สศช. Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/สศช/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 17 Nov 2025 07:52:22 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เอกนิติยืนยัน เจรจาการค้าไทย-สหรัฐฯ เดินหน้าต่อ ตั้งเป้าปิดดีลภายในสิ้นปี 2568 https://thestandard.co/ekniti-thailand-us-fta-deal-2025/ Mon, 17 Nov 2025 07:52:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1144117 **เอกนิติ ยืนยัน เจรจาการค้า ไทย-สหรัฐฯ เดินหน้าต่อ ตั้งเป้าปิดดีล ภายในสิ้นปี 2568**

ดร.เอกนิติ รมว.คลัง เผย เจรจาการค้าไทย-สหรัฐฯ เดินหน้าต […]

The post เอกนิติยืนยัน เจรจาการค้าไทย-สหรัฐฯ เดินหน้าต่อ ตั้งเป้าปิดดีลภายในสิ้นปี 2568 appeared first on THE STANDARD.

]]>
**เอกนิติ ยืนยัน เจรจาการค้า ไทย-สหรัฐฯ เดินหน้าต่อ ตั้งเป้าปิดดีล ภายในสิ้นปี 2568**

ดร.เอกนิติ รมว.คลัง เผย เจรจาการค้าไทย-สหรัฐฯ เดินหน้าตามกรอบเดิม ย้ำยึดหลักแยกการเมืองออกจากการค้า ตั้งเป้าปิดดีลภายในสิ้นปี 2568 ชี้รัฐบาลมีแผนหาตลาดใหม่รองรับ หากการเจรจาต้องยุติ

 

วันนี้ (17 พฤศจิกายน) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เผยว่า ทีมยุทธศาสตร์การเจรจาได้มีการประชุมนอกรอบกันในช่วงเช้าวันนี้ ร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงต่างประเทศ และทีมงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เพื่อยืนยันว่า การเจรจาเดินหน้าตามกรอบเดิม

 

ดร.เอกนิติย้ำว่า ไทยยังคงยึดหลักการแยกการค้าออกจากการเมือง ตามที่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้มีการหารือกับโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ

 

สำหรับประเด็นเรื่องที่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ประกาศระงับการเจรจาการค้ากับไทย จนกว่าไทยจะปฏิบัติตาม ‘ปฏิญญาสันติภาพไทย-กัมพูชา’ นั้น ดร.เอกนิติกล่าวว่า “น่าจะส่งมาก่อนที่ ท่านนายกอนุทินคุยกับท่านประธานาธิบดีทรัมป์” ดังนั้น จึงขอให้ยึดการหารือเป็นแนวข้อมูลล่าสุด ก่อนที่ผู้นำสหรัฐฯ จะมีความเคลื่อนไหวส่งผ่านมายัง USTR อย่างเป็นทางการ

 

เตรียมแนวทางรองรับ ฟื้นเชื่อมั่นภายใน พร้อมหาตลาดใหม่

 

สำหรับมาตรการรองรับ หากสหรัฐฯ ยกเลิก การเจรจาการค้ากับไทยนั้น ดร.เอกนิติ เผยว่า ได้วางแผนไว้ 2 แนวทางด้วยกัน ดังนี้

 

แนวทางที่ 1 คือ การสร้างความเข้มแข็งในประเทศ ไม่ว่าการค้าโลกจะเป็นอย่างไร ไทยต้องสามารถพึ่งพาตัวเองได้ ซึ่งจะเห็นความพยายามฟื้นความเชื่อมั่นของการบริโภคในประเทศได้ผ่าน นโยบาย คนละครึ่ง พลัส, เที่ยวดีมีคืน และมาตรการเร่งรัดเบิกจ่าย ภายใต้ เสาที่ 1 ของนโยบาย ‘Quick Big Win’

 

ส่วนแนวทางที่ 2 คือ หาตลาดใหม่ ซึ่งรัฐมนตรีพาณิชย์ได้ดำเนินการไปแล้ว ทั้งในส่วนของตลาดอาเซียน อินเดีย และจีน ซึ่งถือเป็นตลาดที่ใหญ่มาก โดยสิ่งสำคัญคือ ต้องสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้เข้มแข็งขึ้น ผ่านการส่งเสริมการลงทุน

 

สำหรับตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ในไตรมาส 3 ที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า มีการขยายตัวเพียง 1.2% YoY ด้าน ดร.เอกนิติมองว่า ในไตรมาส 4 เศรษฐกิจไทยจะกลับมาดีขึ้นได้ จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ที่รัฐบาลดำเนินการไว้

The post เอกนิติยืนยัน เจรจาการค้าไทย-สหรัฐฯ เดินหน้าต่อ ตั้งเป้าปิดดีลภายในสิ้นปี 2568 appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุป! การเติบโต GDP อาเซียน ไตรมาส 3 ปี 2025 ‘ไทย’ ยังรั้งท้ายภูมิภาค https://thestandard.co/thailand-lags-asean-gdp-2025/ Mon, 17 Nov 2025 07:45:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1144113 สรุป การเติบโต GDP อาเซียน ไตรมาส 3 ปี 2025 **‘ไทย’** ยังรั้งท้ายภูมิภาค

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ […]

The post สรุป! การเติบโต GDP อาเซียน ไตรมาส 3 ปี 2025 ‘ไทย’ ยังรั้งท้ายภูมิภาค appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุป การเติบโต GDP อาเซียน ไตรมาส 3 ปี 2025 **‘ไทย’** ยังรั้งท้ายภูมิภาค

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ รายงานว่า เศรษฐกิจไทย (GDP) ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 ขยายตัว 1.2% YoY แต่ลดลงจากไตรมาสที่ 2 ของปี 2568 0.6% QoQ ทำให้ภาพรวม 9 เดือนแรกของปี 2568 เศรษฐกิจไทยขยายตัว 2.4% จากปีก่อนหน้า

 

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า การเติบโตของ GDP ไตรมาสล่าสุดของไทยยังต่ำที่สุดในอาเซียน ขณะที่เศรษฐกิจเวียดนามยังขยายตัวเป็นอันดับต้นของอาเซียน ดังนี้

 

  • เวียดนาม 7.5%
  • ฟิลิปปินส์ 5.4%
  • อินโดนีเซีย 5.0%
  • มาเลเซีย 4.4%
  • สิงคโปร์ 4.3%
  • ไทย 3.0%

 

โดยมีปัจจัยหนุนเศรษฐกิจไทยในไตรมาสล่าสุดมาจากอุปโภคบริโภคภาคเอกชน ที่ขยายตัว 2.6% การส่งออกสินค้าและบริการที่ขยายตัว 6.9% (โดยเฉพาะการส่งออกสินค้า ที่ขยายตัว 10.8%) ขณะที่การลงทุนขยายตัว ‘ต่ำ’ เพียง 1.1% เท่านั้น แม้การลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 4.2% แต่การลงทุนภาครัฐที่ติดลบ 5.3% ลดลงครั้งแรกในรอบ 5 ไตรมาส

 

สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2568 สภาพัฒน์ คาดว่า GDP จะขยายตัว 2.0% YoY (ใกล้เคียงกับค่ากลางของประมาณการเมื่อเดือนสิงหาคม) ชะลอลงจากการขยายตัว 2.5% ในปี 2567 สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทย ปี 2569 สภาพัฒน์ คาดว่า GDP จะขยายตัวชะลอลงเหลือ 1.2-2.2% (ค่ากลางการประมาณการ 1.7%)

 

สรุป การเติบโต GDP อาเซียน ไตรมาส 3 ปี 2025 **‘ไทย’** ยังรั้งท้ายภูมิภาค 1

 

ภาพประกอบ: ณัฏฐ์กานต์ ดวงมาตย์พล

The post สรุป! การเติบโต GDP อาเซียน ไตรมาส 3 ปี 2025 ‘ไทย’ ยังรั้งท้ายภูมิภาค appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เอกนิติ’ เปิดเหตุผล ครม.โยกย้าย ดนุชากลับไปนั่ง ‘เลขาฯ สภาพัฒน์’ อ้อนฟ้าหวนคืน ‘ก.พ.ร.’ https://thestandard.co/danucha-returns-nesdc-onfa-opdc/ Tue, 04 Nov 2025 11:15:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1139713 ‘เอกนิติ’ เปิดเหตุผล ครม.โยกย้าย ดนุชา กลับไปนั่ง ‘เลขาฯ สภาพัฒน์’ อ้อนฟ้า หวนคืน ‘ก.พ.ร.’

ดร.เอกนิติเผยเหตุผล หลัง ครม. มีมติให้ ‘อ้อนฟ้า เวชชาชี […]

The post ‘เอกนิติ’ เปิดเหตุผล ครม.โยกย้าย ดนุชากลับไปนั่ง ‘เลขาฯ สภาพัฒน์’ อ้อนฟ้าหวนคืน ‘ก.พ.ร.’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เอกนิติ’ เปิดเหตุผล ครม.โยกย้าย ดนุชา กลับไปนั่ง ‘เลขาฯ สภาพัฒน์’ อ้อนฟ้า หวนคืน ‘ก.พ.ร.’

ดร.เอกนิติเผยเหตุผล หลัง ครม. มีมติให้ ‘อ้อนฟ้า เวชชาชีวะ’ กลับไปดำรงตำแหน่งเลขาธิการ ก.พ.ร. ขณะที่ ‘ดนุชา พิชยนันท์’ กลับเป็นเลขาธิการ สศช.

 

วันนี้ (4 พฤศจิกายน) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่าสาเหตุที่ คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้รับโอน ‘อ้อนฟ้า เวชชาชีวะ’ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กลับมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) และให้ ‘ดนุชา พิชยนันท์’ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กลับไปดำรงตำแหน่ง เลขาธิการ สศช. ทำไปเพื่อ “ให้ทุกคนกลับมาสานต่อโครงการเดิมให้ต่อเนื่อง”

 

ดร.เอกนิติ ยังกล่าวต่อว่า ทั้งสอง “เป็นคนเก่งทั้งคู่ โดยเข้าใจว่า ท่านอ้อนฟ้าเก่งเรื่อง ก.พ.ร. ก็กลับไปสานต่อด้าน Digital Transformation ขณะที่ท่านดนุชาก็ไปสานต่อเรื่องของสภาพัฒน์ ตัวอย่างเช่น เรื่อง OECD ที่ท่านจัดอยู่”

 

ทั้งนี้ วันนี้ (4 พฤศจิกายน) คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รองนายกรัฐมนตรี (บวรศักดิ์ สุวรรณโณ) กำกับการบริหารราชการ สั่ง และปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีในส่วนของสำนักงาน ก.พ.ร. เสนอ รับโอน อ้อนฟ้า เวชชาชีวะ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการ ก.พ.ร. เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป โดยผู้มีอำนาจสั่งบรรจุทั้งสองฝ่ายได้ตกลงยินยอมในการโอนแล้ว

 

นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รองนายกรัฐมนตรี (เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) กำกับการบริหารราชการ สั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีในส่วนของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เสนอ รับโอน นายดนุชา พิชยนันท์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อทดแทนตำแหน่งที่จะว่าง ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป โดยผู้มีอำนาจสั่งบรรจุทั้งสองฝ่ายได้ตกลงยินยอมในการโอนแล้ว

The post ‘เอกนิติ’ เปิดเหตุผล ครม.โยกย้าย ดนุชากลับไปนั่ง ‘เลขาฯ สภาพัฒน์’ อ้อนฟ้าหวนคืน ‘ก.พ.ร.’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
GDP ไทยขยายตัว 2.8% ใน Q2/2568 ชะลอตัว 2 ไตรมาสติด ‘สภาพัฒน์’ ปรับขึ้นประมาณการทั้งปี หลังภาษีทรัมป์ชัดเจน https://thestandard.co/thai-gdp-grows-2-8-q2-2568/ Mon, 18 Aug 2025 04:56:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1108359

วันนี้ (18 สิงหาคม) ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภ […]

The post GDP ไทยขยายตัว 2.8% ใน Q2/2568 ชะลอตัว 2 ไตรมาสติด ‘สภาพัฒน์’ ปรับขึ้นประมาณการทั้งปี หลังภาษีทรัมป์ชัดเจน appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (18 สิงหาคม) ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 ของปี 2568 ขยายตัว 2.8% YoY ‘ชะลอลง’ จากการขยายตัว 3.2% YoY ในไตรมาสแรกของปี 2568 และชะลอตัวเป็นไตรมาสที่ 2 ติดต่อกัน โดยการเติบโตของ GDP ไตรมาสล่าสุดนี้ ยังเป็นอัตรา ‘ต่ำสุด’ ในรอบ 3 ไตรมาส

 

โดยปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจไทยไตรมาสล่าสุดขยายตัวมาจากการส่งออกสินค้าที่ยังขยายตัวในเกณฑ์สูงต่อเนื่อง (+14.3%) และการลงทุนภาคเอกชนกลับมาขยายตัว (+5.8%) อย่างไรก็ตาม การอุปโภคบริโภคภาคเอกชน การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคของรัฐบาล การลงทุนภาครัฐ และการส่งออกบริการยังขยายตัวชะลอลง

 

 

เมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 ของปี 2568 ขยายตัวจากไตรมาสแรกของปี 2568 0.6% QoQ นับว่า ‘ชะลอตัวลง’ จาก 0.7% QoQ ในไตรมาสแรกที่แล้ว

 

เมื่อรวมครึ่งแรกของปี 2568 เศรษฐกิจไทยขยายตัว 3.0% YoY ใกล้เคียงกับประมาณการของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งอยู่ 2.9% YoY

 

เปิดตัวเลขการเติบโต GDP ไทยย้อนหลัง

 

  • Q1/2567: 1.7% YoY 1.0% QoQ
  • Q2/2567: 2.3% YoY 0.8% QoQ
  • Q3/2567: 3.0% YoY 1.1% QoQ
  • Q4/2567: 3.3% YoY 0.4% QoQ
  • Q1/2568: 3.2% YoY 0.7% QoQ
  • Q2/2568: 2.8% YoY 0.6% QoQ

 

‘ปรับขึ้น’ ประมาณการ GDP ทั้งปี 2568

 

สภาพัฒน์ ยังปรับขึ้นประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2568 เป็นมีแนวโน้มขยายตัวในช่วง 1.8 – 2.3% (ค่ากลาง 2.0%) จากประมาณการเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ 1.3 – 2.3% (ค่ากลาง 1.8%) แต่ยังถือว่า ชะลอตัวลงจากอัตราการเติบโตที่ 2.5% ในปี 2567

 

ดนุชายังระบุว่า สาเหตุที่ทำให้สภาพัฒน์ตัดสินใจปรับเพิ่มประมาณการ GDP ทั้งปีนี้มาจาก “สถานการณ์การส่งออก และการลงทุนภาคเอกชนที่ปรับตัวดีขึ้น และความชัดเจนของนโยบายภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ (Reciprocal Tariff) ที่มีความชัดเจนมากขึ้นมากกว่าในช่วงที่ผ่านมา”

 

เปิดปัจจัยสนับสนุนและปัจจัยเสี่ยงในช่วงที่เหลือของปี 2568

 

ปัจจัยสนับสนุน

 

1. การเพิ่มขึ้นของแรงสนับสนุนจากรายจ่ายภาครัฐโดยเฉพาะรายจ่ายลงทุน: สอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีและ
งบประมาณรายจ่ายเหลื่อมปีประจำปีงบประมาณ 2568

 

2. การขยายตัวของการอุปโภคบริโภคภายในประเทศ: ตามแนวโน้มการขยายตัวของการใช้จ่ายในหมวดสินค้าคงทนและหมวดบริการ อัตราการว่างงานและอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ และการปรับตัวลดลงของอัตราดอกเบี้ย

 

3. การปรับตัวดีขึ้นของการลงทุนภาคเอกชน: โดยเฉพาะในหมวดเครื่องมือเครื่องจักรและหมวดยานพาหนะ สอดคล้องกับการเร่งขึ้นของปริมาณการนำเข้าสินค้าทุน และสินค้าวัตถุดิบและขั้นกลาง รวมถึงการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของการขอรับการส่งเสริมการลงทุน และพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรม

 

ข้อจำกัดและปัจจัยเสี่ยง

 

1. ผลกระทบจากการดำเนินมาตรการภาษีศุลกากรนำเข้าของสหรัฐฯ: ผ่านผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออกสินค้าของไทย ผลกระทบจากการลดลงของความต้องการสินค้าที่อยู่ในห่วงโซ่การผลิต และผลกระทบจากการนำเข้าสินค้าที่เร่งตัวสูงขึ้น

 

2. ภาระหนี้สินครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงภายใต้มาตรฐานสินเชื่อที่มีความเข้มงวดต่อเนื่อง: สัดส่วนหนี้ครัวเรือนแม้จะลดลงแต่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่คุณภาพสินเชื่อครัวเรือนและสินเชื่อภาคธุรกิจ SMEs มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สถาบันการเงินยังเข้มงวดในการให้สินเชื่อ

 

3. การชะลอตัวของภาคการท่องเที่ยว: ตามการลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short-haul) 
อาทิ นักท่องเที่ยวจีน มาเลเซีย เวียดนาม ฮ่องกง และเกาหลีใต้

 

4. ความผันผวนของราคาและผลผลิตภาคเกษตร: ผลผลิตเกษตรมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นจะสร้างแรงกดดันให้ราคาสินค้าเกษตรปรับตัวลดลง 
ขณะเดียวกันยังมีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับปัญหาอุทกภัยในช่วงปลายปี

 

5. ความผันผวนของเศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลก: โดยมีความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ต่อเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าสำคัญ ทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสำคัญ ความเสี่ยงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ความยืดเยื้อของความขัดแย้งทาง
ภูมิรัฐศาสตร์ และความเสี่ยงของเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาและเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่

 

“ในช่วงที่เหลือของปี การลงทุนของภาคเอกชนจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสำคัญ นอกจากนี้ ยังควรเร่งรัดการปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกผู้ส่งออกและนักลงทุนต่างประเทศ เพื่อประคองให้การส่งออกและการลงทุนยังคงขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันคงต้องมีการเร่งการทำการตลาดด้านการท่องเที่ยวในช่วงที่เหลือของปี โดยเฉพาะตลาดระยะไกล อาจจะต้องมีการสร้างกิจกรรมใหม่ๆ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มากขึ้น รวมทั้งดูแลเรื่องความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินของนักท่องเที่ยวไม่ให้เกิดปัญหาอย่างในช่วงที่ผ่านมา” ดนุชาทิ้งท้าย

 

ภาพ: Foto by M / Shutterstock

The post GDP ไทยขยายตัว 2.8% ใน Q2/2568 ชะลอตัว 2 ไตรมาสติด ‘สภาพัฒน์’ ปรับขึ้นประมาณการทั้งปี หลังภาษีทรัมป์ชัดเจน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ค่าจ้างเฉลี่ยคนไทย ‘ลดลง’ จากปีก่อน 0.8% การจ้างงานหด 5 ไตรมาสติด ผู้เสมือนว่างงานพุ่ง 14.6% จบปริญญายังว่างงาน 1.3 แสนคน https://thestandard.co/thai-wage-2025-employment-decline/ Mon, 09 Jun 2025 10:44:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1083334 กราฟแสดงแนวโน้ม ค่าจ้าง เฉลี่ยแรงงานไทยและอัตราการว่างงานในปี 2568

เปิดสถานการณ์ตลาดแรงงานไทยในไตรมาส 1/68 พบการจ้างงานลดล […]

The post ค่าจ้างเฉลี่ยคนไทย ‘ลดลง’ จากปีก่อน 0.8% การจ้างงานหด 5 ไตรมาสติด ผู้เสมือนว่างงานพุ่ง 14.6% จบปริญญายังว่างงาน 1.3 แสนคน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟแสดงแนวโน้ม ค่าจ้าง เฉลี่ยแรงงานไทยและอัตราการว่างงานในปี 2568

เปิดสถานการณ์ตลาดแรงงานไทยในไตรมาส 1/68 พบการจ้างงานลดลง 5 ไตรมาสติดต่อกัน ค่าจ้างเฉลี่ยคนไทยลดลงจากปีก่อน 0.8% สำหรับอัตราการว่างงานอยู่ที่ 0.88% ไม่เปลี่ยนแปลง แต่จำนวนผู้เสมือนว่างงานพุ่ง 14.6% ห่วงผู้เรียนจบอุดมศึกษายังว่างงานกว่า 1.3 แสนคน

 

วันนี้ (9 มิถุนายน) ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยว่า การจ้างงานหดตัว 5 ไตรมาสติดต่อกัน โดยจำนวนผู้มีงานทำในไตรมาส 1/68 อยู่ที่ 39.4 ล้านคน จากกำลังแรงงานรวมทั้งหมดที่ 40.5 ล้านคน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 0.5%YoY หรือลดลงราว 2 แสนคน

 

โดยการลดลงดังกล่าว มีปัจจัยหลักมาจากการจ้างงานที่ภาคเกษตรกรรมที่หดตัวต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5 ติดต่อกัน โดยลดลง 3.1% (YoY) เหลือ 10.6 ล้านคนในไตรมาส 1/68 แม้การจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรมปรับเพิ่มขึ้น 0.5% (YoY) อยู่ที่ 28.8 ล้านคน โดยการเพิ่มขึ้นอยู่ในสาขาการขนส่งและเก็บสินค้า และสาขาโรงแรมหรือภัตตาคาร

 

ส่วนการจ้างงานสาขาการก่อสร้างหดตัว 5.1% ตามกำลังซื้อในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ชะลอตัว เช่นเดียวกับสาขาการค้าส่งหรือค้าปลีกที่หดตัวที่ 3.1% และสาขาการผลิตปรับตัวลงเล็กน้อยที่ 0.4% ซึ่งลดลงมากในสาขาการผลิตเครื่องดื่ม เครื่องหนัง และอุปกรณ์ไฟฟ้า

 

“การจ้างงานที่ลดลงส่วนหนึ่งเป็นปัจจัยฤดูกาล เนื่องจากแรงงานในภาคเกษตรกำลังรอฤดูกาลเพาะปลูกเพิ่มเติม และแรงงานในภาคเกษตรไม่ได้ย้ายมาทำงานภาคนอกเกษตรเท่าเมื่อก่อน” ดนุชากล่าว

 

ทั้งนี้ ในอดีต แรงงานในภาคเกษตรส่วนหนึ่งจะย้ายมาทำงานในภาคนอกเกษตรระหว่างรอช่วงเพาะ ตัวอย่างเช่น ขับรถแท็กซี่ แต่ปัจจุบัน แรงงานในภาคเกษตรส่วนหนึ่งอาจหันมายึดอาชีพนอกภาคเกษตรเป็นหลักแล้ว ทำให้เห็นการเคลื่อนย้ายน้อยลง

 

อัตราการว่างงาน ‘ทรงตัว’ แต่จำนวนผู้เสมือนว่างงาน ‘พุ่ง’ 14.6%

 

สำหรับอัตราการว่างงานในไตรมาส 1/68 อยู่ที่ 0.88% ไม่เปลี่ยนแปลงจากไตรมาสก่อนหน้า (ไตรมาส 4/67) โดยมีจำนวนผู้ว่างงานอยู่ที่ 3.8 แสนคน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 12.3% (YoY)

 

อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้เสมือนว่างงานกลับปรับตัวขึ้น 14.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) อยู่ที่ 4.3 ล้านคนในไตรมาส 1/68

 

ทั้งนี้ อัตราการว่างงานและผู้เสมือนว่างงาน มาจากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ โดยผู้ที่ว่างงานหมายถึงผู้ที่ไม่มีชั่วโมงการทำงานเลยทั้งสัปดาห์ ขณะที่ผู้เสมือนว่างงาน หมายถึงผู้ที่มีชั่วโมงทำงาน 0-20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในภาคเกษตรกรรม และผู้ที่มีชั่วโมงทำงาน 0-24 ชั่วโมงต่อสัปดาห์นอกภาคเกษตรกรรม

 

สภาพัฒน์ยังชี้ว่า กลุ่มที่จบการศึกษาระดับอุดมศึกษายังคงมีอัตราการว่างงานสูงที่สุดที่ 1.84% เทียบกับอัตราการว่างงานโดยรวมที่ 0.88% ในไตรมาส 1/68

 

ส่องอัตราการว่างงาน แยกตามระดับการศึกษาสูงสุดในไตรมาส 1/68

 

  • ประถมและต่ำกว่า ว่างงานจำนวน 5.62 หมื่นคน (อัตราว่างงาน 0.37%)
  • มัธยมต้น ว่างงานจำนวน 5.60 หมื่นคน (อัตราว่างงาน 0.76%)
  • มัธยมปลาย ว่างงานจำนวน 6.15 หมื่นคน (อัตราว่างงาน 0.94%)
  • อาชีวศึกษา ว่างงานจำนวน 2.08 หมื่นคน (อัตราว่างงาน 1.28%)
  • วิชาชีพขั้นสูง ว่างงานจำนวน 3.18 หมื่นคน (อัตราว่างงาน 1.31%)
  • อุดมศึกษา ว่างงานจำนวน 1.316 แสนคน (อัตราว่างงาน 1.84%)

 

ค่าจ้างคนไทยลดลงจากปีก่อน 0.8%

 

ค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยในภาพรวมลดลงเหลือ 16,246 บาทต่อเดือน ลดลง 0.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) เนื่องมาจากรายได้ของแรงงานในภาคเกษตรและผู้ประกอบอาชีพอิสระเป็นแรงฉุดหลัก

 

แม้ว่าการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำจะทำให้ค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยของภาคเอกชนเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 3.5% โดยอยู่ที่ 14,273 บาทต่อคนต่อเดือนก็ตาม เช่นเดียวกับค่าจ้างเฉลี่ยของแรงงานในระบบอยู่ที่ 15,565 บาทต่อคนต่อเดือน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 3.4% 

 

ทั้งนี้ โครงสร้างกำลังแรงงานไทย มีแรงงานในภาคเอกชนอยู่มากกว่า 10 ล้านคน และมีข้าราชการและรัฐวิสาหกิจราว 3-4 ล้านคน แต่แรงงานในภาคเกษตรและผู้ประกอบอาชีพอิสระเป็นกลุ่มใหญ่ ดังนั้น แม้ค่าจ้างในภาคเอกชนจะเป็นบวก แต่แรงงานในภาคเกษตรและผู้ประกอบอาชีพอิสระกลับมีการเติบโตของรายได้ไม่มาก เลยทำให้ภาพรวมลดลง

The post ค่าจ้างเฉลี่ยคนไทย ‘ลดลง’ จากปีก่อน 0.8% การจ้างงานหด 5 ไตรมาสติด ผู้เสมือนว่างงานพุ่ง 14.6% จบปริญญายังว่างงาน 1.3 แสนคน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตั้งแต่โควิด เศรษฐกิจไทยไม่เคยโตแตะ 3% มานาน 6 ปีแล้ว ล่าสุด GDP ปี 2567 ขยายตัว 2.5% https://thestandard.co/thai-gdp-growth-2024-lowest-asean/ Mon, 17 Feb 2025 09:23:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1042881 แผนภูมิแสดงการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยปี 2567 เทียบกับประเทศในอาเซียน

นับตั้งแต่หลังโควิด เศรษฐกิจไทยยังไม่สามารถโตเกิน 3% ได […]

The post ตั้งแต่โควิด เศรษฐกิจไทยไม่เคยโตแตะ 3% มานาน 6 ปีแล้ว ล่าสุด GDP ปี 2567 ขยายตัว 2.5% appeared first on THE STANDARD.

]]>
แผนภูมิแสดงการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยปี 2567 เทียบกับประเทศในอาเซียน

นับตั้งแต่หลังโควิด เศรษฐกิจไทยยังไม่สามารถโตเกิน 3% ได้สักที โดย GDP ปี 2567 ขยายตัวได้เพียง 2.5%YoY ต่ำกว่าคาดและต่ำที่สุดในอาเซียน ด้านสภาพัฒน์คาด ปี 2568 โต 2.8% (ค่ากลาง) สะท้อนเป้าหมายของรัฐบาลที่ 3.5% ยังค่อนข้างท้าทาย ด้านนักเศรษฐศาสตร์เป็นห่วงการลงทุนภาคเอกชนที่ยังไม่เห็นสัญญาณฟื้นตัว 

 

วันนี้ (18 พฤศจิกายน) ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยหรือผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไทย ปี 2567 ขยายตัว 2.5% จากปีก่อนหน้า เร่งตัวขึ้นจากปี 2566 ที่ขยายตัว 2.0%

 

อย่างไรก็ตาม การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีที่ผ่านมายังต่ำกว่าการคาดการณ์ของสภาพัฒน์เองที่ 2.6% (คาดการณ์เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2567) และต่ำสุดในประเทศอาเซียนอื่นๆ ที่มีการเปิดเผยตัวเลข GDP อย่างเป็นทางการ โดยในปี 2567 เวียดนามเป็นประเทศที่มีการขยายตัวสูงสุดที่ 7.1% ตามมาด้วยฟิลิปปินส์ 5.6% มาเลเซีย 5.1% อินโดนีเซีย 5% สิงคโปร์ 4% และไทยที่ 2.5%

 

แม้จะมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการใช้จ่ายและการลงทุนของภาครัฐท่ามกลางการท่องเที่ยวและการบริโภคที่ขยายตัว อย่างไรก็ตาม ดนุชาระบุว่าสาเหตุที่ GDP ปี 2567 โตต่ำกว่าคาดเป็นผลมาจาก GDP ไตรมาสที่ 4 ของปี 2567 ที่ขยายตัวต่ำกว่าคาดอยู่ที่ 3.2% เท่านั้น โดยสาเหตุหลักมาจากภาคอุตสาหกรรม ซึ่งครองสัดส่วนใน GDP สูง ‘ขยายตัวต่ำกว่าคาด’ โดยขยายตัวเพียง 0.2% เท่านั้น รวมไปถึงการลงทุนภาคเอกชนที่หดตัวถึง 2.1%

 

สอดคล้องกับ ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และผู้บริหารสำนักวิจัยธนาคาร CIMB Thai ที่ระบุว่า GDP ไตรมาสที่ 4 ต่ำกว่าประมาณการของ CIMB ที่ให้ไว้ที่ 3.7% โดยมีสาเหตุมาจากการบริโภคภาคเอกชนที่เริ่มเห็นสัญญาณการชะลอตัว โดยเฉพาะจากยอดขายรถยนต์ที่ติดลบมาต่อเนื่อง ซึ่งคิดเป็น 4% ของการบริโภคทั้งหมด 

 

ดร.อมรเทพ กล่าวอีกว่าสิ่งที่น่าเป็นห่วงคือการลงทุนภาคเอกชนที่ติดลบ ทั้งการลงทุนภาคการก่อสร้างและการลงทุนเครื่องจักร โดยติดลบติดต่อกันหลายไตรมาส

 

“การลงทุนภาคเอกชนตอนนี้ลงมาค่อนข้างจะลึก เราจึงกังวลว่าถ้าปล่อยทิ้งไว้มันอาจเป็นสัญญาณที่ไม่ค่อยดีและอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นได้ โดยหากย้อนกลับไปดูการลงทุนภาคเอกชนเมื่อไตรมาส 3 พบว่าเป็นบวกแบบ QoQ แต่การลงทุนภาคเอกชนไตรมาส 4 กลับมานิ่งอีกแล้ว (Flat) เหมือนฟื้นแล้วฟุบ ซึ่งอาจทำให้เรายังไม่เห็นสัญญาณการฟื้นตัว” ดร.อมรเทพ กล่าว

 

หากย้อนกลับไปดูตัวเลขการลงทุนภาคเอกชนทั้ง 4 ไตรมาสของปี 2567 พบว่าหดตัวไปแล้ว 3 ใน 4 ดังนี้

 

  • การลงทุนภาคเอกชนไตรมาส 1 ปี 2567 ขยายตัว 4.6%YoY
  • การลงทุนภาคเอกชนไตรมาส 2 ปี 2567 หดตัว 6.8%YoY
  • การลงทุนภาคเอกชนไตรมาส 3 ปี 2567 หดตัว 2.5%YoY
  • การลงทุนภาคเอกชนไตรมาส 4 ปี 2567 หดตัว 2.1%YoY

 

 

เศรษฐกิจไทยโตไม่ถึง 3% มา 6 ปีติด

 

เมื่อย้อนดูการเติบโตทางเศรษฐกิจทั้งปี (GDP Full Year Growth) พบว่า ตั้งแต่เจอโควิดเมื่อปี 2562 เศรษฐกิจไทยยังไม่สามารถกลับไปโตเกิน 3% ได้สักที หรือโตต่ำกว่า 3% เป็นปีที่ 6 แล้ว สะท้อนว่าศักยภาพเศรษฐกิจไทยกำลังลดลง และการเติบโตที่ไม่เกิน 3% อาจเป็น New Normal ของเศรษฐกิจไทยแล้ว ดังนี้

 

  • ปี 2561: 4.2%
  • ปี 2562: 2.1% *(เกิดโควิด)
  • ปี 2563: -6.2%
  • ปี 2564: +1.5%
  • ปี 2565: +2.5%
  • ปี 2566: +2%
  • ปี 2567: +2.5%

 

สอดคล้องกับการศึกษาของธนาคารโลก (World Bank) ที่คาดว่าอัตราการเติบโตตามศักยภาพของไทยจะลดลงจากค่าเฉลี่ย 3.2% ในช่วงปี 2554-2564 เหลือ 2.7% ในช่วงปี 2565-2573 ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการบรรลุเป้าหมายในการเป็นประเทศรายได้สูง

 

“การปฏิรูปโครงสร้างเพื่อเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจเป็นสิ่ง ‘จำเป็น’ เพื่อกระตุ้นการเติบโตในระยะยาว” ธนาคารโลกกล่าว

 

เปิดแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2568

 

สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2568 สภาพัฒน์คาดว่าจะขยายตัว 2.3-3.3% (โดยมีค่ากลางอยู่ที่ 2.8%) โดยประมาณการดังกล่าวได้คำนวณผลที่คาดว่าจะมาจากโครงการแจกเงินหมื่นระยะที่ 2 และ 3 รวมไปถึงความเสี่ยงที่การค้าโลกจะผันผวน เนื่องจากมาตรการกีดกันทางการค้าต่างๆ เข้าไปแล้ว

 

โดยข้อจำกัดและความเสี่ยงสำคัญของเศรษฐกิจไทยปี 2568 มีดังนี้

 

  1. ความเสี่ยงจากความผันผวนของระบบเศรษฐกิจและการเงินโลก

 

ความไม่แน่นอนจากการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ความยืดเยื้อของสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค การปรับทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสำคัญ และความเสี่ยงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน

 

  1. ภาระหนี้สินครัวเรือนและภาคธุรกิจที่อยู่ในระดับสูง 

 

ภายใต้มาตรฐานสินเชื่อที่มีความเข้มงวดมากขึ้น สัดส่วนหนี้ครัวเรือนแม้จะลดลงแต่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่คุณภาพสินเชื่อครัวเรือนและสินเชื่อภาคธุรกิจ SMEs ยังอยู่ในระดับต่ำ ส่งผลให้สถาบันการเงินยังเข้มงวดในการให้สินเชื่อ

 

  1. ความเสี่ยงจากความผันผวนในการเกษตร ทั้งผลผลิตและราคาสินค้าเกษตรที่สำคัญๆ

 

ผลผลิตเกษตรมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นเนื่องจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยมากขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์ผลผลิตข้าวจากผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลกที่เริ่มปรับตัวเข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้น จะสร้างแรงกดดันให้ราคาสินค้าเกษตรลดลง

 

ขณะที่ปัจจัยสนับสนุนปี 2568 มีดังนี้

 

  1. การเพิ่มขึ้นของแรงสนับสนุนจากรายจ่ายภาครัฐ โดยเฉพาะรายจ่ายลงทุนสอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีและงบประมาณรายจ่ายเหลื่อมปีประจำปีงบประมาณ 2568

 

  1. การขยายตัวของอุปสงค์ภาคเอกชนในประเทศ แนวโน้มการปรับตัวดีขึ้นของการลงทุนภาคเอกชนและการขยายตัวต่อเนื่องของการอุปโภคบริโภคภาคเอกชน

 

  1. การฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยว ตามการเพิ่มขึ้นของจำนวนและรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติมีแนวโน้มกลับเข้าสู่ระดับปกติมากขึ้น ประกอบกับแนวโน้มการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของนักท่องเที่ยวไทย

 

  1. การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการส่งออกสินค้า ตามแรงส่งของการขยายตัวของมูลค่าการส่งออกที่อยู่ในเกณฑ์สูงนับตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2567

 

ดนุชากล่าวอีกว่า เป้าหมายของรัฐบาลที่ต้องการผลักดันใน GDP ไทยขยายตัว 3-3.5% ในปี 2567 นับว่าเป็นเป้าหมายที่ท้าทาย และจำเป็นต้องใช้มาตรการต่างๆ เข้ามาเสริมมากขึ้น ทั้งการดึงดูดการลงทุน การใช้มาตรการกระตุ้นการบริโภคต่างๆ การกระตุ้นให้เกิดการลงทุนจริงโดยเฉพาะในฝั่งของเอกชน และการกระจายเม็ดเงินการลงทุนของภาครัฐ เป็นต้น

 

เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวต่ำ มีน้ำหนักต่อ กนง. หรือไม่?

 

สำหรับน้ำหนักของตัวเลข GDP นี้ต่อการตัดสินใจอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ดร.อมรเทพ กล่าวว่า ตั้งแต่ช่วงก่อนที่ GDP จะออกเราก็มองว่ามีความเป็นไปได้ว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีโอกาสจะลดดอกเบี้ยในรอบวันที่ 26 กุมภาพันธ์นี้อยู่แล้วท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับเงินทุนเคลื่อนย้าย

 

“โดยตอนนี้เราก็เริ่มมีความกังวลเพิ่มมากขึ้นแล้วว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ไม่ทั่วถึงจะไถลลงหนักขึ้น ทำให้มีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นการเปิดประตูสำหรับการลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อทำให้การฟื้นตัวเกิดความสมดุลมากขึ้นท่ามกลางเงินเฟ้อที่ต่ำและสภาพคล่องในตลาดที่ตึงตัว” 

 

อย่างไรก็ตาม ดร.อมรเทพ ยังตั้งข้อสังเกตว่า ในมุมของแบงก์ชาติอาจมองว่าสงครามการค้ายังมีทิศทางไม่ชัดเจน จึงอาจจะอยากจะเก็บกระสุนเอาไว้ก่อน

 

กระนั้น ดร.อมรเทพ ก็กล่าวอีกว่า กนง. อาจต้องส่งสัญญาณว่าจะใช้กระสุนบ้าง ไม่เช่นนั้นคนอาจกังวลว่าเศรษฐกิจจะถลำลงลึกไปมากกว่านี้

ภาพ: antoniodibacco / Getty Images

The post ตั้งแต่โควิด เศรษฐกิจไทยไม่เคยโตแตะ 3% มานาน 6 ปีแล้ว ล่าสุด GDP ปี 2567 ขยายตัว 2.5% appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมช.คลัง เร่งดันกฎหมายสถานบันเทิงครบวงจร บอกทุนจดทะเบียนหมื่นล้าน ไม่จำกัดสัญชาติ ต้องมีคุณภาพ ไม่มีเส้นสายในรัฐบาล https://thestandard.co/entertainment-complex-law-2025/ Tue, 14 Jan 2025 07:11:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1030289 จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง แถลงความคืบหน้ากฎหมายเอ็นเตอร์เทนเมนต์

วันนี้ (14 มกราคม) ที่ท้องสนามหลวง จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ […]

The post รมช.คลัง เร่งดันกฎหมายสถานบันเทิงครบวงจร บอกทุนจดทะเบียนหมื่นล้าน ไม่จำกัดสัญชาติ ต้องมีคุณภาพ ไม่มีเส้นสายในรัฐบาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง แถลงความคืบหน้ากฎหมายเอ็นเตอร์เทนเมนต์

วันนี้ (14 มกราคม) ที่ท้องสนามหลวง จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงกรณีสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า​ เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจว่า ตนยังไม่ได้ยินเลย ความเห็นของ สศช. ที่ส่งมาที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ไม่ได้มีประเด็นนี้ ถ้าตนจำไม่ผิดเขาให้ดูเรื่องผลกระทบ เพราะกฎหมายนี้ต้องออกมาควบคุม กำกับ ดูแล พร้อมกับเยียวยา รวมไปถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจ 

 

ทั้งนี้ การพนันอาจไม่ทำให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจที่ถูกต้อง แต่การศึกษาของกระทรวงการคลังเกิดผลกระทบใน 2 ช่วงคือ ช่วงก่อสร้าง GDP โตตกปีละ 0.2 % ซึ่งไม่รวมการพนัน และการที่จะนำมาคำนวณเป็น GDP ต้องมีการผลิตเกิดขึ้นในหลายส่วน ยืนยันว่ามีผลกระทบต่อเศรษฐกิจอยู่แล้ว เพราะมูลค่ากว่าแสนล้านบาท ถ้าเรามีมากกว่า 1 จุดก็จะมีการเติบโตมากกว่านั้น ซึ่งตัวเลขนี้เป็นเพียงการประเมินเรื่องของการลงทุน ยังไม่ใช่ผลพลอยได้เพราะเป็นโครงการที่มีธุรกิจเกี่ยวเนื่องอีกมากมายที่จะสร้างรายได้ให้กับประชาชนรอบพื้นที่ และสามารถเก็บรายได้เข้ารัฐได้

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าได้วางไทม์ไลน์​ไว้หรือไม่ว่า ร่างกฎหมายจะมีผลบังคับใช้เมื่อใด จุลพันธ์กล่าวว่า เร็วที่สุด รัฐบาลชุดนี้ทำงานเร็วอยู่แล้ว มันมีกระบวนการที่อยู่นอกเหนือมือของพวกตน แต่เราทราบว่าการขับเคลื่อนเรื่องนี้เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ จึงเชื่อว่าไม่มีใครชักช้า ซึ่งขณะนี้อยู่ในมือของคณะกรรมการกฤษฎีกา คาดว่าไม่นาน เพราะความล่าช้าเป็นต้นทุนทางโอกาส และเรื่องนี้เป็นประโยชน์ไม่เหมือนกับที่หลายสำนักข่าวไปบอกว่าเป็นคาสิโน และ​เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ที่เกิดขึ้นในหลายประเทศทำให้เกิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ซึ่งมีความจำเป็นจะต้องออกกฎหมายเฉพาะ แต่ก็ยอมรับว่าถ้าจะให้บังคับใช้ได้ไตรมาส 3 ก็ตรึงมาก ส่วนไตรมาส 4 ก็ตอบไม่ได้จริงๆ

 

จุลพันธ์กล่าวว่า สำหรับบริษัทที่จะลงทุนต้องเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในไทย แต่ไม่ได้จำกัดเรื่องของสัญชาติ เพราะจะมีการเขียนกฎหมายให้ผู้ลงทุนต้องมีทุนจดทะเบียน 1 หมื่นล้านบาท เพื่อเป็นการคัดกรองให้รู้ว่าคนที่เข้ามาต้องเป็นเบอร์ใหญ่ และเป็นนักลงทุนจริงๆ เพราะการทำโปรเจกต์ขนาดนี้ต้องเป็นคนที่มีความพร้อมและมีศักยภาพ มีประสบการณ์ เคยทำธุรกิจประเภทนี้มาก่อน

 

จุลพันธ์ยืนยันว่า ตนยังไม่เคยพบกับใครตามที่เป็นข่าว แล้วก็ไม่ต้องมีใครมาพบตนด้วย เพราะตนมีหน้าที่ทำกฎหมาย แต่เรื่องสถานที่ ใครทำอะไรที่ไหน จะมีคณะกรรมการที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยจะมีการเขียนกฎหมายให้รอบคอบและรัดกุม โปร่งใสตรวจสอบได้ ซึ่งเป็นหน้าที่ของตนที่จะทำกฎหมายให้คลีนที่สุด ใครจะทำอะไรที่ไหนต้องเสนอเข้ามาแข่งขันกัน และรัฐก็จะได้ประโยชน์จากมิติต่างๆ ทั้งการจัดเก็บภาษี มิติสังคม และสิ่งปลูกสร้างที่จะเกิดขึ้นมา อะไรที่จะว้าวก็ต้องไปวัดกันข้างหน้า

 

จุลพันธ์กล่าวอีกว่า ส่วนที่ภาคเอกชนมีความสนใจเป็นอย่างมากก็ต้องขอขอบคุณ เพราะแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีความพร้อมและศักยภาพ ทำให้ทั้งในและต่างประเทศพร้อมโดดมาลงทุน ยืนยันว่าไม่มีเรื่องของเส้นสายหรือเกี้ยเซียะอะไรในรัฐบาล เพราะในรัฐบาลไม่มีใครกล้าทำ

 

ผู้สื่อกล่าวต่อว่า ภาคเอกชนยังกังวลเรื่องการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม จุลพัน​ธ์​กล่าวว่า อยู่ที่การร่างกฎหมายและกลไก การตรวจสอบมีเยอะแยะ ทั้งยังมีนักร้อง จึงเชื่อว่าไม่มีใครกล้าทำ

The post รมช.คลัง เร่งดันกฎหมายสถานบันเทิงครบวงจร บอกทุนจดทะเบียนหมื่นล้าน ไม่จำกัดสัญชาติ ต้องมีคุณภาพ ไม่มีเส้นสายในรัฐบาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
รับลูกทักษิณ! พิชัยเริ่มทำการบ้าน Hair Cut หนี้ ช่วยประชาชน ด้านสภาพัฒน์แนะควรทำเฉพาะกลุ่ม https://thestandard.co/pichai-debt-relief-proposal-citizens/ Mon, 26 Aug 2024 10:45:53 +0000 https://thestandard.co/?p=975619 พิชัย

วันนี้ (26 สิงหาคม) พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และร […]

The post รับลูกทักษิณ! พิชัยเริ่มทำการบ้าน Hair Cut หนี้ ช่วยประชาชน ด้านสภาพัฒน์แนะควรทำเฉพาะกลุ่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
พิชัย

วันนี้ (26 สิงหาคม) พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตอบคำถามผู้สื่อข่าวเมื่อถูกถามว่า มีนโยบายในการรับลูกอย่างไรจากกรณีที่ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีข้อเสนอให้ลดหนี้ (Hair Cut) เพื่อช่วยเหลือประชาชน โดยพิชัยระบุว่า ได้เริ่มศึกษาทำการบ้านในเรื่องดังกล่าวมานานแล้ว

 

ขณะนี้ได้เริ่มดำเนินการในส่วนของธนาคารรัฐไปแล้ว โดยมีแผนที่ดำเนินการต่อเนื่องสำหรับธนาคารพาณิชย์ต่อไป ซึ่งได้หารือกับธนาคารพาณิชย์ไปในเบื้องต้น พร้อมมอบโจทย์กับธนาคารพาณิชย์ให้ไปศึกษาแนวทางการปรับโครงสร้างหนี้เพื่อช่วยประชาชน และพยายามให้ธนาคารพาณิชย์หลายๆ แห่งร่วมมือกันในเรื่องดังกล่าว

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามต่อว่า จะเห็นความชัดเจนได้เมื่อใด พิชัยระบุว่า ขอให้ใจเย็นๆ

 

สภาพัฒน์แนะควรทำ Hair Cut เฉพาะกลุ่ม

 

ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ตอบคำถามผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับข้อเสนอมาตรการแก้หนี้ครัวเรือนผ่านการลดเงินนำส่งกองทุน FIDF ว่า ทางกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควรหารือกันเกี่ยวกับแนวทางและผลกระทบจากข้อเสนอดังกล่าวอย่างไร

 

“หากลดเงินนำส่งกองทุน FIDF ลงครึ่งหนึ่ง แน่นอนว่าอาจทำให้การปิดหรือชดเชยหนี้ FIDF นี้ยืดออกไป จึงต้องมาดูว่าการลดเงินนำส่งลงครึ่งหนึ่งมาใช้ช่วยเหลือผู้ที่เป็นหนี้จะทำได้อย่างไร โดยต้องมาพูดคุยกันแล้วเปรียบเทียบข้อดีและข้อเสีย” ดนุชากล่าว

 

สำหรับข้อเสนอการลดหนี้ (Hair Cut) ดนุชาระบุว่า ปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการพูดคุยว่ามีความจำเป็นที่ต้อง Hair Cut มากน้อยแค่ไหน แต่มองว่าการทำ Hair Cut ควรทำแบบเฉพาะกลุ่ม ไม่ใช่ทั้งกระดาน (Across the Board) เนื่องจากวิธีการนี้อาจนำไปสู่ภาวะ Moral Hazard ได้

 

พร้อมแนะว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญปัญหาเรื่องการกระจายรายได้ที่ ‘ไม่ทั่วถึง’ ดังนั้นรัฐบาลต้องมีมาตรการสร้างรายได้ สร้างอาชีพ ให้ยั่งยืนขึ้น ร่วมกับการปรับโครงสร้างหนี้ด้วย

 

“การแก้ปัญหา ถ้าจะเกิด Moral Hazard ก็ไม่ควรจะทำ แต่ควรทำในแง่รัฐเข้าไปเพิ่มการลงทุน สร้างการจ้างงานและรายได้ให้กับคน ขณะเดียวกันอาศัยความร่วมมือของธนาคารต่างๆ และ Non-Bank เร่งปรับโครงสร้างหนี้ของประชาชน” ดนุชากล่าว

The post รับลูกทักษิณ! พิชัยเริ่มทำการบ้าน Hair Cut หนี้ ช่วยประชาชน ด้านสภาพัฒน์แนะควรทำเฉพาะกลุ่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
แนวโน้มดอกเบี้ยถึงจุดสูงสุด สร้างโอกาสเพิ่มผลตอบแทนที่สูงขึ้นรับสภาวะอัตราดอกเบี้ยขาลง https://thestandard.co/ttb-inverse-floater-note/ Thu, 14 Dec 2023 09:00:14 +0000 https://thestandard.co/?p=876512 แนวโน้มดอกเบี้ย

เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ผลการประชุมของคณะกรรมก […]

The post แนวโน้มดอกเบี้ยถึงจุดสูงสุด สร้างโอกาสเพิ่มผลตอบแทนที่สูงขึ้นรับสภาวะอัตราดอกเบี้ยขาลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
แนวโน้มดอกเบี้ย

เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ผลการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 2.50% ต่อปี โดยคณะกรรมการ กนง. ประเมินว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับปัจจุบันนั้นเหมาะสมกับบริบทที่เศรษฐกิจกำลังทยอยฟื้นตัวกลับสู่ระดับศักยภาพ เอื้อให้เงินเฟ้ออยู่ในกรอบเป้าหมายอย่างยั่งยืน เสริมสร้างเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินในระยะยาว และป้องกันการสะสมความไม่สมดุลทางการเงิน อีกทั้งช่วยรักษาขีดความสามารถของนโยบายการเงินในการรองรับความไม่แน่นอนในระยะข้างหน้า

 

ขณะที่ GDP ไทยในไตรมาส 3 ปี 2566 สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยข้อมูลว่า GDP ขยายตัวเพียง 1.5%YoY เนื่องมาจากการส่งออกรวมชะลอลง และการใช้จ่ายรัฐบาลยังคงลดลง แม้ว่าการบริการขยายตัวจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เพิ่มขึ้น การอุปโภคบริโภคของครัวเรือนที่ขยายตัวต่อเนื่อง และการลงทุนของภาคเอกชนที่เร่งตัวขึ้น

 

ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2566 และ 2567 กนง. ประเมินว่าจะขยายตัว 2.4% และ 3.2% ตามลำดับ และหากรวมผลของโครงการกระเป๋าเงินดิจิทัล อัตราการขยายตัวในปี 2567 คาดว่าจะอยู่ที่ 3.8% ลดลงจาก 4.4% ที่ประเมินไว้ในการประชุมครั้งก่อน ในภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในทิศทางฟื้นตัว โดยได้รับแรงส่งจากการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวดีตามการใช้จ่ายในหมวดบริการ รวมทั้งแรงสนับสนุนจากการจ้างงานและรายได้แรงงานที่ปรับตัวดีขึ้น

 

จากตัวเลข GDP ไทยที่ประกาศออกมานั้น ทำให้ตลาดมองว่า การคาดการณ์เศรษฐกิจในปี 2566 และ 2567 ของหน่วยงานรัฐอาจจะสูงกว่าความเป็นจริง โดยก่อนหน้านี้หลายหน่วยงานคิดว่าเศรษฐกิจจะไม่ชะลอมากและเงินเฟ้อจะยังมีแรงส่งต่อเนื่อง ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดำเนินการขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจกลับมีมากขึ้น ดังนั้น จึงคาดการณ์ได้ว่ามีความเป็นไปได้ที่ ธปท. พร้อมจะลดดอกเบี้ยได้มากขึ้น หากเศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าที่คาดไว้ 

 

การประกาศ ‘คงอัตราดอกเบี้ย’ ของ กนง. นับได้ว่าเป็นครั้งแรกหลังจากขึ้นดอกเบี้ยติดต่อกัน 8 ครั้ง ซึ่งเป็นสัญญาณที่มีแนวโน้มสิ้นสุดวัฏจักรขาขึ้นของดอกเบี้ย ทำให้คนที่ซื้อผลิตภัณฑ์การลงทุนที่เกี่ยวข้องกับอัตราดอกเบี้ยมีโอกาสได้รับผลตอบแทนมากขึ้น

 

เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้ลงทุนได้บริหารจัดการการลงทุน และเข้าใกล้เป้าหมายหลายผลตอบแทนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ttb นำเสนอผลิตภัณฑ์ ‘หุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝงอ้างอิงอัตราดอกเบี้ย’ หรือ ‘ttb Inverse Floater Note’ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ให้ผลตอบแทนอ้างอิงอัตราดอกเบี้ยลอยตัวแบบย้อนทิศ โดยผลตอบแทนจะแปรผกผันกับการเคลื่อนไหวของอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง กล่าวคืออัตราดอกเบี้ยอ้างอิงปรับตัวลดลง ผลตอบแทนของหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝงจะเพิ่มขึ้น

 

ทั้งนี้ ‘ttb Inverse Floater Note’ จะอ้างอิงการเคลื่อนไหวของอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง THOR Rating AA+ โดยจ่ายดอกเบี้ยให้ผู้ลงทุนทุก 3 เดือนแบบลอยตัวย้อนทิศ คุ้มครองเงินต้น 100% โดย ttb เมื่อถือจนครบกำหนด 

 

‘ttb Inverse Floater Note’ เสนอขายเฉพาะผู้ลงทุนรายใหญ่และผู้ลงทุนสถาบัน ลงทุนเริ่มต้นที่ 1 ล้านบาท เปิดจำหน่ายวันที่ 14-20 ธันวาคม 2566 เท่านั้น

 

ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม: www.ttbbank.com/ratelinkednote/standardwealth

 

แนวโน้มดอกเบี้ย

 


พิเศษยิ่งขึ้น กับโปรโมชันติดสปีดความมั่งคั่ง

ติดสปีดคะแนนสะสม เมื่อมียอดเงินลงทุนในหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝงครบทุกๆ 1 ล้านบาท รับคะแนนสะสมพิเศษ 5,000 คะแนน เข้าบัตรเครดิต ttb reserve

 

สนใจลงทุน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อได้ที่ ttb ทุกสาขา

หรือที่ปรึกษาทางด้านการเงินและการลงทุนของท่าน หรือโทร. 1428 กด #4

(วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 09.00-17.30 น. ยกเว้นวันหยุดธนาคาร)

 

หมายเหตุ: หุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝงมีระดับความเสี่ยง 5 เป็นการลงทุนที่มีความซับซ้อนและความเสี่ยงสูงกว่าหุ้นกู้ทั่วไป แต่เป็นทางเลือกที่มีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงขึ้น ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจลักษณะความเสี่ยงและปัจจัยอ้างอิงของหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝงอย่างละเอียดถี่ถ้วน ก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | คุ้มครองเงินต้น 100% โดย ttb เมื่อถือจนครบกำหนด (Rating AA+) | ผลตอบแทนตามอัตราดอกเบี้ย THOR แบบลอยตัวย้อนทิศ | การลงทุนหรือใช้บริการที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุนที่มีความเสี่ยงสูงหรือมีความซับซ้อนมีความแตกต่างจากการลงทุนหรือใช้บริการผลิตภัณฑ์ในตลาดทุนทั่วไป | ผู้ลงทุนไม่สามารถขายคืนหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝงนี้ก่อนครบกำหนดอายุได้ | ผู้ลงทุนมีความจำเป็นในการขอคำแนะนำเพิ่มเติมจากผู้ประกอบธุรกิจก่อนการลงทุน

 

The post แนวโน้มดอกเบี้ยถึงจุดสูงสุด สร้างโอกาสเพิ่มผลตอบแทนที่สูงขึ้นรับสภาวะอัตราดอกเบี้ยขาลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
กระทรวงการคลังแจง ยังไม่มีนโยบายขึ้นภาษี VAT จาก 7% เป็น 10% เพื่อเพิ่มเงินออมวัยเกษียณ https://thestandard.co/mof-on-vat-7-to-10-percent/ Sun, 27 Aug 2023 06:05:45 +0000 https://thestandard.co/?p=834272

วันนี้ (27 สิงหาคม) พรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศ […]

The post กระทรวงการคลังแจง ยังไม่มีนโยบายขึ้นภาษี VAT จาก 7% เป็น 10% เพื่อเพิ่มเงินออมวัยเกษียณ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (27 สิงหาคม) พรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง ชี้แจงประเด็นที่มีข่าวเสนอถึงแนวทางการแก้ปัญหาการออมสำหรับผู้สูงอายุ ที่จะปรับเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 7% เป็น 10% โดยในส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ปรับเพิ่มขึ้นมาอีก 3% นั้นจะออกกฎหมายเฉพาะ

 

พรชัยกล่าวว่า กระทรวงการคลังขอยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่มีนโยบายการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามแนวคิดดังกล่าว ก่อนหน้านี้กระแสข่าวนำเสนอรูปแบบการออมสำหรับผู้สูงอายุหลายรูปแบบ โดยรูปแบบหนึ่งที่มีการเสนอผ่านคณะกรรมการปฏิรูปสังคมและสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เห็นว่าเป็นแนวทางที่ดีคือ การปรับเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT จากเดิม 7% เป็น 10%

 

โดยในส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ปรับเพิ่มขึ้นมาอีก 3% รัฐบาลอาจออกกฎหมายเฉพาะ เพื่อนำเงินที่รัฐเก็บภาษีในส่วนนี้มาเป็นเงินออมของประชาชนเพื่อใช้ในวัยเกษียณ ซึ่งจะทำให้ประชาชนชาวไทยมีเงินออมไว้ใช้สำหรับการเกษียณอายุ

The post กระทรวงการคลังแจง ยังไม่มีนโยบายขึ้นภาษี VAT จาก 7% เป็น 10% เพื่อเพิ่มเงินออมวัยเกษียณ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สศช. หั่นกรอบบน GDP ไทยปีนี้จาก 3.5% เหลือ 3.2% หลังความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ส่อกระทบเศรษฐกิจโลก https://thestandard.co/thai-gdp/ Mon, 15 Aug 2022 05:16:30 +0000 https://thestandard.co/?p=667051 เศรษฐกิจ

สศช. ปรับลดกรอบบนประมาณการเศรษฐกิจไทยในปีนี้จาก 3.5% เห […]

The post สศช. หั่นกรอบบน GDP ไทยปีนี้จาก 3.5% เหลือ 3.2% หลังความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ส่อกระทบเศรษฐกิจโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐกิจ

สศช. ปรับลดกรอบบนประมาณการเศรษฐกิจไทยในปีนี้จาก 3.5% เหลือ 3.2% จากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก เผย GDP ไตรมาส 2 ขยายตัวได้ 2.5% ตามการฟื้นตัวของการบริโภคในประเทศและท่องเที่ยว

 

ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2/65 ขยายตัวได้ 2.5% เทียบกับช่วงไตรมาสเดียวกันปีก่อนหน้า และขยายตัวได้ 0.7% จากไตรมาสที่ผ่านมา โดยการขยายตัวเป็นผลมาจากการอุปโภคบริโภคภาคเอกชนและการส่งออกบริการที่ปรับตัวดีขึ้น ส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีแรกขยายตัวได้ 2.4% 

 

ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาส 2 ได้รับอานิสงส์จากการขยายตัวของสินค้าและบริการที่มาจากการท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งขยายตัวได้มากถึง 54.3% การอุปโภคและบริโภคภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้น 6.9% และการอุปโภคภาครัฐบาลที่เพิ่มขึ้น 2.4% 

 

ขณะเดียวกัน สศช. ยังได้ปรับประมาณการภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้ จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 2.5-3.5% เป็น 2.7-3.2% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการปรับตัวดีขึ้นของการบริโภคภาคเอกชนและภาคการท่องเที่ยว รวมทั้งการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวในเกณฑ์ดีต่อเนื่อง โดยคาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินดอลลาร์จะเพิ่มขึ้น 7.9% การอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 4.4% และ 3.1% ตามลําดับ ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยอยู่ในช่วง 6.3-6.8% และดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล 1.6% ของ GDP

 

พร้อมกันนี้ยังคาดว่าจะมีรายรับจากนักท่องเที่ยวต่างชาติของไทยในปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 6.6 แสนล้านบาท จากเดิมคาดการณ์ที่ 5.7 แสนล้านบาท ตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่คาดว่าจะเข้ามาในประเทศไทยปีนี้ที่ 9.5 ล้านคน

 

“เรายังมองค่ากลางของ GDP ไทยในปีนี้ไว้ใกล้เคียงเดิม แต่สาเหตุหลักที่มีการปรับลดกรอบบนของ GDP จาก 3.5% ลงมาอยู่ที่ 3.2% คือปัจจัยภายนอก เช่น ปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก” ดนุชาระบุ

 

เลขา สศช. กล่าวอีกว่า ปัญหาเรื่องความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ถือเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นภาวะที่คาดเดาได้ยาก อย่างในกรณีล่าสุดที่เกิดปัญหาความตึงเครียดในช่องแคบไต้หวันขึ้นก็ถือเป็นเรื่องที่ไทยต้องจับตาดู เพราะปัจจุบันไทยนำเข้าเซมิคอนดักเตอร์จากไต้หวันในสัดส่วนถึง 29% และยังส่งออกสินค้าไปไต้หวันกว่า 3.7 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแผงวงจรไฟฟ้า 

 

“เราคงต้องติดตามดูว่าการซ้อมรบของจีน และมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่างๆ ของจีนต่อไต้หวันจะกินระยะเวลาแค่ไหน ส่วนความเสี่ยงจากภายนอกอื่นๆ ที่ยังต้องติดตามคือ การปรับขึ้นดอกเบี้ยที่เร็วและแรงของประเทศต่างๆ และแนวโน้มเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวลงจากปัญหาในภาคอสังหาริมทรัพย์” ดนุชากล่าว

 

นอกจากนี้ เลขา สศช. ยังพูดถึง 8 ประเด็นการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในช่วงที่เหลือของปี 2565 ที่ไทยควรให้ความสําคัญ ประกอบด้วย

 

  1. การติดตามและดูแลกลไกตลาดเพื่อให้ราคาสินค้าเคลื่อนไหวสอดคล้องกับต้นทุนการผลิต ควบคู่ไปกับการดูแลกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มที่มีความเปราะบางต่อการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าและภาระดอกเบี้ย แบบมุ่งเป้า 

 

  1. การดูแลการผลิตภาคเกษตรและรายได้เกษตรกร โดยให้ความสําคัญกับการบรรเทาผลกระทบแก่เกษตรกรจากปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบและปัญหาต้นทุนการผลิต การเตรียมการและป้องกันปัญหาจากอุทกภัย และการเพิ่มส่วนแบ่งของเกษตรกรในรายได้จากการจําหน่ายผลผลิตขั้นสุดท้าย 

 

  1. การดูแลและแก้ไขปัญหาหนี้สินของลูกหนี้รายย่อยท่ามกลางแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ย ทั้งภาคครัวเรือน และภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) รวมทั้งเตรียมมาตรการเพื่อสนับสนุนการปรับตัวของภาคธุรกิจ 

 

  1. การรักษาแรงขับเคลื่อนจากการส่งออกสินค้า โดยการขับเคลื่อนการส่งออกสินค้าสําคัญไปยังตลาดหลัก และการสร้างตลาดใหม่ให้กับสินค้าที่มีศักยภาพ 

 

  1. การสนับสนุนการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและบริการเกี่ยวเนื่อง โดยการส่งเสริมการพัฒนาการท่องเที่ยวคุณภาพสูง การพิจารณามาตรการสินเชื่อและมาตรการสนับสนุนอื่นๆ ให้ผู้ประกอบการในภาคการท่องเที่ยวสามารถกลับมาประกอบธุรกิจ 

 

  1. การส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชน โดยการเร่งรัดให้ผู้ประกอบการที่ได้รับอนุมัติและออกบัตรส่งเสริมการลงทุนในช่วงปี 2562-2564 ให้เกิดการลงทุนจริง โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย และเร่งแก้ไขปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนและการประกอบธรุกิจ รวมทั้งปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคการผลิต

 

  1. การขับเคลื่อนการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐ 

 

  1. การติดตาม เฝ้าระวัง และเตรียมมาตรการรองรับความผันผวนของเศรษฐกิจและการเงินโลก และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ 

 

The post สศช. หั่นกรอบบน GDP ไทยปีนี้จาก 3.5% เหลือ 3.2% หลังความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ส่อกระทบเศรษฐกิจโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
สภาพัฒน์ เผยเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 หดตัว 0.3% คาดทั้งปี 2564 ขยายตัว 1.2% https://thestandard.co/nesdc-say-thai-economy-third-quarter-drop-0-3-percent/ Mon, 15 Nov 2021 03:16:43 +0000 https://thestandard.co/?p=559794 สภาพัฒน์

ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่ […]

The post สภาพัฒน์ เผยเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 หดตัว 0.3% คาดทั้งปี 2564 ขยายตัว 1.2% appeared first on THE STANDARD.

]]>
สภาพัฒน์

ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ปี 2564 หดตัวลง 0.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) และหดตัวลง 1.1% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) ขณะที่ 9 เดือนแรกของปี 2564 เศรษฐกิจไทยยังขยายตัวได้ในระดับ 1.3% 

 

ด้านการใช้จ่าย การบริโภคภาคเอกชน และการลงทุนภาครัฐปรับตัวลดลง ขณะที่การส่งออกสินค้า การลงทุนภาคเอกชนและการใช้จ่ายภาครัฐขยายตัว 

 

ส่วนด้านการผลิต สาขาการผลิตอุตสาหกรรม สาขาที่พักแรมและบริการ ด้านอาหาร สาขาการก่อสร้าง สาขาขนส่งและสถานที่เก็บสินค้า และสาขาไฟฟ้าและก๊าซปรับลดลง ขณะที่สาขาการขายส่งการขายปลีกและการซ่อมแซม ขยายตัว และสาขาเกษตรกรรมขยายตัวเร่งขึ้น

 

ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2564 คาดว่าจะขยายตัว 1.2% ปรับดีขึ้นอย่างช้าๆ จากการลดลง 6.1% ในปี 2563 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ที่ 1.2% และดุลบัญชีเดินสะพัดคาดว่าจะขาดดุลราว 2.5% ของ GDP

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post สภาพัฒน์ เผยเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 หดตัว 0.3% คาดทั้งปี 2564 ขยายตัว 1.2% appeared first on THE STANDARD.

]]>
สภาพัฒน์ เผย GDP ไตรมาสแรกปี 2564 หดตัว 2.6% เมื่อเทียบปีต่อปี แต่ขยายตัว 0.2% เมื่อเทียบไตรมาสก่อนหน้า https://thestandard.co/onesdc-gdp-q164-shrink/ Mon, 17 May 2021 03:16:03 +0000 https://thestandard.co/?p=489663 สภาพัฒน์ GDP

ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่ […]

The post สภาพัฒน์ เผย GDP ไตรมาสแรกปี 2564 หดตัว 2.6% เมื่อเทียบปีต่อปี แต่ขยายตัว 0.2% เมื่อเทียบไตรมาสก่อนหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
สภาพัฒน์ GDP

ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงตัวเลขเศรษฐกิจไทยประจำไตรมาสแรกปี 2564 ว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกปี 2564 หดตัว 2.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ซึ่งเป็นผลจากการส่งออกบริการที่ยังหดตัวแรง โดยในไตรมาสดังกล่าวภาคการส่งออกบริการหดตัวถึง 63.5% เช่นเดียวกับการบริโภคภาคเอกชนที่หดตัว 0.5%

 

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยไตรมาสดังกล่าวได้แรงหนุนจากการส่งออกที่ปรับตัวดีขึ้น โดยขยายตัว 3.2% การลงทุนรวมขยายตัว 7.3% ขณะที่การอุปโภคภาครัฐขยายตัว 2.1% ซึ่งปัจจัยเหล่านี้หนุนให้เศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกปี 2564 สามารถขยายตัวได้ 0.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า(QoQ)

The post สภาพัฒน์ เผย GDP ไตรมาสแรกปี 2564 หดตัว 2.6% เมื่อเทียบปีต่อปี แต่ขยายตัว 0.2% เมื่อเทียบไตรมาสก่อนหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
สภาพัฒน์แจงปมเบิกจ่ายวงเงินกู้ 1 ล้านล้านบาทล่าช้า สั่งยุติส่วนที่จ่ายไม่ออก ประเดิม 11 โครงการ รวมมูลค่า 64 ล้านบาท https://thestandard.co/onesdc-explained-loan-disbursement-amount-of-1-trillion-baht/ Mon, 10 May 2021 12:49:24 +0000 https://thestandard.co/?p=487136 สภาพัฒน์ วงเงินกู้ ฟื้นฟูเศรษฐกิจ

วันฉัตร สุวรรณกิตติ รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและส […]

The post สภาพัฒน์แจงปมเบิกจ่ายวงเงินกู้ 1 ล้านล้านบาทล่าช้า สั่งยุติส่วนที่จ่ายไม่ออก ประเดิม 11 โครงการ รวมมูลค่า 64 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
สภาพัฒน์ วงเงินกู้ ฟื้นฟูเศรษฐกิจ

วันฉัตร สุวรรณกิตติ รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเบิกจ่ายและใช้งบในมาตรการเงินเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจจากโควิด-19 จำนวน 1 ล้านล้านบาท (วงเงินกู้ 1 ล้านล้านบาท) ที่เบิกจ่ายล่าช้าจากปี 2563

 

ทั้งนี้ส่วน 1. แผนงานด้านสาธารณสุข วงเงิน 45,000 ล้านบาท อนุมัติรวม 25,825 ล้านบาท แต่เบิกจ่ายเพียง 27.50% หรือราว 7,102 ล้านบาท เพราะหน่วยงานที่รับผิดชอบอยู่ระหว่างจัดซื้อจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์และสาธารณสุข

 

ขณะที่ 2. แผนงานฟื้นฟูเศรษฐกิจ 355,000 ล้านบาท อนุมัติ 138,700 ล้านบาท แต่เบิกจ่ายไปเพียง 70,600 ล้านบาท เพราะหน่วยงานอยู่ระหว่างจัดซื้อจัดจ้างวัสดุและครุภัณฑ์ รวมถึงการชะลอกิจกรรมลงพื้นที่

 

โดยวันที่ 9 มีนาคม 2564 ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีพบว่ามีโครงการที่เบิกจ่ายต่ำกว่า 10% ราว 141 โครงการ (จาก 209 โครงการ) จึงระบุว่า หากหน่วยงานที่ได้อนุมัติแล้วแต่ยังไม่มีแผนการเบิกชัดเจนภายในวันที่ 30 เมษายน 2564 จะให้ยุติโครงการ ขณะนี้มี 11 โครงการ (64 ล้านบาท) ใน 5 จังหวัดที่ขอยกเลิกโครงการแล้ว รวมถึงกรมจัดหางานกำลังเสนอลดวงเงินโครงการจ้างเด็กจบใหม่ลงจากวงเงินเดิมที่ 19,462 ล้านบาท

 

ส่วนกรณีข้อสงสัยว่าเม็ดเงินมาตรการช่วงเหลือเพิ่มเติมในโควิด-19 ระลอก 3 เพียง 235,500 ล้านบาทนั้น (เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2564) ไม่เพียงพอกับผลกระทบที่รุนแรงกว่ารอบที่ผ่านมาๆ มา ทางสภาพพัฒน์ชี้แจงว่า

 

ทั้งนี้ปัจจุบัน (ณ วันที่ 3 พฤษภาคม 2564) คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติโครงการที่เสนอขอใช้จ่ายเงินกู้ภายใต้พระราชกำหนดตามที่คณะกรรมการเสนอแล้ว 283 โครงการ รวมกรอบวงเงินกู้ 762,902 ล้านบาท คงเหลือวงเงินกู้ 237,097 ล้านบาท ซึ่งยังพอเพียงสาหรับการดำเนินการตามมาตรการที่เสนอไปแล้ว ได้แก่

 

  • ในระยะเร่งด่วนเดือนพฤษภาคม 2564 มาตรการเพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน เช่น ลดค่าน้ำ ค่าไฟ ฯลฯ และมาตรการเพื่อช่วยเหลือเยียวยา รวม 43 ล้านคน วงเงินรวม 85,500 ล้านบาท

 

  • ขณะที่ช่วงเดือนกรกฎาคม-ธันวาคม 2564 ตั้งวงเงินมาตรการฟื้นฟูไว้ที่ 140,000 ล้านบาท

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post สภาพัฒน์แจงปมเบิกจ่ายวงเงินกู้ 1 ล้านล้านบาทล่าช้า สั่งยุติส่วนที่จ่ายไม่ออก ประเดิม 11 โครงการ รวมมูลค่า 64 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
EIC แนะ จับตา ‘6 ปัจจัยเสี่ยง’ กดดันเศรษฐกิจไทยปีนี้ ยอมรับ GDP ไตรมาส 4/63 ดีกว่าคาด จากการบริโภคภาคเอกชน https://thestandard.co/eic-6-risk-factors-pressure-thai-economy/ Mon, 15 Feb 2021 12:59:28 +0000 https://thestandard.co/?p=454793 EIC แนะ จับตา ‘6 ปัจจัยเสี่ยง’ กดดันเศรษฐกิจไทยปีนี้ ยอมรับ GDP ไตรมาส 4/63 ดีกว่าคาด จากการบริโภคภาคเอกชน

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.​) ราย […]

The post EIC แนะ จับตา ‘6 ปัจจัยเสี่ยง’ กดดันเศรษฐกิจไทยปีนี้ ยอมรับ GDP ไตรมาส 4/63 ดีกว่าคาด จากการบริโภคภาคเอกชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
EIC แนะ จับตา ‘6 ปัจจัยเสี่ยง’ กดดันเศรษฐกิจไทยปีนี้ ยอมรับ GDP ไตรมาส 4/63 ดีกว่าคาด จากการบริโภคภาคเอกชน

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.​) รายงานตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 4 ปี 2563 หดตัว 4.2% และทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยตลาดปี 2563 หดตัวที่ 6.1% ซึ่งเป็นการหดตัวที่มากที่สุดในรอบ 22 ปี 

 

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและธุรกิจ (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ประเมินว่า ตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ปี 2563 ที่หดตัว 4.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) นับเป็นการหดตัวที่น้อยกว่าที่ตลาดคาดการณ์เอาไว้ ขณะที่ EIC คาดการณ์ว่าการหดตัวของเศรษฐกิจไทยช่วงไตรมาสดังกล่าวจะอยู่ที่ 5.4% 

 

สาเหตุที่เศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ปรับตัวดีกว่าการคาดการณ์ เกิดจากการกลับมาขยายตัวของการบริโภคภาคเอกชน ที่ส่วนหนึ่งได้แรงหนุนจากนโยบายภาครัฐ เช่น เราเที่ยวด้วยกัน คนละครึ่ง และช้อปดีมีคืน เป็นต้น

 

ขณะที่การฟื้นตัวของภาคส่งออกก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้การผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้นชัดเจน โดยในไตรมาส 4 การผลิตภาคอุตสาหกรรม (MPI) หดตัวเพียง 0.9% และยังส่งผลให้การลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวกับการส่งออกปรับตัวดีขึ้นด้วย จึงมีส่วนทำให้การลงทุนเอกชนในภาพรวมหดตัวเพียง 3.3% เทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่หดตัวถึง 10.6% 

 

นอกจากนี้การเพิ่มขึ้นของส่วนเปลี่ยนแปลงสินค้าคงคลังก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 หดตัวน้อยกว่าคาด โดยสินค้าคงคลังสำคัญที่เพิ่มขึ้นในไตรมาส 4 ได้แก่ ข้าวเปลือก ทองคำ และสินค้าเพื่อการผลิตคอมพิวเตอร์

 

สำหรับในปี 2564 ทาง EIC คาดว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างช้าๆ และยังมีความเสี่ยงหลายประการ โดยประมาณการล่าสุดของ EIC คาดไว้ว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2564 มีแนวโน้มขยายตัวที่ 2.2% เป็นการฟื้นตัวอย่างช้าๆ ซึ่งมีข้อจำกัดสำคัญตามการท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มฟื้นตัวช้า โดย EIC คาดว่า จะมีนักท่องเที่ยวเพียง 3.7 ล้านคนในปีนี้ 

 

ขณะที่กำลังซื้อในประเทศคาดว่า จะมีการฟื้นตัวช้าเช่นกัน จากการระบาดรอบใหม่ในช่วงต้นปีที่จะไปซ้ำเติมแผลเป็นเศรษฐกิจที่มีอยู่ ได้แก่ การปิดกิจการและการว่างงานที่อาจเพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อกำลังซื้อภาคประชาชน

 

อย่างไรก็ดี ภาครัฐจะมีบทบาทสำคัญต่อการพยุงเศรษฐกิจในปีนี้ โดยล่าสุดภาครัฐได้อนุมัติโครงการเราชนะและ ม.33 เรารักกัน เพื่อเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบกว่า 40 ล้านคน วงเงินรวมกว่า 2.5 แสนล้านบาท ซึ่งคาดว่ามาตรการเหล่านี้จะเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบได้ในระดับหนึ่ง 

 

นอกจากนี้ภาครัฐยังมีแนวโน้มที่จะออกมาตรการอื่นๆ เพิ่มเติมในช่วงที่เหลือของปี เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอีกด้วย ทั้งนี้ ต้องติดตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการค้าโลกที่อาจฟื้นตัวดีกว่าคาด ตามข้อมูลการส่งออกล่าสุดของหลายประเทศที่ทยอยออกมา ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการฟื้นตัวของการส่งออกไทยและเศรษฐกิจไทยในภาพรวม 

 

สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตา ได้แก่ 

 

1. ระยะเวลาในการควบคุมการระบาดระลอกใหม่ 

 

2. ความล่าช้าในการกระจายวัคซีนในไทยอย่างแพร่หลาย 

 

3. แผลเป็นทางเศรษฐกิจที่อาจส่งผลต่อเสถียรภาพระบบการเงินผ่านการผิดนัดชำระหนี้ที่เพิ่มขึ้น 

 

4. ปัญหาเสถียรภาพการเมืองในประเทศ ซึ่งอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นในการลงทุน 

 

5. ภัยแล้งจากระดับน้ำในเขื่อนที่ยังอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต 

 

6. ค่าเงินบาทที่แข็งเร็วกว่าคู่ค้าคู่แข่ง ซึ่งอาจกระทบต่อการฟื้นตัวของภาคส่งออกและการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

The post EIC แนะ จับตา ‘6 ปัจจัยเสี่ยง’ กดดันเศรษฐกิจไทยปีนี้ ยอมรับ GDP ไตรมาส 4/63 ดีกว่าคาด จากการบริโภคภาคเอกชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘แบงก์ชาติ’ มองเศรษฐกิจปี 63 หดตัวน้อยกว่าคาด ห่วงการเติบโตปีนี้ต่ำกว่าระดับศักยภาพจากพิษโควิด-19 ระลอกใหม่ https://thestandard.co/bot-thai-economy-in-2020-shrinks-less-than-expected/ Mon, 15 Feb 2021 10:15:55 +0000 https://thestandard.co/?p=454703 ‘แบงก์ชาติ’ มองเศรษฐกิจปี 63 หดตัวน้อยกว่าคาด ห่วงการเติบโตปีนี้ต่ำกว่าระดับศักยภาพจากพิษโควิด-19 ระลอกใหม่

แม้ตัวเลขเศรษฐกิจไทยปี 2563 ที่ทางสำนักงานสภาพัฒนาการเศ […]

The post ‘แบงก์ชาติ’ มองเศรษฐกิจปี 63 หดตัวน้อยกว่าคาด ห่วงการเติบโตปีนี้ต่ำกว่าระดับศักยภาพจากพิษโควิด-19 ระลอกใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘แบงก์ชาติ’ มองเศรษฐกิจปี 63 หดตัวน้อยกว่าคาด ห่วงการเติบโตปีนี้ต่ำกว่าระดับศักยภาพจากพิษโควิด-19 ระลอกใหม่

แม้ตัวเลขเศรษฐกิจไทยปี 2563 ที่ทางสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประกาศออกมา จะหดตัวลึกถึง 6.1% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 22 ปี แต่ในมุมของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นับว่าเป็นตัวเลขที่ดีกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ 

 

ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ตัวเลขดังกล่าวดีกว่าที่ ธปท. ประเมินไว้ ทั้งในรายงานนโยบายการเงินเดือนธันวาคม 2563 และในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 ที่ผ่านมา

 

โดยองค์ประกอบที่ดีกว่าคาด มาจากการสะสมสินค้าคงคลังที่เร่งขึ้นมากตามผลผลิตเกษตรและเพื่อรองรับคำสั่งซื้อจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น และการบริโภคภาคเอกชนที่สามารถกลับมาขยายตัวได้เล็กน้อย เนื่องจากได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการส่งออกสินค้าที่ปรับดีขึ้นตามเศรษฐกิจคู่ค้า และวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ฟื้นตัว 

 

อย่างไรก็ตาม คาดว่าในปี 2564 เศรษฐกิจไทยจะกลับมาขยายตัวได้ แต่ยังต่ำกว่าระดับศักยภาพ โดยในระยะสั้นเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากสถานการณ์และมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ในช่วงต้นปี แต่คาดว่าผลกระทบโดยรวมจะน้อยกว่าการแพร่ระบาดในระลอกแรก เนื่องจากมาตรการเข้มงวดน้อยกว่าและบังคับใช้เฉพาะพื้นที่ 

 

ทั้งนี้ สถานการณ์ดังกล่าวอาจเป็นการซ้ำเติมบางภาคเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวได้ช้ากว่ากลุ่มอื่น ทำให้การฟื้นตัวมีความแตกต่าง ผลกระทบต่อบางกลุ่มธุรกิจและแรงงานจึงควรได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม

       

ในระยะข้างหน้าเศรษฐกิจไทยยังเผชิญความไม่แน่นอนอีกมาก ทั้งการกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ และประสิทธิผลและการกระจายวัคซีนป้องกันโควิด-19 ดังนั้น โดยรวมเศรษฐกิจไทยจึงยังต้องการมาตรการที่ตรงจุด เพียงพอ และต่อเนื่อง เพื่อประคับประคองการฟื้นตัว ทั้งนี้ ธปท. จะมีการประเมินการขยายตัวเศรษฐกิจและเผยแพร่อีกครั้งในรายงานนโยบายการเงินฉบับเดือนมีนาคม 2564

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

The post ‘แบงก์ชาติ’ มองเศรษฐกิจปี 63 หดตัวน้อยกว่าคาด ห่วงการเติบโตปีนี้ต่ำกว่าระดับศักยภาพจากพิษโควิด-19 ระลอกใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘สภาพัฒน์’ เผย GDP ไตรมาส 3/63 ‘ดีเกินคาด’ ปรับตัวเลขทั้งปีเหลือติดลบ 6% https://thestandard.co/onesdc-revealed-gdp-for-q3-2020-better-than-expected/ Mon, 16 Nov 2020 05:50:03 +0000 https://thestandard.co/?p=421392 ‘สภาพัฒน์’ เผย GDP ไตรมาส 3/63 ‘ดีเกินคาด’ ปรับตัวเลขทั้งปีเหลือติดลบ 6%

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลง […]

The post ‘สภาพัฒน์’ เผย GDP ไตรมาส 3/63 ‘ดีเกินคาด’ ปรับตัวเลขทั้งปีเหลือติดลบ 6% appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘สภาพัฒน์’ เผย GDP ไตรมาส 3/63 ‘ดีเกินคาด’ ปรับตัวเลขทั้งปีเหลือติดลบ 6%

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ปี 2563 ‘หดตัว’ 6.4% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่หดตัวน้อยลงเมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ปี 2563 ที่หดตัว 12.1% และเมื่อปรับผลของฤดูกาลแล้ว เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ปี 2563 เพิ่มขึ้น 6.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ส่งผลให้ช่วง 9 เดือนแรกปี 2563 เศรษฐกิจไทย ‘ลดลง’ ราว 6.7%

 

ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สศช. กล่าวว่า ตัวเลขที่ออกมาถือว่าดีกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ ขณะที่เครื่องชี้ทางเศรษฐกิจหลายตัวมีสัญญาณดีขึ้นมาก โดยเฉพาะการบริโภคภาครัฐ และสาขาการก่อสร้างที่กลับมาขยายตัว 10.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน

 

นอกจากนี้สาขาการเงินก็ปรับตัวดีขึ้นโดยขยายตัว 1.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ส่วนเครื่องชี้วัดตัวอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนรวม และการบริโภคภาคเอกชน ก็หดตัวน้อยลง

 

ดนุชา กล่าวว่า ในส่วนของการบริโภคภาคเอกชน หดตัวน้อยลงเหลือติดลบ 0.6% เทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่หดตัว 6.8% สาเหตุจากการผ่อนคลายมาตรการปิดสถานที่และยกเลิกการจำกัดการเดินทางในประเทศ ขณะเดียวกันยังมีมาตรการช่วยเหลือ ฟื้นฟู และเยียวยาต่างๆ ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจและการใช้จ่ายภายในประเทศฟื้นตัวตามลำดับ

 

ส่วนการลงทุนภาคเอกชนยังหดตัว 10.7% แต่เป็นการหดตัวที่น้อยลงจากไตรมาสก่อนหน้าที่หดตัว 15% ซึ่งเป็นไปตามการลงทุนในเครื่องมือเครื่องจักรที่ลดลง ขณะที่การลงทุนในสิ่งก่อสร้างกลับมาขยายตัว 0.3% 

 

ด้านการลงทุนภาครัฐขยายตัว 18.5% เป็นผลจากการลงทุนของรัฐบาลที่เพิ่มขึ้น 29.5% ขณะที่การลงทุนรัฐวิสาหกิจเพิ่มขึ้น 0.9% ส่วนการบริโภคภาครัฐ ขยายตัว 3.4% ตามการขยายตัวของการโอนเพื่อสวัสดิการทางสังคมที่ไม่เป็นตัวเงิน

 

สำหรับการส่งออก ในไตรมาส 3 ปี 2563 หดตัว 8.2% ซึ่งเป็นการหดตัวที่น้อยลงเมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ปี 2563 ที่หดตัว 17.8% สาเหตุจากเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าเริ่มฟื้นตัว และการขยายตัวของสินค้าส่งออกบางรายการที่ได้ประโยชน์จากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 

 

ส่วนการนำเข้าสินค้าในไตรมาส 3 ปี 2563 หดตัว 17.8% เทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่หดตัว 23.4% ซึ่งสอดคล้องกับระดับกิจกรรมทางเศรษฐกิจตที่ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน 

 

ดนุชา กล่าวว่า ด้วยตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 3 ปี 2563 ที่หดตัวน้อยกว่าคาด ทำให้ สศช. ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยในปีนี้ใหม่ เป็นหดตัวน้อยลงเหลือ 6% จากเดิมคาดว่าจะหดตัวประมาณ​ 7.5% 

 

โดยที่การส่งออกในปีนี้คาดว่าจะหดตัวราว 7.5% ส่วนการบริโภคภาคเอกชนจะหดตัวราว 0.9% การลงทุนรวม คาดหดตัว 3.2% ขณะที่เงินเฟ้อทั่วไปอาจหดตัวราว 0.9% และดุลบัญชีเดินสะพัดยังคงเกินดุล 2.8% ของ GDP

 

ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปีหน้า คาดว่าจะกลับมาขยายตัวที่ประมาณ​ 3.5-4.5% โดยได้แรงหนุนจากการปรับตัวดีขึ้นของอุปสงค์ภายในประเทศ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลก แรงขับเคลื่อนจากภาครัฐ จากการเบิกจ่ายภายใต้กรอบงบประมาณและมาตรการทางเศรษฐกิจ และฐานการขยายตัวที่ต่ำผิดปกติในปี 2563 

 

ทั้งนี้คาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าจะขยายตัว 4.2% การบริโภคภาคเอกชน ขยายตัว 2.4% การลงทุนรวม คาดว่าจะขยายตัวได้ราว 6.6% ส่วนเงินเฟ้อทั่วไปจะขยายตัวได้ประมาณ​ 0.7-1.7% และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลในะดับ 2.6% ของ GDP

 

สำหรับประเด็นการบริหารนโยบายเศรษฐกิจช่วงที่เหลือของปีนี้ต่อเนื่องถึงปีหน้า สศช. แนะนำว่าควรให้ความสำคัญกับการป้องกันการกลับมาระบาดระลอกที่สองในประเทศ รวมทั้งต้องดูแลภาคเศรษฐกิจที่มีข้อจำกัดในการฟื้นตัว ผ่านการเร่งรัดติดตามมาตรการที่ได้ดำเนินการไปแล้วให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ และต้องให้การช่วยเหลือดูแลแรงงาน ตลอดจนรณรงค์ให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้น 

 

นอกจากนี้ต้องขับเคลื่อนการใช้จ่ายภาครัฐ โดยเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 ให้ได้ไม่น้อยกว่า 94.4% และเร่งรัดงบลงทุนรัฐวิสาหกิจให้ได้ไม่น้อยกว่า 70% รวมทั้งการเร่งเบิกจ่ายโครงการตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้ 1 ล้านล้านบาทให้ได้ไม่น้อยกว่า 70%

 

ขณะเดียวกันรัฐบาลควรต้องเร่งการขับเคลื่อนการส่งออกสินค้าเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของภาคการผลิตและการลงทุนภาคเอกชน รวมไปถึงการส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชน และการดูแลราคาสินค้าเกษตรในบางพื้นที่ในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาด การรักษาบรรยกาศทางการเมือง และการเตรียมการรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนทางเศรษฐกิจและการดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า 

The post ‘สภาพัฒน์’ เผย GDP ไตรมาส 3/63 ‘ดีเกินคาด’ ปรับตัวเลขทั้งปีเหลือติดลบ 6% appeared first on THE STANDARD.

]]>
อัปเดตเงินกู้ 4 แสนล้าน สศช. อนุมัติ 213 โครงการ 1 แสนล้าน เพิ่มจ้างงาน-ช่วยเกษตร-ท่องเที่ยว https://thestandard.co/updated-400000-million-loans-approved-213-projects/ Fri, 26 Jun 2020 08:47:06 +0000 https://thestandard.co/?p=375306

วิกฤตโควิด-19 ทำให้เศรษฐกิจไทยเป็นขาลง ภาครัฐจึงออกพระร […]

The post อัปเดตเงินกู้ 4 แสนล้าน สศช. อนุมัติ 213 โครงการ 1 แสนล้าน เพิ่มจ้างงาน-ช่วยเกษตร-ท่องเที่ยว appeared first on THE STANDARD.

]]>

วิกฤตโควิด-19 ทำให้เศรษฐกิจไทยเป็นขาลง ภาครัฐจึงออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563 วงเงิน 1 ล้านล้านบาท โดยจะแบ่ง 4 แสนล้านบาทมาฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม 

 

ล่าสุด ทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่าทาง สศช. เปิดให้หน่วยงานรัฐเสนอโครงการเข้ามาว่าจะใช้วงเงินกู้นี้อย่างไร โดยคณะทำงาน สศช. พิจารณากลั่นกรองข้อเสนอโครงการ/แผนงานในรอบแรกแล้ว มีข้อเสนอที่ผ่านการพิจารณา 213 โครงการ รวมวงเงินประมาณ 101,482.28 ล้านบาท จากโครงการที่เสนอเข้ามาทั้งหมด 46,429 โครงการ วงเงิน 1.456 ล้านล้านบาท

ทั้งนี้ข้อเสนอกว่า 213 โครงการในวงเงิน 1.01 แสนล้านบาทนี้ เน้น 3 เป้าหมาย ได้แก่ เป้าหมายที่ 1 การสร้างความเข้มแข็งแก่เศรษฐกิจฐานรากและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น

  • โครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ ‘โคก หนอง นา โมเดล’ (แผนงาน 3.2) มูลค่า 4,953.79 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะจ้างงานเกษตรกรราว 9,188 คน 
  • โครงการพัฒนาตำบลแบบบูรณาการ (แผนงาน 3.2) ซึ่งเป็นการใช้ Big Data เพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำและความยากจน มูลค่า 2,701.88 ล้านบาท โดยคาดว่าจะจ้างงานประชาชนในพื้นที่ราว 14,510 คน
  • โครงการอาสาสมัครบริบาลท้องถิ่นเพื่อดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง (แผนงาน 3.2) มูลค่า 1,080.59 ล้านบาท จ้างงานประชาชนราว 15,548 คน ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงจำนวน 710,518 คน 

เป้าหมายที่ 2 การลงทุนเพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนในอนาคต เช่น  

  • โครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด (แผนงาน 3.1) มูลค่า 13,904.50 ล้านบาท คาดว่าจะสร้างรายได้ให้เกษตรกรประมาณ 8,293.43 ล้านบาท 
  • โครงการสร้างความเข้มแข็งศูนย์ข้าวชุมชน มูลค่า 900 ล้านบาท คาดว่าจะสร้างงานให้เกษตรกรประมาณ 600 คน 
  • ศูนย์นวัตกรรมการผลิตหัวเชื้อจุลินทรีย์เพื่ออุตสาหกรรมการเกษตร อาหาร และการแพทย์ (แผนงาน 3.1) มูลค่า 1,264.40 ล้านบาท คาดว่าจะทำให้เกิดการจ้างงานประมาณ 2,500 คน 
  • โครงการยกระดับนวัตกรรมแหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชนเชิงสร้างสรรค์สู่ตลาดท่องเที่ยวคุณภาพตามวิถีนิวนอมอล (Innovative CBT for New Normal) (แผนงาน 3.1) มูลค่า 460 ล้านบาท โดยคาดว่าจะกระจายรายได้สู่ชุมชน นักศึกษา/บัณฑิตตกงาน และผู้ประกอบการประมาณ 65 ล้านบาท

เป้าหมายที่ 3 กระตุ้นการอุปโภคบริโภค การท่องเที่ยวในประเทศ (แผนงาน 3.3) เช่น 

  • โครงการ ‘เราไปเที่ยวกัน’ วงเงิน 18,000 ล้านบาท
  • โครงการ ‘เที่ยวปันสุข’ วงเงิน 2,000 ล้านบาท
  • โครงการ ‘กำลังใจ’ วงเงิน 2,400 ล้านบาท

 

ทั้ง 3 โครงการรวมมูลค่า 22,400 ล้านบาท โดยคาดว่าจะสามารถเพิ่มรายได้ให้กับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้ประมาณ 52,400 ล้านบาท


ทั้งนี้ ทาง สศช. คาดว่าจากการอนุมัติข้อเสนอรอบแรก 213 โครงการ วงเงิน 1.01 แสนล้านบาท คาดว่าจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทย ดังนี้
1. การจ้างงาน – ช่วยให้เกิดการจ้างงานใหม่กว่า 410,415 ราย
2. สร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน/ตำบล แบ่งเป็น 79,604 หมู่บ้าน และ 3,000 ตำบล
3. การท่องเที่ยว 

  • พัฒนาต้นแบบสำหรับการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพระหว่างและหลังวิกฤตโควิด-19 กว่า 6 พื้นที่
  • ผู้ประกอบการและแรงงานได้รับการพัฒนากว่า 11,000 ราย
  • บริษัทนำเที่ยวได้ประโยชน์ 13,000 ราย
  • การเข้าพัก 5 ล้านห้อง/คืน
  • การเดินทาง 2 ล้านคน/ครั้ง
  • จากมาตรการด้านการท่องเที่ยว จะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศกว่า 3.2 ล้านคน/ครั้ง

4. การเกษตร 

  • จากโครงการเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารและน้ำ คาดว่าเกษตรกรสามารถเลี้ยงตนเองได้กว่า 95,000 ราย
  • เกษตรกรที่จะได้รับประโยชน์จากการยกระดับเกษตรแปลงใหญ่ 5,450 แปลง มีจำนวน 262,500 ราย และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มไม่น้อยกว่า 11,000 ล้านบาทต่อปี
  • เกิดพื้นที่เกษตรทฤษฎีใหม่เพิ่มขึ้นกว่า 2.4 แสนไร่
  • เกษตรสมัยใหม่เพิ่มขึ้นจำนวนมากกว่า 5 ล้านไร่

 

5. พื้นที่ป่าไม้ แหล่งน้ำชุมชน

  • พื้นที่ป่าไม้เพิ่มขึ้น 1.7 แสนไร่
  • พื้นที่กักเก็บน้ำ 7,900 ล้านลูกบาศก์เมตร

 

6. ดิจิทัลแพลตฟอร์มและระบบโลจิสติกส์ เกิดดิจิทัลแพลตฟอร์มด้านการท่องเที่ยวและดิจิทัลแพลตฟอร์มด้านสินค้า

 

อย่างไรก็ตาม การพิจารณาในรอบแรกจะนำเสนอให้คณะอนุกรรมการกลั่นกรองฯ พิจารณาในช่วงวันที่ 22-25 มิถุนายน 2563 เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการกลั่นกรองฯ พิจารณาในวันพุธที่ 1 กรกฎาคม 2563 ต่อไป และคาดว่าจะส่งเข้าพิจารณาต่อคณะรัฐมนตรีในวันที่ 8 กรกฎาคม 2563 โดยคาดว่าจะแบ่งการอนุมัติเงินกู้ฯ ออกเป็น 2-3 รอบ เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยรอบแรกจะเริ่มดำเนินการช่วงเดือนกรกฎาคม 2563

 

 

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

The post อัปเดตเงินกู้ 4 แสนล้าน สศช. อนุมัติ 213 โครงการ 1 แสนล้าน เพิ่มจ้างงาน-ช่วยเกษตร-ท่องเที่ยว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปมเงินคนจนพ่นพิษ! ครม. ให้ปลัด พม. ออกจากราชการไว้ก่อน รอผลสอบวินัยร้ายแรง https://thestandard.co/permanent-m-society-lay-off/ https://thestandard.co/permanent-m-society-lay-off/#respond Tue, 10 Apr 2018 09:14:15 +0000 https://thestandard.co/?p=83224

ข้อมูลจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ […]

The post ปมเงินคนจนพ่นพิษ! ครม. ให้ปลัด พม. ออกจากราชการไว้ก่อน รอผลสอบวินัยร้ายแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>

ข้อมูลจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เกี่ยวกับการตรวจสอบการทุจริตเงินสงเคราะห์ครอบครัวผู้มีรายได้น้อยและผู้ไร้ที่พึ่ง พบความผิดปกติใน 53 จังหวัด เป็นเงินงบประมาณ 107,049,000 บาท และยังจะมีการสอบสวนเพิ่มเติมในอีก 23 จังหวัดอย่างเข้มข้น

 

ในเวลาต่อมา ป.ป.ท. ได้ส่งข้อมูลรายชื่อข้าราชการพนักงานสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตเงินสงเคราะห์ให้อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พส.) พิจารณาดำเนินการตามกระบวนการแล้วมีทั้งหมด 96 รายชื่อ

 

ล่าสุดวันนี้ กรณีเงินสงเคราะห์คนไร้ที่พึ่งได้ถูกนำเข้าพิจารณาในที่ประชุม ครม. โดยมีมติให้ นายพุฒิพัฒน์ เลิศเชาวสิทธิ์ ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ‘ออกจากราชการไว้ก่อน’ ซึ่งก่อนหน้านี้นายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งให้มาปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรี

 

มีรายงานเพิ่มเติมว่ายังมีข้าราชการระดับรองปลัดกระทรวงและผู้ช่วยปลัดกระทรวง พม. ถูกสั่งให้ ‘ออกจากราชการไว้ก่อน’ ด้วยรวมทั้งหมด 3 ราย จากนี้ต้องรอผลการสอบสวนของคณะกรรมการว่าจะสรุปผลกรณีการสอบวินัยร้ายแรงออกมาอย่างไร

 

นอกจากนี้ที่ประชุม ครม. ยังมีมติย้าย นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ไปดำรงตำแหน่งปลัด พม. โดยโยกสลับกับ นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ไปเป็นเลขาธิการ สศช. ซึ่งขณะนี้ ครม. ยังไม่ได้มีการแต่งตั้งปลัดกระทรวงการคลังคนใหม่แต่อย่างใด

The post ปมเงินคนจนพ่นพิษ! ครม. ให้ปลัด พม. ออกจากราชการไว้ก่อน รอผลสอบวินัยร้ายแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/permanent-m-society-lay-off/feed/ 0
ร่างยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ใกล้เผยโฉม ตั้งเป้าพาไทยสู่ประเทศพัฒนาแล้ว แต่ไม่เห็นวิธีการ https://thestandard.co/thailand-20-year-strategic-plan-and-reforms-will-complete/ https://thestandard.co/thailand-20-year-strategic-plan-and-reforms-will-complete/#respond Mon, 09 Apr 2018 04:18:53 +0000 https://thestandard.co/?p=82809

วันจันทร์ที่ 9 เมษายน 2561 เป็นวันที่ร่างยุทธศาสตร์ชาติ […]

The post ร่างยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ใกล้เผยโฉม ตั้งเป้าพาไทยสู่ประเทศพัฒนาแล้ว แต่ไม่เห็นวิธีการ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันจันทร์ที่ 9 เมษายน 2561 เป็นวันที่ร่างยุทธศาสตร์ชาติทั้งหกด้านที่จัดทำโดยคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว ตามปฏิทินของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)

 

โดยร่างที่แก้ไขเพิ่มเติมเสร็จแล้วทั้ง 6 ด้านจะถูกนำเสนอต่อให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งมีพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธาน รับไปพิจารณา ซึ่งเท่ากับเลยช่วงเวลาการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนเพื่อนำไปแก้ไขเปลี่ยนแปลงเนื้อหาใดๆ แล้ว

 

ด้าน ณรงค์ศักดิ์ เนียมสอน เจ้าหน้าที่โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ ไอลอว์ ซึ่งได้ติดตามประเด็นนี้มาโดยตลอด เปิดเผยกับ THE STANDARD ว่า

 

“ร่างยุทธศาสตร์ชาติทั้ง 6 ด้านจัดทำเสร็จสิ้นตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม 2561 และถูกนำไปจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นสี่จังหวัดในสี่ภูมิภาค คือ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ขอนแก่น และสงขลา แม้จะมีการเปิดฟังความคิดเห็นจากช่องทางอื่นด้วย เช่น เปิดให้ส่งความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์ของสภาพัฒน์ฯ แต่ประชาชนส่วนใหญ่แทบจะไม่ทราบข่าวสารและช่องทางการแสดงความคิดเห็นเหล่านี้เลย จึงไม่อาจเข้าร่วมแสดงความเห็นได้ทัน”

 

สำหรับเนื้อหาร่างยุทธศาสตร์ชาติ ที่กำลังจะถูกเสนอให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติพิจารณาในวันจันทร์ที่ 9 เมษายนนี้มีจุดร่วมคล้ายกัน คือ การวาดภาพฝันของประเทศไทยในระยะ 20 ปีหลังจากนี้ไป ซึ่งเป้าหมายหลายอย่างอาจจะเป็นเรื่องที่ดี น้อยคนที่ไม่เห็นด้วย แต่ก็น่าตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้จริง เช่น เป้าหมายให้เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนผลิตกระแสไฟฟ้าเป็นร้อยละ 40 ขณะที่ข้อมูลปัจจุบัน ระบุว่าการใช้พลังงานหมุนเวียนอยู่ที่ร้อยละ 7.10 หรือเป้าหมายการนำประเทศไทยสู่ประเทศพัฒนาแล้ว โดยเริ่มตั้งแต่ปีนี้ที่ประชาชนจะมีรายได้เพิ่มขึ้น 7,800 บาทต่อคนต่อปีไปจนถึงปี 2579 หรือการตั้งเป้าให้ประเทศไทยติดหนึ่งในสิบของโลกตามดัชนีชี้วัดความสุขของประชากร ซึ่งอยู่ในระดับใกล้เคียงกับประเทศแคนาดากับออสเตรเลีย เหล่านี้เป็นเพียงเป้าหมายลอยๆ ที่ร่างยุทธศาสตร์ชาติเองก็ไม่ได้กำหนดวิธีการทำงานเพื่อนำไปสู่เป้าหมาย

 

“ความน่ากังวลคือ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งหลังจากนี้จะมีหน้าที่ต้องทำตามยุทธศาสตร์ชาติ ต้องแถลงนโยบายและเสนองบประมาณให้สอดคล้องกัน โดยมี ส.ว. ที่ คสช. เลือกเอาไว้เป็นคนติดตาม กำกับการทำตามยุทธศาสตร์ชาติ เมื่อเป้าหมายแต่ละด้านตั้งไว้สูง โดยไม่ได้เขียนวิธีการไว้ หากรัฐบาลชุดหน้าทำไม่สำเร็จ ก็อาจจะกลายเป็นประเด็นปัญหาต่อไปได้

 

“น่าดีใจที่หลายพรรคการเมืองประกาศว่า ถ้าได้เป็นรัฐบาลจะยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติของ คสช. อย่างไรก็ตาม หากร่างฉบับนี้ถูกประกาศใช้ ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนักสำหรับพรรคการเมืองที่จะยกเลิก เพราะต้องผ่านด่านคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ กับ ส.ว. แต่งตั้ง 250 คน เป็นอย่างน้อย ดังนั้น ช่วงเวลานี้พรรคการเมืองหรือประชาชนที่มีความรู้ความเข้าใจในวิธีการปฏิรูปด้านต่างๆ จึงควรช่วยกันติดตามร่างยุทธศาสตร์ชาติของ คสช. เพื่อเตรียมความพร้อมกับอนาคตที่จะเกิดขึ้น หรือเพื่อปรับเปลี่ยนและเสนอให้ยกเลิก บรรดาสิ่งที่เขียนไว้แล้วแต่เป็นไปไม่ได้” ณรงค์ศักดิ์ กล่าว     

 

เมื่อคณะกรรมยุทธศาสตร์ชาติพิจารณาร่างยุทธศาสตร์ชาติทุกด้านเสร็จแล้ว ขั้นตอนต่อไปร่างทุกด้านจะถูกส่งไปให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา (สนช.) เห็นชอบตามลำดับ ทั้งนี้หาก ครม. ขอแก้ไข ร่างก็จะถูกส่งกลับไปให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติอีกครั้ง แต่หาก สนช. ไม่เห็นชอบ ก็ต้องเริ่มกระบวนการจัดทำร่างยุทธศาสตร์ชาติใหม่ซึ่งจะใช้เวลาอีกประมาณ 9 เดือนหลังจากวันที่พิจารณาไม่เห็นชอบ แต่หากทุกขั้นตอนผ่านฉลุย ประมาณกลางเดือนกรกฎาคม 2561 นายกรัฐมนตรีจะนำร่างยุทธศาสตร์ชาติที่ สนช. ให้ความเห็นชอบขึ้นทูลเกล้าฯ ได้ต่อไป

The post ร่างยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ใกล้เผยโฉม ตั้งเป้าพาไทยสู่ประเทศพัฒนาแล้ว แต่ไม่เห็นวิธีการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/thailand-20-year-strategic-plan-and-reforms-will-complete/feed/ 0