สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 ซึ่งมีอนุทิน ชา […]
The post ค่าไฟใหม่ ใครได้ ใครเสีย? TDRI เตือนรัฐอย่าหว่านแห ครัวเรือนได้ แต่ธุรกิจรายเล็ก SME กำลังจะกลายเป็น ‘เดอะแบก’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 ซึ่งมีอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานได้มีมติเห็นชอบ 2 วาระสำคัญด้านพลังงาน ซึ่งดำเนินการตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 ที่เห็นชอบในหลักการวาระแห่งชาติด้านพลังงาน
โดยเห็นชอบอัตรา ‘ค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า’ (Progressive Rate) สำหรับการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรกในอัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย และการใช้ไฟฟ้าที่มากกว่า 200 หน่วยขึ้นไปเป็นอัตราก้าวหน้าที่สะท้อนและส่งเสริมให้เกิดการใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ดี ได้มอบหมายคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ร่วมกับ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ดำเนินการปรับปรุงการออกแบบอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า (Progressive Rate) ให้เป็นไปตามนโยบายและกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการพลังงาน ให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2569
นอกจากนี้ ยังเห็นชอบการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop) ภาคประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย โดย กพช. มีมติสำคัญ ประกอบด้วย
การรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากประชาชนที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาที่พักอาศัย รูปแบบ Net Billing
เป้าหมายรับซื้อรวมทั้งประเทศไม่เกิน 500 เมกะวัตต์ โดยกำหนดปริมาณไฟฟ้าเสนอขายต่อมิเตอร์ไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ โดยการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายจะรับซื้อไฟฟ้าในอัตรา 2.20 บาท/หน่วย มีระยะเวลารับซื้อ 10 ปี
รวมถึงมอบหมาย กกพ. ออกระเบียบและประกาศรับซื้อไฟฟ้าตามแนวทางดังกล่าว ให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2569 และให้กฟผ. กฟภ. และ กฟน. ปรับปรุงข้อกำหนดโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Code) พร้อมระบบจำหน่าย สถานีไฟฟ้า และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อรองรับเป้าหมายโซลาร์ภาคประชาชนโดยไม่กระทบต่อความมั่นคงระบบไฟฟ้าของประเทศ
ต่อกรณีดังกล่าว อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการนโยบายพลังงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ (TDRI) ให้ความเห็นว่า
กลุ่มที่ได้ประโยชน์: มาตรการนี้ครอบคลุมครัวเรือนส่วนใหญ่ โดยประมาณ 80% ของผู้ใช้ไฟฟ้าจะได้ประโยชน์ แบ่งเป็นกลุ่มที่ใช้ไฟต่ำกว่า 200 หน่วย (65%) และกลุ่มที่ใช้ระหว่าง 200-400 หน่วย (อีก 20%)
ส่วนกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ คือ กลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก (SMEs) หรือครัวเรือนที่ประกอบธุรกิจแต่ไม่ได้จดทะเบียน จะได้รับผลกระทบหนัก เนื่องจากมักใช้ไฟเกิน 500 หน่วย ซึ่งอาจต้องจ่ายในอัตราที่สูงกว่า 5 บาท
อย่างไรก็ตาม ต้องเรียนว่ามาตรการดังกล่าวถือเป็นมาตรการที่ดีในการช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มองว่ารัฐควรจัดกลุ่มเป้าหมาย (Target Group) ให้ชัดเจนมากกว่า ‘การหว่านแห’ โดยมุ่งเน้นช่วยผู้ยากจนจริง ซึ่งควรจำกัดมาตรการช่วยเหลือเฉพาะครัวเรือนที่ยากจนและเดือดร้อนจริง
สำหรับกลุ่มที่ไม่เดือดร้อนมากหรือชนชั้นกลาง ควรให้จ่ายค่าไฟใน อัตราปกติ หรือ 3.95 บาท เพื่อลดภาระงบประมาณภาครัฐ และช่วยให้กลุ่มที่ใช้ไฟมากไม่ต้องรับภาระค่าไฟที่สูงเกินไป ขณะที่แนวทางการจัดการค่าไฟของภาคอุตสาหกรรมควรแยกออกจากภาคครัวเรือนอย่างชัดเจน ไม่ควรนำมารวมกัน
อารีพร กล่าวต่อไปอีกว่า ความเสี่ยงของมาตรการระยะสั้นนั้น การลดค่าไฟในลักษณะดังกล่าวนี้อาจเป็นเพียงการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่จะ สร้างภาระหนี้ในระยะยาว ซึ่งท้ายที่สุดประชาชนก็ต้องกลับมาจ่ายหนี้นี้อยู่ดี
ทางออกที่ยั่งยืนก็คือรัฐบาลควร ‘เร่งปฏิรูปโครงสร้างราคา’ เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และหาทางทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของประเทศถูกลงกว่าที่เป็นอยู่
หากถามถึงแนวทางการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสำหรับบ้านที่ใช้ไฟมากนั้น มองว่ามีทั้งข้อดีและข้อจำกัด โดยการติดโซลาร์เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้มีกำลังทรัพย์ แต่ยังมีอุปสรรคเรื่องราคาการติดตั้งที่สูง และหากไม่มีแบตเตอรี่จะผลิตไฟได้เฉพาะกลางวันซึ่งเป็นช่วงที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่อยู่บ้าน
สิ่งที่รัฐควรสนับสนุนนั้น จะต้องจัดหาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อช่วยเรื่องต้นทุนการติดตั้ง รวมถึงสนับสนุนมาตรการประหยัดพลังงานอื่น เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าเบอร์ 5 ราคาประหยัด
ด้านราคารับซื้อไฟคืนที่ประกาศล่าสุดอยู่ที่ 2.20 บาท ถือว่าเหมาะสมเพราะเป็นราคาต้นทุน แต่โควตารับซื้อรวม 500 เมกะวัตต์อาจยังไม่เพียงพอ และควรทยอยเพิ่มขึ้นตามความสามารถของระบบโครงข่ายไฟฟ้า
สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ระบุว่า ภาพรวม SME ไทยขณะนี้ กำลังอยู่ในภาวะ “แรงบีบสองด้าน” หรือ Double Squeeze อย่างชัดเจน โดยต้นทุนพุ่งขึ้น แต่ไม่สามารถปรับราคาสินค้าได้เต็มที่
โดยย้ำว่า SME ไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ หากไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างทันท่วงที อาจนำไปสู่การปิดกิจการในวงกว้าง ซึ่งจะกระทบต่อเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ
ด้านเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ระบุล่าสุดว่า กรณีผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีมติเห็นชอบอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า
“ในการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก ในอัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย และการใช้ไฟฟ้ามากกว่า 200 หน่วยขึ้นไป มีผลเฉพาะบ้านเรือน ไม่นับรวมกิจการ ร้านอาหาร ร้านค้า โรงงานอุตสาหกรรมทั้งขนาดเล็ก กลาง ใหญ่”
เอกนัฏ ย้ำว่า การคิดคำนวณในอัตราก้าวหน้าของค่าไฟในโครงสร้างใหม่นี้ ‘ยังมีความเข้าใจผิด ไม่ใช่แบบเหมาจ่าย’
โดยยืนยันว่า ค่าไฟเฉลี่ย “หากบ้านไหนใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 500 หน่วย หรือจ่ายค่าไฟอยู่ไม่เกิน 2,200 บาทต่อเดือน จะมีค่าไฟที่ถูกลง และมีผู้ได้รับประโยชน์ 23 ล้านครัวเรือน ซึ่งจะเป็นโครงสร้างค่าไฟใช้ตลอด 4 ปี หรือตลอดวาระ 4 ปีของรัฐบาลชุดนี้”
ส่วนกลุ่มที่ใช้ไฟฟ้าที่มากกว่า 200 หน่วยขึ้นไป จะใช้อัตราก้าวหน้าที่สะท้อน และส่งเสริมให้เกิดการใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น
โดยมอบหมายให้ คณะกรรมการกิจการพลังงาน (กกพ.) ร่วมกับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ดำเนินการปรับปรุงการออกแบบอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า ให้เป็นไปตามนโยบายและกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการพลังงานให้แล้วเสร็จภายในเดือน มิ.ย. นี้
จึงมีคำถามตามมาแล้วอัตราค่าไฟงวดใหม่ (พ.ค.-ส.ค.) ที่ กกพ. ประกาศไปล่าสุดหน่วยละ 3.95 บาท ปรับขึ้นมาหน่วยละ 7 สตางค์ เทียบกับงวดปัจจุบันหน่วยละ 3.88 บาท (ม.ค.-เม.ย.) ค่าไฟจะเป็นเท่าไรกันแน่!
แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน ระบุว่า ค่าไฟงวดใหม่ที่จะเริ่ม 1 พ.ค. นี้ ยังเป็นอัตราที่ กกพ. ประกาศไปก่อนหน้านี้ ที่ ‘อัตราเฉลี่ยหน่วยละ 3.95 บาท’
บิลงวดใหม่ที่จะเริ่ม 1 พ.ค. ยังไม่ได้ปรับตามนโยบาย กพช. ล่าสุด เนื่องจาก กกพ. และ 2 การไฟฟ้า กฟภ. และ กฟน. อยู่ระหว่างศึกษาและออกแบบอัตราบันไดค่าไฟใหม่ ก่อนเสนอ รมว.พลังงาน และ กพช. ภายใน มิ.ย. นี้ ตามนโยบายของ กพช.
ส่วนจะมีผลต่อรอบบิล และแนวทางการคำนวณค่าไฟในช่วงก่อนหน้าหรือไม่ ต้องรอสรุปหลักเกณฑ์และการพิจารณาร่วมกันกับ 2 การไฟฟ้าก่อน
The post ค่าไฟใหม่ ใครได้ ใครเสีย? TDRI เตือนรัฐอย่าหว่านแห ครัวเรือนได้ แต่ธุรกิจรายเล็ก SME กำลังจะกลายเป็น ‘เดอะแบก’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเดินหน้าผลักดันสินค้าเกษตรไท […]
The post กรมเจรจาฯ จับมือพันธมิตร ปั้น ‘ผลไม้จันทบุรี’ สู่ตลาดโลก ดันเกษตรกรไทยใช้ FTA เพิ่มมูลค่าและโอกาสส่งออก appeared first on THE STANDARD.
]]>
กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเดินหน้าผลักดันสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดโลก จับมือหน่วยงานพันธมิตรเสริมศักยภาพเกษตรกรและผู้ประกอบการในจังหวัดจันทบุรี เตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ตลาดการค้าเสรี พร้อมยกระดับมาตรฐานสินค้าและเพิ่มโอกาสการส่งออก
โชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้ ธัชชญาน์พล อภิมนต์เตชบุตร รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ นำทีมวิทยากรจากภาครัฐและภาคเอกชน จัดสัมมนาเปิดเวทีหารือกับเกษตรกร สหกรณ์ และผู้ประกอบการสินค้าผลไม้และผลไม้แปรรูปในจังหวัดจันทบุรี ระหว่างวันที่ 28-29 มกราคมที่ผ่านมา ภายใต้โครงการพัฒนาความพร้อมทางการค้าของสหกรณ์ไทยสู่การค้าเสรี ซึ่งดำเนินการร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์
การสัมมนาครั้งนี้มุ่งให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) รวมถึงข้อมูลด้านอัตราภาษีศุลกากร กฎระเบียบทางการค้า และมาตรฐานสินค้า เช่น HACCP, GHPs, GAP, มาตรฐานฮาลาล, อย. และเกษตรอินทรีย์ เพื่อเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการสามารถพัฒนาสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ
นอกจากนี้ ยังมีการแนะนำเครื่องมือเพิ่มมูลค่าสินค้า เช่น การขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) การสร้างเรื่องราวสินค้า การยกระดับคุณภาพการผลิต และการแปรรูปผลิตภัณฑ์ โดยเน้นสินค้าศักยภาพของจังหวัดจันทบุรี เช่น ทุเรียน มังคุด กล้วย ลำไย และอาหารทะเลแปรรูป
ธัชชญาน์พลกล่าวเพิ่มเติมว่า กรมยังเชิญสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และบริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด เข้าร่วมให้คำแนะนำเชิงลึกเกี่ยวกับมาตรฐานการผลิต GHP และ HACCP รวมถึงการใช้นวัตกรรมเพื่อพัฒนาสินค้าให้ได้มาตรฐานระดับสากล
ภายในงานยังมีกิจกรรมพบผู้ประกอบการกับ สสว. เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมสามารถเข้าถึงโครงการสนับสนุนต่างๆ ได้สะดวกยิ่งขึ้น ช่วยยกระดับการผลิต ลดต้นทุนการทำธุรกิจ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค
“กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศมั่นใจว่า เวทีครั้งนี้จะช่วยผลักดันเกษตรกรและผู้ประกอบการที่มีศักยภาพให้พัฒนาเป็นผู้ส่งออก และเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พร้อมมีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งในประเทศและตลาดโลก” ธัชชญาน์พลกล่าว






The post กรมเจรจาฯ จับมือพันธมิตร ปั้น ‘ผลไม้จันทบุรี’ สู่ตลาดโลก ดันเกษตรกรไทยใช้ FTA เพิ่มมูลค่าและโอกาสส่งออก appeared first on THE STANDARD.
]]>
ตลาดส่งออกเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจไทยเสมอมา ในปี ค. […]
The post EU ออกกฎ ESPR อยากส่งของไปขายต้องมีพาสปอร์ตดิจิทัล กระทบอย่างไรกับ Supply Chain appeared first on THE STANDARD.
]]>
ตลาดส่งออกเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจไทยเสมอมา ในปี ค.ศ. 2024 ตลาดยุโรปที่มีมูลค่าสูงถึง 24.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 8.5 แสนล้านบาท นับเป็นคู่ค้าใหญ่ลำดับที่ 4 ของไทย รองจากจีน สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น
แต่สัญญาณของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มาถึงแล้ว ค.ศ. 2026 สหภาพยุโรปประกาศใช้กฎหมาย ‘ESPR’ ในกลางปีนี้ พร้อมมาตรการห้ามทำลายสินค้าที่ขายไม่ออก บังคับให้ทุกชิ้นสินค้าต้องพิสูจน์ได้ว่าออกแบบมาอย่างยั่งยืนจริง
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะเป็นโอกาสยกระดับธุรกิจไทย หรือจะกลายเป็นแรงสั่นสะเทือนต่อห่วงโซ่อุปทานมูลค่านับแสนล้านบาทกันแน่?
ESPR คืออะไร มหึมาพายุลูกใหม่แห่งวงการส่งออก
ที่ผ่านมา การทำสินค้าให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อขายในยุโรปยังอยู่ในโหมดสมัครใจ เปิดช่องให้เกิด Greenwashing แบรนด์เคลมว่ารักษ์โลก แต่ไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจน
ทว่าเมื่อโลกเผชิญวิกฤตภูมิอากาศ สหภาพยุโรปจึงเดินเกมใหญ่ผ่าน European Green Deal ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2050 และหนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือกฎหมาย ESPR หรือ Ecodesign for Sustainable Products Regulation ซึ่งมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม ค.ศ. 2024
นี่คือกฎหมายที่บังคับให้สินค้าออกแบบมาเพื่อความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำ สินค้าต้องทนทาน ซ่อมได้ รีไซเคิลได้ และมีสัดส่วนวัสดุรีไซเคิลตามเกณฑ์ เช่น บรรจุภัณฑ์พลาสติกทั่วไปต้องมีพลาสติกรีไซเคิลอย่างน้อยร้อยละ 35 ภายในปี ค.ศ. 2030
กฎหมายนี้ครอบคลุมสินค้าเกือบทุกประเภทที่เป็นสินค้าทางกายภาพ ยกเว้นอาหาร ยา และสิ่งมีชีวิต โดยทยอยบังคับใช้ตามไทม์ไลน์ดังนี้
ปี ค.ศ. 2026 เริ่มใช้เกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมกับกลุ่มเหล็กและเหล็กกล้า และตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม ค.ศ. 2026 ธุรกิจขนาดใหญ่จะถูกห้ามทำลายสินค้าอุปโภคบริโภคที่ขายไม่ออก
ปี ค.ศ. 2027 เริ่มบังคับใช้พาสปอร์ตแบตเตอรี่ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ และขยายไปยังกลุ่มสิ่งทอในช่วงเดือนกรกฎาคม
คำถามคือ สหภาพยุโรปจะรู้ได้อย่างไรว่าสินค้าของเราปฏิบัติตามจริง คำตอบคือ ทุกสินค้าต้องมี DPP
Digital Product Passport หรือ DPP สำคัญอย่างไร
Digital Product Passport คือพาสปอร์ตดิจิทัลประจำตัวสินค้า เปรียบเสมือนสูติบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ติดตามสินค้าได้ตั้งแต่เกิดจนถึงปลายทาง
ข้อมูลภายในต้องละเอียดระดับตรวจสอบย้อนกลับได้ว่า วัตถุดิบมาจากไหน ผ่านกระบวนการอะไร ปล่อยคาร์บอนเท่าไร มีสารเคมีที่น่ากังวลหรือไม่ ข้อมูลทั้งหมดต้องจัดเก็บในมาตรฐานเปิดระดับสากลอย่าง GS1 เพื่อให้ระบบอ่านและแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้
เมื่อสินค้าเข้าสู่ท่าเรือยุโรป ระบบศุลกากรจะตรวจสอบข้อมูลแบบอัตโนมัติ หากไม่มี DPP สินค้าจะถูกปฏิเสธการนำเข้าในทันที และหากพบการให้ข้อมูลเท็จ โทษปรับอาจสูงถึงร้อยละ 4 ของรายได้รวมต่อปี พร้อมความเสี่ยงถูกแบนจากตลาดยุโรป
แปลว่านี่ไม่ใช่ทางเลือก แต่คือข้อบังคับสำหรับคนอยากทำธุรกิจกับ EU
ธุรกิจไทย จะได้รับแรงกระแทกอย่างไรกับ ESPR
โจทย์ใหญ่ของไทยไม่ใช่แค่กฎหมายใหม่ แต่คือระดับความพร้อม
ข้อมูลจาก Krungsri Research ชี้ว่า บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มีเพียงราวร้อยละ 50 ที่สามารถรายงานคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้ ขณะที่ SME กลุ่มเศรษฐกิจสีเขียวกว่าร้อยละ 60 ถึง 70 ยังขาดความพร้อม
ปัญหาคือการมองไม่เห็นข้อมูลทั้งห่วงโซ่ ซัพพลายเออร์จำนวนมากยังใช้กระดาษหรือ Excel ทำให้ข้อมูลไม่เชื่อมต่อ เมื่อแบรนด์ระดับโลกถูกบีบด้วยกฎหมาย พวกเขาย่อมคัดกรองและตัดซัพพลายเออร์ที่ไม่มีระบบข้อมูลดิจิทัลรองรับ
ประเทศไทยมีผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ระดับ Tier 2 และ 3 จำนวน 1,756 ราย และโรงงานสิ่งทอกว่า 2,600 แห่ง ธุรกิจเหล่านี้กำลังอยู่บนความเสี่ยง หากถูกตัดออกจากห่วงโซ่โลก ความเสียหายอาจเกิดขึ้นกับกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์มูลค่ากว่า 4.2 แสนล้านบาท และกลุ่มสิ่งทอกว่า 2.2 หมื่นล้านบาท
ขณะเดียวกัน การเตรียมตัวก็มีต้นทุน ค่าประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์อาจเริ่มตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึง 180,000 บาทต่อครั้ง
ทางรอดของผู้ประกอบการไทย ปรับตัวอย่างไรให้รอดพ้นวิกฤต
ทางรอดเริ่มจากการยอมรับความจริง และลงมือทำอย่างเป็นระบบ
ก้าวแรกคือทำ Supply Chain Mapping ไล่ย้อนข้อมูลตั้งแต่ Tier 1 ไปจนถึง Tier 3 และ 4 เพื่อรวบรวมข้อมูลคาร์บอนและวัสดุรีไซเคิลให้ครบถ้วน
ก้าวต่อมาคือปรับระบบข้อมูลสู่มาตรฐานสากลอย่าง GS1 เพื่อให้เชื่อมต่อกับระบบยุโรปได้จริง
ข่าวดีคือผู้ประกอบการไม่ได้สู้ลำพัง โครงการ BDS ของ สสว. สนับสนุนเงินร่วมจ่ายร้อยละ 50 ถึง 80 วงเงินสูงสุด 200,000 บาท เพื่อช่วยค่าที่ปรึกษาด้านคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ขณะที่ BOI ก็มีมาตรการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น แบตเตอรี่
ยิ่งไปกว่านั้น ไทยกำลังเจรจา FTA กับสหภาพยุโรป หากเราพร้อมเรื่อง DPP ก่อนใคร สิ่งนี้จะกลายเป็นแต้มต่อเชิงยุทธศาสตร์
บทเรียนสำคัญคือ ความยั่งยืนไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์อีกต่อไป แต่คือโครงสร้างพื้นฐานของการแข่งขัน ใครมองเห็นข้อมูลทั้งห่วงโซ่ก่อน เชื่อมระบบได้ก่อน และปรับตัวเร็วกว่า คนนั้นไม่เพียงแค่รอด แต่อาจกลายเป็นผู้เล่นหลักของเศรษฐกิจสีเขียวบนเวทีโลกในวันที่เกมนี้เริ่มต้นอย่างเต็มรูปแบบ
The post EU ออกกฎ ESPR อยากส่งของไปขายต้องมีพาสปอร์ตดิจิทัล กระทบอย่างไรกับ Supply Chain appeared first on THE STANDARD.
]]>
สสว. เผยสถานการณ์และทิศทาง SME ไทย ปี 2568-2569 แนะ SME […]
The post สสว. ชี้ SME ไทยปี 2569 ต้องอัปเกรดทั้งระบบ เร่งใช้เทคโนโลยีดันผลิตภาพ รับมือการแข่งขันรอบใหม่ appeared first on THE STANDARD.
]]>
สสว. เผยสถานการณ์และทิศทาง SME ไทย ปี 2568-2569 แนะ SME ไทยต้อง ‘เร่งเปลี่ยนผ่านธุรกิจ’ ด้วยเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเอาตัวรอดได้อย่างยั่งยืน
ปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการ รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เปิดเผยภาพรวมสถานการณ์ SME ประจำปี 2568 และให้ข้อมูลในเรื่องกลุ่มธุรกิจดาวรุ่งและกลุ่มธุรกิจที่ต้องเฝ้าระวัง ภายในงานสัมมนาวิชาการ ‘SME Symposium 2025’ ภายใต้หัวข้อ ‘Smart Firm Smart Move ก้าวสู่อนาคตด้วยเทคโนโลยี พลิกโฉม SME ไทย สู่โลกดิจิทัล’ ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยในปีนี้มุ่งกระตุ้นให้ SME ได้มีการปรับใช้เทคโนโลยีและดิจิทัลให้มากขึ้นเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน
ภาพรวมของ SME ในปัจจุบัน SME ยังคงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ในปี 2567 มีผู้ประกอบการ SME จำนวน3,255,957 ราย คิดเป็น 99.5% ของผู้ประกอบการทั้งหมด เพิ่มขึ้น 0.9% จากปีก่อน โดยธุรกิจรายย่อยเป็นธุรกิจที่มีจำนวนมากที่สุด คือมีสัดส่วนถึง 84% เพิ่มขึ้น 0.4% และเมื่อจำแนกตามสาขาธุรกิจแล้ว มี SME อยู่ในภาคการค้ามากที่สุด รองลงมาคือภาคบริการ และภาคการผลิต สำหรับการจ้างงานของ SME นั้นมีการจ้างงานสูงถึง 13.4 ล้านคน คิดเป็น 68.8% ของการจ้างงานรวมทั้งหมด โดยที่ภาคบริการมีการจ้างงานมากที่สุด คิดเป็น 44.8%
สสว. ยังเปิดเผย SME GDP ใน 3 ไตรมาสแรกของปี 2568 มีมูลค่า 4.8 ล้านล้านบาท คิดเป็น 34.8% ของ GDP ประเทศ ขยายตัวเพิ่มขึ้น 2.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยภาคบริการมีส่วนสร้าง SME GDP ได้มากที่สุดอยู่ที่ 1.9 ล้านล้านบาท และ สสว. คาดการณ์ว่า SME GDP ปี 2568 จะขยายตัวได้ 2.5% และมีแนวโน้มจะขยายตัวเพิ่มขึ้น 2.0-2.8% ในปี 2569 จากปัจจัยสนับสนุนด้านการส่งออก มาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย รายได้จากภาคการท่องเที่ยว และเงินเฟ้อต่ำที่ยังช่วยประคองต้นทุนได้ ส่วนปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่จะเกิดขึ้นได้แก่ ปัญหาหนี้ครัวเรือนในระดับสูง สินค้าทะลักจากต่างประเทศ และภัยธรรมชาติ
สำหรับการค้าระหว่างประเทศของ SME ใน 10 เดือนแรกของปี 2568 พบว่า SME มีมูลค่าส่งออกอยู่ที่ 1,329,783 ล้านบาท คิดเป็น 14.3% ของมูลค่าส่งออกรวม สินค้าส่งออกสำคัญได้แก่ อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องจักร คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ อุปกรณ์ไฟฟ้าและส่วนประกอบ โดยตลาดส่งออกอันดับ 1 ของ SME คือสหรัฐอเมริกา ที่มีสัดส่วน 20.1% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของ SME
สำหรับการนำเข้า พบว่า SME มีมูลค่านำเข้าอยู่ที่ 1,645,492 ล้านบาท คิดเป็น 17.2% ของมูลค่าการนำเข้ารวม สินค้านำเข้าสำคัญได้แก่ เครื่องจักร คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ อุปกรณ์ไฟฟ้าและส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ โดยแหล่งนำเข้าสินค้าที่สำคัญของ SME คือ จีน ที่มีสัดส่วนถึง 46.4% ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมดของ SME
นอกจากนี้ สสว. ยังได้เปิดเผยข้อมูลกลุ่มธุรกิจดาวรุ่งและกลุ่มเฝ้าระวัง ประจำปี 2568 โดยวิเคราะห์จากการเติบโตของกำไรขั้นต้นเฉลี่ยและจัดกลุ่มจากลักษณะของกิจกรรมภายในอุตสาหกรรมเดียวกัน โดยกลุ่มธุรกิจดาวรุ่ง (มีกำไรขั้นต้นเฉลี่ยเติบโตเกินกว่า 100%) ซึ่งเติบโตสูงจากปัจจัยทางเศรษฐกิจและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ประกอบด้วย
ขณะที่กลุ่มธุรกิจเฝ้าระวัง (กำไรขั้นต้นหดตัวเฉลี่ยมากกว่า 50%) เป็นกลุ่มธุรกิจซึ่งเผชิญความท้าทายจากการแข่งขันสูงและการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี พบว่า
ท่ามกลางสภาวะการแข่งขันทั้งภายในและภายนอก ส่งผลกระทบต่อความอยู่รอดของ SME คงหนีไม่พ้นที่จะต้องปรับกลยุทธ์ให้สามารถเพิ่มผลิตภาพการผลิตรวม (TFP) ให้สูงขึ้น ที่ผ่านมา TFP ของ SME มีทิศทางลดลงต่อเนื่อง โดยในปี 2567 TFP ติดลบที่ 0.27 สะท้อนว่า SME ไทย ใช้ทรัพยากรทั้งในส่วนของทุนและแรงงานเท่าเดิมหรือมากขึ้น แต่ได้ผลผลิตน้อยลง ซึ่งเป็นผลพวงจากภาวะเศรษฐกิจซบเซา คำสั่งซื้อหดตัว และอุปสรรคในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี
ในขณะที่ธุรกิจที่มีการลงทุนหรือเคยลงทุนด้านเทคโนโลยียังสามารถเพิ่ม TFP ให้ธุรกิจได้ ดังนั้นเทคโนโลยีและดิจิทัลจึงเป็นหัวใจสำคัญในการยกระดับผลิตภาพการผลิตรวมของ SME
โดยกลุ่มธุรกิจที่ยังรักษาค่า TFP เป็นบวกได้ คือกลุ่มที่ใช้ทักษะสูง และใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงและทันสมัย อาทิเช่น กลุ่มผลิตภัณฑ์แร่อโลหะ ที่มี TFP +17.61% (ใช้เครื่องจักรประสิทธิภาพสูง) หรือกลุ่มที่มีการผลิตกระดาษ เป็นต้น
ส่วนกลุ่มที่ไม่ได้ลงทุนด้านเทคโนโลยีสูง แต่ใช้ประสบการณ์ในการทำงานและยังสามารถทำให้ TFP สูง ได้แก่ กลุ่มศิลปะและความบันเทิง ที่มี TFP +6.83% (เน้นประสบการณ์และทักษะแรงงาน)
จะเห็นได้ว่า โอกาสและการอยู่รอดของ SME ไม่ใช่แค่การหาเงินทุน แต่คือการรู้จักเลือกใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสมเพื่อ “ยกระดับผลิตภาพการผลิต” ดังนั้นการนำเทคโนโลยี หรือดิจิทัลมาใช้ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอด เพื่อพลิกฟื้นให้ธุรกิจสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ ภายในงาน ยังมีปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ ‘ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในยุคเปลี่ยนผ่าน – โอกาส ความท้าทาย และทางรอดของ SME’ โดยได้รับเกียรติจาก ดร.เบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลังที่ได้เสนอแนวทางการพัฒนาและยกระดับผู้ประกอบการ SME ไทย ในระยะต่อไป
พร้อมจัดพื้นที่เสวนาถ่ายทอดประสบการณ์จากผู้ประกอบการที่ได้นำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในธุรกิจ ภายใต้หัวข้อ ‘Smart Firm Smart Move ก้าวสู่อนาคตด้วยเทคโนโลยีพลิกโฉม SME ไทยสู่โลกดิจิทัล’ ได้แก่
สำหรับ สสว. ในฐานะหน่วยงานส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ก็พร้อมเป็นผู้ผลักดัน SME ให้เติบโตผ่านโครงการต่างๆ เพื่อส่งเสริมการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นระบบ เช่น SME Academy365 เป็นโครงการพัฒนาทักษะดิจิทัลและองค์ความรู้ด้านการเริ่มต้นธุรกิจ มีหลักสูตรตั้งแต่ระดับพื้นฐานไปจนถึงเชิงลึก เช่น การทำการตลาดเชิงรุกผ่านสื่อดิจิทัลและการบริหารธุรกิจด้วยเครื่องมือดิจิทัลสมัยใหม่ สำหรับ SME ที่ต้องการปรับเปลี่ยนธุรกิจ (Transform)
โครงการนี้มีโค้ชหรือที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญคอยเป็น Partner ตั้งแต่การทำตลาดออนไลน์ การสื่อสารผ่านแพลตฟอร์ม จนถึงการวางกลยุทธ์ และการพัฒนาระบบ Big Data สำหรับธุรกิจขนาดกลาง รวมถึงการให้ความช่วยเหลือในการลงทุนเทคโนโลยี ผ่านโครงการ BDS ที่มีบริการให้ความช่วยเหลืออุดหนุนงบประมาณในการพัฒนาธุรกิจแบบร่วมจ่าย (Co-payment) ในสัดส่วน 50-80% ผ่านระบบ BDS เพื่อจัดหาระบบต่างๆ เช่น ระบบบริหารจัดการหน้าร้าน, ระบบการออกใบกำกับภาษี, หรือระบบ ERP สำหรับบริหารจัดการคลัง
นอกจากนี้ ยังมีสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม เช่น การเพิ่มยอดขายด้วยโฆษณา Google Ads และ Facebook/IG ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงทุกบริการของ SME ได้ในที่เดียวผ่าน Application ‘SME Connext’ เพียงสมัคร SME One ID
The post สสว. ชี้ SME ไทยปี 2569 ต้องอัปเกรดทั้งระบบ เร่งใช้เทคโนโลยีดันผลิตภาพ รับมือการแข่งขันรอบใหม่ appeared first on THE STANDARD.
]]>
การคำนึง ESG ในการดำเนินธุรกิจอาจเป็นเรื่องเข้าใจว่าต้อ […]
The post 14 วิธี สำหรับ SME ที่อยากเริ่มต้นสู่ความยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.
]]>
การคำนึง ESG ในการดำเนินธุรกิจอาจเป็นเรื่องเข้าใจว่าต้องใช้เงินลงทุนสูงเสมอ ซึ่งความจริงสามารถเริ่มสตาร์ตได้ตั้งแต่ไม่มีต้นทุนเพิ่มหรือใช้เงินทุนน้อยๆ ก่อนได้ เพียงแต่ต้องเริ่มจากผู้บริหารองค์กรเป็นหัวเรือหลักออกนโยบายและสนับสนุนบริบทต่างๆ ให้พนักงานสามารถปรับวิธีคิดและช่วยองค์กรสู่เป้าหมายเดียวกัน เพื่อเป็นคู่ค้าหรือห่วงโซ่ธุรกิจที่พร้อมเติบโตอย่างยั่งยืนไปกับพันธมิตรธุรกิจ ที่ปัจจุบันเสมือนเป็นข้อบังคับให้ทุกธุรกิจต้องคำนึง ESG อย่างที่ปฏิเสธได้ยากแล้ว
ต้องเริ่มสื่อสารให้พนักงานเห็นในทิศทางเดียวกันว่า ESG จะเป็นตัวบังคับที่ไม่อาจปฏิเสธได้ต่อไปในการดำเนินธุรกิจ แม้ไม่ใช่บริษัทใหญ่ แต่หากเราคือหนึ่งในบริษัทที่ต้องเป็นคู่ค้าหรืออยู่ในห่วงโซ่ธุรกิจของธุรกิจขนาดใหญ่ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แม้สิ่งที่ธุรกิจเรามีเป็นสิ่งจำเป็นกับเขาขนาดไหน แต่ด้วยกฎเกณฑ์ที่กึ่งเป็นภาคบังคับมากขึ้นตามมาตรฐานสากล บริษัทใหญ่สามารถเปลี่ยนไปใช้บริษัทอื่นแทนได้เสมอถ้าเราไม่ปรับตัว
เป็นวิธีการที่เหมาะสำหรับทุกประเภทธุรกิจและไม่มีต้นทุนการดำเนินงาน ตั้งแต่ปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้เหมาะสมที่ 25-26 องศา ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าเมื่อไม่ใช้งาน และถอดปลั๊ก/ปิดสวิตช์ นอกเวลางาน เพราะการเสียบปลั๊กค้างไว้จะกินไฟมากกว่าค่าเฉลี่ยการใช้ไฟฟ้าทั้งออฟฟิศ ผลที่จะได้คือ ช่วยประหยัดและลดค่าไฟเฉลี่ยโดยรวมทั้งออฟฟิศ ที่สำคัญคือ เป็นการลดการเกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้
ด้วยสไตล์การทำงานสมัยใหม่กำหนดวันให้พนักงาน Work from home หรือ Remote โดยจัดประชุมออนไลน์แทนการเดินทางได้ หรือสนับสนุนให้พนักงานเดินทางร่วมกัน (Carpool) หรือใช้ขนส่งสาธารณะ ที่สำคัญคือ กำหนดเส้นทางขนส่งให้เหมาะสมกับรถขนส่งของบริษัท วิธีนี้ถือเป็นต้นทุนที่ต่ำ เพียงไม่เกิน 1-3 เดือน ก็น่าจะเห็นผลจากต้นทุนการเดินทางที่ลดลงได้
ลดการใช้กระดาษและใช้เอกสารดิจิทัลเข้ามาแทน เพิ่มการบริหารจัดการแยกขยะเพื่อนำไปสู่การรีไซเคิลหรือฝังกลบให้น้อยที่สุด รวมถึงรณรงค์ให้พนักงานใช้แก้วหรือขวดน้ำส่วนตัวแทนการใช้ภาชนะที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง ถือเป็นวิธีที่ไม่มีต้นทุนเพิ่มและยังเห็นผลได้ทันทีด้วย โดยปกติถ้ามีการรีไซเคิลกระดาษสำนักงานได้ 1 ตัน เท่ากับช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้ 4.3 ตัน เมื่อเทียบกับการผลิตกระดาษใหม่
เป็นประโยชน์มากสำหรับธุรกิจที่เป็นสินค้าอุตสาหกรรมหรือธุรกิจค้าปลีก E-Commerce โดยปรับมาใช้บรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืน เช่น บรรจุภัณฑ์กระดาษหรือพลาสติกที่ย่อยสลายได้ รวมถึงลดวัสดุส่วนเกินของบรรจุภัณฑ์ที่ไม่จำเป็นลง เช่น ลดการห่อซ้อนหลายชั้น หรือออกแบบให้บรรจุภัณฑ์ลดการใช้วัตถุดิบที่มาก หรือเป็นบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ซ้ำได้ แน่นอนว่าต้องมีต้นทุนการเปลี่ยนแพ็กเกจจิ้ง แต่สิ่งที่บริษัทจะได้นั่นคือ ช่วยลดต้นทุนบรรจุภัณฑ์ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ที่สำคัญยังช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ยั่งยืนได้ด้วย
รณรงค์ให้พนักงานช่วยกันดูแลเรื่องการใช้น้ำ สังเกตจุดที่น้ำรั่วซึมในสำนักงาน หรือติดตั้งหัวก๊อกและฝักบัวแบบลดปริมาณน้ำไหล (Low-flow) เปลี่ยนสุขภัณฑ์รุ่นเก่าเป็นรุ่นที่ได้มาตรฐานการประหยัดน้ำ ซึ่งอาจทำให้มีค่าใช้จ่ายได้ แต่หากมองระยะยาวก็จะส่งผลในการประหยัดค่าน้ำประปาต่อเดือนได้
เปลี่ยนเป็นหลอดไฟ LED 16 วัตต์ โดยมีการวัดจากการเปิดใช้งาน 8 ชั่วโมง/วัน ตลอดปี จะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้มากกว่า 50 % ต่อปี หรือปรับพฤติกรรมบริเวณที่สามารถใช้แสงธรรมชาติในเวลากลางวัน เช่น การเปิดม่านรับแสงในออฟฟิศที่ไม่รบกวนหรือเป็นอุปสรรคต่อการทำงาน โดยภาพรวมอาจใช้ระยะเวลา 1-2 ปี ในการเห็นผลเพื่อให้เห็นการเปรียบเทียบเชิงตัวเลขในแต่ละปีได้ชัดเจน
อบรมหรือสร้างความตระหนักเรื่องการช่วยกันลดการใช้พลังงานในออฟฟิศ ควบคู่ให้พนักงานมีเป้าหมายลดคาร์บอนฯ ร่วมกับองค์กร หรือตั้งเป็นระบบให้รางวัลพนักงานที่มีส่วนร่วมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อีกทั้งเปิดพื้นที่ให้พนักงานได้เสนอไอเดียหรือวิธีที่ช่วยกันประหยัดพลังงานง่ายๆ ด้วยตนเอง หรือมีข้อเสนอแนะสำหรับองค์กร เพราะจะเห็นผลและเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ต้องมาจากตัวและหัวใจที่พร้อมจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเอง
วางรากฐานสร้างเครือข่ายธุรกิจที่พร้อมจะเติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน เช่น คู่ค้าที่มีใบรับรองด้านสิ่งแวดล้อมหรือกำหนดเป้าหมาย Net Zero ชัดเจน และพร้อมแลกเปลี่ยนการให้ข้อมูลวิธีปฏิบัติการรายงานข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม การรายงานหรือวัดผลการปล่อยคาร์บอน ซึ่งอันนี้อาจใช้เวลาวัดผลมากกว่า 6-12 เดือน และมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นบ้าง แต่ปัจจุบันก็มีหลายหน่วยงานที่คอยให้คำแนะนำมากขึ้น
วางแผนย้ายข้อมูลให้เป็นระบบอย่างเป็นขั้นตอน ลองให้ฝ่ายไอทีประเมินผลแล้วค่อยๆ ปรับเปลี่ยนเป็นขั้นตอน พร้อมอบรมพนักงานรองรับการใช้ระบบงานใหม่ แล้วเลือกผู้ให้บริการ Cloud ที่ใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 100 % ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนจากการประมวลผลลดจำนวนมากเมื่อเทียบกับการตั้ง Server ในองค์กร แน่นอนต้องมีต้นทุนเพิ่มแต่ก็ขึ้นอยู่กับขนาดแต่ละองค์กรหลัก และอาจใช้เวลาเห็นผลเมื่อระบบทุกอย่างเข้าที่ประมาณ 3-6 เดือน เป็นต้นไป
จัดพื้นที่ให้รับแสงธรรมชาติมากที่สุด ทาสีผนังหรือเพดานด้วยสีโทนอ่อนหรือสีขาวเพื่อสะท้อนแสงธรรมชาติ เพิ่มต้นไม้ที่ช่วยทำหน้าที่เหมือนเครื่องกรองอากาศธรรมชาติ รวมทั้งใช้วัสดุตกแต่งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ผลที่ได้นอกจากช่วยเพิ่มแสงสว่างโดยรวมแล้ว ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงานได้อีก แต่อาจต้องใช้ระยะเวลาเพื่อประเมินผลว่ามีประสิทธิภาพขนาดไหน รวมทั้งใช้ต้นทุนในการปรับเปลี่ยนที่สูง แต่สิ่งที่ได้จะเกิดผลในระยะยาวแน่นอน
ร่วมโครงการอบรมต่างๆ ที่หลายบริษัทขนาดใหญ่จัดขึ้นเพื่อสนับสนุน SME โดยนำประสบการณ์มาถ่ายทอด ตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนสามารถเปลี่ยนผ่านการเป็นองค์กรที่ยั่งยืนและนำเรื่อง ESG เข้าไปเป็นกลยุทธ์และแบบแผนการดำเนินธุรกิจอย่างจริงจัง ซึ่งบริษัทเหล่านี้พร้อมจะส่งต่อสิ่งที่เขาได้เรียนรู้ทั้งถูกและผิดมาแล้ว ไว้เป็นข้อมูลให้ SME ได้เป็นแรงบันดาลใจ พร้อมนำไปปรับและประยุกต์ในการดำเนินธุรกิจของตัวเอง เพราะเชื่อว่าการทำเรื่องยั่งยืนถ้าจะให้รอด ไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดไหนทั้งใหญ่ กลาง เล็ก ต้องเติบโตไปด้วยกันหมดถึงจะรอดได้อย่างแท้จริง
ถ้าไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร แต่เมื่อประเมินแล้วว่าธุรกิจเราจำเป็นต้องเริ่ม ESG เพราะอาจทำให้เป็นคู่ค้าทางธุรกิจกับพันธมิตรได้ยาก และจำเป็นต้องลงทุนปรับกระบวนการผลิตหรือบริการ ลองไปปรึกษาและหาวิธีกับสถาบันการเงินที่ปัจจุบันก็พร้อมจะสนับสนุนสินเชื่อสีเขียวมากขึ้น เพราะสถาบันการเงินส่วนใหญ่ก็มีเป้าหมายปรับพอร์ตสินเชื่อด้านนี้มากขึ้นด้วยเช่นกัน
เชื่อได้ว่า ถ้า SME เริ่มต้นปรับเพื่อเปลี่ยนในวันนี้ อนาคตก็สามารถจับมือกันรอดและอยู่อย่างยั่งยืนไปด้วยกันได้แน่นอน
ภาพ: Nitat Termmee / Getty Images
อ้างอิง:
The post 14 วิธี สำหรับ SME ที่อยากเริ่มต้นสู่ความยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.
]]>
สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) รายง […]
The post สำรวจธุรกิจไหนกระทบหนักเหตุแผ่นดินไหว เผย SMEs 18 จังหวัดอ่วม 4 พันล้านบาท อสังหาและท่องเที่ยวเจ็บสุด โครงการก่อสร้างรัฐหยุดชะงัก appeared first on THE STANDARD.
]]>
สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) รายงานความเสียหายจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ซึ่งส่งผลกระทบต่อธุรกิจกลางและขนาดย่อม หรือ ธุรกิจ SMEs รวมประมาณ 4,068 ล้านบาท โดยมี 18 จังหวัดได้รับผลกระทบ และจังหวัดที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ
ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบหลัก ได้แก่ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยคาดว่าความเสียหายอยู่ที่ประมาณ 2,168 ล้านบาท สาเหตุจากค่าใช้จ่ายซ่อมแซมและปรับปรุงอาคาร
แม้บางอาคารจะมีประกันก็ตาม นอกจากนี้ในระยะสั้นธุรกิจร้านอาหาร เครื่องดื่ม และร้านค้าปลีก ยังประสบปัญหารายได้ลดลงประมาณ 600 ล้านบาทจากการที่ไม่สามารถเปิดกิจการได้เต็มที่
ภาคการท่องเที่ยวก็ได้รับผลกระทบ โดยคาดว่านักท่องเที่ยวจะลดลงประมาณ 8-10% ส่งผลให้ SMEs ในธุรกิจนี้สูญเสียรายได้ราว 1,300 ล้านบาท เนื่องจากความกังวลด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวต่างชาติและการเปลี่ยนแปลงจุดหมายปลายทาง คาดว่าความต้องการสินเชื่อเพื่อฟื้นฟูและช่วยเหลือ SME ที่ได้รับผลกระทบทั้งหมดจะอยู่ที่ประมาณ 650 ล้านบาท
สำหรับ ธุรกิจที่ได้รับอานิสงส์จากการซ่อมแซมปรับปรุงอาคาร เช่น ธุรกิจค้าปลีกวัสดุก่อสร้างและธุรกิจก่อสร้างจะมีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 1,000 ล้านบาทในช่วง 3 เดือนข้างหน้า
ด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีผู้ประกอบการ SMEs ประมาณ 193,891 ราย มีการจ้างงานประมาณ 709,010 คน ต้องเผชิญความท้าทายทั้งต้นทุนค่าก่อสร้าง ต้นทุนแรงงานและการแข่งขันที่สูงจากต่างประเทศ ราคาที่ดินและอุปกรณ์ก่อสร้างเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และปัจจัยด้านความปลอดภัยที่จะถูกผู้บริโภคนำมาพิจารณาในการเลือกซื้อในอนาคตเพิ่มขึ้น
ส่วนธุรกิจก่อสร้าง มีผู้ประกอบการ SMEs ประมาณ 142,138 ราย คาดว่าการลงทุนภาครัฐในโครงการขนาดใหญ่ เช่น รถไฟฟ้า จะทำให้การเติบโตในปี 2568 ขยายตัว 3% แต่โครงการก่อสร้างของภาครัฐอาจหยุดชะงักในระยะสั้นเพื่อตรวจสอบคุณภาพโครงสร้าง กลุ่มธุรกิจที่ปรึกษาตรวจสอบอาคารจะเป็นที่ต้องการในระยะสั้น รวมถึงการเข้าตรวจรับพื้นที่อาคารสูงต่อไปในอนาคต
ภาคการท่องเที่ยว ตามรายงานของนายกสมาคมโรงแรมไทย คาดว่า รายได้ของธุรกิจโรงแรมจะลดลงประมาณ 10-15% ในช่วง 2 สัปดาห์ และ สสว. ประเมินว่าอาจกระทบเทศกาลสงกรานต์
ขณะที่นักท่องเที่ยวอาจเลือกเปลี่ยนแปลงจุดหมายปลายทางไปยังพื้นที่ที่ปลอดภัยกว่า ในระยะยาว หากไม่มีเหตุแผ่นดินไหวหรือ Aftershock ที่รุนแรง คาดว่าบรรยากาศการท่องเที่ยวจะเข้าสู่ระดับปกติได้ภายใน 1-2 เดือน
The post สำรวจธุรกิจไหนกระทบหนักเหตุแผ่นดินไหว เผย SMEs 18 จังหวัดอ่วม 4 พันล้านบาท อสังหาและท่องเที่ยวเจ็บสุด โครงการก่อสร้างรัฐหยุดชะงัก appeared first on THE STANDARD.
]]>
กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่กลับมาคึกคักหลังนักท่องเที่ยวต่างช […]
The post Alternative Data: ตัวช่วยปลดล็อก SMEs รายย่อยเข้าสู่ระบบสินเชื่อได้มากขึ้น appeared first on THE STANDARD.
]]>
กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่กลับมาคึกคักหลังนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นมากกว่าที่คาดไว้ บ่งบอกถึงสัญญาณบวกต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ต่อเนื่องในปี 2566 อย่างไรก็ดี สำหรับธุรกิจภาคอุตสาหกรรมยังคงมีแนวโน้มฟื้นตัวแต่ยังไม่ครอบคลุมในทุกขนาดอุตสาหกรรม โดยเฉพาะ SMEs รายย่อยที่ยังคงฟื้นตัวไม่เต็มที่ ขณะที่การเข้าถึงแหล่งเงินทุนยังอยู่ในระดับต่ำ การช่วยให้ SMEs รายย่อยเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้นเป็นเรื่องที่ไม่อาจมองข้ามได้ ล่าสุดกระทรวงการคลังเปิดเผยว่ากำลังหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการนำข้อมูลการชำระหนี้สาธารณูปโภค ซึ่งถือเป็นหนึ่งใน Alternative Data มาใช้ประกอบการพิจารณาสินเชื่อ ในบทความนี้จะอธิบายที่มาของ Alternative Data ที่สามารถครอบคลุมถึงข้อมูลอะไรได้บ้าง และที่สำคัญช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการ SMEs รายย่อยเข้าถึงสินเชื่อของสถาบันการเงินได้อย่างไร
ปัจจุบันความสามารถในการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs ไทยยังอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนจากข้อมูลยอดคงค้างเงินให้สินเชื่อแก่ธุรกิจ SMEs ของระบบธนาคารพาณิชย์ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2565 อยู่ที่ 3.4 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 22% ของสินเชื่อรวม ลดลงจากปี 2560-2562 อยู่ที่ 37% ซึ่งสอดคล้องกับองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ระบุว่าการปล่อยสินเชื่อให้กับ SMEs ในประเทศไทยมีเพียง 10% เท่านั้นที่สามารถผ่านการประเมินและกู้ยืมได้ ซึ่งมีการใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันโดยเฉลี่ยสูงกว่าวงเงินที่ขอสินเชื่อถึง 5 เท่า อีกทั้งมีเพียง 10% ของธุรกิจ SMEs ที่ผ่านการประเมินจากสถาบันการเงิน
บทความที่เกี่ยวข้อง
ซึ่งสาเหตุหลักที่สถาบันการเงินไม่สามารถปล่อยกู้ให้กับ SMEs คือ
นอกจากนี้ จากการสำรวจของสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยหลังสถานการณ์โควิด พบว่าภาพรวมผู้ประกอบการ SMEs ยังไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อประมาณ 70% หรือ 2.6-2.7 ล้านราย โดยเฉพาะ SMEs รายย่อย (ตามนิยามของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ระบุว่าเป็นกิจการที่มีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี) ทำให้ต้องเผชิญกับความยากลำบากมากกว่า และมีสถานะไม่ต่างจากบุคคลธรรมดาที่ขาดหลักประกันในการเข้าถึงบริการทางการเงิน
Alternative Data คือข้อมูลที่สามารถนำมาใช้เป็นแนวทางเพื่อประกอบการพิจารณาสินเชื่อ โดยหลักปฏิบัติทั่วไปการวิเคราะห์สินเชื่อจะพิจารณาจากข้อมูลทางการเงินของผู้กู้ที่บ่งชี้ถึงความสามารถในการชำระหนี้เป็นพื้นฐาน สำหรับการปล่อยสินเชื่อให้แก่ SMEs นั้น สถาบันการเงินและ Non-Bank ยังคงให้ความสำคัญกับข้อมูลทางการเงิน (Financial Data) ของผู้ประกอบการด้วย ดังจะเห็นได้จากเกือบทุกสถาบันมีการขอเอกสารแสดงรายได้ 6 เดือนย้อนหลัง, สำเนางบการเงินย้อนหลัง 3 ปี, สำเนาใบเสร็จการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้และมีผลกำไรจากการดำเนินกิจการล่าสุดติดต่อกันไม่น้อยกว่า 2 ปี
อย่างไรก็ดี ในช่วงที่ผ่านมาบางสถาบันการเงินได้กำหนดเงื่อนไขด้านข้อมูลที่ไม่ใช่การเงิน (Non-Financial Data) เพิ่มเข้ามา ได้แก่ หลักฐานการมีตัวตนของผู้กู้, ระยะเวลาการประกอบกิจการ, ผู้ถือหุ้นหลัก, แผนการดำเนินธุรกิจ, ข้อมูลด้านการตลาด และข้อมูลด้านการผลิตสินค้า
นอกจากนี้ Non-Bank มีการนำข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ ‘พฤติกรรมการใช้ชีวิต’ เช่น ทัศนคติและพฤติกรรมผู้กู้ในชีวิตประจำวัน การใช้ข้อมูลโซเชียลมีเดีย ซึ่งอาจจะดูไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเงิน แต่แท้ที่จริงอาจสามารถใช้ประเมินความน่าจะเป็นในการชำระหนี้ได้ ดังตัวอย่างบริษัทฟินเทครายหนึ่งใช้ข้อมูลการใช้แอปพลิเคชันเกี่ยวกับโซเชียลมีเดียเป็นแนวทางในการบ่งบอกความน่าจะเป็นในการชำระหนี้ เช่น ถ้ามีแอปพลิเคชันโซเชียลมีเดีย (เช่น เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ฯลฯ) มากกว่า 23 แอปบนมือถือ ความน่าจะเป็นในการชำระหนี้ก็จะลดลง 20%
ดังนั้น ข้อมูลด้านต่างๆ ที่ใช้บ่งบอกหรือสามารถเชื่อมโยงถึงความสามารถของผู้ประกอบการหรือผู้กู้ในการชำระหนี้ได้ถือว่าเป็น Alternative Data ซึ่งอาจเป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการเงินหรือข้อมูลที่ไม่ใช่การเงิน ปัจจุบันสถาบันการเงินบางแห่งรวบรวมและนำข้อมูลที่แตกต่างหลากหลายมาใส่ในแบบจำลองการวิเคราะห์สินเชื่อร่วมกับข้อมูลทางการเงิน จากข้อมูลการศึกษาของ สสว. พบว่าการดำเนินงานด้านสินเชื่อในต่างประเทศมีการพิจารณานำข้อมูลด้านที่ไม่ใช่การเงิน (Non-Financial Data) มาประกอบการพิจารณาสินเชื่อให้แก่ SMEs โดยเฉพาะรายที่มีขนาดเล็กหรือเริ่มธุรกิจใหม่ ในสัดส่วนประมาณ 60-70%
หลากหลายข้อมูลที่สามารถใช้เป็น Alternative Data สำหรับ SMEs รายย่อย ซึ่งในที่นี้ หากมององค์ประกอบด้านธุรกิจที่เกี่ยวข้องทางการเงินแบ่งออกเป็น 2 ด้าน คือรายรับและรายจ่าย โดยในด้านรายรับซึ่งเรียกว่า Traditional Data ปกติใช้ข้อมูลหลักๆ จากงบการเงิน, ใบสั่งซื้อสินค้า สามารถใช้ข้อมูลทางเลือกเพิ่มเติม ได้แก่ การจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT), รายได้จากออนไลน์เดลิเวอรี หรือในช่วงที่ผ่านมาผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการรัฐก็อาจใช้รายรับผ่านโครงการรัฐ เช่น คนละครึ่ง, เราเที่ยวด้วยกัน สำหรับด้านรายจ่าย จากเดิมที่ใช้ข้อมูลงบการเงินเป็นหลักเช่นกัน ก็อาจใช้ข้อมูลทางเลือกเพิ่ม ได้แก่ การจ่ายเงินสมทบประกันสังคม, การจ่ายเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, บิลชำระค่าสาธารณูปโภค เช่น ค่าไฟ ค่าน้ำ ค่าโทรศัพท์ ค่าอินเทอร์เน็ต นอกจากนี้อาจใช้ข้อมูลส่วนบุคคล ได้แก่ การถือครองที่ดิน, การจดทะเบียนรถยนต์, การจ่ายภาษีรถยนต์, ระดับการศึกษา เป็นต้น
การใช้ Alternative Data คาดว่าจะทำให้ SMEs รายย่อยเข้าถึงสินเชื่อจากสถาบันการเงินเพิ่มขึ้น จากการที่สถาบันการเงินมีความยืดหยุ่นปรับใช้ Alternative Data หลากหลายด้านใส่ในโมเดลการวิเคราะห์สินเชื่อ ทำให้คะแนนเรตติ้งหรือการจัดอันดับความสามารถของผู้กู้สะท้อนตัวตนของผู้กู้ได้สมบูรณ์มากขึ้น จากเดิมหาก SMEs รายย่อยไม่มีประวัติทางการเงินกับสถาบันการเงิน เนื่องจากไม่เคยใช้สินเชื่อในระบบ คะแนนเครดิตจะออกมาต่ำกว่าเกณฑ์ ซึ่งธนาคารพาณิชย์อาจไม่มั่นใจ เพราะผู้ประกอบการไม่มีประวัติการชำระหนี้หรือประวัติด้านเครดิต ทำให้ความเป็นไปได้ในการได้รับสินเชื่อจากธนาคารยิ่งห่างไกลออกไปอีก
ทำอย่างไรให้เข้าถึง Alternative Data จากข้อมูลทางเลือกด้านต่างๆ เช่น ข้อมูลการใช้จ่ายค่าสาธารณูปโภคในส่วนของค่าไฟฟ้า ซึ่งฐานข้อมูลดังกล่าวอยู่ภายใต้การครอบครองโดยหน่วยงานภาครัฐ เช่น การไฟฟ้านครหลวง, การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เหล่านี้การได้มาซึ่งข้อมูลต้องได้รับการพิจารณาเห็นชอบจากหน่วยงานดังกล่าว รวมทั้งการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ต้องคำนึงถึง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือ PDPA ด้วยเช่นกัน
จะเห็นได้ว่าการเข้าถึงข้อมูลทางเลือกเหล่านี้จึงเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย แต่ก็มีแนวโน้มที่สามารถทำได้ หากมีการประสานความร่วมมือกันทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และสถาบันการเงิน โดยพิจารณาขอข้อมูลในนามหน่วยงานกลาง ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลประกอบการพิจารณาสินเชื่อ เพื่อให้ SMEs รายย่อยเข้าถึงสินเชื่อในระบบสถาบันการเงินมากขึ้น เช่น ข่าวล่าสุดของกระทรวงการคลังที่มีการหารือร่วมกันกับหน่วยงานหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำข้อมูลการใช้ไฟฟ้าและข้อมูลการชำระค่าไฟฟ้ามาประกอบการพิจารณาสินเชื่อของสถาบันการเงิน เพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชนและผู้ประกอบการ SMEs ในต่างจังหวัด สามารถเข้าถึงแหล่งทุนและสภาพคล่องในระบบได้
การนำ Alternative Data มาพิจารณาจัดอันดับความสามารถของผู้กู้เพื่อประกอบการพิจารณาสินเชื่อ คาดว่าเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยทำให้ SMEs รายย่อยสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบสถาบันการเงินได้มากขึ้น และสถาบันการเงินเองก็จะสามารถลดต้นทุนได้ โดยการใช้ประโยชน์ของข้อมูลทางเลือกเพื่อช่วยตัดสินใจในการวิเคราะห์สินเชื่อได้อย่างถูกต้องมากขึ้น ทำให้สามารถให้สินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมได้มากขึ้น
The post Alternative Data: ตัวช่วยปลดล็อก SMEs รายย่อยเข้าสู่ระบบสินเชื่อได้มากขึ้น appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (24 ธันวาคม) ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนา […]
The post รัฐบาลชี้ ดัชนีเชื่อมั่น SME สูงสุดในรอบ 11 เดือน ส่งสัญญาณธุรกิจฟื้นตัวเกือบเป็นปกติ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (24 ธันวาคม) ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงผลรายงานของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ SME หรือ SMESI อยู่ที่ระดับ 53.8 เพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นระยะเวลา 4 เดือน และสูงสุดในรอบ 11 เดือน ซึ่งมีปัจจัยมาจากการขยายตัวต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยวและภาคการค้าที่ชัดเจนจนเกือบเป็นปกติ
ส่วนในรายภาคธุรกิจ พบว่าภาคการบริการมีค่าดัชนี SMESI สูงสุดอยู่ที่ 55.3 จากการท่องเที่ยวและธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่องขยายตัว และที่น่าสนใจคือภาคการเกษตร มีค่าดัชนี SMESI เพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 3.2 มาอยู่ที่ 53.4 จากการขายได้ราคาที่ดีขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มพืชไร่ เช่น ข้าวเปลือกเจ้า ข้าวเปลือกเหนียว และกลุ่มไม้ดอกไม้ประดับ
ส่วนภาคการค้าขยายตัวทั้งการค้าปลีกและค้าส่ง โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคใต้ที่ได้อานิสงส์จากการท่องเที่ยวที่ขยายตัว และยังทำให้ภาคการผลิตปรับตัวดีขึ้นจากกำลังซื้อและต้นทุนที่มีแนวโน้มดีขึ้นด้วย ทั้งนี้ ดัชนีเชื่อมั่น SMEs ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทิพานันกล่าวว่า สัญญาณการฟื้นตัวของธุรกิจ SMEs เป็นผลสำเร็จจากมาตรการต่างๆ ของรัฐบาล นอกจากนี้ยังส่งผลให้แนวโน้มดัชนีคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าปรับตัวเพิ่มขึ้นทุกภูมิภาคจากการคาดการณ์การขยายตัวของนักท่องเที่ยวที่จะเพิ่มมากขึ้น รวมถึงสัญญาณบวกจากแนวโน้มต้นทุนธุรกิจทำให้คลายกังวลต่อค่าครองชีพและกำลังซื้อของผู้บริโภคในอนาคต
สำหรับสถานการณ์เศรษฐกิจ SMEs ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2565 (เดือนมกราคม-กันยายน) นั้น มีข้อมูลจาก วีระพงศ์ มาลัย ผู้อำนวยการ สสว. ว่า การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ (GDP SMEs) มีมูลค่ารวม 4.54 ล้านล้านบาท ขยายตัว 5.1% คิดเป็นสัดส่วน 35.2% ของ GDP ประเทศ คาดว่าทั้งปีจะขยายตัวเป็น 6.02 ล้านล้านบาท จาก SMEs ในระบบฐานข้อมูลของ สสว. 3.178 ล้านราย คิดเป็น 99.57% ของจำนวนวิสาหกิจรวมทั้งหมด มีการจ้างงานกว่า 12.6 ล้านคน คิดเป็น 71.86% ของการจ้างงานรวมทั้งประเทศ และคาดว่าจะขยายตัว 4.1-5.8% ค่ากลาง 4.9% ในปี 2566
The post รัฐบาลชี้ ดัชนีเชื่อมั่น SME สูงสุดในรอบ 11 เดือน ส่งสัญญาณธุรกิจฟื้นตัวเกือบเป็นปกติ appeared first on THE STANDARD.
]]>
เปิดมิติใหม่ในการทำหน้าที่มอบความรู้ เรื่องความผันผวนอั […]
The post “รายได้ไม่หาย กำไรไม่ลด” สสว. หนุน SMEs กลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ ติดอาวุธความรู้ หยุดเสี่ยงค่าเงินผันผวน ด้วยเครื่องมือ FX Options ผ่านงานสัมมนาออนไลน์ พร้อมจัดเต็มสิทธิประโยชน์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
เปิดมิติใหม่ในการทำหน้าที่มอบความรู้ เรื่องความผันผวนอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทให้กับ SMEs กลุ่มนำเข้าและส่งออกไทยอย่างเต็มที่ ผ่านงานสัมมนาออนไลน์ FX Options เครื่องมือประกันความเสี่ยง การันตีรายได้ ช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน จากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมสัมมนาได้รับสิทธิประโยชน์ด้านค่าธรรมเนียมมูลค่าสูงสุด 100,000 บาท
ความผันผวนค่าเงิน อนาคตที่ต้องรู้ หากต้องการให้ธุรกิจรอด ต่อเรื่องนี้ มงคล ลีลาธรรม ประธานกรรมการบริหาร สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า “ปัจจุบันโลกใบนี้เต็มไปด้วยความซับซ้อน และไม่สามารถคาดการณ์อนาคตได้เลยว่าจะเป็นเช่นไร เรื่องค่าเงินจึงถือเป็นตัวแปรหลัก ซึ่งกลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศย่อมหลีกหนีไม่พ้น ในแง่การส่งผลกระทบต่อผลกำไรและขาดทุนโดยตรง แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดเลยตอนนี้กลับเป็นปัญหาของคนตัวเล็กที่กำลังขาดสิ่งสำคัญต่อการรับมือหลายอย่าง โดยเฉพาะความรู้ความเข้าใจเรื่องความผันผวนของค่าเงิน ยิ่งในภาพรวมอำนาจการต่อรองด้านราคากับคู่ค้าต่างชาติน้อย ซึ่งเกิดจากสินค้าที่ยังขาดนวัตกรรม ไร้ความแตกต่าง สิ่งเหล่านี้สะท้อนออกมาที่ความสามารถด้านการแข่งขันจริงๆ เมื่อรวมเข้ากับความผันผวนของค่าเงิน ยิ่งส่งผลต่อผลกำไรที่น้อยลงตามไปด้วย”

“ค่าเงินเปลี่ยนไป แต่กำไรไม่ลดลง” ด้วย FX Options
ปัญหาคนตัวเล็กที่สำคัญต่อศักยภาพการแข่งขันทางการค้าระหว่างประเทศดังกล่าว ทำให้ มงคล ลีลาธรรม ประธานกรรมการบริหาร สสว. นำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ขออนุมัติให้จัดทำ “โครงการส่งเสริมความรู้ด้านบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน จนเป็นที่มาของเครื่องมือ FX Options ผ่านงบประมาณสนับสนุนกว่า 500 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นเครื่องมือในการช่วยให้คนตัวเล็กสามารถมีกำไร แม้ค่าเงินเปลี่ยนไปก็ตามที
“ปัจจุบันประเทศไทยมีมูลค่าการส่งออกประมาณ 8 ล้านล้าน และมูลค่าการนำเข้าประมาณ 7 ล้านล้านต่อปี มีกลุ่มคนตัวเล็กๆ ที่เป็นผู้ส่งออกประมาณราว 13 เปอร์เซ็นต์ และนำเข้าอยู่ประมาณ 17 เปอร์เซ็นต์ ประเด็นสำคัญคือ ผู้ประกอบการที่สามารถส่งออกได้โดยตรงมีเพียงแค่ประมาณ 10,000 รายเท่านั้น นำเข้าอยู่ราว 15,000 ราย และผู้ประกอบการที่ทำทั้งสองอย่างควบคู่กันอยู่ราวๆ 15,000 ราย รวมแล้วทั้งสิ้นไม่เกิน 70,000 ราย ขณะที่ประเทศไทยเองมี SMEs ทั้งหมดประมาณ 5 ล้านราย นั่นแสดงให้เห็นว่ายังมี SMEs กลุ่มเล็กๆ ส่วนใหญ่ ยังไม่มีความพร้อมในอีกหลายด้าน ในทางตรงกันข้ามก็หมายถึงศักยภาพด้านการเติบโตในอนาคตรวมอยู่ด้วย

“โดยเฉพาะเรื่องการส่งออกที่ต้องเผชิญปัญหาค่าเงินบาทแข็งตัว ทำให้รายได้ลดลง ยิ่งสถานการณ์ตอนนี้เห็นได้ชัดว่า ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาค่าเงินแข็งตัวอยู่ที่ 5-6 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับอัตรากำไรตามปกติของการส่งออกอยู่ที่ 5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เท่ากับว่าธุรกิจกำไรหายหมดเลย แต่กลับกันหากนำผลกำไรที่ได้มาทำประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินอย่าง FX Options ที่มีค่าธรรมเนียมอยู่ประมาณ 2 หรือ 3 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งตกเกือบครึ่งหนึ่งของผลกำไรเอาไว้ก่อน ผู้ประกอบการก็ยังสามารถได้รับผลกำไรเท่าเดิมได้
“ดังนั้นงานสัมมนาครั้งนี้จึงเป็นโครงการที่ดีมากๆ ต่อการเรียนรู้ เพิ่มความเข้าใจ พร้อมลงมือปฏิบัติท่ามกลางสถานการณ์จริง ที่มอบทางเลือกให้กับผู้ประกอบการตัวเล็กๆ แม้ว่าจะตกอยู่ในด้านความผันผวนของค่าเงินสูงก็ตาม”

สิทธิประโยชน์จัดหนัก เปิดโอกาสทดลองใช้ FX Options ฟรี ในวงเงินสูงสุด 100,000 บาทเมื่อจบสัมมนา
ทั้งนี้มงคลยังกล่าวย้ำถึงงานนี้ว่า หลังจากผ่านการอบรมครบตามเงื่อนไขแล้ว ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับสิทธิประโยชน์เป็นโอกาสทดลองใช้ FX Options ฟรี ในวงเงินสูงสุด 100,000 บาท แบ่งเป็นการประกันค่าเงิน 80,000 บาทต่อราย และช่วยค่าธรรมเนียมการค้าระหว่างประเทศ 20,000 บาทต่อราย พร้อมทิ้งทายเชิญชวนให้ผู้ประกอบการเข้าร่วม เนื่องจากไม่อยากให้พลาดโอกาสและสิทธิประโยชน์ดีๆ จากงานสัมมนาครั้งนี้
“ธุรกิจการค้าระหว่างประเทศเป็นสิ่งที่รัฐบาลสนับสนุนอยากให้เกิดผู้ประกอบการขึ้นจำนวนมาก และพร้อมผลักดันนโยบายอย่างเต็มที่ ที่จะทำให้ผู้ประกอบการไทยมีรายได้เพิ่มขึ้นไม่มีลดลง ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนที่มีความผันผวนตลอดเวลา ยิ่งในโลกยุควิกฤตโควิด-19 เช่นนี้ การคาดการณ์ต่ออนาคตไม่สามารถทำได้เลย ดังนั้นการซื้อความเสี่ยงผ่านเครื่องมือ FX Options ซึ่งเสียค่าธรรมเนียมเพียงแค่ 2 เปอร์เซ็นต์เศษๆ จึงมีความจำเป็นอย่างมากที่จะช่วยทำให้คุณ “รายได้ไม่หาย กำไรไม่ลด” และเป็นเรื่องไม่ยุ่งยาก เพราะสามารถเดินเข้าไปทำธุรกรรมการใช้ค่าธรรมเนียมต่างๆ ได้กับทุกธนาคาร จึงอยากขอเชิญชวนผู้ประกอบการทุกท่านเข้าร่วมงานสัมมนาครั้งนี้กันมากๆ เพื่อให้สามารถรอดพ้นวิกฤตการณ์ค่าเงินในภาวะที่ไม่แน่นอนและผันผวนเช่นนี้ไปด้วยกันครับ”
ผู้ประกอบการที่สนใจ สามารถติดตามรายละเอียดและลงทะเบียนเข้าร่วมอบรมสัมมนาออนไลน์ หรือ e-Learning ฟรี! ได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 14 พฤษภาคม 2564 ที่ www.exim.go.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการค้า (EXAC) ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) โทร. 0 2271 3700 ต่อ 3537
ธุรกิจไม่เสี่ยง เลี่ยงค่าเงินผันผวนด้วย FX Options
พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า
The post “รายได้ไม่หาย กำไรไม่ลด” สสว. หนุน SMEs กลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ ติดอาวุธความรู้ หยุดเสี่ยงค่าเงินผันผวน ด้วยเครื่องมือ FX Options ผ่านงานสัมมนาออนไลน์ พร้อมจัดเต็มสิทธิประโยชน์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
เมื่อ 2 ปีก่อน ใครๆ ก็คงจะพูดถึงแต่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซี […]
The post Day After the Perfect Storm (2) นโยบายรัฐปี 2018 เศรษฐกิจดิจิทัล คิดใหม่ และต้องทำได้แล้ว appeared first on THE STANDARD.
]]>
เมื่อ 2 ปีก่อน ใครๆ ก็คงจะพูดถึงแต่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC และโอกาสมากมายของประเทศไทย ซึ่งทุกวันนี้ก็ไม่ได้กลายเป็นความรุ่งโรจน์อย่างที่เคยวาดฝัน
ขณะที่ปัจจุบัน เศรษฐกิจดิจิทัล ไทยแลนด์ 4.0 คือสิ่งที่ถูกหยิบยกมาพูดกันอย่างเอิกเกริก พายุลูกใหญ่ที่ชื่อ Digital Disruption ยังคงพัดทุกภาคส่วนของระบบเศรษฐกิจ ภาคธุรกิจต้องเร่งปรับตัวและใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ให้เป็นประโยชน์ แต่เมื่อมองมาที่ภาครัฐที่ควรจะเป็นผู้ขับเคลื่อนประเทศกลับเป็นอุปสรรค เพราะวิธีคิดและการทำงานยังอยู่ในสภาพ ‘อะนาล็อก’
เหลือเวลาไม่มากแล้วที่ภาครัฐจะปรับตัวเพื่อผลักดันประเทศ และที่สำคัญ ต้องลงมือทำอย่างเร่งด่วน
ที่ดินการเกษตรต้องเป็นมากกว่ากระดาษ A4
กระดาษ A4 ที่ว่านี้หมายถึงการใช้พื้นที่การเกษตรทั่วประเทศจำนวนประมาณ 149 ล้านไร่ให้เกิดผลิตภาพ (Productivity) สูงสุด ถ้าพิจารณาข้อมูลสถิติการเกษตรประจำปี 2559 พบว่า ภาคการเกษตรไม่ได้มีพื้นที่จำกัดอย่างที่เข้าใจ เพราะครอบคลุมพื้นที่ 46.54% ของพื้นที่ทั้งหมด ครอบคลุมกำลังแรงงานจำนวน 17.15 ล้านคน หรือสูงถึง 1 ใน 4 ของประชากร แต่กลับผลิตสินค้าและบริการได้เพียง 8.34% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เท่านั้น
แม้ภาครัฐจะบูรณาการ 13 แผนงานหลักและใช้เครือข่ายศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ที่จัดตั้งขึ้นในทุกอำเภอรวม 882 แห่งเป็นกลไกสำคัญ แต่เมื่อพิจารณาลึกลงไปในงบประมาณ 13 แผนงานจำนวนทั้งสิ้นกว่า 5.7 หมื่นล้านบาท กลับพบว่างบประมาณจำนวน 5 หมื่นล้านบาท หรือเกือบ 88% ถูกทุ่มเทไปกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ นั่นทำให้เกิดคำถามว่าแผนงานที่เหลือที่จะยกระดับกระดาษ A4 ไปสู่เกษตรดิจิทัลจะทำได้จริงหรือไม่
เพราะแผนงานย่อยอื่นๆ ทั้งแผนงานบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม (Zoning by Agri-Map) และแผนงาน Smart ทั้งในส่วนเกษตรกร (Smart Farmer) และในส่วนเจ้าหน้าที่เกษตร (Smart Officer) ก็ดูยังห่างไกลจากคำว่าดิจิทัลพอควร

แนวคิดที่จะใช้ ศพก. เป็นเครื่องมือจึงดูจะตอบโจทย์ได้เพียงครึ่งเดียว สิ่งสำคัญที่สุดที่จะยกระดับภาคการเกษตรได้คือการทำให้ ศพก. มีลักษณะ virtual และ real-time สามารถให้ข้อมูลและคำแนะนำแก่เกษตรกรได้ทุกที่ ทุกเวลา และจำลองสภาพการเพาะปลูก ประมง และปศุสัตว์
เมื่อเกษตรกรแลกเปลี่ยนข้อมูลการผลิตของตนเองเข้าไปในระบบ ระบบก็ควรมีหน้าที่ช่วยวางแผนการผลิตโดยบูรณาการเข้ากับข้อมูลขนาดใหญ่ของทั้งประเทศ ทั้งสถิติปริมาณน้ำฝน ระบบชลประทาน ความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ ความเสี่ยงภัย ไปจนถึงข้อมูลด้านอุปทาน ได้แก่ ราคาและปริมาณผลผลิต ต้นทุนการขนส่งและแปรรูป ฯลฯ เพื่อสามารถสรุปผลแนวทางให้เกษตรกรตัดสินใจเพาะปลูกในแต่ละรอบการผลิตได้อย่างแม่นยำ
นอกจากนี้ รัฐสามารถใช้มาตรการอื่นเพื่อจูงใจให้เกษตรกรเข้าสู่ความเป็นดิจิทัล เช่น มาตรการด้านสินเชื่อ การอุดหนุนปัจจัยการผลิต การจัดหาตลาด หรือการบริหารจัดการด้านราคา เพื่อให้ใช้ทรัพยากรการผลิตในภาคเกษตรได้มีประสิทธิภาพกว่าเดิม และต่อยอดความเป็นผู้ประกอบการไปยังภาคการผลิตอื่นๆ ในวงจรสินค้าเกษตร
เราเปลี่ยนนิยามคำว่า ‘กระดูกสันหลังของชาติ’ ที่คุ้นเคยกันมาหลายทศวรรษไปสู่ ‘แผงวงจรควบคุมคุณภาพสูงของชาติ’ เพื่อให้แผงควบคุมนี้พาประเทศก้าวข้าม Perfect Storm ไปได้อย่างแข็งแรง
SMEs ต้องเริ่มตั้งแต่แผนธุรกิจ และรัฐต้องทำมากกว่าให้เงิน
ไม่ใช่แค่เกษตรกร แต่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ก็ต้องการแรงส่งจากรัฐบาลในการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นผู้ประกอบการยุคดิจิทัลเช่นกัน
SMEs ของไทยมีประมาณ 2.7 ล้านราย สร้างการจ้างงานสูงถึง 10.5 ล้านคน และสามารถผลิตสินค้าและบริการมีมูลค่ารวมคิดเป็น 39.6% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ กระทั่งรองนายกรัฐมนตรี สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ยังคาดหวังให้ SMEs เป็นนักรบทางธุรกิจของชาติ

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เราอาจคุ้นเคยกับคำว่ากับดักประเทศรายได้ปานกลาง หรือ Middle Income Trap แต่สำหรับ SMEs ไทยแล้ว คำศัพท์ที่ชวนฝันร้ายยิ่งกว่านั้นคือ ‘Missing Middle’ คือการมีธุรกิจขนาดกลางน้อยเกินไปเพียง 0.5% ของ SMEs ทั้งหมด ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ SMEs ไม่สามารถก้าวข้ามจากการเป็นรายเล็กในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลมีอยู่หลายประการ ได้แก่ ผลิตภาพ ซึ่งแม้จะสูงกว่าภาคการเกษตร แต่ก็ยังต่ำกว่าอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ หรือการมุ่งเน้นตลาดภายในประเทศเป็นหลัก ขณะที่สินค้าที่ผลิตยังคงเป็นสินค้าพื้นฐานหรือใช้เทคโนโลยีในระดับกลางเท่านั้น จึงสร้างมูลค่าเพิ่มได้ไม่มาก
ปัญหาคลาสสิกที่เราคุ้นเคยสำหรับ SMEs ยังเป็นเรื่องของแหล่งเงินทุนที่ไม่สามารถขอสินเชื่อได้ เพราะขาดหลักทรัพย์ประกัน เช่นเดียวกับการยกเว้นภาษีที่หักลดค่าใช้จ่ายในช่วงปีแรกๆ ของการเริ่มต้นกิจการเท่านั้น กลับเป็นกับดักที่ทำให้ SMEs ไม่สามารถเติบโตได้อย่างที่ควรจะเป็น และไม่อาจตอบโจทย์เศรษฐกิจดิจิทัล แม้ภาครัฐจะแก้ปัญหาดังกล่าวโดยการให้สินเชื่อหรือสิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ SMEs ที่มีมูลค่าสูง หรือมีการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาปรับใช้ เช่น กลุ่มสตาร์ทอัพก็ไม่อาจแก้ปัญหาให้หมดไปได้
กลไกสำคัญเชิงนโยบายที่จะช่วยให้ SMEs ไปได้ไกลจึงต้องมุ่งเน้นท่ีการพัฒนาแผนธุรกิจและนวัตกรรมเชิงดิจิทัล ซึ่งต้องถูกประยุกต์ใช้ทั้งในขั้นตอนการผลิต ขั้นตอนการบริการ และนวัตกรรมของ SMEs เอง ขณะเดียวกันการส่งเสริมจากภาครัฐต้องจำแนกกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน
สำหรับกลุ่มสตาร์ทอัพ สิ่งสำคัญท่ีรัฐต้องลงทุนอย่างมากคือระบบโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีและดิจิทัล เช่น การกำหนดกรอบแนวทางท่ีชัดเจนผ่านการเร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมวิสาหกิจเริ่มต้น การอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการผ่านที่ปรึกษาทางธุรกิจ พื้นที่ทดลองสำหรับสินค้าและบริการในช่วงแรกในรูปแบบ Co-working Space หรือ Co-making Space หรือการสร้างเครือข่ายระหว่างผู้ประกอบการที่มีศักยภาพและมูลค่าสูง
ขณะที่การหาแหล่งเงินทุน ภาครัฐต้องปรับกลยุทธ์โดยสนับสนุนแหล่งเงินทุนนอกเหนือจากสถาบันการเงินแบบดั้งเดิม เช่น การร่วมลงทุน (Venture Capital) และการระดมทุนสาธารณะ (Crowdfunding) หรือข้อกำหนดเรื่องการให้สิทธิในการซื้อหุ้นในราคาคงที่กับพนักงาน (Employee Stock Option Plan)
ส่วนกลุ่ม SMEs ทั่วไปควรเพิ่มช่องทางการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในขั้นตอนการผลิตเพื่อลดต้นทุน สนับสนุนการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์มาขยายช่องทางการจัดจำหน่าย ภาครัฐต้องเร่งสร้างระบบงานพื้นฐานรองรับการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ สนับสนุนระบบการกระจายและขนส่งสินค้าที่มีมาตรฐานสอดคล้องกับแนวโน้มการขายออนไลน์ที่มากขึ้น และช่วยเปลี่ยนผ่านจากการชำระเงินสดไปสู่ e-Payment หรือแม้กระทั่งการก้าวไปสู่ m-Payment ในปัจจุบัน
ถึงเวลาแล้วจริงๆ ที่ภาครัฐจะต้องผันตัวจากสปอนเซอร์แบบพ่อบุญทุ่มทั้งในด้านแหล่งทุนและการลดต้นทุนผ่านมาตรการภาษีไปสู่การเป็นผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator) แบบเต็มรูปในด้านองค์ความรู้ นวัตกรรม กฎหมาย และความมั่นคงเชิงสารสนเทศ เพื่อให้ผู้ประกอบการเติบโตได้ด้วยตนเองอย่างยั่งยืน

พัฒนาคนที่ใช่ สร้างระบบที่พร้อม บทสรุปของเศรษฐกิจดิจิทัล
จากการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของมหาพายุดิจิทัลที่สั่นสะเทือนทั้งโลก ทางออกสำคัญในการพาประเทศไปข้างหน้า สิ่งแรกที่ต้องเร่งทำคือการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลโดยไม่จำกัดอยู่แค่การเป็นผู้ใช้งานเท่านั้น แต่ต้องสามารถเป็นผู้คิดค้นนวัตกรรมและระบบงาน ตลอดจนสนับสนุนระบบงานด้านดิจิทัล
นี่คือความท้าทายที่น่ากังวล หากพิจารณาสถิติบัณฑิตที่จบการศึกษาในระดับปริญญาบัณฑิตจำนวนประมาณ 2.8 แสนคนต่อปี พบว่า 40% เป็นบัณฑิตในสาขาวิชาสังคมศาสตร์ บริหารธุรกิจ และกฎหมาย แต่สาขาวิชาที่จะต่อยอดด้านดิจิทัลและนวัตกรรมอย่างสาขาวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์คิดเป็น 20% เท่านั้น
การเปลี่ยนแปลงหลักสูตรหรือสัดส่วนนักศึกษาไม่ใช่สิ่งที่จะทำได้อย่างรวดเร็ว แต่การบูรณาการให้บัณฑิตมีความรู้ในสหสาขาวิชาที่จำเป็นต่อตลาดแรงงานสามารถดำเนินการได้ทันที รัฐสามารถเป็นตัวกลางเชื่อมโยงเพื่อปรับอุปสงค์หรือความต้องการในตลาดแรงงานกับอุปทานที่มีอยู่ในสถาบันอุดมศึกษา เพื่อให้ได้มาซึ่งผลผลิต คือบัณฑิตที่จบออกมามีทั้งปริมาณและคุณภาพเหมาะสมกับโลกที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงไป
ความจำเป็นเร่งด่วนลำดับถัดมาคือการจัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) รัฐยังจำเป็นต้องมีข้อมูลขนาดใหญ่อยู่ แต่ต้องเป็นข้อมูลคุณภาพ หรือ Smart Data แบบภาคธุรกิจ และต้องมีความเป็นระบบ (Systemic Data) เพื่อเชื่อมโยงกันและสามารถเข้าถึงได้ง่าย
ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่มีข้อมูลจำนวนมาก หลากหลาย แต่ทุกหน่วยงานมุ่งเน้นการจัดเก็บเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ บ่อยครั้งเกิดความซ้ำซ้อนและเกิดความไม่มั่นใจในความถูกต้องของข้อมูล การมีข้อมูลที่ดีและเป็นระบบจะทำให้รัฐสามารถบูรณาการข้อมูลเพื่อวิเคราะห์และกำหนดทิศทางนโยบาย ทั้งนโยบายที่มีลักษณะปูพรมทั่วถึง (Universal) และนโยบายที่มีการกำหนดกลุ่มเป้าหมาย (Targeted) อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่ากับงบประมาณ
ความจำเป็นลำดับสุดท้ายคือการเปลี่ยนที่ตัวของภาครัฐเองให้เป็น Digital Government การทำให้เป็นแบบอย่างน่าจะเป็นจุดเริ่มที่ทำให้ภาคส่วนอื่นขยับตัวตาม ประเทศไทยมีการจัดตั้งสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์มา 7 ปีเศษ แต่กลับเห็นพัฒนาการที่ค่อนข้างล่าช้า เราอาจจะคุ้นเคยกับเว็บไซต์และบริการอิเล็กทรอนิกส์ภาครัฐ หรือ eGov การทำเว็บไซต์กลางสำหรับข้อมูลภาครัฐ หรือแม้กระทั่งเว็บไซต์ ‘ภาษีไปไหน’ ซึ่งฮือฮาในช่วงที่ผ่านมา
แต่นั่นก็ยังไม่เพียงพอ
รัฐจำเป็นต้องสร้างความมั่นใจในด้านความปลอดภัยของการใช้งานควบคู่กันไปด้วย และแม้ลำดับการเป็นรัฐบาลดิจิทัลจากการสำรวจของสหประชาชาติในปี 2559 ประเทศไทยจะอยู่ในลำดับที่ 77 ซึ่งดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ยังไม่สามารถแข่งขันกับประเทศที่พัฒนาแล้ว หรือแม้แต่ประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ซึ่งอยู่ในอันดับที่ดีกว่าไทยได้
กระแสพายุดิจิทัลนับวันก็ยิ่งไม่ต่างอะไรกับกระแสพายุที่เกิดขึ้นจากภัยธรรมชาติทั่วไป เพราะมีระลอกความถี่เพิ่มขึ้น และความรุนแรงในแต่ละครั้งก็มากขึ้นเรื่อยๆ ตามไปด้วย ในขณะที่ประชาชนและภาคธุรกิจต้องเตรียมรับมือต่อกระแสพายุดิจิทัลดังกล่าวอยู่แล้ว ทั้งสองภาคส่วนก็คงหวังพึ่งพาและร่วมไม้ร่วมมือกับรัฐ เพื่อเปลี่ยนจากการตั้งรับไปสุ่การเดินเกมรุก ถ้ารัฐไม่เริ่มต้นดำเนินการอะไร เราอาจจะถูกลบหายไปจากแผนที่ดิจิทัล ถ้าตั้งรับได้ก็อาจจะต่อระยะเวลาหายใจออกไปได้อีก แม้จะไม่นานเหมือนก่อน
ทางเลือกทั้ง 3 ทางแบบไม่มีตัวเลือก ‘ถูกทุกข้อ’ นี้คงจะต้องตั้งโจทย์ถามภาครัฐกลับไปว่าจะกากบาท ฝน หรือคีย์และคลิกตัวเลือกใดกันดี
และต้องทำได้แล้ว
ภาพประกอบ: Nisakorn Rittapai, Pichamon Wannasan
อ้างอิง:
The post Day After the Perfect Storm (2) นโยบายรัฐปี 2018 เศรษฐกิจดิจิทัล คิดใหม่ และต้องทำได้แล้ว appeared first on THE STANDARD.
]]>