สัปปายะสภาสถาน Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/สัปปายะสภาสถาน/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 15 Sep 2026 05:42:27 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 โสภณเผยผลการตรวจสอบฝ้าเพดานศูนย์อาหารรัฐสภาถล่ม ชี้โครงสร้างยังแข็งแรง ชำรุดจากการใช้งาน https://thestandard.co/sophon-parliament-ceiling-collapse-probe/ Tue, 15 Sep 2026 05:42:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1255085 ภาพฝ้าเพดานศูนย์อาหารรัฐสภาที่เสียหายจากการถล่ม

โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผลผลการตรวจสอบกร […]

The post โสภณเผยผลการตรวจสอบฝ้าเพดานศูนย์อาหารรัฐสภาถล่ม ชี้โครงสร้างยังแข็งแรง ชำรุดจากการใช้งาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพฝ้าเพดานศูนย์อาหารรัฐสภาที่เสียหายจากการถล่ม

โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผลผลการตรวจสอบกรณีฝ้าเพดานบริเวณศูนย์อาหาร ชั้น B2 อาคารรัฐสภา ถล่มลงมาเสียหายเมื่อ 13 กันยายนที่ผ่านมา ภายหลังลงพื้นที่ติดตามการแก้ไขปัญหาร่วมกับวิศวกรจากกรมโยธาธิการและผังเมืองเมื่อวานนี้ (14 กันยายน)

 

เบื้องต้นตรวจสอบแล้วพบว่า โครงสร้างและซีไลน์ยังแข็งแรง ส่วนที่เกิดเหตุเป็นบริเวณร่องเครื่องปรับอากาศ โดยฝ้าเพดานใช้แผ่นสมาร์ตบอร์ด ซึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมามีการประชุมอย่างต่อเนื่องและเปิดเครื่องปรับอากาศเป็นเวลานาน เมื่อปิดใช้งานเครื่องปรับอากาศจึงเกิดการควบแน่น ทำให้น้ำจากท่อแอร์หยดลงบนฝ้า เกิดความชื้นจนแผ่นฝ้าบวมและหลุดลงมา

 

นอกจากนี้ กรมโยธาธิการและผังเมืองยังอธิบายว่า หัวสกรูที่ใช้ยึดแผ่นฝ้ามีขนาดเล็กคล้ายหัวตะปู จึงมีโอกาสที่แผ่นฝ้าจะหลุดออกมา พร้อมแนะนำให้เปลี่ยนมาใช้สกรูที่มีหัวขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อเพิ่มการรองรับ โดยย้ำว่าปัญหาเกิดขึ้นกับตัวแผ่นสมาร์ตบอร์ดที่ได้รับความชื้น ไม่ได้เกิดจากโครงสร้างของอาคาร

 

สำหรับการแก้ไขหลังจากนี้ โสภณกล่าวว่า จะเพิ่มการดูแลบริเวณแนวท่อแอร์ตามคำแนะนำของกรมโยธาธิการและผังเมือง ส่วนพื้นที่อื่นไม่ได้มีปัญหา พร้อมระบุว่า อาคารทุกแห่งเมื่อใช้งานไประยะหนึ่งย่อมต้องมีการซ่อมแซมและดูแลรักษาตามอายุการใช้งาน เช่นเดียวกับอาคารรัฐสภาที่ต้องได้รับการดูแลให้มีความปลอดภัย

 

ส่วนกระแสวิจารณ์ว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นหลังหมดระยะเวลารับประกัน โสภณกล่าวว่า เรื่องดังกล่าวไม่เกี่ยวกัน เนื่องจากเป็นเรื่องของอายุการใช้งานและมีคำอธิบายถึงสาเหตุที่เกิดขึ้นทางวิศวกรรมแล้ว

 

ขณะที่ความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ ข้าราชการ และประชาชนที่เข้ามาติดต่อในอาคารรัฐสภานั้น โสภณตอบว่า เชื่อมั่นร้อยเปอร์เซ็นต์

 

“ผมก็มารับประทานอาหารอยู่ เชื่อมั่น 100% ไม่มีอะไรหรอก เราอย่ากังวลจนเกินเหตุ มันก็ทำงานไม่ได้” โสภณระบุ

The post โสภณเผยผลการตรวจสอบฝ้าเพดานศูนย์อาหารรัฐสภาถล่ม ชี้โครงสร้างยังแข็งแรง ชำรุดจากการใช้งาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฝ้าเพดานโรงอาหารชั้น B2 รัฐสภา พังถล่ม เจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบโครงสร้าง-หาสาเหตุ หวั่น ข้าราชการ นักการเมือง สส. และ สว. เสี่ยงบาดเจ็บ https://thestandard.co/parliament-b2-cafeteria-ceiling-collapse/ Sun, 13 Sep 2026 08:46:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1254323 ภาพฝ้าเพดานโรงอาหารชั้น B2 ภายในอาคารรัฐสภาที่พังถล่มลงมา

วันนี้ (13 กันยายน) ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเกิดอ […]

The post ฝ้าเพดานโรงอาหารชั้น B2 รัฐสภา พังถล่ม เจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบโครงสร้าง-หาสาเหตุ หวั่น ข้าราชการ นักการเมือง สส. และ สว. เสี่ยงบาดเจ็บ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพฝ้าเพดานโรงอาหารชั้น B2 ภายในอาคารรัฐสภาที่พังถล่มลงมา

วันนี้ (13 กันยายน) ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเกิดอุบัติเหตุฝ้าเพดานบริเวณห้องอาหารชั้น B2 พังถล่มลงมากองกับพื้น แรงกระแทกส่งผลให้ชุดโต๊ะและเก้าอี้รับประทานอาหารที่อยู่บริเวณด้านล่างพังเสียหาย โชคดีที่เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงวันหยุด ทำให้ไม่มีข้าราชการ เจ้าหน้าที่ หรือบุคคลภายนอกใช้งานพื้นที่ดังกล่าวได้รับบาดเจ็บ

 

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้นับว่าอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุครั้งใหญ่ เนื่องจากในวันทำการปกติ ชั้น B2 จุดดังกล่าวถือเป็นพื้นที่ใช้งานหนาแน่น มีข้าราชการ พนักงานรัฐสภา บุคลากร รวมถึงบุคคลสำคัญทางการเมือง ทั้ง สส. สว. และผู้ที่เดินทางมาเข้าร่วมการประชุมสภา ใช้เป็นจุดพักผ่อนและรับประทานอาหารกลางวันเป็นจำนวนมาก

 

เบื้องต้นหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องและทีมวิศวกรของอาคารรัฐสภา ได้เข้าสำรวจความเสียหายและพื้นที่เกิดเหตุ เพื่อเร่งตรวจสอบสาเหตุของการพังถล่มว่าเกิดจากปัญหาโครงสร้าง ความชื้น หรือวัสดุเสื่อมสภาพ พร้อมทั้งเตรียมสั่งปิดกั้นพื้นที่ดังกล่าวชั่วคราวเพื่อซ่อมแซมและตรวจสอบความปลอดภัยของอาคารทั้งหมดอย่างละเอียด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยที่อาจสร้างความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินได้ในอนาคต ก่อนที่จะใช้งานตามปกติในวันจันทร์ที่ 14 กันยายนนี้

The post ฝ้าเพดานโรงอาหารชั้น B2 รัฐสภา พังถล่ม เจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบโครงสร้าง-หาสาเหตุ หวั่น ข้าราชการ นักการเมือง สส. และ สว. เสี่ยงบาดเจ็บ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธานรัฐสภานำกิจกรรมจิตอาสา ขึ้นเครนตัดแต่งใบไม้ ปรับปรุงภูมิทัศน์ https://thestandard.co/parliament-president-volunteer-crane-trimming/ Mon, 27 Jul 2026 06:47:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1235551 โสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ขึ้นเครนตัดแต่งต้นไม้ในกิจกรรมจิตอาสา

วันนี้ (27 กรกฎาคม) โสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา และประธาน […]

The post ประธานรัฐสภานำกิจกรรมจิตอาสา ขึ้นเครนตัดแต่งใบไม้ ปรับปรุงภูมิทัศน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ขึ้นเครนตัดแต่งต้นไม้ในกิจกรรมจิตอาสา

วันนี้ (27 กรกฎาคม) โสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานในพิธีโครงการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569

ดูภาพข่าว 

เพื่อแสดงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

 

ในช่วงเช้า โสภณพร้อมด้วยรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้บริหาร ข้าราชการ และลูกจ้าง ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์และถวายภัตตาหารเช้าพระสงฆ์ 10 รูป ถวายพระราชกุศล

 

จากนั้น โสภณเปิดโครงการเฉลิมพระเกียรติ ถวายพระพรชัยมงคล ที่ลานพระบรมราชาอนุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการลงนามถวายพระพรชัยมงคล พร้อมกล่าวคำปฏิญาณจิตอาสาพระราชทาน

 

โสภณได้นำถวายสัตย์ปฏิญาณ เพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน โดยกล่าวคำปฏิญาณอย่างพร้อมเพรียงด้วยคำว่า “เราทำ ความดี ด้วยหัวใจ”

 

ต่อด้วยกิจกรรมจิตอาสา ‘ทำความดี ด้วยหัวใจ เทิดไท้องค์ราชันย์’ ร่วมบำเพ็ญสาธารณประโยชน์โดยรอบอาคารรัฐสภา

 

ช่วงหนึ่ง โสภณได้ร่วมตัดหญ้า รดน้ำต้นไม้ รวมถึงขึ้นรถเครน เพื่อไปตัดแต่งใบต้นตาล เก็บใบที่แห้งทิ้ง เพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์และรักษาความสะอาดรอบบริเวณอาคารรัฐสภาให้มีความเรียบร้อยสวยงาม

 

ทั้งนี้ ช่วงบ่ายเวลา 13.00 น. รัฐสภามีกิจกรรมเสวนา ‘สถาบันพระมหากษัตริย์กับสังคมไทย’ และในเวลา 15.00 น. จะมีการจัดกิจกรรมปฏิบัติธรรมและสวดมนต์ถวายพระพรชัยมงคล

 

 

โสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ขึ้นเครนตัดแต่งต้นไม้ในกิจกรรมจิตอาสา 1โสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ขึ้นเครนตัดแต่งต้นไม้ในกิจกรรมจิตอาสา 2โสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ขึ้นเครนตัดแต่งต้นไม้ในกิจกรรมจิตอาสา 3โสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ขึ้นเครนตัดแต่งต้นไม้ในกิจกรรมจิตอาสา 4โสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ขึ้นเครนตัดแต่งต้นไม้ในกิจกรรมจิตอาสา 5โสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ขึ้นเครนตัดแต่งต้นไม้ในกิจกรรมจิตอาสา 6โสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ขึ้นเครนตัดแต่งต้นไม้ในกิจกรรมจิตอาสา 7โสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ขึ้นเครนตัดแต่งต้นไม้ในกิจกรรมจิตอาสา 8โสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ขึ้นเครนตัดแต่งต้นไม้ในกิจกรรมจิตอาสา 9

The post ประธานรัฐสภานำกิจกรรมจิตอาสา ขึ้นเครนตัดแต่งใบไม้ ปรับปรุงภูมิทัศน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิลาศพาทัวร์รัฐสภาวันประกันหมดอายุ ชี้ความเสียหายกว่าพันล้าน จี้สภาฯ ใช้เงินค้ำประกันมาซ่อมแซมแทน https://thestandard.co/wilas-parliament-damage-warranty-repair/ Thu, 16 Jul 2026 07:32:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1231439 วิลาศ จันทรพิทักษ์ ชี้จุดความเสียหายอาคารรัฐสภาให้สื่อมวลชนดู

วันนี้ (15 กรกฎาคม) ซึ่งเป็นวันครบกำหนดระยะเวลาค้ำประกั […]

The post วิลาศพาทัวร์รัฐสภาวันประกันหมดอายุ ชี้ความเสียหายกว่าพันล้าน จี้สภาฯ ใช้เงินค้ำประกันมาซ่อมแซมแทน appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิลาศ จันทรพิทักษ์ ชี้จุดความเสียหายอาคารรัฐสภาให้สื่อมวลชนดู

วันนี้ (15 กรกฎาคม) ซึ่งเป็นวันครบกำหนดระยะเวลาค้ำประกันผลงาน 2 ปี ของโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ วิลาศ จันทรพิทักษ์ อดีต สส. และอดีตประธานคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (กมธ. ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลความชำรุดบกพร่องของการก่อสร้างที่ประเมินมูลค่าความเสียหายมากกว่า 1,000 ล้านบาท พร้อมเรียกร้องให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเร่งบังคับใช้สัญญากับผู้รับจ้าง ก่อนที่จะสูญเสียผลประโยชน์ของรัฐ

ดูภาพข่าว 

ทั้งนี้ ช่วงก่อนการแถลงข่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภาจำนวนประมาณ 15 นาย ที่ได้ข้อความร่วมมือไม่ให้ใช้พื้นที่จัดกิจกรรม โดยอ้างถึงระเบียบใหม่และเชิญให้ย้ายไปใช้พื้นที่บริเวณลานประชาชน นำมาสู่การโต้เถียง เนื่องจากวิลาศระบุว่าได้ดำเนินการจองพื้นที่ตามระเบียบเดิมในฐานะอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างถูกต้อง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าการสั่งการดังกล่าวไม่มีลายลักษณ์อักษร และอาจเป็นความพยายามขัดขวางการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการก่อสร้างรัฐสภา

 

วิลาศยังได้วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของข้าราชการที่ปฏิบัติตามคำสั่งโดยขาดการพิจารณาเหตุผลความถูกต้อง ว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมและควรพิจารณาลาออกจากการปฏิบัติหน้าที่

 

ในประเด็นการตรวจสอบโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภา นายวิลาศระบุว่า วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 เป็นวันสิ้นสุดสัญญาค้ำประกันผลงาน 2 ปี สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรในฐานะผู้ว่าจ้างต้องบริหารจัดการเงินประกันผลงานและเงินประกันซองที่ถือไว้ไม่ต่ำกว่า 1,500 ล้านบาทให้เกิดความรัดกุม

 

โดยจำนวนนี้แบ่งเป็นเงินประกันซองร้อยละ 5 หรือประมาณ 614 ล้านบาท จากมูลค่าโครงการรวม 12,280 ล้านบาท เงินหักระหว่างการจ่ายค่างวดอีกร้อยละ 5 หรือประมาณ 600 ล้านบาท และเงินงวดสุดท้ายที่ชะลอการจ่ายออกไป

 

วิลาศเสนอข้อกำหนดการดำเนินการเพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรนำไปปฏิบัติ โดยเน้นย้ำว่าสภาผู้แทนราษฎรต้องขยายระยะเวลาค้ำประกันออกไป ด้วยการนำระยะเวลาที่ใช้ในการแก้ไขความชำรุดบกพร่องและระยะเวลาที่อาคารไม่สามารถใช้งานได้มาคำนวณรวมด้วย ที่ผ่านมามีการทำหนังสือแจ้งเตือนผู้รับจ้างไปแล้วกว่า 1,000 เรื่อง แต่ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องการเข้ามาดำเนินการแก้ไข

 

หากสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรละเว้นการทำหนังสือแจ้งเตือนผู้รับจ้างให้เข้ามาซ่อมแซมภายใน 15 วันตามเงื่อนไขสัญญา อาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

 

นอกจากนี้ ยังมีการตั้งข้อสังเกตถึงความพยายามในการตั้งงบประมาณแผ่นดินซ้ำซ้อนเพื่อนำมาซ่อมแซมส่วนที่ชำรุด ซึ่งตามหลักการต้องเป็นความรับผิดชอบของผู้รับจ้าง เช่น การตั้งงบประมาณ 123 ล้านบาทเพื่อปรับปรุงศาลาแก้วที่พบปัญหาการก่อสร้างผิดแบบ น้ำรั่วซึมลงชั้นใต้ดิน และการปูกระเบื้องผิดขนาด

 

วิลาศชี้ว่า รัฐสภาควรใช้วิธีหักเงินลดหย่อนตามสัญญาแทนการใช้เงินงบประมาณแผ่นดิน อีกทั้งยังพบปัญหาการใช้ไม้กระดานผิดสเปกรวม 27,300 แผ่น โดยกรมป่าไม้เคยเข้าตรวจสอบและพบว่าเป็นไม้ปลอมถึงร้อยละ 70 ในพื้นที่ห้องบางส่วน

 

ประเด็นการจ้างช่วงผิดสัญญาเป็นอีกหนึ่งความบกพร่องที่ถูกหยิบยกขึ้นมา จากสัญญาทั้งหมด 14 สัญญา พบการจ้างช่วงโดยไม่มีการสอบสวนความถูกต้อง มีผู้รับเหมาช่วงรายหนึ่งได้รับงานมูลค่าสูงถึง 2,993 ล้านบาท ซึ่งเป็นนิติบุคคลเดียวกับที่เข้ามายื่นซองประกวดราคาในตอนแรก ถือเป็นการขัดสัญญาก่อสร้างข้อที่ 11 ขณะเดียวกัน ยังมีความล่าช้าในการจ่ายเงินค่าควบคุมงานและค่าที่ปรึกษาโครงการกว่า 300 ล้านบาทที่ค้างชำระมาตั้งแต่ปี 2564

 

วิลาศเปิดเผยเพิ่มเติมว่า ขณะนี้มีกระบวนการข่มขู่ข้าราชการที่ทำหน้าที่ตรวจรับงาน โดยมีการเตือนเรื่องการโยกย้ายตำแหน่งหากมีการตรวจสอบอย่างเข้มงวด เพื่อหวังให้งานผ่านการประเมินและผู้รับจ้างไม่ต้องถูกหักเงินประกัน

 

วิลาศยืนยันว่าจะดำเนินคดีจนถึงที่สุดหากเกิดการโยกย้ายข้าราชการอย่างไม่เป็นธรรม พร้อมให้ข้อมูลว่าเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรคนปัจจุบัน สมัยที่ยังดำรงตำแหน่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการตรวจการจ้าง เคยลงมติไม่รับงานด้วยคะแนนเสียง 7 ต่อ 3 โดยระบุเหตุผลในรายงานว่างานยังไม่เสร็จสมบูรณ์ แม้ต่อมาจะมีการระบุว่ามติดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม

 

วิลาศท้าให้ผู้ที่มีอำนาจฟ้องร้องดำเนินคดีหากข้อมูลที่นำเสนอไม่เป็นความจริง และยืนยันว่าจะไม่มีการขอโทษหรือยุติการนำเสนอข้อมูลเรื่องนี้ หลังจากนี้เตรียมยื่นเรื่องตรวจสอบโครงการในส่วนที่มีมูลค่าเกิน 10 ล้านบาทขึ้นไปเพิ่มเติม จากเดิมที่เคยยื่นร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไปแล้วถึง 65 เรื่อง และหากไม่มีผู้ใดฟ้องร้องดำเนินคดีกลับมา จะเป็นผู้คัดเลือกคดีสำคัญอย่างน้อย 5 เรื่องเพื่อดำเนินการทางกฎหมายด้วยตนเอง

 

ส่วนข้อสงสัยเรื่องความเชื่อมโยงระหว่างผู้รับเหมารายใหญ่กับบุคคลระดับสูงในบ้านเมือง วิลาศระบุเพียงว่าผู้ใหญ่ท่านนั้นเคยประกาศจุดยืนต่อต้านการทุจริต และไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับบริษัทผู้รับเหมาดังกล่าวมานานกว่า 20-30 ปีแล้ว

 

ภายหลังการให้สัมภาษณ์ วิลาศได้นำคณะสื่อมวลชนเดินสำรวจความชำรุดบกพร่องบริเวณหน้าอาคารรัฐสภาที่มีการเซ็นรับงานไปแล้ว เพื่อแสดงให้เห็นถึงปัญหาเชิงประจักษ์ เช่น บันไดที่มีคราบน้ำปูนไหล เสาไม้สักจำนวน 4,422 ต้นที่มีเชื้อราเนื่องจากวิศวกรควบคุมงานไม่ได้สั่งให้ทาน้ำมันรักษาเนื้อไม้ พื้นทางเดินที่ก่อสร้างผิดสเปก รวมถึงตู้ควบคุมไฟฟ้าที่ไม่มีกุญแจล็อกและมีการติดตั้งสกรูอยู่นอกตู้ ซึ่งอาจส่งผลต่อความปลอดภัยในระยะยาว

 

 

วิลาศ จันทรพิทักษ์ ชี้จุดความเสียหายอาคารรัฐสภาให้สื่อมวลชนดู 1วิลาศ จันทรพิทักษ์ ชี้จุดความเสียหายอาคารรัฐสภาให้สื่อมวลชนดู 2วิลาศ จันทรพิทักษ์ ชี้จุดความเสียหายอาคารรัฐสภาให้สื่อมวลชนดู 3วิลาศ จันทรพิทักษ์ ชี้จุดความเสียหายอาคารรัฐสภาให้สื่อมวลชนดู 4วิลาศ จันทรพิทักษ์ ชี้จุดความเสียหายอาคารรัฐสภาให้สื่อมวลชนดู 5วิลาศ จันทรพิทักษ์ ชี้จุดความเสียหายอาคารรัฐสภาให้สื่อมวลชนดู 6วิลาศ จันทรพิทักษ์ ชี้จุดความเสียหายอาคารรัฐสภาให้สื่อมวลชนดู 7วิลาศ จันทรพิทักษ์ ชี้จุดความเสียหายอาคารรัฐสภาให้สื่อมวลชนดู 8วิลาศ จันทรพิทักษ์ ชี้จุดความเสียหายอาคารรัฐสภาให้สื่อมวลชนดู 9วิลาศ จันทรพิทักษ์ ชี้จุดความเสียหายอาคารรัฐสภาให้สื่อมวลชนดู 10วิลาศ จันทรพิทักษ์ ชี้จุดความเสียหายอาคารรัฐสภาให้สื่อมวลชนดู 11วิลาศ จันทรพิทักษ์ ชี้จุดความเสียหายอาคารรัฐสภาให้สื่อมวลชนดู 12

The post วิลาศพาทัวร์รัฐสภาวันประกันหมดอายุ ชี้ความเสียหายกว่าพันล้าน จี้สภาฯ ใช้เงินค้ำประกันมาซ่อมแซมแทน appeared first on THE STANDARD.

]]>
โสภณแถลงผลงานสภาฯ สมัยประชุมแรก สภาฯ ไม่ล่ม-รัฐมนตรีมาตอบกระทู้มากสุด https://thestandard.co/sophon-parliament-performance-first-session/ Thu, 16 Jul 2026 05:57:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1231387 โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กำลังแถลงผลงานสภาฯ บนเวที

โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร แถลงผลงานสภาผู้แทนราษ […]

The post โสภณแถลงผลงานสภาฯ สมัยประชุมแรก สภาฯ ไม่ล่ม-รัฐมนตรีมาตอบกระทู้มากสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กำลังแถลงผลงานสภาฯ บนเวที

โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร แถลงผลงานสภาผู้แทนราษฎร ในเวที ‘122 วัน พลิกโฉมของสภาฯ แก้ปัญหาของประชาชน’ ตอนหนึ่งว่า ในหนึ่งสมัยประชุม งานนิติบัญญัติภายใต้การกำกับของตนและ รองประธานสภาฯ ทั้งสองคน เป็นที่พึ่งต่อการแก้ปัญหาของประชาชน ทั้งกฎหมาย

 

โสภณระบุว่า สมัยที่ผ่านมาสภาฯ ผ่านร่างกฎหมาย จำนวน 14 ฉบับ ถือว่ามากที่สุดในรอบ 10 ปี ซึ่งเป็นความร่วมมือของทุกฝ่าย ส่วนที่วิจารณ์ว่าสภาไม่มีผลงานถือว่าวิจารณ์ด้วยความอคติ

 

ส่วนการตอบกระทู้ถามของรัฐมนตรี โสภณกล่าวว่า สมัยประชุมที่ผ่านมาพบว่ารัฐมนตรีมาตอบมากที่สุด กระทู้สดด้วยวาจา 36 กระทู้ มาตอบ 33 กระทู้ โดยตนเองได้ขอความร่วมมือให้มาตอบ ไม่ใช้อำนาจบังคับ ข้อบังคับเองก็กำหนดให้มอบหมายมาตอบได้ เมื่อเป็นเช่นนั้น ครม. ที่มีหน้าที่เห็นสมควรก็มอบหมายมา แต่สำคัญคือความรับผิดชอบมาตอบความเดือดร้อนของประชาชน

 

นอกจากนี้ โสภณยังระบุว่า ในสมัยของตนเอง สภาฯ ไม่ล่ม ซึ่งไม่ใช่ความสามารถส่วนตัว แต่เป็นพัฒนาการของ สส. รวมถึงประธานในที่ประชุมที่ควบคุม รักษาบรรยากาศการประชุมให้เดินหน้า หากไม่รักษาบรรยากาศ อาจเกิดกรณีนับองค์ประชุม หรือวอล์คเอาท์เหมือนสภาฯ ยุคก่อน แต่สภาฯ ชุดที่ 27 นี้ไม่มี

 

ส่วนกรณีที่มีข้อทักท้วงถึงการไม่อนุญาติให้ฉายวีดีโอ หรือนำเสนอภาพระหว่างการอภิปราย ที่ผ่านมาการเซ็นเซอร์มีมาทุกยุค และมีกรรมการพิจารณา หากพบการทำงานบกพร่อง ตนเองต้องรับผิดชอบ กรณีที่เกิดขึ้นในสภาฯ รับผิดชอบทุกกรณีตามอำนาจหน้าที่ การเซ็นเซอร์ไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นเรื่องเกิดมานานแล้ว แต่ที่มีปัญหาเพราะไม่ยอมรับสิ่งที่กระทบสิทธิของบุคคลอื่นทำให้กรรมการไม่อนุญาต

 

สำหรับข้อวิจารณ์ว่า ประธานสภาฯ เน้นทำกิจกรรมที่ไม่ควรทำ หรือโครงการที่อยู่นอกเหนือหน้าที่ เช่น ให้เคารพธงชาติ กิจกรรมแอโรบิค ปฏิบัติธรรม สวดมนต์ โสภณชี้แจงว่า เป็นแนวทางของการพัฒนาบุคคลที่ตรงปก เพราะหากยืนเคารพธงชาติ เพียง 1 นาทีไม่ได้ ไม่เชื่อว่าจะรักชาติจริง หรือ กรณีทำโครงการแก้ปัญหายาเสพติด แม้ไม่ใช่ภารกิจของประธานสภาฯ แต่ตนไม่ได้ใช้เวลาของสภาฯ ลงพื้นที่

 

ทั้งนี้ โสภณย้ำว่า สภาฯ ต้องทำงานเพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชน และในเร็วๆ นี้ จะทำเวิร์คชอปการศึกษา ในวันที่ 3 สิงหาคม พร้อมย้ำว่า ประธานสภาฯ ไม่เกี่ยวกับพรรคการเมือง แต่ได้หารือกับทุกภาคส่วนเพื่อแก้วิกฤติประเทศ

 

“อนาคตของสภาฯ ในยุคของผม ผมอยากเห็นฝ่ายนิติบัญญัติร่วมแก้ปัญหาโดยกระบวนการนิติบัญญัติ มาลงแรง ไม่ต้องลงทุ นมาแก้ปัญหายามวิกฤติ กฎหมายใดที่มีผลกระทบ เป็นอุปสรรคต่อประเทศต้องแก้ไขปรับปรุง กฎหมายใดที่ส่งเสริมการลงทุนต้องบรรจุโดยเร็ว

 

“ดังนั้น การใช้เวลาของสภาต้องใช้ให้คุ้มค่าเพื่อทำกฎหมายให้ประชาชน ส่วนรัฐบาลต้องลงทุนเดินหน้าแก้กฎหมาย เพื่อให้ประเทศเดินหน้า ถือเป็นภารกิจหลัก

 

“ส่วนภารกิจรอง คือ ทำให้สภาฯ เป็นหน้าเป็นตาของประเทศ ในอดีตที่ผ่านมาผมไม่รู้ แต่สัปปายะสภาสถานต้องเป็นหน้าเป็นตา เป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ เพื่อให้สภาฯ เป็นแหล่งท่องเที่ยว ศึกษาดูงาน บ่มเพาะประชาธิปไตย เดินหน้า อย่าติดอยู่กับอดีต เมื่อสมัยแรกทำได้ขนาดนี้ ผมขอยกความดีให้ส่วนรวมทั้งหมด” โสภณกล่าว

 

จากนั้นสื่อมวลชนได้ถามถึงการประกันงานก่อสร้างอาคารรัฐสภาที่หมดสัญญา เมื่อ 15 กรกฎาคม ที่พบความชำรุด แต่ไม่ได้ถูกแก้ไข โสภณกล่าวว่า เมื่อ 2 เดือนก่อนได้เร่งแจ้งผู้รับจ้างเป็นนโยบายให้แก้ไข และเร่งรัดไปแล้ว ส่วนรายละเอียจะเป็นอย่างไร ตนก้าวล่วงแทรกแซงไม่ได้ ต้องเป็นไปตามกฎหมาย

The post โสภณแถลงผลงานสภาฯ สมัยประชุมแรก สภาฯ ไม่ล่ม-รัฐมนตรีมาตอบกระทู้มากสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะลึกแผน ‘เอกนัฏ’ รีดกำไรส่วนเกิน ทุบ ‘ราคาหน้าโรงกลั่น’ ความเสี่ยงที่อาจแลกมาด้วย ‘สงครามภาษี’ รอบใหม่ครั้งใหญ่กับสหรัฐฯ? https://thestandard.co/ekanat-refinery-profit-tax-war/ Thu, 09 Apr 2026 13:48:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1196487 เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน กับผู้บริหารโรงกลั่น ถกนโยบายลดราคาดีเซล

สืบเนื่องจาก แหล่งข่าวระดับสูงในวงการพลังงาน เปิดเผยกับ […]

The post เจาะลึกแผน ‘เอกนัฏ’ รีดกำไรส่วนเกิน ทุบ ‘ราคาหน้าโรงกลั่น’ ความเสี่ยงที่อาจแลกมาด้วย ‘สงครามภาษี’ รอบใหม่ครั้งใหญ่กับสหรัฐฯ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน กับผู้บริหารโรงกลั่น ถกนโยบายลดราคาดีเซล

สืบเนื่องจาก แหล่งข่าวระดับสูงในวงการพลังงาน เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ระบุก่อนหน้านี้ว่า ในวันที่ 7 เมษายน ที่ผ่านมา

 

จากกรณีที่ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.กระทรวงพลังงาน ใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 เพื่อสั่งลดราคาน้ำมันดีเซล B7 และ B20 ‘หน้าโรงกลั่น’ ลงลิตรละ 2 บาท

 

โดยคาดว่าจะสามารถดึงกำไรส่วนเกินจากโรงกลั่นได้ประมาณ 4,000-5,000 ล้านบาทต่อเดือน เพื่อนำมาเป็นส่วนลดราคาน้ำมันขายปลีก หน้าปั๊มให้ประชาชนลงได้ 2.14 บาทต่อลิตรนั้น รมว.กระทรวงพลังงาน ได้เชิญซีอีโอของบริษัทที่เป็นเจ้าของโรงกลั่นในประเทศไทยจำนวน 6 แห่งเพื่อเข้ามาหารือ ทีละราย

 

ปรากฏว่า ไม่มีตัวแทนผู้บริหารของ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) มาเข้าไปพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานตามคำเชิญ

 

โดยคาดว่า บางจากฯ เข้าใจว่าการเรียกหารือนี้ จะเป็นการขอความร่วมมือให้มอบเงินกำไร ส่วนเกินของบริษัทเพื่อช่วยเหลือรัฐตามที่ถูกร้องขอ จำเป็นต้องนำเรื่องเข้าหารือและได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) หรือผู้ถือหุ้นเสียก่อน ไม่สามารถรับปากโดยพลการได้

 

อีกทั้งมีกระแสข่าวว่า บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC ซึ่งมีผู้ถือหุ้นต่างชาติ ได้ส่งซีอีโอเข้าร่วมการเจรจาด้วย มีรายงานว่า SPRC กำลังเตรียมพิจารณาเพื่อดำเนินการคัดค้านและอาจถึงขั้นฟ้องร้องรัฐ เนื่องจากไม่สามารถยอมรับการถูกบังคับหักเงินกำไรส่วนเกินได้

 

เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน กับผู้บริหารโรงกลั่น ถกนโยบายลดราคาดีเซล 1

 

SPRC ชี้แจงไม่มีการฟ้องร้องหน่วยงานภาครัฐ กรณีลดราคาหน้าโรงกลั่น

 

ขณะที่ล่าสุดวันนี้ (9 เมษายน) บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC ออกแถลงการณ์ชีแจง ระบุว่า จากกรณีที่มีการนำเสนอข่าวและแสดงความคิดเห็นในสื่อบางช่องทาง เกี่ยวกับกรณีมาตรการปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นน้ำมันดีเซล และมีการพาดพิงว่าบริษัท SPRC อาจไม่ให้ความร่วมมือ หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาดำเนินการทางกฎหมายกับหน่วยงานภาครัฐนั้น บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC ขอเรียนชี้แจงว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่ถูกต้อง และก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อสาธารณชน โดยบริษัทฯ ไม่มีการดำเนินการทางกฎหมายและไม่มีการฟ้องร้องหน่วยงานภาครัฐในกรณีนี้แต่อย่างใด

 

บริษัทฯ ยืนยันว่า ได้ให้ความร่วมมือกับภาครัฐอย่างต่อเนื่องเสมอมา ในการหารือและดำเนินการตามมาตรการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศ และบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนในช่วงที่สถานการณ์พลังงานมีความผันผวน ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันในประเทศไทย บริษัทฯ ดำเนินงานภายใต้กรอบกฎหมายและหลักธรรมาภิบาล โดยยึดมั่นในความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และคำนึงถึงความสมดุลของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และประชาชน

 

บริษัทฯ ขอเน้นย้ำว่า พร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐอย่างต่อเนื่องในการบริหารจัดการด้านพลังงานของประเทศ และสนับสนุนนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม พร้อมทั้งดำเนินการบริหารจัดการธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้สามารถรองรับความต้องการใช้น้ำมันในประเทศได้อย่างเพียงพอและต่อเนื่อง

 

เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน กับผู้บริหารโรงกลั่น ถกนโยบายลดราคาดีเซล 2เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน กับผู้บริหารโรงกลั่น ถกนโยบายลดราคาดีเซล 3

 

วันนี้ (9 เมษายน) ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กรรมการที่เป็นผู้บริหาร และ กรรมการผู้มีอำนาจลงนาม บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงประเด็นที่มีการระบุว่าไม่มีตัวแทนผู้บริหารบางจากของบางจากเข้าไปพบ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานตามคำเชิญเพื่อหารือเรื่องค่าการกลั่น ว่า ตนติดภารกิจจึงไม่ได้ไปตามคำเชิญ

 

อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า มีเจ้าหน้าที่ของบางจากที่ไปสแตนด์บายอยู่ ซึ่งหลังจากนี้ก็มีการจะเข้าไปชี้แจงกับ รมว.พลังงาน ว่า ตนมีภารกิจ จึงไม่ได้เข้าไปร่วมหารือในวันเวลาดังกล่าว

 

หากถามว่าบางจากรู้สึกอย่างไร เห็นด้วยหรือไม่กับการลดค่าการกลั่นลง 2 บาทตามนโยบายของกระทรวงพลังงาน ต้องเรียนว่า

 

“ประเทศไทยมีการปันส่วนน้ำมันครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2516 หลังจากนั้นก็ไม่เคยเกิดขึ้นอีก เพราะฉะนั้น จึงหมายความว่าไทยมีระบบที่สามารถตอบโจทย์กับสถานการณ์ได้ค่อนข้างมาก”

 

โดยมองว่ามาตรการต่างๆ ที่ออกมาเป็นการดูแลประชาชนอยู่แล้ว ซึ่งตราบใดที่ยังอยู่บนกลไกของตลาด ก็เชื่อว่าน่าจะตอบโจทย์และสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานให้กับประเทศ

 

“หลายประเทศเริ่มมีกระบวนการปันส่วนน้ำมันแล้ว แต่ไทยยังมีน้ำมันให้ใช้ อีกทั้งราคายังเกือบถูกที่สุดในภูมิภาค จึงคิดว่าไทยมีระบบกลไกอาจจะซับซ้อน แต่ตอบโจทย์การที่ให้คนไทยมีน้ำมันใช้ในราคาที่เหมาะสม”

 

กระแสข่าวว่า บริษัทได้มีการจ่ายเงินให้รัฐบาลอิหร่านเพื่อให้เรือขนส่งน้ำมันสามารถผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ได้อย่างปลอดภัย

 

ฝ่ายบริหารของบริษัทชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ข่าวดังกล่าวไม่ตรงกับข้อเท็จจริง โดยยืนยันว่าไม่มีการจ่ายเงินให้รัฐบาลอิหร่านแต่อย่างใด การดำเนินการดังกล่าวเป็นเพียงการประสานงานผ่านช่องทางทางการทูต โดย กระทรวงการต่างประเทศ ของไทยได้ส่งหนังสือไปยังสถานทูต อิหร่านเพื่อขอความอนุเคราะห์ และได้รับการยืนยันเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569 ว่าเรือขนส่งน้ำมันสามารถผ่านพื้นที่ได้อย่างปลอดภัย

 

เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน กับผู้บริหารโรงกลั่น ถกนโยบายลดราคาดีเซล 4

 

อย่างไรก็ตาม บริษัทระบุว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นผลมาจากค่า War Premium หรือค่าประกันภัยความเสี่ยงจาก สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาค ซึ่งเป็นภาระที่เพิ่มขึ้นตามภาวะสงคราม ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายในลักษณะของการจ่ายให้กับรัฐบาลใด

 

“บริษัทไม่ได้เป็นเด็กดื้อ ตามที่มีการนำเสนอในบางสื่อ แต่เป็นเด็กน่ารักที่พร้อมให้ความร่วมมือกับทุกหน่วยงาน เพื่อคลี่คลายสถานการณ์และรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศในช่วงเวลาที่ความผันผวนจากปัจจัยภายนอกยังคงกดดันอย่างต่อเนื่อง”

 

นอกจากนี้ 9 เมษายน 2569 ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยผู้บริหารกลุ่มบริษัทบางจากเข้าพบและแสดงความยินดีกับ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ในโอกาสดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมหารือประเด็นสถานการณ์พลังงานในปัจจุบัน ที่สัปปายะสภาสถาน

 

เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน กับผู้บริหารโรงกลั่น ถกนโยบายลดราคาดีเซล 5

 

หวั่นประเด็น ‘รีดกำไรส่วนเกิน’ จุดชนวนปัญหา Tariff War กับสหรัฐฯ รุนแรงขึ้น

 

ด้านผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายด้านพลังงานระหว่างประเทศ ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ระบุว่า กระทรวงพลังงาน ใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 เพื่อสั่งลดราคาน้ำมันดีเซล B7 และ B20 หน้าโรงกลั่น เมื่อพิจารณาในข้อกฎหมายแล้ว การนำ พ.ร.ก. น้ำมันเชื้อเพลิงฯ มาใช้เพื่อสั่งการในลักษณะนี้ยังมีช่องโหว่ และข้อโต้แย้งให้เอกชนต่อสู้ทางกฎหมายได้ แม้วัตถุประสงค์ของกฎหมายจะทำไปเพื่อผ่อนหนักเป็นเบาให้แก่ประชาชน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะสามารถใช้อำนาจสั่งกำหนดราคาขายของเอกชนได้ตามอำเภอใจ การกระทำเช่นนี้ถือเป็นการแทรกแซง อย่างรุนแรงโดยอำนาจรัฐ

 

หากย้อนกลับไปพิจารณาบริบทในอดีตช่วงปี 2565 ในยุคที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง ในช่วงเวลานั้นรัฐบาลเคยมีแนวคิดที่จะจัดเก็บภาษีกำไรส่วนเกิน (Windfall Tax) และพยายามแทรกแซงโรงกลั่นมาแล้ว แต่ในท้ายที่สุดก็ไม่กล้าบังคับใช้ เนื่องจากโรงกลั่นต่างชาติ ทั้ง SPRC และ บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ ESSO ในขณะนั้นไม่เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว และมีแนวคิดที่ฟ้องร้องรัฐบาลด้วยในขณะนั้น

 

ดังนั้น รัฐบาลยุคนั้นจึงต้องเปลี่ยนวิธีการไปเป็นการขอความร่วมมือ หรือขอบริจาค เงินจากโรงกลั่นแทน ซึ่งโรงกลั่นของกลุ่มทุนต่างชาติก็ไม่ได้ให้ความร่วมมือในการบริจาค โดยมีเพียง ปตท. ที่ยอมช่วยเหลือเนื่องจากมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ

 

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายประเมินว่า หากรัฐบาลเดินหน้าใช้มาตรการบังคับสั่งลดราคาหน้าโรงกลั่นในครั้งนี้ ยังมีความเสี่ยงที่รัฐบาลถูกฟ้องร้อง แม้ล่าสุด SPRC จะออกแถลงการณ์ว่าจะไม่ฟ้องร้องรัฐบาลไทยจากกรณีดังกล่าวนี้

 

อย่างไรก็ดี มองว่ายังมีความเสี่ยงที่จะเกิดการฟ้องตามมาในอนาคตจากกลุ่มผู้ถือหุ้นของ SPRC คือ กลุ่ม เชฟรอน (CHEVRON) พร้อมทั้งประเมินว่า หากเกิดกรณีฟ้องร้องเกิดขึ้น รัฐบาลไทยโอกาสแพ้คดีสูงมาก และที่น่ากังวลที่สุดคือ ข้อพิพาทนี้อาจไม่จบแค่การแทรกแซงราคาธรรมดาน้ำมันหน้าโรงกลั่น แต่จะยกระดับสร้างอีกปัญหาใหม่กลายเป็นกรณีศึกษาระดับชาติที่คล้ายคลึงกับปัญหา ‘เหมืองทองอัครา’

 

ยิ่งไปกว่านั้น ความน่ากลัวที่แท้จริงคือความเสี่ยงที่จะจุดชนวนสงครามการค้า (Trade War) หรือสงครามกำแพงภาษี (Tariff War) ระหว่างประเทศไทยกับสหรัฐฯ ให้กลับมามีความเสี่ยงรุนแรงขึ้น เนื่องจากบริษัทแม่และผู้ถือหุ้นใหญ่ของ SPRC คือกลุ่ม CHEVRON เป็นกลุ่มทุนขนาดยักษ์สัญชาติสหรัฐฯ

 

การที่รัฐบาลไทยไปงัดข้อหรือบังคับหักเงินเอกชนต่างชาติที่มีการศึกษาข้อกฎหมายอย่างลึกซึ้งและดำเนินธุรกิจอยู่ทั่วโลกนั้นมีความสุ่มเสี่ยงอย่างมาก หาก SPRC ดำเนินการฟ้องร้องแล้วเกิดพ่ายแพ้คดีในศาลไทย เรื่องนี้จะยิ่งลุกลามใหญ่โตเป็นประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอาจส่งผลให้รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่พอใจในประเด็นนี้ จนมีผลทำให้กลับมาเล่นงานประเทศไทยด้วยการงัดมาตรการกีดกันทางการค้าหรือกำแพงภาษี (Trade Tariff) ในอัตราที่สูงขึ้นเพื่อเป็นการตอบโต้กลับมายังประเทศไทย

 

ในมุมมองของการแก้ปัญหา ผู้เชี่ยวชาญเสนอแนะว่า รัฐบาลไม่ควรใช้วิธีการแทรกแซงราคาแบบบังคับโรงกลั่น แต่ควรเปลี่ยนไปใช้มาตรการช่วยเหลือแบบเจาะจงเป้าหมาย (Targeted Subsidy) ที่มีความเปิดเผยและโปร่งใสกว่า

 

เนื่องจากปัจจุบันข้อมูลปริมาณน้ำมันเข้า-ออก จากโรงกลั่นสู่สถานีบริการน้ำมัน เป็นข้อมูลที่มีการบันทึกแบบเรียลไทม์ (Real-time) และสามารถตรวจสอบได้ทันทีอยู่แล้ว หรือหากรัฐบาลต้องการจัดการกับกลุ่มทุนที่มีกำไรส่วนเกินระดับมหาศาลจริงๆ รัฐบาลควรใช้วิธีการลดความเหลื่อมล้ำผ่านการปรับโครงสร้างภาษีนิติบุคคลให้กลับไปเก็บในอัตราเดิม สำหรับส่วนกำไรที่ทะลุขีดจำกัด ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรมและถูกต้องตามหลักการมากกว่าการไปบังคับยึดกำไรส่วนเกินเอาดื้อๆ

 

 

 

ภาพ: Andrii Sedykh, QQMinh88 / Shutterstock

The post เจาะลึกแผน ‘เอกนัฏ’ รีดกำไรส่วนเกิน ทุบ ‘ราคาหน้าโรงกลั่น’ ความเสี่ยงที่อาจแลกมาด้วย ‘สงครามภาษี’ รอบใหม่ครั้งใหญ่กับสหรัฐฯ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : ประมวลบรรยากาศสมาชิกรัฐสภาพบกันครั้งแรก ก่อนพิธีเปิดประชุมรัฐสภา https://thestandard.co/parliament-members-first-meeting/ Sun, 15 Mar 2026 03:25:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1187549 สมาชิกรัฐสภาแต่งกายชุดปกติขาวร่วมพิธีเปิดประชุมรัฐสภา ณ อาคารรัฐสภา

เมื่อวันที่ 14 มีนาคม ที่ห้องโถงพิธีชั้น 11 สัปปายะสภาส […]

The post เลือกตั้ง 2569 : ประมวลบรรยากาศสมาชิกรัฐสภาพบกันครั้งแรก ก่อนพิธีเปิดประชุมรัฐสภา appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมาชิกรัฐสภาแต่งกายชุดปกติขาวร่วมพิธีเปิดประชุมรัฐสภา ณ อาคารรัฐสภา

เมื่อวันที่ 14 มีนาคม ที่ห้องโถงพิธีชั้น 11 สัปปายะสภาสถาน อาคารรัฐสภา ก่อนพิธีเปิดการประชุมรัฐสภาครั้งแรกในสมัยประชุมปี 2569 สภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 27 ในเวลา 17.00 น.

 

บรรดาสมาชิกรัฐสภา ประกอบด้วย สส. สว. ตลอดจนคณะรัฐมนตรี (ครม.), ประธานศาลฎีกา, ประธานศาลรัฐธรรมนูญ, ประธานศาลปกครอง, ประธานองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ, องคมนตรี, คณะทูตานุทูต ตลอดจนบุคลากรที่เกี่ยวข้อง แต่งกายในชุดปกติขาว ร่วมเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท

 


รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ : ติดตามผล คะแนนเลือกตั้ง 2569 และ ผลประชามติ ได้ที่
https://election2569.thestandard.co/


 

วาระนี้ยังถือเป็นโอกาสแรกที่บรรดาสมาชิกรัฐสภาจะได้พบปะสมาคมกันภายหลังเสร็จสิ้นการเลือกตั้ง สส. และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองผลอย่างเป็นทางการแล้ว

 

นอกจากนี้ สส. ชุดที่ 27 ยังได้เข้าตรวจเยี่ยมห้องประชุมพระสุริยัน ซึ่งจะใช้เป็นห้องสำหรับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร และการประชุมรัฐสภา

 

หลังจบพิธีเปิดการประชุมรัฐสภา ในวันที่ 15 มีนาคม จะมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดแรก เพื่อดำเนินวาระการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่ต่อไป

 

สมาชิกรัฐสภาแต่งกายชุดปกติขาวร่วมพิธีเปิดประชุมรัฐสภา ณ อาคารรัฐสภา 1สมาชิกรัฐสภาแต่งกายชุดปกติขาวร่วมพิธีเปิดประชุมรัฐสภา ณ อาคารรัฐสภา 2สมาชิกรัฐสภาแต่งกายชุดปกติขาวร่วมพิธีเปิดประชุมรัฐสภา ณ อาคารรัฐสภา 3สมาชิกรัฐสภาแต่งกายชุดปกติขาวร่วมพิธีเปิดประชุมรัฐสภา ณ อาคารรัฐสภา 4สมาชิกรัฐสภาแต่งกายชุดปกติขาวร่วมพิธีเปิดประชุมรัฐสภา ณ อาคารรัฐสภา 5สมาชิกรัฐสภาแต่งกายชุดปกติขาวร่วมพิธีเปิดประชุมรัฐสภา ณ อาคารรัฐสภา 6สมาชิกรัฐสภาแต่งกายชุดปกติขาวร่วมพิธีเปิดประชุมรัฐสภา ณ อาคารรัฐสภา 7สมาชิกรัฐสภาแต่งกายชุดปกติขาวร่วมพิธีเปิดประชุมรัฐสภา ณ อาคารรัฐสภา 8สมาชิกรัฐสภาแต่งกายชุดปกติขาวร่วมพิธีเปิดประชุมรัฐสภา ณ อาคารรัฐสภา 9สมาชิกรัฐสภาแต่งกายชุดปกติขาวร่วมพิธีเปิดประชุมรัฐสภา ณ อาคารรัฐสภา 10สมาชิกรัฐสภาแต่งกายชุดปกติขาวร่วมพิธีเปิดประชุมรัฐสภา ณ อาคารรัฐสภา 11สมาชิกรัฐสภาแต่งกายชุดปกติขาวร่วมพิธีเปิดประชุมรัฐสภา ณ อาคารรัฐสภา 12สมาชิกรัฐสภาแต่งกายชุดปกติขาวร่วมพิธีเปิดประชุมรัฐสภา ณ อาคารรัฐสภา 13สมาชิกรัฐสภาแต่งกายชุดปกติขาวร่วมพิธีเปิดประชุมรัฐสภา ณ อาคารรัฐสภา 14สมาชิกรัฐสภาแต่งกายชุดปกติขาวร่วมพิธีเปิดประชุมรัฐสภา ณ อาคารรัฐสภา 15สมาชิกรัฐสภาแต่งกายชุดปกติขาวร่วมพิธีเปิดประชุมรัฐสภา ณ อาคารรัฐสภา 16สมาชิกรัฐสภาแต่งกายชุดปกติขาวร่วมพิธีเปิดประชุมรัฐสภา ณ อาคารรัฐสภา 17สมาชิกรัฐสภาแต่งกายชุดปกติขาวร่วมพิธีเปิดประชุมรัฐสภา ณ อาคารรัฐสภา 18สมาชิกรัฐสภาแต่งกายชุดปกติขาวร่วมพิธีเปิดประชุมรัฐสภา ณ อาคารรัฐสภา 19สมาชิกรัฐสภาแต่งกายชุดปกติขาวร่วมพิธีเปิดประชุมรัฐสภา ณ อาคารรัฐสภา 20สมาชิกรัฐสภาแต่งกายชุดปกติขาวร่วมพิธีเปิดประชุมรัฐสภา ณ อาคารรัฐสภา 21สมาชิกรัฐสภาแต่งกายชุดปกติขาวร่วมพิธีเปิดประชุมรัฐสภา ณ อาคารรัฐสภา 22สมาชิกรัฐสภาแต่งกายชุดปกติขาวร่วมพิธีเปิดประชุมรัฐสภา ณ อาคารรัฐสภา 23สมาชิกรัฐสภาแต่งกายชุดปกติขาวร่วมพิธีเปิดประชุมรัฐสภา ณ อาคารรัฐสภา 24สมาชิกรัฐสภาแต่งกายชุดปกติขาวร่วมพิธีเปิดประชุมรัฐสภา ณ อาคารรัฐสภา 25สมาชิกรัฐสภาแต่งกายชุดปกติขาวร่วมพิธีเปิดประชุมรัฐสภา ณ อาคารรัฐสภา 26สมาชิกรัฐสภาแต่งกายชุดปกติขาวร่วมพิธีเปิดประชุมรัฐสภา ณ อาคารรัฐสภา 27สมาชิกรัฐสภาแต่งกายชุดปกติขาวร่วมพิธีเปิดประชุมรัฐสภา ณ อาคารรัฐสภา 28
 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : ประมวลบรรยากาศสมาชิกรัฐสภาพบกันครั้งแรก ก่อนพิธีเปิดประชุมรัฐสภา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ในหลวงทรงเปิดประชุมรัฐสภา มีพระราชดำรัสแก่สมาชิก “ยึดถือความถูกต้องและประโยชน์สูงสุดของประชาชนเป็นเป้าหมาย” https://thestandard.co/king-opens-parliament-royal-address/ Sat, 14 Mar 2026 13:23:32 +0000 https://thestandard.co/king-opens-parliament-royal-address/ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดประชุมรัฐสภา ณ อาคารรัฐสภา

วันนี้ (14 มีนาคม) เมื่อเวลา 17.17 น. พระบาทสมเด็จพระปร […]

The post ในหลวงทรงเปิดประชุมรัฐสภา มีพระราชดำรัสแก่สมาชิก “ยึดถือความถูกต้องและประโยชน์สูงสุดของประชาชนเป็นเป้าหมาย” appeared first on THE STANDARD.

]]>
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดประชุมรัฐสภา ณ อาคารรัฐสภา

วันนี้ (14 มีนาคม) เมื่อเวลา 17.17 น. พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ทรงเปิดประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งแรกของรัฐสภา ประจำปี พ.ศ. 2569 ณ ห้องโถงพิธี ชั้น 11 สัปปายะสภาสถาน อาคารรัฐสภา

 

โดยมี อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี, มงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ประธานรัฐสภา, ศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, ปัณณิตา สท้านไตรภพ เลขาธิการวุฒิสภา พร้อมด้วย รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ

 

ในการนี้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.), สมาชิกวุฒิสภา (สว.), องคมนตรี, คณะทูตานุทูต, ประธานศาลฎีกา, ประธานศาลรัฐธรรมนูญ, ประธานศาลปกครอง, ประธานองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตลอดจนบุคลากรที่เกี่ยวข้อง แต่งกายด้วยชุดปกติขาว เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จในห้องโถงพิธี

 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสแก่สมาชิกรัฐสภา ความว่า

 

“บัดนี้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้เสร็จสิ้นลงและมีการเรียกประชุมรัฐสภา พุทธศักราช 2569 แล้ว ข้าพเจ้าขอเปิดประชุมรัฐสภาตั้งแต่วาระนี้เป็นต้นไป

 

ขอให้ท่านทั้งหลาย ผู้จะปฏิบัติหน้าที่นิติบัญญัติแทนประชาชนทั้งประเทศ ยึดถือความถูกต้องและประโยชน์สูงสุดของประชาชนเป็นเป้าหมายสูงสุด การปรึกษาหารือใดๆ ที่จะมีขึ้นในสภาแห่งนี้จะได้ดำเนินไปในวิถีทางแห่งรัฐธรรมนูญ และสำเร็จผลเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง

 

ขออำนวยพรให้การดำเนินงานของรัฐสภาเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และขอให้ทุกคนมีความสุขความเจริญโดยทั่วกัน”

 

สำหรับพิธีเปิดประชุมรัฐสภาครั้งนี้ เป็นครั้งที่ 3 ในรัชกาลปัจจุบัน (รัชกาลที่ 10) และเป็นครั้งที่ 2 ที่จัดขึ้น ณ ห้องโถงพิธี อาคารรัฐสภา โดยพิธีเปิดประชุมรัฐสภาครั้งแรกเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2562 ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่ไม่ได้จัดขึ้นที่ ณ ท้องพระโรงพระที่นั่งอนันตสมาคม และจัดขึ้นที่ห้องวิเทศสโมสร กระทรวงการต่างประเทศ ก่อนที่พิธีเปิดการประชุมรัฐสภาครั้งต่อมาจะจัดขึ้นที่อาคารรัฐสภาเรื่อยมาจนปัจจุบัน

 

ทั้งนี้ ภายหลังพิธีเปิดประชุมรัฐสภาตามมาตรา 122 แห่งรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2560 แล้ว วันพรุ่งนี้ (15 มีนาคม) จะมีการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดแรก โดยมีวาระสำคัญคือการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานสภาฯ

 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดประชุมรัฐสภา ณ อาคารรัฐสภา 1พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดประชุมรัฐสภา ณ อาคารรัฐสภา 2พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดประชุมรัฐสภา ณ อาคารรัฐสภา 3พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดประชุมรัฐสภา ณ อาคารรัฐสภา 4พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดประชุมรัฐสภา ณ อาคารรัฐสภา 5

The post ในหลวงทรงเปิดประชุมรัฐสภา มีพระราชดำรัสแก่สมาชิก “ยึดถือความถูกต้องและประโยชน์สูงสุดของประชาชนเป็นเป้าหมาย” appeared first on THE STANDARD.

]]>
ในหลวง-พระราชินี ทรงเปิดประชุมรัฐสภา มีพระราชดำรัส “ให้ยึดถือความถูกต้องและประโยชน์สูงสุดของประชาชน” https://thestandard.co/king-queen-parliament-royal-address/ Sat, 14 Mar 2026 11:25:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1187464 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดประชุมรัฐสภาสมัยสามัญ ณ อาคารรัฐสภา

วันนี้ (14 มีนาคม) เมื่อเวลา 17.17 น. พระบาทสมเด็จพระปร […]

The post ในหลวง-พระราชินี ทรงเปิดประชุมรัฐสภา มีพระราชดำรัส “ให้ยึดถือความถูกต้องและประโยชน์สูงสุดของประชาชน” appeared first on THE STANDARD.

]]>
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดประชุมรัฐสภาสมัยสามัญ ณ อาคารรัฐสภา

วันนี้ (14 มีนาคม) เมื่อเวลา 17.17 น. พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ทรงเปิดประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งแรกของรัฐสภา ประจำปี พ.ศ. 2569 ณ ห้องโถงพิธี ชั้น 11 สัปปายะสภาสถาน อาคารรัฐสภา

 

โดยมี อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี, มงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ประธานรัฐสภา, ศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, ปัณณิตา สท้านไตรภพ เลขาธิการวุฒิสภา พร้อมด้วย รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ

 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงยืนหน้าพระราชอาสน์ มีพระราชดำรัสเปิดประชุมรัฐสภาแก่สมาชิกรัฐสภาและผู้เข้าร่วมพิธี ประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.), สมาชิกวุฒิสภา (สว.), องคมนตรี, คณะทูตานุทูต, ประธานองค์กรอิสระ และคณะรัฐมนตรี (ครม.)

 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสแก่สมาชิกรัฐสภา ความว่า

 

“บัดนี้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้เสร็จสิ้นลงและมีการเรียกประชุมรัฐสภา พุทธศักราช 2569 แล้ว ข้าพเจ้าขอเปิดประชุมรัฐสภาตั้งแต่วาระนี้เป็นต้นไป

 

ขอให้ท่านทั้งหลาย ผู้จะปฏิบัติหน้าที่นิติบัญญัติแทนประชาชนทั้งประเทศ ยึดถือความถูกต้องและประโยชน์สูงสุดของประชาชนเป็นเป้าหมายสูงสุด การปรึกษาหารือใดๆ ที่จะมีขึ้นในสภาแห่งนี้จะได้ดำเนินไปในวิถีทางแห่งรัฐธรรมนูญ และสำเร็จผลเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง

 

ขออำนวยพรให้การดำเนินงานของรัฐสภาเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และขอให้ทุกคนมีความสุขความเจริญโดยทั่วกัน”

 

สำหรับพิธีเปิดประชุมรัฐสภาครั้งนี้ เป็นครั้งที่ 3 ในรัชกาลปัจจุบัน (รัชกาลที่ 10) และเป็นครั้งที่ 2 ที่จัดขึ้น ณ ห้องโถงพิธี อาคารรัฐสภา โดยพิธีเปิดประชุมรัฐสภาครั้งแรกเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2562 ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่ไม่ได้จัดขึ้นที่ ณ ท้องพระโรงพระที่นั่งอนันตสมาคม และจัดขึ้นที่ห้องวิเทศสโมสร กระทรวงการต่างประเทศ ก่อนที่พิธีเปิดการประชุมรัฐสภาครั้งต่อมาจะจัดขึ้นที่อาคารรัฐสภาเรื่อยมาจนปัจจุบัน

 

ทั้งนี้ เมื่อมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสร็จสิ้นลงแล้ว ภายใน 30 วัน นับแต่วันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะมีการเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อให้สมาชิกได้มาประชุมเป็นครั้งแรก ซึ่งการประชุมในครั้งแรกนี้ถือเป็นพิธีการที่สำคัญที่สุดของรัฐสภา เนื่องด้วยพระมหากษัตริย์จะเสด็จพระราชดำเนินมาทรงประกอบพิธีเปิดประชุมรัฐสภาสมัยสามัญทั่วไปครั้งแรกด้วยพระองค์เอง หรือจะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระรัชทายาทซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว หรือผู้ใดผู้หนึ่งเป็นผู้แทนพระองค์มาประกอบรัฐพิธีก็ได้

 

ดังนั้น การเรียกประชุมรัฐสภาในครั้งแรก หรือที่เรียกว่า พิธีเปิดประชุมรัฐสภา ที่พระมหากษัตริย์จะเสด็จพระราชดำเนินมาทรงเป็นองค์ประธานในพิธี จึงถือเป็นพิธีการหนึ่งที่สำคัญ และเป็นเหตุการณ์อันทรงเกียรติที่ถือปฏิบัติสืบต่อกันมาแต่โบราณของประเทศไทยที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

The post ในหลวง-พระราชินี ทรงเปิดประชุมรัฐสภา มีพระราชดำรัส “ให้ยึดถือความถูกต้องและประโยชน์สูงสุดของประชาชน” appeared first on THE STANDARD.

]]>
ย้อนมองที่มา-ความสำคัญ ‘รัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา’ ธรรมเนียมปฏิบัติคู่ระบอบการปกครองไทย https://thestandard.co/thai-parliament-opening-ceremony/ Thu, 12 Mar 2026 07:05:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1186723 ภาพประกอบรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา ณ ห้องโถงพิธี อาคารรัฐสภา สัปปายะสภาสถาน

ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เสร็จส […]

The post ย้อนมองที่มา-ความสำคัญ ‘รัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา’ ธรรมเนียมปฏิบัติคู่ระบอบการปกครองไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา ณ ห้องโถงพิธี อาคารรัฐสภา สัปปายะสภาสถาน

ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เสร็จสิ้นไป และบรรดา สส. ทยอยเข้ารายงานตัวต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจนครบ 95% ของจำนวน สส. ทั้งหมด หรือ 475 คน ซึ่งปัจจุบันมีสส.รายงานตัวแล้ว 498 คน

 

หมุดหมายต่อไปคือ ‘รัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา’ ก่อนการนัดประชุมสภาฯ ครั้งแรก เพื่อเลือกประธานสภาฯ ต่อไป

 


รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ : ติดตามผล คะแนนเลือกตั้ง 2569 และ ผลประชามติ ได้ที่
https://election2569.thestandard.co/


 

เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2569 ใจความว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา ตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป

 

ดังนั้น รัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาจะมีขึ้นในวันที่ 14 มีนาคม ณ ห้องโถงพิธี สัปปายะสภาสถาน อาคารรัฐสภา โดยมีบุคคลสำคัญทางการเมือง ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี ประธานวุฒิสภา ประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครอง คณะรัฐมนตรี สมาชิกรัฐสภาจากแต่ละพรรคการเมือง ตลอดจนคณะทูตานุทูต และบุคคลที่เกี่ยวข้อง เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ

 

‘พระราชดำรัส’ เข็มมุ่งทางจริยธรรมของสมาชิกรัฐสภา

 

หัวใจสำคัญของรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาคือ พระราชดำรัสที่พระราชทานแก่สมาชิกรัฐสภา ซึ่งเปรียบเสมือนเข็มมุ่งทางจริยธรรมให้บรรดาผู้แทนราษฎรน้อมนำไปยึดถือในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาตินับจากนี้

 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสในรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาครั้งที่ผ่านมา เมื่อปี 2566 ส่วนหนึ่งใจความว่า

 

“ประเทศชาติจะมีความเจริญเพียงไร ย่อมขึ้นอยู่กับสติปัญญา ความสามารถ และความสุจริต บริสุทธิ์ ของท่านที่จะปฏิบัติหน้าที่ทั้งปวง โดยยึดถือประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน เป็นสิ่งที่มีความสำคัญสูงสุด”

 

จุดเริ่มต้นธรรมเนียม ‘รัฐพิธี’ หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง

 

ที่มาของรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภามักถือกันว่า เริ่มต้นขึ้นอย่างไม่เป็นทางการในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) เมื่อปี 2470 ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปิดประชุม ‘สภากรรมการองคมนตรี’ เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน โดยใช้คำว่า ‘พิธีเปิดประชุมสภาฯ’

 

ในครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ได้เสด็จพระราชดำเนิน ไปทรงประกอบพิธีเปิดประชุมด้วยพระองค์เอง แต่ได้พระราชทานพระราชกระแสรับสั่งให้เจ้าพระยามหิธรเสนาบดี ราชเลขาธิการ อัญเชิญไปอ่านเปิดประชุม

 

พระราชดำรัสตอนหนึ่งความว่า “ท่านย่อมทราบแล้วว่า ตำนานของกรุงสยามตั้งแต่โบราณกาลมา การปกครองประเทศย่อมอยู่ใน พระราชอำนาจอันสิทธิ์ขาดของสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินพระองค์เดียว แต่เมื่อบ้านเมืองเจริญขึ้น สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินก็ได้ทรงตั้งแต่งผู้ที่ทรงวางพระราชหฤทัยเป็นเสนาบดีให้บังคับบัญชากระทรวงทบวงการต่างๆ เพื่อปลดเปลื้องพระราชภาระ”

 

หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พ.ศ. 2475 ประเพณีดังกล่าวได้นำมาปรับใช้กับการประชุมรัฐสภา โดยครั้งแรกในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่ท้องพระโรงพระที่นั่งอนันตสมาคม และกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่สำคัญซึ่งถูกบัญญัติในรัฐธรรมนูญทุกฉบับนับแต่นั้นมา

 

รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ฉบับปี 2560 ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 122 ความว่า พระมหากษัตริย์ทรงเรียกประชุมรัฐสภา ทรงเปิดและทรงปิดประชุม โดยจะเสด็จพระราชดำเนินมาทรงทำรัฐพิธีด้วยพระองค์เอง หรือจะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระรัชทายาทซึ่งทรงบรรลุนิติภาวะแล้ว หรือผู้ใดผู้หนึ่งเป็นผู้แทนพระองค์มาทำรัฐพิธีก็ได้

 

ย้อนประวัติศาสตร์ผ่านสถานที่ประกอบรัฐพิธี

 

สำหรับรัฐพิธีเปิดการประชุมรัฐสภาในวันที่ 14 มีนาคมที่จะถึงนี้ ถือเป็นครั้งที่ 3 ในรัชกาลปัจจุบัน นับแต่รัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาเมื่อปี 2562 ซึ่งจัดขึ้นที่อาคารวิเทศสโมสร กระทรวงการต่างประเทศ

 

โอกาสดังกล่าวนั้น ยังถือเป็นครั้งแรกในรอบ 87 ปี ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่ไม่ได้จัดขึ้นที่พระที่นั่งอนันตสมาคม

 

ส่วนรัฐพิธีครั้งต่อมาเมื่อปี 2566 จัดขึ้นที่โถงพิธี ชั้น 11 ของสัปปายะสภาสถาน อาคารรัฐสภาแห่งที่ 3 ของประเทศไทย ซึ่งจะเป็นสถานที่จัดรัฐพิธีในครั้งที่จะถึงนี้ด้วย

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post ย้อนมองที่มา-ความสำคัญ ‘รัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา’ ธรรมเนียมปฏิบัติคู่ระบอบการปกครองไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
พริษฐ์เผย อนุฯ กมธ.งบ 69 ตัดลดงบรัฐสภากว่า 702 ล้านบาท ขอบคุณรับฟังเสียงทักท้วง หวังที่ประชุมฯชุดใหญ่ยืนยันตามมติอนุฯ https://thestandard.co/parliament-budget-cut-3/ Thu, 24 Jul 2025 03:37:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1099114 parliament-budget-cut

วันนี้ (24 กรกฎาคม) พริษฐ์ วัชรสินธุ สส. พรรคประชาชน ใน […]

The post พริษฐ์เผย อนุฯ กมธ.งบ 69 ตัดลดงบรัฐสภากว่า 702 ล้านบาท ขอบคุณรับฟังเสียงทักท้วง หวังที่ประชุมฯชุดใหญ่ยืนยันตามมติอนุฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
parliament-budget-cut

วันนี้ (24 กรกฎาคม) พริษฐ์ วัชรสินธุ สส. พรรคประชาชน ในฐานะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายปี 2569 โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า เรียบร้อย อนุฯ กมธ. งบ มีมติปรับลดงบประมาณของรัฐสภา รวมกันทั้งหมด 702 ล้านบาท

“ในฐานะ สส. ผมยังคงยืนยันว่ารัฐสภาที่ดีและที่เราควรรู้สึกภาคภูมิใจ ไม่ใช่รัฐสภาที่มีภายนอกที่หรูหราหรือยิ่งใหญ่อลังการ แต่คือรัฐสภาที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพในการผลักดันการเปลี่ยนแปลงที่ประชาชนต้องการ”

 

พริษฐ์ระบุอีกว่า ได้ไปร่วมประชุมกับอนุกรรมาธิการงบประมาณ เพื่อตรวจสอบงบประมาณของรัฐสภา ซึ่งมีหลายส่วนที่ได้เคยตั้งข้อสังเกตว่าไม่คุ้มค่าและไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน หลังจากที่ได้ไปร่วมซักถามและแสดงความเห็นตลอดวัน ต้องขอบคุณอนุกรรมาธิการที่มีมติเห็นชอบให้ปรับลดงบประมาณของรัฐสภาทั้งหมด 702 ล้านบาท 

 

โครงการที่ตัดงบออกทั้งโครงการ:

– ปรับลด 123 ล้านบาท สำหรับ งบปรับปรุงศาลาแก้ว (ตัดออกทั้งโครงการ)

– ปรับลด 118 ล้าน สำหรับ งบปรับปรุงห้องประชุมงบประมาณ CB406 (ตัดออกทั้งโครงการ)

– ปรับลด 43 ล้านบาท สำหรับ งบปรับปรุงพื้นที่ส่วนภูมิทัศน์-ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ (ตัดออกทั้งโครงการ)

– ปรับลด 13 ล้านบาท สำหรับ งบปรับปรุงห้องรับรอง ครม. (ตัดออกทั้งโครงการ)

 

โครงการที่ปรับลดงบประมาณ:

– ปรับลด 126 ล้านบาท สำหรับ งบพัฒนาห้องภาพยนตร์ (ลดงบ 70% โดยเปลี่ยนจากห้องภาพยนตร์พร้อมระบบ 4D มาเป็นห้องสารนิเทศทั่วไปสำหรับนักศึกษา-คณะเยี่ยมชม ที่ไม่มีระบบ 3D หรือ 4D)

– ปรับลด 75 ล้านบาท สำหรับ งบปรับปรุงระบบไฟบริเวณชั้น B1 & B2 (ลดงบ 64%)

– ปรับลด 59 ล้านบาท สำหรับ งบปรับปรุงพื้นที่ห้องครัว (ลดงบ 50%)

– ปรับลด 57 ล้านบาท สำหรับ งบจัดซื้อจอ LED ขนาดใหญ่ (ลดงบ 80% โดยปรับลดจาก 19 จอ มาเหลือ 4 จอ)

– ปรับลด 21 ล้านบาท สำหรับ ห้องจัดเลี้ยง 4 ห้อง ชั้น 1 โซน C (ลดงบ 50%)

 

พริษฐ์ระบุอีกว่า แม้ยังมีบางส่วนที่เชื่อว่าสามารถปรับลดได้เพิ่มเติม จากที่คณะอนุกรรมาธิการมีมติไป แต่การที่พวกเราหลายฝ่ายร่วมกันปรับลดงบประมาณ 702 ล้านบาท ในวันนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการประหยัดเงินภาษีประชาชนท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่ย่ำแย่ แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณว่าสภาผู้แทนราษฎรพร้อมตรวจสอบตนเองและพร้อมฟังเสียงทักท้วงของประชาชน 

 

“หวังเป็นอย่างยิ่งว่าในวันที่ อนุ กมธ. งบ มานำเสนอผลลัพธ์จากวันนี้ต่อ กมธ. งบ ในสัปดาห์หน้า เพื่อนๆ ใน กมธ. จะยืนยันตามมติของ อนุฯ กมธ. ที่เสนอปรับลดงบ 702 ล้านบาทของรัฐสภา” พริษฐ์ระบุ

The post พริษฐ์เผย อนุฯ กมธ.งบ 69 ตัดลดงบรัฐสภากว่า 702 ล้านบาท ขอบคุณรับฟังเสียงทักท้วง หวังที่ประชุมฯชุดใหญ่ยืนยันตามมติอนุฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศิลปินแห่งชาติ ผู้ออกแบบ ‘รัฐสภา’ ขอคัดค้านการเปลี่ยนแปลงแบบ ไม่เห็นด้วยถมสระมรกต ย้ายห้องสมุด https://thestandard.co/national-artist-parliament-design-protest/ Thu, 08 May 2025 08:50:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1072378 ชาตรี ลดาลลิตสกุล ศิลปินแห่งชาติ สถาปนิกผู้ออกแบบอาคารรัฐสภา ยื่นคัดค้านการเปลี่ยนแปลงแบบรัฐสภาต่อกรรมาธิการวุฒิสภา

วันนี้ (8 พฤษภาคม) ที่อาคารรัฐสภา ชาตรี ลดาลลิตสกุล ศิล […]

The post ศิลปินแห่งชาติ ผู้ออกแบบ ‘รัฐสภา’ ขอคัดค้านการเปลี่ยนแปลงแบบ ไม่เห็นด้วยถมสระมรกต ย้ายห้องสมุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชาตรี ลดาลลิตสกุล ศิลปินแห่งชาติ สถาปนิกผู้ออกแบบอาคารรัฐสภา ยื่นคัดค้านการเปลี่ยนแปลงแบบรัฐสภาต่อกรรมาธิการวุฒิสภา

วันนี้ (8 พฤษภาคม) ที่อาคารรัฐสภา ชาตรี ลดาลลิตสกุล ศิลปินแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าสถาปนิกผู้ออกแบบอาคารรัฐสภา สัปปายะสภาสถาน เป็นตัวแทนผู้ออกแบบรัฐสภา เข้ายื่นหนังสือขอคัดค้านการแก้ไขเปลี่ยนแปลงแบบของอาคารรัฐสภา ต่อคณะกรรมาธิการการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา หลังปรากฏข่าวการของบประมาณปรับปรุงรัฐสภา

 

ชาตรีเปิดเผยว่า ที่ผ่านมากว่า 10 ปี ผู้ออกแบบรัฐสภาไม่เคยออกมาพูด เพราะเกรงว่าจะมีปัญหาหลายส่วน แต่จำเป็นต้องขอคัดค้านการของบประมาณเพื่อถมปิดสระมรกตเพื่อสร้างเป็นห้องสมุด และร้านค้าเพื่อบริการประชาชน ซึ่งข้อกล่าวอ้างว่าสระมรกตมีปัญหาน้ำรั่วซึม และน้ำเน่า ยุงชุมนั้น ขอชี้แจงว่า สระมรกตออกแบบมาพร้อมระบบการกรองแบบสระว่ายน้ำ มีระบบเกลือหรือคลอรีน หากดูแลตามปกติวิสัย มีการเปิดระบบให้น้ำไหลเวียนทุกวันตามมาตรฐาน ไม่สามารถเกิดยุงได้อย่างแน่นอน  

 

ส่วนเรื่องสระรั่วซึม เป็นเรื่องคุณภาพการก่อสร้างควรเป็นความรับผิดชอบของผู้รับเหมาเนื่องจากอยู่ในระยะประกันผลงาน และเพิ่งตรวจรับงานไม่นาน จึงไม่จำเป็นต้องเอาปัญหา ของผู้รับเหมามาเป็นของตัวเอง 

 

ส่วนความคิดที่จะย้ายห้องสมุดจากชั้น 9-10 ลงมาชั้นหนึ่งนั้นนายชาตรี กล่าวว่าไม่สมเหตุสมผล สิ้นเปลืองงบประมาณโดยไม่จำเป็น เนื่องจากห้องสมุดดังกล่าว ใช้งบประมาณ ถึง 100 กว่าล้าน และยังไม่ได้ใช้อย่างเต็มที่  หากต้องการให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย ก็ไม่ควรย้ายมาบริเวณสระมรกต แต่ควรสร้างนอกอาคาร  อีกทั้งการที่ใช้พื้นที่สระมรกต ทำห้องสมุด อาจจะกระทบกับโครงสร้างที่ออกแบบไว้ได้ เนื่องจากห้องสมุดมีน้ำหนักมากพอสมควร 

 

สำหรับศาลาแก้วนั้น ชาตรีระบุว่า ได้ออกแบบมาสำหรับงานพิธีสำคัญ แต่ที่ตั้งพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 7 ซึ่งขณะนี้ยังก่อสร้างอยู่นั้น ไม่ได้อยู่ในแบบ และที่ไม่ได้ติดแอร์ศาลาแก้ว แต่สามารถใช้งานได้จริง เพราะออกแบบให้มีผ้าใบที่เคลือบด้วยอะลูมิเนียม สะท้อนแสงกันความร้อน สามารถเลื่อนติดกระจกปิดกระจกให้ทึบได้ด้วยระบบไฟฟ้า โดยอากาศระหว่างระบบผ้าใบจะทำหน้าที่เป็นฉนวนกันความร้อนอีกชั้นหนึ่ง 

 

นอกจากนี้ศาลาแก้วยังตั้งอยู่ในที่โล่ง ลมพัดสะดวก ถูกออกแบบมาให้ลดอุณหภูมิโดยสระน้ำที่อยู่โดยรอบ และงานออกแบบนี้ไม่ได้สร้างขึ้นเพียงแค่เหตุผลการใช้งาน แต่มีเป้าหมายให้เป็นปฏิมากรรมสัญลักษณ์ที่แสดงถึงจิตวิญญาณ ภูมิปัญญาสถาปัตยกรรมไทย และเป็นภาพจำหนึ่งของความเป็นไทยร่วมสมัยให้สังคมสถาปัตยกรรมโลก 

 

“งานออกแบบของเราใช้งบประมาณ 11,000 กว่าล้านบาท แต่เมื่อมีการปรับแบบ อย่าใช้งบประมาณ 12,000 กว่าล้านบาท แต่นอกเหนือจากนั้นไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับ เราเลย และไม่ได้เห็นด้วยในหลายหลายๆ เรื่อง แต่เป็นโครงการที่อยู่นอกสัญญาหลัก ซึ่งเป็นวิธีที่รัฐสภาทำ” ชาตรีกล่าว

 

ชาตรี ลดาลลิตสกุล ศิลปินแห่งชาติ สถาปนิกผู้ออกแบบอาคารรัฐสภา ยื่นคัดค้านการเปลี่ยนแปลงแบบรัฐสภาต่อกรรมาธิการวุฒิสภา

The post ศิลปินแห่งชาติ ผู้ออกแบบ ‘รัฐสภา’ ขอคัดค้านการเปลี่ยนแปลงแบบ ไม่เห็นด้วยถมสระมรกต ย้ายห้องสมุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
สำรวจ ‘สัปปายะสภาสถาน’ หลังของบปี 69 เกือบพันล้าน เพื่อปรับปรุงพื้นที่รัฐสภาใหม่ https://thestandard.co/parliament-building-renovation-budget/ Wed, 07 May 2025 11:08:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1072152 ภาพบรรยากาศภายในอาคารรัฐสภา สัปปายะสภาสถาน แสดงให้เห็นพื้นที่ที่เสนอของบประมาณปรับปรุงเกือบพันล้านบาท

วันนี้ (7 พฤษภาคม) ที่อาคารรัฐสภา ช่างภาพทีมข่าว THE ST […]

The post สำรวจ ‘สัปปายะสภาสถาน’ หลังของบปี 69 เกือบพันล้าน เพื่อปรับปรุงพื้นที่รัฐสภาใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศภายในอาคารรัฐสภา สัปปายะสภาสถาน แสดงให้เห็นพื้นที่ที่เสนอของบประมาณปรับปรุงเกือบพันล้านบาท

วันนี้ (7 พฤษภาคม) ที่อาคารรัฐสภา ช่างภาพทีมข่าว THE STANDARD สำรวจอาคารรัฐสภา สัปปายะสภาสถาน ถนนสามเสน มีพื้นที่ดิน 119.6 ไร่ มีพื้นที่ใช้สอยในอาคาร 424,000 ตารางเมตร ตั้งอยู่บนพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ย่านเกียกกาย กรุงเทพมหานคร ที่ได้รับมอบ 100% เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2567 ที่ผ่านมา หลังจากผ่านการต่อสัญญาก่อสร้าง 4 ครั้ง 

 

สัปปายะสภาสถาน ก่อสร้างด้วยงบประมาณ 12,280 ล้านบาท มีบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ของตระกูลชาญวีรกูล เป็นผู้รับเหมาหลัก ก่อสร้างเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2556 เปิดใช้งานเต็มรูปแบบเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2564 

 

ทั้งนี้ ล่าสุด สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้เสนอของบประมาณในร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 เพื่อปรับปรุงพื้นที่รัฐสภา รวม 956 ล้านบาท เช่น 

 

  1. ก่อสร้างและปรับปรุงพื้นที่พิพิธภัณฑ์รัฐสภา (รวมค่าจ้างที่ปรึกษา) งบประมาณ 44 ล้านบาท
  2. พัฒนาระบบภาพยนตร์ 4D ห้องบรรยายใหญ่ ชั้น B1- B2 งบประมาณ 180 ล้านบาท
  3. ปรับปรุงไฟส่องสว่างเพิ่มเติมบริเวณห้องประชุมสัมมนาชั้น B1 และ B2 งบประมาณ 117 ล้านบาท
  4. ติดตั้งภาพและเสียงประจำห้องจัดเลี้ยง ชั้น B2 งบประมาณ 99 ล้านบาท
  5. ปรับปรุงศาลาแก้ว 2 หลัง งบประมาณ 123 ล้านบาท
  6. ปรับปรุงห้องประชุม งบประมาณ 118 ล้านบาท
  7. ปรับปรุงพื้นที่ครัวของอาคารรัฐสภา งบประมาณ 117 ล้านบาท
  8. จัดซื้อจอ LED Display งบประมาณ 72 ล้านบาท
  9. พัฒนาปรับปรุงพื้นที่ส่วนภูมิทัศน์และผลิตปุ๋ยอินทรีย์ งบประมาณ 43 ล้านบาท
  10. ปรับปรุงห้องจัดเลี้ยง ชั้น 1 โซน C งบประมาณ 43 ล้าน

 

นอกจากนี้ ยังมีอีก 5 โครงการที่หน่วยงานทำคำขอ แต่ยังไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 2569 โดยคณะรัฐมนตรี เช่น ก่อสร้างอาคารจอดรถรัฐสภา (เพิ่มเติม) รวมค่าควบคุมงานและค่าจ้างที่ปรึกษา งบประมาณ 1,529 ล้านบาท, ออกแบบ และตกแต่งฉากหลังบัลลังก์ประธานสภาในห้องประชุมสุริยัน งบประมาณ 133 ล้านบาท, จัดซื้อเครื่องตรวจวัตถุต้องสงสัย งบประมาณ 74 ล้านบาท, ระบบป้องกันฝุ่นพิษ PM2.5 และเสริมสร้างคุณภาพอากาศ งบประมาณ 50 ล้านบาท และการจ้างงานซ่อมแซมปรับปรุงเสาไม้สัก งบประมาณ 31 ล้านบาท รวม 1,817 ล้านบาท

 

ในช่วงบ่ายที่ผ่านมา ภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 นำสื่อมวลชนประจำรัฐสภาเดินชมบริเวณอาคารรัฐสภา ซึ่งเป็นประเด็นเรื่องชงการใช้งบประมาณปรับปรุงพื้นที่ในส่วนต่างๆ ที่ภราดรรับผิดชอบ เช่น ห้องจัดเลี้ยงสัมมนาที่สามารถรองรับคนได้ 1,500 คน ชั้น B 2 ที่ของบประมาณไป 99 ล้านบาท รวมถึงโซนพิพิธภัณฑ์รัฐสภา บริเวณชั้น MB1 ชั้น1 และชั้น 11 ซึ่งเป็นจุดเดียวกับเครื่องยอดของอาคารรัฐสภา ซึ่งมีพื้นที่ทั้งหมด 6,000 ตารางเมตร 

 

สำหรับพิพิธภัณฑ์ทำแล้วจะคุ้มค่าหรือไม่นั้น ภราดรกล่าวว่า ตรงนี้จะกลายเป็นศูนย์การเรียนรู้ในด้านการเมืองการปกครอง งานนิติบัญญัติ จะคุ้มค่าหรือไม่ต้องดูว่าสิ่งที่ได้กับการลงทุนมากน้อยแค่ไหน หลักใหญ่ตนให้โจทย์ว่าคนที่มาแล้วอยากจะกลับมาอีก เชื่อว่าจะกลายเป็นอีกจุดเช็กอินอีกหนึ่งที่ นอกจากเครื่องยอดแล้ว

 

ภายหลังการเดินชมพื้นที่ดังกล่าว ภราดรกล่าวว่า ตนได้พาไปดูในส่วนที่เป็นข่าว 2 ส่วนคือพิพิธภัณฑ์ และห้องสัมมนาที่จุคนได้ 1,500 ที่นั่ง โดยห้องสัมมนานั้นวัตถุประสงค์คือตั้งใจที่จะใช้เป็นห้องสัมมนาขนาดใหญ่ ไม่ใช่เฉพาะของสภาผู้แทนราษฎรแต่รวมถึงพี่น้องประชาชนทั่วไปด้วยที่ประสงค์จะใช้ห้องประชุมขนาดใหญ่และสามารถขอใช้กับสภาผู้แทนราษฎรได้ และจากที่พาไปดูจะเห็นว่ามีระบบแสง แต่ไม่มีระบบเสียง 

 

เราเคยจัดงานไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว เราต้องไปจ้างระบบเสียงและแสงรวมถึงโต๊ะที่นั่ง ค่าบริหารจัดการเป็นล้านบาท ยังไม่รวมถึงการจัดงานประชุมระดับประเทศที่ผ่านมาก็เพิ่งจะจัดไป เราต้องไปเช่าห้องสัมมนาของโรงแรมที่จะจัดงานของสภา และใช้เงินอีกมากพอสมควร ฉะนั้น ทางประธานสภาก็ดำริว่าเมื่อเรามีห้องเป็นของเราแล้วจำเป็นที่จะต้องนำพื้นที่ที่ว่างเปล่ามาใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุดเพื่อบริการให้กับประชาชนด้วย ซึ่งเป็นหนึ่งโครงการที่ทางสำนักงานเลขาธิการสภาได้ขอสู่สำนักงบประมาณไป

 

ภราดรกล่าวว่า ส่วนของพิพิธภัณฑ์ที่หลายคนได้มาสภา คงจะเห็นในส่วนที่มีการจัดไว้ชั่วคราวซึ่งเป็นส่วนแค่เล็กๆ เท่านั้น โดยพื้นที่ทั้งหมดมี 3 ชั้นคือชั้น MB1 ชั้น 1 และชั้น 11 รวมทั้งหมด 6,000 ตารางเมตร ซึ่งเป็นพื้นที่ใหญ่พอสมควร โดยในแบบเตรียมไว้เพื่อทำพิพิธภัณฑ์ ซึ่งทางสภาเห็นว่าเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน และมีประชาชนเข้ามาเยี่ยมชมจำนวนมากในแต่ละวัน รวมถึงพิพิธภัณฑ์จะเป็นแหล่งเรียนรู้ใหม่ ที่เปิดกว้างให้ประชาชนเข้ามายังสภา 

 

ประเทศที่เจริญแล้วอย่างประเทศอังกฤษจะเห็นว่ามีพิพิธภัณฑ์อยู่ทั่วเมืองเต็มไปหมด ที่แสดงถึงประวัติศาสตร์ด้านต่างๆ เราจึงอยากให้ที่นี่เป็นแหล่งเรียนรู้ของประชาชนในเรื่องของการเมืองการปกครอง นิติวิธีในกระบวนการของรัฐสภาจึงได้ให้โจทย์กับทางกลุ่มงานพิพิธภัณฑ์ไปว่าพิพิธภัณฑ์จะต้องทำให้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต (Interactive Museum) คือคนเข้ามาแล้วต้องอยากที่จะกลับมาอีกและเมื่อกลับมาแล้วต้องมีสิ่งที่มาเปลี่ยนแปลงไป และบริการให้กับพี่น้องประชาชน

 

ภราดรกล่าวถึงการพิจารณาโครงการในต่างๆ มีหลักใหญ่ 3 หลักคือ 1. หลักความจำเป็น 2. เมื่อดูความจำเป็นแล้วโครงการนั้นความคุ้มค่ากับงบประมาณที่จะใช้หรือไม่ และ 3. หลักของความโปร่งใสและตรวจสอบได้ โดยตนเชื่อว่าทั้งวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร และพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ในฝ่ายนโยบายก็ได้ให้กับนโยบายกับข้าราชการเรื่องความโปร่งใสที่ตรวจสอบได้ 

 

รวมถึงเรื่องของความคุ้มค่าของงบประมาณที่ได้ขอดำเนินการต่างๆ ก็ต้องเน้นถึงความจำเป็น แต่อย่างไรก็ตาม โครงการต่างๆ ที่สภาได้ขอไปยังอยู่ในขั้นตอน ยังไม่ได้รับการอนุมัติ ซึ่งเดือนพฤษภาคม จะมีการพิจารณางบประมาณ ซึ่งเป็นหน้าที่หลักของ สส. ที่จะมีการเปิดโครงการของหน่วยงานต่างๆ รวมถึงสภาด้วยว่า ได้ของบประมาณในส่วนไหนไปบ้าง 

 

ทั้งนี้ หากกรรมาธิการงบประมาณเห็นว่าโครงการไหนไม่มีความจำเป็นทางกรรมาธิการก็สามารถปรับลดงบประมาณในส่วนที่ไม่มีความจำเป็นได้ในชั้นวาระ 2 และทาง สส. ในห้องประชุมใหญ่ก็สามารถขอแปรญัตติ เพื่อปรับลดงบประมาณได้ ฉะนั้น จึงเป็นเพียงแค่แนวทางของสำนักงานเลขาธิการสภาที่ได้เสนอของบประมาณขึ้นไป ส่วนจะอนุมัติหรือไม่ก็อยู่ที่ผู้แทนราษฎรและกรรมาธิการที่จะพิจารณาในวาระที่ 2 และ 3 ต่อไป

 

ส่วนที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่างบประมาณที่ขอไปมีความไม่คุ้มค่า ต้องมีการไปกำชับเรื่องลดทอนให้น้อยลงหรือไม่ ภราดรกล่าวว่า ในส่วนของตนที่ได้พาไปดูห้องประชุม 1,500 ที่นั่ง ตอนแรกงบประมาณที่ทำเสนอมา น่าจะประมาณ 170 ล้านบาท ตนจึงให้โจทย์กับหน่วยงานไปว่าต้องไปเชิญผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านนี้หลายเจ้าเพื่อมาปรึกษาและพูดคุยกันว่างบประมาณที่ทางสำนักงานเลขาธิการสภาได้ตั้งมาว่ามากเกินไปหรือไม่ สุดท้ายจึงได้นำเสนอขึ้นมาใหม่คือ 99 ล้านบาท ลดไปประมาณเกือบครึ่งหนึ่ง จึงเป็นส่วนหนึ่งที่สามารถปรับลดได้ 

 

เช่นเดียวกันในชั้นของกรรมาธิการงบประมาณ ที่สามารถจะปรับลดหรือตัดออกทั้งโครงการก็ได้ ฉะนั้น เป็นอำนาจของกรรมาธิการหากเห็นว่าโครงการนี้จำเป็นหรือไม่ ถ้าไม่มีความจำเป็นกรรมาธิการงบประมาณก็สามารถที่จะตัดทิ้งได้ หรือหากไม่คุ้มค่ากรรมาธิการก็สามารถปรับลดงบประมาณลงได้ จึงเป็นส่วนหนึ่งของกรรมาธิการที่จะไปดำเนินการ

 

ภราดรยังกล่าวถึงกรณีที่ ปดิพัทธ์ สันติภาดา อดีตรองประธานสภา ระบุว่างานน่าจะเสร็จตั้งแต่ก่อนรับงานแล้วหรือไม่ ทำไมต้องมาทำเพิ่มเติม ภราดรกล่าวว่า ตนเข้าใจว่าในแบบแปลนใหญ่ มีทั้งพิพิธภัณฑ์และห้องประชุมขนาดใหญ่ในการเตรียมพื้นที่เอาไว้ ส่วนการรับงานครั้งแรกของสภาน่าจะยังไม่รวมถึงในส่วนของพิพิธภัณฑ์และห้องประชุม ไม่เช่นนั้นฝ่ายตรวจรับงานเขาตรวจไม่ได้

 

“ข้าราชการไม่กล้าตรวจรับงาน ถ้าตรวจรับงานไปด้วยงานที่ไม่สมบูรณ์แบบตามแบบ ติดคุกนะ ผมจึงเชื่อว่าเขาไม่กล้าทำ แต่จากที่ผมทราบเบื้องต้นด้วยเงินงบประมาณที่ทางสภาได้ก่อสร้างเริ่มแรกพื้นที่ใช้สอยทั้งหมดน่าจะประมาณ 300,000 กว่าตารางเมตร แต่เมื่อสร้างจริงกลายเป็น 400,000 ตารางเมตร หมายความว่าจำเป็นจะต้องปรับลดเนื้องานเป็นบางส่วน ในส่วนที่กำลังจะสร้างหรือกำลังจะต่อเติมอาจจะอยู่ในส่วนที่ตัดออกไป ซึ่งผมเชื่อว่าด้วยคณะกรรมการตรวจรับของสภาคงไม่ชุ่ยขนาดนั้น” ภราดรกล่าว

 

ภาพบรรยากาศภายในอาคารรัฐสภา สัปปายะสภาสถาน แสดงให้เห็นพื้นที่ที่เสนอของบประมาณปรับปรุงเกือบพันล้านบาท ภาพบรรยากาศภายในอาคารรัฐสภา สัปปายะสภาสถาน แสดงให้เห็นพื้นที่ที่เสนอของบประมาณปรับปรุงเกือบพันล้านบาท ภาพบรรยากาศภายในอาคารรัฐสภา สัปปายะสภาสถาน แสดงให้เห็นพื้นที่ที่เสนอของบประมาณปรับปรุงเกือบพันล้านบาท

The post สำรวจ ‘สัปปายะสภาสถาน’ หลังของบปี 69 เกือบพันล้าน เพื่อปรับปรุงพื้นที่รัฐสภาใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เตรียมปิดตำนานสระมรกตรัฐสภา สร้างห้องสมุดและ Co-working Space เป็นพื้นที่ของประชาชน https://thestandard.co/parliament-co-working-space-new-public-area/ Wed, 26 Mar 2025 10:15:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1056859 สระมรกตรัฐสภา

‘สระมรกต’ ซึ่งตั้งอยู่ตรงกลางในสัปปายะสภาสถาน อาคารรัฐส […]

The post เตรียมปิดตำนานสระมรกตรัฐสภา สร้างห้องสมุดและ Co-working Space เป็นพื้นที่ของประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สระมรกตรัฐสภา

‘สระมรกต’ ซึ่งตั้งอยู่ตรงกลางในสัปปายะสภาสถาน อาคารรัฐสภากำลังจะถูกเปลี่ยนเป็นพื้นที่ของประชาชน โดยเป็นห้องสมุด และ Co-working Space ให้ประชาชนได้ใช้บริการ โดยตั้งงบประมาณไว้ 150 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาแล้ว 1 ชุด รวมถึงได้เชิญทางโยธาธิการและผังเมืองมาให้เขาช่วยออกแบบ ให้ซึ่งเสร็จในช่วงเดือนเมษายนนี้

 

สำหรับไทม์ไลน์ที่วางไว้ คือ จะขอใช้งบแปรญัตติ (ร่างงบประมาณปกติที่ถูกปรับลดเปลี่ยนแปลงในชั้นคณะกรรมาธิการฯ ภายหลังจากที่สภาผู้แทนราษฎรรับหลักการ (วาระที่ 1)) เพราะใช้ของบประมาณปกติไม่ทัน โดยจะมีการขอแปรญัตติเข้าไป และอยู่ในอำนาจของคณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ด้วยว่า จะพิจารณาอย่างไร

 

อาคารรัฐสภาแห่งนี้ ออกแบบโดยกลุ่มสถาปนิก สงบ ๑๐๕๑ ภายใต้การนำของธีรพล นิยม โดยสระมรกต เป็นสระน้ำสีเขียวเข้มภายในอาคาร ล้อมรอบตัวอาคารเป็นผนังไม้สีมะเกลือดำ ถูกออกแบบมาให้มีความเย็นมากกว่าภายนอก เมื่อมีความร้อนสะสม อากาศยกตัวขึ้น อากาศเย็นจากด้านล่างจะเผื่อแผ่กระจายความเย็นขึ้นไปยังทางเดินรอบๆ ที่เป็นพื้นที่เปิด โถงนี้จะมีสภาวะน่าสบายอยู่เสมอ ถึงแม้ภายนอกจะร้อนมากในฤดูร้อนก็ตาม

 

สำหรับอาคารรัฐสภา ถนนสามเสน ก่อสร้างด้วยงบประมาณ 12,280 ล้านบาท มีบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ของตระกูลชาญวีรกูลเป็นผู้รับเหมาหลัก ก่อสร้างเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2556 เปิดใช้งานเต็มรูปแบบเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2564 นับตั้งแต่เปิดใช้อาคารเป็นต้นมา มีอุบัติเหตุคนตกลงไปในสระมรกตแล้วจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นคนที่ไม่คุ้นชินกับพื้นที่ เนื่องจากสระน้ำมีระดับเสมอกับทางเดิน

 

นอกจากนี้ รัฐสภาได้รับการร้องเรียนว่า มียุงจำนวนมากจากสระมรกต เข้ามารบกวนการทำงานข้าราชการที่มาปฏิบัติงานภายในอาคาร เสี่ยงต่อการป่วยเป็นโรคไข้เลือดออก อีกครั้งพบว่ามีปัญหาพื้นของบ่อน้ำรั่วซึม มีน้ำจากสระมรกตไหลลงไปที่ชั้น B1 อยู่เป็นประจำด้วย

 

 

อ้างอิง:

The post เตรียมปิดตำนานสระมรกตรัฐสภา สร้างห้องสมุดและ Co-working Space เป็นพื้นที่ของประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมความงดงาม ‘เครื่องยอด’ แห่งสัปปายะสภาสถาน https://thestandard.co/sappaya-saphasathan-royal-thai-parliament/ Mon, 09 Dec 2024 09:52:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1017697 ชมความงดงาม ‘เครื่องยอด’ แห่งสัปปายะสภาสถาน

วันนี้ (9 ธันวาคม) เนื่องในวันรัฐธรรมนูญ รัฐสภาได้จัดงา […]

The post ชมความงดงาม ‘เครื่องยอด’ แห่งสัปปายะสภาสถาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมความงดงาม ‘เครื่องยอด’ แห่งสัปปายะสภาสถาน

วันนี้ (9 ธันวาคม) เนื่องในวันรัฐธรรมนูญ รัฐสภาได้จัดงานวันรัฐธรรมนูญ ประจำปี 2567 พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ประชาชนและช่างภาพทีมข่าว THE STANDARD ได้เก็บภาพบรรยากาศความงดงามของ ‘เครื่องยอด’ ส่วนของเจดีย์ และโถงพิธี ซึ่งตั้งอยู่ชั้น 11 ของอาคารรัฐสภา สัปปายะสภาสถาน เป็นครั้งแรก

 

เครื่องยอดแห่งรัฐสภานั้นออกแบบให้มีเอกลักษณ์แบบสถาปัตยกรรมไทย เน้นความละเอียดและความประณีตตามแบบของช่างหลวงโบราณ เช่น ลายลูกฟักก้ามปู ลายประจำยามก้านแย่ง ลายพุ่มข้าวบิณฑ์ หรือการออกแบบส่วนยอดเป็นลักษณะของเจดีย์จุฬามณีย่อมุมไม้สิบสอง บริเวณเครื่องยอดระดับที่สี่ออกแบบเป็นซุ้มจระนำที่มองเห็นได้สี่ทิศ เป็นที่ประดิษฐานพระสยามเทวาธิราช

 

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมอื่นๆ เช่น กิจกรรมการออกร้าน โดยได้เชิญร้าน OTOP ร้านอร่อยในพื้นที่และในจังหวัดใกล้เคียง รวมถึงมีการแสดงดนตรี กิจกรรมการโต้วาทีของนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัย รวมถึงกิจกรรม Meet & Greet ของบรรดาสมาชิกรัฐสภา ซึ่งงานจะมีทั้งสิ้น 2 วัน คือ วันที่ 9-10 ธันวาคมนี้

 

‘เครื่องยอด’ แห่งสัปปายะสภาสถาน

‘เครื่องยอด’ แห่งสัปปายะสภาสถาน

‘เครื่องยอด’ แห่งสัปปายะสภาสถาน

‘เครื่องยอด’ แห่งสัปปายะสภาสถาน

‘เครื่องยอด’ แห่งสัปปายะสภาสถาน

‘เครื่องยอด’ แห่งสัปปายะสภาสถาน

‘เครื่องยอด’ แห่งสัปปายะสภาสถาน

‘เครื่องยอด’ แห่งสัปปายะสภาสถาน

‘เครื่องยอด’ แห่งสัปปายะสภาสถาน

‘เครื่องยอด’ แห่งสัปปายะสภาสถาน

 

The post ชมความงดงาม ‘เครื่องยอด’ แห่งสัปปายะสภาสถาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ปัญหา ‘รัฐสภา’ พื้นที่จากภาษีประชาชน แต่ทำไมห่างไกลประชาชน | KEY MESSAGES #103 https://thestandard.co/key-messages-sappaya-saphasathan/ Mon, 30 Oct 2023 05:50:37 +0000 https://thestandard.co/?p=860388 ‘สัปปายะสภาสถาน’ หรือ ‘รัฐสภาใหม่’

‘สัปปายะสภาสถาน’ หรือ ‘รัฐสภาใหม่’ คือชื่อของอาคารราคาห […]

The post ชมคลิป: ปัญหา ‘รัฐสภา’ พื้นที่จากภาษีประชาชน แต่ทำไมห่างไกลประชาชน | KEY MESSAGES #103 appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘สัปปายะสภาสถาน’ หรือ ‘รัฐสภาใหม่’

‘สัปปายะสภาสถาน’ หรือ ‘รัฐสภาใหม่’ คือชื่อของอาคารราคาหมื่นล้านที่สร้างขึ้นจากภาษีคนไทย ทว่าเมื่อสังเกตลงไปในรายละเอียดต่างๆ ตั้งแต่โครงการก่อสร้าง ไปจนถึงกฎระเบียบยิบย่อยมากมาย ก็จะทำให้เห็นถึงปัญหาและความแปลกประหลาดหลายอย่าง

 

รัฐสภาในบางมิติถูกเรียกว่าเป็นโรงละครขนาดใหญ่ ที่เหล่านักการเมืองซึ่งมาจากการเลือกและไม่ได้เลือกของประชาชน เข้ามาทำงานเพื่อขับเคลื่อนประเทศ ทว่าเรากลับมักจะเห็นการเสียดสี ถกเถียง และแลกเปลี่ยนผลประโยชน์จนเกิดความชินชา ส่งผลให้มีคำถามถึงความโปร่งใสและจุดประสงค์หลักซึ่งเป็นหัวใจของรัฐสภาที่อาจกำลังมีปัญหา

 

ทำไมเราจึงเกริ่นว่าสภามีปัญหา ปัญหาที่ว่านั้นคืออะไร จริงหรือไม่ที่สภาซึ่งสร้างโดยภาษีประชาชนไม่เป็นมิตรกับประชาชนและคนทำงาน มีทั้งปัญหาเรื่องการก่อสร้างที่ยืดเยื้อยาวนาน ข้อบังคับหรือวิถีบางอย่างที่ทำสืบต่อกันมาสร้างค่านิยมผิดเพี้ยนต่อนักการเมืองไทยมากน้อยแค่ไหน 

 

ไปจนถึงคำถามที่ว่า ในแต่ละปีเราเสียเงินไปกับระบบรัฐสภามากขนาดไหน และเสียไปกับเรื่องประเภทใดบ้าง

 

วัฒนธรรมสภาหล่อหลอมระบบชนชั้นแก่นักการเมือง?

 

เมื่อพูดถึงการเข้าพื้นที่อาคารราชการ เป็นเรื่องปกติที่ประชาชนจะเข้าถึงพื้นที่ในสภาได้แค่บางส่วนเท่านั้น ซึ่งรัฐสภาที่ใช้อยู่ในปัจจุบันจะเปิดพื้นที่ชั้นนอกให้ประชาชนเข้ามาได้ เช่น สวนด้านหน้าอาคาร ห้องสมุดรัฐสภา รวมถึงพื้นที่ที่ถูกจัดไว้ให้เวลาประชาชน หรือว่ากลุ่มภาคประชาชนสังคมที่ต้องการยื่นหนังสือร้องเรียนกับนักการเมือง บริเวณนั้นเรียกว่า ‘ศาลาแก้ว’ โถงโล่งๆ ด้านข้างอาคารฝั่ง สส. ที่เมื่อสังเกตดูแล้ว ถือว่ามีความแตกต่างกับบริเวณอื่นๆ พอสมควร 

 

ปกติเวลานักการเมืองพรรคต่างๆ จะแถลงข่าวในสภา สถานที่ที่แจ้งต่อสื่อมวลชนมักจะมีอยู่สองที่ คือห้องแถลงข่าวที่อยู่ติดกับห้องสื่อมวลชน กับโถงทางเข้ารัฐสภา ทั้งสองที่มีไฟส่องสว่าง เปิดแอร์เย็นเฉียบ และมีลำโพงเครื่องเสียงที่พูดแล้วได้ยินชัดเจน ตรงข้ามกับการแถลงข่าวหรือการยื่นหนังสือของประชาชนบริเวณศาลาแก้วอย่างสิ้นเชิง 

 

พื้นที่ตรงศาลาแก้วไม่มีเครื่องปรับอากาศ ไม่มีไฟส่องสว่าง แม้จะมายื่นหนังสือตอนกลางวัน แต่หลายครั้งเราจะได้เห็นภาพที่ค่อนข้างมืดสลัว จนสำนักข่าวหลายเจ้าต้องพกไฟมาเองเพื่อทำงานให้ง่ายขึ้น คุณภาพเสียงก็เบาบางกว่าด้านใน เพราะเป็นพื้นที่เปิด กลายเป็นว่าการแถลงข่าวของประชาชนบริเวณศาลาแก้ว ค่อนข้างแตกต่างกับพื้นที่แถลงข่าวของนักการเมืองที่ห่างกันเพียงแค่ไม่ถึง 100 เมตร 

 

นักข่าวภาคสนามที่ประจำอยู่สภาเล่าว่า ช่วงแรกที่เปิดศาลาแก้วให้ประชาชนแถลงข่าว เป็นช่วงโควิด-19 กำลังระบาด ศาลาแก้วจึงเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมเพราะว่าเป็นพื้นที่โปร่งโล่ง ไม่มีการใช้เครื่องปรับอากาศ มีช่องลมระบายและถ่ายเทอากาศได้ดี แต่ตอนนี้โควิด-19 มันก็เบาบางลงไปแล้ว พื้นที่ที่รองรับประชาชนก็ยังคงเป็นเหมือนเดิม 

 

นอกเหนือจากเรื่องพื้นที่ที่ดูจะไม่ตอบโจทย์ ยังมีอีกประเด็นน่าสนใจเกี่ยวกับมาตรฐานการดูแลรักษาความปลอดภัยในสภา เพราะนอกจากบัตรผ่าน อีกหนึ่งสิ่งที่จะแยกนักการเมือง เจ้าหน้าที่ที่ทำงานในสภา ประชาชน หรือสื่อมวลชน ก็คือการใช้ดุลพินิจผ่านเครื่องแต่งกายของคนที่มาเยือน 

 

เราต้องทำความเข้าใจว่าประชาชนทุกคนไม่ได้มีชุดสุภาพ แต่เขาจำเป็นต้องมารัฐสภา เพราะมีเรื่องร้องเรียนกับนักการเมือง ดังนั้นหลายครั้งเราจึงเห็นภาพประชาชนใส่กางเกงขาสั้น สวมรองเท้าแตะ แล้วไม่สามารถเข้ามาที่สภาได้ แม้ว่าเขาจะมีเรื่องเดือดร้อนมากแค่ไหนก็ตาม จนทำให้นักการเมืองต้องออกไปซื้อรองเท้าให้ประชาชนเปลี่ยนเพื่อเข้ามาในสภา 

 

ตรงกับที่ ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ สส. พรรคก้าวไกล ให้ข้อมูลกับเราว่า ตอนนี้สภาไม่มีการกำหนดชัดเจนว่าผู้ที่จะเข้ามาควรต้องแต่งกายอย่างไร การประเมินแต่ละครั้งขึ้นอยู่กับดุลพินิจของตำรวจสภา ที่แต่ละคนก็มีมาตรฐานไม่เหมือนกัน เลยมีข้อเสนอแนะว่า พื้นที่ที่เปิดให้ประชาชนมาพูดถึงความเดือดร้อนของพวกเขากำลังเผชิญอยู่ ควรเป็นพื้นที่ที่ละเว้นเรื่องระเบียบไปเลยจะดีกว่าไหม

 

“บางคนมาจากจังหวัดตาก มาถึงแล้วเข้าไม่ได้เพราะติดเรื่องชุดสุภาพหรือไม่สุภาพตามความคิดของเจ้าหน้าที่สภา ที่ตอนนี้ก็ไม่มีระเบียบอ้างอิงไว้เลยว่าแบบไหนคือสุภาพ กางเกงขาสั้นต้องสั้นหรือยาวแค่ไหน”

 

หากจะดูเรื่องการเอ่ยถึงเครื่องแต่งกายในเอกสารระเบียบว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยของรัฐสภา พ.ศ. 2559 ในหมวด 5 การปฏิบัติ ข้อที่ 31 ก็ระบุเพียงแค่ว่า 

 

‘ผู้อยู่ในบริเวณรัฐสภาต้องแต่งกายสุภาพ รักษามารยาทให้เรียบร้อย ปฏิบัติตนให้เหมาะสม ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภา และอยู่ในบริเวณที่กำหนด’ 

 

 

อีกประเด็นคือเรื่องความปลอดภัย พอรัฐสภาเป็นพื้นที่ที่นักการเมืองระดับชาติเข้ามาทำงานเป็นจำนวนมาก ระบบการตรวจสอบคนเข้า-ออก จึงเข้มต้นตั้งแต่ประตู โดยเฉพาะวันที่มีการประชุมนัดใหญ่ๆ อย่างการแถลงนโยบายรัฐบาล การอภิปราย พ.ร.บ.งบประมาณประจำปี อภิปรายไม่ไว้วางใจ ไปจนถึงวันที่มีการนัดชุมนุมประท้วงของประชาชนหน้ารัฐสภา

 

ท่ามกลางการตรวจสอบประชาชนอย่างเข้มงวด มาตรฐานนี้กลับมีช่องโหว่สำหรับนักการเมือง อาจเพราะเป็นนักการเมืองเป็นคนที่เห็นหน้าบ่อยตามข่าว หรือมีบัตรแสดงตัวตนชัดเจน การตรวจตราที่ใช้ดุลพินิจของตำรวจสภาเป็นหลักจึงมีไม่เท่ากัน

 

กรณีตัวอย่างของเรื่องนี้เห็นได้จากข่าวในช่วงปี 2562 มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ สส. พรรคไทยศรีวิไลย์ ณ เวลานั้น แถลงข่าวที่บริเวณโถงอาคารรัฐสภา เรื่องการรับมอบเครื่องตรวจวัตถุระเบิดใหม่ เพื่อใช้ทดสอบระบบรักษาความปลอดภัยของการประชุมอาเซียน 

 

เขาอ้างว่าได้รับการประสานกับเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด ให้นำระเบิด TNT เข้ามาในรัฐสภา และเครื่องตรวจก็ไม่สามารถตรวจพบได้ แสดงว่ารัฐสภาแห่งนี้ไม่ได้มีความปลอดภัย 

 

ภายหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางโพ แจ้งความดำเนินคดีกับมงคลกิตติ์ กรณีนำสารตั้งต้นประกอบระเบิดเข้ามาในสภา ถือเป็นการกระทำที่ส่งผลกระทบด้านความมั่นคง

 

มงคลกิตติ์ยืนยันว่าสารที่ใช้มีแค่ไนโตรเจน แม้จะเป็นวัตถุดิบประกอบระเบิดจริง แต่สารดังกล่าวไม่สามารถระเบิดเองได้ เขาไม่ได้นำระเบิดเข้ามาในสภา และอาจจะใช้คำพูดเกินจริงเกินไป ในการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน 

 

อีกกรณีเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2564 วันแรกของการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2565 ผู้ช่วยของร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในเวลานั้น พกอาวุธปืนเข้ามาในสภา ซึ่งสำนักข่าวเดลินิวส์เขียนข่าวว่า 

 

‘ตรวจพบผู้ติดตามบางรายได้พกอาวุธปืนด้วย จึงไม่อนุญาตให้เข้าพื้นที่ สร้างความไม่พอใจให้กับรัฐมนตรีดังกล่าวและทีมงานเป็นอย่างมาก พร้อมได้ขอจดชื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภาผู้นั้นไป

 

‘รายงานข่าวแจ้งต่อว่า เมื่อคณะรัฐมนตรีรายนั้นเข้าพื้นที่รัฐสภาได้แล้ว จึงได้เรียกผู้อำนวยการสำนักสังกัดสภาผู้แทนราษฎรคนหนึ่งไปตำหนิ และให้ตามตัวเจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภาที่จดชื่อไว้ให้เข้ามาพบ เพื่อต่อว่าที่ไม่ให้ให้เกียรติรัฐมนตรีและทีมงาน ไม่เพียงเท่านั้น ยังบังคับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภาคนนั้นกราบเท้ารัฐมนตรีเพื่อขอขมา ฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภาจึงจำเป็นต้องปฏิบัติตาม แม้ว่าจะไม่เต็มใจ เพราะเชื่อว่าตนเองปฏิบัติหน้าที่อย่างถูกต้อง’

 

อย่างไรก็ตาม สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ยืนยันว่ากรณีที่เกิดขึ้นไม่ใช่การพกอาวุธปืนเข้าสภา และไม่ได้มีการบังคับให้ตำรวจกราบเท้าขอโทษตามข่าวแต่อย่างใด เป็นเพียงการพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจเท่านั้น

 

แม้จะมีการยืนยันว่าเป็นความเข้าใจผิด แล้วสามารถเคลียร์กันได้ด้วยดี ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เห็นปัญหาเรื่องการทำให้มาตรการรักษาความปลอดภัย อยู่ที่ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่และตำรวจสภาเป็นหลัก พอไม่มีการกำหนดมาตรการชัดเจน หรือมีกฎที่บังคับให้กับทุกคน เลยเกิดเป็นช่องว่างบางอย่างที่ทำให้สามารถเกิดความหละหลวม และไม่อาจปฏิเสธได้ว่ากลุ่มคนที่จะโดนเพ่งเล็งก่อนก็มักเป็นประชาชนคนธรรมดา

 

บางความคิดเห็น มองเรื่องวัฒนธรรมในสภาที่อาจทำให้เกิดค่านิยมแปลกๆ ว่า การที่ระบบของสภาแห่งนี้มีความเป็นชนชั้นสูง เพราะรัฐสภาคือสถานที่เพียงแห่งเดียวที่ สส. จะได้แสดงพลานุภาพของตัวเอง ด้วยปัจจัยแวดล้อมหลายอย่าง จึงเกิดการบีบให้เจ้าหน้าที่สภา ต้องรับรองนักการเมืองทั้งหลายจนเกินไป 

 

เห็นได้จากการที่เจ้าหน้าที่สภาจะมีวัฒนธรรมเรียกนักการเมืองทุกคนว่า ‘ท่าน’ ในทุกครั้งที่พูดคุย รวมถึงเสียงบอกเล่าจากเจ้าหน้าที่สภาที่ว่า เมื่อมีคำสั่งจากนักการเมือง แม้จะเป็นการสั่งเรื่องง่ายๆ อย่างขอน้ำดื่ม หรือให้ลงไปรับสื่อมวลชน หรือถูกใช้ให้อำนวยความสะดวกต่างๆ เจ้าหน้าที่ก็จำเป็นต้องปฏิบัติตามคำขอหรือคำสั่งนั้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ แม้ว่าจะไม่ใช่หน้าที่หรือภาระงานของตัวเองก็ตาม 

 

ภาษีที่ถูกใช้ตอบสนองนักการเมืองในสภามีราคาเท่าไหร่?

 

ค่าใช้จ่ายที่เสียไปกับการประชุมสภาแต่ละครั้ง ก็ได้รับความสนใจไม่แพ้กัน เช่น การเกิดคำถามว่า เราสูญเสียเงินจากสภาล่มครั้งละเท่าไหร่? คำตอบคือเสียเงินไปกว่า 8.2 ล้านบาท 

 

ข้อมูลจาก ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส. พรรคก้าวไกล ระบุว่า การที่ สส. ไม่มาประชุมสภาจนสภาล่ม เป็นเรื่องที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง เพราะว่า สส. ได้รับเงินเดือนเดือนละ 71,230 บาท ได้เงินเพิ่มอีกเดือนละ 42,330 บาท รวมเป็นเดือนละ 113,560 บาท แต่กลับไม่มาทำงาน ไม่ยอมเข้าประชุม จนเกิดความเสียหายกับประเทศชาติ 

 

นอกจากนี้ เธอยังได้รวบรวมรายจ่ายอื่นๆ ที่สภาต้องเสียไปกับนักการเมืองและการจัดประชุมสภาแต่ละครั้ง 

 

‘สัปปายะสภาสถาน’ หรือ ‘รัฐสภาใหม่’

 

  • เงินเดือนประธานสภา รองประธานสภา หารด้วย 31 วัน ตกวันละ 10,968 บาท
  • เงินเดือน สส. สว. และทีมงาน หารด้วย 31 วัน ตกวันละ 5,921,129 บาท
  • ค่าเดินทางนักการเมืองที่เบิกได้ตามจริง
  • ค่าน้ำและค่าไฟสภา ซึ่งอ้างอิงจากข้อมูลในปี 2563 เฉลี่ยวันละ 1,609,848 บาท
  • ค่าสถานที่ แบ่งเป็น ค่าห้องอาหารขนาดใหญ่สำหรับ 500 คน, ที่จอดรถ 900 คัน, ห้องบริวารอื่นๆ 12 ห้อง, ค่าอินเทอร์เน็ต, ค่าพนักงานทำความสะอาด, ค่าพนักงานดูแลจัดรถ, ค่าเจ้าหน้าที่ รปภ. และอื่นๆ
  • ค่าอาหารนักการเมืองวันละ 800 บาท และค่าอาหารว่างอีก 200 บาท รวมเป็น 1,000 บาทต่อคนต่อวัน 

 

เท่ากับว่าสภาล่ม 1 ครั้ง มีมูลค่าความเสียหาย 8,291,945 บาท ซึ่งผู้จ่ายคือประชาชน

 

ไม่เพียงเท่านี้ เมื่อเราเจาะลึกไปยังการจัดสรรงบประมาณค่าอาหารเพื่อรับรอง สส. ในวันประชุม ก็พบว่ามีราคาสูงเช่นกัน ปีงบประมาณ 2565 และปี 2564 มีการจัดสรรงบเท่ากันคือ 87,880,000 บาท ส่วนในปีงบประมาณ 2566 ค่าอาหารของ สส. มียอดรวมสูงถึง 108 ล้านบาท

 

  • ค่าอาหาร สส. ในวันประชุม 72,031,000 บาท เฉลี่ย 1,000 บาทต่อคนต่อวัน 
  • ค่าอาหารเลี้ยงรับรองกรรมาธิการ 34,846,100 บาท 
  • ค่าอาหารเลี้ยงรับรองวิปฝ่ายค้าน 1,260,000 บาท

 

จำนวนเงินดังกล่าวครอบคลุมถึงค่าอาหารว่าง เครื่องดื่มตลอดทั้งวัน ค่าอาหารกลางวัน ค่าอาหารเย็น ตลอดจนภาษีมูลค่าเพิ่มและค่าบริการต่างๆ 

 

เมื่อสภาเปิดและมีการประชุม กมธ. ในวันประชุมสภา สส. จะรับประทานอาหารแยกต่างหากได้หลายครั้งต่อมื้อ ทั้งจากห้องอาหาร สส. รวมถึงห้องประชุมกรรมาธิการ ที่ สส. บางคนก็อยู่หลาย กมธ. ที่ดูแล้วจะมีค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อน และการประชุมสภาแต่ละครั้ง สส. จากพรรคการเมืองต่างๆ ก็ไม่ได้เข้าประชุมครบทุกคน ส่งผลให้เราได้เห็นข่าวอาหาร สส. เหลือทิ้งอยู่เป็นประจำ

 

ชุติพงศ์จากพรรคก้าวไกลแสดงความคิดเห็นว่า มีวิธีง่ายมากๆ ที่จะทำให้ประชาชนรู้สึกว่า ค่าอาหารที่มากเกินความจำเป็นนั้นคุ้มค่าต่อการจ่ายไป คือการที่ประชาชนได้เห็นว่า นักการเมืองที่ได้งบประมาณตรงนี้มาดูแลเรื่องอาหารการกิน ทำงานอย่างตั้งใจ มาเข้าประชุมทุกครั้ง ทำหน้าที่ที่ต้องทำอย่างเต็มที่ เสียงวิจารณ์ก็คงไม่สาหัสเท่านี้ แต่สังคมไทยก็ยังคงได้เห็นภาพนักการเมืองขาดประชุมหรือไม่มาทำงานจนสภาล่มอยู่เสมอ 

 

งบประมาณมหาศาลและความไม่สมเหตุสมผลในรัฐสภา 

 

ต้องย้อนกลับไปนิดหนึ่งว่า ระบบรัฐสภาไทยเกิดขึ้นหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา จากนั้นมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ทำให้ไทยมีผู้แทนราษฎรชั่วคราวชุดแรก 70 คน เริ่มประชุมสภากันในช่วงวันที่ 28 มิถุนายน 2475 ครั้งแรกที่พระที่นั่งอนันตสมาคม

 

ต่อมาในปี 2512 มีการอนุมัติให้ก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ที่ถนนอู่ทองใน ด้วยงบประมาณ 78,112,628 บาท แต่ค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมดที่ใช้ไปอยู่ที่ 100 ล้านบาท ก่อนจะมีการอนุมัติสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่อีกครั้ง ชื่อว่าสัปปายะสภาสถาน ย้ายจากถนนอู่ทองใน ไปอยู่ใกล้กับสี่แยกเกียกกาย เขตดุสิต 

 

โครงการสภาแห่งใหม่เริ่มต้นในเดือนกรกฎาคม 2551 โดยบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้รับเหมาหลัก ด้วยงบประมาณกว่า 12,280 ล้านบาท

 

วันที่ 22 มกราคม 2552 อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในเวลานั้น มีมติ ครม. อนุมัติให้เบิกจ่ายงบประมาณ โครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ด้วยวงเงิน 22,987,266,200 บาท 

 

สัญญาก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่เริ่มต้นเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2566 บนพื้นที่กว่า 119.6 ไร่ และพื้นที่ใช้สอยขนาด 424,000 ตารางเมตร มีการลงนามในสัญญาเลขที่ 116/2556 ว่าจะมีการส่งมอบที่ดินในวันที่ 7 มิถุนายน 2556 เริ่มวางเสาเข็มตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2556 มีกำหนดระยะเวลาก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายใน 900 วัน หรือวันที่ 24 พฤศจิกายน 2558 

 

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขระยะเวลาก่อสร้าง 900 วัน และงบประมาณหมื่นล้านบาท นั้นไม่สามารถเป็นจริงได้ และเกิดการขยายเวลาก่อสร้างมากถึง 4 รอบ 

 

‘สัปปายะสภาสถาน’ หรือ ‘รัฐสภาใหม่’

 

รอบที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2558 ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2559 ด้วยเหตุผลว่าสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ส่งมอบพื้นที่ล่าช้า รวมถึงปัญหาด้านการขนดินจากการก่อสร้าง

 

รอบที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2559 ถึงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2560 ด้วยเหตุผลเดียวกับการขยายเวลารอบแรก

 

รอบที่ 3 ตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2560 ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2562 ด้วยเหตุผลว่าสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ส่งมอบพื้นที่หลายแห่งล่าช้า เช่น บริเวณโรงเรียนโยธินบูรณะ ห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้ดุสิต ศูนย์สาธารณสุข 38 ชุมชนบ้านพักองค์การทอผ้า และบ้านพักข้าราชการกรมการอุตสาหกรรมทหาร 

 

รอบที่ 4 ตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2562 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563 ด้วยเหตุผลเรื่องแรงงานและการได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 

 

เมื่อหมดการขยายเวลารอบที่ 4 บริษัท ซิโน-ไทยฯ จะขอต่อสัญญาขยายเวลารอบที่ 5 แต่สำนักงานสภาฯ ไม่เห็นด้วย เนื่องจากไม่พบเหตุผลสมควร ก่อนเรียกค่าปรับบริษัทเป็นจำนวนเงิน 12 ล้านบาทต่อวัน นับตั้งแต่สิ้นสุดสัญญารอบที่ 4 จนกว่าการก่อสร้างอาคารรัฐสภาจะแล้วเสร็จ

 

ส่งผลให้บริษัทซิโน–ไทยฯ ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง เรียกร้องค่าเสียหายจากสำนักงานสภาฯ มูลค่ากว่า 1,590 ล้านบาท โดยใช้ประเด็นที่สำนักงานเลขาธิการสภาฯ ส่งมอบที่ดินล่าช้า ทำให้การก่อสร้างไม่เสร็จทันเวลาภายในสัญญาที่ระบุไว้ และถ้าสำนักงานเลขาธิการสภาฯ เป็นฝ่ายแพ้คดี ค่าปรับนั้นก็ต้องดึงมาจากเงินแผ่นดินหรือภาษีของประชาชน  

 

วันที่ 8 ธันวาคม 2562 วิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต สส. พรรคประชาธิปัตย์ และอดีตประธานกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน เรื่องที่บริษัทซิโน-ไทยฯ ขยายเวลาครั้งที่ 3 ช่วงปี 2561 โดยระบุว่าสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ส่งมอบที่ดินล่าช้า ทั้งที่โรงเรียนโยธินบูรณะย้ายไปตั้งในพื้นที่ใหม่ตั้งแต่ปี 2559 ดังนั้น การส่งมอบที่ดินช้า จึงไม่ใช่เหตุผลที่จะทำให้บริษัทไม่ยอมจ่ายค่าปรับวันละ 12 ล้านบาท 

 

ท่ามกลางข้อตกลงในสัญญาที่มีปัญหาแบบนี้ เกิดการโทษกันไปกันมาเพราะว่าการก่อสร้างยืดเยื้อกว่าที่กำหนดไว้ ขณะเดียวกัน ก็จำเป็นจะต้องเปิดใช้งานสภาแห่งใหม่ทั้งที่ยังก่อสร้างอยู่เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2562 

 

ในช่วงปี 2564 วัชระ เพชรทอง อดีต สส. พรรคประชาธิปัตย์ ถือเป็นอีกคนหนึ่งที่ติดตามการก่อสร้างอาคารรัฐสภาอย่างใกล้ชิด ได้ยื่นหนังสือให้เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ร้องเรียนถึงความผิดปกติหลายเรื่อง เช่น 

 

  • ตรวจสอบเสาไฟฟ้านอกอาคาร 97 ต้น เพราะมีข้อสงสัยว่าใช้เสาเหล็กจริงๆ หรือตัดงบแล้วใช้เสาประเภทอื่น ที่ใช้แผ่นเหล็กม้วนเชื่อมเป็นเสา 

 

  • ตรวจสอบไม้ที่ใช้ปูพื้นว่าเป็นไม้ตะเคียนทองทั้งหมด ตามที่ระบุไว้ในสัญญาจริงหรือไม่ และต้องเป็นไม้ 3 เมตร จำนวน 27,300 แผ่น ซึ่งกรมป่าไม้ตรวจสอบแล้วเป็นไม้พะยอม และมีใบเสร็จจากโรงไม้ที่บริษัทซิโน-ไทยฯ นำส่ง ปรากฏเป็นไม้กระยาเลย 6,500 แผ่น

 

  • ตรวจสอบเสาไม้สักรอบสภา 4,200 ต้น เมื่อสังเกตดูจะพบว่าขึ้นราและแตกร้าวไปแล้วกว่า 2,400 ต้น สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพราะผู้รับเหมานำไม้ที่ไม่ได้มาตรฐานมาใช้หรือไม่ รวมถึงขั้นตอนการอบไล่ความชื้นที่ต่ำกว่ามาตรฐาน ไม่ได้ทาน้ำมันเคลือบรักษาเนื้อไม้ ทำให้ต้องเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด

 

  • ตรวจสอบหินทราโวทีนนำเข้าจากต่างประเทศ จะต้องมีขนาด 50×100 เซนติเมตร หนา 25 มิลลิเมตร ตามที่ระบุไว้ในสัญญา โดยสามารถตรวจสอบผ่านใบกำกับภาษีนำเข้าสินค้าจากกรมศุลกากร ซึ่งวัชระอ้างว่า เคยนำเศษหินให้นักธรณีที่รู้จักตรวจสอบ พบว่าอาจไม่ใช่หินทราโวทีนนำเข้า แต่เป็นหินอ่อนหรือหินแกรนิตสีชมพูที่อยู่ในประเทศไทย 

 

  • ตรวจสอบอีกว่าประตูห้องกรรมาธิการไม่กันเสียง 65 ห้อง

 

  • ตรวจสอบพบว่าผู้รับเหมามีเจตนาสร้างประตูห้องกรรมาธิการผิดแบบจำนวน 148 บาน ซึ่งในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2565 ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้เอ่ยในที่ประชุมสภาว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แจ้งให้ผู้รับเหมาเปลี่ยนประตูกรรมาธิการ 148 บาน ให้เป็นไปตามรูปแบบรายการตามสัญญาก่อสร้างอาคารรัฐสภา

 

ใจความสำคัญในการเคลื่อนไหวของวัชระ ก็คือการตั้งคำถามถึงผู้รับเหมาว่าอาจไม่ได้ดำเนินการก่อสร้างรัฐสภาตามสัญญาจ้าง มีการทุจริต ตัดลดงบประมาณ ด้วยการลดคุณภาพสินค้าให้ไม่ตรงตามที่ระบุไว้ในสัญญา และรัฐสภาที่ได้มานี้จะไม่คุ้มค่ากับงบประมาณกว่า 2 หมื่นล้านบาท

 

อีกเกร็ดความรู้ที่น่าสนใจ ชุติพงศ์ให้ข้อมูลกับเราว่า ที่ตอนนี้ยังไม่มีการส่งมอบ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีสิ่งประดับบางอย่างในสภา ที่ถึงจะไม่ใช่กลไกสำคัญของสภา แต่ก็ไม่ตรงกับ TOR ที่เขียนไว้ในสัญญาตอนแรก ก็ไม่สามารถส่งมอบได้ 

 

สิ่งนั้นคือ ‘ต้นเกด’ ต้นไม้ใหญ่ที่เว็บไซต์ เกษตรทูเดย์ ระบุว่าเป็นพันธุ์ไม้มงคลพระราชทาน ที่มีเรื่องราวน่าสนใจมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล เพราะเป็นต้นไม้ที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ 7 วัน หลังจากตรัสรู้หลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง ทำให้เชื่อว่าเกดเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ เสริมสิริมงคลรอบด้าน นำพาความสงบสุขร่มเย็น

 

ชุติพงศ์ระบุว่า ช่วงแรกผู้รับเหมาสามารถหาต้นเกดที่มีความสูงตรงกับสัญญาได้ แล้วเอามาปลูกที่สวนแล้ว แต่ด้วยความที่ต้นไม้สูงและเป็นต้นไม้แก่ เมื่อมาเจอกับดินใหม่ประกอบกับเหตุผลแวดล้อมอื่นๆ ทำให้ต้นไม้ตาย แล้วจนถึงตอนนี้ก็ยังหาต้นที่มีความสูงตรงกับสัญญาไม่ได้ 

 

ประเด็นเรื่องต้นไม้ที่ชุติพงษ์อ้างถึง ตรงกับข้อมูลของวัชระที่เคยแถลงข่าวเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2565 ว่ามีหลักฐานเรื่องผู้รับเหมาใช้วัสดุไม่ตรงกับ TOR เช่น ต้นไม้ใหญ่จำนวนมากที่ตายไปก่อนการตรวจสอบ 347 ต้น ทำให้ไม่สามารถดำเนินการตรวจสอบการฟื้นตัวและอยู่รอดของต้นไม้ได้ ทำให้ถือว่าการก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จ

 

นอกจากปัญหาเรื่องรายละเอียดที่ไม่ตรงกับ TOR ชุติพงศ์ยังตั้งคำถามถึงความไม่สมเหตุสมผลอีกหลายอย่างด้วยกัน เช่น บริเวณบันไดหนีไฟทำจากไม้สักทอง ที่เขาอ้างว่า เคยถามกับผู้เกี่ยวข้องคนหนึ่ง ถึงเหตุผลว่าทำไมใช้ไม้ในพื้นที่หนีไฟ กลับได้คำตอบติดตลกแค่ว่า “เพื่อความสวยงาม”  

 

ส่วนประเด็นน้ำรั่วในพื้นที่ต่างๆ ทั่วสภา ที่เห็นบ่อยครั้งตามโซเชียลมีเดีย ก็มีเหตุผลรองรับว่าเพราะตอนนี้สภายังสร้างไม่เสร็จ และยังไม่มีการตรวจรับ ปัญหานี้จึงเกิดขึ้นบ่อยครั้งอย่างช่วยไม่ได้ 

 

แล้วแบบนี้จุดสิ้นสุดของการก่อสร้างรัฐสภาจะยืดเยื้ออีกนานแค่ไหน?

 

รับมอบไม่ได้ เพราะสภาแห่งนี้เต็มไปด้วยความผิดปกติ?

 

วันที่ 8 กรกฎาคม 2565 เพจเฟซบุ๊กของบริษัทฯ ซิโน-ไทย ออกแถลงการณ์ชี้แจงว่า กรณีที่มีบุคคลตั้งคำถามเกี่ยวกับความพร้อมส่งมอบงานก่อสร้างอาคารรัฐสภา การส่งมอบงาน 100% เป็นกระบวนการระหว่างผู้ว่าจ้างกับผู้รับจ้าง โดยผู้รับจ้างมีหน้าที่แสดงความจำนงให้ผู้ว่าจ้างรับทราบ เพื่อเริ่มต้นกระบวนการตรวจส่งมอบงาน 

 

แถลงการณ์มีการเขียนยืนยันว่าบริษัทฯ ดำเนินการตามสัญญาทุกประการ ข้อมูลของการก่อสร้างตามแบบมีรายละเอียดที่ซับซ้อน อาจยากที่คนนอกอุตสาหกรรมจะเข้าใจ และงานบางส่วนมีการใช้งานไปแล้วทำให้อาจมีการสึกหรอ บริษัทฯ ก็ได้สนับสนุนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของอาคารรัฐสภาในการซ่อมแซมแก้ไข หรือให้คำแนะนำดูแลตามหลักวิศวกรรมตลอดมา 

 

ซิโน-ไทย ออกแถลงการณ์ชี้แจงว่า กรณีที่มีบุคคลตั้งคำถามเกี่ยวกับความพร้อมส่งมอบงานก่อสร้างอาคารรัฐสภา

 

ตอนนี้มีทั้งเสียงเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการรับมอบรัฐสภา เมื่อวันที่ 21 กันยายนที่ผ่านมา วัชระแถลงข่าวในรัฐสภาว่าตนได้ทำหนังสือถึง ปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาฯ คนที่ 1 เพื่อคัดค้านการรับมอบงาน เนื่องจากพบว่ากระบวนการของคณะกรรมการ การตรวจ การจ้างโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ผิดข้อสัญญาที่กำหนดให้ตรวจรับงานเมื่อแล้วเสร็จโดยปราศจากข้อบกพร่อง

 

ต่อมาวันที่ 4 ตุลาคม 2566 ปดิพัทธ์ชี้แจงเพิ่มเติมถึงความคืบหน้าตรวจรับอาคารรัฐสภาอีกครั้ง ว่าได้รับข้อมูลจากคณะกรรมการตรวจสอบการจ้าง มีการประชุมหารือเพื่อรับมอบงานจากผู้รับจ้างและตอนนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณา ซึ่งระยะเวลาที่ก่อสร้างล่าช้าคือ 990 วัน ค่าปรับตามสัญญารายวันวันละ 0.1% จากราคาตามมูลค่าของสัญญา หรือวันละ 12,280,000 บาท โดยมีข้อมูลเพิ่มเติมดังต่อไปนี้ 

 

  1. ผู้รับจ้างขอใช้สิทธิ์ ตามมาตรการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการ ช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยให้คิดค่าปรับเป็นศูนย์ 827 วัน และขยายเพิ่มเติมสัญญาครั้งที่ 15 ให้เป็นไปตามแนวทางของรัฐบาลในช่วงเวลานั้น โดยมีการงดหรือลดค่าปรับเต็มจำนวนถึง 10,155,560,000 บาท ทำให้สภาไม่สามารถคิดค่าปรับขั้นต่ำกับผู้รับจ้างได้

 

  1. จากการที่ ครม. มีมติเห็นชอบ ให้นำมาตรการช่วยเหลือกรณีค่าแรง 300 บาท ตามมาตรการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการ ที่ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ลดค่าปรับให้แก่ผู้รับจ้างเป็นเวลา 150 วัน หากมีการแก้ไขสัญญาการก่อสร้างจริง จะถือเป็นการงดเว้นค่าปรับให้ผู้รับจ้างอีก 1,842 ล้านบาท โดยทั้งสองกรณีที่กล่าวมาข้างต้น ผู้รับจ้างจะได้รับการยกเว้นค่าปรับรวมทั้งหมด 11,997,560,000 บาท ทำให้สภาไม่สามารถคิดค่าปรับได้

 

ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีค่าใช้จ่ายควบคุมงานและที่ปรึกษาบริหารโครงการอีกวันละ 332,140 บาท เป็นเวลา 990 วัน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 ถึงวันที่ 18 กันยายน 2566 รวมแล้ว 328,818,600 บาท เนื่องจากผู้รับจ้างทำงานไม่แล้วเสร็จภายในเวลากำหนด ทำให้ผู้รับจ้างต้องจ่ายเงินดังกล่าวให้ผู้ควบคุมงานและที่ปรึกษาบริหารโครงการ

 

ตอนนี้ยังไม่สามารถประเมินได้ว่าจะตรวจรับอาคารได้ในช่วงใด เพราะคณะกรรมการยังมีความเห็นขัดแย้งกันอยู่ รวมถึงติดเรื่องสัญญาที่ระบุว่าอาคารรัฐสภาจะต้องเสร็จสมบูรณ์ 100% เท่านั้นจึงจะสามารถส่งมอบได้ และตอนนี้พบความไม่สมบูรณ์ใหญ่ๆ อยู่ 6 จุด หากยืนยันตามคณะกรรมการเสียงข้างมาก ก็ต้องแก้ในสัญญา ถ้ายืนยันตามคณะกรรมการเสียงข้างน้อย ผู้รับเหมาต้องแก้ไขจุดเหล่านั้นให้ถูกต้อง

 

เรื่องนี้ถือว่ามีความจำเป็นอย่างมาก เพราะเป็นหน้าที่ของสภาที่ต้องชี้แจงกับสาธารณชน แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใส ตอบคำถามให้ได้ว่าเพราะอะไรถึงไม่สามารถตรวจรับได้ตามเวลาที่กำหนด ภาษีจำนวนมหาศาลถูกใช้ไปกับอะไรบ้าง และใครจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบในเรื่องใดบ้าง 

 

สุดท้ายแล้ว รัฐสภาที่มาจากภาษีของประชาชน เมื่อเต็มไปด้วยข้อกังขาหรือข้อสงสัยหลายประการ ทุกฝ่ายก็ควรจะต้องเปิดรายละเอียดทั้งหมด ให้ประชาชนผู้เป็นเจ้าของภาษีร่วมกัน ได้รับทราบถึงเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้น 

 

รัฐสภาที่ควรจะเป็น?

 

รัฐสภาควรจะเป็นต้องเป็นแบบไหน แต่ละคนต่างก็มีมุมมองต่อเรื่องนี้แตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น ใจความสำคัญหลักๆ ในการก่อสร้างอาคารรัฐสภาของเยอรมนี จะเน้นกระจกใสเป็นส่วนใหญ่ ติดตั้งแผงโซลาเซลล์ไว้บนฝ้า ออกแบบโดมแก้วที่มีระบบการทำงานเหมือนฮีทเตอร์ เพื่อลดการใช้ไฟฟ้าที่มากเกินไป 

 

ส่วนคอมเมนต์ฝั่งรัฐสภาไทย ในปี 2563 ยังมีการพูดถึงปัญหาเรื่องค่าไฟแพง เพราะอาคารถูกออกแบบมาให้ใช้ไฟจำนวนมาก หากเปิดใช้เต็มระบบ ต้องใช้งบประมาณถึงปีละ 425 ล้านบาท

 

เรื่องเว็บไซต์รัฐสภาก็มีความคิดเห็นไปในทางเดียวกัน หลายฝ่ายมองว่าควรจะมีการทำงานที่ทันสมัยกว่านี้ เพราะตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ เว็บไซต์โครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ที่ไม่ได้ลงข้อมูลใหม่ที่เป็นปัจจุบัน และไม่ได้แจ้งประเด็นสำคัญมาพักใหญ่แล้ว 

 

 

หากเทียบกับหลายประเทศ เว็บไซต์รัฐสภาของอังกฤษค่อนข้างออกแบบให้ใช้งานง่าย มีการเก็บเรคคอร์ดทุกอย่าง เพียงแค่เสิร์ชคีย์เวิร์ดต่างๆ เช่น ชื่อนักการเมือง พรรคการเมือง ไปจนถึงคำพูดที่เคยกล่าวไว้ในสภา ประชาชนก็จะพบบันทึกการพูดในสภา ไปจนถึงการลงมติของผู้แทนราษฎรทุกคน เพื่อให้ประชาชนติดตามการทำงานได้อย่างรวดเร็ว และได้รู้ว่าผู้แทนของตนลงมติออกเสียงหรือมีความคิดเห็นต่อประเด็นสังคมนั้นๆ อย่างไรบ้าง 

 

การปรับปรุงระบบต่างๆ ของรัฐสภาไทยยังคงจำเป็นต้องพัฒนาต่อ และเราจะเห็นว่า มีนักการเมืองจากหลายพรรค ที่อยากเห็นระบบการทำงานของสภาที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพ เพื่อจะได้ตอบคำถามคาใจกับประชาชนได้มากขึ้น 

 

พรรคก้าวไกลพยายามยื่น ‘ข้อบังคับสภาก้าวหน้า’ ยกระดับการทำงานของสภาให้เป็นแบบ Open Parliament ผลักดันให้มีการถ่ายทอดสดการประชุมกรรมาธิการ เปิดเผยรายงานการประชุม และข้อมูลการลงมติ ในรูปแบบที่เข้าใจง่าย เช่น กำหนดให้ส่งและเผยแพร่เอกสารทั้งหมด ผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก หรือการเพิ่มกระทู้ถามสดนายกรัฐมนตรีสัปดาห์ละ 1 ครั้ง และขอให้ร่าง พ.ร.บ. ที่เสนอโดยภาคประชาชน จัดอยู่ในหมวดเรื่องด่วนที่จะพิจารณา

 

เช่นเดียวกันกับ พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สส. พรรคเพื่อไทย และรองประธานสภาฯ คนที่ 2 ได้เสนอแนวทางการกลับมาทำรัฐสภาประจำจังหวัดอีกครั้ง ซึ่งเคยเกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ในสมัยที่ สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ เป็นประธานสภา กับการทำสภานำร่อง 6 จังหวัด ด้วยเหตุผลว่าเพื่อให้ประชาชนทุกพื้นที่สามารถเข้าถึงฝ่ายนิติบัญญัติได้มากขึ้น ซึ่งในประเด็นนี้ก็ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ชัดเจนว่านี่คือระบบรัฐสภาที่ควรจะเป็นหรือไม่ 

 

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงบางส่วนในเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสัปปายะสภาสถาน ยังคงมีหลายอย่างที่ต้องตามติด ทั้งเรื่องของจุดสิ้นสุดของการรับมอบอาคารรัฐสภา ระบบต่างๆ ที่ต้องปรับปรุงพัฒนา งบประมาณที่เสียไปแต่ละปี ซึ่งสิ่งสำคัญของประเด็นนี้ คือการทำให้ประชาชนที่มองมายังรัฐสภา รู้สึกว่าภาษีของพวกเขาถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่า 

 

อ้างอิง:

The post ชมคลิป: ปัญหา ‘รัฐสภา’ พื้นที่จากภาษีประชาชน แต่ทำไมห่างไกลประชาชน | KEY MESSAGES #103 appeared first on THE STANDARD.

]]>
สำรวจสัปปายะสภาสถาน รัฐสภาหมื่นล้าน หลังมีกำหนดส่งมอบล่าช้า https://thestandard.co/explore-sappaya-sapasathan/ Thu, 21 Sep 2023 09:21:34 +0000 https://thestandard.co/?p=844327 สัปปายะสภาสถาน

วันนี้ (21 กันยายน) ที่รัฐสภา ปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประ […]

The post สำรวจสัปปายะสภาสถาน รัฐสภาหมื่นล้าน หลังมีกำหนดส่งมอบล่าช้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
สัปปายะสภาสถาน

วันนี้ (21 กันยายน) ที่รัฐสภา ปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ได้แถลงข่าวถึงการตรวจรับมอบอาคารรัฐสภาว่า จากกรอบเวลาเดิมที่ควรจะเป็น จะต้องส่งมอบตั้งแต่เมื่อวันจันทร์ที่ 18 กันยายนที่ผ่านมา แต่ปรากฏว่ายังมีความเห็นแย้งในตัวกรรมการอยู่ จึงทำให้ต้องได้ข้อมูลชี้แจงความขัดแย้งก่อน ซึ่งจะมีความชัดเจนภายในสิ้นเดือนนี้ 

 

สำหรับสัปปายะสภาสถานแห่งนี้ ตั้งอยู่บริเวณแยกเกียกกาย กรุงเทพมหานคร รัฐบาลได้ทุ่มงบประมาณ 22,987 ล้านบาท มีพื้นที่ในอาคาร 365,000 ตารางเมตร มีการทำสัญญาก่อสร้างเมื่อเดือนเมษายน 2556 โดยมีบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) เริ่มวางเสาเข็มตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2556 และมีกำหนดการจะต้องสร้างให้เสร็จภายในปี 2562 แต่ปัจจุบันยังก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ 

 

ทั้งนี้ เมื่อสัปปายะสภาสถานแห่งนี้สร้างเสร็จจะเป็นอาคารรัฐสภาที่ใหญ่ที่สุดในโลก

 

The post สำรวจสัปปายะสภาสถาน รัฐสภาหมื่นล้าน หลังมีกำหนดส่งมอบล่าช้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ในหลวง-พระราชินี ทรงโบกพระหัตถ์-แย้มพระสรวลให้พสกนิกรที่มารอรับเสด็จเปิดประชุมรัฐสภา https://thestandard.co/king-and-queen-waving-to-people/ Mon, 03 Jul 2023 12:21:37 +0000 https://thestandard.co/?p=811320 ในหลวง พระราชินี

วันนี้ (3 กรกฎาคม) เมื่อเวลา 17.41 น. พระบาทสมเด็จพระเจ […]

The post ในหลวง-พระราชินี ทรงโบกพระหัตถ์-แย้มพระสรวลให้พสกนิกรที่มารอรับเสด็จเปิดประชุมรัฐสภา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ในหลวง พระราชินี

วันนี้ (3 กรกฎาคม) เมื่อเวลา 17.41 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงเสด็จพระราชดำเนินกลับ ภายหลังจากทรงเปิดประชุมรัฐสภาที่ห้องประชุมอาคารรัฐสภา ถนนสามเสน แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 

 

ในการนี้ทรงมีพระราชดำรัสเปิดประชุมรัฐสภาเป็นครั้งแรกของสัปปายะสภาสถาน อาคารรัฐสภาแห่งใหม่ 

 

โดยระหว่างขบวนรถพระที่นั่งเคลื่อนผ่านประชาชนที่มาเฝ้ารอรับเสด็จ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงโบกพระหัตถ์และแย้มพระสรวลตอบรับพสกนิกรที่ส่งเสียง “ทรงพระเจริญ” อยู่ตลอดข้างทาง

 

The post ในหลวง-พระราชินี ทรงโบกพระหัตถ์-แย้มพระสรวลให้พสกนิกรที่มารอรับเสด็จเปิดประชุมรัฐสภา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชวนแถลงปิดฉากตำแหน่งประธาน ก่อนนายกฯ ประกาศ ‘ยุบสภา’ เผยภูมิใจอยู่ครบ 4 ปี ฝ่ายนิติบัญญัติทำงานเกือบครบถ้วน https://thestandard.co/chuan-announced-the-end-of-chairmanship/ Mon, 20 Mar 2023 06:33:40 +0000 https://thestandard.co/?p=765542 ชวน หลีกภัย

วันนี้ (20 มีนาคม) ที่สัปปายะสภาสถาน อาคารรัฐสภาแห่งใหม […]

The post ชวนแถลงปิดฉากตำแหน่งประธาน ก่อนนายกฯ ประกาศ ‘ยุบสภา’ เผยภูมิใจอยู่ครบ 4 ปี ฝ่ายนิติบัญญัติทำงานเกือบครบถ้วน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชวน หลีกภัย

วันนี้ (20 มีนาคม) ที่สัปปายะสภาสถาน อาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร แถลงข่าวขอบคุณผู้สื่อข่าวประจำรัฐสภา โดยคาดว่าวันนี้จะมีพระราชกฤษฎีกายุบสภา จึงใช้โอกาสนี้รายงานการทำงานของสภาผู้แทนราษฎรตลอด 4 ปีที่ผ่านมาว่า ตัวเลขผู้แทนราษฎรเมื่อเริ่มต้นมี 500 คน เมื่อพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบทำให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพ้นสมาชิกสภาพไป 11 คน, มี ส.ส. ที่ศาลฎีกาสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่เนื่องจากเสียบบัตรแทนกัน 3 คน, กรณีขอสร้างสนามฟุตซอล 4 คน และมี ส.ส. ที่ถูกศาลสั่งตัดสินให้พ้นสมาชิกสภาพโดยไม่มีการเลือกตั้งซ่อม 4 คน, มี ส.ส. ลาออก และเลื่อนลำดับช่วง 180 วัน ทำให้สมาชิกลดลงไป 84 คน และมี ส.ส. เสียชีวิต 1 คน ทำให้ ณ ปัจจุบันมี ส.ส. เหลืออยู่ 393 คน

 

ชวนกล่าวว่า หากจะทบทวนการทำงานของสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้ จะพบว่าเป็นชุดที่เข้ามาทำงานในช่วงว่างเว้นจากการเลือกตั้งมา 5 ปี เป็นสภาผู้แทนราษฎรที่เริ่มใหม่ จึงมี ส.ส. หน้าใหม่เกินกว่ากึ่งหนึ่ง จึงมีการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องวัฒนธรรมและพฤติกรรมตามมา 

 


 

บทความที่เกี่ยวข้อง 

 


 

สำหรับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่ผ่านมา หากย้อนกลับไปช่วงตอนต้นของสภาจะเห็นว่าสภาทำหน้าที่ผ่านวิกฤตได้นับตั้งแต่วันเปิดสภาวันแรก เมื่อครั้งเปิดการประชุมที่ TOT ซึ่งก่อนจะเกิดสภาวะวิกฤตโควิด สภาได้ทำงานอย่างรวดเร็ว จึงไม่มีงานตกค้าง

 

โดยสรุปแล้วการทำงานของสภาในส่วนการพิจารณาพระราชบัญญัติ จึงไม่มีฉบับใดค้าง แต่เมื่อช่วงปลายสมัยตนได้แนะนำวิธีปฏิบัติแก่นายกรัฐมนตรีไปว่าให้หัวหน้าพรรคการเมืองร่วมกันเช็กองค์ประชุม แต่ท้ายที่สุดในช่วงปลายสมัยเกิดเหตุการณ์องค์ประชุมไม่ครบ

 

“เป็นเรื่องที่น่าภูมิใจที่สภาอยู่ได้ครบ 4 ปี ซึ่งไม่ได้มีอย่างนี้ทุกครั้งไป ในส่วนของนิติบัญญัติได้ทำหน้าที่เกือบครบถ้วน ถ้าไม่มองช่วงปลายที่มีกฎหมายค้างอยู่ เช่น กฎหมายที่ไม่สามารถผ่านได้เลย ประชุมเป็นเดือนๆ แล้ว คือกฎหมายกัญชา กัญชง” ชวนกล่าว

 

ชวนกล่าวต่อไปว่า ตลอด 4 ปีที่ตนได้นั่งเป็นประธาน ฝ่ายข้าราชอาจแปลกใจว่าประธานสภาไม่มอบหมายให้รองประธานสภาเป็นประธานประชุมแทนเพื่อเดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งตลอด 4 ปี ตนไม่เคยเดินทางไปต่างประเทศเลย เพราะตั้งใจว่าจะควบคุมการประชุมให้ดีที่สุด เพราะเชื่อว่าสมาชิกใหม่คงต้องการคำแนะนำ 

 

อย่างไรก็ตามก็ยังมีประเด็นที่ไม่สอดคล้องกับสิ่งที่เป็น เช่น พรรคที่มีเสียงมากกลับมีการอภิปรายไม่กี่คน และพรรคที่มีเสียงน้อยอภิปรายมาก ได้ขอความร่วมมือไปแล้วว่าขอให้เป็นไปตามสัดส่วน แต่ก็ไม่สำเร็จ

 

นอกจากนั้นชวนกล่าวถึงการประชุมสถาบันพระปกเกล้า ว่ามีผู้ทรงคุณวุฒิได้อภิปรายถึงบทบาทของสภาผู้แทนราษฎร เช่น การแต่งกายของ ส.ส. ตนจึงได้เสนอให้สถาบันพระปกเกล้ากำหนดหลักสูตรระยะสั้นเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของ ส.ส. เพราะเชื่อว่าจะทำให้ ส.ส. เข้าใจหน้าที่ของตนเอง ซึ่งจะช่วยกระชับเวลาได้ในการทำงานได้ 

 

ชวนกล่าวอีกว่า ตนยินดีที่สภาอยู่ได้ 4 ปี ดังนั้นในอนาคตคือสิ่งที่ต้องพยายามใช้ทั้งทางบวกและทางลบ เช่น ทางบวกคือการดำรงฝ่ายนิติบัญญัติในการตรวจสอบฝ่ายบริหารตามรัฐธรรมนูญ ทางลบ เช่น พฤติกรรมใดที่ไม่ถูกต้อง เช่น การหาผลประโยชน์ หรือการใช้คณะกรรมาธิการแต่งตั้งคนที่ไม่เหมาะสมมาหาผลประโยชน์ 

 

“ขอบคุณพี่น้องสื่อมวลชนทุกคนในวิถีประชาธิปไตย ถ้าพี่น้องสื่อมวลชนไม่ช่วยดำรงข่าวสารที่ให้ประโยชน์แก่ประชาชน ประชาชนก็จะไม่รู้ข้อเท็จจริง เช่น ความไม่รับผิดชอบของนักการเมือง” ชวนกล่าว

 

ชวนยังกล่าวถึงอนาคตการเมืองหลังจากยุบสภาว่า คาดหมายได้ยาก ไม่รู้ใครแลนสไลด์บ้าง แต่คาดว่าพรรคการเมืองคงจะลดลง ถ้ายุบสภาวันนี้ยังมีเวลาภายใน 5 วันที่คณะกรรมการจะประกาศวันเลือกตั้ง ซึ่งอาจจะเป็นวันที่ 7 หรือ 14 พฤษภาคมก็ได้ ตนก็ไม่แน่ใจว่าจะเลือกตั้งวันไหน แต่อย่างไรก็ตามในระบอบประชาธิปไตยต้องมีการทำงานอย่างต่อเนื่อง

 

ชวนกล่าวด้วยว่า หลังจากนี้ตนเตรียมลงพื้นที่ช่วยพรรคประชาธิปัตย์หาเสียง ส่วนพรรคประชาธิปัตย์จะเชิญ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มาร่วมหาเสียงด้วยหรือไม่นั้น ชวนกล่าวว่า ได้มีการพูดคุยกัน แต่ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของอภิสิทธิ์ 

 

ทั้งนี้ ตนมองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ประชาชนมีความตื่นตัวมากขึ้น เมื่อตนได้ลงพื้นที่หาเสียงก็จะช่วยคุยกับประชาชนอีกทางหนึ่งว่าปัจจุบันการเมืองเป็นอย่างไร แต่ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชน ในบั้นปลายชีวิตอยากออกไปขอบคุณชาวบ้านในสิ่งที่เราทำให้เขา ก่อนที่จะเป็นอัลไซเมอร์

The post ชวนแถลงปิดฉากตำแหน่งประธาน ก่อนนายกฯ ประกาศ ‘ยุบสภา’ เผยภูมิใจอยู่ครบ 4 ปี ฝ่ายนิติบัญญัติทำงานเกือบครบถ้วน appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐสภาไทยประกอบพิธีพราหมณ์ ตั้งศาล ‘พระสยามเทวาธิราช-ศาลตายาย’ ประจำรัฐสภา https://thestandard.co/thai-parliament-performs-brahmin-ceremony-establishes-court/ Mon, 21 Feb 2022 07:41:59 +0000 https://thestandard.co/?p=596679 Thai parliament

วันนี้ (21 กุมภาพันธ์) ที่สัปปายะสภาสถาน อาคารรัฐสภาแห่ […]

The post รัฐสภาไทยประกอบพิธีพราหมณ์ ตั้งศาล ‘พระสยามเทวาธิราช-ศาลตายาย’ ประจำรัฐสภา appeared first on THE STANDARD.

]]>
Thai parliament

วันนี้ (21 กุมภาพันธ์) ที่สัปปายะสภาสถาน อาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานรัฐสภา เป็นประธานในพิธีตั้งศาลพระสยามเทวาธิราช พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง พระภูมิชัยมงคล และศาลตายายประจำรัฐสภา โดยมี นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พล.อ. สิงห์ศึก สิงห์ไพร รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง พร้อมด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) รวมถึงข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมือง เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เลขาธิการวุฒิสภา ผู้บริหารของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และผู้บริหารของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา เข้าร่วมพิธี ณ สนามด้านข้างวงเวียนดอกบัว (ประตูทางเข้าถนนทหาร) ฝั่งสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

 

สำหรับพิธีการเป็นการจัดแบบพิธีพราหมณ์ ฉัตรชัย ปิ่นเงิน หัวหน้าโหรพราหมณ์ สำนักพระราชวัง นำอ่านโองการบวงสรวง และประธานในพิธีได้วางเหรียญจำนวน 19 เหรียญ พลอย 9 สี พร้อมข้าวตอกดอกไม้ จากนั้นหลั่งน้ำเจิมองค์พระสยามเทวาธิราช พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง พระภูมิชัยมงคล หลั่งน้ำเจิมตายายและบริวาร จากนั้นอธิษฐานอัญเชิญเข้าศาล ก่อนจุดธูปเทียนหน้าเครื่องบวงสรวงและโปรยดอกไม้

 

สำหรับศาลพระภูมิชัยมงคลและศาลตายายทำขึ้นจากไม้สัก โดยมีการอัญเชิญองค์พระสยามเทวาธิราชจากรัฐสภาเก่า ซึ่งมีความสูง 6 นิ้ว และองค์จำลองขึ้นใหม่ความสูง 16 นิ้ว อัญเชิญประดิษฐานพร้อมกัน

 

ต่อมาชวนให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ในวันที่ 24-25 กุมภาพันธ์นี้ว่า ทั้ง 3 ฝ่าย คือ วุฒิสภา ฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้าน ได้หารือร่วมกัน โดยจะพิจารณาให้จบใน 2 วัน ฝ่ายละไม่เกิน 6 ชั่งโมง เมื่อถึงเวลาจริงๆ การพิจารณาอาจจะเสร็จสิ้นเร็วได้ ซึ่งต้องดูว่าผู้อภิปรายมีจำนวนเท่าไร แต่กำหนดเวลาไว้ไม่เกินวันที่ 25 กุมภาพันธ์ โดยจะพิจารณาไปทีละเรื่อง คือร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. จำนวน 4 ฉบับ และร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง จำนวน 6 ฉบับ และลงมติทีละเรื่อง รวมถึงการตั้งกรรมาธิการ (กมธ.) ว่าจะใช้ กมธ. ชุดเดียวกันหรือแยกพิจารณา

 

สำหรับการประชุมร่วมกันของรัฐสภา หากมีปัญหาเรื่ององค์ประชุมจะเกิดผลกระทบกับกฎหมายลูกหรือไม่นั้น ชวนกล่าวว่าเป็นการประชุมร่วมรัฐสภา ฉะนั้นปัญหาองค์ประชุมร่วมจะน้อยเพราะสมาชิกวุฒิสภาจะมาพร้อมเพรียงกัน

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า หาก กมธ. พิจารณากฎหมายลูกเรียบร้อยแล้วสามารถเปิดสมัยประชุมวิสามัญเพื่อพิจารณาวาระ 2-3 ต่อได้หรือไม่ ชวนกล่าวว่า ในช่วง 2 เดือนเศษที่ปิดสมัยประชุม กมธ. ก็จะพิจารณา ฉะนั้นเมื่อเปิดสมัยประชุมเดือนพฤษภาคม น่าจะพิจารณาวาระ 2 ได้ จึงไม่จำเป็นต้องเปิดประชุมสมัยวิสามัญ 

 

ทั้งนี้ เดิมกลัวว่าจะไม่ทัน แต่เมื่อรัฐบาลรับรองกฎหมาย พ.ร.บ.การเงินทั้งหมดส่งมา จึงพิจารณาได้ทันในช่วงสมัยประชุมนี้ ดังนั้นความจำเป็นที่จะต้องเปิดสมัยประชุมวิสามัญในเรื่องนี้อาจจะไม่ต้องแล้ว

 

Thai parliament Thai parliament Thai parliament Thai parliament Thai parliament Thai parliament Thai parliament

The post รัฐสภาไทยประกอบพิธีพราหมณ์ ตั้งศาล ‘พระสยามเทวาธิราช-ศาลตายาย’ ประจำรัฐสภา appeared first on THE STANDARD.

]]>