สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/สำนักงานการบินพลเรือนแ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sun, 08 Mar 2026 02:06:00 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ศบก. เผยช่วยคนไทยตะวันออกกลางกลับแล้ว 215 คน กลุ่มอิหร่าน 62 คนใกล้ถึงตุรกี https://thestandard.co/thai-middle-east-return-iran-turkey/ Sun, 08 Mar 2026 02:06:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1185449 เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือคนไทยอพยพจากตะวันออกกลาง

วันนี้ (7 มีนาคม) ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบ […]

The post ศบก. เผยช่วยคนไทยตะวันออกกลางกลับแล้ว 215 คน กลุ่มอิหร่าน 62 คนใกล้ถึงตุรกี appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือคนไทยอพยพจากตะวันออกกลาง

วันนี้ (7 มีนาคม) ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง หรือ ศบก. แถลงสถานการณ์ประจำวันเสาร์ที่ 7 มีนาคม 2569 โดยปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ และจิรโรจน์ ศุกลรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร กระทรวงคมนาคม เป็นผู้รายงานสถานการณ์

 

ปาณิดล ระบุว่า พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงมีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง จากการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรน พื้นที่ที่ยังต้องติดตามเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ได้แก่ อิรัก ซึ่งมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น และเลบานอนยังคงถูกโจมตีอย่างต่อเนื่อง จนขณะนี้มีการอพยพของพลเรือน เพราะกลายเป็นวิกฤตการณ์ด้านมนุษยธรรม และตอนนี้มีการโจมตีไปยังพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ เช่น ฐานทัพและที่พักของคนสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ดี ส่วนใหญ่สามารถสกัดกั้นได้

 

ขณะที่สถานการณ์การปิด-เปิดน่านฟ้าในปัจจุบัน ประเทศที่ยังปิดน่านฟ้าสำหรับการบินพาณิชย์ ได้แก่ อิหร่าน อิสราเอล ซีเรีย อิรัก บาห์เรน คูเวต เลบานอน และกาตาร์ แต่ในส่วนของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เริ่มกลับมาเปิดเที่ยวบินอย่างจำกัด เพื่อระบายผู้โดยสารที่ตกค้าง ขณะที่คนไทยในชั้นนี้ยังไม่มีรายงานว่าได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต จากสถานการณ์ดังกล่าว กระทรวงการต่างประเทศขอเรียกร้องให้คนไทยในพื้นที่เสี่ยงพิจารณาออกจากพื้นที่โดยเร็วที่สุด รวมทั้งขอให้ลงทะเบียนแจ้งข้อมูลที่อยู่และช่องทางติดต่อให้กับสถานเอกอัครราชทูต และสถานกงสุลใหญ่ในความรับผิดชอบ

 

ขณะที่ความคืบหน้าในการให้ความช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่อิหร่าน คนไทยกลุ่มแรกจากกรุงเตหะราน และเมืองกุม ได้เดินทางออกแล้วเมื่อช่วงเช้าตรู่วันนี้ รวม 62 คน และคาดว่าจะถึงตุรกีในวันนี้ และจะมีอีกกลุ่มเดินทางในวันที่ 10 มีนาคม

 

ในฝั่งตุรกี คณะจากกรมการกงสุลนำโดยบัญชา ยืนยงจงเจริญ รองอธิบดีกรมการกงสุล ได้เดินทางถึงเมืองวานแล้วเมื่อวานนี้ เพื่อร่วมกับทีมของสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา เพื่อปฏิบัติภารกิจในการรับคนไทยที่อพยพออกจากอิหร่าน โดยคณะทั้งหมดได้เดินทางไปยังด่านชายแดนคาปิคอยฝั่งตุรกี เพื่อหารือกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในการอำนวยความสะดวกแก่คนไทยที่จะเดินทางมาจากอิหร่าน

 

การนำคนไทยออกจากอิหร่าน ฝ่ายไทยได้มีการประสานงานกับฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลอิหร่าน สหรัฐฯ และอิสราเอล เพื่อให้มั่นใจว่าการอพยพจะเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย

 

จากรายงานเมื่อ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศได้รับรายงานจากอุปทูต ณ กรุงเตหะรานว่า ขบวนอพยพใกล้ถึงจุดหมายบริเวณชายแดนระหว่างอิหร่านและตุรกีแล้ว ซึ่งสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน จะย้ายไปปฏิบัติภารกิจที่ทำการชั่วคราวที่เมืองวาน ของตุรกี ตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม ตามที่ได้มีการประกาศไว้เมื่อคืนที่ผ่านมา พร้อมย้ำว่าสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน พร้อมติดต่อให้ความช่วยเหลือคนไทยที่ประสงค์จะเดินทางออกจากอิหร่าน และยังพำนักอยู่ในอิหร่านอย่างใกล้ชิดต่อไป

 

นอกจากนี้ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา ประเทศตุรกี ต้องปฏิบัติภารกิจบริเวณชายแดนอีกด้าน เพื่อรอรับคนไทยที่อพยพจากอิรักจำนวน 10 คน ซึ่งจะเดินทางข้ามด่านที่เมืองมาร์ดิน เพื่อช่วยเหลือให้เดินทางกลับประเทศไทยต่อไป

 

ขณะที่ซาอุดิอาระเบียยังสามารถบินกลับไทยได้ โดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงริยาด และสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองเจดดาห์ ได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ เมืองใกล้เคียง ได้แก่ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมานามา ประเทศบาห์เรน กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ และคูเวต ที่น่านฟ้ายังคงปิดอยู่ ส่วนคนไทยเดินทางข้ามแดนเพื่อเดินทางกลับไทย หรือเดินทางต่อไปยังปลายทางอื่นทางอากาศ

 

นอกจากนี้ ยังได้มีการหารือแนวทางในการนำคนไทยกลับประเทศกับสายการบินเอกชนอย่างต่อเนื่อง โดยเที่ยวบินริยาด – กรุงเทพฯ ยังคงให้บริการ และพร้อมพิจารณาเพิ่มเที่ยวบินอพยพคนไทยในประเทศต่าง ๆ ตามความต้องการ ขณะที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูดาบี และสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองดูไบ ได้ประสานคนไทยที่ตกค้างอย่างใกล้ชิด

 

พร้อมย้ำว่า ขณะนี้มีคนไทยที่ตกค้างในตะวันออกกลาง และได้รับความช่วยเหลือให้เดินทางกลับประเทศไทยแล้วทั้งสิ้น 215 คน ขณะที่ประเทศอื่น ๆ สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่อื่น ๆ ในพื้นที่ ยังคงอำนวยความสะดวก และคนไทยที่ประสงค์จะเดินทางกลับประเทศสามารถประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเร่งรัดกระบวนการทางเอกสารต่อไป

 

ด้านจิรโรจน์ ระบุถึงผลกระทบด้านการขนส่งว่า พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้สั่งการให้กระทรวงตั้งศูนย์วอร์รูมเพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เปิดให้หน่วยงานในสังกัดทำหน้าที่กำกับดูแลทั้งทางน้ำ ทางบก และทางราง โดยติดตามกำกับใน 3 มิติ คือ มิติของการรักษาคุณภาพการให้บริการ มิติราคาค่าโดยสารที่เป็นธรรม และมิติความพร้อมในการให้บริการ เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อประชาชน ซึ่งจะต้องรายงานมายังศูนย์ติดตามสถานการณ์เป็นประจำทุกวัน

 

โดยมีข้อสั่งการให้ส่วนทางอากาศกำชับหน่วยงานที่ให้บริการผู้โดยสาร ได้แก่ บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) และกรมท่าอากาศยาน รวมถึงหน่วยงานที่กำกับดูแลการขนส่งทางอากาศ คือ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ตรวจสอบกวดขันให้สายการบินคิดค่าโดยสารและค่าภาระการขนส่งสินค้าทางอากาศให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด พร้อมให้การช่วยเหลือผู้โดยสารตกค้าง และช่วยเหลือสายการบินที่จำเป็นต้องจอดอากาศยานค้างในประเทศไทย กรณีที่ไม่สามารถทำการบินได้

 

ขณะที่ทางน้ำให้กรมเจ้าท่าและการท่าเรือแห่งประเทศไทย ตรวจสอบและกวดขันผู้ประกอบการเดินเรือภายในประเทศให้คิดค่าโดยสารตามอัตราที่กำหนดอย่างเคร่งครัด ส่วนการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศให้ราคาเป็นไปตามกลไกตลาด พร้อมติดตามกำกับค่าระวางอย่างต่อเนื่อง เพื่อกำหนดมาตรการช่วยเหลือในกรณีที่ค่าระวางสูงจนมีผลกระทบต่อผู้บริโภค

 

ด้านการเดินทางทางบก ได้มอบหมายให้กรมการขนส่งทางบก ตรวจสอบและกวดขันผู้ประกอบการรถโดยสารประจำทาง รถโดยสารสาธารณะ และรถรับจ้างสาธารณะทุกประเภท ให้คิดค่าโดยสารตามอัตราที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด โดยให้ราคาค่าโดยสารสอดคล้องกับราคาน้ำมันดีเซลที่รัฐบาลมีมาตรการควบคุมอยู่ และในขณะเดียวกันให้ประเมินอัตราการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในภาคขนส่งสาธารณะ เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการจัดทำมาตรการร่วมกับกระทรวงพลังงานในการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงให้เพียงพอสำหรับการให้บริการ

 

ด้านการขนส่งทางราง ได้มอบหมายให้กรมการขนส่งทางรางประเมินความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากความผันผวนของราคาน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเฉพาะต้นทุนของรถจักรที่ใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิง เพื่อบริหารความเสี่ยงล่วงหน้า

 

ขณะที่สถานการณ์ด้านการบินในปัจจุบันที่ได้รับผลกระทบต่อผู้โดยสารที่เดินทางโดยเครื่องบิน ตัวเลขตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 7 มีนาคม มีจำนวนเที่ยวบินที่ยกเลิกและล่าช้ารวมทั้งสิ้น 584 เที่ยวบิน มีผู้โดยสารได้รับผลกระทบจำนวน 78,564 คน โดยได้กำกับให้สายการบินช่วยเหลือผู้โดยสารตามหลักปฏิบัติอย่างครบถ้วน ขณะเดียวกันยังให้บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) และกรมท่าอากาศยาน อำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ และให้เจ้าหน้าที่ประจำพื้นที่ให้ข้อมูลอย่างใกล้ชิด ประสานงานร่วมกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเพื่ออำนวยความสะดวกและประสานสายการบิน รวมถึงจัดเตรียมที่พักคอยและติดตามสถานการณ์สายการบินแบบ Real Time

 

ด้านการขนส่งสินค้าทางน้ำ จะมีผลกระทบกับการขนส่งสินค้าในเส้นทางไปยังทวีปยุโรป ซึ่งต้องเปลี่ยนเส้นทางจากเดิมผ่านตะวันออกกลาง อ้อมแหลมกู๊ดโฮป ทวีปแอฟริกา ทำให้ใช้ระยะเวลาเพิ่มขึ้น 15 วันจากปกติ ส่งผลต่อค่าระวางขนส่งสินค้า ค่าเวียนตู้คอนเทนเนอร์ และความแออัดของท่าเรือต่าง ๆ จึงได้สั่งการให้การท่าเรือแห่งประเทศไทยติดตามข้อมูลแบบรายวัน เพื่อเตรียมพร้อมบริหารจัดการให้มีผลกระทบต่อผู้ประกอบการน้อยที่สุด

 

หากประชาชนไม่ได้รับความสะดวก หรือต้องการร้องเรียนการให้บริการ สามารถแจ้งได้ที่สายด่วนคมนาคม 1356 หรือหากได้รับผลกระทบจากราคาค่าโดยสารหรือการบริการขนส่งสาธารณะ สามารถติดต่อสายด่วนกรมการขนส่งทางบก 1584 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

The post ศบก. เผยช่วยคนไทยตะวันออกกลางกลับแล้ว 215 คน กลุ่มอิหร่าน 62 คนใกล้ถึงตุรกี appeared first on THE STANDARD.

]]>
CAAT ยกระดับมาตรการคัดกรองเที่ยวบินจากพื้นที่เสี่ยงไวรัสนิปาห์เต็มรูปแบบ https://thestandard.co/caat-nipah-virus-flight-screening/ Mon, 26 Jan 2026 02:30:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1169407 เจ้าหน้าที่ CAAT กำลังตรวจสอบเอกสารหรือคัดกรองผู้โดยสารจากพื้นที่เสี่ยงไวรัสนิปาห์

กองสื่อสารองค์กร สำนักกรรมการและผู้อำนวยการ สำนักงานการ […]

The post CAAT ยกระดับมาตรการคัดกรองเที่ยวบินจากพื้นที่เสี่ยงไวรัสนิปาห์เต็มรูปแบบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าหน้าที่ CAAT กำลังตรวจสอบเอกสารหรือคัดกรองผู้โดยสารจากพื้นที่เสี่ยงไวรัสนิปาห์

กองสื่อสารองค์กร สำนักกรรมการและผู้อำนวยการ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) หรือ CAAT ติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสนิปาห์ในรัฐเบงกอลตะวันตก ประเทศอินเดีย อย่างใกล้ชิด

 

พร้อมประสานความร่วมมือกับกรมควบคุมโรค เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามมาตรฐานด้านสาธารณสุขและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้โดยสาร โดยได้จัดการประชุมซักซ้อมทำความเข้าใจมาตรการที่สายการบิน สนามบิน และผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

 

มาตรการดังกล่าวจะบังคับใช้เฉพาะเที่ยวบินและผู้โดยสารจากพื้นที่เสี่ยง โดยให้สายการบินดำเนินการคัดกรองเบื้องต้น ณ ต้นทาง ด้วยการสังเกตอาการ หากพบผู้โดยสารที่มีอาการเข้าข่ายต้องได้รับการตรวจ จะต้องมีเอกสารยืนยันก่อนเดินทาง และปฏิบัติตามแนวทางด้านสาธารณสุขระหว่างทำการบิน

 

เมื่อเดินทางถึงประเทศไทย ผู้โดยสารทุกคนต้องผ่านการตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายและกรอกแบบฟอร์ม ต.8 (Health Declaration) เพื่อจัดเก็บข้อมูลตามกฎหมายสำหรับการติดตามเฝ้าระวัง โดยมีการจัดจุดคัดกรองบริเวณสะพานเทียบอากาศยาน

 

ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้เตรียมความพร้อมในการรองรับกรณีตรวจพบผู้ป่วยไว้เรียบร้อยแล้ว

 

ในการซักซ้อมครั้งนี้ มีสายการบินที่ให้บริการเส้นทางจากรัฐเบงกอลตะวันตก สนามบิน และผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

 

โดยด่านควบคุมโรคได้เริ่มดำเนินการคัดกรองตั้งแต่วันที่ 25 มกราคมที่ผ่านมา และจะดำเนินการเต็มรูปแบบตั้งแต่เวลา 00.00 น. ของวันที่ 26 มกราคม เป็นต้นไป พร้อมติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในอนาคต

The post CAAT ยกระดับมาตรการคัดกรองเที่ยวบินจากพื้นที่เสี่ยงไวรัสนิปาห์เต็มรูปแบบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กพท. ประกาศเก็บค่าธรรมเนียมเข้า-ออกประเทศ 25 บาท/เที่ยว ดีเดย์ 1 ก.พ. 69 https://thestandard.co/caat-25-baht-international-fee/ Tue, 30 Dec 2025 10:02:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1160217 กพท. ประกาศเก็บค่าธรรมเนียมเข้า-ออกประเทศ 25 บาท/เที่ยว ดีเดย์ 1 ก.พ. 69

วันนี้ (30 ธันวาคม) สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย […]

The post กพท. ประกาศเก็บค่าธรรมเนียมเข้า-ออกประเทศ 25 บาท/เที่ยว ดีเดย์ 1 ก.พ. 69 appeared first on THE STANDARD.

]]>
กพท. ประกาศเก็บค่าธรรมเนียมเข้า-ออกประเทศ 25 บาท/เที่ยว ดีเดย์ 1 ก.พ. 69

วันนี้ (30 ธันวาคม) สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท. หรือ CAAT) ได้ออกประกาศเรื่อง การกำหนดอัตรา ระยะเวลา และวิธีการนำส่งค่าธรรมเนียมการเข้าหรือออกนอกประเทศ โดยระบุสาระสำคัญให้มีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมในอัตรา 25 บาทต่อผู้โดยสารหนึ่งคนต่อเที่ยว โดยจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป

 

รายงานข่าวระบุว่า การออกประกาศฉบับนี้เป็นผลสืบเนื่องจากการประชุมคณะกรรมการการบินพลเรือน (กบร.) ครั้งที่ 3/2568 เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบในหลักการให้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าวจาก ผู้ดำเนินการเดินอากาศ (สายการบิน) โดยคำนวณจากจำนวนผู้โดยสารที่เดินทางเข้ามายัง หรือเดินทางออกไปจากราชอาณาจักร

 

ทั้งนี้ กพท. ได้กำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการนำส่งและระยะเวลาไว้อย่างชัดเจน เพื่อให้กระบวนการจัดเก็บมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อนำรายได้ดังกล่าวมาใช้รองรับภารกิจในการกำกับดูแล (Regulator) และพัฒนามาตรฐานความปลอดภัยด้านการบินพลเรือนของประเทศ ให้เป็นไปตามกฎหมายและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล

 

กพท. ยืนยันว่า การกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมการเข้าหรือออกนอกประเทศในครั้งนี้ เป็นการดำเนินการภายใต้กรอบของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับระบบการกำกับดูแลการบินของไทย และเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อมาตรฐานการบินของประเทศไทยในเวทีระดับโลก

 

อ้างอิง: https://www.facebook.com/share/p/16ZnNCe1nu/

The post กพท. ประกาศเก็บค่าธรรมเนียมเข้า-ออกประเทศ 25 บาท/เที่ยว ดีเดย์ 1 ก.พ. 69 appeared first on THE STANDARD.

]]>
กพท. ลุยตรวจตั๋วเครื่องบินรับปีใหม่ 2568 ไม่พบขายเกินเพดาน กำชับสายการบิน-สนามบิน รับมือผู้โดยสารล้นดอนเมืองกว่าแสนคนต่อวัน https://thestandard.co/civil-aviation-authority-thailand-caat-2/ Sat, 27 Dec 2025 03:43:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1159000 กพท. ลุยตรวจตั๋วเครื่องบินรับปีใหม่ 2568 ไม่พบขายเกินเพดาน กำชับสายการบิน-สนามบิน รับมือผู้โดยสารล้นดอนเมืองกว่าแสนคนต่อวัน

วานนี้ (26 ธันวาคม) พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวย […]

The post กพท. ลุยตรวจตั๋วเครื่องบินรับปีใหม่ 2568 ไม่พบขายเกินเพดาน กำชับสายการบิน-สนามบิน รับมือผู้โดยสารล้นดอนเมืองกว่าแสนคนต่อวัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กพท. ลุยตรวจตั๋วเครื่องบินรับปีใหม่ 2568 ไม่พบขายเกินเพดาน กำชับสายการบิน-สนามบิน รับมือผู้โดยสารล้นดอนเมืองกว่าแสนคนต่อวัน

วานนี้ (26 ธันวาคม) พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) หรือ กพท. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ฝ่ายกำกับดูแลทางเศรษฐกิจ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบการให้บริการและราคาค่าโดยสารเส้นทางภายในประเทศ ที่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและท่าอากาศยานดอนเมือง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่

 

จากการตรวจสอบการแสดงราคาและการจำหน่ายบัตรโดยสารในเส้นทางยอดนิยม อาทิ เส้นทางกรุงเทพฯ ไป-กลับ เชียงใหม่, เชียงราย, ขอนแก่น, ภูเก็ต, หาดใหญ่ และสมุย ไม่พบว่ามีการจำหน่ายบัตรโดยสารเกินเพดานราคาตามที่ CAAT กำหนด

 

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากบัตรโดยสารส่วนใหญ่ถูกจองล่วงหน้าไปเกือบหมดแล้ว ทำให้ที่นั่งที่เหลือสำหรับการเดินทางเร่งด่วนในช่วงนี้มีราคาสูงตามกลไกตลาด แต่จากการเพิ่มเที่ยวบินพิเศษในช่วงเทศกาล พบว่าช่วยเพิ่มทางเลือกและรองรับความต้องการของผู้โดยสารได้ดีขึ้น

 

ในโอกาสนี้ พลอากาศเอก มนัท พร้อมด้วย ศรัณย เบ็ญจนิรัตน์ รองผู้อำนวยการสายงานเศรษฐกิจการบิน ได้หารือร่วมกับ วิจิตต์ แก้วไทรเทียม ผู้อำนวยการท่าอากาศยานดอนเมือง (ทดม.) และผู้แทนสายการบิน ถึงมาตรการอำนวยความสะดวก

 

โดยข้อมูลจาก ทดม. ระบุว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ มีปริมาณผู้โดยสารเดินทางผ่านสนามบินดอนเมืองสูงกว่า 100,000 คนต่อวัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าประมาณ 2% ซึ่งทางสนามบินได้นำระบบ Biometric และเพิ่มเจ้าหน้าที่ตรวจค้นสัมภาระมาช่วยระบายความหนาแน่น ทั้งนี้ CAAT ได้เน้นย้ำให้รักษามาตรฐานความปลอดภัย (Safety) และการรักษาความปลอดภัย (Security) อย่างเข้มงวดที่สุด

 

ด้านมาตรการบริหารจัดการเที่ยวบิน CAAT ได้ประสานงานกับ กรมท่าอากาศยาน (ทย.) ให้ยืดหยุ่นเวลาทำการของสนามบินปลายทางเพื่อป้องกันผู้โดยสารตกค้าง พร้อมกำชับสายการบินให้ความสำคัญกับความตรงต่อเวลา หากเกิดกรณีล่าช้าหรือยกเลิกเที่ยวบิน ต้องรีบแจ้งผู้โดยสารและปฏิบัติตาม ประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง การคุ้มครองสิทธิของผู้โดยสารฯ (ข้อบังคับ กบร. 101) อย่างเคร่งครัด โดยต้องมีพนักงานผู้มีอำนาจตัดสินใจประจำจุดให้บริการตลอดเวลาเพื่อแก้ไขปัญหาหน้างานและรับเรื่องร้องเรียนได้ทันที

 

CAAT ขอแจ้งเตือนผู้โดยสาร ให้เผื่อเวลาการเดินทางมายังท่าอากาศยานล่วงหน้า โดยเส้นทางภายในประเทศควรเผื่อเวลาอย่างน้อย 1 ชั่วโมง และเส้นทางระหว่างประเทศอย่างน้อย 3 ชั่วโมง เพื่อลดความเสี่ยงในการพลาดเที่ยวบิน ทั้งนี้ หากผู้โดยสารไม่ได้รับการดูแลตามสิทธิ สามารถร้องเรียนได้ที่เว็บไซต์ complaint.caat.or.th

The post กพท. ลุยตรวจตั๋วเครื่องบินรับปีใหม่ 2568 ไม่พบขายเกินเพดาน กำชับสายการบิน-สนามบิน รับมือผู้โดยสารล้นดอนเมืองกว่าแสนคนต่อวัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กพท. เผยปริมาณการเดินทางทางอากาศฟื้นตัวเทียบเท่าช่วงก่อนโควิด-19 พร้อมผนึกสายการบินลดค่าโดยสาร 30% รองรับการเดินทางช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 https://thestandard.co/civil-aviation-authority-thailand-caat/ Thu, 25 Dec 2025 04:08:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1158066 กพท. เผยปริมาณการเดินทางทางอากาศฟื้นตัวเทียบเท่าช่วงก่อนโควิด-19 พร้อมผนึกสายการบินลดค่าโดยสาร 30% รองรับการเดินทางช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569

วันนี้ (25 ธันวาคม) สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย […]

The post กพท. เผยปริมาณการเดินทางทางอากาศฟื้นตัวเทียบเท่าช่วงก่อนโควิด-19 พร้อมผนึกสายการบินลดค่าโดยสาร 30% รองรับการเดินทางช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>
กพท. เผยปริมาณการเดินทางทางอากาศฟื้นตัวเทียบเท่าช่วงก่อนโควิด-19 พร้อมผนึกสายการบินลดค่าโดยสาร 30% รองรับการเดินทางช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569

วันนี้ (25 ธันวาคม) สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท. หรือ CAAT) รายงานสถานการณ์การเดินทางทางอากาศช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2569

 

จากการติดตามข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 21 ธันวาคม ที่ผ่านมา พบว่ามีผู้โดยสารเดินทางผ่านท่าอากาศยานไทยรวม 479,979 คน (ในประเทศ 208,040 คน / ระหว่างประเทศ 271,939 คน) ซึ่งถือเป็นระดับที่ใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19 โดยคาดการณ์ว่าปริมาณการเดินทางจะหนาแน่นที่สุดในวันที่ 27 ธันวาคม 2568 และวันที่ 4 มกราคม 2569

 

ในส่วนของตลาดต่างประเทศ เส้นทางจีนฟื้นตัวแล้วกว่า 75% เมื่อเทียบกับก่อนโควิด ขณะที่นักท่องเที่ยวอินเดียเติบโตสูงกว่าช่วงก่อนโควิดถึง 10% ส่วนเส้นทางในประเทศ ท่าอากาศยานดอนเมืองยังคงครองแชมป์ผู้โดยสารสูงสุด ตามด้วยสุวรรณภูมิ เชียงใหม่ และภูเก็ต

 

พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการ กพท. เปิดเผยว่า เพื่ออำนวยความสะดวกและลดค่าใช้จ่ายให้ประชาชน กพท. ได้ร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรและสายการบิน ดำเนินมาตรการสำคัญดังนี้:

 

1. เพิ่มเที่ยวบินพิเศษ: จำนวน 66 เที่ยวบิน (11,312 ที่นั่ง) ใน 6 เส้นทางหลัก อาทิ เชียงใหม่, เชียงราย, ขอนแก่น, ภูเก็ต ฯลฯ

 

2. ลดราคาค่าตั๋ว: ลดราคาสูงสุด 30% จากเพดานราคา ในเที่ยวบินพิเศษและเที่ยวบินเสริม รวม 202 เที่ยวบิน (36,620 ที่นั่ง) ครอบคลุม 11 เส้นทางทั่วประเทศ

 

โดยประชาชนสามารถสำรองที่นั่งราคาพิเศษได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันเดินทาง (ช่วง 26 ธันวาคม 2568 – 5 มกราคม 2569) กับสายการบินที่เข้าร่วม ได้แก่ ไทยแอร์เอเชีย, ไทยไลอ้อนแอร์, ไทยเวียตเจ็ตแอร์, นกแอร์ และบางกอกแอร์เวย์ส

 

กพท. ย้ำเตือนผู้โดยสารว่า ตั๋วราคาพิเศษมีจำนวนจำกัด และจากการตรวจสอบพบว่าตั๋วราคาประหยัดถูกจองไปจำนวนมากแล้ว หากเป็นไปได้ควรวางแผนเดินทางล่วงหน้าหรือขยับวันเดินทางเพื่อราคาที่ถูกลง

 

นอกจากนี้ ขอให้เผื่อเวลาเดินทางมาสนามบินมากกว่าปกติเนื่องจากปริมาณผู้โดยสารหนาแน่นมาก และหากพบการขายตั๋วเกินราคาเพดาน สามารถร้องเรียนได้ที่เว็บไซต์ complaint.caat.or.th

The post กพท. เผยปริมาณการเดินทางทางอากาศฟื้นตัวเทียบเท่าช่วงก่อนโควิด-19 พร้อมผนึกสายการบินลดค่าโดยสาร 30% รองรับการเดินทางช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>
​กพท. ยกระดับมาตรการขั้นสูงสุด ออกประกาศฉบับที่ 12 ห้ามบินโดรนพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาและพื้นที่เสี่ยง เริ่มบังคับใช้ 9 ธันวาคมนี้ https://thestandard.co/caat-no-drone-zone-thai-cambodia-border-7-provinces-sattahip/ Mon, 08 Dec 2025 10:50:01 +0000 https://thestandard.co/?p=1152442 ​กพท. ยกระดับมาตรการขั้นสูงสุด ออกประกาศฉบับที่ 12 ห้ามบินโดรนพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาและพื้นที่เสี่ยง เริ่มบังคับใช้ 9 ธันวาคมนี้

วันนี้ (8 ธันวาคม) สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ( […]

The post ​กพท. ยกระดับมาตรการขั้นสูงสุด ออกประกาศฉบับที่ 12 ห้ามบินโดรนพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาและพื้นที่เสี่ยง เริ่มบังคับใช้ 9 ธันวาคมนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
​กพท. ยกระดับมาตรการขั้นสูงสุด ออกประกาศฉบับที่ 12 ห้ามบินโดรนพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาและพื้นที่เสี่ยง เริ่มบังคับใช้ 9 ธันวาคมนี้

วันนี้ (8 ธันวาคม) สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) หรือ CAAT ได้ออกประกาศฉบับที่ 12 เรื่อง ห้ามบังคับหรือปล่อยอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน (Drone) ในพื้นที่ที่อาจกระทบต่อความมั่นคงของประเทศในช่วงสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาโดยมีผลบังคับใช้ทันทีตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป จนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง

 

หลังจากหน่วยงานด้านความมั่นคงประเมินสถานการณ์ล่าสุด พบว่าแนวโน้มความขัดแย้งบริเวณชายแดนเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของสาธารณชนและการปฏิบัติภารกิจของเจ้าหน้าที่

 

ประกาศฉบับใหม่นี้ถือเป็นการยกเลิกมาตรการผ่อนปรนเดิมในฉบับที่ 11 โดยกพท. ได้กำหนดพื้นที่ห้ามบินเด็ดขาด ครอบคลุมพื้นที่ที่มีการวางกำลังกองทหารและการปฏิบัติการภาคพื้น ได้แก่ พื้นที่ชายแดนใน 7 จังหวัด คือ จันทบุรี, ตราด, สระแก้ว, บุรีรัมย์, ศรีสะเกษ, สุรินทร์ และอุบลราชธานี รวมถึงพื้นที่ยุทธศาสตร์ระดับอำเภอในอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี และอำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง นอกจากนี้ยังครอบคลุมรัศมี 9 กิโลเมตร (5 ไมล์ทะเล) รอบสนามบินที่กำหนด และพื้นที่อื่น ๆ ที่หน่วยงานความมั่นคงอาจประกาศเพิ่มเติม

 

สำหรับประชาชนทั่วไปที่มีความจำเป็นต้องใช้งานโดรนในพื้นที่ดังกล่าว กพท. ได้กำหนดเงื่อนไขที่เข้มงวดรัดกุมกว่าเดิม โดยผู้ใช้งานจะต้องขึ้นทะเบียนทั้งผู้บังคับและตัวโดรนกับ กพท. ให้ถูกต้อง และต้องยื่นคำขออนุญาตล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วัน ผ่านระบบแอปพลิเคชัน UAS Portal เท่านั้น

 

การปฏิบัติการบินถูกจำกัดความสูงไม่เกิน 90 เมตร (300 ฟุต) และอนุญาตให้บินได้เฉพาะช่วงเวลา 06.00 – 18.00 น. หากมีความจำเป็นต้องบินนอกเหนือเวลาดังกล่าว ต้องยื่นขออนุญาตเป็นกรณีพิเศษ แต่มีข้อห้ามเด็ดขาดคือ ห้ามบินในช่วงเวลา 00.01 – 04.00 น. ทุกกรณี และทุกครั้งก่อนขึ้นบิน ต้องแจ้งข้อมูลพิกัดและรายละเอียดต่อ กพท. และศูนย์บังคับและต่อต้านอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน (ศบตอ.น.)

 

ในส่วนของโดรนราชการทหาร ตำรวจ และหน่วยงานความมั่นคง ยังคงปฏิบัติการได้ตามอำนาจหน้าที่ แต่สำหรับโดรนของศุลกากร กระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงทรัพยากรฯ ต้องแจ้งข้อมูลล่วงหน้าเช่นเดียวกันเพื่อความปลอดภัยและป้องกันความเข้าใจผิดในการปฏิบัติงาน

 

ทั้งนี้ กพท. ขอความร่วมมือประชาชน หากพบเห็นการใช้งานโดรนที่น่าสงสัย ผิดกฎหมาย หรืออาจเป็นภัยต่อความมั่นคงในพื้นที่ดังกล่าว ให้แจ้งเบาะแสระบุวัน เวลา และสถานที่ พร้อมภาพถ่ายหรือคลิปวิดีโอ (ถ้ามี) ไปยัง กพท. ที่หมายเลข 02-568-8851 หรือแจ้งศูนย์ปราบปรามโดรน (ศบตอ.น.) โทร 02-126-7846 รวมถึงสถานีตำรวจและหน่วยทหารในพื้นที่ได้ทันที เพื่อความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของประเทศ

The post ​กพท. ยกระดับมาตรการขั้นสูงสุด ออกประกาศฉบับที่ 12 ห้ามบินโดรนพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาและพื้นที่เสี่ยง เริ่มบังคับใช้ 9 ธันวาคมนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
CAAT ปลดล็อกโดรนกู้ภัย บินกลางคืนได้ เร่งหนุนภารกิจช่วยน้ำท่วมใต้ เริ่ม 25 พ.ย. 68 https://thestandard.co/caat-rescue-drones-night-flight/ Wed, 26 Nov 2025 02:04:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1147647 CAAT ปลดล็อกโดรนกู้ภัย บินกลางคืนได้ เร่งหนุนภารกิจช่วยน้ำท่วมใต้ เริ่ม 25 พ.ย. 68

วันนี้ (26 พฤศจิกายน) สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไท […]

The post CAAT ปลดล็อกโดรนกู้ภัย บินกลางคืนได้ เร่งหนุนภารกิจช่วยน้ำท่วมใต้ เริ่ม 25 พ.ย. 68 appeared first on THE STANDARD.

]]>
CAAT ปลดล็อกโดรนกู้ภัย บินกลางคืนได้ เร่งหนุนภารกิจช่วยน้ำท่วมใต้ เริ่ม 25 พ.ย. 68

วันนี้ (26 พฤศจิกายน) สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ได้ออกประกาศเรื่อง อนุญาตให้บังคับหรือปล่อยอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน ประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอก เพื่อการดำเนินงานด้านการบรรเทาสาธารณภัยในพื้นที่ประสบอุทกภัยภาคใต้ พ.ศ. 2568 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป

 

ประกาศฉบับนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสนับสนุนการทำงานของหน่วยงานรัฐในการค้นหา กู้ภัย และช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ที่กำลังได้รับผลกระทบจากอุทกภัยเป็นวงกว้าง โดยอนุญาตให้สามารถใช้งานโดรนในพื้นที่ประสบภัย รวมถึงพื้นที่หวงห้ามเด็ดขาด พื้นที่หวงห้ามเฉพาะ และพื้นที่อันตรายที่อยู่ในเขตประสบภัย เพื่อภารกิจป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้

 

เพื่อลดข้อจำกัดและช่วยให้การปฏิบัติงานต่อเนื่องแข่งกับเวลา CAAT อนุญาตให้ปฏิบัติการบินหลังเวลา 18.00 น. ได้ ภายใต้เงื่อนไขความปลอดภัย ดังนี้:

  • ・ระบบไฟ: โดรนต้องติดตั้งไฟระบุตำแหน่งและทิศทางการเคลื่อนที่อย่างชัดเจน
  • การประสานงาน: ผู้บังคับโดรนต้องประสานกับหน่วยปฏิบัติการภาคพื้น หน่วยกู้ภัย หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เพื่อป้องกันการรบกวนภารกิจ
  • เส้นทางบิน: ต้องไม่กีดขวางเส้นทางบินของอากาศยานของรัฐ หรืออากาศยานฉุกเฉินอื่นๆ

 

สำหรับภารกิจที่จำเป็นต้องบินใน เขตพื้นที่สนามบินอนุญาต หรือภายในระยะ 9 กิโลเมตร (5 ไมล์ทะเล) จากสนามบินที่อยู่ในเขตประสบภัย:

  • ต้องแจ้งขออนุญาต จากสนามบินก่อนปฏิบัติการทุกครั้ง
  • จะสามารถขึ้นบินได้ เมื่อได้รับอนุญาตจากสนามบินแล้วเท่านั้น

 

ผู้ที่ได้รับอนุญาตตามประกาศนี้ มีหน้าที่ต้องแจ้งรายละเอียดการปฏิบัติงาน ได้แก่ ข้อมูลพื้นที่ วัน และเวลาที่ทำการบิน ส่งไปยังสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ทางอีเมล [email protected] ภายใน 30 วัน หลังจากสถานการณ์อุทกภัยสิ้นสุดลง เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการกำกับดูแลความปลอดภัยการบินของประเทศต่อไป

 

ทั้งนี้ CAAT ย้ำว่ามาตรการดังกล่าวออกมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพปฏิบัติการด้านมนุษยธรรมในภาวะวิกฤต โดยยังคงไว้ซึ่งมาตรฐานความปลอดภัยทางการบินสูงสุด เพื่อให้ประชาชนได้รับการช่วยเหลืออย่างรวดเร็วและปลอดภัย

The post CAAT ปลดล็อกโดรนกู้ภัย บินกลางคืนได้ เร่งหนุนภารกิจช่วยน้ำท่วมใต้ เริ่ม 25 พ.ย. 68 appeared first on THE STANDARD.

]]>
กพท. ประกาศผ่อนปรนให้โดรนเพื่อการเกษตรขึ้นบินได้ตั้งแต่วันที่ 11 ส.ค. นี้ ภายใต้เงื่อนไขที่เข้มงวด https://thestandard.co/agriculture-drones-allowed-11-aug/ Sat, 09 Aug 2025 08:12:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1105637

วันนี้ (9 สิงหาคม) สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ( […]

The post กพท. ประกาศผ่อนปรนให้โดรนเพื่อการเกษตรขึ้นบินได้ตั้งแต่วันที่ 11 ส.ค. นี้ ภายใต้เงื่อนไขที่เข้มงวด appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (9 สิงหาคม) สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ประกาศผ่อนปรนให้ โดรนเพื่อการเกษตร สามารถทำการบินได้ตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป แม้จะยังคงมีคำสั่งห้ามบินโดรนทุกประเภททั่วราชอาณาจักรจนถึงวันที่ 15 สิงหาคม หรือจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลงก็ตาม โดยมาตรการผ่อนปรนนี้มีเงื่อนไขที่กำหนดไว้เพื่อความปลอดภัยและมั่นคงในช่วงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

 

ผู้ควบคุมโดรนและตัวโดรนต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขอย่างเคร่งครัดดังนี้ :

 

  • ต้องขึ้นทะเบียนกับ CAAT อย่างครบถ้วนและใบอนุญาตยังไม่หมดอายุ
  • ต้องได้รับอนุญาตปฏิบัติการบินเพื่อการเกษตรจาก CAAT
  • ไม่มีประวัติการฝ่าฝืนหรือถูกเพิกถอนสิทธิการบิน
  • สามารถบินได้เฉพาะในพื้นที่เกษตรของตนเอง หรือพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของ
  • ต้องแจ้งการบินล่วงหน้าอย่างน้อย 12 ชั่วโมง ผ่านเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันของ CAAT และหน่วยงานความมั่นคงที่เกี่ยวข้องจำกัดความสูงในการบินไม่เกิน 30 เมตร
  • อนุญาตให้บินได้เฉพาะช่วงเวลา 06.00-18.00 น. เท่านั้น
  • ใช้เพื่อโปรย หว่านสารเคมี หรือปุ๋ยเพื่อการเกษตรเท่านั้น ห้ามใช้เพื่อถ่ายภาพหรือสำรวจ

 

CAAT ยังคงมีข้อห้ามบินโดรนทุกประเภทในพื้นที่ที่กำหนด ได้แก่ :

 

  • พื้นที่หวงห้ามและอันตราย 16 แห่งตามที่ประกาศใน AIP Thailand (เช่น ศรีสะเกษ, นครสวรรค์, จันทบุรี)
  • จังหวัดชายแดนที่ประกาศกฎอัยการศึกหรือมีกองกำลังปฏิบัติการ (7 จังหวัด)
  • อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี และอำเภอเมือง จังหวัดระยอง
  • พื้นที่ในรัศมี 9 กิโลเมตรรอบสนามบินและจุดขึ้นลงอากาศยานทุกแห่ง
  • พื้นที่ที่หน่วยงานความมั่นคงประกาศเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษ

 

ผู้ที่ฝ่าฝืนจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และเจ้าหน้าที่มีอำนาจใช้ระบบต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ (Anti-Drone System) เพื่อตอบโต้หรือทำลายโดรนที่ผิดกฎหมายได้ทันที หากมีข้อสงสัยหรือพบการฝ่าฝืน สามารถแจ้งได้ที่ CAAT หรือหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ได้ตลอดเวลา

 

อ้างอิง:

The post กพท. ประกาศผ่อนปรนให้โดรนเพื่อการเกษตรขึ้นบินได้ตั้งแต่วันที่ 11 ส.ค. นี้ ภายใต้เงื่อนไขที่เข้มงวด appeared first on THE STANDARD.

]]>
กพท. สั่งห้ามห้ามบินโดรนทั่วประเทศ 30 ก.ค. – 15 ส.ค. ป้องกันความมั่นคง จากเหตุชายแดนไทย – กัมพูชา https://thestandard.co/caat-drone-ban-national/ Wed, 30 Jul 2025 10:08:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1101813 caat-drone-ban-national

สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) หรือ CAAT ออก […]

The post กพท. สั่งห้ามห้ามบินโดรนทั่วประเทศ 30 ก.ค. – 15 ส.ค. ป้องกันความมั่นคง จากเหตุชายแดนไทย – กัมพูชา appeared first on THE STANDARD.

]]>
caat-drone-ban-national

สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) หรือ CAAT ออกประกาศด่วน ห้ามทำการบินหรือปล่อยอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ทุกประเภทในพื้นที่ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม ถึง 15 สิงหาคม 2568 หรือจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง เพื่อความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา

 

พล.อ.อ. มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการ กพท. ระบุว่า การประกาศห้ามครั้งนี้สอดคล้องกับอำนาจตามพระราชบัญญัติการเดินอากาศ พ.ศ. 2497 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยผู้ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ทหารยังมีอำนาจทำลายอากาศยานได้หากพิจารณาว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง

 

กพท. ขอความร่วมมือประชาชนงดใช้โดรนทุกประเภทในช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อสนับสนุนภารกิจของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ชายแดน และให้ประชาชนแจ้งเบาะแสการบินโดรนที่ฝ่าฝืนผ่านช่องทางติดต่อ เช่น กองพัฒนามาตรฐานและเทคโนโลยีระบบอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน โทร. 02-568-8851 หรืออีเมล [email protected], ศูนย์ต่อต้านอากาศยานไร้คนขับของตำรวจ โทร. 02-126-7846 หรืออีเมล [email protected] รวมถึงแจ้งสถานีตำรวจท้องที่หรือหน่วยความมั่นคงในพื้นที่

 

อ้างอิง:

The post กพท. สั่งห้ามห้ามบินโดรนทั่วประเทศ 30 ก.ค. – 15 ส.ค. ป้องกันความมั่นคง จากเหตุชายแดนไทย – กัมพูชา appeared first on THE STANDARD.

]]>
สุริยะย้ำ คุมเข้มราคาตั๋วเครื่องบิน มีเพดานชัดเจน หากพบราคาเกินจริง ขอประชาชนร้องเรียนที่คมนาคมด่วน https://thestandard.co/strict-airfare-price-control-thailand/ Thu, 10 Apr 2025 02:58:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1062697 ราคาตั๋วเครื่องบิน

วานนี้ (9 เมษายน) สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตร […]

The post สุริยะย้ำ คุมเข้มราคาตั๋วเครื่องบิน มีเพดานชัดเจน หากพบราคาเกินจริง ขอประชาชนร้องเรียนที่คมนาคมด่วน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ราคาตั๋วเครื่องบิน

วานนี้ (9 เมษายน) สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ภาพราคาตั๋วเครื่องบินเส้นทางดอนเมือง-สกลนคร บนเว็บไซต์ www.airasia.com สำหรับวันที่ 12 เมษายน 2568 สูงถึง 14,919 บาทต่อเที่ยวว่า สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ได้รายงานว่า ราคานี้เกิดจากระบบแสดงผลผิดพลาด ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในหมู่ผู้โดยสาร 

 

”ผมขอยืนยันว่า ราคาตั๋วเครื่องบินยังคงอยู่ในการควบคุมและมีเพดานราคาที่ชัดเจน โดยเส้นทางดอนเมือง-สกลนครมีราคาเพดานสูงสุดอยู่ที่ 5,188 บาทต่อคนต่อเที่ยว” สุริยะกล่าว 

 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมกล่าวเพิ่มเติมว่า ได้สั่งการให้ CAAT เรียกบริษัท ไทยแอร์เอเชีย จำกัด เข้ามาหารือโดยด่วน เพื่อจัดการระบบการบริหารจัดการและดำเนินการตามข้อสั่งการไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดต่อผู้โดยสารอีก ซึ่งทางบริษัทฯ ชี้แจงว่า ปัญหาเกิดจากความผิดพลาดของระบบ และไม่มีการจำหน่ายบัตรโดยสารในราคานั้นจริง โดย CAAT ได้ตรวจสอบแล้วพบว่ามีการแสดงราคาดังกล่าวจริง แต่ไม่สามารถซื้อได้

 

อย่างไรก็ตาม แอร์เอเชียแนะนำให้ผู้โดยสารเลือกตัวเลือก ‘เฉพาะเที่ยวบินแอร์เอเชีย’ ก่อนทำการจอง เพื่อให้มั่นใจว่าจะซื้อบัตรโดยสารในราคาที่ไม่เกินเพดานที่ CAAT กำหนด ทั้งนี้ CAAT ได้กำหนดให้บริษัทฯ ชี้แจงแนวทางการป้องกันปัญหาระยะยาวภายใน 30 วัน

 

นอกจากนี้ สุริยะยังกล่าวเตือนสายการบินว่า หากพบการกระทำผิดซ้ำ จะต้องถูกดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด พร้อมทั้งขอให้ผู้โดยสารที่พบราคาตั๋วเครื่องบินสูงเกินจริง แจ้งร้องเรียนมายังกระทรวงคมนาคมได้ทันที

The post สุริยะย้ำ คุมเข้มราคาตั๋วเครื่องบิน มีเพดานชัดเจน หากพบราคาเกินจริง ขอประชาชนร้องเรียนที่คมนาคมด่วน appeared first on THE STANDARD.

]]>
การบินพลเรือนแจง ผู้โดยสารการบินไทยที่นั่ง Business Class ปรับเอนไม่ได้ รับเงินเยียวยา 5,000 บาท พร้อมคืนค่าบัตรโดยสาร https://thestandard.co/thai-airways-business-class-compensation/ Mon, 28 Oct 2024 13:37:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1001109 การบินไทย Business Class

วันนี้ (28 ตุลาคม) ตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส อดีตรองเลขาธิ […]

The post การบินพลเรือนแจง ผู้โดยสารการบินไทยที่นั่ง Business Class ปรับเอนไม่ได้ รับเงินเยียวยา 5,000 บาท พร้อมคืนค่าบัตรโดยสาร appeared first on THE STANDARD.

]]>
การบินไทย Business Class

วันนี้ (28 ตุลาคม) ตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส อดีตรองเลขาธิการพรรคไทยสร้างไทย โพสต์เฟซบุ๊กถึงกรณีที่เคยยื่นคำร้องสู่กรรมาธิการคมนาคม จากกรณีที่ตนและคณะซื้อบัตรโดยสารชั้นธุรกิจ (Business Class) ของสายการบินไทยในราคาเต็ม และพบว่าเก้าอี้ไม่สามารถปรับเอนได้ถึง 2 ตัว โดยการบินไทยขอให้รับเงิน 5,000 บาทเป็นค่าเยียวยาขอโทษแทน 

 

กรรมาธิการคมนาคมได้ประสานไปยังสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ซึ่งทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกำกับสายการบินให้ตรวจสอบเรื่องนี้ โดยสายการบินไทยสำนักงานการบินพลเรือนฯ และจะดำเนินการแก้ไขปัญหา ดังนี้

 

  1. หากการบินไทยไม่สามารถให้บริการแก่ลูกค้าได้ตามโฆษณา โดยหากพบที่นั่งชำรุดในชั้นธุรกิจ สายการบินจะแจ้งให้ลูกค้าทราบ โดยสามารถเปลี่ยนที่นั่งบนเที่ยวบินดังกล่าว หรือเปลี่ยนเที่ยวบินอื่นให้ หรือคืนค่าบัตรโดยสารทั้งหมด หากประสงค์ยกเลิกการเดินทาง

 

  1. กรณีที่นั่งชำรุด ปรับเอนไม่ได้ และจำเป็นต้องเดินทาง โดยไม่มีที่นั่งทดแทน การบินไทยจะดำเนินการชดเชยเงินให้จำนวน 150 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 5,070 บาท) พร้อมคืนค่าบัตรโดยสาร แต่ไม่คืนค่าธรรมเนียมและภาษี 

 

  1. การบินไทยดำเนินการจัดตั้งทีมเฉพาะกิจเพื่อจัดการปัญหา Cabin Defect และพัฒนา Reporting System เพื่อวางแผนและบริหารจัดการที่นั่งชำรุด โดยหากมีใครพบเจอเหตุการณ์คล้ายกันกับผม สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่สายการบินได้เลย หรือจะร้องเรียนผ่าน [email protected] ก็ได้ครับ

 

ตรีรัตน์มองว่า การแก้ไขปัญหานี้ค่อนข้างแฟร์และเป็นธรรมต่อผู้บริโภค และต้องขอขอบคุณหลายท่านที่ส่งหลักฐานประกอบคำร้องแก่ตนทั้งหน้าไมค์และหลังไมค์ ซึ่งมีกว่า 100 กรณีที่เคยประสบเหตุคล้ายกัน ซึ่งทุกคนล้วนแล้วแต่อยากให้การบินไทยปรับปรุง อย่างไรก็ตาม ตนก็แอบผิดหวังที่การบินไทยเลือกไม่ประชาสัมพันธ์แนวทางการแก้ไขปัญหานี้ตามที่ได้ชี้แจงต่อสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยให้ผู้บริโภคทราบโดยทั่วกัน มีแต่คำชี้แจงให้ตนเท่านั้น

 

“ผมในฐานะผู้ร้องและตัวแทนของผู้โดยสารที่เคยประสบเหตุคล้ายกัน จึงมีหน้าที่ต่อสังคมในการชี้แจงผลของการร้องเรียน เพื่อให้ทุกท่านทราบสิทธิ์ของท่านก่อนเดินทาง เพื่อประโยชน์ของผู้บริโภคทุกท่าน”

The post การบินพลเรือนแจง ผู้โดยสารการบินไทยที่นั่ง Business Class ปรับเอนไม่ได้ รับเงินเยียวยา 5,000 บาท พร้อมคืนค่าบัตรโดยสาร appeared first on THE STANDARD.

]]>
CAAT ก้าวสู่ปีที่ 10 มุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมการบินของไทยด้วยความใส่ใจ [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/caat-9-year-milestone/ Fri, 18 Oct 2024 02:00:12 +0000 https://thestandard.co/?p=989024

อุตสาหกรรมการบินเปรียบเสมือน ‘ลมใต้ปีก’ ให้กับอุตสาหกรร […]

The post CAAT ก้าวสู่ปีที่ 10 มุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมการบินของไทยด้วยความใส่ใจ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

อุตสาหกรรมการบินเปรียบเสมือน ‘ลมใต้ปีก’ ให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศไทย ซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศ

 

THE STANDARD ขอพาไปสำรวจภารกิจและการเดินทางของ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย หรือ CAAT (The Civil Aviation Authority of Thailand) ที่กำกับ ดูแล และส่งเสริมอุตสาหกรรมการบินให้มีมาตรฐาน เป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ ด้วยการพัฒนาอย่างใส่ใจทุกขั้นตอน ตามเป้าหมายการก้าวเข้าสู่ปีที่ 10 ที่ว่า ‘EVERY STEP, WE CARE’

 

มุ่งมั่นยกระดับการบินของไทยสู่อีกระดับของมาตรฐานการบินสากล

 

สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) เดินหน้าเข้าสู่ปีที่ 10 ด้วยภารกิจกำกับ ดูแล และพัฒนา ส่งเสริมอุตสาหกรรมการบินของประเทศทั้งระบบ ทั้งด้านมาตรฐานขององค์กร ผู้ดำเนินการ และผู้ปฏิบัติงาน ด้านการกำกับดูแลและพัฒนาระบบเศรษฐกิจการบิน รวมถึงการพัฒนาศักยภาพของโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้ระบบการบินของประเทศ มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางการบิน (Aviation Hub) หลักของภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก และเป็นศูนย์กลางการบินที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

 

 

สุทธิพงษ์ คงพูล ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ฉายภาพให้เห็นถึงก้าวต่อไปของอุตสาหกรรมการบินของประเทศไทยที่เต็มไปด้วย ‘โอกาสแห่งการพัฒนา’

 

เสาหลักความยั่งยืนท่ามกลางความท้าทาย

 

เมื่อถามถึงสถานการณ์และความท้าทายของอุตสาหกรรมการบินของประเทศไทย สุทธิพงษ์ คงพูล กล่าวถึงตัวเลขนักท่องเที่ยวที่ส่งผลต่ออุตสาหกรรมการบินว่า “ในปี 2566 ประเทศไทยมีจำนวนผู้โดยสารทั้งสิ้น 122.1 ล้านคน คิดเป็นการฟื้นตัวหลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ร้อยละ 74 เมื่อเทียบกับปี 2562 และคาดการณ์ว่าในปี 2567 อุตสาหกรรมการบินของประเทศไทยจะยังคงฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะมีจำนวนผู้โดยสารประมาณ 138 ล้านคน มีเที่ยวบินมากกว่า 860,000 เที่ยวบิน”

 

สุทธิพงษ์ชี้ว่า อุตสาหกรรมการบินของประเทศไทยและทั่วโลกเผชิญปัญหาหลายด้าน พฤติกรรมนักท่องเที่ยวเปลี่ยนแปลงหลังวิกฤตโควิด-19 และปัญหาเศรษฐกิจ ทำให้อุปสงค์และอุปทานของอุตสาหกรรมการบินไม่สมดุลกัน อีกทั้งผู้ประกอบการยังประสบปัญหาขาดแคลนฝูงบิน และยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น สงครามและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งเป็นเรื่องท้าทายสำหรับการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการบินทั่วโลก

 

ดังนั้น การจะเติบโตท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน สุทธิพงษ์ชี้ว่า ประเทศไทยต้องเข้าใจเป้าหมายร่วมของประชาคมโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป้าหมายของประชาคมการบินที่องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization: ICAO) เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนเพื่อเป้าหมายทางด้านการบิน ที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาเพื่อความยั่งยืนของสหประชาชาติ (The United Nations Sustainable Development Goals) รวม 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ ความปลอดภัยของภาคการบิน (Aviation Safety), การพัฒนาด้านเศรษฐกิจการขนส่งทางอากาศ (Economic Development of Air Transport), ความสามารถในการรองรับและประสิทธิภาพของการเดินอากาศ (Air Navigation Capacity and Efficiency), การรักษาความมั่นคงปลอดภัยและสิ่งอำนวยความสะดวกในการขนส่งทางอากาศ (Security and Facilitation) และการอนุรักษ์ด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Protection)

 

58 หัวข้อสำคัญภายใต้เป้าหมายหลักทั้ง 5 ด้าน ซึ่ง ICAO ผลักดันผ่านการดำเนินการหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดมาตรฐาน นโยบาย และแผนงานสำคัญ ๆ จำนวนมากนี้ นอกจากจะเป็นข้อกำหนดที่ประเทศสมาชิกต้องนำไปดำเนินการตามภาคบังคับแล้ว ยังเป็นทิศทางและแนวทางที่ช่วยให้เกิดการพัฒนาศักยภาพและขีดความสามารถของประเทศให้เติบโตตามความต้องการ และสอดคล้องกับระบบของโลกการบินสมัยใหม่อย่างแท้จริง

 

ประการสำคัญ ยังเป็นกรอบการดำเนินการไปสู่ความยั่งยืนของกิจการการบินซึ่งเป็นเป้าหมายร่วมของคนทั้งโลก ซึ่งแน่นอนว่าความท้าทายของไทยจึงอยู่ที่ความสามารถในการทำให้เกิดผลสำเร็จในรายละเอียดต่าง ๆ เหล่านี้ที่มีจำนวนมากให้ครบถ้วน ปัจจัยที่เกิดจากความยุ่งยากซับซ้อนระดับพื้นฐานหรือ Baseline ในการปรับปรุงพัฒนาที่ยังมีช่องว่างจำนวนมาก ซึ่งหลายเรื่องมีมิติสัมพันธ์กับบริบทต่าง ๆ ทางสังคมของไทยอย่างแยกกันไม่ออก จึงเป็นปัจจัยที่ต้องเริ่มต้นจากการตกผลึกที่แตกฉาน และมีความสามารถในการกำหนดเป้าหมายและดำเนินการร่วมกันตามบทบาทอย่างมีประสิทธิภาพขั้นสูงสุด

 

สุทธิพงษ์ยังยกตัวอย่างหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของการมุ่งสู่ความยั่งยืนด้านการบิน ซึ่งเป็นความยั่งยืนของโลกใบนี้ด้วย นั่นคือเป้าหมายระยะยาวในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากภาคการบินเป็นศูนย์ในปี 2593 ซึ่งมีเสาหลักที่จะต้องนำไปดำเนินการตามกลยุทธ์และแผนงานที่วางไว้ 4 ด้าน ได้แก่

 

  1. Technological Advancements การพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงและนำเข้าสู่การใช้งาน โดยเฉพาะเทคโนโลยีอากาศยาน เพื่อให้มีการใช้พลังงานสะอาด หรือใช้เชื้อเพลิงที่ไม่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือเกิดผลกระทบน้อยลง

 

  1. Sustainable Aviation Fuel (SAF) การใช้พลังงานที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยนำเชื้อเพลิงที่ผลิตจากวัตถุดิบที่ไม่ใช่ปิโตรเลียม (Non-petroleum Feedstocks) มาใช้เป็นแหล่งพลังงานหลัก ร่วมกับการใช้พลังงานสะอาดในรูปแบบอื่น ๆ ทดแทนการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในปัจจุบัน

 

  1. Operation Improvements การปรับปรุงด้านปฏิบัติการครบวงจรเพื่อให้การใช้พลังงานลดลง เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของระบบห้วงอากาศ ระบบสนามบิน ระบบการให้บริการการเดินอากาศ และการปฏิบัติการบิน โดยมีเป้าหมายให้เกิดประสิทธิภาพของทุกเที่ยวบิน ลดการบริโภคเชื้อเพลิงหรือพลังงานให้เหลือน้อยที่สุด

 

  1. Market-Based Measures (MBM) การใช้มาตรการทางเศรษฐกิจ เพื่อสร้างแรงจูงใจหรือแรงกดดันให้ทุกภาคส่วนเกิดความพยายามในการปรับตัวไปใช้พลังงานสะอาด และมีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ รวมถึงก๊าซเรือนกระจกอื่น ๆ ให้มากขึ้น รวมทั้งการกำหนดมาตรการชดเชยในรูปแบบต่าง ๆ ในกรณีที่ไม่สามารถปฏิบัติได้ตามเป้าหมายที่ถูกกำหนดขึ้นร่วมกัน

 

สุทธิพงษ์เน้นให้เห็นว่า แม้เรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องใหญ่ที่มีความสำคัญ แต่ก็เป็นเพียง 1 ใน 5 เรื่องที่ประเทศไทยต้องทำภายใต้บริบทการบินของโลกในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากไทยต้องการเป็นศูนย์กลางทางการบินที่มีขนาดและขีดความสามารถมากกว่านี้ และหากย้อนกลับมาที่เรื่องสิ่งแวดล้อม การดำเนินการที่จะทำให้ไทยไม่เกิดปัญหาโดยเฉพาะเรื่องต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ต้องชดเชยเพิ่มขึ้นตามการเติบโตของกิจการการบิน จึงต้องระดมทำไปพร้อม ๆ กันหลาย ๆ เรื่องและต้องประสบผลสำเร็จด้วย การใช้เชื้อเพลิง SAF อย่างเดียวไม่มีทางทำให้ประเทศไทยไปถึงเป้าหมาย Net-Zero Carbon Emissions ได้ ดังนั้น การส่งเสริมอย่างจริงจังและตรงประเด็นในการผลักดันให้มีการนำอากาศยานสมัยใหม่เข้าใช้งานเพิ่มมากขึ้นในราคาที่ถูกลง รวมทั้งการเร่งพัฒนางานด้านวิจัยพัฒนาและการสร้างนวัตกรรมทางเทคโนโลยีการบินของประเทศ จึงเป็นเรื่องที่ต้องทำควบคู่ไปกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการบิน และการประยุกต์เทคโนโลยีและวิธีปฏิบัติสมัยใหม่ที่ช่วยลดการใช้เชื้อเพลิง ซึ่งประเทศไทยถือว่ามีช่องว่างที่ต้องการการปรับปรุงพัฒนาอยู่เป็นจำนวนมาก ในขณะที่การประสานความร่วมมือระหว่างภาคการบินกับภาคพลังงานซึ่งทำกันอยู่ในเวลานี้ ก็จะต้องนำไปสู่ข้อสรุปที่จะใช้เป็นแนวทางการผลิตและการใช้เชื้อเพลิงที่ยั่งยืน (SAF) ในภาคการบินของประเทศไทยในอนาคตอันใกล้ เพื่อให้เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของประเทศลดลงตามเป้าหมายได้เป็นลำดับ

 

นอกจากนั้น สุทธิพงษ์ยังขยายความว่า ทั้งเรื่องการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและเรื่องอื่น ๆ ทั้ง 5 ด้านที่กล่าวมานั้น อยู่ในสายตาและการดำเนินงานของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) มาอย่างต่อเนื่อง โดยร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระบบการบินของประเทศในการกำหนดเป้าหมาย แผนงาน แผนปฏิบัติการ และมีการติดตามความคืบหน้าผลการดำเนินงานในทุกเรื่องอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนั้น ยังมีการทำงานร่วมกับ ICAO และองค์กรการบินชั้นนำของโลกหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้เกิดประโยชน์ในด้านการก้าวกระโดดขององค์ความรู้ และประสบการณ์สำหรับการปรับปรุงพัฒนาระบบการบินของประเทศ แต่อาจไม่ได้เป็นที่รับรู้ของสังคมทั่วไปมากนัก ดังนั้น ความท้าทายที่เรากำลังเผชิญอยู่นี้ เชื่อว่าประเทศไทยมีความมั่นใจที่จะไปสู่ความสำเร็จได้ ทั้งในแง่ของการรับรู้ การวางแผน การเตรียมการ และการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องและครบถ้วน ที่สำคัญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศถือได้ว่าในขณะนี้ไทยอยู่ในสถานการณ์ที่ดี มีบทบาทเป็นที่ยอมรับและไม่โดดเดี่ยว

 

 

มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางทางการบินของภูมิภาค (Aviation Hub)

 

ปัจจุบัน CAAT มีการดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆ จากภาครัฐ รวมถึงเป็นสื่อกลางในการผนึกกำลังของอุตสาหกรรมการบินทุกภาคส่วนมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางทางการบินของภูมิภาค (Aviation Hub)

 

CAAT มีบทบาททั้งการกำกับดูแลและสนับสนุนส่งเสริมผู้ประกอบการเพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรม เช่น การพัฒนากฎหมายและกฎระเบียบการบินให้ทันสมัยและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยเฉพาะการพัฒนากฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมดูแลการบิน การรักษาความปลอดภัย และการปกป้องผู้โดยสาร มีการตรวจสอบประสิทธิภาพการดำเนินงานและการจัดการของผู้ประกอบการอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่ามีการดำเนินการเป็นไปตามมาตรฐานและสอดคล้องกับข้อกำหนดด้านความปลอดภัย การพัฒนาความสามารถของบุคลากร โดยพัฒนาหลักสูตรการฝึกอบรมสำหรับบุคลากรในอุตสาหกรรมการบินผ่านโครงการพัฒนาศูนย์ฝึกอบรมช่างซ่อมบำรุงอากาศยานสู่มาตรฐานการบินขององค์การความปลอดภัยด้านการบินแห่งสหภาพยุโรป (European Aviation Safety Agency: EASA) รวมถึงพัฒนาหลักสูตรการบินเพื่อให้สามารถรองรับกฎหมายใหม่ การพัฒนาอาชีพ การบูรณาการร่วมกับสถาบันการบินของประเทศอื่น โดยร่วมมือพัฒนาบุคลากรให้เพียงพอรองรับอุตสาหกรรมการบินในอนาคต รวมถึงการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ ผ่านการสร้างพันธมิตรกับประเทศอื่น ๆ และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อส่งเสริมการเดินทางและการลงทุนในอุตสาหกรรมการบิน

 

ปัจจุบันการเกิดขึ้นใหม่ของสายการบินนั้นเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงปริมาณความต้องการในการเดินทางทางอากาศที่ฟื้นตัวกลับขึ้นมามากขึ้นหลังจากวิกฤตโควิด-19 ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีและเป็นตัวช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมการบินมีการเติบโตมากขึ้น ช่วยเพิ่มการแข่งขันภายในอุตสาหกรรมการบิน ส่งผลให้ประชาชนและผู้ใช้บริการมีตัวเลือกในการเข้าสู่บริการที่เพิ่มมากขึ้น และผู้ให้บริการเกิดการแข่งขันกันเพื่อปรับปรุงคุณภาพการบริการให้ดียิ่งขึ้นด้วย

 

 

ความพร้อมในการรับตรวจจาก FAA และ ICAO

 

สุทธิพงษ์กล่าวว่า CAAT มุ่งมั่นเสมอมาที่จะพาอุตสาหกรรมการบินของประเทศไทยสู่มาตรฐานโลก ที่ผ่านมาได้เตรียมความพร้อมรับการตรวจสอบจากองค์การบริหารการบินแห่งชาติ (Federal Aviation Administration: FAA) และองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization: ICAO)

 

สุทธิพงษ์ชี้ถึงประโยชน์จากการตรวจสอบของทั้ง 2 องค์กรการบินนี้ ในฝั่งของ FAA จะเข้ามาตรวจประเมินตามโครงการการประเมินความปลอดภัยการบินระหว่างประเทศ (International Aviation Safety Assessment: IASA) ในเดือนพฤศจิกายน 2567 เพื่อยกระดับให้ประเทศไทยกลับคืนสู่ Category 1 (CAT 1) นั่นหมายถึงมาตรฐานความปลอดภัยด้านการบินสอดคล้องกับองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) และสามารถขยายเส้นทางไปสู่สหรัฐอเมริกา, เกาหลีใต้, ฮ่องกง และญี่ปุ่นได้มากขึ้น ซึ่งคาดว่าจะทราบผลการตรวจช่วงไตรมาส 2 ปี 2568

 

ขณะเดียวกัน การตรวจสอบระบบการกำกับดูแลด้านความปลอดภัยในการบินพลเรือนของรัฐ อย่าง USOAP (Universal Safety Oversight Audit Programme) และ USAP (Universal Security Audit Programme) ที่ดำเนินการโดย ICAO มีกำหนดการตรวจสอบประเทศไทยในปี 2568 โดย CAAT มีเป้าหมายที่จะเพิ่มระดับค่าประสิทธิผลของการดำเนินการ (Effective Implementation: EI) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้อุตสาหกรรมการบินของไทยเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

 

 

ปลดล็อกกฎเกณฑ์เพื่ออนาคตการบินของประเทศ

 

นอกจากภาพใหญ่ของการบินพลเรือนในประเทศและระหว่างประเทศแล้ว CAAT ยังให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีโดรนในประเทศไทยที่มีผู้ใช้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สุทธิพงษ์กล่าวถึงสถานการณ์การใช้โดรนในประเทศว่า ปัจจุบันโดรนที่มีน้ำหนักต่ำกว่า 25 กิโลกรัม มีอยู่ราว 1 แสนลำที่ขึ้นทะเบียน แต่ที่ผ่านมายังมีข้อจำกัดในการใช้โดรนที่มีน้ำหนักเกิน 25 กิโลกรัมอยู่

 

ปัญหานี้ทำให้โดรนราว 2 หมื่นลำไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ ทั้งด้านเกษตรกรรม การกู้ภัย และการสำรวจทรัพยากรธรรมชาติ และยังเติบโตมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในเชิงพาณิชย์ สันทนาการ และการทหาร ส่งผลให้กระทรวงคมนาคมและ CAAT ร่วมมือกันปรับปรุงกฎหมายโดรนให้มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น

 

“กฎหมายฉบับเดิมขาดความยืดหยุ่นและมีความซับซ้อนในการดำเนินการ ทำให้โดรนที่มีน้ำหนักเกิน 25 กิโลกรัมจำนวนมากอยู่นอกระบบ การแก้ไขกฎเกณฑ์จึงต้องเกิดขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของภาคธุรกิจและประชาชน ทั้งนี้ CAAT ดำเนินกับหลายภาคส่วนในการสร้างแผนแม่บทในการปรับใช้โดรนในอนาคต” สุทธิพงษ์กล่าว

 

แผนแม่บท (Road Map) ของกฎหมายโดรนฉบับนี้ จะครอบคลุม ‘โดรน’ ทั้งหมดของประเทศไทย ทั้งเรื่องของการออกใบอนุญาต การรับรองโรงเรียนฝึกบินโดรน การรับรองช่างซ่อมโดรน การส่งเสริมหลักสูตรการบินโดรนในโรงเรียนอาชีวศึกษา การจดทะเบียนด้านต่าง ๆ อย่างเป็นสากล ซึ่งจะช่วยพัฒนาไปสู่อุตสาหกรรมอากาศยานไร้คนขับในอนาคตได้

 

 

EVERY STEP, WE CARE

 

การกำกับ ดูแล และพัฒนาอุตสาหกรรมการบินของประเทศไทย (CAAT) ผ่านพ้น 9 ปี ก้าวเข้าสู่การครบรอบ 1 ทศวรรษในปี 2568 ที่จะถึงนี้ สุทธิพงษ์จึงตั้งใจที่จะสะท้อนถึงเป้าหมายภารกิจของ CAAT ผ่านการทำงานด้วยพฤติกรรมตามค่านิยมทั้ง 10 ประการ โดยเน้นให้ความสำคัญกับสิ่งที่อยู่ในภารกิจของ CAAT มายาวนานตั้งแต่เริ่มต้น นั่นคือการให้ความสำคัญกับคำว่า ‘ดูแล’ ให้มากขึ้น เพราะ ‘การดูแล’ เป็นคำง่าย ๆ ที่มีความสำคัญ สื่อถึงการใส่ใจ การเอาใจใส่ ไม่ว่าจะเป็นการใส่ใจเพื่อทำในสิ่งนั้น ๆ ให้ดีที่สุด การปฏิบัติหน้าที่ด้วยพฤติกรรมตามค่านิยมของ CAAT (Integrity, Accountability, Collaboration) ด้วยความใส่ใจอย่างจริงจัง เชื่อมั่นว่าจะทำให้เกิดการหลอมรวมที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ประการสำคัญ “การให้ความสำคัญด้วยความใส่ใจอย่างรอบด้านและอย่างถึงที่สุดในสิ่งที่ทำ มันคือหนึ่งในสิ่งที่พวกเราให้ความสำคัญสูงสุด นั่นคือการคำนึงผู้อื่นหรือสิ่งอื่นที่เป็นเป้าหมายภารกิจของเราเสมอ ไม่ว่าจะเป็นประชาชน ผู้โดยสาร ผู้ประกอบการ อุตสาหกรรมการบิน และประโยชน์ของประเทศชาติ” สุทธิพงษ์กล่าว

 

‘EVERY STEP, WE CARE’ จึงเป็นความมุ่งมั่นที่ชัดเจนในการก้าวเข้าสู่ปีที่ 10 ของ CAAT นับจากนี้ไป

The post CAAT ก้าวสู่ปีที่ 10 มุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมการบินของไทยด้วยความใส่ใจ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตั๋วเครื่องบินแพง สุริยะสั่ง กพท. หารือสายการบิน มั่นใจลดราคาได้ทันสงกรานต์ https://thestandard.co/ordered-caat-to-discuss-airlines-ticket-price/ Tue, 20 Feb 2024 03:52:51 +0000 https://thestandard.co/?p=902018

วันนี้ (20 กุมภาพันธ์) ที่ทำเนียบรัฐบาล สุริยะ จึงรุ่งเ […]

The post ตั๋วเครื่องบินแพง สุริยะสั่ง กพท. หารือสายการบิน มั่นใจลดราคาได้ทันสงกรานต์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (20 กุมภาพันธ์) ที่ทำเนียบรัฐบาล สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีผู้โดยสารของสายการบินหนึ่งโพสต์ข้อความว่า ค่าตั๋วโดยสารเส้นทางกรุงเทพฯ-ภูเก็ตนั้นมีราคาแพงว่า ตั๋วที่มีราคาแพงคือตั๋วแบบไป-กลับ ส่วนถ้าเป็นสายการบินราคาประหยัด (โลว์คอสต์) ราคาไม่น่าเกิน 5,000 บาทต่อเที่ยว ซึ่งเป็นการคิดของตนเองโดยอ้างอิงจากสูตรการคำนวณ 

 

สุริยะกล่าวต่อว่า ได้มอบหมายให้ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่กำหนดเพดานค่าโดยสาร ให้ไปปรับสูตรการคำนวณและลดราคาค่าโดยสารลง ก่อนหน้านี้ในสูตรมีรายการของค่าน้ำมันประกอบอยู่ด้วย ซึ่งราคาน้ำมันเองมีราคาประมาณ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ปัจจุบันราคาน้ำมันลดลงแล้ว จึงกำชับให้ปรับราคาลงตามด้วย

 

สุริยะบอกต่อว่าเรื่องราคาค่าโดยสารจะลดลงแน่นอน หลังจากที่สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เตรียมเชิญสายการบินต่างๆ มาพูดคุยเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้โดยสาร แต่จะเป็นเท่าไรนั้นยังบอกไม่ได้ ส่วนการหารือยืนยันว่าทันช่วงสงกรานต์อย่างแน่นอน

The post ตั๋วเครื่องบินแพง สุริยะสั่ง กพท. หารือสายการบิน มั่นใจลดราคาได้ทันสงกรานต์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จ่อลงทุน ‘อันดามันแอร์พอร์ต’ 8 หมื่นล้าน คาดเสร็จปี 2573 https://thestandard.co/andaman-international-airport-investment/ Wed, 31 Jan 2024 02:05:04 +0000 https://thestandard.co/?p=894106 อันดามันแอร์พอร์ต

ปัจจุบันสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ประกาศรายชื่ […]

The post จ่อลงทุน ‘อันดามันแอร์พอร์ต’ 8 หมื่นล้าน คาดเสร็จปี 2573 appeared first on THE STANDARD.

]]>
อันดามันแอร์พอร์ต

ปัจจุบันสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ประกาศรายชื่อ 10 สนามบินที่ให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศ (International Airport) โดยมีชื่อสนามบินที่ให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศต่อไปนี้

 

  1. สนามบินดอนเมือง (Don Mueang International Airport – VTBD)
  2. สนามบินสุวรรณภูมิ (Suvarnabhumi International Airport – VTBS)
  3. สนามบินเชียงใหม่ (Chiang Mai International Airport – VTCC)
  4. สนามบินแม่ฟ้าหลวง เชียงราย (Mae Fah Luang Chiang Rai International Airport – VTCT)
  5. สนามบินกระบี่ (Krabi International Airport – VTSG)
  6. สนามบินภูเก็ต (Phuket International Airport– VTSP)
  7. สนามบินอู่ตะเภา ระยอง – พัทยา (U-Tapao Rayong – Pattaya International Airport – VTBU)
  8. สนามบินหาดใหญ่ (Hat Yai International Airport – VTSS)
  9. สนามบินสมุย (Samui International Airport – VTSM)
  10. สนามบินสุราษฎร์ธานี (Surat Thani International Airport – VTSB)

 

ล่าสุดประเทศไทยกำลังจะมี International Airport ใหม่เพิ่มอีกแห่ง ด้วยนโยบายรัฐบาลที่ต้องการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาคด้วย

 

โดย กีรติ กิจมานะวัฒน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.ท่าอากาศยานไทย (AOT) หรือ ทอท. เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ล่าสุด AOT ได้ว่าจ้างมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ (Feasibility Study) รวมถึงความเหมาะสมในการจัดผังที่ดิน ด้านสิ่งแวดล้อมรวมถึงรายละเอียดต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และวิเคราะห์ความคุ้มค่าในการลงทุนโครงการก่อสร้างสนามบินภูเก็ตแห่งที่ 2 หรือท่าอากาศยานอันดามัน (Andaman International Airport)

 

โดยจะใช้พื้นที่บริเวณตำบลโคกกลอย และตำบลหล่อยูง อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา เนื้อที่ประมาณ 7,300 ไร่ เนื่องจาก AOT เคยศึกษาไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งผลการศึกษาเบื้องต้นพบว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสม และมีศักยภาพมากที่สุด โดยคาดว่ามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ใช้ระยะเวลาประมาณ 6 เดือน และจะมีผลสรุปของ Feasibility Study ออกมา

 

โดยหากผล Feasibility Study ผ่านแล้ว จากนั้นขั้นตอนต่อไปคือเตรียมเสนอต่อสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ กับคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้พิจารณา หากได้รับการอนุมัติก็จะมีการว่าจ้างออกแบบรายละเอียดของโครงการต่อไป โดยจะดำเนินการควบคู่ไปกับขั้นตอนการเวนคืนที่ดิน 

 

เบื้องต้นจะมีมูลค่าเงินลงทุนในโครงการประมาณ 8 หมื่นล้านบาทภายในปี 2570 และโครงการจะสร้างแล้วเสร็จในปี 2573 ซึ่งท่าอากาศยานแห่งนี้มี 2 รันเวย์ รองรับผู้โดยสารได้ 22.5 ล้านคนต่อปี รองรับเที่ยวบินได้ 43 เที่ยวบินต่อชั่วโมง จะมีการจัดระบบขนส่งสาธารณะเชื่อมต่อระหว่างท่าอากาศยานภูเก็ตและท่าอากาศยานอันดามันด้วย ซึ่งทั้ง 2 แห่งอยู่ห่างกันประมาณ 23.4 กิโลเมตร

 

ขณะที่แหล่งเงินลงทุนในโครงการนี้จะมาจากเงินสดภายในบริษัท รวมถึงแหล่งเงินกู้จากสถาบันการเงิน เนื่องจากการคาดการณ์จากผลการดำเนินงานทั้งกำไรกับกระแสเงินสดในระยะข้างหน้าแล้ว บริษัทมีความสามารถเพียงพอในการลงทุน โดยยืนยันว่าไม่มีความจำเป็นในการเพิ่มทุน เพื่อหาแหล่งเงินทุนนำมาใช้ลงทุนในโครงการนี้

The post จ่อลงทุน ‘อันดามันแอร์พอร์ต’ 8 หมื่นล้าน คาดเสร็จปี 2573 appeared first on THE STANDARD.

]]>
CAAT ชี้แจงละเอียด หลังดราม่า ‘สายการบินนกแอร์’ เครื่องดีเลย์นานหลายชั่วโมง-ยกเลิกเที่ยวบินกะทันหัน https://thestandard.co/caat-nok-air-drama-explain/ Mon, 27 Nov 2023 10:29:25 +0000 https://thestandard.co/?p=870358 CAAT

จากกรณีดราม่าบนโลกโซเชียล เมื่อมีผู้โดยสารสายการบินนกแอ […]

The post CAAT ชี้แจงละเอียด หลังดราม่า ‘สายการบินนกแอร์’ เครื่องดีเลย์นานหลายชั่วโมง-ยกเลิกเที่ยวบินกะทันหัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
CAAT

จากกรณีดราม่าบนโลกโซเชียล เมื่อมีผู้โดยสารสายการบินนกแอร์จำนวนหนึ่งออกมาแชร์ประสบการณ์การเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดีเลย์นานหลายชั่วโมง หรือการยกเลิกเที่ยวบินกะทันหัน

 

โดยก่อนหน้านี้ ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้ประกาศข่าวภาคสนามและพิธีกร ได้ออกมาโพสต์บนเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุข้อความว่า “เลื่อนครั้งที่ 3-DD127 จากเชียงใหม่-ดอนเมือง กำหนดเวลาออกใหม่ 13.15 น. เลื่อนจากเวลา 12.55 น. ที่เลื่อนจากเวลา 11.20 น. จากเวลาจริง 10.45 น.” 

 

แจงเหตุผลเปลี่ยนแปลงเวลาบิน-บินล่าช้า

 

ล่าสุดวันนี้ (27 พฤศจิกายน) สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ออกแถลงการณ์ชี้แจงว่า CAAT ในฐานะหน่วยงานกำกับ ดูแล ควบคุม และส่งเสริมการดำเนินงานของกิจการการบินพลเรือนให้เป็นไปตามกฎระเบียบและมาตรฐานสากล ตรวจสอบพบว่า ในเดือนพฤศจิกายน 2566 บริษัท สายการบินนกแอร์ จำกัด (มหาชน) ไม่สามารถนำอากาศยานออกมาให้บริการเพียงพอต่อการปฏิบัติการบิน 

 

เนื่องจากมีการซ่อมบำรุงอากาศยานพร้อมกันหลายลำ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเวลาทำการบินของเที่ยวบิน หรือเที่ยวบินล่าช้า รวมถึงการยกเลิกเที่ยวบิน ดังนั้นเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2566 และวันที่ 20 พฤศจิกายน 2566 สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยจึงได้จัดการประชุมร่วมกับบริษัท สายการบินนกแอร์ จำกัด (มหาชน) เพื่อหารือแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยมีรายละเอียด ดังนี้

 

ด้านการบริหารจัดการเที่ยวบิน

 

  1. CAAT ให้บริษัทฯ จัดทำแผนบริหารจัดการเที่ยวบินและ Emergency Plan เพื่อเตรียมความพร้อมในช่วงเทศกาลวันหยุดปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง ซึ่งคาดว่าจะมีผู้โดยสารใช้บริการเป็นจำนวนมาก

 

  1. CAAT ให้บริษัทฯ ประสานขอความช่วยเหลือไว้ล่วงหน้ากับสนามบินปลายทาง หากเกิดกรณีเที่ยวบินมีความล่าช้าเกินเวลาปิดให้บริการสนามบิน

 

  1. CAAT ให้บริษัทฯ สื่อสารผ่านช่องทางต่างๆ เพื่อให้ผู้โดยสารรับทราบถึงปัญหาและแนวทางแก้ไขของบริษัทฯ 

 

  1. CAAT ให้บริษัทฯ จัดทำการปรับแผนทำการบินล่วงหน้า ให้สอดคล้องกับจำนวนอากาศยานที่สามารถใช้ได้ตามจริง และลดการยกเลิกเที่ยวบินแบบกะทันหัน เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อผู้โดยสาร และเน้นย้ำให้บริษัทฯ ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง การคุ้มครองสิทธิผู้โดยสารภายในประเทศฯ อย่างเคร่งครัด 

 

  1. CAAT ให้บริษัทฯ ปรับปรุงการขออนุญาตทำการบินในแต่ละฤดูกาลบินให้สอดคล้องกับจำนวนอากาศยานที่สามารถทำการบินได้ ณ ขณะนั้น

 

  1. CAAT ให้บริษัทฯ จัดเที่ยวบินเช่าเหมาลำให้แก่ผู้โดยสาร กรณีมีการยกเลิกเที่ยวบิน 

 

ด้านการคุ้มครองสิทธิผู้โดยสารภายในประเทศ

 

CAAT ให้บริษัทฯ พิจารณาดำเนินการเพื่อลดผลกระทบต่อผู้โดยสารและปริมาณข้อร้องเรียน ตลอดจนเพื่อการอำนวยความสะดวกให้ผู้โดยสาร ดังนี้ 

 

  1. CAAT ให้บริษัทฯ จัดอาหารและเครื่องดื่มให้แก่ผู้โดยสารขณะรอขึ้นเครื่องบิน กรณีมีการเปลี่ยนแปลงเวลาทำการบิน ณ วันที่เดินทาง โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

 

  1. CAAT ให้บริษัทฯ เสนอให้ผู้โดยสารสามารถคืนเงินค่าโดยสาร หรือเก็บวงเงินไว้ใช้เพื่อเดินทางครั้งถัดไป หรือเปลี่ยนแปลงเที่ยวบิน กรณีมีการเปลี่ยนแปลงเวลาทำการบินล่วงหน้าโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

 

  1. CAAT ให้บริษัทฯ จัดให้มีพนักงานผู้มีอำนาจตัดสินใจ ประจำ ณ จุดที่ให้บริการของบริษัทฯ ตลอดระยะเวลาที่มีเที่ยวบินให้บริการ 

 

  1. CAAT ให้บริษัทฯ จัดช่องทางการติดต่อ และปรับปรุงระบบการให้บริการ ตลอดจนเพิ่มจำนวนคู่สาย Call Center เพื่อรองรับจำนวนผู้โดยสารที่ต้องการติดต่อบริษัทฯ 

 

  1. CAAT ให้บริษัทฯ จัดการข้อร้องเรียนอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งรายงานผลให้ CAAT ทราบทันที

 

  1. CAAT ให้บริษัทฯ รายงานการดูแลผู้โดยสารกรณีเที่ยวบินประจำเส้นทางภายในประเทศยกเลิก และ/หรือ ล่าช้าเกินกว่า 2 ชั่วโมงขึ้นไป ผ่านทางระบบ ECMS (https://ecms.caat.or.th)

 

ทั้งนี้ กรณีที่สายการบินไม่ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง การคุ้มครองสิทธิผู้โดยสารภายในประเทศฯ ผู้โดยสารสามารถร้องเรียนได้ที่ www.caat.or.th/complaint หรือติดต่อฝ่ายกำกับดูแลทางเศรษฐกิจ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย โทร. 0 2568 8816

 

อ้างอิง: 

The post CAAT ชี้แจงละเอียด หลังดราม่า ‘สายการบินนกแอร์’ เครื่องดีเลย์นานหลายชั่วโมง-ยกเลิกเที่ยวบินกะทันหัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สำนักงานการบินพลเรือนฯ วางแผนดูแลค่าตั๋วเครื่องบินแพง สนับสนุนเอกชนเพิ่มเที่ยวบิน-สุ่มตรวจราคาช่วงไฮซีซัน https://thestandard.co/plan-for-expensive-airfare/ Sat, 15 Apr 2023 04:05:26 +0000 https://thestandard.co/?p=777062 ค่าตั๋วเครื่องบิน

วันนี้ (15 เมษายน) อนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐ […]

The post สำนักงานการบินพลเรือนฯ วางแผนดูแลค่าตั๋วเครื่องบินแพง สนับสนุนเอกชนเพิ่มเที่ยวบิน-สุ่มตรวจราคาช่วงไฮซีซัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ค่าตั๋วเครื่องบิน

วันนี้ (15 เมษายน) อนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้สั่งการในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้กระทรวงคมนาคมกำกับดูแลอัตราค่าโดยสารอากาศยานภายในประเทศให้มีการแข่งขันที่เป็นธรรม และสายการบินกำหนดอัตราค่าโดยสารที่เหมาะสมนั้น

 

กระทรวงคมนาคมได้รายงานสถานการณ์ราคาบัตรโดยสารอากาศยานภายในประเทศว่า ความต้องการการเดินทางทางอากาศกลับมาฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2565 ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซันของการท่องเที่ยว ปริมาณผู้โดยสารภายในประเทศเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 85 และผู้โดยสารระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 53.89

 

ในขณะที่สายการบินไม่สามารถเพิ่มจำนวนที่นั่งได้ทันต่อความต้องการ เนื่องจากทุกสายการบินมีการลดขนาดฝูงบินเพื่อรักษากระแสเงินสดในช่วงสถานการณ์โควิด ประกอบกับปัจจุบันสายการบินทั่วโลกเร่งจัดหาอากาศยานพร้อมกัน ทำให้เกิดการแข่งขันในการจัดหาอากาศยานเพื่อให้บริการ

 

นอกจากนี้ราคาบัตรโดยสารการบินจะมีความแตกต่างกันตามช่วงเวลาที่ทำการซื้อ ดังนั้นหากผู้โดยสารทำการวางแผนการเดินทางล่วงหน้า จะสามารถซื้อบัตรโดยสารได้ในราคาถูก แต่ที่ผ่านมาผู้โดยสารมีพฤติกรรมในการจองบัตรโดยสารในช่วงใกล้วันเดินทางมากขึ้น ส่งผลให้ต้องซื้อบัตรโดยสารที่มีราคาแพงกว่าการจองล่วงหน้า

 

สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยในฐานะหน่วยงานกำกับดูแล จึงมีแนวทางการกำกับดูแลอัตราค่าโดยสารให้เกิดความเป็นธรรมทั้งกับผู้โดยสารและสายการบินดังนี้

 

  1. สนับสนุนสายการบินในการเร่งเพิ่มจำนวนที่นั่งให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ราคาค่าโดยสารภาพรวมลดลงได้ โดยดำเนินการดังนี้

 

  • การเพิ่มจำนวนอากาศยานซึ่งในปัจจุบันสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยได้พิจารณาอนุญาตให้สายการบินเพิ่มจำนวนอากาศยาน ได้แก่ สายการบิน Thai Lion Air ได้รับอนุญาตให้เพิ่มจำนวนอากาศยานแล้ว 7 ลำ สายการบิน Thai VietJet อยู่ระหว่างการขออนุญาตเพิ่มอากาศยาน 3 ลำ สายการบิน Thai Airways ขออนุญาตเพิ่มอากาศยาน 6 ลำ และสายการบิน Thai AirAsia X ขออนุญาตเพิ่มอากาศยาน 2 ลำ
  • ให้สายการบินกลับมาใช้สลอตเดิมที่หยุดทำการบินในช่วงสถานการณ์โควิด เพื่อเพิ่มจำนวนเที่ยวบินให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้โดยสาร
  • ประชาสัมพันธ์ให้ผู้โดยสารวางแผนการเดินทางล่วงหน้า โดยสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยได้ดำเนินการจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อออนไลน์ต่างๆ ได้แก่ เว็บไซต์และ Facebook ของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย เพื่อเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจ กลไกการกำหนดราคาค่าโดยสารของสายการบิน โดยมีวัตถุประสงค์ให้ประชาชนสามารถวางแผนการเดินทางล่วงหน้าเพื่อให้ได้บัตรโดยสารในราคาที่เหมาะสม

 

  1. ทบทวนหลักเกณฑ์การกำกับดูแลค่าโดยสารเส้นทางภายในประเทศให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และส่งเสริมการแข่งขันตามกลไกตลาด ที่ผ่านมาสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยได้เริ่มดำเนินการโดยการจัดประชุมหารือกับผู้แทนสายการบิน และจัดประชุมเชิงปฏิบัติการกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อรวบรวมปัญหาและข้อเสนอแนะสำหรับการดำเนินการทบทวนหลักเกณฑ์การกำกับดูแลค่าโดยสารที่เหมาะสมต่อไป

 

ทั้งนี้ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยได้มีการติดตามตรวจสอบราคาค่าโดยสารอย่างต่อเนื่อง โดยจัดทำรายงานค่าบัตรโดยสารเป็นรายไตรมาส ซึ่งมีการเผยแพร่บนเว็บไซต์ของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (www.caat.or.th) รวมทั้งมีการสุ่มตรวจราคาค่าบัตรโดยสารในช่วงที่มีความต้องการเดินทางสูง เพื่อตรวจสอบไม่ให้สายการบินจำหน่ายบัตรโดยสารในราคาที่เกินกว่าอัตราเพดานที่กำหนด

 

อนุชากล่าวต่อไปว่า นายกรัฐมนตรีติดตามปัญหาราคาบัตรโดยสารเครื่องบิน โดยเฉพาะสายการบินต้นทุนต่ำที่มีราคาเพิ่มสูงขึ้นมาก จึงได้สั่งการในการประชุม ครม. ให้กระทรวงคมนาคมกำกับดูแลอัตราค่าโดยสารอากาศยานภายในประเทศ ให้มีการแข่งขันที่เป็นธรรมและสายการบินกำหนดอัตราค่าโดยสารที่เหมาะสม

 

โดยนายกรัฐมนตรีรับทราบรายงานสถานการณ์ราคาบัตรโดยสารอากาศยานภายในประเทศและแนวทางการกำกับดูแลอัตราค่าโดยสารดังกล่าว พร้อมกำชับให้กระทรวงคมนาคมติดตามการพิจารณาของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ในส่วนการกำกับดูแลอัตราค่าโดยสารอากาศยานภายในประเทศ ให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้บริโภคอย่างใกล้ชิดต่อไป

The post สำนักงานการบินพลเรือนฯ วางแผนดูแลค่าตั๋วเครื่องบินแพง สนับสนุนเอกชนเพิ่มเที่ยวบิน-สุ่มตรวจราคาช่วงไฮซีซัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กพท. แก้ข้อกำหนดต่างชาติบินเข้าไทยใหม่ ไม่มีเอกสารรับรอง มาถึงต้องตรวจโควิดที่จุดขาเข้า https://thestandard.co/thailand-travel-restrictions-080166/ Mon, 09 Jan 2023 03:56:01 +0000 https://thestandard.co/?p=734407

วานนี้ (8 มกราคม) ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทร […]

The post กพท. แก้ข้อกำหนดต่างชาติบินเข้าไทยใหม่ ไม่มีเอกสารรับรอง มาถึงต้องตรวจโควิดที่จุดขาเข้า appeared first on THE STANDARD.

]]>

วานนี้ (8 มกราคม) ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ได้ออกประกาศเพิ่มเติม ข้อกำหนดในการเข้าประเทศไทยสำหรับผู้โดยสารระหว่างประเทศ เพื่อเป็นมาตรการรับมือกับการเดินทางของนักท่องเที่ยวจีน และข้อกำหนดในการเข้าประเทศไทยสำหรับผู้โดยสารระหว่างประเทศ เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าเป็นมาตรการที่กำหนดโดยกระทรวงสาธารณสุข รวมถึงเพื่อกำหนดวงเงินประกันให้ครอบคลุมการรักษากรณีติดเชื้อใหม่ หลังมีการออกข้อกำหนดเกี่ยวกับเอกสารรับรองที่ต้องแสดงก่อนเดินทาง ทำให้ผู้โดยสารในหลายประเทศมีปัญหา เพราะที่ผ่านมาไม่ต้องแสดง ส่งผลต่อการยกเลิกการจองเที่ยวบิน และไม่สามารถรับเงินคืนได้ กพท. จึงแก้ปัญหาดังกล่าวโดยออกข้อกำหนดซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

 

  1. ผู้โดยสารอายุมากกว่า 18 ปี ต้องแสดงข้อมูลการได้รับวัคซีนครบ 2 เข็ม หรือจดหมายจากแพทย์ที่รับรองว่าหายจากโรคโควิดแล้วไม่เกิน 6 เดือน (180 วัน) ส่วนผู้โดยสารที่ไม่ได้รับวัคซีนต้องมีจดหมายจากแพทย์พร้อมแสดงเหตุผล

 

  1. ผู้โดยสารที่มาจากประเทศที่มีมาตรการป้องกันไม่ให้ผู้ที่ติดโควิดเดินทางกลับเข้าประเทศ จะต้องมีประกันสุขภาพวงเงินไม่น้อยกว่า 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุมการรักษาโควิดตลอดช่วงระยะเวลาเดินทางในประเทศไทย และบวกเพิ่มอีก 7 วัน สำหรับผู้มาประกอบภารกิจ รวมถึงลูกเรือ นักเรียน อาจจะใช้หนังสือรับรองจากหน่วยงานเจ้าภาพ หรือเอกสารแสดงถึงการมีประกันรูปแบบอื่นรับรองแทน

 

  1. ผู้โดยสารที่ถือหนังสือเดินทางราชการ หนังสือเดินทางทูต และหนังสือเดินทางสหประชาชาติ ได้รับการยกเว้นข้อกำหนดประกันสุขภาพ

 

  1. ผู้โดยสารที่ถือหนังสือเดินทางไทย และผู้โดยสารที่เปลี่ยนเครื่องหรือต่อเครื่อง ได้รับการยกเว้นจากการตรวจสอบเอกสารการได้รับวัคซีนและข้อกำหนดประกันสุขภาพ

 

  1. สายการบินต้องตรวจสอบเอกสารตามที่กำหนด หากผู้โดยสารไม่สามารถแสดงเอกสารตามกำหนดนี้ได้ ผู้โดยสารดังกล่าวอาจจะถูกตรวจการติดเชื้อ ณ จุดขาเข้า

 

  1. สายการบินต้องยึดตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องและปฏิบัติตามคู่มือแนวทางตามความเหมาะสม เช่น ขอให้ผู้โดยสารสวมใส่หน้ากากตลอดการเดินทาง ยกเว้นช่วงรับประทานอาหาร หรือในภาวะฉุกเฉิน

 

  1. ผู้โดยสารที่มีอาการของโรคโควิดระหว่างการเดินทาง จะได้รับการแนะนำให้ตรวจการติดเชื้อเมื่อเดินทางมาถึงจุดหมาย

 

ทั้งนี้ ข้อปฏิบัติดังกล่าวเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2566 เวลา 08.00 น. ถึงวันที่ 31 มกราคม 2566 เวลา 00.59 น.

The post กพท. แก้ข้อกำหนดต่างชาติบินเข้าไทยใหม่ ไม่มีเอกสารรับรอง มาถึงต้องตรวจโควิดที่จุดขาเข้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
เรียก Thai VietJet ชี้แจง พบผิดพลาดออกตั๋วซ้ำ หลังปล่อยผู้โดยสารเกิน 1 รายยืนบนเที่ยวบินภูเก็ต เตรียมตรวจเข้มทุกเที่ยวบิน https://thestandard.co/caat-thai-vietjet-03122022/ Sat, 03 Dec 2022 11:46:15 +0000 https://thestandard.co/?p=719507

วันนี้ (3 ธันวาคม) สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ( […]

The post เรียก Thai VietJet ชี้แจง พบผิดพลาดออกตั๋วซ้ำ หลังปล่อยผู้โดยสารเกิน 1 รายยืนบนเที่ยวบินภูเก็ต เตรียมตรวจเข้มทุกเที่ยวบิน appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (3 ธันวาคม) สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) เผยแพร่เอกสารระบุว่า จากกรณีที่ปรากฏข่าวสารในสื่อสังคมออนไลน์ กรณีเที่ยวบินของสายการบิน Thai VietJet ล่าช้าและยกเลิกเที่ยวบินเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2565 จำนวน 3 เที่ยวบิน และมีกรณีผู้โดยสารเกินจำนวนที่นั่งของเครื่องบิน CAAT ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลความปลอดภัยและการดูแลผู้โดยสารกรณีเที่ยวบินล่าช้าและยกเลิกเที่ยวบิน ซึ่งสายการบินต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง การคุ้มครองสิทธิของผู้โดยสารที่ใช้บริการสายการบินของไทยในเส้นทางประจำภายในประเทศ พ.ศ. 2553 จึงได้เชิญผู้แทนสายการบิน Thai VietJet เข้ามาชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าว โดยจากการตรวจสอบ CAAT ขอชี้แจงข้อสรุปเบื้องต้น ดังนี้

 

  1. สายการบิน Thai VietJet ชี้แจงว่า มีความจำเป็นต้องยกเลิกเที่ยวบินดังกล่าว เนื่องจากการล่าช้าสะสมต่อเนื่องของการให้บริการภาคพื้น ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ส่งผลให้ไม่สามารถปฏิบัติการบินได้ทันก่อนกำหนดเวลาประกาศปิดเพื่อซ่อมทางวิ่งของท่าอากาศยานภูเก็ตในเวลา 23.30 น.

 

  1. การล่าช้าสะสมนั้นทำให้เที่ยวบิน VZ2304 ที่บินจากกรุงเทพฯ ไปยังภูเก็ต ต้องยกเลิก และส่งผลต่อเนื่องให้เที่ยวบินขากลับจากภูเก็ตคือ VZ2305 ต้องถูกยกเลิกไปด้วย สายการบินจึงขอย้ายผู้โดยสารจากเที่ยวบิน VZ2305 ที่มีความจำเป็นต้องต่อเครื่องมาขึ้นเครื่องของเที่ยวบิน VZ309 ซึ่งกำลังจะออกจากทางภูเก็ต 

    อย่างไรก็ดี ในขั้นตอนการถ่ายโอนผู้โดยสารนั้นมีความผิดพลาด ทำให้ออกที่นั่งซ้ำกัน จึงเป็นเหตุให้เกิดจำนวนผู้โดยสารเกินตามที่เป็นข่าว ทำให้เที่ยวบิน VZ309 ต้องย้อนกลับมาที่เกตเพื่อตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง และสุดท้ายไม่สามารถเดินทางได้ เนื่องจากเกินเวลา จึงต้องยกเลิกเที่ยวบิน VZ309 ด้วย

 

  1. สายการบิน Thai VietJet ได้ดูแลผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบตามประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง การคุ้มครองสิทธิของผู้โดยสารที่ใช้บริการสายการบินของไทยในเส้นทางประจำภายในประเทศ พ.ศ. 2553 โดยการจัดอาหารและเครื่องดื่ม ตลอดจนจัดหาที่พักให้กับผู้โดยสารทั้งที่กรุงเทพฯ และภูเก็ต ทั้งนี้ สายการบิน Thai VietJet ได้เสนอการดูแลผู้โดยสารด้วยการคืนเงินค่าโดยสาร หรือการเปลี่ยนแปลงเที่ยวบินให้แก่ผู้โดยสารให้สามารถเดินทางได้ในช่วงเช้าของวันที่ 2 ธันวาคม 2565 หรือตามวันที่ผู้โดยสารต้องการ นอกจากนี้สายการบินได้จ่ายค่าชดเชยในรูปแบบของเงินสด 1,200 บาท หรือ Travel Voucher มูลค่า 1,500 บาท

 

  1. สำหรับประเด็นที่มีผู้โดยสารเกินจำนวนที่นั่งของเครื่องบิน ซึ่งเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องความปลอดภัยนั้น CAAT ได้สั่งการให้สายการบิน Thai VietJet ชี้แจงรายละเอียด เพื่อให้ CAAT ดำเนินการตรวจสอบต่อไป

 

ทั้งนี้ ผู้โดยสารสามารถติดต่อสายการบิน Thai VietJet เพื่อแจ้งความประสงค์และขอรับค่าชดเชยได้โดยตรง แต่หากมีข้อขัดข้องสามารถร้องเรียนได้ที่เว็บไซต์ caat.or.th/complaint

 

CAAT จะตรวจสอบหลักฐานการดูแลผู้โดยสารของสายการบินในทุกเที่ยวบิน หากตรวจสอบพบว่ามีการปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามประกาศกระทรวงคมนาคม หรือมีผู้โดยสารร้องเรียนว่าไม่ได้รับการดูแล จะถูกพิจารณาความผิดและดำเนินการตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.การเดินอากาศฯ อย่างเคร่งครัดต่อไป

The post เรียก Thai VietJet ชี้แจง พบผิดพลาดออกตั๋วซ้ำ หลังปล่อยผู้โดยสารเกิน 1 รายยืนบนเที่ยวบินภูเก็ต เตรียมตรวจเข้มทุกเที่ยวบิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สำนักงานการบินพลเรือนฯ แจง ผู้โดยสารพิการลงจากเครื่องโดยไม่ได้รับบริการวีลแชร์เหตุสื่อสารผิดพลาด ไม่ได้แจ้งล่วงหน้าขณะซื้อตั๋ว https://thestandard.co/caat-passenger-wheelchair/ Mon, 07 Nov 2022 12:50:08 +0000 https://thestandard.co/?p=705525

วันนี้ (7 พฤศจิกายน) สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย […]

The post สำนักงานการบินพลเรือนฯ แจง ผู้โดยสารพิการลงจากเครื่องโดยไม่ได้รับบริการวีลแชร์เหตุสื่อสารผิดพลาด ไม่ได้แจ้งล่วงหน้าขณะซื้อตั๋ว appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (7 พฤศจิกายน) สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ชี้แจงตามที่ปรากฏเป็นข่าวระบุว่า ผู้โดยสารหญิงชาวต่างชาติรายหนึ่งซึ่งเป็นผู้พิการ ได้เดินทางจากประเทศออสเตรเลียมายังประเทศไทย โดยแวะเปลี่ยนเครื่องที่ประเทศสิงคโปร์ ระหว่างทางได้รับความสะดวกมาโดยตลอด แต่เมื่อมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิกลับได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่สายการบินต่างชาติที่ให้บริการนั้นว่า หากต้องการบริการเก้าอี้เข็น (Wheelchair) เพื่อลงจากเครื่องบิน จะมีการคิดค่าใช้จ่าย ผู้โดยสารรายนี้จึงปฏิเสธ และพยายามลงจากเครื่องบินด้วยตัวเองจนเกิดภาพที่ไม่เหมาะสมขึ้น ก่อให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์และระดับมาตรฐานการบินของประเทศ และการท่องเที่ยวของไทยที่กำลังอยู่ระหว่างการฟื้นตัวในปัจจุบันอย่างมาก

 

CAAT ได้ตรวจสอบข้อมูลทั้งหมดรวมทั้งเรียกผู้เกี่ยวข้องเข้าชี้แจงรายละเอียดแล้วปรากฏข้อเท็จจริงว่า เที่ยวบินดังกล่าว สายการบินไม่ได้รับแจ้งล่วงหน้าในขั้นตอนการซื้อตั๋วโดยสารว่าผู้โดยสารต้องการใช้เก้าอี้เข็นในห้องโดยสาร จึงไม่มีข้อมูลในระบบ ประกอบกับเกิดข้อผิดพลาดในการสื่อสารข้อมูลเที่ยวบิน ทำให้เจ้าหน้าที่ของสายการบินที่สนามบินปลายทางไม่ได้รับการประสานเพื่อเตรียมรถเข็นไว้ล่วงหน้า 

 

โดยเก้าอี้เข็นในห้องโดยสารนี้เป็นเก้าอี้เข็นขนาดพิเศษ ออกแบบมาเพื่อให้สามารถเข็นผ่านทางเดินในห้องโดยสารภายในเครื่องบินได้โดยเฉพาะ ซึ่งในกรณีนี้เป็นการเคลื่อนย้ายผู้โดยสารจากบริเวณที่นั่งแถวที่ 8 มายังด้านหน้าบริเวณประตูทางออกเครื่องบินและเปลี่ยนถ่ายไปยังเก้าอี้เข็นส่วนตัวที่ผู้โดยสารเตรียมมาเอง และขนเป็นสัมภาระมากับเที่ยวบินด้วย 

 

อย่างไรก็ตาม การจัดหาเก้าอี้เข็นดำเนินการหลังเครื่องลงจอด และเมื่อผู้โดยสารคนอื่นๆ ลงจากเครื่องแล้ว จึงทำให้ผู้โดยสารต้องรอเป็นเวลานาน 

 

สำหรับกรณีที่ผู้โดยสารให้ข้อมูลผ่านสื่อว่า เจ้าหน้าที่สายการบินแจ้งว่าจะมีค่าใช้จ่ายในการให้บริการนั้น เวลาต่อมาสายการบินได้แถลงชี้แจงว่า สายการบินไม่มีนโยบายเรียกเก็บค่าบริการในส่วนนี้ ซึ่งในสถานการณ์นี้อาจเกิดปัญหาในการสื่อสารจนเกิดความเข้าใจผิด ทำให้ผู้โดยสารตัดสินใจปฏิเสธการรับบริการและการช่วยเหลือ และเคลื่อนย้ายตนจากแถวที่นั่งเพื่อไปขึ้นรถเข็นบริเวณประตูทางออกเครื่องบินเองตามที่ปรากฏเป็นข่าว

 

แม้ว่าตามข่าวระบุว่า ขณะนี้สายการบินได้ชี้แจงประเด็นต่างๆ รวมถึงแสดงความขอโทษต่อผู้โดยสารรายดังกล่าว พร้อมทั้งเสนอคืนเงินค่าโดยสารและจ่ายค่าชดเชยเพิ่มเติมแล้วก็ตาม 

 

แต่เนื่องจากเหตุการณ์เกิดขึ้นในสนามบินของประเทศไทย CAAT จึงขอชี้แจงเพื่อให้สาธารณะได้รับทราบข้อมูลอันเป็นประโยชน์เพิ่มเติม ดังนี้

 

มาตรฐานการปฏิบัติสากล

ประเทศไทยมีมาตรฐานการปฏิบัติตามแนวทางการให้บริการผู้พิการตามมาตรฐานสากล ตามที่กำหนดในเอกสารขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO Doc 9984: Manual on Access to Air Transport by Persons with Disabilities) โดยมีรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

 

  1. การไม่คิดค่าบริการสำหรับการช่วยเหลือแก่ผู้พิการให้ได้รับความสะดวก โดยสายการบินและสนามบินมีหน้าที่ให้บริการช่วยเหลือผู้โดยสารขึ้นและลงจากอากาศยาน โดยการจัดหาอุปกรณ์ช่วยเหลือที่เหมาะสม สำหรับกรณีการนั่งเก้าอี้เข็นออกจากประตูอากาศยานลงไปยังพื้นที่สนามบิน เป็นหน้าที่ของสายการบินที่จะต้องประสานงานกับสนามบินปลายทาง เพื่อให้มีการจัดเตรียมการช่วยเหลือ 

 

  1. สายการบินอาจให้การช่วยเหลือผู้โดยสารขึ้นและลงจากอากาศยานโดยวิธีการอุ้ม (Hand-Carrying) แต่จะทำได้ก็ต่อเมื่อไม่มีวิธีการช่วยเหลืออื่นแล้ว และจะต้องกระทำโดยความยินยอมของผู้โดยสาร รวมถึงพิจารณาแล้วว่าปลอดภัย กรณีนี้จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า มีพนักงานของสายการบินเสนอวิธีการช่วยเหลือผู้โดยสารโดยการอุ้มลงจากเครื่องบินแล้ว แต่ได้รับการปฏิเสธจากผู้โดยสาร 

 

  1. สนามบินทุกแห่งของประเทศไทยมีความพร้อมในการให้บริการและดำเนินการ เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดมาตรฐานอย่างเคร่งครัดมาอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งทุกสายการบินทั้งสัญชาติไทยและต่างชาติที่ปฏิบัติการบินเข้า-ออก และบินภายในประเทศต่างทราบและปฏิบัติตามแนวทางที่กำหนด 

 

การคุ้มครองสิทธิของผู้โดยสาร โดยเฉพาะผู้พิการ

  1. ประเทศไทยมีมาตรฐานและปฏิบัติตามมาตรฐานสากลว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิของผู้โดยสาร โดยเฉพาะผู้พิการ อย่างเคร่งครัด สายการบิน สนามบิน และผู้ประกอบการต่างๆ ที่เข้ามาปฏิบัติการในไทยจะต้องปฏิบัติอย่างครบถ้วนโดยไม่มีข้อแม้

 

  1. การฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานดังกล่าว CAAT จะพิจารณาใช้มาตรการตามความเหมาะสมอย่างเคร่งครัด เช่น การแจ้งตักเตือนกรณีที่เกิดจากความผิดพลาดในระดับปฏิบัติการ หรือการพิจารณาเกี่ยวกับการอนุญาตทำการบิน (Flight Permit) ในกรณีที่พบว่ามีการดำเนินนโยบายไม่เป็นไปตามมาตรฐานและระเบียบปฏิบัติที่กำหนด

 

  1. ขณะนี้ CAAT ได้จัดทำร่างข้อกำหนดว่าด้วยการกำหนดมาตรฐานสิ่งอำนวยความสะดวกและการบริการที่สายการบินและผู้ประกอบการที่มีส่วนเกี่ยวข้องต้องจัดไว้บริการผู้โดยสาร ซึ่งเป็นบุคคลที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ เพื่อยกระดับการดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรฐาน ICAO ที่ครบถ้วนสมบูรณ์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบังคับใช้ทั้งกับสายการบินของไทยและสายการบินต่างชาติให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น 

 

ทั้งนี้ เมื่อผ่านขั้นตอนการประชาพิจารณ์และมีผลบังคับใช้แล้ว จะทำให้ไทยเป็นประเทศแรกในภูมิภาคอาเซียน ที่ขับเคลื่อนงานด้านการกำกับดูแลและตรวจสอบการปฏิบัติตามมาตรฐานสากลว่าด้วยการให้บริการผู้โดยสารที่เป็นผู้พิการอย่างเป็นรูปธรรม

The post สำนักงานการบินพลเรือนฯ แจง ผู้โดยสารพิการลงจากเครื่องโดยไม่ได้รับบริการวีลแชร์เหตุสื่อสารผิดพลาด ไม่ได้แจ้งล่วงหน้าขณะซื้อตั๋ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
สำนักงานการบินพลเรือนฯ แจ้งด่วน ให้สายการบินสัญชาติไทยเลี่ยงน่านฟ้าไต้หวัน หลังจีนประกาศ ‘เขตอันตราย’ ซ้อมรบ https://thestandard.co/thai-avoids-taiwanese-airspace-after-china-declares-a-dangerous-zone/ Wed, 03 Aug 2022 12:22:58 +0000 https://thestandard.co/?p=662502 บินพลเรือน

วันนี้ (3 สิงหาคม) สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ( […]

The post สำนักงานการบินพลเรือนฯ แจ้งด่วน ให้สายการบินสัญชาติไทยเลี่ยงน่านฟ้าไต้หวัน หลังจีนประกาศ ‘เขตอันตราย’ ซ้อมรบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บินพลเรือน

วันนี้ (3 สิงหาคม) สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ได้แจ้งสายการบินสัญชาติไทยที่จะเดินทางเข้าและออกจากประเทศไทยในระยะนี้ ให้เลี่ยงเส้นทางบินเหนือบริเวณน่านฟ้ารอบๆ ไต้หวัน หลังจากที่สาธารณรัฐประชาชนจีนได้ออกประกาศผู้ทำการในอากาศ (NOTAM) พื้นที่ซ้อมรบ (AIRSPACE BLOCKED) และได้เตือนสายการบินที่ดำเนินการในเอเชียให้หลีกเลี่ยงการบินรอบๆ ไต้หวันเนื่องจากจีนมีแผนดำเนินการซ้อมรบทางทหารในบริเวณดังกล่าว ซึ่งถูกกำหนดให้น่านฟ้าเหนือพื้นที่ซ้อมรบเป็น ‘เขตอันตราย’

 

ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยในการปฏิบัติการบินของผู้ดำเนินการเดินอากาศไทย CAAT จึงได้ขอให้หลีกเลี่ยงทำการบินผ่านเส้นทางบริเวณดังกล่าว และปฏิบัติตาม NOTAM ของจีนอย่างเคร่งครัด รวมทั้งติดตามสถานการณ์และประกาศ NOTAM ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง

The post สำนักงานการบินพลเรือนฯ แจ้งด่วน ให้สายการบินสัญชาติไทยเลี่ยงน่านฟ้าไต้หวัน หลังจีนประกาศ ‘เขตอันตราย’ ซ้อมรบ appeared first on THE STANDARD.

]]>