สรวิศ ลิมปรังษี Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/สรวิศ-ลิมปรังษี/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 20 May 2024 14:25:06 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 โฆษกศาลแจง กรณีศาลอาญาฯ เลื่อนสั่งจำหน่ายคดีโพลขบวนเสด็จฯ ส่วนของ ‘บุ้ง ทะลุวัง’ เหตุอัยการขอพนักงานสอบสวนยืนยันการตายตามขั้นตอน https://thestandard.co/bung-thaluwang-court-poll/ Mon, 20 May 2024 14:25:06 +0000 https://thestandard.co/?p=936000

วันนี้ (20 พฤษภาคม) ความคืบหน้ากรณีที่ ณัฐนิช ดวงมุสิทธ […]

The post โฆษกศาลแจง กรณีศาลอาญาฯ เลื่อนสั่งจำหน่ายคดีโพลขบวนเสด็จฯ ส่วนของ ‘บุ้ง ทะลุวัง’ เหตุอัยการขอพนักงานสอบสวนยืนยันการตายตามขั้นตอน appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (20 พฤษภาคม) ความคืบหน้ากรณีที่ ณัฐนิช ดวงมุสิทธิ์ หรือ ใบปอ นักกิจกรรมทางการเมืองกลุ่มทะลุวัง เพื่อนของ เนติพร เสน่ห์สังคม หรือ บุ้ง จำเลยคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากการทำโพลขบวนเสด็จฯ ที่บริเวณลานหน้าศูนย์การค้าย่านปทุมวัน เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2565 ได้เดินทางมาตามนัดสืบพยานที่ศาลอาญากรุงเทพใต้

 

โดยณัฐนิชให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้ได้แจ้งต่อศาลว่าเนติพรเสียชีวิตแล้ว ซึ่งศาลสั่งให้พนักงานสอบสวนหาเอกสารยืนยันการเสียชีวิตของเนติพรอีก ทั้งที่วันนี้มีเอกสารยืนยันจากทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์มาแล้วว่าเนติพรเสียชีวิตจริง รวมถึงนำป้ายและโกศอัฐิของเนติพรมาตั้งไว้ในห้องพิจารณาคดี แต่ศาลยังไม่เชื่อและสั่งให้ไปสอบสวนมา  

 

จากกรณีดังกล่าว สรวิศ ลิมปรังษี โฆษกศาลยุติธรรม ได้ชี้แจงว่า ในคดีนี้มีหนังสือของทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์แจ้งมาที่ศาล บันทึกในสำนวนลงวันที่ 20 พฤษภาคม ว่าเนติพรเสียชีวิต ซึ่งศาลได้สอบถามกับพนักงานอัยการ และได้รับแจ้งว่ามีหนังสือจากกรมราชทัณฑ์มาแล้ว 

 

ซึ่งพนักงานอัยการยืนยันว่า ต้องให้พนักงานสอบสวนไปตรวจสอบข้อเท็จจริงตามขั้นตอนก่อน จึงจะสามารถแถลงศาล ยืนยันการเสียชีวิตได้ ศาลจึงให้พนักงานอัยการไปดำเนินการตามขั้นตอน เนื่องจากตัวอัยการเป็นโจทก์ในคดี

 

สรวิศกล่าวต่อว่า สำหรับเอกสารที่อัยการขอให้พนักงานสอบสวนไปตรวจสอบเป็นเอกสารรับรองว่าเสียชีวิตจริง ซึ่งเป็นขั้นตอนปกติเหมือนกับในคดีอื่นๆ เพียงแต่คดีที่ผ่านมาอาจไม่ได้มีหนังสือจากโรงพยาบาลมา แต่ตามขั้นตอนของพนักงานอัยการจะต้องให้พนักงานสอบสวนไปตรวจสอบหาเอกสารมายืนยัน 

 

ส่วนเรื่องที่ระบุว่า เมื่อมีหนังสือจากกรมราชทัณฑ์มายื่นศาลก็น่าจะเพียงพอแล้ว ตรงนี้เป็นประเด็นการดำเนินการตามขั้นตอนของทางฝ่ายพนักงานอัยการ ขอให้พนักงานอัยการดำเนินการตามขั้นตอนปกติของเขา ศาลมีคำสั่งนัดอีกครั้งวันที่ 27 พฤษภาคม เพื่อรอเอกสารการยืนยันก่อนที่จะมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะในส่วนผู้เสียชีวิต เรื่องนี้ดูแล้วก็ไม่ได้มีเหตุกลั่นแกล้งใคร

The post โฆษกศาลแจง กรณีศาลอาญาฯ เลื่อนสั่งจำหน่ายคดีโพลขบวนเสด็จฯ ส่วนของ ‘บุ้ง ทะลุวัง’ เหตุอัยการขอพนักงานสอบสวนยืนยันการตายตามขั้นตอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
โฆษกศาลยุติธรรมแจง ความเห็นแย้งหัวหน้าศาล-อธิบดีศาลที่ให้ยกฟ้องลุงพลคดีน้องชมพู่จะถูกส่งไปศาลอุทธรณ์ ส่วนจะมีน้ำหนักเปลี่ยนคดีแค่ไหน ขึ้นอยู่กับองค์คณะ https://thestandard.co/uncle-phol-case-21122023/ Thu, 21 Dec 2023 06:49:45 +0000 https://thestandard.co/?p=879391 ลุงพล

วันนี้ (21 ธันวาคม) สรวิศ ลิมปรังษี โฆษกศาลยุติธรรม เปิ […]

The post โฆษกศาลยุติธรรมแจง ความเห็นแย้งหัวหน้าศาล-อธิบดีศาลที่ให้ยกฟ้องลุงพลคดีน้องชมพู่จะถูกส่งไปศาลอุทธรณ์ ส่วนจะมีน้ำหนักเปลี่ยนคดีแค่ไหน ขึ้นอยู่กับองค์คณะ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลุงพล

วันนี้ (21 ธันวาคม) สรวิศ ลิมปรังษี โฆษกศาลยุติธรรม เปิดเผยกรณีศาลชั้นต้นจังหวัดมุกดาหาร สั่งจำคุก ไชย์พล วิภา หรือลุงพล จำเลยคดีการเสียชีวิตของน้องชมพู่ จำนวน 20 ปี ว่า สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ตามขั้นตอนของกฎหมาย ส่วนที่ อธิบดีผู้พิพากษาภาค 4 และผู้พิพากษาหัวหน้าศาล ที่ตรวจสำนวนแล้วเห็นว่าควรยกฟ้อง (เห็นแย้ง)​ เนื่องจากพยานหลักฐานโจทก์มีข้อสงสัย ส่วนคำเห็นแย้งก็จะแนบในสำนวนคำพิพากษา เมื่อเวลาคดีขึ้นสู่การพิจารณาศาลอุทธรณ์ องค์คณะศาลอุทธรณ์ก็จะเห็นทั้งตัวคำพิพากษาศาลชั้นต้นและความเห็นแย้ง 

 

ซึ่งทางองค์คณะศาลอุทธรณ์ก็จะเอาข้อมูลทั้งหมดในสำนวนมาประกอบในการพิจารณาทำคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์ แต่ความเห็นแย้งดังกล่าวคงไม่ได้เป็นจุดเปลี่ยนคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์โดยตรง เพราะตัวความเห็นหลักยังเป็นความเห็นขององค์คณะผู้พิพากษาศาลชั้นต้น เพราะองค์คณะผู้พิพากษาเป็นคนสืบพยาน เป็นผู้ที่เห็นข้อเท็จจริงในตอนที่พยานมาเบิกความ 

 

สรวิศกล่าวต่อว่า ส่วนน้ำหนักความเห็นแย้งจะมีมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับมุมมองขององค์คณะผู้พิพากษาชั้นอุทธรณ์ หากยังเห็นคล้อยไปตามเสียงข้างมากขององค์คณะผู้พิพากษา ก็เป็นดุลพินิจของศาลในชั้นอุทธรณ์ที่จะต้องวิเคราะห์วินิจฉัยจากข้อเท็จจริงจากคำเบิกความที่รับฟังมา ทั้งพยานเบิกความมา จากพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ต่างๆ มาประกอบกัน

 

สรวิศกล่าวย้ำว่า ในการบังคับบัญชาของผู้พิพากษาหรือตุลาการไม่เหมือนกับข้าราชการฝ่ายอื่น เพราะถึงแม้ว่าโดยสายของการบังคับบัญชาในองค์กร ผู้พิพากษาที่เป็นองค์คณะจะอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของหัวหน้าศาล อธิบดีผู้พิพากษา แต่การบังคับบัญชาไม่มีผลต่อการพิพากษาคดี เพราะหลักการพิพากษาคดีเป็นอิสระ ไม่ว่าจะเป็นอิสระจากการแทรกแซงทั้งภายนอกและภายใน 

 

ผู้พิพากษาสามารถใช้ดุลพินิจในการพิพากษาออกไปได้ โดยที่ไม่ได้เน้นผลของการบังคับบัญชา แต่ในฐานะที่หัวหน้าและอธิบดีศาลเป็นผู้รับผิดชอบราชการในงานของศาลนั้น ก็มีส่วนในการดูแลความเรียบร้อยของศาลที่อยู่ในการดูแลอยู่แล้ว 

 

ส่วนการที่หัวหน้าศาลและอธิบดีศาลภาคมีความเห็นแย้งจะต้องไปนั่งบัลลังก์ด้วยหรือไม่นั้น ระบุว่าเป็นคนละกรณีกัน กรณีที่ไปนั่งในห้องพิจารณาถือเป็นคณะส่วนหนึ่งในการพิจารณาพิพากษาคดีนั้น ปกติแล้วคนที่จะพิจารณาพิพากษาคดีได้จะต้องเป็นองค์คณะที่พิจารณาคดีนั้นมาแต่ต้น หรือได้รับการแต่งตั้งเข้ามาแทนที่กรณีสุดวิสัย แต่อำนาจในการตรวจสำนวนและทำความเห็นแย้งเป็นอำนาจเพิ่มเติมที่รัฐธรรมนูญศาลยุติธรรมกำหนดมาให้หัวหน้าศาล อธิบดีผู้พิพากษา หรือประธานศาล แม้จะไม่ได้นั่งพิจารณาเอง แต่ในฐานะที่มีหน้าที่รับผิดชอบดูศาล ก็สามารถตรวจสำนวนและทำความเห็นแย้งไว้ได้ หากเห็นว่าเป็นกรณีที่สมควรต้องทำความเห็นแย้งไว้ 

 

ส่วนความเห็นแย้งของอธิบดีศาลและหัวหน้าศาลมีความสงสัยตามสมควร จึงเห็นควรยกประโยชน์ให้จำเลยตรงนี้จะทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์หรือไม่ สรวิศระบุว่า คงไม่ได้เป็นประโยชน์โดยตรง เพราะความเห็นแย้งชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นความเห็นแย้งของเสียงข้างมากในคดีนั้น ดังนั้นผลของคำพิพากษาตัวคำความเห็นแย้งตรงนี้ไม่ได้มีผลในการเปลี่ยนแปลงของคำพิพากษาโดยตรง เพียงแต่เป็นข้อมูลประกอบในการพิจารณาในชั้นสูงขึ้นไป 

 

และเรื่องการยกประโยชน์แห่งความสงสัยเป็นเงื่อนไขปกติในกฎหมาย ซึ่งในคดีอาญาหลายคดีก็ต้องพิจารณาอยู่แล้วว่า พยานหลักฐานที่ฝ่ายโจทก์นำสืบมามีเหตุทำให้วิญญูชนทั่วไปเกิดความสงสัยได้หรือไม่ว่าตัวจำเลยหรือผู้ต้องหากระทำความผิดจริง ซึ่งพยานหลักฐานเหล่านี้ที่ผู้ทำความเห็นแย้งดูเป็นพยานหลักฐานชุดเดียวกัน เพียงแต่บางจุดหรือข้อเท็จจริงบางส่วนอาจจะมีมุมมองที่เห็นต่างกันได้ แต่ในการวินิจฉัยมีหลักอยู่แล้วตามเงื่อนไขของกฎหมาย หากมีเหตุสงสัยสามารถยกประโยชน์ให้จำเลยได้ 

The post โฆษกศาลยุติธรรมแจง ความเห็นแย้งหัวหน้าศาล-อธิบดีศาลที่ให้ยกฟ้องลุงพลคดีน้องชมพู่จะถูกส่งไปศาลอุทธรณ์ ส่วนจะมีน้ำหนักเปลี่ยนคดีแค่ไหน ขึ้นอยู่กับองค์คณะ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: โฆษกศาลฯ ชี้ครอบครัวไม่ประสงค์ประกันตัว ฝากปชช.รอข้อเท็จจริง ก่อนตัดสินผู้ก่อเหตุยิง | THE STANDARD https://thestandard.co/thestandardnow041066-3/ Thu, 05 Oct 2023 00:13:12 +0000 https://thestandard.co/?p=850803 รายการ THE STANDARD NOW กับ อ๊อฟ ชัยนนท์ วันที่ 4 ตุลาคม 2566

โฆษกศาลยุติธรรม ชี้ครอบครัวไม่ประสงค์ประกันตัว ฝากปชช.ร […]

The post ชมคลิป: โฆษกศาลฯ ชี้ครอบครัวไม่ประสงค์ประกันตัว ฝากปชช.รอข้อเท็จจริง ก่อนตัดสินผู้ก่อเหตุยิง | THE STANDARD appeared first on THE STANDARD.

]]>
รายการ THE STANDARD NOW กับ อ๊อฟ ชัยนนท์ วันที่ 4 ตุลาคม 2566

โฆษกศาลยุติธรรม ชี้ครอบครัวไม่ประสงค์ประกันตัว ฝากปชช.รอข้อเท็จจริงก่อนตัดสินผู้ก่อเหตุยิงในศูนย์การค้า

 

ชมคลิปเต็ม: เปิดใจ ชาดา ไทยเศรษฐ์ มือปราบผู้มีอิทธิพล “ผมเข้าไปแล้วจะหนาว” | THE STANDARD NOW

The post ชมคลิป: โฆษกศาลฯ ชี้ครอบครัวไม่ประสงค์ประกันตัว ฝากปชช.รอข้อเท็จจริง ก่อนตัดสินผู้ก่อเหตุยิง | THE STANDARD appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: เปิดใจ ชาดา ไทยเศรษฐ์ มือปราบผู้มีอิทธิพล “ผมเข้าไปแล้วจะหนาว” https://thestandard.co/thestandardnow04102023/ Wed, 04 Oct 2023 13:04:17 +0000 https://thestandard.co/?p=850734

เปิดใจ ชาดา ไทยเศรษฐ์ มือปราบผู้มีอิทธิพล “ผมเข้าไปแล้ว […]

The post ชมคลิป: เปิดใจ ชาดา ไทยเศรษฐ์ มือปราบผู้มีอิทธิพล “ผมเข้าไปแล้วจะหนาว” appeared first on THE STANDARD.

]]>

เปิดใจ ชาดา ไทยเศรษฐ์ มือปราบผู้มีอิทธิพล “ผมเข้าไปแล้วจะหนาว”

 

และเปิดขั้นตอนดำเนินคดีกับเยาวชนผู้กระทำผิดกรณียิงในห้างดัง กับ สรวิศ ลิมปรังษี โฆษกศาลยุติธรรม

 

พบกันในรายการ THE STANDARD NOW กับ อ๊อฟ ชัยนนท์ วันที่ 4 ตุลาคม 2566 เวลา 20.00 น. เป็นต้นไป ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD

The post ชมคลิป: เปิดใจ ชาดา ไทยเศรษฐ์ มือปราบผู้มีอิทธิพล “ผมเข้าไปแล้วจะหนาว” appeared first on THE STANDARD.

]]>
โฆษกศาลฯ แจงแนวทางดำเนินคดีเยาวชนอายุ 14 ปีที่ก่อเหตุยิง ตำรวจต้องส่งตัวต่อศาลภายใน 24 ชั่วโมง ส่วนพ่อแม่อาจต้องรับผิดทางแพ่ง https://thestandard.co/guidelines-for-prosecuting-juveniles/ Wed, 04 Oct 2023 02:54:28 +0000 https://thestandard.co/?p=850301 เจ้าหน้าที่ตำรวจใน Siam Paragon

วันนี้ (4 ตุลาคม) สรวิศ ลิมปรังษี โฆษกศาลยุติธรรม กล่าว […]

The post โฆษกศาลฯ แจงแนวทางดำเนินคดีเยาวชนอายุ 14 ปีที่ก่อเหตุยิง ตำรวจต้องส่งตัวต่อศาลภายใน 24 ชั่วโมง ส่วนพ่อแม่อาจต้องรับผิดทางแพ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าหน้าที่ตำรวจใน Siam Paragon

วันนี้ (4 ตุลาคม) สรวิศ ลิมปรังษี โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวถึงแนวทางการดำเนินคดีกับเยาวชนชายอายุ 14 ปีที่ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงประชาชนในศูนย์การค้าทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตว่า ในการจับกุมเยาวชน ศาลเยาวชนฯ จะมีกระบวนการตรวจสอบการจับกุมตามกฎหมาย  

 

ซึ่งพนักงานสอบสวนต้องนำตัวเด็กหรือเยาวชนส่งศาลเยาวชนฯ ภายใน 24 ชั่วโมง เพื่อให้ศาลตรวจสอบการจับก่อนว่า การจับกุมเด็กหรือเยาวชน การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของเยาวชน เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดไว้หรือไม่   

 

สรวิศกล่าวว่า ปกติ การจับกุมเด็กหรือเยาวชนที่กระทำความผิด กฎหมายให้อำนาจพนักงานสอบสวน ควบคุมตัวไว้ได้ไม่เกิน 24 ชั่วโมง ส่วนมากก็จะนำตัวมาส่งศาลเยาวชนฯ เพื่อให้ศาลใช้ดุลยพินิจ ว่าจะควบคุมตัวหรือจะให้ดำเนินการตามขั้นตอนอย่างไรต่อไป หลังจากตรวจสอบการจับกุม ศาลจะรอดูรายงานการจับกุมจากพนักงานสอบสวนที่นำส่งมาให้ศาลพิจารณา ว่าพฤติการณ์ของเยาวชนรายนี้เป็นอย่างไรบ้าง  

 

เช่น ศาลจะดูว่าเด็กก่อเหตุยิงไปกี่คน สภาพทางจิตใจ การรักษาพยาบาลทางจิต การดูแลของพ่อแม่ผู้ปกครองเป็นอย่างไร ซึ่งพนักงานสอบสวนจะต้องใส่มาในรายงานให้ศาลพิจารณา และในการตรวจสอบการจับ พนักงานสอบสวนก็จะต้องเดินทางมาศาลเยาวชนฯ ด้วย  

 

สรวิศกล่าวต่อว่า ศาลอาจต้องไต่สวนพนักงานสอบสวนเพิ่มเติมถึงข้อมูลต่างๆ ที่พนักงานสอบสวนใส่มาในรายการการจับกุม จากนั้นศาลจะพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอน ว่าจะใช้ดุลยพินิจในการปล่อยตัวหรือจะควบคุมตัวเด็กหรือเยาวชนที่ก่อเหตุหรือไม่  

 

ส่วนกรณีของเด็กที่มีเรื่องของอาการป่วยทางจิตนั้น หากศาลเห็นว่าถ้าพ่อแม่เด็กดูแลเด็กได้ก็จะให้พ่อแม่หรือผู้ปกครองดูแล และอาจวางมาตรการต่างๆ กำหนดไว้ แต่หากพ่อแม่เด็กดูแลไม่ได้ก็อาจให้องค์กรหรือหน่วยงานที่ดูแลด้านเด็กดูแลแทน หรือสถานที่อื่นที่ศาลเห็นสมควร เช่น สถานดูแลทางจิตเวช แต่ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับพฤติการณ์ของเด็กว่ารุนแรงขนาดไหน และต้องใช้มาตรการอะไรที่จะมาควบคุมดูแลเด็กเหล่านี้ 

 

สรวิศกล่าวว่าในส่วนของพ่อแม่ของเด็กนั้น ตามกฎหมาย หากเป็นเด็กหรือเยาวชนที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ พ่อแม่ต้องรับผิดด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 429 เว้นแต่พ่อแม่จะพิสูจน์ข้อยกเว้นตามกฎหมายได้ว่าตนเองไม่ได้มีส่วนผิด 

 

กฎหมายให้ดูพฤติการณ์ของแต่ละเรื่องไป ยกตัวอย่าง ใน 1 คดีมีเด็กทำผิดกฎหมาย 10 คน ศาลอาจใช้มาตรการที่ต่างกันไปของทั้ง 10 คนก็เป็นไปได้ ขึ้นอยู่กับพฤติการณ์และความจำเป็นของเด็กแต่ละคนว่าเหมาะสมแค่ไหน

The post โฆษกศาลฯ แจงแนวทางดำเนินคดีเยาวชนอายุ 14 ปีที่ก่อเหตุยิง ตำรวจต้องส่งตัวต่อศาลภายใน 24 ชั่วโมง ส่วนพ่อแม่อาจต้องรับผิดทางแพ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ สั่งงดเยี่ยมผู้ต้องขัง 22 ส.ค. ป้องกันความวุ่นวายรับทักษิณเข้าคุก ด้านศาลฎีกากันพื้นที่คดีสุเทพ-ทักษิณ เข้า-ออกแยกประตู https://thestandard.co/order-to-refrain-from-visiting-prisoners/ Mon, 21 Aug 2023 05:41:42 +0000 https://thestandard.co/?p=831586 ทักษิณ ชินวัตร

วันนี้ (21 สิงหาคม) สรวิศ ลิมปรังษี โฆษกศาลยุติธรรม เปิ […]

The post เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ สั่งงดเยี่ยมผู้ต้องขัง 22 ส.ค. ป้องกันความวุ่นวายรับทักษิณเข้าคุก ด้านศาลฎีกากันพื้นที่คดีสุเทพ-ทักษิณ เข้า-ออกแยกประตู appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทักษิณ ชินวัตร

วันนี้ (21 สิงหาคม) สรวิศ ลิมปรังษี โฆษกศาลยุติธรรม เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ (22 สิงหาคม) คาดว่า ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะเดินมาถึงศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนามหลวง ในช่วงเวลาประมาณ 10.30 น. 

 

จากนั้นเจ้าหน้าที่จะนำตัวเข้าสู่ห้องพิจารณาคดี ซึ่งห้องดังกล่าวจะอนุญาตให้เพียงฝ่ายโจทก์และญาติของจำเลยเท่านั้น จะไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าไปร่วมรับฟัง เนื่องจากมาตรการการรักษาความปลอดภัย เนื่องด้วยในวันพรุ่งนี้ทางศาลฎีกาฯ จะมีการอ่านคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์ คดีก่อสร้างโรงพัก 396 แห่งที่ สุเทพ เทือกสุบรรณ กับพวกเป็นจำเลย 

 

สรวิศกล่าวต่อว่า ศาลจะกำหนดพื้นที่ให้สำหรับโจทก์และญาติของคดีสุเทพ ให้ใช้พื้นที่ประตูด้านหลังฝั่งคลองหลอด ส่วนคดีของทักษิณคาดว่าจะนำตัวผ่านประตูฝั่งสนามหลวง ทั้งนี้ จะอนุญาตให้สื่อมวลชนอยู่ด้านนอกรั้วศาลเท่านั้น จะไม่มีการถ่ายทอดภาพและสัญญาณสดจากห้องพิจารณาคดี แต่จะออกใบแถลงข่าวให้ภายหลังพิจารณาคดีเสร็จสิ้น

 

สำหรับสื่อมวลชนที่ไปติดตามข่าวสามารถถ่ายภาพและบันทึกภาพนอกรั้วศาล รวมถึงสามารถรายงานสดและไลฟ์ได้นอกรั้วศาลเช่นกัน ส่วนสถานีโทรทัศน์ช่องใดจะนำดาวเทียมไปจอดให้จอดฝั่งสนามหลวงเท่านั้น และประสานกับกรุงเทพมหานคร

 

ทั้งนี้ ด้านเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ได้ออกประกาศงดเยี่ยมผู้ต้องขังทุกคดีในวันพรุ่งนี้เช่นกัน เพื่อลดความวุ่นวายและเพื่อการรักษาความปลอดภัยภายในเรือนจำให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยขณะนี้ประกาศงดเยี่ยมเพียง 1 วันเท่านั้น

The post เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ สั่งงดเยี่ยมผู้ต้องขัง 22 ส.ค. ป้องกันความวุ่นวายรับทักษิณเข้าคุก ด้านศาลฎีกากันพื้นที่คดีสุเทพ-ทักษิณ เข้า-ออกแยกประตู appeared first on THE STANDARD.

]]>
โฆษกศาลฯ แจงขั้นตอนตั้งคณะกรรมการสอบ ปมแกนนำ กปปส. ร้องขอความเป็นธรรม หลังศาลอาญาพิพากษาจำคุกไม่รอลงอาญา 15 แกนนำ https://thestandard.co/investigate-the-facts-pdrc/ Mon, 26 Jun 2023 10:36:19 +0000 https://thestandard.co/?p=807886

วันนี้ (26 มิถุนายน) สรวิศ ลิมปรังษี โฆษกศาลยุติธรรม ชี […]

The post โฆษกศาลฯ แจงขั้นตอนตั้งคณะกรรมการสอบ ปมแกนนำ กปปส. ร้องขอความเป็นธรรม หลังศาลอาญาพิพากษาจำคุกไม่รอลงอาญา 15 แกนนำ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (26 มิถุนายน) สรวิศ ลิมปรังษี โฆษกศาลยุติธรรม ชี้แจงกรณีที่ปรากฏข่าวโดยสำนักข่าวอิศรา เมื่อวันอาทิตย์ที่ 25 มิถุนายน 2566 เผยแพร่เรื่องการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง กรณีแกนนำรายหนึ่งในคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) 

 

ทำหนังสือร้องขอความเป็นธรรมในคดีที่ศาลอาญามีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2564 ลงโทษจำคุกโดยไม่รอลงอาญาแกนนำ กปปส. 15 ราย ซึ่งเรื่องอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ 

 

โดยมีการระบุว่า มีผู้พิพากษาระดับสูงในศาลอุทธรณ์ 2 ราย ร่วมมือกันเรียกร้องเงินค่าตอบแทนในการช่วยเหลือการพิจารณาคดีในชั้นอุทธรณ์หลายครั้ง เพื่อให้พิจารณายกฟ้องในทุกกรรม เรื่องจะได้ไม่ต้องไปถึงศาลฎีกา โดย โชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ ประธานศาลฎีกา มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

 

สรวิศกล่าวชี้แจงว่า จากการตรวจสอบข้อมูลทราบว่า กรณีดังกล่าวเป็นเรื่องที่ได้มีการยื่นหนังสือลักษณะร้องขอความเป็นธรรมทางคดีต่อประธานศาลอุทธรณ์ เนื่องจากเป็นคดีระหว่างชั้นพิจารณาของศาลอุทธรณ์ 

 

โดยประธานศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ได้รายงานกรณีดังกล่าวให้ประธานศาลฎีกาทราบตามขั้นตอนแล้ว ซึ่งการดำเนินการจะเป็นไปตามกรอบระยะเวลาการสอบสวนข้อเท็จจริงของระเบียบปฏิบัติศาลยุติธรรม โดยเมื่อผลสรุปออกมาแล้วศาลอุทธรณ์จะรายงานให้ประธานศาลฎีกาทราบต่อไป

The post โฆษกศาลฯ แจงขั้นตอนตั้งคณะกรรมการสอบ ปมแกนนำ กปปส. ร้องขอความเป็นธรรม หลังศาลอาญาพิพากษาจำคุกไม่รอลงอาญา 15 แกนนำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธานศาลฎีกาตั้งคณะกรรมการสดับตรับฟังข้อเท็จจริง รายงานผลปมเพิกถอนหมายจับ ส.ว.ทรงเอ ภายใน 30 วัน https://thestandard.co/chotiwat-set-up-acommittee/ Mon, 13 Mar 2023 09:27:32 +0000 https://thestandard.co/?p=762325 สรวิศ ลิมปรังษี

วันนี้ (13 มีนาคม) สรวิศ ลิมปรังษี โฆษกศาลยุติธรรม เปิด […]

The post ประธานศาลฎีกาตั้งคณะกรรมการสดับตรับฟังข้อเท็จจริง รายงานผลปมเพิกถอนหมายจับ ส.ว.ทรงเอ ภายใน 30 วัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรวิศ ลิมปรังษี

วันนี้ (13 มีนาคม) สรวิศ ลิมปรังษี โฆษกศาลยุติธรรม เปิดเผยความคืบหน้าการส่งหนังสือร้องเรียนไปยังสำนักคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) ของตำรวจสถานีตำรวจนครบาล (สน.) พญาไท เกี่ยวกับการร้องขอออกหมายจับสมาชิกวุฒิสภารายหนึ่ง กรณีเกี่ยวข้องกับยาเสพติด และการเพิกถอนหมายจับ 

 

รวมถึงกรณีมีการเผยแพร่ในสื่อโซเชียลว่าวันนี้ โชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ ประธานศาลฎีกา ได้มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสดับตรับฟังข้อเท็จจริง ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบรวบรวมข้อเท็จจริง เพื่อรายงานต่อประธานศาลฎีกาภายใน 30 วัน โดยคณะกรรมการดังกล่าวสามารถขอความร่วมมือผู้ที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อเท็จจริง เพื่อนำเสนอไปยังประธานศาลฎีกาพิจารณามีคำสั่งต่อไป

 

สรวิศกล่าวว่า คณะกรรมการดังกล่าวยังไม่ใช่เจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา และยังไม่ใช่ขั้นตอนการดำเนินการทางวินัย ยังไม่ถึงขนาดมีอำนาจเรียกบุคคลมาสอบ เป็นเพียงการขอความร่วมมือเพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงรายงานประธานศาลฎีกา

 

มีรายงานว่าสำหรับ ส.ว.รายนี้ รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลและเรียกว่า ส.ว.ทรงเอ 

The post ประธานศาลฎีกาตั้งคณะกรรมการสดับตรับฟังข้อเท็จจริง รายงานผลปมเพิกถอนหมายจับ ส.ว.ทรงเอ ภายใน 30 วัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
โฆษกศาลยุติธรรมแจงขั้นตอนปล่อยชั่วคราวคดีนักโทษการเมือง ยันใช้ดุลพินิจโดยอิสระของผู้พิพากษา ปราศจากการแทรกแซง เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ นิติรัฐ-นิติธรรม https://thestandard.co/sorawit-political-prisoner-cases/ Fri, 03 Feb 2023 08:22:31 +0000 https://thestandard.co/?p=745725

วันนี้ (3 กุมภาพันธ์) สรวิศ ลิมปรังษี โฆษกศาลยุติธรรม ไ […]

The post โฆษกศาลยุติธรรมแจงขั้นตอนปล่อยชั่วคราวคดีนักโทษการเมือง ยันใช้ดุลพินิจโดยอิสระของผู้พิพากษา ปราศจากการแทรกแซง เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ นิติรัฐ-นิติธรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (3 กุมภาพันธ์) สรวิศ ลิมปรังษี โฆษกศาลยุติธรรม ได้แถลงข่าวข้อเท็จจริงและแนวทางการพิจารณาและการยกเลิกการปล่อยชั่วคราว จากกรณีวันที่ 16 มกราคม 2566 ศาลอาญามีคำสั่งยกเลิกการปล่อยชั่วคราวของ ท. และ อ. ผู้ต้องหาในคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 นั้น เพื่อให้ประชาชนมีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของศาลยุติธรรม โดยเฉพาะกระบวนการปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญา 

 

ศาลยุติธรรมขอแจ้งให้ทราบดังนี้ 

 

ศาลยุติธรรมมีหน้าที่ตามกฎหมายในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของผู้เสียหาย ผู้ต้องหา และจำเลยในคดีอาญา ควบคู่ไปกับการรักษาความสงบเรียบร้อยในสังคม การพิจารณาปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาหรือจำเลย ศาลจะดำเนินการตามหลักเกณฑ์ของรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และหลักนิติธรรม ภายใต้มาตรฐานเดียวกันทุกคดี และศาลถือหลักการไม่ปล่อยชั่วคราวเป็นข้อยกเว้น ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ตลอดจนข้อบังคับของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการปล่อยชั่วคราวและวิธีเรียกประกันในคดีอาญา พ.ศ. 2565 ซึ่งกำหนดให้ศาลต้องพิจารณาปัจจัยต่างๆ 

 

เช่น ความหนักเบาแห่งข้อหา พยานหลักฐานที่ปรากฏ พฤติการณ์แห่งคดี ตลอดจนภัยอันตรายหรือความเสียหายที่จะเกิดจากการปล่อยชั่วคราว การพิจารณาอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว และการกำหนดเงื่อนไขอย่างใดในแต่ละคดีเป็นการใช้ดุลพินิจโดยอิสระขององค์คณะผู้พิพากษาตามกฎหมายภายใต้หลักประกันความอิสระของฝ่ายตุลาการตามมาตรา 188 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งศาลมีระบบตรวจสอบและป้องกันการแทรกแซงการทำหน้าที่ขององค์คณะผู้พิพากษาที่เข้มแข็ง 

 

ในระบบศาลยุติธรรมไม่มีผู้ใดมีอำนาจสั่งการองค์คณะผู้พิพากษาในการวินิจฉัยคดีได้เมื่อมีการขอปล่อยชั่วคราวและเข้าเกณฑ์ที่จะอนุญาต ศาลจะมีคำสั่งปล่อยชั่วคราว โดยวางเงื่อนไขหรือวิธีการที่เหมาะสมและได้สัดส่วนกับพฤติการณ์ให้ผู้ต้องหาปฏิบัติในระหว่างที่ได้รับการปล่อยชั่วคราวตามที่กฎหมายบัญญัติ เช่น การกำหนดข้อห้ามไม่ให้ทำกิจกรรมบางอย่าง การห้ามเข้าหรือห้ามออกจากสถานที่ การแต่งตั้งผู้กำกับดูแล การใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (กำไล EM) หรือการเรียกหลักประกัน เป็นต้น 

 

ดุลพินิจของศาลในการสั่งคดีมีการตรวจสอบตามลำดับชั้นศาลในทางวิธีพิจารณาคดีนี้ หากศาลอาญาไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ผู้ต้องหาก็มีสิทธิที่จะยื่นอุทธรณ์คำสั่งไปยังศาลอุทธรณ์ได้ 

 

กรณี ท. พนักงานสอบสวนได้ยื่นคำร้องขอฝากขังครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2565 ศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว โดยกำหนดเงื่อนไขห้ามมิให้ผู้ต้องหากระทำการในลักษณะแบบเดียวกับที่ถูกกล่าวหา หรือเข้าร่วมในกิจกรรมใดๆ ที่อาจก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง หรือทำให้เกิดความเสื่อมเสียต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และให้ติดกำไล EM (โดยความยินยอมของผู้ต้องหา) 

 

คำสั่งศาลอาญานี้เป็นกรณีที่ศาลเห็นว่า คดีมีเหตุที่จะออกหมายขังได้ตามกฎหมาย แต่สมควรอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว โดยกำหนดเงื่อนไขให้ ท. ปฏิบัติ เพื่อป้องกันความเสี่ยงในการไปก่อเหตุต่างๆ ดังที่กล่าวมาข้างต้น

 

ต่อมาวันที่ 18 มีนาคม 2565 พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาล (สน.) นางเลิ้ง ยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งที่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว เนื่องจากปรากฏข้อเท็จจริงว่า ท. ได้ทำกิจกรรมที่เข้าข่ายเป็นการผิดเงื่อนไข ศาลไต่สวนแล้วพบว่า ท. ปฏิบัติผิดเงื่อนไขจริง จึงมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว 

 

วันที่ 20 พฤษภาคม 2565 พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) แบบบัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคก้าวไกล ใช้ตำแหน่งยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว ท. โดย ท. และพิธา ยืนยันรับที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ศาลกำหนดทุกประการ ศาลจึงมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวอีกครั้ง 

 

โดยกำหนดเงื่อนไขห้ามออกนอกเคหสถาน เว้นแต่เป็นกรณีเจ็บป่วยหรือได้รับอนุญาตจากศาล ห้ามทำกิจกรรมในลักษณะเดียวกันกับที่ถูกกล่าวหา ให้ติดกำไล EM (โดยความยินยอมของผู้ต้องหา) และให้ตั้งพิธาเป็นผู้กำกับดูแล ท. 

 

เงื่อนไขที่ศาลกำหนดดังกล่าวศาลกำหนดให้ใช้แก่คดีต่างๆ มามากแล้ว มิใช่เจาะจงใช้เฉพาะแก่คดีนี้หรือคดีกลุ่มนี้ และเป็นการกำหนดตามที่กฎหมายบัญญัติ เช่น การติดกำไล EM ก็ดำเนินการภายใต้ความยินยอมของผู้ต้องหาให้ติดได้ การห้ามออกนอกเคหสถานหรือห้ามกระทำการในลักษณะเดียวกันกับที่ถูกกล่าวหา ก็เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการปล่อยชั่วคราว (ม.108 วรรคสาม)

 

แม้ ท. จะยินยอมสวมกำไล EM และยอมรับเงื่อนไขห้ามออกนอกเคหสถาน แต่ก็ได้รับอนุญาตจากศาลให้ไปทำกิจธุระหรือแม้แต่การไปเที่ยวพักผ่อนได้ตามสมควร ซึ่ง ท. ได้ขออนุญาตศาลไปทำกิจธุระรวม 19 ครั้ง ศาลอาญาได้พิจารณาอนุญาตถึง 14 ครั้ง เช่น นำคอมพิวเตอร์ไปซ่อม ทำบัตรประจำตัวประชาชน ตัดชุดกระโปรงนักศึกษา ซื้อเอกสารประกอบการเรียน ไปเที่ยวจังหวัดระยอง เล่นบอร์ดเกม ฉลองหลังสอบเสร็จ ชมงานศิลปะ โดยศาลไม่อนุญาตเพียง 5 ครั้ง ด้วยเหตุกิจกรรมที่ขออนุญาตไปดำเนินการมีลักษณะที่จะผิดเงื่อนไขในการปล่อยชั่วคราว

 

สำหรับประเด็นเรื่องการนัดไต่สวนกรณีผิดเงื่อนไขการปล่อยชั่วคราวของ ท. นั้นเป็นเรื่องที่ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย โดยการคุมขังหรือปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหา นอกจากศาลต้องให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของผู้ต้องหาแล้ว ยังต้องคำนึงถึงการคุ้มครองความสงบเรียบร้อยของสังคมควบคู่กันไปด้วย ซึ่งในคดีที่มีการอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวแล้วปรากฏข้อเท็จจริงว่า ผู้ต้องหาไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ศาลกำหนด ศาลย่อมมีอำนาจใช้ดุลพินิจดำเนินการไต่สวน เพื่อให้ทราบว่าผู้ต้องหามีพฤติการณ์เช่นนั้นจริงหรือไม่ และสมควรที่จะเพิกถอนการปล่อยชั่วคราวหรือไม่ทุกคดีไป  

 

ในกรณีของ ท. ศาลนัดไต่สวนเพื่อพิจารณาเรื่องการผิดเงื่อนไขการปล่อยชั่วคราววันที่ 1 มีนาคม 2566 แต่เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2566 ท. และ อ. ยื่นคำร้องขอยกเลิกการปล่อยชั่วคราวตนเอง ศาลอาญาจึงมีคำสั่งไปตามที่ผู้ต้องหาประสงค์ เพราะพฤติการณ์ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏเข้าเกณฑ์เป็นกรณีผู้ต้องหาแสดงเจตนาว่าไม่อาจปฏิบัติตามเงื่อนไขของการปล่อยชั่วคราวตามที่ผู้ต้องหาและผู้กำกับดูแลรับรองกับศาลไว้ได้ อันเป็นเงื่อนไขสำคัญที่มีขึ้น เพื่อป้องกันภัยอันตรายหรือความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการปล่อยชั่วคราวตามกฎหมายเมื่อมีการยกเลิกการปล่อยชั่วคราวและศาลมีคำสั่งออกหมายขังแล้ว จึงไม่ต้องมีการไต่สวนอีก  

 

ศาลยุติธรรมขอย้ำว่า กระบวนการไต่สวนและการมีคำสั่งออกหมายขังหรือปล่อยชั่วคราวเป็นการใช้ดุลพินิจโดยอิสระของผู้พิพากษา ปราศจากการแทรกแซงใดๆ ทั้งเป็นไปภายใต้รัฐธรรมนูญและกฎหมาย โดยข้อเท็จจริงในลักษณะเดียวกันก็จะมีการพิจารณาดำเนินการไปในแนวทางและมาตรฐานเดียวกันทุกคดี ทั้งนี้ เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปโดยเสมอภาคและเป็นธรรม อันจะดำรงไว้ซึ่งหลักความเป็นนิติรัฐและนิติธรรมต่อไป

The post โฆษกศาลยุติธรรมแจงขั้นตอนปล่อยชั่วคราวคดีนักโทษการเมือง ยันใช้ดุลพินิจโดยอิสระของผู้พิพากษา ปราศจากการแทรกแซง เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ นิติรัฐ-นิติธรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
โฆษกศาลยุติธรรมเผย ศาลไม่สามารถหยิบเอาข่าวมาวินิจฉัยโดยพลการ แนะผู้เกี่ยวข้อ งยื่นเอกสารขอประกันตัว ‘ตะวัน-แบม’ https://thestandard.co/tawan-bam-court-of-justice/ Wed, 01 Feb 2023 12:01:08 +0000 https://thestandard.co/?p=744890 ตะวัน แบม

วานนี้ (31 มกราคม) สรวิศ ลิมปรังษี โฆษกศาลยุติธรรม ให้ส […]

The post โฆษกศาลยุติธรรมเผย ศาลไม่สามารถหยิบเอาข่าวมาวินิจฉัยโดยพลการ แนะผู้เกี่ยวข้อ งยื่นเอกสารขอประกันตัว ‘ตะวัน-แบม’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตะวัน แบม

วานนี้ (31 มกราคม) สรวิศ ลิมปรังษี โฆษกศาลยุติธรรม ให้สัมภาษณ์รายการ THE STANDARD NOW เผยแพร่ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD ดำเนินรายการโดย ออฟ-พลวุฒิ สงสกุล กรณีตะวัน-แบม 2 นักกิจกรรมอดอาหารและน้ำเพื่อประท้วงกระบวนการยุติธรรม 

 

สรวิศ ลิมปรังษี โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวว่า ตามกฎหมายศาลต้องพิจารณาจากเอกสารหรือเรื่องที่เข้ามาเป็นคดีความแต่ละเรื่อง ส่วนข้อมูลที่ปรากฏในสื่อนั้นมีได้หลากหลาย แต่ว่าจะเข้าสู่การพิจารณาของศาลตามกฎหมายต้องมีเรื่องเอกสาร ซึ่งเป็นคำร้อง คำขอจากผู้ที่เกี่ยวข้องมาให้ศาลพิจารณาว่าตอนนี้เกิดข้อเท็จจริงอะไรบ้าง และสิ่งที่ประสงค์จะให้ศาลพิจารณาสั่งมีอะไรบ้าง หากยื่นตามขั้นตอนแบบนี้ ศาลจึงสามารถพิจารณามีคำสั่งรวมถึงกำหนดมาตรการต่างๆ ได้

 

สำหรับสถานการณ์ปัจจุบันตอนนี้ยังไม่มีข้อเท็จจริงที่เข้าไปสู่สำนวนการพิจารณาของศาลอย่างเป็นทางการ

 

คดีอื่นบางคดีมีพฤติการณ์ใช้ความรุนแรง ใช้วัตถุระเบิดด้วย แต่สำหรับน้องทั้ง 2 คนไม่ได้มีพฤติการณ์ที่ใช้ความรุนแรงอะไร เพียงแต่สาเหตุที่มีการใช้เงื่อนไขต่างๆ เพราะว่าในครั้งแรกที่มีการปล่อยชั่วคราวหรือประกันตัวไป บังเอิญมีการผิดเงื่อนไขในครั้งแรก ฉะนั้น ครั้งที่ 2 จึงมีการเพิ่มเงื่อนไขเข้าไป แต่เงื่อนไขเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงตามพฤติการณ์ของแต่ละคดีอยู่แล้ว ถ้าต่อไปไม่มีปัญหาข้อขัดข้อง เงื่อนไขต่างๆ ก็สามารถปรับเปลี่ยนได้ 

 

ขณะน้องทั้ง 2 คนได้ประกันตัวไว้อยู่แล้ว และจะด้วยเหตุใดก็แล้วแต่ ทั้ง 2 คนมายื่นคำร้องขอถอนประกันตัวเอง ฉะนั้น ลักษณะพฤติการณ์เท่ากับว่าตอนที่มาขอถอนประกันยังไม่เกิดเหตุการณ์ที่เป็นการผิดเงื่อนไขที่เกิดขึ้น พอยังไม่ผิดเงื่อนไขประกันตัว โดยสภาพก็มีความเป็นไปได้สูงอยู่แล้วว่าถ้ามีการร้องเข้ามาหรือปล่อยชั่วคราวอีกครั้งก็น่าจะได้รับการพิจารณาในทางที่เป็นคุณว่าจะให้ประกันตัวหรือปล่อยชั่วคราวไป

 

ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ณ ขณะนี้ ยังไม่มีใครที่ทำเรื่องอย่างเป็นทางการยื่นเข้ามา สำนวนคดีที่จะให้ศาลพิจารณาว่า ขณะนี้จริงๆ แล้วสถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งคนที่ทำเรื่องได้จริงๆ อาจจะไม่ต้องเป็นตัวน้องทั้ง 2 คนเอง เพราะแม้แต่บิดามารดา ญาติพี่น้อง ผู้ที่เกี่ยวข้อง หรือแม้กระทั่งสมมติหน่วยราชการที่ดูแล ไม่ว่าจะเป็นกรมราชทัณฑ์ หรือโรงพยาบาลก็แล้วแต่ ถ้ามีการทำข้อเท็จจริงเข้ามาอย่างเป็นทางการ กระบวนพิจารณาของศาลจะได้เริ่มต้นต่อได้ แต่ตอนนี้ยังไม่มีเรื่องเข้ามาอย่างเป็นทางการ 

 

ศาลเป็นหน่วยงานในการบังคับใช้กฎหมาย จึงไม่สามารถเลือกได้ว่าจะบังคับใช้กับใครหรือไม่บังคับใช้กับใคร 

 

“ถ้าบุคคลที่เกี่ยวข้องหรือญาติพี่น้องมีความเป็นห่วงน้อง และไม่อยากให้สภาพอย่างนี้ดำเนินต่อไป ทางที่ดีที่สุด และไม่ใช่เรื่องยุ่งยากเลย คือสามารถเดินทางไปที่ศาล ไม่จำเป็นต้องเป็นศาลอาญาที่ถนนรัชดาภิเษก จะเป็นศาลอาญากรุงเทพใต้ก็แล้วแต่ ยื่นคำร้อง 1 ใบ ไม่ต้องมีเงินทอง ไม่ต้องมีหลักประกันใดๆ ขอเพียงแค่ยื่นคำร้องและบรรยายพฤติการณ์ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นว่าตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง และอยากจะให้ศาลพิจารณาในลักษณะไหน อย่างไรบ้าง เรื่องต่างๆ ก็จะดำเนินการต่อไปได้ ในทางกฎหมายศาลไม่สามารถจะไปหยิบข่าวจากสื่อมวลชนมาดำเนินการได้เอง เพราะว่าข้อเท็จจริงต่างๆ ที่เกิดขึ้นต้องมีการตรวจสอบ ต้องดูอย่างเป็นทางการ ไม่สามารถหยิบอะไรมาวินิจฉัยโดยพลการ ต้องมีเรื่องอย่างเป็นทางการเข้ามาในสำนวนคดี ซึ่งไม่ใช่ขั้นตอนที่ยุ่งยาก” สรวิศกล่าว

 

ภาพ: ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน, สถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม

The post โฆษกศาลยุติธรรมเผย ศาลไม่สามารถหยิบเอาข่าวมาวินิจฉัยโดยพลการ แนะผู้เกี่ยวข้อ งยื่นเอกสารขอประกันตัว ‘ตะวัน-แบม’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ด่านรีดไถ พิสูจน์ตำรวจไทย-แผลลึกดาราสาวไต้หวัน | เปิดใจ โฆษกศาลยุติธรรม กรณีตะวัน-แบม | THE STANDARD NOW https://thestandard.co/thestandardnow310166/ Tue, 31 Jan 2023 12:56:38 +0000 https://thestandard.co/?p=744329

LIVE: ด่านรีดไถ พิสูจน์ตำรวจไทย-แผลลึกดาราสาวไต้หวัน | […]

The post ชมคลิป: ด่านรีดไถ พิสูจน์ตำรวจไทย-แผลลึกดาราสาวไต้หวัน | เปิดใจ โฆษกศาลยุติธรรม กรณีตะวัน-แบม | THE STANDARD NOW appeared first on THE STANDARD.

]]>

LIVE: ด่านรีดไถ พิสูจน์ตำรวจไทย-แผลลึกดาราสาวไต้หวัน | เปิดใจ โฆษกศาลยุติธรรม กรณีตะวัน-แบม

 

พูดคุยกับ รังสิมันต์ โรม ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล

 

และร่วมพูดคุยกับ สรวิศ ลิมปรังษี โฆษกศาลยุติธรรม กรณีตะวัน-แบม อดอาหารและน้ำ เพื่อประท้วงกระบวนการยุติธรรม

 

พบกันในรายการ THE STANDARD NOW กับ พลวุฒิ สงสกุล วันนี้ 31 มกราคม เวลา 20.00 น. เป็นต้นไป ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD

The post ชมคลิป: ด่านรีดไถ พิสูจน์ตำรวจไทย-แผลลึกดาราสาวไต้หวัน | เปิดใจ โฆษกศาลยุติธรรม กรณีตะวัน-แบม | THE STANDARD NOW appeared first on THE STANDARD.

]]>
โฆษกศาลฯ แจงกรณี ‘ประสิทธิ์’ พยายามหนี เตรียมแผนมาก่อน ปลอมตัว ติดหนวด กระโดดหนี จ่อแจ้งข้อหาเพิ่ม https://thestandard.co/prasit-jeawkok-3/ Thu, 22 Dec 2022 08:51:44 +0000 https://thestandard.co/?p=727453 ประสิทธิ์ เจียวก๊ก

วันนี้ (22 ธันวาคม) ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก สรวิศ ลิมป […]

The post โฆษกศาลฯ แจงกรณี ‘ประสิทธิ์’ พยายามหนี เตรียมแผนมาก่อน ปลอมตัว ติดหนวด กระโดดหนี จ่อแจ้งข้อหาเพิ่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประสิทธิ์ เจียวก๊ก

วันนี้ (22 ธันวาคม) ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก สรวิศ ลิมปรังษี โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวถึงกรณีที่ ประสิทธิ์ เจียวก๊ก ผู้ต้องหาคดีฉ้อโกงประชาชน ได้พยายามหลบหนีระหว่างการนัดสอบคำให้การและตรวจพยานหลักฐานที่ศาลอาญาเมื่อช่วงเช้าวันนี้

 

สรวิศกล่าวว่า ประสิทธิ์ถูกคุมตัวมาที่ศาลเพื่อนัดสอบคำให้การกรณีหลอกลงทุนสหกรณ์ออมทรัพย์การค้าธุรกิจ บริการ และผลิตภัณฑ์ผสมผสาน จำกัด ความเสียหาย 1.9 ล้านบาท ซึ่งเป็นคดีใหม่ที่ผู้เสียหายเพิ่งฟ้องวานนี้ (21 ธันวาคม) จากนั้นเมื่อสอบคำให้การที่ห้องเวรชี้เสร็จ ประสิทธิ์ขอใช้สิทธิ์ตรวจพยานหลักฐานในคดีเก่า ที่ห้องพิจารณาคดี 903

 

ที่ผ่านมาประสิทธิ์มักจะขอใช้สิทธิ์ตรวจพยานลักษณะนี้มาตลอด เจ้าหน้าที่จึงอนุญาต จากนั้นประสิทธิ์ได้แจ้งเจ้าหน้าที่ว่าปวดท้องถ่ายหนักขอเข้าห้องน้ำ เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ 1 คน จึงพาตัวประสิทธิ์ไปเข้าห้องน้ำ และยืนเฝ้าอยู่ด้านหน้าประตู ระหว่างนั้นมีผู้ที่คาดว่าสมรู้ร่วมคิดของประสิทธิ์ที่รออยู่ภายในห้องน้ำ ส่งกุญแจไขโซ่ตรวน รวมถึงเสื้อยืดสีน้ำเงิน กางเกงยีนส์ขายาว รองเท้าหุ้มส้น และหนวดปลอมให้กับประสิทธิ์ เมื่อประสิทธิ์เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ ได้เดินเร็วออกจากห้องน้ำตรงไปยังบันไดกลางของอาคารศาล ขณะนั้นมีจำเลยคดีอื่นที่เดินเข้าห้องน้ำเช่นกันสังเกตเห็น จึงตะโกนแจ้งเจ้าหน้าที่ศาลที่อยู่บริเวณดังกล่าวให้เข้าจับกุม โดยเจ้าหน้าที่ไล่จับกุมประสิทธิ์ไปจนถึงชั้น 3 ระหว่างนั้นประสิทธิ์พยายามจะปีนบันไดกระโดดหนีลงมาด้วย จนทำให้ได้รับบาดเจ็บบริเวณขาเล็กน้อย ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ใช้เวลาไม่ถึง 5 นาที ก็สามารถจับกุมตัวประสิทธิ์ไว้ได้

 

สรวิศกล่าวต่อไปว่า ในเบื้องต้นจากการตรวจสอบกล้องวงจรปิด ได้มีการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย ซึ่งคาดว่าเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดของประสิทธิ์ จำนวน 3 คน หนึ่งในนั้นเป็นเลขาของประสิทธิ์ และคนใกล้ชิดอีก 2 คนที่นำกุญแจและเสื้อผ้ามาให้ประสิทธิ์ ซึ่งตำรวจสถานีตำรวจนครบาลพหลโยธินอยู่ระหว่างการสอบปากคำ แต่เชื่อว่ามีการวางแผนกันมาเป็นอย่างดี เตรียมอุปกรณ์ปลอมตัวและติดหนวด และยังพบเงิน 10,000 บาทที่ตัวผู้สมรู้ร่วมคิด

 

ทั้งนี้ จะต้องสอบปากคำผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดว่ากุญแจที่ใช้เป็นการปั๊มกุญแจมาจากกุญแจต้นฉบับหรือไม่ หรือมีเจ้าหน้าที่เข้าไปเกี่ยวข้องหรือไม่ ส่วนเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ที่อ้างว่าเฝ้าอยู่บริเวณหน้าห้องน้ำทราบว่าทางกรมราชทัณฑ์มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้ว เพราะไม่พบว่ามีการวิ่งตามจับกุมประสิทธิ์

 

สำหรับพฤติการณ์ในครั้งนี้ สรวิศกล่าวว่า ประสิทธิ์เข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 190 ผู้ใดหลบหนีระหว่างที่ถูกคุมขังตามอำนาจของศาล ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนผู้สมรู้ร่วมคิดก็จะเข้าข่ายร่วมกันกระทำความผิด ต้องรับโทษเท่ากัน อย่างไรก็ตาม ทางศาลก็จะดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในข้อหาละเมิดอำนาจศาล ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือนด้วย

 

“หลังจากนี้ทางศาลก็จะตรวจสอบและเพิ่มความเข้มงวดมากขึ้นว่ามีช่องโหว่ตรงไหนให้ผู้ต้องหาหลบหนีหรือไม่ แต่ก็ยอมรับว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในห้องน้ำ รวมถึงการตรวจร่างกายญาติที่จะเข้าห้องพิจารณาคดีก็เป็นเรื่องยาก เพราะไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าสิ่งของที่นำติดตัวมาเพื่อช่วยเหลือนักโทษให้หลบหนีหรือไม่” สรวิศกล่าวในที่สุด

The post โฆษกศาลฯ แจงกรณี ‘ประสิทธิ์’ พยายามหนี เตรียมแผนมาก่อน ปลอมตัว ติดหนวด กระโดดหนี จ่อแจ้งข้อหาเพิ่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซื้อของออนไลน์ สินค้าไม่ตรงปก ยื่นฟ้องศาลออนไลน์ได้แล้ว ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่เสียค่าใช้จ่าย ไม่ต้องมีทนาย https://thestandard.co/shopping-online-scam-enables-online-lawsuit/ Thu, 27 Jan 2022 10:47:02 +0000 https://thestandard.co/?p=587430 ซื้อของออนไลน์ สินค้าไม่ตรงปก ยื่นฟ้องศาลออนไลน์ได้แล้ว

วันนี้ (27 มกราคม) สรวิศ ลิมปรังษี โฆษกศาลยุติธรรม กล่า […]

The post ซื้อของออนไลน์ สินค้าไม่ตรงปก ยื่นฟ้องศาลออนไลน์ได้แล้ว ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่เสียค่าใช้จ่าย ไม่ต้องมีทนาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซื้อของออนไลน์ สินค้าไม่ตรงปก ยื่นฟ้องศาลออนไลน์ได้แล้ว

วันนี้ (27 มกราคม) สรวิศ ลิมปรังษี โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวว่า วันนี้ ปิยกุล บุญเพิ่ม ประธานศาลฎีกา ได้เป็นประธานพิธีเปิด ‘แผนกคดีซื้อขายออนไลน์ในศาลแพ่ง’ ซึ่งวันนี้ถือเป็นการเปิดทำการแผนกอย่างเป็นทางการวันแรก โดยมี ภัฏ วิภูมิรพี ผู้พิพากษาศาลฎีกา ช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่ง อธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่ง จีระพัฒน์ พันธุ์ทวี เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม และคณะผู้บริหารศาลแพ่ง ร่วมพิธีเปิดงาน

 

สำหรับการจัดตั้งแผนกคดีซื้อขายออนไลน์ในศาลแพ่ง เกิดขึ้นจากดำริประธานศาลฎีกา ตามแนวนโยบายการบริหารงานศาลยุติธรรมของประธานศาลฎีกา พ.ศ. 2564-2565 ภายใต้สโลแกน ‘ความยุติธรรมที่เข้าถึงง่าย’ (Easy Access to Justice) ที่ด้านหนึ่งจะมุ่งส่งเสริมการดำเนินคดีเพื่อยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคให้ครอบคลุมถึงการบริโภควิถีใหม่ เช่น กลุ่มการซื้อขายสินค้าออนไลน์ ซึ่งถือเป็นของขวัญให้กับผู้บริโภคในปี 2565 

 

ปัจจุบันการบริการบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นที่แพร่หลายและขยายตัวอย่างรวดเร็ว การซื้อขายออนไลน์จึงเป็นที่นิยมกันอย่างมากเนื่องจากสะดวก รวดเร็ว และยิ่งในช่วงการระบาดของไวรัสโควิด ผู้บริโภคปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อสินค้าจากปกติจะเดินทางไปห้างสรรพสินค้าหรือร้านค้าต่างๆ ก็เปลี่ยนรูปแบบเน้นเป็นการสั่งซื้อสินค้าทางออนไลน์แทน ทำให้เกิดข้อพิพาทตามมาเป็นจำนวนมาก เช่น สั่งซื้อแล้วพบสินค้าชำรุด ได้รับของไม่ตรงปก ไม่เป็นไปตามที่โฆษณา สั่งซื้อแล้วไม่ได้สินค้า หรือถูกหลอกลวง

 

ขณะที่ตามปกติแล้วผู้เสียหายสามารถนำคดีมายื่นฟ้องศาลเพื่อให้มีการชดใช้ได้ แต่ในการยื่นฟ้องคดีแพ่งตามหลักจะต้องยื่นฟ้องต่อศาลในภูมิลำเนาของผู้ขายที่จะเป็นจำเลย หรือที่มูลคดีเกิด ขณะที่การซื้อขายออนไลน์อาจมีกรณีที่ว่าความเสียหายเป็นเงินจำนวนไม่มาก หลักร้อยหลักพันบาท จึงทำให้คดีเหล่านี้มาไม่ถึงศาล เพราะมองว่าจะต้องเสียเวลา ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี อาจไม่คุ้มค่าที่จะไปยื่นฟ้องศาล รวมถึงความยุ่งยากในขั้นตอนการดำเนินคดี 

 

แต่เมื่อปัจจุบันข้อพิพาทในการซื้อสินค้าออนไลน์ในสังคมมีมากขึ้นเรื่อยๆ หากปล่อยปัญหานี้ไปก็จะกระทบถึงความน่าเชื่อถือของระบบการซื้อขายออนไลน์ในประเทศ และผู้บริโภคที่ซื้อของทางออนไลน์มีโอกาสที่จะถูกหลอกโดยที่ไม่ได้รับการเยียวยา ขณะที่ผู้ขายซึ่งก่อให้เกิดปัญหาจะยังคงไปสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้บริโภครายอื่นได้อีก 

 

ศาลยุติธรรมจึงได้ดำเนินการการจัดตั้งแผนกคดีซื้อขายออนไลน์ในศาลแพ่ง โดยให้ใช้ระบบศาลอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบในทุกขั้นตอนของกระบวนการพิจารณา เพื่อให้ผู้บริโภคที่คิดว่าจะใช้สิทธิทางศาลฟ้องคดีได้รับความสะดวก ตามสโลแกนความยุติธรรมที่เข้าถึงง่าย ซึ่งคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม (ก.บ.ศ.) ได้มีประกาศรองรับการจัดตั้งแผนกคดีซื้อขายออนไลน์ในศาลแพ่ง ซึ่งได้เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษามีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2564

 

ด้าน ผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ธนาคารกรุงไทยในฐานะธนาคารพาณิชย์ของรัฐ พร้อมนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาสนับสนุนและขับเคลื่อนนโยบายของภาครัฐ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และอำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการของหน่วยงานภาครัฐได้โดยง่ายตามยุทธศาสตร์ X2G2X โดยธนาคารร่วมกับสำนักงานศาลยุติธรรม พัฒนาระบบการยื่นคำฟ้องอิเล็กทรอนิกส์ (e-Filing) เพื่อเพิ่มช่องทางในการยื่นคำฟ้องและเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้สะดวกมากขึ้น ตามนโยบายของประธานศาลฎีกา เพื่อยกระดับการให้บริการแก่ประชาชนได้ครอบคลุมและรวดเร็วขึ้น ตอบโจทย์สำนักงานศาลยุติธรรม ในการต่อยอดระบบ e-Filing ในการยื่นคำฟ้องคดีผู้บริโภคประเภทซื้อขายออนไลน์ รองรับการยื่นคำฟ้องจากผู้เสียหายทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในการให้บริการประชาชนสามารถยื่นคำร้องผ่านเว็บไซต์ด้วยตนเองโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ไม่ต้องมีทนายความ และไม่ต้องมาศาล

 

สรวิศได้กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับขั้นตอนการยื่นฟ้องคดีซื้อขายออนไลน์ ดำเนินการได้ดังนี้

 

  1. เข้าไปที่เว็บไซต์ https://efiling3.coj.go.th/eFiling หรือเข้าไปที่เว็บไซต์ของศาลแพ่ง เริ่มสร้างบัญชีผู้ใช้งาน โดยเลือกประเภทผู้ใช้งานสำหรับประชาชน ลงทะเบียนผู้ใช้งานในระบบ (สำหรับผู้ใช้งานใหม่) 

 

  1. หลังจากลงทะเบียนแล้ว ล็อกอิน (Log In) เข้าสู่ระบบ ยืนยันเงื่อนไขการใช้งาน และเลือกเมนูคดีซื้อขายออนไลน์ พร้อมกรอกรายละเอียดคำฟ้อง ประกอบด้วยข้อมูลโจทก์ จำเลย ข้อมูลคำฟ้อง พร้อมแนบเอกสารหรือหลักฐานการซื้อขายสินค้านั้นๆ มูลเหตุที่เรียกร้อง ข้อมูลความเสียหาย ราคา และสามารถระบุพยานได้ เป็นต้น 

 

เมื่อผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายกรอกรายละเอียดและยื่นคำฟ้องเสร็จเรียบร้อยแล้ว ระบบส่งจะคำฟ้องไปถึงเจ้าพนักงานคดีในศาลแพ่งเพื่อทำการตรวจสอบว่า การฟ้อง ข้อเท็จจริงนั้นครบถ้วนหรือไม่ หากคำฟ้องตรงตามเงื่อนไขการพิจารณาคดีซื้อขายออนไลน์และข้อมูลถูกต้องครบถ้วน เจ้าพนักงานคดีจะเสนอคำฟ้องเพื่อให้ศาลรับคำฟ้อง และส่งหมายเรียกแก่จำเลยทางอีเมล เมื่ออีเมลถูกส่งไปยังกล่องข้อความ (Inbox) ของอีเมลจำเลยแล้วจะถือว่าจำเลยได้รับหมายเรียก หรือส่งไปยังทาง SMS หรือช่องทางอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ 

 

  1. เมื่อเข้าสู่กระบวนการของศาลแล้ว ศาลจะดำเนินการในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบ วันพิจารณาคดี การสืบพยาน และการไกล่เกลี่ยจะดำเนินการผ่านระบบออนไลน์ 

 

ส่วนกรณีไกล่เกลี่ยไม่สำเร็จ จำเลยมีสิทธิยื่นคำให้การผ่านระบบออนไลน์และดำเนินการต่อสู้คดีในลำดับต่อไป 

 

โดยคดีซื้อขายออนไลน์จะสามารถยื่นฟ้องคดีได้ 24 ชั่วโมง เรียกว่ายื่นฟ้องได้ทุกวัน ตลอดเวลา ซึ่งคดีจะต้องเป็นการยื่นฟ้องรูปแบบออนไลน์เท่านั้น 

 

ขณะที่การฟ้องคดีทางออนไลน์หากฟ้องหลังเวลา 16.30 น. หรือในวันเสาร์-อาทิตย์ ก็จะนับวันทำการถัดไปให้ถือเป็นวันฟ้อง ตรงนี้แม้ดูเหมือนจะเป็นข้อจำกัดอยู่บ้าง แต่ระบบออนไลน์นั้นก็ช่วยอำนวยความสะดวกที่ไม่ต้องห่วงเรื่องการเดินทางมาศาลให้ทันเวลาทำการ โดยการยื่นฟ้องสามารถทำที่ไหนก็ได้ ขั้นตอนการยื่นฟ้องของแผนกคดีซื้อขายออนไลน์ในศาลแพ่งใช้ระบบศาลอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบในทุกขั้นตอน มีขั้นตอนที่สะดวก รวดเร็ว และง่ายต่อผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหาย ไม่ต้องเดินทางมาศาล ไม่ต้องนำกระดาษมายื่นฟ้องศาลเหมือนคดีปกติได้ อีกทั้งผู้เสียหายสามารถติดตามความคืบหน้าได้ใน 12 ชั่วโมง นับแต่ยื่นเรื่องเข้ามา ซึ่งถือว่ารวดเร็วมากในการพิจารณาคดีขณะนี้

 

“คดีซื้อขายออนไลน์หลายคนกังวลเรื่องทุนทรัพย์น้อยเจ้าหน้าที่จะรับเรื่องหรือไม่ ทั้งนี้คดีทั่วไปที่โจทก์ยื่นฟ้องก็ไม่เคยมีศาลไหนมีคำสั่งห้ามมาฟ้อง ดังนั้นจะซื้อสินค้าราคาหลักสิบหรือหลักร้อย ผู้บริโภคสามารถฟ้องได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับตัวโจทก์เองที่จะตัดสินใจจะมาฟ้องหรือไม่ ศาลจะไม่จำกัดว่าเป็นสินค้าชนิดใด และราคาเท่าไร มีเงื่อนไขแต่เพียงว่าสินค้าที่ซื้อขายนั้นจะต้องเป็นช่องทางออนไลน์แค่นั้น การฟ้องคดีซื้อขายออนไลน์ผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายหากต้องการยื่นฟ้อง ควรพยายามให้ข้อมูลที่เกี่ยวกับผู้ขายและธุรกรรมให้มากที่สุดเท่าที่จะหาได้ และเพื่อประโยชน์ในการดำเนินคดีและการบังคับ ดังนั้นเมื่อสั่งซื้อสินค้าอย่าลืมรวบรวมหลักฐานต่างๆ เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับตัวผู้ขาย หลักฐานการสั่งซื้อสินค้า และหลักฐานการชำระเงินจากผู้ขาย รวมถึงหลักฐาน เช่น วิดีโอที่ถ่ายขณะเปิดกล่อง นอกจากนี้ศาลยุติธรรมยังได้ประสานความร่วมมือกับองค์กรภาคีต่างๆ เพื่อสนับสนุนการให้ข้อมูลที่จำเป็นในการดำเนินคดี อันเป็นการอำนวยความสะดวกและลดภาระให้แก่ผู้บริโภค เป็นความยุติธรรมที่เข้าถึงง่าย ศาลเราพร้อมเป็นที่พึ่งประชาชนอย่างแท้จริงทุกด้าน และเป็นความยุติธรรมที่ให้ประชาชนเข้าถึงง่าย สอดรับกับวิถีชีวิตรูปแบบใหม่ของประชาชน” โฆษกศาลยุติธรรมกล่าวย้ำ

The post ซื้อของออนไลน์ สินค้าไม่ตรงปก ยื่นฟ้องศาลออนไลน์ได้แล้ว ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่เสียค่าใช้จ่าย ไม่ต้องมีทนาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธานศาลฎีกาสั่งรองอธิบดีผู้พิพากษาฯ เมาแล้วขับ ไปช่วยทำงานนอกพื้นที่ เตรียมสอบวินัยต่อไป https://thestandard.co/president-of-the-supreme-court-ordered-former-judge-work-outside-the-area/ Tue, 11 Jan 2022 09:39:46 +0000 https://thestandard.co/?p=581279 ประธานศาลฎีกาสั่งรองอธิบดีผู้พิพากษาฯ เมาแล้วขับ ไปช่วยทำงานนอกพื้นที่ เตรียมสอบวินัยต่อไป

ตามที่ปรากฏเป็นข่าวเมื่อช่วงท้ายปี 2564 ว่า ชาญศักดิ์ ส […]

The post ประธานศาลฎีกาสั่งรองอธิบดีผู้พิพากษาฯ เมาแล้วขับ ไปช่วยทำงานนอกพื้นที่ เตรียมสอบวินัยต่อไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธานศาลฎีกาสั่งรองอธิบดีผู้พิพากษาฯ เมาแล้วขับ ไปช่วยทำงานนอกพื้นที่ เตรียมสอบวินัยต่อไป

ตามที่ปรากฏเป็นข่าวเมื่อช่วงท้ายปี 2564 ว่า ชาญศักดิ์ สมประโยชน์ รองอธิบดีผู้พิพากษาภาค 5 ช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่งรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 5 มีพฤติการณ์ขับรถในขณะเมาสุราและไปเฉี่ยวชนรถของบุคคลอื่น ต่อมาได้มีการยื่นฟ้องชาญศักดิ์เป็นคดีอาญาต่อศาลแขวงเชียงใหม่ ซึ่งศาลมีคำพิพากษาว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง ลงโทษปรับ 14,500 บาท และให้พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนด 6 เดือน นับแต่วันมีคำพิพากษานั้น

 

วานนี้ (10 มกราคม) สรวิศ ลิมปรังษี โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวถึงความคืบหน้าของการดำเนินการในกรณีดังกล่าวนอกเหนือจากการดำเนินคดีอาญาว่า สำนักงานศาลยุติธรรมได้รับรายงานข้อเท็จจริงของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 5 ซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดของชาญศักดิ์แล้ว กรณีเข้าข่ายที่อาจเป็นการกระทำผิดวินัย ประธานศาลฎีกาจึงมีคำสั่งให้ชาญศักดิ์ไปช่วยทำงานชั่วคราวนอกเขตพื้นที่ของภาค 5 ก่อน และจะแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง เพื่อดำเนินการทางวินัยต่อไป

The post ประธานศาลฎีกาสั่งรองอธิบดีผู้พิพากษาฯ เมาแล้วขับ ไปช่วยทำงานนอกพื้นที่ เตรียมสอบวินัยต่อไป appeared first on THE STANDARD.

]]>