สิทธิ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/สิทธิ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 08 Apr 2026 05:25:28 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 แอมเนสตี้ไทยยื่น 3,008 แอ็กชัน เรียกร้องเมียนมาปล่อย ‘ไซ ซอว์ แต็ก’ นักข่าวผู้รายงานเหตุพายุไซโคลน หลังถูกศาลทหารสั่งจำคุก 20 ปี https://thestandard.co/amnesty-myanmar-release-sai-zaw-thaike/ Wed, 08 Apr 2026 05:24:05 +0000 https://thestandard.co/amnesty-myanmar-release-sai-zaw-thaike/ ภาพผู้ร่วมกิจกรรมแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ชูภาพ ไซ ซอว์ แต็ก พร้อมป้ายเรียกร้องให้เมียนมาปล่อยตัว

วันนี้ (8 เมษายน) แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย […]

The post แอมเนสตี้ไทยยื่น 3,008 แอ็กชัน เรียกร้องเมียนมาปล่อย ‘ไซ ซอว์ แต็ก’ นักข่าวผู้รายงานเหตุพายุไซโคลน หลังถูกศาลทหารสั่งจำคุก 20 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้ร่วมกิจกรรมแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ชูภาพ ไซ ซอว์ แต็ก พร้อมป้ายเรียกร้องให้เมียนมาปล่อยตัว

วันนี้ (8 เมษายน) แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จัดกิจกรรม “#FreeSaiZawThaike” ภายใต้แคมเปญ “Write for Rights” หรือ “เขียน เปลี่ยน โลก” โดยยื่น 3,008 แอ็กชัน ที่ร่วมในแคมเปญนี้ต่อสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ประจำประเทศไทย เพื่อเรียกร้องให้ทางการเมียนมาปล่อยตัว ไซ ซอว์ แต็ก ช่างภาพข่าวชาวเมียนมา ที่ถูกศาลทหารตัดสินจำคุกเป็นเวลา 20 ปี เพียงเพราะรายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์พายุไซโคลนในประเทศเมียนมา

 

โดยแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย นักกิจกรรม และผู้คนที่รวมตัวกันโดยสงบที่หน้าสถานทูตเมียนมา ได้แต่งกายด้วยเสื้อโทนสีขาว สวมผ้าถุงและโสร่ง พร้อมสะพายกล้อง เพื่อสื่อถึงบทบาทของไซ ซอว์ แต็ก ในฐานะช่างภาพข่าว และเป็นการยืนหยัดเคียงข้างผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิจากการใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและเสรีภาพสื่อมวลชนในเมียนมา

 

ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ภายใต้แนวคิด “Capture the Truth is Not a Crime” หรือ “การบันทึกความจริงไม่ใช่อาชญากรรม” ที่ด้านหน้าสถานทูตเมียนมา พร้อมทั้งถือป้ายข้อความ และตะโกนเรียกร้องว่า “Free Sai Zaw Thaike”

 

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ระบุว่า กิจกรรมดังกล่าวไม่ใช่แค่การเรียกร้องให้ปล่อยตัวเขา แต่ยังเป็นการยืนยันร่วมกันว่าการนำเสนอความจริงไม่ควรถูกดำเนินคดีหรือมีความผิด

 

ภาพผู้ร่วมกิจกรรมแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ชูภาพ ไซ ซอว์ แต็ก พร้อมป้ายเรียกร้องให้เมียนมาปล่อยตัว 1ภาพผู้ร่วมกิจกรรมแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ชูภาพ ไซ ซอว์ แต็ก พร้อมป้ายเรียกร้องให้เมียนมาปล่อยตัว 2ภาพผู้ร่วมกิจกรรมแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ชูภาพ ไซ ซอว์ แต็ก พร้อมป้ายเรียกร้องให้เมียนมาปล่อยตัว 3ภาพผู้ร่วมกิจกรรมแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ชูภาพ ไซ ซอว์ แต็ก พร้อมป้ายเรียกร้องให้เมียนมาปล่อยตัว 4ภาพผู้ร่วมกิจกรรมแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ชูภาพ ไซ ซอว์ แต็ก พร้อมป้ายเรียกร้องให้เมียนมาปล่อยตัว 5ภาพผู้ร่วมกิจกรรมแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ชูภาพ ไซ ซอว์ แต็ก พร้อมป้ายเรียกร้องให้เมียนมาปล่อยตัว 6ภาพผู้ร่วมกิจกรรมแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ชูภาพ ไซ ซอว์ แต็ก พร้อมป้ายเรียกร้องให้เมียนมาปล่อยตัว 7

The post แอมเนสตี้ไทยยื่น 3,008 แอ็กชัน เรียกร้องเมียนมาปล่อย ‘ไซ ซอว์ แต็ก’ นักข่าวผู้รายงานเหตุพายุไซโคลน หลังถูกศาลทหารสั่งจำคุก 20 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
พรรคประชาชนแถลงการณ์วันสตรีสากล ชูความเสมอภาคทางเพศ มุ่งหน้าผลักดันกฎหมาย คุ้มครองสิทธิทุกมิติ https://thestandard.co/people-party-women-rights/ Sun, 08 Mar 2026 03:59:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1185516 ภาพการแถลงการณ์ของพรรคประชาชนเนื่องในวันสตรีสากล เน้นย้ำการผลักดันความเสมอภาคทางเพศและสิทธิสตรี

วันนี้ (8 มีนาคม) เนื่องในวันสตรีสากล 8 มีนาคม ของทุกปี […]

The post พรรคประชาชนแถลงการณ์วันสตรีสากล ชูความเสมอภาคทางเพศ มุ่งหน้าผลักดันกฎหมาย คุ้มครองสิทธิทุกมิติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพการแถลงการณ์ของพรรคประชาชนเนื่องในวันสตรีสากล เน้นย้ำการผลักดันความเสมอภาคทางเพศและสิทธิสตรี

วันนี้ (8 มีนาคม) เนื่องในวันสตรีสากล 8 มีนาคม ของทุกปี พรรคประชาชนได้ออกแถลงการณ์ โดยระบุว่า เพื่อย้ำเตือนถึงการต่อสู้เพื่อสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของผู้หญิงทั่วโลก พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นในการสร้างสังคมที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคนอย่างเท่าเทียม โดยปราศจากข้อจำกัดด้านเพศสภาพ อัตลักษณ์ทางเพศ หรือบทบาททางสังคมที่สืบทอดมาอย่างไม่เป็นธรรม

 

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พรรคประชาชนให้ความสำคัญกับการผลักดันนโยบายและกฎหมายด้านความเสมอภาคทางเพศมาอย่างต่อเนื่อง โดยในสภาชุดที่ 26 ประสบความสำเร็จในการร่วมผลักดันกฎหมายสำคัญหลายฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ. สมรสเท่าเทียม ที่คืนสิทธิ์ให้ทุกคู่รักจดทะเบียนสมรสได้อย่างเท่าเทียม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน ที่เพิ่มสิทธิลาคลอดจาก 98 วันเป็น 120 วันซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี และ การแก้ไขกฎหมายอาญา ที่มีการปรับนิยามความผิดเกี่ยวกับเพศให้ครอบคลุม พร้อมเพิ่มความคุ้มครองผู้เสียหายในคดีคุกคามทางเพศ เพื่อให้ทุกคนใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างปลอดภัยและมีศักดิ์ศรี

 

สำหรับก้าวต่อไป พรรคประชาชนยืนยันที่จะเดินหน้าผลักดันร่างกฎหมายที่เคยนำเสนอต่อประชาชนในช่วงเลือกตั้งอย่างต่อเนื่อง ทั้ง พ.ร.บ. ขจัดการเลือกปฏิบัติ เพื่อเป็นหลักประกันไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมกับประชาชนคนใด รวมถึงการปรับปรุง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

 

ในขณะเดียวกัน พรรคยังมีเป้าหมายในการส่งเสริมให้มีตัวแทนผู้หญิงและผู้มีความหลากหลายทางเพศในเวทีการเมืองอย่างแท้จริง โดยกลไกของคณะทำงานเพื่อความเสมอภาคทางเพศในพรรคประชาชน (คสพป.) จะเดินหน้าพัฒนาพรรคให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยทางการเมืองสำหรับทุกคน ผ่านการปรับปรุงระบบรับเรื่องร้องเรียนการคุกคามทางเพศให้มีความเป็นมิตรและคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ร้องเรียน ตลอดจนทบทวนกระบวนการคัดเลือกผู้สมัคร โดยเปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญเข้ามามีส่วนร่วมตัดสินใจในข้อร้องเรียนด้านการคุกคามทางเพศให้มากขึ้น

 

พรรคประชาชนเน้นย้ำในตอนท้ายว่า ความเสมอภาคทางเพศไม่ใช่เพียงประเด็นเฉพาะของผู้หญิง แต่เป็นรากฐานสำคัญของระบอบประชาธิปไตยที่เคารพความเท่าเทียม วันสตรีสากลจึงไม่ควรเป็นเพียงวันแห่งการเฉลิมฉลอง แต่เป็นหมุดหมายสำคัญในการเดินหน้าสร้างการเปลี่ยนแปลง

 

ทั้งนี้ ยืนยันว่าการผลักดันความเสมอภาคทางเพศจะยังคงเป็นเป้าหมายหลักของพรรค ทั้งในด้านนโยบาย การทำงานผ่านระบบรัฐสภา และการพัฒนาวัฒนธรรมทางการเมืองที่เคารพศักดิ์ศรีและสิทธิของทุกคนอย่างแท้จริง

The post พรรคประชาชนแถลงการณ์วันสตรีสากล ชูความเสมอภาคทางเพศ มุ่งหน้าผลักดันกฎหมาย คุ้มครองสิทธิทุกมิติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เสวนา ‘โควิด-19 ในเรือนจำกับชีวิตเสี่ยงของผู้ต้องขัง’ ขอสังคมตระหนักสิทธิผู้ต้องหา ตุลาการยึดหลักกฎหมาย https://thestandard.co/covid-19-in-prison-and-life-at-risk-of-inmates/ Tue, 27 Apr 2021 00:48:41 +0000 https://thestandard.co/?p=480493 เสวนา ‘โควิด-19 ในเรือนจำกับชีวิตเสี่ยงของผู้ต้องขัง’ ขอสังคมตระหนักสิทธิผู้ต้องหา ตุลาการยึดหลักกฎหมาย

วันนี้ (26 เมษายน) กลุ่ม People Go Network และประชาชน ร […]

The post เสวนา ‘โควิด-19 ในเรือนจำกับชีวิตเสี่ยงของผู้ต้องขัง’ ขอสังคมตระหนักสิทธิผู้ต้องหา ตุลาการยึดหลักกฎหมาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เสวนา ‘โควิด-19 ในเรือนจำกับชีวิตเสี่ยงของผู้ต้องขัง’ ขอสังคมตระหนักสิทธิผู้ต้องหา ตุลาการยึดหลักกฎหมาย

วันนี้ (26 เมษายน) กลุ่ม People Go Network และประชาชน ร่วมทำกิจกรรมยืนหยุดขังและเสวนาในหัวข้อ ‘เสวนาหน้าศาล โควิด-19 ในเรือนจำกับชีวิตเสี่ยงของผู้ต้องขัง’ ที่บริเวณด้านหน้าอาคารศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก เพื่อเรียกร้องให้คืนสิทธิประกันตัวให้กับผู้ต้องขังในคดีทางการเมืองเพื่อป้องกันไม่ให้ติดโควิด-19 ที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ภายในเรือนจำ 

 

กิจกรรมเริ่มต้นตั้งแต่เวลา 17.00 น. ด้วยการยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 1 ชั่วโมง 12 นาที เรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ถูกคุมขังด้วยข้อกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และร่วมเสวนาโดย เบญจรัตน์ แซ่ฉิ่ว อาจารย์มหาวิทยาลัยมหิดล, อดิศร จันทรสุข อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, โดยมี ภาสกร อินทุมาร เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง เป็นผู้ดำเนินรายการ

 

สำหรับเนื้อหาในการเสวนากล่าวถึงการคืนสิทธิการประกันตัวให้แก่ผู้ต้องหาในระหว่างการพิจารณาคดี เพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาได้ใช้สิทธิเบื้องต้นตามหลักกฎหมายสากลเพื่อต่อสู้คดี ในฐานะที่ผู้ร่วมเสวนาได้มีบทบาทในการเป็นนายประกันให้แก่นักศึกษาและประชาชน ที่ถูกดำเนินคดีจากการทำกิจกรรมทางการเมือง 

 

โดยในช่วงแรกของการชุมนุมเรียกร้องของนักศึกษาและประชาชนตั้งแต่ช่วงปี 2563 เป็นต้นมา มีนักศึกษาในความดูแล รวมถึงประชาชนถูกดำเนินคดีมากมาย ตั้งข้อสังเกตถึงการใช้เหตุผล ‘ไม่มีเหตุให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม’ ประกอบการไม่ให้ประกันตัวของศาลว่าเป็นการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมือง ทั้งที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้มีพฤติการณ์หลบหนีหรือจะเป็นอันตรายต่อบุคคลใด ควรได้รับสิทธิในการประกันตัว 

 

นอกจากนี้ยังมีผู้ถูกกล่าวหาหลายคนที่ยังคงเป็นนักศึกษาอยู่ มีภาระในการเล่าเรียน ต้องสูญเสียโอกาสในการศึกษาในขณะที่ยังไม่มีคำตัดสินของศาล โดยเฉพาะในห้วงเวลานี้ที่มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และพบว่าเกิดการแพร่ระบาดในเรือนจำแล้ว ทำให้มีความกังวลอย่างสูงว่าผู้ถูกคุมขังระหว่างพิจารณาคดีเหล่านั้นจะติดเชื้อและอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ เพราะมีหลายคนที่ประท้วงด้วยการอดอาหารอยู่ในเรือนจำ จึงเรียกร้องให้สังคมตระหนักในประเด็นดังกล่าว และขอให้องค์กรตุลาการได้พิจารณาตามหลักการแห่งกฎหมายที่เป็นหลักสากล

 

ส่วนประเด็นการอดอาหารประท้วงของ เพนกวิน-พริษฐ์ ชิวารักษ์ และ รุ้ง-ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล นั้น มีหลายคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการอดอาหารดังกล่าว แต่ผู้ร่วมเสวนาอยากให้ทุกคนได้เคารพในการต่อสู้ของผู้ถูกคุมขังว่าพวกเขาต้องการแสดงออกถึงความไม่ปกติของการบังคับใช้กฎหมาย และต้องการให้ประชาชนได้มองเห็นถึงปัญหานี้ จึงไม่อยากให้ลดทอนคุณค่าของการต่อสู้ของใครไป เพราะทุกคนต่างมีเป้าหมายเดียวกัน

 

ด้าน เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ กลุ่ม People Go Network และเป็นหนึ่งในผู้จัดกิจกรรมกลุ่มทะลุฟ้าได้ประกาศอดอาหารด้วย โดยจะเริ่มอดอาหารตั้งแต่เวลา 16.00 น. ของวันที่ 26 เมษายน 2564 เป็นต้นไปเท่าที่ร่างกายจะอดทนได้ และจะปักหลักค้างคืนที่หน้าศาลอาญาตั้งแต่คืนนี้เป็นต้นไป เพื่อต่อสู้ร่วมกับผู้ที่ถูกคุมขังเพื่อสะท้อนภาพดังกล่าวให้สังคมได้รับทราบ โดยเป็นการทำกิจกรรมเป็นกลุ่มเล็กเพื่อไม่ให้ขัดต่อประกาศกรุงเทพมหานครในสถานการณ์โควิด-19 ที่ห้ามรวมตัวเกินกว่า 20 คน หลังจากนี้จะรับประทานเพียงน้ำและเกลือแร่เท่านั้น และจะมีการจัดกิจกรรมยืน หยุด ขัง และเสวนาที่หน้าศาลอาญาเป็นประจำหลังจากวันนี้เป็นต้นไป

 

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post เสวนา ‘โควิด-19 ในเรือนจำกับชีวิตเสี่ยงของผู้ต้องขัง’ ขอสังคมตระหนักสิทธิผู้ต้องหา ตุลาการยึดหลักกฎหมาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
10 ข้อต้องมี เพื่อสิทธิ หน้าที่ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เมื่อรัฐต้องรับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพของบุคคล https://thestandard.co/10-human-rights-duties-and-dignity/ Wed, 31 Mar 2021 09:24:55 +0000 https://thestandard.co/?p=471182 10 ข้อต้องมี เพื่อสิทธิ หน้าที่ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เมื่อรัฐต้องรับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพของบุคคล

31 มีนาคม เนื่องในวันสากลเพื่อการเผยตัวตนของคนข้ามเพศ ( […]

The post 10 ข้อต้องมี เพื่อสิทธิ หน้าที่ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เมื่อรัฐต้องรับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพของบุคคล appeared first on THE STANDARD.

]]>
10 ข้อต้องมี เพื่อสิทธิ หน้าที่ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เมื่อรัฐต้องรับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพของบุคคล

31 มีนาคม เนื่องในวันสากลเพื่อการเผยตัวตนของคนข้ามเพศ (International Transgender Day of Visibility) กลุ่มนักเคลื่อนไหวและองค์กรด้านสิทธิความเท่าเทียมทางเพศ ได้ร่วมกันจัดทำแคมเปญรณรงค์ ‘10 ข้อต้องมี เพื่อสิทธิ หน้าที่ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เมื่อรัฐต้องรับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพของบุคคล’ เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยมีกฎหมายรับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ เพื่อรับรองและคุ้มครองสิทธิในอัตลักษณ์ทางเพศของของบุคคลข้ามเพศ, Intersex และ Non-Binary

 

โดยมุ่งนำเสนอข้อเท็จจริงสำคัญ 10 ประการ ที่จะสร้างหลักประกันว่าการมีตัวตนของพวกเรานั้นไม่ใช่แค่การใช้ชีวิตอยู่ไปวันๆ อย่างสิ้นหวัง แต่ต้องอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี เสมอภาค เท่าเทียม บนพื้นฐานของการแสดงเจตจำนงในอัตลักษณ์ทางเพศของตัวเราเอง เพื่อทำให้มั่นใจได้ว่าการสร้างกฎหมายรับรองอัตลักษณ์ทางเพศจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง จะไม่ทิ้งขว้างประเด็นสำคัญในทุกๆ มิติของการดำรงชีวิตของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศในประเทศไทย

 

 

ข้อ 1: ต้องทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบการรับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพของประเทศไทย เพราะตัวบทกฎหมายที่ล้าหลังและไม่สอดคล้องกับหลักปฏิบัติสากล 

 

 

ข้อ 2: เพราะการกำหนดเจตจำนงในอัตลักษณ์ทางเพศคือ ‘สิทธิมนุษยชน’ แบ่งออกเป็น 2 ระดับคือ #สิทธิที่ติดตัว และ #สิทธิที่รัฐต้องรับรองเพื่อให้เกิดการคุ้มครองตามกฎหมาย 

 

 

ข้อ 3: ต้องอุดช่องว่างที่ทำให้สังคมตราหน้าว่า กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศจะเอาคำนำหน้าตามเพศใหม่ไปหลอกลวงชาวบ้าน ดังนั้น ใครได้ ใครเสีย จดแล้วสิทธิและหน้าที่ที่ผูกพันต่อบุคคลภายนอกสิ้นผลไปเลยหรือไม่ เราขอยืนยันว่า กฎหมายจะต้องสร้างหลักประกันนิติสัมพันธ์กับบุคคลภายนอกที่มีมาอยู่ก่อนหน้าอย่างแน่นอน 

 

 

ข้อ 4: การจดทะเบียนต้องมี ‘แบบตามกฎหมาย’ ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ทำให้การจดทะเบียนมีผลในทางทะเบียนโดยบริบูรณ์

 

 

ข้อ 5: จะต้องทำให้เกิดผลการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน เมื่อผ่านขั้นตอนการจดทะเบียนรับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพไปแล้ว #กรณีบุคคลข้ามเพศ

 

 

ข้อ 6: ต้องทำให้เกิดผลเมื่อผ่านขั้นตอนการจดทะเบียนรับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพไปแล้ว #กรณีบุคคล Non-Binary และ Intersex 

 

 

ข้อที่ 7: ต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลงกฎหมายที่กำหนดสิทธิและหน้าที่สำคัญ แม้ว่าอาจก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์กฎหมายไทย

 

 

ข้อที่ 8: ต้องคำนึงถึงสิทธิในการก่อตั้งครอบครัว ดังนั้น จะต้องให้การรับรองบุตรที่เกิดจากบุคคลที่ได้รับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย

 

 

ข้อ 9: ต้องให้หลักประกันว่าจะได้การคุ้มครองอย่างแน่นอนเมื่อได้รับการรับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพไปแล้ว 

 

 

ข้อ 10: ต้องกำหนดให้ชัดเจนว่าหากกฎหมายฉบับนี้ผ่านรัฐสภาแล้ว มีกระทรวงใดบ้างที่ต้องทำหน้าที่รับผิดชอบให้การบังคับกฎหมายฉบับนี้เป็นไปอย่างราบรื่น  

 

 

ภาพ / เรื่อง: นาดา ไชยจิตต์ / สมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย / เครือข่ายผู้ชายข้ามเพศแห่งประเทศไทย / TEAK – Trans Empowerment / กลุ่มพลังบันดาลใจคนข้ามเพศ

The post 10 ข้อต้องมี เพื่อสิทธิ หน้าที่ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เมื่อรัฐต้องรับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพของบุคคล appeared first on THE STANDARD.

]]>
สิทธิชนพื้นเมืองของชาวกะเหรี่ยง สิ่งที่ควรตระหนักก่อนแก่งกระจานจะเป็นมรดกโลก https://thestandard.co/karen-indigenous-rights-becomes-a-world-heritage-site/ Wed, 24 Feb 2021 05:01:42 +0000 https://thestandard.co/?p=458779 ชาวกะเหรี่ยงชายหญิงเมื่อคราวมารับเสด็จรัชกาลที่ 7 ถ่ายภาพเมื่อปี 2469 ที่เชียงใหม่ (ภาพ: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

การเคารพสิทธิชนพื้นเมืองถือเป็นเรื่องสำคัญมากในสากลโลก […]

The post สิทธิชนพื้นเมืองของชาวกะเหรี่ยง สิ่งที่ควรตระหนักก่อนแก่งกระจานจะเป็นมรดกโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชาวกะเหรี่ยงชายหญิงเมื่อคราวมารับเสด็จรัชกาลที่ 7 ถ่ายภาพเมื่อปี 2469 ที่เชียงใหม่ (ภาพ: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

การเคารพสิทธิชนพื้นเมืองถือเป็นเรื่องสำคัญมากในสากลโลก Amnesty International ระบุว่าชนพื้นเมืองมีสิทธิอาศัยอยู่ในที่ดินดั้งเดิมของพวกเขา รัฐหรือใครก็ตามไม่มีสิทธิ์ไล่พวกเขาออกจากที่ดินด้วยการใช้กำลัง แต่รัฐบาลต้องตระหนักและปกป้องพวกเขา 

 

ในคำประกาศขององค์การสหประชาชาติในเรื่องสิทธิของชนพื้นเมือง (Rights of Indigenous Peoples) มาตราที่ 25 ได้ระบุว่าชนพื้นเมืองมีสิทธิ์ในการเก็บรักษาและดำรงความสัมพันธ์กับที่ดิน น้ำ และทรัพยากรต่างๆ ของพวกเขาเช่นกัน

 

คู่มือภาคสนามของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนชนเผ่าพื้นเมืองได้ชี้ให้เห็นว่า “ชนเผ่าพื้นเมืองมีสิทธิ์ที่จะอนุรักษ์ ปกป้องสิ่งแวดล้อมและศักยภาพทางการผลิตของที่ดิน เขตแดน และทรัพยากรของตน พวกเขายังสามารถกาหนดและพัฒนาการจัดลำดับความสำคัญและยุทธศาสตร์การใช้ที่ดินหรือเขตแดนและทรัพยากรตามที่พวกเขาต้องการเพื่อการพัฒนาของเขาเอง” 

 

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ของชาวกะเหรี่ยงแห่งบ้านบางกลอยนั้นกลับแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากหลักการข้างต้น

 

ชาวกะเหรี่ยงบ้านบางกลอยและใจแผ่นดินถูกย้ายให้ออกจากหมู่บ้านเดิมที่อยู่ในเขตแก่งกระจานในปี 2539 อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานในปี 2524 โดยรัฐให้ไปอยู่ยังบ้านบางกลอยล่างที่จัดสรรไว้ แต่โชคร้ายที่ดินทุรกันดารมาก ไม่อุดมสมบูรณ์ แถมยังไม่ได้รับการเหลียวแลจัดการที่ดินตามที่ได้สัญญาเอาไว้ด้วย ซึ่งนี่เองเป็นเหตุให้ชาวบ้านเริ่มทยอยเดินทางกลับเข้าป่าตามเดิม

 

ต่อมาในปี 2554 ชาวบ้านบางกลอยและใจแผ่นดินที่อพยพกลับไปได้ถูกไล่รื้อเผาทำลายโดยเจ้าหน้าที่ป่าไม้ เพื่อหวังให้คนพวกนี้ออกไปจากพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานอย่างเด็ดขาด บิลลี่ หลานปู่คออี้ เรียกร้องความเป็นธรรมจนถูกอุ้มฆ่า เป็นอาชญากรรมโดยรัฐ 

 

จนล่าสุดเจ้าหน้าที่ป่าไม้ได้กดดันชาวกะเหรี่ยงบ้านบางกลอยอีกครั้ง เพราะมีชาวบ้านบางกลอยล่างจำนวนหนึ่งเดินทางกลับไปที่ใจแผ่นดินเพื่อหนีความแร้นแค้นและเหตุผลในเชิงวัฒนธรรมความเชื่อ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เงียบในสื่อหลัก แต่ปรากฏอยู่ทั่วไปในกลุ่มของชาวกะเหรี่ยงและเครือข่ายของนักสิทธิมนุษยชนที่สนใจเรื่องนี้ 

 

รากเหง้าของปัญหาจากอุทยานฯ นี้เป็นผลมาจากการไม่เคารพสิทธิชนพื้นเมือง เพียงหวังจะแยกคนออกจากป่าเพื่อให้อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเป็นมรดกโลกให้ได้ วิธีคิดและแนวปฏิบัติเช่นนี้เป็นผลมาจากการมีอุดมคติ (Ideology) โบราณคร่ำครึที่มองว่าชนพื้นเมือง หรือที่ในภาษาทางการเก่าเรียกว่า ‘ชาวเขา’ เป็นพวกตัดไม้ทำลายป่า ทำลายต้นน้ำลำธาร และทำให้สัตว์สูญพันธุ์ ทั้งๆ ที่ตัวการอันร้ายกาจมาจากนายทุน บริษัทป่าไม้ นายพรานเสือดำ และอื่นๆ อีกมากมาย ที่สำคัญคือการพิจารณาคนเหล่านี้เป็นคนอื่น เพิ่งอพยพมาใหม่ ไม่ใช่ไทย จึงไม่มีสิทธิ์ต่อการอยู่อาศัยในที่ดินดั้งเดิมของพวกเขา

 

มายาคติต่อชนพื้นเมืองเช่นนี้เกิดขึ้นมายาวนานเกินกึ่งศตวรรษ ฝังในหัว ปนเปไปกับความไม่เข้าใจในวัฒนธรรม วิถีชีวิต และประวัติศาสตร์ของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ จึงเกิดความคิดในเชิงลบต่อพวกเขามากมาย แก้ยาก แต่แก้ได้ ถ้าพยายามเข้าใจ พูดคุย เจรจา และประนีประนอมหาทางออกร่วมกัน

 

เมื่อไม่กี่วันก่อน รายการ องศาเหนือ ได้นำเสนอสารคดีสั้นเกี่ยวกับชาวกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย มันแสดงชัดว่าพวกเขาอยู่อาศัยบริเวณดังกล่าวมาร่วมร้อยปี หรือก่อนหน้านี้ในแผนที่ใจแผ่นดินของทางการระบุชื่อของใจแผ่นดินมาตั้งแต่ปี 2454 แล้ว หรือประมาณสมัยรัชกาลที่ 6 

 

อีกทั้งเมื่อลงไปสำรวจในพื้นที่ ชาวบ้านหลายคนยังคงจำตำแหน่งบ้านของตนเองได้ มีต้นไม้ที่มีอายุนับร้อยปีหรือหลายสิบปีขึ้นอยู่ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นต้นทุเรียน มะม่วง หมาก ทั้งหมดเป็นพืชต่างถิ่น ถ้าคนไม่เอามาปลูกก็ไม่มีทางขึ้นได้ ซึ่งเป็นการยืนยันว่าที่ดินบริเวณดังกล่าวนี้เป็นที่ดินดั้งเดิมของพวกเขาที่อยู่อาศัยกันมาก่อนการเกิดขึ้นของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และต้องก่อนปี 2454 อย่างแน่นอน 

 

ในเอกสารชื่อว่า เรียนรู้จากการซ่อมสร้างชุมชนกะเหรี่ยงางกลอย เขียนโดย สดานุ สุขเกษม สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ได้ให้ข้อมูลว่าบ้านบางกลอยมีชื่อในภาษากะเหรี่ยงว่า ‘คลี้เหลาะ’ (Kleh looj) แปลว่าห้วยบางกลอย เนื่องจากทั้งสองลำน้ำมีเถาว์ของต้นกลอยขึ้นอยู่เป็นจำนวนมาก และเป็นสาขาหนึ่งของต้นน้ำเพชรบุรี พื้นที่นี้ดั้งเดิมแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ บางกลอยบน และใจแผ่นดิน บิลลี่ หรือพอละจี รักจงเจริญ ผู้ล่วงลับได้บันทึกไว้ว่า นานมาแล้วในสมัยที่มีสงครามระหว่างไทยกับพม่า กะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนต้องหลบเร้นอยู่ในป่า มีกะเหรี่ยงบางคนหนีสงครามจนไปพบกับห้วยที่มีหัวกลอยขนาดเท่าสามคนโอบ หลังจากที่เขากินเข้าไปจึงหายตัวได้ และรอดชีวิตจากสายตาของพวกทหารพม่า

 

เราไม่ทราบได้ว่าเหตุการณ์สงครามระหว่างไทยกับพม่านี้เกิดขึ้นเมื่อใด แต่ต้องก่อนหน้าตั้งบ้านบางกลอย อาจเป็นสงครามเก้าทัพในสมัยรัชกาลที่ 1 หรืออาจเป็นสงครามคราวเสียกรุงครั้งที่สอง แต่ก็เห็นได้ชัดว่าชาวกะเหรี่ยงกลุ่มนี้อยู่กันมานาน บ้านบางกลอยถูกเลือกเพราะพ้นเส้นทางทัพ และอุดมสมบูรณ์ไปด้วยอาหารคือกลอย 

 

ในขณะที่พื้นที่ใจแผ่นดินมีชื่อในภาษากะเหรี่ยงว่า ‘กื้อจื้อคุ’ หมายถึงหัวภูเขาหรือบนยอดภูเขา ส่วนชื่อใจแผ่นดินนี้มาทีหลังและเรียกโดยคนไทยที่หลงป่า ทองดี ชายา เล่าว่านานมาแล้ว (ก่อนปี 2454) มีกลุ่มคนไทยเข้ามาที่กื้อจื้อคุแล้วหลงทางมาเจอตาทวดพื้อลึกอเข้า จึงช่วยเหลือโดยพามานอนและให้ข้าวกิน คนไทยกลุ่มนี้จึงเรียกตาทวดนั้นว่า ‘ใจแผ่นดิน’ และเขียนบันทึกแจ้งชื่อของพื้นที่นี้ในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยเรียกว่า ‘ใจแผ่นดิน’ ในภาษาไทยแต่นั้นมา 

 

กะเหรี่ยงเป็นใครมาจากไหน ความรู้เชิงประวัติศาสตร์นี้อาจช่วยทำให้ตระหนักถึงความสำคัญและสิทธิของพวกเขามากขึ้น ข้อมูลจากนี้ผมตัดตอนบางส่วนมาจากหนังสือที่ผมกำลังทำชื่อว่า พลเมืองสยาม: ประวัติศาสตร์จากภาพถ่ายชาติพันธุ์ในยุคการล่าอาณานิคม พิมพ์กับสำนักพิมพ์สยาม เรเนซองส์ เป็นหนังสือที่นำเสนอภาพถ่ายเก่าเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว พร้อมทั้งประวัติความเป็นมาของกลุ่มชน ดังนี้ 

 

กะเหรี่ยง หรือปกาเกอะญอ (สกอว์) อาศัยอยู่ในประเทศไทยมาหลายร้อยปี และอาจอพยพเคลื่อนย้ายเข้ามาพร้อมกับกลุ่มคนไทหรือก่อนไทเสียอีก อีริก ไซเดนฟาเดน ได้เขียนไว้ว่า “ภูมิลำเนาของพวกกะเหรี่ยงอยู่นอกราชอาณาเขตสยาม แถวรัฐฉานทางภาคใต้ และอยู่ทางใต้ของพม่าอีกพวกหนึ่ง แต่มีพวกกะเหรี่ยงอีกมากที่อยู่เรียงรายตามชายแดนสยาม ตั้งแต่จังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดเชียงราย ลงไปจนถึงจังหวัดเพชรบุรี และที่จังหวัดลำพูนก็มีพวกกะเหรี่ยงด้วย การที่พวกกะเหรี่ยงตั้งกระจัดกระจายรวมอยู่กับชนหมู่อื่นในแหลมอินโดจีนนี้เป็นปัญหาของนักมานุษยวิทยามานานแล้วว่าทำไมจึงเป็นเช่นนี้” (คารร์ และไซเดนฟาเดน 2515:104-105) 

 

ด้วยเหตุนี้ทำให้ไซเดนฟาเดนพยายามสันนิษฐานว่า “กะเหรี่ยง…อพยพมาจากทางเหนือสู่ดินแดนพม่าและทางภาคตะวันตกของประเทศไทย กำหนดเวลาที่พวกนี้อพยพมานั้นไม่ทราบแน่นอน แต่ต้องภายหลังการอพยพของชนตระกูลมอญ-เขมรแน่ และอาจจะก่อนที่ไทยจะอพยพมาจากทางเหนือ มีนักค้นคว้าบางคนให้ความเห็นว่าพวกไทยนั้นอพยพมาก่อนพวกพม่า” (คารร์ และไซเดนฟาเดน 2515:104-105)

 

ภาพหมู่ของกะเหรี่ยงชายหญิง คาดว่าเป็นปกาเกอะญอ (สะกอ)
ถ่ายภาพเมื่อปี 2469 ที่เชียงใหม่ (ภาพ: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

 

แม้ว่านักวิชาการหลายคนในปัจจุบันเห็นพ้องว่ากะเหรี่ยงไม่ได้มีถิ่นกำเนิดเดิมอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างไรก็ตาม พวกเขาอยู่มาช้านานร่วมกับกลุ่มชาติพันธุ์พม่าและไทที่อพยพเข้ามายังดินแดนแถบนี้ โรนัล เรนาร์ด เสนอว่าชาวกะเหรี่ยงน่าจะเคลื่อนย้ายมุ่งสู่ทิศใต้ผ่านทางแม่น้ำโขง สาละวิน และอิระวดี ในลักษณะที่เป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยมานานหลายศตวรรษ และเหตุผลสำคัญหนึ่งของการเคลื่อนย้ายก็อาจเพราะการอพยพเข้ามาของคนไทที่ผลักดันให้ชาวกะเหรี่ยงค่อยๆ ขยับร่นลงใต้ 

 

ในขณะที่หลักฐานที่กล่าวถึงกะเหรี่ยงในเอกสารไทย เช่น ตำนาน พงศาวดารต่างๆ ในช่วงก่อนพุทธศตวรรษที่ 22 นั้นไม่ปรากฏให้เห็น แสดงว่าพวกเขาอยู่ในเขตพม่ามาก่อน ก่อนจะเคลื่อนย้ายมาในเขตเทือกเขาตะนาวศรีฝั่งไทยช่วงราวพุทธศตวรรษที่ 22 เป็นต้นมา โรนัล เรนาร์ด เสนอว่ากะเหรี่ยงน่าจะเริ่มปรากฏมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 22 ดังปรากฏในเหตุการณ์การยกทัพกลับสู่อยุธยาของสมเด็จพระนารายณ์ในปี 2204 หลังขึ้นไปตีเมืองเชียงใหม่ และระหว่างทางก็ได้ผ่านเมืองตามแม่น้ำปิง หนึ่งในเมืองที่น่าจะเป็นเมืองกะเหรี่ยงคือเมืองอินทคีรี ซึ่งสันนิษฐานโดยสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพว่าเป็นเมืองแม่ระมาดในปัจจุบัน (เรนาร์ด 1980: 56) 

 

ในหนังสือ สมุดราชบุรี ได้กล่าวถึง “พวกเกรี่ยง, กร่าง” (กะเหรี่ยง) ในเขตเพชรบุรี-ราชบุรี-กาญจนบุรีไว้ว่า “ชนพวกนี้อยู่ตามภูเขาที่ต่อแดนระหว่างพระราชอาณาจักร์สยามกับเขตต์พม่า” และถือเป็น ‘พลเมืองพิเศษ’ โดย “เกรี่ยง เมื่อแรกจะเข้ามาอยู่ในอำเภอวังกะ [อำเภอสังขละ] ประเทศสยามนั้น เดิมทีอยู่ที่บ้านเมกะวะ เมืองมะละแหม่ง ประเทศพม่า ได้ชักชวนพากันเข้ามาชั้นแรกประมาณ 100 คนเศษ มาตั้งทำมาหากินอยู่ที่ห้วยช่องกะเลีย เรียกว่าบ้านทุพ่องอยู่จนทุกวันนี้ ไม่มีชาติอื่นปน เข้ามาอยู่กันเองโดยมิได้มีการบีบคั้นกดขี่จากประเทศใดไม่ 

 

“ภายหลังก็มีพวกเกรี่ยงบ้านเมกะวะนั้นเองพากันยกตามเข้ามาเสมอ เที่ยวแยกย้ายกันอยู่ตามหุบห้วยหุบเขา ไม่เคยถูกเกณฑ์ในการสงคราม แรกเข้ามาจนทุกวันนี้ได้ประมาณ 150 ปี ภายหลังมีพวกเกรี่ยงมากขึ้น ในหัวหน้าของพวกเกรี่ยงก็พากันลงไปหาเจ้านายที่จังหวัดกาญจน์บุรี เพื่อขอตั้งให้มีเจ้านายปกครอง 

 

“ตอนนี้จึงได้ตั้งพวกเกรี่ยงที่เปนหัวหน้าเจ้าเมือง เรียกว่าเมืองสังขละบุรี ชนชาติเกรี่ยงเปนเจ้าเมือง เปนที่พระยาศรีสุวรรณคีรี (ภูวะโพ่)” โดยกำหนดว่าทุก 3 ปีจะต้องลงไปถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาที่กาญจนบุรี พร้อมนำเครื่องบรรณาการ ได้แก่ ผ้าทอสีขาวและสีแดงที่ทำเอง 30 ผืน เรียกว่า ‘ผ้าเสมียนละว้า’ ดอกไม้เงิน 2 ต้น และเครื่องยาของป่าต่างๆ ไปถวายพระเจ้าแผ่นดิน ธรรมเนียมปฏิบัตินี้ทำมาจนถึงปี 2467 เมื่อเจ้าเมืองถึงความชราจึงได้ลาออก (สมุดราชบุรี 2468: 23-25) 

 

หญิงชราชาวเกรี่ยง มณฑลราชบุรี (สมุดราชบุรี 2468: ไม่ระบุเลขหน้า)

ชาวเกรี่ยง มณฑลราชบุรี (สมุดราชบุรี 2468: ไม่ระบุเลขหน้า)

ชาวเกรี่ยง มณฑลราชบุรี (สมุดราชบุรี 2468: ไม่ระบุเลขหน้า)

 

ถ้าคำนวณอายุการเดินทางเข้ามาตั้งถิ่นฐานของ ‘ชาวเกรี่ยง’ หรือ ‘กะเหรี่ยง’ ที่กาญจนบุรีก็จะตกอยู่ราวปี 2318 หรือหลังการเสียกรุงครั้งที่สอง ซึ่งเป็นไปได้ว่าผลกระทบจากสงครามเสียกรุงนี้ทำให้ทางการสยามยินดีที่มีประชากรเข้ามาตั้งถิ่นฐาน จึงยกพื้นที่ดังกล่าวเป็นเมือง และตั้งชาวกะเหรี่ยงให้เป็นเจ้าเมืองด้วย 

 

ชาวกะเหรี่ยงในพื้นที่นี้มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการป้องกันชายพระราชอาณาเขตด้านทิศตะวันตก ดังเห็นได้จากช่วงปี 2317-2336 และปี 2367 ได้มอบหมายให้ลาดตระเวนแนวชายแดนของเมืองราชบุรี อุ้มผาง ตาก และกาญจนบุรี (วุฒิ บุญเลิศ 2550: 34) 

 

ถ้าสรุปโดยรวบรัด ชาวกะเหรี่ยงในเขตเทือกเขาตะวันตกนี้พบว่ามีการตั้งถิ่นฐานมานานแล้วก่อนปี 2317 เป็นแน่ โดยอยู่ภายใต้การรับรู้ของรัฐไทยทั้งในสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์แล้ว  

 

ชาวเกรี่ยง มณฑลราชบุรี กำลังแสดงการละเล่นด้วยการเต้นรำ ชายสองคนด้านข้างเป่าแคน (ปี่บ่า) ผู้หญิง 2 คนตีกลอง และผู้หญิงคนกลางน่าจะตีฉาบ ผู้ชายที่เต้นรำสวมเครื่องแต่งกายที่ต่างไปจากกะเหรี่ยงทั่วไป คือสวมเสื้อแขนยาว นุ่งโจงกระเบน และคาดผ้าสไบ ซึ่งเป็นชุดที่รับมาจากชาวสยามและคงแต่งเพื่อการแสดง (สมุดราชบุรี 2468: ไม่ระบุเลขหน้า)

ชาวเกรี่ยง มณฑลราชบุรี กำลังแสดงการละเล่นด้วยการเต้นรำ ชายสองคนด้านข้างเป่าแคน (ปี่บ่า) ผู้หญิง 2 คนตีกลอง และผู้หญิงคนกลางน่าจะตีฉาบ ผู้ชายที่เต้นรำสวมเครื่องแต่งกายที่ต่างไปจากกะเหรี่ยงทั่วไป คือสวมเสื้อแขนยาว นุ่งโจงกระเบน และคาดผ้าสไบ ซึ่งเป็นชุดที่รับมาจากชาวสยามและคงแต่งเพื่อการแสดง
(สมุดราชบุรี 2468: ไม่ระบุเลขหน้า)

 

ในพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษกที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ระหว่างวันที่ 11-18 พฤศจิกายน ร.ศ. 127 (ปี 2451) จัด ณ ท้องสนามหลวง กรุงเทพฯ ชาวกะเหรี่ยงจากเชียงใหม่ก็ได้ไปเดินขบวนต่อหน้าพระที่นั่งเช่นกัน พร้อมกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ เช่น อาข่า เมี่ยน (เย้า) ลัวะ เป็นต้น 

 

เช่นเดียวกันกับในจดหมายเหตุเสด็จพระราชดำเนิรเลียบมณฑลฝ่ายเหนือ ที่รัชกาลที่ 7 เสด็จไปยังเชียงใหม่เมื่อปี 2469 ระบุว่าชาวกะเหรี่ยงได้เดินขบวนและเข้าเฝ้าพระองค์ด้วย โดยในขบวนแห่ได้ทำ “รถภาพทำเป็นรูปยางแบกข้องผี” 

 

พิธีข้องผีนี้ ถ้าเป็นปกาเกอะญอเรียกว่า ‘บื้อต้าซ๊ะ’ ถ้าเป็นโพล่งเรียกว่า ‘บือฉะมื้อฮา’ คือพิธีการสะเดาะเคราะห์ยามเมื่อเจ็บป่วยของชาวกะเหรี่ยงปกาเกอะญอ โดยหมอผีจะทำพิธีตรงปากทางเข้าหมู่บ้าน แต่ก่อนจะใช้ข้องแล้วเอาผ้าขาวหรือผ้าแดงปิดที่ปากข้องและเจาะรูที่ผ้า ส่วนตูดก็เจาะรูเช่นกัน แล้วมีเครื่องเซ่นสังเวยที่ขาดไม่ได้คือไก่และเหล้า เมื่อเจ้าพิธีมาถึงก็จะทำพิธีโดยเก็บเอาเศษดิน ก้อนกรวด หิน หรืออะไรที่อยู่ใกล้ๆ บริเวณนั้นขว้างเอาไปในข้องดันให้ทะลุออกอีกฝั่งหนึ่ง ถือเป็นการไล่เคราะห์ภัยหรือสิ่งไม่ดีให้ออกไป ปัจจุบันจะสานไม้ไผ่ทำเป็นวงเป็นเชิงสัญลักษณ์เลียนแบบข้องแทน เพราะข้องจริงๆ หายากขึ้นมาก (สัมภาษณ์ พระกล้าหาญ อาสโภ 2563)

 

ผู้หญิงและผู้ชายขาวกะเหรี่ยงจากเชียงใหม่ที่เดินขบวนหน้าพระที่นั่งสมัยรัชกาลที่ 5 (ภาพ: Döhring 1999: 114, Pl.52)

ผู้หญิงและผู้ชายขาวกะเหรี่ยงจากเชียงใหม่ที่เดินขบวนหน้าพระที่นั่งสมัยรัชกาลที่ 5
(ภาพ: Döhring 1999: 114, Pl.52)

 

กระบวนรถภาพของชาวยาง (กะเหรี่ยง) ที่เชียงใหม่ เมื่อปี 2469 (ภาพ: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ: ภ. 003 หวญ. 19-15 (6))

กระบวนรถภาพของชาวยาง (กะเหรี่ยง) ที่เชียงใหม่ เมื่อปี 2469
(ภาพ: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ: ภ. 003 หวญ. 19-15 (6))

 

สรุป ชาวกะเหรี่ยงนั้นอยู่ในไทยมานานแล้วหลายร้อยปี ไม่ใช่คนกลุ่มใหม่ที่เพิ่งอพยพเข้ามาใหม่ รัฐสยามนั้นก็ยอมรับการมีตัวตนของพวกเขามาช้านานแล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงย่อมมีสิทธิในฐานะของชนพื้นเมืองดั้งเดิมอย่างเต็มที่ ดังเห็นได้จากข้อมูลประวัติศาสตร์ข้างต้น 

 

IO บางคนอาจค้านว่าชาวกะเหรี่ยงที่ย้ายออกมาแล้วไม่ควรมีสิทธิ์กลับไปยังใจแผ่นดินและบางกลอยเดิม การคิดเช่นนั้นคือการเบี่ยงประเด็น ขาดความเห็นใจ และละเมิดต่อสิทธิชนพื้นเมือง เพราะควรต้องมองย้อนไปว่านั่นคือบ้านของพวกเขา และเป็นบ้านที่อยู่แล้วดำรงชีพได้จริงและมีความสุข ผิดกันกับบ้านที่รัฐจัดให้ที่ไม่อยู่ไม่ได้ ไม่มีกิน และกำลังจะอดตายกัน ถ้ารัฐช่วยเหลือดี พวกเขาคงไม่ต้องดิ้นรนกลับเข้าไปอยู่กลางป่ากลางหุบเขาลึกเท่านั้นหรอกครับ 

 

กรมอุทยานฯ และอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานควรต้องคิดเสียใหม่ว่าจะมีแนวทางการจัดการอย่างไรที่ทำให้คน คนในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของป่า อยู่ร่วมกับป่าในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศได้อย่างไร ความเป็นป่าจึงจะสมบูรณ์ และเป็นแนวทางการอนุรักษ์ยุคใหม่ก้าวใหม่ของกรมอุทยานฯ ต้องยึดหลักรัฐศาสตร์มากกว่านิติศาสตร์ และอย่ามัวแต่ไปซื้อเวลาในรายการทีวีบางช่องเพื่อสร้างภาพของการอนุรักษ์ป่า แต่ไม่สนใจไยดีชนพื้นเมืองดั้งเดิมอีกเลย ซึ่งนั่นเท่ากับว่ากำลังสะท้อนต่อการขาดความเข้าใจต่อสิ่งที่ใหญ่กว่า คือธรรมชาติกับมนุษย์ที่เป็นส่วนหนึ่งของกันและกันครับ 

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

อ้างอิง:

The post สิทธิชนพื้นเมืองของชาวกะเหรี่ยง สิ่งที่ควรตระหนักก่อนแก่งกระจานจะเป็นมรดกโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>