สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/สำนักงานคณะกรรมการการแ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 23 Sep 2025 07:30:14 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 บรรยายพิเศษ พรบ.การแข่งขันทางการค้า เสริมความรู้สมาชิกหลักสูตรผู้บริหารรุ่นใหม่ธุรกิจไทย-จีน https://thestandard.co/trade-competition-law-seminar-thai-china/ Tue, 23 Sep 2025 07:30:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1121799 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิษณุ วงศ์สินศิริกุล บรรยายพิเศษเรื่อง พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้าให้ผู้บริหารรุ่นใหม่ธุรกิจไทย–จีน

เมื่อวันที่ 20 กันยายนที่ผ่านมา หลักสูตรผู้บริหารรุ่นให […]

The post บรรยายพิเศษ พรบ.การแข่งขันทางการค้า เสริมความรู้สมาชิกหลักสูตรผู้บริหารรุ่นใหม่ธุรกิจไทย-จีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิษณุ วงศ์สินศิริกุล บรรยายพิเศษเรื่อง พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้าให้ผู้บริหารรุ่นใหม่ธุรกิจไทย–จีน

เมื่อวันที่ 20 กันยายนที่ผ่านมา หลักสูตรผู้บริหารรุ่นใหม่ธุรกิจไทย-จีน รุ่นที่ 2 (Young Executive Program บทจ. 2) ได้จัดกิจกรรมบรรยายพิเศษในหัวข้อ “การแข่งขันทางการค้ากับสงครามการค้าโลก” โดยได้รับเกียรติจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิษณุ วงศ์สินศิริกุล เลขาธิการคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า มาเป็นวิทยากรให้ความรู้และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายการแข่งขันทางการค้า ซึ่งถือเป็นเครื่องมือที่เปรียบเสมือน “เกราะและอาวุธ” สำหรับภาคธุรกิจไทยในยุคเศรษฐกิจโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขันและสงครามการค้าที่ดุเดือด

 

หลักสูตรนี้จัดขึ้นโดยความร่วมมือของสถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย–จีน สมาคมผู้สื่อข่าวไทย–จีน และหอการค้าไทย–จีน โดยได้รับการสนับสนุนจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย และ China Media Group เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ไทย–จีนอย่างยั่งยืน

 

​ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิษณุ ได้เน้นย้ำถึงหลักการสำคัญของ พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 ว่ามีขึ้นเพื่อคุ้มครองกลไกการแข่งขัน โดยกฎหมายนี้จะให้ความคุ้มครองผู้ประกอบการทุกระดับตั้งแต่รายเล็กไปจนถึงรายใหญ่

 

​กฎหมายการแข่งขันทางการค้าไม่บังคับใช้กับหน่วยงานภาครัฐ, รัฐวิสาหกิจ, ธุรกิจที่เกี่ยวกับเกษตรกรรมและสหกรณ์ รวมถึงธุรกิจที่มีกฎหมายเฉพาะกำกับดูแลอยู่แล้ว เช่น ธุรกิจการบิน ธนาคาร พลังงาน และประกันภัย เป็นต้น

 

​วิทยากรยังได้เจาะลึกถึงกฎหมายมาตราสำคัญต่างๆ ที่ธุรกิจควรรู้ ดังนี้

 

1) มาตรา 50: การใช้อำนาจเหนือตลาดอย่างไม่เป็นธรรม

 

กำหนดเกณฑ์พิจารณาจากส่วนแบ่งตลาด (รายเดียวมากกว่า 50% หรือ 3 รายแรกรวมกันมากกว่า 75%) และรายได้ (มากกว่า 1,000 ล้านบาท) โดยห้ามใช้ความได้เปรียบนี้ไปบีบราคา, กำหนดเงื่อนไขการค้าที่ไม่เป็นธรรม หรือกีดกันคู่แข่ง ซึ่งมีโทษทั้งจำและปรับ

 

2) มาตรา 51: การควบรวมธุรกิจ

 

กำหนดให้ธุรกิจต้องแจ้งต่อคณะกรรมการฯ ภายใน 7 วันหลังการควบรวม หากไม่แจ้งมีโทษปรับทางปกครอง

 

3) มาตรา 54 และ 55: การฮั้ว หรือ การตกลงร่วมกันเพื่อผูกขาด

 

หากเป็นการฮั้วที่ร้ายแรง เช่น ตกลงราคาหรือฮั้วประมูล จะเข้าข่ายมาตรา 54 ที่มีโทษทางอาญา ส่วนการตกลงที่ไม่ร้ายแรงมากนัก เช่น การแลกเปลี่ยนข้อมูลการค้า จะเข้าข่ายมาตรา 55 ที่มีโทษทางปกครอง

 

4) มาตรา 57 และ 58: การปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม

 

มาตรา 57 ห้ามการกระทำที่ไม่เป็นธรรมต่อคู่ค้าที่อาจก่อให้เกิดความเสียหาย ส่วนมาตรา 58 ห้ามการทำข้อตกลงกับธุรกิจต่างประเทศที่ส่งผลกระทบต่อการแข่งขันในประเทศอย่างร้ายแรง

 

​การบรรยายครั้งนี้ย้ำให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาเห็นถึงความสำคัญของกฎหมายการแข่งขันทางการค้า ซึ่งไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อลงโทษ แต่เป็นเครื่องมือในการสร้างความสมดุลและความเป็นธรรมในระบบเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นประโยชน์ต่อทั้งผู้ประกอบการไทย-จีนและผู้บริโภคชาวไทยในระยะยาว

The post บรรยายพิเศษ พรบ.การแข่งขันทางการค้า เสริมความรู้สมาชิกหลักสูตรผู้บริหารรุ่นใหม่ธุรกิจไทย-จีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
บอร์ด กขค. รับรอง ‘บางจาก-เอสโซ่’ เดินหน้าควบรวมกิจการได้แบบมีเงื่อนไข หวังลดความเสี่ยงตลาดกระจุกตัว https://thestandard.co/tcct-certified-bangchak-esso/ Tue, 18 Jul 2023 12:59:42 +0000 https://thestandard.co/?p=818841

สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เผยผลการพิ […]

The post บอร์ด กขค. รับรอง ‘บางจาก-เอสโซ่’ เดินหน้าควบรวมกิจการได้แบบมีเงื่อนไข หวังลดความเสี่ยงตลาดกระจุกตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>

สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เผยผลการพิจารณาอนุญาตรวมธุรกิจบางจาก-เอสโซ่ เป็นประโยชน์ ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจอย่างร้ายแรงและผู้บริโภค แต่ต้องดำเนินการภายใต้ 6 เงื่อนไข

 

สมศักดิ์ เกียรติชัยลักษณ์ รองประธานกรรมการการแข่งขันทางการค้า เปิดเผยว่า คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า พิจารณาคำขออนุญาตรวมธุรกิจระหว่างบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) โดยคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าคำนึงถึงข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายตามมาตรา 52 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 แล้ว 

 

เห็นว่าการรวมธุรกิจดังกล่าวมีความจำเป็นตามควรทางธุรกิจ และเป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมการประกอบธุรกิจ โดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจอย่างร้ายแรง รวมทั้งไม่ส่งผลกระทบต่อประโยชน์สำคัญอันควรมีควรได้ของผู้บริโภคส่วนรวม 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

อย่างไรก็ตาม การรวมธุรกิจดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อตลาดน้ำมันเชื้อเพลิงและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม รวมทั้งห่วงโซ่อุปทาน เนื่องจากการรวมธุรกิจดังกล่าวส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อโครงสร้างตลาดในตลาดโรงกลั่นน้ำมัน ตลาดการค้าส่งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมต่างๆ และตลาดการค้าปลีกผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมผ่านสถานีบริการ จึงมีผลทำให้การกระจุกตัวของตลาดเพิ่มขึ้น และนำไปสู่ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการรวมธุรกิจ ซึ่งถือเป็นการลดการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญ แต่ไม่ถึงระดับที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจอย่างร้ายแรง จึงเห็นควรอนุญาตให้รวมธุรกิจโดยกำหนดระยะเวลาและเงื่อนไขประกอบการอนุญาตให้รวมธุรกิจ เพื่อบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการรวมธุรกิจ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 17 (15) ประกอบมาตรา 51 วรรคสอง และมาตรา 52 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 

 

คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า จึงมีคำสั่งอนุญาตให้รวมธุรกิจระหว่างบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) โดยกำหนดระยะเวลาและเงื่อนไขให้ผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับอนุญาตให้รวมธุรกิจต้องปฏิบัติ ดังต่อไปนี้

 

  1. ห้ามมิให้บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นของหน่วยงานภาครัฐเป็นระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันที่รวมธุรกิจแล้วเสร็จ เว้นแต่มีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น

 

  1. ให้บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จัดซื้อน้ำมันดิบจากคู่ค้ารายใดรายหนึ่งไม่เกินกว่าร้อยละ 50 เป็นระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันที่รวมธุรกิจแล้วเสร็จ เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันดิบจากรายใดรายหนึ่งมากเกินไป ซึ่งอาจเสี่ยงต่อความมั่นคงทางพลังงาน เว้นแต่เป็นการจัดซื้อน้ำมันดิบจากผู้ประกอบธุรกิจที่มีความสัมพันธ์กันทางนโยบายหรืออำนาจสั่งการของบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

 

ทั้งนี้ ให้บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) รายงานผลการจัดซื้อน้ำมันดิบของปีที่ผ่านมาต่อคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า ภายในไตรมาสแรกของปีถัดไป

 

  1. ให้บริษัทบางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) คงไว้ซึ่งเงื่อนไขของสัญญาและข้อตกลงระหว่างลูกค้าในตลาดค้าส่งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่ได้ทำไว้กับบริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) จนกว่าจะครบกำหนดระยะเวลาตามเงื่อนไขในสัญญาเดิม ทั้งนี้ หากมีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขของสัญญาและข้อตกลง ต้องได้รับความยินยอมล่วงหน้าเป็นลายลักษณ์อักษรจากลูกค้าในตลาดค้าส่งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมรายนั้นด้วย

 

  1. ให้บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) คงไว้ซึ่งเงื่อนไขของสัญญาและข้อตกลงระหว่างผู้ประกอบธุรกิจสถานีบริการภายนอกของแบรนด์ ESSO ที่ได้ทำไว้กับบริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) จนกว่าจะครบกำหนดระยะเวลาตามเงื่อนไขในสัญญาเดิม 

 

ทั้งนี้ หากมีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขของสัญญาและข้อตกลง ต้องได้รับความยินยอมล่วงหน้าเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้ประกอบธุรกิจสถานีบริการภายนอกของแบรนด์ ESSO รายนั้นด้วย

 

กรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจสถานีบริการภายนอกของแบรนด์ ESSO มีข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้ว่าได้รับผลกระทบจากการรวมธุรกิจระหว่างบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) สามารถใช้เป็นเหตุผลในการบอกเลิกสัญญาได้ โดยต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้าภายใน 90 วัน นับแต่วันที่รวมธุรกิจแล้วเสร็จ

 

จัดทำแผนพัฒนานวัตกรรมธุรกิจพลังงานสีเขียว 

 

  1. ให้บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จัดทำแผนการพัฒนานวัตกรรม ด้านสิ่งแวดล้อมและธุรกิจพลังงานสีเขียว โดยต้องดำเนินโครงการไม่น้อยกว่าในปีที่ผ่านมา และต้องมีงบประมาณในการดำเนินโครงการที่เกี่ยวกับการส่งเสริมพลังงานสีเขียวและการจัดการสิ่งแวดล้อมไม่น้อยกว่าในปีที่ผ่านมา ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันที่รวมธุรกิจแล้วเสร็จ เพื่อรักษาระดับการพัฒนานวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อม อันเป็นประโยชน์ต่อการแข่งขันด้านนวัตกรรมและเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค พร้อมทั้งจัดทำแนวทางปฏิบัติ กรอบเวลาดำเนินการ ตัวชี้วัด และให้ปฏิบัติตามแผนการดังกล่าว โดยให้จัดทำแผนการดำเนินงานเสนอต่อคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าภายใน 90 วัน นับแต่วันที่รวมธุรกิจแล้วเสร็จ และรายงานผลการดำเนินงานของปีที่ผ่านมาต่อคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าภายในไตรมาสแรกของปีถัดไป

 

  1. ให้บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จัดทำแผนการส่งผ่านประโยชน์ที่ได้รับจากการรวมธุรกิจไปสู่ผู้บริโภคและสังคม โดยต้องดำเนินโครงการไม่น้อยกว่าในปีที่ผ่านมาต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันที่รวมธุรกิจแล้วเสร็จ เพื่อเป็นหลักประกันการส่งผ่านประโยชน์ไปยังผู้บริโภคและสังคม ซึ่งรวมถึงผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ด้วย พร้อมทั้งจัดทำแนวทางปฏิบัติ กรอบเวลาดำเนินการ ตัวชี้วัด และให้ปฏิบัติตามแผนการดังกล่าว โดยให้จัดทำแผนการดำเนินงานเสนอต่อคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าภายใน 90 วัน นับแต่วันที่รวมธุรกิจแล้วเสร็จ และรายงานผลการดำเนินงานของปีที่ผ่านมาต่อคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าภายในไตรมาสแรกของปีถัดไป

 

ทั้งนี้ ให้ผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับอนุญาตรวมธุรกิจปฏิบัติตามกำหนดระยะเวลาและเงื่อนไขประกอบการอนุญาตรวมธุรกิจข้างต้นนับแต่วันที่รวมธุรกิจแล้วเสร็จ และให้มีหนังสือรายงานผลการรวมธุรกิจต่อคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าภายใน 30 วัน นับแต่วันที่รวมธุรกิจแล้วเสร็จด้วย และในกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจซึ่งได้รับแจ้งคำสั่งของคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าไม่เห็นด้วยกับคำสั่งนี้ มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองภายใน 60 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง

The post บอร์ด กขค. รับรอง ‘บางจาก-เอสโซ่’ เดินหน้าควบรวมกิจการได้แบบมีเงื่อนไข หวังลดความเสี่ยงตลาดกระจุกตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ ออกหนังสือเตือน LINE ให้ยุติการนำข่าวไปเผยแพร่ในแพลตฟอร์มอื่น ชี้เอาเปรียบ-ไม่เป็นธรรม-ละเมิดลิขสิทธิ์ https://thestandard.co/sonp-issue-warning-letter-line/ Wed, 01 Feb 2023 03:28:39 +0000 https://thestandard.co/?p=744530 สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์

วานนี้ (31 มกราคม) สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ออกแถลงการณ์เ […]

The post สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ ออกหนังสือเตือน LINE ให้ยุติการนำข่าวไปเผยแพร่ในแพลตฟอร์มอื่น ชี้เอาเปรียบ-ไม่เป็นธรรม-ละเมิดลิขสิทธิ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์

วานนี้ (31 มกราคม) สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ออกแถลงการณ์เรื่อง การเผยแพร่ข่าวบนแพลตฟอร์มที่นอกเหนือ LINE TODAY โดยมีรายละเอียดระบุว่า ตามที่บริษัท ไลน์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน LINE ได้ทำสัญญาต่างตอบแทนกับสำนักข่าวที่เป็นสมาชิกของสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์หลายแห่ง ในการนำข่าวที่ผลิตโดยสำนักข่าวไปเผยแพร่บนแพลตฟอร์ม LINE ในส่วน LINE TODAY และเว็บไซต์ LINE TODAY โดยมีการแบ่งรายได้จากการโฆษณาระหว่างกันนั้น

 

อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบของสำนักข่าวที่เป็นสมาชิกของสมาคมฯ พบว่า LINE ได้นำข่าวของสำนักข่าวผู้ผลิตไปเผยแพร่ในแพลตฟอร์มอื่น เช่น Google หรือ Google News ทั้งๆ ที่มีการระบุในสัญญาไว้เป็นลายลักษณ์อักษรอย่างชัดเจนว่า อนุญาตให้นำไปเผยแพร่ในแพลตฟอร์ม LINE TODAY ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มของ LINE เท่านั้น ไม่อนุญาตให้ LINE นำข่าวไปลงในแพลตฟอร์มอื่น จึงนับเป็นการกระทำที่ ‘ผิดสัญญา และละเมิดลิขสิทธิ์อย่างร้ายแรง’

 

ด้วยเหตุนี้ สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์จึงจะดำเนินการยื่นหนังสือเตือนไปยัง บริษัท ไลน์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน LINE ให้ยุติการกระทำดังกล่าวโดยทันที เพราะถือเป็นการดำเนินธุรกิจที่ตั้งใจเอาเปรียบ ไม่เป็นธรรม และจงใจละเมิดลิขสิทธิ์

 

ทั้งนี้ หาก LINE ยังไม่ยุติการดำเนินการในลักษณะดังกล่าว สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์จะดำเนินการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด พร้อมกับยื่นเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ตรวจสอบการใช้อำนาจเหนือตลาดของ LINE ในกรณีอื่นๆ และดำเนินการฟ้องร้องในกรณีการผิดสัญญาต่อไป

 

อ้างอิง: 

The post สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ ออกหนังสือเตือน LINE ให้ยุติการนำข่าวไปเผยแพร่ในแพลตฟอร์มอื่น ชี้เอาเปรียบ-ไม่เป็นธรรม-ละเมิดลิขสิทธิ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อาจารย์และนักวิชาการ 86 รายจากทั่วประเทศ ร่วมลงชื่อเรียกร้อง กสทช. และ กขค. ตรวจสอบดีลควบรวม TRUE-DTAC https://thestandard.co/sign-petition-requesting-nbtc-nrct-verify-true-dtac-merger-deal/ Tue, 14 Dec 2021 04:16:50 +0000 https://thestandard.co/?p=571028

เมื่อวันที่ 13 ธันวาคมที่ผ่านมา คณาจารย์ นักวิชาการ นัก […]

The post อาจารย์และนักวิชาการ 86 รายจากทั่วประเทศ ร่วมลงชื่อเรียกร้อง กสทช. และ กขค. ตรวจสอบดีลควบรวม TRUE-DTAC appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อวันที่ 13 ธันวาคมที่ผ่านมา คณาจารย์ นักวิชาการ นักวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์และนิติศาสตร์จากสถาบันต่างๆ ทั่วประเทศ รวม 87 คน ร่วมลงนามในแถลงการณ์เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบการควบรวมกิจการของ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) และ บมจ. โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) 

 

โดยแถลงการณ์ระบุว่า ตามที่ TRUE และ DTAC ประกาศความประสงค์ที่จะควบรวมกิจการเข้าด้วยกัน ตามที่แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2564 ที่ผ่านมานั้น

 

คณาจารย์เศรษฐศาสตร์และนิติศาสตร์จากสถาบันต่างๆ ดังรายนามปรากฏท้ายแถลงการณ์ฉบับนี้ ขอเรียกร้องให้ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และ สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง แสดงความชัดเจนต่อสาธารณะที่จะทำงานเชิงรุก โดยเฉพาะการออกมาตรการตรวจสอบและกำกับดูแลการควบรวมกิจการครั้งนี้อย่างเคร่งครัดและเพียงพอ

 

การประกาศควบรวมกิจการระหว่าง TRUE และ DTAC ในครั้งนี้ แม้ว่ายังอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ ดังสารสนเทศที่ทั้งสองบริษัทแจ้งต่อ ตลท. ก็ตาม แต่ค่อนข้างชัดเจนว่าน่าจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการแข่งขัน ผู้บริโภค และเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยเหตุผล 3 ประการดังต่อไปนี้

 

ประการแรก หากการควบรวมครั้งนี้สำเร็จ ผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่จะเหลือเพียง 2 ราย จากเดิม 3 ราย

การควบรวมกิจการครั้งนี้เป็นการควบรวมในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม ซึ่งมีลักษณะผู้เล่นขนาดใหญ่น้อยรายเป็นทุนเดิม ในตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่มีผู้ให้บริการรายใหญ่เพียง 3 ราย ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดรวมกันมากกว่าร้อยละ 98 หาก TRUE และ DTAC ผู้ให้บริการ 2 รายใหญ่ควบรวมกันได้สำเร็จจะทำให้เหลือผู้ให้บริการรายใหญ่เพียง 2 ราย (Duopoly) เท่านั้น กล่าวคือ บริษัทใหม่ของ TRUE-DTAC และ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) (AIS) อันเป็นระดับการกระจุกตัวที่เข้มข้นที่สุดที่จะเกิดขึ้นได้ในตลาดที่มีการแข่งขัน และดังนั้นจึงน่าจะส่งผลอย่างรุนแรงต่อระดับการแข่งขันและสวัสดิการของผู้บริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพการณ์ที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศเข้าถึงบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงผ่านสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ การลดลงของการแข่งขันจะเพิ่มต้นทุนและลดโอกาสการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่จำเป็น ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมปัญหาความเหลื่อมล้ำทางด้านดิจิทัลของประชาชน

 

ประการที่สอง โทรศัพท์เคลื่อนที่จัดเป็นสาธารณูปโภคพื้นฐาน รากฐานที่สำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ รวมถึงเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล

นอกจากโทรศัพท์เคลื่อนที่จะเป็นตลาดที่มีผู้เล่นน้อยรายแล้ว ยังเป็นตลาดที่ใช้คลื่นความถี่ ทรัพยากรอันมีจำกัด และวันนี้จัดเป็นสาธารณูปโภคพื้นฐาน เป็นรากฐานที่ขาดไม่ได้ในการพัฒนาเศรษฐกิจสมัยใหม่ รวมถึงเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล ดังนั้นในเมื่อการควบรวมกิจการครั้งนี้สุ่มเสี่ยงที่จะนำไปสู่โครงสร้างตลาดที่ผูกขาดมากกว่าเดิม ผู้ประกอบการดิจิทัล (Digital Companies) ผู้ประกอบการเทคโนโลยีรายใหม่ (Startups) และผู้ประกอบการรายอื่นๆ ที่กำลังนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการดำเนินธุรกิจ (Digitization) ซึ่งล้วนแต่อาศัยเครือข่ายโทรคมนาคม ย่อมสุ่มเสี่ยงที่จะเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้น ส่งผลต่อแรงจูงใจในการคิดค้นนวัตกรรม ความสามารถในการแข่งขัน และการก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลโดยรวม

 

ประการที่สาม วิธีควบรวมกิจการที่อยู่ระหว่างการศึกษา จะก่อเกิดบริษัทใหม่และยุบเลิกบริษัทเดิม สุ่มเสี่ยงที่จะเกิดการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม แม้ในช่วงการศึกษาความเป็นไปได้

จากสารสนเทศที่ TRUE และ DTAC แจ้งต่อ ตลท. ทั้งสองบริษัทกำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการรวมกิจการเข้าด้วยกันโดยวิธีการควบบริษัท หรือ Amalgamation ซึ่งหมายถึงการถ่ายโอนสินทรัพย์ หนี้สิน และกิจการทั้งหมดของทั้งสองบริษัทไปอยู่ในบริษัทใหม่ที่ตั้งขึ้นเพื่อการนี้โดยเฉพาะ จากนั้นยุบเลิกบริษัทเดิมทั้งสอง โดยบริษัทใหม่จะเข้าจดทะเบียนใน ตลท. แทน

 

วิธีการควบบริษัท หรือ Amalgamation นั้น นับเป็นวิธีควบรวมกิจการที่เข้มข้นที่สุด เนื่องจากจะต้องควบรวมทุกมิติของกิจการเข้าด้วยกันเป็นบริษัทใหม่ ดังนั้นในระหว่างการตรวจสอบกิจการซึ่งกันและกัน (Due Diligence) จึงสุ่มเสี่ยงว่าอาจเกิดพฤติกรรมที่เข้าข่ายการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม เช่น การแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับราคาและเงื่อนไขการให้บริการ การแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับแผนการลงทุน ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้อาจก่อผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อผู้บริโภคและการแข่งขัน ถึงแม้ว่าในท้ายที่สุดการควบรวมกิจการอาจไม่บรรลุผลสำเร็จก็ตาม

 

ด้วยเหตุผลทั้งสามประการดังกล่าวข้างต้น พวกเราจึงเรียกร้องให้ กสทช. และ กขค. ไม่รีรออีกต่อไปในการใช้อำนาจตามกฎหมาย ทำหน้าที่ตรวจสอบและกำกับการควบรวมครั้งนี้อย่างทันท่วงที ทั้งนี้ เพื่อป้องกันมิให้เกิดการผูกขาดหรือก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน อันเป็นหน้าที่ตามกฎหมายของหน่วยงานกำกับดูแลทั้งสอง

 

  1. กุศล เลี้ยวสกุล คณะเศรษฐศาสตร์​ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  2. กนกนัย ถาวรพานิช คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  3. กรรณิการ์ ดวงเนตร คณะเศรษฐศาสตร์​ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  4. เกรียงไกร เตชกานนท์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  5. จักรกฤช เจียวิริยบุญญา คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
  6. ผศ.ดร.จารุประภา รักพงษ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  7. จงรักษ์ หงษ์งาม คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
  8. เฉลิมพงษ์ คงเจริญ คณะเศรษฐศาสตร์​ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  9. ชญานี​ ชวะโน​ทย์​ คณะเศรษฐศาสตร์​ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  10. ชนินทร์ มีโภคี คณะเศรษฐศาสตร์​ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  11. รศ.ดร. ชยันต์ ตันติวัสดาการ คณะเศรษฐศาสตร์​ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  12. ชลิตา ชยุตรากรณ์ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยธนบุรี
  13. ชโลทร แก่นสันติสุขมงคล คณะเศรษฐศาสตร์​ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  14. ชานนทร์ เตชะสุนทรวัฒน์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  15. ฐิตินันท์ เต็งอำนวย คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  16. ณัฎฐา เปาวิมาน คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  17. ณัฐพล พจนาประเสริฐ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
  18. ดวงมณี เลาวกุล คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  19. ไตรสรณ์ ถิรชีวานนท์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)
  20. ต่อพงศ์ กิตติยานุพงศ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  21. ทีปกร จิร์ฐิติกุลชัย คณะเศรษฐศาสตร์​ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  22. ผศ.ดร.ธิติมา พลับพลึง สาขาการจัดการ คณะบริหารธุรกิจ มทร. รัตนโกสินทร์
  23. ธีรวุฒิ ศรีพินิจ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  24. รศ.ดร.ธีระวัฒน์ เจริญราษฎร์ คณะสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (วิทยาเขตหนองคาย)
  25. ธนสักก์ เจนมานะ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  26. ธร ปีติดล คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  27. ธานี ชัยวัฒน์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  28. นนท์ นุชหมอน คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  29. รศ.ดร.นพพล วิทย์วรพงศ์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  30. นภนต์ ภุมมา คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  31. นิวาน ผลพันธิน สถาบันเสริมศึกษาและทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  32. แบ๊งค์ งามอรุณโชติ สถาบันนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
  33. บุญยเกียรติ วรรณศิริ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  34. ปฐมวัตร จันทรศัพท์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
  35. รศ.ดร.ประสพโชค มั่งสวัสดิ์ คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)
  36. ศ.ดร.ปราณี ทินกร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  37. ปพิชญา แซ่ลิ่ม คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
  38. ปิติพัฒน์ นิตยกมลพันธุ์ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์
  39. ศาสตราจารย์ผาสุก พงษ์ไพจิตร คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  40. ศ.ดร.พิริยะ ผลพิรุฬห์ คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)
  41. รศ.ดร.พรชัย วิสุทธิศักดิ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  42. พรเทพ เบญญาอภิกุล คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  43. พรายพล คุ้มทรัพย์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์
  44. พราวพรรณ​ ประทุมชาติ School of Business and Economics University of Wisconsin-Superior
  45. พลอย ธรรมาภิรานนท์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  46. พลอยแก้ว โปราณานนท์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  47. พัชร์​ นิยม​ศิลป​ คณะนิติศาสตร์​ จุฬาลงกรณ์​มหาวิทยาลัย​
  48. พิชญ์ จงวัฒนากุล คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  49. พีระพงษ์ เตชะทัตตานนท์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)
  50. ภารวี มณีจักร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  51. ภคนัช สุทเธนทร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
  52. ภาวิน ศิริประภานุกูล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  53. มนตรี ชำนาญโรจน์ กรรมการและเหรัญญิก มูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย
  54. ยุทธนา เศรษฐปราโมทย์ คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)
  55. รพีภัทร มานะสุนทร คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์
  56. รุ่งนภา โอภาสปัญญาสาร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  57. วรรณวิภางค์ มานะโชติพงษ์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  58. วรลักษณ์ หิมะกลัส คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  59. รศ.ดร.วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
  60. วัชรพล นาควัชระ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  61. วิโรจน์ ณ ระนอง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)
  62. วิษณุ อรรถวานิช คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
  63. วิมลรัตน์​ ศรีรัตนกูล คณะเศรษฐศาสตร์​ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
  64. วิศาล บุปผเวส คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (อดีต)
  65. วีระวัฒน์ ภัทรศักดิ์กำจร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  66. ศิวาพร ฟองทอง คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
  67. เสาวลักษณ์ ด้วงอิน คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  68. เสาวรัจ รัตนคำฟู สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)
  69. โสมรัศมิ์ ขันทรัตน์ สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์
  70. ดร.สินาด ตรีวรรณไชย คณะเศรษฐศาสตร์​ มหาวิทยาลัย​สงขลา​นครินทร์​
  71. สมชัย จิตสุชน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)
  72. สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  73. สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์
  74. สลิลธร ทองมีนสุข สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)
  75. สัณห์สิรี โฆษินทร์เดชา คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  76. สุกำพล จง​วิไล​เกษม​ คณะเศรษฐศาสตร์​ มหาวิทยาลัย​สงขลา​นครินทร์​
  77. สุทธิชัย งามชื่นสุวรรณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
  78. สุพงษ์ พละศักดิ์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
  79. สุพรรณิกา ลือชารัศมี คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  80. สุวรรณา คุณดิลกณัฐวสา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์
  81. อภิชาต ดะลุณเพธย์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
  82. อภิชาต​ สถิต​นิรา​มัย คณะเศรษฐศาสตร์​ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์​
  83. อารยะ ปรีชาเมตตา คณะเศรษฐศาสตร์​ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  84. สิร นุกูลกิจ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  85. อิสร์กุล อุณหเกตุ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  86. อิสริยา บุญญะศิริ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

The post อาจารย์และนักวิชาการ 86 รายจากทั่วประเทศ ร่วมลงชื่อเรียกร้อง กสทช. และ กขค. ตรวจสอบดีลควบรวม TRUE-DTAC appeared first on THE STANDARD.

]]>
สขค. จับตาดูพฤติกรรม Shopee กรณีกำหนดเงื่อนไขจำกัดทางเลือกการขนส่งสินค้า ชี้อาจเข้าข่ายธุรกิจที่ไม่เป็นธรรม https://thestandard.co/shopee-may-be-considered-unfair-business/ Fri, 29 Jan 2021 08:42:11 +0000 https://thestandard.co/?p=448797 สขค. จับตาดูพฤติกรรม Shopee กรณีกำหนดเงื่อนไขจำกัดทางเลือกการขนส่งสินค้า ชี้อาจเข้าข่ายธุรกิจที่ไม่เป็นธรรม

ตามที่มีข่าวว่า Shopee ผู้ประกอบธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอน […]

The post สขค. จับตาดูพฤติกรรม Shopee กรณีกำหนดเงื่อนไขจำกัดทางเลือกการขนส่งสินค้า ชี้อาจเข้าข่ายธุรกิจที่ไม่เป็นธรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
สขค. จับตาดูพฤติกรรม Shopee กรณีกำหนดเงื่อนไขจำกัดทางเลือกการขนส่งสินค้า ชี้อาจเข้าข่ายธุรกิจที่ไม่เป็นธรรม

ตามที่มีข่าวว่า Shopee ผู้ประกอบธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ ซึ่งเป็นช่องทางจำหน่ายสินค้าออนไลน์ ได้มีการกำหนดเงื่อนไขในการจำกัดทางเลือกในการขนส่งสินค้า โดยจะเป็นผู้เลือกบริษัทขนส่งสินค้าเอง 

 

ส่งผลให้ผู้ประกอบธุรกิจที่จำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ของ Shopee อาจได้รับผลกระทบจากการจำหน่ายสินค้าได้น้อยลง เนื่องจากผู้บริโภคไม่ได้รับความสะดวกในการเลือกผู้ขนส่งสินค้าเอง โดยต้องใช้ผู้ขนส่งสินค้าที่ Shopee กำหนดเท่านั้น ซึ่งจะต้องรับภาระค่าใช้จ่ายการส่งสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้นด้วย  

 

สมศักดิ์ เกียรติชัยลักษณ์ เลขาธิการคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (สขค.) ได้มีการติดตามและตรวจสอบพฤติกรรมทางการค้าของ Shopee ปรากฏข้อเท็จจริงว่า Shopee ได้เผยแพร่ข้อมูลผ่านเว็บไซต์ว่าจะมีการปรับเปลี่ยนระบบการขนส่งสินค้าจากเดิมให้เลือกผู้ขนส่งสินค้าได้เอง 

 

โดยเป็นการกำหนดผู้ขนส่งสินค้าเฉพาะรายที่มีมาตรฐานในการจัดส่งสินค้า ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบธุรกิจที่ขายสินค้าผ่านช่องทางของ Shopee ทำให้ยอดจำหน่ายสินค้าน้อยลง เนื่องจากผู้บริโภคไม่ได้รับความสะดวกในการเลือกผู้ขนส่งสินค้าเอง โดยต้องใช้ผู้ขนส่งสินค้าที่ Shopee กำหนดเท่านั้น และอาจจะต้องรับภาระค่าใช้จ่ายการส่งสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้นด้วย 

 

“พฤติกรรมการกำหนดเงื่อนไขในการจำกัดทางเลือกในการขนส่งสินค้า อาจเป็นการกำหนดเงื่อนไขในการจำกัดการประกอบธุรกิจที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งเข้าข่ายการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 กรณีเป็นการใช้อำนาจเหนือตลาดโดยมิชอบ จะมีโทษทางอาญา จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกินร้อยละ 10 ของรายได้ในปีที่กระทำความผิด หรือทั้งจำทั้งปรับ หรือกรณีเป็นการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมอันเป็นผลให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ประกอบธุรกิจรายอื่น จะมีโทษทางปกครอง ปรับไม่เกินร้อยละ 10 ของรายได้ในปีที่กระทำความผิด” 

 

เลขาธิการคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้ากล่าวเพิ่มเติมว่า จะดำเนินการตรวจสอบข้อมูลและข้อเท็จจริงพฤติกรรมการกำหนดเงื่อนไขในการจำกัดทางเลือกในการขนส่งสินค้าของ Shopee ดังกล่าว รวมทั้งจะกำกับดูแลและตรวจสอบพฤติกรรมของผู้ประกอบธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์รายอื่นด้วย

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

The post สขค. จับตาดูพฤติกรรม Shopee กรณีกำหนดเงื่อนไขจำกัดทางเลือกการขนส่งสินค้า ชี้อาจเข้าข่ายธุรกิจที่ไม่เป็นธรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>