สันติธาร เสถียรไทย Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/สันติธาร-เสถียรไทย/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 02 Aug 2025 03:35:55 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เปิดเคล็ดลับ ‘ดร. สันติธาร’ บริหารชีวิต-งาน-เงิน รับอนาคตในโลกหมุนเร็ว https://thestandard.co/dr-santitarn-life-work-money-management/ Sat, 02 Aug 2025 03:35:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1102849 สันติธาร เสถียรไทย

โลกอนาคตจะเป็นอย่างไร รวมถึงชีวิต การงาน และการเงินจะดำ […]

The post เปิดเคล็ดลับ ‘ดร. สันติธาร’ บริหารชีวิต-งาน-เงิน รับอนาคตในโลกหมุนเร็ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
สันติธาร เสถียรไทย

โลกอนาคตจะเป็นอย่างไร รวมถึงชีวิต การงาน และการเงินจะดำเนินไปในรูปแบบไหน ล้วนแล้วแต่เป็นคำถามที่ไม่สามารถตอบได้ง่ายๆ อย่างไรก็ตาม เราสามารถจับแนวโน้ม และสัญญาณแห่งอนาคต เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมต่อชีวิตในวันข้างหน้าได้

 

เฟิร์น – ศิรัถยา อิศรภักดี จึงชวนนักยุทธศาสตร์แห่งโลกอนาคต ชวน ‘ดร. สันติธาร เสถียรไทย’ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของคณะกรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย และเป็นที่ปรึกษาด้าน Future Economy ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) มาช่วยฉายภาพโลกในอนาคตที่อาจเกิดขึ้น ผ่านรายการ ‘New Gen Investor’

 

สันติธาร เสถียรไทย’

 

‘ดร. สันติธาร เสถียรไทย’ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของคณะกรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย และที่ปรึกษาด้าน Future Economy ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)

 

จับตาอนาคต มุ่งสู่ 4 Theme 

 

ดร. สันติธาร มองว่าปัจจุบันเป็นยุคที่น่าสนใจ เพราะเต็มไปด้วยปัจจัยที่เป็นตัวเปลี่ยนเกม หรือ ‘Game Changer’ มากมาย โดยแบ่งชัดๆ เป็น 4 Theme ด้วยกัน ดังนี้ 

 

หนึ่ง ด้านโครงสร้างประชากร ด้วยจำนวนประชากรสูงวัยที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น สวนทางกับจำนวนคนวัยทำงานที่มีแนวโน้มลดลง ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยเติบโตชะลอตัวลงอย่างเลี่ยงไม่ได้ 

 

ขณะเดียวกัน ดร. สันติธาร ก็ชี้ให้เห็นถึงโอกาสการลงทุน ในธุรกิจ Healthcare และ Wellness ซึ่งเป็นบริการด้านสุขภาพและสุขภาวะ ที่จะมารองรับกลุ่มลูกค้าสูงวัย หรือที่เรียกว่า Silver Economy รวมถึงบริการด้าน Beauty หรือความงาม ก็จัดอยู่ในหมวดหมู่นี้เช่นกัน

 

สอง ด้านภูมิรัฐศาสตร์โลกที่กำลังเปลี่ยนไป สังเกตได้จากโลกาภิวัตน์ที่กำลังเสื่อมถอย การค้าระหว่างประเทศมีความไม่แน่นอนเพิ่มมากขึ้น หลังเจ้าภาพใหญ่อย่างสหรัฐประกาศขึ้นกำแพงภาษี ส่งสัญญาณไม่ต้อนรับโลกาภิวัตน์อีกต่อไป

 

ดังนั้น โอกาสการลงทุนจึงอยู่ที่ กลุ่มประเทศขนาดเล็กรายอื่นๆ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยอยู่นอกสายตา แต่บัดนี้กำลังจะผงาดขึ้นมามีบทบาทสำคัญมากขึ้น ซึ่ง ดร. สันติธาร ชี้ไปที่อาเซียน และอินเดีย ว่าจะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์ จากแนวโน้มการลงทุนที่ไม่ไหลไปจีนแบบเดิม

 

สาม เทคโนโลยีเอไอ ซึ่งปัจจุบันกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านอีกครั้ง โดย ดร. สันติธารชี้ว่า ความสนใจได้ย้ายจากประเด็นด้านพลังงานของดาต้าเซ็นเตอร์ ไปยังความฉลาดของโมเดลมากขึ้น ที่สุดท้ายแล้ว จะสามารถนำไปต่อยอดเพิ่ม Productivity ยังไงได้บ้าง

 

เรื่องสุดท้ายคือ แนวโน้มของความยั่งยืน ซึ่งจะไม่หายไป แม้โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะประกาศนโยบายขุดเจาะน้ำมันมากขึ้นก็ตาม แต่แนวโน้มดังกล่าวจะเปลี่ยนรูปแบบ กลายเป็นการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Adaptation มากขึ้น

 

3 ทักษะสำคัญแห่งอนาคต 

 

สำหรับผู้ที่จะสามารถดำเนินชีวิตในอนาคตได้อย่างราบรื่นควรมีทักษะชีวิต 3 แกนด้วยกัน คือ

 

ทักษะแรก คือ ความมานะบากบั่น หมายถึงมีความพยายามอย่างแน่วแน่ไม่หยุดยั้งในการบรรลุเป้าหมาย หรือที่เรียกกันว่า Grit Mindset ซึ่งเป็นส่วนผสมของ ‘ความหลงใหล’ (Passion) และ ‘ความพากเพียร’ (Perseverance) 

 

ทั้งยังสัมพันธ์กับกรอบคิดแบบเติบโต หรือ ‘Growth Mindset’ อย่างแนบแน่น 

กล้าที่จะผิดพลาด กล้าที่จะพ่ายแพ้ เปิดโอกาสให้เราได้ทดลองทำอะไรใหม่ๆ  เพราะการจะเข้าสู่โลกใหม่ได้ ต้องมีการลองผิดลองถูกตลอดเวลา ความสามารถในการล้มแล้วลุกจึงสำคัญมาก

 

ทักษะที่สองคือ ความอ่อนโยน (Kindness) เพราะถ้าเรามีแต่ความบากบั่นมากเกินไป เราอาจหลงลืมที่จะเห็นอกเห็นใจผู้อื่นได้ ยิ่งในโลกที่เทคโนโลยีล้ำหน้าไปไกลมากขึ้นทุกวัน ความเข้าใจผู้อื่นยังคงเป็นเรื่องสำคัญที่มนุษย์ไม่ควรหลงลืม

 

และทักษะสุดท้ายคือ การมีความสุขและเข้าใจตัวเอง (Self-Awareness) เนื่องจากว่าโลกทุกวันนี้เต็มไปด้วยการแข่งขันที่รุนแรง ไหนจะความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ความเครียดและความเหนื่อยล้าถาโถมเข้ามาได้ง่ายมาก 

 

ไหนจะความคาดหวังและการเปรียบเทียบกับคนอื่นๆ ในโซเชียลมีเดีย การรู้จักตัวเองจึงเป็นทักษะสำคัญที่จะทำให้เราไม่หลงไปกับกระแสสังคม และสามารถรักษาสมดุลตามข้อจำกัดที่เรามีได้ 

 

อย่างไรก็ตาม ตัวตนของเราจะเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา ตามจังหวะของชีวิต ดังนั้น จึงไม่มีใครสามารถเข้าใจตัวเองได้ดีพอ วิธีที่ดีที่สุดคือการเรียนรู้สิ่งใหม่อยู่เสมอ ลองผิดลองถูกในสิ่งที่ตัวเองกังวลและไม่มั่นใจ ยอมให้ตัวเองได้หลงทาง เผื่อจะค้นพบเส้นทางใหม่ๆ ของชีวิต

 

บริหารเงิน 3 ก้อน วันนี้ วันหน้า วันซวย รับมือเหตุไม่คาดฝัน

 

ดร. สันติธารแบ่งปันเทคนิคการออมเงิน โดยชี้ว่าควรจัดสรรเงินเป็น 3 ก้อนด้วยกัน คือ วันนี้ วันหน้า และวันซวย ซึ่งเข้าใจได้ไม่ยาก

 

โดยการจัดสรรเงินเพื่อ ‘วันนี้’ หมายถึง การบริหารสภาพคล่องในแต่ละวัน และจัดสรรเงิน ‘วันหน้า’ ไว้เป็นก้อนสำหรับลงทุนเพื่ออนาคต ควรกระจายการลงทุนอยู่เสมอ  

 

ขณะที่ ‘วันซวย’ หมายถึง วันลำบากที่เราอาจนึกไม่ถึง ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้ว และไม่ได้จัดสรรเงินเผื่อไว้ อาจบั่นทอนเงินที่จัดสรรไว้ก่อนหน้านี้ได้อย่างมหาศาล ดังนั้น การซื้อประกันจึงจำเป็นมาก

 

งานเป็นดั่งอาหาร ประโยชน์สำคัญกว่ารสชาติ 

 

ในช่วงเริ่มต้นของการทำงาน ไม่มีทางเลยที่เราจะสามารถเลือกงานที่ตอบโจทย์ชีวิตความเป็นอยู่ทุกด้านได้ในทันที 

 

ทั้งนี้ งานในช่วงแรก ควรให้เงินในระดับที่แม้ไม่มากแต่ก็เพียงพอ แต่ต้องเปิดโอกาสให้เราได้เรียนรู้และพัฒนาตนเอง ได้ทดลองทำสิ่งใหม่ๆ ที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพในตัวเรา

 

ซึ่งเมื่อเทียบกับอาหารแล้ว ในช่วงต้นของชีวิต สารอาหารก็สำคัญกว่ารสชาติและความอร่อยก่อนอยู่แล้ว

 

แม้เราจะยังเลือกเพื่อนร่วมงานไม่ได้ เลือกงานที่ตัวเองรักหรือตอบโจทย์จุดมุ่งหมายของชีวิตไม่ได้ แต่เราก็จำเป็นต้องกินเพื่อเพิ่มศักยภาพให้ตัวเองได้เติบโต จนถึงจุดหนึ่ง เราจะสามารถเลือกความอร่อยได้มากขึ้นเอง

 

จัดสรรเวลา ต้องจัดสรรพลังงานด้วย

 

สำหรับการจัดสรรเวลา มนุษย์เราจัดสรรเวลาไปกับสินทรัพย์ 3 อย่างด้วยกัน ได้แก่ เงิน พลังงาน และความสัมพันธ์ 

 

ซึ่งสินทรัพย์ทั้ง 3 อย่างนี้ จำเป็นต้องรักษาสมดุลให้ดี ไม่ให้น้ำหนักเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากเกินไป แม้บางคนอาจคิดว่า เงินเป็นสิ่งสำคัญลำดับแรกที่เราควรทุ่มเทเวลาให้ แต่เป็นความคิดที่ไม่ถูกต้อง

 

เพราะการบริหารพลังงานและความสัมพันธ์ที่ดี จะสามารถช่วยให้เรามีสมรรถภาพในการทำงานดีขึ้นเช่นกัน ซึ่งจะเปิดโอกาสให้เราได้พิจารณาไตร่ตรองอย่างลึกซึ้งมากขึ้น ต่างจากการพะวงแต่เรื่องเงิน ซึ่งจะทำให้เราชักหน้าไม่ถึงหลังในที่สุด

 

ป้ายยาหนังสือ อ่านแล้ว ต้องทดลองทำตาม 

 

ก่อนจะเริ่มต้นแนะนำหนังสือ ดร.สันติธารแนะว่า การอ่านหนังสือเล่มใดๆ ก็ตาม เราควรอ่านแล้วลองทำตาม จากนั้นกลับมาประเมินผลการเรียนรู้ที่เกิดขึ้น แล้วค่อยกลับไปอ่านอีกรอบเพื่อความชัดเจน เป็นวงจรที่ช่วยให้เราได้อ่าน คิด และทดลองไม่รู้จบ

 

โดยเล่มแรกที่แนะนำคือ Principles ของ Ray Dalio ซึ่งจะให้คำแนะนำในภาพกว้างๆ ของโลกใบนี้ ก่อนจะเจาะจงรายละเอียดแต่ละประเทศด้วย Why Nations Fail ของนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลคนล่าสุดในปี 2024 อย่าง Daron Acemoglu

 

ส่วนเล่มสุดท้ายเป็นของ Daniel Kahneman นักจิตวิทยาเจ้าของรางวัลโนเบล กับเล่ม Thinking, Fast and Slow ซึ่งจะช่วยให้เราเข้าใจอคติ และจุดบอดของมนุษย์ในการตัดสินใจเรื่องใดก็ตามในชีวิต เพื่อให้เราประคองสติและรักษาวินัยไปได้

 

 

The post เปิดเคล็ดลับ ‘ดร. สันติธาร’ บริหารชีวิต-งาน-เงิน รับอนาคตในโลกหมุนเร็ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
เบื้องลึกสูตรภาษี ‘ทรัมป์’ 40-20-10-0 ที่ไทยและทั่วโลกอาจโดนเหมือนกับเวียดนาม ไทยต้องรับมืออย่างไร https://thestandard.co/trumps-40-20-10-0-tax/ Thu, 03 Jul 2025 06:48:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1092422

หลังจากมีรายงานข่าวว่าวานนี้ (2 กรกฎาคม) ประธานาธิบดีโด […]

The post เบื้องลึกสูตรภาษี ‘ทรัมป์’ 40-20-10-0 ที่ไทยและทั่วโลกอาจโดนเหมือนกับเวียดนาม ไทยต้องรับมืออย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>

หลังจากมีรายงานข่าวว่าวานนี้ (2 กรกฎาคม) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศบรรลุข้อตกลงการค้ากับเวียดนาม กำหนดภาษีนำเข้า 20% และ 40% สำหรับสินค้า ‘ส่งผ่าน’ ขณะที่เวียดนามตกลงยกเลิกภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ ทั้งหมด

 

ล่าสุดวันนี้ (3 กรกฎาคม) ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และกรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ (BBL) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า นัยจากผลการเจรจาการค้าของการสหรัฐฯ กับเวียดนาม

 

ข้อสรุปล่าสุดสำหรับเวียดนามที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศออกมาเมื่อคืน จะมีนัย ดังนี้

 

  1. จุดเปรียบเทียบที่ไทยต้องพยายามให้ได้ ไม่น้อยหน้า

 

  1. ต้นแบบและบรรทัดฐานให้กับทุกประเทศที่เหลือ

 

โดยข้อตกลงดังกล่าวมีตัวเลขอัตราภาษีสำคัญ 3 ตัวเลข อัตรา 0%, 20% และ 40%

 

โดยคิดอัตราภาษี 0% สำหรับสินค้าสหรัฐฯ ที่จะส่งมาที่เวียดนาม ที่ต่อไปนี้ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าไหนก็ตามที่ผลิตในสหรัฐฯ จะสามารถส่งมาที่เวียดนามโดยไม่โดนภาษีศุลกากร

 

เรื่องนี้ แม้ว่าจะยังไม่ได้มีการพูดถึงชัดๆ แต่คำว่า Total Access คงหมายรวมไปถึงว่า จะต้องไม่มี Non-tariff Barriers ต่างๆ ที่เวียดนามจะแอบทำด้วย ซึ่งสหรัฐฯ คงจะแจ้งไทย และคู่เจรจาคนอื่นๆ เช่นกันว่าสหรัฐฯ ต้องการอัตราภาษีที่ 0% และ Total Access ที่ไม่มีการกีดกันอื่นๆ สำหรับสินค้าสหรัฐฯ 20% สำหรับสินค้าเวียดนามทุกอย่างที่ส่งออกมาที่สหรัฐฯ

 

สำหรับตัวเลขนี้ก็มีความสำคัญเช่นกัน เพราะต่อไปจะเป็นต้นแบบให้กับประเทศต่างๆ ที่สหรัฐฯ ขาดดุลด้วย และเป็นจุดเปรียบเทียบสำคัญที่ไทย และประเทศอื่นในเอเชียต้องทำให้ได้ให้ดีกว่าเวียดนาม หรืออย่างน้อย ไม่น้อยหน้าเวียดนาม

 

ภาพ: ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO)

 

เตือนหากไทยโดนสหรัฐฯ เก็บภาษีสูงกว่าเวียดนาม หวั่นเสียเปรียบคู่แข่ง

 

หากจะจบสูงกว่าตัวเลขนี้ ก็ต้องให้ได้ไม่เกิน 25% ไม่เช่นนั้น บริษัทส่งออกในไทยก็จะเสียเปรียบคู่แข่งรายสำคัญของบริษัทที่กำลังคิดว่าจะย้ายฐานมาที่ไทย ก็จะคิดหนักขึ้น ว่าไปเวียดนามดีกว่าไหม โดยอัตราภาษีที่ 40% สำหรับสินค้าจีน หรือประเทศอื่นๆ ที่จะแอบส่งมาให้เวียดนาม แล้วส่งต่อไปที่สหรัฐฯ

 

สำหรับอัตรานี้จะเป็นข้อเรียกร้องที่สหรัฐฯ ทำกับทุกประเทศที่เจรจาด้วย โดยเฉพาะประเทศในเอเชียที่เป็นจุดส่งผ่านสำคัญ รวมถึงกับไทยด้วย ทั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการลักไก่ ไม่ให้มีช่องที่จะเอาสินค้าจีนเข้ามา แล้วส่งต่อไปสหรัฐฯ แบบ Transshipment เพื่อรับสิทธิภาษี 20% ของเวียดนาม ซึ่งการเตรียมการลักษณะนี้ มีนัยต่อไปว่าภาษีกับจีน ที่สหรัฐฯ มีอยู่ในใจ และจะคิดในท้ายที่สุด คงใกล้ๆ กับตัวเลขนี้

 

ทั้งนี้ หากลองกลับไปเปรียบเทียบกับกรณีอังกฤษ ที่ได้เจรจาเบื้องต้นไปเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ก็จะทำให้เห็นภาพชัดเจนอังกฤษยอมให้สหรัฐฯ ที่อัตรา 0% สำหรับสินค้าต่างๆ ที่สหรัฐฯ ส่งมา หมายความว่า สหรัฐฯ คงมีอยู่ในใจที่จะใช้อำนาจต่อรองจากขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ของตนเองในการเปิดประตูการค้าให้กับสหรัฐฯ เอง เพื่อนำไปสู่ Free Trade / Free Access สำหรับสินค้าสหรัฐฯ ในทุกประเทศทั่วโลก จะได้บอกบริษัทที่มาลงทุนที่สหรัฐฯ ว่า สินค้าที่ผลิตในสหรัฐฯ อย่างน้อยเมื่อเทียบกับยุโรป หรือประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ จะสามารถส่งไปประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้อย่างเสรี ไม่มีข้อจำกัด

 

ขณะเดียวกัน อังกฤษยอมให้สหรัฐฯ คิดภาษีนำเข้า 10% ตัวเลข 10% นี้ คงเป็นตัวเลขที่สหรัฐฯ มีในใจ สำหรับประเทศที่สหรัฐฯ เกินดุลด้วย โดยเก็บอัตราภาษี 10% สำหรับประเทศเกินดุล และประมาณ 20% สำหรับประเทศที่สหรัฐฯ ขาดดุลด้วย คงจะกลายเป็น Benchmark ที่เป็นกรอบในการเจรจาของทีมสหรัฐฯ

 

เพราะตัวเลขนี้ จะช่วยสร้างรายได้ให้สหรัฐจากภาษีศุลกากรไม่ต่ำกว่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ในเดือนพฤษภาคม เก็บได้ประมาณ 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์) ช่วยลดการขาดดุลการคลัง ช่วยในการลดภาษีของ One Big Beautiful Bill ที่กำลังจะออกมา ช่วยปรับสมดุลทางการค้าของสหรัฐ

 

นอกจากนี้ ช่วยสร้างแรงจูงใจเพิ่มเติมให้กับบริษัทขยายการลงทุนในสหรัฐ เพื่อช่วยสร้างงานในประเทศ

 

ส่วนจีน คู่ต่อสู้สำคัญของสหรัฐ ที่กำลังทาบรัศมี ก็คงจะต้องจ่ายมากกว่าคนอื่น ๆ 10% จาก Reciprocal Tariffs 20% จากกรณีของ Fentanyl และ 25% เดิม รวมแล้วอย่างน้อย 55%

 

ทั้งนี้ สินค้าจีนที่แอบส่งมาผ่านประเทศที่ 3 ก็จะโดนตรวจเข้มและโดนภาษีอย่างน้อย 40% ซึ่งในจุดนี้ คงต้องปรับต่อไป เพราะว่าสินค้าขนาดเล็กของจีน (ราคาต่ำกว่า 800 ดอลลาร์) ที่ส่งไปสหรัฐ ขณะนี้โดนภาษี 54% ยังสูงกว่าการหลีกเลี่ยงผ่านประเทศที่ 3 ที่ตกลงกับเวียดนามล่าสุด

 

ทั้งหมด จะเป็นข้อสรุปในรอบแรกของสงครามการค้าโลก ที่จะนำไปสู่กรอบใหม่และสมดุลใหม่ในการค้าระหว่างประเทศ ขอเป็นกำลังใจให้ทีมไทยแลนด์ สามารถเจรจาให้ได้ผลที่ดีครับ

 

สูตรภาษี 40-20-10-0 จะเป็นมาตรฐานใหม่ กับประเทศที่เกินดุลกับสหรัฐฯ?

 

ดร.สันติธาร เสถียรไทย Future Economy Advisor สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศว่าได้ “ดีล” กับเวียดนามสำเร็จ โดยมีหัวใจสำคัญคือ:

 

  • อัตราภาษี 40% สำหรับสินค้าที่สหรัฐฯ มองว่าเป็น “Transshipping” — สินค้าจากประเทศอื่น (เช่น จีน) ที่เพียง “ผ่าน” เวียดนาม แล้วแปลงร่างเป็นสินค้าจากเวียดนามก่อนส่งไปสหรัฐ

 

  • อัตราภาษี 20% สำหรับสินค้านำเข้าทั่วไป

 

  • อัตราภาษี 10% สำหรับสินค้าที่ผลิตในเวียดนามแทบทั้งหมด

 

Zero Tariff อาจกลายเป็นต้นแบบของแนวทางใหม่ที่สหรัฐฯ

 

และเวียดนามจะเปิดตลาดให้สินค้าสหรัฐฯ แบบ “ศูนย์ภาษี” (Zero Tariff) และศูนย์แบบไม่มีการกีดกันอื่นด้วย แม้จะเป็นข้อตกลงระหว่างสองประเทศ แต่จริง ๆ แล้วอาจกลายเป็นต้นแบบของแนวทางใหม่ที่สหรัฐฯ จะใช้ต่อประเทศที่ “เกินดุลการค้า” กับสหรัฐฯ ซึ่งไทยคือหนึ่งในนั้น

 

แต่รายละเอียดของดีลนี้ ยังไม่ชัดเจน และนั่นคือประเด็นสำคัญ

 

1. คำจำกัดความของ Transshipping มีผลชี้ขาด ถ้าภาษี 40% ใช้เฉพาะกับการ “เลี่ยงภาษีอย่างชัดเจน” ผลกระทบอาจจำกัด แต่ถ้าขยายความหมายให้ครอบคลุมถึงสินค้าที่มี สัดส่วนชิ้นส่วนนำเข้าจากจีนหรือประเทศอื่นมาก แม้จะแปรรูปในเวียดนามจริง ผลกระทบจะขยายวงกว้าง

 

2. ภาษีอาจ “แปรผันตามสัดส่วนของชิ้นส่วนนำเข้า” รายงานจาก Bloomberg ระบุว่า ภาษีอาจขึ้นกับสัดส่วน foreign content

 

ถ้านำเข้าชิ้นส่วนมาก → เสียภาษีสูง (ราว 20%)

 

ถ้าผลิตในเวียดนามแทบทั้งหมด → อาจเสียแค่ 10%

 

3. ภาษีอาจลดลงในอนาคต สำหรับสินค้าบางประเภท

 

รายงานจาก Politico ชี้ว่า ทั้งสองประเทศยังอยู่ระหว่างการร่างข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ อาจลดภาษีให้กับสินค้านำเข้าหลายหมวด เช่น เทคโนโลยี รองเท้า สินค้าเกษตร ของเล่น

 

ภาพ: ดร.สันติธาร เสถียรไทย Future Economy Advisor สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)

 

ไทยควรแผนรับมืออย่างไร

 

หากเป็นจริง ภาษีเฉลี่ยที่เวียดนามต้องจ่ายอาจต่ำกว่าที่ประกาศไว้มาก

 

แล้วไทยควรถามตัวเองอะไรบ้าง

 

1. สูตร 40-20-10-0 จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ สำหรับประเทศที่เกินดุลกับสหรัฐฯ หรือไม่?

 

หากเวียดนามกลายเป็นต้นแบบ และสหรัฐฯ นำแนวทางนี้ไปใช้กับประเทศอื่น

 

ไทยต้องเตรียมพร้อมทั้งในแง่การเจรจาเชิงนโยบาย และการปรับตัวเชิงโครงสร้าง

 

2. หากไทยต้อง ‘เปิดหมด’ ให้สินค้าสหรัฐฯ แนวเดียวกับเวียดนาม ผลกระทบคืออะไร?

 

ไทยจึงมีมาตรการเยียวยาอุตสาหกรรมและผู้ถูกกระทบโดยเฉพาะคนตัวเล็กพอไหม

 

3. ระบบพิสูจน์ “แหล่งที่มา” ของสินค้าจากไทย เข้มแข็งพอหรือยัง?

 

ถ้าภาษีขึ้นกับสัดส่วนของชิ้นส่วนนำเข้า ประเทศที่ไม่มีระบบตรวจสอบที่เชื่อถือได้

 

อาจถูกตีความให้ต้องเสียภาษีสูงเกินจริง แม้จะไม่ได้ทำผิด

 

4. ถ้าไทยต้องดีลแบบเดียวกัน “ใครได้-ใครเสีย” และภาษีจะหนักหรือเบาแค่ไหน?

 

บางอุตสาหกรรมอาจได้ประโยชน์จากการเข้าถึงตลาดสหรัฐฯ

 

ขณะเดียวกัน บางอุตสาหกรรมในประเทศอาจโดนสินค้านำเข้าแย่งตลาด

 

ส่วนภาษีที่ไทยจะเจอ จะขึ้นกับ 2 ปัจจัย:

 

  • ไทยเจรจาได้ดีแค่ไหน

 

  • โครงสร้าง supply chain ของเรามี foreign content และสินค้าปลอมตัวเป็นไทยมากแค่ไหน

 

5. ไทยพร้อมจะ “ยกเครื่องโครงสร้างการผลิต” เพื่อสร้างแต้มต่อหรือยัง?

 

สูตร 40-20-10-0 ไม่ใช่แค่ภาษี

 

แต่มันสะท้อนว่าโลกการค้าใหม่อาจจะให้รางวัลกับประเทศที่สร้างมูลค่าในประเทศได้จริง (มากยิ่งกว่าเดิม)จึงต้องเร่งลงทุนและปรับฐานการผลิตใหม่ ไม่ให้ตกขบวนของโลกยุคใหม่ข้อตกลงเวียดนาม–สหรัฐฯ ไม่ใช่จุดจบ แต่คือจุดเริ่มต้นของแนวทางการค้าแบบใหม่

 

โดยขอเป็นกำลังใจให้ทีมไทยแลนด์ที่กำลังเจรจาครับ

The post เบื้องลึกสูตรภาษี ‘ทรัมป์’ 40-20-10-0 ที่ไทยและทั่วโลกอาจโดนเหมือนกับเวียดนาม ไทยต้องรับมืออย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘สันติธาร’ ยืนยันเอง ไม่ยื่นสมัครผู้ว่าฯ แบงก์ชาติในรอบนี้ ขอมุ่งทำงานในตำแหน่งกรรมการ กนง. อย่างเต็มที่ต่อไป https://thestandard.co/santitarn-focuses-on-committee-position/ Thu, 15 May 2025 10:12:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1074710

หลังจากมีกระแสข่าวว่า สันติธาร เสถียรไทย มีโอกาสจะเป็น […]

The post ‘สันติธาร’ ยืนยันเอง ไม่ยื่นสมัครผู้ว่าฯ แบงก์ชาติในรอบนี้ ขอมุ่งทำงานในตำแหน่งกรรมการ กนง. อย่างเต็มที่ต่อไป appeared first on THE STANDARD.

]]>

หลังจากมีกระแสข่าวว่า สันติธาร เสถียรไทย มีโอกาสจะเป็น 1 ใน 6 ชื่อที่มีโอกาสยื่นผู้สมัครหรือแคนดิเดตผู้ว่าฯ แบงก์ชาติคนใหม่ ที่กำลังเปิดรับสมัครในระหว่างวันที่ 13 พฤษภาคม – 4 มิถุนายน 2568 โดยล่าสุดได้ออกมาชี้แจงแล้ว

 

โดย สันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย โพสต์ข้อความให้ความเห็นผ่าน Facebook ระบุว่า ในช่วงที่ผ่านมา มีข่าวว่าผมเป็นหนึ่งในผู้สมัครตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยในรอบนี้ จนมีหลายคนมาสอบถามและส่งกำลังใจมาให้

 

ผมขอขอบพระคุณสำหรับทุกข้อความและการสนับสนุนจากเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทั้งในและนอกวงการ

 

สำหรับผม การที่มีคนคิดถึงเราในบริบทที่สำคัญเช่นนี้ ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่ง แต่ผมต้องขออนุญาตเรียนอย่างตรงไปตรงมาว่า รอบนี้ผมไม่ได้สมัครและขอส่งแรงใจให้กับทุกท่านที่ยื่นสมัคร ซึ่งล้วนเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ และความตั้งใจในการทำงานเพื่อประเทศ

 

วันนี้ ผมยังมุ่งมั่นทำหน้าที่ในคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) อย่างเต็มที่ พร้อมกับเดินหน้าต่อในการสนับสนุนให้ประเทศ ธุรกิจ และคนไทยปรับตัวทันและพร้อมรับมือกับโลกอนาคตที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผ่านบทบาทที่หลากหลาย ทั้งในภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคเอกชน

 

ดังที่ผมตั้งใจไว้ตั้งแต่วันที่ตัดสินใจเดินทางกลับประเทศไทยเมื่อปีกว่าที่ผ่านมา

 

ผมขอเป็นกำลังใจให้กับผู้สมัครทุกท่าน และขอขอบคุณอีกครั้งสำหรับทุกความปรารถนาดีที่ส่งมา

 

ขอร่วมเป็นหนึ่งแรงเล็กๆ ที่ช่วยต่ออนาคตที่ดีให้ประเทศของเราครับ 

 

สันติธาร เสถียรไทย โพสต์ข้อความชี้แจงผ่าน Facebook ยืนยันว่าตนเองไม่ได้สมัครตำแหน่งผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ

The post ‘สันติธาร’ ยืนยันเอง ไม่ยื่นสมัครผู้ว่าฯ แบงก์ชาติในรอบนี้ ขอมุ่งทำงานในตำแหน่งกรรมการ กนง. อย่างเต็มที่ต่อไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดึง ‘สันติธาร เสถียรไทย’ นั่งบอร์ด เสริมแกร่งองค์กร ผสานองค์ความรู้เศรษฐกิจ-ดิจิทัล ตอกย้ำความเป็นคอนซัลต์ชั้นนำระดับโลกแบบครบวงจร https://thestandard.co/santitarn-bbik-board/ Sat, 10 Aug 2024 04:05:51 +0000 https://thestandard.co/?p=969738 สันติธาร เสถียรไทย

บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ BBIK ที่ปรึกษาชั […]

The post ดึง ‘สันติธาร เสถียรไทย’ นั่งบอร์ด เสริมแกร่งองค์กร ผสานองค์ความรู้เศรษฐกิจ-ดิจิทัล ตอกย้ำความเป็นคอนซัลต์ชั้นนำระดับโลกแบบครบวงจร appeared first on THE STANDARD.

]]>
สันติธาร เสถียรไทย

บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ BBIK ที่ปรึกษาชั้นนำผู้ให้บริการด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันครบวงจร ประกาศแต่งตั้ง ดร.สันติธาร เสถียรไทย เข้าดำรงตำแหน่งกรรมการและกรรมการอิสระ เพื่อร่วมสร้างความแข็งแกร่งให้กับทีมบริหาร 

 

โดย ดร.สันติธาร มีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจมหภาคและดิจิทัล ครอบคลุมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งจะช่วยเสริมทัพในการกำหนดทิศทางการดำเนินงานเชิงกลยุทธ์ และยกระดับศักยภาพการแข่งขันของบลูบิคให้สามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว พร้อมสร้างความเชื่อมั่นในฐานะคอนซัลต์ชั้นนำระดับโลกแบบครบวงจร 

 

องค์ความรู้และประสบการณ์ของ ดร.สันติธาร ทั้งจากภาคเศรษฐกิจ การเงิน และเทคโนโลยีทั้งในและต่างประเทศ จะเข้ามาช่วยสร้างโอกาสการเติบโตใหม่ๆ ให้กับบลูบิค รวมถึงสนับสนุนวิสัยทัศน์ของบริษัทให้สามารถขับเคลื่อนการยกระดับเทคโนโลยีและผลักดันนวัตกรรมให้กับองค์กรธุรกิจ ผ่านบริการที่ครอบคลุมตั้งแต่การให้คำปรึกษาทางด้านกลยุทธ์ (Management Consulting) การให้คำปรึกษาและพัฒนาระบบเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Excellence and Delivery) การพัฒนาระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่และปัญญาประดิษฐ์ (Big Data and Artificial Intelligence) การให้คำปรึกษาด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity) และระบบบริหารจัดการทรัพยากรองค์กร (Enterprise Resource Planning: ERP) เพื่อตอบโจทย์ความต้องการขององค์กรชั้นนำขนาดใหญ่จากหลากหลายภาคอุตสาหกรรมทั่วโลก 

 

ทั้งนี้ ดร.สันติธาร จะเข้ามารับหน้าที่กรรมการและกรรมการอิสระของบริษัท โดยปัจจุบัน ดร.สันติธาร ยังปฏิบัติหน้าที่ในฐานะที่ปรึกษาด้าน Future Economy ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย นอกจากนี้ยังเคยดำรงตำแหน่งประธานทีมเศรษฐกิจและกรรมการผู้จัดการใหญ่ Sea Group บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

 

โดย ดร.สันติธาร สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีและปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัย London School of Economics and Political Sciences (LSE) และปริญญาเอกด้านนโยบายสาธารณะ (ด้านเศรษฐกิจ) มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

The post ดึง ‘สันติธาร เสถียรไทย’ นั่งบอร์ด เสริมแกร่งองค์กร ผสานองค์ความรู้เศรษฐกิจ-ดิจิทัล ตอกย้ำความเป็นคอนซัลต์ชั้นนำระดับโลกแบบครบวงจร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศึกภูมิรัฐศาสตร์ สหรัฐฯ-จีน: การหย่าร้างของ ‘คู่สมรสทางเศรษฐกิจ’ https://thestandard.co/geopolitical-battle-us-china-economic-marriage/ Thu, 25 Jul 2024 10:32:36 +0000 https://thestandard.co/?p=962909 ภูมิรัฐศาสตร์ สหรัฐฯ จีน

ถ้าจะเปรียบเปรยว่าสหรัฐฯ และจีนเป็นคู่สมรสกัน วันที่ทั้ […]

The post ศึกภูมิรัฐศาสตร์ สหรัฐฯ-จีน: การหย่าร้างของ ‘คู่สมรสทางเศรษฐกิจ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภูมิรัฐศาสตร์ สหรัฐฯ จีน

ถ้าจะเปรียบเปรยว่าสหรัฐฯ และจีนเป็นคู่สมรสกัน วันที่ทั้งสองมีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการเมื่อ 1 มกราคม 1979 อาจจะนับได้ว่าเป็นวันแต่งงานของทั้งคู่ และเมื่อมาถึงปัจจุบัน หมายความว่าทั้งคู่แต่งงานกันมา 45 ปีแล้ว

 

ช่วงที่ทั้งคู่สนิทสนมกันเข้าขั้นฮันนีมูนก็คือช่วงทศวรรษที่ 1980-1990 สายสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศแข็งแกร่ง จีนเปิดประเทศเพื่อต้อนรับการลงทุน สหรัฐฯ ได้รับผลประโยชน์อย่างมากจากสินค้าราคาถูกของจีน

 

ความสัมพันธ์เริ่มถึงจุดที่นำไปสู่ความระหองระแหงในปี 2001 เมื่อจีนเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) แม้เศรษฐกิจจะพึ่งพากันมากระหว่างสองฝ่าย แต่ความเครียดเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว เพราะความไม่สมดุลทางการค้าและเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา 

 

จากนั้นจีนทะยานขึ้นเรื่อยๆ ในด้านเศรษฐกิจในช่วงทศวรรษ 2010 ขณะที่การแข่งขันระหว่างสองฝ่ายหนักข้อขึ้น เริ่มเห็นความขัดแย้งด้านเทคโนโลยี การทหารในทะเลจีนใต้ และสงครามการค้า

 

ช่วงเวลาปัจจุบันความสัมพันธ์สั่นคลอนอย่างหนัก ความสัมพันธ์ทางการทูตตกต่ำ เกิดคำถามว่าจะแยกทางกันเดิน แบ่งขั้ว ‘Decoupling’ หรือไม่ แต่ต่างฝ่ายต่างก็คงรู้ว่าแยกไม่ได้ แต่ความสัมพันธ์ที่ลุ่มๆ ดอนๆ กำลังเป็นโจทย์ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ว่าจะนำโลกไปในทิศทางใด

 

 

เวที World Economic Forum: Summer Davos 2024

 

ในการประชุมสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ที่เมืองต้าเหลียน มณฑลเหลียวหนิง ประเทศจีน ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-27 มิถุนายนที่ผ่านมา จัดขึ้นที่จีนเป็นครั้งที่ 15 ในชื่อ ‘การประชุมประจำปีของแชมเปียนใหม่ๆ’ (15th Annual Meeting of the New Champions) และเรียกสั้นๆ ว่า Summer Davos

 

ผู้เขียนได้เข้าร่วมประชุมครั้งนี้ในฐานะสื่อมวลชนไทยจาก THE STANDARD ได้เข้าร่วมรับฟังการประชุมหลายเวที ทั้งเวทีเปิดและเวทีปิด ในงานประชุมที่จัดขึ้นในธีม ‘New Frontiers for Growth’ หรือ ‘พรมแดนใหม่ๆ เพื่อการเติบโต’ มีเวทีประชุมย่อยๆ ไม่ต่ำกว่า 150 วงประชุม มีผู้นำจากภาครัฐ ผู้บริหารภาคเอกชน ภาคประชาสังคม นักวิชาการ และสื่อมวลชน จาก 80 ประเทศร่วมงานประมาณ 1,700 คน

 

ผู้ร่วมงานจำนวนมากเป็นผู้บริหารระดับ CEO ของจีน โดยเฉพาะกลุ่มบริษัทที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น รถยนต์ไฟฟ้า เทคโนโลยี พลังงานสะอาด และปัญญาประดิษฐ์

 

 

จากบรรยากาศในงานอดคิดไม่ได้ว่าเป็นเสมือน Showcase ของจีน ที่มีนายกรัฐมนตรีหลี่เฉียงเป็นเซลส์แมน นำทีมผู้บริหารของจีนเป็น Salesforce เพื่อทำการตลาดให้กับประเทศ

 

จีนย้ำ โลกจะโตไม่ได้ถ้าไม่มีโลกาภิวัตน์

 

นายกฯ หลี่เฉียง ของจีน กล่าวสุนทรพจน์เปิดงาน ระบุว่า เมื่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของทั้งโลกลดลง ธุรกิจต้องเปิดหน้าชกในมหาสมุทรสีแดง หมายความว่าการแข่งขันย่อมเต็มไปด้วยความรุนแรงและดุเดือดมากขึ้น

 

 

“การต่อสู้กันแบบหายใจรดต้นคอเพื่อช่วงชิงทรัพยากร จะนำไปสู่การต่อต้านโลกาภิวัตน์ และอาจจะขยับเข้าสู่ความขัดแย้งในเชิงภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้นอีก

 

“การเน้นผลกำไรสูงสุดของตัวเองโดยเอาเปรียบคนอื่นๆ หรือการใช้มาตรการปิดกั้นอย่างการแยกเป็นสองขั้ว เท่ากับการป่วนห่วงโซ่การผลิตโลก การใช้มาตรการสนามหญ้าเล็กๆ รั้วสูงๆ (Small Yards with High Fences) จะยิ่งส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ตัดขาดสายสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างภูมิภาค เร่งความตึงเครียด และความขัดแย้ง”

 

ไม่มีคำใดที่เอ่ยตรงๆ ถึงสหรัฐฯ แต่สารที่ส่งออกมาทั้งหมดพอจะตีความได้ไม่ยากเลยว่านายกฯ จีนกำลังพูดถึงใคร

 

ยุคของประธานาธิบดีโจ ไบเดน แห่งสหรัฐฯ ได้ใช้มาตรการปิดกั้นทางเศรษฐกิจต่อจีนว่า “Small Yard, High Fence” แปลตรงๆ คือสนามหญ้าเล็กๆ ที่มีรั้วสูงๆ เพื่อปกป้องเทคโนโลยีระดับสูงของสหรัฐฯ แต่รัฐบาลจีนมองว่ามาตรการปิดกั้นของสหรัฐฯ คือการสกัดกั้นจีนไม่ให้เติบโต

 

นายกฯ หลี่ย้ำถึงการเติบโตของเศรษฐกิจโลกตลอดกว่า 40 ปีที่ผ่านมาว่า โตได้ขนาดนี้เพราะความเฟื่องฟูของโลกาภิวัตน์ เมื่อจีนเข้าเป็นสมาชิก WTO ในปี 2001 บทบาทของจีนในการค้าโลกพุ่งทะยาน กลายเป็นประเทศที่ส่งออกและนำเข้ามากที่สุดอันดับต้นๆ ของโลก

 

หลี่เฉียงย้ำว่า ยิ่งการแข่งขันรุนแรงขนาดไหน ก็ยิ่งจะทำให้เค้กทั้งก้อนเล็กลง และอ้างอิงสุภาษิตจีนที่ว่า ‘ต้องมองไกลๆ ด้วยสายตา เพื่อให้เห็นทิวทัศน์ที่ยาวไกล’

 

นายกฯ หลี่ย้ำถึงฉากทัศน์ของจีนว่าเน้นการเติบโตอย่างมีคุณภาพ เน้นวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เข้าสู่น่านน้ำใหม่ๆ Blue Ocean เน้นพลังงานสีเขียว ปัญญาประดิษฐ์ นวัตกรรม เพื่อให้สมกับคำว่า New Frontiers for Growth

 

ผู้เขียนมองว่าจีนพยายามสื่อสารกับสหรัฐฯ ว่าขอให้กลับมาสู่เส้นทางโลกาภิวัตน์ เพื่อที่จะได้เติบโตไปด้วยกัน แข่งกันแบบไม่เอาเป็นเอาตาย เป็นธรรม แทนที่จะปิดกั้นกันด้วยการใช้กำแพงภาษีสูงๆ

 

ข้อถกเถียงเรื่องภูมิรัฐศาสตร์

 

ผู้เข้าร่วมงานประชุมท่านหนึ่งที่ไม่ประสงค์จะออกนามได้ไปร่วมงาน WEF อย่างต่อเนื่อง เขาเป็นที่ปรึกษาเรื่องการลงทุนจากยุโรป และเดินทางไปจีนบ่อยครั้ง สะท้อนบรรยากาศการประชุมในปีนี้ที่ต่างจากที่ผ่านๆ มาว่า เป็นครั้งที่คุยกันเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนอย่างเปิดเผย

 

“ไม่เคยมีครั้งไหนที่คุยกันชัดเท่าครั้งนี้อีกแล้ว”

 

Geopolitics เป็นหัวข้อที่คุยกันตั้งแต่สุนทรพจน์ในการเปิดประชุม เวทีหารือ เวทีคุยกันช่วงอาหารเย็น ไปจนถึงวงคุยกันตามมุมกาแฟและระเบียง

 

เกิดอะไรกับ ‘Decoupling’

 

เรื่อง Decoupling หรือแยกขั้วออกจากกันระหว่างสหรัฐฯ และจีน ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมรับ แต่ในทางปฏิบัติดูเหมือนจะเกิดขึ้นแล้วจริงๆ

 

รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของ โจ ไบเดน ระบุชัดว่าไม่ได้เดินหน้าแยกขั้วออกจากจีน แต่ต้องใช้มาตรการบางอย่างเพื่อดูแลเรื่องการค้าและการโอนเทคโนโลยี มาตรการที่ว่าก็คือการขึ้นกำแพงภาษีอย่างมีเป้าหมาย การปิดกั้นสินค้าในระดับหนึ่ง แทนที่จะตัดขาดเศรษฐกิจของสองประเทศ

 

เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา รัฐบาลไบเดนขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า (EV) จากจีน จาก 27.5% เป็น 102.5% โดยระบุว่าเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมรถยนต์ของสหรัฐฯ จากการไหลทะลักของ EV จีนที่ราคาถูกกว่ามาก สหรัฐฯ เกรงว่า EV ที่ราคาถูกจะเข้าไปป่วนตลาดและวงการอุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศ

 

ไม่เฉพาะแต่ EV สินค้านำเข้าจากจีนอื่นๆ เช่น แบตเตอรี่ โซลาร์เซลล์ เซมิคอนดักเตอร์ ถูกขึ้นกำแพงภาษีจาก 25% เป็น 50% โดยสหรัฐฯ ให้เหตุผลว่าเทคโนโลยีกลุ่มนี้สำคัญต่อความมั่นคงแห่งชาติ และความสามารถในการแข่งขันด้านเทคโนโลยีของสหรัฐฯ

 

โฆษกกระทรวงพาณิชย์ของจีนออกแถลงการณ์ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาว่า สหรัฐฯ พูดแล้วพูดอีกว่าไม่ได้มีความตั้งใจที่จะ ‘Decoupling’ จากจีน แต่กลับออกกฎเพื่อปิดกั้นการลงทุนของบริษัทอเมริกันในจีน และปิดโอกาสของภาคอุตสาหกรรมจีน

 

ความไม่ลงรอยระหว่างสองยักษ์ใหญ่กำลังกลายเป็นความสะพรึงของประเทศต่างๆ ที่เฝ้ามองว่าสถานการณ์จะแย่ลงไปกว่านี้อย่างไร เพราะเต็มไปด้วยความกังวลว่าความตึงเครียดทางการค้าที่ยกระดับขึ้นจะยิ่งนำไปสู่มาตรการตอบโต้จากจีน แล้วจะยิ่งส่งผลกระทบต่อการค้าในระดับโลก

 

Sir Robin Niblett ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์แห่ง Chatham House ที่เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และผู้เขียนหนังสือ The New Cold War พูดบนเวทีที่วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนว่า “สถานการณ์จะเลวร้ายลงไปกว่านี้ก่อนที่จะเลวร้ายกว่านี้”

 

พอจะเห็นสัญญาณที่ดีบ้างหรือไม่

 

ศาสตราจารย์ Graham Allison นักรัฐศาสตร์ชาวอเมริกันชื่อดังแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เตือนผ่านเวทีการประชุมว่า “ขอให้ทั้งโลกรัดเข็มขัดกันให้ดี โลกอนาคตน่ากลัวยิ่งนัก”

 

แต่ศาสตราจารย์ Allison ไม่ลืมที่จะย้ำว่า มองย้อนกลับไปได้เห็นประธานาธิบดีสีจิ้นผิงคุยกับประธานาธิบดีไบเดนในการประชุม APEC ที่ซานฟรานซิสโกเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2023 พอจะทำให้ใจชื้นว่าผู้นำสองคนยังนั่งลงคุยกันได้เกินกว่า 3 ชั่วโมง ทั้งๆ ที่มีเรื่องไม่พอใจกันสูงมาก แสดงว่าอย่างน้อยท่ามกลางการต่อสู้กันอย่างดุเดือด ยังมีช่องทางที่คุยกันได้อย่างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ที่ทำให้เห็นความพยายามที่จะทำงานร่วมกัน และรักษาความสัมพันธ์นี้ไว้แม้จะเปราะบางมาก

 

ประเทศระดับกลางๆ อย่างไทยจะต้องวางตัวอย่างไร

 

ฉากตึงเครียดที่เกิดขึ้นนี้แน่นอนว่าทำให้ทั้งโลกต้องตื่นตัว แต่ไทยในฐานะประเทศระดับกลางๆ ก็จะต้องปรับทิศทางให้เหมาะสม

 

ผู้เขียนได้มีโอกาสคุยกับคนไทยบางท่านที่ได้ไปร่วมงาน Summer Davos ดร.สันติธาร เสถียรไทย นักยุทธศาสตร์แห่งอนาคต และผู้เขียนหนังสือ Twists and Turns บอกว่าควรจะฟังหูไว้หู ทั้งในจุดยืนของสหรัฐฯ และของจีน แต่ท่ามกลางความตึงเครียดนี้อาจจะเป็นโอกาสของไทยด้วย

 

“จีนอยากออกไปลงทุนมากขึ้น เป็นทั้งเรื่องที่มีความเสี่ยงและโอกาสสำหรับประเทศไทย บางครั้งมีสินค้าที่จะทะลักเข้ามาแต่จีนจะเพิ่มโอกาสในการลงทุนในด้านต่างๆ เช่น EV และแผงโซลาร์เซลล์ โจทย์ของไทยก็คือการเลือกให้ดี เราต้องการการลงทุนแบบไหน เราเป็นแค่แหล่งผลิตหรือเราจะเป็น Technology Transfer ให้เขามาพัฒนาคนให้เราด้วยได้ไหม เป็น Green Technology ไทยต้องพยายามให้เด่นมากขึ้นในอาเซียนเพื่อดึงดูดการลงทุน”

 

ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่นวัตกรรมและธุรกิจใหม่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เล่าให้ฟังว่ามีโอกาสได้คุยกับนายกฯ หลี่เฉียง และได้ถามเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ว่า เมื่อมีปัญหาระหว่างจีนและสหรัฐฯ ประเทศอื่นๆ จะต้องวางตัวอย่างไร คุณบุรณินบอกว่า นายกฯ จีนตอบว่า “แต่ละประเทศต้องมีวิธีการรับมือของตัวเอง”

 

แม้ว่าอาจจะยังเต็มไปด้วยคำถามมากกว่าคำตอบจากเวที Summer Davos นี้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อบรรดาผู้นำในระดับที่ตัดสินใจมาพบหารือกันย่อมจะส่งผลต่อทิศทางการเดินหน้าของโลก

 

จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งบริษัทบิทคับ ให้ตัวเลขที่น่าคิดว่า คนที่มาร่วมประชุมที่ WEF มีไม่ถึง 3,000 คน แต่เป็นคนที่ควบคุมมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์​ของมูลค่าตลาดหุ้นทั่วโลก ทุกคนที่อยู่ในห้องนี้เป็น Decision Maker หรือผู้นำรัฐ เป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ทุกคนมาคุยกัน และมี Initiative ใหม่ๆ ร่วมกัน เป็นเวทีที่ผู้นำมาพูดคุยกัน และมาแชร์วิสัยทัศน์ เป็น Neutral Ground ของโลก

 

หมายความว่าไม่มีสูตรสำเร็จในสมการภูมิรัฐศาสตร์ที่ตึงเครียดนี้ จีนบอกว่าจีนกำลังปรับเข้าสู่การเติบโตแบบคุณภาพสูง เน้นวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สหรัฐฯ บอกว่าต้องปกป้องดูแลตลาดภายใน ธุรกิจ และคนอเมริกัน

 

ไทยจะวางยุทธศาสตร์อย่างไรเพื่อไม่ให้ตกขบวนห่วงโซ่การผลิตใหม่ ที่ความเสี่ยงและโอกาสกำลังมาเคาะประตูบ้าน

 

 

ณัฏฐา โกมลวาทิน ผู้อำนวยการฝ่ายข่าว THE STANDARD ให้สัมภาษณ์กับ เคน-นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ ซีอีโอ

และบรรณาธิการบริหาร THE STANDARD ในรายการ The Secret Sauce

 

ภาพ: Lichtgeschwindigkeit via ShutterStock

The post ศึกภูมิรัฐศาสตร์ สหรัฐฯ-จีน: การหย่าร้างของ ‘คู่สมรสทางเศรษฐกิจ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
AI ไม่ใช่แค่เรื่องของเทค แต่คือ ‘ทางรอด’ ของเศรษฐกิจ แรงงานไทยพร้อมไหม? กมธ. AI ไทยนำประเทศเดินหน้าต่ออย่างไร? https://thestandard.co/ai-is-not-just-technology-but-a-survival/ Thu, 13 Jun 2024 01:13:16 +0000 https://thestandard.co/?p=944582

“ยุคหลัง Generative AI จะเป็นยุคที่การมีวุฒิการศึกษาสูง […]

The post AI ไม่ใช่แค่เรื่องของเทค แต่คือ ‘ทางรอด’ ของเศรษฐกิจ แรงงานไทยพร้อมไหม? กมธ. AI ไทยนำประเทศเดินหน้าต่ออย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>

“ยุคหลัง Generative AI จะเป็นยุคที่การมีวุฒิการศึกษาสูงไม่ได้เป็นตัวการันตีว่างานของคุณจะปลอดภัย”

 

ดร.สันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายการเงิน ธปท. เคยกล่าวคำนี้ไว้เพื่อชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในตลาดแรงงานที่กำลังจะมาถึงเมื่อ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยงานวิจัยจาก McKinsey เคยประเมินเอาไว้ว่า ผลกระทบของ AI จะแผ่ขยายไปยังแรงงานทุกคนในทุกระดับการศึกษา ซึ่งเป็นภาพที่ต่างจากสมัยก่อนที่ความเสี่ยงในการถูกดิสรัปต์ของกลุ่มคนที่เรียนสูงก็ย่อมต่ำกว่าคนที่เรียนน้อยกว่า แต่ภาพในวันนี้ไม่เป็นแบบนั้นแล้ว เพราะความเสี่ยงดังกล่าวแทบจะไม่ต่างกันเลย

 

ในปัจจุบัน หลายคนคงได้เห็นแล้วว่าพัฒนาการ AI เดินหน้าไปอย่างก้าวกระโดด กระโดดถึงขั้นที่ ดร.ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ ViaLink ระบุไว้ในโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “ศักยภาพของ AI ล่าสุดเรียกได้ว่าเก่งกว่ามนุษย์ส่วนใหญ่ไปแล้ว ทั้งลึก เก่งงานเฉพาะทาง ทั้งกว้าง ทำงานรูทีนดีหรือเก่งกว่า ทั้งสร้างสรรค์กว่า เริ่มมีการทำงานเป็นทีม ทำงานแบบ Multimodel ได้ คือ AI หลายรูปแบบรวมกัน”

 

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2567 คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางในการควบคุมและส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ได้จัดประชุมหารือประเด็นตลาดแรงงาน การศึกษา และแนวทางของประเทศไทยต่อ AI ไว้หลากหลายแง่มุม ซึ่ง THE STANDARD WEALTH ขอสรุปทั้งหมดมาดังต่อไปนี้

 

ภัยรอบด้านไทย: ภาระหนี้ ค่าครองชีพสูง แถม AI เข้ามาแทนงานรูทีน

 

ตลาดแรงงานไทยกำลังเผชิญกับภาวะที่ท้าทาย เพราะนอกจาก AI ที่กำลังเริ่มเข้ามาแทนที่งานในหลายประเภทมากขึ้น แรงงานไทยเองก็กำลังเจอกับความอ่อนล้าจากค่าแรงเฉลี่ยของไทยและทั่วโลกแทบไม่เพิ่มขึ้นเมื่อหักเงินเฟ้อ

 

หากเราไปดูที่ข้อมูลเงินสำรองของสังคมไทยจะพบว่า 88% ของบัญชีเงินฝากทั้งหมด 93 ล้านบัญชีมีเงินน้อยกว่า 50,000 บาท และ 80% ในจำนวนนั้นมีไม่ถึง 5,000 บาท อีกทั้งหนี้ครัวเรือนก็กำลังมุ่งหน้าไปแตะที่ 100% ของ GDP 

 

ดร.ณภัทร ยังให้ข้อมูลว่า งานที่คนไทยส่วนใหญ่ทำในปัจจุบันราว 70-85% คืองานซ้ำๆ เดิมๆ (Routine) ที่แทบจะไม่ช่วยเสริมทักษะเลย

 

พอภาพเป็นแบบนี้และมีเทคโนโลยี AI เข้ามาอยู่ในสมการ นัยต่อตลาดแรงงานไทยจึงมีความเป็นไปได้ 4 แบบ

 

  1. แรงงานไทยบางประเภทจะเป็นที่ต้องการของตลาดน้อยลง และแม้ว่าจะยังมีงานทำ แต่รายได้ก็อาจไม่เพียงพอต่อการรักษามาตรฐานคุณภาพชีวิต
  2. แรงงานไทยบางส่วนจะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งในบริบทของบทความนี้ก็คือ AI และอาจส่งผลให้การถูกกลับมาจ้างงานเป็นไปได้ยากมากขึ้น เหมือนดั่งที่ม้าถูกแทนที่ด้วยรถยนต์
  3. ในกรณีที่แรงงานปรับตัวได้ ทักษะใหม่บางส่วนจะเกิดขึ้นและเปิดโอกาสให้มนุษย์เข้าถึงงานรูปแบบใหม่
  4. สำหรับกรณีที่ดีที่สุดคือแรงงานโอบรับความเปลี่ยนแปลงและพัฒนาทักษะใหม่กับทักษะเสริม ส่งผลให้แรงงานประเภทนี้เป็นที่ต้องการในตลาด ซึ่งก็ตามมาด้วยรายได้ที่เพิ่มสูงขึ้น

 

สำหรับประเทศไทย เราจะลงเอยกับฉากทัศน์ตลาดแรงงานแบบไหนก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้ว่าจ้างและพนักงานในวันนี้

 

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายในการหาทิศทางที่จะเดินหน้าต่อก็ไม่ใช่เรื่องง่าย และนั่นเป็นเหตุผลที่ตอนนี้ประเทศไทยได้จัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางในการควบคุมและส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ซึ่งเราขอเรียกสั้นๆ ว่า ‘กมธ. AI’ 

 

กมธ. AI คืออะไร มีไว้เพื่ออะไร?

 

สยาม หัตถสงเคราะห์ ประธานคณะกรรมาธิการ กล่าวกับสื่อมวลชนถึงจุดประสงค์การก่อตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญนี้ว่า “วันนี้ AI มาถึงแล้ว ซึ่งโจทย์ใหญ่ของประเทศไทยคือการหาทางรับมือกับเทคโนโลยีและกำกับดูแล พร้อมทั้งส่งเสริมการใช้งานให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและประชาชน”

 

กมธ. AI ถือเป็นหน่วยงานอิสระที่ประกอบไปด้วยผู้เชี่ยวชาญทั้งภาคเอกชนและรัฐ ไม่ว่าจะเป็น ดร.สันติธาร เสถียรไทย, ดร.ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์, ธีระชาติ ก่อตระกูล, กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ไปจนถึงกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) และอื่นๆ เพื่อเป็นหน่วยงานกลางที่รวมบุคลากรแนวหน้าเข้ามากำกับดูแลผลกระทบที่ AI จะมีต่อประชาชนไทย ซึ่งปัจจุบันอยู่ในช่วงหารือและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกรรมการเพื่อนำไปต่อยอดพัฒนานโยบายเรื่องนี้ต่อไป

 

ภาพรวมการศึกษาของ กมธ. มี 3 ด้านคือ 1. ส่งเสริม 2. กำกับดูแล และ 3. เตรียมพร้อมกับความเปลี่ยนแปลง

 

อย่างไรก็ดี หนึ่งในประเด็นที่ต้องหาทางแก้ไขจากข้อมูลในที่ประชุม คือการขาดฐานข้อมูลที่บ่งชี้ได้ว่าแรงงานไทยแต่ละคนถนัดอะไร และการจัดสรรงบประมาณสำหรับส่งเสริมและดูแลด้าน AI ที่ยังขาดความชัดเจนในปัจจุบัน ซึ่งเป็นสิ่งที่คณะกรรมการมองว่าจำเป็นต้องหารือกันกับสำนักงานงบประมาณ

 

สำหรับแนวทางแก้ไขการขาดฐานข้อมูลแรงงานไทย การเข้าใจบริบทปัจจุบันกับการใช้งาน AI ในประเทศไทยเป็นประเด็นที่สำคัญมาก โดยทุกคนสามารถเข้าไปแชร์ข้อมูลการใช้งานของตัวเองได้ที่ thaith.ai ซึ่งอินไซต์จากประชาชนที่ทำงานหรือใช้งาน AI จะช่วยเป็นสารตั้งต้นให้แผนพัฒนาแรงงานสำหรับอนาคตทำได้อย่างตรงจุดมากขึ้น

 

คว้าโอกาส AI พร้อมกับเข้าใจความเสี่ยง

 

หนึ่งในประเทศอาเซียนที่ขยับเร็วเรื่อง AI คือสิงคโปร์ พวกเขายอมรับว่าเทคโนโลยีนี้มีความเสี่ยง แต่ในขณะเดียวกันก็มาพร้อมกับโอกาส โดยใจความสำคัญของการเดินหน้าในสิงคโปร์คือต้องสร้าง ‘ระบบนิเวศ Generative AI ที่มีความน่าเชื่อถือ’ 

 

สิงคโปร์ไม่เน้นสร้างกฎหมายที่เป็นการห้ามหรือลดแรงจูงใจการใช้ AI มากเกินไป แต่เลือกใช้วิธีสร้างสมดุลระหว่างโอกาสและความเสี่ยง เน้นสร้างความโปร่งใสและมาตรฐาน แล้วปล่อยให้คนเลือกสิ่งที่ตอบโจทย์การใช้งานด้วยตัวเอง เพื่อให้ผู้คนกล้าลอง กล้าเปิดรับ AI อย่างมั่นใจ และเน้นเพิ่มศักยภาพการแข่งขันเพื่อให้เกิดประโยชน์กับการต่อยอดนวัตกรรมต่างๆ 

 

ในส่วนของประเทศไทย ที่ประชุมมีการเสนอว่า เราจำเป็นต้องมี ‘AI Readiness’ หรือความพร้อมด้าน AI ที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์เป็นเครื่องมือสร้าง ‘ปัญญา’ ให้กับทุกคน โดยกรอบคิดที่เราควรจะเข้าใจให้ตรงกันคือ การไม่มอง AI เป็นนโยบายเทคโนโลยีมิติเดียว แต่ AI คือส่วนหนึ่งของนโยบายและ ‘ทางรอด’ เชิงเศรษฐกิจ แปลว่าการสร้างทักษะให้คนมีความรู้เกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ คือโจทย์สำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยยังอยู่ในบริบทการค้าโลกได้ท่ามกลางความกดดันต่างๆ 

 

ดร.ณภัทร เสนอว่าแนวทางต่อไปคือการส่งเสริมให้เกิดความเข้าใจถึงประโยชน์และความเสี่ยงจาก AI ผ่านการให้แรงงานและนายจ้างได้ทดลองใช้เทคโนโลยีจาก AI ที่ได้มาตรฐานระดับโลกเพื่อลดภาระงานรูทีนและให้โอกาสกับแรงงานได้มีเวลาปรับตัว

 

นอกจากนี้ ไทยอาจจำเป็นต้องพัฒนาฐานข้อมูลตลาดแรงงานเชิงลึกให้สามารถระบุได้ถึงทักษะกับตำแหน่ง และต้องคิดทบทวนใหม่เรื่องการจ้างงานที่ควรให้เป็นไปตามกลไกตลาดมากกว่าการรับประกันการว่างงาน และต้องไม่กดดันนายจ้างที่อยากใช้ AI สำหรับเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

 

อีกประเด็นเร่งด่วนที่ต้องปรับโครงสร้างคือระบบการศึกษาสำหรับแรงงานยุคต่อไป ซึ่งอาจพิจารณาให้นักเรียนใช้ AI เป็นสื่อการเรียนรู้ ลดโอกาสที่เยาวชนจะต้องเสียเวลาเรียนทักษะที่หมดอายุและไม่เป็นที่ต้องการของตลาดอีกต่อไปแล้ว ระบบการศึกษาจะได้ผลิตคนออกมาได้ตรงกับความต้องการของโลกปัจจุบัน แต่แน่นอนว่าส่วนนี้ก็อาจจำเป็นที่จะต้องมีกรอบการใช้งานที่ชัดเจน ไม่ให้เทคโนโลยีถูกนำไปใช้อย่างผิดวิธี

 

“อย่าเผลอตีกรอบการศึกษาให้แคบลง อย่าเลี้ยงเด็กๆ ให้ไฟแห่งการเรียนรู้มอดลง เราต้องปรับตัวให้ทันในระบบเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว” ดร.ณภัทร ระบุทิ้งท้าย

 

ภาพ: Feodora Chiosea / Getty Images Plus

The post AI ไม่ใช่แค่เรื่องของเทค แต่คือ ‘ทางรอด’ ของเศรษฐกิจ แรงงานไทยพร้อมไหม? กมธ. AI ไทยนำประเทศเดินหน้าต่ออย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทางรอดเศรษฐกิจไทย และความท้าทายเมื่อ AI ฉลาดกว่ามนุษย์ บทสรุปวันแรกของ THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2023 https://thestandard.co/the-standard-economic-forum-23112023-21/ Thu, 23 Nov 2023 11:37:01 +0000 https://thestandard.co/?p=869057

ท่ามกลางพายุแห่งความเปลี่ยนแปลงที่สร้างความท้าทายในทุกม […]

The post ทางรอดเศรษฐกิจไทย และความท้าทายเมื่อ AI ฉลาดกว่ามนุษย์ บทสรุปวันแรกของ THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2023 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ท่ามกลางพายุแห่งความเปลี่ยนแปลงที่สร้างความท้าทายในทุกมิติ เศรษฐกิจไทยมีความพร้อมมากน้อยแค่ไหน? THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2023: FUTURE READY THAILAND เศรษฐกิจไทยไล่ล่าอนาคต ในวันแรก (23 พฤศจิกายน) พาทุกคนมาร่วมกันหาคำตอบ เพื่อเป็นทางออกจากวิกฤตในทุกด้าน

 

โดยประเด็นที่น่าสนใจของวันแรก คือการสะท้อนภาพความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจไทยท่ามกลางความผันผวนของโลก

 

เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษเปิดงานว่า เราเสียโอกาสดีๆ หลายด้านนานนับทศวรรษ ตอนนี้รัฐบาลพลเรือนที่ทำหน้าที่บริหารประเทศ ต้องการนำศักดิ์ศรีของประเทศไทยคืนกลับสู่เวทีโลก โดยใช้วิธีการต่างๆ ทั้งการทูตเชิงรุกเพื่อดึงดูดนักลงทุน ออกมาตรการสนับสนุนด้านภาษี เพิ่มรายได้ประชาชนในประเทศ เร่งแก้ปัญหาหนี้สิน นายกรัฐมนตรียังยืนยันว่าจำเป็นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ด้วยโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพมากพอ เพียงแค่ขาดโอกาสที่จะแสดงพลังเท่านั้น

 

ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุถึง 3 เป้าหมายที่ธนาคารแห่งชาติจะเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางการเงิน ในเวที ‘Thailand Financial Landscape 2024: ภูมิทัศน์เศรษฐกิจการเงินไทยปี 2024’ ได้แก่ 1. Payment กระตุ้นให้ประชาชนใช้ Digital Payment และ QR Payment เปลี่ยนธนบัตรจากกระดาษเป็น Polymer เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิต 2. Transition Finance ธนาคารแห่งประเทศไทยจะประเมินทั้งโอกาสกับความเสี่ยง ศึกษาหาข้อมูลในด้านต่างๆ เพื่อให้ทุกภาคส่วนเข้าใจ Green Trend ตรงกัน 3. Open Data for Consumer Empowerment เกี่ยวกับเรื่องสิทธิที่ผู้ให้บริการจะต้องส่งข้อมูลข่าวสารให้กับผู้ใช้บริการ  

 

ผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย และกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย พูดถึงการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย ในเวที ‘Reshaping Country Competitiveness Towards Sustainable Growth: พลิกขีดความสามารถไทยสู่การเติบโตที่ยั่งยืน’ โดยระบุว่าเวลานี้ไทยยังมีปัญหาในเชิงโครงสร้าง ทั้งความสามารถในการแข่งขันที่ยังอยู่ในระดับต่ำ สวนทางกับความเหลื่อมล้ำในสังคมที่อยู่ในระดับสูง ปัญหาหนี้ครัวเรือน และการเข้าสู่สังคมสูงวัย ที่ไทยจะต้องเร่งแก้ไขและหาทางออก ด้วยการดึงเทคโนโลยีเข้ามาใช้ประโยชน์ ห้ามละเลยโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้ Data ต่างๆ ของหน่วยงานรัฐเชื่อมโยงกันเป็น Platform พัฒนาการศึกษาโดยใช้ AI เป็นผู้ช่วยสอน ปิดท้ายด้วยภาครัฐต้องวางยุทธศาสตร์ให้ชัดเจน 

 

ดร.ฟาบริซิโอ ซาร์โคเน World Bank Country Manager for Thailand ในเวที ‘Thailand’s Economy in a Changing Global Landscape: เศรษฐกิจไทยในภูมิทัศน์โลกที่ผันผวน’ ระบุว่าตอนนี้ธนาคารโลกกำลังแก้ไขข้อมูลการประมาณการเศรษฐกิจโลกที่จะเผยแพร่ในเดือนมกราคม 2024 คาดว่า GDP โลกจะโตเพียง 2.3% จากคาดการณ์ปัจจุบันที่ขยายตัว 2.4% นับเป็นหนึ่งในอัตราการฟื้นตัวที่ต่ำที่สุดในรอบ 50 ปี เป็นผลจากภาวะการเงินตึงตัว นโยบายควบคุมอัตราเงินเฟ้อสูงในรอบหลายทศวรรษ เงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้น และการค้าโลกชะลอตัว ขณะที่ GDP ไทยในปี 2024 จะขยายตัว 3% ยังไม่รวมโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ซึ่งหากรวมเข้าไปคาดว่า GDP ไทยจะขยายตัวอีก 1% สู่ระดับ 4% ไทยจำเป็นต้องมีการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง เพิ่มระดับการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน 2 เท่า เพิ่มผลผลิต รวมถึงพัฒนามนุษย์และการศึกษา

 

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวบนเวที ‘Future Ready Policies for Thailand: โจทย์นโยบายเศรษฐกิจไทย ไล่ล่าอนาคต’ ว่า ตอนนี้ไทยยังขาดความพร้อมหลายด้าน ทั้งการประกาศนโยบาย Net Zero การประยุกต์ใช้ AI ก็ยังอยู่ในระดับต่ำ ความรู้ทางภาษาอังกฤษก็ด้อยกว่าหลายชาติในอาเซียน อีกทั้งประชากรไทยส่วนใหญ่ก็ยังไม่มีความพร้อมในการวางแผนการเงินหลังเกษียณ ขณะที่กองทุนประกันสังคมก็ยังคงมีปัญหา เพื่อแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ ข้อเสนอจาก ดร.สมเกียรติ ระบุว่ารัฐบาลจำเป็นต้องเพิ่มประสิทธิภาพหลายด้าน ทั้งการแก้ปัญหาระยะสั้นและระยะยาว ต้องมีศักยภาพทั้งวินัยการคลัง วินัยการเงิน และวิจัยการลงทุน เพราะรัฐบาลจะต้องเป็นผู้รับความเสี่ยง ขณะเดียวกันก็ต้องไม่สร้างความเสี่ยงให้กับประเทศ และมีคำถามทิ้งท้ายว่า รัฐบาลจะแจกเงินอย่างไรให้มีปัญหาน้อยที่สุด? 

 

ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด และประธานกรรมการ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น แสดงวิสัยทัศน์ในเวที ‘The Future of Education: พลิกโฉมการศึกษาไทยเท่าทันอนาคต’ ว่าทุกวันนี้การศึกษาในบ้านเราต้องเผชิญกับปัญหาและความท้าทายหลายด้าน ทั้งปัญหาหลักสูตรที่ไม่ตอบโจทย์อนาคต ก้าวไม่ทันกระแสโลกในยุคปัจจุบัน ปัญหาความเหลื่อมล้ำ การมาใหม่ของเทคโนโลยี สิ่งที่ควรทำคือการส่งเสริม Soft Skills เช่น ทักษะการสื่อสาร การทำงานเป็นทีม ความคิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหาระหว่างบุคคล การจัดการความสัมพันธ์ และการแก้ไขข้อขัดแย้ง ขณะเดียวกันต้องลดภาระงานที่ไม่จำเป็นของครู ให้บทบาทของผู้สอนเป็น Facilitator นำเทคโนโลยีไอซีทีและสื่อดิจิทัลมาบูรณาการการเรียนการสอน เพิ่มพูนประสบการณ์โดยมีผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง 

 

ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานกรรมการ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน), ดร.สันติธาร เสถียรไทย คณะกรรมการนโยบายการเงินของ ธปท. และ อดีตผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก และ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่อนาคตศาสตร์และสินทรัพย์ ดิจิทัล บริษัท ฟิวเจอร์เทลส์ แล็บ โดย MQDC ได้แลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์กับคำถามที่ว่า Workforce ของโลกในอนาคตเป็นแบบไหน แล้วไทยจะเดินไปสู่จุดนั้นได้อย่างไร? ในเวที ‘Closing the Skills Gap for Future Ready Workforce: ทรานส์ฟอร์มงานและทักษะคนไทยในโลกใหม่’

 

ดร.สันติธาร มองว่าการ Reskilling และ Upskilling จะต้องเป็นวาระแห่งชาติ เช่นเดียวกับ ดร.การดี ที่ระบุว่าปัจจัยทุนด้านมนุษย์เป็นสิ่งจำเป็น แต่ตอนนี้เรายังคงติดปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำ ที่จะทำให้แรงงานจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงการศึกษา เพื่อพัฒนาศักยภาพของตัวเองได้ ไม่เพียงเท่านี้ ในทศวรรษข้างหน้าจะมี AI กว่า 10% ที่จะเชื่อมต่อกับสมองมนุษย์ ทำให้ AI มีไอคิวสูงกว่า 1,600 ซึ่งเราต้องหาคำตอบว่ามนุษย์ควรปรับตัวกับเรื่องนี้อย่างไร ด้าน ดร.ไพรินทร์ แสดงความคิดเห็นว่า หลักสูตรการศึกษาที่เคยเป็นแบบคณะหรือภาควิชาต่างๆ จะใช้ไม่ได้อีกแล้วในโลก 4.0 ที่ใช้ AI เป็น Based และเราจำเป็นที่จะต้องปรับตามสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป

 

ด้าน Vinayak HV ในฐานะ Senior Partner and Leader of McKinsey Digital in Asia-Pacific ขึ้นพูดในหัวข้อ ‘Edge of Generative AI: Insights by McKinsey: ถอดรหัส Generative AI ในศตวรรษใหม่’ ระบุว่า Generative AI สามารถเพิ่มมูลค่าให้กับเศรษฐกิจโลกได้ประมาณ 2.6-4.4 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี ผ่าน 63 กรณีการใช้งานทางธุรกิจที่ McKinsey ใช้วิเคราะห์ โดยตัวเลขดังกล่าวคิดเป็นมูลค่า 5-8 เท่าของ GDP ไทย ดังนั้นในทางกลับกันไทยก็สามารถเพิ่มผลผลิตทางเศรษฐกิจได้ผ่านการใช้เทคโนโลยีนี้เช่นกัน

 

ดร.อารักษ์ สุธีวงศ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) พูดถึงความท้าทายของ AI Transformation เพื่อสร้างแต้มต่อที่ยั่งยืนให้องค์กร โดยระบุว่า สิ่งสำคัญคือการร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญด้านนี้เพื่อให้เกิดแต้มต่อ ตั้งเป้าให้ชัดว่าเราต้องการจะทำอะไร แม้ AI จะมีคุณประโยชน์มหาศาล หากจัดการไม่ดีจะกลายเป็นดาบสองคม ความรับผิดชอบจึงเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างนวัตกรรม ใช้เทคโนโลยีให้เป็นเพื่อยกระดับตัวเองให้แข่งขันกับคนอื่นได้ 

 

ดร.ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์ ผู้ก่อตั้ง Vialink และกรรมการบริหารสถาบันอนาคตไทยศึกษา, ดร.ศุภศรณ์ สุวจนกรณ์ อาจารย์ประจำสถาบันวิทยสิริเมธี และ ธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด แบ่งปันความคิดเห็นว่าการมาของ AI กระทบต่อแรงงานทั่วโลกมากน้อยแค่ไหน อาชีพอะไรจะหายไป และอาชีพใดที่จะเข้ามาทดแทน ในเวที ‘Thailand’s Roadmap for Generative AI: ความพร้อมประเทศไทยในโลก Generative AI’ โดยทุกคนมองว่า AI เป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยง ขึ้นอยู่กับการนำไปใช้ ซึ่งแนวโน้มในอนาคตความสามารถของ AI จะครอบคลุมมากกว่าที่มนุษย์เคยประเมินไว้ แม้จะทำให้การทำงานง่ายขึ้น แต่ก็อาจสร้างผลกระทบแบบเป็นลูกโซ่หากใช้ไม่เหมาะสม ดังนั้นจึงต้องหาจุดร่วมที่จะเกิดประโยชน์กับทุกฝ่าย

 

The post ทางรอดเศรษฐกิจไทย และความท้าทายเมื่อ AI ฉลาดกว่ามนุษย์ บทสรุปวันแรกของ THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2023 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: การศึกษาเสี่ยง งานขาดคน คนขาดงาน เรียนสูงไม่ปลอดภัย ต่อจิ๊กซอว์สู่ความสำเร็จ | Economic Forum 2023 https://thestandard.co/the-standard-economic-forum-23112023-14/ Thu, 23 Nov 2023 08:43:43 +0000 https://thestandard.co/?p=868916

การศึกษาเสี่ยงเซียมซี – งานขาดคน คนขาดงาน เรียนสู […]

The post ชมคลิป: การศึกษาเสี่ยง งานขาดคน คนขาดงาน เรียนสูงไม่ปลอดภัย ต่อจิ๊กซอว์สู่ความสำเร็จ | Economic Forum 2023 appeared first on THE STANDARD.

]]>

การศึกษาเสี่ยงเซียมซี – งานขาดคน คนขาดงาน เรียนสูงไม่ปลอดภัย – ต่อจิ๊กซอว์สู่ความสำเร็จ โดย ดร.ไพรินทร์, ดร.สันติธาร และ ดร.การดี

 


 

📌อัปเดตเทรนด์โลกกว่า 20+ Sessions ซื้อบัตรชมย้อนหลังได้ที่ https://bit.ly/TSEF2023ED 

 

✅ ราคาพิเศษ! 2,500 บาท ถึง 31 ธันวาคม 2566 เท่านั้น

✅ รับชมออนไลน์ทุกที่ทั่วโลก 

✅ ดูย้อนหลังนาน 6 เดือน (1 ธันวาคม 2566 – 31 พฤษภาคม 2567)

✅ สรุปเนื้อหา Visual Summary ทุกเวที

 

Media Partner

📌รับสรุปเนื้อหาทุกเวที 20+ Sessions 

ซื้อบัตรชมย้อนหลังวันนี้ดูได้นานถึง 6 เดือน

https://bit.ly/TSEF2023MP 

The post ชมคลิป: การศึกษาเสี่ยง งานขาดคน คนขาดงาน เรียนสูงไม่ปลอดภัย ต่อจิ๊กซอว์สู่ความสำเร็จ | Economic Forum 2023 appeared first on THE STANDARD.

]]>
“ทำไมคุณเหมือนปัญญาประดิษฐ์เหลือเกิน” สัญญาณเตือนว่าโลกการทำงาน 4.0 เริ่มขึ้นแล้ว https://thestandard.co/the-standard-economic-forum-23112023-11/ Thu, 23 Nov 2023 07:53:19 +0000 https://thestandard.co/?p=868894 ปัญญาประดิษฐ์

23 พฤศจิกายน ในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2023: FU […]

The post “ทำไมคุณเหมือนปัญญาประดิษฐ์เหลือเกิน” สัญญาณเตือนว่าโลกการทำงาน 4.0 เริ่มขึ้นแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปัญญาประดิษฐ์

23 พฤศจิกายน ในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2023: FUTURE READY THAILAND เศรษฐกิจไทยไล่ล่าอนาคต ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่อนาคตศาสตร์และสินทรัพย์ดิจิทัล บริษัท ฟิวเจอร์เทลส์ แล็บ โดย MQDC, ดร.สันติธาร เสถียรไทย Future economy advisor and former MD of Global Tech Company และ ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานกรรมการ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) ได้กล่าวถึงโลกการทำงานที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป

 

ดร.การดีได้กล่าวถึงเทรนด์การทำงานว่า โลกตอนนี้กำลังแข่งขันกันทั่วโลก ซึ่งแปลว่างานของเราไม่ได้ถูกทดแทนแค่คนในประเทศไทย แต่ต้องแข่งกับโลก รวมถึงงานต่างๆ ในวันนี้ก็กำลังเปลี่ยนแปลงไป โดยตำแหน่งงานหรืออาชีพกว่า 40-50 ล้าน ในปี 2030 กำลังจะหายไป แต่จะมีงานใหม่ๆ เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เรายังคงต้องการคืองานที่มีความเป็นมนุษย์ และบางอย่างที่มีความไม่สมบูรณ์แบบอาจสร้างคุณค่าได้ในตัวของมันเอง

 

“เวลาดิฉันอยากรู้เทรนด์อนาคต ดิฉันมักจะดูว่าเด็กสิบขวบเขาคิดอย่างไร แล้วเขาบอกดิฉันว่า ‘คุณดูเหมือนปัญญาประดิษฐ์เหลือเกิน’

 

“มันแปลว่า Gen Z เขามองสิ่งที่สมบูรณ์แบบนั้นมาจาก AI และความไม่สมบูรณ์แบบต่างๆ ที่มีตำหนิอยู่บ้างจะเริ่มเป็นสิ่งที่สร้างคุณค่าได้ในตัวมันเอง” ดร.การดีกล่าว

 

โดย 5 อนาคตที่เป็นไปได้ในโลกการทำงาน ได้แก่

 

  • Corporation of Gigs: ตลาดการจ้างงานแบบครั้งคราวของโลกจะมีมูลค่ากว่า 4.56 แสนล้านดอลลาร์ ในปี 2030
  • The Artisan Renaissance: งานช่างศิลป์ งานที่มีความเป็นมนุษย์ งานสร้างสรรค์ จะเริ่มเติบโตขึ้นและเปิดโอกาสให้คนกลายเป็นผู้ประกอบการ
  • Synergy the Sync: แรงงานที่สามารถทำงานร่วมกับซอฟต์แวร์ได้จะมีมูลค่าถึง 2.4 หมื่นล้านดอลลาร์ ในปี 2035
  • Beyond Reality: การใช้งานโลกเสมือนเพื่อขับเคลื่อนองค์กรจะเพิ่มมากยิ่งขึ้น และมูลค่าตลาดจะอยู่ที่ 2.8 หมื่นล้านดอลลาร์ ในปี 2030
  • Transformative Resilience: การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมสีเขียวจะสร้างงานใหม่กว่า 30 ล้านรูปแบบงาน

 


 

📌อัปเดตเทรนด์โลกกว่า 20+ Sessions ซื้อบัตรชมย้อนหลังได้ที่ https://bit.ly/TSEF2023ED 

 

✅ ราคาพิเศษ! 2,500 บาท ถึง 31 ธันวาคม 2566 เท่านั้น

✅ รับชมออนไลน์ทุกที่ทั่วโลก 

✅ ดูย้อนหลังนาน 6 เดือน (1 ธันวาคม 2566 – 31 พฤษภาคม 2567)

✅ สรุปเนื้อหา Visual Summary ทุกเวที

 

Media Partner

📌รับสรุปเนื้อหาทุกเวที 20+ Sessions 

ซื้อบัตรชมย้อนหลังวันนี้ดูได้นานถึง 6 เดือน

https://bit.ly/TSEF2023MP 

The post “ทำไมคุณเหมือนปัญญาประดิษฐ์เหลือเกิน” สัญญาณเตือนว่าโลกการทำงาน 4.0 เริ่มขึ้นแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
บอร์ด ธปท. มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการ กนง. ใหม่ 4 คน แทนกรรมการที่พ้นจากตำแหน่งตามวาระ มีผล 1 พ.ย. นี้ https://thestandard.co/new-4-monetary-policy-committee/ Tue, 03 Oct 2023 09:54:54 +0000 https://thestandard.co/?p=849990

คณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทยมีมติแต่งตั้งคณะกรรมการนโย […]

The post บอร์ด ธปท. มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการ กนง. ใหม่ 4 คน แทนกรรมการที่พ้นจากตำแหน่งตามวาระ มีผล 1 พ.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

คณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทยมีมติแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายการเงินใหม่ 4 คน แทนกรรมการที่พ้นจากตำแหน่งตามวาระ 3 ปี เริ่มมีผล 1 พฤศจิกายนนี้

 

ดวงพร รอดเพ็งสังคหะ เลขานุการคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2566 ที่ประชุมได้คัดเลือกและแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แทนกรรมการที่พ้นจากตำแหน่งตามวาระ โดยกรรมการใหม่จะมีวาระการดำรงตำแหน่ง 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ดังนี้

 

  1. ไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน
  2. รพี สุจริตกุล
  3. รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส
  4. สันติธาร เสถียรไทย

The post บอร์ด ธปท. มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการ กนง. ใหม่ 4 คน แทนกรรมการที่พ้นจากตำแหน่งตามวาระ มีผล 1 พ.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญ 3 ความเสี่ยงใหญ่ในปี 2024 แต่ในทุกวิกฤตย่อมมีโอกาส สันติธารแนะวิธีโต้คลื่นความท้าทายไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน https://thestandard.co/thai-economy-faces-3-risks-in-2024/ Mon, 02 Oct 2023 02:50:33 +0000 https://thestandard.co/?p=849123 สันติธาร เสถียรไทย

สันติธาร เสถียรไทย นักเศรษฐศาสตร์ และผู้เขียนหนังสือ Th […]

The post เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญ 3 ความเสี่ยงใหญ่ในปี 2024 แต่ในทุกวิกฤตย่อมมีโอกาส สันติธารแนะวิธีโต้คลื่นความท้าทายไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สันติธาร เสถียรไทย

สันติธาร เสถียรไทย นักเศรษฐศาสตร์ และผู้เขียนหนังสือ The Great Remake ออกมาเตือนถึง 3 ความท้าทายใหญ่ที่จะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในปี 2024 และในขณะเดียวกันก็จะเป็นโอกาสสำคัญที่จะช่วยผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจหากไทยสามารถโต้คลื่นความเสี่ยงเหล่านี้ได้ดี ประกอบไปด้วย 

 

1. ความท้าทายจากเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความซบเซาอยู่พอสมควร โดยเฉพาะจีนที่อยู่ในสถานะไม่ดีเท่าไร และอาจไม่สามารถเป็น Engine of Growth ให้กับโลกเหมือนในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ซึ่งแน่นอนว่าผลกระทบย่อมมาถึงไทยที่พึ่งพาจีนผ่านการส่งออกและการท่องเที่ยวสูง

 

ขณะที่ในฝั่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นอีกหนึ่งในตลาดส่งออกสำคัญของไทย แม้ปัจจุบันเศรษฐกิจจะยังไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession) แต่ก็คาดว่าในปีหน้าจะมีโอกาสเกิดภาวะถดถอยแบบอ่อนๆ (Mild Recession) ได้เช่นกัน จากดอกเบี้ยที่ธนาคารกลางปรับขึ้นมาอย่างต่อเนื่องค่อนข้างเยอะ ซึ่งแน่นอนว่าผลกระทบย่อมมาถึงภาคการส่งออกไทยอีกเช่นกัน

 

ในด้านโอกาส สันติธารระบุว่า การได้รัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศในยามที่เศรษฐกิจพึ่งพาการส่งออกได้ลดลง อาจเป็นโอกาสของไทยที่จะหาเครื่องยนต์ใหม่ เช่น การลงทุนและการบริโภคภายในประเทศเข้ามาช่วยขับเคลื่อนการเติบโตทดแทนการส่งออก

 

โดยปกติรัฐบาลใหม่จะเน้นกระตุ้นอุปสงค์ในประเทศ เราคงต้องรอดูว่าในปีหน้าเราจะสามารถเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพาการส่งออกมาเป็นพึ่งอุปสงค์ในประเทศและการลงทุนในประเทศผ่านนโยบายภาครัฐได้หรือไม่ แต่ก็ต้องระวังให้มาตรการกระตุ้นไปอย่างสมเหตุสมผล ตรงเป้า ไม่มากไปน้อยไป ไม่กระทบเสถียรภาพ ซึ่งเป็นทั้งโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายและเป็นโอกาสในการ Shift Growth ของไทย” สันติธารระบุ

 

2. ความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งเชื่อว่าจะมีความเข้มข้นขึ้นทั้งในรูปแบบของ Trade War และ Tech War เพราะจะเป็นปีที่สหรัฐฯ มีการเลือกตั้ง ทำให้ความตึงเครียดที่มีต่อจีนและรัสเซียจะเพิ่มสูงขึ้น ก่อให้เกิดความเสี่ยงเรื่อง Supply Chain Disruption ที่จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกไทย

 

อย่างไรก็ดี ประเด็นนี้ก็มีมุมบวกเหมือนกัน เพราะเมื่อยักษ์ใหญ่ตีกัน อาเซียนอาจเป็นตาอยู่ที่ธุรกิจเลือกย้ายฐานการผลิตเข้ามา ซึ่งไทยจะเป็นหนึ่งในชาติที่ได้อานิสงส์จากตรงนี้ แต่ก็ต้องแข่งขันกับเพื่อนบ้าน เช่น สิงคโปร์ และเวียดนาม

 

“รัฐบาลชุดปัจจุบันดูให้ความสำคัญกับการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติเข้ามา มีการไปคุยกับบริษัทระดับท็อปของโลกหลายแห่ง ซึ่งเป็นจังหวะที่ดี แต่การลงทุนที่เข้ามาควรเป็นอุตสาหกรรมที่มีคุณภาพ ช่วยสร้างความสามารถทางการแข่งขันและเพิ่มทักษะให้กับแรงงานไทยด้วย เราไม่ควรสนใจแค่เฉพาะเม็ดเงินอย่างเดียว” สันติธารให้ความเห็น

 

3. ความท้าทายด้านเทคโนโลยี จากการที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากยุค Digital Transformation ไปสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence) ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงหลายๆ อุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว โดยเรื่องนี้ถือเป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศว่าจะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้ตามทันได้อย่างไร อาจมีคนจำนวนมากต้องเสี่ยงตกงาน 

 

แต่ในอีกด้านก็สามารถมองเป็นโอกาสของไทยที่กำลังเผชิญกับปัญหาขาดแคลนแรงงานจากการเข้าสู่สังคมสูงวัย โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาชดเชยแรงงานมนุษย์

 

นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งความท้าทายที่ไทยไม่สามารถมองข้ามได้เช่นกัน คือ ความยั่งยืน หรือ Sustainability หลังจากที่ราคาพลังงานโลกเริ่มกลับมาสูงอีกครั้งหนึ่ง และในขณะเดียวกันก็เริ่มมีกระแสต่อต้านกองทุน ESG ต่างๆ ที่ไม่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ดี และถูกมองเป็น Greenwashing ทำให้โลกอาจเผชิญความท้าทายที่เป็นชักเย่อดึงกลับไปกลับมาระหว่างธุรกิจสีเขียวกับธุรกิจรูปแบบเดิม

 

“การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีไปสู่พลังงานสะอาด เช่น รถยนต์ EV ยังไปข้างหน้าอยู่ แต่เราอาจได้เห็นการกระชากกลับเป็นช่วงๆ ตามทฤษฎีที่บอกว่า ยิ่งมี Force แรง Reaction ก็แรงตาม โดยธีมทั้งหมดที่เราพูดมานี้ถือเป็นความท้าทายอย่างเร่งด่วนของไทย แต่ก็เป็นโอกาสไปพร้อมๆ กัน ถ้าเราสามารถขี่คลื่นเหล่านี้ได้ เราก็จะพุ่งไปข้างหน้าได้เร็วกว่าคนอื่น” สันติธารกล่าว

 


 

เทรนด์โลกปี 2024 จะไปในทิศทางไหน? ประเทศไทยจะเตรียมความพร้อมอย่างไรให้ไม่ตกขบวน? มาร่วมกันหาคำตอบแบบเจาะลึกจากผู้นำระดับโลกและไทยกว่า 40 คน ได้ที่งาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2023: FUTURE READY THAILAND เศรษฐกิจไทยไล่ล่าอนาคต

 

โดยสามารถพบกับ สันติธาร เสถียรไทย ได้บนเวทีที่ฉายภาพความท้าทายในอนาคต เมื่อ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งในโลกการทำงานและธุรกิจ 

 

บัตร Early Bird ลดสูงสุดถึง 40% หนึ่งใบสุดคุ้ม!

  • เข้างานได้ 3 วันเต็ม
  • เข้าฟัง Conference ได้ครบทุก Session
  • รับสิทธิ์ดูย้อนหลัง ฟรี! 3 เดือน

 

https://thestandard.co/zipeventapp/e/Economic-Forum-2023/055

วันที่ 23-25 พฤศจิกายน 2566

ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC)

The post เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญ 3 ความเสี่ยงใหญ่ในปี 2024 แต่ในทุกวิกฤตย่อมมีโอกาส สันติธารแนะวิธีโต้คลื่นความท้าทายไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: แจก ‘10,000 บาทดิจิทัล’ ผ่านบล็อกเชน ทำได้จริงไหม? | WEALTH IN DEPTH #90 https://thestandard.co/wealth-in-depth-30082023/ Wed, 30 Aug 2023 14:08:01 +0000 https://thestandard.co/?p=835780 เงินดิจิทัล 10000

พบกับไลฟ์ WEALTH IN DEPTH รายการเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการล […]

The post ชมคลิป: แจก ‘10,000 บาทดิจิทัล’ ผ่านบล็อกเชน ทำได้จริงไหม? | WEALTH IN DEPTH #90 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เงินดิจิทัล 10000

พบกับไลฟ์ WEALTH IN DEPTH รายการเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุนเชิงลึก ในหัวข้อ แจก ‘10,000 บาทดิจิทัล’ ผ่านบล็อกเชน ทำได้จริงไหม?

 

ร่วมพูดคุยกับ สถาพน พัฒนะคูหา ซีอีโอของ SmartContract Blockchain Studio และ ดร.สันติธาร เสถียรไทย อดีต Group Chief Economist และกรรมการผู้จัดการ บริษัท Sea Group

 

ดำเนินรายการโดย ศิรัถยา อิศรภักดี

 

ชมไลฟ์ WEALTH IN DEPTH วันพุธที่ 30 สิงหาคม 2566 เวลา 19.00 น. ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: แจก ‘10,000 บาทดิจิทัล’ ผ่านบล็อกเชน ทำได้จริงไหม? | WEALTH IN DEPTH #90 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ส่องอนาคตเศรษฐกิจไทย ผ่านเลนส์ ‘ผู้นำ’ ปี 2566 รุ่งหรือร่วง? | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/future-of-thai-economy/ Wed, 04 Jan 2023 03:52:46 +0000 https://thestandard.co/?p=732564

สัมภาษณ์พิเศษจากงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 ที […]

The post ชมคลิป: ส่องอนาคตเศรษฐกิจไทย ผ่านเลนส์ ‘ผู้นำ’ ปี 2566 รุ่งหรือร่วง? | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>

สัมภาษณ์พิเศษจากงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 ที่จัดขึ้นในช่วงเดือนพฤศจิกายน ปี 2565 กับ 12 ผู้นำในหลากหลายวงการ ทั้ง สมโภชน์ อาหุนัย, ขัตติยา อินทรวิชัย, ศรพล ตุลยะเสถียร, สันติธาร เสถียรไทย, ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย, สุพันธุ์ มงคลสุธี, ยอด ชินสุภัคกุล, ชฎาทิพ จูตระกูล, ภวัต เรืองเดชวรชัย, อรรถวุฒิ เวศรานุรักษ์, ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร และ ชวินดา หาญรัตนกูล ถึงความพร้อมของประเทศไทยต่อเศรษฐกิจปี 2566 ติดตามได้ในคลิปนี้

The post ชมคลิป: ส่องอนาคตเศรษฐกิจไทย ผ่านเลนส์ ‘ผู้นำ’ ปี 2566 รุ่งหรือร่วง? | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
วาทะเด็ด แลกเปลี่ยนมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยบนปากเหว https://thestandard.co/the-standard-economic-forum-2022-10/ Fri, 25 Nov 2022 12:05:43 +0000 https://thestandard.co/?p=715572

สรุปวาทะจากเวที EDGE OF TOMORROW: เศรษฐกิจไทยบนปากเหว จ […]

The post วาทะเด็ด แลกเปลี่ยนมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยบนปากเหว appeared first on THE STANDARD.

]]>

สรุปวาทะจากเวที EDGE OF TOMORROW: เศรษฐกิจไทยบนปากเหว จากงานเสวนา THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 

 

 

ความเหลื่อมล้ำเป็นปัญหาใหญ่ อย่างการเอื้อกลุ่มทุน ถ้าไม่บริหารจัดการให้ดี ประเทศจะเสียเปรียบ

 

เศรษฐา ทวีสิน ประธานอำนวยการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวในหัวข้อ ‘เศรษฐกิจไทยบนปากเหว’ บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022
วันที่ 25 พฤศจิกายน 2565

 

 

ผู้นำประเทศต้องกล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง แต่ไม่ถูกใจ

 

เศรษฐา ทวีสิน ประธานอำนวยการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวในหัวข้อ ‘เศรษฐกิจไทยบนปากเหว’ บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022
วันที่ 25 พฤศจิกายน 2565

 

 

เศรษฐกิจไทยไม่ได้อยู่บนปากเหวแต่กำลังติดหล่ม วิ่งไปข้างหน้าได้แต่ช้ามาก เพราะเรามั่วกันมากเกินสมควร

 

สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวในหัวข้อ ‘เศรษฐกิจไทยบนปากเหว’ บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022
วันที่ 25 พฤศจิกายน 2565

 

 

“สิ่งที่จะเจอปีหน้าในเชิงเศรษฐกิจคือของแพง แม้เงินเฟ้อจะพีคไปแล้วในไทย ระดับราคาไม่ได้พุ่งขึ้นเร็ว แต่ก็ไม่ได้กลับลงมา” 

 

สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวในหัวข้อ ‘เศรษฐกิจไทยบนปากเหว’ บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022
วันที่ 25 พฤศจิกายน 2565

 

 

“คนเกิดขึ้นมาในครอบครัวยากจน จำเป็นไหมว่าเขาจะต้องเป็นคนยากจนต่อไป ถ้าเศรษฐกิจโตช้าลงเรื่อยๆ โอกาสที่จะเลื่อนชนชั้นทางเศรษฐกิจก็ยากขึ้นเรื่อยๆ” 

 

พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ และหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุน กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวในหัวข้อ ‘เศรษฐกิจไทยบนปากเหว’ บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022
วันที่ 25 พฤศจิกายน 2565

 

 

“เรื่องสังคมผู้สูงอายุ มันไม่ใช่เรื่องแค่ว่าอายุเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้น แต่ที่น่ากลัวกว่าคือจำนวนประชากรวัยทำงานกำลังลดลง” 

 

พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ และหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุน กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวในหัวข้อ ‘เศรษฐกิจไทยบนปากเหว’ บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022
วันที่ 25 พฤศจิกายน 2565

 

 

“ไทยเปรียบเสมือนนักกีฬาที่แก่ตัวลง ไม่ได้แปลว่าอนาคตนักกีฬาจะจบ แต่เราต้องเปลี่ยน Mindset” 

 

สันติธาร เสถียรไทย Group Chief Economist และกรรมการผู้จัดการใหญ่ของบริษัท Sea Group กล่าวในหัวข้อ ‘เศรษฐกิจไทยบนปากเหว’ บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022
วันที่ 25 พฤศจิกายน 2565

 

 

“ความเหลื่อมล้ำเป็นความยาก เป็นรากฐานความท้าทายในการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน” 

 

สันติธาร เสถียรไทย Group Chief Economist และกรรมการผู้จัดการใหญ่ของบริษัท Sea Group กล่าวในหัวข้อ ‘เศรษฐกิจไทยบนปากเหว’ บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022
วันที่ 25 พฤศจิกายน 2565

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

The post วาทะเด็ด แลกเปลี่ยนมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยบนปากเหว appeared first on THE STANDARD.

]]>
สันติธาร เสถียรไทย ปฏิเสธข่าวลงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ของพรรคก้าวไกล https://thestandard.co/santitarn-sathirathai-reject-move-forward-party-election-news/ Tue, 28 Dec 2021 09:55:19 +0000 https://thestandard.co/?p=576939 สันติธาร เสถียรไทย

จากกรณีที่มีรายงานข่าวระบุว่าพรรคก้าวไกลเตรียมส่ง สันติ […]

The post สันติธาร เสถียรไทย ปฏิเสธข่าวลงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ของพรรคก้าวไกล appeared first on THE STANDARD.

]]>
สันติธาร เสถียรไทย

จากกรณีที่มีรายงานข่าวระบุว่าพรรคก้าวไกลเตรียมส่ง สันติธาร เสถียรไทย นักเศรษฐศาสตร์การเงิน ผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีอีคอมเมิร์ซชื่อดัง บุตรชาย สุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ให้ลงมาสมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯ กทม.) ในนามของพรรคก้าวไกล ล่าสุด วันนี้ (28 ธันวาคม) สันติธารโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า

 

“ผมขออนุญาตใช้พื้นที่นี้เพื่อชี้แจงกับทุกท่าน ว่ากระแสข่าวที่ออกมาว่าผมจะลงสมัครรับเลือกตั้งในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ไม่เป็นความจริง

 

“ในฐานะคนไทยคนหนึ่งที่ย่อมเป็นกังวลกับความท้าทายต่างๆ ที่ประเทศเรากำลังเผชิญ และต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างอนาคตที่ดีขึ้นให้กับคนทุกรุ่นในประเทศ ผมจะยังคอยเฝ้าติดตามสถานการณ์บ้านเมืองอย่างใกล้ชิดและแชร์ข้อคิดที่ผมมีต่อสาธารณะตามโอกาสที่เหมาะสม บทบาทหลักที่ผมให้ความสำคัญในขณะนี้คือการทำหน้าที่ประธานทีมเศรษฐกิจและผู้บริหารบริษัท Sea 

 

“ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความสนใจ และผมขอเป็นกำลังใจให้ผู้สมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ครับ”

The post สันติธาร เสถียรไทย ปฏิเสธข่าวลงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ของพรรคก้าวไกล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: พิธา – ศุภวุฒิ – สันติธาร กับยุทธศาสตร์เร่งด่วนและระยะยาวในการปฏิรูปประเทศไทย https://thestandard.co/the-standard-economic-forum-2021-28/ Fri, 26 Nov 2021 14:58:43 +0000 https://thestandard.co/?p=564793

ปรอทแตก เมื่อรัฐฯ-ปชช. ถึงขีดจำกัด ถึงเวลาต้องติดกระดุม […]

The post ชมคลิป: พิธา – ศุภวุฒิ – สันติธาร กับยุทธศาสตร์เร่งด่วนและระยะยาวในการปฏิรูปประเทศไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>

ปรอทแตก เมื่อรัฐฯ-ปชช. ถึงขีดจำกัด ถึงเวลาต้องติดกระดุมใหม่

 

พิธา-ศุภวุฒิ-สันติธาร กับยุทธศาสตร์เร่งด่วนและระยะยาวในการปฏิรูปประเทศไทย

The post ชมคลิป: พิธา – ศุภวุฒิ – สันติธาร กับยุทธศาสตร์เร่งด่วนและระยะยาวในการปฏิรูปประเทศไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศุภวุฒิ-สันติธาร ชี้ปัญหาระยะสั้นเมืองไทยงานน้อย หนี้มาก พิธา ระบุขีดความอดทนประชาชนกับขีดความสามารถรัฐบาลมาถึงขีดสุดทั้งคู่ https://thestandard.co/the-standard-economic-forum-2021-17/ Fri, 26 Nov 2021 06:43:35 +0000 https://thestandard.co/?p=564525 ศุภวุฒิ-สันติธาร

วันนี้ (26 พฤศจิกายน) ในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM […]

The post ศุภวุฒิ-สันติธาร ชี้ปัญหาระยะสั้นเมืองไทยงานน้อย หนี้มาก พิธา ระบุขีดความอดทนประชาชนกับขีดความสามารถรัฐบาลมาถึงขีดสุดทั้งคู่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศุภวุฒิ-สันติธาร

วันนี้ (26 พฤศจิกายน) ในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2021: The Great Reform: Thailand’s Tipping Point for a Sustainable Future ปฏิรูปประเทศไทยเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน กับหัวข้อ ‘ยุทธศาสตร์เร่งด่วนและระยะยาวในการปฏิรูปประเทศไทย’ โดยพาร์ตแรกเป็นการพูดคุยกันของ ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยภัทร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร และผู้ก่อตั้งกลุ่ม CARE, ดร.สันติธาร เสถียรไทย ประธานทีมเศรษฐกิจและกรรมการผู้จัดการ Sea Group ประเทศสิงคโปร์ และ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส. บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคก้าวไกล

 

โดยหนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจจากเวทีนี้คือ การชวนมองภาพรวมปัจจุบันของโลกหรือในประเทศ ที่เริ่มกลับมาฟื้นตัวในระยะสั้น แม้หลายประเทศจะเกิดการระบาดอีกครั้งในช่วงเวลานี้ โจทย์ใหญ่ในเชิงระยะสั้น ประเทศไทยมีความท้าทาย โอกาส หรือสิ่งที่ควรจะแก้ไขอะไรบ้าง 

 

ดร.ศุภวุฒิ บอกว่า ตอนนี้เศรษฐกิจโลกกำลังดำเนินไปด้วยดี GDP ปีนี้น่าจะโตได้มากถึง 5% และน่าจะต่อยอดสู่ปีหน้าได้ในระดับหนึ่ง เพียงแต่ต้องระมัดระวังว่า เศรษฐกิจปีหน้าอาจจะขยายตัวช้าลง นโยบายการเงินก็มีแต่จะขึ้นดอกเบี้ยมากขึ้น ส่วนนโยบายการคลังต้องถอยลงมา 

 

โดยเฉพาะในยุโรปจะพบว่า เริ่มมีการกลับมาระบาดของโควิดในหลายประเทศ จนต้องมีการงัดมาตรการล็อกดาวน์กลับมาใช้ จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้การฟื้นตัวครั้งนี้ไม่ราบรื่นนัก แต่จะเป็นในแบบของการค่อยๆ ฟื้น เป็นไปแบบเรียบง่าย อาจจะมีการก้าวไปข้างหน้า 2 ก้าว ถอยหลังกลับมา 1 ก้าวก็ได้ ในส่วนนี้คือภาพรวมของโลกที่เราต้องเผชิญ

 

ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย ดร.ศุภวุฒิ ได้หยิบยกข้อมูลของสภาพัฒน์ที่ได้ไปสำรวจสภาวะเศรษฐกิจและสังคมในไตรมาส 3 ปี 2564 มาฉายภาพให้เห็นควบคู่กับปัญหาระยะสั้นที่ไทยต้องเผชิญเป็นอย่างไร

 

ปัญหาหลักๆ ที่เกิดขึ้นคืองานมีไม่พอและหนี้เต็มกระเป๋า โดยยกตัวอย่างจากตัวเลขที่สำคัญก่อนคือ มีการประเมินเรื่องความยากจนของสภาพัฒน์ของปีที่แล้ว พบว่า คนยากจนในไทยมีอยู่ 4.8 ล้านคน เพิ่มขึ้น 5 แสนคน ซึ่งน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก แต่เมื่อมองหาสาเหตุจะเห็นว่า เป็นเพราะภาครัฐได้อัดเงินเยียวยา ครอบคลุมไปเกือบ 40 ล้านคน หรืออาจจะมากกว่านั้น เฉลี่ยแล้วได้เงินจากรัฐคนละ 1,123 บาทต่อเดือน หรือ 13,473 ต่อปี เมื่อปีที่ผ่านมา และเมื่อถอยออกมาดูภาพกว้าง หากไม่มีการใช้เม็ดเงินรวมกว่า 4 แสนล้านบาท จะพบตัวเลขคนยากจนสูงกว่า 11.02 ล้านคน นั่นคือตัวเลขจากปีก่อน อีกทั้งปีนี้สถานการณ์แย่กว่าครั้งก่อน และคงต้องใส่เงิน 4 แสนล้านบาทเพื่อแก้ปัญหา ดังนั้นปัญหาภาระของรัฐบาลค่อนข้างหนักหน่วงทั้งในปีนี้และปีหน้า นี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับภาครัฐ

 

ส่วนภาคประชาชน เส้นแบ่งความยากจนอยู่ที่ 2,762 บาทต่อเดือน ใครที่อยู่ด้วยเงินเท่าที่มีก็เหนื่อยมาก อีกทั้งข้อมูลระบุตัวเลขอัตราว่างงานอยู่ 870,000 คน ส่วนคนว่างงานส่วนใหญ่คือคนในกลุ่มอายุ 15-19 ปี ที่ 9.74% อันนี้เป็นปัญหาใหญ่ถ้าคนอายุน้อยไม่มีงานทำ ที่จะไม่ได้กระทบต่อปัญหาเศรษฐกิจ แต่จะกระทบต่อปัญหาสังคมในอนาคต โดยสรุปเราต้องสร้างงาน 1 ล้านตำแหน่งให้ได้เร็วที่สุด 

 

สิ่งที่ได้มาทำตอนนี้คือไม่ใช่การสร้างงาน แต่เป็นการเยียวยาผ่านโครงการคนละครึ่ง, เที่ยวด้วยกัน มันเป็นการเอาปลามาให้ประชาชน แต่ในความเป็นจริงควรสอนให้หาปลา มันต้องปรับเปลี่ยนมาเป็นนโยบายที่ทำให้เกิดการจ้างงานให้ได้มากที่สุด ยกตัวอย่าง SMEs ที่เป็นหน่วยภาคการผลิตที่เร็วและเข้าถึงง่ายที่สุด ก็ควรให้การช่วยเหลือกลุ่ม SMEs ซึ่งจะนำไปสู่การแก้ปัญหาได้หลายอย่าง รวมถึง ‘ภาวะหนี้’ ที่เป็นอีกหนึ่งปัญหาหลักที่ประชาชนเจออยู่ตอนนี้ 

 

“งานมีน้อยเกินไป หนี้มีมากเกินไป สิ่งเหล่านี้ถ้าไม่รีบแก้ พวกเขาจะเดินต่อไปในอนาคตลำบาก เราก็จะฟื้นเศรษฐกิจลำบาก เพราะคนคือทรัพยากรหลักในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ และทุกอย่างนี้ทำเพื่อให้ทุกคนอยู่ดีกินดี” ดร.ศุภวุฒิ กล่าว

 

ทางด้าน ดร.สันติธาร เสถียรไทย เห็นด้วยกับ ดร.ศุภวุฒิ กับการแก้ปัญหาที่ระบุไปข้างต้น แต่เมื่อกล่าวถึงการแก้ปัญหาในระยะสั้น ประเด็นที่ยังน่าเป็นห่วงที่สุด และใครหลายคนไม่อยากได้ยินคือ ‘โควิดยังไม่จบ’

 

ตอนนี้หลายฝ่ายเชื่อว่า การที่พาประชาชนฉีดวัคซีนกันได้เยอะแล้ว จะทำให้ปัญหาการระบาดจะหายไป เราต้องมองดูต่างประเทศ เพราะหลายประเทศดำเนินการฉีดวัคซีนกันเกือบทั้งประเทศก็มี แถมเป็นวัคซีนที่มีคุณภาพสูง แต่ปัจจุบันยังคงมีการระบาดอย่างต่อเนื่อง ทั้ง อิสราเอล ฝั่งยุโรป หรือเพื่อนบ้านสิงคโปร์ ที่ฉีดไปแล้วกว่า 80% รวมถึงฉีดบูสเตอร์แล้วก็ยังมีปัญหาเหมือนเดิม ทำให้หลายประเด็นต้องถอยกลับไปสู้กันใหม่

 

ฉะนั้นการแก้ปัญหาที่ต้องทำให้ได้ คือต้องเก็งโจทย์สำหรับสู้ปัญหาโควิดในอนาคต ปีที่แล้วไทยปิดเมือง ประกาศล็อกดาวน์ ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นในระดับหนึ่งจนถึงขั้นยอดติดเชื้อเป็นศูนย์ แต่จากนั้นการระบาดกลับมาอีกครั้งและหนักกว่าเดิม สร้างผลกระทบประเทศไทยหนักกว่าเดิม เพราะมาถึงปี 2021 โจทย์เปลี่ยน กลายเป็นว่าใครมีวัคซีนเยอะสุดจะได้เปรียบ ในส่วนนี้ไทยทำได้ไม่ค่อยดี

 

ดังนั้น โจทย์ในปี 2022 ที่ประเทศไทยต้องมองข้างหน้า อาจจะไม่ใช่เรื่องวัคซีนแล้ว แต่อาจจะเป็นใครหาสูตรหรือเคล็ดลับที่อยู่กับโควิดได้ดีกว่ากัน 

 

“ขณะเดียวกันเราต้องไม่เข้าใจผิดว่าการอยู่กับโควิดไม่ได้หมายความว่าจะกลับมาเปิดเมืองและปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปแบบตามมีตามเกิด แต่เราต้องมีมาตรการที่ดีมากๆ เพื่อรับมือการระบาดที่อาจมีขึ้นมาอีก เราจะทำอย่างไร ซึ่งผมมองว่ามันมี 3 ส่วนต้องทำให้ได้ การสาธารณสุข เศรษฐกิจ และดิจิทัล” ดร.สันติธาร กล่าว

 

ดร.สันติธาร ขยายความต่อว่า เรื่องสาธารณสุข ประเด็นของวัคซีนยังสำคัญมาก ในการเร่งฉีดบูสเตอร์ให้ประชาชน แล้วถ้ายังมีการกลายพันธุ์ของไวรัสต่อไปเรื่อยๆ เราต้องมีการเตรียมพร้อมในรูปแบบนี้อีกหลายปี และอีกทางเลือกคือยารักษาโควิด ซึ่งสองสิ่งนี้ต้องสอดประสานและทำให้ได้ รวมถึงการเตือนภัยล่วงหน้าหรือการแกะรอยที่มาของโรคระบาด ทั้งหมดนี้เราต้องมีให้พร้อมสำหรับปีหน้า หรือให้ดีควรมีตั้งแต่ปลายปีนี้

 

ต่อมาคือเรื่องเศรษฐกิจ นโยบายการเปิดเมืองปัจจุบันคือนโยบายเศรษฐกิจไปแล้ว เราต้องต่อยอดว่าจะดึงนักท่องเที่ยวเข้าสู่ประเทศอย่างไร ซึ่งไม่ได้ทำเพียงแค่การทำให้ประเทศมีความปลอดภัย แต่ต้องคุยกับประเทศอื่นด้วย เพื่อให้ประเทศไทยไปอยู่ในลิสต์ประเทศปลอดภัยในคู่มือประเทศอื่นๆ ต้องมีการเปิดเส้นทางใหม่ๆ ในส่วนนี้เป็นหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศต้องเข้าไปคุย อาจจะเริ่มได้ตั้งแต่ประเทศรอบตัว

 

สุดท้ายคือเรื่องของดิจิทัล เรื่องนี้ไม่ได้สำคัญเพียงแค่ในระยะยาว แต่ในระยะสั้นพบว่า ธุรกิจด้านดิจิทัลได้รับผลกระทบน้อยกว่าด้านอื่น แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสบายกว่า เทคโนโลยีไม่ได้แก้ทุกปัญหา ไม่ใช่ยาวิเศษ แต่ช่วยลดผลกระทบได้บางส่วน และจากผลสำรวจที่ทำกันในทีมส่วนตัวพบว่า มีประมาณ 50% สามารถค้นพบธุรกิจใหม่ สร้างแบรนด์ใหม่ ทำกิจกรรมเพื่อสุขภาพ ขณะที่แม่บ้าน-นักเรียนก็หารายได้จากตรงนี้ได้ ฉะนั้นถ้าช่วยให้ประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยีได้ สิ่งนี้จะคอยช่วยบรรเทาจากผลกระทบที่เกิดขึ้นได้

 

“เพราะฉะนั้นมิติทั้ง 3 อย่างนี้ สาธารณสุข เศรษฐกิจ และดิจิทัล เราต้องทำทั้ง 3 อย่างนี้ได้ก่อน เราถึงจะพร้อมที่จะยืนอยู่กับโควิด และเป็นโจทย์สำคัญในปี 2022” ดร.สันติธาร กล่าว 

 

ขณะที่ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ มองว่า ปัญหาระยะสั้นที่กัดกินอยู่คือเรื่องของขีดความอดทนของประชาชนและขีดความสามารถของรัฐบาลมาถึงขีดสุดทั้งคู่ สิ่งที่ประชาชนต้องเผชิญตอนนี้ไม่ได้เกิดขึ้นตามมากับวิกฤตโควิด แต่มันเป็นปัญหาฝังรากลึกมานานกว่านั้น ทั้งปัจจัยทางการเกษตร, ราคาน้ำมัน รวมถึงปัญหาเศรษฐกิจที่มีผลต่อปาก-ท้องของพี่น้องประชาชนโดยตรง ขณะที่ฝั่งรัฐบาล สิ่งที่พอทำได้คือต้องเร่งเยียวยาประชาชนให้ได้ก่อน แต่เป็นที่เข้าใจว่าตอนนี้ขีดความสามารถในการเยียวยาของรัฐบาลเริ่มมาถึงขีดสุดเช่นกัน

 

ยกตัวอย่างการประกันราคาข้าวในช่วงน้ำท่วมแบบนี้ ก็ต้องพึ่งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) แต่มันมีกฎหมายชื่อว่า พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วินัยการเงิน-การคลัง ระบุว่า รัฐบาลห้ามเป็นหนี้รัฐวิสาหกิจเกิน 30% แต่ตอนนี้รัฐบาลเป็นหนี้เกินกว่า 30% ไปแล้ว นั่นแสดงให้เห็นว่าแค่จ่ายเงินประกันน้ำท่วมราคาข้าวก็ช่วยไม่ได้ นำไปสู่การทำให้ประชาชนหมดความอดทน 

 

นอกจากนี้ประเด็นของน้ำมันที่เป็นข้อเรียกร้องหลักจากภาคธุรกิจคืออีกสิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ปัญหา ถ้าเป็นรัฐบาลชุดก่อนอาจจะใช้วิธีลดภาษีสรรพสามิต หรือลดเงินเข้ากองทุนก็อาจจะลดได้แค่ 6 บาท ปัญหาคือมันมีราคาที่ต้องจ่ายหากแก้ปัญหาแบบเดิม 

 

โดยราคาที่ต้องจ่ายในส่วนนี้ เมื่อลดภาษีสรรพสามิตไป 1 บาท จะทำให้ภาษีของรัฐบาลหายไป 60,000 บาท ทั้งๆ ที่ทำงบประมาณขาดดุล 700,000 บาท และเก็บภาษีต่ำกว่าเป้า 300,000 บาท ถ้ารองนายกรัฐมนตรี สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ยังเดินหน้าทำการแบบนี้ต่อไป กับการตรึงราคาอยู่ที่ 28-30 บาท ทั้งที่มีประชาชนเรียกร้องขอให้อยู่ที่ 26 บาท 

 

“สิ่งเหล่านี้จะทำให้รัฐบาลสูญเสียความยืดหยุ่นในการแก้ปัญหาการเงิน กฎหมาย หรือการเยียวยาความเดือดร้อนของประชาชนจะเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก อันนี้คือปัญหาระยะสั้น แต่หากถามถึงระยะยาว เหตุการณ์ที่เอ่ยถึงจะเกิดขึ้นบ่อยครั้งจนกลายเป็นเรื่องปกติใหม่ของการบริหารจัดการ ถ้ารัฐยังคิดแบบเดิม ยึดกรอบเดิมจะกลายเป็นปัญหาในลักษณะนี้ และเป็นกลายเป็นงูกินหาง” พิธา กล่าวในที่สุด

The post ศุภวุฒิ-สันติธาร ชี้ปัญหาระยะสั้นเมืองไทยงานน้อย หนี้มาก พิธา ระบุขีดความอดทนประชาชนกับขีดความสามารถรัฐบาลมาถึงขีดสุดทั้งคู่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เหตุผลที่ห้ามพลาด THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2021 ครั้งแรกกับการวิพากษ์ยุทธศาสตร์ประเทศไทย ฝ่ายค้าน-เอกชนถาม ฝ่ายรัฐตอบ https://thestandard.co/the-standard-economic-forum-2021-9/ Thu, 04 Nov 2021 13:00:37 +0000 https://thestandard.co/?p=556306 THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2021

ครั้งแรกที่แม่ทัพเศรษฐกิจของรัฐบาลจะมารับฟังข้อวิพากษ์ […]

The post เหตุผลที่ห้ามพลาด THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2021 ครั้งแรกกับการวิพากษ์ยุทธศาสตร์ประเทศไทย ฝ่ายค้าน-เอกชนถาม ฝ่ายรัฐตอบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2021

ครั้งแรกที่แม่ทัพเศรษฐกิจของรัฐบาลจะมารับฟังข้อวิพากษ์ ‘ยุทธศาสตร์ประเทศ’ จาก 3 มุมมองแบบเจาะลึก และสดๆ บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2021

 

ความท้าทายของประเทศไทยในโลกหลังโควิด-19 ระยะสั้นและยาวคืออะไร รัฐกำลังตั้งเข็มทิศไปทางไหน ใช่ทางที่เหมาะสมที่สุดแล้วหรือไม่ ชวนฟังมุมมองและข้อวิเคราะห์เฉียบคมจาก ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ, ดร.สันติธาร เสถียรไทย และ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ที่จะมาร่วมสะท้อนภาพยุทธศาสตร์ประเทศไทย ส่งตรงถึง สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน หรือแม่ทัพเศรษฐกิจของรัฐบาล ในหัวข้อ ‘The Urgency of Thailand’s Reformation ยุทธศาสตร์เร่งด่วนและระยะยาวในการปฏิรูปประเทศไทย’ บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2021 วันที่ 26 พฤศจิกายน 2564

 

รายละเอียดการจำหน่ายบัตร

📌 Early Bird (บัตร 3 วัน) ราคาลดพิเศษ 2,500 บาท เริ่มจำหน่ายแล้ววันนี้ – 20 พฤศจิกายน 2564

📌 Regular (บัตร 3 วัน) ราคา 3,900 บาท เริ่มจำหน่ายวันที่ 21 พฤศจิกายน 2564 เป็นต้นไป

📌 1-Day (บัตร 1 วัน) ราคา 1,500 บาท เริ่มจำหน่ายแล้ววันนี้

📌 Student (บัตร 3 วัน) ราคา 900 บาท สำหรับนักเรียน นักศึกษา ที่อายุไม่เกิน 23 ปี แสดงบัตรนักเรียน นักศึกษา เพื่อรับสิทธิ์เฉพาะการสั่งซื้อทางเคาน์เตอร์ Thai Ticket Major หรือเคาน์เตอร์เซอร์วิสเท่านั้น

📌 สมาชิก THE STANDARD MEMBER รับส่วนลดเพิ่ม 10% (เฉพาะบัตรประเภท Early Bird, Regular และ 1-Day) คลิกรับโค้ดได้ที่ https://bit.ly/3cfge29

 📌 บัตรทุกประเภทสามารถใช้ในการรับชมงานย้อนหลังได้ 3 เดือน

 

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมและซื้อบัตรได้แล้วที่ https://www.thaiticketmajor.com/seminar/the-standard-economic-forum-2021.html

 

 

#TheStandardEconomicForum2021 #ปฏิรูปประเทศไทย

 

The post เหตุผลที่ห้ามพลาด THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2021 ครั้งแรกกับการวิพากษ์ยุทธศาสตร์ประเทศไทย ฝ่ายค้าน-เอกชนถาม ฝ่ายรัฐตอบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถ่ายทอดสด: ทำความเข้าใจคนรุ่นใหม่กับความท้าทายที่ต้องเผชิญในความปกติใหม่กับ Sea x THE STANDARD Special Live https://thestandard.co/sea-x-the-standard-special-live/ Tue, 15 Sep 2020 07:22:17 +0000 https://thestandard.co/?p=396912

เตรียมพบกับไลฟ์พิเศษ ชวนเข้าใจคนรุ่นใหม่กับความท้าทายที […]

The post ถ่ายทอดสด: ทำความเข้าใจคนรุ่นใหม่กับความท้าทายที่ต้องเผชิญในความปกติใหม่กับ Sea x THE STANDARD Special Live appeared first on THE STANDARD.

]]>

เตรียมพบกับไลฟ์พิเศษ ชวนเข้าใจคนรุ่นใหม่กับความท้าทายที่ต้องเผชิญทาง Facebook Live และ YouTube Live ของ THE STANDARD วันที่ 18 กันยายนนี้ เวลา 13.30-15.00 น.

 

Sea x THE STANDARD Special Live: Thai Youth’s Challenges in the Next Normal คนรุ่นใหม่กับความท้าทายที่ทุกคนต้องจับมือก้าวไปด้วยกัน

 

เวทีที่จะเชื่อมความเข้าใจระหว่างเจเนอเรชัน ครั้งแรกของการเผยรายงานการปรับตัวของคนรุ่นใหม่จากความท้าทาย 3 มิติ โดย Sea Insights พร้อมร่วมค้นหาแนวทางความร่วมมือที่ทุกฝ่ายต้องปรับตัว เพื่อสนับสนุนก้าวต่อไปของคนรุ่นใหม่

 

พบกับ ดร.สันติธาร เสถียรไทย, ดร.ศรุต วานิชพันธุ์, บัญชา มนูญกุลชัย, ดร.รัฐศาสตร์ กรสูต และ ดร.วิโรจน์ จิรพัฒนกุล

 

ดำเนินการเสวนาโดย นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ บรรณาธิการบริหาร THE STANDARD

 

ติดตามถ่ายทอดสดได้ในวันที่ 18 กันยายน 2563 เวลา 13.30-15.00 น.

ทาง Facebook Live และ YouTube Live ของ THE STANDARD

 

#SeaxTheStandard #คนรุ่นใหม่

The post ถ่ายทอดสด: ทำความเข้าใจคนรุ่นใหม่กับความท้าทายที่ต้องเผชิญในความปกติใหม่กับ Sea x THE STANDARD Special Live appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อ ‘อนาคต’ กลายเป็น ‘ปัจจุบัน’ ทักษะแบบไหนที่คนไทยควรมีเพื่อไม่ให้ถูกทิ้งไว้ https://thestandard.co/the-leader-mindset-2020/ Wed, 13 Nov 2019 06:03:51 +0000 https://thestandard.co/?p=303382 สันติธาร เสถียรไทย

5 ปีที่แล้ว World Economic Forum (WEF) เผยแพร่รายงานสำค […]

The post เมื่อ ‘อนาคต’ กลายเป็น ‘ปัจจุบัน’ ทักษะแบบไหนที่คนไทยควรมีเพื่อไม่ให้ถูกทิ้งไว้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สันติธาร เสถียรไทย

5 ปีที่แล้ว World Economic Forum (WEF) เผยแพร่รายงานสำคัญที่ถูกนำไปใช้ต่ออย่างแพร่หลายทั่วโลกชื่อว่า The Future of Jobs ทำนายเกี่ยวกับงานของมนุษย์ในอนาคต และคาดการณ์ว่าทักษะที่จำเป็นในปี 2020 คืออะไร 

 

วันนี้เรากำลังย่างก้าวเข้าสู่ปี 2020 ลองมา ‘ส่องกระจก’ ดูกันไหมว่าทักษะใดที่คนไทยรู้สึกว่าตัวเองพร้อม และทักษะใดที่ยังไม่ค่อยมั่นใจว่ามีเพียงพอ

 

หากดู 5 ทักษะที่รายงาน WEF คาดการณ์ไว้ว่าน่าจะสำคัญที่สุดสำหรับปี 2020 จะสามารถนำมาจัดกลุ่มใหม่ได้เป็น 3 ประเภทกว้างๆ คือ 

 

  1. การวิเคราะห์ คิดเชิงวิพากษ์ และแก้ปัญหา (Analytical & Critical Thinking and Problem Solving) 
  2. ความคิดสร้างสรรค์และการสร้างนวัตกรรม (Creativity and Innovation) 
  3. ทักษะเกี่ยวกับคน (People Skills) ที่รวมทักษะทางสังคมและการสื่อสารทำงานร่วมกับผู้อื่นเข้าด้วยกัน

 

ไทยเทียบอาเซียน แข็งที่ People อ่อนที่ Analytical

จากข้อมูลแบบสำรวจคนรุ่นใหม่ในอาเซียนอายุ 15-35 ปี โดยบริษัท Sea และ World Economic Forum ที่มีข้อมูลถึง 56,000 คน (เป็นเยาวชนไทยประมาณ 10,000 คน) มีคำถามหนึ่งให้คนเลือกว่าตนเองมีความเชี่ยวชาญในแต่ละทักษะระดับใด (เลือกได้ตั้งแต่ไม่มีทักษะนี้เลย มีบ้าง จนถึงเชี่ยวชาญมาก)

 

ผลปรากฏว่าข่าวดีก็คือเยาวชนไทยเกิน 50% คิดว่าตนเองพอมีความเชี่ยวชาญอยู่บ้างในทักษะแห่งอนาคตทั้ง 3 กลุ่ม โดยเฉพาะด้านทักษะที่เกี่ยวกับ People Skills เราค่อนข้างโดดเด่นกว่าประเทศอื่นในอาเซียน โดยคนไทย 75% คิดว่าตัวเองมีความเชี่ยวชาญทักษะด้านนี้เทียบกับค่าเฉลี่ยอาเซียนอยู่ที่ 71% ซึ่งจุดเด่นที่สุดคือเรื่องของการสื่อสารและทักษะทางอารมณ์ ซึ่งสมกับการเป็นประเทศแห่งการท่องเที่ยวและบริการ อีกทั้งยังสอดคล้องกับการที่สังคมไทยมักถูกมองว่ามี Service Mindset ที่ดี แม้บางครั้งภาษาต่างประเทศอาจไม่แข็งแรงนัก

 

แต่ข่าวร้ายคือคนไทยดูจะไม่ค่อยมั่นใจในทักษะอีก 2 กลุ่มเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของอาเซียน โดยเฉพาะกลุ่มเรื่องการคิดวิเคราะห์และเชิงวิพากษ์ โดยคนไทยเพียง 60% คิดว่าตนเองพอมีทักษะด้านนี้ ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอาเซียนที่อยู่ 71% อย่างเห็นได้ชัด 

 

นอกจากนี้ในกลุ่มทักษะด้านการสร้างสรรค์นวัตกรรม เยาวชนก็ดูจะไม่มั่นใจเท่าคนในประเทศอื่นๆ โดย 66% ของคนไทยบอกว่าเชี่ยวชาญทักษะนี้เทียบกับค่าเฉลี่ยของอาเซียนที่ 74%

 

คำถามที่น่าคิดต่อคือทำไมทักษะแห่งอนาคต 2 กลุ่มนี้จึงดูเหมือนจะเป็นจุดอ่อนของเรา เช่น เป็นไปได้หรือไม่ว่ามันสะท้อนระบบการศึกษาที่ให้ความสำคัญกับ ‘การเชื่อฟัง ท่องจำ ทำสอบ’ แต่ไม่ได้สนับสนุนการคิดวิเคราะห์ การหามุมมองที่แตกต่าง การค้นคว้าพิสูจน์หลักฐาน การทดลองไอเดีย รวมไปถึงการคิดนอกกรอบแบบที่จะช่วยสร้างเสริม ‘กล้ามเนื้อ’ การวิเคราะห์ คิดเชิงวิพากษ์ และสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ และอาจไม่ใช่แค่ระบบการศึกษาที่มีปัญหานี้ แต่เริ่มตั้งแต่แนวทางการอบรมสั่งสอนเด็กของบุพการีไปจนถึงวิธีการบริหารของผู้ใหญ่ในองค์กรต่างๆ หรือไม่

 

ไทย-เวียดนาม ข้อยกเว้นที่ตรงกันข้าม

อีกข้อสังเกตหนึ่งที่น่าสนใจคือเยาวชนของประเทศอื่นๆ ส่วนใหญ่มักจะมีความมั่นใจในทักษะแต่ละกลุ่มใกล้เคียงกัน คือถ้าสัดส่วนคนที่คิดว่าตนเองเชี่ยวชาญทักษะด้านการวิเคราะห์สูงก็มักจะมีสัดส่วนคนที่มั่นใจในทักษะด้านนวัตกรรมและ People Skills ไปด้วย แต่ประเทศไทยและเวียดนามเป็นสองกรณียกเว้นอย่างชัดเจนและในทางตรงกันข้ามกันโดยสิ้นเชิง

 

ในขณะที่เยาวชนไทยดูจะเชี่ยวชาญในทักษะด้าน People แต่ไม่ค่อยมั่นใจเรื่องการวิเคราะห์และการสร้างสรรค์นวัตกรรม คนรุ่นใหม่ของเวียดนามกลับมั่นใจในสองทักษะหลัง แต่กลับคิดว่าตนเองอ่อนปวกเปียกด้าน People Skills โดยมีสัดส่วนแค่ 55% ที่คิดว่าตนเองมีความเชี่ยวชาญด้านนี้ ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดในอาเซียน 

 

ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ที่วิเคราะห์เวียดนามด้วย ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่านี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่แม้เวียดนามจะโดดเด่นในด้านอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีอย่างที่หลายคนคาดไม่ถึง แต่ในด้านบริการ เช่น บุคลากรท่องเที่ยว อาจถือว่ายังสู้ประเทศไทยไม่ได้ในวันนี้

 

ความเหลื่อมล้ำ 3 มิติ การศึกษา-อายุ-นอกกรุง

ข้อมูลชุดนี้ยังชี้ให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำใน 3 มิติ 

 

ข้อหนึ่ง มิติด้านการศึกษาเป็นปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเชี่ยวชาญทักษะแห่งอนาคตมากที่สุดอย่างชัดเจนและมีผลกับทุกกลุ่มทักษะ แม้แต่เรื่อง People Skills ที่ปกติคนอาจคิดว่าไม่น่าจะเกี่ยวกับระดับการศึกษาขนาดนั้น โดยในหมู่คนที่มีการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรีนั้นมีสัดส่วนคนที่คิดว่าเชี่ยวชาญทักษะแห่งอนาคตสูงถึง 85% ในขณะที่สัดส่วนของผู้ที่เรียนไม่ถึงมัธยมอยู่ที่ 42% คือไม่ถึงครึ่งหนึ่งของกลุ่มแรก!

 

สิ่งหนึ่งที่การสำรวจนี้ชี้ให้เห็นคือแม้แต่ในโลกแห่ง Disruption ที่เราอาจจะคิดว่าระดับการศึกษาไม่ได้สำคัญเท่าแต่ก่อน กลุ่มคนที่มีระดับการศึกษาน้อยกว่าก็ยังเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงที่จะขาดทักษะแห่งอนาคตมากกว่ากลุ่มอื่น และอาจต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษเพื่อไม่ให้ ‘ตกขบวนรถไฟแห่งการเปลี่ยนแปลง’

 

ข้อสอง บทสำรวจชี้ถึงความแตกต่างระหว่างคนรุ่นใหม่ในกรุงเทพฯ กับนอกกรุงเทพฯ โดยคนในกรุงมีสัดส่วนคนที่ตอบว่าเชี่ยวชาญทักษะแห่งอนาคตสูงกว่าคนที่อยู่นอกกรุงในทุกกลุ่มทักษะ 

 

ที่น่าสนใจคือแม้แต่ในกลุ่มคนที่มีระดับการศึกษาเท่ากันก็ยังเห็นความแตกต่างระหว่างในและนอกกรุงอย่างชัดเจน สะท้อนให้เห็นว่าความแตกต่างในเรื่องทักษะแห่งอนาคตไม่ใช่เป็นเพราะคนในกรุงกับนอกกรุงมีระดับการศึกษาต่างกันเท่านั้น

 

อายุ แก่ลงแบบไวน์ น้ำ หรือนม

ข้อสุดท้ายคือมิติด้านอายุ หากมองคร่าวๆ อาจดูเหมือนว่ายิ่งอายุมาก ความมั่นใจในทักษะอนาคตยิ่งน้อยลง แต่ถ้าเจาะลึกลงไปอีกขั้นเพื่อดูแต่ละกลุ่มทักษะ จะเห็นภาพที่แต่ละทักษะมีความสัมพันธ์กับอายุที่ต่างกันชัดเจน เปรียบเทียบได้ดั่ง น้ำ นม และไวน์

 

กลุ่ม Analytical เป็นเสมือน ‘น้ำ’ ที่อายุไม่ค่อยมีผลกับทักษะมากนัก โดยกลุ่มคนอายุ 16-20 ปี หรือ 31-35 ปี ต่างก็มีสัดส่วนคนที่มั่นใจในทักษะแห่งอนาคตใกล้เคียงกัน 

 

กลุ่ม Creativity เป็นเสมือน ‘นม’ ที่เก็บไว้นานแล้วเสียได้ คือยิ่งคนอายุมากขึ้น ยิ่งรู้สึกว่าตนเองขาดความเชี่ยวชาญ 

 

และกลุ่ม People Skills เป็นเสมือน ‘ไวน์’ ที่ยิ่งบ่มยิ่งหอม คือคนกลุ่มอายุมากกว่ากลับรู้สึกมีความเชี่ยวชาญมากกว่า โดยเฉพาะในด้านการบริหารจัดการคน

 

เมื่อเข้าใจตรงนี้จะสามารถเห็นได้ว่าคนแต่ละรุ่นในแต่ละองค์กรสามารถมีทักษะที่เติมเต็มซึ่งกันและกันได้ โจทย์ของผู้บริหารก็คือจะต้องสร้างวัฒนธรรมในองค์กรให้เอื้อต่อการทำงานและเรียนรู้ร่วมกันไม่ให้แตกแยกระหว่างรุ่น

 

สร้างทักษะ 2020 ด้วย Mindset 2020

เมื่อลองส่องกระจกดูความพร้อมด้าน ‘ทักษะแห่งอนาคต’ จะเห็นว่าเยาวชนไทยเด่นด้านทักษะเกี่ยวกับคน แต่จำเป็นต้องสร้างเสริมพัฒนาด้านการคิดเชิงวิพากษ์ รวมทั้งการสร้างสรรค์นวัตกรรมให้มากขึ้นอย่างเร่งด่วน 

 

ความท้าทายนี้คงไม่ใช่หน้าที่ของสถาบันการศึกษาเท่านั้น แต่เป็นหน้าที่ของผู้นำและผู้บริหารทุกคนที่จะผลักดันให้เกิด ‘Mindset 2020’ (ทัศนคติ 2020) ในองค์กรของตน เปลี่ยนที่ทำงานเป็นสถาบันการเรียนรู้ตลอดชีวิต สร้างพื้นที่ปลอดภัยให้คนกล้าคิดต่าง พร้อมทดลอง ฝึกฝนให้ไม่กลัวความผิดพลาด เพราะทัศนคติเช่นนี้จะเป็นวัตถุดิบสำคัญในการสร้างทักษะ 2020 อย่างการคิดเชิงวิพากษ์และการสร้างสรรค์นวัตกรรมต่อไป

 

นอกจากนี้ยังมีโจทย์สำคัญที่ต้องมาช่วยกันคิดหาทางลดช่องว่างทางทักษะอนาคตที่มีอยู่ระหว่างคนที่มีระดับการศึกษาต่างกัน อยู่ใน-นอกกรุงเทพฯ และอายุต่างกัน เพื่อไม่ให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ตอกย้ำปมความเหลื่อมล้ำให้ถ่างขึ้นจนกัดกร่อนองค์กรและสังคม

 

เผลอแป๊บเดียว ปี 2020 สิ่งที่เคยถูกมองว่าเป็น ‘อนาคต’ กำลังจะกลายมาเป็น ‘ปัจจุบัน’ หากเราไม่อยากกลายเป็น ‘อดีต’ ที่ถูกลืม มาเริ่มจากการสร้าง Mindset 2020 กันเถอะ

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

The post เมื่อ ‘อนาคต’ กลายเป็น ‘ปัจจุบัน’ ทักษะแบบไหนที่คนไทยควรมีเพื่อไม่ให้ถูกทิ้งไว้ appeared first on THE STANDARD.

]]>