สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/สำนักงานนโยบายและยุทธศ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 06 Jul 2026 05:41:18 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เงินเฟ้อไทยเดือน มิ.ย. เพิ่มขึ้น 2.42% ขยายตัวต่อเนื่อง 3 เดือนติด พาณิชย์คงคาดการณ์เงินเฟ้อทั้งปีที่ 1.5% – 2.5% https://thestandard.co/thai-inflation-june-2-42-percent/ Mon, 06 Jul 2026 05:41:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1227133 ภาพอินโฟกราฟิกแสดงตัวเลขเงินเฟ้อไทยเดือนมิถุนายนที่เพิ่มขึ้น 2.42% และขยายตัวต่อเนื่อง 3 เดือน

เงินเฟ้อไทยเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้น 2.42% YoY ขยายตัว 3 เ […]

The post เงินเฟ้อไทยเดือน มิ.ย. เพิ่มขึ้น 2.42% ขยายตัวต่อเนื่อง 3 เดือนติด พาณิชย์คงคาดการณ์เงินเฟ้อทั้งปีที่ 1.5% – 2.5% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกแสดงตัวเลขเงินเฟ้อไทยเดือนมิถุนายนที่เพิ่มขึ้น 2.42% และขยายตัวต่อเนื่อง 3 เดือน

เงินเฟ้อไทยเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้น 2.42% YoY ขยายตัว 3 เดือนติด แต่ชะลอลงจากเดือนก่อนที่โต 2.79% YoY ส่งผลให้ครึ่งปีแรกเงินเฟ้อไทยเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 0.79% จากปีก่อน

 

 
 

วันนี้ (6 กรกฎาคม) ณัฐิยา สุจินดา รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เผยว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline CPI) ของไทย เดือนมิถุนายน 2569 สูงขึ้น 2.42% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) นับเป็นการขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน แต่ลดลง 0.34% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า (MoM)

 

การขยายตัวของเงินเฟ้อเทียบกับปีก่อน มีปัจจัยสำคัญจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศที่ทรงตัวในระดับสูงกว่าปีก่อน จากผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมทั้งการปรับโครงสร้างราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ ซึ่งส่งผลต่อเนื่องให้ค่าโดยสารสาธารณะปรับสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

 

ขณะเดียวกัน ราคาอาหารสำเร็จรูปปรับตัวสูงขึ้นเป็นวงกว้างในอัตราที่ค่อนข้างสูง ส่งผลให้ค่าครองชีพในส่วนนี้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน สำหรับราคาสินค้าและบริการอื่นๆ ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก

 

ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งเป็นอัตราเงินเฟ้อทั่วไป เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออกเพิ่มขึ้น 1.23% YoY เร่งตัวขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2569 ที่เพิ่มขึ้น 0.92% YoY สะท้อนการทยอยส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของผู้ประกอบการไปยังราคาจำหน่าย

 

สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไป ไตรมาสที่ 2 ปี 2569 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2568 สูงขึ้น 2.70% YoY และสูงขึ้น 3.08% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ)

 

ส่วนดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปเฉลี่ย 6 เดือน (มกราคม – มิถุนายน) ปี 2569 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนสูงขึ้น 1.08%

 

คาดเงินเฟ้อเฉลี่ยปีนี้ 1.5% – 2.5%

 

สนค.คาดการณ์เงินเฟ้อเดือนกรกฎาคม 2569 ที่ 1.5% – 2.5% ค่ากลางที่ 2.0% โดยอิงสมมติฐานจากราคาน้ำมันดิบดูไบทั้งปีที่ 80-90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ที่ 1.5% – 2.5% อัตราแลกเปลี่ยนเงินทั้งปีที่ 32.0 – 33.0 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

 

สนค. คาดว่าแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไป ณ ไตรมาส 3 ปี 2569 จะเป็นบวกอย่างต่อเนื่องที่ 2.79% YoY และไตรมาส 4 ที่ 3.02% YoY ทำให้อัตราเงินเฟ้อทั้งปี อยู่ที่ 1.5% – 2.5% ค่ากลางที่ 2.0% พร้อมระบุว่า ต้องคอยจับตาสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางต่อไป

 

โดยในช่วงไตรมาส 3 มีปัจจัยสนับสนุนให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปสูงขึ้น ดังนี้

 

  • ราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศที่ทรงตัวสูงกว่าปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมทั้งการปรับโครงสร้างราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ
  • ราคาอาหารสำเร็จรูปทยอยปรับตัวสูงเป็นวงกว้าง และมีการปรับราคาต่อจานในอัตราที่ค่อนข้างสูง แม้ว่าต้นทุนการผลิตบางประเภทจะเริ่มส่งสัญญาณราคาลดลง สะท้อนถึงภาวะค่าครองชีพที่จะสูงขึ้นอย่างถาวร
  • ค่าใช้จ่ายในการเดินทางปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะค่าโดยสารรถประจำทาง ตามราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ทรงตัวในระดับสูงกว่าปีก่อนหน้า
  • ราคาผักสดที่สำคัญมีแนวโน้มสูงกว่าปีก่อนหน้าจากฐานราคาที่ต่ำในปีก่อน รวมทั้งมีความเสี่ยงจากผลกระทบของปรากฏการณ์เอลนีโญ

 

สำหรับปัจจัยกดดันให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลง ได้แก่

 

  • ค่ากระแสไฟฟ้าในรอบเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม 2569 ยังคงต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าเล็กน้อย
  • ราคาเนื้อสัตว์มีแนวโน้มปรับลดลง จากอุปทานที่เข้าสู่ตลาดอย่างเพียงพอ ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังคงคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ปี 2569 อยู่ระหว่าง 1.5% – 2.5% (ค่ากลาง 2.0%)

 

เงินเฟ้อไทยเทียบต่างประเทศ

 

ข้อมูลล่าสุดเดือนพฤษภาคม 2569 พบว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ของไทยปรับสูงขึ้น 2.79% YoY โดยอยู่ระดับต่ำอันดับที่ 44 จาก 139 เขตเศรษฐกิจที่ประกาศตัวเลข และอยู่ในอันดับที่ 5 ของอาเซียนจาก 9 ประเทศที่มีการประกาศตัวเลข ดังนี้

 

  • 🇧🇳บรูไน +0.1%
  • 🇹🇱ติมอร์-เลสเต +0.4%
  • 🇸🇬สิงคโปร์ +1.8%
  • 🇲🇾มาเลเซีย +2.0%
  • 🇹🇭ไทย +2.79%
  • 🇮🇩อินโดนีเซีย +3.08%
  • 🇻🇳เวียดนาม +5.6%
  • 🇵🇭ฟิลิปปินส์ +6.8%
  • 🇱🇦สปป.ลาว +9.0%

The post เงินเฟ้อไทยเดือน มิ.ย. เพิ่มขึ้น 2.42% ขยายตัวต่อเนื่อง 3 เดือนติด พาณิชย์คงคาดการณ์เงินเฟ้อทั้งปีที่ 1.5% – 2.5% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยขาดดุลการค้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ มูลค่ากว่า 3.2 แสนล้านบาท ในเดือน เม.ย. 2569 คาดกดดันเงินบาทอ่อนค่าลง https://thestandard.co/thailand-record-trade-deficit-baht-weakens/ Mon, 25 May 2026 06:07:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1210632 ภาพอินโฟกราฟิกแสดงตัวเลขการขาดดุลการค้าของไทย 3.2 แสนล้านบาท ในเดือนเมษายน 2569

ไทยขาดดุลการค้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่มูลค่า 10,021.3 […]

The post ไทยขาดดุลการค้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ มูลค่ากว่า 3.2 แสนล้านบาท ในเดือน เม.ย. 2569 คาดกดดันเงินบาทอ่อนค่าลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกแสดงตัวเลขการขาดดุลการค้าของไทย 3.2 แสนล้านบาท ในเดือนเมษายน 2569

ไทยขาดดุลการค้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่มูลค่า 10,021.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 3.2 แสนล้านบาท ในเดือนเมษายน 2569 จากการนำเข้าวัตถุดิบกึ่งสำเร็จรูปสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์โลก จับตาขาดดุลสูงอาจกดดันค่าเงินบาทไทยให้อ่อนค่าหลังจากนี้

 

 
 

วันนี้ (25 พฤษภาคม) นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) แถลงภาวะการค้าของไทยในเดือนเมษายน 2569 พบว่า มีการขาดดุลสูงสุดเป็นประวัติการณ์ คิดเป็นมูลค่า 10,021.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากการนำเข้าที่ขยายตัว 45% จากปีก่อน (YoY) คิดเป็นมูลค่า 41,604.3 ล้านดอลลาร์ สูงสุดในรอบ 56 เดือน

 

ขณะที่การส่งออกของไทยในเดือนเมษายน 2569 ขยายตัว 23.1% คิดเป็นมูลค่า 31,583.0 ล้านดอลลาร์ โดยขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 22 ติดต่อกัน หากหักรายการสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย จะขยายตัวที่ 25.7%

 

ส่วนภาพรวม 4 เดือนแรกของปี 2569 การส่งออก มีมูลค่า 127,752.8 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 18.9% YoY ขณะที่การนำเข้า มีมูลค่า 147,250.7 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 35.7% YoY ส่งผลให้ขาดดุล 19,497.9 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 6.3 แสนล้านบาท

 

คาดการนำเข้าขยายตัวต่อเนื่อง อย่างน้อยในครึ่งแรกปี 69

 

สำหรับการนำเข้าที่ขยายตัวสูงขึ้น นันทพงษ์ระบุว่า มาจากการนำเข้าที่ขยายตัวดีในสินค้า 3 ชนิด ได้แก่ 1) สินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป ที่ขยายตัว 38.7% ประกอบด้วย แผงวงจรไฟฟ้าทรานซิสเตอร์ แผงวงจรพิมพ์ 2) สินค้าทุนที่ขยายตัว 32.8% ซึ่งประกอบด้วย เครื่องจักรกลไฟฟ้า เครื่องจักรกล และ 3) สินค้าเชื้อเพลิง ที่ขยายตัว 128.6% ซึ่งประกอบด้วย น้ำมันดิบที่มีการขยายตัว 169%

 

นันทพงษ์ระบุว่า สินค้าที่เป็นส่วนประกอบของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังมีแนวโน้มเติบโต จากวัฎจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง และคาดว่าจะยังไม่ถึงจุดสูงสุดในเร็วๆ นี้ อย่างน้อยก็ภายในครึ่งแรกของปี 2569 ซึ่งเป็นปัจจัยที่ไม่น่ากังวล

 

ขณะที่ราคาเชื้อเพลิงยังคงมีการปรับตัวสูงขึ้น สอดคล้องตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลก จากผลกระทบของสงครามที่เกิดขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งสถานการณ์ล่าสุดในเดือนเมษายน สนค.มองว่า เริ่มมีความก้าวหน้ามากขึ้น จากความรุนแรงที่ลดลง สะท้อนจากการบรรลุข้อตกลงหยุดยิง และโอกาสการเจรจาที่ยังคงเปิดอยู่

 

ไทยยังขาดดุลจีน – เกินดุลสหรัฐฯ

 

สำหรับตัวเลขการส่งออกไทยไปยังจีนในเดือนเมษายน 2569 อยู่ที่ 4,337.6 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 21.9% ขาดดุลการค้า 7.680.5 ล้านดอลลาร์ และการส่งออกช่วง 4 เดือนอยู่ที่ 13,997.2 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 13.3% ขาดดุล 29,202.1 ล้านดอลลาร์

 

ส่วนการส่งออกไทยไปยังสหรัฐฯ ในเดือนเมษายน 2569 อยู่ที่ 7,269.1 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 44.2% เกินดุล 4,648.8 ล้านดอลลาร์ และการส่งออกช่วง 4 เดือนอยู่ที่ 29,698.6 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 42.4% เกินดุล 21,519.4 ล้านดอลลาร์

 

จับตาขาดดุลสูงอาจกดดันค่าเงินบาทไทย

 

ทั้งนี้ นันทพงษ์มองว่า การนำเข้าที่ขยายตัวสูงจะส่งผลกดดันค่าเงินบาทไทย ให้อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์ โดยมีปัจจัยที่ต้องพิจารณาร่วมด้วยได้แก่

 

  • ราคาพลังงาน เนื่องจากไทยต้องแลกเงินบาทเป็นดอลลาร์ เพื่อซื้อพลังงาน จะทำให้เงินบาทอ่อนค่าลง และเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น
  • กระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย (Capital Flow) ที่อาจไหลเข้ามาประเทศไทย หากเงินทุนมีการไหลเข้ามาก ความต้องการแลกเงินดอลลาร์เป็นเงินบาทก็จะมาก ทำให้เงินบาทไทยแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์
  • อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Interest Rate) เนื่องจากเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการไหลเข้าของเงินทุน โดยเงินทุนเคลื่อนย้ายมักไหลไปยังประเทศที่มีอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับสูง อย่างไรก็ตาม นันทพงษ์ระบุว่า อัตราเงินเฟ้อในสหรัฐฯ ประจำเดือนเมษายน ยังคงอยู่ในระดับสูง ทำให้ Fed มีแนวโน้มที่ไม่ลดอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้เงินทุนเคลื่อนย้ายไม่น่าไหลออกมากนัก

 

เปิดแนวโน้มการส่งออกในระยะถัดไป

 

สนค.คาดว่าแนวโน้มการส่งออกในปี 2569 จะเติบโตอย่างต่อเนื่องท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ จากการตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วของผู้ประกอบการส่งออกและสายเรือขนส่งสินค้าที่ประเมินความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ และเร่งปรับตัวเพื่อรับกับต้นทุนใหม่ที่เพิ่มขึ้น โดยมีภาครัฐร่วมสนับสนุนในการแก้ไขอุปสรรคทางการค้าและผลักดันการเปิดตลาด

 

สำหรับปัจจัยลบในระยะข้างหน้าอาจเกิดขึ้นจากต้นทุนค่าขนส่งทางเรือที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ความไม่สงบบริเวณช่องแคบฮอร์มุซยังคงอยู่ และปัญหาภัยแล้งจากเอลนีโญที่อาจส่งผลต่อผลผลิตทางการเกษตรในช่วงครึ่งหลังของปี

 

โดยแบ่งคาดการณ์ส่งออกทั้งปีไว้เป็น 3 กรณีดังนี้ กรณีดีสุด (Best Case) การส่งออกขยายตัว 8% ที่มูลค่า 366,805.8 ล้านดอลลาร์ กรณีฐาน (Base Case) ขยายตัว 3% ที่มูลค่า 349,824 ล้านดอลลาร์ กรณีเลวร้าย (Worst Case) หดตัว -3% ที่มูลค่า 329,416 ล้านดอลลาร์

The post ไทยขาดดุลการค้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ มูลค่ากว่า 3.2 แสนล้านบาท ในเดือน เม.ย. 2569 คาดกดดันเงินบาทอ่อนค่าลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เช็กเลยราคาสินค้า-ค่าโดยสาร ในเม.ย. 2569 พุ่งขึ้นมากแค่ไหน? หลังเกิดสงคราม เทียบกับปีก่อนหน้า https://thestandard.co/commodity-prices-transport-fares-april-2026/ Thu, 07 May 2026 00:34:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1204556 กราฟแสดงอัตราเงินเฟ้อไทยเดือนเมษายน 2569 ที่พุ่งสูงขึ้น 2.80% และราคาสินค้า-ค่าโดยสารที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม

อัตราเงินเฟ้อไทยสูงขึ้น 2.80% ในเมษายน 2569 แตะระดับสูง […]

The post เช็กเลยราคาสินค้า-ค่าโดยสาร ในเม.ย. 2569 พุ่งขึ้นมากแค่ไหน? หลังเกิดสงคราม เทียบกับปีก่อนหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟแสดงอัตราเงินเฟ้อไทยเดือนเมษายน 2569 ที่พุ่งสูงขึ้น 2.80% และราคาสินค้า-ค่าโดยสารที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม

อัตราเงินเฟ้อไทยสูงขึ้น 2.80% ในเมษายน 2569 แตะระดับสูงสุดในรอบ 38 เดือน เนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น ด้านสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ได้เปิดเผยรายการสินค้าบางรายการในตะกร้าเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้นในเดือนเมษายน พบว่า

 

  • อาหารพร้อมทาน (ซึ่งมีน้ำหนักในตระกล้าเงินเฟ้อ 14.86%) มีราคาสูงขึ้น 2.51%
  • น้ำมันเชื้อเพลิง (ซึ่งมีน้ำหนักในตระกล้าเงินเฟ้อ 9.67%) มีราคาสูงขึ้น 30.23%
  • ค่าโดยสารสาธารณะ (ซึ่งมีน้ำหนักในตระกล้าเงินเฟ้อ 1.68%) มีราคาสูงขึ้น 8.82%

 

โดยหากแบ่งประเภทค่าโดยสารสาธารณะย่อยลงไป จะพบการปรับขึ้นราคาดังนี้

 

  • ค่าโดยสารรถเมล์เล็ก 1 หรือ รถสองแถว เพิ่มขึ้น 9.24%
  • ค่าโดยสารรถจักรยานยนต์รับจ้าง เพิ่มขึ้น 4.94%
  • ค่าโดยสารเรือ เพิ่มขึ้น 11.14%
  • ค่าโดยสารรถตู้ ระหว่างอำเภอ เพิ่มขึ้น 3.26%
  • ค่าโดยสารรถประจำทางปรับอากาศชั้น 1 เพิ่มขึ้น 6.68%
  • ค่าโดยสารรถตู้ระหว่างจังหวัด เพิ่มขึ้น 10.12%
  • ค่าโดยสารเครื่องบิน (ต่างประเทศ) เพิ่มขึ้น 24.09%

 

ส่วนรายการที่ได้รับผลกระทบไม่มาก ได้แก่ เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ราคาสูงขึ้น 1.35% เครื่องประกอบอาหาร ราคาลดลง 4.66% สิ่งที่เกี่ยวกับทำความสะอาด ราคาสูงขึ้น 0.04% ค่าของใช้ส่วนบุคคล ราคาลดลง 2.33%

 

สำหรับสินค้าในกลุ่มอาหารจานเดียว ซึ่งประกอบด้วย อาหารจานเดียว 7 รายการ ได้แก่ ข้าวผัด ผัดซีอิ๊ว/ราดหน้า ข้าวหมูแดง ข้าวมันไก่ ส้มตำ ก๋วยเตี๋ยว ข้าวราดกะเพรา พบว่า อาหารจานเดียวในกลุ่มราคาระดับต่ำ (31-40 บาท) มีการปรับราคาสูงขึ้น 20.64% ระดับกลาง (41-50 บาท) มีการปรับราคาสูงขึ้น 13.36% และระดับสูง (51-60 บาท) มีการปรับราคาสูงขึ้น 16.16%

 


 

กราฟแสดงอัตราเงินเฟ้อไทยเดือนเมษายน 2569 ที่พุ่งสูงขึ้น 2.80% และราคาสินค้า-ค่าโดยสารที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม 1

 

ภาพประกอบ : สุภาวิดา สุขวัฒน์

 

The post เช็กเลยราคาสินค้า-ค่าโดยสาร ในเม.ย. 2569 พุ่งขึ้นมากแค่ไหน? หลังเกิดสงคราม เทียบกับปีก่อนหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
อัตราเงินเฟ้อเม.ย. พุ่งสูงสุดรอบ 38 เดือน หลังติดลบ 12 เดือนติด ส่องเส้นทางอัตราเงินเฟ้อไทย 5 ปีย้อนหลัง https://thestandard.co/thai-inflation-april-38-month-high/ Wed, 06 May 2026 10:04:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1204436 กราฟเส้นแสดงอัตราเงินเฟ้อไทยย้อนหลัง 5 ปี ตั้งแต่ปี 2564-2569 โดยเดือนเม.ย. 2569 พุ่งแตะ 2.89% สูงสุดรอบ 38 เดือน และกลับเข้ากรอบเป้าหมาย ธปท. ที่ 1-3%

ส่องเส้นทางอัตราเงินเฟ้อไทย 5 ปีย้อนหลัง (ตั้งแต่ปี 256 […]

The post อัตราเงินเฟ้อเม.ย. พุ่งสูงสุดรอบ 38 เดือน หลังติดลบ 12 เดือนติด ส่องเส้นทางอัตราเงินเฟ้อไทย 5 ปีย้อนหลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟเส้นแสดงอัตราเงินเฟ้อไทยย้อนหลัง 5 ปี ตั้งแต่ปี 2564-2569 โดยเดือนเม.ย. 2569 พุ่งแตะ 2.89% สูงสุดรอบ 38 เดือน และกลับเข้ากรอบเป้าหมาย ธปท. ที่ 1-3%

ส่องเส้นทางอัตราเงินเฟ้อไทย 5 ปีย้อนหลัง (ตั้งแต่ปี 2564-2569) พบว่า ในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนเมื่อปี 2565 อัตราเงินเฟ้อไทยเคยพุ่งทะลุกรอบเป้าหมายเป็นระยะเวลาหนึ่ง ก่อนจะเคลื่อนไหวต่ำกว่ากรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยเฉลี่ยต่อเนื่องในช่วงปี 2566-2568 ท่ามกลางภาวะที่ราคาพลังงานโลกลดลงและผู้ประกอบการไทยเผชิญกับการแข่งขันที่เข้มข้นจากสินค้าราคาถูกที่นำเข้าจากต่างประเทศ

 

 
 

อย่างไรก็ตาม หลังจากเกิดสงครามในตะวันออกกลางในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปไทยกลับมาพลิกบวก 2.89% ในเม.ย.ปี 2569 สูงสุดในรอบ 38 เดือน นับเป็นการกลับมาแดนบวกครั้งแรกในรอบ 12 เดือน และถือเป็นการกลับมาอยู่ในกรอบเป้าหมายที่ 1-3% ครั้งแรกในรอบ 14 เดือน

 

ช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนปี 2565 เงินเฟ้อไทยพุ่งทะลุกรอบเป้าหมาย

 

โดยจะเห็นว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยในปี 2565 พุ่งสูงเกินกรอบเป้าหมาย โดยเคยไปแตะระดับ 7.86% ในสิงหาคมปี 2565 เนื่องมาจาก ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนส่งผลให้ราคาพลังงานและราคาสินค้าโภคภัณฑ์โลกปรับตัวสูงขึ้นมาก ส่งผลต่อเนื่องให้ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ ก๊าซหุงต้ม และค่าไฟฟ้าปรับขึ้นตามไปด้วย

 

ในปี 2569 นอกเหนือจากปัจจัยด้านอุปทานจากต่างประเทศ (Global supply shocks) ไทยยังเจอปัจจัยด้านอุปทานในประเทศ (Domestic supply shocks) จากโรคระบาดในสุกรทำให้ปริมาณอุปทานลดลงและราคาเนื้อสุกรเพิ่มขึ้นอย่างมาก นอกจากนี้ ราคาอาหารสดหมวดอื่นๆ ก็ปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนของราคาอาหารสัตว์และราคาปุ๋ย

 

หลังจบสงครามในช่วงปี 2566-2567 เงินเฟ้อไทยต่ำกรอบ ‘ยาวนาน’

 

อย่างไรก็ตาม หลังจบสงคราม ไทยกลับเผชิญภาวะเงินเฟ้อต่ำต่อเนื่องและเฉลี่ยหลุดกรอบล่างของเป้าหมายเงินเฟ้อ ในช่วงปี 2566-2567 โดยสาเหตุที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุในจดหมายเปิดผนึก ว่ามาจากรัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง เช่น การลดค่าไฟฟ้า และการลดราคาน้ำมันผ่านการลดภาษีสรรพสามิตและกลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง รวมไปถึงแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปทาน (Cost-push inflation) ที่ลดลงและผลของฐานที่สูงในปีก่อนหน้า

 

ทั้งนี้ ธปท.มีข้อตกลงในการออกจดหมายเปิดผนึกถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเคลื่อนไหวออกนอกกรอบเป้าหมายนโยบายการเงิน รวมถึงแนวทางการดำเนินนโยบายเพื่อนำอัตราเงินเฟ้อทั่วไปกลับเข้าสู่เป้าหมาย และระยะเวลาที่คาดว่าจะกลับเข้าสู่เป้าหมาย

 

ในปี 2568 เงินเฟ้อไทยต่ำต่อเนื่อง ท่ามกลางภาวะสินค้าต่างประเทศทะลัก

 

สำหรับในช่วงปี 2568 อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยของไทยยังหลุดกรอบล่างของเป้าหมายเงินเฟ้ออย่างต่อเนื่อง โดยธปท.ชี้แจงในจดหมายเปิดผนึกว่า มีสาเหตุมาจาก การลดลงของราคาน้ำมันในตลาดโลก มาตรการดูแลค่าครองชีพของภาครัฐ ที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ราคาอาหารสดขยายตัวในระดับต่ำ ท่ามกลางภาวะผู้ประกอบการไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาขายได้มากนัก

 

นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้างในภาคการผลิต โดยเฉพาะการต้องเผชิญกับการแข่งขันที่เข้มข้นจากสินค้าราคาถูกที่นำเข้าจากต่างประเทศ ทำให้ผู้ประกอบการไทยมีความสามารถในการแข่งขันลดลงและปรับขึ้นราคาสินค้าได้ยาก

 


 

กราฟเส้นแสดงอัตราเงินเฟ้อไทยย้อนหลัง 5 ปี ตั้งแต่ปี 2564-2569 โดยเดือนเม.ย. 2569 พุ่งแตะ 2.89% สูงสุดรอบ 38 เดือน และกลับเข้ากรอบเป้าหมาย ธปท. ที่ 1-3% 1

 

ภาพประกอบ: พิชามญชุ์ วรรณสาร

The post อัตราเงินเฟ้อเม.ย. พุ่งสูงสุดรอบ 38 เดือน หลังติดลบ 12 เดือนติด ส่องเส้นทางอัตราเงินเฟ้อไทย 5 ปีย้อนหลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
อัตราเงินเฟ้อไทยสูงขึ้น 2.80% ในเม.ย. สูงสุดรอบ 38 เดือน ผลจากสงครามตะวันออกกลางดันราคาพลังงานพุ่ง https://thestandard.co/thai-inflation-april-highest-38-months/ Wed, 06 May 2026 07:01:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1204294 ภาพกราฟิกแสดงอัตราเงินเฟ้อไทยพุ่ง 2.80% ในเดือนเมษายน ซึ่งสูงสุดรอบ 38 เดือน มีข้อความระบุว่า "สงครามดัน อัตราเงินเฟ้อไทย สูงสุดรอบ 38 เดือน! เพิ่มขึ้น 2.80% ในเม.ย."

อัตราเงินเฟ้อไทยในเมษายน 2569 พลิกบวก 2.80% YoY สูงสุดใ […]

The post อัตราเงินเฟ้อไทยสูงขึ้น 2.80% ในเม.ย. สูงสุดรอบ 38 เดือน ผลจากสงครามตะวันออกกลางดันราคาพลังงานพุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงอัตราเงินเฟ้อไทยพุ่ง 2.80% ในเดือนเมษายน ซึ่งสูงสุดรอบ 38 เดือน มีข้อความระบุว่า "สงครามดัน อัตราเงินเฟ้อไทย สูงสุดรอบ 38 เดือน! เพิ่มขึ้น 2.80% ในเม.ย."

อัตราเงินเฟ้อไทยในเมษายน 2569 พลิกบวก 2.80% YoY สูงสุดในรอบ 38 เดือน จากผลของราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง คาดเงินเฟ้อทั้งปีอยู่ที่ 1.5% – 2.5% ยันไทยมีความเสี่ยง แต่ยังไม่เข้า Stagflation

 

 
 

วันนี้ ( 6 พฤษภาคม) นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เผยว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline CPI) ในเดือนเมษายน 2569 สูงขึ้น 2.89% YoY สูงที่สุดในรอบ 38 เดือน จากผลของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ตามสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง

 

ขณะเดียวกัน ราคาอาหารสำเร็จรูปปรับตัวสูงขึ้นจากการส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการไปยังราคาจำหน่าย รวมถึงราคาผักสดปรับสูงขึ้นจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด สำหรับราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก

 

อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งเป็นอัตราเงินเฟ้อทั่วไป เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออก สูงขึ้น 0.83% YoY เร่งตัวขึ้นจากเดือนมีนาคม 2569 ที่สูงขึ้น 0.57% YoY

 

สำหรับดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป เฉลี่ย 4 เดือน (มกราคม – เมษายน) ของปี 2569 เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 สูงขึ้น 0.32% AoA

 

คาดการณ์แนวโน้มเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2569

 

สนค.แบ่งคาดการณ์แนวโน้มเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2569 ไว้ 2 กรณี แบ่งตามสมมติฐานตามการปรับตัวของราคาพลังงาน ซึ่งได้รวมผลของมาตรการภาครัฐ เช่น โครงการ คนละครึ่ง พลัสไว้แล้วทั้ง 2 กรณี

 

โดยกรณีที่ 1 คาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบจะปรับตัวสูงถึง 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นาน 2 เดือน ในเดือนเมษายนและเดือนพฤษภาคม ก่อนจะปรับลดลงมาอยู่ที่ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลหลังจากนั้น ทำให้การส่งผ่านต้นทุนมายังราคาอาหารจานเดียวอยู่ที่ 3% และมีแนวโน้มเงินเฟ้อทั้งปีที่ 1.5% – 2.5%

 

ส่วนกรณีที่ 2 คาดว่า ราคาน้ำมันดิบดูไบจะปรับตัวสูงถึง 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นาน 3 เดือน ในเดือนเมษายน ถึงเดือนมิถุนายน ก่อนจะปรับลดลงมาอยู่ที่ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลหลังจากนั้น ทำให้การส่งผ่านต้นทุนมายังราคาอาหารจานเดียวอยู่ที่ 6% และมีแนวโน้มเงินเฟ้อทั้งปีที่ 2.5% – 3.5%

 

ปิดประมาณการเงินเฟ้อรายเดือนปี 2569

 

ทั้งนี้ สนค. อิงกรณีที่ 1 เป็นกรณีฐาน โดยคาดการณ์แนวโน้มเงินเฟ้อรายเดือนไว้ ดังนี้

 

  • มกราคม -0.66% (ตัวเลขจริง)
  • กุมภาพันธ์ -0.88 (ตัวเลขจริง)
  • มีนาคม -0.08 (ตัวเลขจริง)
  • เมษายน 2.89% (ตัวเลขจริง)
  • พฤษภาคม 3.06%
  • มิถุนายน 3.27%
  • กรกฎาคม 3.49%
  • สิงหาคม 3.58%
  • กันยายน 3.78%
  • ตุลาคม 4.05%
  • พฤศจิกายน 3.85%
  • ธันวาคม 3.60%

 

สำหรับอัตราเงินเฟ้อในเดือนพฤษภาคม ที่มีแนวโน้มสูงขึ้น โดย สนค.คาดว่าจะอยู่ที่ 3.06% ซึ่งสูงกว่ากรอบเป้าหมายนโยบายการเงินที่ 1% – 3% นันทพงษ์กล่าวว่า เงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้น เป็นจาก 2 ส่วนหลัก ได้แก่ ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น กับต้นทุนการขนส่งที่ไม่สามารถยับยั้งไว้ได้ จนถูกส่งผ่านไปยังราคาวัตถุดิบ

 

ส่วนอัตราเงินเฟ้อในเดือนตุลาคมที่พุ่งสูงถึง 4.05% นันทพงษ์ระบุว่า เป็นผลของฐานเงินเฟ้อในเดือนตุลาคมปีก่อนที่อยู่ในระดับต่ำ แม้แนวโน้มเงินเฟ้อในช่วงปลายปีจะเติบโตใกล้เคียงกันก็ตาม

 

เดือนเมษายน คนไทยค่าโดยสารพุ่ง 8.82%

 

จากรายการสินค้าในตะกร้าเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้นในเดือนเมษายน พบว่า อาหารพร้อมทานมีราคาสูงขึ้น 2.51% น้ำมันเชื้อเพลิง มีราคาสูงขึ้น 30.23% และค่าโดยสารสาธารณะ มีราคาสูงขึ้น 8.82% หากแบ่งประเภทค่าโดยสารสาธารณะ จะได้ดังนี้

 

  • ค่าโดยสารรถเมล์เล็ก 1 / รถสองแถว เพิ่มขึ้น 9.24%
  • ค่าโดยสารรถจักรยานยนต์รับจ้าง เพิ่มขึ้น 4.94%
  • ค่าโดยสารเรือ เพิ่มขึ้น 11.14%
  • ค่าโดยสารรถตู้ ระหว่างอำเภอ เพิ่มขึ้น 3.26%
  • ค่าโดยสารรถประจำทางปรับอากาศชั้น 1 เพิ่มขึ้น 6.68%
  • ค่าโดยสารรถตู้ระหว่างจังหวัด เพิ่มขึ้น 10.12%
  • ค่าโดยสารเครื่องบิน (ต่างประเทศ) เพิ่มขึ้น 24.09%

 

ส่วนรายการที่ได้รับผลกระทบไม่มากได้แก่ เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ราคาสูงขึ้น 1.35% เครื่องประกอบอาหาร ราคาลดลง 4.66% สิ่งที่เกี่ยวกับทำความสะอาด ราคาสูงขึ้น 0.04% ค่าของใช้ส่วนบุคคล ราคาลดลง 2.33%

 

สำหรับสินค้าในกลุ่มอาหารจานเดียว ซึ่งประกอบด้วย อาหารจานเดียว 7 รายการ ได้แก่ ข้าวผัด ผัดซีอิ๊ว/ราดหน้า ข้าวหมูแดง ข้าวมันไก่ ส้มตำ ก๋วยเตี๋ยว ข้าวราดกะเพรา พบว่า อาหารจานเดียวในกลุ่มราคาระดับต่ำ (31-40 บาท) มีการปรับราคาสูงขึ้น 20.64% ระดับกลาง (41-50 บาท) มีการปรับราคาสูงขึ้น 13.36% และระดับสูง (51-60 บาท) มีการปรับราคาสูงขึ้น 16.16%

 

ทั้งนี้ นันทพงษ์ชี้ว่า ราคาอาหารยังไม่นับรวม อาหารฟาสต์ฟูด และอาหารที่บริการผ่านรถรับส่งเดลิเวอรี เนื่องจากยังไม่มีการขึ้นราคา และมีการออกโปรโมชันดูแลผู้บริโภค

 

ไทยมีความเสี่ยง แต่ยังไม่เข้า Stagflation

 

สำหรับความกังวลเรื่อง เศรษฐกิจชะลอตัว แต่เงินเฟ้อสูง (Stagflation) นันทพงษ์ ชี้ว่า ไทยมีความเสี่ยง แต่ยังไม่เข้าสู่ภาวะ Stagflation โดยพาสำรวจ 3 องค์ประกอบของ Stagflation เทียบสถานการณ์เศรษฐกิจไทย ซึ่งประกอบด้วย

 

  • เศรษฐกิจหยุดชะงัก (Stagnation) ซึ่งเป็นภาวะเศรษฐกิจเติบโตต่ำหรือหยุดชะงักยาวนาน
  • ภาวะเงินเฟ้อสูง (Inflation) โดยมีราคาสินค้าและบริการปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • ภาวะว่างงานสูง หรือการจ้างงานลดลง

 

เมื่อเทียบกับเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1 นันทพงษ์ชี้ว่า การส่งออกยังคงเติบโต 17.8% เช่นกันกับการบริโภคภาคเอกชนที่ยังเติบโต 4.7% ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้น 12.4% ด้วยแรงหนุนจากการลงทุนในหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ ส่วนอัตราว่างงานในเดือนมีนาคม อยู่ที่ 0.96% เท่านั้น

 

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยระยะต่อไปยังคงมีแนวโน้มชะลอลง จากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลต่ออุปสงค์จากต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้การส่งออกสินค้าและภาคการท่องเที่ยวชะลอลง ประกอบกับอุปสงค์ในประเทศที่มีแนวโน้มต่ำลง จากการส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น

 

“ดังนั้น เมื่อถามว่ามีสิทธิเข้าสู่ภาวะ Stagflation หรือไม่ ก็มีความเสี่ยง แต่ ณ ปัจจุบันยังไม่เป็นอย่างนั้น” นันทพงษ์กล่าว

 

เชื่อคนละครึ่งช่วยหนุนกำลังซื้อคนไทย

 

เมื่อถูกถามถึง ภาวะกำลังซื้อคนไทยในปัจจุบัน สนค. ชี้ว่า การบริโภคภาคเอกชนในไตรมาสแรกของปียังคงเป็นบวก แต่ต้องจับตาดูผลกระทบต่อไปว่าจะมีการชะลอตัวลงมากน้อยเพียงใดหลังจากนี้ อย่างไรก็ตาม สนค.คาดว่า มาตรการคนละครึ่งระยะ 4 เดือน ที่รัฐบาลเตรียมไว้ จะช่วยหนุนการบริโภคภาคเอกชนได้

 

นันทพงษ์กล่าวว่า ผู้บริโภคในปัจจุบัน ทำให้ร้านค้าหรือผู้ประกอบการไม่อาจส่งผ่านต้นทุนราคาได้ง่าย จนอาจส่งผลให้กิจการมีกำไรน้อยลง ด้วยเหตุนี้ มาตรการภาครัฐจึงมีความสำคัญในการช่วยกระตุ้นการบริโภคของภาคเอกชนได้ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวในจังหวัดต่างๆ

 

“ตอนนี้ ผู้บริโภค หรือประชาชนทั่วไปมักคิดเยอะเวลาใช้จ่าย สะท้อนได้ตามข่าวต่างๆ ว่า ไม่ว่าจะเป็นคาเฟ่ หรือร้านอาหาร ตอนนี้มีต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่กลับปรับราคาขึ้นได้ยาก ก็เป็นส่วนที่ทำให้กำไรน้อยลง มาตรการภาครัฐจึงมีความสำคัญที่จะช่วยกระตุ้น โดยเฉพาะจังหวัดต่างๆ รวมถึงการท่องเที่ยว” นันทพงษ์กล่าว

The post อัตราเงินเฟ้อไทยสูงขึ้น 2.80% ในเม.ย. สูงสุดรอบ 38 เดือน ผลจากสงครามตะวันออกกลางดันราคาพลังงานพุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
อัตราเงินเฟ้อไทยมี.ค. ติดลบติดต่อกันเป็นเดือนที่ 12 ทิ้งทวนก่อนรับแรงกระแทกสงคราม พาณิชย์คาดเงินเฟ้อจ่อพีคในไตรมาส 2 https://thestandard.co/thailand-inflation-negative-q2-peak/ Tue, 07 Apr 2026 12:26:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1195568 กราฟแสดงแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อไทยและผลกระทบจากราคาน้ำมัน

อัตราเงินเฟ้อไทยมีนาคม 2569 ติดลบ 12 เดือนติด ทิ้งทวนก่ […]

The post อัตราเงินเฟ้อไทยมี.ค. ติดลบติดต่อกันเป็นเดือนที่ 12 ทิ้งทวนก่อนรับแรงกระแทกสงคราม พาณิชย์คาดเงินเฟ้อจ่อพีคในไตรมาส 2 appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟแสดงแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อไทยและผลกระทบจากราคาน้ำมัน

อัตราเงินเฟ้อไทยมีนาคม 2569 ติดลบ 12 เดือนติด ทิ้งทวนก่อนรับแรงกระแทกสงคราม! กระทรวงพาณิชย์คาดอัตราเงินเฟ้อเดือนหน้าจ่อดีดกลับมาเป็นบวก โดยอาจทะลุ 2% ในเม.ย. พร้อมปรับขึ้นคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปทั้งปี 2569 เป็น 2.0% (ค่ากลาง) ขณะที่ KResearch คาดเงินเฟ้อไทยทั้งปีนี้อยู่ที่ 3.4% ชี้สาเหตุที่ต่ำกว่าช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน แม้ราคาพลังงานในประเทศจะสูงกว่าในปี 2565 มาจากบริบทเศรษฐกิจไทยมีความต่างกัน

 

วันนี้ (7 เมษายน) นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์เผยว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation) ในเดือนมีนาคม 2569 ลดลง 0.08%YoY นับเป็นการติดลบเป็นเดือนที่ 12 ติดต่อกัน อย่างไรก็ตาม อัตราเงินเฟ้อเดือนมีนาคมนับว่า ติดลบน้อยลง เมื่อเทียบกับอัตราเงินเฟ้อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่ติดลบถึง -0.88%YoY

 

นันทพงษ์กล่าวต่อว่า แม้จะมีสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางและความพยายามปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเร่งตัวสูงขึ้น แต่สาเหตุที่อัตราเงินเฟ้อไทยยัง ‘ติดลบ’ เนื่องมาจากปัจจัยต่างๆ ดังนี้

 

  • ราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศยังถูกจำกัดการปรับเพิ่มขึ้นจากมาตรการตรึงราคาในช่วงครึ่งเดือนแรก
  • รัฐมีมาตรการปรับลดค่ากระแสไฟฟ้า ซึ่งยังคงช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพ
  • สินค้าส่วนใหญ่ยังเป็นสต็อกเดิมจึงยังไม่มีการปรับขึ้นราคามากนักในเดือนมีนาคม โดยราคาสินค้าต่างๆ เริ่มประกาศปรับขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมีนาคมเป็นต้นไป

 

ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) ซึ่งเป็นอัตราเงินเฟ้อทั่วไป เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออก สูงขึ้น 0.57% YoY เร่งตัวขึ้นเล็กน้อยจากเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่สูงขึ้น 0.56% YoY

 

ทำให้ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป เฉลี่ยไตรมาสแรกของปี 2569 เทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2568 ติดลบ 0.54% YoY และเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 ลดลง 0.16% QoQ

 

เตรียมรับมือ! ตั้งแต่เดือนหน้า เงินเฟ้อจ่อดีดแตะ 2%

 

สำหรับแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 นันทพงษ์คาดว่า จะกลับมาเป็นบวกอย่างมี ‘นัยสำคัญ’ และน่าจะเป็นช่วงเงินเฟ้อสูงสุดของปี โดยตั้งแต่เดือนเมษายนอาจเห็นตัวเลขอัตราเงินเฟ้อขึ้นไปแตะระดับเกิน 2%

 

โดยปัจจัยสนับสนุนสำคัญที่ผลักดันระดับราคาให้ปรับสูงขึ้น ในไตรมาสที่ 2 ได้แก่

 

{{LISTSTART}}ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับตัวสูงขึ้น{{LISTITEM}}ราคาสินค้าเกษตรบางรายการมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผักสดและไข่ไก่ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศร้อน ส่งผลให้ผลผลิตลดลงในบางช่วง
{{LISTITEM}}ราคาเนื้อสัตว์ปรับสูงขึ้น ทั้งเนื้อสุกรและเนื้อไก่ จากต้นทุนอาหารสัตว์และต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้น{{LISTITEM}}ค่าโดยสารทางอากาศปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งเส้นทางภายในประเทศและระหว่างประเทศ จากผลของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น ประกอบกับจำนวนเที่ยวบินระหว่างประเทศที่ยังไม่กลับสู่ระดับปกติ
{{LISTITEM}}แรงกดดันด้านต้นทุนของผู้ประกอบการ โดยผู้ประกอบการรายใหญ่เริ่มส่งสัญญาณปรับราคาสินค้าอุปโภคบริโภค เพื่อสะท้อนต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น{{LISTEND}}

 

อย่างไรก็ตาม อาจยังมีปัจจัยกดดันให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลงอยู่บ้าง ในไตรมาสที่ 2 ได้แก่ (1) ภาครัฐดำเนินมาตรการช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะค่ากระแสไฟฟ้า (2) ราคาผลไม้สดที่สำคัญในประเทศยังฟื้นตัวอย่างช้าๆ

 

ราคาน้ำมันพุ่งมีผลต่ออัตราเงินเฟ้ออย่างไร

 

นันทพงษ์อธิบายต่อเกี่ยวกับผลกระทบของราคาน้ำมันต่ออัตราเงินเฟ้อ โดยระบุว่า ปัจจุบัน ราคาพลังงานมีสัดส่วนน้ำหนักในตะกร้าเงินเฟ้ออยู่ ประมาณ 7% โดยน้ำมันดีเซลเป็นเพียงส่วนหนึ่งของหมวดพลังงาน โดยมีสัดส่วนน้ำหนักในตะกร้าเงินเฟ้อ 2.58% ส่วนเบนซิน 95 แก๊สโซฮอล์ 95 แก๊สโซฮอล์ 91 และ E20 มีน้ำหนักอยู่ที่ 0.15% 2.3% 1.64% และ 0.4% ตามลำดับ

 

โดยตามการคำนวณของกระทรวงพาณิชย์พบว่า การขึ้นราคาดีเซลทุก 1 บาทจะกระทบอัตราเงินเฟ้อ 0.075% ส่วนการขึ้นราคาทุก 1 บาทของน้ำมันเบนซิน 95 แก๊สโซฮอล์ 95 แก๊สโซฮอล์ 91 และ E20 จะกระทบอัตราเงินเฟ้อ 0.003% 0.10% 0.046% และ 0.012% ตามลำดับ

 

กราฟแสดงแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อไทยและผลกระทบจากราคาน้ำมัน 1

 

นันทพงษ์ยังยกตัวอย่างฉากทัศน์ หากราคาน้ำมันในเดือนเมษายน 2569 เคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ ‘ปัจจุบัน’ (ณ วันที่ 6 เมษายน 2569 ได้แก่ ดีเซลอยู่ที่ 50.54 บาทต่อลิตร เบนซิน 95 อยู่ที่ 52.54 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 43.95 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 43.58 บาทต่อลิตร และ E20 38.95 บาทต่อลิตร) ‘ไปตลอดทั้งเดือน’ จะส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อ 2.14%

 

กราฟแสดงแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อไทยและผลกระทบจากราคาน้ำมัน 2

 

เปิด 2 ฉากทัศน์แนวโน้มเงินเฟ้อทั่วไปของกระทรวงพาณิชย์

 

นันทพงษ์กล่าวต่อว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ปรับคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ปี 2569 จากเดิมระหว่าง 0.0 – 1.0% (ค่ากลาง 0.5%) เป็นระหว่าง 1.5 – 2.5% (ค่ากลาง 2.0%) พร้อมแบ่งการประเมินเป็น 2 ฉากทัศน์ (Scenario) โดยมีตัวแปรสำคัญคือ ทิศทางราคาน้ำมัน และ ระยะเวลาที่ราคาน้ำมันทรงตัวอยู่ในระดับสูง

 

โดยกรณีที่ 1: อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์อยู่ที่ 1.5 – 2.5%

 

  • สถานการณ์ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นในระยะเวลาสั้นๆ ประมาณ 2 เดือน แล้วหลังจากนั้นปรับตัวลดลง
  • โดยราคาเฉลี่ยน้ำมันดิบดูไบทั้งปีอยู่ที่ 79.36 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (เดือนเม.ย.-พ.ค. อยู่ที่ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากนั้น 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล)
  • ส่วนราคาน้ำมันดีเซลเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 33.90 บาทต่อลิตร (เดือนเม.ย.-พ.ค. อยู่ที่ 44.24 บาทต่อลิตร หลังจากนั้น 32.25 บาทต่อลิตร)
  • ส่วนค่าไฟเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 3.90 บาทต่อหน่วย (เดือนพ.ค.-ส.ค. อยู่ที่ 3.98 บาทต่อหน่วย เดือนก.ย.-ธ.ค. อยู่ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย)
  • อาหารจานเดียวปรับขึ้น 3%

 

กรณีที่ 2: อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์อยู่ที่ 2.5 – 3.5%

 

  • เป็นกรณีที่สถานการณ์ลากยาว โดยราคาน้ำมันทรงตัวอยู่ในระดับสูงอย่างยืดเยื้อ กินเวลาประมาณ 3 เดือน
  • โดยราคาเฉลี่ยน้ำมันดิบดูไบทั้งปีอยู่ที่ 88.52 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (เดือนเม.ย.-มิ.ย. อยู่ที่ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากนั้น 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล)
  • ส่วนราคาน้ำมันดีเซลเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 35.78 บาทต่อลิตร (เดือนเม.ย.-มิ.ย. อยู่ที่ 44.24 บาทต่อลิตร หลังจากนั้น 32.25 บาทต่อลิตร)
  • ส่วนค่าไฟเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 3.93 บาทต่อหน่วย (เดือนพ.ค-ธ.ค. อยู่ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย)

 

กราฟแสดงแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อไทยและผลกระทบจากราคาน้ำมัน 3

 

KResearch คาดเงินเฟ้อไทยทั้งปี 3.4% ยังต่ำกว่าช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนเหตุบริบทเศรษฐกิจไทยต่างกัน

 

ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) คาด ในปี 2569 อัตราเงินเฟ้อไทยมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นมาอยู่ที่ 3.4% จากเดิมที่คาดว่าจะเป็นบวกราว 0.4% จากราคาพลังงานในประเทศที่ยังมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น รวมถึงราคาสินค้าและบริการอื่นๆ ที่อาจเพิ่มขึ้นตามต้นทุนที่สูงขึ้น

 

โดย KResearch ยังมองว่าราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลเฉลี่ยในเดือนเม.ย. มีโอกาสปรับขึ้นเป็น 52.5 บาทต่อลิตร และทั้งปี 2569 ราคาเฉลี่ยอาจสูงกว่า 40 บาทต่อลิตร นอกจากนี้ ราคาวัตถุดิบสำคัญ เช่น ปุ๋ยและเม็ดพลาสติก ก็มีแนวโน้มปรับตัวสูง และยังมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะขาดแคลนสินค้าในระยะข้างหน้า

 

นอกจากนี้ ราคาสินค้าโดยเฉพาะอาหารสำเร็จรูป และบริการขนส่งได้รับผลกระทบต่อเนื่อง จากต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่สูงขึ้น (second-round effect)

 

อย่างไรก็ดี แม้ราคาพลังงานในประเทศจะสูงกว่าในปี 2565 ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน แต่อัตราเงินเฟ้อในปี 2569 คาดว่าจะไม่เร่งตัวไปสูงถึงระดับสูงสุด 7.9% YoY ในช่วงเดือนส.ค. 2565 เนื่องจากบริบททางเศรษฐกิจแตกต่างกัน โดยในปี 2565 เศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวจากโควิด-19 ทำให้เงินเฟ้อพื้นฐานเร่งตัว ขณะที่ปี 2569 เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะชะลอตัว จึงคาดว่าแรงส่งจากผลกระทบทางอ้อมอาจไม่มากเท่า

 

 

The post อัตราเงินเฟ้อไทยมี.ค. ติดลบติดต่อกันเป็นเดือนที่ 12 ทิ้งทวนก่อนรับแรงกระแทกสงคราม พาณิชย์คาดเงินเฟ้อจ่อพีคในไตรมาส 2 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดไอเท็มลับ ทางเลือกความมั่นคงในยุคพิษเศรษฐกิจ [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/secret-item-financial-security/ Thu, 26 Feb 2026 07:00:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1176877 ภาพประกอบแสดงการวางแผนการเงินด้วยประกันชีวิต SCB 'เซฟวิ่งทูไนน์ตี้' เพื่อสร้างความมั่นคงในยุคเศรษฐกิจผันผวนและคุ้มครองสุขภาพ

เศรษฐกิจไทยในวันนี้ไม่เปิดโอกาสให้เราใช้เงินแบบเดิมอีกต […]

The post เปิดไอเท็มลับ ทางเลือกความมั่นคงในยุคพิษเศรษฐกิจ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงการวางแผนการเงินด้วยประกันชีวิต SCB 'เซฟวิ่งทูไนน์ตี้' เพื่อสร้างความมั่นคงในยุคเศรษฐกิจผันผวนและคุ้มครองสุขภาพ

เศรษฐกิจไทยในวันนี้ไม่เปิดโอกาสให้เราใช้เงินแบบเดิมอีกต่อไป ข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) *เปิดเผยช่วงต้นเดือนมกราคม 2569 ว่า ในปี 2568 อัตราเงินเฟ้อไทย (CPI) อยู่ที่ -0.14% ติดลบเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี 

 

และถือเป็นอัตราเงินเฟ้อต่ำที่สุดในอาเซียนในปี 2568 สะท้อนว่ากำลังซื้อยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ขณะที่รายได้ของหลายครัวเรือนยังเผชิญความไม่แน่นอน ท่ามกลางแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก ทั้งทิศทางเศรษฐกิจสหรัฐและความขัดแย้งระหว่างประเทศ ล้วนเป็นตัวแปรที่ส่งผลต่อค่าเงิน การลงทุน และเสถียรภาพทางการเงินได้ตลอดเวลา

 

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยความเสี่ยงด้านสุขภาพที่คาดเดาไม่ได้ แม้จะดูแลตัวเองดีแค่ไหน โรคร้ายอย่างมะเร็งก็เกิดขึ้นได้อย่างไม่คาดคิด การเก็บเงินอย่างเดียวอาจไม่พอ

 

เมื่อความไม่แน่นอนทางการเงินในวันนี้กำลังกลายเป็นเงื่อนไขของการใช้เงินในอนาคต เราจึงจำเป็นต้องมองหาเครื่องมือที่สร้าง ‘โครงสร้างที่มั่นคง’ ให้ชีวิตพร้อมรับแรงกระแทกจากความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจ และด้านสุขภาพ

 

และหนึ่งในเครื่องมือการเงินที่ช่วยสร้าง ‘ความมั่นคง’ ในช่วงเศรษฐกิจผันผวนยุคนี้ ควบคู่ไปกับความอุ่นใจด้านสุขภาพ คือ ประกันสำหรับช่วยวางแผนการเงินและมีผลประโยชน์คุ้มครองด้านสุขภาพเพิ่มเติม

 

ประกันเซฟวิ่งทูไนน์ตี้ คุ้มครองมะเร็ง NOW คืนเงินยาวถึงอายุ 90 ปี

 

ถือเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจของการนำประกันชีวิตมาใช้เป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ โดยออกแบบให้เป็นการเก็บเงินในรูปแบบประกันชีวิต มีกลไกรองรับความเสี่ยงด้านสุขภาพเสริม ด้วยสิทธิพิเศษรับเงินคืนรายปีเพิ่มเป็น 2 เท่า นานสูงสุด 10 ปี ในกรณีตรวจพบมะเร็งระยะลุกลาม ตั้งแต่ปีกรมธรรม์ที่ 4 เป็นต้นไป พร้อมทำหน้าที่เป็น Back up ให้ครอบครัว เมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิด

 

จุดเด่นของประกันเซฟวิ่งทูไนน์ตี้

 

  • ล็อกภาระการจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยในช่วงรายได้มั่นคง จ่ายค่าเบี้ยประกันภัยเพียง 9 ปี แต่ได้รับความคุ้มครองยาวถึงอายุ 90 ปี ช่วยลดความเสี่ยงด้านภาระการเงินในวันที่รายได้ไม่แน่นอน
  • มีเงินคืนต่อเนื่อง ช่วยเสริมสภาพคล่องระยะยาว รับเงินคืนทุกปี สูงสุด 14% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย (ตามช่วงสัญญา)
  • เพิ่มความคุ้มครองเมื่อเจอความเสี่ยงด้านสุขภาพรุนแรง หากตรวจพบมะเร็งระยะลุกลามตั้งแต่ปีกรมธรรม์ที่ 4 เป็นต้นไป รับ เงินคืนรายปีจะเพิ่มเป็น 2 เท่า นานสูงสุด 10 ปี เพื่อรองรับค่าใช้จ่ายและการดำรงชีวิต 
  • เริ่มต้นง่าย ลดอุปสรรคในการเข้าถึงความคุ้มครอง สมัครได้โดยไม่ต้องตรวจสุขภาพ เพียงตอบคำถามสุขภาพแบบสั้นเพียง 1 ข้อ เหมาะกับการวางแผนการเงินระยะยาวตั้งแต่วันนี้

 

ไอเท็ม ยุคพิษเศรษฐกิจ

 

ในยุคที่เศรษฐกิจเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และคาดเดาสุขภาพไม่ได้ ประกันเซฟวิ่งทูไนน์ตี้ คืออีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยให้ชีวิตมีหลักประกันอย่างมั่นคง ด้วยความคุ้มค่าด้านการเก็บเงินในรูปแบบประกันชีวิต รับเงินคืนทุกปีไปจนถึงอายุ 90 ปี พร้อมเงินคืนเพิ่มเป็น 2 เท่า นานสูงสุด 10 ปี ในกรณีตรวจพบมะเร็งระยะลุกลามตั้งแต่ปีกรมธรรม์ที่ 4 เป็นต้นไป ช่วยสร้างความมั่นคงระยะยาว และบริหารความเสี่ยงทางการเงินได้อย่างสมเหตุสมผล

 

สนใจสมัครได้ที่ SCB ทุกสาขา

 

หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ SCB:

 

https://www.scb.co.th/th/personal-banking/insurance/savings-insurance/Saving-to-Ninety

 

หมายเหตุ:

  • รับประกันภัยโดย บมจ. เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต
  • ธนาคารเป็นเพียงนายหน้าผู้ชี้ช่องให้ทำประกันภัยเท่านั้น
  • ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจในรายละเอียด ความคุ้มครองและเงื่อนไขก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง
  • ผลประโยชน์ ความคุ้มครองและเงื่อนไขเป็นไปตามที่กรมธรรม์ และ บมจ. เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต กำหนด
  • การแถลงสุขภาพเป็นปัจจัยหนึ่งในการพิจารณารับประกันภัย หรือการจ่ายเงินตามสัญญา

 

อ้างอิง:

The post เปิดไอเท็มลับ ทางเลือกความมั่นคงในยุคพิษเศรษฐกิจ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
พาณิชย์เผยเงินเฟ้อเดือน ม.ค. ลดลง 0.66% ติดลบ 10 เดือน สนค.ยืนยันยังไม่เข้าภาวะเงินฝืด คาดพลิกบวกไตรมาส 2 https://thestandard.co/thailand-inflation-january-negative-q2-2026/ Thu, 05 Feb 2026 05:59:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1174056 กราฟแสดงอัตราเงินเฟ้อไทยเดือนมกราคม 2569 ที่ติดลบ 0.66% และแนวโน้มเศรษฐกิจ

กระทรวงพาณิชย์เผยอัตราเงินเฟ้อเดือนมกราคม ลดลง 0.66% ติ […]

The post พาณิชย์เผยเงินเฟ้อเดือน ม.ค. ลดลง 0.66% ติดลบ 10 เดือน สนค.ยืนยันยังไม่เข้าภาวะเงินฝืด คาดพลิกบวกไตรมาส 2 appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟแสดงอัตราเงินเฟ้อไทยเดือนมกราคม 2569 ที่ติดลบ 0.66% และแนวโน้มเศรษฐกิจ

กระทรวงพาณิชย์เผยอัตราเงินเฟ้อเดือนมกราคม ลดลง 0.66% ติดลบ 10 เดือนติดต่อกัน สนค.คาดเห็นเงินเฟ้อกลับมาบวกในไตรมาสสอง

 

อัตราเงินเฟ้อไทยติดลบ 10 เดือนต่อเนื่องในเดือนมกราคม โดยลดลง 0.66% สนค.ยืนยันไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืด เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังเป็นบวก คาดเงินเฟ้อจะกลับมาพลิกบวกอีกทีในไตรมาสสอง และคาดว่าจะเป็นบวกต่อเนื่องไปตลอดทั้งปี

 

วันนี้ (5 กุมภาพันธ์) ณัฐิยา สุจินดา รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของไทย (Headline CPI) เดือนมกราคม 2569 ลดลง 0.66% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) นับเป็นการลดลง 10 เดือนติดต่อกัน

 

โดยปัจจัยสำคัญมาจากการลดลงของราคาสินค้าในกลุ่มพลังงาน ทั้งน้ำมันเชื้อเพลิงและค่ากระแสไฟฟ้าที่ปรับลดลง ตามสถานการณ์ราคาพลังงานในตลาดโลก และมาตรการลดภาระค่าครองชีพของภาครัฐ ประกอบกับราคาสินค้าในกลุ่มของใช้ส่วนบุคคลยังคงลดลง จากการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดของผู้ผลิตและผู้ประกอบการ

 

ขณะที่สินค้าในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ปรับตัวสูงขึ้น จากการสูงขึ้นของราคาเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์และอาหารสำเร็จรูปเป็นสำคัญ สำหรับราคาสินค้าและบริการอื่นๆ ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก

 

ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งเป็นอัตราเงินเฟ้อที่ไม่นับรวมอาหารสดและพลังงาน เพิ่มขึ้น 0.60% YoY เร่งตัวขึ้นเล็กน้อยจากเดือนธันวาคม 2568 ที่สูงขึ้น 0.59% YoY

 

ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปเดือนมกราคม 2569 เมื่อเทียบกับเดือนธันวาคม 2568 ลดลง 0.28% (MoM)

 

สนค.ยืนยันไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืด

 

แม้อัตราเงินเฟ้อจะติดลบ 10 เดือนต่อเนื่อง แต่ณัฐิยายืนยันว่าไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืด เมื่อพิจารณาจาก Core CPI ที่ยังคงเป็นบวก เพราะราคาอาหารพร้อมทาน และอาหารสำเร็จรูปยังคงสูงขึ้น เพียงแต่ประชาชนส่วนใหญ่อาจรู้สึกถึงภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวจากกำลังซื้อที่อยู่ในระดับต่ำ

 

สำหรับมาตรการในการควบคุมราคาอาหารพร้อมทาน และอาหารสำเร็จรูปที่เพิ่มสูงขึ้น ณัฐิยาระบุว่า ควรจะเน้นไปที่การดูแลค่าครองชีพครัวเรือน เช่น มาตรการ ‘คนละครึ่ง พลัส’ แทนการคุมราคาอาหาร เพราะเกษตรกรรมเป็นภาคการผลิตที่มีห่วงโซ่อุปทานที่ยาว การแทรกแซงใดๆ จึงสร้างความยุ่งยาก และส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วน

 

คาดเงินเฟ้อพลิกบวกไตรมาส 2

 

ทั้งนี้ สนค.ประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อจะยังคงลดลงต่อไปในไตรมาสแรก ที่ -0.43% ก่อนจะกลับมาพลิกบวกในไตรมาสสองที่ 0.38% ซึ่งปัจจัยส่วนหนึ่งมาจากการรู้ผลการเลือกตั้ง และเพิ่มเป็น 0.90% ในไตรมาสสาม ท้ายสุดเป็น 1.15% ในไตรมาสสี่ ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐานคาดว่าจะยังเป็นบวกต่อไปตลอดทั้งปี

 

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้น เช่น หากเกิดความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมัน ก็อาจทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ตลอดจนราคาสินค้าเกษตรที่อาจปรับตัวเพิ่มขึ้น จากผลผลิตที่ลดลง ตามประมาณการที่ว่าปีนี้น้ำจะแล้งกว่าปีก่อน

 

ปัจจัยกดดันเงินเฟ้อเดือนหน้า

 

สำหรับแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2569 สนค.คาดว่าจะยังคงลดลง โดยมีปัจจัยกดดันให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลง ได้แก่

 

(1) ราคาน้ำมันดิบดูไบในตลาดโลกต่ำกว่าปีก่อนหน้า ประกอบกับคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติปรับลดอัตราการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับน้ำมันดีเซล ทำให้ราคาน้ำมันในประเทศอยู่ในระดับต่ำกว่าปีก่อนหน้า

 

(2) ภาครัฐดำเนินมาตรการช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปรับลดค่า Ft งวดเดือนมกราคม – เมษายน 2569 มาอยู่ที่ 9.72 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้อัตราค่ากระแสไฟฟ้าลดลงเหลือ 3.88 บาทต่อหน่วย

 

(3) การแข็งค่าของเงินบาท ทำให้ต้นทุนการนำเข้าลดลง โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่มีสัดส่วนในตะกร้าเงินเฟ้อสูง

 

(4) การจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดของผู้ประกอบการรายใหญ่ เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจและการแข่งขันที่สูงขึ้น สำหรับปัจจัยสนับสนุนให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปรับสูงขึ้น ได้แก่ ราคาสินค้าเกษตรบางชนิดมีแนวโน้มสูงกว่าปีก่อนหน้า โดยเฉพาะผักสดที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง และราคารถยนต์ปรับตัวสูงขึ้นตามภาษีสรรพสามิตรถยนต์ ปี 2569

 

ด้วยปัจจัยดังกล่าว กระทรวงพาณิชย์ยังคงคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2569 อยู่ระหว่าง 0.0 – 1.0% (ค่ากลาง 0.5%)

 

เงินเฟ้อไทยรองบ๊วยอาเซียน

 

อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยเมื่อเทียบกับต่างประเทศ ข้อมูลล่าสุดเดือนธันวาคม 2568 พบว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยลดลง 0.28% YoY โดยอยู่ระดับต่ำอันดับ 7 จาก 127 เขตเศรษฐกิจที่ประกาศตัวเลข และต่ำเป็นอันดับ 2 จาก 10 ประเทศในกลุ่มอาเซียนที่ประกาศตัวเลข

 

สำหรับเฉลี่ยทั้งปี 2568 พบว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยลดลง 0.14% อยู่ระดับต่ำอันดับที่ 8 จาก 127 เขตเศรษฐกิจที่ประกาศตัวเลข

 

  • 🇧🇳บรูไน -0.7%
  • 🇹🇭ไทย -0.28%
  • 🇹🇱ติมอร์-เลสเต 1.0%
  • 🇰🇭กัมพูชา 1.19%
  • 🇸🇬สิงคโปร์ 1.2%
  • 🇲🇾มาเลเซีย 1.6%
  • 🇵🇭ฟิลิปปินส์ 1.8%
  • 🇮🇩อินโดนีเซีย 2.92%
  • 🇻🇳เวียดนาม 3.48%
  • 🇱🇦สปป.ลาว 5.6%

The post พาณิชย์เผยเงินเฟ้อเดือน ม.ค. ลดลง 0.66% ติดลบ 10 เดือน สนค.ยืนยันยังไม่เข้าภาวะเงินฝืด คาดพลิกบวกไตรมาส 2 appeared first on THE STANDARD.

]]>
กระทรวงพาณิชย์คาดการส่งออกปีนี้หดตัว 1% หวั่นเงินบาทกระทบสินค้าเกษตรและ SMEs https://thestandard.co/export-contraction-baht-agriculture-smes/ Fri, 23 Jan 2026 05:08:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1168517 กราฟแสดงมูลค่าการส่งออก การนำเข้า และดุลการค้าของไทยในปี 2568 พร้อมปัจจัยขับเคลื่อนและผลกระทบ

กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์การส่งออกปีนี้หดตัว 1% บนสถานการณ […]

The post กระทรวงพาณิชย์คาดการส่งออกปีนี้หดตัว 1% หวั่นเงินบาทกระทบสินค้าเกษตรและ SMEs appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟแสดงมูลค่าการส่งออก การนำเข้า และดุลการค้าของไทยในปี 2568 พร้อมปัจจัยขับเคลื่อนและผลกระทบ

กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์การส่งออกปีนี้หดตัว 1% บนสถานการณ์ใกล้เคียงเดิม แต่อาจติดลบได้ถึง 3.1% หากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์รุนแรงขึ้น ขณะที่การแข่งค่าของเงินบาทอาจกระทบสินค้าเกษตรและการแข่งขันของ SMEs

 

นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกของไทยปี 2569 จะได้รับอิทธิพลจาก 2 ปัจจัยสำคัญ ปัจจัยแรกคือวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์จะดำเนินต่อเนื่องหรือไม่ ถ้ายังดำเนินต่อไปจะเป็นบวกกับการส่งออกของไทย

 

“ส่วนปัจจัยที่สองซึ่งเป็นเรื่องที่ผมเป็นกังวลมากคือ Geopololitics ที่แกว่งมาก เปลี่ยนเร็วมาก เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้การบวกลบคาดเดาไม่ได้ถูกต้อง 100%”

 

สำหรับคาดการณ์แนวโน้มการส่งออกทั้งปี 2569 คาดว่าจะอยู่ในกรอบ -3.1% ถึง +1.1% โดยแบ่งการคาดการณ์เป็น 3 กรณีที่แตกต่างกัน

 

  • กรณีแรก คาดการณ์ส่งออก -3.1% หากภูมิรัฐศาสตร์รุนแรงขึ้น
  • กรณีที่สองซึ่งเป็นกรณีฐาน คาดการณ์ส่งออก -1% หากสถานการณ์ใกล้เคียงเดิม คือการนำเข้ากลับสู่ภาวะปกติ แต่เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงเล็กน้อยจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ เงินบาทยังแข็งค่า และการส่งออกที่เกี่ยวเนื่องกับสินค้าน้ำมันไม่ได้สูงมาก
  • กรณีที่สาม คาดการณ์ส่งออก +1.1% หากเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ดีขึ้น การลงทุนของต่างชาติเริ่มเห็นผล และมาตรการภาครัฐช่วยให้สินค้าเกษตรส่งออกดีขึ้น

 

ส่วนการรับมือกับประเด็นความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ต้องเน้นสองส่วนสำคัญ สิ่งสำคัญที่สุดคือ สร้างสมดุลของประเทศไทยในการเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งกับประเทศขนาดใหญ่และประเทศที่ใกล้ไทย

 

ถัดมาคือการนำตัวเองไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานที่เกิดผลกับประเทศไทย ทั้งสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ ซึ่งภูมิศาสตร์ของไทยเป็นจุดเชื่อมโยงจากประเทศซีกโลกเหนือลงมาซีกโลกใต้

 

นันทพงษ์ย้ำว่า “เงินบาทและ geopolitics เป็นสองเรื่องสำคัญ เงินบาทแข็งค่ามาก ผลกระทบสำคัญสิ่งแรกคือสินค้ามาร์จินต่ำ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรเป็นความท้าทายในปีนี้ของการส่งออกไทย ส่วนผลกระทบที่เกี่ยวเนื่องคือทำให้การนำเข้าสินค้าราคาต่ำลง จะกระทบกับการแข่งขันของ SME ในประเทศ”

 

ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าเงินบาทน่าแกว่งตัวอยู่บริเวณกว่า 31 บาทต่อดอลลาร์ แต่ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ได้แก่ 1.การลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) 2.ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จะแข็งค่าหรืออ่อนค่าลง และ 3.ภูมิรัฐศาสตร์รุนแรงขึ้นหรือไม่ และทำให้เกิดการไหลไปลงทุนในสินทรัพย์มั่นคงอย่างทองคำ เพิ่มขึ้นหรือไม่

 

การส่งออกทองคำทั้งปี 2568 ที่ผ่านมา มูลค่าเพิ่มขึ้น 48.5% ขณะที่ปริมาณการส่งออกก็เพิ่มขึ้น 8.4% โดยการส่งออกทองคำคิดเป็นสัดส่วน 3.8% ของการส่งออกทั้งหมด สัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 2.7% เมื่อปี 2567 ขณะที่เดือนธันวาคมที่ผ่านมา การส่งออกทองคำเพิ่มขึ้นสูงมากถึง 148.4% เป็นผลโดยตรงจากเรื่องภูมิรัฐศาสตร์

 

ส่งออกไทยโต 18 เดือนรวด

 

สถิติการส่งออกของไทยที่ผ่านมา เพิ่มขึ้น 18 เดือนติดต่อกัน ตั้งแต่กลางปี 2567 ส่วนทั้งปี 2568 เพิ่มขึ้น 12.9% เติบโตสูงสุดในรอบ 4 ปี มูลค่ารวม 3.39 แสนล้านดอลาร์ หลังเดือนธันวาคมขยายตัว 16.8% ส่วนดุลการค้าทั้งปีติดลบ 5.3 พันล้านดอลลาร์

 

กระทรวงพาณิชย์คาดการส่งออกปีนี้หดตัว 1% หวั่นเงินบาทกระทบสินค้าเกษตรและ SMEs

การค้าระหว่างประเทศปี 2568

 

แรงขับเคลื่อนหลักของการส่งออกยังคงเป็นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เติบโตตามการอัปเกรดเทคโนโลยีสมัยใหม่สู่ยุค AI และการกระจายความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทานจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่มีต่อเนื่อง ในขณะที่

 

การส่งออกสินค้าเกษตรอยู่ในภาวะหดตัวจากภัยพิบัติทางธรรมชาติและการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดโลก ทั้งนี้ การส่งออกทั้งปี 2568 ขยายตัวที่ 12.9% หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย ขยายตัวที่ 14%

 

การส่งออกไปตลาดสำคัญขยายตัวเกือบทุกตลาด หนุนโดยการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไปสหรัฐฯ ที่ขยายตัวสูงต่อเนื่อง และการกลับมาขยายตัวของตลาดหลักและตลาดรองอื่น ๆ อาทิ จีน ญี่ปุ่น และตะวันออกกลาง

 

ตลาดสหรัฐฯ ขยายตัว 32% ในปี 2568 และขยายตัวต่อเนื่อง 27 เดือน สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และหม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น ผลิตภัณฑ์ยาง อัญมณีและเครื่องประดับ และเครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่นๆ

 

ส่วนตลาดจีน ทั้งปี 2568 ขยายตัว 12.6% สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น ทองแดงและของทำด้วยทองแดง ยางพารา และเครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น เม็ดพลาสติก ข้าว และเคมีภัณฑ์

 

ขณะที่การนำเข้าทั้งปี 2568 สูงสุดรอบ 3 ปี คิดเป็นมูลค่า 3.44 แสนล้านดอลลาร์ เกิดจากการนำเข้าสินค้า 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่ 1.สินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป เช่น แผงวงจรไฟฟ้า ทองคำ และวัตถุดิบ เป็นต้น คิดเป็นสัดส่วน 40% 2.สินค้าทุน เช่น เครื่องจักรกล เครื่องจักรไฟฟ้า เป็นต้น คิดเป็นสัดส่วน 30% และ 3.สินค้าอุปโภคบริโภค เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า และเวชภัณฑ์ เป็นต้น คิดเป็นสัดส่วน 12.4%

 

โดยภาพรวมดุลการค้าปี 2568 กับสองคู่ค้าสำคัญคือสหรัฐฯ เกินดุล 51,361.4 ล้านดอลลาร์ ส่วนจีนขาดดุล 67,892.8 ล้านดอลลาร์

The post กระทรวงพาณิชย์คาดการส่งออกปีนี้หดตัว 1% หวั่นเงินบาทกระทบสินค้าเกษตรและ SMEs appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : การหาเสียงจ่ออัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบกว่า 9,200 ล้านบาท กระทรวงพาณิชย์มองไม่ช่วยกระตุกเงินเฟ้อ https://thestandard.co/campaign-9200-baht-no-inflation/ Thu, 08 Jan 2026 10:19:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1162940 The original headline already follows the Khaosod/Thairath spacing rule for this particular sentence structure, as there is no proper noun immediately following a verb where a space would be added (e.g., verb [space] proper noun). **Original Headline:** การหาเสียงจ่ออัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบกว่า 9,200 ล้านบาท กระทรวงพาณิชย์มองไม่ช่วยกระตุกเงินเฟ้อ **Reformated (No Change Needed):** การหาเสียงจ่ออัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบกว่า 9,200 ล้านบาท กระทรวงพาณิชย์มองไม่ช่วยกระตุกเงินเฟ้อ

การหาเสียงจ่ออัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบกว่า 9,200 ล้านบา […]

The post เลือกตั้ง 2569 : การหาเสียงจ่ออัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบกว่า 9,200 ล้านบาท กระทรวงพาณิชย์มองไม่ช่วยกระตุกเงินเฟ้อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
The original headline already follows the Khaosod/Thairath spacing rule for this particular sentence structure, as there is no proper noun immediately following a verb where a space would be added (e.g., verb [space] proper noun). **Original Headline:** การหาเสียงจ่ออัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบกว่า 9,200 ล้านบาท กระทรวงพาณิชย์มองไม่ช่วยกระตุกเงินเฟ้อ **Reformated (No Change Needed):** การหาเสียงจ่ออัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบกว่า 9,200 ล้านบาท กระทรวงพาณิชย์มองไม่ช่วยกระตุกเงินเฟ้อ

การหาเสียงจ่ออัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบกว่า 9,200 ล้านบาท กระทรวงพาณิชย์มอง ไม่ช่วยกระตุกเงินเฟ้อ จับตานโยบายของรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง จะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น จากนโยบายกระตุ้นการบริโภค และความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับตัวดีขึ้น

 

นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ประเมินว่า จะมีปริมาณเงินจากการหาเสียงที่ถูกต้องตามกฎหมายเข้าสู่ระบบประมาณ 9,207.4 ล้านบาท โดยมาจาก 2 ส่วน ดังนี้

 

  • ผู้สมัคร ส.ส. แบบแบ่งเขต 3,526 คนใช้เงินรวมกัน 6,699.4 ล้านบาท
  • พรรคการเมืองที่ส่ง ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ 57 พรรค ใช้เงินรวมกัน 2,508 ล้านบาท

 

สนค. ยังคาดว่า เม็ดเงินกระจายไปยัง (1) การจ้างทำป้ายหาเสียง (2) การเช่ารถหาเสียง และ (3) การจัดกิจกรรมปราศรัย

 

อย่างไรก็ตาม วัสดุที่ใช้ในการทำป้ายหาเสียง เช่น กระดาษหรือไวนิล ไม่อยู่ในตระกร้าเงินเฟ้อ

 

ด้วยเหตุนี้ สนค. จึงคาดว่าปริมาณเงินจากการหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้ออย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม นโยบายของรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง จะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น จากนโยบายกระตุ้นการบริโภค และความเชื่อมั่นผู้บริโภค (CCI) ที่ปรับตัวดีขึ้น

The post เลือกตั้ง 2569 : การหาเสียงจ่ออัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบกว่า 9,200 ล้านบาท กระทรวงพาณิชย์มองไม่ช่วยกระตุกเงินเฟ้อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บทสรุป! อัตราเงินเฟ้อไทยทั้งปี 2568 อยู่ที่ -0.14% ติดลบครั้งแรกในรอบ 5 ปี กระทรวงพาณิชย์เฝ้าระวัง ‘ภาวะเงินฝืด’ ในปี 2569 https://thestandard.co/thai-inflation-negative-deflation-watch/ Wed, 07 Jan 2026 13:10:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1162549 บทสรุป อัตราเงินเฟ้อไทยทั้งปี 2568 อยู่ที่ -0.14% ติดลบครั้งแรกในรอบ 5 ปี กระทรวงพาณิชย์เฝ้าระวัง ‘ภาวะเงินฝืด’ ใน ปี 2569

เปิดบทสรุป อัตราเงินเฟ้อไทย (CPI) ทั้งปี 2568 อยู่ที่ - […]

The post บทสรุป! อัตราเงินเฟ้อไทยทั้งปี 2568 อยู่ที่ -0.14% ติดลบครั้งแรกในรอบ 5 ปี กระทรวงพาณิชย์เฝ้าระวัง ‘ภาวะเงินฝืด’ ในปี 2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>
บทสรุป อัตราเงินเฟ้อไทยทั้งปี 2568 อยู่ที่ -0.14% ติดลบครั้งแรกในรอบ 5 ปี กระทรวงพาณิชย์เฝ้าระวัง ‘ภาวะเงินฝืด’ ใน ปี 2569

เปิดบทสรุป อัตราเงินเฟ้อไทย (CPI) ทั้งปี 2568 อยู่ที่ -0.14% ติดลบครั้งแรกในรอบ 5 ปี หลังพบ CPI ติดลบ 9 เดือนติดต่อกัน ท่ามกลางการลดลงของสินค้ากลุ่มพลังงาน ราคาผักผลไม้สด และราคาของใช้ส่วนบุคคลที่ปรับตัวต่ำต่อเนื่อง ทำให้ในช่วงสิ้นปีนี้ ไทยกลายเป็นประเทศที่อัตราเงินเฟ้อต่ำสุดในอาเซียน ด้านกระทรวงพาณิชย์เฝ้าระวัง ‘ภาวะเงินฝืด’ ในปี 2569

 

วันนี้ (6 มกราคม) นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของไทย (Headline CPI) เดือนธันวาคม 2568 ลดลง 0.28% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) นับเป็นการลดลง 9 เดือนติดต่อกันแล้ว

 

โดยปัจจัยสำคัญมาจากการลดลงของราคาสินค้าในกลุ่มพลังงาน ได้แก่

 

  • ค่ากระแสไฟฟ้า และน้ำมันเชื้อเพลิง ตามสถานการณ์พลังงานในตลาดโลก
  • รวมถึงมติของคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ในการปรับลดอัตราเงินจัดเก็บเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับน้ำมันดีเซล
  • ราคาสินค้าในกลุ่มของใช้ส่วนบุคคลยังปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง จากการส่งเสริมการตลาดของผู้ผลิตและผู้ประกอบการ

 

อย่างไรก็ตาม นันทพงษ์ ยังกล่าวว่า ราคาสินค้าในกลุ่มอาหาร และเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ปรับตัวสูงขึ้น จากการสูงขึ้นของราคาผักสด เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ และอาหารสำเร็จรูป ส่วนราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก

 

ทั้งนี้ ราคาพลังงานครองสัดส่วนในตระกล้าเงินเฟ้อราว 13% ขณะที่ราคาอาหารสดครองสัดส่วนในตระกล้าเงินเฟ้อกว่า 17% ตามการคำนวนของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

 

สำหรับ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งเป็นอัตราเงินเฟ้อที่ไม่นับรวมอาหารและพลังงาน พบว่า มีการปรับตัวเพิ่มขึ้น 0. 59% (YoY) ชะลอตัวลงจากเดือนพฤศจิกายน 2568 ที่สูงขึ้น 0.66% (YoY)

 

สรุป! ตัวเลข ‘อัตราเงินเฟ้อทั่วไป’ ตลอดปี 2568

 

มกราคม 2568: 1.32%

 

กุมภาพันธ์ 2568: 1.08%

 

มีนาคม 2568: 0.84%

 

เมษายน 2568: -0.22%

 

พฤษภาคม 2568: -0.57%

 

มิถุนายน 2568: -0.25%

 

กรกฎาคม 2568: -0.7%

 

สิงหาคม 2568: -0.79%

 

กันยายน 2568: -0.72%

 

ตุลาคม 2568: -0.76%

 

พฤศจิกายน 2568: -0.49%

 

ธันวาคม 2568: -0.28%

 

‘อัตราเงินเฟ้อทั่วไป’ ทั้งปี 2568 ติดลบครั้งแรกในรอบ 5 ปี

 

สนค. ยังเปิดเผย ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป เฉลี่ยทั้งปี 2568 เมื่อเทียบกับปี 2567 ลดลง 0.14% (AoA) นับเป็นการติดลบครั้งแรกในรอบ 5 ปี หรือตั้งแต่ปี 2563 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดวิกฤตโควิด-19 โดยมีปัจจัยสำคัญจาก

 

  • การปรับตัวลดลงของราคาสินค้าในกลุ่มพลังงาน ได้แก่ น้ำมันเชื้อเพลิง และค่ากระแสไฟฟ้า ตามทิศทางราคาพลังงานในตลาดโลก
  • มาตรการช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพของภาครัฐ
  • ราคาผักสดและผลไม้สดปรับลดลงจากปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น
  • ราคาของใช้ส่วนบุคคลที่ลดลงจากการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายของผู้ประกอบการ

 

อย่างไรก็ตาม ยังมีสินค้าสำคัญบางกลุ่มปรับราคาสูงขึ้น อาทิ อาหารสำเร็จรูป ปลาและสัตว์น้ำ และเครื่องประกอบอาหาร

 

กระทรวงพาณิชย์ติดตาม ‘ความเสี่ยงภาวะเงินฝืด’ แนะภาครัฐเร่งออกมาตรการกระตุ้นอุปสงค์

 

โดยนันทพงษ์ระบุว่า ความเสี่ยงภาวะเงินฝืดยังเป็นประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังต่อไปในปี 2569 เพราะแม้ดัชนีราคาพื้นฐาน (Core CPI) จะยังเป็นบวก แต่ไม่ได้มาจากอุปสงค์เสมอไป แต่มาจากโครงสร้างอุปทานเป็นหลักในบางครั้ง พร้อมแนะภาครัฐเร่งออกมาตรการกระตุ้นอุปสงค์ ป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจชะลอตัวจนเกิดภาวะเงินฝืด

 

“ดังนั้น สิ่งที่สำคัญมากที่สุดในการประคับประคองอัตราเงินเฟ้อ ในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว คือ การกระตุ้นอุปสงค์ ซึ่งสามารถทำได้ผ่านการเร่งออกมาตรการภาครัฐต่างๆ เช่น การกระตุ้นการบริโภค การเร่งใช้จ่ายเงินของภาครัฐ การกระตุ้นการท่องเที่ยว และการลงทุน เพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจชะลอตัวจนเกิดภาวะเงินฝืด” นันทพงษ์กล่าว

 

เปิด ‘แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อ’ ในระยะข้างหน้า

 

สนค.คาดว่าแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 จะยังคงลดลง อยู่ระหว่าง -0.5% ถึง 0.0% (ค่ากลาง -0.25%) โดยมีปัจจัยสำคัญจากฐานราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน ประกอบกับอุปสงค์ทางเศรษฐกิจยังอ่อนแอ เนื่องจากไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงการเลือกตั้ง

 

อย่างไรก็ตาม สินค้าบางชนิดมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะผักสด จากผลผลิตที่ได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ ทั้งนี้ สนค.คาดว่าสถานการณ์จะดีขึ้นในระยะต่อไป จากการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ภายหลังการเลือกตั้ง การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ

 

สำหรับทั้งปี 2569 คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ในช่วง 0.0% ถึง 1.0% (ค่ากลาง 0.5%) ปรับตัวสูงขึ้นจากปี 2568 ที่ลดลง 0.14% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากราคาสินค้าเกษตรที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นภายใต้นโยบายรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร รวมถึงการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว ซึ่งส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการที่เกี่ยวเนื่องปรับตัวสูงขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยท้าทายที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่

 

  • ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอยู่ในระดับต่ำกว่าปีก่อนหน้า
  • การแข็งค่าของเงินบาทอย่างต่อเนื่องและเร็วกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค
  • การขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกที่อยู่ในระดับต่ำ
  • ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายพื้นที่และหลายมิติ
  • ความเสี่ยงจากภัยพิบัติทางธรรมชาติอันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งอาจสร้างความเสียหายต่อรายได้เป็นวงกว้าง และส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้ออย่างมีนัยสำคัญ

 

ส่อง เงินเฟ้อทั่วไป ไทย vs. ต่างประเทศ

 

อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยในเดือนพฤศจิกายน 2568 ติดลบ 0.49% (YoY) เมื่อเทียบกับเขตเศรษฐกิจต่างๆ พบว่าอยู่ต่ำเป็นอันดับที่ 7 จาก 132 เขตเศรษฐกิจที่ประกาศตัวเลข และต่ำสุดในกลุ่มประเทศอาเซียนจาก 9 ประเทศที่ประกาศตัวเลข (ได้แก่ บรูไน สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม สปป.ลาว และติมอร์-เลสเต)

 

🇹🇭ไทย -0.49%

 

🇧🇳บรูไน -0.1%

 

🇰🇷เกาหลีใต้ 0.24%

 

🇯🇵ญี่ปุ่น 0.29%

 

🇨🇳จีน 0.7%

 

🇮🇳อินเดีย 0.71%

 

🇹🇱ติมอร์-เลสเต 1.2%

 

🇸🇬สิงคโปร์ 1.2%

 

🇲🇾มาเลเซีย 1.4%

 

🇵🇭ฟิลิปปินส์ 1.5%

 

🇮🇩อินโดนีเซีย 2.72%

 

🇻🇳เวียดนาม 3.58%

 

🇱🇦สปป.ลาว 4.8%

 


 

บทสรุป อัตราเงินเฟ้อไทยทั้งปี 2568 อยู่ที่ -0.14% ติดลบครั้งแรกในรอบ 5 ปี กระทรวงพาณิชย์เฝ้าระวัง ‘ภาวะเงินฝืด’ ใน ปี 2569 1บทสรุป อัตราเงินเฟ้อไทยทั้งปี 2568 อยู่ที่ -0.14% ติดลบครั้งแรกในรอบ 5 ปี กระทรวงพาณิชย์เฝ้าระวัง ‘ภาวะเงินฝืด’ ใน ปี 2569 2บทสรุป อัตราเงินเฟ้อไทยทั้งปี 2568 อยู่ที่ -0.14% ติดลบครั้งแรกในรอบ 5 ปี กระทรวงพาณิชย์เฝ้าระวัง ‘ภาวะเงินฝืด’ ใน ปี 2569 3

 

ภาพประกอบ: กันยกร กาญจนวิไล

The post บทสรุป! อัตราเงินเฟ้อไทยทั้งปี 2568 อยู่ที่ -0.14% ติดลบครั้งแรกในรอบ 5 ปี กระทรวงพาณิชย์เฝ้าระวัง ‘ภาวะเงินฝืด’ ในปี 2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>
อัตราเงินเฟ้อไทยติดลบ 7 เดือนติด ลดลง 0.76% ในเดือน ต.ค. https://thestandard.co/october-thai-inflation-negative/ Wed, 05 Nov 2025 05:49:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1139889 อัตราเงินเฟ้อไทย ติดลบ 7 เดือนติด ลดลง 0.76% ในเดือน ต.ค.

วันนี้ (5 พฤศจิกายน) นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการส […]

The post อัตราเงินเฟ้อไทยติดลบ 7 เดือนติด ลดลง 0.76% ในเดือน ต.ค. appeared first on THE STANDARD.

]]>
อัตราเงินเฟ้อไทย ติดลบ 7 เดือนติด ลดลง 0.76% ในเดือน ต.ค.

วันนี้ (5 พฤศจิกายน) นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของไทย (Headline CPI) เดือนตุลาคม 2568 เท่ากับ 100.00 ลดลง 0.76% (YoY) นับเป็นการปรับตัวลดลง 7 เดือนติดต่อกัน

 

โดยสาเหตุที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อเดือนที่ผ่านมาติดลบมาจากปัจจัยต่างๆ ดังนี้
มาตรการลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนของภาครัฐ ผ่านโครงการ Quick Big Win

 

สถานการณ์ราคาพลังงานในตลาดโลก ที่ส่งผลให้ราคาสินค้าในกลุ่มพลังงานลดลง ทั้งค่ากระแสไฟฟ้าและน้ำมันเชื้อเพลิง

 

โดยสินค้าสำคัญที่ราคาลดลง ได้แก่ เนื้อสุกร ไข่ไก่ ผักสด และผลไม้สด จากปริมาณผลผลิตที่เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งของใช้ส่วนบุคคล จากการส่งเสริมการขายของผู้ประกอบการ สำหรับราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก

 

ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) ที่หักอาหารสดและพลังงานออกแล้ว ยังสูงกว่าปีก่อนหน้า 0.61% YoY ชะลอลงจากเดือนกันยายน 2568 ที่สูงขึ้น 0.65% YoY

 

ขณะที่ ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป เฉลี่ย 10 เดือน (มกราคม – ตุลาคม) ของปี 2568 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 ลดลง 0.09% (AoA)

 

เปิดแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อในระยะต่อไป

 

นันทพงษ์ กล่าวต่อว่า แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนพฤศจิกายน 2568 คาดว่าจะยังคงลดลง

 

โดยมีปัจจัยสนับสนุนให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลง ได้แก่

  1. ราคาน้ำมันดิบดูไบในตลาดโลกต่ำกว่าปีก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากกลุ่มประเทศโอเปกพลัสปรับเพิ่มกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับรัฐบาลมีนโยบายบรรเทาภาระค่าครองชีพผ่านโครงการ Quick Big Win ส่งผลให้สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (OFFO) ปรับลดอัตราเงินสมทบเข้ากองทุนฯ และทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลลดลงมาอยู่ที่ 30.94 บาทต่อลิตร
  2. ภาครัฐดำเนินมาตรการช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปรับลดค่า Ft งวดเดือนกันยายน – ธันวาคม 2568 มาอยู่ที่ 15.72 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้อัตราค่ากระแสไฟฟ้าลดลงเหลือ 3.94 บาทต่อหน่วย
  3. ราคาผักสดและผลไม้สดต่ำกว่าปีก่อนหน้าค่อนข้างมาก จากผลผลิตที่เข้าสู่ตลาดจำนวนมาก รวมทั้งฐานราคาผักสดในปีก่อนหน้าที่อยู่ในระดับสูง
  4. ผู้ประกอบการท่องเที่ยวมีแนวโน้มปรับลดราคาห้องพัก เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศของภาครัฐ (ณ วันที่ 21 ต.ค. 2568) โดยเฉพาะมาตรการหักลดหย่อนภาษีค่าใช้จ่ายท่องเที่ยวภายในประเทศสูงสุด 20,000 บาท

 

สำหรับปัจจัยสนับสนุนให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปรับสูงขึ้น ได้แก่

  1. การฟื้นตัวของการท่องเที่ยวมีแนวโน้มทำให้ค่าโดยสารเครื่องบินปรับตัวสูงขึ้น
  2. ราคาสินค้าเกษตรและเครื่องประกอบอาหารบางชนิดมีแนวโน้มสูงกว่าปีก่อนหน้า เช่น กะทิสำเร็จรูป กาแฟสำเร็จรูป เกลือป่น และน้ำมันพืช เป็นต้น

 

“ด้วยปัจจัยดังกล่าว กระทรวงพาณิชย์ยังคงคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ปี 2568 อยู่ที่ 0.0%” นันทพงษ์กล่าว

The post อัตราเงินเฟ้อไทยติดลบ 7 เดือนติด ลดลง 0.76% ในเดือน ต.ค. appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่งออกไทย ส.ค. โตต่ำสุดรอบ 11 เดือน ขาดดุลการค้าครั้งแรกใน 4 เดือนสะท้อนภาษีทรัมป์ออกฤทธิ์ ส่งออกไปสหรัฐฯ ชะลอ https://thestandard.co/thai-exports-august-2025-trade-deficit/ Wed, 24 Sep 2025 07:35:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1122243 การส่งออกไทยเดือนสิงหาคมโตต่ำสุดรอบ 11 เดือน ขาดดุลการค้าครั้งแรกใน 4 เดือน

ส่งออกไทยโตเพียง 5.8% ในเดือนสิงหาคม โตต่ำสุดในรอบ 11 เ […]

The post ส่งออกไทย ส.ค. โตต่ำสุดรอบ 11 เดือน ขาดดุลการค้าครั้งแรกใน 4 เดือนสะท้อนภาษีทรัมป์ออกฤทธิ์ ส่งออกไปสหรัฐฯ ชะลอ appeared first on THE STANDARD.

]]>
การส่งออกไทยเดือนสิงหาคมโตต่ำสุดรอบ 11 เดือน ขาดดุลการค้าครั้งแรกใน 4 เดือน

ส่งออกไทยโตเพียง 5.8% ในเดือนสิงหาคม โตต่ำสุดในรอบ 11 เดือน  ชะลอตัวลงจากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัว 11% คาดระยะต่อไปมีโอกาสหดตัว หลังมาตรการภาษีสหรัฐฯ เริ่มเห็นผล ประกอบกับแรง Front-Loading แผ่วลง

 

วันนี้ (24 กันยายน) พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) โฆษกกระทรวงพาณิชย์ แถลงข่าวภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทย เปิดเผยว่า การส่งออกในเดือนสิงหาคม 2568 มีมูลค่า 27,743.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (889,014 ล้านบาท) ขยายตัว 5.8% เมื่อเทียบเป็นรายปี (YOY) นับเป็นการขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 14 ติดต่อกัน ซึ่งหากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย จะขยายตัว 5.4% 

 

อย่างไรก็ตาม การส่งออกในสิงหาคม กลับมีโมเมนตัมแผ่วลง จากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัว 11% YoY โดยการเติบโต (Growth) ล่าสุดขยายตัวต่ำสุดในรอบ 11 เดือน นับตั้งแต่เดือนกันยายน 2567 ที่ขยายตัว 1.3% 

 

โดยสาเหตุหลักที่ทำให้ตัวเลขการส่งออกไทยล่าสุดชะลอตัว มาจากปัจจัยต่างๆ ดังนี้ อัตราภาษีศุลกากรต่างตอบแทน (Reciprocal Tariff) ของสหรัฐฯ ที่เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนสิงหาคม

 

ความชัดเจนของอัตราภาษียังทำให้ผู้นำเข้าในต่างประเทศส่วนใหญ่สามารถวางแผนจัดการความเสี่ยงด้านราคา ทำให้ลดความจำเป็นในการเร่งนำเข้าสินค้า (Front-Loading) จึงทำให้การส่งออกของไทยชะลอตัวลง รวมถึงอุปสงค์ผู้บริโภคในสหรัฐฯ ยังคงอ่อนแอ จนทำให้ระดับสินค้าคงคลังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน 

 

สำหรับการแข็งค่าของเงินบาท ตั้งแต่ต้นปีที่ราว 7%  พูนพงษ์กล่าวว่า ย่อมส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกอย่างเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งราคาสินค้าส่งออกไทยจะแพงขึ้นเมื่อแลกเป็นสกุลเงินดอลลาร์ 

 

ทั้งนี้ การส่งออกตลอด 8 เดือนแรกของปี 2568 มีมูลค่า 223,175.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวที่ 13.3% หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย จะขยายตัว 13.3%

 

ส่วนการนำเข้าในเดือนสิงหาคม 2568 มีมูลค่า 29,707.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 15.8% ขณะที่การนำเข้าตลอด 8 เดือนแรกของปี 2568 มีมูลค่า 224,880.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 11.3% 

 

สำหรับดุลการค้าไทย ในเดือนสิงหาคม 2568 ขาดดุล 1,964.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ในภาพรวมในช่วง 8 เดือนแรกของปี  ไทยขาดดุลการค้า 1,704.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นับเป็นการพลิกกลับมาขาดดุลเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน นับตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 ที่มีการขาดดุล 3,321.3 ล้านดอลลาร์

 

ส่องตัวเลขส่งออก 8 เดือนแรกปีนี้ 

 

  • ม.ค. 2568 +13.6%
  • ก.พ. 2568 +14.0%
  • มี.ค. 2568 +17.8%
  • เม.ย. 2568 +10.2%
  • พ.ค. 2568 +18.4%
  • มิ.ย. 2568 +15.5%
  • ก.ค. 2568 + 11.0%
  • ส.ค. 2568 + 5.8%

 

เมื่อพิจารณามูลค่าการค้าประจำเดือนสิงหาคม 2568 ในรูปเงินของบาท พบว่า การส่งออก มีมูลค่า 889,014 ล้านบาท หดตัว 5.5% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน (YOY) ส่วนการนำเข้า มีมูลค่า 964,331 ล้านบาท ขยายตัว 3.6% ทำให้ในเดือนสิงหาคม 2568 มีดุลการค้า ขาดดุล 75,317 ล้านบาท 

 

โดยภาพรวม 8 เดือนแรกของปี 2568 มีมูลค่าการส่งออกที่ 7,396,314 ล้านบาท ขยายตัว 4.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YOY) ส่วนการนำเข้า มีมูลค่า 7,544,896 ล้านบาท ขยายตัว 3.0% ทำให้ตลอด 8 เดือนแรกของปี 2568 ไทยมีดุลการค้า ขาดดุล 148,582 ล้านบาท

 

เปิดแนวโน้มส่งออกช่วงที่เหลือของปี

 

สำหรับแนวโน้มการส่งออกช่วง 4 เดือนหลังของปี พูนพงษ์ คาดว่า ส่งออกไทยจะขยายตัวต่อเนื่อง แต่มีแนวโน้มชะลอตัวลง และมีโอกาสหดตัว โดยมีสาเหตุสำคัญคือผลจากการส่งออกไปยังสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทย ที่เริ่มมีแนวโน้มชะลอตัวลง หลังมาตรการภาษีมีความชัดเจน และแนวโน้มการเร่งส่งออก (Front-Loading) ที่เริ่มแผ่วลงไป 

 

“ช่วงที่เหลือของปีจะมีมูลค่าการส่งออกเฉลี่ยเดือนละ 24,000-24,500 ล้านดอลลาร์ ซึ่งอาจมีการปรับคาดการณ์ได้ หากมีสถานการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้น” พูนพงษ์ กล่าว

 

พูนพงษ์กล่าวว่า สนค.ยังคงประมาณการแนวโน้มการส่งออกตลอดทั้งปี 2568 ไว้ที่ 2-3% พร้อมคาดว่า การส่งออกทั้งปีจะเติบโตได้ตามเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้แน่นอน

The post ส่งออกไทย ส.ค. โตต่ำสุดรอบ 11 เดือน ขาดดุลการค้าครั้งแรกใน 4 เดือนสะท้อนภาษีทรัมป์ออกฤทธิ์ ส่งออกไปสหรัฐฯ ชะลอ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อัตราเงินเฟ้อไทยติดลบ 5 เดือนติด -0.79% ใน ส.ค. หนักสุดรอบ 19 เดือน พาณิชย์มั่นใจยังไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืด https://thestandard.co/thai-inflation-negative-5-months/ Thu, 04 Sep 2025 10:21:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1115540

อัตราเงินเฟ้อไทยติดลบ 5 เดือนต่อเนื่องในเดือนสิงหาคม โด […]

The post อัตราเงินเฟ้อไทยติดลบ 5 เดือนติด -0.79% ใน ส.ค. หนักสุดรอบ 19 เดือน พาณิชย์มั่นใจยังไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืด appeared first on THE STANDARD.

]]>

อัตราเงินเฟ้อไทยติดลบ 5 เดือนต่อเนื่องในเดือนสิงหาคม โดยลดลง 0.79%YoY ต่ำสุดในรอบ 19 เดือน ยันไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืด เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังเป็นบวก และการลดลงของราคามาจากอุปทานเป็นหลัก ขณะที่กำลังซื้อและอุปสงค์มีผลน้อยกว่า

 

วันนี้ (4 กันยายน) ณัฐิยา สุจินดา รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของไทย (Headline CPI) เดือนสิงหาคม 2568 เท่ากับ 100.14 เมื่อเทียบกับเดือนสิงหาคม 2567 ซึ่งเท่ากับ 100.94 ทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลง หรือ ‘ติดลบ’ 0.79%YoY

 

โดยมาจากปัจจัยหลัก ดังนี้

 

  • การลดลงของราคาสินค้าในกลุ่มอาหารสด โดยเฉพาะผักสด ผลไม้สด และไข่ไก่ เนื่องจากอุปทานในตลาดเพิ่มขึ้น รวมถึงกลุ่มพลังงานจากการลดลงของราคาน้ำมันเชื้อเพลิง
  • ตามสถานการณ์ราคาพลังงานในตลาดโลก และค่ากระแสไฟฟ้าจากมาตรการช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพของภาครัฐที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

 

สำหรับราคาสินค้าและบริการอื่นๆ ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก

 

ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งเป็นอัตราเงินเฟ้อที่ไม่นับรวมอาหารและพลังงาน พบว่า มีการปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.81% (YoY) แต่ชะลอลงจากเดือนกรกฎาคม 2568 ที่สูงขึ้น 0.84%YoY

 

สำหรับดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปเฉลี่ย 8 เดือน (มกราคม-สิงหาคม) ของปี 2568 เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 สูงขึ้น 0.08% (AoA)

 

ยันไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืด

 

ณัฐิยายืนยันว่า ไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืด เพราะอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังมีการปรับตัวเป็นบวก โดยเสริมว่าภาวะเงินเฟ้อที่ปรับลดลงมาจากปัจจัยฝั่งอุปทานมากกว่าฝั่งอุปสงค์ ขณะที่ปัจจัยด้านกำลังซื้อและอุปสงค์มีผลกระทบน้อยกว่า

 

คาดเงินเฟ้อไทยยังคงลดลงต่อไป

 

อย่างไรก็ตาม สนค. คาดการณ์ว่าแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนกันยายนปี 2568 จะยังคงลดลง โดยมีปัจจัยสนับสนุนให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลง ได้แก่

 

  • ภาครัฐยังคงดำเนินมาตรการช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปรับลดค่า Ft งวดเดือนกันยายน-ธันวาคม 2568 มาอยู่ที่ 15.72 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้อัตราค่ากระแสไฟฟ้าลดลงเหลือ 3.94 บาทต่อหน่วย
  • ราคาผักสดและผลไม้สดอยู่ระดับต่ำกว่าปีก่อนหน้าค่อนข้างมาก จากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย ทำให้ปริมาณผลผลิตเข้าสู่ระบบมากขึ้น
  • การจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดของผู้ประกอบการรายใหญ่ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ และสภาวะการแข่งขันที่อยู่ในระดับสูง

 

สำหรับปัจจัยสนับสนุนให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปรับสูงขึ้น ได้แก่

 

ราคาสินค้าเกษตรบางชนิดและเครื่องประกอบอาหารที่มีแนวโน้มสูงกว่าปีก่อนหน้า เช่น เนื้อสุกร มะขามเปียก กะทิสำเร็จรูป กาแฟ เกลือป่น และน้ำมันพืช เป็นต้น

 

อย่างไรก็ดี ปัจจัยเสี่ยงที่ยังคงต้องติดตามคือ ราคาน้ำมันดิบดูไบในตลาดโลกอาจมีความผันผวนจากสถานการณ์ที่ยูเครนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันของรัสเซีย ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุปทานของตลาดโลก

 

ทั้งปีเสี่ยงเฟ้อต่ำแค่ 0.1%

 

ทั้งนี้ สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้ายังคงคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ปี 2568 อยู่ระหว่าง 0.0-1.0% (ค่ากลาง 0.5%) และจะมีการปรับคาดการณ์ใหม่อีกครั้งหลังจบไตรมาส 3

 

โดยคาดว่าไตรมาส 4 จะติดลบ 0.24%YoY ซึ่งดีกว่าอัตราเงินเฟ้อไตรมาส 3 ที่คาดว่าจะติดลบ 0.66% แต่ยังต่ำกว่าที่เคยประเมินไว้เดือนก่อน ซึ่งคาดว่าเงินเฟ้อจะกลับมาพลิกบวกในไตรมาส 4 ทำให้อัตราเงินเฟ้อไทยทั้งปีเสี่ยงโตต่ำแค่ระดับ 0.1%

 

เงินเฟ้อไทยต่ำสุดในอาเซียน

 

โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยเมื่อเทียบกับต่างประเทศ ข้อมูลล่าสุดเดือนกรกฎาคม 2568 พบว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยลดลง 0.7%YoY อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีอัตราเงินเฟ้อต่ำ โดยอยู่ระดับต่ำอันดับ 7 จาก 138 เขตเศรษฐกิจที่มีการประกาศตัวเลข และต่ำสุดในกลุ่มประเทศอาเซียนจาก 9 ประเทศที่ประกาศตัวเลข (บรูไน, สิงคโปร์, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, กัมพูชา, อินโดนีเซีย, เวียดนาม และ สปป.ลาว)

 

  • 🇹🇭ไทย -0.7%
  • 🇧🇳บรูไน -0.2%
  • 🇸🇬สิงคโปร์ 0.6%
  • 🇵🇭ฟิลิปปินส์ 0.9%
  • 🇲🇾มาเลเซีย 1.2%
  • 🇰🇭กัมพูชา 1.66%
  • 🇮🇩อินโดนีเซีย 2.37%
  • 🇻🇳เวียดนาม 3.19%
  • 🇱🇦สปป.ลาว 5.3%

The post อัตราเงินเฟ้อไทยติดลบ 5 เดือนติด -0.79% ใน ส.ค. หนักสุดรอบ 19 เดือน พาณิชย์มั่นใจยังไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่งออกไทยขยายตัว 11% ในก.ค. บวก 13 เดือนติด ทิ้งทวนเดือนสุดท้าย ก่อนภาษีทรัมป์มีผล? กระทรวงพาณิชย์เตรียมปรับเป้าปีนี้ https://thestandard.co/thai-exports-grow-trump-tariff/ Mon, 25 Aug 2025 10:13:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1110870 ส่งออกไทย

ส่งออกไทยโต 11.0% ในกรกฎาคม ขยายตัว 13 เดือนติดต่อกัน ท […]

The post ส่งออกไทยขยายตัว 11% ในก.ค. บวก 13 เดือนติด ทิ้งทวนเดือนสุดท้าย ก่อนภาษีทรัมป์มีผล? กระทรวงพาณิชย์เตรียมปรับเป้าปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่งออกไทย

ส่งออกไทยโต 11.0% ในกรกฎาคม ขยายตัว 13 เดือนติดต่อกัน ทำให้ส่งออก 7 เดือนแรกของปีนี้ ขยายตัว 14.4% ด้านกระทรวงพาณิชย์แย้มอาจปรับเป้าส่งออกทั้งปีนี้ขึ้น หลังเห็นตัวเลขส่งออกเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นเดือนแรกที่มาตรการภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ของสหรัฐฯ จะมีผลบังคับใช้

 

วันนี้ (25 สิงหาคม) พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) โฆษกกระทรวงพาณิชย์ แถลงข่าวภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทย 

 

โดยเผยว่า การส่งออกในเดือนกรกฎาคม 2568 มีมูลค่า 28,580.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 928,342 ล้านบาท) ขยายตัว 11.0% เมื่อเทียบเป็นรายปี (YOY) นับเป็นการขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 13 ติดต่อกัน ซึ่งหากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย จะขยายตัว 16.6%

 

พูนพงษ์ชี้ว่า การส่งออกที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง มีสาเหตุจากการเร่งนำเข้าสินค้าจากผู้นำเข้าทั่วโลก เพื่อปิดความเสี่ยงก่อน การเรียกเก็บภาษีศุลกากรแบบตอบโต้ของสหรัฐฯ (Reciprocal Tariff) จะมีผลในเดือนสิงหาคม

 

นอกจากนี้ ภาคธุรกิจมีความเชื่อมั่นที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในความสามารถการเจรจากับสหรัฐฯ ของรัฐบาลไทย รวมถึงเชื่อว่า จะมีมาตรการเยียวยาผู้ส่งออกที่ได้รับผลกระทบอย่างเพียงพอ 

 

ส่วนการนำเข้าในเดือนกรกฎาคม 2568 มีมูลค่า 28,258.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 929,324 ล้านบาท) ขยายตัว 5.1% ทำให้ดุลการค้าของไทย เกินดุล 322.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนกรกฎาคม 2568 

 

โดยตลอด 7 เดือนแรกของปี ไทยมีการส่งออกขยายตัวในภาพรวมอยู่ที่ 195,432.6 ล้านดอลลาร์ (ราว 6,507,300 ล้านบาท) ขยายตัว 14.4% หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย ขยายตัว 14.5%

 

สำหรับการนำเข้า 7 เดือนแรกของปี 2568 อยู่ที่ 195,172.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6,580,565 ล้านบาท) ทำให้ในภาพรวม ไทยยังเกินดุลการค้าอยู่ที่ 259.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตลอด 7 เดือนแรกของปี 2568  

 

ส่องตัวเลขส่งออก 7 เดือนแรกปีนี้ 

 

  • ม.ค. 2568 +13.6%
  • ก.พ. 2568 +14.0%
  • มี.ค. 2568 +17.8%
  • เม.ย. 2568 +10.2%
  • พ.ค. 2568 +18.4%
  • มิ.ย. 2568 +15.5%
  • ก.ค. 2568 + 11.0% 

 

สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมขยายตัวดี หนุนการส่งออก

 

โดยปัจจัยหนุนการส่งออกมาจาก กลุ่มสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรมที่มีการขยายตัวดี แต่มีการหดตัวลงในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรเล็กน้อย

 

ซึ่งสินค้าเกษตรมีการส่งออกเป็นมูลค่า 2,728.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 88,636 ล้านบาท) ขยายตัว 21.5% นับเป็นการขยายตัว 3 เดือนต่อเนื่อง  

 

ส่วนสินค้าอุตสาหกรรม มีการส่งออกเป็นมูลค่า 23,106.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 750,534 ล้านบาท) หรือขยายตัว 14.0% ซึ่งขยายตัว 16 เดือนต่อเนื่อง

 

ขณะที่สินค้าอุตสาหกรรมเกษตร มีการส่งออกเป็นมูลค่า 2,130.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 69,189 ล้านบาท) หดตัว 0.2% นับเป็นการหดตัวครั้งแรกในรอบ 4 เดือน

 

โดยสินค้าสำคัญที่ขยายตัวในช่วงเดือนกรกฎาคม 2568 ได้แก่

 

  • ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง +107.7% มูลค่า 1,034.3 ล้านดอลลาร์
  • ไก่สด แช่เย็น แช่แข็ง และแปรรูป +9.8% มูลค่า 407.6 ล้านดอลลาร์
  • น้ำตาลทราย +36.2% มูลค่า 275.5 ล้านดอลลาร์
  • ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลี และอาหารสำเร็จรูปอื่นๆ +21.8% มูลค่า 279.5 ล้านดอลลาร์
  • ผลไม้กระป๋องและแปรรูป +12.9% มูลค่า 221.5 ล้านดอลลาร์
  • อาหารสัตว์เลี้ยง +9.1% มูลค่า 292.1 ล้านดอลลาร์
  • เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ +61.0% มูลค่า 3,222.3 ล้านดอลลาร์ 
  • แผงวงจรไฟฟ้า +54.9% มูลค่า 1,069.6 ล้านดอลลาร์
  • เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ +44.1% มูลค่า 1,146.9 ล้านดอลลาร์
  • ผลิตภัณฑ์พลาสติก +28.8% มูลค่า 502.2 ล้านดอลลาร์
  • หม้อแปลงไฟฟ้า และส่วนประกอบ +19.8% มูลค่า 521.9 ล้านดอลลาร์
  • ผลิตภัณฑ์ยาง +9.7% มูลค่า 1,327.4 ล้านดอลลาร์

 

เปิดแนวโน้มการส่งออกช่วงที่เหลือของปี

 

สำหรับแนวโน้มการส่งออกช่วง 5 เดือนหลังของปี พูนพงษ์ คาดว่า จะมีแนวโน้มชะลอตัวลง แต่ยังคงเป็นบวก โดยคาดว่าจะมีมูลค่าการส่งออกเฉลี่ยเดือนละ 22,000-23,000 ล้านดอลลาร์ 

 

อย่างไรก็ตาม สนค.ยังคงเป้าหมายส่งออกทั้งปี 2568 ไว้เท่าเดิมที่ 2-3% กระนั้น พูนพงษ์ กล่าวว่า มีความเป็นไปได้ที่ สนค. จะปรับเป้าหมายส่งออกทั้งปีนี้ขึ้น โดยระบุว่า อาจมีลุ้นไปแตะที่ระดับ 5-7% ได้ เมื่อพิจารณาจากแนวโน้มในปีก่อน 

 

พร้อมกันนี้ ยังระบุอีกด้วยว่า จะให้ความสำคัญกับการตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้าอย่างจริงจังมากขึ้น พร้อมยืนยันว่าจะมีมาตรการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีอย่างเหมาะสม

 

 อย่างไรก็ตาม การส่งออกชายแดนไทย-กัมพูชา ที่หยุดชะงักไปจากสถานการณ์ความขัดแย้ง อาจเป็นปัจจัยกดดันการส่งออกไทยในช่วงที่เหลือของปี โดยไทยส่งออกไปกัมพูชาลดลง 27% ในเดือนกรกฎาคม และนำเข้าน้อยลง 52% 

 

นอกจากนี้ยังมีสินค้าคงคลังที่ประเทศผู้นำเข้าเร่งสะสมไว้ก่อนมาตรการภาษีมีความชัดเจน รวมถึงเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวลง ซึ่งอาจทำให้ภาคการส่งออกไทยได้รับคำสั่งซื้อน้อยลงเช่นกัน

 

เมียนมาปิดด่าน แนะผู้ประกอบการไทยดำเนินตามกฎระเบียบ

 

เอกวัฒน์ ธนประสิทธิ์พัฒนา ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา กล่าวถึงเหตุเมียนมาปิดด่าน เมื่อสัปดาห์ก่อน โดยระบุว่า เนื่องจากปัจจุบัน เมียนมาต้องการปราบปรามสินค้าลักลอบนำเข้า และเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสอบใบอนุญาตนำเข้า จึงได้ทำการปิดด่านพรมแดนแม่สอด-เมียวดี 2 หรือ สะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 2 ไป

 

เอกวัฒน์ จึงแนะนำให้ผู้ประกอบการไทยปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้ 

 

  1. ปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้น โดยสามารถติดต่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานพาณิชย์
  2. ติดตามความคืบหน้าสถานการณ์ด่านชายแดนอย่างใกล้ชิด
  3. หาทางเลือกโลจิสติกส์ช่องทางอื่นๆ ทั้งทางบก น้ำ และอากาศ

The post ส่งออกไทยขยายตัว 11% ในก.ค. บวก 13 เดือนติด ทิ้งทวนเดือนสุดท้าย ก่อนภาษีทรัมป์มีผล? กระทรวงพาณิชย์เตรียมปรับเป้าปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เงินเฟ้อไทยติดลบ 3 เดือนต่อเนื่อง ลดลง 0.25% ในเดือน มิ.ย. ยังรั้งท้ายอาเซียน กระทรวงพาณิชย์ย้ำ ยังไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืด https://thestandard.co/thai-inflation-drops-0-25-in-june/ Mon, 07 Jul 2025 11:47:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1093915

อัตราเงินเฟ้อไทยติดลบ 3 เดือนต่อเนื่องในเดือนมิถุนายน โ […]

The post เงินเฟ้อไทยติดลบ 3 เดือนต่อเนื่อง ลดลง 0.25% ในเดือน มิ.ย. ยังรั้งท้ายอาเซียน กระทรวงพาณิชย์ย้ำ ยังไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืด appeared first on THE STANDARD.

]]>

อัตราเงินเฟ้อไทยติดลบ 3 เดือนต่อเนื่องในเดือนมิถุนายน โดยลดลง 0.25% YoY กระทรวงพาณิชย์คงคาดการณ์เงินเฟ้อตลอดทั้งปี 0.5% แม้เดือนหน้าจ่อติดลบเป็นเดือนที่ 4 พร้อมยืนยัน ไทยไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืด ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทยเตือน ยังมีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะเงินฝืด

 

วันนี้ (7 กรกฎาคม) พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของไทย (Headline CPI) เดือนมิถุนายน 2568 เท่ากับ 100.42 เมื่อเทียบกับเดือนมิถุนายน 2567 ซึ่งเท่ากับ 100.67 ทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลง หรือ ‘ติดลบ’ 0.25% (YoY) โดยมาจากปัจจัยหลัก ดังนี้

 

การลดลงของราคาสินค้าในกลุ่มพลังงาน ได้แก่ น้ำมันเชื้อเพลิง และค่ากระแสไฟฟ้า ซึ่งเป็นผลจากความตึงเครียดของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ผ่อนคลายลง
การลดลงของราคาสินค้าในกลุ่มอาหารสดหลายรายการ โดยเฉพาะไข่ไก่ ผักสด และผลไม้สด ที่ปรับตัวลดลงค่อนข้างมาก

 

อย่างไรก็ดี พูนพงษ์กล่าวว่า ยังมีราคาสินค้าอาหารบางชนิดที่ปรับตัวสูงขึ้น อาทิ เนื้อสุกร และอาหารสำเร็จรูป สำหรับราคาสินค้าและบริการอื่นๆ ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก

 

ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งเป็นอัตราเงินเฟ้อที่ไม่นับรวมอาหารและพลังงาน พบว่า มีการปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.06% (YoY) แต่ชะลอลงจากเดือนพฤษภาคม 2568 ที่สูงขึ้น 1.09%

 

ส่วนดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป ในไตรมาสที่ 2 ปี 2568 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2567 ลดลง 0.35% (YoY) และเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ลดลง 0.17% (QoQ)

 

สำหรับดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปเฉลี่ย 6 เดือน (มกราคม-มิถุนายน) ของปี 2568 เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 สูงขึ้น 0.97% (AoA)

 

ยันไทยยังไม่เข้าสู่ ‘ภาวะเงินฝืด’ คาดไตรมาส 4 เงินเฟ้อพลิกบวก

 

โดยพูนพงษ์ยืนยันว่า ไทยไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืด เนื่องจากสาเหตุที่อัตราเงินเฟ้อลดลงเดือนนี้มาจากราคาพลังงานเชื้อเพลิง ซึ่งมีน้ำหนักถึง 12.9% ของตะกร้าเงินเฟ้อ และราคาอาหารผัก ซึ่งคิดเป็น 4.5% ของน้ำหนักตะกร้าเงินเฟ้อ ‘ลดลง’ เป็นหลัก นอกจากนี้ ยังชี้ว่า สินค้าในตะกร้าเงินเฟ้อส่วนใหญ่ยังเป็นบวก

 

โดยจากรายการสินค้าและบริการในตะกร้าเงินเฟ้อทั้งสิ้น 464 รายการในเดือนมิถุนายน 2568 เทียบกับเดือนมิถุนายน 2567 พบว่า มีราคาสินค้า 227 รายการ ‘ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น’ ได้แก่ เนื้อสุกร ปลานิล ปลาทู ผักชี ผักบุ้ง น้ำมันพืช กะทิสำเร็จรูป กาแฟ (ร้อน-เย็น) ขนมหวาน ค่าเช่าบ้าน ค่าแต่งผมชาย เป็นต้น

 

สำหรับสินค้า 59 รายการที่ ‘มีราคาคงเดิม’ ได้แก่ ค่าเบี้ยประกันทรัพย์สิน ค่าบริการขนขยะ ค่าน้ำประปา ค่าโดยสารรถแท็กซี่ ค่าภาษีรถยนต์ประจำปี ค่าโดยสารรถไฟ ค่าเบี้ยประกันคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (พรบ.) หนังสือพิมพ์ เป็นต้น

 

ส่วนสินค้า 178 รายการที่มี ‘การปรับราคาลดลง’ ได้แก่ ไก่ย่าง ไข่ไก่ มะเขือเทศ ขิง ต้นหอม กะหล่ำปลี ทุเรียน ส้มเขียวหวาน มะม่วง ค่ากระแสไฟฟ้า แชมพู น้ำมันเชื้อเพลิง (แก๊สโซฮอล์และดีเซล) เป็นต้น

 

เปิดแนวโน้มเงินเฟ้อไทยระยะต่อไป

 

อย่างไรก็ตาม พูนพงษ์ คาดการณ์ว่า อัตราเงินเฟ้อไทยในเดือนกรกฎาคมน่าจะยังติดลบอยู่ เป็นเดือนที่ 4 นอกจากนี้ แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปไตรมาสที่ 3 ปี 2568 ก็คาดว่า จะอยู่ระดับใกล้เคียงกับไตรมาสที่ 2 ปี 2568 ซึ่งเฉลี่ยติดลบ ก่อนคาดว่า อัตราเงินเฟ้อจะกลับมาพลิกบวกในไตรมาส 4 โดยปัจจัยสนับสนุนให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ‘ลดลง’ ในไตรมาสที่ 3 ได้แก่

 

ราคาน้ำมันดิบดูไบในตลาดโลกต่ำกว่าปีก่อนหน้า เนื่องจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางผ่อนคลายลง หลังจากมีการทำข้อตกลงหยุดยิง ซึ่งช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับการขยายตัวของความขัดแย้ง
ภาครัฐมีแนวโน้มดำเนินมาตรการช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปรับลดค่า Ft งวดเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม 2568 ลง 17 สตางค์ ส่งผลให้อัตราค่าไฟฟ้าลดลงเหลือ 3.98 บาทต่อหน่วย
ฐานราคาผักสดในปีก่อนหน้าที่อยู่ระดับสูง เนื่องจากได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ ขณะที่ในปี 2568 สภาพอากาศเอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูกมากขึ้น ทำให้ผลผลิตเข้าสู่ระบบมากขึ้น
การจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดของผู้ประกอบการรายใหญ่ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

 

พาณิชย์คงคาดการณ์เงินเฟ้อทั้งปี

 

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังคงคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ปี 2568 อยู่ระหว่าง 0.0 – 1.0% (ค่ากลาง 0.5%) ภายใต้สมมติฐานที่ว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจทั้งปี 2568 อยู่ที่ 1.3-2.3% ขณะที่คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบดูไบทั้งปีไว้ที่กรอบ 63-73 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินทั้งปี คาดว่าจะแกว่งตัวในกรอบ 33.5-34.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

 

พร้อมทั้งมองว่า คาดการณ์ดังกล่าวยังเป็นอัตราที่สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน และหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญจะมีการทบทวนอีกครั้ง

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเตือน ยังมีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะเงินฝืด

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า อัตราเงินเฟ้อไทยในเดือนมิ.ย. ลดลงเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกันที่ -0.25% โดยยังมีความเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะเงินฝืด โดยถูกกดดันจากด้านอุปทานเป็นสำคัญ อาทิ ราคาพลังงาน ผักและผลไม้สด

 

นอกจากนี้ มองไปยังไตรมาส 3 ปีนี้ ยังคาดว่า เงินเฟ้อไทยอาจหดตัวต่อเนื่อง แต่จะพลิกกลับมาเป็นบวกได้ในไตรมาสสุดท้ายของปี

 

โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงประมาณการอัตราเงินเฟ้อไทยทั้งปีนี้ อยู่ที่ 0.3% โดยมีปัจจัยกดดันจากแนวโน้มราคาพลังงานโลกที่ลดลง การนำเข้าสินค้าราคาถูกจากจีน และเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัว ซึ่งกระทบอุปสงค์ในประเทศให้ลดลง กดดันภาพรวมเงินเฟ้อไทยอีกที

 

เงินเฟ้อไทยยังต่ำสุดในอาเซียน

 

โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยเมื่อเทียบกับต่างประเทศ ข้อมูลล่าสุดเดือนพฤษภาคม 2568 พบว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยลดลง 0.57% (YoY) อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีอัตราเงินเฟ้อต่ำ โดยอยู่ระดับต่ำอันดับ 6 จาก 137 เขตเศรษฐกิจที่ประกาศตัวเลข และต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียนจาก 8 ประเทศที่ประกาศตัวเลข (บรูไน สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เวียดนาม สปป.ลาว)

 

  • 🇧🇳บรูไน -0.5%
  • 🇹🇭ไทย -0.57%
  • 🇸🇬สิงคโปร์ 0.8%
  • 🇮🇩อินโดนีเซีย 1.6%
  • 🇲🇾มาเลเซีย 1.2%
  • 🇵🇭ฟิลิปปินส์ 1.3%
  • 🇻🇳เวียดนาม 3.24%
  • 🇱🇦สปป.ลาว 8.3%

 

 

ภาพประกอบ: พิชามญชุ์ วรรณสาร

The post เงินเฟ้อไทยติดลบ 3 เดือนต่อเนื่อง ลดลง 0.25% ในเดือน มิ.ย. ยังรั้งท้ายอาเซียน กระทรวงพาณิชย์ย้ำ ยังไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืด appeared first on THE STANDARD.

]]>
กระทรวงพาณิชย์เตือน หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด จ่อกระทบอุปทานน้ำมันดิบไทยกว่าครึ่ง หวั่นราคาพลังงานพุ่ง ดันเงินเฟ้อไทยสูง https://thestandard.co/thailand-energy-import/ Mon, 23 Jun 2025 11:47:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1088161 thailand-energy-import

กระทรวงพาณิชย์เผย ไทยนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางมูลค่า […]

The post กระทรวงพาณิชย์เตือน หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด จ่อกระทบอุปทานน้ำมันดิบไทยกว่าครึ่ง หวั่นราคาพลังงานพุ่ง ดันเงินเฟ้อไทยสูง appeared first on THE STANDARD.

]]>
thailand-energy-import

กระทรวงพาณิชย์เผย ไทยนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางมูลค่ากว่า 52.6% เตือน หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดจะกระทบอุปทานน้ำมันดิบกว่าครึ่ง ชี้หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ดันราคาพลังงานพุ่ง เงินเฟ้อไทยอาจสูงตาม เหตุน้ำมันเชื้อเพลิงคิดเป็น 9.57% ในการคำนวณอัตราเงินเฟ้อ

 

วันนี้ (23 มิถุนายน) พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในปี 2567 ไทยนำเข้าพลังงาน (น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันสำเร็จรูป) มูลค่า 45,902.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเป็นการนำเข้าจากกลุ่มประเทศในตะวันออกกลางมูลค่า 24,139.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนกว่า 52.6% ของการนำเข้าสินค้ากลุ่มดังกล่าวทั้งหมดของไทย

 

โดยแหล่งนำเข้าสำคัญ ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, ซาอุดีอาระเบีย, กาตาร์, คูเวต และโอมาน โดยนำเข้าจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย และกาตาร์เป็นหลัก

 

“หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด อุปทานน้ำมันดิบกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศจะได้รับผลกระทบ และหากสถานการณ์ยืดเยื้ออาจนำมาสู่การเผชิญราคาน้ำมันและค่าพลังงานที่พุ่งสูง ซึ่งมีผลโดยตรงทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น เนื่องจากน้ำมันเชื้อเพลิงมีสัดส่วนน้ำหนักถึง 9.57% ในการคำนวณอัตราเงินเฟ้อ” พูนพงษ์กล่าว

 

นอกจากนี้ การปิดกั้นช่องทางขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบแห่งนี้ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออกของไทยไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางค่อนข้างมาก เนื่องจากส่วนใหญ่สินค้าไทยจะขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซไปยังท่าเรือ Jebel Ali ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้าไปยังตะวันออกกลางและภูมิภาคอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ในด้านการส่งออกของไทยบางสินค้าอาจได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น เช่น สินค้าส่งออกที่เกี่ยวกับน้ำมัน ได้แก่ เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ น้ำมันสำเร็จรูป น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ และก๊าซปิโตรเลียมเหลว

 

ผอ.สนค. กล่าวทิ้งท้ายว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางในปัจจุบันมีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากกว่าที่ประเมินไว้ในช่วงแรก โดยความเป็นไปได้ที่อิหร่านจะดำเนินการขัดขวางการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซมีสูงกว่าช่วงสงครามอิสราเอล-ปาเลสไตน์ และการต่อสู้กับกลุ่มพันธมิตรที่เริ่มตั้งแต่ปี 2566 เนื่องจากปัจจุบันเป็นการเผชิญหน้าโดยตรงระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน ประกอบกับการที่สหรัฐฯ เข้ามามีบทบาทในการกดดัน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยทางอ้อมผ่านการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันหรือต้นทุนการขนส่ง เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในวิกฤตการณ์ทะเลแดงเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

 

ดังนั้นทุกฝ่ายจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยกระทรวงพาณิชย์จะประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเฝ้าระวังและวิเคราะห์สถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป

The post กระทรวงพาณิชย์เตือน หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด จ่อกระทบอุปทานน้ำมันดิบไทยกว่าครึ่ง หวั่นราคาพลังงานพุ่ง ดันเงินเฟ้อไทยสูง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เงินเฟ้อไทยพลิก ‘ติดลบ’ ครั้งแรกในรอบ 13 เดือน แทบรั้งท้ายอาเซียน สะท้อนอุปสงค์ภายในประเทศอ่อนแอ? https://thestandard.co/thai-inflation-negative-2025/ Tue, 06 May 2025 13:10:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1071799 thai-inflation-negative-2025

อัตราเงินเฟ้อไทยเมษายนพลิก ‘ติดลบ’ ครั้งแรกในรอบ 13 เดื […]

The post เงินเฟ้อไทยพลิก ‘ติดลบ’ ครั้งแรกในรอบ 13 เดือน แทบรั้งท้ายอาเซียน สะท้อนอุปสงค์ภายในประเทศอ่อนแอ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
thai-inflation-negative-2025

อัตราเงินเฟ้อไทยเมษายนพลิก ‘ติดลบ’ ครั้งแรกในรอบ 13 เดือน! ต่ำกว่าเป้าแบงก์ชาติ 2 เดือนติด แต่กระทรวงพาณิชย์ยืนยัน ไทย ‘ยังไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืด’ ธนาคารโลก (World Bank) มอง เงินเฟ้อไทยแทบรั้งท้ายอาเซียนสะท้อน อุปสงค์ภายในประเทศอ่อนแอ

 

วันนี้ (6 พฤษภาคม) พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของไทย (Headline CPI) เดือนเมษายน 2568 เท่ากับ 100.14 เมื่อเทียบกับเดือนเมษายน 2567 ซึ่งเท่ากับ 100.36 ทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลงหรือ ‘ติดลบ’ 0.22% (YoY) โดยมาจากปัจจัยหลัก ดังนี้

 

  • การลดลงของราคาสินค้าในกลุ่มพลังงาน ได้แก่ แก๊สโซฮอล์ น้ำมันเบนซิน และค่ากระแสไฟฟ้า ตามสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลก 
  • มาตรการช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพของภาครัฐ
  • การลดลงของราคาผักสด และไข่ไก่ เนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนน้อยกว่าปีก่อน

 

อย่างไรก็ตาม พูนพงษ์กล่าวว่า ราคาสินค้าอาหารบางชนิดปรับตัวสูงขึ้น อาทิ เนื้อสุกร อาหารสำเร็จรูป และเครื่องประกอบอาหาร สำหรับราคาสินค้าและบริการอื่นๆ ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก

 

ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งเป็นอัตราเงินเฟ้อทั่วไป เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออก สูงขึ้น 0.98% (YoY) เร่งตัวขึ้นจากเดือนมีนาคม 2568 ที่สูงขึ้น 0.86% (YoY)

 

เปิดตัวเลขเงินเฟ้อย้อนหลัง: พบติดลบครั้งแรกรอบ 13 เดือน

 

  • มกราคม 2567: -1.11%
  • กุมภาพันธ์ 2567: -0.77%
  • มีนาคม 2567: -0.47%
  • เมษายน 2567: 0.19%
  • พฤษภาคม 2567: 1.54%
  • มิถุนายน 2567: 0.62%
  • กรกฎาคม 2567: 0.83%
  • สิงหาคม 2567: 0.35%
  • กันยายน 2567: 0.61%
  • ตุลาคม 2567: 0.83%
  • พฤศจิกายน 2567: 0.95%
  • ธันวาคม 2567: 1.23%
  • มกราคม 2568: 1.32%
  • กุมภาพันธ์ 2568: 1.08%
  • มีนาคม 2568: 0.84%
  • เมษายน 2568: -0.22%

 

 


 

เงินเฟ้อทั่วไปไทย vs. ต่างประเทศ World Bank มองอุปสงค์ภายในประเทศอ่อนแอ 

 

ข้อมูลล่าสุดเดือนมีนาคม 2568 พบว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไป

ของไทยสูงขึ้น 0.84% (YoY) ซึ่งยังคงอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีอัตราเงินเฟ้อต่ำ โดยอยู่ระดับต่ำอันดับ 24 จาก 134 เขตเศรษฐกิจที่ประกาศตัวเลข และต่ำเป็นอันดับ 2 ในกลุ่มประเทศอาเซียนจาก 8 ประเทศที่ประกาศตัวเลข (ได้แก่ บรูไน สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม สปป.ลาว) 

 

  • 🇧🇳บรูไน -0.5%
  • 🇹🇭ไทย 0.84%
  • 🇸🇬สิงคโปร์ 0.9%
  • 🇮🇩อินโดนีเซีย 1.03%
  • 🇲🇾มาเลเซีย 1.4%
  • 🇵🇭ฟิลิปปินส์ 1.8%
  • 🇻🇳เวียดนาม 3.13%
  • 🇱🇦สปป.ลาว 11.2%

 

ในรายงานภาวะเศรษฐกิจรายเดือนของไทย (Thailand Monthly Economic Monitor) ของธนาคารโลก (World Bank) ฉบับล่าสุด เมื่อวันที่ 22 เมษายนระบุว่า อัตราเงินเฟ้อไทยเมื่อเดือนมีนาคม ยังคงเป็นระดับต่ำในกลุ่มอาเซียน โดยการลดลงดังกล่าวเกิดขึ้นจากหลายปัจจัย โดยได้รับแรงหนุนจากต้นทุนเชื้อเพลิง ค่าสาธารณูปโภค และค่ารักษาพยาบาลที่ลดลง ประกอบกับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่ลดลง 0.9% ซึ่งสะท้อนถึงอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอ 

 

เงินเฟ้อไทยแทบ ‘รั้งท้าย’ อาเซียน

 


 

เปิดแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไป เผยจ่อปรับค่ากลางเงินเฟ้อทั้งปีลง

 

พูนพงษ์กล่าวถึงแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนพฤษภาคม 2568 คาดว่าจะอยู่ระดับใกล้เคียงกับเดือนเมษายน 2568 และมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2

 

โดยมีปัจจัยสนับสนุนให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลง ได้แก่

  • ราคาน้ำมันดิบดูไบในตลาดโลกต่ำกว่าปีก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ และจะส่งผลให้ราคาแก๊สโซฮอล์ภายในประเทศปรับตัวลดลงทิศทางเดียวกัน
  • ภาครัฐมีแนวโน้มดำเนินมาตรการช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปรับลดราคาค่ากระแสไฟฟ้างวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2568 ลง 17 สตางค์ เหลือ 3.98 บาทต่อหน่วย
  • ฐานราคาผักสดในปีก่อนหน้าที่อยู่ระดับสูง เนื่องจากได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ ขณะที่ในปี 2568 สภาพอากาศเอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูกมากขึ้น ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตเข้าสู่ระบบเพิ่มขึ้น
  • การจัดทำกิจกรรมส่งเสริมการตลาดของผู้ประกอบการรายใหญ่ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

 

สำหรับปัจจัยสนับสนุนให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปรับสูงขึ้น ได้แก่

  • ราคาน้ำมันดีเซลในประเทศปัจจุบันเท่ากับ 31.94 บาทต่อลิตร ซึ่งสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน
  • ราคาสินค้าเกษตรบางชนิดและเครื่องประกอบอาหารมีแนวโน้มสูงกว่าปีก่อนหน้า เช่น มะพร้าว มะขามเปียก กาแฟ เกลือป่น น้ำมันพืช และเนื้อสุกร 

 

พูนพงษ์ยังกล่าวว่า เตรียมปรับค่ากลางของประมาณการเงินเฟ้อทั่วไปของไทยปีนี้ลง โดยขอดูสถานการณ์เดือนหน้าก่อน หรือเมื่อข้อมูลมีความชัดเจนมากขึ้น

 

ยืนยัน ‘ไทย’ ไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืด

 

พูนพงษ์กล่าวว่า ไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืด โดยหากพิจารณาจากอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) เดือนปัจจุบันยังคงอยู่ที่ 0.98% หมายความว่า ถ้าตัดกลุ่มพลังงาน ซึ่งมีสัดส่วนถึง 12% ในตะกร้าเงินเฟ้อเดือนนี้ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังเป็นบวกอยู่ สะท้อนว่า ไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืด

 

เปิดนิยามภาวะเงินฝืด

 

โดยตามนิยามของธนาคารกลางยุโรป (ECB) การจะเข้าสู่ภาวะเงินฝืดได้ต้องเข้าเงื่อนไข 4 ข้อ ได้แก่ 

  1. อัตราเงินเฟ้อติดลบเป็นเวลานานพอสมควร (Prolonged Period) 
  2. อัตราเงินเฟ้อติดลบกระจายในหลายๆ หมวดสินค้าและบริการ
  3. การคาดการณ์เงินเฟ้อในระยะยาวต่ำกว่าเป้าหมายระยะปานกลางอย่างมีนัย 
  4. อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจติดลบ และอัตราว่างงานมีแนวโน้มสูงขึ้น

 

ส่องคาดการณ์เงินเฟ้อไทยปี 2568

 

ปัจจุบัน สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) โฆษกกระทรวงพาณิชย์ คาดการณ์เงินเฟ้อทั่วไปของไทยปี 2568 อยู่ที่ 0.3-1.3% โดยมีค่ากลางอยู่ที่ 0.8% เช่นเดียวกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง

 

ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มลดลงต่ำกว่ากรอบเป้าหมายจากราคาน้ำมันดิบโลกและมาตรการภาครัฐ ซึ่งมีส่วนช่วยบรรเทาค่าครองชีพและลดต้นทุนของภาคธุรกิจ

 

อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มทรงตัวและเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางยังยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมาย ทั้งนี้ นโยบายกีดกันทางการค้าและการเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่การผลิตโลกอาจส่งผลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อในระยะข้างหน้า

 

โดยคาดการณ์เงินเฟ้อทั่วไปปี 2568 ของธปท.อยู่ที่ 0.5% ใน Reference Scenario ซึ่งเป็นฉากทัศน์ที่การเจรจาทางการค้ามีความยืดเยื้อและภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ใกล้เคียงกับอัตราปัจจุบัน และ 0.2% ใน Alternative Scenario ซึ่งเป็นฉากทัศน์ที่สงครามการค้ารุนแรงมากและภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ อยู่ในอัตราที่สูง

 

เปิดคาดการณ์เงินเฟ้อไทยปี 2568

 


 

รู้จักตะกร้า CPI ไทยมีสินค้ามีอะไรบ้าง? 

 

ดัชนีราคาผู้บริโภค หรือ Consumer Price Index (CPI) เป็นตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจที่ใช้วัดระดับราคาสินค้าและบริการที่ผู้บริโภคซื้อในช่วงเวลาหนึ่ง โดยเปรียบเทียบกับช่วงเวลาอื่นๆ เพื่อดูว่าอัตราเงินเฟ้อ (Inflation) เพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างไร

 

โดยดัชนีราคาผู้บริโภคคำนวณจากราคาของสินค้าและบริการใน ตะกร้าสินค้า (Basket of Goods) ซึ่งเป็นสินค้าที่ผ่านการสำรวจของกระทรวงพาณิชย์ว่าสินค้าชนิดใดที่ประชาชนมีการบริโภคเป็นสัดส่วนใหญ่

 

ตามข้อมูลที่กระทรวงพาณิชย์เปิดเผย แบ่งออกเป็น 7 หมวดหมู่ ได้แก่ 

  1. อาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ คิดเป็นสัดส่วน 39.00%
  2. เคหสถาน คิดเป็นสัดส่วน 24.69%
  3. พาหนะ การขนส่ง และการสื่อสาร คิดเป็นสัดส่วน 22.57%
  4. การตรวจรักษาและบริการส่วนบุคคล คิดเป็นสัดส่วน 6.38%
  5. การบันเทิง การอ่าน การศึกษา ฯลฯ คิดเป็นสัดส่วน 4.02%
  6. เครื่องนุ่งห่มและรองเท้า คิดเป็นสัดส่วน 2.10%
  7. ยาสูบและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ คิดเป็นสัดส่วน 1.24%

 

ทั้งนี้ สินค้าในตะกร้ามีการปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชน โดยรายการสินค้าที่ถูกปรับเปลี่ยนในการคำนวณดัชนีราคาผู้บริโภคครั้งล่าสุด ตัวอย่างเช่น 

 

โดยเมื่อต้นปี 2568 มีรายการเพิ่มใหม่ ได้แก่ ส้มโอ ปลาแซลมอน น้ำปลาร้า (ปรุงสำเร็จ) และชุดสุกี้พร้อมทาน รถพลังงานไฟฟ้า (EV) ชุดตรวจโควิด (ATK) ถุงยางอนามัย ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้า (คลีนซิ่ง) ค่าสมาชิกฟิตเนส ค่าสมาชิกดูหนังฟังเพลงออนไลน์ ค่าคนดูแลผู้สูงอายุ และค่ารักษาพยาบาลสัตว์ (โปรแกรมวัคซีนรักษาสัตว์รวม)

 

โดยเมื่อต้นปี 2568 มีรายการตัดออก ได้แก่ เป็ดพะโล้ เส้นหมี่ แหนม และลูกอม แบตเตอรี่สำรอง มุ้ง ค่าอะไหล่รถยนต์ กระเป๋าถือ ค่าแรงช่างไฟฟ้า ค่าแรงช่างประปา ค่าโดยสารรถสามล้อเครื่อง และค่าสมาชิกเคเบิลทีวี

 

รู้จักตะกร้า CPI ไทยมีสินค้าอะไรบ้าง?

 

ภาพประกอบ: ธิดามาศ เขียวเหลือ

The post เงินเฟ้อไทยพลิก ‘ติดลบ’ ครั้งแรกในรอบ 13 เดือน แทบรั้งท้ายอาเซียน สะท้อนอุปสงค์ภายในประเทศอ่อนแอ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
กระทรวงพาณิชย์ชี้ ไทยถูกกำหนดภาษีในอัตรา 37% ไม่ใช่ 36% พร้อมเปิดลิสต์สินค้าส่งออกได้รับผลกระทบจาก Reciprocal Tariff ของสหรัฐฯ https://thestandard.co/thailand-export-tariff/ Thu, 03 Apr 2025 06:45:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1060131 thailand-export-tariff

กระทรวงพาณิชย์ชี้แจง ไทยถูกกำหนดภาษีในอัตรา 37% ไม่ใช่ […]

The post กระทรวงพาณิชย์ชี้ ไทยถูกกำหนดภาษีในอัตรา 37% ไม่ใช่ 36% พร้อมเปิดลิสต์สินค้าส่งออกได้รับผลกระทบจาก Reciprocal Tariff ของสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
thailand-export-tariff

กระทรวงพาณิชย์ชี้แจง ไทยถูกกำหนดภาษีในอัตรา 37% ไม่ใช่ 36% พร้อมเปิดลิสต์ ‘สินค้าส่งออก’ ได้รับผลกระทบการออกมาตรการ Reciprocal Tariff ของสหรัฐฯ

 

วันนี้ (3 เมษายน) สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า สินค้าส่งออกที่ได้รับผลกระทบการออกมาตรการ Reciprocal Tariff ของสหรัฐฯ การออกมาตรการ Reciprocal Tariff ของสหรัฐฯ โดยไทยถูกกำหนดภาษีในอัตรา 37% โดยมีผลบังคับใช้ในวันที่ 9 เมษายน 2568

 

โดยชี้แจงว่า ข้อมูลอัตราภาษี Reciprocal Tariff ของไทยตาม Chart ที่ทำเนียบขาวเผยแพร่ใน X ระบุว่า อัตราอยู่ที่ 36% กระนั้นข้อมูลตาม Annex I ของ Executive Order (EO) ระบุอัตราภาษี Reciprocal Tariff ของไทยอยู่ที่ 37%

 

“ทั้งนี้ โดยหลักการ ควรพิจารณาใช้ข้อมูลจากตัวคำสั่ง EO (ที่มีการระบุอัตราภาษีใน annex 1) ที่เผยแพร่ลง Website ของ White House”

 

ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสินค้าส่งออกสำคัญของไทย อาทิ 

 

  1. เครื่องโทรศัพท์รวมถึงสมาร์ทโฟนและเครื่องโทรศัพท์อื่นๆ (สัดส่วน 12.5% ต่อการส่งออกไปสหรัฐฯ รวม) อย่างไรก็ตาม อัตราภาษีที่ไทยถูกจัดเก็บ ยังต่ำกว่าประเทศคู่แข่งอื่น เช่น เวียดนาม (ครองส่วนแบ่งอันดับ 2) (คิดเป็นสัดส่วน 46%)
  2. เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ (สัดส่วน 11.1% ต่อการส่งออกไปสหรัฐฯ รวม) อย่างไรก็ตาม อัตราภาษีที่ไทยถูกจัดเก็บ ยังต่ำกว่าประเทศคู่แข่งอื่น เช่น เวียดนาม ครองส่วนแบ่งอันดับ 4 (คิดเป็นสัดส่วน 46%)
  3. ยางรถยนต์ (สัดส่วน 6.4% ต่อการส่งออกไปสหรัฐฯ รวม) อย่างไรก็ตาม อัตราภาษีที่ไทยถูกจัดเก็บ ยังต่ำกว่าประเทศคู่แข่งอื่น เช่น เวียดนาม ครองส่วนแบ่งอันดับ 5 (คิดเป็นสัดส่วน 46%)
  4. เซมิคอนดักเตอร์ (สัดส่วน 4.5% ต่อการส่งออกไปสหรัฐฯ รวม) อย่างไรก็ตาม อัตราภาษีที่ไทยถูกจัดเก็บ ยังต่ำกว่าประเทศคู่แข่งอื่น เช่น เวียดนาม ครองส่วนแบ่งอันดับ 1 (คิดเป็นสัดส่วน 46%)
  5. หม้อแปลงไฟฟ้า (สัดส่วน 3.8% ต่อการส่งออกไปสหรัฐฯ รวม) อย่างไรก็ตาม อัตราภาษีที่ไทยถูกจัดเก็บ ยังต่ำกว่าประเทศคู่แข่งอื่น เช่น เวียดนาม ครองส่วนแบ่งอันดับ 5 (คิดเป็นสัดส่วน 46

 

Reciprocal Tariff ของสหรัฐฯ

Reciprocal Tariff ของสหรัฐฯ

Reciprocal Tariff ของสหรัฐฯ

The post กระทรวงพาณิชย์ชี้ ไทยถูกกำหนดภาษีในอัตรา 37% ไม่ใช่ 36% พร้อมเปิดลิสต์สินค้าส่งออกได้รับผลกระทบจาก Reciprocal Tariff ของสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แม้ส่งออกโต 13.6% ในเดือนมกราคม แต่ไทยกลับขาดดุลการค้าหนักสุดในรอบ 12 เดือน https://thestandard.co/trade-deficit-highest-12-months/ Tue, 25 Feb 2025 11:07:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1045633

ไทยขาดดุลการค้าหนักสุดในรอบ 12 เดือนในมกราคม แม้ส่งออกข […]

The post แม้ส่งออกโต 13.6% ในเดือนมกราคม แต่ไทยกลับขาดดุลการค้าหนักสุดในรอบ 12 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>

ไทยขาดดุลการค้าหนักสุดในรอบ 12 เดือนในมกราคม แม้ส่งออกขยายตัวถึง 13.6% ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์ตั้งข้อสังเกตว่า แม้ไทยจะเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ แต่กลับยังขาดดุลกับจีนมหาศาล หวั่นหากสงครามการค้ารุนแรงขึ้น จีนอาจจะนำสินค้ามาทุ่มตลาดไทยมากขึ้น และยิ่งทำให้การขาดดุลการค้าไทยจีนหนักขึ้น

 

วันนี้ (25 กุมภาพันธ์) พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ แถลงข่าวภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทย โดยเผยว่า การส่งออกในเดือนมกราคมมีมูลค่า 25,277.0 ล้านดอลลาร์ (ราว 862,367 ล้านบาท) ขยายตัว 13.6% และนับเป็นการขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7

 

อย่างไรก็ตาม ด้านการนำเข้าเดือนมกราคม กลับมีมูลค่ามากกว่า อยู่ที่ 27,157.2 ล้านดอลลาร์ (ราว 938,112 ล้านบาท) ขยายตัว 7.9% ทำให้ไทยขาดดุล 1,880.2 ล้านดอลลาร์ (ราว 75,746 ล้านบาท) นับเป็นการขาดดุลมากสุดในรอบ 11 เดือน และเป็นการขาดดุล 4 เดือนติดต่อกัน

 

เปิดสถิติ ไทยขาดดุลการค้าสูงสุดในรอบ 12 เดือน

 

  • ม.ค. 2567 ขาดดุล 2,913.84 ล้านดอลลาร์
  • ก.พ. 2567 ขาดดุล 358.94 ล้านดอลลาร์
  • มี.ค. 2567 ขาดดุล 861.29 ล้านดอลลาร์
  • เม.ย. 2567 ขาดดุล 1,677.73 ล้านดอลลาร์
  • พ.ค. 2567 เกินดุล 856.92 ล้านดอลลาร์
  • มิ.ย. 2567 เกินดุล 418 ล้านดอลลาร์
  • ก.ค. 2567 ขาดดุล 1,373.23 ล้านดอลลาร์
  • ส.ค. 2567 เกินดุล 264.87 ล้านดอลลาร์
  • ก.ย. 2567 เกินดุล 394.2 ล้านดอลลาร์
  • ต.ค. 2567 ขาดดุล 794.35 ล้านดอลลาร์
  • พ.ย. 2567 ขาดดุล 224.37 ล้านดอลลาร์
  • ธ.ค. 2567 ขาดดุล 10.59 ล้านดอลลาร์
  • ม.ค. 2568 ขาดดุล 1,880.21 ล้านดอลลาร์

 

จับตา! ไทยยัง ‘ขาดดุล’ กับจีนมหาศาล

 

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า โดยตั้งข้อสังเกตว่า แม้ไทยจะเกินดุลกับสหรัฐฯ แต่กลับยังขาดดุลกับจีนมหาศาล

 

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2567 ไทยขาดดุลการค้ากับจีนสูงเป็นประวัติการณ์ อยู่ที่ -45,364 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนเดือนแรกของปีนี้ก็ขาดดุลอยู่ที่ -5,692 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

ดร.อมรเทพ กล่าวอีกว่า หากไปดูตัวเลขไส้ในของกระทรวงพาณิชย์จะพบว่าไทยนำเข้าสินค้าทุนสูงมาก แต่การนำเข้าดังกล่าวกลับไม่ได้ส่งผ่านไปถึงภาคการลงทุนและภาคการผลิตในประเทศ เห็นได้จากตัวเลขดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ของไทยที่ต่ำต่อเนื่อง 

 

ทั้งนี้ โดยตามข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า สินค้าทุนและวัตถุดิบคิดเป็นราว 66% ของการนำเข้าในเดือนที่ผ่านมา

 

“บางคนพูดว่า การนำเข้าสินค้าทุนที่เพิ่มขึ้นของไทยเป็นผลมาจากการย้ายฐานการผลิต แต่วันนี้เราอาจจะต้องมานั่งคิดกันใหม่ว่า ไทยนำเข้าสินค้าทุนเข้ามาเยอะ แต่กลับสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ได้ต่ำมาก และการผลิตสินค้าทุนในประเทศก็แทบจะไม่ขยับเลย การส่งผ่านจึงไปไม่ถึงการจ้างงานและการบริโภคในประเทศ

 

“วันนี้ถ้าเราดูแต่ตัวเลขส่งออกและมัวแต่ชื่นชมตัวเลขส่งออก Double Digit ผมว่าเรามาผิดทาง เพราะว่าตอนนี้เราเห็นภาพนำเข้าที่โตแรงกว่าการส่งออก แม้เราคาดว่าเราจะเกินดุลบัญชีเดินสะพัดในปีนี้จากรายได้การท่องเที่ยว แต่เราจะเริ่มเห็นแล้วว่าการนำเข้ากลับโตขึ้นมาก ซึ่งไม่ได้เป็นผลดีต่อการลงทุนและเศรษฐกิจประเทศมากเท่าไร”

 

ดร.อมรเทพ ยังแนะว่า ไทยไม่ควรผลักดันแต่การส่งออกให้เติบโตอย่างเดียว แต่ควรพยายามสร้างทรัพยากรในประเทศ (Local Content) เพื่อสนับสนุนการผลิตมากขึ้น และต้องเร่งเชื่อมห่วงโซ่อุปทานโลกให้เข้ากับภาคการผลิตในประเทศด้วย

 

ดร.อมรเทพ ยังห่วงว่า ถ้าสงครามการค้ารุนแรงขึ้น ก็เป็นไปได้ว่า จีนจะนำสินค้ามาทุ่มตลาดไทยมากขึ้น และยิ่งทำให้การขาดดุลการค้าไทยจีนหนักขึ้น

 

“ผมไม่ได้บอกว่า ไทยควรกีดกันหรือทำสงครามการค้ากับจีน แต่เราควรหาวิธีกั้นสินค้าที่จีนจะเข้ามาทุ่มตลาด รวมไปถึงสินค้าอื่นๆ ที่จะเข้ามาให้ถูกต้องตามหลักมาตรฐาน ขณะเดียวกันก็ต้องเพิ่มแรงจูงใจให้ใช้ทรัพยากรในประเทศเพิ่มขึ้นด้วย” ดร.อมรเทพ กล่าว

 

กสิกรไทยคาด นำเข้าไทยจะเร่งขึ้นต่อเนื่องในไตรมาส 1 

 

ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ในไตรมาสแรกของปีนี้ การนำเข้าน่าจะเร่งตัวขึ้นต่อเนื่อง (Front Load) ก่อนมาตรการภาษีจากสหรัฐฯ จะมีผลบังคับใช้ อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นจะค่อยๆ เห็นสัญญาณการชะลอตัว นอกจากนี้ การนำเข้าที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการนำเข้าสินค้าทุน และการนำเข้าวัตถุดิบมาผลิตที่ไทยและส่งออกไป เห็นได้จากสินค้าวัตถุดิบกึ่งสำเร็จรูปที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยปัจจุบัน ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงประมาณการส่งออกไทยทั้งปีไว้เท่าเดิมที่โต 2.5% (Base Case) 

 

ส่งออกไทยขยายตัว เหตุทั่วโลกกลัวนโยบายภาษีทรัมป์จึงเร่งนำเข้า

 

ด้านพูนพงษ์กล่าวอีกว่า การส่งออกที่ขยายตัว ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากได้รับแรงหนุนมาจากประเทศคู่ค้าสำคัญอย่างสหรัฐฯ ที่มีการเร่งการนำเข้ามากขึ้น (Front Load) ภายใต้แรงกดดันจากนโยบายกีดกันสินค้าที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และในประเทศจีน ส่งผลบวกต่อการส่งออกสินค้าทุนและวัตถุดิบของไทย 

 

นอกจากนี้ ปัจจัยบวกสำคัญมาจากสินค้าอุตสาหกรรมที่ขยายตัวดี โดยเฉพาะอัญมณีและเครื่องประดับ ขยายตัว 148.8% มูลค่า 1,734.3 ล้านดอลลาร์, เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ ขยายตัว 45.0% มูลค่า 2,142.8 ล้านดอลลาร์, เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ขยายตัว 28.1% มูลค่า 903.1 ล้านดอลลาร์ และผลิตภัณฑ์ยาง ขยายตัว 19.9% มูลค่า 1,284.7 ล้านดอลลาร์

 

จับตา! สินค้าเกษตรหดตัวหนัก โดยเฉพาะข้าว ที่สูญเสียความสามารถแข่งขันไปทุกที

 

พูนพงษ์เผยอีกว่า สินค้าประเภทเกษตรหลายรายการมีการหดตัวลง โดยเฉพาะ ‘ข้าว’ ที่หดตัวถึง 32.4% จากปริมาณอุปทานข้าวโลกสูงขึ้น หลังอินเดียเริ่มกลับมาส่งออกข้าว นอกจากนี้ ราคาข้าวไทยยังมีราคาสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เหตุผลผลิตต่อไร่ของไทยยังน้อยกว่าประเทศอื่น ทำให้ราคาข้าวไทยไม่สามารถแข่งขันได้

 

“ไทยส่งออกข้าวเป็นอันดับที่ 2 ของโลก กลับกันผลผลิตต่อไร่ของประเทศไทยที่อยู่ระดับต่ำ โดยสามารถผลิตได้เพียง 456 กิโลกรัมต่อไร่ ปัจจัยนี้ทำให้ราคาข้าวไทยไม่สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นในโลกได้” พูนพงษ์กล่าว

 

ส่องแนวโน้มการส่งออกในระยะถัดไป 

 

กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์ว่าจะมีอัตราการขยายตัวที่ 2-3% โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลายประการ ได้แก่ 

 

  1. แนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะเติบโตตามการขยายตัวของภาคการผลิต สถานการณ์ความขัดแย้งในยูเครนและตะวันออกกลางที่เริ่มคลี่คลาย 
  2. ดัชนีราคาอาหารโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นซึ่งสะท้อนความต้องการสินค้าเกษตรและอาหารที่เพิ่มขึ้น 
  3. โอกาสการส่งออกไปยังสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากการทดแทนสินค้านำเข้าจากจีน 

 

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยท้าทายที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด อาทิ 

 

  1. สถานการณ์การค้าโลกที่ยังคงตึงเครียด 
  2. ความเสี่ยงของการเกิดวิกฤตเงินเฟ้อรอบใหม่ในสหรัฐฯ 
  3. ผลกระทบจากมาตรการจำกัดการส่งออกน้ำมันของรัสเซียที่อาจส่งผลต่อราคาพลังงานและค่าระวางเรือ 
  4. ผลกระทบจากมาตรการทางการค้าต่างๆ เช่น การปรับขึ้นภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ และการทะลักเข้ามาของสินค้าจีน 

 

“ด้วยเหตุนี้ ประเทศไทยจำเป็นต้องรักษาสมดุลทางการค้า กระจายความเสี่ยงด้านตลาด และกำหนดมาตรการที่เหมาะสมเพื่อบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น พร้อมทั้งแสวงหาโอกาสเพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดจากสถานการณ์ที่ท้าทาย” พูนพงษ์กล่าว

The post แม้ส่งออกโต 13.6% ในเดือนมกราคม แต่ไทยกลับขาดดุลการค้าหนักสุดในรอบ 12 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>