สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/สำนักงานปรมาณูเพื่อสัน/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 05 Jun 2026 15:24:28 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เปิดประวัติ-วิสัยทัศน์ พงษ์ศักดิ์ พัวพรพงษ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 3 https://thestandard.co/pongsak-phuapornpong-bkk-governor-candidate/ Fri, 05 Jun 2026 15:24:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1215028 ภาพถ่าย พงษ์ศักดิ์ พัวพรพงษ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 3

ในการแข่งขันเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร อีกหนึ่ง […]

The post เปิดประวัติ-วิสัยทัศน์ พงษ์ศักดิ์ พัวพรพงษ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 3 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพถ่าย พงษ์ศักดิ์ พัวพรพงษ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 3

ในการแข่งขันเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร อีกหนึ่งผู้สมัครที่ยื่นความจำนงในนามอิสระคือ พงษ์ศักดิ์ พัวพรพงษ์ หรือ ซัน โดยได้รับหมายเลข 3 สำหรับการรณรงค์หาเสียงในครั้งนี้

 

พงษ์ศักดิ์ ได้นำเสนอแนวคิดหลักในการขับเคลื่อนและพัฒนาเมืองหลวงผ่านแคมเปญการสื่อสาร A.I. CAPITAL พลิกโฉมเมืองหลวงด้วยเทคโนโลยี ซึ่งมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และนวัตกรรมสมัยใหม่เข้ามาบริหารจัดการระบบโครงสร้างพื้นฐานของกรุงเทพมหานคร

 

พงษ์ศักดิ์ มีภูมิหลังทางการศึกษาที่หลากหลายครอบคลุมทั้งสายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี บริหารธุรกิจ และกฎหมาย โดยสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิศวกรรมไฟฟ้า จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

 

จากนั้นสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท 2 หลักสูตร ได้แก่ บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยนเรศวร และนิติศาสตรมหาบัณฑิต สาขากฎหมายเศรษฐกิจ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนจะสำเร็จการศึกษาระดับสูงสุด ปริญญาเอก ดุษฎีบัณฑิต สาขาบริหารการศึกษา จากมหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ

 

ในส่วนของประวัติอาชีพและการทำงานทั่วไป พงษ์ศักดิ์ ปฏิบัติงานในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม กฎหมายเศรษฐกิจ และการศึกษา โดยมีประสบการณ์รับราชการเป็นวิศวกรนิวเคลียร์ สังกัดสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ และเคยทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาเพื่อประสานงานร่วมกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กลุ่มนักวิจัย และภาคอุตสาหกรรม นอกจากนี้ยังมีบทบาทในภาคการศึกษาโดยเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาไฟฟ้า วิทยาลัยอาชีพการช่างนวมินทราชูทิศ รวมถึงเป็นครูและผู้สอบดำน้ำมาตรฐานสากล (CMAS)

 

สำหรับประสบการณ์ในแวดวงการเมืองและงานราชการส่วนกลาง พงษ์ศักดิ์ มีบทบาทในฐานะอดีตคณะกรรมาธิการ อนุกรรมการ คณะกรรมการ และที่ปรึกษาในหน่วยงานภาครัฐ เช่น สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

 

นอกจากนี้ยังเคยดำรงตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิประจำกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ส่วนงานบริหารพรรคการเมืองในอดีต เป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมไทยรักชาติ และเคยดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคไทยรวมไทย รวมถึงรองหัวหน้าพรรครวมพลังเพื่อไทย

The post เปิดประวัติ-วิสัยทัศน์ พงษ์ศักดิ์ พัวพรพงษ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 3 appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ สั่งทุกหน่วยดูแลความปลอดภัยของประชาชน กรณีซีเซียม-137 ให้ตรวจสอบการปนเปื้อนทุกจุดรัศมีอย่างละเอียด https://thestandard.co/pm-care-people-cesium-137-case/ Wed, 22 Mar 2023 10:43:48 +0000 https://thestandard.co/?p=766923

วันนี้ (22 มีนาคม) อนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐ […]

The post นายกฯ สั่งทุกหน่วยดูแลความปลอดภัยของประชาชน กรณีซีเซียม-137 ให้ตรวจสอบการปนเปื้อนทุกจุดรัศมีอย่างละเอียด appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (22 มีนาคม) อนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ติดตามเหตุการณ์กรณีการปนเปื้อนวัสดุกัมมันตรังสี ซีเซียม-137 (Cesium-137, Cs-137) ในโรงงานหลอมโลหะ จังหวัดปราจีนบุรี อย่างต่อเนื่อง สั่งการ กำชับแนวทางการทำงาน ป้องกันผลกระทบ วางแนวทางแก้ไขระยะยาวเพื่อปกป้องประชาชน รวมทั้งสั่งการให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ส่งชุดเฉพาะกิจลงพื้นที่ไปตรวจสอบหาข้อเท็จจริงกรณี ซีเซียม-137 หายออกจากโรงงานได้อย่างไร เพื่อหาตัวคนผิดมาลงโทษตามกฎหมายให้ได้ 

 

อนุชายังเปิดเผยเพิ่มเติมว่า หน่วยงานรัฐบาลได้ดำเนินการต่อกรณีซีเซียม-137 ดังนี้ 

 

  • กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดตั้งศูนย์ประสานงานเพื่อเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์เกี่ยวกับวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม-137 และสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเฉพาะกิจในการเฝ้าระวังและตอบสนองกรณีวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม-137 ในพื้นที่เกิดเหตุ ณ จังหวัดปราจีนบุรี และดำเนินการตรวจสอบ ตรวจวัดระดับปริมาณรังสีในพื้นที่โรงงานหลอมโลหะที่เกิดเหตุ โดยพบการปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีซีเซียม-137 ในเตาหลอมเหล็ก 1 เตา ในระดับต่ำ (0.07- 0.10 ไมโครซีเวิร์ตต่อชั่วโมง) และในระบบการดูดฝุ่น (Dust Filter) และระบบกรองฝุ่น ซึ่งเจ้าหน้าที่จะบรรจุลงในถุงขนาดใหญ่และนำไปจัดเก็บรวมกับ 24 ถุงที่ตรวจสอบพบการปนเปื้อนก่อนหน้านี้ ขณะที่ในชิ้นส่วนอุปกรณ์ถ่ายเทน้ำเหล็กไม่พบการปนเปื้อน และจากการตรวจวัดระดับปริมาณรังสีบริเวณหน้าดินในพื้นที่โรงงาน และปริมาณรังสีในสิ่งแวดล้อม พบว่าระดับปริมาณรังสีอยู่ในระดับเท่ากับระดับปริมาณรังสีในธรรมชาติ (0.03-0.05 ไมโครซีเวิร์ตต่อชั่วโมง) ทั้งในพื้นที่โรงงานที่เกิดเหตุและพื้นที่โดยรอบโรงงาน รัศมีประมาณ 3 กิโลเมตร

 

ได้เก็บตัวอย่างน้ำ ดิน ในบริเวณโรงงานโดยรอบมาวิเคราะห์ และไม่พบว่าปนเปื้อน ขณะที่การตรวจวัดระดับรังสีไม่พบการฟุ้งกระจายในอากาศในอาคาร และไม่มีการปนเปื้อนออกมาภายนอก ซึ่งขณะนี้สารกัมมันตรังสีซีเซียมถูกบรรจุในถุงบิ๊กแบ็ก ซึ่งถูกควบคุมและจำกัดพื้นที่แล้ว ส่วนสุขภาพของประชาชน ได้ตรวจสอบพนักงานภายในโรงงานกว่า 70 คน ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยง โดยเก็บปัสสาวะและเลือดเพื่อตรวจหาสารกัมมันตรังสีตามวิธีมาตรฐาน และจากการตรวจสอบประวัติสุขภาพย้อนหลัง 1 เดือนของประชาชนในจังหวัดปราจีนบุรีจากรายงานของโรงพยาบาล ไม่พบประชาชนรายใดมีอาการสุ่มเสี่ยงว่าเจ็บป่วยจากการได้รับสารกัมมันตรังสี

 

  • กรมควบคุมมลพิษ ได้รายงานสรุปผลการตรวจวัดระดับรังสีในอากาศ วันที่ 21 มีนาคม 2566 บริเวณพื้นที่ 6 จุดรอบโรงงานและพื้นที่ชุมชน พบค่าระดับของรังสีอยู่ในช่วงของค่ารังสีพื้นหลังตามธรรมชาติ (Natural Background Radiation) ซึ่งสรุปได้ว่า ไม่พบการปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีซีเซียม-137 ในพื้นที่ชุมชนโดยรอบ

 

  • จังหวัดปราจีนบุรีได้ประกาศให้กันบริเวณโรงงานเป็นเขตควบคุม พร้อมยืนยันว่าซีเซียม-137 ที่ปนเปื้อนในฝุ่นโลหะถูกควบคุมและจำกัดอยู่ในพื้นที่เฉพาะ และดำเนินการตรวจหาสารปนเปื้อนในร่างกายของพนักงานทุกคนรวม 70 คน แต่ไม่มีสารปนเปื้อนตามร่างกายของพนักงาน

 

  • สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ยืนยันว่าสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติอยู่ในพื้นที่ และทำการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง โดยมีความมั่นใจว่ายังไม่พบสารปกติ และได้มอบเครื่องตรวจวัดระดับรังสีแก่พี่น้องประชาชนในพื้นที่ติดตัวไว้ ซึ่งหากมีรังสีเครื่องตรวจวัดจะแสดงค่ารังสีปรากฏให้เห็น โดยให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทันที

 

  • กระทรวงสาธารณสุข วางแผนรับมือหากเกิดการปนเปื้อนในร่างกาย แต่จนถึงขณะนี้ผลการตรวจสุขภาพเจ้าหน้าที่ในโรงหลอมและชาวบ้านโดยรอบ ยังไม่พบการปนเปื้อน และล่าสุดได้เปิดสายด่วน 24 ชั่วโมง ให้ประชาชนโทรมาสอบถามข้อมูลหากสงสัยว่าเสี่ยง ส่วนการตรวจสุขภาพชาวบ้านรอบโรงงานอยู่ในแผนการตรวจอยู่แล้ว โดยตั้งเป้าว่าจะต้องติดตามสถานการณ์ต่อไปอย่างน้อย 5 ปี

 

ทั้งนี้ ข้อมูลจาก ศ.นพ.วินัย วนานุกูล หัวหน้าศูนย์พิษวิทยารามาธิบดี  และหัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า ความรุนแรงของซีเซียม-137 ซึ่งเป็นสารกัมมันตรังสีรังสีที่มีผลต่อร่างกายขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น ปริมาณของรังสีที่ได้รับ ระยะเวลาที่ได้รับ ส่วนของร่างกายที่ได้รับ 

 

สำหรับผลต่อร่างกาย แบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่ 

 

  1. ผลในระยะสั้น เมื่อมีการสัมผัสทางผิวหนัง ทำให้เกิดผื่นแดง คัน บวม มีตุ่มน้ำหรือแผลเกิดขึ้น อาจมีขนหรือผมร่วงได้ หรือผลที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันเมื่อได้รับปริมาณที่สูงมาก จะมีอาการนำ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย หลังจากนั้นอาการจะหายไปชั่วคราวประมาณ 1-3 สัปดาห์ ต่อจากนั้นจะมีผลต่อ 3 ระบบหลักของร่างกาย ได้แก่ ระบบโลหิต ระบบทางเดินอาหาร และระบบประสาท ทั้งนี้ ขึ้นกับปริมาณสารที่ได้รับ 

 

  1. ผลระยะยาว ที่สำคัญคือเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็ง

 

โดยสามารถรับสารซีเซียม-137 ได้ 2 ช่องทาง คือ 

 

  1. รับรังสีจากภายนอก (External Radiation Hazard) สามารถป้องกันได้โดยใช้หลัก TDS Rule (Time, Distance, Shielding) โดยใช้เวลาให้น้อยที่สุด อยู่ห่างจากต้นกำเนิดรังสีให้มากที่สุด และใช้อุปกรณ์ในการกำบังรังสี หรือ

 

  1. รับรังสีจากแหล่งกำเนิดในร่างกาย (Internal Radiation Hazard) ที่เกิดจากการสูดลมหายใจ (Inhalation) หรือรับประทาน (Ingestion) สิ่งที่ปนเปื้อนซีเซียม-137 

 

สำหรับกลุ่มเสี่ยงที่สำคัญของทั้ง 2 ช่องทาง คือผู้ปฏิบัติงานอยู่ในบริเวณหรือช่วงเวลาที่เกิดเหตุ อย่างไรก็ตามจากรายงานค่าปริมาณรังสีในอากาศและตัวอย่างดินรอบๆ บริเวณ พบว่ายังมีค่าใกล้เคียงกับปริมาณรังสีพื้นหลังซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อชีวิต 

 

“ยืนยันว่าจนถึงตอนนี้ยังไม่มีรายงานปัญหาสุขภาพของประชาชนจากซีเซียม-137 การตรวจเลือดของคนงานยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ และจะตรวจซ้ำอีกในวันที่ 5 เมษายน 2566 ซึ่งนายกรัฐมนตรีสั่งการให้ดูแลความปลอดภัยของประชาชน และดูแลการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมทุกจุดรัศมีโดยรอบ ทั้ง ดิน น้ำ อากาศ ทั้งนี้ รัฐบาลได้วางยุทธศาสตร์การทำงานตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ขึ้นแล้วอย่างต่อเนื่อง เฝ้าระวังอย่างสูงสุด เพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับอันตรายจากสารกัมมันตรังสี ขอให้ประชาชนไม่ตระหนก ปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างต่อเนื่อง และตรวจสอบข่าวสารจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้” อนุชากล่าว 

The post นายกฯ สั่งทุกหน่วยดูแลความปลอดภัยของประชาชน กรณีซีเซียม-137 ให้ตรวจสอบการปนเปื้อนทุกจุดรัศมีอย่างละเอียด appeared first on THE STANDARD.

]]>
สธ. เผย 70 คนงานโรงถลุงเหล็ก ตรวจไม่พบรังสีซีเซียม-137 ในร่างกาย แต่เฝ้าระวังผลกระทบระยะยาว พร้อมเปิดศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉิน https://thestandard.co/moph-no-cs-137-was-found-in-workers/ Mon, 20 Mar 2023 10:54:04 +0000 https://thestandard.co/?p=765800

วันนี้ (20 มีนาคม) ที่กระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี น […]

The post สธ. เผย 70 คนงานโรงถลุงเหล็ก ตรวจไม่พบรังสีซีเซียม-137 ในร่างกาย แต่เฝ้าระวังผลกระทบระยะยาว พร้อมเปิดศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉิน appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (20 มีนาคม) ที่กระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงกรณีตรวจพบวัตถุกัมมันตรังสี ซีเซียม-137 ที่หายไปจากโรงไฟฟ้าในอำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี และมาพบในโรงถลุงเหล็กเขตอุตสาหกรรมกบินทร์บุรี อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ว่าได้สั่งการให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปราจีนบุรี เปิดศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉิน (EOC) ส่วนหน้า ติดตามสถานการณ์ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด และเฝ้าระวังดูแลสุขภาพประชาชน 

 

โดยตั้งแต่เริ่มเกิดเหตุการณ์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ล่าสุด ได้รับรายงานความคืบหน้าว่า สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ตรวจสอบบริเวณโรงงานที่พบวัสดุกัมมันตรังสีแล้ว ไม่พบการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม รวมถึงตรวจการปนเปื้อนรังสีในร่างกายของคนงานในโรงงานทั้ง 70 คน ไม่พบปริมาณรังสีเช่นกัน อย่างไรก็ตาม สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปราจีนบุรีจะติดตามอาการผิดปกติ และตรวจเลือดเพื่อเฝ้าระวังสุขภาพคนงาน รวมทั้งญาติผู้ใกล้ชิดในครอบครัวอย่างต่อเนื่อง จนกว่าจะมั่นใจว่าไม่ได้รับผลกระทบจากกัมมันตรังสี

 

นพ.โอภาสกล่าวต่อไปว่า ความรุนแรงจากการได้รับรังสีซีเซียม-137 ขึ้นกับความเข้มข้น ระยะเวลาที่สัมผัส และระยะห่างในการสัมผัส โดยหากสัมผัสโดยตรงจะเกิดบาดแผลไหม้จากรังสี เช่น ผิวหนังมีตุ่มน้ำพอง เป็นแผล หรือเนื้อตายได้ เกิดอาการทั่วไป เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ ส่วนผลระยะกลางและระยะยาว จะส่งผลต่อเซลล์ที่มีการแบ่งตัว เช่น เซลล์เม็ดเลือดขาว หรือเส้นผม ตนได้มอบหมายให้กองสาธารณสุขฉุกเฉิน ประสานผู้เชี่ยวชาญในการดูแลผู้ป่วยจากกัมมันตรังสี จัดทำแนวทางการเฝ้าระวังสุขภาพเชิงรุก และแจ้งสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศดำเนินการ พร้อมทั้งประสานจัดสิ่งสนับสนุน เช่น เครื่องตรวจวัดรังสีเพิ่มเติม ชุดป้องกัน หน้ากากอนามัยชนิดกันอนุภาค รวมทั้งให้กรมสนับสนุนบริการสุขภาพประสานคลินิกเอกชนทั่วประเทศ ร่วมเฝ้าระวังผู้ป่วยที่สงสัยอาจเกิดจากการได้รับรังสีด้วย

 

“แม้หน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุขจะเป็นปลายทาง คือให้การดูแลผู้ได้รับผลกระทบทางสุขภาพ แต่ได้ให้แต่ละกรมในสังกัดใช้เหตุการณ์นี้ทบทวนกฎหมายที่อยู่ในความรับผิดชอบ เพื่อนำมาปรับระบบดูแลสุขภาพให้รัดกุมยิ่งขึ้น และรับมือกับเหตุฉุกเฉินในอนาคตได้ดียิ่งขึ้น” นพ.โอภาสกล่าว

The post สธ. เผย 70 คนงานโรงถลุงเหล็ก ตรวจไม่พบรังสีซีเซียม-137 ในร่างกาย แต่เฝ้าระวังผลกระทบระยะยาว พร้อมเปิดศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้ว่าฯ ปราจีนบุรี นำแถลงกรณี ‘ซีเซียม-137’ หาย พบปนเปื้อนในรูปฝุ่นโลหะ แต่ไม่แพร่สู่สิ่งแวดล้อม ขออย่าตื่นตระหนก https://thestandard.co/prachinburi-announce-cesium-137-disappear/ Mon, 20 Mar 2023 09:10:21 +0000 https://thestandard.co/?p=765639 ซีเซียม-137

วันนี้ (20 มีนาคม) ที่ห้องศูนย์การเรียนรู้ ศูนย์ราชการใ […]

The post ผู้ว่าฯ ปราจีนบุรี นำแถลงกรณี ‘ซีเซียม-137’ หาย พบปนเปื้อนในรูปฝุ่นโลหะ แต่ไม่แพร่สู่สิ่งแวดล้อม ขออย่าตื่นตระหนก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซีเซียม-137

วันนี้ (20 มีนาคม) ที่ห้องศูนย์การเรียนรู้ ศูนย์ราชการใหม่ อำเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี รณรงค์ นครจินดา ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี พร้อมด้วย นพ.สุรินทร์ สืบซึ้ง นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดปราจีนบุรี พล.ต.ต. วินัย นุชชา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปราจีนบุรี เพิ่มสุข สัจจาภิวัฒน์ เลขาธิการ ตัวแทนสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ เพ็ญนภา กัญชนะ รองเลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ และ กิตติกวิน อรามบุญ หัวหน้าปฏิบัติการฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสี สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ

 

ร่วมแถลงต่อสื่อมวลชนสรุปรายงานผลการดำเนินงานแก้ไขปัญหาวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม-137 (Cesium-137, Cs-137) สูญหายในจังหวัดปราจีนบุรี ตามที่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดปราจีนบุรีได้รับแจ้งจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย โดยการประสานจากสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติว่า เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2566 เวลา 09.00 น. พบว่ามีวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม-137 มีลักษณะเป็นแท่งทรงกระบอก มีตะกั่วปกป้องอยู่ชั้นใน และห่อหุ้มด้วยเหล็กขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 5 นิ้ว ความยาว 4 นิ้ว น้ำหนัก 25 กิโลกรัม และมีป้ายติดรายละเอียดแสดงข้อมูลของวัสดุกัมมันตรังสี และมีสัญลักษณ์ทางรังสีขนาดเล็กติดอยู่ของบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งสูญหายไปจากที่ติดตั้ง โดยวัสดุกัมมันตรังสีผ่านการใช้งานมาแล้วประมาณ 28 ปี (ติดตั้งใช้งานในปี 2534) 

 

ต่อมาได้มีการจัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์แก้ไขปัญหาวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม-137 (Cesium-137, Cs-137) จังหวัดปราจีนบุรีสูญหายขึ้นเพื่อบูรณาการและประสานการปฏิบัติ 

 

1. ด้านการค้นหา 

 

หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปราจีนบุรี สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดปราจีนบุรี สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดปราจีนบุรี อำเภอศรีมหาโพธิ อำเภอกบินทร์บุรี เข้าทำการตรวจวัดรังสี ออกปฏิบัติงานทันที โดยการสนับสนุนของสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ด้วยการนำรถห้องปฏิบัติการเคลื่อนที่พร้อมอุปกรณ์ ประกอบด้วย

 

1.1 เครื่องวิเคราะห์ไอโซโทปรังสีแบบบอกทิศทาง ใช้เพื่อสำรวจปริมาณรังสีและวิเคราะห์ไอโซโทปรังสี รวมถึงบอกทิศทางของรังสีที่มากระทบกับเครื่องมือวัด 

 

1.2 อากาศยานไร้คนขับพร้อมเครื่องวิเคราะห์ไอโซโทปรังสี สำรวจปริมาณรังสีในพื้นที่ขนาดใหญ่ พร้อมวิเคราะห์ไอโซโทปรังสีในพื้นที่เกิดเหตุ 

 

1.3  เครื่องสำรวจปริมาณรังสี ใช้สำรวจปริมาณรังสีในพื้นที่เกิดเหตุ ในสถานที่เสี่ยง ได้แก่ บริษัทที่เป็นเจ้าของ เช่น การค้นหาภายในโรงงาน พื้นที่ข้างเคียงรอบโรงงาน ร้านค้าของเก่า โรงหลอม แหล่งจำหน่ายเศษวัสดุประจำของโรงงาน รัศมีรอบโรงงาน ร้าน / บริษัทรับซื้อของเก่า โรงงานหลอมเหล็กในพื้นที่

 

ทั้งนี้ให้กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปราจีนบุรีตรวจเช็กข้อมูลกล้องวงจรปิด (CCTV) ในรัศมีรอบเขตอุตสาหกรรมทุกตัวบริเวณจุดที่สำคัญ เช่น สี่แยก ตรวจรถเข้า-ออกบริเวณโรงงาน บ้านพักคนงาน โดยรอบโรงงาน ประสานหาข้อมูลจากคนรับซื้อของเก่าและกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้อง เช่น พนักงานบริษัทฯ เพื่อใช้เป็นข้อมูลเบาะแสในการค้นหาวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม-137

 

ขอความร่วมมือการเผยแพร่ข่าวสารทุกช่องทาง โดยเฉพาะการจัดทำภาพอินโฟกราฟิก และจัดทำประกาศเป็นเสียงบันทึกลงแผ่น CD แจกจ่ายให้อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน นำไปปิดป้ายประกาศ และประกาศเสียงตามสายทางหอกระจายข่าวประจำหมู่บ้าน รวมทั้งจัดแถลงข่าว รวมถึงขอความร่วมมือจังหวัดใกล้เคียง ได้แก่ จังหวัดนครนายก นครราชสีมา สระแก้ว และฉะเชิงเทรา เพื่อเผยแพร่ข่าวสารให้ถึงประชาชนมากที่สุด รวมทั้งการเพิ่มช่องทางการสื่อสารเพื่อแจ้งเหตุ เบอร์ติดต่อ เช่น 1784 1296 และ 191

 

พร้อมประชุมผู้เกี่ยวข้องทั้งหน่วยงานภาครัฐและสถานประกอบการ บริษัทที่เป็นเจ้าของ เพื่อมอบหมายภารกิจและติดตามผลการดำเนินงานทุกวัน ตั้งแต่วันที่ 13-18 มีนาคม 2566 เวลา 15.00 น. ที่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดปราจีนบุรี

 

2. ด้านสาธารณสุขและการแพทย์

 

2.1 เตรียมความพร้อมด้านการรักษาพยาบาล ได้แก่ ยา เวชภัณฑ์ที่ไม่ใช่ยา และอุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมถึงการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

 

2.2 ติดตาม เฝ้าระวัง สังเกต ซักถามประวัติ อาการ เมื่อมีคนไข้มีอาการผิดปกติเกี่ยวกับการได้รับผลกระทบจากสารเคมีเข้ามารักษา

 

3. ด้านประชาสัมพันธ์

 

3.1 มอบหมายสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปราจีนบุรี อำเภอทุกอำเภอ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ออกประกาศเพื่อประชาสัมพันธ์ให้ความรู้แก่ประชาชนรับทราบแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องในทุกรูปแบบ 

 

3.2 มอบหมายสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดปราจีนบุรี รายงานและเผยแพร่ผลการปฏิบัติงานของชุดปฏิบัติการ กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปราจีนบุรี สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดปราจีนบุรี สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดปราจีนบุรี อำเภอศรีมหาโพธิ และสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ทั้งผลงานที่ผ่านมาและแผนการดำเนินงานในวันถัดไปทุกวัน

 

4. ด้านการตรวจพบ

 

4.1 สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจวัดรังสีในอุตสาหกรรมโรงหลอมโลหะจากเศษเหล็กที่เลิกใช้แล้ว ในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี จำนวน 5 แห่ง

 

วันที่ 17 มีนาคม 2566 เวลา 14.30-16.00 น. ได้แก่ บริษัท หยงซิง สตีล (ไทยแลนด์) จำกัด 139 หมู่ 13 ตำบลหัวหว้า อำเภอศรีมหาโพธิ 

 

วันที่ 19 มีนาคม 2566 ตั้งแต่เวลา 09.30-18.30 น. ได้แก่ บริษัท เชาว์ สตีล อินดัสทรี้ จำกัด (มหาชน) ตำบลหนองกี่ อำเภอกบินทร์บุรี, บริษัท เค.พี.พี.สตีล จำกัด ตำบลหาดนางแก้ว อำเภอกบินทร์บุรี, บริษัท ที เอส บี เหล็กกล้า จำกัด ตำบลหนองโพรง อำเภอศรีมหาโพธิ, บริษัท สิงห์ไทย สตีล จำกัด ตำบลหัวหว้า อำเภอศรีมหาโพธิ 

 

4.2 ปส. ใช้เครื่องมือวิเคราะห์ไอโซโทปรังสีในการตรวจสอบ เพื่อใช้สำรวจปริมาณรังสีและวิเคราะห์ชนิดของสารกัมมันตรังสีจากวัตถุต้องสงสัยว่าเป็นสารกัมมันตรังสีหรือวัตถุที่อาจมีการปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีซีเซียม-137 หรือไม่

 

4.3  ผลการตรวจสอบพบว่า มีโรงงานแห่งหนึ่งมีการปนเปื้อนของสารกัมมันตรังสีซีเซียม-137 ในฝุ่นโลหะที่ได้จากการผลิตโลหะ

 

4.4  ผู้เชี่ยวชาญของ ปส. ได้ทำการควบคุมและตรวจสอบพื้นที่โรงงานโดยรอบ พบว่าโลหะที่ได้จากกระบวนการผลิตไม่พบการปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีซีเซียม-137

 

4.5  เมื่อตรวจวัดปริมาณรังสีโดยรอบพื้นที่บริเวณโรงงาน พบว่าระดับปริมาณรังสีอยู่ในระดับปกติตามปริมาณรังสีในธรรมชาติ นอกจากนี้ได้มีการตรวจสอบคุณภาพอากาศ น้ำ บริเวณโดยรอบโรงงาน พบว่าระดับรังสีอยู่ในระดับปกติตามปริมาณรังสีในธรรมชาติ ไม่มีการปนเปื้อนของสารกัมมันตรังสีในสิ่งแวดล้อม

 

4.6  การปนเปื้อนของสารกัมมันตรังสีซีเซียม-137 ในฝุ่นแดง เกิดขึ้นจากโรงงานหลอมโลหะรีไซเคิลที่รับซื้อเศษโลหะมือสองที่มีการปะปนของวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม-137 เข้าไปในกระบวนการหลอมโลหะ และเมื่อวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม-137 เข้าไปในกระบวนการหลอม ซีเซียม-137 จะถูกหลอมและระเหยกลายเป็นไอกระจายอยู่ในเตาหลอม ซึ่งจะมีระบบการกรองของเสียจากกระบวนการผลิต และเป็นการทำงานในระบบปิดทั้งหมด ทำให้ซีเซียม-137 จะปนเปื้อนไปอยู่ในฝุ่นโลหะที่ได้จากกระบวนการหลอม ซึ่งฝุ่นปนเปื้อนเหล่านี้จะมีระบบกรองเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการฟุ้งกระจายออกสู่สิ่งแวดล้อม และถูกจัดเก็บควบคุมอยู่ในระบบปิดทั้งหมด ดังนั้นฝุ่นโลหะปนเปื้อนได้ถูกระงับการเคลื่อนย้ายและจำกัดไม่ให้ออกนอกบริเวณโรงงาน

 

ซึ่งผลการตรวจสอบไม่พบการเปรอะเปื้อนทางรังสีของผู้ปฏิบัติงานแต่อย่างใด 

 

4.7  ปส. ได้ดำเนินการตรวจวัดการเปรอะเปื้อนทางรังสีนอกร่างกายของผู้ปฏิบัติงานทั้งหมดภายในโรงงานใกล้เคียง 

 

4.8  สามารถสรุปได้ว่าฝุ่นโลหะปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีซีเซียม-137 มีการปนเปื้อนในบริเวณที่จำกัด และถูกควบคุมโดยผู้เชี่ยวชาญของ ปส. และเหตุการณ์ในครั้งนี้ไม่เกิดการแพร่กระจายของสารกัมมันตรังสีซีเซียม-137 สู่สิ่งแวดล้อม ไม่เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่โดยรอบ

 

4.9 ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก และสถานการณ์ทั้งหมดได้ถูกควบคุมโดยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้ว

The post ผู้ว่าฯ ปราจีนบุรี นำแถลงกรณี ‘ซีเซียม-137’ หาย พบปนเปื้อนในรูปฝุ่นโลหะ แต่ไม่แพร่สู่สิ่งแวดล้อม ขออย่าตื่นตระหนก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปส. เผย พบค่าระดับรังสีสูงกว่าขีดจำกัด 350 เท่า ในบัตรพลังงาน แนะประชาชนไม่ควรครอบครอง เพราะเสี่ยงรับรังสีโดยไม่จำเป็น https://thestandard.co/power-card/ Mon, 17 Jun 2019 09:56:30 +0000 https://thestandard.co/?p=263077 บัตรพลังงาน

จากกรณีกระแสข่าวประชาชนซื้อบัตรสมาร์ทการ์ดคล้ายบัตร ATM […]

The post ปส. เผย พบค่าระดับรังสีสูงกว่าขีดจำกัด 350 เท่า ในบัตรพลังงาน แนะประชาชนไม่ควรครอบครอง เพราะเสี่ยงรับรังสีโดยไม่จำเป็น appeared first on THE STANDARD.

]]>
บัตรพลังงาน

จากกรณีกระแสข่าวประชาชนซื้อบัตรสมาร์ทการ์ดคล้ายบัตร ATM พร้อมอ้างว่า เป็นบัตรพลังงานมีสรรพคุณในการรักษาโรค โดยเฉพาะอาการปวดเมื่อยต่างๆ ตามร่างกาย โดยใช้วิธีการนำบัตรไปแกว่งในแก้วน้ำแล้วนำมาดื่ม หรือนำแก้วน้ำวางทับบนบัตรแล้วดื่ม รวมทั้งมีการนำบัตรสัมผัสกับร่างกายในจุดที่ปวดเมื่อย ตามที่ได้เสนอข่าวไปก่อนหน้านี้

 

ล่าสุด วันนี้ (17 มิ.ย.) สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ หรือ ปส. ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสีของประเทศ ได้เดินทางรับตัวอย่างจาก รศ.ดร.วีรชัย พุทธวงศ์ อาจารย์ภาควิชาเคมี คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พร้อมเร่งตรวจสอบด้วยกระบวนการและเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัย ซึ่งได้เผยผลการวิเคราะห์สารจากบัตรพลังงานดังกล่าว ดังนี้

 

1. ไม่พบการเปรอะเปื้อนทางรังสีที่วัสดุห่อหุ้มและพื้นผิวของแผ่นการ์ดสำหรับการ์ดตัวอย่างที่สมบูรณ์ไม่แตกหัก

 

2. การวัดธาตุองค์ประกอบของแผ่นการ์ดด้วยเทคนิคการเรืองรังสีเอกซ์ (X-Ray Fluorescence: XRF) พบธาตุยูเรเนียมและทอเรียม

 

3. การวิเคราะห์ไอโซโทปรังสีในแผ่นการ์ดด้วยระบบวิเคราะห์แกมมาสเปคโตรสโคปี (Gamma Spectroscopy) พบนิวไคลด์กัมมันตรังสีของอนุกรมทอเรียมและยูเรเนียม

 

4. การวัดค่าระดับรังสี (Dose Rate) เทียบกับค่ารังสีพื้นหลัง พบว่า ระดับรังสีของแผ่นการ์ดสูงกว่าระดับรังสีพื้นหลังประมาณ 200 เท่าที่ระยะห่างจากแผ่นการ์ด 1 เซนติเมตร ซึ่งระดับรังสีที่วัดได้อยู่ที่ประมาณ 40 ไมโครซีเวิร์ตต่อชั่วโมง หรือเทียบเป็น 350 เท่าของขีดจำกัดการได้รับปริมาณรังสีสำหรับประชาชนทั่วไปในระยะเวลา 1 ปี ซึ่งเป็นไปตามกฎกระทรวงความปลอดภัยทางรังสี พ.ศ. 2561

 

5. การวัดค่าการกระจายตัวของสารกัมมันตรังสีในแผ่นการ์ดด้วยเทคนิค Imaging Plate พบว่า สารกัมมันตรังสีกระจายอยู่ทั่วทั้งแผ่นการ์ดอย่างสม่ำเสมอ

 

6. การถ่ายภาพเพื่อดูลักษณะภายในของแผ่นการ์ดด้วยรังสีเอกซ์ ไม่พบชิ้นส่วนอื่นใดประกอบอยู่ภายในแผ่นการ์ด

 

ทั้งนี้ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติได้ระบุว่า หากยูเรเนียมและทอเรียมเข้าสู่ร่างกาย จะก่อให้เกิดการแผ่รังสีต่ออวัยวะภายใน และเกิดอันตรายต่อร่างกายได้ โดยสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติเตรียมวิเคราะห์การปนเปื้อนของวัสดุกัมมันตรังสี เมื่อนำแผ่นการ์ดแช่น้ำในลำดับต่อไป และเมื่อมีข้อมูลครบถ้วน ทางสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติอาจดำเนินคดีกับบริษัทผู้จำหน่ายต่อไป

 

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติจึงขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการครอบครองและใช้สินค้าที่มีส่วนผสมของวัสดุกัมมันตรังสี วัสดุนิวเคลียร์ หรือวัตถุอันตราย และหากมีข้อกังวล สามารถประสานไปยังสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. เพื่อจัดการต่อไป

 

ภาพ: สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

อ้างอิง:

The post ปส. เผย พบค่าระดับรังสีสูงกว่าขีดจำกัด 350 เท่า ในบัตรพลังงาน แนะประชาชนไม่ควรครอบครอง เพราะเสี่ยงรับรังสีโดยไม่จำเป็น appeared first on THE STANDARD.

]]>