สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/สำนักงานสภานโยบายการอุ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 05 Dec 2024 02:52:41 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เปิดประสบการณ์ดูดาวกลางกรุง ในคืนดาวพฤหัสบดีใกล้โลกที่สุดในรอบปี กับงาน Starry Night over Bangkok 2024 ที่สวนเบญจกิติ 7 ธ.ค. นี้ https://thestandard.co/starry-night-bangkok-jupiter-observation-2024/ Thu, 05 Dec 2024 02:52:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1016185

วานนี้ (4 ธันวาคม) ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการก […]

The post เปิดประสบการณ์ดูดาวกลางกรุง ในคืนดาวพฤหัสบดีใกล้โลกที่สุดในรอบปี กับงาน Starry Night over Bangkok 2024 ที่สวนเบญจกิติ 7 ธ.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วานนี้ (4 ธันวาคม) ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมแถลงข่าวการจัดงาน ‘ดูดาวกลางกรุง’ Starry Night over Bangkok 2024 พร้อมด้วย ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

 

ศานนท์กล่าวว่า ในนามของกรุงเทพมหานครตื่นเต้นกับงานนี้เป็นอย่างมาก เราทำงานร่วมกับกระทรวง อว. และเข้าร่วมกับเครือข่ายเมืองแห่งการเรียนรู้ของ UNESCO เพื่อผลักดันให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ ซึ่งหนึ่งในหัวใจคือการเปลี่ยนพื้นที่สาธารณะให้เป็นมากกว่าพื้นที่ออกกำลังกาย เป็นพื้นที่ที่เราสามารถมาเรียนรู้ได้ สำหรับงานดูดาวกลางกรุงที่จัดครั้งแรกเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว เป็นภาพที่ตราตรึงชาวกรุงเทพฯ มาก เพราะกิจกรรมเดียวที่จัดเพียงไม่กี่ชั่วโมงสร้างปรากฏการณ์ที่สวนเบญจกิติ เพราะมีคนเข้าร่วมกว่าหมื่นคน

 

ปีนี้กรุงเทพมหานครเตรียมการล่วงหน้าหลายเดือน และขยายพื้นที่เพิ่มจากปีที่แล้วเพื่อรองรับกิจกรรมและผู้ชมที่เพิ่มขึ้น พร้อมขยายเวลาปิดสวนเบญจกิติออกไปถึง 23.00 น. รวมถึงเตรียมความพร้อมด้านความปลอดภัย ความสะอาด และสิ่งอำนวยความสะดวกผู้เข้าชมงาน จึงขอเชิญชวนทุกท่านมาตราตรึงกับกิจกรรมดูดาวที่ถือว่าใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

 

ทั้งนี้ กรุงเทพมหานคร ร่วมกับสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (NARIT) และหน่วยงานต่างๆ เนรมิตกรุงเทพฯ ให้เป็นมหานครแห่งดวงดาวอีกครั้ง จัด ‘ดูดาวกลางกรุง’ Starry Night over Bangkok 2024 ณ ลานอัฒจันทร์ สวนเบญจกิติ วันเสาร์ที่ 7 ธันวาคม 2567 เวลา 17.00-22.00 น. ร่วมกิจกรรมฟรี 

 

โดยความพิเศษในปีนี้คือตรงกับคืนที่มีปรากฏการณ์ ‘ดาวพฤหัสบดีใกล้โลกที่สุดในรอบปี’ หากสังเกตการณ์ผ่านกล้องโทรทรรศน์จะสามารถชมลวดลายของแถบเมฆและพายุ รวมถึงจุดแดงใหญ่ และดวงจันทร์กาลิเลียนทั้ง 4 ดวงของดาวพฤหัสบดีได้ ในวันงานจะมีคาราวานกล้องโทรทรรศน์กว่าร้อยตัว พร้อมให้บริการเต็มพื้นที่ลานอัฒจันทร์กลาง ในคืนดังกล่าวยังสามารถชมวัตถุท้องฟ้าอื่นๆ เช่น ดวงจันทร์, ดาวศุกร์, ดาวเสาร์, ดาวอังคาร ฯลฯ ได้อีกด้วย

 

ภายในงานยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจอีกมากมาย ได้แก่ ถ่ายภาพดวงจันทร์ ดาวเสาร์ และดาวพฤหัสบดีผ่านโทรศัพท์มือถือ, รู้จักท้องฟ้าและกลุ่มดาวที่น่าสนใจผ่านแอปพลิเคชันดูดาว ‘NAPA’, เรียนรู้การดูดาวด้วยตาเปล่า, เก็บภาพความประทับใจกับบอลลูนดาวเคราะห์, รู้จักกลุ่มดาวผ่าน Stellar Light Box, สนุกกับ Glow in the Dark และฟังทอล์ก ‘มหัศจรรย์ดาวพฤหัสบดี’ 

 

นอกจากนี้ยังมีหน่วยพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนที่ยกขบวนมาร่วมจัดกิจกรรมสุดพิเศษในค่ำคืนดังกล่าว เช่น Night Nature Walk สำรวจธรรมชาติยามค่ำคืนบนพื้นที่สวนกลางเมือง, Space Journey และ Projection Mapping 

 

ผู้สนใจเข้าร่วมงานสามารถลงทะเบียนออนไลน์ทาง https://bit.ly/StarryNightoverBKK2024-Reg และติดตามรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติมทางเพจเฟซบุ๊ก NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ https://www.facebook.com/NARITpage สอบถามข้อมูล โทร. 08 1885 4353 (ในวันและเวลาราชการ)

The post เปิดประสบการณ์ดูดาวกลางกรุง ในคืนดาวพฤหัสบดีใกล้โลกที่สุดในรอบปี กับงาน Starry Night over Bangkok 2024 ที่สวนเบญจกิติ 7 ธ.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กมธ.อว. พบพิรุธปมซื้อขายวุฒิการศึกษา ม.พิษณุโลก ทำหนังสือถึง อว. ชี้จุดน่าสงสัย เร่งสอบขยายผลขบวนการ https://thestandard.co/buy-and-sell-phitsanulok-university-qualifications-case/ Fri, 12 Jul 2024 01:20:10 +0000 https://thestandard.co/?p=956673

วานนี้ (11 กรกฎาคม) ที่ห้องประชุม อาคารรัฐสภา ฐากร ตัณฑ […]

The post กมธ.อว. พบพิรุธปมซื้อขายวุฒิการศึกษา ม.พิษณุโลก ทำหนังสือถึง อว. ชี้จุดน่าสงสัย เร่งสอบขยายผลขบวนการ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วานนี้ (11 กรกฎาคม) ที่ห้องประชุม อาคารรัฐสภา ฐากร ตัณฑสิทธิ์ ประธานคณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กมธ.อว.) สภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม กมธ.อว. 

 

โดยได้พิจารณาในกรณีเชิญ ดร.ประภาพรรณ รักเลี้ยง อธิการบดีมหาวิทยาลัยพิษณุโลก มาชี้แจงต่อ กมธ.อว. ในประเด็นที่มีการกล่าวหาถึงการซื้อขายวุฒิการศึกษาของมหาวิทยาลัยพิษณุโลก โดย ดร.ประภาพรรณ แจ้งว่าป่วย มอบหมายให้ มานพ เกตุเมฆ รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร มหาวิทยาลัยพิษณุโลก และ ชาตรี จำลองกุล นิติกรของมหาวิทยาลัยพิษณุโลก เป็นผู้แทนเข้าชี้แจง

 

มานพชี้แจงว่า กรณีของ วิไลลักษณ์ ใชยชาญ หรือ ซ้อลักษณ์ ที่มีการกล่าวหาว่าซื้อวุฒิการศึกษาผ่านประธานมูลนิธิท่านหนึ่ง มหาวิทยาลัยยืนยันว่ามหาวิทยาลัยพิษณุโลกไม่มีการขายวุฒิการศึกษา และได้ตรวจสอบพบว่า วิไลลักษณ์สมัครเข้าเป็นนักศึกษาหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต สาขารัฐประศาสนศาสตร์ เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2566 

 

มหาวิทยาลัยพิจารณาให้เรียนหลักสูตร 3 ปีครึ่ง เนื่องจากอายุ 42 ปี และมีประสบการณ์การทำงาน เป็นหลักสูตรเรียนวันเสาร์-อาทิตย์ ทั้งนี้ เมื่อมีข่าวเกิดขึ้น มหาวิทยาลัยจึงตรวจสอบพบว่า วิไลลักษณ์ไม่เคยเข้าเรียนตามเงื่อนไขการศึกษา จึงได้พูดคุยสอบถาม 

 

วิไลลักษณ์ไม่ประสงค์ศึกษาต่อแล้ว จึงตกลงคืนเงินค่าเล่าเรียนที่ชำระแล้วทั้งสิ้น 130,000 บาท เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคมที่ผ่านมา เว้นค่าแรกเข้า 1,500 บาทที่ไม่คืนให้ ขณะเดียวกัน วิไลลักษณ์ได้ออกมาขอโทษมหาวิทยาลัยแล้ว กรณีที่กล่าวหาว่ามหาวิทยาลัยเกี่ยวข้องกับการขายวุฒิการศึกษา

 

ชาตรีชี้แจงต่อว่า มหาวิทยาลัยพิษณุโลกไม่เกี่ยวข้องกับการขายวุฒิการศึกษา โดยมหาวิทยาลัยพิษณุโลกได้ตั้งกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริง จนพบว่ามีอาจารย์ท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นอดีตรักษาการคณบดีคณะรัฐประศาสนศาสตร์ มีส่วนเกี่ยวข้อง พบว่าเป็นผู้โอนเงินชำระค่าเล่าเรียนแทนวิไลลักษณ์ 

 

และเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2567 อาจารย์ท่านนี้ได้ยอมรับแล้วว่าทำจริง เพื่อรับเงินส่วนต่างค่าเล่าเรียน ทำไปเพราะมีภาระค่าใช้จ่ายเยอะ ต้องผ่อนรถและเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว โดยมหาวิทยาลัยได้พิจารณาดำเนินคดีกับผู้ที่ทำให้มหาวิทยาลัยเสียหาย และสั่งให้อาจารย์ท่านนี้ออกจากมหาวิทยาลัยไปแล้วก่อนหน้านี้ เนื่องจากทำผิดวินัยร้ายแรง

 

ฐากรกล่าวว่า ที่ประชุม กมธ.อว. ได้สอบถามผู้แทนมหาวิทยาลัยพิษณุโลกหลายประเด็น ประกอบกับได้ตรวจสอบเอกสารที่มหาวิทยาลัยพิษณุโลกส่งมาในเบื้องต้นก่อนพิจารณาร่วมกัน เห็นพ้องกันว่ามีข้อพิรุธหลายประเด็น 

 

จากการเข้าให้ข้อมูลของมหาวิทยาลัย กมธ.อว. ตั้งข้อสังเกตหลายประเด็น โดยสันนิษฐานเบื้องต้นว่า อาจดำเนินการเป็นขบวนการหรือไม่ อาจารย์เพียงคนเดียวอาจไม่สามารถทำได้ จากนี้อาจจำเป็นต้องตรวจสอบย้อนหลัง รวมทั้งตรวจสอบในสถาบันการศึกษาอื่นๆ ว่ามีการดำเนินการในลักษณะเช่นนี้หรือไม่ 

 

กรณีนี้มีจุดที่ต้องตั้งข้อสังเกต เช่น การให้ชำระค่าเล่าเรียนแบบเหมาจ่าย แทนที่จะชำระตามหน่วยกิตที่ลงทะเบียน โดยกรณีนี้สมัครเข้าศึกษาเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2566 แต่กลับเร่งรัดชำระค่าเล่าเรียนทั้งหลักสูตรในเดือนธันวาคม 2566, มกราคม 2567 และกุมภาพันธ์ 2567 จ่าย 3 งวด รวม 130,000 บาท ขณะที่พบว่าผู้สมัครเรียนจ่ายเงินถึง 199,500 บาท ซึ่งมีส่วนต่างเกิดขึ้น และยังพบมีการให้ค่าตอบแทนหรือค่าคอมมิชชันแก่ผู้ที่แนะนำผู้อื่นมาเรียนที่มหาวิทยาลัยพิษณุโลก

 

แต่เมื่อ กมธ.อว. สอบถาม ผู้แทนของมหาวิทยาลัยไม่สามารถชี้แจงรายละเอียดได้ อีกทั้งการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเรื่องซื้อขายวุฒิการศึกษาของมหาวิทยาลัย ก็ล้วนแต่เป็นบุคลากรหรือผู้มีส่วนได้รับค่าตอบแทนของมหาวิทยาลัยทั้งสิ้น ทั้งที่ควรมีบุคคลภายนอกร่วมด้วยในสัดส่วนที่เหมาะสม เพื่อความโปร่งใส เป็นธรรม

 

ฐากรกล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก เราไม่อยากให้มีคำที่ว่าจ่ายครบจบแน่ ปริญญาซื้อได้ โดย กมธ.อว. จะทำหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และปลัดกระทรวง อว. เพื่อชี้แจงประเด็นพิรุธ และเร่งรัดให้ดำเนินการตรวจสอบเชิงลึก ขยายผลให้รอบด้าน สำหรับกรณีมหาวิทยาลัยพิษณุโลก และ อว. ต้องเร่งแก้ปัญหานี้ เพื่อไม่ให้ซ้ำรอยมหาวิทยาลัยพิษณุโลก โดย อว. ต้องมีมาตรการเรื่องนี้อย่างชัดเจน

The post กมธ.อว. พบพิรุธปมซื้อขายวุฒิการศึกษา ม.พิษณุโลก ทำหนังสือถึง อว. ชี้จุดน่าสงสัย เร่งสอบขยายผลขบวนการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอนกนำประชุมคณบดีคณะแพทยศาสตร์ทั่วประเทศ ระดมกำลังเฝ้าระวัง ติดตามเหตุซีเซียม-137 เน้นให้ข้อมูลเข้าใจง่าย น่าเชื่อถือ ถูกต้อง https://thestandard.co/anek-cesium-137/ Tue, 21 Mar 2023 10:13:59 +0000 https://thestandard.co/?p=766315 เอนก เหล่าธรรมทัศน์

วันนี้ (21 มีนาคม) เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกร […]

The post เอนกนำประชุมคณบดีคณะแพทยศาสตร์ทั่วประเทศ ระดมกำลังเฝ้าระวัง ติดตามเหตุซีเซียม-137 เน้นให้ข้อมูลเข้าใจง่าย น่าเชื่อถือ ถูกต้อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอนก เหล่าธรรมทัศน์

วันนี้ (21 มีนาคม) เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานการประชุมร่วมกับคณบดีคณะแพทยศาสตร์ในสังกัด อว. ทั่วประเทศ ซึ่งประกอบด้วยคณบดีและผู้แทนจากโรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์ทั่วทุกภูมิภาค เพื่อรับทราบและติดตามความก้าวหน้าของสถานการณ์กรณีวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม-137 สูญหายที่โรงไฟฟ้าจังหวัดปราจีนบุรี ทั้งในมิติสุขภาพและมิติทางวิชาการ

 

เอนกกล่าวภายหลังประชุมว่า คณะแพทยศาสตร์ทุกแห่งได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดตั้งแต่ทราบข่าวการสูญหายของวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม-137 ในครั้งนี้เป็นการติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ตนได้มีข้อสั่งการเพิ่มเติม 4 ข้อต่อคณะแพทยศาสตร์และโรงเรียนแพทย์ มหาวิทยาลัย และหน่วยงานในสังกัด อว. ดังนี้ 

 

  1. ให้เฝ้าระวังอย่างเข้มงวด เพื่อค้นหาและรายงานผู้ที่มีอาการหรือมีประวัติเข้ากันได้กับการได้รับสารรังสี ย้อนหลังไป 3 เดือน รวมทั้งเฝ้าระวังสถานการณ์ หากพบว่ามีผู้ป่วยต้องสงสัยว่าจะได้รับสารรังสี หรือหากพบคลัสเตอร์ในพื้นที่ใด ขอให้รายงานเข้ามาที่ศูนย์ปฏิบัติการของ อว. และเข้าไปดูแลโดยทันที 

 

  1. คณะแพทยศาสตร์และโรงพยาบาลที่มีความสามารถในการตรวจการสัมผัสสารรังสี ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสุขภาพ ตรวจเลือด ปัสสาวะ หรืออื่นใด หรือหากมีผู้เชี่ยวชาญหรือเครื่องมือ ให้แจ้งมาที่ศูนย์ปฏิบัติการของ อว. เพื่อให้เกิดการสนธิกำลังโดยทันที 

 

  1. มหาวิทยาลัยที่อยู่ใกล้พื้นที่เหตุการณ์ ซึ่งมีเครือข่ายแพทย์ พยาบาล อาสาสมัครที่ประสงค์จะสนับสนุนการปฏิบัติงานในพื้นที่ ให้เข้าไปร่วมดำเนินการโดยทันที ทั้งในแง่การดูแลสุขภาพ ความรู้สึก และความวิตกกังวล  

 

  1. ให้นักวิชาการ แพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญให้ข้อมูลความรู้ทางวิชาการที่ถูกต้อง น่าเชื่อถือ เข้าใจง่ายต่อสาธารณชน เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ และลดความตระหนกในสังคม รวมทั้งให้คำแนะนำและคำปรึกษาต่อประชาชน

 

นอกจากนี้ในที่ประชุมได้มีแพทย์และผู้เชี่ยวชาญทางรังสีวิทยาของคณะแพทยศาสตร์หลายแห่งได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกันว่าปริมาณรังสีที่สูญหายและที่ตรวจพบปรากฏในพื้นที่เหตุการณ์มีปริมาณที่น้อยมาก เทียบได้กับการทำ CT Scan 1 ครั้ง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพน้อย

The post เอนกนำประชุมคณบดีคณะแพทยศาสตร์ทั่วประเทศ ระดมกำลังเฝ้าระวัง ติดตามเหตุซีเซียม-137 เน้นให้ข้อมูลเข้าใจง่าย น่าเชื่อถือ ถูกต้อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สถาบันอนาคตไทยศึกษา ปรับโฉมสู่ ‘ThailandFuture’ เสนอทางออกดับไฟแห่งปัญหา 3 ด้าน ช่วยไทยรอดพ้นวิกฤต https://thestandard.co/thailandfuture/ Thu, 08 Jul 2021 04:31:18 +0000 https://thestandard.co/?p=509908 ThailandFuture

สถาบันอนาคตไทยศึกษา ปรับโฉมใหม่สู่ ‘ThailandFuture’ สาน […]

The post สถาบันอนาคตไทยศึกษา ปรับโฉมสู่ ‘ThailandFuture’ เสนอทางออกดับไฟแห่งปัญหา 3 ด้าน ช่วยไทยรอดพ้นวิกฤต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ThailandFuture

สถาบันอนาคตไทยศึกษา ปรับโฉมใหม่สู่ ‘ThailandFuture’ สานต่อความสำเร็จการเป็นสถาบันคลังสมองที่วิเคราะห์อนาคตไทยมาตั้งแต่ พ.ศ. 2555 สู่การเป็น ‘ตัวเร่ง’ และ ‘ตัวรวม’ (Catalyst & Aggregator) ทรัพยากร ข้อมูล และทางออกนโยบาย ผ่าน ‘ThailandFuture Policy Platform’ แพลตฟอร์มนโยบายตัวกลางที่เป็นพื้นที่เชื่อมต่อหลักฐานเชิงข้อมูลและความคิดเห็นจากผู้รับนโยบาย นักวิชาการ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เข้ากับหน่วยงานภาครัฐที่มีหน้าที่ออกแบบและขับเคลื่อนนโยบาย เพื่อผลักดันให้เกิดกระบวนการ ‘ร่วมคิด-ร่วมทำ’ นโยบายรูปแบบใหม่ที่เปิดกว้าง กระจายอำนาจและอิงวิทยาศาสตร์มากขึ้น 

 

ดร.ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์ กรรมการผู้จัดการแห่ง ThailandFuture กล่าวว่า “ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับ ‘ไฟแห่งปัญหา’ รอบทิศทาง ทั้งไฟปัญหาเก่าที่รุมเร้า ท่ามกลางเสาหลักเศรษฐกิจและสังคมที่กำลังผุพัง ทำให้การเติบโตชะลอลง ซ้ำเติมปัญหาความเหลื่อมล้ำ ไฟปัญหาใหม่ที่กำลังปะทุจากวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคโควิด รวมถึงยังมีฟืนความท้าทายที่รอวันลุกไหม้จากเทรนด์คุกคามอีกมากมาย เช่น ความไม่พร้อมต่อการไปสู่สังคมสูงวัย การมาของ Automation การผงาดขึ้นของจีน และภาวะโลกร้อน”

 

ดร.ณภัทร ย้ำว่าปัญหาที่แท้จริง ไม่ใช่ว่าประเทศไทยมีทรัพยากรไม่เพียงพอต่อการพัฒนาประเทศชาติ คนที่มีความสามารถเรามี ทุนเราก็มี เพียงแค่มันอยู่ไม่ถูกที่ถูกเวลา อยู่ภายใต้ระบบการทำงานที่ขาดประสิทธิภาพ ความชัดเจน และเต็มไปด้วยความสับสน และมันก็ได้กำเริบออกมาให้เห็นในการพลาดท่าต่อสายพันธุ์เดลตา แต่หากลองถอยออกมา จะพบว่าต้นตอของปัญหาทั้งหมดทั้งปวงสามารถถูกยุบลงมาให้เห็นได้กระจ่าง ว่ามันล้วนเกิดมาจากการขาดหลักการและประสิทธิภาพในการจัดสรรและบริหารทรัพยากรเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคม 

 

ดร.ณภัทร เสนอแนวคิด ‘ไตรลักษณ์นโยบายอนาคต’ ที่ ThailandFuture นำมาประยุกต์ใช้ช่วยพาไทยรอดพ้นวิกฤตและเท่าทันโลกยุค VUCA เริ่มจากอันดับแรก กระบวนการคิดการทำนโยบายต้องเปิดกว้างและเชื่อมต่อกับโลกภายนอกมากขึ้น เป็นการ ‘ปลดล็อก’ ห้องออกแบบนโยบายแล้วเชื่อมต่อมันเข้ากับประชาชน ท้องถิ่น และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ตลอดทุกข้อต่อของห่วงโซ่นโยบาย (Policy Chain) เพื่อให้ทุกฝ่ายกระจ่างถึงปัญหา ข้อจำกัด รวมถึงร่วมกันสังเคราะห์ทางออกและนวัตกรรมนโยบายใหม่ๆ 

 

ในแนวทางนี้ ล่าสุด ThailandFuture ได้ร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พัฒนานวัตกรรมนโยบายเมืองปลอดภัย (Safe City) โดยดึงเจ้าหน้าที่ตำรวจรุ่นใหม่ระดับผู้กำกับและสารวัตร ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค รวมถึงประชาชนท้องถิ่นจากกลุ่มต่างๆ จากภาคเอกชนและประชาสังคม มาร่วมพัฒนานโยบายร่วมกันใน Policy Lab เป็นระยะเวลา 6 เดือน

 

“เราใช้เทคนิคทั้งการมองภาพอนาคต (Foresight) การใช้การคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) และการทำงานแบบสตาร์ทอัพ โดยจุดสำคัญคือ การได้แลกเปลี่ยนมุมมองและความเข้าใจที่ลึกซึ้งของประชาชนที่มีต่อเมืองที่ปลอดภัย และได้ร่วมกันพัฒนาต้นแบบนโยบายและบริการเพื่อเมืองที่ปลอดภัย ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ได้เริ่มพัฒนาและทดลองในหลายๆ ต้นแบบนโยบายที่ได้จาก Policy Lab นี้ เช่น การพัฒนาระบบที่เปิดให้ประชาชนสามารถแจ้งความออนไลน์ได้, การพัฒนาความเชื่อใจของประชาชนกับตำรวจผ่านนโยบายตำรวจบ้านหรือตำรวจประจำชุมชน, การใช้เทคโนโลยี 4.0 มาใช้ในงานภาคสนาม, การพัฒนาด่านตรวจให้โปร่งใสและเป็นมิตรกับประชาชน ซึ่งงานดังกล่าวนับเป็นตัวอย่างที่ดีของกระบวนการมีส่วนร่วมกันของภาครัฐและประชาชนที่เป็นกระบวนการใหม่ในการสร้างนโยบายของประเทศไทยในอนาคต” ธราธร รัตนนฤมิตศร กรรมการนโยบายอนาคตแห่ง ThailandFuture กล่าวถึงประสบการณ์ตรงที่ได้สัมผัสและเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ที่ ThailandFuture ต้องการนำไปขยายผลต่อไป

 

อันดับที่สอง ภาครัฐต้องกระจายอำนาจในการพัฒนาอนาคตประเทศไปสู่ ‘โหนด (Node)’ ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ทั้งอำนาจการคลัง อำนาจในการเข้าถึงข้อมูล และอำนาจในการออกแบบนโยบายบางส่วนออกมาจากส่วนกลางบ้าง ทั้งภายในภาครัฐเอง และภายนอก จากบนสู่ล่าง จากผู้ใหญ่สู่คนรุ่นใหม่ จากระดับประเทศสู่ระดับท้องถิ่น

 

ดร.ณภัทร ชวนคิดว่าในช่วงวิกฤตโควิดที่ผ่านมาก็สะท้อนให้เห็นแล้วว่าไม่มีกลุ่มคนใดกลุ่มคนหนึ่งสามารถแก้ไขปัญหาและภัยระดับโลกได้ด้วยตัวเอง การรวมศูนย์อำนาจไม่ตอบโจทย์วิกฤตและอนาคต “ในเวลาแบบนี้ ภาครัฐไม่ควรเป็นคอขวดของการแก้ไขปัญหา หรือนิ่งเฉยกับข้อจำกัด ข้อจำกัดของภาครัฐมีทุกประเทศ สิ่งที่ต้องทำคือรีบกระจายอำนาจออกไปสู่บุคคลและหน่วยงาน รวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติงานด้วยความชัดเจนและโปร่งใส เพื่อให้เกิดความคล่องตัวพอที่จะนำประเทศไทยให้รอดพ้นไปจากวิกฤตครั้งนี้ รวมถึงทะยานเหนือความท้าทายอื่นๆ ที่ยังรอเราอยู่ หมดแล้วยุคสมัยของการทำนโยบายแบบบนลงล่างอย่างเดียว” ดร.อุตตม สาวนายน ประธานคณะที่ปรึกษา ThailandFuture กล่าว

 

และที่ขาดไม่ได้ก็คือ อันดับที่สาม ประเทศไทยจะต้องคิด-ทำนโยบายอย่าง ‘เป็นวิทยาศาสตร์’ มากขึ้น เลิก Candle-Driven แล้วหันมาอิงหลักฐานเชิงข้อมูลมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเริ่มเก็บฐานข้อมูลโดยคำนึงถึงการวัดผลในอนาคต การทำการทดลองพฤติกรรมศาสตร์ การดำเนินนโยบายบนหลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidence-based Policymaking) หรือการใช้เทคนิคห้องปฏิบัติการอนาคตเพื่อรังสรรค์แนวทางและนวัตกรรมนโยบายใหม่ๆ ร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ลงพื้นที่ทำโปรโตไทป์ (Prototype) จากนั้นปรับปรุงแล้วนำไปขยายผลต่อ เพื่อให้นโยบายในอนาคตมีประสิทธิผล คุ้มเงินภาษี และคุ้มเวลาที่เสียไปกว่าเดิม 

 

ยกตัวอย่าง ปัญหาอุบัติเหตุทางถนน ซึ่งถือเป็นปัญหาทุนมนุษย์ระดับชาติที่คร่าชีวิตคนไทยโดยเฉลี่ย 40 คนต่อวันมาโดยตลอด ThailandFuture ร่วมมือกับภาคีที่มีประสบการณ์ในการใช้ข้อมูลบิ๊กดาต้าเพื่อแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุ อย่าง มูลนิธิศูนย์ข้อมูลจราจรอัจฉริยะไทย (iTIC) บริษัท สยามเมทริกซ์ คอนซัลติ้ง จำกัด และแผนงานภายใต้ความร่วมมือระหว่าง​องค์การอนามัยโลกกับรัฐบาลไทย เพื่อตกผลึกคู่มือการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุ ตั้งแต่ต้นน้ำในการแก้ไขจุดเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุที่ซ้ำซาก จนถึงปลายน้ำในการยกระดับบริการ การใช้สิทธิ์ การเยียวยาผู้พิการ และการประเมินต้นทุนต่อสังคม รวมถึงขยายผลการวัดผลและการทดลองเชิงพื้นที่ เช่น การตั้งด่านตรวจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การทดลองเชิงพฤติกรรมศาสตร์กับป้ายจราจร และเสนอช่องทางในการคมนาคมยามค่ำคืนที่เป็นช่วงเวลาแห่งการสูญเสีย 

 

จุดมุ่งหมายสูงสุดของ ThailandFuture คือ อนาคตที่การคิดการทำนโยบายในการพัฒนาอนาคตประเทศ จะเป็นกระบวนการที่ ‘ทุกคน’ สามารถเข้าใจ เข้าถึง มีส่วนร่วมได้ และค้นพบว่าเป็นกิจกรรมที่คุ้มค่า “ประเทศไทยเป็นของเราทุกคน ไม่ว่าความหลากหลายทางวัฒนธรรม ชีวภาพ หรือแม้กระทั่งความคิด ล้วนแล้วแต่เป็นเสน่ห์ของเรา อยากชวนพวกเรามาแสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง ให้ประเทศก้าวเดินต่อไปครับ” ณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ประธานกรรมการบริหาร ThailandFuture กล่าวถึงความจำเป็นของกระบวนการคิดการทำนโยบายอย่างเปิดกว้างเพื่อร่วมมือกันเดินไปข้างหน้า

 

โดยในการเดินทางครั้งนี้ ThailandFuture ได้เริ่มร่วมมือกับภาคีเครือข่ายเพื่อดำเนินงานและพัฒนาผลักดันแนวคิดนี้แล้ว ผ่านกรอบ 5 ประเด็นเชิงนโยบายที่มุ่งเน้น ได้แก่

  1. เทคโนโลยีกลุ่มแนวหน้า (Frontier Technologies)
  2. เครื่องยนต์ใหม่ในการพัฒนาประเทศ (New Growth Engine)
  3. การพัฒนาทุนมนุษย์ (Human Capital Development)
  4. การปฏิรูปภาครัฐ (Government Transformation)
  5. สิทธิและโอกาส (Rights & Opportunities)

และ ThailandFuture จะดำเนินงานผ่าน 4 รูปแบบต่อไปนี้ 

 

ThailandFuture Policy Platform: แพลตฟอร์มทางความคิดและการลงมือทำของนโยบายสาธารณะ ช่วยผสานพลังของผู้ที่มุ่งมั่นขับเคลื่อนประเทศไทย ให้เกิดเครือข่ายการทำงานร่วมกันและผลักดันการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในพื้นที่จริง เชื่อมต่อข้อมูลจากเสียงประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียไปสู่ผู้นำในการออกแบบและขับเคลื่อนนโยบาย เช่น สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ GISTDA 

 

ThailandFuture Playbook: แผนการเดินเกมที่ ThailandFuture และพาร์ตเนอร์ตกผลึกแนวทางปฏิบัติจากการศึกษา ออกแบบ ลงมือทำ และวัดผลกับปัญหาจริง ผู้ใช้จริง และพื้นที่จริง ในรูปแบบ ‘คู่มือการแก้ปัญหา’ แบบ Systems-Thinking และ Solution-Driven ที่เข้าใจง่ายและอัปเดตเวอร์ชันอยู่เสมอเหมือนซอฟต์แวร์ โดยจะผลิตผลงานรูปแบบนี้ร่วมกับภาคีพันธมิตร ได้แก่ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, แผนงานภายใต้ความร่วมมือระหว่าง​องค์การอนามัยโลกกับรัฐบาลไทย (WHO-RTG), สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER), สถาบันวิจัยเพื่อตลาดทุน เป็นต้น โดยในระยะหกเดือนข้างหน้า ThailandFuture จะมุ่งเน้น Playbook ในเรื่องความปลอดภัยทางถนนจากมุมมองทุนมนุษย์ การแก้ไขปัญหาความยากจน การพัฒนาตลาดทุนไทยของทุกคน รวมถึงแนวทางในการปรับโครงสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

 

ThailandFuture Talks: พูดคุยภาษานโยบายให้เกี่ยวกับคุณ เราชวน Change Agents และ Policy Enthusiasts มาพูดคุย ตั้งคำถามในมุมมองที่สดใหม่ กับเรื่องราวชวนพัฒนาประเทศ ให้เปิดโลก เข้าใจและเข้าถึงง่าย เพื่อให้วันหนึ่งเรื่อง ‘นโยบาย’ จะกลายเป็นเรื่องของทุกคน แม้มันจะเคยเป็นเรื่องที่เข้าถึงยากและเข้าใจยาก 

 

ThailandFuture Upgrades: อัปเกรดการออกแบบและขับเคลื่อนนโยบาย ผ่านเวิร์กช็อปที่พิสูจน์ความสำเร็จมาเป็นเวลากว่า 12 ปี ด้านนโยบายการขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven Policy) และด้าน Foresight & Policy Labs เพื่อติดอาวุธการทำงานให้กับองค์กรภาครัฐ 

 

“ในช่วงวิกฤตโควิด เชื่อว่าทุกคนคงมีโอกาสได้สัมผัสพลังแรงใจของทุกภาคส่วนที่ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน อาสาใช้เครื่องมือและศักยภาพจุดเด่นของตนเองเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาส่วนรวม ในภาวะแบบนี้สังเกตได้ว่าหมวกหรือบทบาทของแต่ละคนมักไม่ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นข้อจำกัดหรือขอบเขต แต่ถูกนำมาใช้เป็นจุดแข็งและสปีดโบ๊ทของการทำงาน เราร่วมกันทำทั้งหมดนี้เองได้ก็เพราะว่าบังเอิญวิกฤตนี้บีบบังคับให้เกิดการเปิดช่อง เกิดการเชื่อมต่อ เกิดการกระจายอำนาจแบบเล็กๆ ในเวลาที่ยากลำบากที่สุดของทุกคน ผมเชื่อว่าหากเราสามารถเรียนรู้จากประสบการณ์นี้แล้วประยุกต์มันเข้ากับเรื่องอื่นๆ ของอนาคตประเทศสเกลความสำเร็จของมันออกไปในวงกว้างด้วยกัน พวกเราคงได้เห็นแสงสว่างปลายทางของอนาคตประเทศไทยกันบ้าง” 

 

“ในเวลาแบบนี้ เราต้องหาวิถีใหม่ในการไปข้างหน้า ไม่มีเหตุผลที่จะใช้วิธีเดิมๆ ที่พิสูจน์มาแล้วนักต่อนักว่าไม่เพียงพอและไม่สอดคล้องกับความท้าทายใหม่ๆ วันนี้เราต้องเชื่อมต่อกันให้มากๆ กระจายอำนาจที่กระจุกและไม่โปร่งใสออกไปสู่ทีมที่มีศักยภาพ และต้องเริ่มใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์กับเทคโนโลยีให้มากขึ้น ประเทศไทยจึงจะมีอนาคต ThailandFuture ขอเป็นตัวกลางสนับสนุนแนวทางใหม่นี้ เพราะเชื่อว่าด้วยวัตถุดิบที่เรามี อนาคตประเทศไทยต้องดีกว่านี้” ดร.ณภัทร กล่าวปิดท้าย


พิสูจน์อักษร: ชนเนตร ลอยครุฑ

The post สถาบันอนาคตไทยศึกษา ปรับโฉมสู่ ‘ThailandFuture’ เสนอทางออกดับไฟแห่งปัญหา 3 ด้าน ช่วยไทยรอดพ้นวิกฤต appeared first on THE STANDARD.

]]>