ทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาตินำโดย เอ็มมา แครอลล์ นักชีววิท […]
The post เสียงร้องวาฬหลังค่อมแสดงโครงสร้างทางภาษาคล้ายภาษามนุษย์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาตินำโดย เอ็มมา แครอลล์ นักชีววิทยาทางทะเลและผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุศาสตร์วาฬจากมหาวิทยาลัยโอ๊กแลนด์ ใช้เวลานานถึง 8 ปีในการเก็บรวบรวมเสียงต่างๆ หลากหลายชนิดจากฝูงวาฬหลังค่อมในนิวแคลิโดเนีย แปซิฟิกใต้ เพื่อนำมาวิเคราะห์ และพบว่าเสียงเหล่านี้ ซึ่งมีทั้งเสียงต่ำ เสียงสูงแหลมเล็ก เสียงคราง เสียงคลิก และเสียงประกอบอื่นๆ ที่ฟังดูเหมือนวาฬกำลังร้องเพลงนั้น มีโครงสร้างคล้ายกับภาษาของมนุษย์เป็นอย่างมาก
ความคล้ายคลึงอันโดดเด่นระหว่าง 2 สายพันธุ์ที่อยู่ห่างไกลมากตามสายวิวัฒนาการนี้ ท้าทายแนวคิดที่ว่าคุณสมบัติเชิงโครงสร้างภาษามีเฉพาะในมนุษย์เราเท่านั้น
“เสียงร้องของวาฬหลังค่อม หรือที่เราเรียกว่าเพลงวาฬ เป็นการสื่อสารที่ซับซ้อน ซึ่งเราไม่เคยพบเห็นนอกสายพันธุ์ของเรา” ดร.เจลลี เอเลน ผู้เชี่ยวชาญชั้นนำด้านโครงสร้างเพลงวาฬจากมหาวิทยาลัยกริฟฟิธกล่าว
เพลงวาฬแสดงรูปแบบการกระจายความถี่ของหน่วยเสียงที่สอดคล้องกับกฎของซิปฟ์ (Zipf’s Law) และอาจมีโครงสร้างแบบเรียกซ้ำ (Recursion) ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของภาษามนุษย์
ภาษามนุษย์นั้น ยกตัวอย่างในภาษาอังกฤษ คำที่ใช้บ่อยที่สุด เช่น เดอะ (the) จะปรากฏมากกว่าคำทั่วไปที่ใช้บ่อยเป็นอันดับ 2 เช่น ออฟ (of) ประมาณ 2 เท่า และมากกว่าคำทั่วไปที่ใช้บ่อยเป็นอันดับ 3 เช่น แอนด์ (and) ถึง 3 เท่า ซึ่งลักษณะทางสถิติแบบนี้ เกิดขึ้นในเพลงวาฬเช่นเดียวกัน ทีมงานได้ทดลองแบ่งเพลงวาฬที่บางครั้งมีความยาวถึง 20 นาที ออกเป็นส่วนๆ และพบว่า เสียงต่างๆ ในเพลงวาฬมีความถี่ของการเกิดซ้ำของ ‘คำ’ ต่างๆ คล้ายคลึงภาษามนุษย์มาก
“การใช้ข้อมูลเชิงลึกและวิธีการจากวิธีที่ทารกมนุษย์เรียนรู้ภาษาจากพ่อแม่ ช่วยให้เราค้นพบโครงสร้างที่ตรวจไม่พบก่อนหน้านี้ในเพลงวาฬ” ศ. อินบาล อาร์นอน จากมหาวิทยาลัยฮิบรูกล่าว
งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าการเรียนรู้และการถ่ายทอดวัฒนธรรมของสัตว์สามารถกำหนดโครงสร้างของระบบการสื่อสารขึ้นมา เราอาจพบโครงสร้างทางสถิติที่คล้ายกันแบบนี้ในทุกที่ที่มีการถ่ายทอดพฤติกรรมตามลำดับที่ซับซ้อนทางวัฒนธรรม
“ลูกวาฬหลังค่อมใช้วิธีการเรียนรู้ภาษาแบบเดียวกับทารกมนุษย์ สมองลูกวาฬติดตามความน่าจะเป็นในช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างองค์ประกอบเสียง และใช้ค่าลดลงในความน่าจะเป็นเหล่านั้นเป็นสัญญาณในการแบ่งเพลงวาฬออกเป็นส่วนของคำ
“อย่างไรก็ตาม แทนที่เราจะพยายามเข้าใจโดยใส่การสื่อสารของวาฬลงใน ‘เบ้า’ ที่มีรูปร่างเป็นภาษามนุษย์ คำถามที่น่าสนใจกว่านั้น คือเหตุใดระบบการสื่อสารของ 2 สายพันธุ์ที่สุดแสนจะแตกต่างกัน คือมนุษย์และวาฬหลังค่อม จึงพัฒนาความคล้ายคลึงกันดังกล่าวขึ้นมาได้”
ทั้งนี้ เราต้องไม่เข้าใจผิดว่า เพลงวาฬมี ‘ความหมาย’ ในเชิงภาษา (Semantics) เพราะโครงสร้างที่ซับซ้อนของเพลงวาฬอาจเกิดจากวัตถุประสงค์อื่น ที่ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับไวยากรณ์หรือความหมายที่มนุษย์รับรู้
แน่นอนว่าการค้นพบนี้จะเปิดประเด็นใหม่เกี่ยวกับวิวัฒนาการของภาษาและความสามารถทางปัญญาของสัตว์ แต่อย่างไรก็ตาม เรายังต้องศึกษาต่อไป เพื่อหาว่าโครงสร้างเหล่านี้สะท้อนไวยากรณ์และความหมายทางภาษาได้จริงๆ หรือเป็นเพียงรูปแบบการสื่อสารที่ซับซ้อนสำหรับวัตถุประสงค์เฉพาะทางชีววิทยาเท่านั้น
ทีมงานตีพิมพ์เผยแพร่ผลการศึกษาครั้งนี้ลงในวารสาร Journal Science
https://www.science.org/doi/10.1126/science.adq7055
ภาพ: Jason McCawley / Getty Images
อ้างอิง:
The post เสียงร้องวาฬหลังค่อมแสดงโครงสร้างทางภาษาคล้ายภาษามนุษย์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (21 พฤษภาคม) เกณิกา อุ่นจิตร์ รองโฆษกประจำสำนักน […]
The post ครม. เคาะร่างกฎกระทรวงฯ เพิ่ม ‘วาฬสีน้ำเงิน-นกชนหิน’ เป็นสัตว์ป่าสงวนไทย appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (21 พฤษภาคม) เกณิกา อุ่นจิตร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดให้สัตว์ป่าบางชนิดเป็นสัตว์ป่าสงวน พ.ศ. …., ร่างกฎกระทรวงกำหนดให้สัตว์ป่าบางชนิดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. และร่างกฎกระทรวงกำหนดให้สัตว์ป่าบางชนิดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง พ.ศ. …. รวม 3 ฉบับ ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ
เกณิกากล่าวว่า ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดให้สัตว์ป่าบางชนิดเป็นสัตว์ป่าสงวน พ.ศ. …. มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้วาฬสีน้ำเงิน (Balaenoptera musculus) และนกชนหิน หรือนกหิน (Buceros vigil หรือ Rhinoplax vigil) เป็นสัตว์ป่าสงวน เพิ่มเติมจากที่กำหนดไว้ในบัญชีท้ายพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 ตามลำดับ
และสำหรับร่างกฎกระทรวงกำหนดให้สัตว์ป่าบางชนิดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง พ.ศ. …. มีสาระสำคัญเป็นการปรับปรุงชนิดสัตว์ป่าคุ้มครองตามบัญชีท้ายกฎกระทรวงกำหนดให้สัตว์ป่าบางชนิดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง พ.ศ. 2546 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อให้สอดคล้องกับข้อมูลทางอนุกรมวิธานปัจจุบัน ทำให้จำนวนสัตว์ป่าคุ้มครองจากเดิมจำนวน 1,316 รายการ คงเหลือ 1,306 รายการ โดยแบ่งเป็น 2 บัญชี ดังนี้
รวมทั้งเพิ่มรายการจำนวน 8 ชนิด เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองในบัญชีท้ายร่างกฎกระทรวงฯ ดังนี้
The post ครม. เคาะร่างกฎกระทรวงฯ เพิ่ม ‘วาฬสีน้ำเงิน-นกชนหิน’ เป็นสัตว์ป่าสงวนไทย appeared first on THE STANDARD.
]]>
สัตว์ทะเลจำนวนมากตายเกลื่อนชายหาดซอลต์เบิร์น ทางตอนเหนื […]
The post สัตว์ทะเลตายเกลื่อนชายหาดในอังกฤษ ผู้เชี่ยวชาญคาด ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ appeared first on THE STANDARD.
]]>
สัตว์ทะเลจำนวนมากตายเกลื่อนชายหาดซอลต์เบิร์น ทางตอนเหนือของเกาะอังกฤษ เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญคาด สาเหตุส่วนหนึ่งอาจเกิดจากผลพวงของวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่มีแนวโน้มรุนแรงมากยิ่งขึ้น และอาจรวมถึงผลกระทบจากการใช้ถ่านหิน หลังจากพบเศษตะกอนสีดำที่เชื่อว่าเป็นถ่านหินกระจายอยู่เป็นวงกว้างทั่วพื้นที่ชายหาดดังกล่าว
ขณะที่ผู้คนในพื้นที่บางรายไม่เชื่อว่าเศษตะกอนสีดำดังกล่าวเป็นเศษตะกอนของถ่านหิน เนื่องจากตนอาศัยอยู่บริเวณพื้นที่แถบนี้มานานกว่า 7 ปี แม้จะมีตะกอนของถ่านหินถูกพัดพามายังชายหาดบ้าง แต่ก็ไม่น่าจะใช่เศษตะกอนสีดำที่มีจำนวนมากขนาดนี้
โดยทางการท้องถิ่นเผย พบรายงานเหตุการณ์ลักษณะนี้บริเวณชายหาดดังกล่าวเป็นปีที่ 2-3 ติดต่อกันแล้ว นี่อาจเป็นสัญญาณเตือนของวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมที่ต้องได้รับการป้องกันและแก้ไขโดยเร็ว เบื้องต้นผู้เชี่ยวชาญจะเดินหน้าตรวจสอบหาสาเหตุหลักที่แน่ชัด ที่ทำให้สัตว์น้ำจำนวนมากเหล่านี้ตายเกลื่อนชายหาดแถบนี้ต่อไป

ภาพ: Ian Forsyth / Getty Images

ภาพ: Ian Forsyth / Getty Images

ภาพ: Ian Forsyth / Getty Images

ภาพ: Ian Forsyth / Getty Images

ภาพ: Owen Humphreys / PA Images via Getty Images
อ้างอิง:
The post สัตว์ทะเลตายเกลื่อนชายหาดในอังกฤษ ผู้เชี่ยวชาญคาด ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ appeared first on THE STANDARD.
]]>
โลมา วาฬเพชฌฆาต วาฬสเปิร์ม และวาฬกินเนื้อชนิดอื่นๆ ซึ่ง […]
The post โซนาร์ล่าเหยื่อ-ระบบสื่อสารในสังคม ไขปริศนาโลมา-วาฬกินเนื้อใช้อวัยวะอะไรสร้างเสียงร้อง appeared first on THE STANDARD.
]]>
โลมา วาฬเพชฌฆาต วาฬสเปิร์ม และวาฬกินเนื้อชนิดอื่นๆ ซึ่งมีคำเรียกอย่างเป็นทางการว่า ‘วาฬมีฟัน’ (Toothed Whale) สามารถสร้างเสียงร้องได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งเพื่อสื่อสารกับพวกเดียวกัน หรือใช้ค้นหาตำแหน่งของเหยื่อในน้ำลึก กลไกที่ใช้สร้างเสียงร้องนี้เป็นปริศนามายาวนาน จนกระทั่งบัดนี้ทีมนักวิทยาศาสตร์สามารถไขความกระจ่างได้แล้ว
ปีเตอร์ แมดเซน ศาสตราจารย์ด้านสรีรวิทยาประสาทสัมผัส และผู้เชี่ยวชาญด้านชีววิทยากลุ่มสัตว์ประเภทวาฬแห่งมหาวิทยาลัย Aarhus ในเดนมาร์ก และทีมงาน เสนอคำอธิบายที่ครอบคลุมถึงกลไกการสร้างเสียงของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในกลุ่มวาฬมีฟัน (Odontocetes) ว่าเสียงร้องทั้งหลายทั้งปวงที่สัตว์ในกลุ่มนี้สร้างขึ้นมานั้น ทั้งหมดเกิดขึ้นในช่องหายใจ หรือ ‘จมูก’ ของมันเท่านั้นเอง
ภายใต้น้ำทะเลดำมืดที่ลึกนับกิโลเมตร วาฬมีฟันจะใช้ระบบโซนาร์ที่เรียกว่า Echolocation คล้ายกับโซนาร์ที่ค้างคาวสร้างขึ้นมาเพื่อหาตำแหน่งของเหยื่อ โดยมันจะสร้างเสียงร้องดังคล้ายเสียง ‘คลิก’ แบบถี่ๆ กระจายออกไปในน้ำ แล้วรอรับการสะท้อนกลับของเสียงนี้ผ่านทางขากรรไกรเข้าสู่หูชั้นใน วาฬมีฟันทั้งหลายก็จะรู้ได้ในทันทีว่าเหยื่อของมัน ซึ่งอาจเป็นหมึกตัวใหญ่หรือปลาชนิดต่างๆ กำลังว่ายไปในทิศทางไหน ทำให้การล่าของมันประสบความสำเร็จได้โดยง่าย นอกจากนั้นพวกมันซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีมันสมองขนาดใหญ่และซับซ้อน ยังสามารถสร้างเสียงได้อีกหลากหลายรูปแบบเพื่อสื่อสารกันในสังคมของมันด้วย
ศาสตราจารย์แมดเซนอธิบายว่า “วาฬมีฟันจะบังคับอากาศในปอดของมันให้ไหลผ่านอวัยวะพิเศษในจมูกที่เรียกว่า Phonic Lip โดยมีอัตราความเร็วในการเปิด-ปิดชิ้นส่วนสร้างเสียงในระดับมิลลิวินาที ผลคือเกิดการสั่นสะเทือนกลายเป็นเสียงออกไปทางด้านหน้า จากนั้นเสียงจะผ่านอวัยวะบริเวณหน้าผากที่เรียกว่า Melon ซึ่งจะขยายเสียงนี้ให้ดังพุ่งออกไปในน้ำ”
ศาสตราจารย์โคเอน อีเลมันส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านชีววิทยาอะคูสติก ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมวิจัย อธิบายเพิ่มเติมว่า “ที่แตกต่างจากมนุษย์ ค้างคาว หรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อาศัยอยู่บนบกก็คือ สัตว์ที่อาศัยอยู่บนบกจะใช้อากาศในการทำหน้าที่ทั้งเป็นตัวขับเคลื่อนอวัยวะสร้างเสียง และเป็นตัวกลางของเสียงที่เดินทางออกไป แต่สำหรับสัตว์ที่อาศัยอยู่ในทะเลอย่างวาฬมีฟัน อากาศจะถูกใช้เป็นแค่ตัวขับเคลื่อนอวัยวะสร้างเสียงเท่านั้น ตัวกลางในการเดินทางของเสียงจะเป็นน้ำทะเล ซึ่งแน่นอนว่าเสียงจะถูกถูกขยายให้ดังขึ้นมาก
“เนื่องจากต้องกลั้นหายใจในน้ำเป็นเวลานาน พวกวาฬมีฟันจะต้องถนอมอากาศในปอดให้อยู่นานที่สุด พวกมันจึงวิวัฒนาการให้มีการใช้อากาศน้อยมากต่อการสร้างเสียงในแต่ละครั้ง และมันยังหมุนวนนำอากาศกลับมาใช้ใหม่ได้ด้วย” ศาสตราจารย์อีเลมันส์กล่าวเสริม
ทีมนักวิจัยใช้วิดีโอจากกล้องเอนโดสโคปที่ติดตามการส่งเสียงร้องของวาฬมีฟันสารพัดชนิด รวมทั้งการผ่าดูซากของโลมาเกยตื้นอย่างละเอียด และยังใช้แท็กบันทึกเสียงของวาฬสเปิร์ม วาฬเพชรฆาต และโลมาปากขวดจนพบว่า ที่มาของเสียงร้องของวาฬมีฟันนั้นแตกต่างอย่างแน่นอนกับวาฬบาลีน ซึ่งเป็นวาฬกินแพลงตอนเป็นอาหาร
“วาฬมีฟันไม่ร้องเพลงแบบวาฬบาลีน” ศาสตราจารย์แมดเซน หัวหน้าทีมวิจัยกล่าว “เชื่อกันว่าวาฬบาลีนใช้เส้นเสียงในกล่องเสียงเหมือนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมบนบกบางชนิด และเรายังไม่รู้แน่ชัดว่าวาฬบาลีนส่งเสียงออกมาได้อย่างไร แต่ที่แน่ๆ ระหว่างเส้นทางวิวัฒนาการอันยาวนานนับล้านปี วาฬมีฟันได้สูญเสียเส้นเสียงไป
“พวกมันวิวัฒนาการแหล่งกำเนิดเสียงชุดใหม่ในจมูกของมันขึ้นมาแทน” ศาสตราจารย์แมดเซนทิ้งท้าย
ทีมงานตีพิมพ์ผลงานครั้งนี้ลงในวารสาร Science ฉบับวันที่ 2 มีนาคม 2023 https://www.science.org/doi/10.1126/science.adc9570
ภาพ: Francois Gohier / VW Pics / Universal Images Group via Getty Images
อ้างอิง:
The post โซนาร์ล่าเหยื่อ-ระบบสื่อสารในสังคม ไขปริศนาโลมา-วาฬกินเนื้อใช้อวัยวะอะไรสร้างเสียงร้อง appeared first on THE STANDARD.
]]>
การวิจัยล่าสุดเปิดเผยว่า เม่นทะเลที่เติบโตในพื้นที่ที่ม […]
The post วิจัยเผยเม็ดพลาสติกทำเม่นทะเลตาย ชี้ถึงสัตว์น้ำไม่กินพลาสติก ก็ตายได้จากสารพิษ appeared first on THE STANDARD.
]]>
การวิจัยล่าสุดเปิดเผยว่า เม่นทะเลที่เติบโตในพื้นที่ที่มีมลพิษจากพลาสติกสูงมีโอกาสตายลงเพราะมีการพัฒนาร่างกายที่ผิดปกติ
นักวิทยาศาสตร์จากอังกฤษและอิตาลีได้ทดลองเพื่อเฝ้าสังเกตผลกระทบของพลาสติกที่มีต่อสัตว์ทะเล โดยวางไข่ของเม่นทะเลไว้ในน้ำทะเลที่เจือปนด้วยพลาสติกหลายระดับด้วยกัน เพื่อเปรียบเทียบดูว่าเม็ดพลาสติกบริสุทธิ์ (Nurdles) ซึ่งเป็นวัตถุดิบตั้งต้นในการผลิตพลาสติกทุกประเภทนั้นมีผลต่อเม่นทะเลอย่างไรบ้าง หลังจากที่พบเม็ดพลาสติกเหล่านี้ปริมาณมหาศาลถูกพัดมาเกยตื้นในชายหาดของเทศมณฑลคอร์นวอลล์ของอังกฤษ
พวกเขาพบว่า ตัวอ่อนของเม่นทะเลที่เลี้ยงในน้ำที่ปนเปื้อนด้วยเม็ดพลาสติก ‘ที่ซื้อมาใหม่จากผู้ผลิต’ มีความผิดปกติอย่างมีนัยสำคัญในการทดสอบความเข้มข้นของระดับการเจือปนทั้ง 3 ระดับคือ 1%, 5% และ 10% ส่วนเม่นทะเลที่เลี้ยงในน้ำที่ปนเปื้อนด้วยเม็ดพลาสติกเก่าที่เก็บมาจากชายหาดก็ตายเช่นกัน แต่เฉพาะในกลุ่มที่เลี้ยงในน้ำที่ปนเปื้อนสูงที่ระดับ 10% เท่านั้น
การทดลองดังกล่าวบ่งชี้ว่า เม็ดพลาสติกที่เพิ่งผลิตใหม่ซึ่งยังมีสารเติมแต่งต่างๆ ในปริมาณสูงนั้น หากรั่วไหลลงทะเลจะมีความอันตรายมากกว่า และถึงแม้ว่าความเข้มข้นของการเจือปนพลาสติกในน้ำทะเลที่สูงเช่นนี้จะพบได้ยากในพื้นที่มหาสมุทรจริง แต่ก็ถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม โดยตัวอ่อนของเม่นทะเลที่พบความผิดปกตินั้นมีหลายรูปแบบ รวมถึงความผิดปกติของโครงสร้างกระดูก เซลล์ประสาท และภูมิคุ้มกัน อีกทั้งยังเติบโตโดยมีโครงสร้างที่ไม่สมมาตรเหมือนตามปกติ ก่อนที่จะตายลงในที่สุด
ดร.เอวา จิมีนีซ-กูรี (Eva Jimenez-Guri) จากสถาบัน Anton Dohrn Zoological Station และ University of Exeter ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ทำการวิจัยครั้งนี้ กล่าวว่า นอกจากพลาสติกจะเป็นภัยต่อสัตว์น้ำจากการที่พวกมันเผลอกินเข้าไป หรือตัวเข้าไปติดอยู่ในเศษขยะแล้ว การวิจัยนี้ยังชี้ให้เห็นว่า พลาสติกสามารถฆ่าสัตว์ได้เพราะสารเคมีที่ปลดปล่อยออกมา อย่างเช่นที่เห็นในพัฒนาการของเม่นทะเล
สิ่งที่เกิดขึ้นจึงเป็นอีกสัญญาณหนึ่งที่กระตุ้นเตือนให้เราทุกคนควรลด ละ เลิก การใช้งานพลาสติกให้เหลือเท่าที่จำเป็น รวมถึงต้องทิ้งขยะให้ถูกที่และถูกวิธี เพื่อลดผลกระทบต่อเพื่อนร่วมโลกของเราให้ได้มากที่สุด เพราะขยะพลาสติกเพียงชิ้นเล็กๆ ชิ้นเดียวอาจหมายถึงความเป็นความตายของสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ก็เป็นได้
แฟ้มภาพ: Tahsin Ceylan/Anadolu Agency via Getty Images
อ้างอิง:
The post วิจัยเผยเม็ดพลาสติกทำเม่นทะเลตาย ชี้ถึงสัตว์น้ำไม่กินพลาสติก ก็ตายได้จากสารพิษ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ขอออกตัวตั้งแต่แรกเริ่มเลยว่าภาพในอัลบั้มนี้คุณจะไม่ได้ […]
The post Whale Watching ชวนไปดูวาฬบรูด้าในทะเลไทย ช่วงฤดูกาลดูวาฬที่ดีสุดของปี appeared first on THE STANDARD.
]]>
ขอออกตัวตั้งแต่แรกเริ่มเลยว่าภาพในอัลบั้มนี้คุณจะไม่ได้เห็นวาฬชัดๆ แบบต้องร้องอู้อ้าตลอดเวลาที่ดูรูป แต่เราอดไม่ได้จริงๆ ที่จะเอามาอวด เพราะการไปดูวาฬในอ่าวไทยครั้งนี้ช่างสุดยอดจริงๆ! สุดยอดอย่างไรน่ะเหรอ?
หมายเหตุ: ทริปนี้เดินทางช่วงปลายเดือนกันยายน 2022
ผู้เขียนเคยมีประสบการณ์ดูวาฬมาครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีมาแล้ว ตอนนั้นประสบการณ์การดูวาฬของเราชวนให้คิดแล้วคิดอีกว่าจะออกไปดูดีหรือไม่ในคราวนี้ เริ่มตั้งแต่ออกเรือแต่เช้าตรู่ ใช้ชีวิตอยู่บนเรือตลอดทั้งวัน นั่งตากแดดเป็นปลาแดดเดียวอยู่บนเรือ บางทีก็เวียนหัวเมาเรือเสียอย่างนั้น ล่องเรือออกตามล่าวาฬทั้งวัน สุดท้ายเจอแค่ตัวหรือสองตัว บางคนบอกว่าเราโชคดีไปอีก เพราะบางทริปก็ไม่เจอวาฬเลย
แต่ทริปนี้ทุกอย่างกลับตาลปัตรไปเสียหมด เรายังคงออกเรือแต่เช้าตรู่ ตั้งแต่ฟ้าเพิ่งรุ่งสาง คลื่นลมทะเลเงียบสงบไร้คลื่นโยกเยกให้มึนหัว ออกเรือไปเพียงชั่วโมงกว่าๆ ก็มีฝูงโลมาอิรวดีมากระโดดน้ำโชว์ตัวอยู่หน้าเรือ เรียกน้ำย่อยพอให้ใจชื้นว่าทริปนี้ไม่นกแน่ๆ หลังจากนั้นราวๆ อีก 2 ชั่วโมง หลังกินข้าวเช้าไม่นาน ประมาณ 9 โมงเช้าก็มีวาฬตัวแรกโผล่มาให้เห็น ไม่ใช่ว่ายธรรมดา แต่ยังอ้าปากว่ายน้ำไล่ต้อนฝูงปลากินเต็มปาก จากนั้นไม่นานตัวอื่นๆ ก็ตามมา ไม่ทันถึงเที่ยงเราเจอวาฬว่ายไปมาทั้งใกล้ไกลรวมทั้งสิ้นกว่า 20 ตัว ทั้งหากินเดี่ยวๆ ตัวเดียว ทั้งเป็นคู่แม่ลูก มีทั้งอ้าปากกินข้าง (แนวตะแคง) กระโดดมุดน้ำ รวมถึงดำน้ำเล่นข้างเรือ เล่นเอามึนไปหมดว่าจะดูตัวไหนก่อนดีนะ บอกได้คำเดียวว่า ‘ดีมากจริงๆ!’

โลมาอิรวดีแวะมากระโดดโชว์ตัวเป็นฝูงหลังออกจากท่าได้ไม่นาน

เรือประมงลำใหญ่ที่พาเราออกไปล่าวาฬ พอเจอวาฬทุกคนก็หยิบกล้องถ่ายรูปไม่หยุด

ดูหางวาฬตัวนี้สิ อวบอ้วนมาก
กิจกรรมดูวาฬในบ้านเราไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะเริ่มนิยมมาตั้งแต่ 10 ปีที่แล้ว โดยเริ่มจากกิจกรรมเฉพาะกลุ่ม เป็นเพียงการเหมาเรือประมงลำเล็กๆ ออกไปดูมากกว่า ดูแบบสะเปะสะปะ ขับเรือหาไปเรื่อยๆ ระหว่างดูวาฬก็ดูทะเลไปพลางๆ ผสมๆ กันไปในหนึ่งทริป แต่เมื่อมีการพบเห็นมากเข้า กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งจึงเข้ามาสำรวจ เริ่มมีการบันทึกจดจำตัววาฬและศึกษาพฤติกรรมวาฬในน่านน้ำอย่างจริงจัง
วาฬในบ้านเราที่พบมากที่สุดคือ ‘วาฬบรูด้า’ หรือ ‘วาฬแกลบ’ เป็นวาฬขนาดใหญ่อยู่ในวงศ์ Balaenopteridae มีประมาณ 60-80 ตัว อาศัยประจำถิ่นอยู่ในอ่าวไทยตอนบน หรือที่นิยมเรียกกันว่า ‘อ่าวตัว ก’ ซึ่งเป็นทะเลนอกชายฝั่งของสมุทรสาคร สมุทรสงคราม และเพชรบุรี
ช่วงเวลาที่เจอวาฬมากที่สุดคือเดือนพฤษภาคม-พฤศจิกายน ซึ่งเป็นช่วงฤดูฝนที่น้ำจืดไหลลงทะเลเยอะ ปลาเล็กปลาน้อย เช่น ปลากะตัก ปลาทู ต่างเติบโตได้ดี เมื่อมีปลามาก วาฬผู้เป็นนักล่าก็ว่ายเข้าฝั่งมาหาอาหาร เราจึงเห็นวาฬบรูด้าออกหากินบริเวณอ่าวตัว ก เยอะมากในช่วงเวลาดังกล่าว
วิธีสังเกตวาฬดูได้หลายอย่าง ตั้งแต่ฝูงนกนางนวลที่ชอบบินวนเป็นกลุ่มก้อนรอบตัววาฬ เพื่อรอจับปลาที่กระเด็นออกมาจากวาฬ หรือสังเกตฟองอากาศใต้น้ำที่วาฬปล่อยออกมาเพื่อหายใจ บางครั้งก็โผล่บนผิวน้ำเพื่อพ่นน้ำเท่านั้น

วาฬอ้าปากกินปลาเล็ก

อีกหนึ่งรูปแบบชัดๆ จะเห็นว่ามีปลาเล็กมากมาย
การนั่งเรือชมวาฬ กัปตันจะแล่นเรืออย่างช้าๆ ใช้ความเร็วที่ไม่เกิน 7 นอตตามกฎสากล และจะชะลอความเร็วเมื่ออยู่ใกล้วาฬ กัปตันจะไม่ขับเรือไล่ตามวาฬเด็ดขาด เพราะอาจรบกวนวาฬหรือทำให้บาดเจ็บได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่เจอวาฬระยะประชิด เพราะเหล่าวาฬมักขี้เล่นและแวะมาทักทายเราโดยไม่รู้ตัวเสมอ อย่างทริปนี้อยู่ดีๆ ก็มาดำน้ำใกล้ๆ เรือ แล้วก็โผล่โชว์ตัวมาให้กดชัตเตอร์ บางตัวก็มุดใต้ท้องเรือ ชวนให้ใจตุ๊มๆ ต่อมๆ ว่าจะโผล่ออกมาตรงไหน

วาฬบรูด้าจะไม่กระโดดให้เห็นทั้งตัว เวลาโผล่พ้นน้ำจะเห็นแค่บางส่วนเท่านั้น หางบ้าง ปากบ้าง ครีบบ้าง

ตัวนี้ขี้เล่นมาก มาดำน้ำข้างเรือเราตลอด โผล่เป็นฟองอากาศให้เห็นเป็นทาง

กำลังมุดน้ำ โผล่มาให้เห็นส่วนครีบ

พ่นน้ำมาสูงมาก เห็นนกนางนวลไหม บินตามวาฬตลอด

2 ตัวนี้เป็นคู่แม่ลูก ปกติวาฬจะออกหากินตัวเดียว แต่ถ้าเห็นเป็นคู่แสดงว่าเป็นคู่แม่ลูกชวนกันออกหากิน ตอนนี้ในอ่าวไทยมีคู่แม่ลูกทั้งหมด 8 คู่
สำหรับใครที่อยากไปดูวาฬแบบเรา แนะนำให้ติดต่อไปยัง ‘ร้านเจ๋ง ครัวชายทะเล’ ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของท่าเรือของกลุ่มเกษตรกรทำประมงพันท้ายนรสิงห์ โดยจะมีทัวร์เรือชมวาฬจากชุมชนประจำอยู่ เรือดูวาฬเป็นเรือลำใหญ่ 2 ชั้น มีห้องแอร์บริเวณชั้นล่าง และเปิดโล่งรับชมธรรมชาติชั้นบน หนึ่งลำรองรับผู้โดยสารได้ 35 คน จะออกแบบเหมาเรือก็ได้ หรือจอยทริปก็มี สนนราคาท่านละ 2,000 บาท รวมอาหาร 2 มื้อ (เช้าและกลางวัน) ประกันการเดินทาง น้ำดื่มเย็นๆ ตลอดทริป และหากออกเรือไม่เจอวาฬ สามารถกลับมาขึ้นครั้งต่อไปได้ฟรี!
Location: ประมงพันท้ายนรสิงห์ จังหวัดสมุทรสาคร
Budget: 2,000 บาทต่อคน รวมอาหาร 2 มื้อ (เช้าและกลางวัน) ประกันการเดินทาง และน้ำดื่มเย็นๆ ตลอดทริป
Tel: 08 9441 0468
LINE: RoongrojBirdwatch
Facebook: เพจวาฬบรูด้าสมุทรสาคร
Map: https://maps.app.goo.gl/yaaRGU729KMRBBuj9
ภาพ: พลอยจันทร์ สุขคง, ร้านเจ๋ง ครัวชายทะเล, ท่องเที่ยวสะดุดตา, JokeJourney
The post Whale Watching ชวนไปดูวาฬบรูด้าในทะเลไทย ช่วงฤดูกาลดูวาฬที่ดีสุดของปี appeared first on THE STANDARD.
]]>
ปัญหาเรื่องภาวะโลกร้อนถือเป็นปัญหาระดับสากลปัญหาหนึ่งที […]
The post สัตว์น้ำใต้ทะเลกว่า 90% อาจสูญพันธุ์ภายในปี 2100 หากมนุษย์ไม่รีบแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อน appeared first on THE STANDARD.
]]>
ปัญหาเรื่องภาวะโลกร้อนถือเป็นปัญหาระดับสากลปัญหาหนึ่งที่ประชาคมโลกให้ความสนใจ และพยายามคิดหาทางแก้ไขอย่างยั่งยืนเท่าที่จะเป็นไปได้
ในขณะที่หลายประเทศยังคงไม่สนใจปัญหาโลกรวน ไม่นานมานี้มีการศึษาชุดใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์ Nature Climate Change ระบุว่า อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นของน้ำทะเลเพียง 3-5 องศาเซลเซียส จะทำให้ 90% ของพันธุ์สัตว์น้ำในโลกมีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ภายในปี 2100 หากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังไม่ถูกควบคุม
ผลกระทบจากก๊าซเรือนกระจกแบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ ผลกระทบต่ออุณหภูมิ เนื่องจากก๊าซเรือนกระจกทำให้ชั้นบรรยากาศโลกไม่สามารถสะท้อนความร้อนออกได้ จึงทำให้อุณหภูมิภายในโลกเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้น้ำแข็งขั้วโลกละลายและทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นตามลำดับ และอีกหนึ่งผลกระทบคือ ฝนกรด ที่เกิดจากน้ำฝนชะล้างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศลงสู่แหล่งน้ำหรือพื้นดิน ซึ่งแน่นอนว่าฝนกรดค่อนข้างอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในท้องทะเล ไม่ว่าจะเป็นปลา แบคทีเรีย พืช หรือสัตว์เซลล์เดียว ที่อาศัยอยู่ในระดับน้ำลึกไม่เกิน 100 เมตร ตามการศึกษาผลกระทบของฝนกรดต่อสัตว์น้ำกว่า 25,000 ชนิด
อย่างไรก็ตามนักวิจัยพบว่า หากเราสามารถควบคุมอุณหภูมิน้ำทะเลให้ไม่สูงเพิ่มเกิน 2 องศาเซลเซียส ตามความตกลงปารีส (Paris Climate Agreement) จะทำให้ลดความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ของสัตว์น้ำในข้างต้นได้ถึง 98%
ที่น่าสนใจกว่าคือ นักวิจัยยังพบว่า สัตว์นักล่าขนาดใหญ่มีโอกาสสูญพันธุ์มากกว่าสัตว์น้ำขนาดเล็ก เช่นเดียวกับสายพันธุ์ปลาที่มนุษย์นิยมบริโภคอย่างหนัก ในทางกลับกันสิ่งมีชีวิตที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุดกลับกลายเป็นสปีชีส์ขนาดเล็กที่มีอายุสั้น และหากปัญหาเรื่องก๊าซเรือนกระจกไม่ได้รับการแก้ไข การสูญเสียในครั้งนี้จะกลายเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่โลกต้องเผชิญ เช่นเดียวกับการสูญเสียไดโนเสาร์เมื่อ 252 ล้านปีที่ผ่านมา
ภาพ: Getty images / Reinhard Dirscherl
อ้างอิง:
The post สัตว์น้ำใต้ทะเลกว่า 90% อาจสูญพันธุ์ภายในปี 2100 หากมนุษย์ไม่รีบแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อน appeared first on THE STANDARD.
]]>
ญี่ปุ่นพบเต่าตนุอย่างน้อย 30 ตัวมีบาดแผลเลือดออกที่คอ บ […]
The post ญี่ปุ่นพบเต่าตนุใกล้สูญพันธุ์กว่า 30 ตัวมีบาดแผลคล้ายถูกใบมีดบาดที่คอ ทางการเร่งสอบสวนหาสาเหตุ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ญี่ปุ่นพบเต่าตนุอย่างน้อย 30 ตัวมีบาดแผลเลือดออกที่คอ บริเวณใกล้กับเกาะคุเมะ จังหวัดโอกินาวา ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวนับว่าน่าเป็นห่วง เพราะเต่าตนุจัดเป็นสัตว์ทะเลหายากและใกล้สูญพันธุ์ชนิดหนึ่ง
เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เร่งสืบสวนหาสาเหตุตั้งแต่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (15 กรกฎาคม) หลังชาวบ้านพบเต่าตนุหลายตัวได้รับบาดเจ็บเกยตื้นอยู่บนชายหาดในช่วงที่น้ำลด โดยบางตัวมีเลือดออกมากจนแทบหายใจไม่ไหว ขณะที่บางตัวนอนตายอยู่กลางหาดทราย โดยเบื้องต้นเจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่าบาดแผลที่คอเต่านั้นคาดว่าถูกใบมีดบาด
โยชิ สึคาโคชิ โฆษกพิพิธภัณฑ์เต่าทะเลคุเมะจิมะ กล่าวว่า บริเวณที่พบเต่าตนุเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติซึ่งปกคลุมด้วยหญ้าทะเลที่เป็นอาหารของเต่า แต่ก็ยังไม่ทราบแหล่งที่อยู่ของเต่ากลุ่มนี้แน่ชัด เพราะเป็นไปได้ว่าอาจถูกกระแสน้ำพัดพามาอีกที
อย่างไรก็ตาม ในอดีตที่ผ่านมานั้นมีชาวประมงยอมรับว่าเคยใช้มีดแทงเต่าทะเลเพื่อเอาพวกมันออกจากอวนจับปลา ขณะที่ชาวประมงบางกลุ่มมีทัศนคติเชิงลบต่อเต่าทะเล เพราะเชื่อว่าเต่าพวกนี้กินหญ้าทะเลจนโตไม่ทัน ทำให้ปลาไม่สามารถเข้ามาวางไข่ในบริเวณนั้นได้
ปัจจุบันเต่าทะเลเหลืออยู่ไม่ถึง 10 สายพันธุ์บนโลก ส่งผลให้เต่าทะเลทุกชนิดได้รับการขึ้นบัญชีแดงจากองค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) ว่ามีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ทั้งสิ้น โดยภัยคุกคามเต่าทะเลมีมากขึ้นและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากโครงการพัฒนาชายฝั่ง การทำประมงเกินควร และปัญหาสภาพแวดล้อมทางทะเลที่เสื่อมโทรมลง ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากมนุษย์ในการช่วยกันเป็นหูเป็นตา ฟื้นฟู และดูแลท้องทะเล เพื่อให้เต่าทะเลมีชีวิตอยู่คู่กับมหาสมุทรอย่างยืนยาวต่อไป
แฟ้มภาพ: Anthony Devlin / Getty Images
อ้างอิง:
The post ญี่ปุ่นพบเต่าตนุใกล้สูญพันธุ์กว่า 30 ตัวมีบาดแผลคล้ายถูกใบมีดบาดที่คอ ทางการเร่งสอบสวนหาสาเหตุ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ไม่ใช่ครั้งแรกของประเทศไทย ที่มีข่าวหรือมีกรณีจับปูเสฉว […]
The post ปูเสฉวน สำคัญกับระบบนิเวศอย่างไร ทำไมการเลี้ยงถึงเป็นการฆ่าเผ่าพันธุ์ปูเสฉวนทางอ้อม? appeared first on THE STANDARD.
]]>
ไม่ใช่ครั้งแรกของประเทศไทย ที่มีข่าวหรือมีกรณีจับปูเสฉวนไปเลี้ยงเพราะความน่ารักน่าชัง ก่อนหน้าที่จะมีดราม่าของบล็อกเกอร์ท่านหนึ่งจับปูเสฉวนมาเลี้ยง ประเทศไทยเคยมีการโพสต์ขายปูเสฉวนกันเป็นว่าเล่น กลายเป็นวงจรซื้อ-ขาย นำมาเลี้ยง ตาย แล้วหาซื้อใหม่วนไป พานปูเสฉวนกลายเป็นสัตว์หายากและเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์
ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เคยกล่าวไว้ว่า การเลี้ยงปูเสฉวนก็เหมือนการฆ่าปูเสฉวน และทำลายชายหาดไทย เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น นี่คือคำตอบ

รู้จัก ‘ปูเสฉวน’ 

‘ปูเสฉวน’ มีชื่อในภาษาอังกฤษว่า ‘Hermit crab’ เป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง ในไฟลัมอาร์โทรพอด (Arthropod) ไฟลัมย่อยครัสเตเชียน (Crustacean) ในอันดับฐานปูปลอม (Anomura) มีขนาดเล็ก ประมาณ 1-6 เซนติเมตร และมีขาทั้งหมด 10 ขา ไม่มีเปลือกแข็งแบบปูหรือกุ้ง ต้องอาศัยอยู่ในเปลือกหอยเปล่าฝาเดียว โดยใช้ส่วนขาหลัง 2 ขายึดกับเปลือกหอยไว้ และใช้ขาหน้าในการคุ้ยเขี่ยหาอาหารดำรงชีพด้วยการกินซากพืช ซากสัตว์ ไม่ว่าจะเป็น ซากหอย ซากปู ซากปลา ซากปะการังบนชายหาด เรียกได้ว่ากินทุกชนิด ขอแค่เปื่อยยุ่ยและตายแล้วเท่านั้น บางชนิดอาศัยอยู่บนบกเท่านั้น และบางชนิดอาศัยอยู่ในท้องทะเล ส่วนมากมักอาศัยใกล้ชายฝั่ง เพราะต้องกินน้ำเค็มเพื่อเพิ่มแคลเซียมและเกลือแร่ให้แก่ร่างกาย

ปูเสฉวนสำคัญกับระบบนิเวศอย่างไร

ด้วยความที่กินซากพืชซากสัตว์เป็นอาหาร ปูเสฉวนจึงทำหน้าที่เป็นหน่วยกำจัดขยะชั้นดี เพิ่มปุ๋ยให้ชายหาดบริเวณนั้น รวมถึงยังเป็นตัวแพร่กระจายเมล็ดพืช ฯลฯ เมื่อไม่มีปูเสฉวนก็เหมือนขาดหน่วยทำความสะอาด และไม่ใช่แค่บนบกเท่านั้น แต่ปูเสฉวนบางชนิดยังอาศัยอยู่ตามปะการัง และทำหน้าที่คล้ายกันด้วย นอกจากทำหน้าที่เป็นหน่วยทำความสะอาดแล้ว ปูเสฉวนยังเป็นอาหารของสัตว์น้ำบางชนิดด้วย

ทำไมการเลี้ยงปูเสฉวนถึงเป็นการฆ่าเผ่าพันธุ์ปูทางอ้อม

เป็นความจริงที่น่ากลัวว่า ปูเสฉวนที่ขายตามตลาดนัดจตุจักร หรือทางออนไลน์นั้น ล้วนเคยเป็นปูเสฉวนธรรมชาติมาก่อน ในประเทศไทยยังไม่มีใครเพาะเลี้ยงปูเสฉวนเชิงพาณิชย์ได้ และการจับปูเสฉวนมาใส่ในตู้กระจกหรือขวดแก้ว ล้วนแต่ตัดวงจรการขยายพันธุ์ปูเสฉวนโดยสิ้นเชิง
เมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์ ปูเสฉวนเพศผู้จะต่อสู้กันเพื่อแย่งตัวเมีย ใครที่แข็งแกร่งที่จะได้ตัวเมียไปครอง เมื่อปฏิสนธิและวางไข่ ตัวเมียจะปล่อยไข่ในทะเล ถ้าเป็นปูเสฉวนน้ำเมื่อฟักไข่แล้วจะลอกคราบอีกหลายครั้งในน้ำ ก่อนมีลักษณะเหมือนตัวเต็มวัย แต่ถ้าเป็นเสฉวนบกก็กลับมาเติบโตอยู่บนบก
ปูเสฉวนที่นำไปเลี้ยงทุกตัว แม้จะไม่ตายแต่ไม่อาจแพร่พันธุ์ได้ เพราะปูเสฉวนต้องใช้น้ำทะเลเพื่อการแพร่พันธุ์และวางไข่ ฉะนั้นการตายของปูเสฉวนแต่ละครั้ง หากต้องการนำมาเลี้ยงใหม่ จึงเข้าสู่วงจรซื้อ-ขาย นำมาเลี้ยง ตาย แล้วหาซื้อใหม่วนไป เมื่อจำนวนธรรมชาติไม่เพิ่มขึ้น แต่การจับไปเลี้ยงเพิ่มขึ้นตลอดก็ทำให้ปูเสฉวนอาจสูญพันธ์ุได้ในอนาคตอันใกล้
นอกจากการนำปูไปเลี้ยงจะเสี่ยงให้ปูสูญพันธุ์แล้ว การเก็บเปลือกหอยที่บ้านของปูเสฉวน และสารพิษจากขยะพลาสติกก็ทำให้ปูลดจำนวนประชากรอย่างรวดเร็ว มีผลการศึกษาพบว่าปูเสฉวนมากกว่า 500,000 ตัวตายเนื่องจากมลพิษพลาสติก โดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแทสเมเนีย และพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติในลอนดอน ระบุว่า ปูซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของตระกูลสัตว์จำพวกครัสเตเชียนนั้นตายหลังจากการถูกขังอยู่ในขยะพลาสติกบนเกาะเขตร้อนสองแห่ง เมื่อปูเสฉวนตายลงจะปล่อยกลิ่นสารเคมีออกมา ซึ่งจะดึงดูดปูเสฉวนตัวอื่นเข้ามาติดในขยะพลาสติก ทำให้เกิดการตายเป็นลูกโซ่

เลี้ยงปูเสฉวนผิดกฎหมายหรือไม่

ถ้าถามหาความผิดถูกตามกฎหมาย การเลี้ยงปูเสฉวนนั้นไม่ผิดแต่อย่างใด เนื่องจากปัจจุบันปูเสฉวนยังไม่อยู่ในรายชื่อพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 จึงไม่ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมาย แต่การจับปูเสฉวนจากพื้นที่อุทยานฯ มีความผิดตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 มาตรา 19 (2) ห้ามเก็บหา นำออกไป กระทำด้วยประการใดๆ ให้เป็นอันตราย แก่ทรัพยากรธรรมชาติอื่น หรือกระทำการอื่นใดอันส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
แต่ไม่ว่าจะถูกหรือผิดทางด้านกฎหมาย การนำปูเสฉวนมาเลี้ยงย่อมไม่ใช่สิ่งที่สมควร เพราะแค่การเลี้ยงหนึ่งครั้งอาจหมายถึงการตัดโอกาสการมีปูเสฉวนนับพันนับหมื่นตัวเกิดขึ้นในธรรมชาติ และอาจจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางท้องทะเลอย่างมหาศาล จงรักษ์ธรรมชาติ ถ้าอยากมีธรรมชาติไว้ชื่นชม
ภาพ: Shutterstock
อ้างอิง:
The post ปูเสฉวน สำคัญกับระบบนิเวศอย่างไร ทำไมการเลี้ยงถึงเป็นการฆ่าเผ่าพันธุ์ปูเสฉวนทางอ้อม? appeared first on THE STANDARD.
]]>
องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) เผยแพร่รายงานฉบับใหม […]
The post WWF เตือนมลพิษขยะพลาสติกในทะเลขยายตัวถึงขีดอันตราย กระทบสายพันธุ์สัตว์ทะเล 88% พร้อมเรียกร้องนานาประเทศรวมพลังหยุดยั้งวิกฤต appeared first on THE STANDARD.
]]>
องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) เผยแพร่รายงานฉบับใหม่เกี่ยวกับผลกระทบที่น่าตกใจและขนาดของมลพิษขยะพลาสติกที่มีต่อระบบนิเวศและสิ่งมีชีวิตในทะเล รายงานดังกล่าวซึ่งเป็นรายงานการวิเคราะห์ที่ครอบคลุมที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยได้จากการทบทวนงานวิจัยมากกว่า 2,590 ฉบับ เผยให้เห็นว่า มลพิษขยะพลาสติกที่เพิ่มขึ้นนั้นมีแนวโน้มว่าจะส่งผลให้ระบบนิเวศในหลายพื้นที่ของโลกตกอยู่ในความเสี่ยงอย่างมาก ซึ่งถือเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อความพยายามในการปกป้องและเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ หากนานาประเทศยังไม่เริ่มดำเนินการเพื่อลดการผลิตและการใช้พลาสติกทั่วโลก
รายงานของ WWF เตือนว่า ภายในสิ้นศตวรรษนี้พื้นที่ทางทะเลที่มีขนาดใหญ่กว่ากรีนแลนด์มากกว่าสองเท่าครึ่งอาจมีความเข้มข้นของไมโครพลาสติกเกินเกณฑ์ที่เป็นอันตรายต่อระบบนิเวศ เนื่องจากปริมาณไมโครพลาสติกในทะเลอาจเพิ่มขึ้น 50 เท่าเมื่อถึงเวลานั้น เมื่อพิจารณาจากการคาดการณ์ที่ว่าการผลิตพลาสติกจะเพิ่มขึ้นสองเท่าภายในปี 2040 ซึ่งจะส่งผลให้ขยะพลาสติกในทะเลเพิ่มขึ้นเป็นสี่เท่าภายในปี 2050
WWF ได้มอบหมายให้ศูนย์วิจัยทะเลและขั้วโลกเฮล์มโฮลตซ์ สถาบันอัลเฟรด วีเกอเนอร์ (Alfred Wegener Institute Helmholtz Center for Polar and Marine Research) จัดทำรายงานเรื่อง ‘ผลกระทบของมลพิษขยะพลาสติกในทะลที่มีต่อสายพันธุ์สัตว์ทะเล ความหลากหลายทางชีวภาพ และระบบนิเวศ’ รายงานระบุว่า ปัจจุบันหลายภูมิภาคทั่วโลกมีความเข้มข้นของไมโครพลาสติกสูงกว่าเกณฑ์ 1.21×105 ชิ้นต่อลูกบาศก์เมตร โดยเฉพาะในจุดที่มีค่ามลพิษสูง เช่น ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทะเลจีนตะวันออก และทะเลเหลือง รวมทั้งทะเลน้ำแข็งอาร์กติก
ทั้งนี้ ไมโครพลาสติกที่เกินขีดอันตรายอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตและระบบนิเวศทางทะเล ซึ่งรวมถึงจำนวนประชากรที่ลดลง
“หลักฐานทั้งหมดชี้ให้เห็นว่าการปนเปื้อนของพลาสติกในทะเล เมื่อเกิดขึ้นแล้วไม่สามารถเรียกคืนมาได้ เมื่อขยะพลาสติกกระจายไปในทะเลแล้วก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเก็บกู้กลับมา ขยะพลาสติกจะเสื่อมสภาพลงเรื่อยๆ ดังนั้นความเข้มข้นของไมโครพลาสติกและนาโนพลาสติกจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายทศวรรษ การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุดีกว่าแก้ที่ปลายเหตุ กล่าวคือการพุ่งเป้าไปที่สาเหตุของมลพิษขยะพลาสติกนั้นมีประสิทธิภาพมากกว่าการทำความสะอาดในภายหลัง หากรัฐบาล อุตสาหกรรม และสังคมดำเนินการอย่างพร้อมเพรียงกันตั้งแต่บัดนี้ เราก็จะยังคงสามารถจำกัดวิกฤตพลาสติกได้” ไฮเก เวสเปอร์ ผู้อำนวยการโครงการทางทะเลของ WWF เยอรมนี กล่าว
เนื่องจากมลพิษขยะพลาสติกแพร่กระจายไปทั่ว สิ่งมีชีวิตเกือบทุกสายพันธุ์จึงหนีไม่พ้นที่จะต้องเผชิญวิกฤตนี้ มลพิษขยะพลาสติกส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตในทะเลเกือบทุกชนิด ในขณะที่ผลผลิตของระบบนิเวศทางทะเลที่สำคัญที่สุดในโลก เช่น แนวปะการังและป่าชายเลน ตกอยู่ภายใต้ความเสี่ยงอย่างมาก
และหากเผชิญมลพิษขยะพลาสติกร่วมกับภัยคุกคามอื่นๆ เช่น การทำประมงมากเกินไป ภาวะโลกร้อน ปรากฏการณ์ยูโทรฟิเคชัน (Eutrophication) หรือการขนส่งทับซ้อนกับจุดที่เกิดมลพิษขยะพลาสติก ผลกระทบก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น สำหรับสายพันธุ์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อยู่แล้ว เช่น แมวน้ำหรือวาฬหัวทุยในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มลพิษขยะพลาสติกจะกลายเป็นปัจจัยเสริมที่ผลักดันให้ประชากรเหล่านี้สูญพันธุ์
“การวิจัยทำหน้าที่เหมือนไฟฉายที่เราส่องเข้าไปในความมืดของมหาสมุทร มีเพียงเศษเสี้ยวของผลกระทบที่ได้รับการบันทึกและวิจัย แต่ผลกระทบจากขยะพลาสติกที่มีการบันทึกเป็นหลักฐานไว้นั้นมีความน่ากังวล และถือเป็นสัญญาณเตือนถึงวิกฤตที่จะใหญ่กว่านี้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากการผลิตพลาสติกที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบันและที่คาดการณ์ไว้ในอนาคต” ดร.เมลานี เบิร์กมันน์ นักชีววิทยาทางทะเลจากศูนย์วิจัยทะเลและขั้วโลกเฮล์มโฮลตซ์ สถาบันอัลเฟรด วีเกอเนอร์ กล่าว
ธรรมชาติที่คงทนของพลาสติกยังหมายความว่า ห่วงโซ่อาหารทางทะเลจะดูดซึมไมโครพลาสติกและนาโนพลาสติกอย่างต่อเนื่องและสะสมไปจนถึงระดับที่เป็นอันตราย หากเราไม่ลดการผลิตและการใช้พลาสติกเสียตั้งแต่ตอนนี้
ภัยคุกคามต่อสิ่งมีชีวิตในทะเลที่กระจายไปทั่วและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นี้ สามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบทั่วโลก ซึ่งประเทศต่างๆ สามารถพิสูจน์ได้ด้วยการลงมติรับรองสนธิสัญญาระดับโลกในการประชุมสมัชชาสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ สมัยที่ 5 ซึ่งจะจัดขึ้นทางออนไลน์และในกรุงไนโรบี ประเทศเคนยา ระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคม 2022
ประชาคมโลกถูกกดดันมากขึ้นให้ทำสนธิสัญญาที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย ผู้คนมากกว่า 2 ล้านคนทั่วโลกได้ร่วมลงชื่อกับ WWF ในขณะที่บริษัทระดับโลกกว่า 100 แห่ง องค์กรภาคประชาสังคมมากกว่า 700 องค์กร และประเทศต่างๆ 156 ประเทศ ซึ่งรวมกันมากกว่า ¾ ของประเทศสมาชิก UN ก็สนับสนุนการทำสนธิสัญญาเช่นกัน
“ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามลพิษขยะพลาสติกที่ไม่ถูกตรวจสอบจะกลายเป็นปัจจัยสนับสนุนการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ครั้งที่ 6 (The Sixth Mass Extinction) ซึ่งจะนำไปสู่การล่มสลายของระบบนิเวศในวงกว้างและการรุกล้ำขีดจำกัดความปลอดภัยของโลก เรารู้วิธีหยุดมลพิษขยะพลาสติก และเราทราบดีว่าการไม่ทำอะไรสร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศทางทะเลของเรา ทางออกของวิกฤตพลาสติกคือ ประเทศต่างๆ จะต้องเห็นชอบในสนธิสัญญาที่มีผลผูกพันทั่วโลก ซึ่งครอบคลุมทุกระยะของวงจรชีวิตพลาสติก และทำให้เราอยู่ในเส้นทางที่จะยุติมลพิษขยะพลาสติกในทะเลภายในปี 2030” จีสเลน ลูเอลลิน รองหัวหน้าฝ่ายมหาสมุทรของ WWF กล่าว
ภาพ: Sebnem Coskun / Anadolu Agency via Getty Images
อ้างอิง:
The post WWF เตือนมลพิษขยะพลาสติกในทะเลขยายตัวถึงขีดอันตราย กระทบสายพันธุ์สัตว์ทะเล 88% พร้อมเรียกร้องนานาประเทศรวมพลังหยุดยั้งวิกฤต appeared first on THE STANDARD.
]]>
ภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่ออาหารทะเลที่เป็นธรรมและย […]
The post หวั่นปลาหมดทะเล ประชาสังคมชี้ หากยังจับสัตว์น้ำวัยอ่อน เสี่ยงไม่เหลือปลาให้จับในอนาคต appeared first on THE STANDARD.
]]>
ภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่ออาหารทะเลที่เป็นธรรมและยั่งยืน ( CSO Coalition for Ethical and Sustainable Seafood in Thailand) เปิดตัวงานวิจัยล่าสุดเรื่อง ‘การสำรวจรูปแบบการจัดจำหน่ายสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่โตไม่ได้ขนาดในประเทศไทยเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน’ พร้อมจัดเวทีเสวนาออนไลน์ในหัวข้อ ‘ปัญหาปลาเด็ก เรื่องไม่เล็กของทะเลไทย’ ซึ่งสนับสนุนโดยองค์การอ็อกแฟม ประเทศไทย และสหภาพยุโรป เพื่อย้ำให้เห็นถึงวิกฤตอาหารทะเลหากไม่หยุดขายและบริโภคสัตว์น้ำวัยอ่อน พร้อมเรียกร้องผู้บริโภคส่งสารถึงซูเปอร์มาเก็ตให้เลิกขายสัตว์น้ำที่ยังไม่โตเต็มวัย เพราะอาหารทะเลกำลังจะหมดแล้วจริงๆ
วิโชคศักดิ์ รณรงค์ไพรี นายกสมาคมรักษ์ทะเลไทย องค์กรพัฒนาเอกชนด้านงานอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เผยว่า ที่ผ่านมามีปัญหาอย่างหนึ่งที่แก้ไม่ตกคือการเอาสัตว์น้ำละอ่อนมาใช้ในการบริโภค โดยพบว่าในการประมงนั้นมีการจับสัตว์น้ำละอ่อนเยอะมากซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศตลอดจนเศรษฐกิจและผู้บริโภคเอง เนื่องจากเมื่อสัตว์น้ำที่ยังไม่โตเต็มวัยถูกจับไปจนหมดจึงไม่เหลือสัตว์น้ำให้ขยายพันธุ์ในเวลาต่อๆ ไป ที่ผ่านมาเมื่อสัตว์น้ำละอ่อนถูกจับมาวางขายมักถูกเปลี่ยนชื่อเรียกเสมอจนผู้บริโภคเข้าใจว่าเป็นปลาสายพันธุ์เล็ก ไม่ใช่ปลาวัยอ่อน
“เช่น ปลาทูวัยเด็กที่ถูกจับมาขายจะถูกนำไปเปลี่ยนชื่อเป็นปลาทูแก้ว หรือหมึกกล้วยวัยละอ่อนจะถูกเรียกว่าหมึกกะตอย ปลากะตักก็ถูกใส่ชื่อว่าเป็นปลาข้าวสาร หรือปูม้าวัยละอ่อนก็เปลี่ยนชื่อมาเป็นปูกะตอย โดยผู้บริโภคอาจเข้าใจว่าทั้งหมดนี้เป็นสัตว์น้ำสายพันธุ์ใหม่หรือเป็นชื่อสัตว์น้ำสายพันธุ์เล็ก ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่ แต่เป็นสัตว์น้ำวัยเด็กที่ยังไม่โตเต็มวัย” วิโชคศักดิ์กล่าว
ขณะที่หลายคนมองว่าทางออกของปัญหาเหล่านี้อาจต้องไปแก้ไขที่ชาวประมง โดยเน้นไม่ให้จับสัตว์น้ำวัยอ่อน จิรศักดิ์ มีฤทธิ์ ชาวประมงพื้นบ้านจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า สัตว์วัยอ่อนเป็นสัตว์น้ำขนาดเล็ก การใช้เครื่องมือจึงต้องเล็กกว่าตัวปลา ซึ่งส่วนมากก็ไม่ได้จับกันได้บ่อยนัก โดยการทำประมงนั้นแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ กลุ่มแรกคือชาวประมงพื้นบ้านที่จะออกเรือแค่วันละครั้ง จับสัตว์น้ำแบบแยกประเภท ทำให้การออกเรือแต่ละครั้งต้องนำอุปกรณ์จับสัตว์น้ำเฉพาะชนิดไป ทำให้ชาวประมงพื้นบ้านไม่สามารถจับสัตว์น้ำได้คราวละมากๆ ต่อการออกเรือหนึ่งครั้ง ขณะที่ประมงพาณิชย์เป็นประมงขนาดใหญ่ เครื่องมือมีความพร้อมกว่า ถ้าเป็นอวนล้อมจับจะออกคืนหนึ่ง 3-5 ครั้ง ทำให้จับสัตว์น้ำได้เป็นปริมาณมาก
จิรศักดิ์กล่าวต่อไปว่า มีช่วงหนึ่งที่ตนจับปลาผิดประเภทโดยใช้อวนตาถี่จับลูกปลา วันหนึ่งหลายพันกิโลกรัม ทำให้เมื่อปี 2551 เกิดวิกฤตในประเทศคือไม่มีปลาให้จับ ต้องอพยพครอบครัวไปหากินที่ต่างอำเภอ
“จนสมาคมรักษ์ทะเลไทยก็ได้มาลงพื้นที่ ถอดบทเรียนในการทำประมง ว่าทำไมเมื่อก่อนปลาเยอะแต่ตอนนี้ไม่มีปลาให้จับเลย ก็ได้ข้อสรุปว่าเราจับลูกปลาหมดจนไม่มีปลาขยายพันธุ์เลย เราจึงเลิกใช้อวนปลาขนาด 2.5 เลย เป็นข้อตกลงในชุมชนว่าจะไม่ใช้อวนขนาดเล็กมาจับปลาอีก ทำให้เห็นภาพว่าถ้าเราใช้ลูกปลาทะเล อาชีพเราก็พัง แต่ถ้าเราปล่อยให้เขาโตแล้วค่อยจับ เราก็มีโอกาสรอด” จิรศักดิ์สรุป
การที่สัตว์น้ำวัยเด็กหายไปจากน่านน้ำทะเลนั้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบนิเวศ ดังที่วิโชคศักดิ์อธิบายว่า ปลาที่ถูกมนุษย์จับมาวางขายมากที่สุดคือปลากะตัก ซึ่งเป็นปลาขนาดเล็กโดยธรรมชาติไม่ว่าจะวัยเด็กหรือวัยโต ทำให้มันเป็นอาหารหลักของปลาทุกชนิดในระบบนิเวศ แต่เมื่อมนุษย์จับปลากะตักมาขายทำให้ห่วงโซ่อาหารตรงนี้ขาดหายไป และทำให้ปลาโตกว่าต้องหันมากินลูกตัวเอง
“ต่อมาคือตัวปลาอย่างอื่นก็เริ่มลดน้อยถอยลงไป ปลาทูแทบจะหายไปจากทะเลไทย มนุษย์ที่ไปจับปลาจึงจับได้น้อยลงทำให้ต้องจับมากขึ้น ผู้ได้รับผลกระทบหลักๆ คือชาวประมงพื้นบ้านที่มีรายได้น้อย ส่วนประมงพาณิชย์ก็ต้องออกเรือให้จับได้มากขึ้น ใช้เวลา อวน และน้ำมันเรือมากขึ้น ซึ่งกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจทั้งระบบ เพราะต้องใช้สัตว์น้ำวัยอ่อนจำนวนมากจึงจะมีน้ำหนักครบหนึ่งกิโลกรัม แต่ถ้าเรารอให้สัตว์น้ำโตเต็มวัยแล้วขายก็ไม่จำเป็นต้องใช้ปริมาณมากถึงขนาดนั้น อันที่จริงก็รอเพียง 6 เดือน ปลาส่วนใหญ่ก็โตเต็มวัยและทำให้ราคาในตลาดเปลี่ยนเป็นราคาถูกลง โดยหากไม่จัดการเรื่องนี้จะเกิดวิกฤตอย่างรุนแรง คนไทยจะกินปลาที่แพงมากขึ้น หาปลาที่มีคุณภาพมาบริโภคได้ยากมากขึ้น” วิโชคศักดิ์กล่าว
ด้าน ดวงใจ พวงแก้ว Producer Outreach Manager – SE Asia องค์กรมาตรฐานอาหารทะเลยั่งยืน ASC เสริมว่า สัตว์น้ำแต่ละสายพันธุ์นอกจากจะมีหน้าที่เรื่องห่วงโซ่อาหารของกันและกัน ยังมีหน้าที่รับผิดชอบต่อกันในการสร้างความสมดุลในท้องทะเล หากมนุษย์บริโภคมากไปโดยไม่ให้สัตว์น้ำได้ฟื้นฟู เช่น บริโภคโดยไม่ให้สัตว์น้ำได้มีโอกาสแพร่พันธุ์หรือรักษาความสมดุลในระบบนิเวศก็อาจจะเกิดปัญหา
“ประมงพื้นบ้านหรือประมงพาณิชย์ เมื่อออกเรือจากที่เมื่อก่อนออกไปไม่นานก็ได้สัตว์น้ำกลับมาคุ้มค่าแรง แต่เมื่อสัตว์น้ำน้อยลงทำให้เรือประมงวิ่งออกไปไกลมากขึ้น หมดน้ำมันมากขึ้น เสียทรัพยากรแรงงานและเวลา ทั้งยังก่อให้เกิดคาร์บอนฟุตปรินต์มากขึ้น และสิ่งต่างๆ ที่ต้องสูญเสียไปเพื่อชดเชยในการเอาอาหารทะเลกลับมายังฝั่งด้วย” ดวงใจกล่าว
ส่วน ธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการองค์กรกรีนพีซ (Greenpeace) ประเทศไทย กล่าวว่า หากดูประมงโลกจะพบว่าจีนเป็นมหาอำนาจของประมงทะเล เข้าใจว่ากองเรือประมงออกหาปลามีจำนวนมาก จีนจับปลา 15% ของประมงโลก โดยนิยมจับปลาเป็ดจนส่งผลกระทบวงกว้างต่อระบบนิเวศทางทะเลของจีน 80% เป็นปลาวัยอ่อน ปริมาณของปลาเป็ดเหล่านี้มากกว่าปลาทั้งหมดที่จับได้ในประเทศไทย ทั้งนี้ก็มีข้อเรียกร้องเช่นกัน เพราะนโยบายการประมงของจีนนั้นท้าทายมาก และได้มีการคุยกันว่าพยายามการลดการทำประมงทะเลให้เหลือ 10 ล้านตันต่อปีจาก 12-13 ล้านตัน และลดจำนวนกองเรือประมงลง จะช่วยให้ทะเลฟื้นฟูกลับมาได้ระดับหนึ่ง
“กรีนพีซในตุรกีมีงานรณรงค์เรื่องการจับสัตว์น้ำวัยอ่อนเมื่อราว 10 ปีก่อน และมีคนร่วมลงชื่อให้รัฐบาลออกกฎหมายห้ามจับปลาวัยอ่อน 8 ชนิด กว่า 5-6 แสนคน ทั้งยังมีการกดดันในหลายๆ ทางจนเกิดการเปลี่ยนแปลงกฎหมายประมงในตุรกีตามมา” ธารากล่าว
โดยวิโชคศักดิ์เสริมว่า จากรายงานวิจัยล่าสุดเรื่อง ‘การสำรวจรูปแบบการจัดจำหน่ายสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่โตไม่ได้ขนาดในประเทศไทยเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน’ พบว่า กลุ่มที่มีการซื้อขายสัตว์น้ำเศรษฐกิจวัยอ่อนมากที่สุดไล่ตามลำดับ คือ
1. ห้างโมเดิร์นเทรด หรือตลาดค้าปลีก
2. กลุ่มตลาดขายของฝาก
3. ตลาดสด
4. ตลาดออนไลน์ต่างๆ
“ผลจากการสำรวจใน 15 จังหวัด พบว่าความนิยมของการบริโภคในผู้คนในจังหวัดชลบุรีมาเป็นอันดับหนึ่ง รองลงมาคือนครราชสีมา ต่อมาคือกรุงเทพมหานคร แปลว่ากลุ่มเมืองใหญ่ที่มีผู้คนเยอะ มีชนชั้นกลางที่มีกำลังซื้อเยอะ เป็นกลุ่มลูกค้าหลักในการบริโภคสัตว์น้ำวัยอ่อนในไทย” วิโชคศักดิ์กล่าว
ธารากล่าวว่า ประเด็นนี้ต้องการการเปิดเวทีให้คนเข้ามามีส่วนร่วมเยอะๆ โดยเฉพาะผู้บริโภคซึ่งมีส่วนอย่างมากในการกำหนดชะตากรรมของทะเลไทย ตนคิดว่าอาจต้องใช้แคมเปญดึงดูดใจ ทำอย่างไรจึงจะเชื่อมผู้บริโภคแต่ละคนในเมืองหลวงที่ซื้อของจากโมเดิร์นเทรดให้มองว่าปลาต่างๆ โยงไปถึงชาวประมงพื้นบ้าน ชุมชนที่ดูแลทะเล และแสดงให้เห็นว่าพลังผู้บริโภคในเมืองมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดทิศทางทะเลไทย ส่วนดวงใจเสริมว่าสิ่งที่เราขาดกันคือการให้ชื่อสินค้าเป็นชื่อแบบอื่นทำให้ผู้บริโภคเองอาจหลงลืมและเข้าใจผิดว่าเป็นสายพันธุ์ปลา จึงต้องส่งเสริมความรู้ความเข้าใจในประเด็นนี้ต่อผู้บริโภคด้วย
จิรศักดิ์ซึ่งเป็นชาวประมงและอยู่ต้นน้ำนั้นกล่าวว่าทะเลไม่ต้องรดน้ำ ใส่ปุ๋ย แต่ถ้าใส่ใจก็จะส่งทะเลให้ลูกหลานได้ ตนกำลังจะส่งต่อทะเลให้ลูกหลาน
“ชาวประมงส่วนใหญ่รู้ว่าปลาที่จับนั้นเป็นปลาอะไร เราแยกขนาด สายพันธุ์ได้ หากเรายั้งใจรออีก 6 เดือนให้สัตว์น้ำโตก็จะเป็นประโยชน์แก่ทุกภาคส่วน ตนก็อยากเห็นท้องทะเลกลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง” จิรศักดิ์กล่าว
ด้านวิโชคศักดิ์กล่าวปิดท้ายว่า ต้องมีการร่วมมือกันจากคน 4 กลุ่ม ได้แก่ ชาวประมงที่เป็นคนจับปลา หากทะเลกลับมาสมบูรณ์ชาวประมงจะได้กำไรและไม่ต้องออกทะเลไกลๆ อีกแล้ว ลำดับต่อมาคือผู้บริโภค หากจะต้องซื้อสัตว์น้ำก็สามารถซักถามได้ หรือเข้าร่วมแคมเปญต่างๆ ร่วมลงชื่อเรียกร้องต่อบรรดาตลาดในห้างสรรพสินค้าต่างๆ ให้หยุดขายสินค้าสัตว์น้ำวัยอ่อน
“ลำดับต่อมาคือภาครัฐ ต้องออกกฎหมายเป็นภาพรวมให้ได้ ส่วนไหนที่ควรตัดสินใจก็ให้ภาครัฐตัดสินใจเสีย ลำดับสุดท้ายคือห้างโมเดิร์นเทรดที่เป็นตลาดใหญ่มาก จากผลสำรวจชี้ชัดว่าเป็นมือที่สำคัญในห่วงโซ่การบริโภคอาหารทะเล ไม่ต้องรอกฎหมาย แต่ใช้ความกล้าหาญในการตัดสินใจว่าจะไม่ขายสัตว์น้ำยังไม่โตเต็มวัย และตนหวังว่าจะเกิดขึ้นได้จริง” วิโชคศักดิ์กล่าว
ทั้งนี้ปัจจุบันได้มีแคมเปญ ‘ซูเปอร์มาร์เก็ต: เลิกขายสัตว์น้ำที่ยังไม่โตเต็มวัย เพราะอาหารทะเลกำลังจะ #หมดแล้วจริงๆ’ ซึ่ง ธันวา เทศแย้ม ชาวประมงรุ่นใหม่ ได้สร้างแคมเปญนี้เพื่อรณรงค์เลิกกินปลาเล็กผ่านเว็บไซต์ Change.org/BabySeafood โดยเชิญชวนให้ผู้บริโภคช่วยกันลงชื่อเพื่อบอกกับซูเปอร์มาร์เก็ตให้เลิกขายสัตว์น้ำวัยอ่อน ถ้าซูเปอร์มาร์เก็ตที่มีอยู่ทั่วประเทศรวมกันหลายพันสาขาเลิกขายก็จะช่วยตัดตอนวงจรระหว่างคนจับและคนซื้อไปได้มหาศาลแน่นอน
The post หวั่นปลาหมดทะเล ประชาสังคมชี้ หากยังจับสัตว์น้ำวัยอ่อน เสี่ยงไม่เหลือปลาให้จับในอนาคต appeared first on THE STANDARD.
]]>
เราต่างรู้ดีว่ามหาสมุทรเป็นแหล่งน้ำเค็มที่มีปริมาณมากที […]
The post มหาสมุทรสำคัญกับเรามากกว่าที่คิด appeared first on THE STANDARD.
]]>
เราต่างรู้ดีว่ามหาสมุทรเป็นแหล่งน้ำเค็มที่มีปริมาณมากที่สุดในโลกและเชื่อมต่อทุกทวีปให้เป็นหนึ่งเดียว ทุกวันนี้นอกจากการประมง มนุษย์ยังใช้มหาสมุทรเป็นแหล่งเชื้อเพลิงสำคัญ และบางส่วนก็ถูกใช้เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจด้วย ด้วยความคุ้นชิน เราลืมไปว่ามหาสมุทรเป็นมากกว่านั้น กว่า 70% ของออกซิเจนที่มีอยู่บนโลกล้วนผลิตมาจากแพลงตอนพืชที่อาศัยอยู่ในมหาสมุทร ฉะนั้น การรักษ์และดูแลท้องทะเลและสิ่งมีชีวิตใต้น้ำ ย่อมหมายถึงความยั่งยืนของสิ่งมีชีวิตและเหล่ามวลมนุษย์ด้วย
เนื่องจากวันที่ 8 มิถุนายน เป็นวันทะเลโลก เราอยากให้คุณรู้ว่า มหาสมุทรหรือทะเลที่เราเห็นจนคุ้นชินมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตมากกว่าที่เราคิด
ภาพประกอบ: นิสากร ฤทธาภัย
พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล
อ้างอิง:
The post มหาสมุทรสำคัญกับเรามากกว่าที่คิด appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (18 เมษายน) แมวน้ำลายจุด (Spotted seals) ซึ่งเป็ […]
The post ถึงเวลากลับบ้าน เหลียวหนิงปล่อย ‘แมวน้ำลายจุด’ คืนผืนทะเล appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (18 เมษายน) แมวน้ำลายจุด (Spotted seals) ซึ่งเป็นสัตว์คุ้มครองระดับหนึ่งของจีน จำนวน 8 ตัว ถูกปล่อยลงสู่ทะเลเมื่อวันที่ 16 เมษายนที่ผ่านมา ในนครต้าเหลียน มณฑลเหลียวหนิง ทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน
โดยแมวน้ำ 3 ตัวมาจากการช่วยเหลือก่อนหน้านี้ ขณะอีก 5 ตัวมาจากการผสมเทียม และถึงเกณฑ์ปล่อยกลับสู่ธรรมชาติหลังผ่านการฝึกฝนทักษะเอาชีวิตรอด
พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์
อ้างอิง:
The post ถึงเวลากลับบ้าน เหลียวหนิงปล่อย ‘แมวน้ำลายจุด’ คืนผืนทะเล appeared first on THE STANDARD.
]]>
เมื่อวานนี้ (10 กันยายน) สำนักบริหารป่าไม้มณฑลกวางตุ้ง […]
The post จีนเปิด ‘ฐานเตรียมพร้อมเต่าทะเล’ ฝึกดูแลตัวเอง ก่อนปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ appeared first on THE STANDARD.
]]>
เมื่อวานนี้ (10 กันยายน) สำนักบริหารป่าไม้มณฑลกวางตุ้ง ทางตอนใต้ของจีน ประกาศว่าจีนได้เปิดสถานเตรียมความพร้อมแก่เต่าทะเลที่ถูกเลี้ยงในบ่อเพื่อการปล่อยกลับสู่ธรรมชาติอย่างปลอดภัยแห่งแรกของประเทศ
ฐานเตรียมความพร้อมแห่งนี้มีพื้นที่ 2.33 เฮกตาร์ (ราว 14.5 ไร่) ตั้งอยู่ในเขตอนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลแห่งชาติฮุ่ยตง และได้รับมอบเต่าตนุ 15 ตัว เมื่อวันที่ 8 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการเปิดฐานฯ อย่างเป็นทางการ
วัตถุประสงค์ของฐานเตรียมความพร้อมแห่งนี้คือการช่วยให้เต่าที่ถูกเพาะพันธุ์ในเขตอนุรักษ์ฯ กลับสู่ธรรมชาติอย่างปลอดภัย โดยเต่าจะต้องผ่านการฝึกหาอาหารในมหาสมุทรและการดูแลตัวเองก่อนถูกปล่อยสู่ธรรมชาติ
สถิติทางการระบุว่า เขตอนุรักษ์ริมทะเลแห่งนี้มีเต่าที่เติบโตจากการเพาะพันธุ์มากกว่า 1,500 ตัว ซึ่งทั้งหมดจะถูกส่งไปยังฐานดังกล่าวเพื่อผ่านการฝึกก่อนปล่อยลงทะเล
หลินรื่อจิ้น เจ้าหน้าที่ของฐานฯ กล่าวว่า การปฏิบัติงานของฐานแห่งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาความสามารถปกป้องเต่าทะเลของเรา รวมถึงการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพและสมดุลของระบบนิเวศในทะเล
อนึ่ง เขตอนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลแห่งชาติฮุ่ยตงได้ปล่อยเต่าทะเลมากกว่า 60,000 ตัวตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เต่าจะได้รับการเตรียมความพร้อมอย่างเป็นระบบก่อนปล่อยสู่ทะเล
พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า
อ้างอิง:
The post จีนเปิด ‘ฐานเตรียมพร้อมเต่าทะเล’ ฝึกดูแลตัวเอง ก่อนปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ appeared first on THE STANDARD.
]]>
การล็อกดาวน์ที่ไร้ผู้คนเป็นเหตุผลให้ได้เรียนรู้จากธรรมช […]
The post เผยชีวิตที่มีอยู่เมื่อมนุษย์ล็อกดาวน์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
การล็อกดาวน์ที่ไร้ผู้คนเป็นเหตุผลให้ได้เรียนรู้จากธรรมชาติ
ในช่วงนี้เรามักจะเห็นข่าวต่างๆ มากมายเกี่ยวกับสัตว์ทะเลและสัตว์ป่าออกมาให้เห็นกันบ่อยกว่าปกติ สิ่งเหล่านี้ทำให้มนุษย์อย่างเราได้เรียนรู้อะไรบ้าง และหลังจากนี้เราควรรักษาภาพเหล่านี้ไว้อย่างไร
เรื่อง: ทรงพล จั่นลา, รัตนา นิษุณะรัตน์
ตัดต่อ: รัตนา นิษุณะรัตน์
The post เผยชีวิตที่มีอยู่เมื่อมนุษย์ล็อกดาวน์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
เฟซบุ๊กอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน เปิดเผยว่าเมื่อวัน […]
The post ค้นพบ ‘หอยเม่นหมวกกันน็อก’ สัตว์ทะเลหายากที่หมู่เกาะสิมิลัน appeared first on THE STANDARD.
]]>
เฟซบุ๊กอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน เปิดเผยว่าเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2562 เจ้าหน้าที่หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ สล.2 (เกาะสิมิลัน) นำโดย เพ็ญศรี พิพัฒน์ นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ ได้ออกลาดตระเวนเชิงคุณภาพ (Smart Patrol) และในการลาดตระเวนครั้งดังกล่าว เจ้าหน้าที่ได้ทำการสำรวจพบหอยเม่นหมวกกันน็อกประมาณ 50 ตัวบริเวณเกาะบางู ซึ่งเป็นสัตว์ทะเลหายากในประเทศไทย และเป็นการค้นพบสัตว์ชนิดนี้เป็นครั้งแรกของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน
หอยเม่นหมวกกันน็อก มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Colobocentrotus atratus หอยเม่นหมวกกันน็อก (Helmet Urchins) หรือบางทีรู้จักกันในชื่อ หอยเม่นกระเบื้องมุงหลังคา (Shingle urchin) รูปลักษณะที่แตกต่างจากหอยเม่นทั่วไปก็คือเนื้อตัวที่เกลี้ยงเกลาดุจมุงด้วยกระเบื้อง ไร้ซึ่งหนามแหลมแม้แต่อันเดียว
สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าหอยเม่นหมวกกันน็อกได้มีการปรับตัวให้เหมาะสมกับพื้นที่ที่อาศัย เนื่องจากถิ่นที่อยู่ของพวกมันมีคลื่นลมรุนแรง ทำให้มีนักล่าน้อยคนนักที่จะเข้าถึงตัวพวกมันได้ ประกอบกับการที่อยู่ในพื้นที่มีคลื่นลมรุนแรง หนามแหลมนั้นเป็นอุปสรรค เนื่องจากมันจะต้านคลื่น อาจทำให้พวกมันถูกซัดหลุดจากโขดหินที่อยู่อาศัย และเมื่อไม่มีผู้ล่า หนามแหลมที่ใช้ป้องกันตัวจึงหมดความจำเป็นไป
สุธีรชัย สมทา นักวิทยาศาสตร์ทางทะเลประจำอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน ให้ข้อมูลว่า จากการสืบค้นข้อมูลงานวิจัยพบว่ามีงานวิจัยเกี่ยวกับการทดสอบแรงยึดเกาะของเม่นหมวกกันน็อก Santos & Flammang (2007) โดยพบว่าเม่นหมวกกันน็อกสามารถต้านทานแรงปะทะคลื่นได้ตั้งแต่ความเร็ว 17.5 เมตรต่อวินาที ไปจนถึง 27.5 เมตรต่อวินาที ซึ่งหากเปรียบเทียบให้เห็นภาพคือที่ความเร็ว 27.5 เมตรต่อวินาที เป็นแรงที่สามารถถอนต้นไม้ได้ทั้งต้น
หอยเม่นหมวกกันน็อกพบได้ทั่วไปตามโขดหินตามชายหาดที่มีคลื่นซัดถึง ในแถบ Indo-West Pacific และฮาวาย (Hawaii) แต่ในประเทศไทยนั้นมีรายงานการพบหอยเม่นชนิดนี้น้อยมาก
โดยรายงานการพบครั้งแรกในปี 2530 โดย ดร.สมชัย บุศราวิช จากโครงการ First PMBC/DANIDA Training course and workshop on taxonomy, biology and ecology of echinoderms และมีการรายงานการพบครั้งล่าสุดในปี 2547 โดย ดร.สุเมตต์ ปุจฉาการ สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล มหาวิทยาลัยบูรพา ในรายงาน Putchakarn.S and Sonchaeng.P (2004). Echinoderm Fauna of Thailand: History and Inventory Reviews. ScienceAsia 30 (2004): 417-428
ภาพ: อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน / Facebook
พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์
The post ค้นพบ ‘หอยเม่นหมวกกันน็อก’ สัตว์ทะเลหายากที่หมู่เกาะสิมิลัน appeared first on THE STANDARD.
]]>
งานวิจัยที่เผยแพร่ในวารสาร Scientific Reports พบว่า ปริ […]
The post นักวิจัยระบุ น้ำแข็งละลายส่งผลให้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลติดเชื้อไวรัสร้ายแรงมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.
]]>
งานวิจัยที่เผยแพร่ในวารสาร Scientific Reports พบว่า ปริมาณน้ำแข็งทะเลที่ลดลงในอาร์กติกช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ไวรัสร้ายแรงแพร่ระบาดไปยังสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเล
โดยทีมนักวิจัยติดตามแมวน้ำ สิงโตทะเล และนาก ราว 2,530 ตัว ผ่านดาวเทียมตลอดระยะเวลา 15 ปี ตั้งแต่ปี 2001-2016 พบว่า การละลายของน้ำแข็งในอาร์กติกทำให้เกิดเส้นทางใหม่ระหว่างมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือและมหาสมุทรแปซิฟิก
ทั้งเรือและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเหล่านี้จึงอาศัยประโยชน์จากเส้นทางดังกล่าว เพื่อลดเวลาในการเดินทางระหว่างมหาสมุทร ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายไวรัส Phocine distemper virus (PDV) ระหว่างสัตว์ที่ไม่มีโอกาสพบกันมาก่อนมากขึ้น
ทั้งนี้ ไวรัส PDV เป็นหัดประเภทหนึ่งในแมวน้ำ คล้ายกับไข้หัดสุนัข แพร่กระจายผ่านของเหลวจากระบบหายใจของสัตว์ที่สัมผัสกันผ่านบนบกหรือในมหาสมุทร
ไวรัสชนิดนี้เป็นสาเหตุการตายของแมวน้ำในแอตแลนติกกว่า 30,000 ตัว ในปี 2002 ถัดมาในปี 2003 พบว่า มีสิงโตทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกติดเชื้อ PDV กว่า 30% และ PDV ยังเป็นสาเหตุการตายของนากทะเลในอะแลสกาในปี 2004 ด้วย หลังจากนั้นก็เกิดการแพร่ระบาดครั้งใหญ่อีก หลังเกิดเส้นทางทะเลใหม่ในปี 2008
เทรซี โกลสตีน หนึ่งในทีมนักวิจัย กล่าวว่า เมื่อน้ำแข็งละลาย สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลเหล่านี้จำเป็นต้องหาที่อยู่อาศัยใหม่ และเมื่อสัตว์เคลื่อนย้ายไปสัมผัสสัตว์ชนิดอื่น พวกมันก็มีโอกาสที่จะแพร่โรคติดเชื้อใหม่ๆ ที่มีผลกระทบร้ายแรงมากขึ้น
นอกจากนี้ทีมนักวิจัยยังกล่าวอีกว่า เมื่อปริมาณน้ำแข็งลดลงอีกในอนาคต การแพร่ระบาดของเชื้อโรคก็จะกลายเป็นเรื่องปกติมากขึ้นด้วย
พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล
อ้างอิง:
The post นักวิจัยระบุ น้ำแข็งละลายส่งผลให้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลติดเชื้อไวรัสร้ายแรงมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.
]]>
คุณเป็นคนหนึ่งที่สาบานตนว่าเป็นมนุษย์ติดทะเลเพราะใจรักใ […]
The post จดหมายในขวดโหล ถึงคนชอบเที่ยวทะเล จากใจนักอนุรักษ์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
คุณเป็นคนหนึ่งที่สาบานตนว่าเป็นมนุษย์ติดทะเลเพราะใจรักในการเที่ยวทะเล จนติดแฮชแท็ก #VitaminSea บนอินสตาแกรมอยู่เรื่อยไปหรือเปล่า เรารู้ว่าแม้คุณจะเลิกเก็บเปลือกหอยและสัตว์ทะเลกลับบ้านเพราะแม่เคยสอนไว้ และข่าวเรื่องวาฬกินขยะช่างสะเทือนใจจนคุณโวอยากลุกขึ้นมาปกป้องสัตว์ทะเล แต่ถึงอย่างนั้นมาเช็กกันสักนิดว่าใจ ‘รัก’ ทะเลของคุณนั้นช่วย ‘รักษ์’ ด้วยไหม
และนี่คือสิ่งที่ กรณิศ ตันอังสนากุล นักวิจัยด้านธุรกิจยั่งยืน และผู้ร่วมก่อตั้ง ReReef องค์กรด้านสิ่งแวดล้อม อยากบอกกับเหล่านักท่องทะเล #โอ้ทะเลแสนงาม
“อย่าลืมว่าภาวะโลกร้อนที่เป็นผลมาจากกิจกรรมที่ไม่ยั่งยืนของมนุษย์นั้น ส่งผลกระทบรุนแรงต่อทะเล และปะการังฟอกขาวก็เป็นหลักฐานสำคัญที่น่าใจหายที่สุด โดยนักวิทยาศาสตร์คาดว่าหากเป็นเช่นนี้ต่อไป ปะการังในโลกทั้งหมดจะสูญสิ้นภายใน 30 ปีข้างหน้า” – กรณิศ ตันอังสนากุล

#ทำแล้วดี
หลีกเลี่ยงการสร้างขยะกันเถอะ
ลดการใช้พลังงานกันบ้าง
ประหยัดน้ำ
ครีมกันแดดก็สำคัญ
ก่อนจะแชะภาพ #beachplease เก๋ๆ กับผิวกรำแดด แท็กแบรนด์ครีมกันแดดลงโซเชียลมีเดีย ลองหันมาเช็กกันสักนิดว่าครีมกันแดดที่คุณใช้เป็นมิตรต่อปะการังหรือไม่ โดยทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงครีมกันแดดที่มีสาร Oxybenzone, Octinoxate, 4-Methylbenzylid Camphor (4MBC) และ Butylparaben เพราะมีส่วนทำให้แนวปะการังเสื่อมโทรมลง โดยการฆ่าปะการังวัยอ่อน ทั้งยังทำลาย DNA จนปะการังไม่ขยายพันธุ์ และยังทำให้ปะการังเกิดการฟอกขาวอีกด้วย
สนับสนุนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและการท่องเที่ยวชุมชน
#อย่าทำอย่าทำ
ทิ้งขยะลงทะเลทั้งทางตรงและทางอ้อม
ปัจจุบันมีความเข้าใจผิดอยู่มากว่าทิ้งขยะลงถังก็เพียงพอ และขยะทะเลเกิดจากกิจกรรมทางน้ำและชายฝั่งเท่านั้น แต่ความเป็นจริงคือมีขยะโดยเฉพาะขยะพลาสติกหลุดรอดลงสู่ทะเลมากถึง 8 ล้านตันต่อปี! โดย 80% นั้นเกิดจากกิจกรรมบนบก สิ่งนี้นอกจากเป็นอันตรายต่อสัตว์หลายชนิด เช่น เต่าทะเล นกทะเล ฉลามวาฬ ฯลฯ ที่ได้รับอันตรายจากพลาสติกที่ติดพันร่างกาย ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการหาอาหารหรือการเคลื่อนที่ การกลืนกินโดยหลงเข้าใจว่าพลาสติกคืออาหารนอกจากจะเป็นอันตรายถึงชีวิตแล้ว ยังทำให้พลาสติกปนเปื้อนสู่ห่วงโซ่อาหารของมนุษย์ในที่สุด (คุณอยากรับพลาสติกกินเคียงกับปลาแซลมอนไหมล่ะ)
การบริโภคสัตว์น้ำที่สุ่มเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์
สัตว์ทะเลอย่างฉลาม กระเบน เมื่อมีชีวิตมีมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่าราคาบนจานอาหารเสียอีก (เคยรู้ไหมว่าเจ้าแห่งท้องทะเลอย่างฉลาม ถูกฆ่าราวปีละ 100-200 ล้านตัว ทำให้ประชากรลดลงถึง 95% ในทศวรรษที่ผ่านมา) และนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะนักดำน้ำยอมจ่ายราคาแพงเพื่อไปดูพวกมันแหวกว่ายในท้องทะเลเสียมากกว่าจะมาเป็นอาหารบนจาน สิ่งนี้นับเป็นส่วนสำคัญที่เกื้อหนุนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทางทะเลให้คงอยู่ต่อไป นอกจากมูลค่ามหาศาลทางเศรษฐกิจแล้ว สัตว์ผู้ล่าสูงสุดบนห่วงโซ่อาหารอย่างฉลามยังมีส่วนสำคัญในการรักษาสมดุลของระบบนิเวศทางทะเลอีกด้วย
หลีกเลี่ยงการสัมผัสปะการัง
ธรรมชาติเป็นสิ่งสวยงาม แต่อย่าทำร้ายด้วยการสัมผัสกันเลย เพราะทุกวันนี้สถานภาพของปะการังบอบช้ำมากพออยู่แล้ว และตีนกบของนักดำน้ำยังสามารถทำให้กิ่งปะการังเสียหายแตกออกได้มากกว่าร้อยชิ้น ในกรณีที่ดำน้ำชมปะการัง ทางที่ดีควรอยู่ห่าง #ดูแต่ตามืออย่าต้อง และระวังเหยียบ และห้ามยืนบนแนวปะการังเพราะทำให้เกิดความเสียหายได้
อย่าคุกคามปลาเพื่อการเซลฟี
การว่ายติดตามเพื่อชื่นชมฉลามวาฬอย่างใกล้ชิดเป็นสิ่งที่เราเห็นจนชินตาขึ้นทุกวัน แม้คุณจะตื่นเต้นเพียงใดกับการได้เห็นวาฬหรือเจ้ากระเบนราหูตัวเป็นๆ ที่โฉบผ่านหน้า แต่หารู้ไม่ว่าการว่ายตามหรือถ่ายภาพอย่างใกล้ชิดก็ดีถือเป็นการคุกคามทำให้ปลาเกิดอาการเครียดได้ เนื่องจากเมื่อคิดว่าถูกไล่ล่า สัตว์ทะเลอาจว่ายหนีออกจากแหล่งอาหารหรือเส้นทางปกติจนเกิดอันตรายได้ หนำซ้ำการสัมผัสจะทำให้เชื้อโรคจากตัวมนุษย์ติดสู่ฉลามวาฬ ทำให้ติดเชื้อหรือป่วยในเวลาต่อมาอีกด้วย ทางที่ดีที่สุดคือการชื่นชมอยู่ห่างๆ เพื่อชมความสวยงามของธรรมชาติเป็นดีที่สุด
กิจกรรมอนุรักษ์แบบผิดๆ
หารู้ไม่ว่ากิจกรรมอนุรักษ์แบบผิดๆ อย่างการปล่อยปลาการ์ตูน (ที่ฮอตฮิตกันมากช่วงหนึ่งสมัย Finding Nemo) ถือเป็นการบูชาโทษอย่างที่คนรักทะเลอาจคาดไม่ถึง เหตุเพราะปลาชนิดนี้อาศัยอยู่ในดอกไม้ทะเล และจะ ‘ไม่รอดชีวิต’ หากปล่อยในบริเวณที่ไม่เหมาะสม ดังนั้นควรทราบว่าการปล่อยปลาต่างถิ่นบางชนิดจึงอาจเป็นภัยคุกคามต่อสายพันธุ์ท้องถิ่นได้ และการดำเนินกิจกรรมอนุรักษ์โดยขาดความรู้ความเข้าใจจึงอาจจะเกิดโทษมากกว่าคุณเสียอีก
นักวิจัยยังฝากท้ายอีกว่า อย่าลืมว่าภาวะโลกร้อนที่เป็นผลมาจากกิจกรรมที่ไม่ยั่งยืนของมนุษย์นั้น ส่งผลกระทบรุนแรงต่อทะเลสีครามที่เรารัก และปะการังฟอกขาวก็เป็นหลักฐานสำคัญที่น่าใจหายที่สุด โดยนักวิทยาศาสตร์คาดว่าหากเป็นเช่นนี้ต่อไป ปะการังในโลกทั้งหมดจะสูญสิ้นภายใน 30 ปีข้างหน้า แน่นอนว่าประชากรราว 1 พันล้านคนที่พึ่งพาอาศัยแนวปะการังในการดำรงชีวิตจะต้องได้รับผลกระทบ ขณะที่ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับระบบนิเวศ การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจยังไม่อาจคาดเดาได้
ไปเที่ยวทะเลคราวหน้า ลองคิดสักนิดว่าเรา ‘รักษ์’ ทะเลดังที่คิดแค่ไหน
และถ้าทะเลอยู่ไม่ได้ มนุษย์ก็อยู่ไม่ได้
อ่านเรื่องสั่งปิดอ่าวมาหยา 4 เดือน ตั้งแต่ มิ.ย.-ก.ย. พบธรรมชาติถูกทำลายหนัก จำกัดเที่ยววันละ 2 พันคนได้ที่นี่
อ่านเรื่อง รับหลอดไหมคะ? ได้ที่นี่
The post จดหมายในขวดโหล ถึงคนชอบเที่ยวทะเล จากใจนักอนุรักษ์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
บริเวณชายฝั่งทะเลเหนือ (North Sea) ทางด้านทิศตะวันออกขอ […]
The post สัตว์ทะเลหลายล้านตายเกลื่อนหาดในอังกฤษ หลังเผชิญภัยหนาวครั้งรุนแรง appeared first on THE STANDARD.
]]>
บริเวณชายฝั่งทะเลเหนือ (North Sea) ทางด้านทิศตะวันออกของเกาะอังกฤษ โดยเฉพาะแถบยอร์กเชอร์ (Yorkshire) เต็มไปด้วยกองซากสัตว์ทะเลหลายล้านตัวที่ตายลง หลังจากที่ไม่สามารถทนต่อพายุและสภาพอากาศที่หนาวจัดที่กำลังปกคลุมหลายพื้นที่ของทวีปยุโรปได้ในขณะนี้
เบ็กซ์ ลินแนม (Bex Lynam) เจ้าหน้าที่ขององค์กรพิทักษ์สัตว์ Yorkshire Wildlife Trust เผยว่า “อุณหภูมิของน้ำทะเลที่ลดต่ำลงเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นเหตุให้สัตว์ทะเลจำนวนมากจะต้องปรับลดกิจกรรมที่จะทำลง เพื่อรักษาอุณหภูมิในร่างกายให้คงที่ ก่อนที่พวกมันจะทนต่อความหนาวเย็นไม่ไหว”

โดยเบ็กซ์ยังชี้แจงอีกว่า ซากสัตว์ทะเลที่ตายส่วนใหญ่เป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังเช่น หอย กุ้ง ล็อบสเตอร์ ปู ดาวทะเล ดอกไม้ทะเล เป็นต้น “สัตว์ที่มีกระดูกสันหลังขนาดใหญ่ขึ้นมาอย่างเช่น ปลาโลมา ก็จะสามารถเดินทางได้ระยะไกล เพื่อไปยังน่านน้ำที่อุณหภูมิไม่ลดต่ำลงมากได้”
ทางด้าน ดร.ลิสซา บาตีย์ (Dr.Lissa Batey) เจ้าหน้าที่อาวุโสขององค์กรกล่าวว่า “พวกเราไม่สามารถที่จะป้องกันภัยธรรมชาติอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ได้ แต่พวกเราสามารถช่วยยับยั้งการลดจำนวนลงของสัตว์ทะเล อันมีสาเหตุมาจากน้ำมือมนุษย์ได้ ด้วยการกำหนดให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตอนุรักษ์ทางทะเล เพื่อต่อชีวิตและลมหายใจให้แก่สัตว์ทะเลต่อไป”
หลังจากนี้เจ้าหน้าที่จะเร่งสำรวจและค้นหาสัตว์ทะเลที่ยังคงมีชีวิตอยู่โดยเฉพาะล็อบสเตอร์ เพื่อนำมาปรับสภาพก่อนที่จะปล่อยกลับสู่ธรรมชาติอีกครั้ง หลังจากที่ลมหนาวผ่านพ้นไป คาดการณ์ว่ารัฐบาลอังกฤษจะประกาศให้หลายพื้นที่ชายฝั่งเป็นเขตอนุรักษ์ทางทะเล (Marine Conservation Zone: MCZ) เพิ่มมากยิ่งขึ้นในปีนี้
อ้างอิง:
The post สัตว์ทะเลหลายล้านตายเกลื่อนหาดในอังกฤษ หลังเผชิญภัยหนาวครั้งรุนแรง appeared first on THE STANDARD.
]]>