สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทา/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 16 Jun 2026 09:48:19 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ครม. อนุมัติขยายเวลา 3 มาตรการภาษีอีก 2 ปี ลด e-Withholding Tax เหลือ 1% หักค่าใช้จ่ายลงทุนระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ได้ 2 เท่า https://thestandard.co/cabinet-extend-tax-measures-e-withholding/ Tue, 16 Jun 2026 09:48:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1219127 ภาพกราฟิกแสดงชายกำลังถือแท็บเล็ตที่มีข้อความ e-Tax และข้อความ ครม. ขยายเวลา 3 มาตรการภาษี

ครม. อนุมัติขยายเวลา 3 มาตรการภาษีอีก 2 ปี ถึง 31 ธันวา […]

The post ครม. อนุมัติขยายเวลา 3 มาตรการภาษีอีก 2 ปี ลด e-Withholding Tax เหลือ 1% หักค่าใช้จ่ายลงทุนระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ได้ 2 เท่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงชายกำลังถือแท็บเล็ตที่มีข้อความ e-Tax และข้อความ ครม. ขยายเวลา 3 มาตรการภาษี

ครม. อนุมัติขยายเวลา 3 มาตรการภาษีอีก 2 ปี ถึง 31 ธันวาคม 2570 ลด e-Withholding Tax เหลือ 1% พร้อมหักรายจ่ายลงทุนในระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ได้ 2 เท่า และหักบริจาคเพื่อสนับสนุนการศึกษาและการกีฬาผ่านระบบ e-Donation ได้ 2 เท่า

 

วันนี้ (16 มิถุนายน) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เผยว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้ขยายระยะเวลามาตรการภาษี จำนวน 3 มาตรการ แบ่งเป็น

 

1) ขยายเวลาลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย ที่จ่ายผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Withholding Tax) ลงเหลือ 1% อีกครั้ง หลังมาตรการดังกล่าวสิ้นสุดลงไปก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา

 

โดยเป็นการขยายเวลาต่ออีก 2 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570 นับเป็นการลด e-Withholding Tax ลงจากอัตราปกติที่ หัก 1% สำหรับค่าขนส่ง, หัก 2% ค่าโฆษณา, หัก 3% ในจ้างงานเหมา และหัก 5% สำหรับค่าเช่า

 

เบื้องต้น ดร.เอกนิติ คาดว่าจะช่วยให้เกิดสภาพคล่องหมุนเวียนภาคเอกชนประมาณ 27,000 ล้านบาท

 

2) ขยายเวลาหักค่าใช้จ่ายลงทุนระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ได้ 2 เท่าของรายจ่าย ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570 เพื่อส่งเสริมการลงทุนในระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์

 

โดยบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สามารถหักรายจ่ายการลงทุน และรายจ่ายค่าใช้บริการระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์และใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice & e-Receipt) ได้ 2 เท่า

 

ตลอดจนสามารถหักรายจ่ายลงทุนในระบบ e-Withholding Tax รวมถึงรายจ่ายค่าตรวจประเมินระบบสารสนเทศที่ผู้ให้บริการจัดทำหรือนำส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (Service Provider) จ่ายให้แก่สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) ได้ 2 เท่าของรายจ่ายที่จ่ายจริงเช่นกัน

 

3) ขยายระยะเวลาการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี 2 เท่า สำหรับการบริจาคเพื่อสนับสนุนการศึกษาและการกีฬาผ่านระบบ e-Donation

 

ดร.เอกนิติระบุว่า มาตรการดังกล่าวจะช่วยลดหย่อนภาษี แบบเดียวกับการลดหย่อนเงินบริจาคให้วัด แต่รอบนี้เป็นการบริจาคให้กับการศึกษา และการกีฬา ที่มีสมาคมที่ได้รับการรับรอง

 

โดยต้องบริจาคผ่านสถานศึกษา ดังต่อไปนี้

 

1.1 สถานศึกษาของรัฐ

 

1.2 โรงเรียนเอกชน แต่ไม่รวมถึงโรงเรียนนอกระบบ

 

1.3 สถาบันอุดมศึกษาเอกชน

 

1.4 สถานศึกษาที่จัดตั้งขึ้นในประเทศไทยตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับทบวงการชำนัญพิเศษแห่งสหประชาชาติ

 

1.5 สถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศ

 

ส่วนการบริจาคเพื่อการกีฬา ต้องบริจาคดังต่อไปนี้

 

2.1 การกีฬาแห่งประเทศไทย

 

2.2 คณะกรรมการกีฬาจังหวัด

 

2.3 สมาคมกีฬาแห่งจังหวัด

 

2.4 สมาคมกีฬาที่ใช้คำว่า ‘แห่งประเทศไทย’ หรือกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ

 

ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยการกีฬาแห่งประเทศไทย

 

2.5 กรมพลศึกษา

 

นอกจากนี้ พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่ากระทรวงการคลังได้ประมาณการว่า มาตรการภาษีเพื่อการศึกษาและการกีฬาจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ปีละประมาณ 1,600 ล้านบาท เมื่อรวม 3 ปีภาษี จะอยู่ที่ราว 4,800 ล้านบาท แบ่งเป็นการสูญเสียรายได้จากมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการศึกษาปีละ 1,540 ล้านบาท และมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการกีฬาปีละประมาณ 60 ล้านบาท

 

ภาพ: mayam_studio / Shutterstock

The post ครม. อนุมัติขยายเวลา 3 มาตรการภาษีอีก 2 ปี ลด e-Withholding Tax เหลือ 1% หักค่าใช้จ่ายลงทุนระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ได้ 2 เท่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดีอี-ตำรวจไซเบอร์ แถลงกรณี live สด อนาจาร ดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เร่งขยายผลถึงผู้โพสต์-แพลตฟอร์ม https://thestandard.co/de-cyber-police-obscene-live-platforms/ Mon, 25 May 2026 07:16:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1210644 ภาพเจ้าหน้าที่กระทรวงดีอีและตำรวจไซเบอร์แถลงข่าวกรณีไลฟ์สดอนาจาร

วันนี้ (25 พฤษภาคม) ไชยชนก ชิดชอบ ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตร […]

The post ดีอี-ตำรวจไซเบอร์ แถลงกรณี live สด อนาจาร ดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เร่งขยายผลถึงผู้โพสต์-แพลตฟอร์ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเจ้าหน้าที่กระทรวงดีอีและตำรวจไซเบอร์แถลงข่าวกรณีไลฟ์สดอนาจาร

วันนี้ (25 พฤษภาคม) ไชยชนก ชิดชอบ ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมกับสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) และกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ประชุมร่วมกับตัวแทนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ภายหลังเกิดเหตุการไลฟ์สดเนื้อหาลามกอนาจารบนโลกออนไลน์ในช่วง 2 วันที่ผ่านมา ซึ่งมีการเผยแพร่ผ่านหลายบัญชีผู้ใช้งาน และบางกรณีดำเนินต่อเนื่องนาน 8-10 ชั่วโมงโดยไม่ถูกระงับ

 

ในการประชุม มีตัวแทนจากบริษัท Meta เข้าร่วมในระดับ Director of Public Policy ประจำภูมิภาคเอเชียใต้และอาเซียน เพื่อรับฟังข้อมูลจากภาครัฐไทย และหารือแนวทางป้องกันการเผยแพร่เนื้อหาผิดกฎหมายในอนาคต

 

ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการ ETDA ชี้แจงความคืบหน้าว่า กระทรวงดิจิทัลฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ตรวจพบการไลฟ์สดลักษณะลามกอนาจารรวมอย่างน้อย 5 บัญชี และได้รวบรวมข้อมูลส่งให้กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) เพื่อดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (4)

 

พร้อมทั้งมีการตรวจสอบความรับผิดชอบของแพลตฟอร์มตามมาตรา 15 โดยไชยชนก ชิดชอบได้สั่งการให้แพลตฟอร์มเร่งส่งข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อพิจารณาว่าเข้าข่ายละเลยการระงับเนื้อหาหรือไม่ ซึ่งหากพบความบกพร่อง อาจนำไปสู่การดำเนินคดีทั้งต่อผู้โพสต์และผู้ให้บริการร่วมกัน

 

ETDA ได้ใช้อำนาจตาม พ.ร.ฎ. การประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล ส่งหนังสือถึง Meta เพื่อขอข้อมูลสำคัญ อาทิ ข้อมูลบัญชีต้นทาง เครือข่ายการกระจายเนื้อหา ระบบตรวจจับ (Detection) และระบบระงับการเผยแพร่ (Take Down) ทั้งแบบอัตโนมัติและการใช้บุคลากร

 

ทั้งนี้ การระงับเนื้อหาอย่างรวดเร็วเป็นมาตรการสำคัญ แต่กฎปัจจุบันที่กำหนดกรอบเวลา 24 ชั่วโมงอาจไม่ทันต่อสถานการณ์จริง จึงอยู่ระหว่างการทบทวนเพื่อปรับปรุงให้เหมาะสมกับประเภทความเสี่ยงของเนื้อหา

 

ด้านกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) รายงานว่า ศูนย์เฝ้าระวังสื่อสังคมออนไลน์ตรวจพบการไลฟ์สดลักษณะดังกล่าวรวม 33 บัญชีในวันเกิดเหตุ และเพิ่มอีก 2 บัญชีในวันถัดมา โดยพบว่าบางส่วนเป็นบัญชีอวตาร ใช้ภาพปลอมหรือภาพบุคคลอื่นเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ

 

นอกจากนี้ ยังพบการแนบลิงก์ระหว่างการไลฟ์ ซึ่งอาจเข้าข่ายฟิชชิงเพื่อหลอกลวงหรือขโมยข้อมูลผู้ใช้งาน รวมถึงมีการนำเนื้อหาไปเผยแพร่ซ้ำในเว็บไซต์ลามก และใช้เป็นช่องทางโฆษณาชักชวนเล่นพนันออนไลน์

 

ขณะนี้อยู่ระหว่างการสืบสวนตัวบุคคลเบื้องหลังทั้งหมด เพื่อพิสูจน์ตัวตนและขยายผล โดยยืนยันว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (4) และมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี

 

ขณะเดียวกัน บช.สอท. ระบุว่าได้ประสานงานกับ Meta เพื่อขอข้อมูลทางเทคนิคและบัญชีที่เกี่ยวข้อง พร้อมแชร์รูปแบบพฤติกรรมของผู้กระทำผิด เพื่อพัฒนาระบบตรวจจับให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยยอมรับว่าผู้กระทำผิดมีการใช้เทคนิคหลบเลี่ยง เช่น การปกปิดใบหน้าและการดัดแปลงเนื้อหา

 

ขณะที่ ไชยชนกกล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนปัญหาเชิงระบบของการกำกับดูแลเนื้อหาออนไลน์ในปัจจุบัน ทั้งในด้านความรวดเร็วของการแพร่กระจายข้อมูล และข้อจำกัดของมาตรการลบเนื้อหาในกรอบเวลา 24 ชั่วโมง ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับสถานการณ์จริง จึงอยู่ระหว่างการพิจารณาปรับปรุงให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงของเนื้อหาแต่ละประเภท

 

พร้อมย้ำว่า รัฐจะยกระดับการบังคับใช้กฎหมายให้ครอบคลุมทั้งผู้สร้างคอนเทนต์ ผู้เผยแพร่ และแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้อง หากพบการละเลยการระงับเนื้อหาหลังรับทราบเหตุ อาจต้องรับผิดร่วมตามกฎหมาย พร้อมเตือนว่า การเผยแพร่ แชร์ หรือส่งต่อเนื้อหาลามกอนาจารในระบบคอมพิวเตอร์ถือเป็นความผิดตามกฎหมายเช่นเดียวกัน และขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการมีส่วนเกี่ยวข้องในทุกกรณี

 

ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างบูรณาการข้อมูลร่วมกัน เพื่อยกระดับมาตรการกำกับดูแลเนื้อหาออนไลน์ให้มีประสิทธิภาพและทันต่อสถานการณ์มากขึ้น

The post ดีอี-ตำรวจไซเบอร์ แถลงกรณี live สด อนาจาร ดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เร่งขยายผลถึงผู้โพสต์-แพลตฟอร์ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ETDA กำกับเข้ม แพลตฟอร์มต้องคุมสินค้ามาตรฐาน ย้ำค่าธรรมเนียมเป็นธรรม ปิดช่องโกงออนไลน์ https://thestandard.co/etda-digital-platform-regulation-2026-consumer-protection/ Fri, 16 Jan 2026 09:40:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1166033 etda-digital-platform-regulation-2026-consumer-protection

สำนักงานพัฒนาธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) เดินหน้ากำกับ […]

The post ETDA กำกับเข้ม แพลตฟอร์มต้องคุมสินค้ามาตรฐาน ย้ำค่าธรรมเนียมเป็นธรรม ปิดช่องโกงออนไลน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
etda-digital-platform-regulation-2026-consumer-protection

สำนักงานพัฒนาธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) เดินหน้ากำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างเข้มข้นในปี 2569 เร่งผลักดันกฎเกณฑ์ที่ออกไปแล้วให้บังคับใช้จริงอย่างเป็นรูปธรรม คุมแพลตฟอร์มให้รับผิดชอบต่อระบบมากขึ้น ทั้งในมิติของมาตรฐานสินค้า ค่าธรรมเนียมที่เป็นธรรม และการปิดช่องโหว่อาชญากรรมออนไลน์ 

 

ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการ ETDA

ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการ ETDA

 

ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการ ETDA ระบุว่า ปีนี้ถือเป็นปีของการติดตามและบังคับใช้กติกาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการกำกับให้สินค้าที่จำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มต้องเป็นไปตามมาตรฐานของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่ต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา เพื่อยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคและสร้าง Digital Trust บนแพลตฟอร์ม

 

“เราพยายามกำกับแพลตฟอร์มให้มีความโปร่งใสและเป็นธรรม มี 2 แนวทาง ถ้าเป็นแพลตฟอร์มที่กำหนดเกณฑ์ออกมาแล้ว จะเข้าไปเฝ้าระวังว่าหลังจากออกเกณฑ์ไปแล้วมีการปฎิบัติตามเกณฑ์มากน้อยแค่ไหน แล้วพยายามให้ทำตามเกณฑ์เพื่อให้ผู้ใช้บริการไม่เกิดปัญหาหรือปัญหาได้รับการแก้ไข กับในส่วนที่ยังไม่มีประกาศเป็นเกณฑ์ให้แพลตฟอร์มต้องทำ เราจะส่งเสริมให้แพลตฟอร์มรวมกลุ่มกัน และแต่ละกลุ่มมีกลไกในการดูแลกันเอง หากทำได้ภาครัฐก็ไม่จำเป็นต้องออกกฎเกณฑ์ให้แพลตฟอร์มต้องทำ”

 

สำนักงานพัฒนาธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) แถลงนโยบายกำกับดูแลแพลตฟอร์ม

 

ภายใต้พระราชกฤษฎีกาการประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบ พ.ศ. 2565 (กฎหมาย DPS) ปัจจุบันมีแพลตฟอร์มแจ้งข้อมูลการประกอบธุรกิจผ่านระบบ ETDA แล้วกว่า 2,056 แพลตฟอร์ม (ข้อมูล ณ วันที่ 13 มกราคม 2569) โดยกรอบการกำกับดูแลในปีนี้ถูกวางไว้ชัดเจนใน 3 มิติหลัก

1. สินค้าและบริการต้องถูกกฎหมาย

 

  • Online Marketplace ได้มีการบังคับใช้ ประกาศ คธอ. เรื่อง การดำเนินการอื่น ตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2568 เพื่อกำกับให้การขายสินค้าและบริการบนแพลตฟอร์มเป็นไปตามกฎหมายและมาตรฐานที่กำหนด พร้อมเตรียมขยายการกำกับไปยัง Social Commerce หรือโซเชียลมีเดียที่มีฟังก์ชันสนับสนุนการซื้อขาย ซึ่งเข้าข่ายแพลตฟอร์มลักษณะเฉพาะตามมาตรา 18(2) ของกฎหมาย DPS
  • Ride Sharing เดินหน้ามาตรการผ่อนปรนและอำนวยความสะดวกให้ผู้ขับสามารถขึ้นทะเบียน รย.17/18 กับ กรมการขนส่งทางบก ได้ง่ายขึ้น ผ่านระบบ Driver Verify เพื่อออกใบรับรองฯ ใช้เป็นหนึ่งในหลักฐานประกอบการขึ้นทะเบียนให้แล้วเสร็จก่อนที่ประกาศ Ride Sharing จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 31 มีนาคม 2569 พร้อมเตรียมหารือร่วมกับ ขบ. สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และแพลตฟอร์ม เพื่อเร่งกำหนดแพ็กเกจประกันภัยรูปแบบใหม่สำหรับรถที่ให้บริการผ่านแพลตฟอร์ม
  • เตรียมผลักดันกรอบ Self-Regulation สำหรับ ‘สินค้าความเสี่ยง’ บนตลาดออนไลน์ เช่น ปืน sim box และบุหรี่ไฟฟ้า โดยจะหารือร่วมกับแพลตฟอร์ม หน่วยงานกำกับ และภาคผู้บริโภค เพื่อจัดทำ ‘มาตรฐานขั้นต่ำ’ ที่ใช้ได้จริง ตั้งแต่กระบวนการตรวจสอบ คัดกรอง แจ้งเตือน ระงับ ไปจนถึงการจัดการกรณีทำผิดซ้ำ
  • Space Sharing หรือการเช่าที่พักระยะสั้นผ่านแพลตฟอร์ม อยู่ระหว่างพิจารณาแนวทางกำกับภายใต้กฎหมาย DPS เนื่องจากเกี่ยวข้องหลายมิติ ทั้งกฎหมายการประกอบกิจการ การใช้สถานที่ ความปลอดภัย และผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสีย โดยอยู่ในขั้นศึกษาหลักการและมาตรการที่เหมาะสมสำหรับการกำกับในอนาคต

2. ค่าธรรมเนียมและการแข่งขันที่เป็นธรรม

 

ในส่วนของค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม e-Commerce ETDA เตรียมศึกษาความเหมาะสมของโครงสร้างค่าธรรมเนียม เพื่อให้การคิดค่าบริการมีความโปร่งใส เป็นธรรม และชัดเจนว่าผู้ขายจ่ายค่าอะไรและควรได้รับผลลัพธ์ขั้นต่ำอย่างไร โดยทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และจัดทำแนวปฏิบัติเพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการร่วมฯ ภายใต้กฎหมาย DPS ต่อไป

 

สำหรับมิติ Logistics ETDA ได้จัดทำร่างหลักการกำกับดูแล พร้อมเปิดรับฟังข้อเท็จจริงและความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียครบทุกฝ่าย ทั้งผู้ให้บริการขนส่ง แพลตฟอร์มตลาดสินค้า และผู้ขายบนแพลตฟอร์ม ก่อนส่งต่อให้ คณะกรรมการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักด้านการแข่งขันทางการค้า รับไปกำกับดูแลต่อตามมติของ คณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (คธอ.)

 

สำนักงานพัฒนาธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) แถลงนโยบายกำกับดูแลแพลตฟอร์ม

 

3. ปิดช่องฉ้อโกงออนไลน์ (Online Fraud)

 

ETDA ขับเคลื่อนมาตรการเชิงป้องกัน ผ่านการผลักดัน (ร่าง) ประกาศ คธอ. เรื่อง มาตรการเพื่อป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสำหรับผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ ภายใต้กรอบ พ.ร.ก.บัญชีม้า กำหนดให้แพลตฟอร์มต้องมีมาตรการพิสูจน์ตัวตน กลั่นกรองเนื้อหา และระงับเนื้อหาที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเสนอร่างต่อ คธอ.

 

ควบคู่กับการเดินหน้าแคมเปญ DPS Trust Every Click ปี 2 เพื่อขยาย ‘กลไกร่วมกำกับ’ เปิดพื้นที่ให้หน่วยงานกำกับ แพลตฟอร์ม และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ร่วมออกแบบแนวทางดูแลบริการแพลตฟอร์มที่เชื่อถือได้ ผ่านกิจกรรม Engagement ต่อเนื่องตลอดปี ทั้งเวที Workshop การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการรับฟังความคิดเห็น เพื่อนำไปสู่การพัฒนากลไกกำกับดูแลที่ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม และสร้างความมั่นใจให้คนไทยในทุกการคลิกใช้งานแพลตฟอร์มดิจิทัล

 

จากทิศทางดังกล่าว คาดว่าการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัลในปี 2569 จะเห็นความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยผลลัพธ์สำคัญจะตกอยู่กับประชาชน ที่จะได้รับการคุ้มครองมากขึ้น ใช้บริการแพลตฟอร์มได้อย่างโปร่งใส เป็นธรรม และมั่นใจยิ่งขึ้นในทุกการใช้งานบนโลกออนไลน์

The post ETDA กำกับเข้ม แพลตฟอร์มต้องคุมสินค้ามาตรฐาน ย้ำค่าธรรมเนียมเป็นธรรม ปิดช่องโกงออนไลน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อโลกขับเคลื่อนด้วย AI ประเทศไทยจะเหยียบคันเร่งหรือเข้าเกียร์ว่าง? เจาะลึกทางออกก่อนที่เราจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/thailand-ai-future-strategy-accelerate-or-idle/ Sun, 29 Jun 2025 02:00:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1090500

หากเปรียบการเปลี่ยนแปลงของโลกเป็นคลื่น ปัญญาประดิษฐ์ หร […]

The post เมื่อโลกขับเคลื่อนด้วย AI ประเทศไทยจะเหยียบคันเร่งหรือเข้าเกียร์ว่าง? เจาะลึกทางออกก่อนที่เราจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

หากเปรียบการเปลี่ยนแปลงของโลกเป็นคลื่น ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ก็คงเป็นคลื่นยักษ์ที่กำลังถาโถมเข้าใส่ทุกชายฝั่งของอุตสาหกรรมอย่างไม่มีข้อยกเว้น จากที่เคยเป็นเพียงแนวคิดในนิยายวิทยาศาสตร์ วันนี้ AI ได้แทรกซึมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน 

 

กลายเป็นผู้ช่วยที่มองไม่เห็นซึ่งคอยขับเคลื่อนทุกอย่างตั้งแต่การแนะนำเพลงที่เราฟังไปจนถึงการบริหารจัดการเมืองอัจฉริยะ พลังของมันมหาศาลเกินกว่าจะถูกมองข้าม และนี่คือจุดเปลี่ยนที่ทุกธุรกิจและทุกประเทศต้องหันมาเผชิญหน้าอย่างจริงจัง

 

เวทีเสวนา ‘AI & The Next Economic Leap: พลิกโฉมธุรกิจ พลิกอนาคตเศรษฐกิจไทย’ ในงาน Bangkok AI Week 2025 จึงเปรียบเสมือนการเปิดหน้ากระดานสนทนาครั้งสำคัญของประเทศไทย โดยเริ่มต้นจากมุมมองของ กล้า ตั้งสุวรรณ แห่ง Wisesight (Thailand) และ ปริชญ์ รังสิมานนท์ จาก Looloo Technology 

 

ก่อนจะส่งไม้ต่อให้วงเสวนาที่รวมสุดยอดขุนพลจากหลากหลายวงการ ทั้ง กวีวุฒิ เต็มภูวภัทร จาก SCB 10X, แซม ตันสกุล แห่ง The Capital T และ ดร.ชาญวิทย์ บุญช่วย นายกสมาคม AIEAT ซึ่งดำเนินรายการโดย ศิรัถยา อิศรภักดี จาก THE STANDARD WEALTH เพื่อร่วมกันถอดรหัสว่า AI คือ ‘โอกาสทอง’ ที่จะพลิกอนาคตเศรษฐกิจไทยได้อย่างไร

 

 

AI: พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาวะวิกฤต

ท่ามกลางเสียงบ่นว่าเศรษฐกิจซบเซา บนเวทีได้เสรอมุมมองที่ว่า ‘เศรษฐกิจแย่ แต่บริษัทคุณไม่จำเป็นต้องแย่ด้วย’ เพราะในภาวะที่ทุกคนเคลื่อนตัวช้า คือจังหวะที่ดีที่สุดในการปรับตัวและเร่งสปีดแซงหน้าคู่แข่ง AI ได้กลายเป็นเครื่องมือประชาธิปไตยทางเทคโนโลยี ที่เปิดโอกาสให้ธุรกิจ โดยเฉพาะ SME สามารถสร้างการเติบโตแบบทวีคูณได้อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

 

AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนมหาศาล ทำให้ธุรกิจขนาดเล็กทำงานได้โดยใช้ทรัพยากรบุคคลน้อยที่สุด ตัวอย่างเช่นบริษัทพวงหรีดที่ใช้ AI บริหารจัดการทุกอย่างแบบครบวงจร ตั้งแต่รับออเดอร์ จัดการคิวงาน ขนส่ง ติดตามสถานะ ชำระเงิน จนถึงการนำเงินไปบริจาคต่อ โดยมีคนเข้ามาเกี่ยวข้องน้อยที่สุด และสามารถสร้างผลลัพธ์ด้วยการบริจาคเงินกว่า 30 ล้านบาทใน 5 ปี 

 

ปริชญ์ รังสิมานนท์ ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท ลูลู่ เทคโนโลยี จำกัด

 

นี่คือภาพสะท้อนของการเติบโตแบบ ‘Exponential’ ที่ AI กำลังสร้างขึ้น และเป็นบทพิสูจน์ว่าขนาดขององค์กรไม่สำคัญเท่าความเร็วในการปรับตัว

 

ศักยภาพของ AI ที่ไกลกว่าแค่ Chatbot

หลายคนอาจยังติดภาพว่า AI เป็นเพียง Chatbot สำหรับถามตอบ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ศักยภาพของ AI ถูกนำไปประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและน่าทึ่ง ตั้งแต่ธุรกิจค้าปลีกที่ใช้ AI จัดการสต็อกสินค้าคงคลังได้อย่างแม่นยำ และสร้างระบบแนะนำสินค้าที่รู้ใจลูกค้า จนสามารถเพิ่มรายได้หลักสิบล้านถึงร้อยล้านบาท

 

ในวงการสาธารณสุข AI ช่วยลดภาระงานเอกสารของแพทย์ได้ถึง 40% ผ่านการถอดเสียงและสรุปข้อมูลคนไข้อัตโนมัติ ทำให้พวกเขามีเวลาล้ำค่าไปทุ่มเทกับการรักษาผู้ป่วยได้มากขึ้น หรือในธุรกิจประกันภัยที่นำ AI มาช่วยวิเคราะห์และตรวจสอบการสนทนาของพนักงานขาย เพื่อให้แน่ใจว่าได้ให้ข้อมูลครบถ้วนตามกฎเกณฑ์ ซึ่งช่วยลดอัตราการยกเลิกกรมธรรม์ได้ถึงครึ่งหนึ่ง 

 

แม้กระทั่งในภาคการเกษตรที่ประเทศอย่างจอร์เจียใช้รถขับเคลื่อนอัตโนมัติที่ควบคุมด้วย AI เพื่อฉีดพ่นยาฆ่าหญ้าเฉพาะจุด ลดการใช้สารเคมีได้มหาศาลถึง 90%

 

 

เบื้องหลังความฉลาด: ข้อมูล กำลังคน และการลงทุน

หัวใจสำคัญที่หล่อเลี้ยงให้ AI เติบโตคือ ‘ข้อมูล’ ความฉลาดของ AI ขึ้นอยู่กับปริมาณและความหลากหลายของข้อมูลที่ใช้ฝึกฝน ยิ่งมีข้อมูลมหาศาล AI ก็จะยิ่งเรียนรู้และสร้างโมเดลความรู้ที่ซับซ้อนขึ้นได้เอง 

 

แต่สิ่งสำคัญที่ต้องย้ำเตือนคือ แม้ AI จะทำงานได้แม่นยำและรวดเร็วแค่ไหน AI กลับไม่มีสิ่งที่เรียกว่า ‘ความรับผิดชอบ’ ต่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ดังนั้นมนุษย์จึงยังคงต้องเป็นผู้ตัดสินใจและผู้รับผิดชอบสุดท้ายเสมอ โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับจริยธรรมและความปลอดภัย

 

กล้า ตั้งสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) จำกัด

 

ด้วยเหตุนี้ บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ทั่วโลกจึงทุ่มงบประมาณระดับหมื่นล้านถึงแสนล้านดอลล่าร์สหรัฐเพื่อสร้าง AI Factory และเร่งพัฒนาเทคโนโลยีอย่าง แม้จะยังไม่เห็นผลตอบแทนที่ชัดเจนในระยะสั้นก็ตาม การลงทุนนี้ครอบคลุมไปถึง ‘Robot AI’ และระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ ซึ่งมีข้อมูลสถิติที่ชัดเจนว่าสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดอุบัติเหตุน้อยกว่ามนุษย์อย่างมีนัยสำคัญ

 

ความท้าทายของไทยบนสมรภูมิ AI

แม้ประเทศไทยจะมีต้นทุนที่ดีอย่าง ‘พลังงานที่เสถียร’ และ ‘ข้อมูลมหาศาล’ จากการที่ประชากรใช้งานอุปกรณ์ดิจิทัลในระดับสูง แต่เมื่อมองลึกลงไป เรากลับเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้างที่น่ากังวลหลายประการ 

 

ประเด็นที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือการขาดแคลน ‘AI Talent’ ที่มีคุณภาพและสามารถลงมือทำงานได้จริง เรามีบุคลากรในด้านนี้ไม่ถึง 10,000 คน ซึ่งห่างไกลจากเป้าหมาย 30,000 คนในปี 2027 อย่างมาก 

 

ดร.ชาญวิทย์ บุญช่วย นายกสมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIEAT) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไซแนปส์ (ประเทศไทย) จำกัด

 

การขาดแคลนนี้ไม่ได้หมายถึงแค่ตัวเลข แต่หมายถึงการสูญเสียโอกาสในการเป็นผู้สร้างนวัตกรรม และอาจทำให้เราติดกับดักการเป็นเพียง ‘ผู้ใช้’ เทคโนโลยีจากต่างประเทศ

 

อุปสรรคสำคัญถัดมาคือข้อจำกัดด้านกฎหมาย โดยเฉพาะ ‘PDPA’ และกฎระเบียบอื่นๆ ที่ทำให้การนำข้อมูลมาใช้ฝึกฝน AI ไม่คล่องตัวเท่าที่ควร ซึ่งนำไปสู่ประเด็นน่ากังวลเรื่อง ‘อธิปไตยทางข้อมูล’ (Data Sovereignty) เพราะเมื่อเราใช้ข้อมูลในประเทศได้ไม่เต็มศักยภาพ ข้อมูลของคนไทยกลับถูกนำไปใช้เทรน AI ของแพลตฟอร์มต่างชาติ ทำให้พวกเขายิ่งฉลาดขึ้นและเข้าใจคนไทยดียิ่งกว่าเราเสียอีก

 

นอกจากนี้ ‘วัฒนธรรมองค์กร’ และ Mindset ของผู้บริหารจำนวนมากยังคงเป็นกำแพงที่มองไม่เห็น หลายองค์กรยังยึดติดกับระบบเดิมๆ ไม่กล้าลงทุนในสิ่งที่ผลตอบแทนไม่ชัดเจนในทันที หรือมัวแต่รอเทคโนโลยีที่ ‘ถูกที่สุด’ ซึ่งในโลกของ AI ที่เปลี่ยนแปลงรายวัน การรอคอยหมายถึงการถูกทิ้งห่างไปเรื่อยๆ จนตามไม่ทัน 

 

กวีวุฒิ เต็มภูวภัทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SCB 10X

 

แซม ตันสกุล CEO & Founder, The Capital T and Senior Advisor, Beryl8 จำกัด (มหาชน) & Antares Venture Capital

 

ปิดท้ายด้วย Ecosystem ที่ยังไม่เอื้อต่อการเติบโตของ Startup โดยเฉพาะกลุ่มที่ทำ Research-Based AI ซึ่งต้องการการลงทุนระยะยาว เรายังขาดแคลน Angel Investor ที่พร้อมจะสนับสนุนไอเดียใหม่ๆ ตั้งแต่เริ่มต้น ทำให้ผู้ประกอบการที่เก่งกาจจำนวนมากต้องต่อสู้อย่างโดดเดี่ยวหรือล้มเลิกไปในที่สุด

 

ทิศทางก้าวต่อไปของประเทศไทย

เพื่อทะลายกำแพงและปลดล็อกศักยภาพของประเทศ ข้อเสนอแนะจากเวทีได้ชี้ทิศทางที่ชัดเจนและต้องลงมือทำทันที ประการแรกคือการเปลี่ยนวิธีคิด ต้องเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจ ‘Pain Point’ ของธุรกิจให้ถ่องแท้ 

 

แล้วจึงนำ AI มาใช้เป็นโซลูชันที่ตอบโจทย์ ไม่ใช่การวิ่งตามเทคโนโลยีเพียงเพราะมันเป็นกระแส แนวทางนี้จะช่วยให้การลงทุนใน AI เกิดผลตอบแทนที่แท้จริงและไม่สูญเปล่า

 

ภารกิจเร่งด่วนที่สุดคือการสร้าง ‘AI Talent’ ที่มีคุณภาพและลงมือทำได้จริง เราไม่ได้ต้องการแค่นักทฤษฎี แต่ต้องการ ‘AI Engineer’ ที่สามารถนำโมเดลไปใช้งานจริงในสเกลใหญ่ได้ 

 

 

รวมถึงต้องส่งเสริมให้เกิดคนที่มีความสามารถในการสร้างโมเดลใหม่ๆ (Advanced AI) เพื่อให้ไทยขยับจากการเป็นผู้ใช้ไปสู่การเป็นผู้สร้างนวัตกรรม โดยภาครัฐและเอกชนต้องร่วมมือกันสร้างแรงจูงใจและเปิดพื้นที่ให้นักศึกษาได้เข้ามาฝึกงานและทำงานจริงเพื่อสร้างเสริมประสบการณ์

 

ในด้านกฎระเบียบ ต้องมีการทบทวนเพื่อ ‘ปลดล็อกการใช้ข้อมูล’ อย่างสร้างสรรค์และปลอดภัย โดยอาจนำเทคโนโลยีอย่าง Zero-Knowledge Proof หรือ Federated Learning มาใช้ เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว 

 

ขณะเดียวกัน ภาครัฐควรแสดงบทบาทผู้นำในการลงทุน โดยอาจทำหน้าที่เป็นผู้ร่วมลงทุน (LP) ในกองทุน Venture Capital เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนใน AI Startup ที่มีศักยภาพ เหมือนที่เวียดนามและอินโดนีเซียทำจนประสบความสำเร็จ

 

ศิรัถยา อิศรภักดี ผู้ก่อตั้ง Wealth Me Up และผู้ดำเนินรายการ Morning Wealth ทาง THE STANDARD WEALTH

 

 

ท้ายที่สุด การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากขาดการนำจากผู้นำองค์กร ‘CEO ต้องเป็นเจ้าของ AI Transformation’ โดยตรง ต้องมีความเข้าใจในเทคโนโลยีและเป็นผู้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กร ไม่ใช่แค่โยนให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายไอที 

 

เพราะการนำ AI มาใช้ไม่ใช่แค่การซื้อซอฟต์แวร์ แต่คือการเปลี่ยนวัฒนธรรมและวิธีคิดของทั้งองค์กร เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตที่กำลังมาถึง

The post เมื่อโลกขับเคลื่อนด้วย AI ประเทศไทยจะเหยียบคันเร่งหรือเข้าเกียร์ว่าง? เจาะลึกทางออกก่อนที่เราจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
“AI คือพาร์ตเนอร์แห่งโอกาส” ถอดกลยุทธ์ชนะเกมธุรกิจด้วย AI ในยุคที่อนาคตมาถึงเร็วกว่าที่คิด [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/bangkok-ai-strategy/ Thu, 26 Jun 2025 05:19:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1089377 bangkok-ai-strategy

บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ทั่วโลกกำลังทุ่มกำลังมหาศาลเพื่ […]

The post “AI คือพาร์ตเนอร์แห่งโอกาส” ถอดกลยุทธ์ชนะเกมธุรกิจด้วย AI ในยุคที่อนาคตมาถึงเร็วกว่าที่คิด [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
bangkok-ai-strategy

บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ทั่วโลกกำลังทุ่มกำลังมหาศาลเพื่อพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ให้เข้ามาช่วยทดแทนสิ่งที่มนุษย์ไม่อยากทำ และเพิ่ม Productivity ให้ชีวิตของคนทำงานอย่างต่อเนื่อง ความยิ่งใหญ่นี้เทียบได้กับการปฏิวัติอุตสาหกรรม ที่การมาถึงของไฟฟ้าและเครื่องจักรไอน้ำได้เปลี่ยนโลกทัศน์การใช้ชีวิตของมนุษย์ไปแบบพลิกฝ่ามือ

 

Bangkok AI Week 2025 จึงได้จัดเวทีเสวนาสุดเข้มข้นในหัวข้อ ‘Winning with AI: Strategies for Success: ชนะเกมธุรกิจด้วยกลยุทธ์ AI’ โดยได้รับเกียรติจากสองผู้เชี่ยวชาญแถวหน้าของวงการ นิติพัฒน์ ใจดี Head of AI School, Skooldio และ กษิดิศ สตางค์มงคล นักวิเคราะห์ข้อมูล เจ้าของเพจ DataRockie ที่ได้มาแบ่งปันวิสัยทัศน์และกลยุทธ์การใช้ AI เพื่อสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจ พร้อมไขความลับว่า AI จะช่วยให้คุณ ‘ชนะเกมธุรกิจ’ ได้อย่างไร

 

เวทีเสวนา AI เพื่อธุรกิจในงาน Bangkok AI Week

 

AI คืออนาคตที่เกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน

 

AI พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดดและรวดเร็วกว่าที่มนุษย์คาดการณ์ไว้มาก วันนี้ AI ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดในภาพยนตร์ไซไฟ แต่ได้ก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันและเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญที่เปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางธุรกิจอย่างสิ้นเชิง โลกกำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว และนวัตกรรมใหม่ๆ เกิดขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง 

 

ภูมิปัญญาที่มนุษย์สั่งสมมาตลอดอารยธรรมของเราสามารถเข้าถึงได้สะดวก รวดเร็ว และเข้าใจได้ง่ายดายยิ่งขึ้น จากการที่อินเทอร์เน็ตได้กลายเป็น ‘ห้องสมุด’ ขนาดใหญ่ที่รวบรวมความรู้และข้อมูลมหาศาลไว้ให้ทุกคนเข้าถึงได้ง่ายดาย และเมื่อผสานรวมกับ AI ความสามารถในการเข้าถึงและประมวลผลข้อมูลเหล่านี้ก็ยิ่งทวีคูณ นี่จึงเป็นโอกาสสำคัญสำหรับทุกคนในการเรียนรู้ พัฒนาตนเอง และนำความรู้ไปสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ โดยมนุษย์จะรับหน้าที่เป็น ‘กัปตันทีม’ และมี AI เป็นเหมือน ‘ลูกมือ’ คอยทำตามคำสั่ง

 

เวทีเสวนา AI เพื่อธุรกิจในงาน Bangkok AI Week

 

3 แนวโน้มสำคัญของ AI ที่ธุรกิจต้องจับตา

 

วันนี้บริษัทเทคฯ ระดับโลกกำลังส่งสัญญาณตรงกันว่าพวกเขามีเป้าหมายในการพัฒนา AI ให้ไปถึงระดับ AGI (Artificial General Intelligence) หรือ AI ที่มีศักยภาพใกล้เคียงกับมนุษย์อย่างแท้จริงในทุกด้าน โดยมี 3 แนวโน้มสำคัญที่กำลังให้ความใส่ใจเป็นพิเศษ ได้แก่

  • พลังงาน (Energy): AI ต้องการพลังงานมหาศาลในการประมวลผลและทำงาน ธุรกิจที่มุ่งเน้นการพัฒนาแหล่งพลังงานใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน หรือการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า จะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในอนาคตอันใกล้ การลงทุนในพลังงานสะอาด พลังงานหมุนเวียน หรือเทคโนโลยีการจัดการพลังงาน จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ธุรกิจเหล่านั้นสามารถเติบโตและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อโลกได้ในระยะยาว
  • AI Hardware: ความก้าวหน้าของ AI ไม่ได้ขึ้นอยู่กับซอฟต์แวร์เพียงอย่างเดียว แต่ Hardware ที่รองรับก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน การลงทุนในการวิจัยและพัฒนาชิป AI ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น การ์ดจอที่ประมวลผลได้รวดเร็วขึ้น หรือแม้แต่โครงสร้างพื้นฐานของ Data Center ที่รองรับการทำงานของ AI ขนาดใหญ่ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการปลดล็อกขีดจำกัดของ AI ในอนาคต ธุรกิจที่สามารถเข้าถึงหรือลงทุนในเทคโนโลยี Hardware เหล่านี้ได้ จะมีความได้เปรียบในการพัฒนาและใช้งาน AI ที่ซับซ้อนและทรงพลัง
  • AI Safety & Ethics: เมื่อ AI มีบทบาทมากขึ้นในชีวิตประจำวันและธุรกิจ ประเด็นด้านความปลอดภัย (Safety) และจริยธรรม (Ethics) จึงทวีความสำคัญขึ้นอย่างมาก การสร้าง AI ที่มีความรับผิดชอบ โปร่งใส ยุติธรรม และสามารถควบคุมได้ จะเป็นสิ่งที่สังคมและผู้บริโภคให้ความสำคัญ ธุรกิจที่สามารถพัฒนาและใช้งาน AI โดยคำนึงถึงหลักการเหล่านี้ จะสร้างความไว้วางใจและได้รับการยอมรับจากสาธารณะ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

 

นิติพัฒน์ ใจดี Head of AI School, Skooldio

นิติพัฒน์ ใจดี Head of AI School, Skooldio 

 

AI ไม่ใช่คู่แข่ง แต่เป็น ‘พาร์ตเนอร์แห่งโอกาส’

 

มุมมองที่ทุกคนต้องปรับจูนร่วมกัน คือ AI ไม่ใช่คู่แข่งที่มาแย่งงานมนุษย์ แต่เป็นเหมือน ‘พาร์ตเนอร์เชิงธุรกิจ’ ที่ช่วยขับเคลื่อนการทำงาน คว้าโอกาสให้องค์กรสามารถเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยมนุษย์ยังคงเป็นผู้นำอยู่ ผ่านการอาศัยความสามารถหลักของ AI ได้แก่

  • ความฉลาดและการวิเคราะห์: AI สามารถช่วยคิด วิเคราะห์ และคาดการณ์สิ่งต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ เช่น การทำนายยอดขาย การวิเคราะห์ปัญหาทางธุรกิจ หรือการวิเคราะห์ความรู้สึกของลูกค้าจากรีวิว
  • การประมวลผลภาษาและสร้างสรรค์คอนเทนต์: AI มีความเก่งกาจด้านภาษาอย่างน่าทึ่ง สามารถแปลภาษา เขียนบทความ สรุปข้อมูลการประชุม สร้าง Chatbot ที่โต้ตอบได้อย่างเป็นธรรมชาติ และสร้างสรรค์คอนเทนต์หลากหลายรูปแบบสำหรับธุรกิจ
  • การประมวลผลภาพและวิดีโอ: AI สามารถสร้างภาพและวิดีโอจากคำสั่ง รวมถึงการปรับแต่งภาพ และการสร้างภาพจำลอง 3 มิติเพื่อการออกแบบหรือการตลาด
  • การเขียนโค้ดและระบบอัตโนมัติ: AI สามารถช่วยเขียนโค้ด วิเคราะห์ข้อมูล หรือสร้างสูตรในโปรแกรมต่างๆ รวมถึงการนำ AI มาใช้ในงานที่ทำซ้ำๆ งานที่ผิดพลาดง่าย หรือต้องการความเร็วสูง เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ

 

กษิดิศ สตางค์มงคล นักวิเคราะห์ข้อมูล เจ้าของเพจ DataRockie

กษิดิศ สตางค์มงคล นักวิเคราะห์ข้อมูล เจ้าของเพจ DataRockie

 

Data คือ หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนความฉลาดของ AI

 

ในชีวิตของมนุษย์ การขาดข้อมูลที่จำเป็นไม่ต่างอะไรจากการเดินป่าโดยไร้เข็มทิศ เช่นเดียวกับ AI ที่ต้องพึ่งพา ‘ข้อมูลที่มีคุณภาพและมีความหมาย’ เพื่อนำไปตอบสนองความต้องการของคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

 

ความฉลาดของ AI ขึ้นอยู่กับปริมาณและคุณภาพของข้อมูลที่ใช้ในการฝึกฝนโมเดล การลงทุนในการรวบรวมและจัดการข้อมูลจึงเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนมหาศาล เพราะองค์กรที่มีข้อมูลคุณภาพดี ทุ่มเวลาและงบประมาณในการจัดเรียงข้อมูลอย่างเป็นระเบียบ ทำให้ AI สามารถดึงมาใช้ประโยชน์ได้สูงสุด จะเป็นผู้ชนะในเกมธุรกิจยุคใหม่

 

เวทีเสวนา AI เพื่อธุรกิจในงาน Bangkok AI Week

 

เป้าหมายการใช้ AI ระดับองค์กร ไม่ควรจำกัดอยู่แค่การลดต้นทุน แต่ควรใช้เพื่อสร้าง ‘New Value’ และ ‘ตอบโจทย์ลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น’ การนำ AI มาสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ บริการ หรือประสบการณ์ใหม่ๆ จะช่วยเพิ่มรายได้และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน เพราะในยุคที่ทุกคนมี AI ในมือ การใช้ AI อย่างชาญฉลาดเพื่อนำหน้าคู่แข่งจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก (SME) ซึ่งควรรีบคว้าโอกาสทองในการใช้ AI เพื่อสร้างความได้เปรียบและแข่งขันกับองค์กรขนาดใหญ่ได้

The post “AI คือพาร์ตเนอร์แห่งโอกาส” ถอดกลยุทธ์ชนะเกมธุรกิจด้วย AI ในยุคที่อนาคตมาถึงเร็วกว่าที่คิด [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
“AI คือทางรอดของประเทศไทย” รัฐและเอกชนต้องเร่งเครื่องสู่ฮับ AI แห่งเอเชียท่ามกลางวิกฤตโลกใหม่ [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/ai-thailand-national-strategy-asia-hub/ Tue, 24 Jun 2025 10:00:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1088280 ภาพบรรยากาศงาน Bangkok AI Week 2025 แสดงการเสวนาเรื่องยุทธศาสตร์ AI ประเทศไทย

หากย้อนไปไม่กี่ปีก่อน ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI เป็นเทคโนโลย […]

The post “AI คือทางรอดของประเทศไทย” รัฐและเอกชนต้องเร่งเครื่องสู่ฮับ AI แห่งเอเชียท่ามกลางวิกฤตโลกใหม่ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศงาน Bangkok AI Week 2025 แสดงการเสวนาเรื่องยุทธศาสตร์ AI ประเทศไทย

หากย้อนไปไม่กี่ปีก่อน ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI เป็นเทคโนโลยีที่เป็นกระแสและคลื่นลูกใหม่ที่ใคร ๆ ก็จับตามอง แต่ปัจจุบัน AI กำลังจะกลายเป็น “ปัจจัยที่ 6” ต่อจากสมาร์ตโฟนที่เป็นปัจจัยที่ 5 ของมนุษย์เสียแล้ว

 

 

มากไปกว่านั้น AI ก็กำลังเป็น ‘ทางรอดใหม่’ ของหลากหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย คือสัญญาณของการเปลี่ยนผ่านระดับโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นในภาคการเงิน การแพทย์ การศึกษา หรือแม้กระทั่งชีวิตประจำวันของประชาชนทั่วไป

 

แล้วเมื่อคลื่นลูกใหม่นี้พัดมา ประเทศไทยจะยืนอยู่ตรงไหนในแผนที่โลก? จะคว้าโอกาสไว้ทัน หรือปล่อยให้ซ้ำรอยกับอดีตที่เคยพลาดการเปลี่ยนแปลงในยุคไมโครชิปและดิจิทัลมาแล้ว 

 

เรื่องนี้ได้มีการพูดคุยกันอย่างเข้มข้นในงาน Bangkok AI Week 2025 กับช่วงเสวนา “ยุทธศาสตร์ AI ไทย: วางจุดยืนอย่างไรในเวทีโลก” กับ 3 มุมมองผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ดร.ศักดิ์ เสกขุนทด ปรึกษาอาวุโส สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA), พชร อารยะการกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และ นพ.ปิยะฤทธิ์ อิทธิชัยวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง Preceptor AI วิศวกรด้าน AI และ AIGC Expert Fellows

 

คลื่นของ AGI และศักยภาพของไทยในระบบนิเวศ AI โลก

 

โลกกำลังขยับสู่การสร้าง AGI (Artificial General Intelligence) หรือ AI ที่มีศักยภาพใกล้เคียงกับมนุษย์อย่างแท้จริงในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการคิด วิเคราะห์ หรือแม้แต่สร้างสรรค์สิ่งใหม่ ผู้เชี่ยวชาญบางคนคาดว่า AGI อาจเกิดขึ้นภายในไม่กี่ปีข้างหน้า ความได้เปรียบจะอยู่ที่ประเทศที่สามารถสร้าง ต่อยอด และควบคุม AI ได้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่แค่การใช้งาน AI จากต่างประเทศ

 

ภาพบรรยากาศงาน Bangkok AI Week 2025 แสดงการเสวนาเรื่องยุทธศาสตร์ AI ประเทศไทย

นพ.ปิยะฤทธิ์ อิทธิชัยวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง Preceptor AI วิศวกรด้าน AI และ AIGC Expert Fellows

 

ซึ่งใน Value Chain ของ AI โลกประกอบด้วย 4 ชั้น

 

  • Infrastructure เช่น ชิปประมวลผล (GPU/TPU) ระบบ Cloud และ Data Center ซึ่งไทยยังไม่มีศักยภาพในการผลิตชิปเอง แต่ภาคเอกชนเริ่มลงทุนในศูนย์ประมวลผลภายในประเทศเพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาต่างชาติ ทั้งในแง่ต้นทุน ความปลอดภัยทางไซเบอร์ และความมั่นคงของข้อมูล

 

  • Foundational Model เช่น LLM หรือโมเดลพื้นฐานแบบ ChatGPT, Gemini, Claude ซึ่งใช้ทรัพยากรมหาศาลและมักพัฒนาโดย Big Tech ต่างชาติ แม้ไทยยังตามหลังในเชิงโครงสร้างพื้นฐาน แต่สามารถเริ่มต้นในระดับวิจัย เพื่อสร้างองค์ความรู้และลดการพึ่งพาในยามวิกฤต

 

  • Customized Model คือจุดแข็งที่ประเทศไทยมีโอกาส เช่น การนำ LLM มาปรับให้เหมาะกับภาษาไทย บริบทไทย อุตสาหกรรมเฉพาะด้าน เช่น AI เพื่อการแพทย์ไทย วินิจฉัยโรคจากข้อมูลท้องถิ่น หรือโมเดลที่วิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคในประเทศ

 

  • Application เป็น Layer ที่สร้างการใช้งานจริงในชีวิต เช่น ระบบแนะนำสินค้า การแปลภาษาอัตโนมัติ ระบบวิเคราะห์ข้อมูลสาธารณสุข หรือ AI ที่ช่วยงานเอกสารในภาครัฐ

 

โอกาสของไทยจึงอยู่ที่การเร่งพัฒนา Layer 3 และ 4 ซึ่งใช้ทรัพยากรน้อยกว่า แต่ให้ผลลัพธ์ที่ตรงกับบริบทไทย และช่วยเสริมความสามารถในการแข่งขันในระยะสั้นและกลาง

 

ประเทศไทยกำลังอยู่จุดไหนของโลก AI

 

ประเทศไทยไม่ได้เริ่มต้นวางแผนด้าน AI เพียงเพราะกระแสของ ChatGPT แต่มีการเตรียมการล่วงหน้ามาก่อนหน้านั้นหลายปี โดยในปี 2565 มีการประกาศแผนปฏิบัติการ AI แห่งชาติ และตั้งคณะกรรมการ AI แห่งชาติที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กับปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นเลขานุการร่วม

 

ดร.ศักดิ์ เสกขุนทด 

ปรึกษาอาวุโส สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA)

ยุทธศาสตร์นี้เริ่มต้นจากการมองว่า AI ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่เป็นนโยบายระดับชาติที่ต้องบูรณาการกับการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และทุนมนุษย์ไทย

 

ปัจจุบันยุทธศาสตร์ AI ได้เข้าสู่ระยะที่ 2 โดยมี 2 เสาหลักคือ

 

  • ความพร้อม (Readiness)
    • ภายใน 2 ปี ต้องทำให้ประชาชนไทย 10 ล้านคนมี AI Literacy รู้จัก ใช้เป็น และใช้ได้อย่างปลอดภัย
    • ผลิต AI Professional อย่างน้อย 90,000 คน และ AI Programmer 50,000 คน
    • พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น Data Center ในประเทศ โดยอาศัยพลังงานสะอาด และร่วมมือกับเอกชนระดับโลก
    • เร่งออกกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมาย AI, Data Governance และ PDPA ฉบับปรับปรุง

 

  • การนำไปใช้ (Adoption) 
    • มุ่งเน้นการนำ AI มาใช้ให้เกิดผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะใน 3 สาขาหลัก ได้แก่ การสาธารณสุข การท่องเที่ยว และการเกษตรกรรม
    • ใช้ AI ใน 5 ภาคส่วนหลัก ได้แก่ ภาครัฐ (Digital Government), การแพทย์, การศึกษา, การเกษตร และการท่องเที่ยว
    • ภาคเอกชน เช่น ธนาคาร Startup และ E-commerce มีการนำ AI ไปใช้อย่างจริงจังอยู่แล้ว แต่ภาครัฐต้องเร่งตามให้ทัน
    • วัดผลตอบแทนทั้งเชิงเศรษฐกิจและสังคม (ROI) เพื่อสร้างความคุ้มค่าในระยะยาว

 

‘อธิปไตยทาง AI’ เพราะแค่พึ่งพาไม่เพียงพออีกต่อไป

 

AI Sovereignty หรืออธิปไตยทาง AI เป็นแนวคิดที่เริ่มได้รับความสนใจมากขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศที่ไม่มีอุตสาหกรรมผลิตชิปหรือโมเดล AI ขนาดใหญ่เป็นของตัวเอง

 

ภาพบรรยากาศงาน Bangkok AI Week 2025 แสดงการเสวนาเรื่องยุทธศาสตร์ AI ประเทศไทย

พชร อารยะการกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

 

ในกรณีของประเทศไทย แม้จะยังไม่มีความสามารถในการผลิต Hardware แต่สามารถควบคุม Data และโมเดลที่ใช้ในประเทศได้ เช่น

 

  • ตั้ง Data Center ภายในประเทศเพื่อลดต้นทุนจากการใช้โครงสร้างพื้นฐานต่างชาติ
  • พัฒนาโมเดลขนาดเล็ก (Small LLM) ด้วยข้อมูลไทย เพื่อใช้ในราชการ การแพทย์ และการศึกษา
  • ป้องกันไม่ให้โมเดลต่างชาติเข้าใจผิดหรือให้ข้อมูลบิดเบือนเกี่ยวกับประเทศไทย

 

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังเลือกแนวทางการพัฒนา AI แบบเปิด (Open Source AI) โดยเป็นหนึ่งในประเทศที่ร่วมลงนามในปฏิญญา Open Source ที่งาน AI Safety Summit ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในขณะที่บางมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ ยังไม่ได้เข้าร่วมอย่างเป็นทางการ

 

ภาครัฐ-เอกชน ต้องเดินหน้าและทำงานร่วมกัน

 

การพัฒนา AI ของไทยต้องอาศัยการประสานงานระหว่างภาครัฐและเอกชนอย่างแท้จริง ภาครัฐไม่ควรทำเองทั้งหมด แต่ควรเป็นผู้อำนวยความสะดวกและสร้างสภาพแวดล้อมให้ภาคเอกชนเติบโต

 

 

Action Plan ของภาครัฐ

 

  • ตั้งกองทุน AI โดยเฉพาะ ไม่ใช่กระจายไปในกองทุนดีอี ทั่วไป
  • กำหนดโจทย์ระดับประเทศ เช่น ปัญหาสุขภาพ ปัญหาผลผลิตเกษตร และการศึกษา ให้เอกชนเข้ามาร่วมแก้
  • เปิดโอกาสให้ Startup ไทยเข้าร่วมโครงการภาครัฐได้มากขึ้น โดยปรับ Spec และกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างให้เหมาะสม

 

Action Plan ของภาคเอกชน

 

  • ลงทุนในโมเดลเฉพาะทางที่ใช้ต้นทุนต่ำแต่ให้ผลลัพธ์สูง
  • ใช้ข้อมูลของไทยให้เกิดประโยชน์ เช่น การเทรนโมเดลจากพฤติกรรมผู้บริโภคคนไทยจริงๆ
  • ร่วมมือกับภาครัฐและสถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาโซลูชันในสเกลประเทศ
  • สร้างกฎหมายและธรรมาภิบาล ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

 

ไทยมีศักยภาพเป็น ‘ฮับเทคโนโลยี’ สำหรับ AI

 

ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนไทยก็ไม่ได้ยืนรอภาครัฐอย่างเดียว ปัจจุบันมีบริษัทไทยจำนวนมากที่เร่งลงทุนใน GPU หลายหมื่นตัวเพื่อเตรียมพร้อมสู่ยุค AI อย่างจริงจัง ขณะที่ยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง AWS และ Google ก็ตัดสินใจตั้ง Data Center ในประเทศไทย ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นในศักยภาพของไทยในฐานะฮับเทคโนโลยีในอาเซียน

 

รัฐบาลจึงตั้งเป้าเร่งระดมการลงทุนด้าน AI ให้ได้ไม่ต่ำกว่า 500,000 ล้านบาทในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า เพื่อให้เทคโนโลยีนี้กลายเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศในระยะยาว

 

 

ประเทศไทยยังมีแนวคิดจัดตั้งรัฐวิสาหกิจด้านข้อมูล (Data Utility) เพื่อดูแลโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลสาธารณะอย่างเป็นระบบ และสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงทรัพยากรข้อมูล

 

ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงเชิงระบบ (Systematic Risk) จากการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างชาติ เช่น การใช้โมเดลใดโมเดลหนึ่งแบบผูกขาด ก็เป็นสิ่งที่ไทยต้องวางแผนสำรองไว้ล่วงหน้า เช่น การกระจายผู้ให้บริการ การส่งเสริมมาตรฐานเปิด และการป้องกันการไหลออกของบุคลากร (Talent Migration) ซึ่งเป็นปัญหาที่ประเทศกำลังพัฒนาเผชิญอยู่ทั่วโลก

 

ร่างกฎหมายและจริยธรรม AI ที่ต้องเกิดขึ้น

 

ในขณะที่หลายประเทศยังถกเถียงกันเรื่องการควบคุม AI ไทยกำลังเดินหน้าอย่างชัดเจน โดย ETDA ได้เสนอร่างกฎหมาย AI ที่มีหลักการ 3 ประการ

 

  • ปลดล็อก ให้อำนาจหน่วยงานรัฐออกกฎหมายลูกเกี่ยวกับ AI ได้ตามบริบท เช่น รถไร้คนขับในกระทรวงคมนาคม หรือ Health AI ในกระทรวงสาธารณสุข

 

  • ส่งเสริม เปิดโอกาสให้เกิดการทดลองผ่าน Sandbox ในแต่ละภาคส่วน และสนับสนุนให้ใช้ข้อมูลกับ AI ได้โดยไม่ขัด PDPA

 

  • คุ้มครอง ไม่เน้นห้าม แต่ให้แต่ละกระทรวงกำหนดขอบเขตการใช้งานเพื่อความปลอดภัยและจริยธรรม

 

 

ธรรมาภิบาล AI หรือ AI Governance ยังรวมถึงเรื่องจริยธรรม เช่น ความโปร่งใส ไม่เลือกปฏิบัติ และความสามารถในการจัดการความเสี่ยง เช่น Deepfake หรือ AI Hallucination ที่อาจทำให้ข้อมูลผิดพลาดและเกิดผลกระทบร้ายแรง

 

AI คือกลไกแก้ปัญหาใหญ่ของประเทศ ไม่ใช่แค่เครื่องมือทางเทคโนโลยี

 

AI ไม่ได้มีไว้เพื่อความล้ำสมัยเท่านั้น แต่คือเครื่องมือที่สามารถช่วยลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มผลิตภาพ และปลดล็อกระบบราชการที่ล่าช้ามานาน โดยเฉพาะใน 3 โจทย์ชาติที่ควรได้รับการแก้ไขทันที

 

  • ค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ สูงถึงแสนล้านบาทต่อปี หากมี AI ที่ช่วยป้องกันล่วงหน้า วิเคราะห์สุขภาพ หรือช่วยหมอได้ จะลดค่าใช้จ่ายได้มหาศาล
  • ราคาผลผลิตเกษตรผันผวน AI สามารถวิเคราะห์แนวโน้มความต้องการตลาด ช่วยให้เกษตรกรวางแผนการผลิตได้แม่นยำยิ่งขึ้น
  • ระบบการศึกษาล้าหลัง ใช้ AI ช่วยสอนรายบุคคล (Personalized Learning) และวิเคราะห์ผลการเรียนรู้ ทำให้ครูมีเวลาสอนมากขึ้น และนักเรียนได้ความรู้ที่ตรงกับศักยภาพของตน

 

การตั้ง National AI Board ที่มีตัวแทนจากรัฐ เอกชน และภาคประชาชนจะช่วยให้การกำหนดยุทธศาสตร์เป็นไปอย่างมีเป้าหมาย ชัดเจน และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงจริง

 

ภาพบรรยากาศงาน Bangkok AI Week 2025 แสดงการเสวนาเรื่องยุทธศาสตร์ AI ประเทศไทย

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

The post “AI คือทางรอดของประเทศไทย” รัฐและเอกชนต้องเร่งเครื่องสู่ฮับ AI แห่งเอเชียท่ามกลางวิกฤตโลกใหม่ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
พลิกโฉมเศรษฐกิจไทยด้วย AI: เปิดเวทีเสวนาใหญ่ 27 มิ.ย. นี้ ในงาน Bangkok AI Week 2025 https://thestandard.co/bangkok-ai-week-economy/ Mon, 23 Jun 2025 09:56:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1088084 bangkok-ai-week-economy

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (MDES) ร่วมกับสำนัก […]

The post พลิกโฉมเศรษฐกิจไทยด้วย AI: เปิดเวทีเสวนาใหญ่ 27 มิ.ย. นี้ ในงาน Bangkok AI Week 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
bangkok-ai-week-economy

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (MDES) ร่วมกับสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) เดินหน้าจัดงาน ‘Bangkok AI Week 2025’ ตลอดสัปดาห์ เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านปัญญาประดิษฐ์ในระดับภูมิภาค พร้อมสร้างความตระหนักรู้ถึงบทบาทของ AI ที่มีต่อทุกมิติของสังคมและเศรษฐกิจ

 

หนึ่งในเวทีสำคัญที่พลาดไม่ได้คือ ‘AI & The Next Economic Leap: พลิกโฉมธุรกิจ พลิกอนาคตเศรษฐกิจไทย’ ซึ่งจะจัดขึ้นในรูปแบบ Morning Forum ในวันศุกร์ที่ 27 มิถุนายน 2568 เวลา 08.00-12.00 น. ณ โรงแรม Bangkok Marriott Marquis Queen’s Park โดยมีเป้าหมายเพื่อสำรวจ ‘โอกาสและความท้าทายใหม่ของเศรษฐกิจไทย’ เมื่อ AI ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยี แต่ได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่กำหนดทิศทางการแข่งขันของโลก

 

เวทีเสวนานี้จะเจาะลึกในประเด็นสำคัญว่า ประเทศไทยจะวางตำแหน่งตัวเองอย่างไรในห่วงโซ่เศรษฐกิจโลกที่ขับเคลื่อนด้วย AI และจะปรับเปลี่ยนระบบการคิด การพัฒนาทักษะแรงงาน และนโยบายภาครัฐได้อย่างไร เพื่อเปลี่ยน AI ให้เป็นเครื่องมือเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างแท้จริง

 

ภายในงานได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าของประเทศมาร่วมแบ่งปันวิสัยทัศน์และแนวทางสู่การปฏิบัติจริง ประกอบด้วย:

  • หัวข้อ AI’s Economic Awakening: Rethinking Thailand’s Future โดย กล้า ตั้งสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) จำกัด
  • หัวข้อ From Ideas to Scale – Driving Thailand’s AI-Powered Growth โดย ปริชญ์ รังสิมานนท์ ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ลูลู่ เทคโนโลยี จำกัด
  • หัวข้อ AI จะ Disrupt หรือ Design อนาคตธุรกิจไทย? โดย กวีวุฒิ เต็มภูวภัทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SCB 10X, แซม ตันสกุล CEO & Founder, The Capital T and Senior Advisor, Beryl8 จำกัด (มหาชน) & Antares Venture Capital, ดร.ชาญวิทย์ บุญช่วย นายกสมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIEAT) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไซแนปส์ (ประเทศไทย) จำกัด ดำเนินการเสวนาโดย ศิรัถยา อิศรภักดี โฮสต์ประจำ THE STANDARD WEALTH

งานนี้ออกแบบมาเพื่อนักลงทุนที่ต้องการมองทะลุถึงบทบาทของ AI ต่ออนาคตเศรษฐกิจ, ผู้นำองค์กรที่ต้องการเปลี่ยน AI ให้เป็นกลไกขับเคลื่อนธุรกิจ และผู้วางนโยบายที่ต้องการ Insight จากภาคเอกชน เพื่อสร้างความร่วมมือและออกแบบอนาคตของประเทศร่วมกัน

 

ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ฟรี ผ่านเว็บไซต์ https://www.ticketmelon.com/baiw/ai-and-the-next-economic-leap

(โดยมีจำนวนที่นั่งจำกัด)

 

มาร่วมออกแบบอนาคตเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในยุค AI ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนตั้งแต่วันนี้

The post พลิกโฉมเศรษฐกิจไทยด้วย AI: เปิดเวทีเสวนาใหญ่ 27 มิ.ย. นี้ ในงาน Bangkok AI Week 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
AI Beyond Earth: เจาะลึกภารกิจ AI สร้างโลกใหม่ที่ยั่งยืน https://thestandard.co/ai-beyond-earth-sessions/ Mon, 23 Jun 2025 08:31:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1088011 ai-beyond-earth-sessions

Bangkok AI Week 2025 เชิญชวนทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ […]

The post AI Beyond Earth: เจาะลึกภารกิจ AI สร้างโลกใหม่ที่ยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ai-beyond-earth-sessions

Bangkok AI Week 2025 เชิญชวนทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์สำคัญในงานเสวนาแห่งอนาคต ‘AI Beyond Earth: ปัญญาประดิษฐ์กับภารกิจการสร้างโลกที่ยั่งยืน’ ที่จะพาคุณเจาะลึกถึงศักยภาพอันไร้ขีดจำกัดของ AI ในการพลิกโฉมโลกของเราให้ดีขึ้นกว่าเดิม ในวันศุกร์ที่ 27 มิถุนายน 2025 เวลา 13.00-17.00 น. ณ TK Park @ centralwOrld ชั้น 8

 

เปิดโลกทัศน์ให้กว้างไกลยิ่งขึ้น ผ่านมุมมองอันเฉียบคมของนักวิจัย นักพัฒนา และผู้ลงมือจริงในภาคสนาม ที่จะมาเผยบทบาทของ AI ในการออกแบบระบบโลกที่ยั่งยืน ครอบคลุมทั้งสิ่งแวดล้อม อาหาร และสุขภาพ คุณจะได้ค้นพบว่า AI สามารถเป็นเครื่องมืออันทรงพลังในการแก้ไขปัญหาระดับโลกได้อย่างไร

 

ห้ามพลาด 3 เซสชันสำคัญ ที่จะเปลี่ยนมุมมองของคุณต่อ AI และอนาคตของโลก:

 

  • Session 1: Smart Planet – AI & Climate Crisis: เจาะลึกบทบาทของ AI ในการรับมือวิกฤตโลกร้อน พร้อม Use Case ที่จะทำให้คุณเห็นภาพว่า AI กำลังช่วยโลกของเราได้อย่างไร
  • Session 2: AI for Precision Health – Caring for People and the Planet: ทำความเข้าใจวิธีการที่ AI วิเคราะห์ข้อมูลโรค และพัฒนาแนวทางการดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล เพื่อลดภาระของระบบสุขภาพ และทำให้คุณภาพชีวิตของมนุษย์ยืนยาวและมีคุณภาพ
  • Session 3: Precision Farming – AI for the Future of Food: AI กับการปฏิวัติการเกษตร! เรียนรู้การบริหารจัดการดิน น้ำ และผลผลิตอย่างแม่นยำ เพื่อสร้างระบบอาหารที่ปลอดภัย ยั่งยืน เพื่ออนาคตอาหารที่มั่นคงของทุกคน

 

ยินดีต้อนรับผู้สนใจเทคโนโลยี AI และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ผู้ประกอบการและนักธุรกิจที่อยากสร้างผลกระทบเชิงบวก นักศึกษาและคนทำงานสายเทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม สุขภาพ หรือเกษตร รวมถึงภาครัฐ องค์กรไม่แสวงหากำไร และผู้นำนโยบายที่ต้องการแนวทางใหม่ในการแก้ปัญหาใหญ่ของโลก

 

พบกันวันศุกร์ที่ 27 มิถุนายน 2025 เวลา 13.00-17.00 น. ณ TK Park ชั้น 8 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

 

ลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรีได้ที่: www.ticketmelon.com/baiw/ai-

 

*หมายเหตุ: ที่นั่งมีจำนวนจำกัด ทีมงานขอสงวนสิทธิ์ปิดรับลงทะเบียนทันทีเมื่อถึงครบตามกำหนด

The post AI Beyond Earth: เจาะลึกภารกิจ AI สร้างโลกใหม่ที่ยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ร่วมค้นหายุทธศาสตร์ AI ของประเทศไทย 23 มิ.ย. นี้ ในงาน Bangkok AI Week 2025 https://thestandard.co/bangkok-ai-week-2025-2/ Fri, 20 Jun 2025 03:30:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1086997 Bangkok AI Week 2025

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมกับสำนัก […]

The post ร่วมค้นหายุทธศาสตร์ AI ของประเทศไทย 23 มิ.ย. นี้ ในงาน Bangkok AI Week 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Bangkok AI Week 2025

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมกับสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ประกาศจัดงาน ‘Bangkok AI Week 2025’ ภายใต้แนวคิด ‘AI Powered Nation: Unleashing the digital economy for all’ ระหว่างวันที่ 23-27 มิถุนายน 2568 ทั่วกรุงเทพมหานคร โดยงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของการต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุมจากทั่วโลกในงาน ‘The 3rd UNESCO Global Forum on the Ethics of AI 2025’ ซึ่งประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพ สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมของไทยในการเป็นผู้นำด้าน AI อย่างมีจริยธรรมบนพื้นฐานของหลักสิทธิมนุษยชนและมาตรฐานสากล

 

สำหรับหนึ่งในเวทีไฮไลต์ของงานคือการเสวนาเรื่อง ‘ยุทธศาสตร์ AI ไทย: วางจุดยืนอย่างไรในเวทีโลก’ กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 23 มิถุนายน 2568 เวลา 08.00-16.00 น. ณ House Samyan ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์ โดยจะเป็นการฉายภาพภูมิทัศน์ AI ในระดับโลก และร่วมกันหาจุดยืนที่เหมาะสมที่ประเทศไทยจะได้ประโยชน์สูงสุดจากการวางยุทธศาสตร์ AI ในระดับชาติ รวมถึงการสำรวจบทบาทและเป้าหมายของไทยในห่วงโซ่คุณค่า AI โลก โดยผู้เชี่ยวชาญและผู้นำจากหลากหลายภาคส่วนมาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ได้แก่ ศาสตราจารย์พิเศษ วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, พชร อารยะการกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน), นพ.ปิยะฤทธิ์ อิทธิชัยวงศ์ CEO และ Co-Founder ของ Preceptor AI ฯลฯ

 

นอกจากนี้ภายในงานจะมีนิทรรศการพิเศษจาก ETDA และกรุงเทพมหานคร ที่นำเสนอแนวคิด ‘AI for Better Bangkok’ ด้วยการใช้ AI ขับเคลื่อนบริการสาธารณะ ตั้งแต่การจราจร การแพทย์ การศึกษา ไปจนถึงการบริหารเมือง เพื่อออกแบบและพัฒนา ‘เมืองที่ฉลาดเข้าใจมนุษย์’ อย่างมีส่วนร่วม โปร่งใส และยั่งยืน

 

สำหรับการจัดงานครั้งนี้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ AI แห่งชาติ 2022-2027 ที่รัฐบาลไทยได้อนุมัติ โดยมีเป้าหมายให้ประเทศไทยมีระบบนิเวศที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาและประยุกต์ใช้ AI เพื่อยกระดับเศรษฐกิจและปรับปรุงคุณภาพชีวิตภายในปี 2570

 

ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ฟรี ผ่านเว็บไซต์ www.ticketmelon.com/baiw/ai-strategy-thailand โดยมีจำนวนที่นั่งจำกัด งานนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับทุกภาคส่วนในการร่วมขับเคลื่อนอนาคตของ AI ในประเทศไทย สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับภูมิภาค และก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างยั่งยืน

The post ร่วมค้นหายุทธศาสตร์ AI ของประเทศไทย 23 มิ.ย. นี้ ในงาน Bangkok AI Week 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Bangkok AI Week 2025 เปลี่ยนกรุงเทพฯ เป็นเวทีอนาคต AI 23-27 มิถุนายน นี้ https://thestandard.co/bangkok-ai-week-2025/ Mon, 16 Jun 2025 05:43:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1085458 bangkok-ai-week

‘Bangkok AI Week 2025’ เทศกาลที่เปลี่ยนกรุงเทพมหานคร กล […]

The post Bangkok AI Week 2025 เปลี่ยนกรุงเทพฯ เป็นเวทีอนาคต AI 23-27 มิถุนายน นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
bangkok-ai-week

‘Bangkok AI Week 2025’ เทศกาลที่เปลี่ยนกรุงเทพมหานคร กลายเป็นเวทีด้านอนาคต AI ของประเทศ ใกล้เปิดฉากแล้ว 23-27 มิถุนายนนี้ 📢

 

เตรียมพบกับงานใหญ่ระดับประเทศ Bangkok AI Week 2025 ที่จะเปลี่ยนกรุงเทพมหานครให้กลายเป็นศูนย์กลางบทสนทนาและการขับเคลื่อนนโยบายด้านปัญญาประดิษฐ์ พร้อมเปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการออกแบบอนาคตของเศรษฐกิจ สังคม และประเทศ ผ่านมุมมองใหม่ของเทคโนโลยี AI

 

Bangkok AI Week 2025 จัดโดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (MDES) และสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) โดยมุ่งผลักดันไทยสู่การเป็นผู้นำ AI อย่างมีจริยธรรมในระดับภูมิภาค และเป็นที่รู้จักบนเวทีโลกว่าใช้ AI เพื่อประโยชน์ของทุกภาคส่วน ทั้งรัฐ เอกชน และประชาชน

 

🤖4 เวทีสำคัญที่ไม่ควรพลาดที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคม AI

 

🔴ยุทธศาสตร์ AI ไทย: วางจุดยืนอย่างไรในเวทีโลก

 

🗓 23 มิถุนายน 2568

📍 House Samyan

🕘 เวลา 08.00-16.00 น.

 

เทคโนโลยี AI กำลังเปลี่ยนโลกอย่างรวดเร็ว คำถามใหญ่ของประเทศไทยคือ “เราจะยืนอยู่ตรงไหน?”

 

งานนี้คือเวทีสำคัญของ Bangkok AI Week 2025 ที่ชวนคุณมาร่วมถอดรหัส ‘ยุทธศาสตร์ AI แห่งชาติ’ ผ่านการสนทนาเชิงลึกระหว่างผู้นำจากภาครัฐ เอกชน และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี เพื่อประเมินบทบาทของไทยในเวทีโลก พร้อมขับเคลื่อนสู่การลงมือทำจริง

 

กับไฮไลต์คำถามสำคัญว่าควรเป็น ‘ผู้ใช้’ หรือ ‘ผู้สร้าง’ AI หากต้องการเป็น ‘AI Hub of ASEAN’ ต้องพิจารณาจุดเริ่มต้นที่เหมาะสม การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 5 แสนล้านบาทจะส่งผลอย่างไร รวมถึงความสามารถในการดึงดูดบุคลากร AI คุณภาพ การสร้าง Reskilling และโครงสร้างกรรมการ AI แห่งชาติเพียงพอต่อการสร้าง Innovation Ecosystem หรือไม่

 

🔴 ชนะเกมธุรกิจด้วยกลยุทธ์ AI

Winning with AI: Strategies for Success

 

🗓 24 มิถุนายน 2568

📍 Victor Club @Sathorn Square

🕘 เวลา 08.30-17.00 น.

 

ยุคที่ AI ไม่ได้เป็นแค่ ‘เครื่องมือ’ แต่กลายเป็น ‘พาร์ตเนอร์’ ที่ช่วยให้องค์กรเติบโตแบบก้าวกระโดด กระนั้นแล้ว ธุรกิจของคุณควรเริ่มจากตรงไหน? และจะใช้ AI อย่างไรให้เกิดผลลัพธ์จริง?

 

เวทีนี้คือหนึ่งในกิจกรรมไฮไลต์ของ Bangkok AI Week 2025 ที่ออกแบบมาเพื่อผู้ลงมือทำตัวจริง ตั้งแต่เจ้าของกิจการ ผู้บริหาร คนทำงานสายกลยุทธ์ ไปจนถึงนักศึกษา และผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ที่กำลังต้องการพัฒนาเครื่องมือ ‘AI for Business’ อย่างมีทิศทาง

 

ผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้กลยุทธ์การผสาน AI เข้ากับธุรกิจ โดยเน้นการปลดล็อกศักยภาพของ GenAI ในด้านการวางแผน การตลาด และระบบอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอกรณีศึกษาจริง การถาม-ตอบกับผู้เชี่ยวชาญด้าน Data & Business Intelligence การทดลองใช้เครื่องมือ AI และการให้คำปรึกษาแบบ 1:1 ใน SME Clinic

 

🔴 AI & The Next Economic Leap: พลิกโฉมธุรกิจ พลิกอนาคตเศรษฐกิจไทย

 

🗓 27 มิถุนายน 2568

📍 Bangkok Marriott Marquis Queen’s Park

🕘 เวลา 08.00-12.00 น.

 

เมื่อ AI ไม่ได้เป็นแค่ ‘เทคโนโลยี’ แต่กลายเป็น ‘โครงสร้างพื้นฐานใหม่’ ของเศรษฐกิจโลก ประเทศไทยจะปรับตัวอย่างไร เพื่อไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง?

 

เวทีนี้คือหนึ่งในหัวใจของ Bangkok AI Week 2025 ที่เปิดพื้นที่สำหรับนักลงทุน ผู้บริหารธุรกิจ และผู้วางนโยบาย ได้มาร่วมสำรวจ ‘โอกาส’ และ ‘ความเสี่ยง’ ที่จะกำหนดอนาคตของเศรษฐกิจไทยในยุคที่ทุกระบบกำลังขับเคลื่อนด้วย AI

 

ตลอดงาน มาร่วมวิเคราะห์จุดยืนไทยในห่วงโซ่เศรษฐกิจ AI รับฟังมุมมองกลยุทธ์จากผู้นำและ VC ถอดรหัสโมเดลธุรกิจที่ AI เปลี่ยนจากต้นทุนสู่ทรัพย์สิน ชี้เป้าโอกาสเร่งนโยบาย การลงทุน และสร้างแรงงาน AI-ready เพื่อออกแบบอนาคตเศรษฐกิจไทยให้พร้อมสำหรับโลกยุคใหม่

 

🔴 AI Beyond Earth: ปัญญาประดิษฐ์กับภารกิจการสร้างโลกที่ยั่งยืน

 

🗓 27 มิถุนายน 2568

📍 TK Park, ชั้น 8 centralwOrld

🕐 เวลา 13.00-17.00 น.

 

ในวันที่โลกกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ตั้งแต่ภัยพิบัติจาก Climate Change จนถึงปัญหาสุขภาพที่ซับซ้อนขึ้น AI กำลังกลายเป็น ‘กุญแจสำคัญ’ ที่ช่วยออกแบบอนาคตที่ยั่งยืน

 

เวทีนี้คืออีกหนึ่งช่วงสำคัญของ Bangkok AI Week 2025 ที่จะพาคุณสำรวจบทบาทของ AI ในการฟื้นฟูโลก ผ่านประสบการณ์จริงจากนักวิจัย ผู้ประกอบการ และผู้พัฒนาเทคโนโลยี โดยครอบคลุมทั้งด้าน Climate Tech, Precision Health และ Precision Farming ตั้งคำถามใหญ่ที่ไม่ใช่แค่ “AI จะทำอะไรได้บ้าง” แต่คือ “เราจะร่วมกันออกแบบโลกด้วย AI อย่างไร?”

 

งานนี้มีไฮไลต์สำคัญคือ AI กับบทบาทใหม่ในภารกิจ Climate Crisis จะช่วยพยากรณ์อากาศ ลดคาร์บอน จัดการพลังงานยั่งยืน และด้าน Precision Health จะทำให้ระบบสุขภาพแม่นยำ ดูแลผู้ป่วยเฉพาะบุคคล และพร้อมรับมือโรคจากมลภาวะ นอกจากนี้ Precision Farming จะเปลี่ยนวิธีทำเกษตรไทยให้แม่นยำ ปลอดภัย และตอบโจทย์ภูมิอากาศ โดยเชื่อมโยง AI เข้ากับ SDGs สร้างผลกระทบระดับโลก

 

นอกจากนี้ งาน Bangkok AI Week 2025 ยังมีกิจกรรมอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมากมายตลอดสัปดาห์ เปิดพื้นที่โอกาสให้ทุกคนมาส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อน ไม่ว่าจะเป็น

 

  • International Online Hackathon: Financial Analysis Agent with Explainable AI
  • International Online Hackathon 2025 – Financial Analysis Agent with Explainable AI
  • Enabling Ethical AI for Present and Future Generations in a Time of Heightened Global Insecurity
  • AI and Children: Using AI for realizing the rights of children
  • AI Sandboxes: Regulatory Learning in Action
  • Enabling an AI-ready Workforce: Exchanging Policy Perspectives and Solutions
  • Beyond Green: AI For A Thriving Future Pitch Competition
  • Call for Papers – UNESCO Global Forum on the Ethics of AI
  • 3rd OCS Annual International Symposium Better Regulation for Better Thailand: Towards A Sustainable and Digital Ready Economy
  • East Tech West 2025: Thailand Roadshow
  • Stop Cyber Bullying Day 2025 Roundtable Meeting
  • AI Readiness for Education: Digital Vaccine powered by DQ

 

มาเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนและปลดล็อกศักยภาพเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลของประเทศไทยด้วย AI ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนเข้าไว้ด้วยกัน

 

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ETDA https://www.facebook.com/ETDA.Thailand

The post Bangkok AI Week 2025 เปลี่ยนกรุงเทพฯ เป็นเวทีอนาคต AI 23-27 มิถุนายน นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดพฤติกรรมคนไทย กับการใช้อินเทอร์เน็ต ปี 2565 ‘ข้าราชการ’ ชนะขาด https://thestandard.co/thailand-internet-usage-2022/ Wed, 24 Aug 2022 03:24:46 +0000 https://thestandard.co/?p=671121 การใช้อินเทอร์เน็ต ปี 2565

วันนี้ (23 สิงหาคม) สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิก […]

The post เปิดพฤติกรรมคนไทย กับการใช้อินเทอร์เน็ต ปี 2565 ‘ข้าราชการ’ ชนะขาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
การใช้อินเทอร์เน็ต ปี 2565

วันนี้ (23 สิงหาคม) สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA (เอ็ตด้า) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เผยผลสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย ปี 2565 ในงาน ‘IUB 2022: WHAT’S NEXT INSIGHT AND TREND เจาะลึกไลฟ์สไตล์คนไทย ในวันที่ขาดอินเทอร์เน็ตไม่ได้’ ซึ่งมีข้อมูลที่น่าสนใจอยู่หลายส่วนด้วยกัน

 

THE STANDARD รวบรวมผลสำรวจที่น่าสนใจ เช่น ช่วงอายุ-กลุ่มอาชีพที่ใช้อินเทอร์เน็ตมากที่สุด มาสรุปเป็นอินโฟกราฟิกเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจข้อมูลได้ง่ายขึ้น และสำหรับใครที่สนใจอ่านรายละเอียดผลสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย ปี 2565 ฉบับเต็ม สามารถเข้าไปอ่านได้ทางเพจเฟซบุ๊ก ETDA Thailand 

 

การใช้อินเทอร์เน็ต ปี 2565

 

ภาพประกอบ: พรวลี จ้วงพุฒซา

The post เปิดพฤติกรรมคนไทย กับการใช้อินเทอร์เน็ต ปี 2565 ‘ข้าราชการ’ ชนะขาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผลสำรวจเผย ข้าราชการไทย-เจ้าหน้าที่รัฐ ชนะขาดทุกอาชีพ ใช้เน็ตเกือบ 12 ชั่วโมงต่อวัน สะท้อนรัฐพร้อมสู่ดิจิทัลขั้นสุด https://thestandard.co/government-officials-internet/ Tue, 23 Aug 2022 09:55:26 +0000 https://thestandard.co/?p=670843 ข้าราชการไทย-เจ้าหน้าที่รัฐ

วันนี้ (23 สิงหาคม) สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิก […]

The post ผลสำรวจเผย ข้าราชการไทย-เจ้าหน้าที่รัฐ ชนะขาดทุกอาชีพ ใช้เน็ตเกือบ 12 ชั่วโมงต่อวัน สะท้อนรัฐพร้อมสู่ดิจิทัลขั้นสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ข้าราชการไทย-เจ้าหน้าที่รัฐ

วันนี้ (23 สิงหาคม) สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA (เอ็ตด้า) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เผยผลสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย ปี 2565 หรือ Thailand Internet User Behavior 2022 ในงาน ‘IUB 2022: WHAT’S NEXT INSIGHT AND TREND เจาะลึกไลฟ์สไตล์คนไทย ในวันที่ขาดอินเทอร์เน็ตไม่ได้’ 

 

ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการ ETDA กล่าวว่า ETDA ได้ดำเนินการสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย หรือ Thailand Internet User Behavior มาต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 แล้ว โดยทศวรรษที่ผ่านมาจากการวิเคราะห์ข้อมูลที่มีการสำรวจต่อเนื่องทุกปี พบว่ากิจกรรมออนไลน์ที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ได้แก่ กิจกรรมการติดต่อสื่อสารออนไลน์, กิจกรรมออนไลน์เพื่อความบันเทิงอย่างการดูหนัง ฟังเพลง, กิจกรรรมการซื้อ-ขายของออนไลน์, การทำธุรกรรมทางการเงิน และการอ่านข่าว โพสต์ บทความ หนังสือ ส่วนกิจกรรมออนไลน์ที่มีแนวโน้มลดลงและอาจหายไปในอนาคต ได้แก่ การค้นหาข้อมูลเสิร์ชเอนจิน และการรับ-ส่งอีเมล เพราะปัจจุบันคนมักค้นหาและรับ-ส่งข้อมูลผ่านสื่อโซเชียลมีเดียมากขึ้น เช่นเดียวกับกิจกรรมการดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ เพลง ละคร เกม เพื่อเก็บไว้ดูย้อนหลัง ในอนาคตก็อาจไม่มีอีกแล้ว เพราะถูกแทนที่โดยสตรีมมิงที่สามารถชมได้แบบเรียลไทม์ และย้อนหลังได้ผ่านแพลตฟอร์มนั้นๆ

 

จากการสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย ประจำปี 2565 หรือ Thailand Internet User Behavior (IUB) 2022 ผ่านแบบสอบถามออนไลน์ จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 46,348 รายทั่วประเทศ กระจายตามอายุและจังหวัดในแต่ละภูมิภาค ตั้งแต่เดือนเมษายน-กรกฎาคม 2565 พบว่า 

 

ปีนี้ Gen Y (ช่วงอายุ 22-41 ปี) กลับมาครองแชมป์ใช้อินเทอร์เน็ตมากที่สุด 8 ชั่วโมง 55 นาที แซงหน้า Gen Z (อายุน้อยกว่า 22 ปี) อดีตแชมป์ 1สมัย ที่ลงมาอันดับ 2 ใช้อินเทอร์เน็ตอยู่ที่ 8 ชั่วโมง 24 นาที ตามด้วย Gen X (ช่วงอายุ 42-57 ปี) 5 ชั่วโมง 52 นาที และ Baby Boomer ขึ้นไป (ช่วงอายุ 58 ปีขึ้นไป) 3 ชั่วโมง 21 นาที 

 

ขณะที่ภาพรวมพบว่า คนไทยใช้อินเทอร์เน็ตเฉลี่ย 7 ชั่วโมง 4 นาที โดยกลุ่มตัวอย่างที่อาศัยอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ใช้อินเทอร์เน็ตสูงที่สุดถึง 10 ชั่วโมง 5 นาที ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคเหนือ ใช้ไม่ต่างกันมาก โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 6 ชั่วโมง 59 นาที, 6 ชั่วโมง 45 นาที และ 6 ชั่วโมง 17 นาที ตามลำดับ ส่วนภาคใต้ใช้น้อยที่สุด เฉลี่ยอยู่ที่ 5 ชั่วโมง 35 นาที 

 

แต่เมื่อพิจารณาตามอาชีพพบข้อมูลใหม่ที่น่าสนใจมาก เพราะข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ ติดอันดับ 1 ที่มีการใช้อินเทอร์เน็ตมากที่สุดเมื่อเทียบกับอาชีพอื่น อยู่ที่ 11 ชั่วโมง 37 นาที สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจ รวมถึงความพร้อมของบุคลากรภาครัฐ ในการยกระดับการทำงานสู่ยุคดิจิทัล ด้วยการทำงานแบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Office มากขึ้น รองลงมาคือ นักเรียน นักศึกษา 8 ชั่วโมง 57 นาที, ฟรีแลนซ์ 7 ชั่วโมง 40 นาที, เจ้าของกิจการ ธุรกิจส่วนตัว 7 ชั่วโมง 29 นาที และพนักงาน ลูกจ้างเอกชน 7 ชั่วโมง 6 นาที เป็นต้น

 

ขณะที่ 10 กิจกรรมออนไลน์ยอดฮิตขวัญใจสังคมออนไลน์ ได้แก่ 

 

  • ปรึกษาและรับบริการทางการแพทย์ (จองคิว, ปรึกษาแพทย์) มากที่สุด 86.16% อาจเพราะสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด จึงทำให้คนสนใจและหันมาจองคิวรับวัคซีน ตรวจหาเชื้อ และปรึกษาแพทย์ผ่านทางออนไลน์มากขึ้น หรือเพื่อลดเวลาที่ต้องใช้ในโรงพยาบาลเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อโควิด 
  • ติดต่อสื่อสาร 65.70% 
  • ดูรายการโทรทัศน์ คลิป ดูหนัง ฟังเพลง 41.51% 
  • ดูถ่ายทอดสดเพื่อซื้อสินค้าและบริการ (Live Commerce) 34.10% 
  • ทำธุรกรรมทางการเงิน 31.29% 
  • อ่านโพสต์ ข่าว บทความ หนังสือออนไลน์ 29.51% 
  • รับ-ส่งอีเมล 26.62% 
  • ช้อปปิ้งออนไลน์ 24.55% 
  • ทำงาน ประชุมออนไลน์ 20.67%
  • เล่นเกมออนไลน์ 18.75% 

 

โดยประเด็นที่น่าจับตาคือ แม้กิจกรรมการดู Live Commerce จะเป็นกิจกรรมที่นำมาสำรวจในปีนี้เป็นปีแรก แต่กลับติด Top 5 กิจกรรมออนไลน์ยอดฮิตที่คนไทยทำมากที่สุด สะท้อนให้เห็นว่า Live Commerce เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่น่าจับตาว่าเป็นสิ่งที่คนไทยให้ความนิยมมากขึ้น โดยกลุ่มคนที่เข้าชมมากที่สุด คือ Gen Y รับชมมากที่สุดถึง 64.65% และเพศหญิงรับชมมากกว่าเพศชาย นี่จึงทำให้ Gen Y ครองแชมป์ ‘นักช้อปออนไลน์’ (88.36%) แซงหน้าทุก Gen รองลงมาคือ Gen X (84.55 %), Gen Z (81.53%), Baby Boomer (74.04%) และ Gen Builder (52.30%) 

 

โดยประเภทสินค้าที่ Gen Y เลือกซื้อมากที่สุดคือ เสื้อผ้า, รองเท้า, อุปกรณ์กีฬา และเครื่องประดับ มากที่สุด รองลงมาคือ เครื่องสำอาง 

 

ส่วน Gen X เลือกซื้อสินค้าประเภทเสื้อผ้า, รองเท้า, อุปกรณ์กีฬา และเครื่องประดับ มากที่สุด รองลงมาคือ สินค้าอุปโภคบริโภค 

 

Gen Z เลือกซื้อเสื้อผ้า, รองเท้า, อุปกรณ์กีฬา และเครื่องประดับ มากที่สุด รองลงมาคือ เครื่องสำอาง

 

Baby Boomer เลือกซื้อสินค้าประเภทอุปโภคบริโภคมากที่สุด รองลงมาคือ อาหารแห้ง

 

Gen Builder เลือกซื้ออาหารสดมากที่สุด เป็นต้น

 

เหตุผลที่ซื้อสินค้าออนไลน์ ส่วนใหญ่เลือกซื้อเพราะราคาถูก 63.10%, ความหลากหลายของสินค้า 58.73%, แพลตฟอร์มใช้งานง่าย 45.81%, การจัดโปรโมชัน เช่น 11.11, 12.12, Flash Sale ที่ 44.39% และค่าจัดส่งถูกหรือฟรี 34.10% โดยช่องทางที่คนไทยเลือกซื้อออนไลน์มากที่สุด คือ E-Marketplace (เช่น Shopee, Lazada และ Kaidee) 75.99% รองลงมาคือ Facebook 61.51%, Website 39.7%, LINE 31.04%, Instagram 12.95% และ Twitter 3.81%

 

สำหรับช่องทาง Social Commerce ที่ผู้ขายนิยมใช้ขายสินค้าหรือบริการมากที่สุดสูงถึง 66.76% คือ Facebook รองมาคือ E-Marketplace 55.18%, LINE 32.05%, Website 26.67%, Instagram 19.91% และ Twitter 9.90% สำหรับช่องทางการชำระเงินพบว่า คนไทยนิยมชำระเงินโดยการโอนผ่านเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันธนาคารมากที่สุดถึง 67.32% รองมาคือเก็บเงินปลายทาง (Cash on Delivery: COD) 58.49%, ชำระด้วยกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (E-Wallet) 24.43%, บัตรเครดิต 17.09% และบริการชำระเงินออนไลน์ เช่น บริการ PayPal หรือ Google Pay 15.51% เป็นต้น

 

นอกจากประเด็นพฤติกรรมการซื้อ-ขายของออนไลน์แล้ว ผลสำรวจปีนี้ยังพบว่า Gen Y และ Gen Z มีแนวโน้มมุ่งสู่การเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์มากกว่า Gen อื่นๆ เนื่องจากเป็น Gen ที่นิยมสร้างออนไลน์คอนเทนต์มากที่สุด โดยประเภทคอนเทนต์ที่นิยมสร้างมากที่สุด คือ วิดีโอ/คลิป 49.85%, เขียนบทความ/คอนเทนต์/เว็บไซต์ 41.79%, ถ่ายทอดสด (Live) 36.77%, สตรีมมิงเกม/สตรีมมิงอื่นๆ 11.86%, จัดรายการวิทยุออนไลน์ 10.32% และจัดรายการพอดแคสต์ 8.98%

 

สำหรับใครที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดผลสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย ปี 2565 ฉบับเต็ม ที่จะเผยแพร่ในเร็วๆ นี้ได้ที่เพจเฟซบุ๊ก ETDA Thailand

The post ผลสำรวจเผย ข้าราชการไทย-เจ้าหน้าที่รัฐ ชนะขาดทุกอาชีพ ใช้เน็ตเกือบ 12 ชั่วโมงต่อวัน สะท้อนรัฐพร้อมสู่ดิจิทัลขั้นสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดสาระสำคัญ กฎหมายควบคุมดูแลธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล บังคับต้องแจ้งข้อมูลธุรกิจ เพื่อโปร่งใสเป็นธรรม https://thestandard.co/the-essence-of-the-law-governing-digital-platform-services-business/ Mon, 25 Oct 2021 11:48:16 +0000 https://thestandard.co/?p=552105 digital platform services business

วันนี้ (25 ตุลาคม) ธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกร […]

The post เปิดสาระสำคัญ กฎหมายควบคุมดูแลธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล บังคับต้องแจ้งข้อมูลธุรกิจ เพื่อโปร่งใสเป็นธรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
digital platform services business

วันนี้ (25 ตุลาคม) ธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการควบคุมดูแลการประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบ พ.ศ. … เพื่อรักษาความมั่นคงทางการเงินและการพาณิชย์ เสริมสร้างความน่าเชื่อถือและยอมรับในการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งเพื่อป้องกันความเสียหายแก่สาธารณชนหรือประชาชนที่ใช้บริการ  

 

ร่างกฎหมายนี้กำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล (Digital Platform) ต้องแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจและการให้บริการแพลตฟอร์มให้สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) ภายใต้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมทราบก่อนการประกอบธุรกิจ

 

มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล (Digital Platform) ให้บริการภายใต้มาตรฐานเดียวกัน บนพื้นฐานของความโปร่งใสและเป็นธรรม สำหรับผู้ใช้บริการแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็นคนซื้อหรือคนขายสินค้าหรือบริการออนไลน์ จะได้รับทราบข้อมูลที่จำเป็น เช่น เงื่อนไขการให้บริการ ช่องทางการร้องเรียน ทำให้เกิดความเชื่อมั่นในการใช้บริการแพลตฟอร์ม

 

ท้ายที่สุดหน่วยงานภาครัฐมีข้อมูลที่เพียงพอสำหรับใช้ในการดูแลความเสี่ยงในการให้บริการ เพื่อยกระดับการกำกับดูแลที่เหมาะสมกับรูปแบบการดำเนินธุรกิจบริการนั้น รวมทั้งมีข้อมูลที่จะใช้ในการส่งเสริมสนับสนุนการประกอบธุรกิจ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลต่อไป

 

สาระสำคัญ ร่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการควบคุมดูแลธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบ พ.ศ. … กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการควบคุมดูแลธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล (Digital Platform) ที่ต้องแจ้งให้สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) ทราบก่อนการประกอบธุรกิจ อาทิ 

 

– ‘บริการแพลตฟอร์มดิจิทัล’ หมายถึง การให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัลในลักษณะที่เป็นสื่อกลางที่มีพื้นที่ให้ผู้ประกอบการบนแพลตฟอร์มดิจิทัลและผู้บริโภคเชื่อมต่อกัน โดยการใช้เครือข่ายคอมพิวเตอร์

 

– ร่างพระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับกับการประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล (Digital Platform) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริการแก่ผู้บริโภคภายในประเทศ ไม่ว่าผู้ประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มจะอยู่ในราชอาณาจักรหรือนอกราชอาณาจักร

 

– สพธอ. มีหน้าที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มจัดทำแนวปฏิบัติที่ดีหรือมีกลไกในการกำกับดูแลตนเองที่เหมาะสม เช่น การระบุหรือพิสูจน์ทราบตัวตนของผู้ใช้บริการแพลตฟอร์ม เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ด้วย

 

– สพธอ. จัดให้มีช่องทางรับเรื่องร้องเรียนกลาง เพื่อให้ผู้ใช้บริการแพลตฟอร์มสามารถใช้เป็นช่องทางร้องเรียนปัญหาที่เกิดจากการให้บริการโดยแพลตฟอร์มขนาดเล็ก ทั้งนี้ผู้ประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล (Digital Platform) มีหน้าที่ดำเนินการให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกานี้ภายใน 180 วันนับแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา สำหรับผู้ประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มที่ประกอบธุรกิจก่อนวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ จะมีระยะเวลาเพิ่มเติมอีก 30 วันเพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกานี้ รวมเป็นเวลาทั้งหมด 210 วันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

 

ธนกร เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีผู้ประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล (Digital Platform) ซึ่งมีลักษณะเป็นสื่อกลางที่มีพื้นที่ให้ผู้ใช้บริการแพลตฟอร์มเชื่อมต่อกันทางเครือข่ายคอมพิวเตอร์มากขึ้น โดยมีหลากหลายลักษณะประเภทธุรกิจ เช่น Online Marketplaces, Social Commerce, Food Delivery, Space Sharing, Ride/Car Sharing, Online Search Engines, App Store ซึ่งล้วนมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมมากขึ้น จำเป็นต้องมีการกำกับดูแลการประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล (Digital Platform) เพื่อให้มีความโปร่งใสและเป็นธรรม ทำให้เกิดความน่าเชื่อถือในการให้บริการ รวมทั้งคุ้มครองผู้ใช้บริการแพลตฟอร์ม ทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการบนแพลตฟอร์ม ตลอดจนส่งเสริมสนับสนุนให้มีการจัดทำแนวปฏิบัติที่ดีหรือกลไกในการกำกับดูแลตนเองที่เหมาะสม เพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงทางการเงินและพาณิชย์ เสริมสร้างความน่าเชื่อถือและยอมรับในระบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งป้องกันความเสียหายต่อสาธารณชนด้วย 

 

ทั้งนี้ สพธอ. ภายใต้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) จะเป็นผู้รับผิดชอบในการควบคุมดูแลธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบตามพระราชกฤษฎีกานี้

The post เปิดสาระสำคัญ กฎหมายควบคุมดูแลธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล บังคับต้องแจ้งข้อมูลธุรกิจ เพื่อโปร่งใสเป็นธรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
เน็ตอืด ข้อมูลรั่ว ไวรัสเรียกค่าไถ่ หยุดปัญหากวนใจในออฟฟิศด้วยบริการอินเทอร์เน็ตองค์กรความเร็วสูงจาก CAT https://thestandard.co/cat-datacom/ Fri, 23 Aug 2019 11:17:00 +0000 https://thestandard.co/?p=281224 CAT datacom

ในออฟฟิศที่ยุ่งเหยิง งานกองโตถูกวางสุมอยู่บนโต๊ะที่เรีย […]

The post เน็ตอืด ข้อมูลรั่ว ไวรัสเรียกค่าไถ่ หยุดปัญหากวนใจในออฟฟิศด้วยบริการอินเทอร์เน็ตองค์กรความเร็วสูงจาก CAT appeared first on THE STANDARD.

]]>
CAT datacom

ในออฟฟิศที่ยุ่งเหยิง งานกองโตถูกวางสุมอยู่บนโต๊ะที่เรียงราย ทุกคนต้องเร่งสปีดทำงานแข่งกับเวลา สิ่งสุดท้ายที่มนุษย์ออฟฟิศไม่ต้องการคือ ‘เน็ตอืด’ อัปโหลดไฟล์ให้ลูกค้าไม่ผ่าน เช็กอีเมลด้วยความเร็วเท่าเต่าคลาน โต้ตอบปัญหากับเพื่อนร่วมงานผ่านแชตแบบมาๆ หายๆ 

 

แม้ปัญหาเหล่านี้จะดูเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่ในวินาทีสำคัญที่ชี้เป็นชี้ตายความอยู่รอดของธุรกิจ เรื่องเล็กๆ แบบนี้อาจทำให้การทำงานสะดุด นอกจากจะส่งผลโดยตรงต่อการติดต่อสื่อสารทางธุรกิจแล้วยังอาจทำให้ความสุขของคนทำงานลดน้อยลง ประสิทธิภาพงานหดหาย ขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมงานก็พลอยแย่ไปด้วย 

 

ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมความล่าช้าในการเชื่อมต่อหรือใช้งานอินเทอร์เน็ตจึงกลายเป็นปัญหากวนใจอันดับ 2 ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตชาวไทย จากการสำรวจของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ ETDA ในปี 2561 ที่พบว่าปัญหานี้กัดกินใจผู้ใช้อินเทอร์เน็ตถึง 77% เพิ่มขึ้นจากที่เคยสำรวจเมื่อปี 2560 ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 63.1% 

 

ในฐานะผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตชั้นนำสำหรับองค์กร บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT ไม่ได้มองว่าปัญหาเหล่านี้เป็นเรื่องเล็กๆ จึงทำให้พวกเขาพยายามคิดค้นและมองหาบริการรูปแบบใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์คนทำงานและธุรกิจไปพร้อมๆ กัน 

 

เน็ตอืด สปีดอย่างเดียวอาจช่วยไม่ได้

สำหรับพนักงานออฟฟิศที่ต้องนั่งจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ไม่ต่ำกว่า 1,700 ชั่วโมงต่อปี หรือหารออกมาแล้วไม่ต่ำกว่า 6.5 ชั่วโมงในแต่ละวัน การทนอยู่กับเน็ตสปีดต่ำที่ทำให้งานสะดุดคงไม่ใช่เรื่องสนุก แม้บางออฟฟิศจะใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง แต่ความเร็วอย่างเดียวอาจไม่ช่วยอะไรมากนัก 

 

CAT datacom

 

กวินนันทน์ ภัทร์ชนันท์ ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์สื่อสารข้อมูลของ CAT ในฐานะผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตมากประสบการณ์สำหรับลูกค้าองค์กร อธิบายเพิ่มเติมว่า

 

“หลายคนคิดว่าสปีดอินเทอร์เน็ตต้องสูงๆ ถึงจะใช้งานได้ไม่สะดุด แต่จริงๆ แล้วความเร็วเป็นแค่ส่วนหนึ่ง สำหรับบางออฟฟิศ 100 Mbs ก็ถือว่าเยอะมากแล้ว แต่สิ่งที่จะทำให้ความต่อเนื่องในการใช้งานไม่สะดุดที่สำคัญกว่าสปีดคือการเชื่อมต่อข้อมูลของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตสู่เซิร์ฟเวอร์แหล่งเก็บข้อมูลต้นทางโดยตรง สมมติว่าเป็น Google เวลาเราเสิร์ชข้อมูล ความเร็วอินเทอร์เน็ตอาจจะช่วยในบางส่วน แต่ส่วนที่สำคัญคือผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตได้เชื่อมต่อโดยตรงกับเซิร์ฟเวอร์ของ Google เพื่อรับข้อมูลมาหรือเปล่า ซึ่งสำหรับ CAT เรามีพาร์ตเนอร์ที่จะเชื่อมต่อโดยตรงกับผู้ให้บริการต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ เช่น Facebook, Google ฯลฯ ซึ่งถือเป็นหน้าที่สำคัญของโอเปอเรเตอร์อย่างเราที่จะต้องเชื่อมโยงข้อมูลให้กับลูกค้า”

 

IoT และ Big Data เทรนด์ใหม่มาแรงสำหรับโลกธุรกิจ 

สปีดและการเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการข้อมูลเป็นเพียงส่วนหนึ่งของบริการที่ CAT datacom พยายามทำอยู่เท่านั้น เพราะหน้าที่หลักของหน่วยงานนี้คือการสำรวจความต้องการด้านการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่องค์กรต่างๆ ต้องการ ก่อนจะออกแบบแพ็กเกจบริการที่ตอบโจทย์ในแต่ละธุรกิจมากที่สุด

 

หนึ่งในเทรนด์มาแรงสำหรับองค์กรต่างๆ ในเวลานี้คือเรื่องของ Internet of Things หรือ IoT ที่เป็นการผสานการทำงานของสายพานการผลิตแบบครบวงจร เริ่มตั้งแต่เครื่องจักรไปจนถึงการเก็บข้อมูล Big Data เพื่อนำมาวิเคราะห์และต่อยอดให้ธุรกิจไปต่อได้แบบไม่มีสะดุด รวมถึงบริการ Data Center ไปจนถึง Data Analytics ที่กลายเป็นแต้มต่อให้สามารถแข่งขันในโลกธุรกิจที่ขับเคี่ยวกันด้วยข้อมูลได้

 

CAT datacom

 

“สิ่งที่เราได้เรียนรู้ในฐานะผู้ให้บริการคือทุกวันนี้ธุรกิจมีการแข่งขันกันสูงมาก หลายๆ อย่างต้องปรับเปลี่ยนไปตามเทรนด์ของผู้บริโภค เช่นเดียวกับผู้ให้บริการอย่างเราที่ต้องปรับตัวตลอดเวลา เพราะเรารู้ว่าลูกค้าองค์กรของเราก็ต้องการ Internet Solution ที่จะต้องนำไปซัพพอร์ตความต้องการของลูกค้าเขาอีกที สุดท้ายเขาจึงต้องการบริการที่รองรับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ของลูกค้า 

 

“ที่ผ่านมาเราพยายามพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ใน CAT เองเรามีพนักงาน 5,000 กว่าคน ทำให้เราสามารถพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ โดยเริ่มจากการลองใช้ภายในองค์กร ก่อนจะนำไปให้ลูกค้าใช้บริการจริง ทำให้เกิดบริการใหม่ๆ เช่น CAT Chat โปรแกรมแชตสำหรับองค์กรที่มีความปลอดภัยสูง ไม่รั่วไหล ต่างจากโปรแกรมแชตทั่วๆ ไป รวมไปถึงเรื่องใหม่ๆ อย่าง AI ที่เรากำลังพัฒนา Machine Learning ให้ AI สามารถฉลาดและเก่งขึ้นจากการป้อนข้อมูลเข้าไป นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่เกิดจากการวิจัยและพัฒนาของคนในองค์กรเพื่อปรับเปลี่ยนองค์กรของเราให้เป็นดิจิทัลมากขึ้น ก่อนจะนำไปให้บริการกับลูกค้าในท้ายที่สุด” กวินนันทน์กล่าวถึงเทรนด์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตสำหรับโลกธุรกิจยุคใหม่ 

 

ข้อมูลรั่ว ไวรัสเรียกค่าไถ่ ความปลอดภัยที่หลายองค์กรมองข้าม

ปัญหาความปลอดภัยในการใช้อินเทอร์เน็ตกลายเป็นอีกปัญหากวนใจคนทำงานออฟฟิศในช่วงเวลาที่ผ่านมา ซึ่งเรามักจะได้ยินข่าวคราวที่แฮกเกอร์ผู้ไม่หวังดีบางกลุ่มพยายามขโมยข้อมูลจากองค์กรต่างๆ ก่อนจะล็อกข้อมูลนั้นไว้อย่างหนาแน่น และเปิดไม่ได้จนกว่าจะจ่ายเงินตามที่ผู้ก่อการร้ายในโลกออนไลน์ร้องขอ 

 

เรื่องความปลอดภัยในการใช้งานอินเทอร์เน็ตถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องใหญ่ที่ CAT ให้ความสำคัญ ถึงขนาดมีทีมที่ปรึกษาด้านความปลอดภัยตระเวนไปให้บริการลูกค้าถึงที่ ซึ่งเรื่องนี้กวินนันทน์มองว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่หลายองค์กรมองข้ามไป

 

CAT datacom

 

“ทุกวันนี้ข้อมูลถือเป็นสินทรัพย์ที่สำคัญ แต่หลายองค์กรยังคงมีมุมมองว่าการวางระบบป้องกันเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น แต่ถ้ามองในมุมกลับกันว่าหากไม่ป้องกันแล้วเกิดความเสียหายครั้งหนึ่ง ข้อมูลเหล่านี้ค่อนข้างเป็นเรื่องอ่อนไหว บางครั้งเป็นข้อมูลลูกค้าที่เมื่อรั่วไหลออกไปอาจทำให้เกิดการฟ้องร้องได้ หรือหากมีข่าวรั่วออกมา ความเสียหายอาจจะมากกว่านั้น ดังนั้นการป้องกันจึงดีกว่าการแก้ไขภายหลัง ซึ่งปัจจุบันใช้เงินลงทุนไม่สูงมากนักเรื่องการวางระบบความปลอดภัย หากลูกค้าต้องการ เราก็จะส่งทีมที่ปรึกษาในแง่ความปลอดภัยไปช่วยเหลือลูกค้าได้ทันที”

 

นอกจากนี้ CAT datacom ยังมีทีมซัพพอร์ตที่พร้อมจะรับฟังทุกปัญหาของลูกค้าตลอด 24 ชั่วโมง อีกทั้งยังคอยมอนิเตอร์ปัญหาให้กับลูกค้าก่อนที่ปัญหาจะเกิด โดยทำงานแบบ Pro Active เพื่อให้ทุกธุรกิจสามารถขับเคลื่อนไปได้โดยไม่มีสะดุด 

CAT datacom

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

อ้างอิง:

The post เน็ตอืด ข้อมูลรั่ว ไวรัสเรียกค่าไถ่ หยุดปัญหากวนใจในออฟฟิศด้วยบริการอินเทอร์เน็ตองค์กรความเร็วสูงจาก CAT appeared first on THE STANDARD.

]]>
ขายของออนไลน์ต้องเสียภาษีหรือไม่? กรมสรรพากรแจงออฟไลน์-ออนไลน์ต้องเท่าเทียมกัน https://thestandard.co/online-taxes/ https://thestandard.co/online-taxes/#respond Mon, 27 Nov 2017 11:06:17 +0000 https://thestandard.co/?p=50858

  หนึ่งในประเด็นคำถามที่คาใจพ่อค้าแม่ค้าไทยบนโลกโซ […]

The post ขายของออนไลน์ต้องเสียภาษีหรือไม่? กรมสรรพากรแจงออฟไลน์-ออนไลน์ต้องเท่าเทียมกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>

 

หนึ่งในประเด็นคำถามที่คาใจพ่อค้าแม่ค้าไทยบนโลกโซเชียลมากที่สุดในระยะหลังๆ มานี้คือ การขายของออนไลน์ยังต้องเสียภาษีอยู่หรือไม่? เพราะฝั่งกรมสรรพากรโดยอธิบดี ‘ประสงค์ พูนธเนศ’ ก็มีความชัดเจนถึงการออกนโยบายการจัดเก็บภาษีกับผู้ค้าออนไลน์มาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีนี้

 

แต่ที่สุดแล้วนโยบายที่ชัดเจนและเป็นทางการจากทางภาครัฐก็ยังไม่ได้ข้อสรุปเสียที สร้างความกังวลใจต่อผู้ค้าอีคอมเมิร์ซรายย่อยหลายๆ เจ้าอย่างต่อเนื่องทุกวี่วัน

 

กลางปีที่ผ่านมา THE STANDARD มีโอกาสสัมภาษณ์ ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย (Thai e-Commerce Association) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TARAD.com โดยภาวุธบอกว่าตนเห็นด้วยกับนโยบายจัดเก็บภาษีออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ประกอบการจากต่างประเทศอย่างเฟซบุ๊ก กูเกิล ที่ทำให้เกิดเงินรั่วไหลออกนอกประเทศมากกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท แต่สำหรับผู้ค้ารายเล็กๆ รัฐควรจะมีนโยบายที่ส่งเสริมมากว่าการ Disrupt (คลิกอ่านได้ที่นี่)

 

ขณะที่เมื่อติดต่อไปยัง ประสงค์ พูนธเนศ เพื่อขอทราบความชัดเจน รายละเอียด นโยบายจัดเก็บภาษีออนไลน์ที่จะเกิดขึ้น กลับได้รับคำตอบว่ายังไม่สะดวกเพราะมาตรการต่างๆ ยังอยู่ในวาระขั้นตอนการหารืออยู่

 

เมื่อวันศุกร์ที่ 26 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เราได้เข้าร่วมงาน ‘มหกรรมอีคอมเมิร์ซแห่งชาติ Thailand e-Commerce Week 2017’ ที่ทางสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ สพธอ. (ETDA) เป็นผู้จัดขึ้น ซึ่งช่วงไฮไลต์ของงานอยู่ที่หัวข้อเสวนาเรื่องการจัดเก็บภาษีสำหรับผู้ค้าอีคอมเมิร์ซ

 

 

รองอธิบดีกรมสรรพากรชี้ขายของออนไลน์-ออฟไลน์ การจัดเก็บภาษีไม่ต่างกัน เพื่อความเสมอภาค

แพตริเซีย มงคลวนิช รองอธิบดีกรมสรรพากร กล่าวกลางวงเสวนาว่าการขายของออนไลน์และออฟไลน์จะต่างกันก็แค่ปัจจัยเรื่องช่องทางเท่านั้น เพราะฉะนั้นแนวทางในการจัดเก็บภาษีของผู้ค้าทั้ง 2 ประเภทนี้ก็คงไม่แตกต่างจากกันสักเท่าไร เพื่อให้เกิดความเสมอภาคและความยุติธรรมในการทำการค้า

 

“ไม่ว่าจะเป็นการค้าแบบออฟไลน์หรือออนไลน์สิ่งที่ต่างกันคือช่องทาง เพราะฉะนั้นมันก็ต้องมีความยุติธรรมเพื่อให้เกิด Fair game และการเก็บภาษีก็คงไม่ต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ค้า SME รายเล็กๆ บางรายหลังนำค่าใช้จ่ายมาหักลบแล้วอาจจะไม่ต้องเสียภาษีเลยด้วยซ้ำ

 

“การที่ผู้ประกอบการไม่ได้อยู่ในระบบภาษีในอนาคตจะโตยาก ไม่ว่าจะการนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์หรือขอสินเชื่อก็จะเหนื่อยไปหมด กรมสรรพากรจึงอยากสนับสนุนให้ผู้ค้าทุกรายเข้าสู่ระบบการเสียภาษีอย่างถูกต้องเพื่อความสะดวกของตัวท่านเอง และเราก็ยินดีที่จะให้ความช่วยเหลือท่านเต็มที่อยู่แล้ว ที่สำคัญคือมั่นใจได้ว่าเมื่อท่านเข้าสู่ระบบการเสียภาษีแล้วนอกจากจะขยายธุรกิจได้อย่างไร้ปัญหาก็จะนอนหลับสบายแน่นอน”

 

ขณะที่เมื่อ สุรางคณา วายุภาพ ผอ. สพธอ. ซึ่งรับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการเสวนาในครั้งนี้ยกประเด็นเรื่องทิศทางการเติบโตของอีคอมเมิร์ซประเทศไทยที่คาดการณ์ว่าจบปี 2560 นี้ มูลค่าการค้าออนไลน์จะมีมากถึง 2.8 พันล้าน เช่นนั้นแล้วสรรพากรจะมีนโยบายพิเศษ หรือพอจะเป็นไปได้ไหมกับการจำกัดเพดานภาษีแบบเฉพาะเจาะจงกับผู้ค้าออนไลน์?

 

“ในความเป็นจริงเรา (กรมสรรพากร) ไม่สามารถออกภาษีให้เฉพาะเคสได้ ไม่สามารถเลือกได้ว่าผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซจะต้องเสียภาษีอีกแบบต่างจากการเสียภาษีของผู้ประกอบการทั่วๆ ไป แต่สำหรับผู้ประกอบการที่จดทะเบียนนิติบุคคลจัดตั้งบริษัทอาจจะได้รับประโยชน์มากกว่า

 

“ถ้าดูย้อนหลังไปสองปีก็จะพบว่าสรรพากรช่วยผู้ประกอบการเยอะมาก เราไม่เคยย้อนไปดูประวัติเก่าๆ เลย เพราะมีกฎหมายบังคับอยู่ และก็ไม่ได้เรียกเก็บภาษีย้อนหลังด้วย แต่สิ่งที่ท่านต้องทำตามต่อไปคือ ‘ต้อง’ แสดงรายรับและรายจ่ายที่ถูกต้อง สรรพากรสนับสนุนให้ผู้ค้าทุกท่านเข้าสู่ระบบภาษีอยู่แล้วเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเพื่อการเติบโตขององค์กรในขนาดที่ใหญ่ขึ้น”

 

เมื่อถามถึงแนวทางที่กรมสรรพากรจะใช้จัดการกับผู้ประกอบการสื่อรายใหญ่ๆ จากต่างประเทศอย่างเช่น เฟซบุ๊ก หรือกูเกิลที่เข้ามาทำธุรกิจในไทยโดยไม่ได้เข้าสู่ระบบการเสียภาษีอย่างถูกต้อง แพตริเซีย มองว่า

 

“ผู้ประกอบการรายยักษ์ขนาดนั้นพวกเขาไม่ได้ไม่เข้าสู่ระบบการเสียภาษี แต่พยายามใช้โครงสร้างบางอย่างในการออกจากระบบมากกว่า เพราะในหลายๆ ประเทศก็มีกฎหมายบังคับการดำเนินธุรกิจของพวกเขาอยู่ แต่ปัญหาของเราคือไม่ได้มีกฎหมายเหล่านั้น สิ่งที่เราทำคือพยายามจะแก้ไขกฎหมายเพื่อดำเนินการจัดเก็บภาษีกับผู้ค้าต่างประเทศที่เข้ามาให้บริการในประเทศไทย อย่าเข้าใจผิดว่าเราพยายามจะออกกฎหมายอีคอมเมิร์ซ เพราะเราไม่ได้ทำแบบนั้น เราแค่พยายามจะทำให้ผู้ค้าออนไลน์และออฟไลน์ปฏิบัติเหมือนกันในการเสียภาษี เพราะเราอยากเห็นการดำเนินธุรกิจที่ยุติธรรม ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยไม่ถูกบีบตายจากช่องว่างทางกฎหมายเรื่องภาษีที่ผู้ประกอบการต่างประเทศใช้ประโยชน์”

 

นอกจากนี้ แพตริเซีย ยังได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนถึงประเด็นดังกล่าวเพิ่มเติมว่า “ทุกประเทศก็เจอปัญหาการเรียกเก็บภาษีจากผู้ค้ารายใหญ่จากต่างประเทศเหมือนกันหมด (เฟซบุ๊ก, กูเกิล) และพวกเขาก็พยายามจะหาทางออกจากปัญหานี้อยู่เหมือนกัน ซึ่งกฎหมายที่ทางสรรพากรไทยกำลังร่างอยู่ในขณะนี้ก็อยู่ในขั้นตอนการนำเสนอตามขั้นตอนอยู่ แต่ประชาพิจารณ์น่าจะเห็นชัดขึ้นในช่วงต้นปีหน้า ส่วนผู้ประกอบการจากต่างประเทศก็ให้ความเห็นถึงความกังวลที่พวกเขามีต่อประชาพิจารณ์นี้เช่นกัน”

 

 

นายกสมาคมอีคอมเมิร์ซไทย เชื่อศึกอีคอมเมิร์ซไทยดุเดือดดีต่อประเทศ แต่ระยะยาวอาจไม่แน่ ด้านตัวแทน ธปท. แจง ‘พร้อมเพย์’ ปลอดภัย 100%

ในรอบ 2-3 ปีที่ผ่านมาเราจะเห็นได้ว่าวงการอีคอมเมิร์ซไทยดูจะคึกคักเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้ประกอบการรายยักษ์จากจีนกระโจนเข้ามาบุกตลาดไทยมากขึ้น อย่างเช่น JD.com ที่จับมือกับกลุ่มเซ็นทรัล ในการทำตลาดในประเทศไทย

 

ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ในฐานะของนายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย ให้ความเห็นต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตลาดอีคอมเมิร์ซไทยในปัจจุบันว่า การมีผู้ประกอบการยักษ์ใหญ่เข้ามา ถ้ามองในระยะสั้นและกลางถือว่าดีมาก เพราะเขาเทงบลงทุนด้านอีคอมเมิร์ซเป็นจำนวนมหาศาลซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงมาก แต่ถ้ามองในระยะยาวก็ต้องมาดูกันอีกทีว่าสุดท้ายแล้วผู้ประกอบการท้องถิ่นจะได้รับผลกระทบเดือดร้อนไหม?

 

“การแข่งขันตอนน้ีต้องยอมรับว่า Local Market Place จะสู้ได้ท้าทายมากขึ้น แต่พวกเขาก็จะต้องแตกต่างและมีลักษณะจำเพาะไม่เหมือนกับผู้ค้ารายใหญ่ๆ เหมือนกัน

 

“รัฐจะต้องดูให้ดีว่าจะเกิดการผูกขาดจากผู้ประกอบการยักษ์ใหญ่หรือเปล่า เพราะเมื่อระบบนิเวศ (Ecosystem) มันผูกด้วยกันทั้งหมด มันก็จะเกิดผลกระทบต่อทั้งภาคอุตสาหกรรม ไม่ใช่แค่ฝั่งการค้าปลีกหรือฝั่งใดฝั่งหนึ่งเท่านั้น คงต้องดูว่ากฎหมายเรื่องการผูกขาดการค้าในไทยจะนำมาใช้ได้ไหม?”

 

ในงานเสวนายังมีการยกประเด็นเรื่องความเปลี่ยนแปลงในการทำธุรกรรมเชิงพาณิชย์ขึ้นมาขยายความด้วย จากการเปลี่ยนผ่านของการใช้เงินสด ธนบัตรเงินตรา ไปสู่การใช้ QR Code พร้อมเพย์ หรือที่เรียกรวมๆ ว่า ‘สังคมไร้เงินสด (Cashless Society)’ อีกด้วย

 

Photo: BOT

 

สิริธิดา พนมวัน ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายระบบการชำระเงินและเทคโนโลยีทางการเงินกล่าวว่า “ธนาคารแห่งประเทศไทยเองก็มองเห็นทิศทางการเติบโตของอีคอมเมิร์ซเช่นกัน ซึ่งปัจจัยสนับสนุนด้านการชำระเงินก็ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะการมีระบบชำระเงินที่สะดวกจะช่วยให้การค้าขายคล่องตัวมากขึ้น ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยร่วมมือกับสมาคมธนาคารพัฒนาระบบการชำระเงินที่ง่ายและดีมากขึ้น

“อย่างต้นปีเราก็ทำเรื่องพร้อมเพย์ที่ทำให้ประชาชนและนิติบุคคลสามารถชำระเงินและโอนเงินผ่านหมายเลขโทรศัพท์ได้ หลังจากนั้นเราก็พัฒนาให้ E-wallet สามารถโอนเงินเข้าสู่ธนาคารได้อีก

 

“ในเรื่องความปลอดภัยเรามีบริษัทดูแลที่เป็นมาตรฐานสากล และเราก็ยังตรวจเช็กมาตรฐานอยู่แล้วทุกปี จึงมั่นใจได้เรื่องความปลอดภัย และตั้งแต่ที่เราทำพร้อมเพย์มาก็ต้องเรียนย้ำอีกครั้งว่าสรรพกรไม่เคยขอเรียกดูข้อมูลผู้ใช้งานเลยสักครั้ง และก็ไม่สามารถทำได้ด้วย เนื่องจากพร้อมเพย์เป็นแค่ระบบการชำระเงิน

 

Photo: Pixabay

 

ส่วนการชำระเงินผ่านการสแกน QR Code ที่ธนาคารในประเทศไทยหลายแห่งตกลงปลงใจที่จะใช้ระบบนี้ร่วมกันเป็นมาตรฐานนั้น ทางสิริธิดาเล่าถึงที่มาว่าเกิดจากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเล็งเห็นการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้จากโมเดลของธนาคารต่างประเทศหลายๆ แห่ง ซึ่งช่วยให้เกิดความสะดวกต่อทั้งตัวผู้ค้าและผู้ขายนั่นเอง

 

ภาพประกอบ: Pichamon Wannasan

The post ขายของออนไลน์ต้องเสียภาษีหรือไม่? กรมสรรพากรแจงออฟไลน์-ออนไลน์ต้องเท่าเทียมกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/online-taxes/feed/ 0
เทรนด์ E-Commerce 2018 ข้อมูลคือพระเจ้า สังคมไร้เงินสดมาแน่! https://thestandard.co/e-commerce-trends-2018/ https://thestandard.co/e-commerce-trends-2018/#respond Thu, 23 Nov 2017 12:13:23 +0000 https://thestandard.co/?p=50038

  ทุกวันนี้การช้อปสินค้าออนไลน์ หรือติดต่อซื้อขายส […]

The post เทรนด์ E-Commerce 2018 ข้อมูลคือพระเจ้า สังคมไร้เงินสดมาแน่! appeared first on THE STANDARD.

]]>

 

ทุกวันนี้การช้อปสินค้าออนไลน์ หรือติดต่อซื้อขายสินค้าบริการผ่านโซเชียลคอมเมิร์ซ (Social Commerce: ซื้อสินค้าผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย) กลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้วสำหรับคนไทยส่วนใหญ่ สะท้อนให้เห็นว่าภาคผู้บริโภคในปัจจุบันมีพฤติกรรมความเชื่อมั่นและมุมมองการบริโภคที่เปลี่ยนไปพอสมควร

 

ปี 2017 นี้ ETDA คาดการณ์ว่า อีคอมเมิร์ซไทยน่าจะจบปีโดยมีมูลค่าอยู่ที่ 2,812,592.03 ล้านบาท และเทียบเป็นอัตราส่วนการเติบโตต่อปีอยู่ที่ 9.86% (ปี 2016-2017) ตอกย้ำความเชื่อที่ว่าอีคอมเมิร์ซไทยจะเติบโตต่อไปเรื่อยๆ

 

แต่คำถามก็คือ ในปี 2018 นี้มีข้อมูลอะไรบ้างที่ผู้ประกอบการทั้งขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ควรรู้ และมีกลยุทธ์ใดที่ควรยึดถือปฏิบัติตามเป็นพิเศษหรือไม่?

 

วันที่ 22 พฤศจิกายน Priceza ผู้ให้บริการเว็บไซต์และแอปพลิเคชันค้นหาสินค้าและเปรียบเทียบราคา ได้จัดงานประกาศรางวัล Priceza E-Commerce Awards 2017 ขึ้น โดยความพิเศษอยู่ที่เวทีเสวนา 3 หัวข้อสำคัญ ได้แก่ 1. ทิศทางอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย 2. แนวโน้มระบบอีโลจิสติกส์ในอนาคต และ 3. สถานการณ์ระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ในปัจจุบัน เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการด้านอีคอมเมิร์ซไทยปี 2018

 

 

ผู้เชี่ยวชาญชี้ปีหน้าอีคอมเมิร์ซไทยแข่งกันดุเดือด ใครเก็บ ‘ข้อมูล’ เยอะได้เปรียบ  คาด C2C มาแรงสุด

เวทีเสวนาในหัวข้อทิศทางอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย ปี 2018 มีคนในวงการอีคอมเมิร์ซไทยอย่าง ศิวัตร เชาวรียวงษ์ ประธานกรรมการบริหาร กรุ๊ปเอ็ม (ประเทศไทย), ผรินทร์ สงฆ์ประชา ผู้ก่อตั้งและประธานบริหาร บริษัท นาสเกต รีเทล จำกัด, ศิวกร สิริวงศ์ภาณุพงศ์ หัวหน้าฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท ช้อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด และ ยุทธนา จิตจรุงพร รองประธานบริหารฝ่ายธุรกิจอีคอมเมิร์ซ เทสโก้ โลตัส เข้าร่วมเป็นวิทยากร โดยมี ธนาวัฒน์ มาลาบุปผา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ไพรซ์ซ่า จำกัด รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการเสวนา

 

สำหรับ ศิวัตร ที่แม้จะไม่ได้เป็นผู้เล่นในตลาดอีคอมเมิร์ซโดยตรง แต่กรุ๊ปเอ็มซึ่งดำเนินธุรกิจด้านมีเดียเอเจนซีก็ถือว่ามีข้อมูลและได้สัมผัสพื้นโลกโซเชียลมีเดียอยู่บ้าง จึงพอจะทำให้เขาเห็นว่าอีคอมเมิร์ซไทยยุคนี้เฟื่องฟูเอามากๆ ทั้งในด้านการจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางโซเชียลคอมเมิร์ซ หรือแม้แต่บริการต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาและได้รับความนิยม เช่น GrabBike (Delivery) หรือ UberEATS

 

นอกจากนี้ศิวัตรยังบอกอีกด้วยว่า สาเหตุที่แบรนด์และผู้ประกอบการรายใหญ่ๆ เริ่มหันมาจับตลาดอีคอมเมิร์ซทำการตลาดบนโลกออนไลน์มากขึ้น ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้อาจจะไม่เคยทำมาก่อนเป็นเพราะพวกเขามองข้ามช็อตไปถึงการเก็บข้อมูลผู้บริโภค ซึ่งจะมีประโยชน์มากๆ กับการทำธุรกิจในภายภาคหน้า

 

“จริงๆ แบรนด์ใหญ่ก็หันมาศึกษาอีคอมเมิร์ซกันนานแล้วเพื่อเพิ่มเติมองค์ความรู้ ถึงแม้ยอดขายออนไลน์จะยังเทียบกับยอดขายออฟไลน์ไม่ได้ แต่สิ่งที่พวกเขาต้องการคือ ‘ข้อมูล’ ที่เก็บจากผู้บริโภค ซึ่งจะมีประโยชน์กับการทำธุรกิจในอนาคต

 

“การทำความรู้จักลูกค้าจะทำให้แบรนด์ต่างๆ ดำเนินธุรกิจและทำอีคอมเมิร์ซได้ยั่งยืน แบรนด์ใหญ่ๆ จะต้องเก็บลูกค้าด้วยวิธีใดๆ ก็ได้ เพราะยังไงก็จะต้องได้ใช้แน่นอน ไม่ว่าจะทำโปรโมชันหรือกิจกรรมส่งเสริมการขายใดๆ ก็ตาม สุดท้ายแล้วมันก็วนกลับมาอยู่ที่การรู้ข้อมูลอยู่ดี

 

ยุทธนา ตัวแทนจากห้างสรรพสินค้าเทสโก้ โลตัส กล่าวในทำนองเดียวกันว่า ข้อมูลเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ โดยเทคนิค 2 ประการที่จะทำให้แบรนด์จับลูกค้าในตลาดอีคอมเมิร์ซได้อยู่หมัด คือ ต้องรู้จักลูกค้าว่าเป็นคนอย่างไร และรู้จุดแข็งของตัวเองเพื่อที่จะนำไปตอบโจทย์ลูกค้าให้ได้

 

“ต้องถือว่าเราโชคดีที่เทสโก้ โลตัส เป็น Big Player ที่มีการเก็บฐานข้อมูลของลูกค้าค่อนข้างเยอะ ที่ผ่านมาเราเห็นการเติบโตของอีคอมเมิร์ซอย่างต่อเนื่อง และพบว่าสินค้าบางอย่างก็เหมาะที่จะขายออนไลน์ได้ เช่น สินค้าจำพวกอุปกรณ์เทคโนโลยี แต่บางอย่างก็ทำไม่ได้ สุดท้ายแล้วถ้าเราสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ทั้งเรื่องราคาและความพอใจ ประสบการณ์มันก็จะชนะทุกอย่าง

 

“ส่วนเทรนด์อีคอมเมิร์ซที่ผมมองว่าจะเกิดขึ้นในปีหน้าแน่นอน คือ การเติบโตของผู้เล่นระดับโลก (Global Player) ที่หลังจากนี้ก็จะสาดดีลและโปรโมชันกันกระจายแน่นอน ในทางกลับกันมันอาจจะเป็นผลเสียที่ผู้บริโภคจะยึดติดกับโปรโมชันส่วนลด และทำให้ผู้ประกอบการเจ้าเก่าๆ จะต้องลำบากมากขึ้นในการปรับตัวสู้กับผู้เล่นใหม่ๆ ที่มีทุนทำการตลาดหนากว่าในช่วงแรกๆ”

 

 

ด้าน ศิวกร จากช้อปปี้ เชื่อว่า ยิ่งมีผู้เล่นและผู้ประกอบการระดับโลกกระโจนเข้าสู่ตลาดอีคอมเมิร์ซไทยในจำนวนที่เพิ่มขึ้นพร้อมๆ กับการแข่งขันที่ดุเดือด ไทยก็จะได้รับประโยชน์มากขึ้นตามไปด้วย

 

“ผมมองว่าเป็นผลดีต่อประเทศไทยนะ เพราะจะทำให้เกิดการแชร์ความรู้และประสบการณ์ของการช้อปออนไลน์ ซึ่งที่สุดแล้วจะนำไปสู่การพัฒนาด้านต่างๆ ทั้งการขนส่ง (Logistic) การทำธุรกรรม (Payment) รวมถึงการจ้างงานบุคลากรเพิ่มขึ้น และทั้งหมดก็จะช่วยให้ผู้คนมีความรู้ในการทำอีคอมเมิร์ซมากขึ้น”

 

อย่างไรก็ดี ด้วยการแข่งขันที่สูงขึ้นนี่เองที่ทำให้ ผรินทร์ จาก นาสเกต รีเทล เชื่อว่าผู้ที่จะได้รับผลกระทบและต้องปรับตัวมากที่สุดไม่ใช่ผู้ประกอบการรายใหญ่หรือรายเล็กอย่างที่หลายคนเข้าใจ หากแต่เป็นผู้ประกอบการขนาดกลางมากกว่าที่จะได้รับผลกระทบจากศึกที่กำลังจะเกิดขึ้น

 

“ผมเชื่อว่าผู้ประกอบการและแบรนด์เล็กๆ จะมีวิธีการทำตลาดที่สร้างสรรค์มากขึ้น เพราะฉะนั้นพวกเขาไม่จำเป็นต้องไปทำการตลาดแข่งกับแบรนด์ใหญ่ ที่ส่วนใหญ่จะทุ่มทำการตลาดโฆณากับสื่อออนไลน์อยู่แล้ว แต่ถ้าแบรนด์ระดับกลางๆ อาจจะต้องระวังให้ดี เพราะการแข่งขันจะสูงมากขึ้น”

 

ย้อนกลับไปที่ศิวัตรอีกครั้ง ในมุมมองของผู้ประกอบการด้านมีเดียเอเจนซี เขาเชื่อว่าในปี 2018 ที่จะถึงนี้ เทรนด์อีคอมเมิร์ซที่จะมาแรงแน่นอนคือกลยุทธ์การค้าแบบ C2C (Consumer to Consumer) หรือการซื้อขายระหว่างผู้บริโภคกับผู้บริโภค

 

“ผมรู้สึกว่า C2C หรือการซื้อขายกันเองระหว่างผู้บริโภค (ผู้ค้ารายย่อย) น่าจะเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดในปีหน้า เพราะปัจจุบันการทำธุรกรรมผ่านธนาคารและโทรศัพท์มือถือก็เริ่มพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ แล้ว เทคโนโลยีที่เรามีอยู่ในปัจจุบันจึงส่งเสริมให้คนประกอบอาชีพได้มากกว่าหนึ่งอาชีพ เช่น การขายของ แล้วพอ C2C มันคึกคัก เดี๋ยว B2C (Business to Consumer: การขายสินค้าไปยังผู้บริโภค) ก็จะตามไป”

 

 

‘โดรนและรถส่งสินค้าอัตโนมัติ’ เป็นไปได้กับเทรนด์อีโลจิสติกส์ปี 2018

ในยุคที่อีคอมเมิร์ซไทยเฟื่องฟูเช่นนี้ ก็ยิ่งส่งผลให้ผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซเจ้าใหม่ๆ เกิดขึ้นมาเป็นจำนวนมาก เพื่อรองรับดีมานด์ที่มีอยู่อย่างล้นหลามในตลาดตามไปด้วย

 

แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน คือ เมื่อดีมานด์ของผู้บริโภคเพิ่มสูงขึ้น ลูกค้าส่วนใหญ่ต่างก็อยากได้รับสินค้าในวันเดียวกันกับวันที่ชำระสินค้า และกดออร์เดอร์แทบจะทั้งนั้น บ่อยครั้งผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ก็ไม่สามารถตอบสนองความต้องการแบบ Same day delivery ให้กับลูกค้าทุกๆ คนได้พร้อมกันเพราะมีบุคลากรในจำนวนที่จำกัด (ต้องรอออร์เดอร์มาเป็นจำนวนมากเพื่อที่จะจัดเส้นทางการจัดส่งสินค้าให้คุ้มทุนที่สุดในคราวเดียว) นี่จึงเป็นหัวข้อและความท้าทายครั้งใหญ่ที่ภาคผู้ให้บริการจะต้องบรรลุผลให้ได้

 

สุทธิเกียรติ จันทรชัยโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชิปป๊อป จำกัด ให้ความเห็นว่า “ปัจจุบันร้านค้าไหนที่มีฟีเจอร์ส่งสินค้าแบบ Same day delivery ก็จะทำให้พวกเขาขายของได้ง่ายมากขึ้น มันจึงเป็นส่ิงที่ท้าทายเหมือนกัน เพราะนั่นเท่ากับว่ายิ่งมีดีมานด์เพิ่มขึ้นเท่าไร เราก็ต้องมีกำลังบุคลากร (ในการกระจายส่งสินค้า) เพิ่มมากขึ้นไปด้วย”

 

 

ส่วน โยจิ ฮามานิชิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสซีจี ยามาโตะ เอ็กซ์เพรส บอกว่า การนำเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการขนส่งสินค้าเป็นทางออกที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด เพราะบริษัทหลายๆ แห่งก็ไม่สามารถเพิ่มจำนวนบุคลากรได้ในระยะเวลาสั้นๆ

 

“เทคโนโลยีจำพวกโดรนหรือระบบส่งสินค้าอัตโนมัติ (รถยนต์ไร้คนขับ) น่าจะเข้ามามีบทบาทในอีคอมเมิร์ซมากขึ้น แต่อาจจะไม่ได้มาแทนที่แรงงานแบบเดิมไปหมดเลยซะทีเดียว มันมาแน่นอน แต่จะมาเมื่อไรและมาด้วยวิธีการไหนก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในขณะนั้น”

 

ต่อประเด็นเรื่องโดรนส่งสินค้านี้ สุทธิเกียรติ ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า น่าจะเกิดขึ้นในประเทศไทยได้อยู่แล้ว เพราะปีที่ผ่านมาก็มีผู้ประกอบธุรกิจโดรนส่งสินค้าเข้ามาคุยกับเขาอยู่เหมือนกัน แต่ติดปัญหาเรื่องข้อกฎหมาย แต่หากสามารถดำเนินการให้เกิดขึ้นจริงได้ก็จะช่วยแก้ปัญหาการส่งสินค้าล่าช้าได้แน่นอน

 

ด้าน สันทิต จีรวงศ์ไกรสร ผู้อำนวยการประจำภูมิภาค ฝ่ายดำเนินงาน บริษัท ลาลาล่ามูฟ ประเทศไทย ทิ้งท้ายว่า ภาครัฐและเอกชนควรจะร่วมมือกันเพื่อนำเทคโนโลยีเข้ามาสร้างประโยชน์ขับเคลื่อนวงการโลจิสติกส์ไทยให้รุดหน้าให้ได้มากที่สุด

 

“การใช้โดรนยังติดเรื่องข้อกฎหมายอยู่ เพราะฉะนั้นมันก็ต้องมีภาครัฐมาช่วยกำกับด้วย เช่นเดียวกับกรณีของรถยนต์ไร้ขนขับส่งสินค้า ผมคิดว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้จริงนั้นก็ต้องอาศัยการทำงานร่วมกับรัฐและเอกชนในการพัฒนาร่วมกัน”

 

 

Cashless Society และพร้อมเพย์ สองเทรนด์สำคัญลดภาระต้นทุนการหมุนเวียนเงินสด

ขณะที่บนเวทีเสวนาเรื่องการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ ประเด็นเรื่องสังคมไร้เงินสด (Cashless Society) และพร้อมเพย์ดูจะเป็น 2 หัวข้อใหญ่ที่ได้รับความสนอกสนใจมากที่สุด

 

เพราะในปัจจุบันผู้ให้บริการทางการเงินและธนาคารหลายแห่งต่างก็พัฒนาวิธีการเพื่อให้ผู้ประกอบการหลายๆ ขนาดพึ่งพาการใช้เงินสดน้อยที่สุด เราจึงได้เห็นพ่อค้าแม่ค้าขายข้าวแกงและพี่วินมอเตอร์ไซค์เพิ่มช่องทางการจ่ายเงินด้วย QR Code อย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับเทรนด์ความนิยมของกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์หรือ E-Wallet ที่กำลังเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ

 

 

สมคิด จิรานันตรัตน์ รองประธานบริษัท กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจว่า หนึ่งในเหตุผลที่ภาครัฐและทางธนาคารแห่งประเทศไทยให้ความสำคัญกับเทรนด์สังคมไร้เงินสดนั้น เพราะเป็นการช่วยลดต้นทุนเสียเปล่าที่เกิดขึ้นจากกระบวนการหมุนเวียนเงินสดอย่างฟุ่มเฟือย

 

“ในแต่ละวันมีเงินสดหมุนเวียนในประเทศมากกว่าหลักแสนล้านบาท ซึ่งต้นทุนการหมุนเวียนเงินจำนวนนี้ถือว่าสูงมากๆ และน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่าหากเอาต้นทุนที่ใช้ในการหมุนเวียนเหล่านั้นไปใช้พัฒนาประเทศในด้านอื่นๆ แทน”

 

ฝั่ง สมหวัง เหลืองไพบูลย์ศรี ผู้จัดการ PayPal ประจำประเทศไทย ได้เปิดเผยผลสำรวจข้อมูลที่น่าสนใจและพบว่า 57% ของผู้ทำธุรกรรมส่วนใหญ่ในเอเชียยังยึดติดกับการใช้เงินสดอยู่ อย่างไรก็ดี จีนดูจะเป็นประเทศที่ทันสมัยและก้าวหน้ามากที่สุด เพราะมีจำนวนผู้ใช้เงินสดทำธุรกรรมเพียง 25% เท่านั้น ส่วนอีก 75% ที่เหลือหันไปใช้รูปแบบการชำระเงินแบบใหม่ๆ รวมถึง Alipay และ WeChat Pay

 

 

ส่วนประเทศไทยยังมีอัตราการใช้เงินสดทำธุรกรรมอยู่ที่ 70% แต่จำนวนดังกล่าวก็มีแนวโน้มจะลดลงได้ไม่ยาก โดย PayPal เชื่อว่าเทคโนโลยีและประสิทธิภาพการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่ทันสมัยจะมีส่วนช่วยให้ผู้บริโภคได้ทดลองการทำธุรกรรมรูปแบบใหม่ๆ มากขึ้น

 

ด้านวิธีการทำธุรกรรมรูปแบบใหม่ๆ ที่ผู้บริโภคชาวเอเชียรู้สึกคุ้นเคยมากที่สุด สามารถจำแนกตามลำดับได้ดังนี้

  1. 49% คุ้นเคยกับ E-Wallet หรือกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์
  2. 23% คุ้นเคยกับ Contactless Payment Via Cards หรือการทำธุรกรรมผ่านการแตะบัตรเข้ากับเครื่องแสกน
  3. 23% คุ้นเคยกับ Contactless Payment Via Mobiles หรือการทำธุรกรรมผ่านการแตะโทรศัพท์มือถือกับเครื่องสแกน
  4. 14% คุ้นเคยกับ In-App Payment System หรือการทำธุรกรรมผ่านแอปฯ มือถือ
  5. 11% คุ้นเคยกับ Digital Currency หรือการใช้สกุลเงินดิจิทัล
  6. 4% คุ้นเคยกับ Recharge Phone

 

สมหวังบอกว่า “ณ ปัจจุบันพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไปมาก ผู้ให้บริการด้านการเงินเองก็เปลี่ยนแปลงและปรับปรุงบริการของตนเพื่อให้ผู้บริโภคทำธุรกรรมได้สะดวกมากขึ้น ซึ่งแนวโน้มวิธีการชำระเงินของผู้บริโภคไทยก็จะเปลี่ยนไปมากขึ้นเช่นกัน อย่างที่พลเมืองจีนนิยมใช้ Alipay WeChat ในปัจจุบันกัน เราเองก็อาจจะเปลี่ยนรูปแบบไปคล้ายๆ กับเขาได้ในอนาคต ซึ่งพร้อมเพย์ในบ้านเราก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่ทำให้ผู้ประกอบการแก้ปัญหาหรือส่งเสริมให้ทำธุรกรรมออนไลน์ได้ง่ายขึ้นกว่าเดิมด้วยเช่นกัน”

 

ทุกวันน้ีประเด็นเรื่องการใช้พร้อมเพย์ยังกลายเป็นข้อถกเถียงเรื่องความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของผู้บริโภคอยู่ตลอดเวลา และดูเหมือนว่าคุยกี่ครั้งก็หาข้อสรุปไม่ได้เสียที แต่สำหรับสมคิดตัวแทนจากธนาคารกสิกรไทย เขาเชื่อว่า พร้อมเพย์จะทำให้ไลฟ์สไตล์ความเป็นอยู่ของผู้คนสะดวกและปลอดภัยมากขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ

 

“พร้อมเพย์ จะทำให้การใช้จ่ายข้ามธนาคารได้ง่ายมากขึ้น นอกจากนี้พร้อมเพย์ยังทำได้มากกว่าในแง่การทวงเงิน ซึ่งจะเป็นฟีเจอร์ที่เปิดตัวในปีหน้าและถือเป็นการเพิ่มความสะดวกให้ผู้บริโภค

 

“คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่าพร้อมเพย์ไม่ปลอดภัยทำให้ไม่กล้าลงทะเบียน แต่ความจริงผมมองว่าคนที่ลงทะเบียนจะปลอดภัยกว่าด้วยซ้ำไป เพราะเป็นการยึดเลขโทรศัพท์กับเลขที่บัญชีเข้าด้วยกัน ซึ่งหมายความว่าจะไม่มีใครมาทำธุรกรรมแทนตัวคุณได้เลย”

 

ด้าน กิติพงศ์ มุตตามระ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอดวานซ์ เอ็มเปย์ จำกัด ผู้ให้บริการกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์เชื่อว่า เทรนด์การใช้งานของ E-Wallet อาจจะเบียดคะแนนความนิยมจากการใช้เงินสดได้อย่างพอฟัดพอเหวี่ยง แต่การแข่งกับบัตรเครดิตยังเป็นเรื่องที่ทำได้ยากอยู่ เนื่องจากมีฟังก์ชันการใช้งานที่ต่างกัน

 

“E-Wallet แข่งกับเงินสดได้ แต่อาจะแข่งกับเครดิตการ์ดได้ยาก เพราะในเชิงกระบวนการ E-Wallet ต้องอาศัยการเติมเงินออนไลน์ลงไปก่อน ต่างจากเครดิตที่เป็นการใช้เงินก่อนแล้วค่อยจ่ายที่หลัง ที่สำคัญเขายังมีโปรโมชันส่งเสริมการขายของตัวเองด้วย ซึ่งต่างจากการทำการตลาดของ E-Wallet ในขณะนี้”

 

ขณะที่ ศุภวิทย์ หงส์อมรสิน ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ประจำประเทศไทย บริษัท แอร์เพย์ (ประเทศไทย) จำกัด อีกหนึ่งผู้ให้บริการกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่กำลังทำตลาดในไทยอย่างต่อเนื่อง ให้ความเห็นถึงประเด็นการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมไร้เงินสดว่า

 

“ถ้าทางธนาคารแห่งประเทศไทยผลักดันเรื่อง E-Wallet มากขึ้น ประชาชนก็จะหันมาใช้งานเทคโนโลยีแบบนี้มากขึ้น อย่างไรก็ดีมันจะเติบโตได้ก็ต้องมีการพัฒนาโครงสร้างการเชื่อมต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ตภายในประเทศให้ดีควบคู่ไปด้วยเพื่อให้สังคมไร้เงินสดพัฒนาไปได้อย่างมีเสถียรภาพ”

 

ที่สุดแล้วไม่ว่าสังคมไทยจะผลัดใบจากเงินสดไปซบอกเงินดิจิทัลและเงินในโลกออนไลน์ได้จริงหรือไม่? กรุงเทพฯ จะมีโดรนส่งสินค้าบินว่อนกลางสยามไปยังพาหุรัดได้หรือเปล่า? และอีคอมเมิร์ซไทยจะเติบโตได้แค่ไหน? ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่าการร่วมกันทำงานระหว่างภาครัฐและเอกชนมีผลเป็นอย่างมาก สิ่งที่ควรคาดหวังในตอนนี้คือการจับมือและหารือกันอย่างใกล้ชิดระหว่างฟันเฟืองสำคัญทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งจะสร้างประโยชน์ให้กับประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรมแน่นอน

 

อ้างอิง:

  • รายงานผลการสำรวจมูลค่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย ปี 2560 (Value of e-Commerce Survey in Thailand 2017) โดยสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA)

The post เทรนด์ E-Commerce 2018 ข้อมูลคือพระเจ้า สังคมไร้เงินสดมาแน่! appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/e-commerce-trends-2018/feed/ 0
มูลค่าอีคอมเมิร์ซไทยโตต่อเนื่อง 14% ETDA คาดจบปีนี้ทะลุ 2.8 ล้านล้านบาท https://thestandard.co/thai-ecommerce-growing-continuously/ https://thestandard.co/thai-ecommerce-growing-continuously/#respond Wed, 04 Oct 2017 12:27:45 +0000 https://thestandard.co/?p=32305

     ผลการสำรวจมูลค่าธุรกิจพาณิชย์อิเล็ก […]

The post มูลค่าอีคอมเมิร์ซไทยโตต่อเนื่อง 14% ETDA คาดจบปีนี้ทะลุ 2.8 ล้านล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>

     ผลการสำรวจมูลค่าธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย ปี 2560 ชี้อีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ไทยโตต่อเนื่องจากปีที่แล้ว 14% อุตสาหกรรมค้าปลีก-ค้าส่ง บริการที่พักและการผลิตทำเงินสูงสุด ด้าน ETDA คาดจบปีนี้อีคอมเมิร์ซไทยมีมูลค่าทะลุ 2.8 ล้านล้านบาท

     ปีนี้สำนักยุทธศาสตร์ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ร่วมกันจัดทำรายงานผลการสำรวจมูลค่าธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทยปี 2560 ขึ้นมาต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 จากการรวบรวมและเก็บข้อมูลกลุ่มธุรกิจอีคอมเมิร์ซเมื่อปี 2559 พร้อมคาดการณ์ล่วงหน้าทิศทางการเติบโตปี 2560

     ETDA ให้เหตุผลการสำรวจข้อมูลกลุ่มธุรกิจอีคอมเมิร์ซในครั้งนี้ว่าเพื่อนำมาใช้อ้างอิงหรือเปรียบเทียบกับอีคอมเมิร์ซต่างประเทศ และเพื่อให้หน่วยงานรัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องนำข้อมูลไปใช้วางนโยบาย บริหารจัดการกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับสภาพของตลาดที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งจะช่วยให้อีคอมเมิร์ซไทยพัฒนาได้อย่างถูกจุด มีประสิทธิภาพและยั่งยืน

 

 

อีคอมเมิร์ซไทยปีที่ผ่านมามีมูลค่ากว่า 2.5 ล้านล้านบาท ส่วนอุตสาหกรรมฟันเงินสูงสุด 3 อันดับแรกได้แก่ ค้าปลีก-ค้าส่ง ให้บริการที่พัก และการผลิต

     การสำรวจครั้งนี้จำแนกเป็นการสำรวจมูลค่าอีคอมเมิร์ซไทยปี 2559 และคาดการณ์มูลค่าอีคอมเมิร์ซไทยปี 2560 ซึ่ง ETDA ใช้กลุ่มตัวอย่างผู้ประกอบการทั้งหมด 592,996 รายที่อ้างอิงรายชื่อจากสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) และสำนักงานสถิติแห่งชาติ

 


     กลุ่มตัวอย่างที่ว่าแบ่งเป็นตัวแทนผู้ประกอบการที่มีผลประกอบการ อีคอมเมิร์ซน้อยกว่า 50 ล้านบาท ต่อปี (SMEs) จำนวน 2,810 รายและตัวแทนผู้ประกอบการที่มีผลประกอบการอีคอมเมิร์ซมากกว่าหรือเท่ากับ 50 ล้านบาทต่อปี (Enterprises) จำนวน 100 ราย และทำการสำรวจใน 3 ด้านได้แก่

      1. สำรวจมูลค่าตามลักษณะธุรกิจ ได้แก่ B2B (Business to Business), B2C (Business to Customers) และ B2G (Business to Government) ได้ข้อมูลจากกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลังเป็นมูลค่าการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ ประกอบด้วยการจัดหาพัสดุด้วยวิธีตลาดอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Market: e-Market) และด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Bidding: e-Bidding) เท่านั้น

      2. สำรวจโดยแบ่งมูลค่าตามรายได้ผู้ประกอบการ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ผู้ประกอบการ SMEs และผู้ประกอบการ Enterprises

      3. สำรวจโดยแบ่งมูลค่าตามการแบ่งประเภทอุตสาหกรรม ISIC Rev.4 (International Standard Industrial Classification of All Economic Activities Rev.4) แบ่งเป็น 8 กลุ่มอุตสาหกรรมได้แก่ อุตสาหกรรมการผลิต, อุตสาหกรรม การค้าปลีกและการค้าส่ง, อุตสาหกรรมการขนส่ง, อุตสาหกรรมการให้บริการที่พัก, อุตสาหกรรมข้อมูลข่าวสารและการสื่อสาร, อุตสาหกรรมการประกันภัย, อุตสาหกรรม ศิลปะ ความบันเทิงและนันทนาการ และอุตสาหกรรมการบริการด้านอื่นๆ

     และจากการสำรวจพบว่าในปี 2559 ที่ผ่านมาอีคอมเมิร์ซไทยมีมูลค่ามากถึง 2,560,103.36 ล้านบาท เติบโตขึ้นจากปีที่แล้วกว่า 14.03% (มูลค่าอีคอมเมิร์ซไทยปี 2558 คือ 2,245,147.02 ล้านบาท)

     ในจำนวนนี้จำแนกได้เป็นอีคอมเมิร์ซแบบ B2B ที่มีมูลค่ามากถึง 1,542,167.50 ล้านบาท (60.24%) รองลงมาคือ B2C มีมูลค่า 703,331.91 ล้านบาท (27.47%) และสุดท้ายคือ B2G มูลค่า 314,603.95 ล้านบาท (12.29%)

 

 

โดยอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าอีคอมเมิร์ซสูงสุดทั้ง 8 หมวดได้แก่

  • อันดับ 1 : อุตสาหกรรมการค้าปลีกและการค้าส่ง มูลค่า 713,690.11 ล้านบาท (31.78%) – จำแนกเป็น Enterprises 367,993.58 ล้านบาท และ SMEs 345,696.54 ล้านบาท
  • อันดับ 2 : อุตสาหกรรมการให้บริการที่พัก มูลค่า 607,904.89 ล้านบาท (27.07%)
  • อันดับ 3 : อุตสาหกรรมการผลิต มูลค่า 428,084.73 ล้านบาท (19.06%) – จำแนกเป็น Enterprises 413,977.36 ล้านบาท และ SMEs 14,107.36
  • อันดับ 4 : อุตสาหกรรมข้อมูลข่าวสารและการสื่อสาร มูลค่า 384,407.71 ล้านบาท (17.12%) – จำแนกเป็น Enterprises 380,815.76 ล้านบาท และ SMEs 3,591.95 ล้านบาท
  • อันดับ 5 : อุตสาหกรรมการขนส่ง มูลค่า 83,929.05 ล้านบาท (3.74%)
  • อันดับ 6 : อุตสาหกรรมศิลปะ ความบันเทิง และนันทนาการ มูลค่า 15,463.46 ล้านบาท (0.69%) – จำแนกเป็น Enterprises 11.854.90 ล้านบาท และ SMEs 3,608.56 ล้านบาท
  • อันดับ 7 : อุตสาหกรรมธุรกิจบริการอื่นๆ มูลค่า 9,622.77 ล้านบาท (0.43%) – จำแนกเป็น Enterprises 543.59 ล้านบาท และ SMEs 9,079.18 ล้านบาท
  • อันดับ 8 : อุตสาหกรรมการประกันภัย มูลค่า 2,396.69 ล้านบาท (0.11%)

 

 

คนไทยยังนิยมใช้บัตรเครดิต/เดบิต อีคอมเมิร์ซ SMEs ยังวางใจไปรษณีย์ไทย

     จากการเก็บข้อมูลยังพบอีกด้วยว่า ช่องทางการชำระเงินทางออนไลน์ที่ผู้ประกอบการกลุ่ม SMEs นิยมใช้มากที่สุดประจำปี 2559 คือ การชำระเงินผ่านบัตรเครดิต/เดบิต และเพย์เมนต์เกตเวย์ของธนาคารต่างๆ (59.86%)

     ส่วนช่องทางการชำระเงินที่ได้รับความนิยมที่ลดหลั่นรองลงมาได้แก่ e-Banking ครอบคลุมรวม Internet Banking, Mobile Banking (23.00%), การชำระเงินผ่านธุรกรรมบนมือถือหรือตัวแทน (Third Party) เช่น m-Pay, True Money, Airpay, Linepay (13.33%) และการชำระเงินผ่านระบบต่างประเทศ เช่น Paypal, Alipay (3.81%)

 

 

     ด้านการใช้ช่องทางการขนส่งสินค้าและบริการที่ผู้ประกอบการนิยมมากที่สุดแบ่งตามขนาดของธุรกิจอีคอมเมิร์ซพบว่า

     กลุ่มธุรกิจอีคอมเมิร์ซแบบ Enterprises นิยมใช้บริการบริษัทโลจิสติกส์ Outsource (Third Party) มากที่สุด 39.13% รองลงมาได้แก่การใช้บริการไปรษณีย์ไทย 34.78% และการใช้บริการโลจิสติกส์เป็นของตนเอง (Own Transportation) 26.09%

     ด้านกลุ่มธุรกิจอีคอมเมิร์ซแบบ SMEs นิยมใช้บริการไปรษณีย์ไทยมากที่สุดถึง 84.38% รองลงมาได้แก่ การใช้บริการบริษัทจัดส่งสินค้า (47.76%), การใช้บริการส่งโดยบริษัทตัวกลางในการจัดส่งสินค้า (8.40%),​ การใช้บริการจัดส่งสินค้าของตัวเอง (8.15%), การส่งข้อมูลผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ (6.23%), การกำหนดจุดรับสินค้าระหว่างผู้ประกอบการกับลูกค้า (5.37%) และรูปแบบอื่นๆ (1.89%)

     ทั้งนี้ผู้ประกอบการแต่ละรายจะมีช่องทางในการกระจายสินค้าและบริการมากกว่า 1 ช่องทางเสมอ

 

ผลสำรวจชี้อีคอมเมิร์ซไทยโตต่อเนื่องทุกปีด้วยปัจจัยส่งเสริม 4 ประการ

     ในรอบ 3 ปีที่ผ่านมาที่ ETDA เก็บข้อมูลของอีคอมเมิร์ซประเทศไทยและรายงานสรุปเบ็ดเสร็จแต่ละปีพบว่า ภาพรวมอีคอมเมิร์ซไทยกำลังอยู่ในทิศทางการเติบโตที่ดี มีอัตราการเพิ่มขึ้นของมูลค่าในทุกๆ ปี เนื่องจากจำนวนของผู้ประกอบการที่เพิ่มมากขึ้น การปรับตัวเข้าสู่ช่องทางการค้าขายสินค้าออนไลน์และการกระจายสินค้าไปยังต่างประเทศ

     โดยอีคอมเมิร์ซไทยในปี 2557 มีมูลค่า 2,033,493.35 ล้านบาท ส่วนในปี 2558 มีมูลค่า 2,245,147.02 ล้านบาท และปีที่ผ่านมานี้อีคอมเมิร์ซไทยมีมูลค่าเพิ่มขึ้นมากถึง 2,560,103.36 ล้านบาทเลยทีเดียว และมีอัตราการเติบโตระหว่างปีอยู่ที่ 10.41% (ปี 2557-2558) และ 14.03% (ปี 2558-2559) ตามลำดับ

     ETDA คาดการณ์ไว้ว่าในปี 2560 นี้ อีคอมเมิร์ซไทยจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นประมาณ 2,812,592.03 ล้านบาท เทียบเป็นอัตราส่วนการเติบโตต่อปีอยู่ที่ 9.86% (ปี 2559-2560) โดยส่วนใหญ่เป็นมูลค่าอีคอมเมิร์ซแบบ B2B จำนวน 1,675,182.23 ล้านบาท (59.56%), มูลค่าอีคอมเมิร์ซแบบ B2C จำนวน 812,612.68 ล้านบาท (28.89%) และมูลค่าอีคอมเมิร์ซแบบ B2G จำนวน 324,797.12 ล้านบาท (11.55%)

 

     นอกจากนี้ยังสามารถจำแนกปัจจัยสนับสนุนที่ทำให้อีคอมเมิร์ซไทยเติบโตได้อย่างต่อเนื่องและรวดเร็วออกเป็น 4 ประการได้แก่

      1. การสนับสนุนและส่งเสริมจากภาครัฐบาล

     ภาครัฐผลักดันธุรกิจอีคอมเมิร์ซภายในประเทศ โดยมุ่งสนับสนุนและเร่งพัฒนาผู้ประกอบการระดับฐานราก ทั้งเกษตรกรและผู้ประกอบการท้องถิ่นให้สามารถค้าขายออนไลน์ได้จริง รวมถึงพัฒนาผู้ประกอบการรายเดิมให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้น ทั้งยังส่งเสริมผู้ประกอบการรายใหม่ให้เข้ามาทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซมากขึ้น

      2. ผู้ประกอบการเพิ่มช่องทางการขายสินค้าและบริการผ่านออนไลน์มากขึ้น

     การซื้อขายสินค้าออนไลน์ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการขยายช่องทางการสร้างรายได้ของธุรกิจ

      3. ตลาดอีคอมเมิร์ซไทยมีแนวโน้มและศักยภาพโตได้อีกมากในอนาคต

     เนื่องจากพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของคนไทยที่เปลี่ยนแปลงและมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น การซื้อขายสินค้าและบริการออนไลน์ก็เป็นเรื่องง่าย ประหยัดเวลาและการเดินทาง สามารถสั่งซื้อสินค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง ส่งผลให้ตลาดอีคอมเมิร์ซไทยมีแนวโน้มและศักยภาพเติบโตได้อีกมากในอนาคต

     นอกจากนี้ยังมีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ที่จะช่วยผู้ประกอบการดูแลลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น โดยเทคโนโลยี AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ประวัติการซื้อสินค้าและบริการ, พฤติกรรมของผู้บริโภค ตลอดจนสามารถให้บริการข้อมูลลูกค้าหลังการขายได้เองโดยอัตโนมัติ ซึ่งจะเป็นแนวโน้มและบทบาทของปัญญา ประดิษฐ์ต่ออีคอมเมิร์ซในอนาคต

     4. นักลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนธุรกิจอีคอมเมิร์ซมากขึ้น

     นักลงทุนด้าน e-Marketplace, e-Logistics, e-Payment ชื่อดังจากจีน, เกาหลีใต้, ญี่ปุ่น, ไต้หวัน, สิงคโปร์ และมาเลเซีย ทยอยเข้ามาลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นการสร้างบรรยากาศในการแข่งขันและพัฒนาตัวเองของผู้ประกอบการไทยให้เกิดการแข่งขันอย่างสมบูรณ์ และยังสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคได้อีกด้วย

 

ภาพประกอบ: Pichamon Wannasan

อ้างอิง:

  • รายงานผลการสำรวจมูลค่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย ปี 2560 (Value of e-Commerce Survey in Thailand 2017) โดยสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA)

The post มูลค่าอีคอมเมิร์ซไทยโตต่อเนื่อง 14% ETDA คาดจบปีนี้ทะลุ 2.8 ล้านล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/thai-ecommerce-growing-continuously/feed/ 0
ผู้ประกอบการไทยควรรู้อะไร? เมื่อรัฐจะประกาศใช้กฎหมายอีคอมเมิร์ซ ปี 2561 https://thestandard.co/ecommerce-laws/ https://thestandard.co/ecommerce-laws/#respond Thu, 17 Aug 2017 10:15:39 +0000 https://thestandard.co/?p=20929

     ทุกวันนี้มีใครไม่เคยซื้อของหรือทำธุ […]

The post ผู้ประกอบการไทยควรรู้อะไร? เมื่อรัฐจะประกาศใช้กฎหมายอีคอมเมิร์ซ ปี 2561 appeared first on THE STANDARD.

]]>

     ทุกวันนี้มีใครไม่เคยซื้อของหรือทำธุรกรรมทางออนไลน์กันบ้าง?

     ปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่เริ่มคุ้นเคยกับการช้อปปิ้ง หรือแม้แต่ทำธุรกิจผ่านช่องทางออนไลน์กันจนเป็นเรื่องปกติแล้ว ซึ่งทำได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้นกว่าเดิม ไม่แปลกอะไรหากตลาดของธุรกิจอีคอมเมิร์ซไทยจะขยายตัวอย่างรวดเร็ว

     วันที่ 11 ส.ค. ที่ผ่านมา ทางสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ เอ็ตด้า (ETDA) ได้จัดงานเสวนาว่าด้วยเรื่องทิศทางการปฏิรูปกฎหมายและกลไกขับเคลื่อนธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อพิจารณาปรับปรุงร่างพ.ร.บ. ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. … และร่างพ.ร.บ. สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. … โดยเปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญด้านไอที ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย หน่วยงานองค์กร และภาคประชาชนร่วมแสดงความคิดเห็น ก่อนนำเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาภายในหนึ่งเดือนหรือหนึ่งเดือนครึ่ง หวังขยายบทบาทการดูแลธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์และปรับกฎหมายให้เป็นสากลมากขึ้น โดยคาดว่าจะประกาศใช้กฎหมายในช่วงไตรมาสแรกของปี 2561

     ปฏิเสธไม่ได้ว่าตลาดอีคอมเมิร์ซในไทยกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้ธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้องโตตามไปด้วย เช่น บริการชำระเงิน บริการส่งสินค้า บริการด้านไอที ที่สำคัญ ผู้ประกอบการรายย่อยและรายใหญ่ยังต้องแข่งขันกับบริษัทต่างชาติที่ตีตลาดเข้ามาในอาเซียนอีกด้วย โดยคาดว่ามูลค่าของอีคอมเมิร์ซจะโตเป็นเท่าตัวภายในปีนี้ จากอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี 10% เป็น 20% เนื่องจากปัจจุบันคนนิยมเข้าอีคอมเมิร์ซบนสมาร์ตโฟนมากขึ้นติด 5 อันดับแรกของการใช้งานอินเทอร์เน็ตบนสมาร์ตโฟน

     ทาง ETDA จึงมองว่า ถึงเวลาที่จะต้องปรับแก้กฎหมายบางส่วนให้รองรับกับการทำธุรกิจและสภาพของตลาดที่เปลี่ยนไปตามพฤติกรรมผู้บริโภคและเทคโนโลยีใหม่

     ผู้ประกอบการและคนทั่วไปอาจสงสัยว่า การประกาศใช้ พ.ร.บ.ใหม่เหล่านี้จะเข้ามาส่งเสริมหรือส่งผลกระทบต่อธุรกิจและการทำธุรกรรมออนไลน์หรือไม่ เราควรทำความเข้าใจอะไรกันบ้าง

     THE STANDARD ได้สอบถาม ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TARAD.com และ ไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อสรุปประเด็นสำคัญที่ควรรู้มาให้แล้ว

ร่างพ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของรัฐบาลชุดนี้ มันจะมีบทบัญญัติยกเว้นให้ภาครัฐในการที่จะเข้ามาตรวจสอบข้อมูลประชาชนได้ ซึ่งจะไม่ตรงกับหลักเกณฑ์ที่เป็นสากล

ETDA เผยปรับแก้ร่างพ.ร.บ. ให้เอื้อต่อเศรษฐกิจดิจิทัล

     สุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการ ETDA ชี้แจงว่า ร่างกฎหมายเดิมยังมีข้อจำกัดบางประการในการบังคับใช้กฎหมาย เช่น ตามปกติแล้วการทำสัญญาในรูปแบบธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์มักจะเกิดขึ้นระหว่างที่คู่สัญญาอยู่คนละประเทศ จึงจำเป็นต้องปรับกฎหมายและกลไกการกำกับดูแลเพื่อให้การทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และรองรับเทคโนโลยีใหม่ตามมาตรฐานสากล

     เช่น ปรับหลักเกณฑ์การลงลายมือชื่อในข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (e-Signature) กำหนดขั้นตอนการแจ้งขึ้นทะเบียนและปรับปรุงอัตราโทษให้เหมาะสม รวมถึงเพิ่มเติมบทบัญญัติเพื่อรองรับการทำสัญญาผ่านระบบอัตโนมัติ ตามข้อกำหนดของสหประชาชาติ (UNCECC) เพื่อรองรับการค้าระหว่างประเทศ รวมไปถึงการกำกับดูแลและตรวจสอบธุรกิจเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ปรับปรุงบทบัญญัติเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในการกำกับดูแลธุรกิจบริการเกี่ยวกับธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ปรับบทบัญญัติว่าด้วยอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ให้มีการประกันสิทธิประชาชน ในการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่มากขึ้นตามข้อกังวลของภาคส่วนต่างๆ

     สุรางคณากล่าวว่า การปรับปรุงแก้ไขร่างพ.ร.บ. ดังกล่าว จะเอื้อต่อการประกอบธุรกิจยุคดิจิทัล เพิ่มความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนไทยและต่างชาติ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ในส่วนการปรับร่างพ.ร.บ. ว่าด้วยสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. … จะส่งผลให้ ETDA เป็นหน่วยงานรับผิดชอบการกำกับดูแลและผลักดันธุรกิจบริการเกี่ยวกับธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์หรืออีคอมเมิร์ซ

 

ผู้เชี่ยวชาญชี้ 2 ร่างพ.ร.บ. ใหม่ยังไม่น่ากังวล แต่ล่าช้าสำหรับธุรกิจในยุค AI

     ทางด้าน ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TARAD.com นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย (Thai e-Commerce Association) ซึ่งเข้าร่วมประชุมเสวนา ได้แสดงทัศนะกับ THE STANDARD ว่า ตนเห็นด้วยกับการปรับร่างพ.ร.บ. ทั้ง 2 ร่าง เนื่องจากฉบับเก่ายังไม่ชัดเจนเท่าที่ควร และควรเร่งผลักดันออกมาให้เร็วที่สุด

     “การปรับร่าง โดยเฉพาะร่างพ.ร.บ. ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ มันจะทำให้ทันต่อการใช้งานจริงมากขึ้น เพราะบางอย่างมันไม่ครอบคลุมในกฎหมายแรกที่เราออกกัน พอมันชัดเจน เราก็สามารถเดินต่อไปข้างหน้าได้ ส่วนร่างพ.ร.บ. สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ก็จะทำให้ ETDA มีอำนาจมากขึ้นในการจัดการธุรกิจอีคอมเมิร์ซ เพราะเมื่อก่อนมันอาจจะไม่ค่อยเคลียร์เท่าไร ทั้งที่จริงแล้วหน่วยงานนี้ถูกวางให้ดูแลเกี่ยวกับการทำธุรกรรมและอีคอมเมิร์ซโดยเฉพาะ

     “ประเทศอื่นนับว่าก้าวหน้ากว่าเรามาก เช่น ฝั่งยุโรป หรือในฝั่งบ้านเรา ก็จะมีสิงคโปร์และมาเลเซียที่ถือว่ากำลังไปได้ดีทีเดียว รัฐบาลมาเลเซียประกาศและผลักดันกฎหมายด้านนี้อย่างชัดเจน

     “ส่วนตัวผมก็อยากให้ออกมาเร็วกว่านี้นะครับ แต่ว่าต้องใช้เวลาดำเนินขั้นตอนทางกฎหมาย” ภาวุธกล่าว

เมื่อถามว่ารัฐตั้งเป้าจะประกาศใช้กฎหมายดังกล่าวในปีหน้าถือว่าล่าช้าหรือไม่ พร้อมอธิบายต่อว่าที่น่ากังวลคือ ร่างพ.ร.บ. อื่นๆ ในชุดร่างกฎหมายเศรษฐกิจดิจิทัลที่ยังไม่คืบหน้า เช่น ร่างพ.ร.บ. ว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. … เพื่อจัดการกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ ซึ่งปัจจุบันกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา

     ขณะที่ ไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายอิเล็กทรอนิกส์ ชี้ว่า ร่างกฎหมายที่ออกมาถือว่าล่าช้ามาก เมื่อเทียบกับธุรกิจในต่างประเทศที่เริ่มนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI เข้ามาใช้ โดยมีกฎหมายรองรับอย่างชัดเจน

     “ในประเด็นของความล่าช้าที่ผมพูดถึงในงานเสวนา หมายความว่าตัวกฎหมายฉบับนี้ เมื่อเทียบกับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอีคอมเมิร์ซในปัจจุบัน ที่เริ่มนำ AI และบอตต่างๆ เข้ามาใช้อยู่แล้ว เราควรจะรีบออกให้เร็วที่สุด ที่ผ่านมากฎหมายว่าด้วยการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ มาตรา 5 มันเปิดช่องให้เอกชนตกลงกันเองอยู่แล้ว ดังนั้น ที่ผ่านมาเอกชนจะใช้วิธีทำสัญญาระหว่างกันเอง ในส่วนของการลงทุนจากต่างชาตินั้นก็ยังลงทุนอยู่ แต่อาจมีเรื่องความไม่มั่นใจว่ากฎหมายบ้านเราจะรองรับกรณีที่เกิดความผิดพลาดจากการทำสัญญาอย่างไร แต่ไม่ถึงขั้นว่าจะลดสัดส่วนการลงทุน ถ้าเรารีบออกกฎหมาย ก็อาจจะช่วยเพิ่มความมั่นใจซึ่งนำไปสู่การลงทุนมากขึ้น

     “ถ้าโดยหลักเกณฑ์ ตัวพ.ร.บ. ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ มันมาส่งเสริมและสร้างความมั่นใจ แต่มันก็ไม่ได้เป็นหลักเกณฑ์ใหม่ที่แตกต่างจากเดิม แต่ว่ามีข้อหนึ่งที่จะเป็นประโยชน์ก็คือ รองรับเรื่องการรับฟังพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ ในส่วนของคดีอาญา หรือคดีอื่นที่กฎหมายอาจจะยังล้าหลังอยู่ อย่างตัวกฎหมายมาตรา 35 ของพ.ร.บ. ใหม่ ระบุว่า หน่วยงานของรัฐสามารถเอาหลักเกณฑ์เรื่องการรับรองเรื่องหุ่นยนต์ เรื่อง e-Signature ไปใช้ในการพิจารณาคดีได้ ตัวนี้จะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ภาคเอกชนได้ว่าเวลาพลาดจะไม่ค่อยมีปัญหา”

     เมื่อถามว่าที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายรองรับการใช้ AI ในภาคธุรกิจและการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เท่ากับว่าเสียผลประโยชน์หรือไม่ ไพบูลย์ชี้ว่า เสียประโยชน์ในแง่ความล่าช้าของกฎหมายเท่านั้น ภาคเอกชนจึงอาศัยวิธีการทำข้อตกลงระหว่างกันเองเพื่ออุดช่องโหว่ดังกล่าว

     ปัญหานี้เหมือนกับตอนปี 2540 ตอนนั้น พ.ร.บ. ว่าด้วยการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ยังไม่ออกมา ภาคเอกชนก็เลยตกลงใช้ e-Signature หรือ e-Password กันเองอยู่แล้ว ผมคิดว่าการออกพ.ร.บ. ตัวนี้จะช่วยสร้างความมั่นใจมากขึ้น ซึ่งถามว่าเอกชนรอไหวไหม เขาไม่รอแล้ว เขาไปก่อนแล้ว

     “ต่างประเทศเขาแก้ตัวกฎหมายไปนานแล้ว อย่างเรื่อง e-Signature ให้รวมเรื่องของ AI และหุ่นยนต์ด้วย ตอนนี้ต่างประเทศเขาคุยกันไปอีกขั้นแล้ว เขาไม่ได้คุยกันเรื่องการใช้ AI ในภาคธุรกิจจะมีผลทางกฎหมายหรือไม่ เช่น สหภาพยุโรปปรับแก้กฎหมายให้ตัว AI มีสถานะเป็นบุคคล (อิเล็กทรอนิกส์) แล้วด้วยซ้ำ แม้แต่รถยนต์ไร้คนขับ Google Car ถ้าหากขับเคลื่อนด้วย AI ก็ถือว่าเป็นบุคคล ต้องมีใบขับขี่ (license) ด้วย มีโทษตามกฎหมายต่างๆ ซึ่งเมืองไทยค่อนข้างล่าช้าในเรื่องนี้มาก”

เราไปเน้นเรื่องกฎหมายสตาร์ทอัพอะไรต่างๆ แต่ว่าพื้นฐานของการรองรับสิทธิพื้นฐานของเขามันไม่มี เราแค่ดึงโมเดลธุรกิจมา แต่กลับไม่มีกฎหมายรองรับ

ความไม่รู้ทางกฎหมายและการคุ้มครองข้อมูล บทเรียนราคาแพงที่ควรรู้

     ไพบูลย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กฎหมายที่ควรเร่งพิจารณาโดยเร็วที่สุดคือ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งอยู่ในชุดร่างกฎหมายเศรษฐดิจิทัล เพื่อป้องกันการล่วงละเมิดความเป็นส่วนตัวของบุคคลจากภาคธุรกิจและหน่วยงานอื่นๆ

     “ส่วนที่เราต้องเร่งออกมาคือ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญที่สุด แต่รัฐก็ไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน เพราะทุกวันนี้เกิดการไหลผ่านของข้อมูลเป็นจำนวนมาก ประชาชนได้รับความเสียหายค่อนข้างเยอะ ถูกนำไปบิดเบือน ใช้ค้ากำไร รัฐควรจะเร่งตัวร่างพ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลให้เร็วที่สุดครับ

     “ถ้าเป็นร่างพ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลโดยสากล ก็ต้องคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชนก่อน แต่ถ้าร่างพ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของรัฐบาลชุดนี้ มันจะมีบทบัญญัติยกเว้นให้ภาครัฐในการที่จะเข้ามาตรวจสอบข้อมูลประชาชนได้ ซึ่งจะไม่ตรงกับหลักเกณฑ์ที่เป็นสากล ก็ต้องดูกันต่อไปว่าร่างพ.ร.บ. นี้มีการแก้ไขแล้วหรือยัง เนื่องจากร่างล่าสุดก็ประมาณ 2 ปีที่แล้ว ส่วนสาเหตุของการดำเนินการล่าช้า เนื่องจากการเปลี่ยนรัฐมนตรี ทำให้ต้องนำร่างกฎหมายมาทบทวนกันอีกรอบ

     “การตื่นตัวเรื่องกฎหมายถือเป็นเรื่องสำคัญมากครับ เพราะรัฐบาลประกาศว่าเราอยู่ในไทยแลนด์ 4.0 คือ ‘เศรษฐกิจดิจิทัล’ แต่ตัวกฎหมายหลักที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เราไม่มี ไม่ชัดเจน ขณะที่เราไปเน้นเรื่องกฎหมายสตาร์ทอัพอะไรต่างๆ แต่ว่าพื้นฐานของการรองรับสิทธิพื้นฐานของเขามันไม่มี เราแค่ดึงโมเดลธุรกิจมา แต่กลับไม่มีกฎหมายรองรับได้ ผมคิดว่ากระทรวงดีอีก็น่าจะเร่งออกกฎหมายเหล่านี้ออกไปโดยเร็วที่สุด”

     ไพบูลย์กล่าวปิดท้ายว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือสร้างบุคลากรที่เข้าใจเรื่องกฎหมายกับเทคโนโลยี ดึงต่างชาติเข้ามาลงทุนโดยให้มูลค่าการจูงใจทางภาษี ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ลืมส่งเสริมธุรกิจเอสเอ็มอีไทย ซึ่งเปรียบเสมือนจุดแข็งของแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้รู้จักใช้ประโยชน์จากข้อมูล

     “ทุกวันนี้ นโยบายของเราคือไปดึงต่างชาติเข้ามาให้โต แต่ส่วนของเอสเอ็มอีไทย คนที่ทำธุรกิจเดิมอยู่แล้ว ไม่ได้รับการส่งเสริม กลับถูกเก็บภาษีมากขึ้น ซึ่งผมมองว่ามันไม่น่าจะไปได้ถูกทางซะทีเดียว”

 

ปัจจุบัน ชุดร่างกฎหมายเศรษฐกิจดิจิทัล ประกอบไปด้วย

  1.      ร่างพ.ร.บ. ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ …) พ.ศ. … (เพื่อจัดตั้งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม)
  2.      ร่างพ.ร.บ. การพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ. …
  3.      ร่างพ.ร.บ. ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ฉบับที่…)  พ.ศ. …
  4.      ร่างพ.ร.บ. สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. …
  5.      ร่างพ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่…)  พ.ศ. …
  6.      ร่างพ.ร.บ. ว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. …
  7.      ร่างพ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
  8.      ร่างพ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่…)  พ.ศ. …

 

     ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พ.ร.บ. เหล่านี้ยังเป็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวางถึงบทบาทและขอบเขตการกำกับดูแลของภาครัฐ ประกอบกับการดำเนินการและการตีความทางกฎหมายที่คลุมเครือ ล่าช้า จึงน่าเป็นห่วงว่า เศรษฐกิจดิจิทัลของไทยจะเดินต่อไปอย่างไร

     แม้ว่าการปรับปรุงแก้ไขร่างพ.ร.บ. ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ฉบับที่ …) พ.ศ. … และร่างพ.ร.บ. สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. … จะเอื้อต่อการทำธุรกิจ การค้า และการลงทุนให้ทันสากลโลกมากขึ้นก็ตาม

 

ภาพประกอบ: Pichamon Wannasan

อ้างอิง:

The post ผู้ประกอบการไทยควรรู้อะไร? เมื่อรัฐจะประกาศใช้กฎหมายอีคอมเมิร์ซ ปี 2561 appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/ecommerce-laws/feed/ 0