สัตว์ทะเล Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/สัตว์ทะเล/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sun, 16 Feb 2025 11:21:06 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เสียงร้องวาฬหลังค่อมแสดงโครงสร้างทางภาษาคล้ายภาษามนุษย์ https://thestandard.co/humpback-whale-song/ Sun, 16 Feb 2025 11:21:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1042605 humpback-whale-song

ทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาตินำโดย เอ็มมา แครอลล์ นักชีววิท […]

The post เสียงร้องวาฬหลังค่อมแสดงโครงสร้างทางภาษาคล้ายภาษามนุษย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
humpback-whale-song

ทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาตินำโดย เอ็มมา แครอลล์ นักชีววิทยาทางทะเลและผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุศาสตร์วาฬจากมหาวิทยาลัยโอ๊กแลนด์ ใช้เวลานานถึง 8 ปีในการเก็บรวบรวมเสียงต่างๆ หลากหลายชนิดจากฝูงวาฬหลังค่อมในนิวแคลิโดเนีย แปซิฟิกใต้ เพื่อนำมาวิเคราะห์ และพบว่าเสียงเหล่านี้ ซึ่งมีทั้งเสียงต่ำ เสียงสูงแหลมเล็ก เสียงคราง เสียงคลิก และเสียงประกอบอื่นๆ ที่ฟังดูเหมือนวาฬกำลังร้องเพลงนั้น มีโครงสร้างคล้ายกับภาษาของมนุษย์เป็นอย่างมาก

 

ความคล้ายคลึงอันโดดเด่นระหว่าง 2 สายพันธุ์ที่อยู่ห่างไกลมากตามสายวิวัฒนาการนี้ ท้าทายแนวคิดที่ว่าคุณสมบัติเชิงโครงสร้างภาษามีเฉพาะในมนุษย์เราเท่านั้น

 

“เสียงร้องของวาฬหลังค่อม หรือที่เราเรียกว่าเพลงวาฬ เป็นการสื่อสารที่ซับซ้อน ซึ่งเราไม่เคยพบเห็นนอกสายพันธุ์ของเรา” ดร.เจลลี เอเลน ผู้เชี่ยวชาญชั้นนำด้านโครงสร้างเพลงวาฬจากมหาวิทยาลัยกริฟฟิธกล่าว

 

เพลงวาฬแสดงรูปแบบการกระจายความถี่ของหน่วยเสียงที่สอดคล้องกับกฎของซิปฟ์ (Zipf’s Law) และอาจมีโครงสร้างแบบเรียกซ้ำ (Recursion) ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของภาษามนุษย์ 

 

ภาษามนุษย์นั้น ยกตัวอย่างในภาษาอังกฤษ คำที่ใช้บ่อยที่สุด เช่น เดอะ (the) จะปรากฏมากกว่าคำทั่วไปที่ใช้บ่อยเป็นอันดับ 2 เช่น ออฟ (of) ประมาณ 2 เท่า และมากกว่าคำทั่วไปที่ใช้บ่อยเป็นอันดับ 3 เช่น แอนด์ (and) ถึง 3 เท่า ซึ่งลักษณะทางสถิติแบบนี้ เกิดขึ้นในเพลงวาฬเช่นเดียวกัน ทีมงานได้ทดลองแบ่งเพลงวาฬที่บางครั้งมีความยาวถึง 20 นาที ออกเป็นส่วนๆ และพบว่า เสียงต่างๆ ในเพลงวาฬมีความถี่ของการเกิดซ้ำของ ‘คำ’ ต่างๆ คล้ายคลึงภาษามนุษย์มาก

 

“การใช้ข้อมูลเชิงลึกและวิธีการจากวิธีที่ทารกมนุษย์เรียนรู้ภาษาจากพ่อแม่ ช่วยให้เราค้นพบโครงสร้างที่ตรวจไม่พบก่อนหน้านี้ในเพลงวาฬ” ศ. อินบาล อาร์นอน จากมหาวิทยาลัยฮิบรูกล่าว

 

งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าการเรียนรู้และการถ่ายทอดวัฒนธรรมของสัตว์สามารถกำหนดโครงสร้างของระบบการสื่อสารขึ้นมา เราอาจพบโครงสร้างทางสถิติที่คล้ายกันแบบนี้ในทุกที่ที่มีการถ่ายทอดพฤติกรรมตามลำดับที่ซับซ้อนทางวัฒนธรรม

 

“ลูกวาฬหลังค่อมใช้วิธีการเรียนรู้ภาษาแบบเดียวกับทารกมนุษย์ สมองลูกวาฬติดตามความน่าจะเป็นในช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างองค์ประกอบเสียง และใช้ค่าลดลงในความน่าจะเป็นเหล่านั้นเป็นสัญญาณในการแบ่งเพลงวาฬออกเป็นส่วนของคำ

 

“อย่างไรก็ตาม แทนที่เราจะพยายามเข้าใจโดยใส่การสื่อสารของวาฬลงใน ‘เบ้า’ ที่มีรูปร่างเป็นภาษามนุษย์ คำถามที่น่าสนใจกว่านั้น คือเหตุใดระบบการสื่อสารของ 2 สายพันธุ์ที่สุดแสนจะแตกต่างกัน คือมนุษย์และวาฬหลังค่อม จึงพัฒนาความคล้ายคลึงกันดังกล่าวขึ้นมาได้”

 

ทั้งนี้ เราต้องไม่เข้าใจผิดว่า เพลงวาฬมี ‘ความหมาย’ ในเชิงภาษา (Semantics) เพราะโครงสร้างที่ซับซ้อนของเพลงวาฬอาจเกิดจากวัตถุประสงค์อื่น ที่ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับไวยากรณ์หรือความหมายที่มนุษย์รับรู้

 

แน่นอนว่าการค้นพบนี้จะเปิดประเด็นใหม่เกี่ยวกับวิวัฒนาการของภาษาและความสามารถทางปัญญาของสัตว์ แต่อย่างไรก็ตาม เรายังต้องศึกษาต่อไป เพื่อหาว่าโครงสร้างเหล่านี้สะท้อนไวยากรณ์และความหมายทางภาษาได้จริงๆ หรือเป็นเพียงรูปแบบการสื่อสารที่ซับซ้อนสำหรับวัตถุประสงค์เฉพาะทางชีววิทยาเท่านั้น

 

ทีมงานตีพิมพ์เผยแพร่ผลการศึกษาครั้งนี้ลงในวารสาร Journal Science

https://www.science.org/doi/10.1126/science.adq7055

 

ภาพ: Jason McCawley / Getty Images

 

อ้างอิง: 

The post เสียงร้องวาฬหลังค่อมแสดงโครงสร้างทางภาษาคล้ายภาษามนุษย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครม. เคาะร่างกฎกระทรวงฯ เพิ่ม ‘วาฬสีน้ำเงิน-นกชนหิน’ เป็นสัตว์ป่าสงวนไทย https://thestandard.co/thailand-new-protected-wildlife/ Tue, 21 May 2024 08:35:29 +0000 https://thestandard.co/?p=936160

วันนี้ (21 พฤษภาคม) เกณิกา อุ่นจิตร์ รองโฆษกประจำสำนักน […]

The post ครม. เคาะร่างกฎกระทรวงฯ เพิ่ม ‘วาฬสีน้ำเงิน-นกชนหิน’ เป็นสัตว์ป่าสงวนไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (21 พฤษภาคม) เกณิกา อุ่นจิตร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดให้สัตว์ป่าบางชนิดเป็นสัตว์ป่าสงวน พ.ศ. …., ร่างกฎกระทรวงกำหนดให้สัตว์ป่าบางชนิดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. และร่างกฎกระทรวงกำหนดให้สัตว์ป่าบางชนิดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง พ.ศ. …. รวม 3 ฉบับ ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ

 

เกณิกากล่าวว่า ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดให้สัตว์ป่าบางชนิดเป็นสัตว์ป่าสงวน พ.ศ. …. มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้วาฬสีน้ำเงิน (Balaenoptera musculus) และนกชนหิน หรือนกหิน (Buceros vigil หรือ Rhinoplax vigil) เป็นสัตว์ป่าสงวน เพิ่มเติมจากที่กำหนดไว้ในบัญชีท้ายพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 ตามลำดับ

 

และสำหรับร่างกฎกระทรวงกำหนดให้สัตว์ป่าบางชนิดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง พ.ศ. …. มีสาระสำคัญเป็นการปรับปรุงชนิดสัตว์ป่าคุ้มครองตามบัญชีท้ายกฎกระทรวงกำหนดให้สัตว์ป่าบางชนิดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง พ.ศ. 2546 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อให้สอดคล้องกับข้อมูลทางอนุกรมวิธานปัจจุบัน ทำให้จำนวนสัตว์ป่าคุ้มครองจากเดิมจำนวน 1,316 รายการ คงเหลือ 1,306 รายการ โดยแบ่งเป็น 2 บัญชี ดังนี้

 

  • บัญชี 1 บัญชีสัตว์ป่าคุ้มครองที่มิใช่สัตว์น้ำ ได้แก่ (1) จำพวกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม จำนวน 176 รายการ (2) จำพวกนก จำนวน 948 รายการ (3) จำพวกสัตว์เลื้อยคลาน จำนวน 68 รายการ (4) จำพวกสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก จำนวน 4 รายการ (5) จำพวกแมลง จำนวน 20 รายการ

 

  • บัญชี 2 บัญชีสัตว์ป่าคุ้มครองที่เป็นสัตว์น้ำ ได้แก่ (1) จำพวกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม จำนวน 21 รายการ (2) จำพวกสัตว์เลื้อยคลาน จำนวน 20 รายการ (3) จำพวกสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก จำนวน 6 รายการ (4) จำพวกปลา จำนวน 30 รายการ (5) จำพวกสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง จำนวน 13 รายการ

 

รวมทั้งเพิ่มรายการจำนวน 8 ชนิด เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองในบัญชีท้ายร่างกฎกระทรวงฯ ดังนี้

 

  1. ค่างหงอกตะนาวศรี (Trachypithecus barbei)
  2. งูหางแฮ่มกาญจน์ (Trimeresurus kanburiensis)
  3. ปลากระเบนปีศาจหางเคียว (Mobula tarapacana)
  4. ปลาฉลามเสือดาว (Stegostoma fasciatum)
  5. ปลาฉลามหัวค้อนยาว (Eusphyra blochii)
  6. ปลาฉลามหัวค้อนเรียบ (Sphyrna zygaena)
  7. ปลาฉลามหัวค้อนสีน้ำเงิน (Sphyrna lewini)
  8. ปลาฉลามหัวค้อนใหญ่ (Sphyrna mokarran)

The post ครม. เคาะร่างกฎกระทรวงฯ เพิ่ม ‘วาฬสีน้ำเงิน-นกชนหิน’ เป็นสัตว์ป่าสงวนไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
สัตว์ทะเลตายเกลื่อนชายหาดในอังกฤษ ผู้เชี่ยวชาญคาด ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ https://thestandard.co/dead-sea-creatures-beach-uk/ Fri, 31 Mar 2023 03:59:09 +0000 https://thestandard.co/?p=771183

สัตว์ทะเลจำนวนมากตายเกลื่อนชายหาดซอลต์เบิร์น ทางตอนเหนื […]

The post สัตว์ทะเลตายเกลื่อนชายหาดในอังกฤษ ผู้เชี่ยวชาญคาด ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ appeared first on THE STANDARD.

]]>

สัตว์ทะเลจำนวนมากตายเกลื่อนชายหาดซอลต์เบิร์น ทางตอนเหนือของเกาะอังกฤษ เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญคาด สาเหตุส่วนหนึ่งอาจเกิดจากผลพวงของวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่มีแนวโน้มรุนแรงมากยิ่งขึ้น และอาจรวมถึงผลกระทบจากการใช้ถ่านหิน หลังจากพบเศษตะกอนสีดำที่เชื่อว่าเป็นถ่านหินกระจายอยู่เป็นวงกว้างทั่วพื้นที่ชายหาดดังกล่าว

 

ขณะที่ผู้คนในพื้นที่บางรายไม่เชื่อว่าเศษตะกอนสีดำดังกล่าวเป็นเศษตะกอนของถ่านหิน เนื่องจากตนอาศัยอยู่บริเวณพื้นที่แถบนี้มานานกว่า 7 ปี แม้จะมีตะกอนของถ่านหินถูกพัดพามายังชายหาดบ้าง แต่ก็ไม่น่าจะใช่เศษตะกอนสีดำที่มีจำนวนมากขนาดนี้ 

 

โดยทางการท้องถิ่นเผย พบรายงานเหตุการณ์ลักษณะนี้บริเวณชายหาดดังกล่าวเป็นปีที่ 2-3 ติดต่อกันแล้ว นี่อาจเป็นสัญญาณเตือนของวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมที่ต้องได้รับการป้องกันและแก้ไขโดยเร็ว เบื้องต้นผู้เชี่ยวชาญจะเดินหน้าตรวจสอบหาสาเหตุหลักที่แน่ชัด ที่ทำให้สัตว์น้ำจำนวนมากเหล่านี้ตายเกลื่อนชายหาดแถบนี้ต่อไป

 

สัตว์ทะเลตาย อังกฤษ

ภาพ: Ian Forsyth / Getty Images

 

สัตว์ทะเลตาย อังกฤษ

ภาพ: Ian Forsyth / Getty Images

 

สัตว์ทะเลตาย อังกฤษ

ภาพ: Ian Forsyth / Getty Images

 

สัตว์ทะเลตาย อังกฤษ

ภาพ: Ian Forsyth / Getty Images

 

สัตว์ทะเลตาย อังกฤษ

ภาพ: Owen Humphreys / PA Images via Getty Images

 

อ้างอิง:

The post สัตว์ทะเลตายเกลื่อนชายหาดในอังกฤษ ผู้เชี่ยวชาญคาด ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โซนาร์ล่าเหยื่อ-ระบบสื่อสารในสังคม ไขปริศนา​โลมา-วาฬกินเนื้อใช้อวัยวะอะไรสร้างเสียงร้อง https://thestandard.co/what-dolphins-use-to-make-sound/ Mon, 06 Mar 2023 07:43:40 +0000 https://thestandard.co/?p=759151

โลมา วาฬเพชฌฆาต วาฬสเปิร์ม และวาฬกินเนื้อชนิดอื่นๆ ซึ่ง […]

The post โซนาร์ล่าเหยื่อ-ระบบสื่อสารในสังคม ไขปริศนา​โลมา-วาฬกินเนื้อใช้อวัยวะอะไรสร้างเสียงร้อง appeared first on THE STANDARD.

]]>

โลมา วาฬเพชฌฆาต วาฬสเปิร์ม และวาฬกินเนื้อชนิดอื่นๆ ซึ่งมีคำเรียก​อย่างเป็นทางการ​ว่า ‘วาฬมีฟัน’ (Toothed Whale)​ สามารถสร้างเสียงร้องได้หลากหลายรูปแบบ ​ทั้งเพื่อสื่อสารกับพวกเดียวกัน หรือใช้ค้นหาตำแหน่งของเหยื่อในน้ำลึก กลไกที่ใช้สร้างเสียงร้องนี้เป็นปริศนา​มายาวนาน จนกระทั่งบัดนี้​ทีมนัก​วิทยาศาสตร์​สามารถไขความกระจ่างได้แล้ว

 

ปีเตอร์ แมดเซน ศาสตราจารย์ด้านสรีรวิทยาประสาทสัมผัส และผู้เชี่ยวชาญด้านชีววิทยากลุ่มสัตว์​ประเภทวาฬแห่งมหาวิทยาลัย Aarhus ในเดนมาร์ก และทีมงาน เสนอคำอธิบายที่ครอบคลุมถึงกลไกการสร้างเสียงของสัตว์​เลี้ยงลูก​ด้ว​ยนม​ในกลุ่มวาฬมีฟัน (Odontocetes) ​ว่าเสียงร้องทั้งหลายทั้งปวงที่สัตว์​ในกลุ่มนี้สร้างขึ้นมานั้น ทั้งหมดเกิดขึ้นในช่องหายใจ หรือ ‘จมูก’ ของมันเท่านั้นเอง

 

ภายใต้น้ำทะเลดำมืดที่ลึกนับกิโลเมตร วาฬมีฟันจะใช้ระบบโซนาร์ที่เรียกว่า Echolocation คล้ายกับโซนาร์​ที่ค้างคาวสร้างขึ้นมาเพื่อหาตำแหน่งของเหยื่อ โดยมันจะสร้างเสียงร้องดังคล้ายเสียง ‘คลิก’ แบบถี่ๆ กระจายออกไปในน้ำ แล้วรอรับการสะท้อนกลับของเสียงนี้ผ่านทางขากรรไกรเข้าสู่หูชั้นใน วาฬมีฟันทั้งหลายก็จะรู้ได้ในทันทีว่าเหยื่อของมัน ซึ่งอาจเป็นหมึกตัวใหญ่​หรือปลาชนิดต่างๆ กำลังว่ายไปในทิศทางไหน ทำให้การล่าของมันประสบความสำเร็จ​ได้โดยง่าย นอกจากนั้นพวกมันซึ่งเป็นสัตว์​เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีมันสมองขนาดใหญ่​และซับซ้อน​ ยังสามารถสร้างเสียงได้อีกหลากหลาย​รูปแบบ​เพื่อสื่อสารกันในสังคมของมันด้วย

 

ศาสตราจารย์แมดเซนอธิบายว่า “วาฬมีฟันจะบังคับอากาศในปอดของมันให้ไหลผ่านอวัยวะพิเศษในจมูกที่เรียกว่า Phonic Lip โดยมีอัตราความเร็วในการเปิด-ปิดชิ้นส่วนสร้างเสียงในระดับมิลลิวินาที ผลคือเกิดการสั่นสะเทือนกลายเป็นเสียงออกไปทางด้านหน้า จากนั้นเสียงจะผ่านอวัยวะบริเวณหน้าผากที่เรียกว่า Melon ซึ่งจะขยายเสียงนี้ให้ดังพุ่งออกไปในน้ำ”

 

ศาสตราจารย์โคเอน อีเลมันส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านชีววิทยาอะคูสติก ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมวิจัย อธิบายเพิ่มเติมว่า “ที่แตกต่างจากมนุษย์ ค้างคาว หรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อาศัยอยู่บนบกก็คือ สัตว์ที่อาศัยอยู่บนบกจะใช้อากาศในการทำหน้าที่ทั้งเป็นตัวขับเคลื่อนอวัยวะสร้างเสียง และเป็นตัวกลางของเสียงที่เดินทางออกไป แต่สำหรับสัตว์ที่อาศัยอยู่ในทะเลอย่างวาฬมีฟัน อากาศจะถูกใช้เป็นแค่ตัวขับเคลื่อนอวัยวะสร้างเสียงเท่านั้น ตัวกลางในการเดินทางของเสียงจะเป็นน้ำทะเล ซึ่งแน่นอนว่าเสียงจะถูกถูกขยายให้ดังขึ้นมาก 

 

“เนื่องจากต้องกลั้นหายใจในน้ำเป็นเวลานาน พวกวาฬมีฟันจะต้องถนอมอากาศในปอดให้อยู่นานที่สุด พวกมันจึงวิวัฒนาการให้มีการใช้อากาศน้อยมากต่อการสร้างเสียงในแต่ละครั้ง และมันยังหมุนวนนำอากาศกลับมาใช้ใหม่ได้ด้วย” ศาสตราจารย์อีเลมันส์กล่าวเสริม

 

ทีมนักวิจัยใช้วิดีโอจากกล้องเอนโดสโคปที่ติดตามการส่งเสียงร้องของวาฬมีฟันสารพัดชนิด รวมทั้งการผ่าดูซากของโลมาเกยตื้นอย่างละเอียด และยังใช้แท็กบันทึกเสียงของวาฬสเปิร์ม วาฬเพชรฆาต และโลมาปากขวดจนพบว่า ที่มาของเสียงร้องของวาฬมีฟันนั้นแตกต่างอย่างแน่นอนกับวาฬบาลีน ซึ่งเป็นวาฬกินแพลงตอนเป็นอาหาร

 

“วาฬมีฟันไม่ร้องเพลงแบบวาฬบาลีน” ศาสตราจารย์แมดเซน หัวหน้าทีมวิจัยกล่าว “เชื่อกันว่าวาฬบาลีนใช้เส้นเสียงในกล่องเสียงเหมือนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมบนบกบางชนิด และเรายังไม่รู้แน่ชัดว่าวาฬบาลีนส่งเสียงออกมาได้อย่างไร แต่ที่แน่ๆ ระหว่างเส้นทางวิวัฒนาการอันยาวนานนับล้านปี วาฬมีฟันได้สูญเสียเส้นเสียงไป

 

“พวกมันวิวัฒนาการแหล่งกำเนิดเสียงชุดใหม่ในจมูกของมันขึ้นมาแทน” ศาสตราจารย์แมดเซนทิ้งท้าย

 

ทีมงานตีพิมพ์​ผลงาน​ครั้งนี้​ลง​ใน​วารสาร​ Science​ ฉบับ​วัน​ที่ 2 มีนาคม 2023 https://www.science.org/doi/10.1126/science.adc9570

 

ภาพ: Francois Gohier / VW Pics / Universal Images Group via Getty Images

 

อ้างอิง: 

 

The post โซนาร์ล่าเหยื่อ-ระบบสื่อสารในสังคม ไขปริศนา​โลมา-วาฬกินเนื้อใช้อวัยวะอะไรสร้างเสียงร้อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิจัยเผยเม็ดพลาสติกทำเม่นทะเลตาย ชี้ถึงสัตว์น้ำไม่กินพลาสติก ก็ตายได้จากสารพิษ https://thestandard.co/plastic-pellets-kill-sea-urchins/ Fri, 16 Dec 2022 08:04:48 +0000 https://thestandard.co/?p=724571

การวิจัยล่าสุดเปิดเผยว่า เม่นทะเลที่เติบโตในพื้นที่ที่ม […]

The post วิจัยเผยเม็ดพลาสติกทำเม่นทะเลตาย ชี้ถึงสัตว์น้ำไม่กินพลาสติก ก็ตายได้จากสารพิษ appeared first on THE STANDARD.

]]>

การวิจัยล่าสุดเปิดเผยว่า เม่นทะเลที่เติบโตในพื้นที่ที่มีมลพิษจากพลาสติกสูงมีโอกาสตายลงเพราะมีการพัฒนาร่างกายที่ผิดปกติ 

 

นักวิทยาศาสตร์จากอังกฤษและอิตาลีได้ทดลองเพื่อเฝ้าสังเกตผลกระทบของพลาสติกที่มีต่อสัตว์ทะเล โดยวางไข่ของเม่นทะเลไว้ในน้ำทะเลที่เจือปนด้วยพลาสติกหลายระดับด้วยกัน เพื่อเปรียบเทียบดูว่าเม็ดพลาสติกบริสุทธิ์ (Nurdles) ซึ่งเป็นวัตถุดิบตั้งต้นในการผลิตพลาสติกทุกประเภทนั้นมีผลต่อเม่นทะเลอย่างไรบ้าง หลังจากที่พบเม็ดพลาสติกเหล่านี้ปริมาณมหาศาลถูกพัดมาเกยตื้นในชายหาดของเทศมณฑลคอร์นวอลล์ของอังกฤษ

 

พวกเขาพบว่า ตัวอ่อนของเม่นทะเลที่เลี้ยงในน้ำที่ปนเปื้อนด้วยเม็ดพลาสติก ‘ที่ซื้อมาใหม่จากผู้ผลิต’ มีความผิดปกติอย่างมีนัยสำคัญในการทดสอบความเข้มข้นของระดับการเจือปนทั้ง 3 ระดับคือ 1%, 5% และ 10% ส่วนเม่นทะเลที่เลี้ยงในน้ำที่ปนเปื้อนด้วยเม็ดพลาสติกเก่าที่เก็บมาจากชายหาดก็ตายเช่นกัน แต่เฉพาะในกลุ่มที่เลี้ยงในน้ำที่ปนเปื้อนสูงที่ระดับ 10% เท่านั้น

 

การทดลองดังกล่าวบ่งชี้ว่า เม็ดพลาสติกที่เพิ่งผลิตใหม่ซึ่งยังมีสารเติมแต่งต่างๆ ในปริมาณสูงนั้น หากรั่วไหลลงทะเลจะมีความอันตรายมากกว่า และถึงแม้ว่าความเข้มข้นของการเจือปนพลาสติกในน้ำทะเลที่สูงเช่นนี้จะพบได้ยากในพื้นที่มหาสมุทรจริง แต่ก็ถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม โดยตัวอ่อนของเม่นทะเลที่พบความผิดปกตินั้นมีหลายรูปแบบ รวมถึงความผิดปกติของโครงสร้างกระดูก เซลล์ประสาท และภูมิคุ้มกัน อีกทั้งยังเติบโตโดยมีโครงสร้างที่ไม่สมมาตรเหมือนตามปกติ ก่อนที่จะตายลงในที่สุด

 

ดร.เอวา จิมีนีซ-กูรี (Eva Jimenez-Guri) จากสถาบัน Anton Dohrn Zoological Station และ University of Exeter ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ทำการวิจัยครั้งนี้ กล่าวว่า นอกจากพลาสติกจะเป็นภัยต่อสัตว์น้ำจากการที่พวกมันเผลอกินเข้าไป หรือตัวเข้าไปติดอยู่ในเศษขยะแล้ว การวิจัยนี้ยังชี้ให้เห็นว่า พลาสติกสามารถฆ่าสัตว์ได้เพราะสารเคมีที่ปลดปล่อยออกมา อย่างเช่นที่เห็นในพัฒนาการของเม่นทะเล 

 

สิ่งที่เกิดขึ้นจึงเป็นอีกสัญญาณหนึ่งที่กระตุ้นเตือนให้เราทุกคนควรลด ละ เลิก การใช้งานพลาสติกให้เหลือเท่าที่จำเป็น รวมถึงต้องทิ้งขยะให้ถูกที่และถูกวิธี เพื่อลดผลกระทบต่อเพื่อนร่วมโลกของเราให้ได้มากที่สุด เพราะขยะพลาสติกเพียงชิ้นเล็กๆ ชิ้นเดียวอาจหมายถึงความเป็นความตายของสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ก็เป็นได้

 

แฟ้มภาพ: Tahsin Ceylan/Anadolu Agency via Getty Images

 

อ้างอิง:

The post วิจัยเผยเม็ดพลาสติกทำเม่นทะเลตาย ชี้ถึงสัตว์น้ำไม่กินพลาสติก ก็ตายได้จากสารพิษ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Whale Watching ชวนไปดูวาฬบรูด้าในทะเลไทย ช่วงฤดูกาลดูวาฬที่ดีสุดของปี https://thestandard.co/whale-watcher-gulf-of-thailand/ Tue, 13 Sep 2022 10:36:24 +0000 https://thestandard.co/?p=680880

ขอออกตัวตั้งแต่แรกเริ่มเลยว่าภาพในอัลบั้มนี้คุณจะไม่ได้ […]

The post Whale Watching ชวนไปดูวาฬบรูด้าในทะเลไทย ช่วงฤดูกาลดูวาฬที่ดีสุดของปี appeared first on THE STANDARD.

]]>

ขอออกตัวตั้งแต่แรกเริ่มเลยว่าภาพในอัลบั้มนี้คุณจะไม่ได้เห็นวาฬชัดๆ แบบต้องร้องอู้อ้าตลอดเวลาที่ดูรูป แต่เราอดไม่ได้จริงๆ ที่จะเอามาอวด เพราะการไปดูวาฬในอ่าวไทยครั้งนี้ช่างสุดยอดจริงๆ! สุดยอดอย่างไรน่ะเหรอ?

 

หมายเหตุ: ทริปนี้เดินทางช่วงปลายเดือนกันยายน 2022

 

Why here?

 

ผู้เขียนเคยมีประสบการณ์ดูวาฬมาครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีมาแล้ว ตอนนั้นประสบการณ์การดูวาฬของเราชวนให้คิดแล้วคิดอีกว่าจะออกไปดูดีหรือไม่ในคราวนี้ เริ่มตั้งแต่ออกเรือแต่เช้าตรู่ ใช้ชีวิตอยู่บนเรือตลอดทั้งวัน นั่งตากแดดเป็นปลาแดดเดียวอยู่บนเรือ บางทีก็เวียนหัวเมาเรือเสียอย่างนั้น ล่องเรือออกตามล่าวาฬทั้งวัน สุดท้ายเจอแค่ตัวหรือสองตัว บางคนบอกว่าเราโชคดีไปอีก เพราะบางทริปก็ไม่เจอวาฬเลย 

 

แต่ทริปนี้ทุกอย่างกลับตาลปัตรไปเสียหมด เรายังคงออกเรือแต่เช้าตรู่ ตั้งแต่ฟ้าเพิ่งรุ่งสาง คลื่นลมทะเลเงียบสงบไร้คลื่นโยกเยกให้มึนหัว ออกเรือไปเพียงชั่วโมงกว่าๆ ก็มีฝูงโลมาอิรวดีมากระโดดน้ำโชว์ตัวอยู่หน้าเรือ เรียกน้ำย่อยพอให้ใจชื้นว่าทริปนี้ไม่นกแน่ๆ หลังจากนั้นราวๆ อีก 2 ชั่วโมง หลังกินข้าวเช้าไม่นาน ประมาณ 9 โมงเช้าก็มีวาฬตัวแรกโผล่มาให้เห็น ไม่ใช่ว่ายธรรมดา แต่ยังอ้าปากว่ายน้ำไล่ต้อนฝูงปลากินเต็มปาก จากนั้นไม่นานตัวอื่นๆ ก็ตามมา ไม่ทันถึงเที่ยงเราเจอวาฬว่ายไปมาทั้งใกล้ไกลรวมทั้งสิ้นกว่า 20 ตัว ทั้งหากินเดี่ยวๆ ตัวเดียว ทั้งเป็นคู่แม่ลูก มีทั้งอ้าปากกินข้าง (แนวตะแคง) กระโดดมุดน้ำ รวมถึงดำน้ำเล่นข้างเรือ เล่นเอามึนไปหมดว่าจะดูตัวไหนก่อนดีนะ บอกได้คำเดียวว่า ‘ดีมากจริงๆ!’

 

โลมาอิรวดี แวะมากระโดดโชว์ตัวเป็นฝูงหลังออกจากท่าได้ไม่นาน 

โลมาอิรวดีแวะมากระโดดโชว์ตัวเป็นฝูงหลังออกจากท่าได้ไม่นาน 

 

เรือประมงลำใหญ่ที่พาเราออกไปล่าวาฬ พอเจอวาฬทุกคนก็หยิบกล้องถ่ายรูปไม่หยุด

 

ดูหางวาฬตัวนี้สิ อวบอ้วนมาก 

 

กิจกรรมดูวาฬในบ้านเราไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะเริ่มนิยมมาตั้งแต่ 10 ปีที่แล้ว โดยเริ่มจากกิจกรรมเฉพาะกลุ่ม เป็นเพียงการเหมาเรือประมงลำเล็กๆ ออกไปดูมากกว่า ดูแบบสะเปะสะปะ ขับเรือหาไปเรื่อยๆ ระหว่างดูวาฬก็ดูทะเลไปพลางๆ ผสมๆ กันไปในหนึ่งทริป แต่เมื่อมีการพบเห็นมากเข้า กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งจึงเข้ามาสำรวจ เริ่มมีการบันทึกจดจำตัววาฬและศึกษาพฤติกรรมวาฬในน่านน้ำอย่างจริงจัง

 

Worth it

 

วาฬในบ้านเราที่พบมากที่สุดคือ ‘วาฬบรูด้า’ หรือ ‘วาฬแกลบ’ เป็นวาฬขนาดใหญ่อยู่ในวงศ์ Balaenopteridae มีประมาณ 60-80 ตัว อาศัยประจำถิ่นอยู่ในอ่าวไทยตอนบน หรือที่นิยมเรียกกันว่า ‘อ่าวตัว ก’ ซึ่งเป็นทะเลนอกชายฝั่งของสมุทรสาคร สมุทรสงคราม และเพชรบุรี

 

ช่วงเวลาที่เจอวาฬมากที่สุดคือเดือนพฤษภาคม-พฤศจิกายน ซึ่งเป็นช่วงฤดูฝนที่น้ำจืดไหลลงทะเลเยอะ ปลาเล็กปลาน้อย เช่น ปลากะตัก ปลาทู ต่างเติบโตได้ดี เมื่อมีปลามาก วาฬผู้เป็นนักล่าก็ว่ายเข้าฝั่งมาหาอาหาร เราจึงเห็นวาฬบรูด้าออกหากินบริเวณอ่าวตัว ก เยอะมากในช่วงเวลาดังกล่าว

 

วิธีสังเกตวาฬดูได้หลายอย่าง ตั้งแต่ฝูงนกนางนวลที่ชอบบินวนเป็นกลุ่มก้อนรอบตัววาฬ เพื่อรอจับปลาที่กระเด็นออกมาจากวาฬ หรือสังเกตฟองอากาศใต้น้ำที่วาฬปล่อยออกมาเพื่อหายใจ บางครั้งก็โผล่บนผิวน้ำเพื่อพ่นน้ำเท่านั้น

 

วาฬอ้าปากกินปลาเล็ก

 

อีกหนึ่งรูปแบบชัดๆ จะเห็นว่ามีปลาเล็กมากมาย

 

การนั่งเรือชมวาฬ กัปตันจะแล่นเรืออย่างช้าๆ ใช้ความเร็วที่ไม่เกิน 7 นอตตามกฎสากล และจะชะลอความเร็วเมื่ออยู่ใกล้วาฬ กัปตันจะไม่ขับเรือไล่ตามวาฬเด็ดขาด เพราะอาจรบกวนวาฬหรือทำให้บาดเจ็บได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่เจอวาฬระยะประชิด เพราะเหล่าวาฬมักขี้เล่นและแวะมาทักทายเราโดยไม่รู้ตัวเสมอ อย่างทริปนี้อยู่ดีๆ ก็มาดำน้ำใกล้ๆ เรือ แล้วก็โผล่โชว์ตัวมาให้กดชัตเตอร์ บางตัวก็มุดใต้ท้องเรือ ชวนให้ใจตุ๊มๆ ต่อมๆ ว่าจะโผล่ออกมาตรงไหน

 

วาฬบรูด้าจะไม่กระโดดให้เห็นทั้งตัว เวลาโผล่พ้นน้ำจะเห็นแค่บางส่วนเท่านั้น หางบ้าง ปากบ้าง ครีบบ้าง

 

ตัวนี้ขี้เล่นมาก มาดำน้ำข้างเรือเราตลอด โผล่เป็นฟองอากาศให้เห็นเป็นทาง

 

กำลังมุดน้ำ โผล่มาให้เห็นส่วนครีบ

 

พ่นน้ำมาสูงมาก เห็นนกนางนวลไหม บินตามวาฬตลอด

 

2 ตัวนี้เป็นคู่แม่ลูก ปกติวาฬจะออกหากินตัวเดียว แต่ถ้าเห็นเป็นคู่แสดงว่าเป็นคู่แม่ลูกชวนกันออกหากิน ตอนนี้ในอ่าวไทยมีคู่แม่ลูกทั้งหมด 8 คู่

 

Good for

 

สำหรับใครที่อยากไปดูวาฬแบบเรา แนะนำให้ติดต่อไปยัง ‘ร้านเจ๋ง ครัวชายทะเล’ ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของท่าเรือของกลุ่มเกษตรกรทำประมงพันท้ายนรสิงห์ โดยจะมีทัวร์เรือชมวาฬจากชุมชนประจำอยู่ เรือดูวาฬเป็นเรือลำใหญ่ 2 ชั้น มีห้องแอร์บริเวณชั้นล่าง และเปิดโล่งรับชมธรรมชาติชั้นบน หนึ่งลำรองรับผู้โดยสารได้ 35 คน จะออกแบบเหมาเรือก็ได้ หรือจอยทริปก็มี สนนราคาท่านละ 2,000 บาท รวมอาหาร 2 มื้อ (เช้าและกลางวัน) ประกันการเดินทาง น้ำดื่มเย็นๆ ตลอดทริป และหากออกเรือไม่เจอวาฬ สามารถกลับมาขึ้นครั้งต่อไปได้ฟรี!

 


 

Whale Watching

 

Location: ประมงพันท้ายนรสิงห์ จังหวัดสมุทรสาคร

Budget: 2,000 บาทต่อคน รวมอาหาร 2 มื้อ (เช้าและกลางวัน) ประกันการเดินทาง และน้ำดื่มเย็นๆ ตลอดทริป

Tel: 08 9441 0468

LINE: RoongrojBirdwatch

Facebook: เพจวาฬบรูด้าสมุทรสาคร

Map: https://maps.app.goo.gl/yaaRGU729KMRBBuj9

 

 

 

ภาพ: พลอยจันทร์ สุขคง, ร้านเจ๋ง ครัวชายทะเล, ท่องเที่ยวสะดุดตา, JokeJourney

The post Whale Watching ชวนไปดูวาฬบรูด้าในทะเลไทย ช่วงฤดูกาลดูวาฬที่ดีสุดของปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
สัตว์น้ำใต้ทะเลกว่า 90% อาจสูญพันธุ์ภายในปี 2100 หากมนุษย์ไม่รีบแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อน https://thestandard.co/marine-species-extinction-greenhouse-gas/ Sat, 27 Aug 2022 03:27:14 +0000 https://thestandard.co/?p=672689 สัตว์น้ำใต้ทะเล

ปัญหาเรื่องภาวะโลกร้อนถือเป็นปัญหาระดับสากลปัญหาหนึ่งที […]

The post สัตว์น้ำใต้ทะเลกว่า 90% อาจสูญพันธุ์ภายในปี 2100 หากมนุษย์ไม่รีบแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สัตว์น้ำใต้ทะเล

ปัญหาเรื่องภาวะโลกร้อนถือเป็นปัญหาระดับสากลปัญหาหนึ่งที่ประชาคมโลกให้ความสนใจ และพยายามคิดหาทางแก้ไขอย่างยั่งยืนเท่าที่จะเป็นไปได้ 

 

ในขณะที่หลายประเทศยังคงไม่สนใจปัญหาโลกรวน ไม่นานมานี้มีการศึษาชุดใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์ Nature Climate Change ระบุว่า อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นของน้ำทะเลเพียง 3-5 องศาเซลเซียส จะทำให้ 90% ของพันธุ์สัตว์น้ำในโลกมีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ภายในปี 2100 หากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังไม่ถูกควบคุม

 

ผลกระทบจากก๊าซเรือนกระจกแบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ ผลกระทบต่ออุณหภูมิ เนื่องจากก๊าซเรือนกระจกทำให้ชั้นบรรยากาศโลกไม่สามารถสะท้อนความร้อนออกได้ จึงทำให้อุณหภูมิภายในโลกเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้น้ำแข็งขั้วโลกละลายและทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นตามลำดับ และอีกหนึ่งผลกระทบคือ ฝนกรด ที่เกิดจากน้ำฝนชะล้างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศลงสู่แหล่งน้ำหรือพื้นดิน ซึ่งแน่นอนว่าฝนกรดค่อนข้างอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในท้องทะเล ไม่ว่าจะเป็นปลา แบคทีเรีย พืช หรือสัตว์เซลล์เดียว ที่อาศัยอยู่ในระดับน้ำลึกไม่เกิน 100 เมตร ตามการศึกษาผลกระทบของฝนกรดต่อสัตว์น้ำกว่า 25,000 ชนิด

 

อย่างไรก็ตามนักวิจัยพบว่า หากเราสามารถควบคุมอุณหภูมิน้ำทะเลให้ไม่สูงเพิ่มเกิน 2 องศาเซลเซียส ตามความตกลงปารีส (Paris Climate Agreement) จะทำให้ลดความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ของสัตว์น้ำในข้างต้นได้ถึง 98% 

 

ที่น่าสนใจกว่าคือ นักวิจัยยังพบว่า สัตว์นักล่าขนาดใหญ่มีโอกาสสูญพันธุ์มากกว่าสัตว์น้ำขนาดเล็ก เช่นเดียวกับสายพันธุ์ปลาที่มนุษย์นิยมบริโภคอย่างหนัก ในทางกลับกันสิ่งมีชีวิตที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุดกลับกลายเป็นสปีชีส์ขนาดเล็กที่มีอายุสั้น และหากปัญหาเรื่องก๊าซเรือนกระจกไม่ได้รับการแก้ไข การสูญเสียในครั้งนี้จะกลายเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่โลกต้องเผชิญ เช่นเดียวกับการสูญเสียไดโนเสาร์เมื่อ 252 ล้านปีที่ผ่านมา

 

ภาพ: Getty images / Reinhard Dirscherl

อ้างอิง:

The post สัตว์น้ำใต้ทะเลกว่า 90% อาจสูญพันธุ์ภายในปี 2100 หากมนุษย์ไม่รีบแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ญี่ปุ่นพบเต่าตนุใกล้สูญพันธุ์กว่า 30 ตัวมีบาดแผลคล้ายถูกใบมีดบาดที่คอ ทางการเร่งสอบสวนหาสาเหตุ https://thestandard.co/japan-finds-endangered-green-turtles/ Tue, 19 Jul 2022 08:02:49 +0000 https://thestandard.co/?p=655850 เต่าตนุ

ญี่ปุ่นพบเต่าตนุอย่างน้อย 30 ตัวมีบาดแผลเลือดออกที่คอ บ […]

The post ญี่ปุ่นพบเต่าตนุใกล้สูญพันธุ์กว่า 30 ตัวมีบาดแผลคล้ายถูกใบมีดบาดที่คอ ทางการเร่งสอบสวนหาสาเหตุ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เต่าตนุ

ญี่ปุ่นพบเต่าตนุอย่างน้อย 30 ตัวมีบาดแผลเลือดออกที่คอ บริเวณใกล้กับเกาะคุเมะ จังหวัดโอกินาวา ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวนับว่าน่าเป็นห่วง เพราะเต่าตนุจัดเป็นสัตว์ทะเลหายากและใกล้สูญพันธุ์ชนิดหนึ่ง

 

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เร่งสืบสวนหาสาเหตุตั้งแต่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (15 กรกฎาคม) หลังชาวบ้านพบเต่าตนุหลายตัวได้รับบาดเจ็บเกยตื้นอยู่บนชายหาดในช่วงที่น้ำลด โดยบางตัวมีเลือดออกมากจนแทบหายใจไม่ไหว ขณะที่บางตัวนอนตายอยู่กลางหาดทราย โดยเบื้องต้นเจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่าบาดแผลที่คอเต่านั้นคาดว่าถูกใบมีดบาด

 

โยชิ สึคาโคชิ โฆษกพิพิธภัณฑ์เต่าทะเลคุเมะจิมะ กล่าวว่า บริเวณที่พบเต่าตนุเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติซึ่งปกคลุมด้วยหญ้าทะเลที่เป็นอาหารของเต่า แต่ก็ยังไม่ทราบแหล่งที่อยู่ของเต่ากลุ่มนี้แน่ชัด เพราะเป็นไปได้ว่าอาจถูกกระแสน้ำพัดพามาอีกที

 

อย่างไรก็ตาม ในอดีตที่ผ่านมานั้นมีชาวประมงยอมรับว่าเคยใช้มีดแทงเต่าทะเลเพื่อเอาพวกมันออกจากอวนจับปลา ขณะที่ชาวประมงบางกลุ่มมีทัศนคติเชิงลบต่อเต่าทะเล เพราะเชื่อว่าเต่าพวกนี้กินหญ้าทะเลจนโตไม่ทัน ทำให้ปลาไม่สามารถเข้ามาวางไข่ในบริเวณนั้นได้

 

ปัจจุบันเต่าทะเลเหลืออยู่ไม่ถึง 10 สายพันธุ์บนโลก ส่งผลให้เต่าทะเลทุกชนิดได้รับการขึ้นบัญชีแดงจากองค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) ว่ามีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ทั้งสิ้น โดยภัยคุกคามเต่าทะเลมีมากขึ้นและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากโครงการพัฒนาชายฝั่ง การทำประมงเกินควร และปัญหาสภาพแวดล้อมทางทะเลที่เสื่อมโทรมลง ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากมนุษย์ในการช่วยกันเป็นหูเป็นตา ฟื้นฟู และดูแลท้องทะเล เพื่อให้เต่าทะเลมีชีวิตอยู่คู่กับมหาสมุทรอย่างยืนยาวต่อไป

 

แฟ้มภาพ: Anthony Devlin / Getty Images

อ้างอิง:

The post ญี่ปุ่นพบเต่าตนุใกล้สูญพันธุ์กว่า 30 ตัวมีบาดแผลคล้ายถูกใบมีดบาดที่คอ ทางการเร่งสอบสวนหาสาเหตุ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปูเสฉวน สำคัญกับระบบนิเวศอย่างไร ทำไมการเลี้ยงถึงเป็นการฆ่าเผ่าพันธุ์ปูเสฉวนทางอ้อม? https://thestandard.co/cracked-hermit-crab-ecosystem/ Wed, 27 Apr 2022 12:28:11 +0000 https://thestandard.co/?p=622261 ปูเสฉวน

ไม่ใช่ครั้งแรกของประเทศไทย ที่มีข่าวหรือมีกรณีจับปูเสฉว […]

The post ปูเสฉวน สำคัญกับระบบนิเวศอย่างไร ทำไมการเลี้ยงถึงเป็นการฆ่าเผ่าพันธุ์ปูเสฉวนทางอ้อม? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปูเสฉวน

ไม่ใช่ครั้งแรกของประเทศไทย ที่มีข่าวหรือมีกรณีจับปูเสฉวนไปเลี้ยงเพราะความน่ารักน่าชัง ก่อนหน้าที่จะมีดราม่าของบล็อกเกอร์ท่านหนึ่งจับปูเสฉวนมาเลี้ยง ประเทศไทยเคยมีการโพสต์ขายปูเสฉวนกันเป็นว่าเล่น กลายเป็นวงจรซื้อ-ขาย นำมาเลี้ยง ตาย แล้วหาซื้อใหม่วนไป พานปูเสฉวนกลายเป็นสัตว์หายากและเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ 

 

ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เคยกล่าวไว้ว่า การเลี้ยงปูเสฉวนก็เหมือนการฆ่าปูเสฉวน และทำลายชายหาดไทย เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น นี่คือคำตอบ

 

🦀🌊รู้จัก ‘ปูเสฉวน’ 🌊🦀

‘ปูเสฉวน’ มีชื่อในภาษาอังกฤษว่า ‘Hermit crab’ เป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง ในไฟลัมอาร์โทรพอด (Arthropod) ไฟลัมย่อยครัสเตเชียน (Crustacean) ในอันดับฐานปูปลอม (Anomura) มีขนาดเล็ก ประมาณ 1-6 เซนติเมตร และมีขาทั้งหมด 10 ขา ไม่มีเปลือกแข็งแบบปูหรือกุ้ง ต้องอาศัยอยู่ในเปลือกหอยเปล่าฝาเดียว โดยใช้ส่วนขาหลัง 2 ขายึดกับเปลือกหอยไว้ และใช้ขาหน้าในการคุ้ยเขี่ยหาอาหารดำรงชีพด้วยการกินซากพืช ซากสัตว์ ไม่ว่าจะเป็น ซากหอย ซากปู ซากปลา ซากปะการังบนชายหาด เรียกได้ว่ากินทุกชนิด ขอแค่เปื่อยยุ่ยและตายแล้วเท่านั้น บางชนิดอาศัยอยู่บนบกเท่านั้น และบางชนิดอาศัยอยู่ในท้องทะเล ส่วนมากมักอาศัยใกล้ชายฝั่ง เพราะต้องกินน้ำเค็มเพื่อเพิ่มแคลเซียมและเกลือแร่ให้แก่ร่างกาย

 

🦀🌊ปูเสฉวนสำคัญกับระบบนิเวศอย่างไร🌊🦀

ด้วยความที่กินซากพืชซากสัตว์เป็นอาหาร ปูเสฉวนจึงทำหน้าที่เป็นหน่วยกำจัดขยะชั้นดี เพิ่มปุ๋ยให้ชายหาดบริเวณนั้น รวมถึงยังเป็นตัวแพร่กระจายเมล็ดพืช ฯลฯ เมื่อไม่มีปูเสฉวนก็เหมือนขาดหน่วยทำความสะอาด และไม่ใช่แค่บนบกเท่านั้น แต่ปูเสฉวนบางชนิดยังอาศัยอยู่ตามปะการัง และทำหน้าที่คล้ายกันด้วย นอกจากทำหน้าที่เป็นหน่วยทำความสะอาดแล้ว ปูเสฉวนยังเป็นอาหารของสัตว์น้ำบางชนิดด้วย

 

🦀🌊 ทำไมการเลี้ยงปูเสฉวนถึงเป็นการฆ่าเผ่าพันธุ์ปูทางอ้อม🌊🦀

เป็นความจริงที่น่ากลัวว่า ปูเสฉวนที่ขายตามตลาดนัดจตุจักร หรือทางออนไลน์นั้น ล้วนเคยเป็นปูเสฉวนธรรมชาติมาก่อน ในประเทศไทยยังไม่มีใครเพาะเลี้ยงปูเสฉวนเชิงพาณิชย์ได้ และการจับปูเสฉวนมาใส่ในตู้กระจกหรือขวดแก้ว ล้วนแต่ตัดวงจรการขยายพันธุ์ปูเสฉวนโดยสิ้นเชิง 

 

เมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์ ปูเสฉวนเพศผู้จะต่อสู้กันเพื่อแย่งตัวเมีย ใครที่แข็งแกร่งที่จะได้ตัวเมียไปครอง เมื่อปฏิสนธิและวางไข่ ตัวเมียจะปล่อยไข่ในทะเล ถ้าเป็นปูเสฉวนน้ำเมื่อฟักไข่แล้วจะลอกคราบอีกหลายครั้งในน้ำ ก่อนมีลักษณะเหมือนตัวเต็มวัย แต่ถ้าเป็นเสฉวนบกก็กลับมาเติบโตอยู่บนบก 

 

ปูเสฉวนที่นำไปเลี้ยงทุกตัว แม้จะไม่ตายแต่ไม่อาจแพร่พันธุ์ได้ เพราะปูเสฉวนต้องใช้น้ำทะเลเพื่อการแพร่พันธุ์และวางไข่ ฉะนั้นการตายของปูเสฉวนแต่ละครั้ง หากต้องการนำมาเลี้ยงใหม่ จึงเข้าสู่วงจรซื้อ-ขาย นำมาเลี้ยง ตาย แล้วหาซื้อใหม่วนไป เมื่อจำนวนธรรมชาติไม่เพิ่มขึ้น แต่การจับไปเลี้ยงเพิ่มขึ้นตลอดก็ทำให้ปูเสฉวนอาจสูญพันธ์ุได้ในอนาคตอันใกล้

 

นอกจากการนำปูไปเลี้ยงจะเสี่ยงให้ปูสูญพันธุ์แล้ว การเก็บเปลือกหอยที่บ้านของปูเสฉวน และสารพิษจากขยะพลาสติกก็ทำให้ปูลดจำนวนประชากรอย่างรวดเร็ว มีผลการศึกษาพบว่าปูเสฉวนมากกว่า 500,000 ตัวตายเนื่องจากมลพิษพลาสติก โดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแทสเมเนีย และพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติในลอนดอน ระบุว่า ปูซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของตระกูลสัตว์จำพวกครัสเตเชียนนั้นตายหลังจากการถูกขังอยู่ในขยะพลาสติกบนเกาะเขตร้อนสองแห่ง เมื่อปูเสฉวนตายลงจะปล่อยกลิ่นสารเคมีออกมา ซึ่งจะดึงดูดปูเสฉวนตัวอื่นเข้ามาติดในขยะพลาสติก ทำให้เกิดการตายเป็นลูกโซ่

 

🦀🌊เลี้ยงปูเสฉวนผิดกฎหมายหรือไม่🌊🦀

ถ้าถามหาความผิดถูกตามกฎหมาย การเลี้ยงปูเสฉวนนั้นไม่ผิดแต่อย่างใด เนื่องจากปัจจุบันปูเสฉวนยังไม่อยู่ในรายชื่อพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 จึงไม่ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมาย แต่การจับปูเสฉวนจากพื้นที่อุทยานฯ มีความผิดตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 มาตรา 19 (2) ห้ามเก็บหา นำออกไป กระทำด้วยประการใดๆ ให้เป็นอันตราย แก่ทรัพยากรธรรมชาติอื่น หรือกระทำการอื่นใดอันส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 

 

แต่ไม่ว่าจะถูกหรือผิดทางด้านกฎหมาย การนำปูเสฉวนมาเลี้ยงย่อมไม่ใช่สิ่งที่สมควร เพราะแค่การเลี้ยงหนึ่งครั้งอาจหมายถึงการตัดโอกาสการมีปูเสฉวนนับพันนับหมื่นตัวเกิดขึ้นในธรรมชาติ และอาจจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางท้องทะเลอย่างมหาศาล จงรักษ์ธรรมชาติ ถ้าอยากมีธรรมชาติไว้ชื่นชม

 

ภาพ: Shutterstock

อ้างอิง:

The post ปูเสฉวน สำคัญกับระบบนิเวศอย่างไร ทำไมการเลี้ยงถึงเป็นการฆ่าเผ่าพันธุ์ปูเสฉวนทางอ้อม? appeared first on THE STANDARD.

]]>
WWF เตือนมลพิษขยะพลาสติกในทะเลขยายตัวถึงขีดอันตราย กระทบสายพันธุ์สัตว์ทะเล 88% พร้อมเรียกร้องนานาประเทศรวมพลังหยุดยั้งวิกฤต https://thestandard.co/wwf-warned-plastic-polution-expanding/ Thu, 10 Feb 2022 04:45:37 +0000 https://thestandard.co/?p=592549 WWF เตือนมลพิษขยะพลาสติกในทะเลขยายตัวถึงขีดอันตราย กระทบสายพันธุ์สัตว์ทะเล 88% พร้อมเรียกร้องนานาประเทศรวมพลังหยุดยั้งวิกฤต

องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) เผยแพร่รายงานฉบับใหม […]

The post WWF เตือนมลพิษขยะพลาสติกในทะเลขยายตัวถึงขีดอันตราย กระทบสายพันธุ์สัตว์ทะเล 88% พร้อมเรียกร้องนานาประเทศรวมพลังหยุดยั้งวิกฤต appeared first on THE STANDARD.

]]>
WWF เตือนมลพิษขยะพลาสติกในทะเลขยายตัวถึงขีดอันตราย กระทบสายพันธุ์สัตว์ทะเล 88% พร้อมเรียกร้องนานาประเทศรวมพลังหยุดยั้งวิกฤต

องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) เผยแพร่รายงานฉบับใหม่เกี่ยวกับผลกระทบที่น่าตกใจและขนาดของมลพิษขยะพลาสติกที่มีต่อระบบนิเวศและสิ่งมีชีวิตในทะเล รายงานดังกล่าวซึ่งเป็นรายงานการวิเคราะห์ที่ครอบคลุมที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยได้จากการทบทวนงานวิจัยมากกว่า 2,590 ฉบับ เผยให้เห็นว่า มลพิษขยะพลาสติกที่เพิ่มขึ้นนั้นมีแนวโน้มว่าจะส่งผลให้ระบบนิเวศในหลายพื้นที่ของโลกตกอยู่ในความเสี่ยงอย่างมาก ซึ่งถือเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อความพยายามในการปกป้องและเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ หากนานาประเทศยังไม่เริ่มดำเนินการเพื่อลดการผลิตและการใช้พลาสติกทั่วโลก

 

รายงานของ WWF เตือนว่า ภายในสิ้นศตวรรษนี้พื้นที่ทางทะเลที่มีขนาดใหญ่กว่ากรีนแลนด์มากกว่าสองเท่าครึ่งอาจมีความเข้มข้นของไมโครพลาสติกเกินเกณฑ์ที่เป็นอันตรายต่อระบบนิเวศ เนื่องจากปริมาณไมโครพลาสติกในทะเลอาจเพิ่มขึ้น 50 เท่าเมื่อถึงเวลานั้น เมื่อพิจารณาจากการคาดการณ์ที่ว่าการผลิตพลาสติกจะเพิ่มขึ้นสองเท่าภายในปี 2040 ซึ่งจะส่งผลให้ขยะพลาสติกในทะเลเพิ่มขึ้นเป็นสี่เท่าภายในปี 2050

 

WWF ได้มอบหมายให้ศูนย์วิจัยทะเลและขั้วโลกเฮล์มโฮลตซ์ สถาบันอัลเฟรด วีเกอเนอร์ (Alfred Wegener Institute Helmholtz Center for Polar and Marine Research) จัดทำรายงานเรื่อง ‘ผลกระทบของมลพิษขยะพลาสติกในทะลที่มีต่อสายพันธุ์สัตว์ทะเล ความหลากหลายทางชีวภาพ และระบบนิเวศ’ รายงานระบุว่า ปัจจุบันหลายภูมิภาคทั่วโลกมีความเข้มข้นของไมโครพลาสติกสูงกว่าเกณฑ์ 1.21×105 ชิ้นต่อลูกบาศก์เมตร โดยเฉพาะในจุดที่มีค่ามลพิษสูง เช่น ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทะเลจีนตะวันออก และทะเลเหลือง รวมทั้งทะเลน้ำแข็งอาร์กติก 

 

ทั้งนี้ ไมโครพลาสติกที่เกินขีดอันตรายอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตและระบบนิเวศทางทะเล ซึ่งรวมถึงจำนวนประชากรที่ลดลง

“หลักฐานทั้งหมดชี้ให้เห็นว่าการปนเปื้อนของพลาสติกในทะเล เมื่อเกิดขึ้นแล้วไม่สามารถเรียกคืนมาได้ เมื่อขยะพลาสติกกระจายไปในทะเลแล้วก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเก็บกู้กลับมา ขยะพลาสติกจะเสื่อมสภาพลงเรื่อยๆ ดังนั้นความเข้มข้นของไมโครพลาสติกและนาโนพลาสติกจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายทศวรรษ การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุดีกว่าแก้ที่ปลายเหตุ กล่าวคือการพุ่งเป้าไปที่สาเหตุของมลพิษขยะพลาสติกนั้นมีประสิทธิภาพมากกว่าการทำความสะอาดในภายหลัง หากรัฐบาล อุตสาหกรรม และสังคมดำเนินการอย่างพร้อมเพรียงกันตั้งแต่บัดนี้ เราก็จะยังคงสามารถจำกัดวิกฤตพลาสติกได้” ไฮเก เวสเปอร์ ผู้อำนวยการโครงการทางทะเลของ WWF เยอรมนี กล่าว

 

เนื่องจากมลพิษขยะพลาสติกแพร่กระจายไปทั่ว สิ่งมีชีวิตเกือบทุกสายพันธุ์จึงหนีไม่พ้นที่จะต้องเผชิญวิกฤตนี้ มลพิษขยะพลาสติกส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตในทะเลเกือบทุกชนิด ในขณะที่ผลผลิตของระบบนิเวศทางทะเลที่สำคัญที่สุดในโลก เช่น แนวปะการังและป่าชายเลน ตกอยู่ภายใต้ความเสี่ยงอย่างมาก

 

และหากเผชิญมลพิษขยะพลาสติกร่วมกับภัยคุกคามอื่นๆ เช่น การทำประมงมากเกินไป ภาวะโลกร้อน ปรากฏการณ์ยูโทรฟิเคชัน (Eutrophication) หรือการขนส่งทับซ้อนกับจุดที่เกิดมลพิษขยะพลาสติก ผลกระทบก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น สำหรับสายพันธุ์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อยู่แล้ว เช่น แมวน้ำหรือวาฬหัวทุยในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มลพิษขยะพลาสติกจะกลายเป็นปัจจัยเสริมที่ผลักดันให้ประชากรเหล่านี้สูญพันธุ์

 

“การวิจัยทำหน้าที่เหมือนไฟฉายที่เราส่องเข้าไปในความมืดของมหาสมุทร มีเพียงเศษเสี้ยวของผลกระทบที่ได้รับการบันทึกและวิจัย แต่ผลกระทบจากขยะพลาสติกที่มีการบันทึกเป็นหลักฐานไว้นั้นมีความน่ากังวล และถือเป็นสัญญาณเตือนถึงวิกฤตที่จะใหญ่กว่านี้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากการผลิตพลาสติกที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบันและที่คาดการณ์ไว้ในอนาคต” ดร.เมลานี เบิร์กมันน์ นักชีววิทยาทางทะเลจากศูนย์วิจัยทะเลและขั้วโลกเฮล์มโฮลตซ์ สถาบันอัลเฟรด วีเกอเนอร์ กล่าว

 

ธรรมชาติที่คงทนของพลาสติกยังหมายความว่า ห่วงโซ่อาหารทางทะเลจะดูดซึมไมโครพลาสติกและนาโนพลาสติกอย่างต่อเนื่องและสะสมไปจนถึงระดับที่เป็นอันตราย หากเราไม่ลดการผลิตและการใช้พลาสติกเสียตั้งแต่ตอนนี้

 

ภัยคุกคามต่อสิ่งมีชีวิตในทะเลที่กระจายไปทั่วและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นี้ สามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบทั่วโลก ซึ่งประเทศต่างๆ สามารถพิสูจน์ได้ด้วยการลงมติรับรองสนธิสัญญาระดับโลกในการประชุมสมัชชาสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ สมัยที่ 5 ซึ่งจะจัดขึ้นทางออนไลน์และในกรุงไนโรบี ประเทศเคนยา ระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคม 2022 

 

ประชาคมโลกถูกกดดันมากขึ้นให้ทำสนธิสัญญาที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย ผู้คนมากกว่า 2 ล้านคนทั่วโลกได้ร่วมลงชื่อกับ WWF ในขณะที่บริษัทระดับโลกกว่า 100 แห่ง องค์กรภาคประชาสังคมมากกว่า 700 องค์กร และประเทศต่างๆ 156 ประเทศ ซึ่งรวมกันมากกว่า ¾ ของประเทศสมาชิก UN ก็สนับสนุนการทำสนธิสัญญาเช่นกัน

 

“ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามลพิษขยะพลาสติกที่ไม่ถูกตรวจสอบจะกลายเป็นปัจจัยสนับสนุนการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ครั้งที่ 6 (The Sixth Mass Extinction) ซึ่งจะนำไปสู่การล่มสลายของระบบนิเวศในวงกว้างและการรุกล้ำขีดจำกัดความปลอดภัยของโลก เรารู้วิธีหยุดมลพิษขยะพลาสติก และเราทราบดีว่าการไม่ทำอะไรสร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศทางทะเลของเรา ทางออกของวิกฤตพลาสติกคือ ประเทศต่างๆ จะต้องเห็นชอบในสนธิสัญญาที่มีผลผูกพันทั่วโลก ซึ่งครอบคลุมทุกระยะของวงจรชีวิตพลาสติก และทำให้เราอยู่ในเส้นทางที่จะยุติมลพิษขยะพลาสติกในทะเลภายในปี 2030” จีสเลน ลูเอลลิน รองหัวหน้าฝ่ายมหาสมุทรของ WWF กล่าว

 

ภาพ: Sebnem Coskun / Anadolu Agency via Getty Images

อ้างอิง:

The post WWF เตือนมลพิษขยะพลาสติกในทะเลขยายตัวถึงขีดอันตราย กระทบสายพันธุ์สัตว์ทะเล 88% พร้อมเรียกร้องนานาประเทศรวมพลังหยุดยั้งวิกฤต appeared first on THE STANDARD.

]]>
หวั่นปลาหมดทะเล ประชาสังคมชี้ หากยังจับสัตว์น้ำวัยอ่อน เสี่ยงไม่เหลือปลาให้จับในอนาคต https://thestandard.co/cso-baby-seafood/ Wed, 14 Jul 2021 10:13:48 +0000 https://thestandard.co/?p=512583 สัตว์น้ำ

ภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่ออาหารทะเลที่เป็นธรรมและย […]

The post หวั่นปลาหมดทะเล ประชาสังคมชี้ หากยังจับสัตว์น้ำวัยอ่อน เสี่ยงไม่เหลือปลาให้จับในอนาคต appeared first on THE STANDARD.

]]>
สัตว์น้ำ

ภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่ออาหารทะเลที่เป็นธรรมและยั่งยืน ( CSO Coalition for Ethical and Sustainable Seafood in Thailand) เปิดตัวงานวิจัยล่าสุดเรื่อง ‘การสำรวจรูปแบบการจัดจำหน่ายสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่โตไม่ได้ขนาดในประเทศไทยเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน’ พร้อมจัดเวทีเสวนาออนไลน์ในหัวข้อ ‘ปัญหาปลาเด็ก เรื่องไม่เล็กของทะเลไทย’ ซึ่งสนับสนุนโดยองค์การอ็อกแฟม ประเทศไทย และสหภาพยุโรป เพื่อย้ำให้เห็นถึงวิกฤตอาหารทะเลหากไม่หยุดขายและบริโภคสัตว์น้ำวัยอ่อน พร้อมเรียกร้องผู้บริโภคส่งสารถึงซูเปอร์มาเก็ตให้เลิกขายสัตว์น้ำที่ยังไม่โตเต็มวัย เพราะอาหารทะเลกำลังจะหมดแล้วจริงๆ

 

บริโภคสัตว์น้ำโตไม่เต็มวัย ใครเป็นคนเริ่ม

วิโชคศักดิ์ รณรงค์ไพรี นายกสมาคมรักษ์ทะเลไทย องค์กรพัฒนาเอกชนด้านงานอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เผยว่า ที่ผ่านมามีปัญหาอย่างหนึ่งที่แก้ไม่ตกคือการเอาสัตว์น้ำละอ่อนมาใช้ในการบริโภค โดยพบว่าในการประมงนั้นมีการจับสัตว์น้ำละอ่อนเยอะมากซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศตลอดจนเศรษฐกิจและผู้บริโภคเอง เนื่องจากเมื่อสัตว์น้ำที่ยังไม่โตเต็มวัยถูกจับไปจนหมดจึงไม่เหลือสัตว์น้ำให้ขยายพันธุ์ในเวลาต่อๆ ไป ที่ผ่านมาเมื่อสัตว์น้ำละอ่อนถูกจับมาวางขายมักถูกเปลี่ยนชื่อเรียกเสมอจนผู้บริโภคเข้าใจว่าเป็นปลาสายพันธุ์เล็ก ไม่ใช่ปลาวัยอ่อน

 

“เช่น ปลาทูวัยเด็กที่ถูกจับมาขายจะถูกนำไปเปลี่ยนชื่อเป็นปลาทูแก้ว หรือหมึกกล้วยวัยละอ่อนจะถูกเรียกว่าหมึกกะตอย ปลากะตักก็ถูกใส่ชื่อว่าเป็นปลาข้าวสาร หรือปูม้าวัยละอ่อนก็เปลี่ยนชื่อมาเป็นปูกะตอย โดยผู้บริโภคอาจเข้าใจว่าทั้งหมดนี้เป็นสัตว์น้ำสายพันธุ์ใหม่หรือเป็นชื่อสัตว์น้ำสายพันธุ์เล็ก ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่ แต่เป็นสัตว์น้ำวัยเด็กที่ยังไม่โตเต็มวัย” วิโชคศักดิ์กล่าว

 

ขณะที่หลายคนมองว่าทางออกของปัญหาเหล่านี้อาจต้องไปแก้ไขที่ชาวประมง โดยเน้นไม่ให้จับสัตว์น้ำวัยอ่อน จิรศักดิ์ มีฤทธิ์ ชาวประมงพื้นบ้านจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า สัตว์วัยอ่อนเป็นสัตว์น้ำขนาดเล็ก การใช้เครื่องมือจึงต้องเล็กกว่าตัวปลา ซึ่งส่วนมากก็ไม่ได้จับกันได้บ่อยนัก โดยการทำประมงนั้นแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ กลุ่มแรกคือชาวประมงพื้นบ้านที่จะออกเรือแค่วันละครั้ง จับสัตว์น้ำแบบแยกประเภท ทำให้การออกเรือแต่ละครั้งต้องนำอุปกรณ์จับสัตว์น้ำเฉพาะชนิดไป ทำให้ชาวประมงพื้นบ้านไม่สามารถจับสัตว์น้ำได้คราวละมากๆ ต่อการออกเรือหนึ่งครั้ง ขณะที่ประมงพาณิชย์เป็นประมงขนาดใหญ่ เครื่องมือมีความพร้อมกว่า ถ้าเป็นอวนล้อมจับจะออกคืนหนึ่ง 3-5 ครั้ง ทำให้จับสัตว์น้ำได้เป็นปริมาณมาก

 

จิรศักดิ์กล่าวต่อไปว่า มีช่วงหนึ่งที่ตนจับปลาผิดประเภทโดยใช้อวนตาถี่จับลูกปลา วันหนึ่งหลายพันกิโลกรัม ทำให้เมื่อปี 2551 เกิดวิกฤตในประเทศคือไม่มีปลาให้จับ ต้องอพยพครอบครัวไปหากินที่ต่างอำเภอ

 

“จนสมาคมรักษ์ทะเลไทยก็ได้มาลงพื้นที่ ถอดบทเรียนในการทำประมง ว่าทำไมเมื่อก่อนปลาเยอะแต่ตอนนี้ไม่มีปลาให้จับเลย ก็ได้ข้อสรุปว่าเราจับลูกปลาหมดจนไม่มีปลาขยายพันธุ์เลย เราจึงเลิกใช้อวนปลาขนาด 2.5 เลย เป็นข้อตกลงในชุมชนว่าจะไม่ใช้อวนขนาดเล็กมาจับปลาอีก ทำให้เห็นภาพว่าถ้าเราใช้ลูกปลาทะเล อาชีพเราก็พัง แต่ถ้าเราปล่อยให้เขาโตแล้วค่อยจับ เราก็มีโอกาสรอด” จิรศักดิ์สรุป

 

ฝันร้ายของระบบนิเวศ เมื่อสัตว์น้ำละอ่อนถูกกิน

การที่สัตว์น้ำวัยเด็กหายไปจากน่านน้ำทะเลนั้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบนิเวศ ดังที่วิโชคศักดิ์อธิบายว่า ปลาที่ถูกมนุษย์จับมาวางขายมากที่สุดคือปลากะตัก ซึ่งเป็นปลาขนาดเล็กโดยธรรมชาติไม่ว่าจะวัยเด็กหรือวัยโต ทำให้มันเป็นอาหารหลักของปลาทุกชนิดในระบบนิเวศ แต่เมื่อมนุษย์จับปลากะตักมาขายทำให้ห่วงโซ่อาหารตรงนี้ขาดหายไป และทำให้ปลาโตกว่าต้องหันมากินลูกตัวเอง

 

“ต่อมาคือตัวปลาอย่างอื่นก็เริ่มลดน้อยถอยลงไป ปลาทูแทบจะหายไปจากทะเลไทย มนุษย์ที่ไปจับปลาจึงจับได้น้อยลงทำให้ต้องจับมากขึ้น ผู้ได้รับผลกระทบหลักๆ คือชาวประมงพื้นบ้านที่มีรายได้น้อย ส่วนประมงพาณิชย์ก็ต้องออกเรือให้จับได้มากขึ้น ใช้เวลา อวน และน้ำมันเรือมากขึ้น ซึ่งกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจทั้งระบบ เพราะต้องใช้สัตว์น้ำวัยอ่อนจำนวนมากจึงจะมีน้ำหนักครบหนึ่งกิโลกรัม แต่ถ้าเรารอให้สัตว์น้ำโตเต็มวัยแล้วขายก็ไม่จำเป็นต้องใช้ปริมาณมากถึงขนาดนั้น อันที่จริงก็รอเพียง 6 เดือน ปลาส่วนใหญ่ก็โตเต็มวัยและทำให้ราคาในตลาดเปลี่ยนเป็นราคาถูกลง โดยหากไม่จัดการเรื่องนี้จะเกิดวิกฤตอย่างรุนแรง คนไทยจะกินปลาที่แพงมากขึ้น หาปลาที่มีคุณภาพมาบริโภคได้ยากมากขึ้น” วิโชคศักดิ์กล่าว

 

ด้าน ดวงใจ พวงแก้ว Producer Outreach Manager – SE Asia องค์กรมาตรฐานอาหารทะเลยั่งยืน ASC เสริมว่า สัตว์น้ำแต่ละสายพันธุ์นอกจากจะมีหน้าที่เรื่องห่วงโซ่อาหารของกันและกัน ยังมีหน้าที่รับผิดชอบต่อกันในการสร้างความสมดุลในท้องทะเล หากมนุษย์บริโภคมากไปโดยไม่ให้สัตว์น้ำได้ฟื้นฟู เช่น บริโภคโดยไม่ให้สัตว์น้ำได้มีโอกาสแพร่พันธุ์หรือรักษาความสมดุลในระบบนิเวศก็อาจจะเกิดปัญหา

 

“ประมงพื้นบ้านหรือประมงพาณิชย์ เมื่อออกเรือจากที่เมื่อก่อนออกไปไม่นานก็ได้สัตว์น้ำกลับมาคุ้มค่าแรง แต่เมื่อสัตว์น้ำน้อยลงทำให้เรือประมงวิ่งออกไปไกลมากขึ้น หมดน้ำมันมากขึ้น เสียทรัพยากรแรงงานและเวลา ทั้งยังก่อให้เกิดคาร์บอนฟุตปรินต์มากขึ้น และสิ่งต่างๆ ที่ต้องสูญเสียไปเพื่อชดเชยในการเอาอาหารทะเลกลับมายังฝั่งด้วย” ดวงใจกล่าว

 

ส่วน ธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการองค์กรกรีนพีซ (Greenpeace) ประเทศไทย กล่าวว่า หากดูประมงโลกจะพบว่าจีนเป็นมหาอำนาจของประมงทะเล เข้าใจว่ากองเรือประมงออกหาปลามีจำนวนมาก จีนจับปลา 15% ของประมงโลก โดยนิยมจับปลาเป็ดจนส่งผลกระทบวงกว้างต่อระบบนิเวศทางทะเลของจีน 80% เป็นปลาวัยอ่อน ปริมาณของปลาเป็ดเหล่านี้มากกว่าปลาทั้งหมดที่จับได้ในประเทศไทย ทั้งนี้ก็มีข้อเรียกร้องเช่นกัน เพราะนโยบายการประมงของจีนนั้นท้าทายมาก และได้มีการคุยกันว่าพยายามการลดการทำประมงทะเลให้เหลือ 10 ล้านตันต่อปีจาก 12-13 ล้านตัน และลดจำนวนกองเรือประมงลง จะช่วยให้ทะเลฟื้นฟูกลับมาได้ระดับหนึ่ง

 

“กรีนพีซในตุรกีมีงานรณรงค์เรื่องการจับสัตว์น้ำวัยอ่อนเมื่อราว 10 ปีก่อน และมีคนร่วมลงชื่อให้รัฐบาลออกกฎหมายห้ามจับปลาวัยอ่อน 8 ชนิด กว่า 5-6 แสนคน ทั้งยังมีการกดดันในหลายๆ ทางจนเกิดการเปลี่ยนแปลงกฎหมายประมงในตุรกีตามมา” ธารากล่าว

 

โดยวิโชคศักดิ์เสริมว่า จากรายงานวิจัยล่าสุดเรื่อง ‘การสำรวจรูปแบบการจัดจำหน่ายสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่โตไม่ได้ขนาดในประเทศไทยเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน’ พบว่า กลุ่มที่มีการซื้อขายสัตว์น้ำเศรษฐกิจวัยอ่อนมากที่สุดไล่ตามลำดับ คือ

1. ห้างโมเดิร์นเทรด หรือตลาดค้าปลีก
2. กลุ่มตลาดขายของฝาก
3. ตลาดสด
4. ตลาดออนไลน์ต่างๆ 

 

“ผลจากการสำรวจใน 15 จังหวัด พบว่าความนิยมของการบริโภคในผู้คนในจังหวัดชลบุรีมาเป็นอันดับหนึ่ง รองลงมาคือนครราชสีมา ต่อมาคือกรุงเทพมหานคร แปลว่ากลุ่มเมืองใหญ่ที่มีผู้คนเยอะ มีชนชั้นกลางที่มีกำลังซื้อเยอะ เป็นกลุ่มลูกค้าหลักในการบริโภคสัตว์น้ำวัยอ่อนในไทย” วิโชคศักดิ์กล่าว

 

ภาคประชาชนทำอะไรได้บ้างไหม

ธารากล่าวว่า ประเด็นนี้ต้องการการเปิดเวทีให้คนเข้ามามีส่วนร่วมเยอะๆ โดยเฉพาะผู้บริโภคซึ่งมีส่วนอย่างมากในการกำหนดชะตากรรมของทะเลไทย ตนคิดว่าอาจต้องใช้แคมเปญดึงดูดใจ ทำอย่างไรจึงจะเชื่อมผู้บริโภคแต่ละคนในเมืองหลวงที่ซื้อของจากโมเดิร์นเทรดให้มองว่าปลาต่างๆ โยงไปถึงชาวประมงพื้นบ้าน ชุมชนที่ดูแลทะเล และแสดงให้เห็นว่าพลังผู้บริโภคในเมืองมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดทิศทางทะเลไทย ส่วนดวงใจเสริมว่าสิ่งที่เราขาดกันคือการให้ชื่อสินค้าเป็นชื่อแบบอื่นทำให้ผู้บริโภคเองอาจหลงลืมและเข้าใจผิดว่าเป็นสายพันธุ์ปลา จึงต้องส่งเสริมความรู้ความเข้าใจในประเด็นนี้ต่อผู้บริโภคด้วย

 

จิรศักดิ์ซึ่งเป็นชาวประมงและอยู่ต้นน้ำนั้นกล่าวว่าทะเลไม่ต้องรดน้ำ ใส่ปุ๋ย แต่ถ้าใส่ใจก็จะส่งทะเลให้ลูกหลานได้ ตนกำลังจะส่งต่อทะเลให้ลูกหลาน

 

 “ชาวประมงส่วนใหญ่รู้ว่าปลาที่จับนั้นเป็นปลาอะไร เราแยกขนาด สายพันธุ์ได้ หากเรายั้งใจรออีก 6 เดือนให้สัตว์น้ำโตก็จะเป็นประโยชน์แก่ทุกภาคส่วน ตนก็อยากเห็นท้องทะเลกลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง” จิรศักดิ์กล่าว

 

ด้านวิโชคศักดิ์กล่าวปิดท้ายว่า ต้องมีการร่วมมือกันจากคน 4 กลุ่ม ได้แก่ ชาวประมงที่เป็นคนจับปลา หากทะเลกลับมาสมบูรณ์ชาวประมงจะได้กำไรและไม่ต้องออกทะเลไกลๆ อีกแล้ว ลำดับต่อมาคือผู้บริโภค หากจะต้องซื้อสัตว์น้ำก็สามารถซักถามได้ หรือเข้าร่วมแคมเปญต่างๆ ร่วมลงชื่อเรียกร้องต่อบรรดาตลาดในห้างสรรพสินค้าต่างๆ ให้หยุดขายสินค้าสัตว์น้ำวัยอ่อน

 

“ลำดับต่อมาคือภาครัฐ ต้องออกกฎหมายเป็นภาพรวมให้ได้ ส่วนไหนที่ควรตัดสินใจก็ให้ภาครัฐตัดสินใจเสีย ลำดับสุดท้ายคือห้างโมเดิร์นเทรดที่เป็นตลาดใหญ่มาก จากผลสำรวจชี้ชัดว่าเป็นมือที่สำคัญในห่วงโซ่การบริโภคอาหารทะเล ไม่ต้องรอกฎหมาย แต่ใช้ความกล้าหาญในการตัดสินใจว่าจะไม่ขายสัตว์น้ำยังไม่โตเต็มวัย และตนหวังว่าจะเกิดขึ้นได้จริง” วิโชคศักดิ์กล่าว

 

ทั้งนี้ปัจจุบันได้มีแคมเปญ ‘ซูเปอร์มาร์เก็ต: เลิกขายสัตว์น้ำที่ยังไม่โตเต็มวัย เพราะอาหารทะเลกำลังจะ #หมดแล้วจริงๆ’ ซึ่ง ธันวา เทศแย้ม ชาวประมงรุ่นใหม่ ได้สร้างแคมเปญนี้เพื่อรณรงค์เลิกกินปลาเล็กผ่านเว็บไซต์ Change.org/BabySeafood โดยเชิญชวนให้ผู้บริโภคช่วยกันลงชื่อเพื่อบอกกับซูเปอร์มาร์เก็ตให้เลิกขายสัตว์น้ำวัยอ่อน ถ้าซูเปอร์มาร์เก็ตที่มีอยู่ทั่วประเทศรวมกันหลายพันสาขาเลิกขายก็จะช่วยตัดตอนวงจรระหว่างคนจับและคนซื้อไปได้มหาศาลแน่นอน

The post หวั่นปลาหมดทะเล ประชาสังคมชี้ หากยังจับสัตว์น้ำวัยอ่อน เสี่ยงไม่เหลือปลาให้จับในอนาคต appeared first on THE STANDARD.

]]>
มหาสมุทรสำคัญกับเรามากกว่าที่คิด https://thestandard.co/importance-of-the-oceans/ Tue, 08 Jun 2021 12:35:12 +0000 https://thestandard.co/?p=497885 มหาสมุทร

เราต่างรู้ดีว่ามหาสมุทรเป็นแหล่งน้ำเค็มที่มีปริมาณมากที […]

The post มหาสมุทรสำคัญกับเรามากกว่าที่คิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
มหาสมุทร

เราต่างรู้ดีว่ามหาสมุทรเป็นแหล่งน้ำเค็มที่มีปริมาณมากที่สุดในโลกและเชื่อมต่อทุกทวีปให้เป็นหนึ่งเดียว ทุกวันนี้นอกจากการประมง มนุษย์ยังใช้มหาสมุทรเป็นแหล่งเชื้อเพลิงสำคัญ และบางส่วนก็ถูกใช้เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจด้วย ด้วยความคุ้นชิน เราลืมไปว่ามหาสมุทรเป็นมากกว่านั้น กว่า 70% ของออกซิเจนที่มีอยู่บนโลกล้วนผลิตมาจากแพลงตอนพืชที่อาศัยอยู่ในมหาสมุทร ฉะนั้น การรักษ์และดูแลท้องทะเลและสิ่งมีชีวิตใต้น้ำ ย่อมหมายถึงความยั่งยืนของสิ่งมีชีวิตและเหล่ามวลมนุษย์ด้วย

 

เนื่องจากวันที่ 8 มิถุนายน เป็นวันทะเลโลก เราอยากให้คุณรู้ว่า มหาสมุทรหรือทะเลที่เราเห็นจนคุ้นชินมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตมากกว่าที่เราคิด

 

มหาสมุทร

 

ภาพประกอบ: นิสากร ฤทธาภัย

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

อ้างอิง:

 

The post มหาสมุทรสำคัญกับเรามากกว่าที่คิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถึงเวลากลับบ้าน เหลียวหนิงปล่อย ‘แมวน้ำลายจุด’ คืนผืนทะเล https://thestandard.co/spotted-seals/ Sun, 18 Apr 2021 03:46:21 +0000 https://thestandard.co/?p=476887 แมวน้ำลายจุด

วันนี้ (18 เมษายน) แมวน้ำลายจุด (Spotted seals) ซึ่งเป็ […]

The post ถึงเวลากลับบ้าน เหลียวหนิงปล่อย ‘แมวน้ำลายจุด’ คืนผืนทะเล appeared first on THE STANDARD.

]]>
แมวน้ำลายจุด

วันนี้ (18 เมษายน) แมวน้ำลายจุด (Spotted seals) ซึ่งเป็นสัตว์คุ้มครองระดับหนึ่งของจีน จำนวน 8 ตัว ถูกปล่อยลงสู่ทะเลเมื่อวันที่ 16 เมษายนที่ผ่านมา ในนครต้าเหลียน มณฑลเหลียวหนิง ทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน

 

โดยแมวน้ำ 3 ตัวมาจากการช่วยเหลือก่อนหน้านี้ ขณะอีก 5 ตัวมาจากการผสมเทียม และถึงเกณฑ์ปล่อยกลับสู่ธรรมชาติหลังผ่านการฝึกฝนทักษะเอาชีวิตรอด

 

แมวน้ำลายจุด แมวน้ำลายจุด แมวน้ำลายจุด แมวน้ำลายจุด

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

อ้างอิง:

  • สำนักข่าวซินหัว

The post ถึงเวลากลับบ้าน เหลียวหนิงปล่อย ‘แมวน้ำลายจุด’ คืนผืนทะเล appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนเปิด ‘ฐานเตรียมพร้อมเต่าทะเล’ ฝึกดูแลตัวเอง ก่อนปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ https://thestandard.co/china-opens-its-first-sea-turtle-rewilding-facility/ Fri, 11 Sep 2020 06:35:32 +0000 https://thestandard.co/?p=396026

เมื่อวานนี้ (10 กันยายน) สำนักบริหารป่าไม้มณฑลกวางตุ้ง […]

The post จีนเปิด ‘ฐานเตรียมพร้อมเต่าทะเล’ ฝึกดูแลตัวเอง ก่อนปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อวานนี้ (10 กันยายน) สำนักบริหารป่าไม้มณฑลกวางตุ้ง ทางตอนใต้ของจีน ประกาศว่าจีนได้เปิดสถานเตรียมความพร้อมแก่เต่าทะเลที่ถูกเลี้ยงในบ่อเพื่อการปล่อยกลับสู่ธรรมชาติอย่างปลอดภัยแห่งแรกของประเทศ

 

ฐานเตรียมความพร้อมแห่งนี้มีพื้นที่ 2.33 เฮกตาร์ (ราว 14.5 ไร่) ตั้งอยู่ในเขตอนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลแห่งชาติฮุ่ยตง และได้รับมอบเต่าตนุ 15 ตัว เมื่อวันที่ 8 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการเปิดฐานฯ อย่างเป็นทางการ

 

วัตถุประสงค์ของฐานเตรียมความพร้อมแห่งนี้คือการช่วยให้เต่าที่ถูกเพาะพันธุ์ในเขตอนุรักษ์ฯ กลับสู่ธรรมชาติอย่างปลอดภัย โดยเต่าจะต้องผ่านการฝึกหาอาหารในมหาสมุทรและการดูแลตัวเองก่อนถูกปล่อยสู่ธรรมชาติ

 

สถิติทางการระบุว่า เขตอนุรักษ์ริมทะเลแห่งนี้มีเต่าที่เติบโตจากการเพาะพันธุ์มากกว่า 1,500 ตัว ซึ่งทั้งหมดจะถูกส่งไปยังฐานดังกล่าวเพื่อผ่านการฝึกก่อนปล่อยลงทะเล

 

หลินรื่อจิ้น เจ้าหน้าที่ของฐานฯ กล่าวว่า การปฏิบัติงานของฐานแห่งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาความสามารถปกป้องเต่าทะเลของเรา รวมถึงการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพและสมดุลของระบบนิเวศในทะเล

 

อนึ่ง เขตอนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลแห่งชาติฮุ่ยตงได้ปล่อยเต่าทะเลมากกว่า 60,000 ตัวตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เต่าจะได้รับการเตรียมความพร้อมอย่างเป็นระบบก่อนปล่อยสู่ทะเล

 

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

อ้างอิง:

  • สำนักข่าวซินหัว

The post จีนเปิด ‘ฐานเตรียมพร้อมเต่าทะเล’ ฝึกดูแลตัวเอง ก่อนปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เผยชีวิตที่มีอยู่เมื่อมนุษย์ล็อกดาวน์ https://thestandard.co/marine-animals-and-wildlife/ Fri, 08 May 2020 12:35:06 +0000 https://thestandard.co/?p=361755

การล็อกดาวน์ที่ไร้ผู้คนเป็นเหตุผลให้ได้เรียนรู้จากธรรมช […]

The post เผยชีวิตที่มีอยู่เมื่อมนุษย์ล็อกดาวน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

การล็อกดาวน์ที่ไร้ผู้คนเป็นเหตุผลให้ได้เรียนรู้จากธรรมชาติ

ในช่วงนี้เรามักจะเห็นข่าวต่างๆ มากมายเกี่ยวกับสัตว์ทะเลและสัตว์ป่าออกมาให้เห็นกันบ่อยกว่าปกติ สิ่งเหล่านี้ทำให้มนุษย์อย่างเราได้เรียนรู้อะไรบ้าง และหลังจากนี้เราควรรักษาภาพเหล่านี้ไว้อย่างไร

 

เรื่อง: ทรงพล จั่นลา, รัตนา นิษุณะรัตน์
ตัดต่อ: รัตนา นิษุณะรัตน์

The post เผยชีวิตที่มีอยู่เมื่อมนุษย์ล็อกดาวน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ค้นพบ ‘หอยเม่นหมวกกันน็อก’ สัตว์ทะเลหายากที่หมู่เกาะสิมิลัน https://thestandard.co/helmet-urchins-similan-islands/ Wed, 13 Nov 2019 07:53:57 +0000 https://thestandard.co/?p=303435

เฟซบุ๊กอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน เปิดเผยว่าเมื่อวัน […]

The post ค้นพบ ‘หอยเม่นหมวกกันน็อก’ สัตว์ทะเลหายากที่หมู่เกาะสิมิลัน appeared first on THE STANDARD.

]]>

เฟซบุ๊กอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน เปิดเผยว่าเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2562 เจ้าหน้าที่หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ สล.2 (เกาะสิมิลัน) นำโดย เพ็ญศรี พิพัฒน์ นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ ได้ออกลาดตระเวนเชิงคุณภาพ (Smart Patrol) และในการลาดตระเวนครั้งดังกล่าว เจ้าหน้าที่ได้ทำการสำรวจพบหอยเม่นหมวกกันน็อกประมาณ 50 ตัวบริเวณเกาะบางู ซึ่งเป็นสัตว์ทะเลหายากในประเทศไทย และเป็นการค้นพบสัตว์ชนิดนี้เป็นครั้งแรกของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน

 

หอยเม่นหมวกกันน็อก มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Colobocentrotus atratus หอยเม่นหมวกกันน็อก (Helmet Urchins) หรือบางทีรู้จักกันในชื่อ หอยเม่นกระเบื้องมุงหลังคา (Shingle urchin) รูปลักษณะที่แตกต่างจากหอยเม่นทั่วไปก็คือเนื้อตัวที่เกลี้ยงเกลาดุจมุงด้วยกระเบื้อง ไร้ซึ่งหนามแหลมแม้แต่อันเดียว


สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าหอยเม่นหมวกกันน็อกได้มีการปรับตัวให้เหมาะสมกับพื้นที่ที่อาศัย เนื่องจากถิ่นที่อยู่ของพวกมันมีคลื่นลมรุนแรง ทำให้มีนักล่าน้อยคนนักที่จะเข้าถึงตัวพวกมันได้ ประกอบกับการที่อยู่ในพื้นที่มีคลื่นลมรุนแรง หนามแหลมนั้นเป็นอุปสรรค เนื่องจากมันจะต้านคลื่น อาจทำให้พวกมันถูกซัดหลุดจากโขดหินที่อยู่อาศัย และเมื่อไม่มีผู้ล่า หนามแหลมที่ใช้ป้องกันตัวจึงหมดความจำเป็นไป

 

สุธีรชัย สมทา นักวิทยาศาสตร์ทางทะเลประจำอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน ให้ข้อมูลว่า จากการสืบค้นข้อมูลงานวิจัยพบว่ามีงานวิจัยเกี่ยวกับการทดสอบแรงยึดเกาะของเม่นหมวกกันน็อก Santos & Flammang (2007) โดยพบว่าเม่นหมวกกันน็อกสามารถต้านทานแรงปะทะคลื่นได้ตั้งแต่ความเร็ว 17.5 เมตรต่อวินาที ไปจนถึง 27.5 เมตรต่อวินาที ซึ่งหากเปรียบเทียบให้เห็นภาพคือที่ความเร็ว 27.5 เมตรต่อวินาที เป็นแรงที่สามารถถอนต้นไม้ได้ทั้งต้น

 

หอยเม่นหมวกกันน็อกพบได้ทั่วไปตามโขดหินตามชายหาดที่มีคลื่นซัดถึง ในแถบ Indo-West Pacific และฮาวาย (Hawaii) แต่ในประเทศไทยนั้นมีรายงานการพบหอยเม่นชนิดนี้น้อยมาก

 

โดยรายงานการพบครั้งแรกในปี 2530 โดย ดร.สมชัย บุศราวิช จากโครงการ First PMBC/DANIDA Training course and workshop on taxonomy, biology and ecology of echinoderms และมีการรายงานการพบครั้งล่าสุดในปี 2547 โดย ดร.สุเมตต์ ปุจฉาการ สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล มหาวิทยาลัยบูรพา ในรายงาน Putchakarn.S and Sonchaeng.P (2004). Echinoderm Fauna of Thailand: History and Inventory Reviews. ScienceAsia 30 (2004): 417-428

 

 

ภาพ: อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน / Facebook

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

The post ค้นพบ ‘หอยเม่นหมวกกันน็อก’ สัตว์ทะเลหายากที่หมู่เกาะสิมิลัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักวิจัยระบุ น้ำแข็งละลายส่งผลให้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลติดเชื้อไวรัสร้ายแรงมากขึ้น https://thestandard.co/ice-melt-spread-virus-kills-thousands-seals-otters/ Mon, 11 Nov 2019 08:45:06 +0000 https://thestandard.co/?p=302609

งานวิจัยที่เผยแพร่ในวารสาร Scientific Reports พบว่า ปริ […]

The post นักวิจัยระบุ น้ำแข็งละลายส่งผลให้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลติดเชื้อไวรัสร้ายแรงมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>

งานวิจัยที่เผยแพร่ในวารสาร Scientific Reports พบว่า ปริมาณน้ำแข็งทะเลที่ลดลงในอาร์กติกช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ไวรัสร้ายแรงแพร่ระบาดไปยังสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเล

 

โดยทีมนักวิจัยติดตามแมวน้ำ สิงโตทะเล และนาก ราว 2,530 ตัว ผ่านดาวเทียมตลอดระยะเวลา 15 ปี ตั้งแต่ปี 2001-2016 พบว่า การละลายของน้ำแข็งในอาร์กติกทำให้เกิดเส้นทางใหม่ระหว่างมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือและมหาสมุทรแปซิฟิก 

 

ทั้งเรือและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเหล่านี้จึงอาศัยประโยชน์จากเส้นทางดังกล่าว เพื่อลดเวลาในการเดินทางระหว่างมหาสมุทร ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายไวรัส Phocine distemper virus (PDV) ระหว่างสัตว์ที่ไม่มีโอกาสพบกันมาก่อนมากขึ้น

  

ทั้งนี้ ไวรัส PDV เป็นหัดประเภทหนึ่งในแมวน้ำ คล้ายกับไข้หัดสุนัข แพร่กระจายผ่านของเหลวจากระบบหายใจของสัตว์ที่สัมผัสกันผ่านบนบกหรือในมหาสมุทร

 

ไวรัสชนิดนี้เป็นสาเหตุการตายของแมวน้ำในแอตแลนติกกว่า 30,000 ตัว ในปี 2002 ถัดมาในปี 2003 พบว่า มีสิงโตทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกติดเชื้อ PDV กว่า 30% และ PDV ยังเป็นสาเหตุการตายของนากทะเลในอะแลสกาในปี 2004 ด้วย หลังจากนั้นก็เกิดการแพร่ระบาดครั้งใหญ่อีก หลังเกิดเส้นทางทะเลใหม่ในปี 2008

 

เทรซี โกลสตีน หนึ่งในทีมนักวิจัย กล่าวว่า เมื่อน้ำแข็งละลาย สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลเหล่านี้จำเป็นต้องหาที่อยู่อาศัยใหม่ และเมื่อสัตว์เคลื่อนย้ายไปสัมผัสสัตว์ชนิดอื่น พวกมันก็มีโอกาสที่จะแพร่โรคติดเชื้อใหม่ๆ ที่มีผลกระทบร้ายแรงมากขึ้น

 

นอกจากนี้ทีมนักวิจัยยังกล่าวอีกว่า เมื่อปริมาณน้ำแข็งลดลงอีกในอนาคต การแพร่ระบาดของเชื้อโรคก็จะกลายเป็นเรื่องปกติมากขึ้นด้วย

 

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

อ้างอิง:

The post นักวิจัยระบุ น้ำแข็งละลายส่งผลให้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลติดเชื้อไวรัสร้ายแรงมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
จดหมายในขวดโหล ถึงคนชอบเที่ยวทะเล จากใจนักอนุรักษ์ https://thestandard.co/from-conservationists-to-people-like-the-sea/ https://thestandard.co/from-conservationists-to-people-like-the-sea/#respond Wed, 06 Jun 2018 12:05:34 +0000 https://thestandard.co/?p=95742

คุณเป็นคนหนึ่งที่สาบานตนว่าเป็นมนุษย์ติดทะเลเพราะใจรักใ […]

The post จดหมายในขวดโหล ถึงคนชอบเที่ยวทะเล จากใจนักอนุรักษ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

คุณเป็นคนหนึ่งที่สาบานตนว่าเป็นมนุษย์ติดทะเลเพราะใจรักในการเที่ยวทะเล จนติดแฮชแท็ก #VitaminSea บนอินสตาแกรมอยู่เรื่อยไปหรือเปล่า เรารู้ว่าแม้คุณจะเลิกเก็บเปลือกหอยและสัตว์ทะเลกลับบ้านเพราะแม่เคยสอนไว้ และข่าวเรื่องวาฬกินขยะช่างสะเทือนใจจนคุณโวอยากลุกขึ้นมาปกป้องสัตว์ทะเล แต่ถึงอย่างนั้นมาเช็กกันสักนิดว่าใจ ‘รัก’ ทะเลของคุณนั้นช่วย ‘รักษ์’ ด้วยไหม

 

และนี่คือสิ่งที่ กรณิศ ตันอังสนากุล นักวิจัยด้านธุรกิจยั่งยืน และผู้ร่วมก่อตั้ง ReReef องค์กรด้านสิ่งแวดล้อม อยากบอกกับเหล่านักท่องทะเล #โอ้ทะเลแสนงาม

 

“อย่าลืมว่าภาวะโลกร้อนที่เป็นผลมาจากกิจกรรมที่ไม่ยั่งยืนของมนุษย์นั้น ส่งผลกระทบรุนแรงต่อทะเล และปะการังฟอกขาวก็เป็นหลักฐานสำคัญที่น่าใจหายที่สุด โดยนักวิทยาศาสตร์คาดว่าหากเป็นเช่นนี้ต่อไป ปะการังในโลกทั้งหมดจะสูญสิ้นภายใน 30 ปีข้างหน้า” – กรณิศ ตันอังสนากุล

#ทำแล้วดี

หลีกเลี่ยงการสร้างขยะกันเถอะ

  • เกาะและพื้นที่ห่างไกลที่ไม่มีอุปกรณ์ในการจัดการขยะอย่างเหมาะสมนั้น ส่วนใหญ่จบลงด้วยการฝังกลบในพื้นที่นั้นๆ ยิ่งนักท่องเที่ยวมากเท่าไร ขยะก็ยิ่งเยอะกลายเป็นปัญหาวิกฤต (เช่น เกาะสมุยที่กำลังเผชิญอยู่)
  • ขยะที่เกิดจากกิจกรรมบริเวณชายฝั่งที่เราเห็นๆ กันนั้นมีโอกาสปนเปื้อนลงสู่ทะเลสูง จนกลายเป็นปัญหาขยะทะเลเช่นในปัจจุบัน
  • สิ่งที่เราสามารถทำได้ คือช่วยกันลดการสร้างขยะให้เหลือน้อยที่สุด โดยเฉพาะขยะพลาสติกประเภทใช้แล้วทิ้ง (single-use) เช่น หลอดดูดน้ำ ถุงพลาสติก เปลี่ยนมาใช้ผลิตภัณฑ์ที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ และพยายามหาวิธีในการนำขยะกลับมาใช้ประโยชน์อีกครั้ง

 

ลดการใช้พลังงานกันบ้าง

  • เกาะที่อยู่ห่างไกลมักจะผลิตไฟฟ้าจากเครื่องปั่นไฟที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งการผลิตไฟฟ้านั้นสร้างผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมอย่างน้อยๆ ได้แก่ ผลกระทบในขั้นตอนขุดเจาะเชื้อเพลิง มลภาวะในขั้นตอนการขนส่งเชื้อเพลิง และมลภาวะเมื่อเครื่องจักรทำงาน

 

ประหยัดน้ำ

  • เพราะการอยู่ใกล้ทะเลไม่ได้แปลว่ามีทรัพยากรน้ำที่ใช้เท่าไรก็ได้ เนื่องจากน้ำที่เรานำมาใช้นั้นเป็นน้ำจืด ในหลายพื้นที่ถึงกับมีข้อพิพาทเรื่องการแย่งใช้น้ำระหว่างภาคธุรกิจกับชุมชน การประหยัดน้ำจึงหมายถึงเมื่อความต้องการน้ำของภาคธุรกิจลดลง ก็เท่ากับว่าสามารถช่วยหลีกเลี่ยงการเกิดข้อพิพาทกับชุมชนนั้นๆ ได้
  • บางที่สามารถผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลได้ แต่หมายถึงการใช้พลังงานในขั้นตอนการผลิตนั่นเอง

 


 

ครีมกันแดดก็สำคัญ

ก่อนจะแชะภาพ #beachplease เก๋ๆ กับผิวกรำแดด แท็กแบรนด์ครีมกันแดดลงโซเชียลมีเดีย ลองหันมาเช็กกันสักนิดว่าครีมกันแดดที่คุณใช้เป็นมิตรต่อปะการังหรือไม่ โดยทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงครีมกันแดดที่มีสาร Oxybenzone, Octinoxate, 4-Methylbenzylid Camphor (4MBC) และ Butylparaben เพราะมีส่วนทำให้แนวปะการังเสื่อมโทรมลง โดยการฆ่าปะการังวัยอ่อน ทั้งยังทำลาย DNA จนปะการังไม่ขยายพันธุ์ และยังทำให้ปะการังเกิดการฟอกขาวอีกด้วย

 

สนับสนุนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและการท่องเที่ยวชุมชน

  • นักท่องเที่ยวควรเลือกผู้ประกอบการที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม โดยสามารถดูได้จากนโยบายของบริษัท รวมถึงมาตรการในการจัดการผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน และกิจกรรมส่งเสริมการอนุรักษ์ เป็นต้น
  • ควรหันมาสนับสนุนการท่องเที่ยวโดยชุมชน เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นและรักษาสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน

 


 

#อย่าทำอย่าทำ

ทิ้งขยะลงทะเลทั้งทางตรงและทางอ้อม

ปัจจุบันมีความเข้าใจผิดอยู่มากว่าทิ้งขยะลงถังก็เพียงพอ และขยะทะเลเกิดจากกิจกรรมทางน้ำและชายฝั่งเท่านั้น แต่ความเป็นจริงคือมีขยะโดยเฉพาะขยะพลาสติกหลุดรอดลงสู่ทะเลมากถึง 8 ล้านตันต่อปี! โดย 80% นั้นเกิดจากกิจกรรมบนบก สิ่งนี้นอกจากเป็นอันตรายต่อสัตว์หลายชนิด เช่น เต่าทะเล นกทะเล ฉลามวาฬ ฯลฯ ที่ได้รับอันตรายจากพลาสติกที่ติดพันร่างกาย ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการหาอาหารหรือการเคลื่อนที่ การกลืนกินโดยหลงเข้าใจว่าพลาสติกคืออาหารนอกจากจะเป็นอันตรายถึงชีวิตแล้ว ยังทำให้พลาสติกปนเปื้อนสู่ห่วงโซ่อาหารของมนุษย์ในที่สุด (คุณอยากรับพลาสติกกินเคียงกับปลาแซลมอนไหมล่ะ)

 

การบริโภคสัตว์น้ำที่สุ่มเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์

สัตว์ทะเลอย่างฉลาม กระเบน เมื่อมีชีวิตมีมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่าราคาบนจานอาหารเสียอีก (เคยรู้ไหมว่าเจ้าแห่งท้องทะเลอย่างฉลาม ถูกฆ่าราวปีละ 100-200 ล้านตัว ทำให้ประชากรลดลงถึง 95% ในทศวรรษที่ผ่านมา) และนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะนักดำน้ำยอมจ่ายราคาแพงเพื่อไปดูพวกมันแหวกว่ายในท้องทะเลเสียมากกว่าจะมาเป็นอาหารบนจาน สิ่งนี้นับเป็นส่วนสำคัญที่เกื้อหนุนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทางทะเลให้คงอยู่ต่อไป นอกจากมูลค่ามหาศาลทางเศรษฐกิจแล้ว สัตว์ผู้ล่าสูงสุดบนห่วงโซ่อาหารอย่างฉลามยังมีส่วนสำคัญในการรักษาสมดุลของระบบนิเวศทางทะเลอีกด้วย

 

หลีกเลี่ยงการสัมผัสปะการัง

ธรรมชาติเป็นสิ่งสวยงาม แต่อย่าทำร้ายด้วยการสัมผัสกันเลย เพราะทุกวันนี้สถานภาพของปะการังบอบช้ำมากพออยู่แล้ว และตีนกบของนักดำน้ำยังสามารถทำให้กิ่งปะการังเสียหายแตกออกได้มากกว่าร้อยชิ้น ในกรณีที่ดำน้ำชมปะการัง ทางที่ดีควรอยู่ห่าง #ดูแต่ตามืออย่าต้อง และระวังเหยียบ และห้ามยืนบนแนวปะการังเพราะทำให้เกิดความเสียหายได้

 


 

อย่าคุกคามปลาเพื่อการเซลฟี

การว่ายติดตามเพื่อชื่นชมฉลามวาฬอย่างใกล้ชิดเป็นสิ่งที่เราเห็นจนชินตาขึ้นทุกวัน แม้คุณจะตื่นเต้นเพียงใดกับการได้เห็นวาฬหรือเจ้ากระเบนราหูตัวเป็นๆ ที่โฉบผ่านหน้า แต่หารู้ไม่ว่าการว่ายตามหรือถ่ายภาพอย่างใกล้ชิดก็ดีถือเป็นการคุกคามทำให้ปลาเกิดอาการเครียดได้ เนื่องจากเมื่อคิดว่าถูกไล่ล่า สัตว์ทะเลอาจว่ายหนีออกจากแหล่งอาหารหรือเส้นทางปกติจนเกิดอันตรายได้ หนำซ้ำการสัมผัสจะทำให้เชื้อโรคจากตัวมนุษย์ติดสู่ฉลามวาฬ ทำให้ติดเชื้อหรือป่วยในเวลาต่อมาอีกด้วย ทางที่ดีที่สุดคือการชื่นชมอยู่ห่างๆ เพื่อชมความสวยงามของธรรมชาติเป็นดีที่สุด

 

กิจกรรมอนุรักษ์แบบผิดๆ

หารู้ไม่ว่ากิจกรรมอนุรักษ์แบบผิดๆ อย่างการปล่อยปลาการ์ตูน (ที่ฮอตฮิตกันมากช่วงหนึ่งสมัย Finding Nemo) ถือเป็นการบูชาโทษอย่างที่คนรักทะเลอาจคาดไม่ถึง เหตุเพราะปลาชนิดนี้อาศัยอยู่ในดอกไม้ทะเล และจะ ‘ไม่รอดชีวิต’ หากปล่อยในบริเวณที่ไม่เหมาะสม ดังนั้นควรทราบว่าการปล่อยปลาต่างถิ่นบางชนิดจึงอาจเป็นภัยคุกคามต่อสายพันธุ์ท้องถิ่นได้ และการดำเนินกิจกรรมอนุรักษ์โดยขาดความรู้ความเข้าใจจึงอาจจะเกิดโทษมากกว่าคุณเสียอีก

 


 

นักวิจัยยังฝากท้ายอีกว่า อย่าลืมว่าภาวะโลกร้อนที่เป็นผลมาจากกิจกรรมที่ไม่ยั่งยืนของมนุษย์นั้น ส่งผลกระทบรุนแรงต่อทะเลสีครามที่เรารัก และปะการังฟอกขาวก็เป็นหลักฐานสำคัญที่น่าใจหายที่สุด โดยนักวิทยาศาสตร์คาดว่าหากเป็นเช่นนี้ต่อไป ปะการังในโลกทั้งหมดจะสูญสิ้นภายใน 30 ปีข้างหน้า แน่นอนว่าประชากรราว 1 พันล้านคนที่พึ่งพาอาศัยแนวปะการังในการดำรงชีวิตจะต้องได้รับผลกระทบ ขณะที่ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับระบบนิเวศ การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจยังไม่อาจคาดเดาได้

 

ไปเที่ยวทะเลคราวหน้า ลองคิดสักนิดว่าเรา ‘รักษ์’ ทะเลดังที่คิดแค่ไหน

 

และถ้าทะเลอยู่ไม่ได้ มนุษย์ก็อยู่ไม่ได้

 

อ่านเรื่องสั่งปิดอ่าวมาหยา 4 เดือน ตั้งแต่ มิ.ย.-ก.ย. พบธรรมชาติถูกทำลายหนัก จำกัดเที่ยววันละ 2 พันคนได้ที่นี่

 

อ่านเรื่อง รับหลอดไหมคะ? ได้ที่นี่

The post จดหมายในขวดโหล ถึงคนชอบเที่ยวทะเล จากใจนักอนุรักษ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/from-conservationists-to-people-like-the-sea/feed/ 0
สัตว์ทะเลหลายล้านตายเกลื่อนหาดในอังกฤษ หลังเผชิญภัยหนาวครั้งรุนแรง https://thestandard.co/dead-animals-wash-up-on-yorkshire-beach/ https://thestandard.co/dead-animals-wash-up-on-yorkshire-beach/#respond Tue, 06 Mar 2018 04:12:17 +0000 https://thestandard.co/?p=75186

บริเวณชายฝั่งทะเลเหนือ (North Sea) ทางด้านทิศตะวันออกขอ […]

The post สัตว์ทะเลหลายล้านตายเกลื่อนหาดในอังกฤษ หลังเผชิญภัยหนาวครั้งรุนแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>

บริเวณชายฝั่งทะเลเหนือ (North Sea) ทางด้านทิศตะวันออกของเกาะอังกฤษ โดยเฉพาะแถบยอร์กเชอร์ (Yorkshire) เต็มไปด้วยกองซากสัตว์ทะเลหลายล้านตัวที่ตายลง หลังจากที่ไม่สามารถทนต่อพายุและสภาพอากาศที่หนาวจัดที่กำลังปกคลุมหลายพื้นที่ของทวีปยุโรปได้ในขณะนี้

 

เบ็กซ์ ลินแนม (Bex Lynam) เจ้าหน้าที่ขององค์กรพิทักษ์สัตว์ Yorkshire Wildlife Trust เผยว่า “อุณหภูมิของน้ำทะเลที่ลดต่ำลงเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นเหตุให้สัตว์ทะเลจำนวนมากจะต้องปรับลดกิจกรรมที่จะทำลง เพื่อรักษาอุณหภูมิในร่างกายให้คงที่ ก่อนที่พวกมันจะทนต่อความหนาวเย็นไม่ไหว”

 

 

โดยเบ็กซ์ยังชี้แจงอีกว่า ซากสัตว์ทะเลที่ตายส่วนใหญ่เป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังเช่น หอย กุ้ง ล็อบสเตอร์ ปู ดาวทะเล ดอกไม้ทะเล เป็นต้น “สัตว์ที่มีกระดูกสันหลังขนาดใหญ่ขึ้นมาอย่างเช่น ปลาโลมา ก็จะสามารถเดินทางได้ระยะไกล เพื่อไปยังน่านน้ำที่อุณหภูมิไม่ลดต่ำลงมากได้”

 

ทางด้าน ดร.ลิสซา บาตีย์ (Dr.Lissa Batey) เจ้าหน้าที่อาวุโสขององค์กรกล่าวว่า “พวกเราไม่สามารถที่จะป้องกันภัยธรรมชาติอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ได้ แต่พวกเราสามารถช่วยยับยั้งการลดจำนวนลงของสัตว์ทะเล อันมีสาเหตุมาจากน้ำมือมนุษย์ได้ ด้วยการกำหนดให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตอนุรักษ์ทางทะเล เพื่อต่อชีวิตและลมหายใจให้แก่สัตว์ทะเลต่อไป”

 

หลังจากนี้เจ้าหน้าที่จะเร่งสำรวจและค้นหาสัตว์ทะเลที่ยังคงมีชีวิตอยู่โดยเฉพาะล็อบสเตอร์ เพื่อนำมาปรับสภาพก่อนที่จะปล่อยกลับสู่ธรรมชาติอีกครั้ง หลังจากที่ลมหนาวผ่านพ้นไป คาดการณ์ว่ารัฐบาลอังกฤษจะประกาศให้หลายพื้นที่ชายฝั่งเป็นเขตอนุรักษ์ทางทะเล (Marine Conservation Zone: MCZ) เพิ่มมากยิ่งขึ้นในปีนี้

 

อ้างอิง:

The post สัตว์ทะเลหลายล้านตายเกลื่อนหาดในอังกฤษ หลังเผชิญภัยหนาวครั้งรุนแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/dead-animals-wash-up-on-yorkshire-beach/feed/ 0