สัตว์น้ำ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/สัตว์น้ำ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 03 May 2025 02:29:32 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เตรียมตั้งกองทุน FTA เยียวยาผลกระทบเกษตรกรเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ https://thestandard.co/fta-fund-aquaculture-farmers/ Sat, 03 May 2025 02:29:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1070774

สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผย […]

The post เตรียมตั้งกองทุน FTA เยียวยาผลกระทบเกษตรกรเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ appeared first on THE STANDARD.

]]>

สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่รับฟังความเห็นต่อการเจรจาความตกลงการค้าเสรี ไทย-สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA) เมื่อวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา ณ จังหวัดชลบุรี ว่า ได้มีโอกาสพบหารือกับกลุ่มเกษตรกรเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประกอบด้วย สมาพันธ์การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย สมาคมผู้เพาะเลี้ยงปลาไทย สมาคมปลานิลไทย สมาคมผู้เพาะเลี้ยงปลาทะเลไทย ชมรมผู้เพาะพันธุ์สัตว์น้ำไทย แปลงใหญ่ปลานิลชลบุรี และสมาคมกุ้งตะวันออกไทย ซึ่งได้ยื่นหนังสือแจ้งข้อห่วงกังวลต่อการลดภาษีสินค้าปลานำเข้าภายใต้การจัดทำความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป ว่าจะส่งผลกระทบต่อสินค้าปลาของไทย 

 

สุชาติกล่าวว่า การพบหารือกับกลุ่มเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ทำให้ได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาก ทั้งได้รับทราบข้อกังวลและข้อเสนอแนะแนวทางในการแก้ไขปัญหา 

 

“การทำ FTA กับ EFTA เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล เพื่อขยายโอกาสทางการค้า ดึงดูดการลงทุน รักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ในส่วนที่เกษตรกรมีข้อกังวลคือการลดและยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้าปลาจากประเทศสมาชิก EFTA กระทรวงพาณิชย์รับทราบและไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการจัดตั้งกองทุน FTA เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรี และได้ขอให้เกษตรกรกลุ่มผู้เพาะเลี้ยงปลาให้ข้อมูลความเห็นเพิ่มเติมถึงแนวทางความช่วยเหลือที่ต้องการให้ภาครัฐดำเนินการ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เช่น การลดต้นทุนการผลิตในด้านต่างๆ และจะเปิดโอกาสให้เกษตรกรได้เข้าพบหารือเพื่อแจ้งข้อมูลดังกล่าวอีกครั้ง ซึ่งกระทรวงพาณิชย์พร้อมที่จะนำความเห็นที่ได้รับจากทุกภาคส่วนไปพิจารณาแนวทางให้ความช่วยเหลือที่เหมาะสมให้กับพี่น้องเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบต่อไป รวมถึงจะนำความเห็นไปประมวลและนำเสนอต่อรัฐสภาเพื่อให้พิจารณาอย่างรอบคอบ รอบด้าน และรัดกุม เพื่อได้เตรียมแนวทางการช่วยเหลือและปรับตัวเพื่อรองรับและเยียวยาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศอย่างสูงสุด และลดผลกระทบให้มากที่สุด”

The post เตรียมตั้งกองทุน FTA เยียวยาผลกระทบเกษตรกรเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมประมงประกาศปิดอ่าวฝั่งทะเลอันดามัน 3 เดือน​ อนุรักษ์สัตว์น้ำ เริ่ม 1 เมษายนนี้ https://thestandard.co/andaman-sea-fishing-closure-april-june-2025/ Fri, 28 Mar 2025 03:59:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1057401 กรมประมงประกาศปิดอ่าวฝั่งทะเลอันดามัน 3 เดือนเพื่ออนุรักษ์สัตว์น้ำในช่วงวางไข่

วานนี้ (27 มีนาคม) บัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง เปิดเผย […]

The post กรมประมงประกาศปิดอ่าวฝั่งทะเลอันดามัน 3 เดือน​ อนุรักษ์สัตว์น้ำ เริ่ม 1 เมษายนนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมประมงประกาศปิดอ่าวฝั่งทะเลอันดามัน 3 เดือนเพื่ออนุรักษ์สัตว์น้ำในช่วงวางไข่

วานนี้ (27 มีนาคม) บัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ศ. ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ อัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจงานการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำด้วยการมีส่วนร่วมของชุมชน หรือกล่าวให้เข้าใจง่ายๆ คือ ชาวประมงและประชาชนมีส่วนช่วยกันอนุรักษ์และทำประมงให้เกิดการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรสูงสุด ภายใต้แนวคิด ‘สัตว์น้ำมีใช้อย่างยั่งยืน’ ควบคู่ไปกับการประกอบอาชีพประมงที่มั่นคงและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของพี่น้องชาวประมง ตามนโยบายหลักของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

 

สำหรับมาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน ฝั่งทะเลอันดามัน ตามประกาศกรมประมง เรื่อง กำหนดพื้นที่และระยะเวลาฤดูสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน ในที่จับสัตว์น้ำบางส่วนของจังหวัดภูเก็ต พังงา กระบี่ และตรัง พ.ศ. 2561 ลงวันที่ 22 มีนาคม 2561 ได้กำหนดการบังคับใช้มาตรการตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน – 30 มิถุนายน ของทุกปี 

 

ทั้งนี้ ครอบคลุมพื้นที่ 4,696 ตารางกิโลเมตร ในพื้นที่บางส่วนของจังหวัดภูเก็ต พังงา กระบี่ และตรัง ตั้งแต่แหลมพันวา อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต ถึงปลายแหลมหยงสตาร์ อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง มีวัตถุประสงค์เพื่อให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งอนุรักษ์และบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำให้เกิดความสมดุลและยั่งยืนทางธรรมชาติ

 

จากผลการศึกษาทางวิชาการในปี 2567 กรมประมงได้รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลทรัพยากรสัตว์น้ำ จากเรือสำรวจประมงและเครื่องมือประมงพาณิชย์ พบว่า ในช่วงเวลาระหว่างมาตรการฯ (เมษายน-มิถุนายน) สัตว์น้ำชนิดที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ อาทิ ปลาทู ปลาลัง และปลาหลังเขียว มีความสมบูรณ์เพศ สูงมากกว่าร้อยละ 80 อีกทั้ง ในช่วงก่อนมาตรการและระหว่างมาตรการ ปลาเศรษฐกิจวัยอ่อนยังมีความชุกชุมและแพร่กระจาย ในพื้นที่ที่บังคับใช้มาตรการ โดยเฉพาะในช่วงเดือนมีนาคม ที่มีความชุกชุมเฉลี่ย 577 ตัวต่อปริมาตรน้ำ 1,000 ลบ.ม. และเดือนพฤษภาคม พบความชุกชุมเฉลี่ย 258 ตัวต่อปริมาตรน้ำ 1,000 ลบ.ม.

 

เมื่อพิจารณาอัตราการจับสัตว์น้ำทั้งหมดเฉลี่ยจากเรือสำรวจประมงที่ทำการสำรวจในเขตมาตรการ พบว่า ช่วงก่อนมาตรการ ระหว่างมาตรการ และหลังมาตรการ มีอัตราการจับสัตว์น้ำทั้งหมดเฉลี่ย เท่ากับ 135.505 กก./ชม. 166.206 กก./ชม. และ 471.888 กก./ชม. ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบอัตราการจับสัตว์น้ำทั้งหมดเฉลี่ย ก่อนและหลังมาตรการ พบว่า อัตราการจับสัตว์น้ำทั้งหมดเฉลี่ย หลังมาตรการมากกว่าถึง 3.5 เท่า ของช่วงก่อนมาตรการ

 

ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่าการบังคับใช้กฎหมายในมาตรการปิดอ่าวฝั่งอันดามันมีความเหมาะสม สอดคล้องกับสภาวการณ์ของทรัพยากรสัตว์น้ำ และสามารถฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศในทะเลอันดามันได้อย่างยั่งยืน

 

“กรมประมงมุ่งหวังให้มาตรการปิดอ่าวฝั่งทะเลอันดามัน เป็นกลไกหนึ่งในการอนุรักษ์ และฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำโดยอาศัยความตระหนักและการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ จากทรัพยากรสัตว์น้ำที่คุ้มค่าและยั่งยืน สุดท้ายกรมประมงต้องขอขอบคุณพี่น้องชาวประมงที่มีส่วนร่วมในการบริหาร จัดการทรัพยากรสัตว์น้ำเพื่อความอุดมสมบูรณ์อย่างยั่งยืนและเกิดความมั่นคงในการประกอบอาชีพประมงต่อไป”

 

ภาพ: Shutterstock

The post กรมประมงประกาศปิดอ่าวฝั่งทะเลอันดามัน 3 เดือน​ อนุรักษ์สัตว์น้ำ เริ่ม 1 เมษายนนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปลาป่วยหรือโลกเปลี่ยน? หลังนักวิจัยถ่ายภาพปลาตกเบ็ด (Anglerfish) ตัวเป็นๆ กลางแสงแดดใกล้ผิวน้ำ จนภาพกลายเป็นไวรัล https://thestandard.co/the-viral-anglerfish-explained/ Fri, 21 Feb 2025 05:55:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1044417

เมื่อวันที่ 26 มกราคมที่ผ่านมา ลาอิอา วาลอร์ นักวิจัยจา […]

The post ปลาป่วยหรือโลกเปลี่ยน? หลังนักวิจัยถ่ายภาพปลาตกเบ็ด (Anglerfish) ตัวเป็นๆ กลางแสงแดดใกล้ผิวน้ำ จนภาพกลายเป็นไวรัล appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อวันที่ 26 มกราคมที่ผ่านมา ลาอิอา วาลอร์ นักวิจัยจากองค์กร NGO Condrik – Tenerife สังเกตเห็นสิ่งผิดปกติขณะที่กำลังนำเรือเดินทางกลับเข้าฝั่งเกาะเตเนริเฟในหมู่เกาะคานารีของสเปนหลังภารกิจสำรวจฉลาม เมื่อเขาพิจารณาให้ชัดเจนจึงพบว่าสิ่งที่เห็นนั้นคือปลาตกเบ็ด (Anglerfish) หรือที่เรียกว่าปลาปีศาจทะเลดำ (Melanocetus johnsonii) ตัวเป็นๆ กำลังว่ายน้ำอยู่ ซึ่งเป็นสิ่งที่เหลือเชื่อ เพราะปลาชนิดนี้จะพบได้ที่ความลึกนับพันเมตรเท่านั้น

 

ทีมงานทั้งหมดให้ความสนใจกับสิ่งนี้ทันที เพราะนี่ถือเป็นครั้งแรกของโลกที่ได้พบปลาน้ำลึกที่ยังมีชีวิตแหวกว่ายในน้ำตื้นริมชายฝั่งกลางแสงแดด 

 

เดวิด จารา โบกูนญา ช่างภาพรีบนำกล้องลงไปถ่ายภาพใต้น้ำทันที ทีมงานใช้เวลากับปลาตัวเมียที่มีขนาดยาวเพียง 6 เซนติเมตรตัวนี้อยู่ไม่ถึง 2 ชั่วโมงมันก็เสียชีวิต ทีมงานจึงได้นำซากปลาตกเบ็ดที่พบนี้ไปเข้าห้องปฏิบัติการ เพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุต่อไปว่าทำไมถึงได้เกิดเรื่องแปลกนี้ขึ้นมาได้

 

 

ปลาป่วยหรือโลกเปลี่ยน

 

ปลาตกเบ็ด (Anglerfish) เป็นสัตว์ทะเลน้ำลึกที่พบเห็นได้ยาก แยกออกเป็นหลายสายพันธุ์ มีลักษณะเฉพาะของแต่ละสายพันธุ์แตกต่างกัน แต่โดยทั่วไปจะมีเฉพาะปลาตัวเมียเท่านั้นที่มีสายล่อเหยื่อเรืองแสงบนหน้าผาก แสงนี้เกิดจากแบคทีเรียบางชนิดในน้ำลึกที่คอยดึงดูดให้เหยื่อของมันว่ายเข้ามาใกล้หรือว่ายเข้าไปในปากของมันซึ่งมีฟันยาวแหลมงอกย้อนกลับเข้าด้านใน ป้องกันไม่ให้เหยื่อที่เข้าไปในปากหนีรอดออกมาได้ ปลาตัวผู้นั้นแตกต่างออกไป พวกมันจะมีขนาดเล็กกว่าตัวเมียมาก โดยมีความยาวไม่ถึง 3 เซนติเมตร ขณะที่ตัวเมียจะใหญ่กว่ามัน 2 เท่าขึ้นไป และบางสายพันธุ์อาจยาวได้ถึง 18 เซนติเมตร เมื่อโตเต็มวัยปลาตัวผู้จะไม่หาอาหาร แต่จะใช้ชีวิตเพื่อหาปลาตัวเมียเท่านั้น เมื่อพบแล้วบางสายพันธุ์จะรวมร่างเข้ากับปลาตัวเมีย เหลือเพียงอัณฑะห้อยอยู่ภายนอก เคยมีรายงานพบปลาตัวเมียที่มีอัณฑะของตัวผู้ห้อยอยู่ตามร่างกายหลายชุด

 

การขึ้นมาใกล้ผิวน้ำของปลาตกเบ็ดนี้ก่อให้เกิดคำถามมากมายถึงสาเหตุที่แท้จริง

 

ดร.เอเลนา มาร์ติเนซ นักชีววิทยาทางทะเลจาก Condrik – Tenerife แสดงความเห็นว่า การพบเห็นปลาปีศาจทะเลดำใกล้ผิวน้ำอาจมาจากความเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศทางทะเล

 

 

“หนึ่งในทฤษฎีที่เป็นไปได้คือการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิน้ำทะเลอันเนื่องมาจากภาวะโลกร้อน ส่งผลให้ที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตในน้ำลึกถูกรบกวน พวกมันจึงต้องหนีไปยังที่ที่ไม่คุ้นเคย อีกหนึ่งสาเหตุที่เป็นไปได้ก็คือมลพิษและความเครียดทางสิ่งแวดล้อม ในสภาพแวดล้อมน้ำลึกกำลังบังคับให้สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ขึ้นมาบนผิวน้ำ”

 

ดร.มาร์ติเนซ เตือนว่า “การปรากฏตัวของปลาน้ำลึกอย่างปลาปีศาจทะเลดำใกล้ผิวน้ำอาจเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมครั้งใหญ่ เน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนของเราทุกคนในการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อนและปกป้องมหาสมุทรของเราจากมลพิษ”

 

แต่ก็ยังมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับทฤษฎีนี้ เพราะหากเป็นเหตุจากสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป เราน่าจะพบปลาน้ำลึกมากกว่า 1 ตัว และมากกว่า 1 สายพันธุ์ปรากฏตัวในน้ำตื้น การที่เราพบปลาน้ำลึกเพียงตัวเดียวตามเหตุการณ์ที่เกิดนี้ อาจบ่งบอกถึงว่ามันอาจเป็นปลาที่มีความผิดปกติของถุงลม (Swim Bladder Malfunction) หรือเจ็บป่วยด้วยสาเหตุอื่น เป็นอาการเฉพาะตัวจนอยู่ในที่อยู่เดิมไม่ได้ แต่ก็มีข้อสังเกตว่าจำนวนประชากรของปลาชนิดนี้ไม่มีการยืนยันที่แน่ชัด หากจำนวนประชากรเบาบางมาก ความเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ เช่น อุณหภูมิ ความดันน้ำ หรือปริมาณออกซิเจนในน้ำลึก ก็อาจส่งผลต่อพวกมันจริง แต่เนื่องจากมีประชากรน้อย จึงลอยขึ้นมาให้พบเห็นเพียงตัวเดียวก็เป็นได้

 

อ้างอิง:

The post ปลาป่วยหรือโลกเปลี่ยน? หลังนักวิจัยถ่ายภาพปลาตกเบ็ด (Anglerfish) ตัวเป็นๆ กลางแสงแดดใกล้ผิวน้ำ จนภาพกลายเป็นไวรัล appeared first on THE STANDARD.

]]>
แม่น้ำโขง ความมั่นคงทางพลังงาน vs. ความมั่นคงทางอาหาร https://thestandard.co/mekong-river-energy-vs-food/ Mon, 19 Aug 2024 13:55:23 +0000 https://thestandard.co/?p=972811

เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน […]

The post แม่น้ำโขง ความมั่นคงทางพลังงาน vs. ความมั่นคงทางอาหาร appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2567-2580 (Power Development Plan: PDP 2024) โดยเป้าหมายของแผน PDP 2024 ประการหนึ่งคือ จะให้ความสำคัญกับ ‘พลังงานสะอาด’

 

พลังงานสะอาดหมายถึงพลังงานที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น พลังงานนิวเคลียร์ พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานจากน้ำในเขื่อน

 

โดยในแผนจะมีการ ‘ซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศ’ เพิ่มอีก 3,500 เมกะวัตต์ ซึ่งคาดว่าหมายถึงโครงการไฟฟ้าจากเขื่อนใน สปป.ลาว โดยอ้างว่าโรงไฟฟ้าพลังน้ำเป็นพลังงานสะอาด

 

โรงไฟฟ้าพลังน้ำอ้างว่าเป็นพลังงานสะอาด เพียงเพราะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อยกว่าโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างถ่านหินหรือก๊าซ แต่ในความเป็นจริง แต่ละปีเขื่อนและอ่างเก็บน้ำทั่วโลกปล่อยก๊าซมีเทน (ก๊าซเรือนกระจกชนิดหนึ่งที่อันตรายกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ 80 เท่า แต่อยู่ในชั้นบรรยากาศไม่นานเท่า) ปริมาณกว่า 22 ล้านตัน 

 

ปกติก๊าซมีเทนในอ่างเก็บน้ำจะเกิดจากซากพืช ซากสัตว์ ที่เน่าเปื่อยและละลายอยู่ในน้ำ แต่เมื่อน้ำไหลผ่านกังหันเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าจะทำให้น้ำเกิดความปั่นป่วนและปล่อยก๊าซมีเทนขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ

 

ทุกวันนี้พลังงานสะอาดอย่างพลังงานแสงอาทิตย์มีราคาหน่วยละ 2.17 บาท ถูกกว่าพลังงานจากเขื่อนที่มีราคาสูงถึง 2.82 บาท

 

แม่น้ำโขงมีต้นกำเนิดมาจากการละลายของน้ำแข็งและหิมะบริเวณที่ราบสูงทิเบตในประเทศจีน บนระดับความสูง 5,000 เมตร ผ่านประเทศจีน ไหลเป็นแนวดิ่งผ่านโตรกเขา ลดระดับเป็นแนวดิ่งอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดสายน้ำที่ไหลเร็ว เชี่ยวกราก ตัดผ่านร่องเขาสูงชันนับร้อยเมตรสลับซับซ้อนหลายแห่งเป็นระยะทางกว่า 2,500 กิโลเมตร เรียกกันว่าเป็นแม่น้ำโขงตอนบน จนเมื่อไหลมาถึงบริเวณสามเหลี่ยมทองคำ แนวเขตประเทศไทย-สปป.ลาว-พม่า ลดความรุนแรง เหลือระดับความสูงแค่ 500 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ที่เรียกว่าแม่น้ำโขงตอนล่าง

 

ตลอดเส้นทางที่แม่น้ำโขงผ่านจะมีสายน้ำหลายร้อยสายจากลุ่มน้ำสองฟากฝั่งไหลมาเติมน้ำในแม่น้ำโขง เช่น แม่น้ำมูล, แม่น้ำชี, แม่น้ำสงคราม, หนองหาน, ทะเลสาบเขมร ฯลฯ หล่อเลี้ยงให้แม่น้ำโขงเป็นสายเลือดสำคัญที่หล่อเลี้ยงผู้คนหลายร้อยล้านคนไปจนออกปากแม่น้ำในเวียดนาม

 

แม่น้ำโขงจึงเป็นแม่น้ำขนาดใหญ่ ปล่อยน้ำออกมาเฉลี่ยปีละ 4.75 แสนล้านลูกบาศก์เมตร มากเป็นอันดับ 8 ของโลก

 

ด้วยลักษณะพิเศษของแม่น้ำสายนี้ คือมีปริมาณน้ำมาเติมจากสองแหล่งใหญ่ๆ คือจากการละลายของน้ำแข็งบนเทือกเขาหิมาลัยประมาณร้อยละ 20 และปริมาณน้ำอีกมหาศาลร้อยละ 80 มาจากลำน้ำนับร้อยสาขาตลอดสองฟากฝั่งที่ไหลผ่านไทย, พม่า, สปป.ลาว, กัมพูชา และเวียดนาม

 

ในอดีตความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายของระบบนิเวศของสายน้ำต่างๆ ที่ไหลลงแม่น้ำโขง ก่อให้เกิดชนิดพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตมากมาย มีการประเมินว่าแม่น้ำโขงที่มีความยาว 4,909 กิโลเมตร ยาวเป็นอันดับ 10 ของโลก แต่มีพันธุ์ปลาน้ำจืดชนิดต่างๆ ประมาณ 1,200-1,700 ชนิด กลายเป็นแม่น้ำที่มีความหลากหลายของพันธุ์ปลามากเป็นอันดับ 2 ของโลก

 

ลุ่มน้ำโขงยังเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมากกว่า 430 ชนิด สัตว์เลื้อยคลานและสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกกว่า 800 ชนิด นก 1,200 ชนิดพันธุ์ และพันธุ์พืชอีกกว่า 20,000 ชนิด

 

แต่ละปีมีการจับปลาในแม่น้ำโขงมากกว่า 2.6 ล้านตัน คิดเป็นร้อยละ 25 ของปริมาณการจับปลาน้ำจืดทั่วโลก โดยมีมูลค่าการทำประมงต่อปีอยู่ที่ 1.27-2.31 แสนล้านบาท และปลาเหล่านี้ยังว่ายไปสู่แม่น้ำมูล แม่น้ำชี กระจายไปทั่วภาคอีสาน ทำให้โปรตีนร้อยละ 75 ของคนลุ่มน้ำโขง 60 ล้านคน มาจากปลาแม่น้ำโขง

 

นอกจากนั้น ความสำคัญของแม่น้ำไม่ได้มีเพียงแค่น้ำ แต่ตะกอนที่ไหลมากับน้ำช่วยเพิ่มสารอาหาร เป็นปุ๋ยธรรมชาติในการเพาะปลูกตลอดลุ่มน้ำโขง และช่วยฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศโดยรวม รวมถึงเกาะแก่งจำนวนมากตลอดลำน้ำโขงที่เป็นแหล่งเพาะพันธุ์และอนุบาลสัตว์น้ำหลายชนิด

 

ความหลากหลายทางชีวภาพดังกล่าวของแม่น้ำโขงช่วยเติมเต็มความอุดมสมบูรณ์ให้กับไร่นาด้วยตะกอนดินที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุ ป่าไม้และพื้นที่ชุ่มน้ำก็เป็นแหล่งวัตถุดิบสำคัญให้กับการอุตสาหกรรม ช่วยกรองน้ำและฟอกอากาศให้บริสุทธิ์ รวมถึงปกป้องเมืองต่างๆ จากภัยธรรมชาติอย่างอุทกภัยและวาตภัย

 

แม่น้ำโขงจึงเป็นพื้นที่สำคัญในการรักษาความมั่นคงทางอาหารให้กับผู้คนลุ่มน้ำโขงตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

 

แต่หลายสิบปีที่ผ่านมา แม่น้ำโขงถูกทำให้กลายเป็นแหล่งความมั่นคงทางพลังงาน

 

หลังจากการสร้างเขื่อนผลิตพลังงานไฟฟ้ากั้นแม่น้ำโขงในประเทศจีนเมื่อ 20 กว่าปีก่อน สายน้ำของแม่น้ำโขงไม่ได้ไหลเป็นธรรมชาติอีกต่อไป เพราะจีนเป็นผู้ควบคุมปิด-เปิดการไหลของน้ำในแม่น้ำโขงจากเขื่อนหลายแห่งที่สร้าง เช่น เขื่อนม่านวาน เขื่อนแรกที่สร้างเสร็จในปี 2539 เป็นเขื่อนผลิตไฟฟ้าขนาด 1,500 เมกะวัตต์ (ใหญ่กว่าเขื่อนภูมิพลประมาณสามเท่า)

 

ทุกปีในฤดูแล้ง แม่น้ำโขงตอนล่างจะลดระดับต่ำ สองฟากฝั่งเป็นหาดทรายยาว บางแห่งระดับน้ำลดลงเหลือไม่ถึงหนึ่งเมตร สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ใช้น้ำด้านล่างมาตลอด โดยในปี 2564 เขื่อนในจีนส่งผลให้กระแสน้ำในฤดูน้ำหลากลดลงมากถึง 62% 

 

ที่ผ่านมารัฐบาลจีนกำหนดให้มณฑลยูนนานเป็นแหล่งผลิตกระแสไฟฟ้าสำคัญของประเทศจีนทางตอนใต้ มีโครงการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงตอนบนอีก 14 เขื่อน คาดว่าจะผลิตกระแสไฟฟ้า 25,000 เมกะวัตต์ และมีเขื่อนแห่งหนึ่งอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง ถือเป็นเขื่อนที่ใหญ่ที่สุด คือเขื่อนเสี่ยววาน ความสูง 292 เมตร (สูงเกือบเท่าตึก 100 ชั้น) จุน้ำประมาณ 1.4 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตร และผลิตไฟฟ้าได้ 4,000 เมกะวัตต์

 

แต่ในอนาคตรัฐบาลจีนตั้งเป้าผลิตไฟฟ้าจากเขื่อนให้ได้อย่างน่าอัศจรรย์ถึง 1 แสนเมกะวัตต์ ซึ่งหมายถึงโครงการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่อีกหลายสิบเขื่อน

 

ส่วนแม่น้ำโขงตอนล่าง รัฐบาล 4 ประเทศ สปป.ลาว, ไทย, กัมพูชา และเวียดนาม ก็ร่วมกันเสนอแผนสร้างเขื่อน 11 โครงการ ทั้งบนแม่น้ำโขงสายหลักและแม่น้ำสาขา 9 เขื่อนอยู่ใน สปป.ลาว ภายใต้นโยบาย ‘แบตเตอรี่ของเอเชีย’ โดยมีประเทศไทยเป็นผู้รับซื้อไฟฟ้าหลักจากโครงการเขื่อนเหล่านี้ ส่วนในกัมพูชามีแผนการสร้างเขื่อน 2 โครงการ ขณะนี้มี 2 เขื่อนที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ คือเขื่อนไซยะบุรีและเขื่อนดอนสะโฮง

 

คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission: MRC) จัดทำรายงานการศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาและการบริหารจัดการแม่น้ำโขงที่ยั่งยืน รายงานฉบับนี้ใช้เวลาศึกษา 7 ปี มีเป้าหมายเพื่อให้ข้อมูลต่อประเทศสมาชิก คือ กัมพูชา, สปป.ลาว, ไทย และเวียดนาม (จีนไม่ยอมเป็นสมาชิก เพราะไม่ยอมอยู่ภายใต้ข้อตกลงของกรรมาธิการนี้) ได้เห็นด้านบวกและด้านลบของการสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าในลุ่มน้ำโขงตอนล่าง 11 แห่ง และเขื่อนอีก 120 แห่งในแม่น้ำสาขา 

 

โดยรายงานชิ้นนี้ระบุว่า ภายในปี 2583 ร้อยละ 97 ของการไหลของตะกอนอาจถูกดักไว้ หากโครงการสร้างเขื่อนทั้งหมดที่วางแผนไว้เกิดขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรง ทำให้ขาดแร่ธาตุอาหาร ส่งผลกระทบต่อการทำเกษตร ทำให้ปริมาณข้าวที่ผลิตได้บริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงที่เรียกว่า ‘เก้ามังกร’ ในประเทศเวียดนาม อู่ข้าวอู่น้ำสำคัญของเอเชีย ลดลงราว 5 แสนตัน

 

ในขณะที่ปริมาณสัตว์น้ำจะลดลงอย่างมาก ด้านประมงลดลง 35-40% ภายในปี 2563 และ 40-80% ภายในปี 2583 ทำให้ประเทศต่างๆ สูญเสียปริมาณสัตว์น้ำสัดส่วนดังนี้ คือ ไทย 55%, สปป.ลาว 50%, กัมพูชา 35% และเวียดนาม 30%

 

การเปลี่ยนแปลงของสภาวะภูมิอากาศ รวมทั้งการสูญเสียด้านประมง จะกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารอย่างรุนแรงในชุมชนต่างๆ ของ สปป.ลาว และกัมพูชา แต่กำไรส่วนใหญ่จากการผลิตไฟฟ้าจะตกเป็นของบริษัทผู้ลงทุนจากต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นไทย, จีน, มาเลเซีย และเกาหลีใต้ ในขณะที่ต้นทุนจากโครงการเหล่านี้จะต้องแบกรับโดยชุมชนชาวประมงและเกษตรกรในประเทศ 

 

กระแสไฟฟ้าจากเขื่อนอาจไม่ใช่พลังงานสะอาดอย่างที่กล่าวอ้าง แต่กำลังจะทำลายความมั่นคงทางอาหารของคนเกือบร้อยล้านคนตลอดลุ่มน้ำ ขณะที่ผลประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรมหาศาลของแม่น้ำโขงเข้ากระเป๋านักธุรกิจเพียงไม่กี่กลุ่ม ภายใต้คำว่า ‘ความมั่นคงทางพลังงาน’

The post แม่น้ำโขง ความมั่นคงทางพลังงาน vs. ความมั่นคงทางอาหาร appeared first on THE STANDARD.

]]>
กทม. เสิร์ฟ 5 เมนูจากปลาหมอคางดำ หวังกำจัดเอเลี่ยนสปีชีส์จากระบบนิเวศ https://thestandard.co/5-menus-from-blackchin-tilapia/ Fri, 19 Jul 2024 05:45:20 +0000 https://thestandard.co/?p=960100 เมนู ปลาหมอคางดำ

วันนี้ (19 กรกฎาคม) ที่สำนักงานเขตบางขุนเทียน ชัชชาติ ส […]

The post กทม. เสิร์ฟ 5 เมนูจากปลาหมอคางดำ หวังกำจัดเอเลี่ยนสปีชีส์จากระบบนิเวศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมนู ปลาหมอคางดำ

วันนี้ (19 กรกฎาคม) ที่สำนักงานเขตบางขุนเทียน ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมคณะผู้บริหาร ร่วมกิจกรรม BKK Food Bank พร้อมสาธิตการทำ เมนู อาหาร ด้วย ‘ ปลาหมอคางดำ ’ ที่รับซื้อจากเกษตรกรชาวบางขุนเทียน 

 

สำนักงานเขตบางขุนเทียนนำเสนอ 5 เมนู ได้แก่ ปลาหมอคางดำราดซอสเปรี้ยวหวาน, ปลาหมอคางดำทอดเกลือ, ฉู่ฉี่ปลาหมอคางดำ, แกงส้มปลาหมอคางดำ และปลาร้าจากปลาหมอคางดำ โดยได้เชฟชุมพล แจ้งไพร ที่มาทำเมนูไฟน์ไดนิ่งปลาหมอคางดำราดพริกสมุนไพรโชว์

 

ทั้งนี้ พื้นที่กรุงเทพมหานครขณะนี้มีรายงานการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำที่เขตบางขุนเทียน ทุ่งครุ และบางบอน ซึ่งกรุงเทพมหานครได้เร่งประสานความร่วมมือทุกหน่วยงานเพื่อแก้ไขปัญหาเอเลี่ยนสปีชีส์ที่เกิดขึ้น จนได้ 6 มาตรการแก้ปัญหา คือ 

 

  1. ควบคุมและกำจัดปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำทุกแห่งที่พบการแพร่ระบาด และพัฒนาเครื่องมือประมงที่มีประสิทธิภาพในการกำจัดปลาหมอคางดำ 
  2. กำจัดปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติโดยการปล่อยปลาผู้ล่า
  3. นำปลาหมอคางดำที่กำจัดออกจากระบบนิเวศไปใช้ประโยชน์ 
  4. สำรวจและเฝ้าระวังการแพร่กระจายประชากรปลาหมอคางดำ 
  5. สร้างความรู้ ความตระหนัก และการมีส่วนร่วมทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในการกำจัดปลาหมอคางดำ เพื่อป้องกันและพร้อมรับมือการแพร่ระบาด 
  6. ติดตาม ประเมินผล 

 

ซึ่งในวันนี้กรุงเทพมหานครได้ดำเนินการนำปลาหมอคางดำที่กำจัดออกจากระบบนิเวศไปใช้ประโยชน์ด้วยการนำมาทำอาหาร เพื่อส่งต่อไปยังกลุ่มเปราะบาง

 

 

The post กทม. เสิร์ฟ 5 เมนูจากปลาหมอคางดำ หวังกำจัดเอเลี่ยนสปีชีส์จากระบบนิเวศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
CPF ยังมั่นใจ ไม่ใช่ต้นเหตุ ปมปลาหมอคางดำระบาด พร้อมร่วมมือแก้ปัญหาอย่างจริงใจ https://thestandard.co/blackchin-tilapia-cpf-cooperation/ Tue, 16 Jul 2024 13:25:30 +0000 https://thestandard.co/?p=958803 CPF และ ปลาหมอคางดำ

วันนี้ (16 กรกฎาคม) ศูนย์วิจัยและปรับปรุงพันธุ์ปลาภายใต […]

The post CPF ยังมั่นใจ ไม่ใช่ต้นเหตุ ปมปลาหมอคางดำระบาด พร้อมร่วมมือแก้ปัญหาอย่างจริงใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
CPF และ ปลาหมอคางดำ

วันนี้ (16 กรกฎาคม) ศูนย์วิจัยและปรับปรุงพันธุ์ปลาภายใต้ CPF ออกแถลงการณ์ถึงการดำเนินการตั้งแต่นำเข้าปลาหมอคางดำในเดือนธันวาคม 2553 จนถึงการทำลายซากปลาทั้งหมดในเดือนมกราคม 2554 

 

เปรมศักดิ์ วนัชสุนทร ผู้บริหารสูงสุดด้านการวิจัยและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ กล่าวว่า ในส่วนงานสัตว์น้ำไม่ได้นิ่งนอนใจในเรื่องนี้ โดยได้มีการทบทวนย้อนหลังสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อ 14 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่การนำเข้าในเดือนธันวาคม 2553 ถึงวันทำลายในเดือนมกราคม 2554 มั่นใจได้ว่าบริษัทได้ดำเนินการอย่างถูกต้องและด้วยความรอบคอบ ตามหนังสือชี้แจงที่ได้นำส่งไปยังคณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

 

บริษัทยินดีให้ความร่วมมือและสนับสนุนหน่วยงานรัฐตามแนวทางของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 5 ด้าน ประกอบด้วย 

 

  1. ทำงานร่วมกับกรมประมงในการสนับสนุนให้มีการรับซื้อปลาหมอคางดำไปผลิตเป็นปลาป่น 
  2. ทำงานร่วมกับภาครัฐในการสนับสนุนการปล่อยปลาผู้ล่าลงสู่แหล่งน้ำ
  3. สนับสนุนภาครัฐในการจัดกิจกรรมจับปลา 
  4. สนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารจากปลาหมอคางดำร่วมกับสถาบันการศึกษา 
  5. สนับสนุนการวิจัยกับผู้เชี่ยวชาญในการหาแนวทางควบคุมประชากรปลาหมอคางดำ

 

หนังสือชี้แจงไปยังคณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มีรายละเอียด ดังนี้

 

ในปี 2553 บริษัทได้นำเข้าปลาจำนวน 2,000 ตัว ซึ่งพบว่ามีปลาสุขภาพไม่แข็งแรงและมีการตายจำนวนมากในระหว่างทาง ทำให้เหลือปลาที่ยังมีชีวิตแต่อยู่ในสภาพอ่อนแอเพียง 600 ตัว ซึ่งได้รับการตรวจสอบ ณ ด่านกักกันโดยกรมประมง ทั้งนี้เนื่องจากปลามีสุขภาพไม่แข็งแรง จึงมีการตายต่อเนื่องจนเหลือเพียง 50 ตัว บริษัทจึงตัดสินใจหยุดการวิจัยในเรื่องนี้ โดยมีการทำลายซากปลาตามมาตรฐานและแจ้งต่อกรมประมง พร้อมส่งตัวอย่างซากปลาซึ่งดองในฟอร์มาลีนทั้งหมดไปยังกรมประมงในปี 2554

 

นอกจากนี้ในปี 2560 ที่เริ่มพบการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ คณะผู้ตรวจเยี่ยมจากกรมประมงเข้าตรวจเยี่ยมฟาร์มของบริษัท ณ จังหวัดสมุทรสงคราม เพื่อขอข้อมูลจำนวนลูกปลาหมอคางดำที่นำเข้าเมื่อปี 2553 และการบริหารจัดการ ซึ่งนักวิจัยของบริษัทได้รายงานข้อเท็จจริงทั้งหมด ต่อมาคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้ลงพื้นที่เยี่ยมฟาร์มอีกครั้ง ซึ่งนักวิจัยของบริษัทได้ชี้แจงถึงวิธีการทำลายปลาทั้งหมดโดยใช้สารคลอรีนเข้มข้นและฝังกลบซากปลาโรยด้วยปูนขาว และยืนยันว่าไม่ใช่สาเหตุของการแพร่ระบาดดังกล่าว

 

อย่างไรก็ตามหลังจากที่สำนักข่าวไทยพีบีเอส (Thai PBS) ได้เผยแพร่รายงานข่าวเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ทำให้สังคมเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ และนำมาซึ่งการเรียกร้องให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนออกมาให้ข้อมูลแก่ประชาชน โดยวันพรุ่งนี้ (17 กรกฎาคม) กรมประมงจะมีการแถลงข่าววิธีการรับมือและแก้ปัญหาการระบาดของปลาหมอคางดำ

The post CPF ยังมั่นใจ ไม่ใช่ต้นเหตุ ปมปลาหมอคางดำระบาด พร้อมร่วมมือแก้ปัญหาอย่างจริงใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชัชชาติระดมเจ้าหน้าที่เก็บซาก ‘ปลาหมอคางดำ-ปลานิล’ ลอยตายในบึงมักกะสัน เนื่องจากขาดออกซิเจน https://thestandard.co/chadchart-mobilizes-officials-collect-blackchin-tilapia/ Tue, 16 Jul 2024 05:11:37 +0000 https://thestandard.co/?p=958478 ชัชชาติ ปลาหมอคางดำ

วันนี้ (16 กรกฎาคม) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุ […]

The post ชัชชาติระดมเจ้าหน้าที่เก็บซาก ‘ปลาหมอคางดำ-ปลานิล’ ลอยตายในบึงมักกะสัน เนื่องจากขาดออกซิเจน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชัชชาติ ปลาหมอคางดำ

วันนี้ (16 กรกฎาคม) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย กรณิศ บัวจันทร์ ผู้อำนวยการเขตราชเทวี และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันลงพื้นที่เก็บซาก ปลาหมอคางดำ และ ปลานิล ภายในบึงมักกะสัน บริเวณสะพานจตุรทิศ ถนนจตุรทิศ กรุงเทพฯ หลังวานนี้ (15 กรกฎาคม) มีประชาชนจำนวนมากเดินทางมาจับปลา

 

ชัชชาติกล่าวว่า สาเหตุของปลาตายวันนี้เกิดจากปลาน็อกน้ำเนื่องจากขาดออกซิเจน เพราะเมื่อวานนี้โรงบำบัดน้ำเสียดินแดงปิดปรับปรุงซ่อมปั๊มน้ำตั้งแต่เวลา 03.00-23.00 น. ทำให้ประตูน้ำถูกปิด ปลาจึงต้องอาศัยน้ำที่มีอยู่ในบ่อ ซึ่งมีออกซิเจนจำนวนจำกัด จนสุดท้ายมีปลาตายเป็นจำนวนมาก 

 

ปัญหาที่เจอเมื่อวานนี้ไม่เพียงแต่พบปลาหมอคางดำ แต่ยังมีเรื่องน้ำที่หยุดปล่อยจากการซ่อมบำรุงอีกด้วย โดยวันนี้ปล่อยน้ำออกมาตามปกติ ซึ่งยืนยันว่าเป็นน้ำคุณภาพดีที่ผ่านกระบวนการบำบัดเรียบร้อยแล้ว 

 

ชัชชาติกล่าวต่อว่า ประเภทปลาที่เจอเมื่อวานนี้ส่วนใหญ่จะเป็นปลานิล 80 เปอร์เซ็นต์ อีก 20 เปอร์เซ็นต์เป็นปลาหมอคางดำ ยอมรับว่าถือเป็นสิ่งที่น่ากังวล เพราะถือว่าปลาหมอคางดำเข้ามาถึงพื้นที่เมืองแล้ว ส่วนพื้นที่ที่เจอปลาหมอคางดำจำนวนมากจะเป็นเขตบางขุนเทียนแถวน้ำกร่อย ซึ่งวันนี้จะประชุมผู้อำนวยการเขตรอบพื้นที่ปริมณฑลอีกครั้ง

 

ส่วนมาตรการป้องกัน ชัชชาติระบุว่า กรมประมงมีแผนแก้ไขปัญหาอยู่ ในขั้นแรกคือจับให้มากที่สุด ขั้นที่สองคือปล่อยปลานักล่า เช่น ปลากะพงขาว ขั้นที่สามคือเพิ่มมูลค่าทำปลาแดดเดียวหรือทำอาหาร ขั้นที่สี่คือแบ่งเขตป้องกันไม่ให้แพร่กระจายข้ามเขต ขั้นที่ห้าคือหารือร่วมกับเอกชน ขั้นที่หกคือใช้เทคโนโลยี อาจเป็นการตัดต่อพันธุกรรมให้เป็นหมัน ซึ่งกรมประมงกำลังดำเนินการ และสุดท้ายคือการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะเกษตรกร

The post ชัชชาติระดมเจ้าหน้าที่เก็บซาก ‘ปลาหมอคางดำ-ปลานิล’ ลอยตายในบึงมักกะสัน เนื่องจากขาดออกซิเจน appeared first on THE STANDARD.

]]>
14 ปี ‘ปลาหมอสีคางดำ’ เอเลี่ยนสปีชีส์ในแหล่งน้ำไทย https://thestandard.co/14-years-blackchin-tilapia-alien-species/ Tue, 09 Jul 2024 09:09:57 +0000 https://thestandard.co/?p=955499 ปลาหมอสีคางดำ

รู้จัก ‘ปลาหมอสีคางดำ’ หรือ ‘ปลาหมอคางดำ’ เอเลี่ยนสปีชี […]

The post 14 ปี ‘ปลาหมอสีคางดำ’ เอเลี่ยนสปีชีส์ในแหล่งน้ำไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปลาหมอสีคางดำ

รู้จัก ‘ปลาหมอสีคางดำ’ หรือ ‘ปลาหมอคางดำ’ เอเลี่ยนสปีชีส์ที่อยู่ในแหล่งน้ำไทยมานานกว่า 14 ปี

 

สัตว์น้ำที่ถูกประกาศห้าม นำเข้า-ส่งออก-นำผ่าน-เพาะเลี้ยง เว้นแต่จะได้รับอนุญาต หากฝ่าฝืนมีบทลงโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

ปัจจุบันระบาดอยู่ในพื้นที่ 11 จังหวัด ได้แก่ จันทบุรี, ตราด, ชลบุรี, ระยอง, สมุทรปราการ, สมุทรสาคร, สมุทรสงคราม, เพชรบุรี, ประจวบคีรีขันธ์, ชุมพร และสงขลา

 

 

ภาพประกอบ: กริน วสุรัฐกร

The post 14 ปี ‘ปลาหมอสีคางดำ’ เอเลี่ยนสปีชีส์ในแหล่งน้ำไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชาวประมงเปิดปฏิบัติการไล่ล่า ‘ปลาหมอคางดำ’ หลังแพร่ระบาดในหลายจังหวัด https://thestandard.co/fishermen-hunting-operation-blackchin-tilapia/ Mon, 08 Jul 2024 04:22:10 +0000 https://thestandard.co/?p=954622 ปลาหมอคางดำ

วันนี้ (8 กรกฎาคม) สืบเนื่องจากปัญหาการแพร่ระบาดของ ‘ปล […]

The post ชาวประมงเปิดปฏิบัติการไล่ล่า ‘ปลาหมอคางดำ’ หลังแพร่ระบาดในหลายจังหวัด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปลาหมอคางดำ

วันนี้ (8 กรกฎาคม) สืบเนื่องจากปัญหาการแพร่ระบาดของ ‘ปลาหมอคางดำ’ ซึ่งถือเป็นเอเลี่ยนสปีชีส์ หรือชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกราน สร้างผลกระทบต่อสัตว์น้ำและระบบนิเวศตามธรรมชาติอย่างรุนแรง ก่อให้เกิดปัญหากระจายอยู่ในพื้นที่หลายจังหวัด

 

ล่าสุด เผดิม รอดอินทร์ ประมงจังหวัดสมุทรสาคร เผยว่า จากปัญหาดังกล่าว กลุ่มพันธมิตรชาวบ้านและชาวประมง ร่วมมือกันทำโครงการ ‘ลงแขก ลงคลอง’ ครั้งที่ 1 ในวันที่ 9 กรกฎาคม ตั้งแต่เวลา 10.00 น ที่คลองท่าแร้ง ตำบลยกกระบัตร อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร เพื่อไล่ล่ากำจัดปลาหมอคางดำตามแหล่งน้ำธรรมชาติในจังหวัด

 

ขณะที่จังหวัดนครศรีธรรมราช สหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งปากพนัง ชมรมผู้เลี้ยงกุ้งสงขลา-นครศรีฯ จัดงบประมาณสนับสนุนการปฏิบัติการกำจัดปลาหมอคางดำ ในบ่อบำบัดน้ำเสียของโครงการชลประทานเพื่อการเลี้ยงกุ้งทะเลบ้านหน้าโกฏิ หมู่ 10 ตำบลขนาบนาก อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ในวันที่ 14 กรกฎาคม 2567 ตั้งแต่เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป

 

และในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา จังหวัดสงขลาโพสต์เฟซบุ๊กประกาศจับปลาหมอคางดำ เนื่องจากเป็นสัตว์น้ำต่างถิ่นที่สร้างความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกร โดยผู้ใดพบเจอปลาชนิดนี้ให้ติดต่อและแจ้งสำนักงานประมงจังหวัดสงขลา หรือสำนักงานประมงอำเภอใกล้บ้าน โทร. 0 7431 1302

 

ย้อนต้นตอปัญหา ‘ปลาหมอคางดำ’ ระบาดได้อย่างไร

 

ในช่วงปี 2561 กลุ่มเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในจังหวัดสมุทรสงครามและจังหวัดเพชรบุรี ร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ด้านการคุ้มครองและมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนว่า ได้รับผลกระทบจากการแพร่พันธุ์ของปลาหมอคางดำ ซึ่งกรมประมง (ผู้ถูกร้อง) อนุญาตให้เอกชนนำเข้ามาทดลองเพาะเลี้ยงจากต่างประเทศ และเนื่องจากปลาหมอคางดำกินสัตว์น้ำขนาดเล็กที่ผู้ร้องและเกษตรกรทำการเพาะเลี้ยงเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ส่งผลกระทบต่อรายได้ในการประกอบอาชีพ

 

ทาง กสม. พิจารณาแล้วเห็นว่า การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำมีผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ และกระทบต่อสิทธิทางเศรษฐกิจและการประกอบอาชีพของประชาชน โดยมีข้อเสนอต่อกรมประมง และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ตั้งคณะทำงานประเมินผลและติดตามแก้ไขปัญหา ควรพิจารณาสนับสนุนงบประมาณเร่งด่วนเพื่อเยียวยาเกษตรกรที่ประสบปัญหา และกำหนดวิธีการหรือแนวปฏิบัติในการควบคุมดูแลให้ผู้นำเข้าสัตว์น้ำปฏิบัติตามเงื่อนไขอย่างครบถ้วน

 

รู้จัก ‘ปลาหมอคางดำ’ เหตุใดทำชาวประมงเดือดร้อน

 

ปลาหมอคางดำมีต้นกำเนิดในทวีปแอฟริกา โดยต่อมามีการนำเข้าโดยหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย และเป็นปลาที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยทุกรูปแบบ สามารถอาศัยอยู่ได้ทั้งในน้ำจืด น้ำเค็ม และน้ำกร่อย

 

นอกจากนี้ ปลาหมอคางดำยังมีความต้องการอาหารตลอดเวลา และมีความสามารถในการแพร่พันธุ์ที่รวดเร็ว โดยขยายพันธุ์ได้ในทุกๆ 22 วัน การแพร่กระจายของปลาชนิดนี้จึงเป็นอันตรายต่อระบบนิเวศ เพราะส่งผลให้สัตว์น้ำชนิดอื่นๆ ถูกกินจนเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ และกระทบต่อการทำอาชีพของชาวประมงในพื้นที่

The post ชาวประมงเปิดปฏิบัติการไล่ล่า ‘ปลาหมอคางดำ’ หลังแพร่ระบาดในหลายจังหวัด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: การตายของพะยูน สัญญาณบ่งชี้ความดับสิ้นของท้องทะเล https://thestandard.co/key-messages-the-death-of-dugong/ Thu, 27 Apr 2023 12:50:45 +0000 https://thestandard.co/?p=782336

คลิปวิดีโอลูกพะยูนน้อยว่ายน้ำคลอเคลียเต่าตนุตัวใหญ่แถบบ […]

The post ชมคลิป: การตายของพะยูน สัญญาณบ่งชี้ความดับสิ้นของท้องทะเล appeared first on THE STANDARD.

]]>

คลิปวิดีโอลูกพะยูนน้อยว่ายน้ำคลอเคลียเต่าตนุตัวใหญ่แถบบริเวณอ่าวดงตาล อำเภอสัตหีบ เคยเป็นไวรัลบนโลกออนไลน์ที่ทุกคนต่างเอ็นดูมิตรภาพระหว่างสัตว์สองสายพันธุ์ ขณะที่ฝั่งผู้เชี่ยวชาญก็บอกว่าภาพแบบนี้มีโอกาสเพียงหนึ่งในล้านเท่านั้นที่เราจะได้เห็น 

 

แต่ไม่กี่วันหลังจากนั้น ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล กองทัพเรือ ได้พบซากพะยูนลอยขึ้นมาเกยตื้นในสภาพที่เต็มไปด้วยบาดแผล และเมื่อพิสูจน์อัตลักษณ์ก็พบว่าเป็นลูกพะยูนตัวเดียวกันกับที่เกาะอยู่บนหลังเต่า 

 

ข่าวการตายของพะยูนถูกนำเสนออยู่บ่อยครั้ง และนี่ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่เราต้องสูญเสียสิ่งมีชีวิตที่แสนน่ารักนี้ไปให้กับภัยคุกคามจากกิจกรรมของมนุษย์ จนบางพื้นที่พะยูนถูกประกาศให้สัตว์สูญพันธุ์ถาวร    

 

ทำไมความตายของพะยูนจึงไม่ใช่แค่ความตายธรรมดา แต่เป็นสัญญาณบอกว่าท้องทะเลกำลังก้าวถอยหลังเข้าสู่หายนะ

The post ชมคลิป: การตายของพะยูน สัญญาณบ่งชี้ความดับสิ้นของท้องทะเล appeared first on THE STANDARD.

]]>
เกิดอะไรขึ้นกับโลกของเรา เมื่อหลายประเทศเจอสัตว์ทะเลนอนตายเกลื่อนหาด https://thestandard.co/sea-creatures-dead-on-beach/ Wed, 29 Mar 2023 12:56:26 +0000 https://thestandard.co/?p=770434 สัตว์ทะเลตายเกลื่อนหาด

ทะเลโลกกำลังจะตาย…คำพูดนี้อาจไม่ได้กล่าวเกินจริงไปเลยแม […]

The post เกิดอะไรขึ้นกับโลกของเรา เมื่อหลายประเทศเจอสัตว์ทะเลนอนตายเกลื่อนหาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
สัตว์ทะเลตายเกลื่อนหาด

ทะเลโลกกำลังจะตาย…คำพูดนี้อาจไม่ได้กล่าวเกินจริงไปเลยแม้แต่น้อย

 

เมื่อปีที่ผ่านมา มนุษย์ได้เป็นสักขีพยานต่อภาพอันน่าหดหู่ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อสัตว์ทะเลน้อยใหญ่ต่างถูกพัดมาเกยตื้นตายเกลื่อนชายหาดทั่วโลก ฟลอริดาเจอกับฝูงปลาที่ลอยตายเต็มชายหาด ยักษ์ใหญ่ที่ควรอยู่ใต้ทะเลลึกอย่างวาฬถูกพัดมาเกยตื้นตายในนิวเจอร์ซีย์ ขณะที่สัตว์ตัวเล็กตัวน้อยอย่างเม่นทะเล ดาวทะเล และกุ้งเครย์ฟิชถูกซัดมาเกยตื้นตายเกลื่อนหาดในนิวซีแลนด์ 

 

สถานการณ์ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงแค่น้ำจิ้มเท่านั้น เพราะยังมีอีกหลายเหตุการณ์อันน่าสลดที่ไม่สามารถไล่เรียงได้หมด ภาพของสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เราสรุปสั้นๆ ได้เพียงว่า ‘สัตว์ทะเลทั่วโลกกำลังจะตายลงเรื่อยๆ’ ส่งผลให้ผู้เชี่ยวชาญเร่งสาละวนไขปริศนาให้ได้ว่า เหตุใดจึงเกิดเรื่องน่าเศร้ากับพวกมัน 

 

ในที่สุด พวกเขาก็พบคำตอบว่า ‘ภาวะโลกรวน’ เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้สัตว์น้ำเหล่านี้ตายผิดปกติ เพราะมันทำให้เกิดปรากฏการณ์สาหร่ายสะพรั่ง (Algae Bloom) มากขึ้นกว่าเดิม ตลอดจนเหตุการณ์อื่นๆ ที่ทำให้สัตว์น้ำขาดออกซิเจน ขณะที่อุณหภูมิของมหาสมุทรที่อุ่นขึ้นและคลื่นความร้อนที่แผ่ปกคลุมท้องทะเลก็ยังส่งผลกระทบให้สัตว์น้ำต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการหากินและอยู่อาศัยไปจากเดิม และอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะไม่พูดถึงคงไม่ได้เลยคือกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ รวมถึงการขนส่งทางทะเลและชายฝั่ง ซึ่งคาดว่ามีส่วนเชื่อมโยงกับการตายของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลของสหรัฐอเมริกา

 

  • ปรากฏการณ์สาหร่ายสะพรั่งคร่าชีวิตสัตว์น้ำหลายพื้นที่ทั่วโลก

 

เมื่อไม่กี่สัปดาห์มานี้ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของรัฐฟลอริดาเจอกับเหตุการณ์ ‘กระแสน้ำสีแดง’ ที่เกิดจากปรากฏการณ์สาหร่ายสะพรั่ง ส่งผลให้ปลาลอยตายเต็มชายฝั่ง ขณะที่ซานฟรานซิสโกก็เผชิญกับเหตุการณ์เดียวกันนี้จนทำให้มีปลาหลายพันตัวตายเมื่อช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา

 

สำหรับสาเหตุที่ทำให้สาหร่ายเหล่านี้เติบโต นักวิทยาศาสตร์อธิบายว่า เมื่อกระแสลมที่พัดผ่านมหาสมุทรได้พัดเอาผิวน้ำส่วนบนออกไป จะทำให้มวลน้ำส่วนล่างซึ่งอุดมสมบูรณ์ด้วยธาตุอาหารไหลเข้ามาแทนที่มวลน้ำส่วนบน หรือที่เรียกว่ากระบวนการน้ำผุด (Upwelling) ส่งผลให้พื้นที่ดังกล่าวเต็มไปด้วยแหล่งอาหารที่เอื้อให้สาหร่ายเจริญเติบโตได้ดี ก่อนที่สาหร่ายเหล่านี้จะถูกคลื่นซัดเข้ามาใกล้ชายหาดจนทำให้น้ำเปลี่ยนเป็นสีแดง 

 

รายงานระบุว่า สาหร่ายชนิดนี้จะปล่อยสารพิษที่มีชื่อว่า Brevetoxins ซึ่งจะเข้าทำลายระบบประสาทของสัตว์ทะเลและทำให้พวกมันล้มตาย รวมถึงนกที่มากินซากปลาก็จะไม่รอดด้วยเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้น แพสาหร่ายที่ลอยหนาแน่นยังบดบังไม่ให้แสงอาทิตย์ส่องไปถึงพืชน้ำใต้ทะเล และทำให้ปลาขาดออกซิเจนในที่สุด

 

หน่วยงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมคาดการณ์ว่า ภาวะโลกรวนจะส่งผลให้ ‘ระยะเวลาและความรุนแรง’ ของกระบวนการน้ำผุดบริเวณแนวชายฝั่งนั้นเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีทางเปลี่ยนในทิศทางที่ดี แต่กลับจะยิ่งทำให้ปรากฏการณ์สาหร่ายสะพรั่งเกิดขึ้นตามแนวชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯ มากขึ้นกว่าเดิม ขณะเดียวกัน อุณหภูมิน้ำที่สูงขึ้นจากภาวะโลกรวนยังกระตุ้นให้สาหร่ายที่เป็นอันตรายชนิดอื่นๆ เติบโตได้ดีขึ้นด้วย ยกตัวอย่างเช่นสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินที่เป็นพิษ ซึ่งชอบอยู่ในน้ำที่มีอุณหภูมิอุ่น

 

ขณะเดียวกัน เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วและพายุรุนแรง ซึ่งบรรดานักวิทยาศาสตร์คาดว่าจะเลวร้ายหนักขึ้นกว่าเดิมในอนาคตนั้น ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์สาหร่ายสะพรั่ง เพราะกระแสลมแรงมีส่วนทำให้เกิดการชำระล้างผิวดิน ส่งผลให้แร่ธาตุต่างๆ ที่สะสมอยู่ในดินกระจายตัวลงสู่ผิวน้ำ รวมถึงฟอสฟอรัสที่มาจากปุ๋ย ซึ่งเป็นแหล่งอาหารชั้นดีของสาหร่าย

 

ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า ปรากฏการณ์สาหร่ายสะพรั่งเป็นตัวการที่ทำให้สัตว์ทะเลหลายชนิดล้มตาย รวมถึงเม่นทะเล ดาวทะเล และกุ้งเครย์ฟิช ที่ขึ้นมาลอยตายเกยตื้นในชายฝั่งตะวันออกของนิวซีแลนด์ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งตรงกับช่วงฤดูร้อนในซีกโลกใต้ที่มีพายุรุนแรง

 

นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า ไม่ใช่แค่สภาพแวดล้อมชายฝั่งเท่านั้นที่เสี่ยงต่อการเกิดปรากฏการณ์สาหร่ายสะพรั่งที่เป็นอันตราย เพราะภัยแล้งจากภาวะโลกรวนก็อาจทำให้ปัญหานี้ผุดขึ้นในแหล่งน้ำจืดได้เช่นเดียวกัน อย่างที่เห็นในทะเลสาบน้ำจืดของสหรัฐอเมริกาในช่วง 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมา

 

นอกจากปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ‘มนุษย์’ ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่เร่งให้เกิดปรากฏการณ์สาหร่ายสะพรั่ง โดยนักวิจัยชาวเยอรมันกล่าวว่า การเบ่งบานของสาหร่ายสีทองหายากอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ปลาจำนวนมหาศาลในแม่น้ำโอเดอร์ (Oder) ที่ไหลตามแนวชายแดนระหว่างเยอรมนีและโปแลนด์ตายลงเมื่อฤดูร้อนปีที่แล้ว ซึ่งสาเหตุที่ทำให้สาหร่ายโตนั้น ก็เพราะโรงงานอุตสาหกรรมได้ปล่อยของเสียลงสู่แม่น้ำ ซึ่งมีการเจือปนสารเคมีที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของพวกมันด้วยนั่นเอง

 

  • ทะเลร้อน ส่งผลเพนกวินตายเกลื่อนหาด

 

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์ที่เพนกวินสีน้ำเงินตัวน้อยนับร้อยล้มตายเกลื่อนที่พื้นที่แนวชายฝั่งของนิวซีแลนด์ 

 

เจ้าหน้าที่อนุรักษ์พันธุ์สัตว์ในพื้นที่กล่าวว่า ภาวะโลกรวนอาจเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้พวกมันตาย เพราะโดยปกติแล้วเพนกวินชนิดนี้จะกินปลากะตักและปลาซาร์ดีนเป็นอาหาร และสามารถดำน้ำได้ลึก 20-30 เมตรเพื่อจับเหยื่อ แต่อุณหภูมิของน้ำทะเลที่สูงขึ้นทำให้ปลาเหล่านั้นอพยพไปยังแหล่งน้ำที่เย็นกว่า ซึ่งลึกเกินกว่าที่เพนกวินจะดำไปถึงได้ โดยสถาบันวิจัยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศแห่งนิวซีแลนด์เปิดเผยเมื่อเดือนมกราคม 2022 ว่า อุณหภูมิของน่านน้ำรอบๆ ประเทศพุ่งสูงขึ้นถึง 3 องศาเซลเซียส ส่งผลให้พวกมันเริ่มขาดอาหารหนักขึ้นเรื่อยๆ

 

แกรม เทย์เลอร์ นักวิทยาศาสตร์ด้านนกทะเลจากกรมการอนุรักษ์แห่งนิวซีแลนด์ เปิดเผยว่า สภาพของเพนกวินที่ตายบนชายหาดผอมจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก “พวกมันไม่เหลือไขมันในร่างกาย ซึ่งโดยปกติเพนกวินควรจะมีชั้นไขมันเพื่อเป็นฉนวนให้ร่างกายอบอุ่น แต่พวกมันกลับไม่มีไขมัน และเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อก็เหลือน้อยมาก” นอกจากนี้เพนกวินที่ตายยังมีน้ำหนักน้อยกว่าครึ่งของที่ควรจะเป็น ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้พวกมันไม่สามารถดำน้ำลึกได้

 

ปัญหาทะเลร้อนไม่ได้ส่งผลกระทบแค่กับเพนกวินเท่านั้น แต่สัตว์น้ำอื่นๆ ก็เผชิญกับสถานการณ์เลวร้ายไม่แตกต่างกัน โดยสภาพของปลามังกรทะเลใบหญ้า (Phyllopteryx taeniolatus) ตอนนี้ก็น่าเป็นห่วง เพราะนักวิจัยพบว่าจำนวนประชากรของพวกมันลดลงถึง 57% ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาในทุกพื้นที่ที่มีการเฝ้าสำรวจ รวมถึงดาวทะเลและเม่นทะเลที่ประสบกับปัญหาจำนวนประชากรลดลงอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาเดียวกัน

 

ข้อมูลจาก NASA ระบุว่า ทะเลโลกดูดซับความร้อนส่วนเกินถึง 90% ที่เกิดจากก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มขึ้นจากกิจกรรมของมนุษย์ ด้วยเหตุนี้ จึงมีความเป็นไปได้ที่สัตว์ทะเลทุกสปีชีส์ราว 1 ใน 3 ของโลกอาจหายล้มหายตายจากเราไปหมดภายในระยะเวลา 300 ปี 

 

น่าเศร้าอย่างยิ่งที่สัตว์เหล่านี้ถูกฆ่าให้ตายในแหล่งที่อยู่อาศัยของตัวเอง

 

  • มนุษย์ตัวเล็ก ผู้คร่าชีวิตยักษ์ใหญ่แห่งท้องทะเล

 

ในปีที่ผ่านมา โลกได้รับรู้ถึงโศกนาฏกรรมใหญ่ เมื่อมีวาฬและโลมาจำนวนไม่น้อยที่ถูกพัดมาเกยตื้นชายฝั่งตายอยู่หลายครั้ง โดยมีวาฬหลังค่อมมากกว่าสิบตัวและวาฬไรต์แอตแลนติกเหนือที่ใกล้สูญพันธุ์หลายตัวเกยตื้นบนหรือใกล้กับชายหาด ไล่ตั้งแต่นอร์ทแคโรไลนาไปจนถึงนิวยอร์ก ระหว่างช่วงเดือนธันวาคมถึงต้นเดือนมีนาคม ขณะที่มีรายงานว่ามีโลมา 8 ตัวตายอยู่ที่ชายฝั่งในรัฐนิวเจอร์ซีย์เมื่อไม่นานมานี้

 

เจ้าหน้าที่ในรัฐนิวเจอร์ซีย์กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิมหาสมุทรและสภาพเคมีของน้ำ ซึ่งสาเหตุมาจากภาวะโลกรวน อาจบีบให้ปลาที่เป็นอาหารของวาฬมาหากินเข้าใกล้ชายฝั่งมากขึ้น ทำให้วาฬต้องเคลื่อนตัวเข้ามาทับซ้อนกับพื้นที่ของมนุษย์ และมีความเสี่ยงสูงที่จะชนกับเรือขนส่งจนเกิดแผลใหญ่หรือตายได้ เพราะจากการชันสูตรพลิกศพวาฬเหล่านั้น มีหลายตัวที่พบว่าตายเพราะชนเข้ากับเรือ 

 

นอกจากนี้ บรรดานักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมก็ได้แสดงความกังวลว่ากิจกรรมที่ปูทางก่อนการก่อสร้างโครงการกังหันลมนอกชายฝั่งอาจส่งผลกระทบต่อวาฬด้วยหรือไม่ แม้นักวิทยาศาสตร์ของรัฐจะออกมาพูดแล้วว่าไม่มีหลักฐานบ่งชี้ว่ากิจกรรมดังกล่าวจะทำให้วาฬตายก็ตาม แต่นับตั้งแต่ปี 2016 มีวาฬหลังค่อมตายเยอะผิดปกติในบริเวณที่อยู่ระหว่างเตรียมการก่อสร้างโครงการดังกล่าว

 

ส่วนเหตุการณ์ที่วาฬกว่า 230 ตัวเกยตื้นที่บริเวณชายฝั่งห่างไกลทางชายฝั่งตะวันตกของรัฐแทสเมเนีย ประเทศออสเตรเลีย โดยที่กว่าครึ่งเป็นวาฬนำร่อง (Pilot Whale) นั้น ขณะนี้ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกมันกันแน่ ซึ่งเป็นปริศนาที่ยังรอคอยการไขคำตอบ เพื่อที่มนุษย์จะได้มีโอกาสช่วยเหลือพวกมันได้อย่างทันท่วงที

 

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นสัญญาณชัดเจนว่าหายนะกำลังคืบคลานเข้ามาอย่างช้าๆ หากเราทุกคนไม่ร่วมมือกันลดภาวะโลกรวนก็คงถึงวันที่มนุษย์เราจะมีชะตากรรมไม่ต่างจากสิ่งมีชีวิตเหล่านี้

 

ภาพ: REUTERS / Mike Segar

อ้างอิง:

The post เกิดอะไรขึ้นกับโลกของเรา เมื่อหลายประเทศเจอสัตว์ทะเลนอนตายเกลื่อนหาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก Ocean Climate Action Plan แผนการใช้มหาสมุทรต่อสู้ภาวะโลกรวน ผลงานล่าสุดจากรัฐบาลไบเดน https://thestandard.co/ocean-climate-action-plan/ Thu, 23 Mar 2023 10:46:11 +0000 https://thestandard.co/?p=767459 Ocean Climate Action Plan

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (21 มีนาคม) รัฐบาลของประธานาธิบ […]

The post รู้จัก Ocean Climate Action Plan แผนการใช้มหาสมุทรต่อสู้ภาวะโลกรวน ผลงานล่าสุดจากรัฐบาลไบเดน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Ocean Climate Action Plan

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (21 มีนาคม) รัฐบาลของประธานาธิบดีโจ ไบเดน แห่งสหรัฐอเมริกา ได้เปิดตัวแผนปฏิบัติการฉบับใหม่ภายใต้ชื่อ ‘Ocean Climate Action Plan’ ซึ่งเป็นโร้ดแมปที่สหรัฐฯ จะใช้ประโยชน์จากพลังอันมหาศาลของมหาสมุทร เพื่อช่วยต่อสู้กับวิกฤตโลกรวน พร้อมช่วยอนุรักษ์ท้องทะเลไปพร้อมๆ กัน

 

ตลอดช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา มหาสมุทรได้ช่วยดูดซับความร้อนบนโลกของเราไว้มากกว่า 90% จึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ท้องทะเลเป็นทรัพยากรที่มีบทบาทอย่างมากในการต่อสู้กับภาวะโลกรวนที่กำลังดำเนินอยู่นี้

 

ลารา เลวิสัน ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายนโยบายของรัฐบาลกลาง ประจำกลุ่มอนุรักษ์มหาสมุทร Oceana กล่าวว่า แม้โลกจะมีการหารือเกี่ยวกับแนวทางแก้ไขปัญหาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอยู่บ่อยครั้ง แต่ที่ผ่านมานั้นนโยบายด้านมหาสมุทรมักเป็นสิ่งที่ถูกมองข้ามอยู่เสมอ โดยเธอกล่าวว่า รัฐบาลมีแนวทางที่จะแก้ไขหรือรับมือกับวิกฤตบนพื้นดินมากมายแล้ว แต่นโยบายสำหรับมหาสมุทรนั้นยังไม่เพียงพอและไม่ใกล้เคียงกับคำว่า ‘พอ’ เลยด้วยซ้ำ 

 

ฉะนั้นการประกาศครั้งล่าสุดนี้จึงเป็นความคืบหน้าครั้งสำคัญต่อท้องทะเลของสหรัฐฯ อย่างมาก

 

📍 ทะเลโลกวิกฤต วิจัยเผย อุณหภูมิผิวน้ำร้อนขึ้นกว่าเดิม

 

ก่อนจะลงลึกถึงรายละเอียดของ Action Plan ล่าสุดจากสหรัฐฯ THE STANDARD ขออธิบายถึงภาพรวมของทะเลโลกกันก่อนว่าขณะนี้เป็นอย่างไร และมีใครลงมือทำอะไรเพื่อปกป้องแผ่นน้ำสีครามที่กินพื้นที่ถึง 71% ของโลกไปแล้วบ้าง

 

  • ข้อมูลแบบสดๆ ร้อนๆ จาก Climate Reanalyzer ระบุว่า ณ วันที่ 16 มีนาคมที่ผ่านมา อุณหภูมิผิวหน้าน้ำทะเลในมหาสมุทรทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ เฉลี่ยแตะที่ 21 องศาเซลเซียส ถือว่าเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ที่มีการเก็บข้อมูลมาตั้งแต่ปี 1981 และเป็นอุณหภูมิที่สูงกว่าช่วงเดียวกันของปี 2016 ซึ่งเป็นปีที่โลกเจอกับปรากฏการณ์เอลนีโญ

 

  • ขณะที่รายงานล่าสุดจากคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ซึ่งมีการเปิดเผยออกมาเมื่อวันจันทร์ (20 มีนาคม) ระบุว่า สภาพชั้นบรรยากาศและท้องทะเลที่มีอุณหภูมิสูงขึ้นนั้นส่งผลกระทบไปทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นคลื่นความร้อนรุนแรงที่เกิดถี่ขึ้นเรื่อยๆ สภาพอากาศที่แห้งแล้งหนักขึ้น หรือฝนที่ตกกระหน่ำแบบไม่ลืมหูลืมตา

 

  • อย่างไรก็ตาม โลกไม่ได้นิ่งนอนใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ประเทศต่างๆ เกือบ 200 ประเทศ ได้ร่วมลงนามในสนธิสัญญาทะเลหลวง (High Seas Treaty) ฉบับแรก เพื่อเป็นเครื่องมือทางกฎหมายในการจัดตั้งและจัดการพื้นที่คุ้มครองทางทะเล รวมถึงปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ ขณะเดียวกันสนธิสัญญาดังกล่าวยังให้คำมั่นว่าจะปกป้องพื้นที่ 30% ของมหาสมุทรของโลกอีกด้วย 

 

  • ในปัจจุบันมีการขนานนามให้ทะเลหลวงว่า เป็น ‘ถิ่นทุรกันดารแห่งสุดท้ายของโลก’ เนื่องจากโลกรวนทำให้อุณหภูมิของมหาสมุทรเพิ่มสูงขึ้น และทำให้น้ำมีค่าความเป็นกรดมากขึ้น จนส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตในท้องทะเล นอกจากนี้กิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ในมหาสมุทร เช่น การประมงเชิงอุตสาหกรรม การเดินเรือ อุตสาหกรรมเหมืองแร่ใต้ทะเลลึก และการแข่งขันเพื่อใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในมหาสมุทร ล้วนแล้วแต่สร้างผลกระทบเชิงลบให้กับท้องทะเลและมหาสมุทรแทบทั้งสิ้น

 

  • ทะเลหลวงนับเป็นผืนน้ำขนาดมหึมาที่คิดเป็นสัดส่วนกว่า 60% ของมหาสมุทรทั่วโลก ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตหลากหลายสายพันธุ์ ทั้งยังเป็นแหล่งประมงที่สำคัญสำหรับผู้คนหลายพันล้านชีวิต นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เป็นกันชนให้กับมนุษย์ต่อวิกฤตสภาพอากาศ เนื่องจากมหาสมุทรได้ดูดซับความร้อนส่วนเกินของโลกไว้มากกว่า 90% ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา 

 

  • แต่ปัจจุบันมีพื้นที่เขตทะเลหลวงหรือน่านน้ำสากลราว 1.2% เท่านั้นที่ได้รับการปกป้อง และมีเพียง 0.8% เท่านั้นที่ได้รับการปกป้องสูงสุดจากประชาคมระหว่างประเทศ

 

  • อย่างไรก็ตาม สนธิสัญญาฉบับนี้ยังอยู่ในระหว่างรอการให้สัตยาบันจากนานาชาติ โดยมันจะถูกบังคับใช้เป็นกฎหมายระหว่างประเทศได้ก็ต่อเมื่อรัฐบาลจากอย่างน้อย 60 ประเทศประกาศให้การรับรองเท่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่เราจะต้องจับตาดูกันต่อไปว่าจะมีการผลักดันได้จนสำเร็จหรือไม่

 

📍 สาระสำคัญของ Ocean Climate Action Plan คืออะไร 

 

  • Ocean Climate Action Plan คือแผนการดำเนินงานที่คณะกรรมการนโยบายมหาสมุทร (Ocean Policy Committee) ของสหรัฐฯ เป็นผู้ทำจัดขึ้นมา โดยมีเป้าหมายหลักๆ คือการใช้ประโยชน์จากมหาสมุทรในการต่อสู้กับภาวะโลกรวน พร้อมส่งเสริมความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อมและสนับสนุนเศรษฐกิจมหาสมุทร (Ocean Economy) ที่มีความยั่งยืน

 

  • Ocean Climate Action Plan มีเป้าหมายหลัก 3 ประการด้วยกันคือ 

 

  1. สร้างอนาคตที่เป็นกลางทางคาร์บอน โดยจะต้องไม่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดภาวะโลกรวน

 

  1. เร่งใช้แนวทางแก้ปัญหาแบบพึ่งพาธรรมชาติ (Nature-based) เพื่อปกป้องพื้นที่ชายฝั่งและลดภัยคุกคามจากภาวะโลกรวน พร้อมปกป้องชุมชนและระบบนิเวศจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ 

 

  1. เพิ่มความแข็งแกร่งให้กับชุมชน เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของมหาสมุทร ผ่านการพัฒนาโซลูชันที่สามารถช่วยให้ชุมชนปรับตัวและเติบโตได้

 

  • นอกจากนี้รัฐบาลของไบเดนยังระบุด้วยว่า ทางการได้เริ่มดำเนินการตามเป้าหมายที่ได้มีการกำหนดไว้ก่อนหน้านี้แล้วหลายอย่าง อาทิ การอนุรักษ์และฟื้นฟูพื้นที่ชายฝั่งและสิ่งแวดล้อมทางทะเล ซึ่งมีศักยภาพในการเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนตามธรรมชาติ พร้อมขยายพื้นที่คุ้มครองมหาสมุทร ขณะเดียวกันทางการยังได้แบ่งผลประโยชน์จากการลงทุนของรัฐบาลกลาง 40% เพื่อนำไปแก้ปัญหาด้านโลกรวนที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนที่ด้อยโอกาส และดำเนินการตามเป้าหมายการผลิตพลังงานจากลมนอกชายฝั่งให้ได้ 30 กิกะวัตต์ภายในปี 2030 รวมถึงการบรรลุเป้าหมายการปล่อยมลพิษจากการขนส่งระหว่างประเทศเป็นศูนย์ภายในปี 2050 และส่งเสริมความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อมและการมีส่วนร่วมของชุมชน ชนเผ่า และชนพื้นเมือง

 

📍 เดินหน้าบรรลุเป้าหมาย 30×30

 

  • ย้อนกลับไปเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา เกือบ 200 ประเทศเห็นพ้องกำหนดเป้าหมายในการปกป้องและอนุรักษ์ผืนดิน 30% และทะเล 30% ทั่วโลกภายในปี 2030 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากระดับก่อนหน้าที่เคยให้คำมั่นว่าจะปกป้องผืนดิน 17% และทะเล 7% เพื่อป้องกันไม่ให้โลกสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพไปมากกว่านี้

 

  • แต่หากดูเฉพาะในสหรัฐฯ จะพบว่า มีพื้นที่ดินประมาณ 12% ของประเทศที่ได้รับการคุ้มครอง ส่วนพื้นที่ทางทะเลอยู่ที่ 23% ซึ่งเหลืออีกแค่เพียง 7% เท่านั้น 

 

  • ด้วยเหตุนี้ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาฝ่ายบริหารของไบเดนกล่าวว่า รัฐบาลเตรียมสั่งการให้ จีนา ไรมอนโด รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ พิจารณาริเริ่มการกำหนดเขตรักษาพันธุ์สัตว์น้ำแห่งชาติแห่งใหม่บริเวณรอบหมู่เกาะห่างไกลแปซิฟิก (Pacific Remote Islands) ภายใน 30 วัน ซึ่งจะช่วยให้สหรัฐฯ บรรลุเป้าหมายในการปกป้องพื้นที่ 30% ของมหาสมุทรในประเทศได้สำเร็จ

 

  • อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญบางคนกล่าวว่า เป้าหมายที่ระดับ 30% นี้ยังถือว่าต่ำมาก และควรเพิ่มให้ถึงระดับ 50% เพื่อความอยู่รอดของมวลมนุษยชาติในระยะยาว โดยข้อมูลจาก Greenpeace ระบุว่า ปัจจุบันเหลือผืนป่าบนโลกเพียงแค่ 15% และมหาสมุทรเพียง 3% เท่านั้นที่ยังไม่ถูกมนุษย์เข้าไปตักตวงทรัพยากร 

 

📍 ผู้สนับสนุนว่าอย่างไรบ้าง

 

  • กลุ่มอนุรักษ์ได้ขานรับและยกย่องแผนการของไบเดน แต่ในขณะเดียวกันก็กังวลว่ารัฐบาลจะไม่เอาจริงกับการยุติการผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิลในทะเล รวมถึงปัญหามลพิษจากขยะพลาสติก

 

  • เลวิสันกล่าวว่า Oceana ชื่นชมความตั้งใจของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่จะยกระดับความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อม แต่ขณะเดียวกันก็แสดงความกังวลว่า ‘สิ่งที่สำคัญที่สุดเพียงอย่างเดียวที่ควรทำ’ หรือก็คือการยุติสัญญาเช่าที่ดินรัฐและใบอนุญาตสำหรับการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ จะเป็นเพียงแค่ ‘เชิงอรรถ’ เล็กๆ แทนที่จะเป็นหัวข้อใหญ่ที่รัฐบาลเร่งแก้ไข

 

  • วิกกี เอ็น สปรูอิล ประธานและซีอีโอของ New England Aquarium กล่าวว่า เศรษฐกิจมหาสมุทรที่มีความรับผิดชอบตาม Action Plan ของไบเดนนั้นจะเป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนให้ประเทศสามารถแก้วิกฤตโลกรวน และรับมือกับปัญหาการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพในทะเลที่เพิ่มขึ้นได้ 

 

  • “ตอนนี้เป็นเวลาที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีน้ำเงินแห่งอนาคต ซึ่งทรัพยากรของมหาสมุทรจะถูกใช้เพื่อตอบสนองความต้องการด้านพลังงานสะอาดและความมั่นคงทางอาหารของเรา ในขณะเดียวกันเราก็ต้องปกป้องชีวิตสัตว์ทะเลและแหล่งที่อยู่อาศัยที่สำคัญ ตลอดจนแนวชายฝั่งและชุมชน” สปรูอิลกล่าว

 

แม้แผนการนี้จะดูยิ่งใหญ่ แต่ก็เป็นเพียงแค่ก้าวเล็กๆ ของประเทศเพียงหนึ่งประเทศในภารกิจกอบกู้มหาสมุทร ซึ่งในที่สุดแล้วต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจจากทุกฝ่ายทั่วโลก

 

ภาพ: Andrei Armiagov Via Shutterstock

อ้างอิง:

The post รู้จัก Ocean Climate Action Plan แผนการใช้มหาสมุทรต่อสู้ภาวะโลกรวน ผลงานล่าสุดจากรัฐบาลไบเดน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมประมงเตรียมปิดอ่าวฝั่งทะเลอันดามัน พื้นที่ภูเก็ต-พังงา-กระบี่-ตรัง 3 เดือน คุมการทำประมงฤดูปลามีไข่ https://thestandard.co/fisheries-plans-close-andaman-sea/ Wed, 22 Mar 2023 09:48:04 +0000 https://thestandard.co/?p=766882

วันนี้ (22 มีนาคม) เฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ อธิบดีกรมประมง […]

The post กรมประมงเตรียมปิดอ่าวฝั่งทะเลอันดามัน พื้นที่ภูเก็ต-พังงา-กระบี่-ตรัง 3 เดือน คุมการทำประมงฤดูปลามีไข่ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (22 มีนาคม) เฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า จากนโยบาย ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้ความสำคัญเรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำอย่างมีส่วนร่วมกับชุมชน เพื่อให้ชุมชนมีบทบาทในการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำในท้องถิ่น และใช้ประโยชน์ทรัพยากรสัตว์น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด นำไปสู่การสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้แก่พี่น้องชาวประมง ตามแนวทางสำคัญในการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำให้มีความยั่งยืน กรมประมงจึงได้ประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำในฤดูสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน ฝั่งทะเลอันดามันมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2528 ระหว่างวันที่ 1 เมษายน – 30 มิถุนายนของทุกปี ในบางส่วนของพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดภูเก็ต พังงา กระบี่ และตรัง ควบคู่ไปกับการรวบรวมและวิเคราะห์ผลการศึกษาทางวิชาการอย่างสม่ำเสมอ เพื่อนำมาปรับปรุงมาตรการให้สอดคล้องกับสภาวะของทรัพยากรสัตว์น้ำ สิ่งแวดล้อม และสังคมในปัจจุบัน 

 

ผลการศึกษาทางวิชาการในช่วงการประกาศใช้มาตรการฯ ปี 2565 พบว่าสัตว์น้ำที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจหลายชนิดมีความสมบูรณ์เพศสูง (ร้อยละ 90-100) โดยเฉพาะในเดือนมิถุนายนพบสัตว์น้ำวัยอ่อนมีความหนาแน่นสูงสุดถึง 1,197 ตัวต่อ 1,000 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ซึ่งมากกว่าช่วงก่อนประกาศใช้มาตรการฯ ที่มีความหนาแน่นเพียง 470 ตัวต่อ 1,000 ลบ.ม. อีกทั้งข้อมูลขนาดสัตว์น้ำที่จับได้จากเครื่องมือประมงที่อนุญาตให้ใช้ในช่วงประกาศใช้มาตรการฯ เช่น อวนกุ้งและอวนปู พบว่ามีขนาดเหมาะสม โดยมีขนาดความยาวมากกว่าความยาวแรกสืบพันธุ์ จึงเป็นการยืนยันได้ว่ามาตรการที่ใช้สอดคล้องกับผลการศึกษาทางวิชาการ ทั้งในด้านพื้นที่และช่วงเวลาในมาตรการฯ ว่ามีความถูกต้องและเหมาะสมกับฤดูสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ และยังเป็นส่วนหนึ่งในการเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำเพื่อคงความสมดุลทางธรรมชาติอีกด้วย

 

ดังนั้นกรมประมงจึงประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำในฤดูสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน ฝั่งทะเลอันดามันประจำปี 2566 ในเขตพื้นที่บางส่วนของจังหวัดภูเก็ต พังงา กระบี่ และตรัง ตั้งแต่ปลายแหลมพันวา อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต ถึงปลายแหลมหยงสตาร์ อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง ครอบคลุมพื้นที่ 4,696 ตารางกิโลเมตร ระหว่างวันที่ 1 เมษายน – 30 มิถุนายน 2566 ตามประกาศฯ และกำหนดชนิดของเครื่องมือประมง วิธีการทำการประมง และเงื่อนไขที่สามารถทำการประมงได้ในช่วงประกาศใช้มาตรการฯ ดังนี้ 

          

  1. เครื่องมืออวนลากแผ่นตะเฆ่ ที่ใช้ประกอบเรือกลที่มีขนาดความยาวไม่เกิน 14 เมตร และต้องทำการประมงในเวลากลางคืนนอกเขตทะเลชายฝั่ง

 

  1. เครื่องมืออวนล้อมจับปลากะตัก ทำการประมงเฉพาะในเวลากลางวัน และต้องทำการประมงนอกเขตทะเลชายฝั่ง

 

  1. เครื่องมืออวนติดตาปลาที่มีขนาดช่องตาอวนตั้งแต่ 4.7 เซนติเมตรขึ้นไป มีความยาวอวนไม่เกิน 2,500 เมตรต่อเรือประมง 1 ลำ ทำการประมงในเขตทะเลชายฝั่ง และเครื่องมืออวนติดตาปลาที่มีช่องตาอวนตั้งแต่ 4.7 เซนติเมตรขึ้นไป มีความยาวอวนเกิน 2,500 เมตรต่อเรือประมง 1 ลำ ทำการประมงนอกเขตทะเลชายฝั่ง

 

  1. เครื่องมืออวนปู อวนลอยกุ้ง อวนหมึก 

 

  1. เครื่องมืออวนครอบ อวนช้อน หรืออวนยกหมึก ที่ใช้ประกอบกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (เครื่องปั่นไฟ) ทำการประมงนอกเขตทะเลชายฝั่ง

 

  1. ลอบปูที่มีขนาดตาอวนโดยรอบตั้งแต่ 2.5 นิ้วขึ้นไป ใช้ทำการประมงไม่เกิน 300 ลูกต่อเรือประมง 1 ลำ ทำการประมงในเขตทะเลชายฝั่ง และลอบปูที่มีขนาดช่องตาท้องลอบตั้งแต่ 2.5 นิ้วขึ้นไป ทำการประมงนอกเขตทะเลชายฝั่ง

 

  1. ลอบหมึกทุกชนิด

 

  1. ซั้งทุกชนิดที่ใช้ประกอบทำการประมงพื้นบ้านในเขตทะเลชายฝั่ง

 

  1. คราดหอยที่ใช้ประกอบเรือกลที่มีขนาดความยาวไม่เกิน 18 เมตร มีความกว้างของปากคราดไม่เกิน 3.5 เมตร ช่องซี่คราดไม่น้อยกว่า 1.2 เซนติเมตร และจำนวนของเครื่องมือคราดหอยต้องไม่เกิน 3 อัน (หน่วย) ต่อเรือกล 1 ลำ ที่ทำการประมงนอกเขตทะเลชายฝั่ง โดยต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องกำหนดเครื่องมือทำการประมง รูปแบบ และพื้นที่ทำการประมงของเครื่องมือคราดหอยที่ห้ามใช้ทำการประมงในที่จับสัตว์น้ำ พ.ศ. 2560 ลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2560

 

  1. อวนรุนเคย โดยต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ออกตามความในมาตรา 68 แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558

 

  1. จั่น ยอ แร้ว สวิง แห เบ็ด สับปะนก ขอ ลอบ ฉมวก แผงยกปูจักจั่น

 

  1. เครื่องมืออื่นใดที่ไม่ใช้ประกอบเรือกลขณะทำการประมง

 

  1. การใช้เรือประมงที่มีขนาดต่ำกว่า 10 ตันกรอสส์ ที่ใช้เครื่องยนต์มีกำลังแรงม้าไม่ถึง 280 แรงม้า ประกอบเครื่องมือทำการประมงอื่นใดที่ไม่เป็นเครื่องมือประมงพาณิชย์ ตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องกำหนดให้การใช้เรือประมงทุกขนาดประกอบเครื่องมือทำการประมงบางประเภทเป็นประมงพาณิชย์ พ.ศ. 2560 ลงวันที่ 15 ธันวาคม 2560 และต้องไม่เป็นเครื่องอวนครอบ อวนช้อน หรืออวนยกปลากะตัก ที่ใช้ประกอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (เครื่องปั่นไฟ) และต้องไม่เป็นเครื่องมือที่ถูกห้ามตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดเครื่องมือทำการประมง วิธีการทำการประมง และพื้นที่ทำการประมงที่ห้ามใช้ทำการประมงในที่จับสัตว์น้ำเขตทะเลชายฝั่ง พ.ศ. 2560 ลงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2560

 

ทั้งนี้ การทำการประมงโดยใช้เครื่องมือในข้อ 3, 4, 5, 6 และ 7 จะต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงวันที่  9 พฤศจิกายน 2560 และจะต้องไม่เป็นเครื่องมือที่ห้ามใช้ทำการประมง ตามมาตรา 67, 69 หรือ 71 (1) แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม จึงขอเน้นย้ำให้พี่น้องชาวประมงให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และระมัดระวังการทำประมง โดยให้ทำประมงเฉพาะเครื่องมือที่ประกาศให้ใช้ได้เท่านั้น เครื่องมืออื่นๆ ห้ามทำโดยเด็ดขาด หากผู้ใดฝ่าฝืนจะเป็นความผิดตามมาตรา 70 แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 5,000 บาท – 30 ล้านบาท ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดของเรือประมง หรือปรับจำนวน 5 เท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำการประมง แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า และต้องได้รับโทษทางปกครอง

 

ภาพ: Shutterstock

The post กรมประมงเตรียมปิดอ่าวฝั่งทะเลอันดามัน พื้นที่ภูเก็ต-พังงา-กระบี่-ตรัง 3 เดือน คุมการทำประมงฤดูปลามีไข่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นานาชาติร่วมลงนามสนธิสัญญาทะเลหลวงครั้งประวัติศาสตร์ เพื่อปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ https://thestandard.co/international-signing-high-seas-treaty/ Tue, 07 Mar 2023 10:45:36 +0000 https://thestandard.co/?p=759659

นานาชาติเกือบ 200 ประเทศร่วมลงนามข้อตกลงทำสนธิสัญญาทะเล […]

The post นานาชาติร่วมลงนามสนธิสัญญาทะเลหลวงครั้งประวัติศาสตร์ เพื่อปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ appeared first on THE STANDARD.

]]>

นานาชาติเกือบ 200 ประเทศร่วมลงนามข้อตกลงทำสนธิสัญญาทะเลหลวง (High Seas Treaty) ซึ่งมีผลผูกพันทางกฎหมาย เพื่อปกป้องสิ่งมีชีวิตในเขตน่านน้ำสากล โดยข้อตกลงดังกล่าวได้รับการลงนามเมื่อวันที่ 4 มีนาคมที่ผ่านมา หลังจากการเจรจานานกว่า 2 สัปดาห์ที่สำนักงานใหญ่ขององค์การสหประชาชาติ (UN) ในมหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา สิ้นสุดลง โดยการประชุมในเซสชันสุดท้ายใช้เวลานานถึง 36 ชั่วโมง

 

สนธิสัญญาทะเลหลวงฉบับนี้มีเป้าหมายเพื่อเป็นเครื่องมือทางกฎหมายในการจัดตั้งและจัดการพื้นที่คุ้มครองทางทะเล เพื่อปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ นอกจากนี้ยังครอบคลุมถึงการประเมินด้านสิ่งแวดล้อม สำหรับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการทำกิจกรรมเชิงพาณิชย์ อาทิ การทำเหมืองในทะเลลึก

 

ทางด้าน ลอรา เมลเลอร์ นักรณรงค์ด้านมหาสมุทรของ Greenpeace Nordic ระบุว่า “วันนี้นับเป็นวันประวัติศาสตร์สำหรับการอนุรักษ์ และเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่า ในโลกที่มีการแบ่งแยกส่วนนี้ การปกป้องธรรมชาติและประชาชนพลเมืองโลกสามารถคว้าชัยชนะเหนือผลประโยชน์ทางภูมิรัฐศาสตร์ได้”

 

โดยสนธิสัญญาฉบับนี้มีการพูดคุยหารือกันมานานราว 2 ทศวรรษ เมื่อ UN ได้จัดตั้งกลุ่มเฉพาะกิจขึ้นเพื่อหารือเกี่ยวกับการปกป้องมหาสมุทรขึ้นในปี 2004 จนกระทั่งในปี 2015 ที่ประชุม UN ก็ได้มีมติในการพัฒนาข้อตกลงดังกล่าวให้เป็นสนธิสัญญาที่มีผลผูกพันทางกฎหมายขึ้น หลังจากนั้นก็ได้มีการเริ่มเจรจาอย่างจริงจังขึ้นในปี 2018 และอีกครั้งในปี 2022 แต่กลับจบลงด้วยความล้มเหลว

 

การเจรจาครั้งล่าสุดนี้ นับเป็นการเจรจาครั้งประวัติศาสตร์และเป็นโอกาสครั้งสุดท้ายในการปกป้องมหาสมุทรของโลก โดย ลอรา เมลเลอร์ ยังกล่าวอีกว่า “เรายกย่องประเทศต่างๆ ที่ร่วมกันแสวงหาการประนีประนอม ยอมละทิ้งความแตกต่าง และส่งมอบสนธิสัญญาที่เปิดโอกาสให้เราร่วมกันปกป้องดูแลมหาสมุทร รวมถึงรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เพื่อปกป้องชีวิตและการดำรงอยู่ของผู้คนหลายพันล้านคน” 

 

ทะเลหลวงนับเป็นผืนน้ำขนาดมหึมาที่คิดเป็นกว่า 60% ของมหาสมุทรทั่วโลก ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตหลากหลายสายพันธุ์และระบบนิเวศที่มีเอกลักษณ์มากมาย ทั้งยังเป็นแหล่งประมงที่สำคัญสำหรับผู้คนหลายพันล้านชีวิต นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เป็นกันชนให้กับมนุษย์ต่อวิกฤตสภาพอากาศ เนื่องจากมหาสมุทรได้ดูดซับความร้อนส่วนเกินของโลกไว้มากกว่า 90% ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา

 

ในปัจจุบันต่างมีการขนานนามให้กับทะเลหลวงว่าเป็นถิ่นทุรกันดารแห่งสุดท้ายของโลก เนื่องมาจากวิกฤตจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้อุณหภูมิของมหาสมุทรเพิ่มสูงขึ้น และทำให้น้ำมีค่าความเป็นกรดมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตในท้องทะเล นอกจากนี้กิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ในมหาสมุทร เช่น การประมงเชิงอุตสาหกรรม การเดินเรือ อุตสาหกรรมเหมืองแร่ใต้ทะเลลึก และการแข่งขันเพื่อใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในมหาสมุทร ก็ล้วนแล้วแต่สร้างผลกระทบเชิงลบให้กับท้องทะเลและมหาสมุทรแทบทั้งสิ้น

 

ขณะนี้ประเทศต่างๆ จะต้องยอมรับและให้สัตยาบันสนธิสัญญาฉบับนี้อย่างเป็นทางการ หลังจากนั้นจะเริ่มดำเนินการกำหนดเขตคุ้มครองรักษาพันธุ์สัตว์น้ำ และพยายามบรรลุเป้าหมายในการปกป้อง 30% ของมหาสมุทรทั่วโลกให้ได้ภายในปี 2030 ซึ่งในปัจจุบันมีพื้นที่เขตทะเลหลวงหรือน่านน้ำสากลราว 1.2% เท่านั้นที่ได้รับการปกป้อง และมีเพียง 0.8% เท่านั้น ที่ได้รับการปกป้องสูงสุดจากประชาคมระหว่างประเทศ

 

ภาพ: Irina Markova / Shutterstock

อ้างอิง: 

The post นานาชาติร่วมลงนามสนธิสัญญาทะเลหลวงครั้งประวัติศาสตร์ เพื่อปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สัตว์น้ำใต้ทะเลกว่า 90% อาจสูญพันธุ์ภายในปี 2100 หากมนุษย์ไม่รีบแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อน https://thestandard.co/marine-species-extinction-greenhouse-gas/ Sat, 27 Aug 2022 03:27:14 +0000 https://thestandard.co/?p=672689 สัตว์น้ำใต้ทะเล

ปัญหาเรื่องภาวะโลกร้อนถือเป็นปัญหาระดับสากลปัญหาหนึ่งที […]

The post สัตว์น้ำใต้ทะเลกว่า 90% อาจสูญพันธุ์ภายในปี 2100 หากมนุษย์ไม่รีบแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สัตว์น้ำใต้ทะเล

ปัญหาเรื่องภาวะโลกร้อนถือเป็นปัญหาระดับสากลปัญหาหนึ่งที่ประชาคมโลกให้ความสนใจ และพยายามคิดหาทางแก้ไขอย่างยั่งยืนเท่าที่จะเป็นไปได้ 

 

ในขณะที่หลายประเทศยังคงไม่สนใจปัญหาโลกรวน ไม่นานมานี้มีการศึษาชุดใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์ Nature Climate Change ระบุว่า อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นของน้ำทะเลเพียง 3-5 องศาเซลเซียส จะทำให้ 90% ของพันธุ์สัตว์น้ำในโลกมีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ภายในปี 2100 หากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังไม่ถูกควบคุม

 

ผลกระทบจากก๊าซเรือนกระจกแบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ ผลกระทบต่ออุณหภูมิ เนื่องจากก๊าซเรือนกระจกทำให้ชั้นบรรยากาศโลกไม่สามารถสะท้อนความร้อนออกได้ จึงทำให้อุณหภูมิภายในโลกเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้น้ำแข็งขั้วโลกละลายและทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นตามลำดับ และอีกหนึ่งผลกระทบคือ ฝนกรด ที่เกิดจากน้ำฝนชะล้างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศลงสู่แหล่งน้ำหรือพื้นดิน ซึ่งแน่นอนว่าฝนกรดค่อนข้างอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในท้องทะเล ไม่ว่าจะเป็นปลา แบคทีเรีย พืช หรือสัตว์เซลล์เดียว ที่อาศัยอยู่ในระดับน้ำลึกไม่เกิน 100 เมตร ตามการศึกษาผลกระทบของฝนกรดต่อสัตว์น้ำกว่า 25,000 ชนิด

 

อย่างไรก็ตามนักวิจัยพบว่า หากเราสามารถควบคุมอุณหภูมิน้ำทะเลให้ไม่สูงเพิ่มเกิน 2 องศาเซลเซียส ตามความตกลงปารีส (Paris Climate Agreement) จะทำให้ลดความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ของสัตว์น้ำในข้างต้นได้ถึง 98% 

 

ที่น่าสนใจกว่าคือ นักวิจัยยังพบว่า สัตว์นักล่าขนาดใหญ่มีโอกาสสูญพันธุ์มากกว่าสัตว์น้ำขนาดเล็ก เช่นเดียวกับสายพันธุ์ปลาที่มนุษย์นิยมบริโภคอย่างหนัก ในทางกลับกันสิ่งมีชีวิตที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุดกลับกลายเป็นสปีชีส์ขนาดเล็กที่มีอายุสั้น และหากปัญหาเรื่องก๊าซเรือนกระจกไม่ได้รับการแก้ไข การสูญเสียในครั้งนี้จะกลายเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่โลกต้องเผชิญ เช่นเดียวกับการสูญเสียไดโนเสาร์เมื่อ 252 ล้านปีที่ผ่านมา

 

ภาพ: Getty images / Reinhard Dirscherl

อ้างอิง:

The post สัตว์น้ำใต้ทะเลกว่า 90% อาจสูญพันธุ์ภายในปี 2100 หากมนุษย์ไม่รีบแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ญี่ปุ่นพบเต่าตนุใกล้สูญพันธุ์กว่า 30 ตัวมีบาดแผลคล้ายถูกใบมีดบาดที่คอ ทางการเร่งสอบสวนหาสาเหตุ https://thestandard.co/japan-finds-endangered-green-turtles/ Tue, 19 Jul 2022 08:02:49 +0000 https://thestandard.co/?p=655850 เต่าตนุ

ญี่ปุ่นพบเต่าตนุอย่างน้อย 30 ตัวมีบาดแผลเลือดออกที่คอ บ […]

The post ญี่ปุ่นพบเต่าตนุใกล้สูญพันธุ์กว่า 30 ตัวมีบาดแผลคล้ายถูกใบมีดบาดที่คอ ทางการเร่งสอบสวนหาสาเหตุ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เต่าตนุ

ญี่ปุ่นพบเต่าตนุอย่างน้อย 30 ตัวมีบาดแผลเลือดออกที่คอ บริเวณใกล้กับเกาะคุเมะ จังหวัดโอกินาวา ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวนับว่าน่าเป็นห่วง เพราะเต่าตนุจัดเป็นสัตว์ทะเลหายากและใกล้สูญพันธุ์ชนิดหนึ่ง

 

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เร่งสืบสวนหาสาเหตุตั้งแต่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (15 กรกฎาคม) หลังชาวบ้านพบเต่าตนุหลายตัวได้รับบาดเจ็บเกยตื้นอยู่บนชายหาดในช่วงที่น้ำลด โดยบางตัวมีเลือดออกมากจนแทบหายใจไม่ไหว ขณะที่บางตัวนอนตายอยู่กลางหาดทราย โดยเบื้องต้นเจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่าบาดแผลที่คอเต่านั้นคาดว่าถูกใบมีดบาด

 

โยชิ สึคาโคชิ โฆษกพิพิธภัณฑ์เต่าทะเลคุเมะจิมะ กล่าวว่า บริเวณที่พบเต่าตนุเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติซึ่งปกคลุมด้วยหญ้าทะเลที่เป็นอาหารของเต่า แต่ก็ยังไม่ทราบแหล่งที่อยู่ของเต่ากลุ่มนี้แน่ชัด เพราะเป็นไปได้ว่าอาจถูกกระแสน้ำพัดพามาอีกที

 

อย่างไรก็ตาม ในอดีตที่ผ่านมานั้นมีชาวประมงยอมรับว่าเคยใช้มีดแทงเต่าทะเลเพื่อเอาพวกมันออกจากอวนจับปลา ขณะที่ชาวประมงบางกลุ่มมีทัศนคติเชิงลบต่อเต่าทะเล เพราะเชื่อว่าเต่าพวกนี้กินหญ้าทะเลจนโตไม่ทัน ทำให้ปลาไม่สามารถเข้ามาวางไข่ในบริเวณนั้นได้

 

ปัจจุบันเต่าทะเลเหลืออยู่ไม่ถึง 10 สายพันธุ์บนโลก ส่งผลให้เต่าทะเลทุกชนิดได้รับการขึ้นบัญชีแดงจากองค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) ว่ามีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ทั้งสิ้น โดยภัยคุกคามเต่าทะเลมีมากขึ้นและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากโครงการพัฒนาชายฝั่ง การทำประมงเกินควร และปัญหาสภาพแวดล้อมทางทะเลที่เสื่อมโทรมลง ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากมนุษย์ในการช่วยกันเป็นหูเป็นตา ฟื้นฟู และดูแลท้องทะเล เพื่อให้เต่าทะเลมีชีวิตอยู่คู่กับมหาสมุทรอย่างยืนยาวต่อไป

 

แฟ้มภาพ: Anthony Devlin / Getty Images

อ้างอิง:

The post ญี่ปุ่นพบเต่าตนุใกล้สูญพันธุ์กว่า 30 ตัวมีบาดแผลคล้ายถูกใบมีดบาดที่คอ ทางการเร่งสอบสวนหาสาเหตุ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมประมง ประกาศปิดอ่าวไทยรูปตัว ‘ก’ ฟื้นฟูสัตว์น้ำฤดูวางไข่ แบ่งเป็น 2 ช่วง ตั้งแต่ 15 มิ.ย. – 30 ก.ย. นี้ https://thestandard.co/fisheries-announces-closure-gulf-of-thailand-to-restore-spawning-season/ Tue, 14 Jun 2022 04:42:19 +0000 https://thestandard.co/?p=641529 กรมประมง

วันนี้ (14 มิถุนายน) เฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ อธิบดีกรมประม […]

The post กรมประมง ประกาศปิดอ่าวไทยรูปตัว ‘ก’ ฟื้นฟูสัตว์น้ำฤดูวางไข่ แบ่งเป็น 2 ช่วง ตั้งแต่ 15 มิ.ย. – 30 ก.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมประมง

วันนี้ (14 มิถุนายน) เฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า กรมประมงประกาศใช้มาตรการปิดอ่าวไทยรูปตัว ก ประจำปี 2565 จำนวน 2 ช่วง ดังนี้

 

  • ช่วงที่ 1: ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน – 15 สิงหาคม 2565 ในพื้นที่จับสัตว์น้ำอ่าวไทยตอนใน ฝั่งตะวันตก บางส่วนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์, เพชรบุรี, สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร โดยเริ่มจากอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และสิ้นสุดที่อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 2,350 ตารางกิโลเมตร
  • ช่วงที่ 2: ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม – 30 กันยายน 2565 ในพื้นที่จับสัตว์น้ำอ่าวไทยตอนใน ด้านเหนือบางส่วนของจังหวัดสมุทรสาคร, กรุงเทพมหานคร, สมุทรปราการ, ฉะเชิงเทรา และชลบุรี โดยเริ่มจากอำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร และสิ้นสุดที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 1,650 ตารางกิโลเมตร

 

โดยกรมประมงอนุญาตให้ใช้เฉพาะเครื่องมือประมงบางชนิด ดังนี้

  1. อวนลากแผ่นตะเฆ่ที่ใช้ประกอบกับเรือกลลำเดียว ขนาดต่ำกว่า 20 ตันกรอส ให้สามารถทำการประมงได้เฉพาะในเวลากลางคืนและบริเวณนอกเขตทะเลชายฝั่ง

 

  1. อวนติดตาปลาที่ใช้ประกอบเรือกล ขนาดต่ำกว่า 10 ตันกรอส และมีขนาดช่องตาอวนตั้งแต่ 5 เซนติเมตรขึ้นไป ความยาวอวนไม่เกิน 2,000 เมตร ต่อเรือประมง 1 ลำ ทั้งนี้ ห้ามทำการประมงโดยวิธีล้อมติด หรือวิธีอื่นใดที่คล้ายคลึงกัน

 

  1. อวนติดตาชนิดอวนปู อวนกุ้ง อวนหมึก

 

  1. อวนครอบ อวนช้อน หรืออวนยกหมึก ที่ใช้ประกอบกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (เครื่องปั่นไฟ) ให้ทำการประมงนอกเขตทะเลชายฝั่ง

 

  1. ลอบปูที่มีขนาดตาอวนโดยรอบตั้งแต่ 2.5 นิ้วขึ้นไป และใช้ทำการประมงไม่เกิน 300 ลูกต่อเรือประมง 1 ลำ ให้ทำการประมงในเขตทะเลชายฝั่งได้

 

  1. ลอบปูที่มีขนาดช่องตาท้องลอบ ตั้งแต่ 2.5 นิ้วขึ้นไป ให้ทำการประมงนอกเขตทะเลชายฝั่ง

 

  1. เครื่องมือลอบหมึกทุกชนิด

 

  1. ซั้งทุกชนิดที่ใช้ประกอบการทำประมงพื้นบ้านในเขตทะเลชายฝั่ง

 

  1. เครื่องมือคราดหอย ต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ฯ ที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดเครื่องมือทำการประมง รูปแบบและพื้นที่ทำการประมงของเครื่องมือประมงคราดหอยที่ห้ามใช้ทำการประมงในที่จับสัตว์น้ำร่วมด้วย 

 

  1. เครื่องมืออวนรุนเคย ต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ฯ ที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดเงื่อนไข เกี่ยวกับรูปแบบของอวน ขนาดของเรือ วิธีที่ใช้ บริเวณพื้นที่ และระยะเวลาในการทำการประมงที่ผู้ทำการประมงด้วยเครื่องมืออวนรุนเคยที่ใช้ประกอบเรือยนต์ทำการประมงต้องปฏิบัติร่วมด้วย

 

  1. จั่น ยอ แร้ว สวิง แห เบ็ด สับปะนก ขอ ลอบ ฉมวก

 

  1. เครื่องมืออื่นใดที่ไม่ใช้ประกอบเรือกลขณะทำการประมง

 

  1. เรือประมงที่มีขนาดต่ำกว่า 10 ตันกรอส ที่ใช้เครื่องยนต์มีกำลังแรงม้าไม่ถึง 280 แรงม้า ประกอบกับ
    • เครื่องมือประมงที่ไม่ใช่เครื่องมือประมงพาณิชย์ตามประเภทที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประกาศกำหนดให้เป็นประมงพาณิชย์ 
    • เครื่องมือประมงที่ไม่ใช่เครื่องมือทำการประมงประเภทอวนครอบ อวนช้อน หรืออวนยกปลากะตักที่ใช้ประกอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (เครื่องปั่นไฟ) 
    • เครื่องมือประมงที่ไม่ใช่เครื่องมือทำการประมงที่ห้ามตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ฯ ที่ออกตามมาตรา 71 (1) แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

 

สำหรับการใช้เครื่องมือในข้อ 2, 3, 4, 5, 6 และ 7 จะต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ฯ ที่ออกตามมาตรา 71 (1) และเครื่องมือที่ใช้ทำการประมงต้องไม่ใช่เครื่องมือที่กำหนดห้ามใช้ทำการประมงตามมาตรา 67 มาตรา 69 หรือมาตรา 71 (1) แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม  

 

สำหรับบทลงโทษผู้ฝ่าฝืน ต้องระวางโทษ ปรับตั้งแต่ 5,000-30 ล้านบาท ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับขนาดของเรือประมง หรือปรับจำนวน 5 เท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำการประมง แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า และต้องได้รับโทษทางปกครองอีกด้วย

 

ทั้งนี้ โดยภาพรวมการปิดอ่าวฯ ส่งให้ผลการจับปลาเศรษฐกิจโดยรวมปรับตัวสูงขึ้นจากการเพิ่มของกลุ่มปลาผิวน้ำ เช่น ปลาสีกุนเขียว, ปลาหลังเขียว และปลาตะเพียนน้ำเค็ม สำหรับปลาทู ลูกปลาที่เกิดมาใหม่ในพื้นที่อ่าวไทยตอนกลาง (ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี) เริ่มเดินทางเข้าหาฝั่ง ซึ่งกรมประมงประกาศปิดต่อเนื่องบริเวณเขตชายฝั่งทะเลของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี ในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน เพื่ออนุรักษ์ลูกปลาทูที่เกิดใหม่ รวมทั้งประกาศปิดเขตต่อเนื่องบริเวณปลายแหลมเขาม่องล่าย ถึงอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อรักษาปลาทูสาวให้หากินและเลี้ยงตัว จนมีขนาดประมาณ 11-12 เซนติเมตร 

 

หลังจากนั้นจะเริ่มเคลื่อนตัวเข้าสู่พื้นที่อ่าวไทยตอนใน (อ่าวไทยรูปตัว ก) ฝั่งตะวันตก ในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวจะพบปลาทูที่มีขนาดประมาณ 14-15 เซนติเมตร ซึ่งเรียกว่าปลาทูสาว และอยู่หากินในพื้นที่ โดยค่อยๆ เพิ่มจำนวนมากขึ้นเป็นลำดับ และเริ่มเคลื่อนเข้าสู่ก้นอ่าว หรือพื้นที่ปิดฝั่งเหนือช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน ในช่วงเวลาดังกล่าวพบปลาทูมีขนาดประมาณ 16-17 เซนติเมตร ซึ่งเป็นขนาดพ่อแม่พันธุ์ เริ่มมีไข่ ปลาทูกลุ่มนี้จะเลี้ยงตัวอยู่ในบริเวณอ่าวไทยตอนในจนปลายปี เมื่อมีความพร้อมที่จะวางไข่ ปลาทูกลุ่มนี้จึงเริ่มอพยพเคลื่อนตัวลงสู่แหล่งวางไข่ในอ่าวไทยตอนกลางอีกครั้ง เมื่อมาพิจารณาผลการจับปลาทูจากเครื่องมือประมงพาณิชย์เฉพาะในพื้นที่อ่าวไทยตอนใน พบว่าปี 2564 มีปริมาณการจับเท่ากับ 3,849 ตัน เพิ่มขึ้นมากกว่าปี 2563 ถึง 2,159 ตัน (ปี 2563 ที่มีผลจับปลาทู 1,690 ตัน) ซึ่งเป็นผลจากการกำหนดมาตรการปิดอ่าวไทยรูปตัว ก

 

ดังนั้น การดำเนินตามมาตรการจึงต้องมีต่อไป เพื่อคุ้มครองสัตว์น้ำมิให้ถูกจับก่อนที่จะมีโอกาสได้ผสมพันธุ์และวางไข่ หรือถูกจับก่อนวัยอันควร ซึ่งเป็นการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจบนฐานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้สมดุลภายในขีดความสามารถของระบบนิเวศ และจะเป็นหนทางในการนำปลาทูกลับฟื้นคืนความสมบูรณ์

 

เฉลิมชัยกล่าวในตอนท้ายว่า ที่ผ่านมา กรมประมงขอขอบคุณพี่น้องชาวประมงทุกคนที่ให้ความร่วมมือกับทางภาครัฐในการปฏิบัติตามมาตรการปิดอ่าวไทยรูปตัว ก จนกระทั่งท้องทะเลฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ดังเช่นแต่ก่อน จึงเป็นสิ่งยืนยันได้ว่ามาตรการปิดอ่าวไทยรูปตัว ก นั้นมีส่วนช่วยทำให้ประชากรสัตว์น้ำเพิ่มจำนวนมากขึ้นและช่วยฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำในท้องทะเล 

 

อีกประการหนึ่งที่เห็นได้ชัด คือเรื่องของความสามัคคี ความร่วมมือร่วมใจ เมื่อภาครัฐดำเนินการและภาคประชาชนขานรับให้การสนับสนุนจะนำไปสู่ความสำเร็จ การขับเคลื่อนการบริหารจัดการการใช้ทรัพยากรให้เกิดความสมดุลกับกำลังการผลิตของธรรมชาติ สัตว์น้ำ และเกิดความยั่งยืนของการประกอบอาชีพประมง จึงขอความร่วมมือพี่น้องชาวประมงปฏิบัติตามกฎหมายและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ภาครัฐอย่างเคร่งครัด และระมัดระวังการทำการประมง โดยให้ใช้เฉพาะเครื่องมือที่ประกาศให้สามารถทำการประมงได้เท่านั้น ส่วนเครื่องมืออื่นๆ นอกจากชนิดหรือประเภทที่กำหนดไว้ในประกาศ ห้ามใช้ทำการประมงโดยเด็ดขาด

The post กรมประมง ประกาศปิดอ่าวไทยรูปตัว ‘ก’ ฟื้นฟูสัตว์น้ำฤดูวางไข่ แบ่งเป็น 2 ช่วง ตั้งแต่ 15 มิ.ย. – 30 ก.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประมงพื้นบ้านล่องเรือยื่นหนังสือ #ทวงคืนน้ำพริกปลาทู ขอประธานสภาเร่งรัดคุ้มครองสัตว์น้ำเศรษฐกิจวัยอ่อน https://thestandard.co/protection-of-young-and-small-aquatic-animals/ Wed, 08 Jun 2022 08:17:31 +0000 https://thestandard.co/?p=639457 ทวงคืนน้ำพริกปลาทู

วันนี้ (8 มิถุนายน) ราเมศ รัตนะเชวง เลขานุการประธานรัฐส […]

The post ประมงพื้นบ้านล่องเรือยื่นหนังสือ #ทวงคืนน้ำพริกปลาทู ขอประธานสภาเร่งรัดคุ้มครองสัตว์น้ำเศรษฐกิจวัยอ่อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทวงคืนน้ำพริกปลาทู

วันนี้ (8 มิถุนายน) ราเมศ รัตนะเชวง เลขานุการประธานรัฐสภา พร้อมด้วย แทนคุณ จิตต์อิสระ คณะทำงานทางการเมืองของประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นตัวแทน ชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร รับหนังสือจากตัวแทนสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย นำโดย ปิยะ เทศแย้ม นายกสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย เพื่อขอให้เร่งรัดกระบวนการคุ้มครองสัตว์น้ำเศรษฐกิจวัยอ่อนและสัตว์น้ำขนาดเล็ก ผ่านกระบวนการรัฐสภา และแจ้งเวียนเอกสารแก่สมาชิกรัฐสภาเพื่อทราบ

 

ทวงคืนน้ำพริกปลาทู

 

ปิยะกล่าวว่า ตามที่รัฐบาลประกาศใช้พระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 ยกเลิกพระราชบัญญัติการประมงฉบับเดิม โดยอาศัยเหตุเร่งด่วน มีหลักการเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรการประมงที่ยั่งยืน หยุดยั้งการประมงผิดกฎหมาย ทำลายล้าง ไม่มีการรายงาน และไร้การควบคุมนั้น กลับปรากฏปัญหาสัตว์น้ำเศรษฐกิจวัยอ่อนจากทะเลไทยถูกจับไปเป็นปลาเป็ดป้อนอาหารสัตว์ และป้อนเข้าสู่ตลาดผู้บริโภคปริมาณมาก เกิดความความเสียหายทางมูลค่าเศรษฐกิจของประเทศ ชาวประมงพื้นบ้าน และกำลังเกิดผลกระทบต่อสังคมวงกว้างอย่างต่อเนื่อง 

 

ทวงคืนน้ำพริกปลาทู ทวงคืนน้ำพริกปลาทู

 

ดังนั้นสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทยจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการออกประกาศตามมาตรา 57 ห้ามมิให้ผู้ใดจับสัตว์น้ำหรือนำสัตว์น้ำที่มีขนาดเล็กกว่าที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดขึ้นเรือประมง และมาตราอื่นๆ ประกอบกัน ตามบัญญัติแห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 แต่ยังไม่ปรากฏว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะประกาศกำหนดตามบัญญัติมาตราดังกล่าวแต่อย่างใด ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชาวประมงพื้นบ้าน และต่อเศรษฐกิจ สังคมโดยรวม 

 

ทวงคืนน้ำพริกปลาทู

 

อีกทั้งขอให้มีการสนับสนุนและติดตามกระบวนการแก้ไขปัญหาสัตว์น้ำเศรษฐกิจวัยอ่อน ผ่านกระบวนการรัฐสภา รวมถึงแจ้งเวียนสำเนาเอกสาร ทวงคืนน้ำพริกปลาทู หยุดจับ หยุดซื้อ หยุดขายสัตว์น้ำเศรษฐกิจวัยอ่อน สู่การจัดการอาหารทะเลไทยอย่างยั่งยืน เนื่องในวันมหาสมุทรโลก 2565

 

ทั้งนี้ราเมศกล่าวว่า จะนำเรื่องดังกล่าวส่งให้กับประธานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาดำเนินการตามกระบวนการต่อไป

 

ทวงคืนน้ำพริกปลาทู ทวงคืนน้ำพริกปลาทู ทวงคืนน้ำพริกปลาทู

The post ประมงพื้นบ้านล่องเรือยื่นหนังสือ #ทวงคืนน้ำพริกปลาทู ขอประธานสภาเร่งรัดคุ้มครองสัตว์น้ำเศรษฐกิจวัยอ่อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘หยุดจับสัตว์น้ำวัยอ่อน’ ชาวประมงพื้นบ้านยื่นหนังสือขอกระทรวงเกษตรฯ ออกข้อบังคับตาม พ.ร.บ.ประมงฯ https://thestandard.co/stop-catching-aquatic-animals/ Tue, 07 Jun 2022 07:01:09 +0000 https://thestandard.co/?p=638881 สัตว์น้ำ

วันนี้ (7 มิถุนายน) ขบวนภาคีทวงคืนน้ำพริกปลาทู โดยสมาคม […]

The post ‘หยุดจับสัตว์น้ำวัยอ่อน’ ชาวประมงพื้นบ้านยื่นหนังสือขอกระทรวงเกษตรฯ ออกข้อบังคับตาม พ.ร.บ.ประมงฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สัตว์น้ำ

วันนี้ (7 มิถุนายน) ขบวนภาคีทวงคืนน้ำพริกปลาทู โดยสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทยและสมาคมรักษ์ทะเลไทย เดินเท้าจากสวนสันติชัยปราการมายังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อยื่นหนังสือถึง เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ขอให้มีการออกข้อบังคับกำหนดชนิดพันธุ์สัตว์น้ำและขนาดของสัตว์น้ำที่ห้ามทำประมง เพื่อยุติการจับสัตว์น้ำวัยอ่อนที่เป็นต้นเหตุให้ปริมาณสัตว์น้ำเศรษฐกิจลดลงอย่างมากในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา 

 

โดยให้ใช้อำนาจของรัฐมนตรีที่ระบุไว้ในมาตรา 57 ของพระราชบัญญัติการประมงแห่งชาติ พ.ศ. 2558 ว่า ห้ามมิให้ผู้ใดจับสัตว์น้ำหรือนําสัตว์น้ำที่มีขนาดเล็กกว่าที่รัฐมนตรีประกาศกําหนดขึ้นเรือประมง โดยย้ำว่า หากรัฐมนตรีไม่ตอบสนองข้อเรียกร้องภายใน 30 วัน จะเตรียมยื่นฟ้องคดีอาญา มาตรา 157 เป็นเจ้าหน้าที่รัฐละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และจ่อยื่นฟ้องต่อศาลปกครองต่อไปด้วย โดยหลังจากที่กระทรวงเกษตรฯ ลงประทับรับหนังสือแล้ว จะนำหลักฐานไปลงบันทึกประจำวันที่สถานีตำรวจนครบาลนางเลิ้งด้วย

 

โดยวันนี้เฉลิมชัยได้มอบหมายให้ ธนา ชีรวินิจ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ เป็นผู้รับหนังสือแทน พร้อมกล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ ให้ความสำคัญกับปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรทุกแขนง หลังจากนี้จะไปเร่งให้กรมประมงส่งหนังสือชี้แจงมายังรัฐมนตรีให้เร็วที่สุด ส่วนเรื่องการออกกฎหมายใช้บังคับจำเป็นต้องผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นก่อน เพื่อจะได้ไม่ไปลิดรอนสิทธิของใครกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

 

สัตว์น้ำ สัตว์น้ำ สัตว์น้ำ

The post ‘หยุดจับสัตว์น้ำวัยอ่อน’ ชาวประมงพื้นบ้านยื่นหนังสือขอกระทรวงเกษตรฯ ออกข้อบังคับตาม พ.ร.บ.ประมงฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
14 เมษายน – วันปลาโลมา https://thestandard.co/pop-onthisday140464/ Wed, 14 Apr 2021 03:00:39 +0000 https://thestandard.co/?p=474544

ในบรรดาสัตว์น้ำหรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั้งหมด ถ้าถามว่ […]

The post 14 เมษายน – วันปลาโลมา appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในบรรดาสัตว์น้ำหรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั้งหมด ถ้าถามว่าสัตว์ตัวไหนที่ขึ้นชื่อเรื่องความฉลาด น่ารัก ขี้เล่น และดูไม่มีพิษภัยมากที่สุด เชื่อได้เลยว่าแทบทุกคนจะต้องตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ‘โลมา’ แน่ๆ

 

นอกจากความเฉลียวฉลาดและความน่ารักน่าเอ็นดูอันเป็นลักษณะเด่นเฉพาะตัวของมันแล้ว ว่ากันว่าโลมายังเป็นสัตว์ที่มีพฤติกรรมชอบช่วยเหลือมนุษย์ยามเรือแตกหรือเวลาประสบอุบัติเหตุบนท้องทะเลอีกด้วย มากกว่านั้นมันยังเป็นสัตว์ที่มีสายตาแหลมคม ประสาทสัมผัสยอดเยี่ยม ทั้งยังสามารถได้ยินหรือฟังเสียงต่างๆ ได้ดีกว่ามนุษย์ถึง 10 เท่า 

 

วันโลมา (National Dolphin Day) เป็นอีเวนต์ที่จัดขึ้นในวันที่ 14 เมษายนของทุกปี เพื่อเฉลิมฉลองให้กับการมีอยู่ของเจ้าสัตว์น้ำน่ารักขวัญใจมหาชนตัวนี้ ด้วยการส่งเสริมให้ผู้คนทั่วโลกศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับมันให้มากขึ้นผ่านวิธีต่างๆ ซึ่งอาจจะเป็นการดูสารคดีเกี่ยวกับโลมาสักเรื่อง หรือถ้ามีเวลาว่างหน่อย การชวนเพื่อนหรือครอบครัวออกไปดูโลมาโชว์ที่สวนสัตว์หรือพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำใกล้บ้าน ก็เห็นจะเป็นตัวเลือกที่ไม่แย่และน่าสนุกไม่น้อย

 

ภาพ: Mike Aguilera / SeaWorld San Diego via Getty Images

The post 14 เมษายน – วันปลาโลมา appeared first on THE STANDARD.

]]>