สมเกียรติ ประจำวงษ์ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/สมเกียรติ-ประจำวงษ์/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 30 Sep 2021 12:38:50 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 กอนช. ชี้ น้ำท่วมมีแนวโน้มลดลง ตั้งเป้าเคลียร์สถานการณ์ภายใน 20 วัน https://thestandard.co/nationalwatercommand-say-flood-decrease-probability/ Thu, 30 Sep 2021 12:38:50 +0000 https://thestandard.co/?p=542696 สมเกียรติ ประจำวงษ์

วันนี้ (30 กันยายน) ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำน […]

The post กอนช. ชี้ น้ำท่วมมีแนวโน้มลดลง ตั้งเป้าเคลียร์สถานการณ์ภายใน 20 วัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมเกียรติ ประจำวงษ์

วันนี้ (30 กันยายน) ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะรองผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) แถลงถึงประเด็นสถานการณ์น้ำและการบริหารจัดการน้ำท่วมล่าสุด ร่วมกับ ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน และ สมศักดิ์ มีอุดมศักดิ์ รองผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร ว่า จากการติดตามข้อมูลสถานการณ์พายุจากกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่า พายุที่ขนาบอยู่ทั้งสองฝั่งของประเทศไทยในปัจจุบันจะไม่ส่งผลกระทบในระยะนี้ แต่จะยังคงมีอิทธิพลของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งจะส่งผลให้ประเทศไทยเกิดฝนตก ซึ่งจะมีการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องในช่วงต้นเดือนตุลาคมนี้ โดยระยะประมาณ 10 วันต่อจากนี้ เป็นช่วงที่จะมีฝนตกในพื้นที่ภาคใต้เป็นส่วนใหญ่ จึงเป็นช่วงที่จะมีการเร่งระบายน้ำโดยเร็ว โดยจะเร่งระบายในวันนี้ถึงวันที่ 1 ตุลาคม และเว้นระยะในวันที่ 2-3 ตุลาคม ซึ่งคาดว่าจะมีน้ำทะเลหนุนสูง ก่อนจะเร่งระบายอย่างต่อเนื่องอีกครั้งในระหว่างวันที่ 4-8 ตุลาคม ก่อนจะเข้าสู่ช่วงที่คาดการณ์ว่าจะมีฝนตกชุกในวันที่ 9-12 ตุลาคม

 

สำหรับประเด็นข้อห่วงกังวลเกี่ยวกับมวลน้ำที่จะไหลเข้าสู่กรุงเทพมหานคร กอนช. ได้มีการติดตาม วิเคราะห์ และประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยขณะนี้สถานการณ์น้ำที่สถานีวัดระดับน้ำ N.67 อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ ปริมาณน้ำไหลผ่านได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว และปริมาณน้ำมีแนวโน้มลดลง เช่นเดียวกับสถานการณ์บริเวณแม่น้ำปิง ที่สถานี P.17 อ.บรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์ ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของเขื่อนภูมิพล ที่ปริมาณน้ำไหลผ่านมีแนวโน้มลดลง ส่งผลให้มวลน้ำที่จะไหลรวมกันลงสู่พื้นที่ตอนล่างน้อยลงตามลำดับ โดยจากการติดตามสถานการณ์ ณ สถานี C.2 อ.เมืองนครสวรรค์ จ.นครสวรรค์ พบว่า ขณะนี้ปริมาณน้ำได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้วและกำลังลดลงเช่นเดียวกัน 

 

ทั้งนี้ มวลน้ำจาก จ.นครสวรรค์ จะไหลลงมารวมกับแม่น้ำสะแกกรัง โดยวานนี้ (29 กันยายน) แม่น้ำสะแกกรังมีปริมาณน้ำไหลผ่าน 412 ลบ.ม./วินาที แต่วันนี้ลดลงเหลือ 393 ลบ.ม./วินาที ซึ่งจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าสถานการณ์ของทุกสถานีวัดน้ำดังกล่าวส่งสัญญาณในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างสอดคล้องกัน ซึ่งบ่งบอกว่าปริมาณของน้ำที่จะไหลมารวมตัวกันที่บริเวณหน้าเขื่อนเจ้าพระยามีแนวโน้มลดลง 

 

ส่วนสถานการณ์บริเวณท้ายเขื่อนเจ้าพระยามีปริมาณน้ำไหลผ่านเพิ่มขึ้นในอัตราไม่มากนัก โดยจากวานนี้ มีอัตราไหลผ่านที่ 2,749 ลบ.ม./วินาที ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 2,775 ลบ.ม./วินาที และจะยังคงเพิ่มขึ้นเล็กน้อยอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าปริมาณน้ำไหลผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ที่สถานี C.13 อ.สรรพยา จ.ชัยนาท จะขึ้นสู่จุดสูงสุดประมาณช่วงเย็นวันนี้หรือเช้าวันพรุ่งนี้

 

ดร.สมเกียรติกล่าวต่อว่า โดยปัจจัยหนึ่งที่ช่วยในการรักษาให้ระดับน้ำทรงตัว คือการดึงน้ำออกไปทางฝั่งตะวันตก ผ่านคลองมะขามเฒ่าอู่ทอง และแม่น้ำท่าจีน ไปยัง จ.สุพรรณบุรี ซึ่งช่วยตัดยอดน้ำออกไปได้ในปริมาณมาก โดยวานนี้ มีการผันน้ำเข้าทางฝั่งตะวันตก 254 ลบ.ม./วินาที และเพิ่มขึ้นในวันนี้ ที่อัตรา 303 ลบ.ม./วินาที ซึ่งเป็นผลจากการปฏิบัติงาน โดยทีม กอนช. ซึ่งขึ้นเฮลิคอปเตอร์เพื่อบินสำรวจทุ่งรับน้ำ และพบว่าพื้นที่ลุ่มต่ำในบริเวณฝั่งตะวันตกยังคงมีช่องว่างมากเพียงพอสำหรับรองรับน้ำได้ อย่างไรตาม การผันน้ำอาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่การเกษตรที่อยู่ในระหว่างการเพาะปลูกและยังไม่ได้เก็บเกี่ยว ซึ่งวานนี้ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการ กอนช. ได้มอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน เร่งตรวจสอบและดูแลทั้งชุมชนและพื้นที่การเกษตรในช่วงก่อนมวลน้ำไหลจะเข้าไปในพื้นที่ในส่วนของฝั่งตะวันออก วานนี้ น้ำได้ไหลเข้าสู่คลองชัยนาท-ป่าสัก ซึ่งได้กลับมาเพิ่มการระบายอีกครั้งหลังจากก่อนหน้าที่ลดการระบายลง เนื่องจากพบว่าบริเวณ อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี ยังคงมีช่องว่างสำหรับรองรับน้ำได้เพียงพอ โดยน้ำจากการระบายจะไหลผ่าน จ.ชัยนาท จ.สิงห์บุรี และ จ.อ่างทอง ก่อนจะเข้าสู่ จ.พระนครศรีอยุธยา โดย จ.พระนครศรีอยุธยา จะมีปริมาณน้ำไหลผ่านในอัตราที่เพิ่มขึ้นในระยะ 3-4 วันข้างหน้านี้ และสถานการณ์จะทรงตัวเช่นนี้อีกประมาณ 7 วัน 

 

“สำหรับสถานการณ์ที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ขณะนี้มีความจำเป็นต้องระบายน้ำเพิ่มขึ้น โดยมีการระบายในอัตรา 1,200 ลบ.ม./วินาที เนื่องจากจำเป็นต้องป้องกันไม่ให้ระดับน้ำไหลผ่านสันทางระบายน้ำล้น (Spillway) อย่างไรก็ตาม กอนช. ได้ประสานกับทางกรมชลประทาน ในการลดอัตราการระบายลงตั้งแต่วันนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการทยอยระบายน้ำจากแม่น้ำป่าสักออกไปก่อนในเบื้องต้น อย่างไรก็ตาม ขณะนี้อัตราน้ำที่ไหลเข้ามีปริมาณลดลงแล้ว โดยขณะนี้เหลือมวลน้ำอีกราว 400 ล้านลูกบาศก์เมตร ที่จะไหลเข้ามาในเขื่อนเพิ่มเติม โดยระดับน้ำบริเวณท้ายเขื่อนป่าสักฯ จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงนี้ และภายหลังน้ำในเขื่อนป่าสักฯ ลดลงแล้ว ระดับน้ำแม่น้ำป่าสักก็จะลดลงตามลำดับภายในระยะเวลา 1 สัปดาห์” ดร.สมเกียรติกล่าว

 

ทั้งนี้ ปัจจุบันกรมชลประทานได้บริหารจัดการน้ำอย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยเร่งระบายน้ำออกทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก เพื่อรักษาระดับน้ำที่จะปล่อยผ่านแม่น้ำเจ้าพระยาและเขื่อนเจ้าพระยาให้อยู่ในระดับคงที่และไม่สูงมากจนเกินไปนัก โดยจะเร่งรัดการระบายน้ำให้คลี่คลายภายใน 20 วัน พร้อมกันนี้ กอนช. ได้มีการประกาศเฝ้าระวังและดูแลในพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบจากการระบายน้ำ อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้น ปริมาณน้ำจากอิทธิพลของพายุเตี้ยนหมู่ได้ช่วยเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้กับอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ภาคเหนือได้กว่า 1,800 ล้านลูกบาศก์เมตร ภาคตะวันออกเฉียงเหนือกว่า 1,200 ล้านลูกบาศก์เมตร และในภาคกลางกว่า 700 ล้านลูกบาศก์เมตร 

The post กอนช. ชี้ น้ำท่วมมีแนวโน้มลดลง ตั้งเป้าเคลียร์สถานการณ์ภายใน 20 วัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประวิตร สั่งเร่งรัดแผนฟื้นฟู ‘คลองแสนแสบ’ ให้กลับมาใสสะอาด กำชับ กทม. บริหารแผนรับมือฝนปี 2564 https://thestandard.co/prawit-order-quick-rehabilitation-plan-on-saen-saeb-canal/ Mon, 09 Aug 2021 05:59:36 +0000 https://thestandard.co/?p=523252 ประวิตร วงษ์สุวรรณ

วันนี้ (9 สิงหาคม) พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐม […]

The post ประวิตร สั่งเร่งรัดแผนฟื้นฟู ‘คลองแสนแสบ’ ให้กลับมาใสสะอาด กำชับ กทม. บริหารแผนรับมือฝนปี 2564 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประวิตร วงษ์สุวรรณ

วันนี้ (9 สิงหาคม) พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการบริหาร พัฒนา อนุรักษ์ และฟื้นฟูคลองแสนแสบ ครั้งที่ 4/2564 ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Video Conference) โดยมี ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.), สำเริง แสงภู่วงค์ รองเลขาธิการ สทนช. และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม เช่น กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงคมนาคม, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, กรุงเทพมหานคร, กรมธนารักษ์, กรมควบคุมมลพิษ, กรมโรงงานอุตสาหกรรม, กรมเจ้าท่า, กรมชลประทาน, กรมโยธาธิการและผังเมือง และจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นต้น

 

พล.อ. ประวิตร กล่าวว่า เนื่องจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด และให้เป็นไปตามมาตรการที่รัฐบาลกำหนด จึงให้มีการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ในวันนี้ เพื่อติดตามความก้าวหน้าผลการดำเนินงานพัฒนาและฟื้นฟูคลองแสนแสบ พร้อมทั้งรับทราบปัญหาและอุปสรรคการทำงานของหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ ความก้าวหน้าการเสนอแผนปฏิบัติการพัฒนา ฟื้นฟูสภาพแวดล้อมคลองแสนแสบต่อคณะรัฐมนตรีและผลการดำเนินงาน จำนวน 84 โครงการ ตามเป้าประสงค์ 5 ด้าน คือ 

 

  1. การเสริมสร้างความปลอดภัยในการสัญจรทางน้ำของประชาชน 

 

  1. การปรับปรุงสภาพภูมิทัศน์บริเวณคลองแสนแสบ 

 

  1. การแก้ไขปัญหามลภาวะและคุณภาพน้ำในคลองแสนแสบ 

 

  1. การป้องกันปราบปราม การบุกรุกทำลายทรัพยากรในคลองแสนแสบ

 

  1. การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในคลองแสนแสบ 

 

รวมทั้งได้ติดตามผลการดำเนินงานตามเกณฑ์การบริหารจัดการน้ำร่วมกันระหว่างกรุงเทพมหานครและกรมชลประทาน และแนวทางการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับปริมาณน้ำในฤดูฝนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ได้คาดการณ์ไว้ว่าในช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคมนี้จะมีปริมาณฝนตกมากกว่าค่าปกติ จึงขอให้กรุงเทพมหานครและกรมชลประทานดำเนินงานตามเกณฑ์การบริหารจัดการน้ำร่วมกันตาม 10 มาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2564 อย่างเคร่งครัด รวมทั้งเตรียมความพร้อมด้านอาคารชลศาสตร์และเครื่องจักร-เครื่องมือ สำหรับการรับมือปริมาณน้ำฝนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งจะสามารถเข้าช่วยเหลือพื้นที่น้ำท่วมและคน กทม. ได้อย่างทันท่วงที 

 

ด้าน ดร.สมเกียรติกล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีโอกาสลงพื้นที่ เพื่อติดตามความก้าวหน้าการเตรียมความพร้อมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามมาตรการรับมือน้ำหลากในช่วงฤดูฝนในพื้นที่ภาคกลางและจุดเชื่อมต่อกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ตามข้อสั่งการของรองนายกรัฐมนตรี (พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ) ที่มีความห่วงใยต่อชาวกรุงเทพมหานครต่อปัญหาน้ำท่วมขัง และปัญหาคุณภาพน้ำในคลองแสนแสบ ที่ได้สั่งการให้ สนทช. จัดทำแผนฟื้นฟูคลองแสนแสบเป็นการเร่งด่วน ซึ่งกรุงเทพมหานครและกรมชลประทานได้ร่วมกันบริหารจัดการตาม 10 มาตรการรับมือฤดูฝน อาทิ ปรับปรุงแก้ไขสิ่งกีดขวางทางน้ำและขุดลอกคูคลอง เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคในการระบายน้ำและเป็นการป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่ ในส่วนการประชุมวันนี้ รองนายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ทุกหน่วยงานปรับรูปแบบการดำเนินงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด เพื่อให้สามารถดำเนินการได้ตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด สำหรับหน่วยงานที่ดำเนินการแผนปฏิบัติการพัฒนา ฟื้นฟูสภาพแวดล้อมคลองแสนแสบ ที่ยังไม่ได้รับจัดสรรงบประมาณประจำปี พ.ศ.2 565 ขอให้เร่งรัดดำเนินการปรับแผนการขอรับจัดสรรงบประมาณจากแหล่งงบประมาณอื่นๆ มาดำเนินการแทน เช่น ก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งในคลองแสนแสบ โครงการปรับปรุงคลองบางขนาก เป็นต้น เพื่อให้สามารถเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการไปได้ ช่วยเร่งแก้ปัญหาการระบายน้ำและคุณภาพน้ำคลองแสนแสบ เพื่อให้คลองแสนแสบสามารถกลับมาใสสะอาดและเหมาะสมกับการใช้น้ำในภาคการเกษตร และการใช้น้ำในพื้นที่ชุมชนริมฝั่งคลองในกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างยั่งยืน

The post ประวิตร สั่งเร่งรัดแผนฟื้นฟู ‘คลองแสนแสบ’ ให้กลับมาใสสะอาด กำชับ กทม. บริหารแผนรับมือฝนปี 2564 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครม. อนุมัติงบกลางกว่า 1.1 หมื่นล้านบาท แก้ปัญหาน้ำท่วม-ภัยแล้ง รวม 14 โครงการ ครอบคลุม 76 จังหวัด https://thestandard.co/cabinet-approved-middle-budget-to-fix-flooding-and-drought/ Thu, 13 Aug 2020 09:32:07 +0000 https://thestandard.co/?p=388214

วันนี้ (13 สิงหาคม) ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำน […]

The post ครม. อนุมัติงบกลางกว่า 1.1 หมื่นล้านบาท แก้ปัญหาน้ำท่วม-ภัยแล้ง รวม 14 โครงการ ครอบคลุม 76 จังหวัด appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (13 สิงหาคม) ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่าการประชุมคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 งบกลาง ในรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 11,893 ล้านบาท สำหรับใช้ในการดำเนินโครงการบรรเทาปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมในพื้นที่ 76 จังหวัดทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 14 โครงการ 15 หน่วยงาน เพิ่มเติมจากที่ได้รับอนุมัติไว้แล้ว 3 ครั้ง รวมทั้งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติในด้านที่ 5 การพัฒนาสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามที่ สทนช. เสนอ เพื่อสามารถบรรเทาปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมได้อย่างทันท่วงที อีกทั้งเป็นแผนงานที่มีสถานะพร้อมดำเนินการได้ทันที ซึ่งได้ผ่านการพิจารณาเห็นชอบจาก พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีแล้ว

 

สำหรับแผนงานที่ได้รับงบกลางดังกล่าวในการดำเนินงาน ประกอบด้วย กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำนวน 8 โครงการ ได้แก่

  1. โครงการแก้ไขปัญหาสิ่งกีดขวางทางน้ำ จำนวน 2 แห่ง
  2. โครงการปรับปรุงคลองเปรมประชากร จำนวน 2 แห่ง
  3. โครงการพัฒนาหนองเล็งทราย จังหวัดพะเยา จำนวน 2 โครงการ
  4. โครงการซ่อมแซมอาคารชลประทานที่เสียหายเนื่องจากอุทกภัย จำนวน 83 รายการ
  5. โครงการขุดบึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ ลักษณะเป็น Deep Pool จุดที่ 4
  6. โครงการจัดหาเรือกำจัดวัชพืช จำนวน 50 รายการ
  7. โครงการขุดลอกอ่างเก็บน้ำห้วยเหยี่ยน พร้อมระบบระบายน้ำท้ายอ่างเก็บน้ำ
  8. โครงการขุดลอกลำน้ำอิงตอนบน พร้อมอาคารประกอบ

 

กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และกรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย โดยการสนับสนุนกว่า 10 หน่วยงาน จำนวน 2 โครงการ ได้แก่

  1. โครงการเพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมในพื้นที่ 76 จังหวัดทั่วประเทศ จำนวน 18,927 รายการ
  2. โครงการจัดหาครุภัณฑ์เรือกำจัดผักตบชวาและวัชพืช จำนวน 805 ลำ

 

กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จำนวน 2 โครงการ ได้แก่

  1. โครงการเติมน้ำใต้ดินในพื้นที่ตำบลทั่วประเทศ จำนวน 1,000 แห่ง
  2. โครงการจัดหาครุภัณฑ์ชุดเจาะสำรวจและพัฒนาแหล่งน้ำบาดาล จำนวน 10 ชุด

 

กองทัพบก กระทรวงกลาโหม จำนวน 1 โครงการ ได้แก่ โครงการขุดลอกแก้มลิงภายในชุมชนรถไฟ และกรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม จำนวน 1 โครงการ ได้แก่ โครงการจัดหาครุภัณฑ์เรือกำจัดผักตบชวาและวัชพืช จำนวน 17 รายการ

 

ดร.สมเกียรติ กล่าวว่าแม้ว่ารัฐบาลได้สนับสนุนงบกลางเพื่อช่วยเหลือภัยแล้ง ปี 2563 ไปแล้ว 3 ครั้ง แต่จากสภาวะฝนทิ้งช่วง ส่งผลให้ปริมาณน้ำในแหล่งน้ำและอ่างเก็บน้ำยังอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ ประกอบกับประชาชนในภาคอุตสาหกรรมอพยพกลับภูมิลำเนาเพื่อประกอบอาชีพเกษตรกรรม ส่งผลให้พื้นที่การเกษตรทั้งนอกและในเขตชลประทานมีความต้องการใช้น้ำเพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งประเทศไทยได้รับผลกระทบจากพายุซินลากู เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลากในหลายพื้นที่

 

แต่ในขณะเดียวกันก็ยังพบว่ามีหลายพื้นที่ยังคงประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอยู่ สทนช. ได้ประสานกระทรวงมหาดไทยเพื่อวิเคราะห์และกลั่นกรองแผนงานรวมถึงโครงการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว พบว่ามีแผนงานโครงการที่ต้องดำเนินการเพื่อให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในปัจจุบันสามารถบรรเทาปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมได้อย่างทันท่วงทีจำนวน 14 โครงการ จาก 15 หน่วยงาน เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จจะสามารถเก็บกักน้ำในฤดูฝน ปี 2563 และบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ทั่วประเทศที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติธรรมชาติ 

 

นอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มการลงทุนภาครัฐโดยการช่วยกระตุ้นการซื้อวัสดุและจ้างแรงงานคนในท้องถิ่น ด้านการท่องเที่ยว ด้านการเกษตร ด้านการดำเนินงานของวิสาหกิจชุมชนได้อีกด้วย 

 

ทั้งนี้ สทนช. จะติดตามและประเมินผลการดำเนินงานที่ได้รับงบกลางในครั้งนี้อย่างเคร่งครัด เพื่อให้การแก้ไขปัญหาด้านน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และประชาชนจะได้รับประโยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

The post ครม. อนุมัติงบกลางกว่า 1.1 หมื่นล้านบาท แก้ปัญหาน้ำท่วม-ภัยแล้ง รวม 14 โครงการ ครอบคลุม 76 จังหวัด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประวิตรสั่งตั้งคณะทำงานพัฒนาน้ำบาดาล แก้ปัญหาการขุดเจาะให้สอดคล้องแผนของรัฐบาล https://thestandard.co/prawit-order-to-set-up-groundwater-development-working-group/ Thu, 21 May 2020 08:01:01 +0000 https://thestandard.co/?p=365683

วันนี้ (21 พฤษภาคม) ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำน […]

The post ประวิตรสั่งตั้งคณะทำงานพัฒนาน้ำบาดาล แก้ปัญหาการขุดเจาะให้สอดคล้องแผนของรัฐบาล appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (21 พฤษภาคม) ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ สทนช. เร่งดำเนินการตั้งคณะทำงานกำหนดพื้นที่พัฒนาน้ำบาดาลขึ้น เพื่อทำหน้าที่พิจารณา วิเคราะห์ปริมาณน้ำบาดาล กำหนดแนวทางการพัฒนาหลักเกณฑ์การขุดเจาะน้ำบาดาล ตลอดจนการบริหารศักยภาพน้ำบาดาลในภาพรวม การกำหนดพื้นที่พัฒนาให้สอดคล้องกับศักยภาพน้ำบาดาล และเป้าหมายตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) 

 

เพื่อให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำบาดาลเกิดประโยชน์สูงสุดและยั่งยืน โดยคณะทำงานชุดดังกล่าวจะประกอบด้วย กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กองทัพบก หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กรมการทหารช่าง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวม 14 หน่วยงาน รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิร่วมเป็นคณะทำงาน

 

ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำช่วงฤดูแล้ง ปี 2562/63 ที่ผ่านมา โครงการขุดเจาะน้ำบาดาลมีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำเป็นอย่างมาก ซึ่งมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2563 และวันที่ 17 มีนาคม 2563 ได้เห็นชอบให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ ได้แก่ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล การประปาส่วนภูมิภาค กรมการข้าว กองทัพบก และหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ดำเนินโครงการขุดเจาะน้ำบาดาลเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวรวม 1,297 โครงการ ได้ปริมาณน้ำบาดาลเพิ่มขึ้น 11.11 ล้านลูกบาศก์เมตร 

 

นอกจากนี้ ดร.สมเกียรติ กล่าวเสริมว่าจากรายงานการติดตามสถานการณ์น้ำบาดาลในประเทศไทย ปี 2562 ซึ่งเป็นการเก็บข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ปี 2558-2562 จากการจัดทำบ่อสังเกตการณ์น้ำบาดาล จำนวน 2,506 บ่อทั่วประเทศ โดยกรมทรัพยากรน้ำบาดาลพบว่าเนื่องจากที่ผ่านมามีการใช้น้ำบาดาลค่อนข้างมาก ทำให้ส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำในชั้นน้ำบาดาล ซึ่งมีแนวโน้มลดลงในหลายพื้นที่ เช่น ภาคเหนือที่บริเวณพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมจังหวัดลำพูน ภาคกลางตอนบน และภาคกลางตอนล่างหลายพื้นที่ เช่น จังหวัดพิจิตร ชัยนาท และสุพรรณบุรี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พื้นที่น้ำบาดาลลดลงกระจายเป็นบริเวณกว้างในพื้นที่ชุมชนและแหล่งอุตสาหกรรม ภาคตะวันออก บริเวณจังหวัดชลบุรีและระยอง และภาคใต้ในพื้นที่จังหวัดสงขลา นอกจากนั้นการขุดเจาะบ่อบาดาลและการนำน้ำขึ้นมาใช้ประโยชน์อาจเกิดการสูญเปล่าด้านพลังงานและงบประมาณที่ต้องมีความชัดเจน

 

“การจัดตั้งคณะทำงานกำหนดพื้นที่พัฒนาน้ำบาดาลในครั้งนี้จะนำข้อมูลทางวิชาการดังกล่าวและข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องมาประกอบการวางแผนการบริหารจัดการ การกำหนดพื้นที่ขุดเจาะน้ำบาดาล การฟื้นฟูสภาพแหล่งน้ำบาดาลในพื้นที่เฝ้าระวังให้กลับมามีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น โดยเป็นการกำหนดกรอบแนวทางการปฏิบัติงานของทุกหน่วยงานร่วมกัน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาในระยะต่อไปเป็นไปอย่างยั่งยืนและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด สอดคล้องกับพระราชบัญญัติน้ำบาดาล พ.ศ. 2520 และแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปีด้วย” ดร.สมเกียรติ กล่าว 

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

 


 

ห้ามพลาด! ฟอรัมที่เจาะลึก New Normal ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทยจากวิทยากรระดับประเทศ 40 คน ซื้อบัตรงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM ที่ https://www.eventpop.me/e/8705-economic-forum 

 

The post ประวิตรสั่งตั้งคณะทำงานพัฒนาน้ำบาดาล แก้ปัญหาการขุดเจาะให้สอดคล้องแผนของรัฐบาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
สทนช. เร่งเจือจางความเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อผลิตประปาอย่างต่อเนื่องในช่วงแล้งนี้ https://thestandard.co/nida-quickly-decreasing-salty-in-chaopraya-river/ Wed, 19 Feb 2020 08:17:32 +0000 https://thestandard.co/?p=332736

วันนี้ (19 กุมภาพันธ์) ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ […]

The post สทนช. เร่งเจือจางความเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อผลิตประปาอย่างต่อเนื่องในช่วงแล้งนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (19 กุมภาพันธ์) ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) พร้อมคณะ ติดตามสถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อระบายน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองมายังลุ่มน้ำเจ้าพระยา เพื่อเจือจางความเค็มบริเวณปากคลองมหาสวัสดิ์และบริเวณประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ จังหวัดสมุทรปราการ ภายใต้ ‘โครงการศึกษาเพื่อจัดทำแผนหลักการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำกลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่’

 

ทางด้าน ปริญญา ยมะสมิต ผู้ว่าการการประปานครหลวง (กปน.) พร้อมคณะลงพื้นที่พร้อมบรรยายสถานการณ์การผลิตน้ำประปาฝั่งตะวันตก และมาตรการควบคุมความเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยา ให้สามารถผลิตน้ำประปาให้บริการประชาชนได้อย่างต่อเนื่องตลอดฤดูแล้ง

 

ทั้งนี้ กปน. กำลังเร่งรัดโครงการผันน้ำจากฝั่งตะวันตกไปฝั่งตะวันออก เพื่อแก้ปัญหาคุณภาพน้ำประปาอย่างยั่งยืน

 

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post สทนช. เร่งเจือจางความเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อผลิตประปาอย่างต่อเนื่องในช่วงแล้งนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทะเลหนุน 8-15 ม.ค. น้ำเจ้าพระยาลิ่มความเค็มเพิ่ม เร่งเดินหน้าผันน้ำแม่กลองไล่น้ำเค็ม https://thestandard.co/8-15-jan-sea-bolster/ Mon, 06 Jan 2020 09:13:06 +0000 https://thestandard.co/?p=318065

วันนี้ (6 มกราคม) สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงาน […]

The post ทะเลหนุน 8-15 ม.ค. น้ำเจ้าพระยาลิ่มความเค็มเพิ่ม เร่งเดินหน้าผันน้ำแม่กลองไล่น้ำเค็ม appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (6 มกราคม) สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยภายหลังการประชุมแก้ไขปัญหาการรุกตัวน้ำเค็มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างและมาตรการรองรับว่า จากการคาดการณ์พบว่า ช่วงประมาณวันที่ 8-15 มกราคมนี้ ลิ่มความเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยาจะเพิ่มสูงขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำโดยตรง 

 

ดังนั้น มาตรการเร่งด่วนนอกจากการระบายน้ำจาก 2 เขื่อนหลักตอนบน ได้แก่ เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ เพื่อผลักดันน้ำเค็มแล้ว แต่ด้วยปริมาณน้ำที่มีอยู่จำกัด จึงต้องมีการปรับแผนลำเลียงน้ำจากฝั่งตะวันตก ซึ่งมีปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำฯ มากกว่า ระบายผ่านแม่น้ำแม่กลองมาช่วยเหลือในพื้นที่ของแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มขึ้น โดยมีการทำงานร่วมกันของการประปานครหลวง (กปน.) กรมชลประทาน (ชป.) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งนอกจากจะช่วยในการรักษาคุณภาพน้ำในการผลิตน้ำประปาแล้ว ยังช่วยผลักดันน้ำเค็มที่รุกล้ำเข้ามาของแม่น้ำเจ้าพระยาด้วย 

 

ปัจจุบันได้มีการดึงน้ำจากแม่น้ำแม่กลองผ่าน 3 เส้นทาง ประกอบด้วย 

  1. คลองท่าสาร-บางปลา 
  2. คลองจรเข้สามพัน โดยขณะนี้มีการปรับอัตราการระบายเพิ่มขึ้น จาก 35 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็น 50 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ก่อนน้ำไหลลงสู่แม่น้ำท่าจีนเข้าสู่คลองพระยาบันลือและไหลลงแม่น้ำเจ้าพระยา โดยขณะนี้กรมชลประทานกำลังพิจารณาเพิ่มปริมาณน้ำในคลองพระยาบันลือให้มากขึ้น 
  3. คลองประปา ปัจจุบัน กปน. ปรับการระบายเพิ่มขึ้นเป็น 30 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แต่ยังไม่เพียงพอ จะต้องปรับเพิ่มขึ้นอีก 10 ลูกบาศก์เมตรต่อสินาที ทั้งนี้ ในส่วนของคลองประปาด้านหลังที่เชื่อมกับคลองบางกอกน้อย อาจจะต้องมีการติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำหรือใช้ระบบสูบน้ำเข้าช่วย 

 

นอกจากนี้กรมชลประทานโดยการสนับสนุนจาก กทม. และกองทัพเรือ อาจต้องมีการวางกระสอบทรายปิดกั้น เพื่อช่วยให้น้ำลำเลียงเข้าสู่คลองบางกอกน้อยให้ได้อย่างเต็มศักยภาพ

 

ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังกล่าวได้ร่วมกันเพิ่มศักยภาพการผันน้ำจากแม่น้ำแม่กลองมาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยการดำเนินการได้เริ่มตั้งแต่ช่วงก่อนปีใหม่ และจะต่อเนื่องไปในอีก 3-4 วันข้างหน้านี้ 

 

ทั้งนี้ กรมชลประทานได้มีการวิเคราะห์ร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยแล้ว และยืนยันว่า น้ำที่ผันมาจากแม่น้ำแม่กลองยังคงอยู่ในปริมาณที่กำหนดไว้คือ 500 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยขณะนี้ใช้ไปแล้วกว่า 200 ล้านลูกบาศก์เมตร อีกทั้งในการประเมินล่าสุดยังพบว่า สามารถผันน้ำจากแม่น้ำแม่กลองเพิ่มเติมได้อีกประมาณ 500 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งลุ่มน้ำแม่กลองได้มีการสำรองน้ำไว้เพียงพอแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ น้ำสำหรับใช้ในการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งและฤดูฝนที่จะมาถึง ปริมาณน้ำที่ผันมานี้จึงนับว่า เป็นน้ำส่วนที่มากเกินความต้องการ สามารถผันมาช่วยเหลือแม่น้ำเจ้าพระยาได้ โดยมั่นใจได้ว่า จะไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้น้ำของชาวแม่กลองอย่างแน่นอน 

 

นอกจากนี้กรมชลประทานจะพยายามปล่อยน้ำที่กักเก็บไว้ผ่านแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อให้ทันต่อช่วงวันที่ 8-15 มกราคมนี้ เป็นการควบคุมไม่ให้ลิ่มความเค็มไม่ให้ขึ้นสูง จนกระทบต่อความกร่อยของน้ำประปา แต่ก็ต้องยอมรับว่า ในช่วงน้ำทะเลหนุนสูงอาจส่งผลกระทบถึงคุณภาพน้ำอยู่บ้าง อย่างไรก็ดี การประปานครหลวงจะรับหน้าที่การตรวจสอบคุณภาพน้ำ โดยเฉพาะน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่จะนำไปใช้ในการผลิตน้ำประปา เพื่อให้การใช้น้ำประปาไม่เกิดปัญหาต่อสุขภาพของประชาชน

 

 

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

The post ทะเลหนุน 8-15 ม.ค. น้ำเจ้าพระยาลิ่มความเค็มเพิ่ม เร่งเดินหน้าผันน้ำแม่กลองไล่น้ำเค็ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
สทนช. เผย พายุโพดุล-คาจิกิทำน้ำไหลเข้าอ่างฯ เพิ่ม 7 พันล้านลูกบาศก์เมตร พร้อมปรับแผนบริหารน้ำให้เหมาะสม https://thestandard.co/podul-kajiki-storm/ Thu, 05 Sep 2019 04:09:07 +0000 https://thestandard.co/?p=284533

เมื่อวานนี้ (4 ก.ย.) สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนัก […]

The post สทนช. เผย พายุโพดุล-คาจิกิทำน้ำไหลเข้าอ่างฯ เพิ่ม 7 พันล้านลูกบาศก์เมตร พร้อมปรับแผนบริหารน้ำให้เหมาะสม appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อวานนี้ (4 ก.ย.) สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยภายหลังการติดตามนายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมพื้นที่ประสบภัยในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลกและสุโขทัย โดยระบุว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน มีพายุที่ส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยถึง 2 ลูก คือ พายุโซนร้อนโพดุลที่ส่งผลกระทบโดยตรง ทำให้เกิดฝนตกหนักในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม – 1 กันยายน 2562 

 

ขณะที่พายุคาจิกิ ซึ่งขณะนี้กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ได้อ่อนกำลังลงจากพายุระดับ 2 (ดีเปรสชัน) เป็นหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรง โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่บริเวณทะเลจีนใต้ แต่ก็คาดว่า จะส่งผลให้ประเทศไทยบริเวณด้านตะวันออกของภาคอีสานและภาคตะวันออกมีฝนตกหนักถึงหนักมาก

 

ซึ่งจากสถานการณ์ฝนที่ตกอย่างต่อเนื่องจากอิทธิพลของพายุทั้ง 2 ลูกดังกล่าว ทำให้มีปริมาณน้ำไหลลงสู่แหล่งน้ำเพิ่มขึ้น ทำให้แหล่งน้ำขนาดใหญ่จำนวน 12 แห่ง ที่มีน้ำน้อยกว่า 30% มีแนวโน้มพ้นวิกฤตในเร็วๆ นี้ อาทิ เขื่อนจุฬาภรณ์ เขื่อนแม่กวงอุดมธารา เป็นต้น หลังจากที่เขื่อนแควน้อยบำรุงแดนได้พ้นวิกฤตน้ำน้อยไปแล้วเมื่อวันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา 

 

สทนช. คาดการณ์ไว้ว่า ระหว่างวันที่ 29 สิงหาคม – 7 กันยายน 2562 จะมีน้ำไหลลงสู่แหล่งน้ำทั้งขนาดใหญ่และขนาดกลางเพิ่มขึ้นกว่า 7,000 ล้านลูกบาศก์เมตร แบ่งเป็น ภาคเหนือ 1,890 ล้านลูกบาศก์เมตร ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2,760 ล้านลูกบาศก์เมตร ภาคตะวันออก 220 ล้านลูกบาศก์เมตร ภาคตะวันตก 1,800 ล้านลูกบาศก์เมตร ภาคกลาง 200 ล้านลูกบาศก์เมตร และภาคใต้ 270 ล้านลูกบาศก์เมตร ทั้งนี้ จากสถานการณ์น้ำในแหล่งน้ำทั่วประเทศปัจจุบันพบว่า มีปริมาณรวมอยู่ที่ 47,486 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 58% แบ่งเป็น ภาคเหนือ 1,1906 ล้านลูกบาศก์เมตร ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 6,307 ล้านลูกบาศก์เมตร ภาคตะวันออก 1,350 ล้านลูกบาศก์เมตร ภาคตะวันตก 22,545 ล้านลูกบาศก์เมตร ภาคกลาง 449 ล้านลูกบาศก์เมตร ภาคใต้ 4,824 ล้านลูกบาศก์เมตร

 

อย่างไรก็ตาม สทนช. ได้เน้นย้ำทุกหน่วยงานที่รับผิดชอบแหล่งน้ำทุกขนาดลดการระบายน้ำ ซึ่งนอกจากจะลดผลกระทบให้แก่พื้นที่ที่มีปริมาณฝนตกสะสมมากแล้ว ยังเป็นการเร่งเก็บกักน้ำเพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งหน้า ยกเว้นกรณีแหล่งน้ำที่มีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างฯ มาก และมีความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำล้นได้ จึงต้องมีการระบายน้ำ เพื่อไม่ให้กระทบความมั่นคงของตัวอ่างฯ 

 

โดย สทนช. ยังได้วิเคราะห์ถึงพื้นที่ที่มีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบจากอิทธิพลจากพายุคาจิกิ ที่จะส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำหลายสายมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นและเสี่ยงเกิดน้ำล้นตลิ่ง พบว่า มีพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมใน 18 จังหวัด ทำให้มีการออกประกาศให้เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำในแม่น้ำสายหลักที่มีความเสี่ยงจากปริมาณฝนที่ตกต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้กระทบกับบ้านเรือนของประชาชนและพื้นที่ทางการเกษตรบริเวณพื้นที่ท้ายน้ำด้วยแล้ว

 

“แม้ว่าหลายพื้นที่ของประเทศขณะนี้ประสบปัญหาน้ำท่วมและฝนตกต่อเนื่อง แต่ สทนช. ยังได้ประเมินพบว่า มี 7 จังหวัด ที่ยังประสบปัญหาฝนทิ้งช่วง ซึ่งศูนย์อำนวยการน้ำเฉพาะกิจได้ประสานกรมฝนหลวงและการบินเกษตรเร่งปฏิบัติการฝนหลวงเติมน้ำในอ่างฯ และบรรเทาภัยแล้งจากฝนทิ้งช่วงในพื้นที่เสี่ยงด้วย พร้อมแจ้งหน่วยงานในพื้นที่ดำเนินการให้ความช่วยเหลือตามมาตรการช่วยเหลือพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ เพื่อบรรเทาผลกระทบให้กับประชาชนได้ทันสถานการณ์ต่อไป” สมเกียรติกล่าว

 

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

The post สทนช. เผย พายุโพดุล-คาจิกิทำน้ำไหลเข้าอ่างฯ เพิ่ม 7 พันล้านลูกบาศก์เมตร พร้อมปรับแผนบริหารน้ำให้เหมาะสม appeared first on THE STANDARD.

]]>
สทนช. ถกประเทศสมาชิกร่วมแก้วิกฤตน้ำโขงผันผวน ใต้กรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง https://thestandard.co/solve-the-crisis-mekong-river/ Tue, 13 Aug 2019 05:51:58 +0000 https://thestandard.co/?p=278307

วันนี้ (13 ส.ค.) สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานท […]

The post สทนช. ถกประเทศสมาชิกร่วมแก้วิกฤตน้ำโขงผันผวน ใต้กรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (13 ส.ค.) สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลมีข้อห่วงใยต่อสถานการณ์น้ำโขงที่มีความผันผวนมากในปีนี้ และเกิดสถานการณ์น้ำแล้งในหลายพื้นที่ของลุ่มน้ำโขง โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ดังนั้น สทนช. ในฐานะคณะทำงานร่วมสาขาทรัพยากรน้ำ (ฝ่ายไทย) กรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง จึงกำหนดจัดให้มีการประชุมหารือคณะทำงานร่วมสาขาทรัพยากรน้ำฯ ร่วมกับประเทศสมาชิก โดยมีวัตถุประสงค์หลักใน 3 ประเด็น คือ 1. แลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์น้ำแล้งในภูมิภาคและการพยากรณ์ฝนและอุทกวิทยา 2. การหารือกรอบแนวทางการตอบสนองข้อมูลสถานการณ์น้ำแล้งของประเทศสมาชิก อาทิ การจัดการทรัพยากรน้ำ การปล่อยน้ำจากเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำของจีนและลาว ปริมาณน้ำฝน และการติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินการความร่วมมือระหว่างประเทศ 3. หารือแนวคิดเบื้องต้นของความร่วมมือด้านการจัดการวิกฤตน้ำ ภายใต้กรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง

 

 

“จากเหตุการณ์ปริมาณระดับน้ำในแม่น้ำโขงที่ขึ้นลงอย่างรวดเร็ว สทนช. จึงได้เร่งดำเนินการเชิญผู้แทนระดับสูงจากประเทศในลุ่มแม่น้ำโขง-ล้านช้างมาหารือร่วมกัน พิจารณาแนวทางที่จะแก้ไขปัญหาเพื่อให้เกิดความยั่งยืน ซึ่งเบื้องต้นได้มีการกำหนดรูปแบบในการที่จะแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร เสนอเพิ่มเติมไม่ว่าจะเป็นทางด้านประเทศเหนือน้ำหรือท้ายน้ำให้มีความร่วมมือ รวมถึงช่องทางในการที่จะติดต่อกับเจ้าหน้าที่หลัก เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน” 

 

ซึ่งได้รับความร่วมมือจากประเทศสมาชิก 5 ประเทศที่ร่วมประชุมครั้งนี้ ได้แก่ ไทย จีน พม่า และเวียดนาม ซึ่งน่าเสียดายที่ลาวไม่ได้มาร่วม อันเนื่องมาจากระยะเวลากระชั้นชิด แต่ผู้แทนจากทุกประเทศที่เข้ามาร่วมประชุมให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี เพื่อกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาในอนาคต ซึ่งจะผ่านกลไกลหลายๆ รูปแบบ ไม่ว่าจะใช้ในรูปแบบการส่งผ่านข้อมูลด้วยระบบไอทีและเครือข่ายสังคมออนไลน์ 

 

 

รวมถึงจะมีการนำประเด็นความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ยกระดับสู่การประชุมในระดับรัฐมนตรีต่อไป ซึ่งในการกำหนดโครงการหรือวางแผนพัฒนาโครงการสาขาทรัพยากรน้ำภายใต้กรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้างก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งให้กับประเทศไทย รวมถึงประเทศสมาชิกในการที่จะทราบข้อมูลข่าวสารในการวางแผนที่จะช่วยให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารรวดเร็วขึ้น สามารถเตรียมการป้องกันและลดผลกระทบได้ล่วงหน้า 

 

“ซึ่งประเทศจีนพร้อมที่จะให้การสนับสนุนข้อมูลที่เป็นประโยชน์ เช่น อัตราการไหลของน้ำหรือปริมาณการระบายน้ำ แต่อาจจะต้องมีการศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม ซึ่งไทยเองก็ต้องการให้แต่ละประเทศแบ่งปันข้อมูลปริมาณฝนระหว่างกัน เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการวิเคราะห์และพยากรณ์สถานการณ์น้ำ ซึ่งทางจีนก็รับลูกตรงนี้ไปเพื่อที่จะกำหนดเป็นแผนงานโครงการในระยะสั้น และบรรจุลงในแผนปฏิบัติการสาขาทรัพยากรน้ำ 5 ปี พ.ศ. 2561-2565 (ฉบับปรับปรุง) ต่อไป” สมเกียรติกล่าว

 

 

นอกจากการหารือร่วมกันในการประชุมแล้ว สทนช. ยังได้เชิญผู้แทนจากประเทศสมาชิกลงพื้นที่แลกเปลี่ยนข้อมูล และรับฟังสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นจากระดับน้ำโขงที่ขึ้นลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลต่อวิถีชีวิตอาชีพของประชาชนริมฝั่งโขง ทั้งการอุปโภค-บริโภค กิจกรรมทางเศรษฐกิจในระดับชุมชนและประเทศ ทั้งด้านเกษตร การประมง การท่องเที่ยว พลังงาน คมนาคม ฯลฯ 

 

ดังนั้น การหารือคณะทำงานร่วมทรัพยากรน้ำโดย สทนช. เป็นเจ้าภาพจัดขึ้นในครั้งนี้ จะเป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศสมาชิกจะร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขปัญหาของแม่น้ำโขงอย่างใกล้ชิด เป็นระบบและสอดคล้องกับสถานการณ์มากยิ่งขึ้น บนพื้นฐานประโยชน์ร่วมกันของประเทศสมาชิกและประชาชนในลุ่มน้ำโขง ซึ่งทุกประเทศเล็งเห็นความสำคัญที่จำเป็นต้องแลกเปลี่ยนข้อมูลให้รวดเร็วและเพิ่มขึ้น พร้อมกับศึกษาร่วมกันในสาเหตุที่แท้จริง และร่วมกันป้องกันภัยต่อไป

 

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล 

The post สทนช. ถกประเทศสมาชิกร่วมแก้วิกฤตน้ำโขงผันผวน ใต้กรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาคใต้ฝนตกหนักน้ำมาก 11 จังหวัดเหนือ-อีสานเสี่ยงขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภค https://thestandard.co/southern-torrential-rain/ https://thestandard.co/southern-torrential-rain/#respond Mon, 12 Nov 2018 09:29:10 +0000 https://thestandard.co/?p=146100

วันนี้ (12 พ.ย. 61) เวลา 9.30 น. สมเกียรติ ประจำวงษ์ เล […]

The post ภาคใต้ฝนตกหนักน้ำมาก 11 จังหวัดเหนือ-อีสานเสี่ยงขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภค appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (12 พ.ย. 61) เวลา 9.30 น. สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ประธานการประชุมคณะทำงานอำนวยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำครั้งที่ 10/2561 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประชุมติดตามสถานการณ์น้ำ โดยมีสาระสำคัญใน 2 ประเด็นหลัก คือ 1. การติดตามสภาพอากาศภาคใต้ที่อยู่ในช่วงฤดูฝน สถานการณ์น้ำท่วมในปัจจุบัน การให้ความช่วยเหลือพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงการคาดการณ์ปริมาณฝนล่วงหน้าเพื่อเตรียมรับมือ

 

และ 2. การติดตามความก้าวหน้าแผนการรับมือสถานการณ์ภัยแล้งในปี 61/62 โดยเฉพาะการวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงให้ชัดเจน เพื่อเตรียมแผนรับมือการจัดหาแหล่งน้ำต้นทุนสำรอง และแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

 

ซึ่งเบื้องต้นสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติได้มีหนังสือแจ้งไปยัง 3 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย เพื่อทำการสำรวจประปาหมู่บ้าน และประปาเทศบาลที่เสี่ยงต่อการขาดแคลนแหล่งน้ำต้นทุน พร้อมจัดทำแผนสำรองและแนวทางแก้ไขร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำรวจข้อมูลอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กนอกเขตชลประทาน และจัดทำแผนรองรับและสนับสนุนน้ำอุปโภคบริโภคและน้ำเพื่อการเกษตร และกระทรวงเกษตรฯ เพื่อตรวจสอบและยืนยันพื้นที่เพาะปลูกทั้งในเขตและนอกเขตชลประทาน และจัดทำมาตรการรองรับ

 

ทั้งนี้ จากการรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สทนช. วิเคราะห์แล้ว พบว่า พื้นที่เสี่ยงอาจจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้งปี 2561/62 แบ่งเป็น 1. พื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร ปี 2561/62 เป็นพื้นที่นอกเขตชลประทาน ซึ่งพิจารณาแล้วมีทั้งสิ้น 11 จังหวัด 27 อำเภอ 71 ตำบล ประกอบด้วย จังหวัดอุทัยธานี นครสวรรค์ กำแพงเพชร สุโขทัย อุตรดิตถ์ สุพรรณบุรี หนองบัวลำภู ชัยภูมิ ขอนแก่น มหาสารคาม และศรีสะเกษ

 

และ 2. พื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค โดยพิจารณาจากพื้นที่ที่มีปริมาณฝนสะสมในช่วง 1 ม.ค. 61 ถึง 31 ต.ค. 61 น้อยกว่า 20% ของค่าเฉลี่ยรายภาค ยกเว้นพื้นที่ในเขตชลประทาน พบว่ามีจำนวนทั้งสิ้น 11 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ แพร่ ชัยภูมิ นครราชสีมา นครสวรรค์ บุรีรัมย์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ลำปาง สุราษฎร์ธานี และหนองบัวลำภู

 

ขณะที่แผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี2561/62 ตามที่กระทรวงเกษตรฯ เสนอ แบ่งเป็น ในเขตชลประทาน ข้าวนาปรังปี 61/62 ประมาณ 8.3 ล้านไร่ ซึ่งได้มีการปรับลดพื้นที่ลงจากปี 60/61 จำนวน 4.5 แสนไร่ พืชไร่พืชผักอื่นๆ 6 แสนไร่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 1.7 ล้านไร่

 

ส่วนพื้นที่นอกเขตชลประทาน 5.6 ล้านไร่ ประกอบด้วย ข้าวนาปรังปี 61/62 จำนวน 3.3 ล้านไร่ พืชไร่พืชผักอื่นๆ 1.4 ล้านไร่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 8 แสนไร่ ซึ่งที่ประชุมรวมได้หารือแผนมาตรการเตรียมการรับสถานการณ์ภัยแล้ง และแนวทางแก้ไขปัญหา และได้มอบหมายให้หน่วยงานที่รับผิดชอบแหล่งน้ำ เร่งสำรวจและจัดทำบัญชีแหล่งน้ำ พร้อมติดตามแผนการจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้ง ผลการเพาะปลูกพืชจริงตามแผนการจัดสรรน้ำ โดยแยกเป็นรายลุ่มน้ำ ประกอบด้วย ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ลุ่มน้ำชี-มูล ลุ่มน้ำแม่กลอง และลุ่มน้ำภาคตะวันออก เพื่อนำเสนอต่อที่ประชุมคณะอนุกรรมการวิเคราะห์ติดตามสถานการณ์ และบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ในวันที่ 19 พ.ย. 61 ต่อไป

 

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้มีการตั้งคณะทำงานกำหนดหลักเกณฑ์การจัดทำเกณฑ์การบริหารจัดการน้ำ (Rule Curve) สำหรับอ่างเก็บน้ำ และแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ ใน 2 กรณี ได้แก่ 1) น้ำมาก น้ำปานกลาง และน้ำน้อย

 

และ 2) น้ำวิกฤต โดยให้สอดคล้องกับปริมาณความต้องการน้ำที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงไป และวัตถุประสงค์ของการจัดสรรน้ำ ในรูปแบบเกณฑ์การควบคุมที่เหมาะสมตามสถานการณ์ และเกณฑ์การควบคุมตามสภาวะปกติ

 

สำหรับสถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคใต้ล่าสุดขณะนี้ ยังคงมีฝนหนักในบางพื้นที่ ปริมาณฝน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา มีฝนตกหนักถึงหนักมากในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ (อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ 102.0 มม. อ.บางสะพานน้อย 58.5 มม.) อ.กงหรา จ.พัทลุง (99.0 มม.) อ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช (84.0 มม.) และ อ.หลังสวน จ.ชุมพร (58.0 มม.)

 

ส่วนในวันที่ 12-14 พ.ย. 61 ปริมาณฝนตกในพื้นที่ภาคใต้จะลดลง พื้นที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ และ จ.ชุมพร ยังคงมีฝน แต่ปริมาณไม่มากนัก ส่วนทางภาคเหนือจะมีฝนตกเพิ่มมากขึ้น สำหรับวันที่ 15-17 พ.ย. 61 ภาคใต้ จะมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ตั้งแต่ จ.ชุมพร ลงไปบริเวณ จ.สุราษฎร์ธานี และ จ.นครศรีธรรมราช แต่ปริมาณฝนไม่มากเหมือนช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่วนวันที่ 18-19 พ.ย. 61 อาจมีหย่อมความกดอากาศต่ำ ทำให้เกิดฝนและลมแรง ในพื้นที่ จ.เพชรบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ และ จ.ชุมพร ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทย คลื่นสูงประมาณ 2 ม.

 

ขณะที่ระดับน้ำในแม่น้ำสายหลักอยู่ในเกณฑ์น้ำมาก ไม่มีระดับน้ำสูงกว่าระดับตลิ่ง ส่วนอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ในพื้นที่ดังกล่าว ได้แก่ อ่างเก็บน้ำแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี (91%) น้ำไหลเข้าวันละ 4.11 ออก 2.59 ล้าน ลบ.ม. และอ่างเก็บน้ำปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ (85%) น้ำไหลเข้าวันละ 11.64 ออก 2.41 ล้าน ลบ.ม. ทั้งนี้ให้ติดตามสถานการณ์น้ำและการพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด

 

ทั้งนี้ สทนช. ได้บูรณาการการทำงานร่วมกับทุกหน่วยงาน กำกับ ติดตาม และเตรียมแผนบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำพื้นที่ภาคใต้ ได้แก่ ลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลอ่าวไทยตะวันตก ลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออก ลุ่มน้ำตาปี ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา และลุ่มน้ำปัตตานี พร้อมขุดคลองและอ่างเก็บน้ำต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำ ตรวจสอบความพร้อมการใช้งานของอาคารบังคับน้ำและสถานีสูบน้ำต่างๆ รวมทั้ง กรมชลประทานได้เตรียมความพร้อมเครื่องจักรเครื่องมือเพื่อรับมืออุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ไว้แล้ว โดยติดตั้งบริเวณพื้นที่เสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วมเป็นประจำ ให้สามารถนำไปช่วยเหลือได้ทันที ได้แก่ เครื่องสูบน้ำ 453 เครื่อง เครื่องผลักดันน้ำ 300 เครื่อง รถแทรกเตอร์/รถขุด 108 คัน เครื่องจักรกลสนับสนุนอื่นๆ เพื่อเตรียมพร้อมเข้าดำเนินการได้ทันทีเมื่อเกิดปัญหาน้ำท่วม ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้บูรณาการการทำงานร่วมกันเพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายโดยเร็ว

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post ภาคใต้ฝนตกหนักน้ำมาก 11 จังหวัดเหนือ-อีสานเสี่ยงขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภค appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/southern-torrential-rain/feed/ 0
เฝ้าระวัง 8 เขื่อนใหญ่ น้ำทะลุ 80% จับตามรสุมผ่าน ฝนตกมากตั้งแต่ปลายเดือนสิงหาคม https://thestandard.co/dam-water-level-situations/ https://thestandard.co/dam-water-level-situations/#respond Fri, 10 Aug 2018 07:45:23 +0000 https://thestandard.co/?p=112954

วันนี้ (10 ส.ค.) เวลา 10.00 น. นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เ […]

The post เฝ้าระวัง 8 เขื่อนใหญ่ น้ำทะลุ 80% จับตามรสุมผ่าน ฝนตกมากตั้งแต่ปลายเดือนสิงหาคม appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (10 ส.ค.) เวลา 10.00 น. นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เป็นประธานการแถลงข่าวการบริหารจัดการแบบบูรณาการ…แก้วิกฤตน้ำท่วมในห้วงฤดูฝน ปี 2561 ที่ห้องแถลงข่าวตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล

 

โดยเลขาธิการ สทนช. เปิดเผยว่า ช่วงวันที่ 3 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งประเทศไทยยังไม่เข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการ มีอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและใหญ่มีปริมาณน้ำเกิน 80% มากกว่า 60 แห่ง ส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จึงมีการควบคุมการระบายน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ให้ได้ และตรวจสอบความปลอดภัยเขื่อน

 

ขณะที่สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำปัจจุบัน ขณะนี้มี 8 เขื่อนขนาดใหญ่ที่มีระดับน้ำอยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวัง ได้แก่ เขื่อนน้ำพุง, เขื่อนลำปาว, เขื่อนจุฬาภรณ์, เขื่อนอุบลรัตน์, เขื่อนวชิราลงกรณ, เขื่อนปราณบุรี โดยมี 2 เขื่อนที่ปริมาณน้ำเกินกว่า 100% ได้แก่ เขื่อนน้ำอูน 103% และเขื่อนแก่งกระจาน 103% ซึ่ง สทนช. ได้กำกับ ติดตาม ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งระบายน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุม รวมถึงเตรียมการช่วยเหลือพื้นที่ท้ายน้ำ

 

ส่วนระดับน้ำแม่น้ำเพชรบุรีที่อำเภอเมือง มีแนวโน้มลดลง ปัจจุบันระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่งประมาณ 69 เซนติเมตร เนื่องจากมีการตัดยอดน้ำเข้าระบบชลประทานมากขึ้น ประกอบกับมีน้ำที่ไหลจากเขื่อนแก่งกระจานผ่านทางระบายน้ำล้นแนวโน้มลดลง ขณะนี้สูงประมาณ 54 เซนติเมตร จากเมื่อวานนี้ 60 เซนติเมตร

 

ส่วนสภาพน้ำในอ่าง เขื่อนแก่งกระจานแนวโน้มปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างลดลง แต่จากการคาดการณ์สภาพภูมิอากาศ อาจมีฝนตกมากขึ้น ส่งผลให้น้ำในเขื่อนเพิ่มขึ้นในสัปดาห์หน้า

 

ขณะที่สถานการณ์แม่น้ำโขงที่เพิ่มระดับอย่างรวดเร็วจากปริมาณฝนตกหนักที่ประเทศลาว ส่งผลให้ระดับน้ำที่แม่น้ำโขงตั้งแต่จังหวัดอุบลราชธานี นครพนม และมุกดาหาร สูงกว่าตลิ่งตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา แต่จากการติดตามสถานการณ์แม่น้ำโขงปัจจุบันพบว่า ระดับน้ำโขงเริ่มลดลงตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2561 และมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง

 

อย่างไรก็ตาม นายวันชัย ศักดิ์อุดมไชย อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยาเปิดเผยว่า ช่วงสัปดาห์นี้ปริมาณฝนในประเทศไทยจะเริ่มลดลง

 

แต่ช่วงปลายเดือนสิงหาคมถึงกันยานยน จะมีร่องมรสุมพาดผ่านไทย และฝนจะตกเพิ่มขึ้นในช่วงนั้น และคาดว่าช่วงเดือนกันยายนจะมีพายุเข้าประมาณ 1-2 ลูกบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยฤดูฝนจะสิ้นสุดช่วงกลางเดือนตุลาคม ยกเว้นภาคใต้ซึ่งเพิ่งเริ่มเข้าสู่ฤดูฝน โดยเฉพาะภาคใต้ฝั่งตะวันออก

 

ด้าน นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทานยืนยันว่า เขื่อนขนาดใหญ่ทุกเขื่อนในไทยมีเครื่องมือวัดติดเข้าไปในตัวเขื่อน เพื่อตรวจวัดว่าเขื่อนยุบตัวลงไปตามเกณฑ์ในแต่ละช่วงเวลาหรือไม่ รวมถึงมีการเดินสำรวจดูด้วยตาเปล่า

 

ขณะที่เขื่อนขนาดกลางและขนาดเล็ก แม้จะไม่มีเครื่องมือวัดติดตั้งในตัวเขื่อน แต่หน่วยงานที่รับผิดชอบมีการสำรวจเขื่อนอยู่เสมอ ไม่เว้นแม้แต่เขื่อนขนาดเล็กซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

 

ส่วนสถานการณ์ที่เขื่อนแก่งกระจานมีปริมาณน้ำสูงสุด 737 ล้านลูกบาศก์เมตร ตั้งแต่เมื่อวาน (9 ส.ค.) เวลา 13.00 น.

 

โดยน้ำไหลผ่านสปิลเวย์ 95 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที รวมน้ำไหลออกจากเขื่อนแก่งกระจาน 190-210 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งถือว่าเป็นไปตามแผนและสอบผ่าน

 

โดยน้ำจากเขื่อนแก่งกระจานจะไหลมาถึงเขื่อนเพชรช่วง 14.00-15.00 น. วันนี้ โดยจะควบคุมปริมาณน้ำที่ออกจากเขื่อนเพชรให้กระทบประชาชนน้อยที่สุด

 

ล่าสุด สทนช. ได้ออกประกาศสถานการณ์แม่น้ำเพชรบุรี ฉบับที่ 3/2561 คาดการณ์ว่าปริมาณฝนบริเวณลุ่มน้ำเพชรบุรีมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องไปจนถึงกลางเดือนสิงหาคม และยังคงมีน้ำจากต้นน้ำไหลลงเขื่อนแก่งกระจานในปริมาณที่ลดลง ทำให้ระดับน้ำของแม่น้ำเพชรบุรีลดลงตามการระบายน้ำจากเขื่อน แต่ก็ยังคงมีระดับสูง จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post เฝ้าระวัง 8 เขื่อนใหญ่ น้ำทะลุ 80% จับตามรสุมผ่าน ฝนตกมากตั้งแต่ปลายเดือนสิงหาคม appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/dam-water-level-situations/feed/ 0
เตือนประชาชนเตรียมตัวให้พร้อม น้ำล้นสปิลเวย์ เขื่อนแก่งกระจานแล้ว จ่อไหลเข้าตัวเมืองเพชรบุรีเย็นนี้ https://thestandard.co/spillway-water-overflow-kaeng-krachan-dam/ https://thestandard.co/spillway-water-overflow-kaeng-krachan-dam/#respond Tue, 07 Aug 2018 06:03:56 +0000 https://thestandard.co/?p=112182

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่ง […]

The post เตือนประชาชนเตรียมตัวให้พร้อม น้ำล้นสปิลเวย์ เขื่อนแก่งกระจานแล้ว จ่อไหลเข้าตัวเมืองเพชรบุรีเย็นนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะทำงานอำนวยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ครั้งที่ 3 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านน้ำ 9 หน่วยงาน ว่า ให้คงอัตราการระบายน้ำใน 3 เขื่อนขนาดใหญ่ที่มีปัญหาน้ำเกินเกณฑ์ควบคุมร้อยละ 90-100 จนปริมาณน้ำล้นสปิลเวย์คือ เขื่อนน้ำอูน จังหวัดสกลนคร ระบายน้ำที่อัตรา 4 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน เขื่อนแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ระบายน้ำที่อัตรา 150-160 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จากปริมาณน้ำจากเหนือเขื่อนไหลเข้าอ่างประมาณ 200-250 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน และเขื่อนวชิราลงกรณ จังหวัดกาญจนบุรี ระบายน้ำที่อัตรา 43 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน

 

ขณะที่สถานการณ์น้ำเขื่อนแก่งกระจานปริมาณน้ำล้นสปิลเวย์แล้ว 1-2 เซนติเมตร มีน้ำล้นสูงสุด 250-300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยยังไม่ล้นสันเขื่อนแก่งกระจาน เพราะมีช่องห่างระหว่างสันเขื่อนกับสปิลเวย์อยู่ 7 เมตร จากนั้นน้ำจะค่อยๆ ไหลลงเขื่อนเพชรเวลาประมาณ 20.00-21.00 น. ของวันที่ 6 สิงหาคมนี้ แล้วจะค่อยๆ สูงขึ้นเข้าตัวเมืองเพชรบุรีช่วงเย็นวันนี้ 7 สิงหาคมนี้

 

ซึ่งน้ำในแม่น้ำเพชรบุรีจะไหลผ่านตัวเมืองเพชรบุรีสูงสุด 20-30 เซนติเมตร จึงได้แจ้งเตือนให้ประชาชนเร่งยกของขึ้นที่สูงประมาณ 60 เซนติเมตร ถึง 1 เมตร โดยระหว่างนี้จังหวัดเพชรบุรีกำลังเร่งระบายน้ำ พร่องน้ำ และใช้กาลักน้ำออกจากเขื่อน ให้ไหลลงสู่ทะเลให้เร็วขึ้น เนื่องจากปริมาณฝนใหม่จะตกหนักสัปดาห์หน้าเข้ามาเติมน้ำในพื้นที่อีกครั้ง

The post เตือนประชาชนเตรียมตัวให้พร้อม น้ำล้นสปิลเวย์ เขื่อนแก่งกระจานแล้ว จ่อไหลเข้าตัวเมืองเพชรบุรีเย็นนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/spillway-water-overflow-kaeng-krachan-dam/feed/ 0
เตรียมตั้งวอร์รูมบริหารน้ำ 24 ชม. หลังสถานการณ์น้ำอยู่ระดับสีเหลือง https://thestandard.co/war-room-water-management-24-hrs/ https://thestandard.co/war-room-water-management-24-hrs/#respond Thu, 02 Aug 2018 06:27:30 +0000 https://thestandard.co/?p=111234

วันพรุ่งนี้ (3 ส.ค.) จะเป็นวันแรกของการเปิดศูนย์เฉพาะกิ […]

The post เตรียมตั้งวอร์รูมบริหารน้ำ 24 ชม. หลังสถานการณ์น้ำอยู่ระดับสีเหลือง appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันพรุ่งนี้ (3 ส.ค.) จะเป็นวันแรกของการเปิดศูนย์เฉพาะกิจร่วม เพื่อติดตามสถานการณ์และบริหารจัดการน้ำ 24 ชั่วโมง โดยศูนย์ดังกล่าวจะรวมข้อมูลเกี่ยวกับน้ำทั้งหมดในประเทศ มีเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงานเข้าร่วม มีอำนาจในการตัดสินใจเกี่ยวกับการพร่องน้ำและการจัดการน้ำ ซึ่ง นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สนทช.) เผยว่า

 

“ศูนย์นี้จะประมวลผลเป็นข้อมูลชุดเดียวกัน ใช้กับทุกหน่วยงาน อำนาจการตัดสินใจอยู่ที่ พล.อ. ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี สั่งการไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะทำงานอย่างรวดเร็วและไม่ช้า”

 

ส่วนสถานการณ์น้ำปัจจุบันของประเทศ ล่าสุดอยู่ในระดับสีเหลือง หรือเตรียมการเฝ้าระวัง ซึ่งคาดว่าในช่วงกลางเดือนสิงหาคมนี้จะมีพายุเข้ามายังประเทศไทยอีก 1 ลูก เบื้องต้นสิ่งที่เฝ้าระวังแบ่งเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 11 แห่ง มี 2 แห่ง สถานการณ์น้ำน่าเป็นห่วงคือ อ่างเก็บน้ำเขื่อนน้ำอูน จ.สกลนคร และอ่างเก็บน้ำเขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ที่มีปริมาณน้ำมากกว่าร้อยละ 80 ของความจุ จึงต้องมีการพร่องน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ภายใน 5 วัน พร้อมแจ้งผู้ว่าราชการจังหวัด กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ก่อน 3 วัน

 

ขณะที่อ่างเก็บน้ำขนาดกลางที่มีมากกว่า 30 แห่ง อยู่ในการดูแลของกรมชลประทาน และอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กที่มีมากกว่า 1,000 แห่ง มอบหมายให้ส่วนท้องถิ่นตรวจสอบความแข็งแรง และเฝ้าระวังปริมาณน้ำ

 

นอกจากนี้ นายสมเกียรติยังยอมรับว่า ปริมาณน้ำในปีนี้ บางพื้นที่สูงกว่าปี 2554 เช่น เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ แต่ยังสามารถบริหารจัดการน้ำได้ ประชาชนไม่ต้องกังวล เพราะหากมีการพร่องน้ำจะมีการประกาศล่วงหน้า

 

ขณะที่ปริมาณน้ำในแม่น้ำโขง คาดว่าจะทยอยเพิ่มขึ้นในพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำโขง บริเวณ จ.เลย จ.หนองคาย จ.นครพนม จ.มุกดาหาร อาจสูงถึง 70 ซม. ถึง 1 เมตร หากมีการปล่อยน้ำมาจากลาวและจีน ดังนั้นต้องเร่งประสานแผนการระบายน้ำจากลาวและจีน เพื่อเตรียมพร้อมรับมือ โดยหากทราบแผนจะเตรียมการรับมือได้ก่อน 1 สัปดาห์

อ้างอิง: สำนักข่าวไทย

The post เตรียมตั้งวอร์รูมบริหารน้ำ 24 ชม. หลังสถานการณ์น้ำอยู่ระดับสีเหลือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/war-room-water-management-24-hrs/feed/ 0
เตรียมรับมือน้ำเหนือไหลเข้ากรุงเทพฯ ประสานเสียงบอกเอาอยู่ ไม่ซ้ำรอยปี 2554 https://thestandard.co/bangkok-keep-up-with-flood/ https://thestandard.co/bangkok-keep-up-with-flood/#respond Thu, 12 Oct 2017 12:54:54 +0000 https://thestandard.co/?p=34308

     ฝนที่ตกอย่างต่อเนื่องดูท่าจะเริ่มเป […]

The post เตรียมรับมือน้ำเหนือไหลเข้ากรุงเทพฯ ประสานเสียงบอกเอาอยู่ ไม่ซ้ำรอยปี 2554 appeared first on THE STANDARD.

]]>

     ฝนที่ตกอย่างต่อเนื่องดูท่าจะเริ่มเป็นปัญหาน่ากังวล เมื่อฝนยังคงตกหนัก ส่งผลให้หลายพื้นที่เกิดน้ำท่วมและน้ำป่าไหลหลาก ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์ล่าสุดว่า อิทธิพลจากมรสุมจะทำให้ประเทศไทยมีฝนตกไปจนถึงวันที่ 17 ตุลาคมนี้เป็นอย่างน้อย ขณะที่การวิเคราะห์จากแบบจำลองสภาพอากาศยังพบว่ามีโอกาสที่พายุจะก่อตัวขึ้นบริเวณทะเลจีนใต้ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นก็มีโอกาสที่ฝนจะตกลากยาวไปถึงปลายเดือนตุลาคม

     ทุกครั้งที่ฝนกระหน่ำ น้ำเหนือมาก และหลายพื้นที่มีน้ำท่วมเช่นนี้ คำถามที่มักจะเกิดขึ้นคือ น้ำจะท่วมเหมือนมหาอุทกภัยซ้ำรอยปี 2554 หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ชั้นในของกรุงเทพมหานคร

 

 

สำรวจแหล่งน้ำ 3 สาย ปัจจัยหลักน้ำท่วมกรุงเทพฯ

     พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่ตรวจการณ์เตรียมความพร้อมการบริหารจัดการน้ำ และตรวจเยี่ยมชุมชนนอกแนวคันกั้นน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา ชี้แจงว่า พื้นที่กรุงเทพฯ มีที่มาของน้ำอยู่ 3 แหล่งประกอบกัน คือ น้ำเหนือ น้ำฝน และน้ำทะเลหนุน โดยจากการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พบว่า

     ในส่วนของน้ำเหนือ กรมชลประทานแจ้งว่า จะเพิ่มอัตราการระบายน้ำจากท้ายเขื่อนแม่น้ำเจ้าพระยาจาก 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็น 2,600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนพระราม 6 เป็น 550-600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที อีกทั้งช่วงนี้เป็นช่วงน้ำทะเลหนุนสูง โดยจะขึ้นสูงสุดในช่วงวันที่ 17-18 ตุลาคมนี้ น้ำจะขึ้นสูงกว่าระดับน้ำทะเลปานกลาง 1 เมตร 15 เซนติเมตร ขณะที่สภาพอากาศปัจจุบันฝนจะตกต่อเนื่องเพิ่มมากขึ้น และตกหนักบางแห่งในพื้นที่ กทม.

 

 

น้ำเหนือมามาก ห่วงบ้านเรือนนอกแนวเขื่อนกันน้ำ

     ผู้ว่า กทม. ชี้แจงว่า แม้ปริมาณน้ำเหนือและน้ำฝนจะมาก ประกอบกับน้ำทะเลหนุนสูง แต่ยืนยันได้ว่าน้ำจะไม่ท่วมซ้ำรอยปี 2554 แน่นอน โดยประเมินจากอัตราการระบายน้ำ 2 แห่งสำคัญ คือ

     1. ปริมาณน้ำที่ปล่อยจากเขื่อนเจ้าพระยา เมื่อปี 2554 สูงถึง 4,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แต่ปัจจุบันอยู่ที่ 2,600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่ กทม. รองรับได้สูงกว่า 3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เล็กน้อย

     2. อำเภอบางไทร จังหวัดอยุธยา สถานี C29A เมื่อปี 2554 ปริมาณน้ำไหลผ่านเฉลี่ยเกือบ 4,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แต่ปัจจุบันอยู่ที่ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่ กทม. รองรับได้ที่ 3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

 

 

     ผู้ว่า กทม. ย้ำว่าปริมาณน้ำเหนือที่ไหลสู่แม่น้ำเจ้าพระยาดังกล่าว จะไม่กระทบสู่พื้นที่กรุงเทพฯ เนื่องจากตลอดแนวแม่น้ำเจ้าพระยา กทม. ได้ก่อสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมในระดับ 2.5-3 เมตร เพื่อป้องกันน้ำทะลักสู่พื้นที่กรุงเทพฯ ระยะทางรวม 77 กิโลเมตร ส่วนในจุดฟันหลอที่ยังไม่สามารถก่อสร้างเขื่อนถาวรระยะทางยาวประมาณ 9 กิโลเมตร กทม. ได้นำกระสอบทรายมากั้นเป็นคันรับน้ำชั่วคราวพร้อมรับมือมวลน้ำเหนือไว้เรียบร้อยแล้ว แม้ในช่วงที่น้ำทะเลหนุนสูงสุดในวันที่ 17-18 ตุลาคมนี้ ก็สามารถรองรับได้

     แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ บ้านเรือนประชาชนที่ก่อสร้างนอกแนวคันกั้นน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาทั้ง 18 ชุมชน รวม 430 ครัวเรือน ซึ่งจากการลงพื้นที่สำรวจพบว่า ปริมาณน้ำได้เอ่อเข้าท่วมบ้านเรือนในพื้นที่ดังกล่าวบ้างแล้ว โดยทาง กทม. ได้ประชาสัมพันธ์ให้เตรียมตัวยกของขึ้นที่สูง ย้ายปลั๊กไฟ เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ และจัดทำเส้นทางสัญจรให้แก่ชุมชนให้สามารถออกสู่พื้นที่อื่นได้อย่างสะดวก

 

 

สถานการณ์อ่างเก็บน้ำน่าห่วง เต็มความจุ 100 แห่ง

     สมเกียรติ ประจำวงษ์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีระดับน้ำสูงกว่าเกณฑ์ควบคุมน้ำสูงสุด จำนวน 12 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำกิ่วลม กิ่วคอหมา แควน้อยบำรุงแดน ห้วยหลวง น้ำอูน น้ำพุง จุฬาภรณ์ อุบลรัตน์ บางพระ ป่าสักชลสิทธิ์ ทับเสลา และกระเสียว ส่วนอ่างเก็บน้ำขนาดกลางมีปริมาณน้ำเก็บกักอยู่ระหว่าง 80-100% จำนวน 168 แห่ง และอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำเก็บกักมากกว่า 100% จำนวน 167 แห่ง และเต็มความจุ 100% จำนวน 100 แห่ง

     สำหรับสถานการณ์น้ำในภาคอีสาน หลังจากฝนตกหนักระหว่างวันที่ 9-11 ต.ค. ที่ผ่านมา ส่งผลให้อ่างขนาดใหญ่เต็มความจุแล้วประมาณ 2-3 แห่ง และอีกประมาณ 2 แห่งน่าจะเต็มเร็วๆ นี้ ส่วนภาคเหนือบริเวณจังหวัดลำปางมีน้ำเต็มอ่างแล้ว 2-3 แห่ง ส่วนเขื่อนภูมิพลมีความจุประมาณ 66% จึงสามารถดักน้ำที่ไหลจากภาคเหนือได้หมด กรมจึงได้ประสานไปยังฝ่ายปกครอง และประชาชนในพื้นที่ให้รับทราบ เนื่องจากต้องเร่งพร่องน้ำรองรับปริมาณน้ำฝนที่อาจเกิดขึ้น

 

 

กรมชลฯ ยัน เอาอยู่ ไม่ซ้ำรอยปี 2554

     ดร. ทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน ยืนยันว่า สถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาปี 2560 ยังอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถควบคุมปริมาณน้ำที่ไหลหลากลงมาจากพื้นที่ตอนบน ส่วนหนึ่งได้ใช้ระบบชลประทานทั้งสองฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยา แบ่งรับน้ำบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยาอย่างเต็มศักยภาพ พร้อมกับใช้ประโยชน์จากทุ่งพื้นที่ลุ่มต่ำตอนบนบริเวณทุ่งบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก หน่วงและชะลอน้ำไม่ให้ไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่างได้มากถึง 420 ล้านลูกบาศก์เมตร

     ส่วนในพื้นที่ตอนล่างของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้ใช้ทุ่งพื้นที่ลุ่มต่ำ 12 แห่ง ที่ประชาชนในพื้นที่ยินยอมให้นำน้ำเข้าไปเก็บพักไว้ เพื่อช่วยลดปริมาณน้ำที่จะไหลหลากลงสู่พื้นที่ตอนล่าง ปัจจุบันได้มีการนำน้ำเข้าไปเก็บกักไว้ในทุ่งแล้วรวม 930 ล้านลูกบาศก์เมตร (ความจุเก็บกักสูงสุดรวมกัน 1,500 ล้านลูกบาศก์เมตร) รวมแล้วพื้นที่ลุ่มต่ำต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น สามารถลดปริมาณน้ำที่จะไหลหลากลงสู่พื้นที่ตอนล่างได้มากถึง 1,350 ล้านลูกบาศก์เมตร

 

 

กรมชลฯ สรุปภาพรวมน้ำยังท่วมหลายพื้นที่

     กรมชลประทานสรุปสถานการณ์น้ำท่วมจังหวัดต่างๆ โดยลุ่มน้ำปิง จังหวัดเชียงใหม่ น้ำท่วม 1 อำเภอ คือ อำเภอหางดง น้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมที่พักอาศัยและเส้นทางคมนาคม

     ลุ่มน้ำยม จังหวัดพะเยา เกิดฝนตกหนักส่งผลให้เกิดน้ำท่วมบ้านเรือนในตำบลแม่ใส และชุมชนแม่ต๋ำ อำเภอเมืองพะเยา ปัจจุบันเข้าสู่สถานการณ์ปกติ พื้นที่ลุ่มน้ำชี มีพื้นที่น้ำท่วม 102,397 ไร่ ทั้งที่จังหวัดยโสธร ในอำเภอต่อวัง อำเภอคำเขื่อนแก้ว และอำเภอเมือง

     จังหวัดร้อยเอ็ด อำเภอพนมไพร จังหวัดชัยภูมิ อำเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดศรีสะเกษ อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดมหาสารคาม 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอโกสุมพิสัย อำเภอกันทรวิชัย และอำเภอเมือง

     พื้นที่ลุ่มน้ำมูล น้ำท่วมพื้นที่ 56,000 ไร่ ในจังหวัดอุบลราชธานี กินพื้นที่ 3 อำเภอ คือ อำเภอเมือง อำเภอเขื่องใน และอำเภอวารินชำราบ

     พื้นที่ลุ่มน้ำป่าสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ น้ำท่วมอำเภอเมือง ส่วนลุ่มน้ำเจ้าพระยา หลายพื้นที่ยังประสบปัญหาน้ำท่วม ทั้งที่สิงห์บุรี, ลพบุรี, อ่างทอง และอยุธยา ส่วนชัยนาทระดับน้ำเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ

The post เตรียมรับมือน้ำเหนือไหลเข้ากรุงเทพฯ ประสานเสียงบอกเอาอยู่ ไม่ซ้ำรอยปี 2554 appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/bangkok-keep-up-with-flood/feed/ 0