระทรวงพาณิชย์และข้าราชการทุกคนเราจะทำหน้าที่เต็มที่ในการส่งความช่วยเหลือในส่วนที่เราสามารถทำได้ ขอส่งกำลังใจ เราคนไทยด้วยกันขอจับมือช่วยกันไปในช่วงที่มีความยากลำบากแบบนี้” ศุภจี กล่าว

 

รมว.พาณิชย์ ย้ำว่า กระทรวงพาณิชย์จะสนับสนุนการทำงานของทุกหน่วยในพื้นที่อย่างเต็มกำลัง เพื่อให้ความช่วยเหลือถูกส่งไปถึงประชาชนและผู้ประกอบการโดยเร็วที่สุด พร้อมยืนยันว่ากรมการค้าภายในจะติดตามสถานการณ์วันต่อวัน และพร้อมปรับมาตรการให้เหมาะสมตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

The post ‘ศุภจี’ สั่งตั้ง War Room น้ำท่วมใต้ ประสานห้างโมเดิร์นเทรด ขนส่ง เติมสินค้าอุปโภค-บริโภค พื้นที่เข้าถึงยาก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดรหัส ‘กฎแห่งการเติบโต’ ตลาด FMCG ไทย Worldpanel ชี้ 84% ของแบรนด์ที่โตได้ล้วนมาจาก ‘การหาลูกค้าใหม่’ ไม่ใช่ซื้อซ้ำ https://thestandard.co/fmcg-thailand-growth-2025/ Fri, 29 Aug 2025 05:06:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1112955 งานประกาศรางวัล Brand Footprint Awards 2025 โดย Worldpanel ชี้กลยุทธ์การเติบโต FMCG ไทย

ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนและการเปลี่ยนแปลงพฤติก […]

The post ถอดรหัส ‘กฎแห่งการเติบโต’ ตลาด FMCG ไทย Worldpanel ชี้ 84% ของแบรนด์ที่โตได้ล้วนมาจาก ‘การหาลูกค้าใหม่’ ไม่ใช่ซื้อซ้ำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
งานประกาศรางวัล Brand Footprint Awards 2025 โดย Worldpanel ชี้กลยุทธ์การเติบโต FMCG ไทย

ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว การสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนกลายเป็นโจทย์ที่ท้าทายอย่างยิ่งสำหรับแบรนด์สินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) ในประเทศไทย ซึ่งล่าสุด Worldpanel by Numerator บริษัทวิจัยการตลาดชั้นนำ ได้เปิดเผยผลวิจัยเชิงลึกและจัดงานประกาศรางวัล Brand Footprint Awards 2025 เพื่อถอดรหัสกลยุทธ์เบื้องหลังความสำเร็จของแบรนด์ที่สามารถเติบโตสวนกระแสได้

 

ภายในงาน Decode The Future – Growth Rules Rewritten โฮเวิร์ด ชาง กรรมการผู้จัดการใหญ่ ประเทศไทยและมาเลเซีย Worldpanel by Numerator ได้ให้ภาพรวมว่าเศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญความท้าทายต่อเนื่อง แม้จะมีนักท่องเที่ยวกลับมา แต่ระดับการใช้จ่ายยังต่ำกว่าช่วงก่อนเกิดโรคระบาด

 

ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อตลาด FMCG อย่างยิ่งคือนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ โฮเวิร์ด ชี้ว่า “เราเห็นชัดว่าเมื่อไหร่ที่รัฐอัดฉีดงบเกิน 1 แสนล้านบาท เช่น โครงการเราชนะหรือโครงการคนละครึ่ง ยอดใช้จ่าย FMCG จะเติบโตชัดเจน อย่างในปี 2021 FMCG โตถึง 3.5% สูงสุดในรอบทศวรรษ เพราะมีการอัดฉบรวมกันเกิน 5 แสนล้านบาท”

 

อย่างไรก็ตาม ด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณและความไม่แน่นอนจากสงครามการค้า ทำให้คาดการณ์ว่าจะไม่มีนโยบายกระตุ้นขนาดใหญ่ในปีนี้ ซึ่งอาจส่งผลให้ตลาด FMCG โดยรวมหดตัวลง “ปีนี้ FMCG อาจติดลบได้ถึง 4% เพราะพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคยังไม่ฟื้นเต็มที่และภาระหนี้ครัวเรือนยังสูงกว่า 90% ของ GDP” โฮเวิร์ด สรุป

 

การวิเคราะห์ยังพบว่านโยบายอัดฉีดจากรัฐมีผลต่อการเลือกช่องทางซื้อสินค้าของผู้บริโภค โดยทำให้ยอดใช้จ่ายในร้านค้าชุมชน (PVS) เติบโตขึ้น ขณะที่ไฮเปอร์มาร์เก็ตและซูเปอร์มาร์เก็ตมีส่วนแบ่งลดลง โดยมีเพียงช่องทางออนไลน์เท่านั้นที่ยังคงเติบโตต่อเนื่องทุกปี และปัจจุบันมีสัดส่วนเกือบ 10% ของยอดขาย FMCG ทั้งหมด

 

ในสภาวะที่ตลาดมีความท้าทายเช่นนี้ คำถามสำคัญคือแบรนด์ที่ยังคงเติบโตได้นั้นทำได้อย่างไร Worldpanel ได้นำเสนอเครื่องมือวัดผลความสำเร็จที่เรียกว่า Brand Footprint ซึ่งใช้ชี้วัด ‘การตัดสินใจซื้อ’ ของผู้บริโภคได้ ผ่านค่าที่เรียกว่า Consumer Reach Points (CRPs)

 

CRPs คำนวณจาก 3 ปัจจัยหลักคือ จำนวนครัวเรือนทั้งหมดในตลาด (Population), เปอร์เซ็นต์ของครัวเรือนที่ซื้อแบรนด์นั้น (Penetration) และความถี่ที่ผู้บริโภคซื้อแบรนด์นั้นตลอดทั้งปี (Consumer Choice) ซึ่งค่า CRPs นี้สามารถสะท้อนความสำเร็จของแบรนด์ในการเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง

 

ชีวานนท์ ปิยะพิทักษ์สกุล ผู้จัดการฝ่ายการตลาดอาวุโส ประเทศไทยและมาเลเซีย Worldpanel by Numerator อธิบายว่า ค่า CRPs มีความสัมพันธ์กับยอดขายอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์สูงถึง 0.9 ซึ่งหมายความว่าแบรนด์ที่มี CRPs สูง ก็จะสามารถสร้างยอดขายได้สูงเช่นกัน

 

ผลวิจัยได้ค้นพบ ‘กฎแห่งการเติบโต’ ที่สำคัญที่สุดสำหรับตลาดประเทศไทย ชีวานนท์ เน้นย้ำว่า “เราพบว่า 84% ของแบรนด์ที่เติบโตได้ในประเทศไทย ล้วนขับเคลื่อนด้วยการขยาย Penetration ไม่ว่าแบรนด์จะมีขนาดเล็ก กลางหรือใหญ่ก็ตาม”

 

การเพิ่มฐานลูกค้าใหม่ (Penetration) ยังคงเป็นกลยุทธ์หลักในการเติบโต มากกว่าการกระตุ้นให้ลูกค้าเดิมซื้อบ่อยขึ้น (Frequency) อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากภาพรวมการเติบโตของ Penetration ของแบรนด์โดยรวมยังทรงตัว เพิ่มขึ้นเพียง 0.9 points ท่ามกลางสภาวะตลาดที่อิ่มตัวมากขึ้น

 

จากการวิเคราะห์แบรนด์มากกว่า 590 แบรนด์ในทุกช่องทางการขายตลอดปี 2024 ได้นำมาสู่การมอบรางวัล Brand Footprint Awards 2025 แก่แบรนด์ที่ประสบความสำเร็จสูงสุด โดยมีผลรางวัลในหมวดต่างๆ ดังนี้

 

Most Chosen Brands แบรนด์ที่ถูกเลือกซื้อสูงที่สุด

 

  • กลุ่มอาหาร มาม่า (165 ล้านครั้ง CRPs)
  • กลุ่มเครื่องดื่ม เนสกาแฟ (147 ล้านครั้ง CRPs)
  • กลุ่มของใช้ภายในบ้าน ไฮยีน (113 ล้านครั้ง CRPs)
  • กลุ่มของใช้ส่วนตัว คอลเกต (74 ล้านครั้ง CRPs)
  • กลุ่มนม ดัชมิลล์ (147 ล้านครั้ง CRPs)

 

Top Rising Brands แบรนด์ที่ถูกเลือกซื้อเติบโตเร็วที่สุด

 

  • กลุ่มอาหาร ซีพี (เพิ่มขึ้น 10.6 ล้านครั้ง CRPs)
  • กลุ่มเครื่องดื่ม สิงห์ (เพิ่มขึ้น 18.3 ล้านครั้ง CRPs)
  • กลุ่มของใช้ภายในบ้าน ไฮยีน (เพิ่มขึ้น 6.6 ล้านครั้ง CRPs)
  • กลุ่มนม เมจิ (เพิ่มขึ้น 10.6 ล้านครั้ง CRPs)

 

Outstanding Brands แบรนด์ที่มีความโดดเด่นในหมวดหมู่เฉพาะ

 

  • น้ำผลไม้พร้อมดื่ม ดีโด้ (เพิ่มขึ้น 3.5 ล้านครั้ง CRPs)
  • กาแฟ Made-to-order พันธุ์ไทย (เพิ่มขึ้น 4.3 ล้านครั้ง CRPs)
  • ดูแลผิวหน้า ศรีจันทร์ (เพิ่มขึ้น 4.1 ล้านครั้ง CRPs)
  • ดูแลผิวกาย มิซึมิ (เพิ่มขึ้น 5 แสนครั้ง CRPs)

 

ภาพ: ฐานิส สุดโต / THE STANDARD

The post ถอดรหัส ‘กฎแห่งการเติบโต’ ตลาด FMCG ไทย Worldpanel ชี้ 84% ของแบรนด์ที่โตได้ล้วนมาจาก ‘การหาลูกค้าใหม่’ ไม่ใช่ซื้อซ้ำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
FMCG ไทย คืนชีพ! โต 3.3% ครั้งแรกในรอบ 2 ปี ‘ออนไลน์’ มาแรงแซงทางโค้ง ไล่บี้ห้างใหญ่ติดๆ https://thestandard.co/fmcg-industry-growth-thailand-online-retail/ Mon, 17 Mar 2025 04:29:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1052957 FMCG

ตลาดสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) ไทยกลับมาทวงบัลลังก์อีกคร […]

The post FMCG ไทย คืนชีพ! โต 3.3% ครั้งแรกในรอบ 2 ปี ‘ออนไลน์’ มาแรงแซงทางโค้ง ไล่บี้ห้างใหญ่ติดๆ appeared first on THE STANDARD.

]]>
FMCG

ตลาดสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) ไทยกลับมาทวงบัลลังก์อีกครั้ง หลังพลิกจากการหดตัวต่อเนื่องสองปีมาเป็นการเติบโต 3.3% ในปี 2024 ทะยานเกือบทัดเทียมระดับก่อนโควิดท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของพฤติกรรมผู้บริโภค โดยเฉพาะช่องทางออนไลน์ที่กำลังไล่ล่าไฮเปอร์มาร์เก็ตอย่างดุเดือด

 

จากรายงาน 2025 Thailand FMCG Outlook โดย Kantar Worldpanel บริษัทวิจัยการตลาด ชี้ให้เห็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโตของตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคในประเทศไทย ซึ่งตลาดได้พลิกโฉมจากภาวะหดตัว -4.3% ในปี 2022 และ -2.1% ในปี 2023 มาเป็นบวก 3.3% ในปี 2024

 

ปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากกลุ่มสินค้าความงามสำหรับใบหน้าและกลุ่มอาหาร ซึ่งคิดเป็น 40% ของค่าใช้จ่าย FMCG ทั้งหมด ขณะที่เศรษฐกิจไทยโดยรวมเติบโตระหว่าง 2.8% ถึง 3% ในปี 2024 ได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์ในประเทศ การสนับสนุนจากภาครัฐ และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ทะลุ 35 ล้านคน

 

กัญภาภัค ลึกซึ้งสุขุม ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจใหม่ ประเทศไทย Kantar Worldpanel ชี้ว่า “แม้ว่าการใช้จ่ายผ่าน Digital Wallet จะส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมได้น้อยกว่าที่คาดไว้ แต่การแจก 10,000 บาทให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งถูกนำไปใช้จ่ายในสินค้าจำเป็นของหมวด FMCG ยังคงช่วยกระตุ้นการเติบโต”

 

ที่น่าสนใจคือพฤติกรรมการจับจ่ายที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงระหว่างคนเมืองกับคนชนบท โดยกลุ่มผู้บริโภคในชนบทเลือกซื้อสินค้าต่อครั้งในปริมาณมากขึ้น แต่ลดความถี่ในการซื้อลง และเลือกซื้อน้อยลงในเชิงหมวดหมู่ 

 

อย่างไรก็ตาม ราคาสินค้าที่ซื้อเฉลี่ยต่อหน่วยกลับสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งบ่งชี้ว่าพวกเขาเลือกซื้อแพ็กขนาดใหญ่เพื่อความคุ้มค่า

 

ในทางตรงข้าม ผู้บริโภคในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ช้อปปิ้งบ่อยขึ้นและเลือกซื้อสินค้าหลากหลายหมวดหมู่มากกว่า ซึ่งสะท้อนไลฟ์สไตล์ที่เน้นความสะดวกและความหลากหลาย สามารถช้อปได้ทุกที่ ทุกเวลา ปรากฏการณ์นี้เป็น ‘ภาพสะท้อนที่กลับด้าน’ ของพฤติกรรมผู้บริโภคระหว่างสองพื้นที่

 

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือโครงสร้างประชากรไทยที่กำลังเปลี่ยนไปสู่ครัวเรือนขนาดเล็ก โดยจำนวนหนุ่มสาวโสดและคู่รักเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนเกือบเท่ากับครอบครัวที่มีลูก ซึ่งแนวโน้มนี้คาดว่าจะทำให้ครัวเรือนขนาดเล็กมีจำนวนมากกว่าครอบครัวที่มีลูกในอนาคต 

 

แม้ว่าครอบครัวที่มีลูกยังเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนค่าใช้จ่ายสูงสุด แต่สัดส่วนนี้กำลังลดลง ขณะที่กลุ่มคนโสด/คู่รัก และผู้สูงอายุโสด/คู่รัก มีแนวโน้มใช้จ่ายมากขึ้น

 

การเปลี่ยนแปลงของช่องทางจำหน่ายเป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญ โดยร้านโชห่วยยังคงเป็นช่องทางจำหน่ายหลักในประเทศไทย แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนไปสู่โชห่วยในเครือข่ายหรือโชห่วยที่ทันสมัยมากขึ้น แต่ส่วนแบ่งของช่องทางนี้ในตลาด FMCG ลดลงตั้งแต่ปี 2023 ในขณะที่ร้านสะดวกซื้อรักษาส่วนแบ่งได้ และซูเปอร์มาร์เก็ตเติบโตอย่างแข็งแกร่ง

 

ที่น่าจับตาที่สุดคือช่องทางออนไลน์ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด และมีส่วนแบ่งตลาดใกล้เคียงไฮเปอร์มาร์เก็ตมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ เมืองหลัก และแม้แต่ในพื้นที่ชนบท แพลตฟอร์มออนไลน์ที่แตกต่างกันยังเหมาะกับหมวดสินค้า FMCG ที่ต่างกัน เช่น สกินแคร์ขายดีในโซเชียลคอมเมิร์ซ ส่วนเครื่องดื่มโดดเด่นใน e-Retail

 

จุดแข็งสำคัญของช่องทางออนไลน์คือความคุ้มค่าและความสะดวก ซึ่งดึงดูดทราฟฟิกผู้บริโภคได้มากขึ้นเรื่อยๆ การซื้อสินค้า FMCG ผ่านช่องทางออนไลน์กลายเป็นพฤติกรรมปกติของผู้บริโภคไปแล้ว สังเกตได้จากอัตราการซื้อซ้ำที่เพิ่มขึ้นจนเทียบเท่าไฮเปอร์มาร์เก็ต

 

ชีวานนท์ ปิยะพิทักษ์สกุล ผู้จัดการฝ่ายการตลาดอาวุโส ประเทศไทยและมาเลเซีย Kantar Worldpanel ให้คำแนะนำว่า “แบรนด์ควรมองหากลยุทธ์ที่เหมาะกับตลาดที่เปลี่ยนแปลง เช่น ออกแบบสินค้าให้เหมาะกับครัวเรือนขนาดเล็กที่กำลังเพิ่มขึ้น ทั้งขนาดบรรจุเล็กลง สินค้าพกพา หรือสูตรที่ตอบโจทย์สุขภาพและความสะดวกสบาย”

 

นอกจากนี้แบรนด์ควรพัฒนาช่องทางออนไลน์ให้เป็นศูนย์กลางกลยุทธ์การขาย สร้างประสบการณ์การซื้อที่ราบรื่น เช่น บริการจัดส่งรวดเร็ว โปรโมชั่นเฉพาะกลุ่ม หรือโปรแกรมสะสมแต้มออนไลน์ เพื่อกระตุ้นการซื้อซ้ำ

 

“การปรับกลยุทธ์ด้านราคาและแพ็กเกจให้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายก็สำคัญไม่แพ้กัน” ชีวานนท์กล่าว “แบรนด์ควรนำเสนอแพ็กขนาดใหญ่เพื่อความคุ้มค่าสำหรับผู้บริโภคในชนบท และขนาดเล็กราคาย่อมเยาสำหรับคนเมืองที่ช้อปบ่อยและหลากหลายหมวดหมู่”

 

ในยุคที่ ‘คนเมืองช้อปบ่อยแต่ซื้อน้อย’ ขณะที่ ‘คนชนบทช้อปน้อยครั้งแต่ซื้อมาก’ แบรนด์ต้องปรับตัวให้ทัน พร้อมรับมือกับการผงาดของช่องทางออนไลน์ที่อาจแซงหน้าไฮเปอร์มาร์เก็ตได้ในอนาคตอันใกล้ เพราะในทุกวิกฤตย่อมมีโอกาส และในทุกการเปลี่ยนแปลงย่อมมีผู้ชนะที่ปรับตัวได้ทันท่วงที

 

The post FMCG ไทย คืนชีพ! โต 3.3% ครั้งแรกในรอบ 2 ปี ‘ออนไลน์’ มาแรงแซงทางโค้ง ไล่บี้ห้างใหญ่ติดๆ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ ส่งมอบสิ่งของอุปโภค-บริโภค ช่วยเหลือประชาชนชาวเชียงราย เผยเงินเยียวยาก้อนแรกเริ่มจ่ายแล้ว https://thestandard.co/the-prime-minister-delivers-consumer-goods/ Sun, 22 Sep 2024 05:57:38 +0000 https://thestandard.co/?p=986595

วันนี้ (22 กันยายน) ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6 […]

The post นายกฯ ส่งมอบสิ่งของอุปโภค-บริโภค ช่วยเหลือประชาชนชาวเชียงราย เผยเงินเยียวยาก้อนแรกเริ่มจ่ายแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (22 กันยายน) ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ส่งมอบสิ่งของอุปโภค-บริโภค และอุปกรณ์ทำความสะอาด ที่ได้รับจากภาคเอกชนและหน่วยงานต่างๆ ภายใต้โครงการ ‘ประสานพลัง ประสานใจ’ เพื่อส่งมอบให้กับประชาชนผู้ประสบภัยในจังหวัดเชียงราย โดยมี พล.อ. ธีระยุทธ จินหิรัญ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา เป็นผู้แทนผู้บัญชาการทหารสูงสุด ให้การต้อนรับ

 

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้นำสิ่งของส่วนตัวมาสมทบ เพื่อนำไปมอบให้กับผู้ประสบอุทกภัยด้วย ซึ่งมีทั้งไม้กวาด​ ถังน้ำ​ จอบ​ พลั่ว แปรงขัดพื้น​ รวมไปถึงเสื้อผ้าเด็กอ่อน​ของ ธิธาร สุขสวัสดิ์ และ ​พฤจ์ธาษิณ สุขสวัสดิ์​ มาให้ด้วย​

 

แพทองธารให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงการนำเสื้อผ้าเด็กอ่อนมาร่วมบริจาคในครั้งนี้ว่า ช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมาลูกๆ ได้ช่วยกันเลือกว่าเสื้อผ้าชุดไหนที่เล็กแล้ว เพราะครั้งที่ไปจังหวัดเชียงรายเห็นคนท้องและมีเด็กๆ ที่วิ่งเล่นกันอยู่เต็มเลย คิดว่าเสื้อผ้าเด็กเป็นอะไรที่ขาดแคลน นอกจากนี้ยังมีของใช้จำเป็น เช่น ไม้กวาด พลั่ว 

 

ส่วนความคืบหน้าในการนำดินโคลนออกจากบ้านเรือนของประชาชน นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ พล.อ. ธีระยุทธ จินหิรัญ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา เป็นผู้ตอบแทนว่า สถานการณ์ในการกำจัดโคลนเราเริ่มจากเส้นทางหลักก่อน จากนั้นจะเริ่มนำรถเข้าไปในพื้นที่ เพื่อที่จะเข้าตามบ้านเรือนแต่ละหลัง เพราะตอนนี้สภาพโคลนในบ้านแต่ละหลังท่วมสูงประมาณ 1-2 เมตร และที่จำเป็นต้องเคลียร์เส้นทางก่อนเพื่อที่จะขนดินในบ้านเรือนของประชาชนออกได้ 

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวเสริมว่า ในส่วนของท่อระบายน้ำหลัก เราพยายามทำให้เคลียร์ก่อน เพราะถ้าดินโคลนที่เข้าไปแข็งตัวจะยิ่งปิดกั้นทุกอย่าง และทำความสะอาดไม่ได้ ขณะที่บ้านเรือนต่างๆ มีเจ้าหน้าที่เข้าไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งตอนนี้ต้องแบ่งงานทุกภาคส่วน เพื่อจะได้รู้ใครทำอะไรบ้าง เพื่อกระจายความช่วยเหลือให้ทั่วถึง และจริงๆ แล้วอยากให้เร็วที่สุด และต้องดูหน้างานด้วย ไม่อยากสัญญาว่าเท่าไร 

 

แต่จะทำให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะมันคือความเดือดร้อนจริงๆ พร้อมย้ำว่า เรื่องโคลนต้องเร็ว เพราะถ้ารอคือแห้งแข็งกรังเอาออกยากกว่าเดิม แต่ในพื้นที่ต่างๆ ที่เกิดน้ำท่วมเรายังไม่ถอนกำลัง เผื่อมีพายุเข้ามาซ้ำจะได้มีกำลังช่วยเหลือ ทั้งพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสาน นอกจากนี้ยังได้ดำเนินการประชุมกันอย่างต่อเนื่อง เช่น ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม (ศปช.) ที่ตั้งขึ้นมา ก็ประชุมทุกวันในเวลา 09.00 น. ซึ่งตนเองจะเข้าร่วมประชุมด้วยในสัปดาห์หน้า 

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า ผู้บัญชาการทหารสูงสุดได้รับพระราชทานเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงจากในหลวงและพระราชินี 100 ตัว ซึ่งเป็นเครื่องที่ใช้ดีมากๆ มาร่วมช่วยผู้ประสบอุทกภัยในครั้งนี้ด้วย 

 

ขณะที่ภูมิธรรมกล่าวเสริมว่า การขนดินจะแบ่งเป็นโซน ใครรับผิดชอบส่วนไหนทำเลย ตอนนี้เรามีกำลังของกรมทางหลวง กรมทหารพัฒนา กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และยังมีกรมราชทัณฑ์ รวมถึงอาสาสมัครต่างๆ เข้ามาช่วยด้วย โดยส่วนกลางก็เติมอุปกรณ์การช่วยเหลือ นอกจากนี้ในเรื่องของการกำจัดขยะ ทางกองทัพที่จังหวัดเชียงรายไปขุดที่ดิน 1-2 ไร่ และยังมีพื้นที่ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอีก 20 ไร่ เพื่อนำขยะและดินโคลนไปฝังกลบ 

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงเส้นทางที่ถูกตัดขาดบนภูเขา ขณะนี้ดำเนินการแก้ไขแล้วหรือยัง แพทองธารกล่าวว่า ได้จัดส่งกำลังเจ้าหน้าที่ไปดำเนินการแล้ว ส่วนการเยียวยานั้น ก่อนหน้านี้เราเคยเยียวยาไปถึง 200,000 กว่าบาท เราต้องมาพิจารณารายละเอียดอีกครั้ง แต่เบื้องต้นต้องได้รับเงินเยียวยาตามหลักเกณฑ์แรกก่อน จากนั้นจึงจะมาพิจารณาหลักเกณฑ์ใหม่อีกครั้ง เพราะไม่อยากให้รอพร้อมกันทีเดียว จะทำให้ชาวบ้านไม่ได้เงินไปซ่อมแซมบ้าน และเริ่มดำเนินการไปบ้างแล้ว โดยบางส่วนยังรอการสำรวจรายละเอียดกลับมา หากมีการยืนยันก็สามารถจ่ายได้เลย 

 

ภูมิธรรมกล่าวเสริมว่า ตอนนี้ประเมินขั้นต้นว่ามีความเสียหายอย่างไรบ้างแล้ว ซึ่งใช้หลักเกณฑ์เดิมในการจ่ายไปก่อน ส่วนหลักเกณฑ์ใหม่ ขณะนี้ ศปช. กำลังพูดคุยกัน เพื่อจะปรับหลักเกณฑ์และเพิ่มเงินเยียวยาใหม่ และในวันอังคารนี้จะมีการประชุมกับผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้เข้าใจกฎเกณฑ์ในการจ่ายเงินเยียวยา 

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำว่า หลักเกณฑ์แรกได้สำรวจความเสียหายไปแล้วตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยจะแบ่งจ่ายเงินเป็น 2 ก้อน ก้อนแรกคือหลักเกณฑ์เดิม ซึ่งจะทยอยจ่ายถึงมือชาวบ้านได้ ส่วนก้อนที่สองจะเป็นหลักเกณฑ์ใหม่ที่ ศปช. กำลังพิจารณาอยู่ เพราะหากต้องรอกรอบใหม่เงินจะยังไม่ถึงมือชาวบ้าน ตอนนี้สิ่งที่เน้นย้ำคือความรวดเร็ว เพราะความทุกข์นับเป็นวันๆ เป็นชั่วโมง จึงอยากดันทุกมาตรการออกมาให้เร็วที่สุด รวมถึงการช่วยเหลือด้านอื่นๆ เพื่อบรรเทาความทุกข์ให้เร็วที่สุด และหลักเกณฑ์ใหม่ขอให้ใกล้มีความชัดเจนก่อน เพราะตอนนี้ยังไม่ได้คุยกับคนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งวันจันทร์นี้ (23 กันยายน) จะประชุมเรื่องนี้แล้ว 

 

ส่วนการกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ประสบภัย นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ก่อนที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจเบื้องต้นได้พูดคุยกับ พิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ขอให้ตรึงราคาสินค้า เพราะไม่ใช่ว่ามีวิกฤตแล้วราคาสินค้าจะขึ้นทันที ชาวบ้านก็ไม่ไหว ส่วนการกระตุ้นเศรษฐกิจก็มีแผน รวมถึงเรื่องของการท่องเที่ยว และมีอีกหลายแผนที่พูดคุยไว้ แต่ตอนนี้ขอให้เรื่องความช่วยเหลือและการเยียวยาสำเร็จก่อน

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้เริ่มมีการฉวยโอกาสขึ้นราคาค่าขนดินของเอกชนบางเจ้า จะมีการกำชับเรื่องนี้อย่างไรบ้าง นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เราไม่ได้ไปพูดคุยกับเอกชนในเรื่องธุรกิจของเขา แต่เราได้นำเอกชนของเราเข้าไปช่วยเหลืออย่างเต็มที่ เรื่องนี้อาจจะไม่ได้อยู่ในความดูแลของรัฐบาล และเรื่องนี้ต้องพูดคุยแยกกัน แต่อยากจะขอประชาสัมพันธ์ว่า ใครที่อยากจะช่วยพี่น้องชาวเชียงรายในเรื่องของการขุดดิน เรื่องน้ำ และการทำความสะอาด และใครที่มีจิตอาสา สามารถมาร่วมกันได้ เพราะขณะนี้เรามีอุปกรณ์และเครื่องมือจำนวนมาก ส่วนเรื่องธุรกิจของใครเราขอไม่เข้าไปก้าวก่าย เพราะถือว่าเป็นคนละเรื่องกัน แต่ถ้าใครจะมาเป็นอาสาสมัครเรายินดีและพร้อมเปิดรับ 

 

ภูมิธรรมกล่าวเสริมว่า ได้จัดหน่วยราชการและเอกชนที่มีความพร้อมเพื่อดำเนินการเรื่องดินโคลนที่ต้องเร่งแก้ปัญหาก่อน 

 

“วันนี้เราส่งต่ออาหารแห้ง แต่ในพื้นที่ก็ยังมีโรงครัวเพื่อประกอบอาหาร ซึ่งสำหรับอาหารแห้งยังเก็บไว้ต่อได้ ซึ่งจะเป็นต้นทุนในการฟื้นตัวหลังจากนี้ ขอบคุณทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ได้เข้าช่วยเหลือพี่น้องประชาชนจังหวัดเชียงราย” นายกรัฐมนตรีกล่าว

 

The post นายกฯ ส่งมอบสิ่งของอุปโภค-บริโภค ช่วยเหลือประชาชนชาวเชียงราย เผยเงินเยียวยาก้อนแรกเริ่มจ่ายแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
บิ๊กเอกชน-ผู้ประกอบการ ฝากการบ้านถึงแพทองธาร “ตอนนี้เศรษฐกิจไทยเข้าขั้นวิกฤต อยากให้เร่งแก้ทุกด้าน ทำอะไรได้ให้รีบทำ” https://thestandard.co/from-entrepreneur-to-paethongtarn/ Wed, 21 Aug 2024 09:00:01 +0000 https://thestandard.co/?p=973577

การเข้ามาบริหารงานของ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนให […]

The post บิ๊กเอกชน-ผู้ประกอบการ ฝากการบ้านถึงแพทองธาร “ตอนนี้เศรษฐกิจไทยเข้าขั้นวิกฤต อยากให้เร่งแก้ทุกด้าน ทำอะไรได้ให้รีบทำ” appeared first on THE STANDARD.

]]>

การเข้ามาบริหารงานของ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ในเวลานี้ถือเป็นช่วงที่เศรษฐกิจไทยเผชิญกับความท้าทายอย่างมาก ซึ่งก่อนที่จะไปถึงการจัดตั้งรัฐบาล และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในสัปดาห์นี้ โจทย์ที่แพทองธารต้องเร่งรีบกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็น

 

  • ปัญหาหนี้ โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือน ซึ่งปัจจุบันคนไทยมีหนี้ครัวเรือนสูงมากถึง 16 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 90.9% ของ GDP
  • ปัญหาราคาพลังงานผันผวน หนี้กองทุนทั้งน้ำมันและค่าไฟฟ้า
  • ปัญหาสินค้าจีนทะลัก ซึ่งมีผลกระทบต่อ SMEs ภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างมากในขณะนี้
  • ปัญหาโครงสร้างการผลิตของอุตสาหกรรม
  • ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์
  • สงครามการค้าใหม่
  • แผนผลักดันโครงการดิจิทัลวอลเล็ตที่หวังจะเป็นยาแรงกระตุ้นเศรษฐกิจไทย
  • แผนกระตุ้นภาคการท่องเที่ยว

 

นี่เป็นเพียงโจทย์ที่รอวัดฝีมือนายกฯ คนใหม่ในเบื้องต้นเท่านั้น ฟากฝั่งภาคเอกชนและผู้ประกอบการส่งเสียงสะท้อนถึงนายกฯ คนใหม่อย่างไรบ้าง มีเรื่องไหนที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน

 

 

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บมจ.ดุสิตธานี หรือ DUSIT ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ว่า เรื่องการท่องเที่ยว อยากฝากถึงรัฐบาลใหม่ 2-3 ประเด็น

 

  • ประเด็นแรก การสร้างแบรนดิ้งประเทศไทยให้เป็น Premium Destination โดยเน้นในเรื่องคุณภาพ และเสริมด้านอื่นๆ ที่ไม่ใช่การท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว เช่น การท่องเที่ยวเชิงธุรกิจ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ รวมทั้งการสร้างมาตรฐานและความเชื่อมั่นในเรื่องความปลอดภัย

 

  • ประเด็นที่สอง การกระตุ้นให้ธุรกิจในอุตสาหกรรมเสริมทักษะบุคลากรเพื่อการบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งกระตุ้นให้ธุรกิจให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเช่นกัน

 

  • ประเด็นที่สาม การลดความซ้ำซ้อนและความยากของกฎระเบียบ เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

“ความสำเร็จของการท่องเที่ยวไม่ได้อยู่ที่การท่องเที่ยวเองเท่านั้น แต่ต้องอาศัยหลายๆ ภาคส่วน ทั้งเรื่องของสายการบิน สนามบิน รวมทั้งกฎระเบียบเกี่ยวกับการขอวีซ่าและกฎระเบียบที่เกี่ยวกับการพักอาศัยระยะยาว”

 

 

‘การบินไทย’ ฝากนายกฯ ใหม่ ให้มีนโยบายหนุนภาคท่องเที่ยวที่ต่อเนื่อง

 

ชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.การบินไทย หรือ THAI ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ว่า โจทย์ที่ต้องการฝากถึงนายกฯ ใหม่ คือ ต้องการให้ดำเนินนโยบายสนับสนุนภาคการท่องเที่ยวที่ต่อเนื่องจากนโยบายของ เศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกฯ ที่มีแนวทางชัดเจน ซึ่งที่ผ่านมามีความก้าวหน้าในระดับหนึ่งแล้ว ทั้งภาคธุรกิจการบิน รวมทั้งการลงทุนขยายความจุจำนวนผู้โดยสารของสนามบินที่มีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง ส่วนในระยะยาวควรขยายความจุของสนามบินเพิ่มอย่างต่อเนื่องเช่นกัน เพื่อรองรับการเดินทางที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคต

 

“มองว่าในธุรกิจสายการบินมีความเห็นว่า รัฐบาลควรผ่อนปรนกฎระเบียบข้อบังคับให้ทันสมัยมากขึ้น เพื่อให้เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากธุรกิจสายการบินในปัจจุบันมีนโยบายเปิดให้แข่งขันแบบเสรี ส่งผลให้มีการแข่งขันสูงระหว่างประเทศ โดยภาพการแข่งขันจะเป็นปัจจัยสะท้อนศักยภาพในการแข่งขันของสายการบินแต่ละแห่ง เพื่อให้ธุรกิจสายการบินมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น” ชายกล่าว

 

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมามีนโยบายที่สามารถสนับสนุนภาคการท่องเที่ยวได้ดี เช่น มาตรการฟรีวีซ่า รวมถึงนโยบายที่อำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวโดยการนำระบบดิจิทัลมาช่วยพัฒนาให้ดีขึ้น ทำให้การใช้เวลาในสนามบินสั้นลง

 

เนื่องจากปัจจุบันอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวถือเป็นภาคที่สามารถเพิ่มผลผลิตหรือสร้างรายได้ที่เป็นเงินตราให้กับประเทศไทยได้อย่างรวดเร็วที่สุดโดยไม่ต้องลงทุนขนาดใหญ่ เพราะสามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในปัจจุบันมาบริหารจัดการสร้างรายได้ให้กลับเข้ามาได้ทันที จากการดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เข้ามาเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทย

 

ห่วงเศรษฐกิจไทยอยู่ในขั้นวิกฤต!

 

ขณะที่ มิลินทร์ วีระรัตนโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ตั้งงี่สุน ซูเปอร์สโตร์ ผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่ง จังหวัดอุดรธานี ฉายภาพกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ขอแสดงความยินดีกับแพทองธาร ที่ได้ขึ้นเป็นนายกฯ คนที่ 31 ของประเทศไทย เพราะคนไทยคงเลือกอะไรไม่ได้แล้ว ส่วนในมุมความเชื่อมั่นยังไม่สามารถประเมินได้

 

แต่เรามองได้ 2 มุม ในฐานะของคนที่จะเป็นผู้นำ ความสามารถกับบารมีต้องมาด้วยกัน แต่ที่มาแน่ๆ คือ ‘ทักษิณ ชินวัตร’ ในฐานะพ่อ เขาเข้ามาเต็มตัวแน่ ปัญหาที่ตามมาคือ คนที่เป็นที่ปรึกษาหรือรัฐมนตรีที่มีประสบการณ์จริงๆ อาจไม่มีโอกาสได้ช่วยงานเต็มที่ เรียกได้ว่าจะมีปัญหากับการบริหารงานแน่นอน

 

“ยิ่งตอนนี้เศรษฐกิจไทยอยู่ในขั้นวิกฤต สิ่งที่อยากให้รัฐบาลผลักดันอย่างเร่งด่วนคือนโยบายทุกด้านเลย ทำอะไรได้ให้รีบทำ ส่วนนโยบายเงินดิจิทัล 10,000 บาทที่ตอนนี้สุ่มเสี่ยงผิดกฎหมาย แล้วยังหาข้อตกลงกับธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ได้ ถ้าดันต่อ คุณแพทองธารก็มีโอกาสที่จะตกอยู่ในสถานะเดียวกันกับอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เรื่องจำนำข้าวในอดีตที่ผ่านมา แล้วทักษิณจะยอมให้ลูกสาวสุ่มเสี่ยงหรือไม่”

 

โดยส่วนตัวมองว่ารัฐบาลจะมีนโยบายใหม่ออกมาแก้เกมหรือทดแทนนโยบายเงินดิจิทัล

 

ด้าน วิโรจน์ วชิรเดชกุล รองกรรมการผู้จัดการอาวุโสสายงานธุรกิจในประเทศ บมจ.ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง หรือ SNNP กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า เมื่อได้นายกฯ คนใหม่แล้ว ต้องรีบจัดตั้ง ครม. ชุดใหม่ให้เร็วที่สุด เพื่อไม่ให้งบประมาณประจำปีล่าช้าไปมากกว่านี้ เพราะถ้าช้าลงอาจมีผลต่อ GDP ของประเทศที่จะต่ำกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ และต้องรีบแถลงนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน

 

ส่วนนโยบายเงินดิจิทัล 10,000 บาท ส่วนตัวยังประเมินไม่ได้ว่าจะได้ไปต่อหรือไม่ แต่มองว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในระยะสั้นเท่านั้น และประชาชนในตลาดต่างจังหวัดต่างตั้งหน้ารอเงินดิจิทัลในไตรมาส 4 ซึ่งถ้าไม่ได้ อาจทำให้บรรยากาศการจับจ่ายไม่คึกคักเท่าที่ควร และอีกหนึ่งปัจจัยที่เห็นผลกระทบไปบ้างแล้วคือ เมื่อรัฐบาลหยุดชะงักไป มีผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ทุกคนต้องคอยจับตาดูอย่างใกล้ชิด

 

สำหรับศรีนานาพร เราเดินตามแผนงานเดิม ไม่ว่าการเมืองหรือเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร บริษัทมุ่งหน้าดันสินค้ากลุ่มขนมและเครื่องดื่มให้เติบโตทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ ภายใต้กลยุทธ์สร้างทีมขายให้แข็งแกร่ง พัฒนาสินค้าและกำหนดราคาเข้าไปวางขายในแต่ละช่องทางแตกต่างกัน หากสังเกตจะเห็นว่าสินค้าของศรีนานาพรจะมีหลากหลายราคา ไม่ว่าจะเป็นเบนโตะ ขนมขาไก่โลตัส ซึ่งเริ่มต้นที่ 5 บาท เพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้บริโภค

 

ผู้ผลิตสินค้าอุปโภค-บริโภคห่วงกำลังซื้อรากหญ้า

 

แหล่งข่าวในแวดวงธุรกิจสินค้าอุปโภค-บริโภครายใหญ่กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า เมื่อการเมืองสะดุดย่อมต้องมีผลกระทบตามมาอยู่แล้ว เพราะในช่วงที่ต้องรอเลือกนายกฯ ใหม่ พร้อม ครม. ชุดใหม่ ซึ่งมีกระบวนการไม่ต่ำกว่า 1 เดือน คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทย โดยเฉพาะนโยบายและแผนงานต่างๆ ที่อาจชะลอตามไปด้วย

 

แต่ที่น่าเป็นห่วงคือความเชื่อมั่นของต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุน เพราะเขาจะมองความมั่นคงและเสถียรภาพของรัฐบาลเป็นตัวแปรหลัก

 

สำหรับมุมมองของเอกชน ส่วนใหญ่ยังเดินหน้าตามแผนเดิมที่วางไว้ หากสังเกตจะเห็นว่าหลายๆ บริษัทไม่ได้เร่งเครื่องลุยเหมือนแต่ก่อน เพราะสถานการณ์ภายในประเทศยังไม่นิ่ง ซึ่งต้องคอยติดตามตลอดเวลา

 

“ยิ่งในไตรมาส 4 นี้ หากเงินดิจิทัล 10,000 บาทยังไม่ได้ตามที่รัฐบาลให้ความหวังเอาไว้ก่อนหน้านี้ ก็จะกระทบต่อการสร้างยอดขายสินค้าอย่างมาก เพราะประชาชนรากหญ้าต่างตั้งหน้าตั้งตารอที่จะนำเงินมาใช้จ่าย”

 

สถานการณ์ดังกล่าวสอดรับกับแหล่งข่าวในธุรกิจบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในไทย ซึ่งกล่าวว่า ในมุมของธุรกิจเอกชน เราอยากได้ ครม. ชุดใหม่ที่มีความรู้และมีฝีมือในการบริหารงานให้มีความต่อเนื่อง โดยเฉพาะคนที่เข้ามาดูกระทรวงสำคัญๆ ยิ่งต้องมีความสามารถอย่างมาก ไม่อยากให้ข้อจำกัดทางการเมืองมีผลต่อการเลือกคนมากเกินไป เพราะจริงๆ แล้ว ประเทศไทยเคยเผชิญสถานการณ์แบบนี้มาหลายรอบมาก และบางครั้งจะมีจังหวะที่หลังชนฝาแล้วเราจะได้คนที่มีฝีมือเข้ามาให้เห็น แล้วธุรกิจจะเชื่อมั่นในการทำงาน

 

หลังจากนี้ต้องมารอดูว่า ครม. ชุดใหม่จะสร้างความมั่นใจให้กับธุรกิจได้มากน้อยแค่ไหน แต่ยังเชื่อว่าถ้าการเมืองไม่มีการเปลี่ยนขั้วก็จะสานต่อนโยบายต่างๆ ให้เดินหน้าต่อได้

 

ทั้งนี้ ธุรกิจเกี่ยวกับอาหารไม่ค่อยได้รับผลกระทบมากนัก แต่ก็ยังกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจในภาพรวม เมื่อทุกอย่างชะลอไปหมด ทั้งค่าแรงและเม็ดเงินกระตุ้นต่างๆ จะกระทบกำลังซื้อ โดยเฉพาะในตลาดต่างจังหวัด

 

รายงานข่าวระบุว่า ภายในสัปดาห์นี้การจัดตั้ง ครม. ของรัฐบาลแพทองธารจะได้ข้อสรุป และนายกฯ จะประกาศกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่และชี้แจงนโยบายที่จะสานต่อจากรัฐบาลเศรษฐา รวมไปถึงแผนและรูปแบบการดำเนินงานโครงการดิจิทัลวอลเล็ตว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป

The post บิ๊กเอกชน-ผู้ประกอบการ ฝากการบ้านถึงแพทองธาร “ตอนนี้เศรษฐกิจไทยเข้าขั้นวิกฤต อยากให้เร่งแก้ทุกด้าน ทำอะไรได้ให้รีบทำ” appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: เมียนมาวิกฤต รัฐบาลทหารออกกฎควบคุมราคาสินค้า ประชาชนเข้าถึงสินค้าลำบาก https://thestandard.co/morning-wealth-21082024-3/ Wed, 21 Aug 2024 06:00:14 +0000 https://thestandard.co/?p=973447

สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า รัฐบาลทหาร เมียนมา ยกระ […]

The post ชมคลิป: เมียนมาวิกฤต รัฐบาลทหารออกกฎควบคุมราคาสินค้า ประชาชนเข้าถึงสินค้าลำบาก appeared first on THE STANDARD.

]]>
  • สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า รัฐบาลทหาร เมียนมา ยกระดับการบังคับใช้มาตรการควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคให้เข้มงวดยิ่งขึ้น เพื่อต่อสู้กับอัตราเงินเฟ้อ แต่ความเคลื่อนไหวดังกล่าวยิ่งทำให้เงินจ๊าดอ่อนค่าลง และทำให้ปัญหาเศรษฐกิจย่ำแย่ลงมากกว่าเดิม รวมถึงทำให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าได้ยากลำบาก

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 น. ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: เมียนมาวิกฤต รัฐบาลทหารออกกฎควบคุมราคาสินค้า ประชาชนเข้าถึงสินค้าลำบาก appeared first on THE STANDARD.

]]>
นี่คือยุคข้าวยากหมากแพง! ผ่านมา 5 ปี ราคาสินค้าสามัญประจำบ้านพุ่งขึ้นไม่หยุด ปริศนาที่ (ยัง) ต้องหาคำตอบ? https://thestandard.co/thai-household-goods-price-surge/ Tue, 06 Aug 2024 07:24:46 +0000 https://thestandard.co/?p=967830 สินค้าอุปโภคบริโภค

เคยสงสัยกันไหมว่า ทำไมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคหลายอย่างถึ […]

The post นี่คือยุคข้าวยากหมากแพง! ผ่านมา 5 ปี ราคาสินค้าสามัญประจำบ้านพุ่งขึ้นไม่หยุด ปริศนาที่ (ยัง) ต้องหาคำตอบ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
สินค้าอุปโภคบริโภค

เคยสงสัยกันไหมว่า ทำไมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคหลายอย่างถึงยังพุ่งสูงลิ่ว ทั้งที่อัตราเงินเฟ้อก็ดูเหมือนจะปรับตัวลดลง? 

 

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับราคาสินค้าสำคัญที่เราคุ้นเคยกันดี ซึ่งอาจทำให้หลายคนต้องร้องว่า โอ้โห! นี่มันยุคข้าวยากหมากแพงชัดๆ!

 

แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 38.8 บาท แพงขึ้นกว่า 40% จาก 5 ปีก่อน, น้ำมันพืชขวดละ 53 บาท เพิ่มขึ้น 32.5%, ไข่ไก่ฟองละ 5 บาท เพิ่มขึ้น 25% นี่ยังไม่รวมน้ำมันดีเซล, ก๊าซหุงต้ม, ไก่สด และหมูสันนอก ที่ราคาต่างก็พาเหรดปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ราวกับว่าเงินในกระเป๋ามันเบาหวิวลงทุกวัน

 

ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงาน ‘Meet the Press: ผู้ว่าการพบสื่อมวลชน’ เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ว่า เหตุผลที่ ธปท. ต้องให้ความสำคัญกับอัตราเงินเฟ้อเป็นพิเศษ เนื่องจากแม้ตัวเลขจากกระทรวงพาณิชย์จะบอกว่าอัตราเงินเฟ้อลดลง แต่ค่าครองชีพในประเทศที่เพิ่มขึ้นไปแล้วในช่วงก่อนหน้านี้ ยากที่จะลดลงอีกครั้ง

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง: 


 

ย้อนกลับไปช่วงปี 2565 อัตราเงินเฟ้อไทยเคยปรับตัวขึ้นไปสูงถึงเกือบ 8% ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน ราคาน้ำมันโลกที่สูงขึ้น และโรคระบาดในสุกรที่เกิดขึ้นในประเทศ

 

ดังนั้นไม่ใช่เรื่องเกินจริงที่จะบอกว่า สถานะทางการเงินของผู้บริโภคจำนวนมากกำลังสั่นคลอน จากรายงาน Thai Shopper Trends 2567 ของ NIQ ระบุถึงผลสำรวจในปี 2567 มีผู้บริโภคไทยมากถึง 48% ยอมรับว่าฐานะทางการเงินของพวกเขาแย่ลงกว่าปีก่อนหน้า ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นทุกหย่อมหญ้าทำให้หลายคนต้องรัดเข็มขัดและคิดทบทวนการใช้จ่ายอย่างจริงจัง

 

จุดนี้เองที่ทำให้ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้มองหาแค่สินค้าที่ถูกใจเท่านั้น แต่ต้องเป็นสินค้าที่จำเป็นและคุ้มค่าด้วย หลายคนหันมาลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นรวมถึงสินค้าฟุ่มเฟือยต่างๆ

 

นอกจากนี้การซื้อสินค้าจำนวนน้อยลงและรอจังหวะลดราคาหรือโปรโมชัน ก็กลายเป็นกลยุทธ์ยอดฮิตที่ช่วยเซฟเงินในกระเป๋าได้อย่างมาก ถึงขนาดที่ 90% ของผู้บริโภคในปี 2567 ให้ความสำคัญกับคุณภาพของสินค้ามากกว่าราคา เพิ่มขึ้นจาก 82% ในปี 2565

 

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของผู้บริโภคส่งผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) ความภักดีต่อแบรนด์ที่เคยมีกำลังสั่นคลอน โดยในปี 2566 มีเพียง 19% ของผู้บริโภคที่ยังคงภักดีต่อแบรนด์เดิม ซึ่งลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ผู้บริโภคพร้อมที่จะเปลี่ยนใจหากเจอสินค้าที่ดีและคุ้มค่ากว่า

 

การปรับตัวของผู้บริโภคต่อภาวะเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูงและราคาสินค้าที่พุ่งไม่หยุดนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจในภาพรวมหรือไม่? 

 

การที่ผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับราคาและคุณภาพของสินค้ามากขึ้น จะส่งผลกระทบต่อกลยุทธ์ทางธุรกิจและการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวอย่างไร? 

 

นี่คือโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายและต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน!

 

 

The post นี่คือยุคข้าวยากหมากแพง! ผ่านมา 5 ปี ราคาสินค้าสามัญประจำบ้านพุ่งขึ้นไม่หยุด ปริศนาที่ (ยัง) ต้องหาคำตอบ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องเศรษฐกิจ ‘เพื่อนบ้าน’ ไตรมาสแรกปีนี้ โตเท่าไรกันบ้าง? หลัง GDP ไทยโตเพียง 1.5% https://thestandard.co/asean-q1-economic-growth-comparison-after-1-5-percent-gdp-copyretry/ Mon, 20 May 2024 05:55:23 +0000 https://thestandard.co/?p=935706 ASEAN Economy

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิด […]

The post ส่องเศรษฐกิจ ‘เพื่อนบ้าน’ ไตรมาสแรกปีนี้ โตเท่าไรกันบ้าง? หลัง GDP ไทยโตเพียง 1.5% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ASEAN Economy

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาสแรกของปี 2567 ขยายตัว 1.5%YoY ชะลอตัวเล็กน้อยเมื่อเทียบกับการขยายตัว 1.7% ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2566

 

โดยปัจจัยหนุนมาจากการส่งออกบริการ (ท่องเที่ยว) และการอุปโภคบริโภคภาคเอกชนขยายตัวในเกณฑ์สูงถึง 6.9% การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวในเกณฑ์ดี แม้ว่าการส่งออกสินค้า การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคของรัฐบาล และการลงทุนภาครัฐลดลง

 

อย่างไรก็ดี เมื่อเทียบกับกลุ่มอาเซียน 5 ประเทศ ตามคำนิยามของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้แก่ อินโดนีเซีย ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ พบว่า ไทย ‘โตต่ำสุด’ ขณะที่เศรษฐกิจเวียดนามโตถึง 5.7% ในช่วงเวลาเดียวกัน 

 

นอกจากนี้ สภาพัฒน์ได้หั่นแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2567 ลง โดยคาดว่า GDP ไทยทั้งปี 2567 จะขยายตัว 2.0-3.0% (ค่ากลางอยู่ที่ 2.5%) จากประมาณการเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ 2.2-3.2% (ค่ากลางอยู่ที่ 2.7%) จากการขยายตัว 1.9% ในปี 2566

 

 

The post ส่องเศรษฐกิจ ‘เพื่อนบ้าน’ ไตรมาสแรกปีนี้ โตเท่าไรกันบ้าง? หลัง GDP ไทยโตเพียง 1.5% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลุ้น Digital Wallet ช่วยตลาด FMCG เติบโต แต่จะมากหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยกดดันกำลังซื้อของผู้บริโภคจะรุนแรงแค่ไหน https://thestandard.co/expect-digital-wallet-to-help-fmcg-market/ Thu, 18 Apr 2024 04:58:59 +0000 https://thestandard.co/?p=924014

รายงาน ‘2024 Thailand FMCG Outlook’ จาก Kantar ไม่เพียง […]

The post ลุ้น Digital Wallet ช่วยตลาด FMCG เติบโต แต่จะมากหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยกดดันกำลังซื้อของผู้บริโภคจะรุนแรงแค่ไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>

รายงาน ‘2024 Thailand FMCG Outlook’ จาก Kantar ไม่เพียงให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับแนวโน้มของอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) เท่านั้น แต่ยังเผยให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมและทัศนคติของผู้บริโภคไทยที่จะส่งผลต่อทิศทางการเติบโตของตลาดในปี 2024 อย่างน่าสนใจ

 

หากวิเคราะห์จากข้อมูลของ Kantar จะเห็นได้ว่าปี 2023 เป็นปีที่ท้าทายสำหรับวงการ FMCG ไทย ด้วยมูลค่าตลาดที่หดตัวลงถึง 3.3% ซึ่งสวนทางกับปี 2012 และ 2021 ที่ตลาดเติบโตระดับ 7.7% และ 3% ตามลำดับ จากแรงกระตุ้นของนโยบายรถคันแรกและมาตรการเยียวยาช่วงโควิด สะท้อนให้เห็นว่าปัจจัยภายนอกอย่างนโยบายรัฐ สามารถส่งผลอย่างมีนัยต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้

 

แม้ Kantar จะคาดการณ์ว่าในปี 2024 ตลาด FMCG จะได้รับอานิสงส์จากนโยบาย Digital Wallet ซึ่งจะช่วยหนุนกำลังซื้อของผู้บริโภค จนเกิดการซื้อสินค้าที่ถี่ขึ้น และมูลค่าการซื้อต่อครั้งที่สูงขึ้น คล้ายกับเทรนด์ที่เกิดขึ้นในช่วงนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆ ในอดีต

 

แต่ก็ต้องติดตามว่าผลกระทบจะเป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับปี 2012 และ 2021 เนื่องจากบริบทของตลาดในปัจจุบันแตกต่างจากช่วงเวลาดังกล่าวอย่างมาก ทั้งเรื่องเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ภาวะเงินเฟ้อ และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ยังทรงตัวในระดับสูง ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยกดดันกำลังซื้อของผู้บริโภค

 

ขณะเดียวกันจากการแบ่งกลุ่มผู้บริโภคตามช่วงชีวิต (Life Stage) ของ Kantar พบว่าแต่ละกลุ่มมีความต้องการและพฤติกรรมการจับจ่ายที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน กลุ่ม Pre-Family ซึ่งเป็นคนโสดหรือคู่รักที่ยังไม่มีบุตร จะมีกำลังซื้อสูงและกล้าใช้จ่ายมากกว่ากลุ่มอื่นๆ 

 

ในขณะที่กลุ่ม Young & Mature Family ซึ่งเป็นครอบครัวที่มีบุตรจะให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและประหยัดมากขึ้น ส่วนกลุ่ม Post-Family หรือผู้สูงอายุจะเน้นความสะดวกสบายในการซื้อสินค้ามากกว่าปัจจัยด้านราคา

 

นอกจากนี้ พฤติกรรมการซื้อสินค้าผ่านช่องทางต่างๆ ก็มีความแตกต่างกันในแต่ละกลุ่มอายุเช่นกัน โดยกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงานตอนต้นจะนิยมซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์และร้านสะดวกซื้อมากที่สุด ในขณะที่กลุ่มวัยทำงานตอนกลางจะเน้นซื้อสินค้าจากซูเปอร์มาร์เก็ตและไฮเปอร์มาร์เก็ตเป็นหลัก ส่วนกลุ่มผู้สูงอายุยังคงซื้อสินค้าผ่านร้านโชห่วยแบบดั้งเดิมเป็นส่วนใหญ่ ถึงแม้จะเริ่มหันมาซื้อผ่านช่องทางออนไลน์บ้างแล้ว

 

เมื่อพิจารณาถึงพฤติกรรมการบริโภคแบบแยกย่อยแล้ว จะเห็นได้ว่าแนวโน้มการซื้อสินค้ากลับบ้าน (Take-Home Consumption) ชะลอตัวลง แม้จะมีบางช่องทางที่ยังคงเติบโต เช่น ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ การซื้อผ่าน e-Commerce และ Social Commerce ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนให้เห็นถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยผู้คนเริ่มกลับมาทำกิจกรรมนอกบ้านอย่างการรับประทานอาหารนอกบ้าน ท่องเที่ยว และใช้จ่ายกับธุรกิจบริการมากขึ้น

 

สำหรับการวางแผนกลยุทธ์ในปี 2024 ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องสร้างสมดุลระหว่างการตอบสนองต่อตลาด (Responsiveness) และความยืดหยุ่นของธุรกิจ (Resilience) ท่ามกลางภูมิทัศน์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

 

การสร้างสรรค์นวัตกรรมสินค้า ปรับแนวทางการตั้งราคาและโปรโมชัน ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ และการสร้างความผูกพันกับผู้บริโภคผ่านหลากหลายช่องทาง จะเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของแบรนด์ FMCG ในปีหน้า ท่ามกลางการแข่งขันที่ทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ

The post ลุ้น Digital Wallet ช่วยตลาด FMCG เติบโต แต่จะมากหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยกดดันกำลังซื้อของผู้บริโภคจะรุนแรงแค่ไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธุรกิจจะปรับกลยุทธ์ค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างไร เพื่อรับมือเศรษฐกิจโตช้า https://thestandard.co/retail-industry/ Sat, 13 Apr 2024 05:57:55 +0000 https://thestandard.co/?p=922554

อุตสาหกรรมค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภคนับเป็นอุตสาหกรรมที่ […]

The post ธุรกิจจะปรับกลยุทธ์ค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างไร เพื่อรับมือเศรษฐกิจโตช้า appeared first on THE STANDARD.

]]>

อุตสาหกรรมค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภคนับเป็นอุตสาหกรรมที่มีบทบาทต่อภาคครัวเรือนไทย สะท้อนถึงกำลังซื้อของภาคประชาชน นอกจากนี้ ยังเป็นธุรกิจที่เชื่อมโยงกับภาคการผลิตและการขนส่ง ช่วยให้สินค้าเข้าถึงภาคประชาชนที่กระจายตัวตามพื้นที่ย่อยและในภูมิภาคต่างๆ ได้ แต่ปัจจุบันธุรกิจค้าปลีกกำลังเผชิญกับความท้าทายมากขึ้นจากเศรษฐกิจที่เติบโตได้ช้าลงในยุคที่การขายของออนไลน์เข้ามาแทนที่มากขึ้น เป็นผลให้กำลังซื้อและพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไปจากเดิม

 

จากการที่สินค้าอุปโภคบริโภคมีความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อรายได้ต่ำ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ปริมาณการบริโภคสินค้ามีการเปลี่ยนแปลงน้อยเมื่อเทียบกับรายได้ที่เปลี่ยนแปลงไปของภาคครัวเรือน จึงส่งผลให้การขยายตัวของธุรกิจค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภคเผชิญข้อจำกัดในการขยายตัวค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจเติบโตต่ำ ซึ่งตามข้อเท็จจริงพบว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเฉลี่ยอยู่ที่ 1.4% รวมถึงการคาดการณ์เศรษฐกิจปี 2567 ว่าเศรษฐกิจไทยยังเติบโตค่อนข้างจำกัดเพียง 2.6% ต่อปี ส่งผลให้สินค้าอุปโภคบริโภคมีข้อจำกัดในการเติบโตมากขึ้น 

 

หากมองในมุมของรายได้ธุรกิจค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภคในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาพบว่า มีอัตราเพิ่มขึ้นเพียง 2.8% ต่ำกว่ารายได้ภาคธุรกิจรวมอยู่ที่ 3.8% จากข้อจำกัดเฉพาะตัวในธุรกิจค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งจัดเป็นสินค้าจำเป็นที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่ สินค้าพลังงาน อาหาร สินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐาน และกลุ่มเวชภัณฑ์ ซึ่งมีสัดส่วนกว่า 57% ของรายได้ทั้งอุตสาหกรรม ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มสินค้าที่มีความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อรายได้ที่ต่ำ (Low Income Elasticity of Demand) ประกอบกับแรงกดดันจากการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคจากจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา 

 

โดย ttb analytics ประเมินรายได้ธุรกิจค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภคในปี 2566 เติบโตได้ 3% และในปี 2567 อาจเติบโตเพียง 2% มีรายได้รวมอยู่ที่ 4.9 ล้านล้านบาท แสดงให้เห็นถึงอุปสรรคในการเติบโตของธุรกิจและการแข่งขันในตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคที่เพิ่มขึ้น ด้วยข้อจำกัดดังกล่าว ttb analytics แนะนำผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมค้าปลีกประเภทสินค้าอุปโภคบริโภคในการขยายการเติบโตให้สูงกว่าค่าเฉลี่ยที่ผ่านมา ดังนี้

 

  1. สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า (Vertical Shift in Demand Curve) เนื่องจากโดยปกติสินค้าประเภทอุปโภคบริโภคมักเป็นสินค้าที่ไม่ได้มีการตั้งพื้นที่กำไรสูงมากนักจากธรรมชาติของสินค้า และรูปแบบธุรกิจที่เป็นลักษณะการซื้อมาขายไป ดังนั้น การขยับพื้นที่รายได้จากการขายสินค้าให้มากกว่าเดิม ผู้ประกอบการควรสร้างจุดเด่นหรือหาเอกลักษณ์เฉพาะตัวเพิ่มเติมเข้าไปเพื่อขยายความต้องการให้กับผู้บริโภคและยินดีจ่าย (Willingness to Pay) ผ่านบริการเสริมที่เหมาะกับลักษณะของผู้บริโภคแต่ละราย เช่น ธุรกิจขายปลีกเสื้อผ้าอาจขยับราคาเพื่อสร้างกำไรส่วนเพิ่ม (Mark Up) ผ่านบริการปรับสัดส่วนให้เข้ากับสรีระผู้ซื้อ (Fitting) หรือแม้แต่ออกแบบการแต่งกายเพิ่มบุคลิกภาพ หรือแม้แต่การตัดเย็บใหม่ตามความประสงค์ของผู้บริโภค (Bespoke) ที่อาจขายพ่วง (Bundle Sales) ไปกับสินค้าอื่นๆ เพื่อเพิ่มยอดขายได้อีกทางหนึ่ง เป็นต้น

 

  1. การขยายตลาดและจำนวนผู้บริโภค (Horizontal Shift in Demand Curve) นอกจากแรงกดดันจากการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยที่ค่อนข้างต่ำ และการแข่งขันด้วยราคาที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้อุตสาหกรรมค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภคอาจเติบโตในอัตราที่ไม่สูงนัก และด้วยบริบทของสินค้าอุปโภคบริโภคที่เป็นสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้บริโภคอยู่แล้วอาจถึงจุดอิ่มตัว 

 

ด้วยเหตุนี้ การมองหาตลาดใหม่เพื่อเพิ่มจำนวนผู้บริโภคในตลาดอาเซียนที่ไทยมีความได้เปรียบจากสิทธิประโยชน์จากเขตการค้าเสรี และทำเลที่ตั้งซึ่งนับว่าไทยเป็นจุดศูนย์กลางที่สามารถเชื่อมโยงพื้นที่ได้หลายประเทศ อาจเป็นทางเลือกหนึ่งในการขยายตลาดเพื่อสร้างรายได้ให้กับกิจการ รวมถึงการมองหาตลาดในพื้นที่ที่มีการเพิ่มขึ้นของรายได้ในอัตราเร่งของจำนวนประชากรที่สูง และการผลิตในประเทศไม่สามารถเติบโตตามกำลังซื้อได้ เช่น อินเดีย ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ แม้ตัวเลขส่งออกของไทยไปอินเดียจะชะลอตัวในปี 2566 ที่ผ่านมา แต่ในช่วงปี 2560-2565 การส่งออกของไทยไปอินเดียโตถึง 10.7% ต่อปี โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น น้ำมันพืช ที่เติบโตด้วยค่าเฉลี่ยที่สูงถึง 46.4% ต่อปี รวมถึงสินค้าเครื่องประดับที่เติบโตสอดรับการปรับเพิ่มของโครงสร้างรายได้ของอินเดียที่โตถึง 22.4% ต่อปี

 

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติแต่ละธุรกิจจะมีข้อจำกัดในการขยายตัวที่แตกต่างกันไป เช่น บางธุรกิจอาจมีข้อได้เปรียบในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าได้ง่ายกว่าอุตสาหกรรมอื่นๆ หรือบางธุรกิจอาจมีข้อได้เปรียบบนการขยายตลาดโดยเพิ่มจำนวนผู้ซื้อผ่านภาคการส่งออก 

 

ดังนั้น การประเมินความเป็นไปได้ในการเลือกกลยุทธ์เพื่อขยายรายได้ของกิจการจึงเป็นเรื่องสำคัญ รวมถึงกลุ่มธุรกิจที่มีศักยภาพสามารถขยายรายได้ทั้งด้านการขยายกลุ่มผู้บริโภค และการสร้างมูลค่าเพิ่มในตัวสินค้า ควรเร่งหาจุดเหมาะสมที่ลงตัวที่สุด (Sweet Spot) เพื่อให้การขยายตัวเหมาะสมและสอดคล้องกับธรรมชาติของธุรกิจ  ลักษณะสินค้า และกลุ่มลูกค้าของกิจการให้มากที่สุด เพื่อลดแรงกดดันจากการแข่งขันในตลาดและกำลังซื้อที่เปลี่ยนไป

The post ธุรกิจจะปรับกลยุทธ์ค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างไร เพื่อรับมือเศรษฐกิจโตช้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลุ่มแฟนคลับ ‘พีพี กฤษฏ์’ ส่งมอบถุงขอบคุณให้เจ้าหน้าที่ กทม. ที่ทำงานช่วงสงกรานต์ พร้อมสมทบโครงการ BKK Food Bank เพื่อกลุ่มเปราะบาง https://thestandard.co/pp-krit-blessing-bag-bkk-food-bank/ Thu, 11 Apr 2024 04:44:38 +0000 https://thestandard.co/?p=921766 Blessing Bag

วันนี้ (11 เมษายน) ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เขตพระนคร […]

The post กลุ่มแฟนคลับ ‘พีพี กฤษฏ์’ ส่งมอบถุงขอบคุณให้เจ้าหน้าที่ กทม. ที่ทำงานช่วงสงกรานต์ พร้อมสมทบโครงการ BKK Food Bank เพื่อกลุ่มเปราะบาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Blessing Bag

วันนี้ (11 เมษายน) ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เขตพระนคร ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้การต้อนรับกลุ่มแฟนคลับ ดารา ศิลปิน และผู้บริหารค่ายบันเทิง กฤษฏ์ อำนวยเดชกร หรือ พีพี ในโครงการ ‘โปรเจกต์เฉพาะกฤษฏ์’ ที่มาส่งมอบ Blessing Bag (ถุงขอบคุณ) จำนวน 5 ถุง ประกอบด้วยเครื่องอุปโภคบริโภค และมอบ Breathing Bag (ถุงสดชื่น) จำนวน 100 ถุง ประกอบด้วยหน้ากากอนามัย N95 เพื่อป้องกันฝุ่น PM2.5 ยาดม ยาอม ยาสามัญประจำบ้าน และกระดาษทิชชู

 

เพื่อส่งมอบต่อให้เจ้าหน้าที่เทศกิจและพนักงานทำความสะอาดที่ปฏิบัติหน้าที่ในช่วงสงกรานต์ทั้ง 50 เขต รวมถึงมอบบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจำนวน 13 แพ็ก สนับสนุนโครงการ BKK Food Bank เพื่อเป็นการส่งต่อความสุขให้กับสังคม 

 

ชัชชาติกล่าวว่า ขอบคุณกลุ่มแฟนคลับ พีพี กฤษฏ์ ที่ส่งต่อความสุขให้กับเจ้าหน้าที่เทศกิจที่ปฏิบัติงานอย่างหนักในช่วงเทศกาลสงกรานต์ และสนับสนุนโครงการ BKK Food Bank ของ กทม. เนื่องด้วยในวันที่ 30 เมษายน เป็นวันคล้ายวันเกิดของพีพี กลุ่มแฟนคลับจึงขอมอบความสุขให้กับสังคม 

 

ซึ่งในปีนี้มีแนวคิดเกี่ยวกับการขอบคุณหน่วยงานที่ทำงานเพื่อสังคมในช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยการนำเครื่องอุปโภคบริโภคที่พีพีเป็นพรีเซนเตอร์มามอบให้ เพื่อเป็นการตอบแทนสังคม เช่น ยาสีฟัน น้ำดื่ม หน้ากากอนามัย ยาดม ขนม และกระดาษทิชชู นอกจากนี้ได้มอบบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสนับสนุนโครงการ BKK Food Bank เพื่อเป็นการส่งต่อความสุขให้กลุ่มเปราะบางในสังคมอีกด้วย สุดท้ายนี้ขออวยพรวันคล้ายวันเกิดให้พีพีมีแต่ความสุข

 

The post กลุ่มแฟนคลับ ‘พีพี กฤษฏ์’ ส่งมอบถุงขอบคุณให้เจ้าหน้าที่ กทม. ที่ทำงานช่วงสงกรานต์ พร้อมสมทบโครงการ BKK Food Bank เพื่อกลุ่มเปราะบาง appeared first on THE STANDARD.

]]>