สมุทรปราการ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/สมุทรปราการ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 29 Oct 2026 06:19:03 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 วราวุธสั่งแก้ปัญหากากอุตสาหกรรม จับมือ ปปง. ดันความผิดสิ่งแวดล้อมเข้ากฎหมายฟอกเงิน https://thestandard.co/varawut-orders-action-to-address-industrial-waste-problems/ Thu, 29 Oct 2026 06:19:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1273048 ภาพการแถลงข่าวของกระทรวงอุตสาหกรรมร่วมกับสำนักงาน ปปง. แก้ปัญหาการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม

กระทรวงอุตสาหกรรมเดินหน้าแก้ปัญหาการลักลอบทิ้งกากอุตสาห […]

The post วราวุธสั่งแก้ปัญหากากอุตสาหกรรม จับมือ ปปง. ดันความผิดสิ่งแวดล้อมเข้ากฎหมายฟอกเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพการแถลงข่าวของกระทรวงอุตสาหกรรมร่วมกับสำนักงาน ปปง. แก้ปัญหาการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม

กระทรวงอุตสาหกรรมเดินหน้าแก้ปัญหาการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม ประสานความร่วมมือกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ผลักดันให้ความผิดด้านสิ่งแวดล้อมเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน เพื่อขยายผลเส้นทางการเงินและยึดทรัพย์ผู้กระทำผิดไปจนถึงกลุ่มนอมินี พร้อมระดมกำลังเจ้าหน้าที่กว่า 50 ชุดลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานกลุ่มเสี่ยงทั่วประเทศ

 

ภาสกร ชัยรัตน์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า จากข้อสั่งการของ วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ให้เร่งรัดการแก้ไขปัญหาการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมและการจัดการของเสียอย่างผิดกฎหมาย กระทรวงอุตสาหกรรมได้เข้าหารือกับ พล.ต.ท. เทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เมื่อวันที่ 27 ตุลาคมที่ผ่านมา เพื่อพิจารณาแนวทางการเพิ่มความผิดด้านสิ่งแวดล้อมให้เป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน รวมทั้งแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงิน และดำเนินมาตรการยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง

 

ภาสกรระบุว่า การดำเนินงานในครั้งนี้มุ่งเป้าไปที่การแก้ไขปัญหาการประกอบกิจการผ่านตัวแทน บุคคล หรือนิติบุคคลที่ถือหุ้นแทนเจ้าของที่แท้จริง (นอมินี) ตลอดจนการถ่ายโอนทรัพย์สินและผลประโยชน์จากการกระทำผิด ซึ่งที่ผ่านมาพฤติการณ์ดังกล่าวเป็นอุปสรรคสำคัญในการติดตามตัวผู้รับผิดชอบมาชดใช้ค่าใช้จ่ายในการบำบัดและฟื้นฟูพื้นที่ ส่งผลให้ภาครัฐต้องสูญเสียงบประมาณเพื่อเร่งแก้ไขความเสียหายและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

 

ทางด้านสำนักงาน ปปง. ได้รายงานความคืบหน้าการจัดทำร่างแก้ไขกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน โดยจะมีการเพิ่มความผิดด้านสิ่งแวดล้อมเป็นความผิดมูลฐาน ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่กฎหมายว่าด้วยโรงงาน กฎหมายว่าด้วยวัตถุอันตราย และกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ

 

คาดว่าร่างแก้ไขกฎหมายดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้อย่างเร็วที่สุดในช่วงกลางปี 2570 เพื่อเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบธุรกรรม ขยายผลถึงผู้เกี่ยวข้องเบื้องหลัง และติดตามทรัพย์สิน อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่รอการแก้ไขกฎหมาย หากพบพฤติการณ์การกระทำผิดที่เข้าข่ายความผิดมูลฐานอื่นที่มีผลบังคับใช้อยู่แล้ว เช่น ความผิดเกี่ยวกับกฎหมายศุลกากร เจ้าหน้าที่ก็สามารถพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายฟอกเงินได้ทัน

 

ควบคู่ไปกับการผลักดันด้านกฎหมาย กระทรวงอุตสาหกรรมได้เร่งดำเนินการตรวจสอบโรงงานประเภทลำดับที่ 105 และ 106 โดยตั้งเป้าหมายครอบคลุมร้อยละ 100 ทั่วประเทศ เริ่มต้นจากพื้นที่เร่งด่วนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จังหวัดปราจีนบุรี และสมุทรปราการ โดยมีการระดมชุดปฏิบัติการไม่น้อยกว่า 50 ชุด ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง ติดตามการประกอบกิจการ และบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ก่อนจะขยายผลการตรวจสอบไปยังพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศต่อไป

 

ภาสกรกล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงอุตสาหกรรมและสำนักงาน ปปง. เตรียมจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลเส้นทางการเงินและทรัพย์สิน บูรณาการการสืบสวนสอบสวนคดีอาญาควบคู่กับมาตรการยึดและอายัดทรัพย์สิน พร้อมทั้งวางระบบส่งต่อข้อมูล สำนวนคดี และพยานหลักฐาน ตลอดจนพัฒนาศักยภาพบุคลากร เพื่อให้การแก้ไขปัญหาครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการตรวจสอบโรงงาน การดำเนินคดี ไปจนถึงการตัดวงจรผลประโยชน์ของผู้กระทำผิดด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

The post วราวุธสั่งแก้ปัญหากากอุตสาหกรรม จับมือ ปปง. ดันความผิดสิ่งแวดล้อมเข้ากฎหมายฟอกเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
วราวุธสั่งเร่งปราบลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม ประสาน ปปง. ผลักดันเพิ่มความผิดสิ่งแวดล้อมเป็นมูลฐานฟอกเงิน https://thestandard.co/varawut-orders-accelerated-crackdown-on-illegal-industrial-waste/ Thu, 29 Oct 2026 06:16:01 +0000 https://thestandard.co/?p=1273045 ภาพประกอบข่าววราวุธสั่งเร่งปราบลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม ประสาน ปปง. ผลักดันเพิ่มความผิดสิ่งแวดล้อมเป็นมูลฐานฟอกเงิน

วันนี้ (29 ตุลาคม) ภาสกร ชัยรัตน์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม […]

The post วราวุธสั่งเร่งปราบลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม ประสาน ปปง. ผลักดันเพิ่มความผิดสิ่งแวดล้อมเป็นมูลฐานฟอกเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าววราวุธสั่งเร่งปราบลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม ประสาน ปปง. ผลักดันเพิ่มความผิดสิ่งแวดล้อมเป็นมูลฐานฟอกเงิน

วันนี้ (29 ตุลาคม) ภาสกร ชัยรัตน์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ตามที่ วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม สั่งการให้เร่งแก้ปัญหาลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมและจัดการของเสียผิดกฎหมาย กระทรวงอุตสาหกรรมได้หารือกับ พล.ต.ท. เทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เมื่อวันที่ 27 ตุลาคมที่ผ่านมา เพื่อพิจารณาแนวทางเพิ่มความผิดด้านสิ่งแวดล้อมเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน พร้อมแลกเปลี่ยนข้อมูลตรวจสอบเส้นทางการเงิน และดำเนินมาตรการยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด

 

ภาสกรกล่าวว่า การดำเนินงานมุ่งแก้ปัญหาการประกอบกิจการผ่านตัวแทน บุคคลหรือนิติบุคคลที่ถือหุ้นแทนเจ้าของที่แท้จริง หรือนอมินี รวมถึงการถ่ายโอนทรัพย์สินและผลประโยชน์จากการกระทำผิด ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการติดตามผู้รับผิดชอบและเรียกคืนค่าใช้จ่ายในการบำบัดฟื้นฟูพื้นที่ ขณะที่ภาครัฐต้องใช้งบประมาณเร่งแก้ความเสียหายและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

 

ทั้งนี้ สำนักงาน ปปง. แจ้งความคืบหน้าการจัดทำร่างแก้ไขกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน โดยจะเพิ่มความผิดด้านสิ่งแวดล้อมเป็นความผิดมูลฐาน ครอบคลุมกฎหมายว่าด้วยโรงงาน วัตถุอันตราย และการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ คาดว่าจะมีผลบังคับใช้อย่างเร็วกลางปี 2570 เพื่อเพิ่มเครื่องมือตรวจสอบธุรกรรมและติดตามทรัพย์สิน ตลอดจนขยายผลถึงผู้เกี่ยวข้องเบื้องหลัง อย่างไรก็ตาม ระหว่างรอแก้ไขกฎหมาย หากพบการกระทำผิดที่เข้าข่ายความผิดมูลฐานที่มีผลบังคับใช้อยู่แล้ว เช่น ความผิดเกี่ยวกับศุลกากร สามารถพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายฟอกเงินได้

 

ควบคู่กัน กระทรวงอุตสาหกรรมเร่งตรวจสอบโรงงานประเภทลำดับที่ 105 และ 106 ตั้งเป้าครอบคลุมร้อยละ 100 ทั่วประเทศ โดยเริ่มจากพื้นที่เร่งด่วนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จังหวัดปราจีนบุรี และสมุทรปราการ ระดมทีมปฏิบัติการไม่น้อยกว่า 50 ชุด ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง ติดตามการประกอบกิจการ และบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ก่อนขยายไปยังพื้นที่อื่นทั่วประเทศ

 

ภาสกรกล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงอุตสาหกรรมและสำนักงาน ปปง. เตรียมจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เชื่อมโยงข้อมูลเส้นทางการเงินและทรัพย์สิน บูรณาการสืบสวนสอบสวนคดีอาญาควบคู่กับมาตรการยึดและอายัดทรัพย์สิน พร้อมวางระบบส่งต่อข้อมูล สำนวนคดี และพยานหลักฐาน รวมถึงพัฒนาศักยภาพบุคลากร ให้การแก้ปัญหาครอบคลุมตั้งแต่การตรวจโรงงาน การดำเนินคดี ไปจนถึงการตัดวงจรผลประโยชน์ของผู้กระทำผิดด้านสิ่งแวดล้อม

The post วราวุธสั่งเร่งปราบลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม ประสาน ปปง. ผลักดันเพิ่มความผิดสิ่งแวดล้อมเป็นมูลฐานฟอกเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ขยายผลรวบ 24 ผู้ต้องหาเครือข่าย ‘พ่อไทยทิพย์’ สวมสัญชาติ ‘กุมารทิพย์’ เตรียมเพิกถอนสูติบัตร-ผลักดันกลับจีน พร้อมฟันธุรกิจนอมินี https://thestandard.co/police-crackdown-fake-thai-fathers-network/ Tue, 27 Oct 2026 08:55:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1272361 การแถลงข่าวผลปฏิบัติการทลายเครือข่ายพ่อไทยทิพย์สวมสัญชาติกุมารทิพย์โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมการปกครอง

วันนี้ (27 ตุลาคม) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกับ กรมการ […]

The post ขยายผลรวบ 24 ผู้ต้องหาเครือข่าย ‘พ่อไทยทิพย์’ สวมสัญชาติ ‘กุมารทิพย์’ เตรียมเพิกถอนสูติบัตร-ผลักดันกลับจีน พร้อมฟันธุรกิจนอมินี appeared first on THE STANDARD.

]]>
การแถลงข่าวผลปฏิบัติการทลายเครือข่ายพ่อไทยทิพย์สวมสัญชาติกุมารทิพย์โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมการปกครอง

วันนี้ (27 ตุลาคม) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกับ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย แถลงผลปฏิบัติการตัดบทพ่อไทยทิพย์ ยุทธการทลายเครือข่ายพ่อทิพย์ เฟส 3 เพื่อกวาดล้างขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ

 

ปฏิบัติการดังกล่าวสืบเนื่องจากการสืบสวนของคณะทำงานเฉพาะกิจฯ (DOPA N.I.C.E.) ที่พบการทุจริตทางทะเบียนราษฎร โดยหญิงต่างด้าว (ส่วนใหญ่เป็นชาวจีน) ได้ว่าจ้างชายชาวไทยให้จดทะเบียนรับรองเป็นบิดาของบุตรที่เกิดในโรงพยาบาลเอกชน เพื่อให้เด็กได้รับสัญชาติไทย โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐและเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลให้การสนับสนุน ซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบกุมารทิพย์ ต้องสงสัยสูงถึง 1,483 คน เกี่ยวข้องกับโรงพยาบาล 8 แห่ง

 

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ได้เปิดปฏิบัติการเฟส 1 และ 2 ไปแล้วเมื่อเดือนเมษายนและกรกฎาคม 2569 สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้หลายราย รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐประจำสำนักงานเขตธนบุรีที่ทุจริตรับจดแจ้งทางทะเบียน

 

สำหรับปฏิบัติการเฟส 3 ล่าสุด เจ้าหน้าที่ได้เก็บตัวอย่าง DNA ของเด็กเป้าหมาย 24 ราย ไปเปรียบเทียบกับกลุ่มบิดาชาวไทยที่รับรองบุตร พบว่าไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือด จึงได้ขออนุมัติศาลออกหมายจับผู้ที่เกี่ยวข้องรวม 46 หมายจับ ครอบคลุมทั้งกลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐ เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล แม่ชาวต่างด้าว พ่อชาวไทยทิพย์ พ่อที่แท้จริง และกลุ่มกุมารทิพย์

 

ผลการปฏิบัติการสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 24 คน (จาก 31 หมายจับ) พร้อมนำกำลังเข้าตรวจค้นบ้านพักเป้าหมาย 2 แห่ง ในจังหวัดสมุทรปราการ

 

จากการตรวจค้นและจับกุม พบกรณีที่น่าสนใจหลายเคส ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าขบวนการนี้ฝังรากลึกมายาวนาน

 

  • เคสสวมสิทธิ์นาน 27 ปี: ชายอายุ 27 ปี จบวิศวกรรมศาสตร์และทำงานบริษัท ตรวจ DNA พบว่าพ่อแม่ที่แท้จริงเป็นชาวจีน แม้จะขาดอายุความในการดำเนินคดีทางอาญากับพ่อแม่ชาวจีน แต่ชายคนดังกล่าวจะต้องเข้าสู่กระบวนการเพิกถอนสัญชาติ
  • เคสแฝด นศ.แพทย์-โปรแกรมเมอร์: ชายฝาแฝดอายุ 23 ปี คนหนึ่งกำลังศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 5 อีกคนเป็นโปรแกรมเมอร์ โดยพบว่าบิดาชาวไทยทิพย์ปัจจุบันถูกจำคุกในคดียาเสพติด ซึ่งฝาแฝดทั้งสองให้การปฏิเสธและเตรียมตั้งทนายสู้คดี
  • เคสเด็กชาย 7 ขวบ และ 3 ขวบ: พบว่าพ่อไทยทิพย์ของเด็ก 7 ขวบ เป็นวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ได้ค่าจ้าง 5,000 บาท ส่วนพ่อทิพย์ของเด็ก 3 ขวบ เป็นเจ้าของธุรกิจถึง 10 บริษัท (อยู่ระหว่างตรวจสอบว่าเป็นนอมินีหรือไม่) โดยเจ้าหน้าที่สามารถบุกรวบพ่อชาวจีนที่แท้จริงได้ขณะอยู่กับเด็กทั้งสองคน

 

สำนักงานตำรวจแห่งชาติระบุว่า ในส่วนของกลุ่มกุมารทิพย์ ทั้งหมดจะถูกยกเลิกสูติบัตรและเข้าสู่ขั้นตอนการเพิกถอนสัญชาติ ซึ่งจะทำให้สถานะกลับไปเป็นบุคคลต่างด้าว จากนั้นจะถูกควบคุมตัวโดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเพื่อผลักดันส่งกลับประเทศจีนต่อไป

 

ทั้งนี้ จากผลการปฏิบัติการทั้ง 3 เฟส มีการออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องแล้ว 74 หมายจับ จับกุมได้ 67 คน ซึ่งการที่พบเด็กสวมสัญชาติอายุถึง 27 ปี เป็นเครื่องยืนยันว่าขบวนการนี้กระทำผิดมาอย่างยาวนาน รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยืนยันว่าจะเดินหน้ากวาดล้างขบวนการนี้อย่างเด็ดขาด เพื่อป้องกันการใช้เด็กสัญชาติไทยเป็นสะพานในการฟอกเงิน ซุกซ่อนตัวตน ถือครองอสังหาริมทรัพย์ หรือตั้งบริษัทนอมินีในไทย พร้อมขยายผลตรวจสอบเส้นทางการเงินอย่างเข้มข้นต่อไป

The post ขยายผลรวบ 24 ผู้ต้องหาเครือข่าย ‘พ่อไทยทิพย์’ สวมสัญชาติ ‘กุมารทิพย์’ เตรียมเพิกถอนสูติบัตร-ผลักดันกลับจีน พร้อมฟันธุรกิจนอมินี appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCB EIC ประเมินน้ำท่วมปลาย ก.ย. – ต.ค. 2026 ฉุด GDP ไทย 0.1 pp. ชี้ครัวเรือนกระทบ 1.48 ล้านหลัง เตือนความเสี่ยงจริงอยู่ที่สภาพคล่องแรงงานและ SME https://thestandard.co/scb-eic-flood-impact-gdp/ Thu, 22 Oct 2026 00:19:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1270714 กราฟิกรายงาน SCB EIC ประเมินสถานการณ์น้ำท่วมฉุดเศรษฐกิจไทย

SCB EIC ประเมินน้ำท่วม ก.ย. – ต.ค. 2026 ฉุดเศรษฐก […]

The post SCB EIC ประเมินน้ำท่วมปลาย ก.ย. – ต.ค. 2026 ฉุด GDP ไทย 0.1 pp. ชี้ครัวเรือนกระทบ 1.48 ล้านหลัง เตือนความเสี่ยงจริงอยู่ที่สภาพคล่องแรงงานและ SME appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟิกรายงาน SCB EIC ประเมินสถานการณ์น้ำท่วมฉุดเศรษฐกิจไทย

SCB EIC ประเมินน้ำท่วม ก.ย. – ต.ค. 2026 ฉุดเศรษฐกิจไทยราว 0.1 pp. แต่ความเสี่ยงคือการฟื้นตัวของรายได้และสภาพคล่องของแรงงาน ครัวเรือน และ SMEs

 

ในช่วงปลาย ก.ย. ถึงต้นเดือน ต.ค. 2026 หลายพื้นที่ของไทยเผชิญฝนตกหนักแช่และน้ำท่วมเป็นวงกว้าง โดย กทม. เจอฝนตกหนักแบบกระจุกตัว (Rain Bomb) สะสม 250 – 300 มม. ส่งผลให้น้ำท่วมขังสูงต่อเนื่องหลายวัน อย่างไรก็ดี SCB EIC ประเมินว่าสถานการณ์น้ำท่วมจะทยอยคลี่คลายในกรณีฐาน แม้บางพื้นที่ยังเสี่ยงเจอฝนตกหนักเพิ่มเติม และน้ำเหนือ/น้ำเขาไหลผ่าน ขณะที่ความเสี่ยงที่น้ำท่วมพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญภายในคันกั้นน้ำ กทม. ยังมีจำกัด เนื่องจากปริมาณน้ำเหนือที่จะไหลผ่าน กทม. มีแนวโน้มต่ำกว่ามหาอุทกภัยปี 2011 มากและเริ่มปรับระดับลง

 

ครัวเรือนและแรงงานได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง

 

SCB EIC ประเมินน้ำท่วมรอบนี้ส่งผลกระทบครัวเรือนไทยสะสมกว่า 1.48 ล้านครัวเรือน (ข้อมูลกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในช่วง 16 ก.ย. – 7 ต.ค. 2026) หรือคิดเป็นราว 6% ของครัวเรือนทั้งหมด โดยยังมีครัวเรือนกว่า 1.1 ล้านครัวเรือนได้รับผลกระทบอยู่ พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบสูงกระจุกตัวในกรุงเทพฯและปริมณฑล เช่น สมุทรปราการและปทุมธานี รวมถึงจังหวัดฐานการผลิตเกษตรและอุตสาหกรรมสำคัญในภาคกลางและภาคตะวันออก เช่น นครนายก ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และอยุธยา

 

ในมิติแรงงาน คาดว่ามีแรงงานมากกว่า 1.69 ล้านคนได้รับผลกระทบ จากข้อจำกัดในการเดินทาง การหยุดกิจการชั่วคราว หรือการสูญเสียชั่วโมงทำงาน โดยเฉพาะในจังหวัดสมุทรปราการและ กทม. ที่มีแรงงานถูกกระทบกว่า 4.45 และ 4.20 แสนคน ตามลำดับ หรือราว 2% ของคนทำงานทั้งหมดในประเทศ

 

กลุ่มที่เปราะบางมากที่สุดคือแรงงานในภาคบริการและแรงงานนอกระบบที่มีรายได้รายวัน เพราะต้องเผชิญรายได้ที่หายไปทันที ขณะที่ค่าใช้จ่ายการเดินทาง ที่อยู่อาศัย และการซ่อมแซมทรัพย์สินกลับเพิ่มขึ้นพร้อมกัน สะท้อนว่าผลกระทบของน้ำท่วมไม่ได้ขึ้นกับระดับน้ำอย่างเดียว แต่ขึ้นกับระยะเวลาที่แรงงานไม่สามารถกลับมาหารายได้ได้ตามปกติ

 

เศรษฐกิจปีนี้จะขยายตัวลดลง 0.1 pp. ในกรณีฐาน

 

ผลกระทบต่อครัวเรือน แรงงาน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่น้ำท่วมส่งผ่านมายังเศรษฐกิจไทยโดยรวม SCB EIC ประเมินน้ำท่วมจะทำให้เศรษฐกิจไทยปี 2026 ลดลงในช่วง 0.05 – 0.1 pp. ในกรณีฐาน ผลกระทบหลักมาจากรายได้ครัวเรือนที่ลดลง การประกอบอาชีพและการเดินทางที่สะดุด รวมถึงการหยุดดำเนินงานชั่วคราวของภาคการผลิตและบริการบางส่วน ขณะที่การซื้อสินค้าจำเป็นเพื่อรับมือภัยน้ำท่วมและการใช้จ่ายเพื่อซ่อมแซมความเสียหายจะช่วยชดเชยผลกระทบได้บางส่วน

 

ในกรณีที่สถานการณ์รุนแรงกว่าคาด จากฝนระลอกใหม่และน้ำเหนือไหลแรงกว่าที่ประเมิน แต่ยังไม่ท่วมเข้าพื้นที่ภายในคันกันน้ำของ กทม. ผลกระทบต่อเศรษฐกิจอาจเพิ่มเป็น 0.1 – 0.2 pp. และอาจเพิ่มเป็น 0.15 – 0.25 pp. หากเกิดน้ำท่วมพื้นที่เมืองภายในคันกั้นน้ำของ กทม. อีกครั้ง

 

แม้ผลกระทบจะน้อยกว่าเหตุการณ์มหาอุทกภัยปี 2011 มาก ซึ่งกระทบเศรษฐกิจไทยสูงถึง 3.5 ถึง 4 pp. จากน้ำท่วมเข้าพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมหลายแห่ง และภาคการผลิตสำคัญเป็นวงกว้างนานกว่า 5 เดือน แต่ความเสี่ยงจากน้ำท่วมรอบนี้อยู่ที่การซ้ำเติมครัวเรือนและ SMEs ที่มีสภาพคล่องจำกัด และมีความสามารถในการรองรับภาระรายจ่ายเพิ่มเติมได้ไม่มาก

 

การฟื้นธุรกิจต้องไปไกลกว่าซ่อมแซม สู่การสร้าง Flood Resilience

 

ภาคธุรกิจได้รับผลกระทบผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ 1) กำลังซื้อและพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ลดลง 2) การหยุดชะงักของระบบโลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทาน และ 3) ความเสียหายต่อทรัพย์สิน สินค้าคงคลัง และสถานประกอบการ

 

ในช่วงที่สถานการณ์น้ำท่วมยังไม่คลี่คลาย ธุรกิจค้าปลีก สินค้าคงทน ร้านอาหาร การท่องเที่ยว และอสังหาริมทรัพย์ มีแนวโน้มได้รับผลกระทบด้านอุปสงค์มากที่สุด จากข้อจำกัดในการเดินทางและการชะลอการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นของผู้บริโภค ขณะที่ภาคการผลิตบางส่วนอาจสะดุดจากความล่าช้าในการขนส่งวัตถุดิบในห่วงโซ่อุปทานและการส่งมอบสินค้า

 

อีกด้านหนึ่ง หลายธุรกิจต้องเผชิญความเสียหายโดยตรง ต่ออาคาร เครื่องจักร สินค้าคงคลัง พื้นที่ประกอบกิจการ และพื้นที่เกษตร ซึ่งเพิ่มภาระต้นทุนในการซ่อมแซม ฟื้นฟู และกลับมาเปิดดำเนินงาน โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กที่มีเงินสำรองจำกัด

 

หลังน้ำลดความเสี่ยงสำคัญจะเปลี่ยนจากความเสียหายทางกายภาพไปสู่ความสามารถในการฟื้นตัวของรายได้และสภาพคล่องของครัวเรือนและธุรกิจ ขณะที่บางธุรกิจอาจได้อานิสงส์จากความต้องการสินค้าจำเป็น วัสดุป้องกันน้ำท่วม เครื่องใช้ภายในบ้าน และบริการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงความต้องการซื้อทดแทนและซ่อมแซมทรัพย์สินที่เสียหาย (Pent-up demand) ตลอดจนการลงทุนเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือภัยพิบัติ เช่น ระบบป้องกันน้ำท่วม ระบบระบายน้ำ และโครงสร้างพื้นฐานด้าน Flood Resilience อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวนี้อาจเกิดขึ้นไม่พร้อมกัน ขึ้นอยู่กับความสามารถในการเข้าถึงเงินทุนและสภาพคล่องของครัวเรือนและธุรกิจแต่ละกลุ่ม

 

น้ำท่วมรอบนี้สะท้อนว่า ความเสียหายทางเศรษฐกิจไม่ได้ขึ้นกับระดับน้ำอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความสามารถของครัวเรือน แรงงาน และธุรกิจในการกลับมาสร้างรายได้และดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้เร็ว การเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติในระยะต่อไป จึงต้องมองไกลกว่าการป้องกันความเสียหายทางกายภาพ ไปสู่การสร้างภูมิคุ้มกันด้านรายได้ สภาพคล่อง ความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ และการลงทุนด้าน Flood Resilience เพื่อลดระยะเวลาในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเมื่อเผชิญภัยพิบัติอีกในอนาคต

The post SCB EIC ประเมินน้ำท่วมปลาย ก.ย. – ต.ค. 2026 ฉุด GDP ไทย 0.1 pp. ชี้ครัวเรือนกระทบ 1.48 ล้านหลัง เตือนความเสี่ยงจริงอยู่ที่สภาพคล่องแรงงานและ SME appeared first on THE STANDARD.

]]>
แรงงานข้ามชาติ 1 ล้านคนเสี่ยงหลุดระบบ หลังเมียนมาบีบกลับประเทศ-เก็บภาษีเกณฑ์ทหาร กระทบ นายจ้างไทย https://thestandard.co/myanmar-migrant-workers-risk-undocumented/ Wed, 21 Oct 2026 08:51:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1270534 กราฟิกรายงานแรงงานข้ามชาตินับล้านเสี่ยงหลุดระบบและข้อเสนอเปิดขึ้นทะเบียนฝ่ายเดียว

มาตรการใหม่ของรัฐบาลเมียนมาที่บีบบังคับให้แรงงานข้ามชาต […]

The post แรงงานข้ามชาติ 1 ล้านคนเสี่ยงหลุดระบบ หลังเมียนมาบีบกลับประเทศ-เก็บภาษีเกณฑ์ทหาร กระทบ นายจ้างไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟิกรายงานแรงงานข้ามชาตินับล้านเสี่ยงหลุดระบบและข้อเสนอเปิดขึ้นทะเบียนฝ่ายเดียว

มาตรการใหม่ของรัฐบาลเมียนมาที่บีบบังคับให้แรงงานข้ามชาติต้องเดินทางกลับประเทศเพื่อต่ออายุเอกสาร รวมถึงการเรียกเก็บภาษีและบังคับโอนเงินรายได้กลับประเทศ กำลังสร้างความกังวลให้กับแรงงานกว่า 3 ล้านคนในไทย โดยภาคประชาสังคมประเมินว่าอาจมีแรงงานกว่า 1 ล้านคนยอมหลุดออกจากระบบเพื่อเลี่ยงการถูกบังคับเกณฑ์ทหาร ส่งผลให้ภาคธุรกิจไทยเสี่ยงเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงานเฉียบพลัน ท่ามกลางเสียงเรียกร้องจากกลุ่มนายจ้างที่เสนอให้รัฐบาลไทยเปิดขึ้นทะเบียนแรงงานฝ่ายเดียวเพื่อบรรเทาปัญหา

 

หลังจากรัฐบาลเมียนมาเปิดศูนย์ออกเอกสารรับรองบุคคล (CI) และหน่วยบริการเคลื่อนที่ในประเทศไทยจำนวน 5 แห่ง โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 14 มกราคม 2570 มาตรการดังกล่าวได้สร้างความวิตกกังวลให้กับแรงงานชาวเมียนมาในไทยอย่างมาก

 

ทราย ทุน ส่วย แรงงานข้ามชาติชาวเมียนมา แสดงความกังวลต่ออนาคตหลังครบกำหนดต่ออายุหนังสือเดินทาง เนื่องจากรัฐบาลเมียนมากดดันให้ต้องเดินทางกลับไปต่ออายุในประเทศเท่านั้น จากเดิมที่เคยสามารถดำเนินการได้ที่สถานเอกอัครราชทูตเมียนมาประจำประเทศไทย

 

ทราย ทุน ส่วย ให้ข้อมูลว่า แรงงานในไทยมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ หลายคนไม่มีเอกสารจากประเทศต้นทาง ทำให้ไม่สามารถดำเนินการต่อเอกสารใหม่ตามที่ทางการเมียนมาร้องขอได้ นอกจากนี้ยังมีความกังวลอย่างหนักเรื่องการถูกบังคับเกณฑ์ทหารหากต้องเดินทางกลับประเทศ

 

ปัจจุบันรัฐบาลเมียนมาได้ออกมาตรการบังคับใช้กับแรงงานในไทยหลายประการ ได้แก่ การเก็บภาษีเงินได้ 2-3% การบังคับโอนเงินรายได้ 25% กลับประเทศผ่านธนาคารทางการซึ่งให้อัตราแลกเปลี่ยนต่ำกว่าราคาตลาด โดยใช้หลักฐานการจ่ายภาษีและโอนเงินเป็นเงื่อนไขบังคับในการต่ออายุเอกสารเดินทาง (Passport และ CI) หากไม่ปฏิบัติตามจะไม่ดำเนินการต่อเอกสารให้ รวมไปถึงการประกาศใช้กฎหมายเกณฑ์ทหารที่สั่งระงับและชะลอการอนุญาตให้แรงงานชายอายุ 18-35 ปีออกนอกประเทศ ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้แรงงานจำนวนมากอาจเลือกที่จะหลุดออกจากระบบและกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายในไทยเพื่อหลีกเลี่ยงกฎเกณฑ์

 

จับตา 3 กลุ่มเสี่ยงหลุดระบบ และข้อถกเถียงเรื่องค่าใช้จ่าย

 

อดิศร เกิดมงคล ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG) ได้จำแนกปัญหาออกเป็น 3 กลุ่มตามประเภทของแรงงานข้ามชาติ ได้แก่

 

1. กลุ่มแรงงานข้ามชาติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ที่ยังไม่มีพาสปอร์ตจากประเทศตนเองประมาณ 700,000 คน กลุ่มนี้ต้องทำเอกสารรับรองสถานะบุคคล (CI) เพื่อใช้เป็นเอกสารแสดงตนในการขอวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน แม้ปัจจุบันจะมีศูนย์ทำ CI อยู่ 5 แห่งทั่วประเทศ แต่ยังประสบปัญหาระบบคิวนายหน้า

 

ในประเด็นค่าใช้จ่าย ทราย ทุน ส่วย ระบุว่า แรงงานต้องชำระค่าเล่ม CI 2,660 บาท ค่าภาษีนำส่งรัฐบาลเมียนมา 1,800 บาท และค่าวีซ่า 3,000 บาท รวมกับค่าระบบคิวนายหน้าที่เรียกเก็บ 1,300-1,500 บาท ทำให้แรงงาน 1 คนต้องเสียค่าใช้จ่ายไม่น้อยกว่า 10,000 บาท

 

ข้อมูลดังกล่าวสวนทางกับ เกรียงไกร จักกะพาก ผู้ประกอบการบริษัทนำคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศ ที่ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์พิสูจน์สัญชาติและออกเอกสารรับรองบุคคล CI จังหวัดสมุทรปราการ

 

โดยเกรียงไกรระบุว่า กระบวนการทำหนังสือเดินทางเป็นระเบียบที่ต้องปฏิบัติตามร่วมกัน และค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายตามจริงคือ 2,660 บาท ส่วนเรื่องค่าระบบคิวนายหน้านั้นตนไม่ทราบข้อมูล มองว่าเป็นเพียงค่าบริการดำเนินการที่ตกลงกันระหว่างผู้นำพาแรงงานมายังศูนย์กับตัวแรงงานเอง

 

  1. กลุ่มแรงงานตามมติคณะรัฐมนตรี 24 กันยายน 2567 และ 2 ธันวาคม 2568 จำนวนเกือบ 2 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่มีหนังสือรับรองสถานะบุคคลแต่กำลังจะหมดอายุ รัฐบาลเมียนมามีแนวทางให้กลุ่มนี้เดินทางกลับไปทำหนังสือเดินทาง ณ พื้นที่ชั้นในของประเทศ เช่น ย่างกุ้ง และเนปิดอว์ อดิศรมองว่านี่คือมาตรการที่พยายามบีบบังคับให้แรงงานต้องเดินทางกลับ เพื่อโอนเงิน เสียภาษี และตอบสนองความต้องการกำลังพลของกองทัพ
  2. กลุ่มแรงงาน MOU ที่ครบวาระ 4 ปี ในปี 2569-2570 จำนวนประมาณ 100,000 คน ตามกฎหมายแรงงานกลุ่มนี้ต้องเดินทางกลับประเทศภายใน 30 วันจึงจะนำกลับเข้ามาทำงานใหม่ได้ จึงมีความเสี่ยงที่จะต้องกลับประเทศและไม่สามารถเดินทางกลับออกมาได้อีกจากนโยบายบังคับเกณฑ์ทหาร

 

อดิศรประเมินสถานการณ์จากเงื่อนไขทั้งหมดว่า มีโอกาสที่แรงงานมากกว่า 1 ล้านคนจะหลุดออกจากระบบในรอบนี้

 

ภาคธุรกิจวอนไทยขึ้นทะเบียนฝ่ายเดียว ป้องกันวิกฤตแรงงาน

 

ผลกระทบจากมาตรการดังกล่าวได้ส่งผลสะเทือนถึงผู้ประกอบการในไทย นิลุบล พงษ์พยอม ผู้แทนกลุ่ม ‘นายจ้างสีขาว’ ซึ่งเป็นกลุ่มนายจ้างที่ใช้แรงงานข้ามชาติ ระบุว่า สภาพเศรษฐกิจไทยซบเซามาตั้งแต่ช่วงหลังการระบาดของโควิด-19 ประกอบกับหลายภาคส่วนได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในปีนี้

 

ขณะที่กิจการกำลังฟื้นฟูธุรกิจกลับต้องมารับผลกระทบจากแนวทางการต่ออายุเอกสาร ที่รัฐบาลไทยดึงรัฐบาลเมียนมาเข้ามาเกี่ยวข้องจนกลายเป็นภาระของผู้ประกอบการ นำไปสู่ความเสี่ยงในการขาดแคลนแรงงานในระบบ

 

นิลุบลชี้ว่า ปัญหาหลักที่นายจ้างต้องแบกรับคือ 1. ค่าใช้จ่ายในการทำเอกสารที่สูงขึ้น และ 2. ความเสี่ยงที่แรงงานจะไม่สามารถเดินทางกลับมาทำงานได้หากต้องกลับประเทศต้นทาง พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขระยะเร่งด่วน โดยขอให้รัฐบาลไทยพิจารณาเปิดขึ้นทะเบียนและต่ออายุแรงงานฝ่ายเดียวแบบชั่วคราว เพื่อให้แรงงานทุกคนสามารถเข้าสู่ระบบได้ภายในระยะเวลา 1-2 ปี

 

ด้านอดิศรเห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ โดยมองว่าจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยในสถานการณ์ที่กำลังเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงาน ก่อนหน้านี้ภาคธุรกิจไทยสูญเสียแรงงานกัมพูชาไปกว่า 400,000 คนจากกรณีความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ซึ่งปัจจุบันชดเชยได้เพียงบางส่วนจากการนำแรงงานในพื้นที่พักพิงชั่วคราวออกมาทำงาน หากรัฐบาลปล่อยให้แรงงานข้ามชาติหลุดระบบไปอีก 1 ล้านคน จะทำให้เกิดสภาวะขาดแคลนแรงงานเฉียบพลัน โดยเฉพาะภาคการเกษตรและการก่อสร้างที่พึ่งพาแรงงานกลุ่มนี้เป็นหลัก

 

ส่วนข้อโต้แย้งทางสังคมที่กังวลว่า การเปิดขึ้นทะเบียนฝ่ายเดียวจะทำให้ทางการไทยไม่สามารถบริหารจัดการได้เนื่องจากไม่มีฐานข้อมูลนั้น อดิศรชี้แจงว่าไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง ปัจจุบันประเทศไทยมีฐานข้อมูลของแรงงานกลุ่มนี้อย่างครบถ้วน ผ่านการเก็บอัตลักษณ์บุคคลของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง การทำบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย (บัตรสีชมพู) โดยกระทรวงมหาดไทย และการเก็บข้อมูลสุขภาพผ่านการตรวจสุขภาพกับกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าระบบฐานข้อมูลของไทยมีความพร้อมในการลงทะเบียนแรงงานมากกว่ารัฐบาลเมียนมา

The post แรงงานข้ามชาติ 1 ล้านคนเสี่ยงหลุดระบบ หลังเมียนมาบีบกลับประเทศ-เก็บภาษีเกณฑ์ทหาร กระทบ นายจ้างไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมอุตุฯ เตือนฝนตกหนักถึงหนักมากทั่วประเทศ 19-25 ต.ค. เช้าวันนี้กลุ่มฝนขยายตัวปกคลุม กทม.-ปริมณฑล https://thestandard.co/tmd-heavy-rain-warning-bangkok/ Mon, 19 Oct 2026 00:54:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1269542 บรรยากาศฝนตกและสภาพการจราจรในพื้นที่กรุงเทพมหานครช่วงเช้า

กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศฉบับที่ 5 (264/2569) เมื่อเวลา […]

The post กรมอุตุฯ เตือนฝนตกหนักถึงหนักมากทั่วประเทศ 19-25 ต.ค. เช้าวันนี้กลุ่มฝนขยายตัวปกคลุม กทม.-ปริมณฑล appeared first on THE STANDARD.

]]>
บรรยากาศฝนตกและสภาพการจราจรในพื้นที่กรุงเทพมหานครช่วงเช้า

กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศฉบับที่ 5 (264/2569) เมื่อเวลา 05.00 น. วันนี้ (19 ตุลาคม) แจ้งเตือนสถานการณ์ฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย ช่วงวันที่ 19-25 ตุลาคม 2569 เตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยระวังอันตรายจากฝนตกสะสม ลมกระโชกแรง น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม ขณะที่ช่วงเช้าพบกลุ่มฝนขยายตัวปกคลุมกรุงเทพมหานคร ปทุมธานี และสมุทรปราการ

 

 
 

สภาวะอากาศเมื่อเวลา 06.30 น. วันเดียวกัน ตรวจพบฝนเล็กน้อยถึงหนักบริเวณจังหวัดปทุมธานี กรุงเทพมหานคร และสมุทรปราการ โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพมหานครฝั่งตะวันออก ได้แก่ เขตมีนบุรี คลองสามวา หนองจอก ลาดกระบัง รวมถึงพื้นที่ต่อเนื่องไปยังกรุงเทพมหานครชั้นใน นนทบุรี และปทุมธานี มีแนวโน้มปริมาณฝนเพิ่มขึ้นและคาดว่าจะปกคลุมพื้นที่เกินกว่า 1 ชั่วโมง

 

ต่อมาในเวลา 07.00 น. กลุ่มฝนได้ขยายเข้าปกคลุมกรุงเทพมหานครมากขึ้น โดยตรวจพบกลุ่มฝนบริเวณกรุงเทพมหานคร ปทุมธานี และสมุทรปราการ เคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตกและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ คาดว่าช่วงเวลา 07.30-08.00 น.

 

กลุ่มฝนจะปกคลุมพื้นที่กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และปทุมธานี ต่อเนื่องประมาณ 1 ชั่วโมง

 

สำหรับพื้นที่ที่ควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษในช่วงเวลา 07.30-08.00 น. ประกอบด้วย

 

  1. กรุงเทพมหานคร ตอนกลางถึงตอนเหนือ ได้แก่ เขตบางเขน หลักสี่ จตุจักร และดอนเมือง
  2. กรุงเทพมหานคร ฝั่งตะวันออกต่อเนื่อง ได้แก่ เขตคลองสามวา มีนบุรี คันนายาว และบึงกุ่ม
  3. พื้นที่ต่อเนื่อง ได้แก่ จังหวัดนนทบุรี และจังหวัดปทุมธานี

 

กรมอุตุนิยมวิทยาจึงแจ้งเตือนผู้เดินทางในช่วงเช้าควรเผื่อเวลาการเดินทางและระมัดระวังฝนระหว่างทาง

 

รายชื่อพื้นที่เสี่ยงภัยฝนตกหนักถึงหนักมาก วันที่ 19-25 ต.ค.

 

ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา ฉบับที่ 5 (264/2569) ได้ระบุพื้นที่ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบในแต่ละวันตามลำดับ ดังนี้

 

วันที่ 19 ตุลาคม 2569

 

  • พื้นที่ฝนตกหนักมาก ภาคใต้ ได้แก่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ระนอง และพังงา
  • พื้นที่ฝนตกหนัก ภาคกลาง ได้แก่ ลพบุรี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรสงคราม รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล / ภาคตะวันออก ได้แก่ นครนายก ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด / ภาคใต้ ได้แก่ ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร พัทลุง สงขลา นราธิวาส ยะลา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล

 

วันที่ 20 ตุลาคม 2569

 

  • พื้นที่ฝนตกหนัก ภาคตะวันออก ได้แก่ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด / ภาคใต้ ได้แก่ เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี ระนอง และพังงา

 

วันที่ 21 ตุลาคม 2569

 

  • พื้นที่ฝนตกหนักมาก ภาคตะวันออก ได้แก่ ชลบุรี
  • พื้นที่ฝนตกหนัก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ นครราชสีมา บุรีรัมย์ และอุบลราชธานี / ภาคกลาง ได้แก่ ราชบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล / ภาคตะวันออก ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ระยอง จันทบุรี และตราด / ภาคใต้ ได้แก่ เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และระนอง

 

วันที่ 22 ตุลาคม 2569

 

  • พื้นที่ฝนตกหนัก ภาคกลาง ได้แก่ ราชบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล / ภาคตะวันออก ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด / ภาคใต้ ได้แก่ เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และชุมพร

 

วันที่ 23 ตุลาคม 2569

 

  • พื้นที่ฝนตกหนัก ภาคกลาง ได้แก่ กาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรสงคราม รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล / ภาคตะวันออก ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด / ภาคใต้ ได้แก่ เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนอง พังงา และภูเก็ต

 

วันที่ 24 ตุลาคม 2569

 

  • พื้นที่ฝนตกหนักมาก ภาคใต้ ได้แก่ พังงา ภูเก็ต และกระบี่
  • พื้นที่ฝนตกหนัก ภาคใต้ ได้แก่ ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง ระนอง และตรัง

 

วันที่ 25 ตุลาคม 2569

 

  • พื้นที่ฝนตกหนักมาก ภาคใต้ ได้แก่ พังงา ภูเก็ต และกระบี่
  • พื้นที่ฝนตกหนัก ภาคใต้ ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ระนอง และตรัง

 

เตือนเฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลันและคลื่นลมทะเลสูง

 

กรมอุตุนิยมวิทยาขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยระมัดระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมาก ปริมาณฝนสะสม และลมกระโชกแรง ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่มต่ำ

 

ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองจะมีคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร จึงขอให้ชาวเรือเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือ และหลีกเลี่ยงการสัญจรผ่านบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองในระยะนี้

The post กรมอุตุฯ เตือนฝนตกหนักถึงหนักมากทั่วประเทศ 19-25 ต.ค. เช้าวันนี้กลุ่มฝนขยายตัวปกคลุม กทม.-ปริมณฑล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ษัษฐรัมย์ขอบคุณทุกคะแนนเสียง ดันทีมประกันสังคมก้าวหน้า ชูปฏิรูปองค์กรสร้างสวัสดิการ จ่อร้องตรวจสอบความผิดปกตินับคะแนน https://thestandard.co/sastram-social-security-board-reform/ Mon, 12 Oct 2026 01:13:03 +0000 https://thestandard.co/sastram-social-security-board-reform/ ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี แถลงข่าวหลังผลการนับคะแนนเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม

วันนี้ (11 ตุลาคม) รศ.ดร. ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี ผู้สมัครค […]

The post ษัษฐรัมย์ขอบคุณทุกคะแนนเสียง ดันทีมประกันสังคมก้าวหน้า ชูปฏิรูปองค์กรสร้างสวัสดิการ จ่อร้องตรวจสอบความผิดปกตินับคะแนน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี แถลงข่าวหลังผลการนับคะแนนเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม

วันนี้ (11 ตุลาคม) รศ.ดร. ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี ผู้สมัครคณะกรรมการประกันสังคม ฝ่ายผู้ประกันตน หมายเลข 44 พร้อมด้วยทีมประกันสังคมก้าวหน้าทั้งฝ่ายผู้ประกันตนและฝ่ายนายจ้าง แถลงข่าวหลังผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการออกมาประมาณ 20%

 

รศ.ดร. ษัษฐรัมย์กล่าวขอบคุณคะแนนเสียงจากประชาชน มหาศาลทั่วประเทศที่ต้องการเห็นประกันสังคมกลับมาเป็นของทุกคนอย่างแท้จริง ซึ่งพบว่าการใช้สิทธิครั้งนี้สูงกว่าปี 2566 หลายเท่า แม้จะมีความยากลำบากจากอุทกภัย สภาพการจราจรติดขัด หรือการมารอลงคะแนนตั้งแต่เช้าตรู่ก่อนไปทำงานก็ตาม

 

“เราคือความหวังของประชาชน แล้วเราเป็นปีศาจของเหล่าชนชั้นนำ เหล่าปรสิตเสมอ และสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปจากนี้ ตามสโลแกน ตามนโยบายที่เราวางไว้ว่า เราคือบอร์ดสิทธิประโยชน์ ไม่ใช่บอร์ดของชำร่วย เราเอาการปฏิรูป ไม่เอาปฏิทิน” รศ.ดร. ษัษฐรัมย์กล่าว

 

รศ.ดร. ษัษฐรัมย์ย้ำว่า 2 ปีที่ผ่านมาภายใต้เงื่อนไขที่มีตัวแทนเพียง 6 จาก 21 คน สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ทั้งการเพิ่มเงินเด็ก 1.2 ล้านคน เพิ่มค่าชดเชยคนว่างงานนับแสนคน คืนความเป็นธรรมให้ผู้รับบำนาญนับล้าน และสิทธิทำฟันมากกว่า 100,000 คน แต่ครั้งนี้หากได้ 14 เสียง จะเพียงพอต่อการปฏิรูปให้ประกันสังคมเป็นของคนธรรมดาอย่างแท้จริง และยกระดับการลงทุนให้นำงบประมาณกลับมาเป็นสิทธิประโยชน์ของประชาชน

 

“ดังนั้นตามที่เราได้คุยกันมาโดยตลอด อาจจะมีคนบอกว่าเราเป็นเด็กเอาแต่ใจ แต่ความเอาแต่ใจของเรา คือความเอาแต่ใจที่จะปรารถนาให้ชาติกำเนิดของทุกคนเป็นโมฆะ ความเอาแต่ใจของเรา คือความเอาแต่ใจที่ปรารถนาไม่ให้มีเด็กคนไหนต้องอดตายในความมั่งคั่งของประเทศนี้ ความเอาแต่ใจของเรา คือทำให้คนแก่ทุกคน ได้รับบำนาญที่สมเหตุสมผล สมกับที่พวกเขาได้ส่งมาทั้งชีวิต ยอมเป็นเด็กที่เอาแต่ใจ เพื่อทำให้สังคมนี้มันดีขึ้น” รศ.ดร. ษัษฐรัมย์ กล่าว

 

รศ.ดร. ษัษฐรัมย์ ชี้ว่าปี 2569 อาจเป็นฝันร้ายที่ยาวนานของคนไทย แต่วันนี้ทีมประกันสังคมก้าวหน้าพิสูจน์แล้วว่าเป็นปราการสุดท้ายของการปฏิรูปและเป็นแนวหน้าของการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงสังคม

 

เมื่อถามว่ามีอะไรจะฝากถึงพนัส ไทยล้วน อดีตกรรมการประกันสังคม 8 สมัยหรือไม่ รศ.ดร. ษัษฐรัมย์กล่าวว่า กระบวนการประชาธิปไตยมีคนแพ้คนชนะ ทีมประกันสังคมก้าวหน้าประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งครั้งนี้ ประชาชนส่งสัญญาณว่าต้องการปฏิรูป สร้างความก้าวหน้า สิ่งที่พนัสเคยกระทำมาในอดีตก็มีส่วนที่ก้าวหน้าและมีความผิดพลาด แต่จากผลคะแนนนี้ประชาชนต้องการปฏิรูปมากกว่าปฏิทิน ต้องการการเปลี่ยนแปลงมากกว่าคิดถึงโครงสร้างที่มีมาในอดีตหลายสิบปี

 

สำหรับสิ่งแรกที่จะทำใน 7 วันแรก รศ.ดร. ษัษฐรัมย์ ระบุว่าจะเปิดเผยรายงานและถ่ายทอดสดการประชุม เพื่อสร้างความรับผิดชอบ และตรวจเช็กโครงการเสี่ยงทุจริต ไม่ให้คนทุจริตย้ายไปเกษียณที่อื่น เช่น งบทำปฏิทินปีละ 50 ล้านบาท หรือเงินที่หายไป 3,000 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าทำ Zero-based budgeting กับงบประมาณการบริหารมากกว่า 5,000 ล้านบาทต่อปีที่ไม่ได้ผ่านสภา เพื่อตัดงบไม่จำเป็นและตรวจสอบผลประโยชน์ทับซ้อน

 

นอกจากนี้ รศ.ดร. ษัษฐรัมย์ ได้ให้เครดิต ชลิต รัษฐปานะ อดีตผู้สมัคร ที่สู้เรื่องการเปลี่ยนระเบียบเลือกตั้งจาก 1 เลือก 7 เป็น 1 เลือก 1 ในบอร์ดประกันสังคมและกรรมาธิการ สว. ไม่น้อยกว่า จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และยืนยันความพร้อมทำงานร่วมกับทุกฝ่าย

 

ส่วนเรื่องการนับคะแนน ได้ตั้งข้อสังเกตถึงความล่าช้าที่ใช้เวลาถึง 5 ชั่วโมงแต่รายงานไม่ถึง 20% รวมถึงพบความผิดปกติหลายพื้นที่ เช่น อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ที่เบอร์ 38 คะแนนเป็น 0 และเบอร์ 44 คะแนนหายทั้งหน่วย หรือจังหวัดราชบุรี ที่เบอร์ 38 คะแนนหายก่อนมีการขีดฆ่าแก้ไข จึงอยากฝากถึงสำนักงานประกันสังคมและ จีระภา บุญรัตน์ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์โปร่งใส

 

ด้าน ศราริน เรืองปัญญาวุฒิ ผู้สมัครบอร์ดประกันสังคม ฝ่ายนายจ้าง หมายเลข 66 กล่าวขอบคุณทุกคะแนนเสียง พร้อมสะท้อนปัญหาที่นายจ้างจำนวนมากเสียโอกาสลงคะแนนจากระบบตรวจสอบสิทธิที่ผิดพลาด โดยเน้นย้ำความตั้งใจที่จะเข้าไปผลักดันความโปร่งใส การบริหารงาน การใช้จ่าย และการลงทุนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

 

สำหรับนโยบาย 7 วันแรกของทีมประกันสังคมก้าวหน้าเมื่อได้รับการรับรองและแต่งตั้งเป็นทางการ จะครอบคลุม 6 ด้าน ได้แก่

 

  1. ด้านงบประมาณ: ตั้งกรอบงบบริหารสำนักงานไม่เกิน 3% จากเดิม 10%, ติดตามหนี้สมทบจากรัฐบาล, ทำประชาพิจารณ์งบอุดหนุน เช่น งบอบรมและจัดงาน
  2. ด้านการตรวจสอบป้องกัน: ตั้งอนุกรรมการตรวจโครงการเสี่ยงทุจริต (การลงทุน/ไอที) ถอดบทเรียน และนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ
  3. ด้านบำนาญ: ผลักดันสูตร Care คืนความเป็นธรรมให้ผู้ส่งเงินมาตลอดชีวิต
  4. ด้านการเปิดเผยข้อมูล: ถ่ายทอดสดการประชุมบอร์ดและอนุกรรมการ เปิดเผยมติและบันทึกการประชุม
  5. ด้านสุขภาพ: ประชาสัมพันธ์การส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (P&P) เชิงรุก เช่น ตรวจสุขภาพและฉีดวัคซีน
  6. ด้านเทคโนโลยี: ปรับลดงบไอทีจาก 1,500 ล้านบาท เหลือไม่เกิน 300 ล้านบาท โดยเน้นเชื่อมโยงระบบร่วมกับส่วนกลางภาครัฐเพื่อประหยัดงบประมาณ

 

ทั้งนี้ ทีมประกันสังคมก้าวหน้าส่งผู้สมัครรวม 14 คน แบ่งเป็น

 

ฝ่ายผู้ประกันตน ได้แก่ เริงฤทธิ์ ละออกิจ (หมายเลข 41), ธนพงษ์ เชื้อเมืองพาน (หมายเลข 42), นาริฐา โภไคยอนันต์ (หมายเลข 43), ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี (หมายเลข 44), ลักษมี สุวรรณภักดี (หมายเลข 38), ปรารถนา โพธิ์ดี (หมายเลข 46) และ พรทิพย์ โม่งใหญ่ (หมายเลข 47)

 

ส่วนฝ่ายนายจ้าง ได้แก่ อดิสร เกิดมงคล (หมายเลข 62), กฤษฎา อาทิตย์จินตกานนท์ (หมายเลข 63), ศราริน เรืองปัญญาวุฒิ (หมายเลข 64), รัตนสิทธิ์ สุภาภรณ์ (หมายเลข 65), กฤตวิทย์ หริมเทพาธิป (หมายเลข 66), สุโขทัย หัตถะรัชต์ (หมายเลข 67) และ ภัทรานิษฐ์ ศรีจันทร์ดร (หมายเลข 68)

The post ษัษฐรัมย์ขอบคุณทุกคะแนนเสียง ดันทีมประกันสังคมก้าวหน้า ชูปฏิรูปองค์กรสร้างสวัสดิการ จ่อร้องตรวจสอบความผิดปกตินับคะแนน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมสมุทรปราการคึกคัก ด้าน เซีย สส. ปชน. เสนอแก้ระเบียบให้เลือกตั้งสะดวกขึ้น https://thestandard.co/social-security-board-election-samut-prakan/ Sun, 11 Oct 2026 03:10:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1267136 บรรยากาศการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคมที่โรงเรียนสมุทรปราการ มีผู้ประกันตนทยอยมาใช้สิทธิอย่างคึกคัก

วันนี้ (11 ตุลาคม) บรรยากาศการเลือกตั้งคณะกรรมการประกัน […]

The post เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมสมุทรปราการคึกคัก ด้าน เซีย สส. ปชน. เสนอแก้ระเบียบให้เลือกตั้งสะดวกขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
บรรยากาศการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคมที่โรงเรียนสมุทรปราการ มีผู้ประกันตนทยอยมาใช้สิทธิอย่างคึกคัก

วันนี้ (11 ตุลาคม) บรรยากาศการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม หรือบอร์ดประกันสังคม ประจำปี 2569 ที่โรงเรียนสมุทรปราการ ซึ่งเป็นหนึ่งในหน่วยเลือกตั้งของจังหวัดสมุทรปราการ พบว่ามีนายจ้างและผู้ประกันตนทยอยเดินทางมาใช้สิทธิอย่างคึกคัก ทำให้รถติดภายในบริเวณโรงเรียน

 

โดยจังหวัดสมุทรปราการมีหน่วยเลือกตั้ง 3 จุด ได้แก่ โรงเรียนสมุทรปราการ เทศบาลบางเมือง และเทศบาลเมืองปากน้ำ เปิดให้ลงคะแนนพร้อมกันทั่วประเทศ ตั้งแต่เวลา 08.00-16.00 น. หลังเลื่อนจากกำหนดเดิมวันที่ 27 กันยายน เนื่องจากสถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่

 

การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกตัวแทนฝ่ายนายจ้างและฝ่ายผู้ประกันตน เพื่อร่วมเป็นคณะกรรมการประกันสังคม ซึ่งมีทั้งหมด 21 คน แบ่งเป็นตัวแทนฝ่ายรัฐบาล นายจ้าง และผู้ประกันตน ฝ่ายละ 7 คน มีหน้าที่กำหนดนโยบายและบริหารกองทุนประกันสังคมมูลค่ากว่า 3.3 ล้านล้านบาท

 

ด้าน เซีย จำปาทอง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และอดีตรองประธานคณะกรรมาธิการการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร เดินทางมาร่วมสังเกตการณ์การเลือกตั้ง พร้อมระบุว่า ครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมครั้งที่ 2 ซึ่งพบว่าคนรู้เรื่องการเลือกตั้งมากขึ้นจาก สส.พรรคประชาชน และบทบาทของคณะกรรมการในการทำงาน ทำให้ทราบมากขึ้นว่าเงินที่ถูกหักในแต่ละเดือนถูกใช้ไปทำอะไร

 

ส่วนการจดจำตัวเลขผู้สมัครในการลงคะแนนนั้น เซียมองว่า ในอนาคต สำนักงานประกันสังคม และกระทรวงแรงงาน ควรแก้ไขระเบียบการเลือกตั้งให้สามารถใช้สิทธิได้สะดวกและคนออกมาใช้สิทธิมากยิ่งขึ้น

 

บรรยากาศการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคมที่โรงเรียนสมุทรปราการ มีผู้ประกันตนทยอยมาใช้สิทธิอย่างคึกคัก 1บรรยากาศการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคมที่โรงเรียนสมุทรปราการ มีผู้ประกันตนทยอยมาใช้สิทธิอย่างคึกคัก 2บรรยากาศการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคมที่โรงเรียนสมุทรปราการ มีผู้ประกันตนทยอยมาใช้สิทธิอย่างคึกคัก 3บรรยากาศการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคมที่โรงเรียนสมุทรปราการ มีผู้ประกันตนทยอยมาใช้สิทธิอย่างคึกคัก 4บรรยากาศการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคมที่โรงเรียนสมุทรปราการ มีผู้ประกันตนทยอยมาใช้สิทธิอย่างคึกคัก 5บรรยากาศการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคมที่โรงเรียนสมุทรปราการ มีผู้ประกันตนทยอยมาใช้สิทธิอย่างคึกคัก 6บรรยากาศการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคมที่โรงเรียนสมุทรปราการ มีผู้ประกันตนทยอยมาใช้สิทธิอย่างคึกคัก 7บรรยากาศการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคมที่โรงเรียนสมุทรปราการ มีผู้ประกันตนทยอยมาใช้สิทธิอย่างคึกคัก 8บรรยากาศการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคมที่โรงเรียนสมุทรปราการ มีผู้ประกันตนทยอยมาใช้สิทธิอย่างคึกคัก 9บรรยากาศการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคมที่โรงเรียนสมุทรปราการ มีผู้ประกันตนทยอยมาใช้สิทธิอย่างคึกคัก 10

The post เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมสมุทรปราการคึกคัก ด้าน เซีย สส. ปชน. เสนอแก้ระเบียบให้เลือกตั้งสะดวกขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ชัชชาติ’ เผยน้ำท่วมกรุงคลี่คลาย 90% สั่งลุยฟื้นฟูเมือง-เร่งระบายน้ำ 6 เขตฝั่งตะวันออก https://thestandard.co/chatchart-flood-bangkok-recovery-drainage/ Sat, 10 Oct 2026 08:29:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1267050 ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมและช่วยเหลือประชาชน

วันนี้(10 ตุลาคม) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเ […]

The post ‘ชัชชาติ’ เผยน้ำท่วมกรุงคลี่คลาย 90% สั่งลุยฟื้นฟูเมือง-เร่งระบายน้ำ 6 เขตฝั่งตะวันออก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมและช่วยเหลือประชาชน

วันนี้(10 ตุลาคม) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยรองผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่หมู่บ้านนักกีฬา เขตสะพานสูง เพื่อติดตามการช่วยเหลือประชาชนภายใต้ภารกิจ ‘ร่วมแรงฟื้นกรุง’ พร้อมเปิดเผยถึงภาพรวมสถานการณ์น้ำท่วมในกรุงเทพฯ ว่า ขณะนี้คลี่คลายแล้วกว่า 90% หลังฝนทิ้งช่วงมา 2 วัน พื้นที่ส่วนใหญ่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ แต่ยังคงมีพื้นที่ได้รับผลกระทบใน 6 เขต ได้แก่ มีนบุรี หนองจอก ประเวศ สะพานสูง ลาดกระบัง และบึงกุ่ม รวม 97 ชุมชน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชุมชนริมคลองทางฝั่งตะวันออกที่ต้องเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่

 

สาเหตุสำคัญที่ทำให้น้ำลดระดับช้า เนื่องจากกรุงเทพฯ ถูกล้อมรอบด้วยมวลน้ำจาก 3 ด้าน ทั้งปทุมธานี นครนายก ฉะเชิงเทรา และสมุทรปราการ ทำให้มีน้ำไหลเข้ามาเติมในคลองอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะคลองลำปลาทิวที่ระดับน้ำลดลงเพียงวันละ 2-3 เซนติเมตร กทม. จึงเร่งติดตั้งเรือผลักดันน้ำตามคลองต่างๆ เพื่อระบายลงคลองประเวศ พร้อมประสานกรมชลประทานช่วยผลักดันน้ำลงสู่คลองพระองค์เจ้าไชยานุชิตออกสู่อ่าวไทย ขณะเดียวกันได้เปิดประตูระบายน้ำคลอง 8 และคลอง 9 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชนในจังหวัดปทุมธานีควบคู่ไปด้วย

 

สำหรับสถานการณ์แม่น้ำเจ้าพระยา ปริมาณน้ำอยู่ที่ประมาณ 2,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งยังอยู่ในระดับที่ระบบป้องกันน้ำท่วมของ กทม. สามารถรองรับได้ (ศักยภาพรับได้มากกว่า 3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที) อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังคือการผันน้ำจากพื้นที่ด้านตะวันออก และน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ นอกจากนี้ กทม. ยังเตรียมพร้อมรับมือพยากรณ์อากาศที่คาดว่าจะมีฝนตกเพิ่ม 40-50 มิลลิเมตร โดยขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงเฝ้าสังเกตระดับน้ำอย่างใกล้ชิด

 

ด้านการฟื้นฟูเมืองหลังน้ำลด กทม. ได้เร่งจัดเก็บขยะตกค้างเป็นลำดับแรก โดยในพื้นที่ร่มเกล้าสามารถจัดเก็บได้แล้วกว่า 3,200 ตัน และหมู่บ้านนักกีฬาจัดเก็บได้ราว 280 ตัน ซึ่งได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่และเครื่องจักรเข้าดำเนินการอย่างต่อเนื่อง พร้อมกันนี้ได้จัดหน่วยแพทย์และสาธารณสุขเคลื่อนที่ 12 จุด ลงพื้นที่ดูแลสุขภาพประชาชนเชิงรุก ให้บริการตรวจรักษาโรค แจกยาสามัญ ฉีดวัคซีนบาดทะยัก รวมถึงฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้กับสัตว์เลี้ยง

 

ชัชชาติได้ระบุถึงบทเรียนจากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ว่า ในอนาคตการอนุญาตก่อสร้างหมู่บ้านจะต้องพิจารณาระดับพื้นที่และความเสี่ยงน้ำท่วมให้รัดกุมยิ่งขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำ พร้อมเตรียมปรับปรุงฐานข้อมูลพื้นที่เสี่ยงและจัดเตรียมอุปกรณ์รับมือภัยพิบัติให้พร้อมใช้งาน ทั้งนี้ได้กล่าวขอบคุณทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน และทหาร ที่ร่วมบูรณาการความช่วยเหลือ โดยย้ำว่าหัวใจสำคัญที่สุดในขณะนี้คือการฟื้นฟูเมือง เปิดเส้นทางสัญจร และคืนความสะอาดปลอดภัย เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด

 

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมและช่วยเหลือประชาชน 1ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมและช่วยเหลือประชาชน 2ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมและช่วยเหลือประชาชน 3ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมและช่วยเหลือประชาชน 4ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมและช่วยเหลือประชาชน 5ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมและช่วยเหลือประชาชน 6

The post ‘ชัชชาติ’ เผยน้ำท่วมกรุงคลี่คลาย 90% สั่งลุยฟื้นฟูเมือง-เร่งระบายน้ำ 6 เขตฝั่งตะวันออก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปภ. เผยยอดลงทะเบียนเยียวยาน้ำท่วมผ่านแอปทางรัฐพุ่ง 1.4 ล้านครัวเรือน ยันปรับลดตรวจเอกสารเหลือ 1 วัน โอนล็อตแรกวันนี้ https://thestandard.co/flood-relief-app-tang-ratth-transfer/ Thu, 08 Oct 2026 05:19:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1266041 ภาพแสดงข้อความเยียวยาน้ำท่วมผ่านแอปทางรัฐทะลุ 1.4 ล้านครัวเรือน และเริ่มโอนเงินล็อตแรกวันนี้

วันนี้ (8 ตุลาคม) ศิริธร สมสุวรรณ ผู้อำนวยการกองเผยแพร่ […]

The post ปภ. เผยยอดลงทะเบียนเยียวยาน้ำท่วมผ่านแอปทางรัฐพุ่ง 1.4 ล้านครัวเรือน ยันปรับลดตรวจเอกสารเหลือ 1 วัน โอนล็อตแรกวันนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงข้อความเยียวยาน้ำท่วมผ่านแอปทางรัฐทะลุ 1.4 ล้านครัวเรือน และเริ่มโอนเงินล็อตแรกวันนี้

วันนี้ (8 ตุลาคม) ศิริธร สมสุวรรณ ผู้อำนวยการกองเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) แถลงข่าวผ่านศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมในสถานการณ์อุทกภัย ถึงแนวทางการเยียวยาช่วยเหลือประชาชน ว่า การช่วยเหลือจะมาจาก 3 ส่วน คือ

 

ส่วนที่ 1 เงินทดรองราชการ ตามระเบียบกระทรวงการคลัง เป็นอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัด ส่วนกรุงเทพมหานครเป็นอำนาจของ กทม. และอธิบดี ปภ. โดยจ่ายตามหลักเกณฑ์ อาทิ ค่าซ่อมแซมที่อยู่อาศัยประจำ หลังละไม่เกิน 88,600 บาท, ค่าเช่าบ้านพัก ไม่เกิน 2,500 บาท สูงสุดไม่เกิน 2 เดือน, ค่าเครื่องมือประกอบอาชีพหลัก ครอบครัวละไม่เกิน 13,500 บาท, ค่าบาดเจ็บสาหัส กรณีนอนโรงพยาบาลเกิน 3 วัน ช่วยเหลือ 5,000 บาท หากพิการ 16,500 บาท และค่าจัดการศพ ไม่เกิน 35,700 บาทต่อราย หากเป็นหัวหน้าครอบครัวจะได้รับเพิ่มอีกไม่เกิน 35,700 บาท โดยผู้ประสบภัยต้องยื่นคำร้องที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือสำนักงานเขต กทม. ซึ่งจังหวัดเริ่มทยอยจ่ายเงินแล้ว

 

ส่วนที่ 2 เงินช่วยเหลือตามมติ ครม. ครอบคลุม 66 จังหวัด อาทิ น้ำท่วมไม่เกิน 7 วัน และทรัพย์สินเสียหาย ช่วยเหลือ 9,000 บาทต่อครัวเรือน, น้ำท่วมบ้านติดต่อกันเกิน 7 วันขึ้นไป ช่วยเหลือ 9,000 บาทต่อครัวเรือน, น้ำล้อมบ้านจนใช้ชีวิตตามปกติไม่ได้ติดต่อกันเกิน 7 วัน ช่วยเหลือ 5,000 บาทต่อครัวเรือน, อาศัยอยู่ในที่สูง น้ำไม่ถึงชั้นที่พักแต่ใช้ชีวิตตามปกติไม่ได้ติดต่อกันเกิน 7 วัน ช่วยเหลือ 5,000 บาทต่อครัวเรือน และกรณีเสียชีวิตจากดินโคลนถล่มหรืออุทกภัย (รวมจมน้ำ กระแสน้ำ และไฟฟ้าดูด) ค่าปลงศพ 2 ล้านบาทต่อราย

 

ทั้งนี้ ปภ. ได้จัดส่งเงินให้ธนาคารออมสินแล้วเมื่อช่วงเย็นวานนี้ (7 ตุลาคม 2569) อีก 8,219 ครัวเรือน ในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ, สระแก้ว, ตราด, จันทบุรี และแม่ฮ่องสอน รวมเป็นเงินเยียวยารอบแรก 68,003,000 บาท

 

สำหรับกระบวนการขอรับเงินผ่านแอปพลิเคชันทางรัฐ และการ Walk-in เมื่อประชาชนยื่นเรื่องแล้ว ท้องถิ่นจะรับคำร้องและตรวจสอบเอกสาร ก่อนส่งให้ระดับอำเภอและจังหวัดรับรอง แล้วส่งต่อให้ ปภ. ตรวจสอบขั้นตอนสุดท้าย ซึ่งใช้เวลาเพียง 1 วันทำการ

 

จากนั้นส่งให้ธนาคารออมสินตรวจสอบระเบียบการเงินอีก 1 วันทำการ (จากเดิมใช้ 3 วัน) โดยธนาคารออมสินจะโอนเงินล็อตแรกภายในวันนี้ ส่วนยอดลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันทางรัฐมีทั้งหมด 1,422,167 ครัวเรือน โดยกรุงเทพฯ มียอดสูงสุด 582,855 ครัวเรือน รองลงมาคือ สมุทรปราการ ปทุมธานี ฉะเชิงเทรา และนนทบุรี

 

ส่วนที่ 3 เงินประกันภัยพิบัติ คุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึง 1 ตุลาคม 2570 ปัจจุบันมีการอนุมัติจ่ายค่าสินไหมทดแทน กรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม ให้ผู้เสียชีวิตจากอุทกภัยในจังหวัดเชียงใหม่แล้ว 1 ราย โดยจะโอนเงินเข้าบัญชีทายาทภายในวันนี้ จำนวน 2,000,000 บาท ถือเป็นรายแรกที่ได้รับการโอนเงิน ส่วนอีก 1 รายในจังหวัดสิงห์บุรี ซึ่งยื่นเรื่องเข้ามาในระบบแล้ว อยู่ระหว่างบริษัทประกันภัยตรวจสอบเงื่อนไขหลักเกณฑ์การเสียชีวิต

The post ปภ. เผยยอดลงทะเบียนเยียวยาน้ำท่วมผ่านแอปทางรัฐพุ่ง 1.4 ล้านครัวเรือน ยันปรับลดตรวจเอกสารเหลือ 1 วัน โอนล็อตแรกวันนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ศุภจี’ ลงพื้นที่ตรวจโรงงานโตโยต้า หลังระงับการผลิต 3 แห่ง ชี้ตัวโรงงานปลอดภัยแต่ซัพพลายเออร์นิคมฯ อมตะ ท่วมหนัก กางแผนด่วน 3 ระยะฟื้นห่วงโซ่อุปทาน https://thestandard.co/supajee-toyota-flood-supply-chain/ Wed, 07 Oct 2026 13:18:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1265909 รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงงานผลิตรถยนต์โตโยต้า สาขาสำโรง

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระท […]

The post ‘ศุภจี’ ลงพื้นที่ตรวจโรงงานโตโยต้า หลังระงับการผลิต 3 แห่ง ชี้ตัวโรงงานปลอดภัยแต่ซัพพลายเออร์นิคมฯ อมตะ ท่วมหนัก กางแผนด่วน 3 ระยะฟื้นห่วงโซ่อุปทาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงงานผลิตรถยนต์โตโยต้า สาขาสำโรง

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงงานผลิตรถยนต์โตโยต้า สาขาสำโรง จ.สมุทรปราการ ติดตามผลกระทบจากอุทกภัยต่อภาคการส่งออกและยานยนต์ โดยระบุแม้โครงสร้างโรงงานหลัก 3 แห่ง (สำโรง, บ้านโพธิ์, เกตเวย์) จะปลอดภัย แต่ซัพพลายเออร์ชิ้นส่วนยานยนต์ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร (เฟส 7, 8 และ 9) ถูกน้ำท่วมหนักจนส่งชิ้นส่วนไม่ได้ ส่งผลให้โตโยต้าต้องหยุดการผลิตชั่วคราวและสูญเสียโอกาสการผลิตรวมราว 30,000 คัน รัฐบาลจึงกางแผนช่วย 3 ระยะ ตั้งแต่ส่งทีมลุยนครอมตะปรับระบบเตือนภัยฉุกเฉิน (Early Warning) ไปจนถึงถอดบทเรียนทำนโยบาย พร้อมชื่นชมโตโยต้าที่ออกส่วนลดอะไหล่และจับมือ โตโยต้า ลีสซิ่ง เปิดรีไฟแนนซ์อุ้มลูกค้าน้ำท่วม

 

 
 

โรงงานหลักปลอดภัย แต่ ‘ซัพพลายเออร์อมตะ’ ท่วมหนัก

 

วิกฤตอุทกภัยและน้ำท่วมขังกำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อเครื่องยนต์หลักด้านการส่งออกของไทย ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงงานผลิตรถยนต์โตโยต้า สาขาสำโรง จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อรับฟังข้อมูลผลกระทบและความเสียหายเชิงลึก

 

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงงานผลิตรถยนต์โตโยต้า สาขาสำโรง 1

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงงานผลิตรถยนต์โตโยต้า สาขาสำโรง 2

 

จากการหารือร่วมกับผู้บริหารระดับสูงของ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด พบว่า โครงสร้างของโรงงานหลักทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ สำโรง, บ้านโพธิ์ และเกตเวย์ ไม่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมโดยตรง ทว่า ปัญหาที่เป็นคอขวดสำคัญเกิดขึ้นที่ ‘ห่วงโซ่อุปทาน’ (Supply Chain) เนื่องจากผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ (Suppliers) หลายรายในระบบ โดยเฉพาะในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร เฟส 7, 8 และ 9 ถูกน้ำท่วมขังอย่างหนัก จนไม่สามารถผลิตและส่งมอบชิ้นส่วนเข้าสู่สายการผลิตได้ตามปกติ

 

วิกฤตซัพพลายชะงักดังกล่าว ส่งผลให้โตโยต้าต้องตัดสินใจ ระงับการผลิตชั่วคราวในโรงงานทั้ง 3 แห่ง ตั้งแต่วันที่ 28 กันยายนที่ผ่านมา ประกอบด้วย

 

  1. โรงงานสำโรง และ โรงงานเกตเวย์ ซึ่งทางโตโยต้าคาดว่าจะต้องหยุดการผลิตไปจนถึงวันที่ 10 ตุลาคม
  2. โรงงานบ้านโพธิ์ คาดว่าจะต้องหยุดการผลิตยาวนานกว่าจนถึงวันที่ 18 ตุลาคม

 

“ประเมินว่าจะสูญเสียโอกาสในการผลิตรถยนต์รวมประมาณ 30,000 คัน โดยยังไม่สามารถประเมินมูลค่าความเสียหายเป็นตัวเงินได้ทั้งหมด เนื่องจากต้องรอการฟื้นตัวของซัพพลายเออร์” ผู้บริหาร โตโยต้า กล่าว

 

กางแผนด่วน 3 ระยะ ฟื้นนิคมอมตะ–ยกเครื่องระบบเตือนภัย

 

ศุภจี เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ผนึกกำลังวางแนวทางแก้ไขปัญหาและเยียวยาภาคอุตสาหกรรมออกเป็น 3 ระยะ

 

  1. ระยะสั้น กระทรวงจะส่งทีมผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะนครทันที เพื่อสำรวจจุดเกิดปัญหาของซัพพลายเออร์อย่างละเอียด พร้อมประสานงานนิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศเพื่อประเมินจุดเสี่ยง และเร่งช่วยเหลือให้ซัพพลายเออร์กลับมาดำเนินการผลิต (Resume) ให้ได้เร็วที่สุด
  2. ระยะกลาง จะดำเนินการยกเครื่องและปรับปรุง ระบบเตือนภัยพิบัติ (Early Warning System) ของภาครัฐให้มีความแม่นยำและรวดเร็วยิ่งขึ้น เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมและโรงงานในห่วงโซ่อุปทานมีเวลาเตรียมการย้ายเครื่องจักร ย้ายสต็อกสินค้า หรือปรับยกพื้นที่ได้อย่างทันท่วงที ป้องกันความเสียหายล่วงหน้า
  3. ระยะยาว คือการถอดบทเรียนจากโมเดลการบริหารจัดการความเสี่ยงของโตโยต้า ซึ่งมีการดูแลทั้งพนักงาน ซัพพลายเออร์ ชุมชน และลูกค้าอย่างเป็นระบบ เพื่อนำมาจัดทำเป็นนโยบายยกระดับมาตรฐานโรงงานอุตสาหกรรมทั่วประเทศ

 

โตโยต้าจัดส่วนลดซ่อม พร้อมลีสซิ่งเปิดรีไฟแนนซ์อุ้มลูกค้าน้ำท่วม

 

นอกจากมาตรการฟื้นฟูการผลิต ศุภจี ยังกล่าวชื่นชมมาตรการดูแลผู้บริโภคของโตโยต้า ซึ่งมีการมอบส่วนลดค่าอะไหล่และค่าบริการซ่อมแซมรถยนต์ที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม

 

ขณะเดียวกัน โตโยต้ายังได้ร่วมมือกับ โตโยต้า ลีสซิ่ง (Toyota Leasing) ในการเปิดช่องทางพิเศษให้ลูกค้านำรถยนต์ที่อยู่ระหว่างการผ่อนชำระมาทำการรีไฟแนนซ์ (Refinance) เพื่อนำเงินทุนก้อนใหม่ไปใช้ซ่อมแซมบ้านเรือน ปรับปรุงที่อยู่อาศัย หรือเพิ่มสภาพคล่องในการดำรงชีวิตช่วงน้ำลดอีกด้วย

 

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ ยืนยันว่าจะประสานงานร่วมกับผู้ผลิต ผู้ค้าส่ง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามการกระจายสินค้า ป้องกันปัญหาการขาดแคลนสินค้า หรือการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาโดยมิชอบอย่างเข้มงวด

 

ตรวจ ‘ไทย อกริ ฟู้ดส์’ หนุนอุตสาหกรรมวางแผนเป็น Tier

 

ขณะที่จุดลงพื้นที่ถัดมา ณ บริษัท ไทย อกริ ฟู้ดส์ จำกัด (มหาชน) อำเภอบางเสาธง ผู้ผลิตและส่งออกกะทิ พริกแกง และซอสรายใหญ่ พบว่า แม้พื้นที่รอบโรงงานจะมีน้ำท่วมขัง แต่โรงงานยังคงเดินหน้าผลิตและส่งออกได้ตามปกติ เนื่องจากมีการเตรียมแผนเผชิญเหตุฉุกเฉินและดูแลพนักงานอย่างเป็นระบบ

 

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงงานผลิตรถยนต์โตโยต้า สาขาสำโรง 3

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงงานผลิตรถยนต์โตโยต้า สาขาสำโรง 4

 

ศุภจี ได้ชู ไทย อกริ ฟู้ดส์ เป็นโมเดลตัวอย่าง พร้อมเสนอแนะให้ภาคอุตสาหกรรมไทยยกระดับการบริหารความเสี่ยงด้วยการจัดทำ ‘แผนเผชิญเหตุฉุกเฉินเป็นเทียร์ (Tiered Emergency Plan)’ เพื่อให้โรงงานมีมาตรการรับมือหลายระดับ ซักซ้อมล่วงหน้า เนื่องจากสภาวะโลกร้อนทำให้การพยากรณ์อากาศผันผวนกว่าปกติ

 

เพื่อการันตีความต่อเนื่องของการส่งออก กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้มอบหมายให้ทูตพาณิชย์ทั่วโลกเร่งชี้แจงกับผู้ซื้อในต่างประเทศเพื่อสร้างความเชื่อมั่น ขณะที่กรมการค้าภายในจะขยายการทำเกษตรพันธสัญญา (Contract Farming) เพื่อให้โรงงานแปรรูปอาหารมีวัตถุดิบเข้าสู่สายการผลิตอย่างสม่ำเสมอ

The post ‘ศุภจี’ ลงพื้นที่ตรวจโรงงานโตโยต้า หลังระงับการผลิต 3 แห่ง ชี้ตัวโรงงานปลอดภัยแต่ซัพพลายเออร์นิคมฯ อมตะ ท่วมหนัก กางแผนด่วน 3 ระยะฟื้นห่วงโซ่อุปทาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศุภจี ลงพื้นที่ไทย อกริ ฟู้ดส์ ย้ำโรงงานต้องพร้อมรับมือน้ำท่วม รักษาผลิต-ส่งออกต่อเนื่อง https://thestandard.co/supajee-visited-thai-agri-foods-emphasizing-that-factories/ Wed, 07 Oct 2026 12:26:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1265874 ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ลงพื้นที่เยี่ยมชมโรงงานไทย อกริ ฟู้ดส์

วันนี้ (7 ตุลาคม) ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและ […]

The post ศุภจี ลงพื้นที่ไทย อกริ ฟู้ดส์ ย้ำโรงงานต้องพร้อมรับมือน้ำท่วม รักษาผลิต-ส่งออกต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ลงพื้นที่เยี่ยมชมโรงงานไทย อกริ ฟู้ดส์

วันนี้ (7 ตุลาคม) ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และผลกระทบจากอุทกภัย ณ บริษัท ไทย อกริ ฟู้ดส์ จำกัด (มหาชน) อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ ผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์อาหาร อาทิ พริกแกง กะทิ น้ำจิ้ม และซอส โดยมีพัชรินทร์ สอดห่วง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทย อกริ ฟู้ดส์ จำกัด (มหาชน) ให้การต้อนรับและรายงานสถานการณ์ของบริษัท

 

ศุภจี กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ต้องการติดตามสถานการณ์จริงของผู้ประกอบการ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าภาคการผลิตและการส่งออกของไทยยังสามารถเดินหน้าต่อได้ โดยเฉพาะผู้ผลิตอาหารที่เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานและมีตลาดส่งออก ซึ่งจำเป็นต้องรักษาความต่อเนื่องของการผลิตและการส่งมอบสินค้าให้กับคู่ค้า

 

สำหรับบริษัท ไทย อกริ ฟู้ดส์ฯ แม้พื้นที่โดยรอบโรงงานจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม แต่ตัวโรงงานไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง และบริษัทมีการเตรียมแผนรองรับสถานการณ์และมาตรการดูแลพนักงานและกระบวนการผลิตอย่างเป็นระบบ ซึ่งถือเป็นแนวทางสำคัญที่ผู้ประกอบการควรเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้น

 

“เครื่องจักรและสายการผลิตมีความสำคัญ แต่ทรัพยากรบุคคลก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ผู้ประกอบการที่มีความรับผิดชอบต้องดูแลพนักงานควบคู่ไปกับการดูแลการผลิต สิ่งที่บริษัทดำเนินการอยู่ถือเป็นตัวอย่างของการเตรียมความพร้อมที่ดี” ศุภจีกล่าว

 

ศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า จากสถานการณ์สภาพอากาศที่มีความแปรปรวนมากขึ้น ภาคอุตสาหกรรมควรยกระดับการบริหารความเสี่ยง โดยจัดทำแผนเผชิญเหตุฉุกเฉินเป็นเทียร์ เพื่อให้สามารถรับมือได้ตั้งแต่สถานการณ์ปกติ ไปจนถึงกรณีที่สถานการณ์รุนแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้ รวมทั้งควรมีการซักซ้อมแผนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สามารถนำไปใช้ได้จริงเมื่อเกิดเหตุการณ์

 

“ถ้าเราคาดการณ์ว่าฝนจะมาในระดับหนึ่ง เราต้องเตรียมความพร้อมให้มากกว่าระดับที่คาดไว้ เพราะวันนี้การพยากรณ์อากาศทำได้ยากขึ้นจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ ดังนั้นโรงงานควรมีแผนรองรับหลายระดับ และต้องซักซ้อมให้สามารถรับมือกับสถานการณ์จริงได้” ศุภจีกล่าว

 

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ในส่วนของภาครัฐ กระทรวงพาณิชย์พร้อมประสานและอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกรณีที่สถานการณ์มีการยกระดับและอาจกระทบต่อการผลิตหรือการส่งออก ซึ่งกระทรวงพาณิชย์มีหน่วยงานและเครือข่ายที่สามารถเข้ามาช่วยเหลือได้ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศมีสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศและทูตพาณิชย์ทั่วโลก สามารถประสานและสร้างความเชื่อมั่นกับผู้ซื้อ รวมทั้งช่วยเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทยในกรณีที่เกิดผลกระทบต่อการส่งมอบสินค้า

 

ขณะเดียวกัน หากเกิดปัญหาด้านการขนส่ง ไม่ว่าจะเป็นทางเรือ รถไฟ รถยนต์ หรือทางอากาศ ผู้ประกอบการสามารถประสานกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เพื่อร่วมติดตามและหาแนวทางอำนวยความสะดวกด้านการส่งออก ขณะที่กรมการค้าภายในจะเข้ามาดูแลเรื่องวัตถุดิบและการบริหารจัดการสินค้า โดยสามารถประสานการจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งผลิตที่มีศักยภาพ รวมถึงส่งเสริมการเชื่อมโยงระหว่างเกษตรกรกับผู้ประกอบการในรูปแบบ Contract Farming เพื่อให้โรงงานสามารถวางแผนวัตถุดิบล่วงหน้า และเกษตรกรมีตลาดรองรับผลผลิตที่ชัดเจน

 

นอกจากนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้ายังมีระบบบริการออนไลน์เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบธุรกิจ ลดภาระและช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องในสถานการณ์ที่มีข้อจำกัดด้านการเดินทางหรือการติดต่อราชการ

 

“วันนี้กระทรวงพาณิชย์มารับโจทย์จากผู้ประกอบการ เราต้องการสร้างความมั่นใจว่า หากสถานการณ์มีการยกระดับ ผู้ประกอบการไม่ได้อยู่เพียงลำพัง ภาครัฐพร้อมประสานและอำนวยความสะดวก ทั้งด้านตลาด การขนส่ง วัตถุดิบ และการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้ผู้ผลิตของไทยสามารถเดินหน้าการผลิตและการส่งออกได้อย่างต่อเนื่อง” ศุภจีกล่าว

 

ทั้งนี้ ศุภจี ได้มอบแนวทางให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งประเมินผู้ประกอบการและผู้ส่งออกที่อาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง พร้อมประสานหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมมาตรการรองรับล่วงหน้า เพื่อรักษาความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทานและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ซื้อในต่างประเทศ

 

ศุภจี ยังได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการบูรณาการกับกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อให้มีการติดตามและประเมินความพร้อมของโรงงานในภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทั้งอุตสาหกรรมหนักและอุตสาหกรรมอาหาร โดยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการทุกแห่งมีแผนเผชิญเหตุฉุกเฉินที่ชัดเจน มีการกำหนดระดับสถานการณ์ และมีการซักซ้อมแผนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถรับมือกับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

“เป้าหมายสำคัญคือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ผลิต ผู้ส่งออก และผู้ซื้อในต่างประเทศ โดยภาครัฐจะทำหน้าที่ประสานและอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ เพื่อให้การผลิตและการส่งออกของไทยสามารถเดินหน้าต่อไปได้ แม้ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอน” ศุภจีกล่าว

The post ศุภจี ลงพื้นที่ไทย อกริ ฟู้ดส์ ย้ำโรงงานต้องพร้อมรับมือน้ำท่วม รักษาผลิต-ส่งออกต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สำรองสินค้าจำเป็นกว่า 20 วัน รถเพิ่ม 30-50% และ AI เช็กเส้นทาง วิธีที่ท็อปส์-โก โฮลเซลล์ รับมือน้ำท่วมกรุงเทพฯ https://thestandard.co/tops-go-wholesale-flood-response/ Wed, 07 Oct 2026 11:08:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1265814 ภาพกราฟิกแสดงมาตรการรับมือน้ำท่วมของท็อปส์และโก โฮลเซลล์ เช่น การสำรองสินค้าและการเพิ่มรถขนส่ง

ท็อปส์และโก โฮลเซลล์ เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ถึง […]

The post สำรองสินค้าจำเป็นกว่า 20 วัน รถเพิ่ม 30-50% และ AI เช็กเส้นทาง วิธีที่ท็อปส์-โก โฮลเซลล์ รับมือน้ำท่วมกรุงเทพฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงมาตรการรับมือน้ำท่วมของท็อปส์และโก โฮลเซลล์ เช่น การสำรองสินค้าและการเพิ่มรถขนส่ง

ท็อปส์และโก โฮลเซลล์ เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ถึงการบริหารคลังสินค้าและการขนส่งในช่วงน้ำท่วมกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่ผ่านมา เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่ซื้อสินค้าไว้รับมือน้ำท่วม โดยทั้งสองบริษัทระบุว่าศูนย์กระจายสินค้าของตนไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม

 

 
 

ทั้งสองธุรกิจอยู่ในเครือเซ็นทรัล รีเทล โดยท็อปส์เป็นซูเปอร์มาร์เก็ต ส่วนโก โฮลเซลล์เป็นห้างค้าส่ง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

น้ำท่วม 5 วัน สูญ 7 พันล้าน ราคาที่กรุงเทพฯ ต้องจ่าย? น้ำลด…แต่หนี้ยังอยู่ รัฐต้องคิดใหม่เรื่อง ‘บริหารน้ำ’ น้ำท่วม 5 วัน สูญ 7 พันล้าน ราคาที่กรุงเทพฯ ต้องจ่าย? น้ำลด…แต่หนี้ยังอยู่ รัฐต้องคิดใหม่เรื่อง ‘บริหารน้ำ’
29 ก.ย. 2569 | 11:33
SME พันกว่ารายสาหัส น้ำไม่ท่วมแต่ยอดขายเป็นศูนย์ ร้านค้า 5,000 แห่งต้องปิดชั่วคราว SME พันกว่ารายสาหัส น้ำไม่ท่วมแต่ยอดขายเป็นศูนย์ ร้านค้า 5,000 แห่งต้องปิดชั่วคราว
1 ต.ค. 2569 | 18:06
‘10 ปีเราไม่เรียนรู้อะไรเลย’ ? น้ำท่วมซ้ำ แต่ระบบยังอยู่ที่เดิม ถึงเวลารัฐบาล-กทม.ปลด ‘น้ำ’ ออกจากการเมือง ก่อนเศรษฐกิจรับไม่ไหว ‘10 ปีเราไม่เรียนรู้อะไรเลย’ ? น้ำท่วมซ้ำ แต่ระบบยังอยู่ที่เดิม ถึงเวลารัฐบาล-กทม.ปลด ‘น้ำ’ ออกจากการเมือง ก่อนเศรษฐกิจรับไม่ไหว
30 ก.ย. 2569 | 11:06

 

ท็อปส์สำรองสต็อกกว่า 20 วัน เพิ่มรถขนส่ง 30-50%

 

ท็อปส์ระบุกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ศูนย์กระจายสินค้าหลักทั้ง 4 แห่ง ได้แก่ ศูนย์กระจายสินค้าบางบัวทอง ศูนย์กระจายสินค้ามหาชัย คลังสินค้าออนไลน์พระราม 3 และศูนย์กระจายสินค้าบางนา ตั้งอยู่ในจุดที่ไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม และยังรับ-จ่ายสินค้าได้ตามปกติ

 

ในส่วนของสินค้า ท็อปส์วางแผนสำรองสินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าจำเป็น และอาหารสำเร็จรูปไว้ล่วงหน้ามากกว่า 20 วัน ควบคู่กับระบบเติมสต็อกอัตโนมัติที่ประมวลผลความต้องการจริงหน้าร้าน ทำให้สั่งเติมสินค้าได้ตรงกับพฤติกรรมการซื้อของประชาชนในแต่ละพื้นที่

 

ขณะที่การขนส่ง ท็อปส์เพิ่มรถขนส่งมากกว่าปกติ 30-50% เพื่อเพิ่มรอบการเติมสินค้าเข้าสาขาให้ถี่ขึ้น และนำข้อมูลระดับน้ำ เส้นทางจราจร และจุดเสี่ยงน้ำท่วมแบบเรียลไทม์มาใช้วางแผนเส้นทางเดินรถ พร้อมดึงรถขนส่งสำรองเข้ามาเสริม

 

สำหรับกำลังคน บริษัทจัดทีมคลังสินค้าและทีมจัดส่งทำงานตลอด 24 ชั่วโมง เปิดให้ทำงานล่วงเวลา และดึงพนักงาน Outsource มาเสริมในช่วงเร่งด่วน ท็อปส์ระบุว่ามีแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) ที่ฝึกซ้อมเป็นประจำ ฝึกพนักงานให้ทำงานแทนกันได้ และทีมซัพพลายเชนมีประสบการณ์จากวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ในอดีต

 

ภาพกราฟิกแสดงมาตรการรับมือน้ำท่วมของท็อปส์และโก โฮลเซลล์ เช่น การสำรองสินค้าและการเพิ่มรถขนส่ง 1

 

โก โฮลเซลล์ เปลี่ยนใช้รถใหญ่ฝ่าน้ำขัง ใช้ AI แจ้งสถานะเส้นทางให้ซัพพลายเออร์

 

ฝั่งโก โฮลเซลล์ เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ศูนย์กระจายสินค้าทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ ศูนย์กระจายสินค้าบางนา ศูนย์กระจายสินค้ามหาชัย และศูนย์กระจายสินค้าวังน้อย ไม่ได้ประสบปัญหาน้ำท่วม แต่บางเส้นทางที่มุ่งหน้าไปยังสาขามีน้ำท่วมขังสูงจนกระทบการขนส่ง บริษัทจึงเปลี่ยนมาใช้รถขนส่งขนาดใหญ่ลำเลียงสินค้า เพื่อให้การกระจายสินค้าไปยังสาขาเดินต่อได้

 

นอกจากนี้ ซัพพลายเออร์บางรายได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมขังจนส่งสินค้าล่าช้า โก โฮลเซลล์ระบุว่าได้ทำแบบสำรวจเชิงลึกกับซัพพลายเออร์ไว้ล่วงหน้า เพื่อประเมินข้อจำกัดด้านการจัดส่ง ทำให้ทีมจัดซื้อและทีมเติมสต็อกหาสินค้าทดแทนเข้ามาเสริมได้ก่อนที่สินค้าหน้าร้านจะขาด

 

บริษัทยังนำ AI มาให้ซัพพลายเออร์ตรวจสอบล่วงหน้าว่า ศูนย์กระจายสินค้าทั้ง 3 แห่ง และสาขาปลายทาง 14 สาขา มีฝนตกหนักหรือน้ำท่วมขังหรือไม่ พร้อมแจ้งสถานะถนนแบบเรียลไทม์ว่ารถประเภทใดเข้าถึงได้ เพื่อให้ซัพพลายเออร์วางแผนการเดินทางและจัดส่งสินค้าได้

 

เมื่อหน้าร้านพบยอดซื้อสูงกว่าปกติอย่างมีนัยสำคัญ ฝ่ายจัดซื้อจะประสานกับคู่ค้าทันที ขณะที่ศูนย์กระจายสินค้าขยายเวลารับสินค้า จัดลำดับความสำคัญของคำสั่งซื้อฉุกเฉิน และปรับรอบจัดส่งให้สาขาที่มีความเสี่ยงได้รับสินค้าเร็วกว่าปกติ พร้อมโยกกำลังพลไปยังส่วนงานที่ต้องเร่งกระจายสินค้า

 

น้ำท่วม 5 วัน เศรษฐกิจเสียหายกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท

 

อย่างไรก็ตามศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจช่วง 25-29 กันยายน ในกรณีฐานไว้ราว 12,283 ล้านบาท หรือ 0.066% ของ GDP ทั้งปี เทียบเท่าราว 0.26% ของ GDP ไตรมาส 3/2569 โดยมีกรอบประมาณการ 5,896-20,635 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับพื้นที่น้ำท่วมจริงและความสามารถในการชดเชยกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หยุดชะงัก

 

ตัวเลขดังกล่าวยังไม่รวมความเสียหายต่อทรัพย์สิน เช่น ที่อยู่อาศัย ยานพาหนะ สินค้าคงคลัง และผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งจะประเมินได้ชัดเจนหลังน้ำลด

 

กรุงเทพมหานครได้รับความเสียหายสูงสุดราว 7,014 ล้านบาท คิดเป็น 57% ของทั้งหมด เนื่องจากกิจกรรมหลักเป็นภาคการค้าและบริการที่พึ่งพาการเดินทางของผู้บริโภคและแรงงาน แม้พื้นที่น้ำท่วมหนักจะกระจุกตัวอยู่ฝั่งตะวันออก แต่ภาคการเงินและงานสำนักงานส่วนใหญ่ยังทำงานจากที่บ้านได้

 

ส่วน 4 จังหวัดปริมณฑล ได้แก่ สมุทรปราการ ปทุมธานี นนทบุรี และนครปฐม เสียหายรวมราว 1,839 ล้านบาท โดยสมุทรปราการได้รับผลกระทบมากที่สุด ขณะที่ภาคตะวันออกเสียหายเป็นอันดับ 2 ราว 2,976 ล้านบาท นำโดยชลบุรีราว 2,101 ล้านบาท ซึ่งน้ำท่วมก่อนพื้นที่อื่น และพัทยามีน้ำท่วมขังสูงเกือบ 1 เมตร

 

ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินผลกระทบไว้ที่ 0.03-0.11% ของ GDP หรือราว 7,000-17,000 ล้านบาท ภายใต้กรอบเวลาราว 3-7 วัน และยังคงประมาณการ GDP ปี 2569 ไว้ที่ 2.0% เท่าเดิม

 

ความเสียหายดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจไทยมีสัญญาณชะลอตัว หลัง GDP ไตรมาส 2/2569 ขยายตัว 1.9% จาก 2.8% ในไตรมาสแรก โดยศูนย์พยากรณ์ฯ มองว่าผลกระทบในกรณีฐานยังไม่รุนแรงถึงขั้นเปลี่ยนทิศทางเศรษฐกิจทั้งปี แต่เพิ่มแรงกดดันต่อการขยายตัวในครึ่งหลังของปี

The post สำรองสินค้าจำเป็นกว่า 20 วัน รถเพิ่ม 30-50% และ AI เช็กเส้นทาง วิธีที่ท็อปส์-โก โฮลเซลล์ รับมือน้ำท่วมกรุงเทพฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปภ. เร่ง เยียวยาน้ำท่วม เผยยอดลงทะเบียนผ่านแอปทางรัฐ พุ่ง 1 ล้านครัวเรือน แนะตรวจสอบข้อมูลป้องกันคำร้องผิดพลาด https://thestandard.co/dpmd-flood-compensation-registration-check/ Mon, 05 Oct 2026 04:28:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1264345 เงินเยียวยาน้ำท่วม กดปุ่มโอนเงินได้ภายใน 2-3 วัน แนะตรวจสอบข้อมูลป้องกันคำร้องผิดพลาด

วันนี้ (5 ตุลาคม) ศิริธร สมสุวรรณ ผู้อำนวยการกองเผยแพร่ […]

The post ปภ. เร่ง เยียวยาน้ำท่วม เผยยอดลงทะเบียนผ่านแอปทางรัฐ พุ่ง 1 ล้านครัวเรือน แนะตรวจสอบข้อมูลป้องกันคำร้องผิดพลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
เงินเยียวยาน้ำท่วม กดปุ่มโอนเงินได้ภายใน 2-3 วัน แนะตรวจสอบข้อมูลป้องกันคำร้องผิดพลาด

วันนี้ (5 ตุลาคม) ศิริธร สมสุวรรณ ผู้อำนวยการกองเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) แถลงข่าวผ่านศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมในสถานการณ์อุทกภัยถึงแนวทางการเยียวยาช่วยเหลือประชาชน ว่า ส่วนที่หนึ่งคือเงินทดลองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ขณะนี้ทางกรุงเทพมหานครและจังหวัดที่เป็นพื้นที่ประสบภัยได้ดำเนินการทยอยสำรวจข้อมูลความเสียหายและเริ่มจ่ายเงินให้กับผู้ประสบภัยแล้ว

 

ส่วนที่สองคือเงินตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่จะช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัยในกรณีน้ำท่วมที่อยู่อาศัยประจำไม่เกิน 7 วัน และทรัพย์สินเสียหาย รวมถึงกรณีน้ำท่วมขังติดต่อกัน 7 วันขึ้นไป ที่จะช่วยเหลือครัวเรือนละ 9,000 บาท ส่วนที่อยู่อาศัยประจำและอาคารสูงที่ถูกน้ำล้อม 7 วันขึ้นไป จะช่วยเหลือครัวเรือนละ 5,000 บาท นั้น นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้เร่งดำเนินการ ทาง ปภ. จึงได้มีการประสานไปยังกรุงเทพมหานคร และ จังหวัด 75 จังหวัดที่จะทำการช่วยเหลือให้ดำเนินการสำรวจและยืนยันข้อมูลกลับมาให้ ปภ.

 

ทั้งนี้ ทาง ปภ. ได้ดำเนินการประสานไปแล้ว ว่าหากทางท้องถิ่น กรุงเทพฯ และ จังหวัดส่งข้อมูลมาให้ ปภ. สามารถส่งข้อมูลยืนยันให้ธนาคารออมสิน และสามารถโอนเงินเยียวยาได้ภายใน 2 – 3 วัน หรือไม่เกินภายในสัปดาห์นี้ จึงขอฝากไปยังพื้นที่ให้เร่งดำเนินการเรื่องการสำรวจข้อมูลเข้ามา

 

ส่วนการเยียวยาที่ประชาชนลงทะเบียนเข้ามาผ่านระบบแอปพลิเคชันทางรัฐนั้น ศิริธร เปิดเผยว่า จากข้อมูล ณ วันนี้ ( 5 ตุลาคม) เวลา 7.00 น. พบว่ามียอดลงทะเบียนเข้ามาในระบบ 1,056,361 ครัวเรือน แบ่งเป็นพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร 458,987 ครัวเรือน เพิ่มขึ้นจากเมื่อวาน 100,000 กว่าครัวเรือน รองลงคือสมุทรปราการ 149,194 ครัวเรือน ปทุมธานี 130,010 ครัวเรือน ฉะเชิงเทรา 42,531 ครัวเรือน และระยอง 36,016 ครัวเรือน

 

ดังนั้น ขอแนะนำให้ประชาชนที่กรอกข้อมูลแล้ว แต่ขึ้นแจ้งว่าไม่อยู่ในพื้นที่ หรือ อยู่นอกพื้นที่ประสบภัย ตรวจสอบพื้นที่จากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือ สำนักงานเขตในพื้นที่นั้นให้ดีก่อนกดเลือกพื้นที่ประสบภัย เพราะหากเลือกที่อยู่ผิด ระบบจะไม่สามารถกดยืนยันได้ ส่วนหากลงทะเบียนสำเร็จหรือขึ้นข้อมูลแล้ว ประชาชนสามารถตรวจสอบรายละเอียดและแก้ไขข้อมูลได้ที่คำร้องของฉัน เพื่อขอแก้ไขข้อมูล พร้อมขอให้ตรวจสอบการเลือกวันที่เกิดภัย ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงโดยให้ตรงกับเงื่อนไข ที่มีการกำหนดระยะเวลาอยู่ที่ 7 วันขึ้นไป

 

ศิริธรยังกล่าวทิ้งท้ายว่า ปภ. ได้กำชับและประสานไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรุงเทพเทพมหานคร และจังหวัดอื่นๆ ให้แจ้งทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ว่าความช่วยเหลือและสิทธิจะอยู่ในส่วนไหน เพื่อให้ประชาชนได้รับความสบายใจ สะดวก และไม่เกิดความสับสนในการยื่นคำร้องตามประเภทและรายการต่างๆ

The post ปภ. เร่ง เยียวยาน้ำท่วม เผยยอดลงทะเบียนผ่านแอปทางรัฐ พุ่ง 1 ล้านครัวเรือน แนะตรวจสอบข้อมูลป้องกันคำร้องผิดพลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
กระทรวงอุตสาหกรรมเผยน้ำท่วมกระทบธุรกิจ 4,216 แห่ง ประเมินความเสียหาย 147 ล้านบาท พร้อมออกมาตรการพักหนี้-สินเชื่อฉุกเฉิน 0% เร่งเยียวยา SMEs https://thestandard.co/industry-flood-smes-aid/ Sat, 03 Oct 2026 08:04:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1263699 วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม แถลงมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม

วันนี้ (3 ตุลาคม) วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวง […]

The post กระทรวงอุตสาหกรรมเผยน้ำท่วมกระทบธุรกิจ 4,216 แห่ง ประเมินความเสียหาย 147 ล้านบาท พร้อมออกมาตรการพักหนี้-สินเชื่อฉุกเฉิน 0% เร่งเยียวยา SMEs appeared first on THE STANDARD.

]]>
วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม แถลงมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม

วันนี้ (3 ตุลาคม) วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยข้อมูลผลกระทบของสถานการณ์อุทกภัยต่อภาคอุตสาหกรรม จากการติดตามของศูนย์บริหารสถานการณ์วิกฤต กระทรวงอุตสาหกรรม (ศูนย์ CMC) ข้อมูลล่าสุด วันที่ 2 ตุลาคม 2569 พบสถานประกอบการได้รับผลกระทบในพื้นที่ 55 จังหวัด รวม 4,216 ราย (โรงงานอุตสาหกรรม 126 ราย, SMEs 4,006 ราย, วิสาหกิจชุมชน 82 ราย และเหมืองแร่ 2 ราย) คิดเป็นมูลค่าความเสียหายเบื้องต้น 147.84 ล้านบาท

 

สำหรับพื้นที่ที่มีสถานประกอบการได้รับผลกระทบมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (1,114 ราย), สมุทรปราการ (499 ราย), ปราจีนบุรี (405 ราย), ระยอง (272 ราย) และปทุมธานี (232 ราย) ขณะที่จังหวัดที่มีมูลค่าความเสียหายสูงสุด ได้แก่ สระแก้ว (58.17 ล้านบาท), นครปฐม (16.65 ล้านบาท), สมุทรปราการ (14.34 ล้านบาท), ปทุมธานี (14.15 ล้านบาท) และจันทบุรี (9.58 ล้านบาท)

 

จากการสำรวจพบว่า ร้อยละ 95 ของผู้ประกอบการต้องการความช่วยเหลือด้านการเงิน ส่วนอีกร้อยละ 5 ต้องการความช่วยเหลือด้านอื่น เช่น การระบายน้ำ, กระสอบทราย, บิ๊กแบ็ก, เครื่องสูบน้ำ, ถุงยังชีพ, การซ่อมแซมเครื่องจักร และการขอยกเว้นค่าธรรมเนียม

 

ในด้านการช่วยเหลือเบื้องต้น กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) ได้ให้คำปรึกษาผ่านระบบโทรศัพท์และวิดีโอคอลสำหรับพื้นที่ที่ยังมีน้ำท่วมขัง และเตรียมจัดทีมลงพื้นที่ทันทีในสัปดาห์หน้าหลังน้ำลด ปัจจุบันมีผู้ขอความช่วยเหลือแล้วกว่า 200 ราย นอกจากนี้ กระทรวงฯ ได้แจกจ่ายถุงยังชีพให้ประชาชนรอบนิคมอุตสาหกรรมและพนักงานโรงงานไปแล้วกว่า 9,660 ถุง พร้อมจัดเตรียมบิ๊กแบ็กอีก 1,000 ถุงเพื่อสนับสนุนหน่วยงานที่ร้องขอ โดยเปิดสายด่วน 1564 รับแจ้งขอความช่วยเหลือตลอดเวลา

 

สำหรับการฟื้นฟูสถานประกอบการให้กลับมาเดินเครื่องจักรได้โดยเร็ว กระทรวงอุตสาหกรรมได้เตรียมมาตรการสำคัญ ได้แก่

 

  • กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม: เดินหน้าโครงการ Rebuild SMEs ส่งผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษา พร้อมจัดเตรียมสินเชื่อเงินไว ฟื้นภัยพิบัติ วงเงินรวม 50 ล้านบาท โดยลูกหนี้เดิมชั้นดีจะได้รับการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยอัตโนมัติ 4 เดือน พร้อมลดค่างวด 50% นาน 6 เดือน ส่วนผู้ประกอบการรายใหม่สามารถขอสินเชื่อได้สูงสุด 1 ล้านบาทต่อราย อัตราดอกเบี้ย 0% ใน 6 เดือนแรก
  • SME D Bank: ออกมาตรการพักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยสูงสุดไม่เกิน 12 เดือน พร้อมมาตรการเติมทุนฉุกเฉิน วงเงินกู้ 10% ของวงเงินเดิม (สูงสุด 200,000 บาท) คิดอัตราดอกเบี้ย MLR ต่อปี ผ่อนชำระสูงสุด 3 ปี และปลอดชำระเงินต้น 12 เดือน
  • กองทุนเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ: พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลา 3 เดือน
  • กรมโรงงานอุตสาหกรรม: เตรียมออกประกาศยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปีแก่โรงงานในพื้นที่ประสบภัยพิบัติ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในช่วงฟื้นฟูกิจการ

 

วราวุธ ย้ำทิ้งท้ายว่า กระทรวงอุตสาหกรรมจะเร่งระดมทุกกลไกเพื่อช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการ ทั้งการบรรเทาความเดือดร้อนในพื้นที่ การฟื้นฟูโครงสร้าง และการสนับสนุนด้านเงินทุน เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมไทยสามารถกลับมาดำเนินกิจการได้อย่างแข็งแกร่งโดยเร็วที่สุด

The post กระทรวงอุตสาหกรรมเผยน้ำท่วมกระทบธุรกิจ 4,216 แห่ง ประเมินความเสียหาย 147 ล้านบาท พร้อมออกมาตรการพักหนี้-สินเชื่อฉุกเฉิน 0% เร่งเยียวยา SMEs appeared first on THE STANDARD.

]]>
Pergola ร้านอาหารอิตาเลียนเปิดใหม่ย่านบางนา จากทีม Appia https://thestandard.co/life/pergola-appia-italian-bangna/ Fri, 02 Oct 2026 13:10:20 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1263498 ภาพร้านอาหาร Pergola สไตล์บ้านสวนอิตาลี

ใครที่คุ้นกับ Appia ร้านอิตาเลียนในซอยสุขุมวิท 31 ของเช […]

The post Pergola ร้านอาหารอิตาเลียนเปิดใหม่ย่านบางนา จากทีม Appia appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพร้านอาหาร Pergola สไตล์บ้านสวนอิตาลี

ใครที่คุ้นกับ Appia ร้านอิตาเลียนในซอยสุขุมวิท 31 ของเชฟ Paolo Vitaletti ก็น่าจะร้องอ๋อตามไปด้วย ล่าสุดทีมเดียวกันขยับออกไปทางบางนา เปิด Pergola ร้านอิตาเลียนในซอยบางแก้ว ที่เปลี่ยนบรรยากาศจากร้านในเมืองมาเป็นบ้านกลางสวนมะกอก พร้อมเมนูอิตาเลียนที่ยังคงเน้นวัตถุดิบ การปรุงแบบเรียบง่าย และรสชาติที่กินได้เรื่อยๆ ตั้งแต่มื้อกลางวันไปจนถึงดินเนอร์

 

ส่วนชื่อ Pergola เองหมายถึงซุ้มระแนงในสวนที่พบได้ตามบ้านในอิตาลี เป็นพื้นที่กึ่งเอาต์ดอร์ที่คนในบ้านใช้หลบแดด นั่งกินข้าว ดื่มไวน์ หรือใช้เวลาร่วมกัน และแนวคิดนั้นก็ถูกนำมาใช้กับร้านแห่งนี้เช่นกัน

 

เชฟเล่าให้เราฟังว่า เขาอยากให้ Pergola เป็นร้านสำหรับคนในย่านจริงๆ มากกว่าจะเป็นร้านที่ต้องตั้งใจขับออกนอกเมืองมากิน จะมากินมื้อกลางวันแบบไม่รีบ แวะมานั่งช่วงบ่าย หรือรวมตัวกันสำหรับมื้อค่ำก็ได้ ซึ่งก็เข้ากับความหมายของ Pergola ในแบบดั้งเดิม ที่ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สำหรับกินอาหาร แต่เป็นที่สำหรับกลับมาเจอกัน พักผ่อน และใช้เวลาร่วมกันด้วย

 

ภาพร้านอาหาร Pergola สไตล์บ้านสวนอิตาลี 1

ภาพร้านอาหาร Pergola สไตล์บ้านสวนอิตาลี 2

 

เชฟยังบอกกับเราอีกว่าการได้รู้ว่าของในจานมาจากใครและมาจากไหน เป็นความลักชัวรีในแบบของเขา มากกว่าการเลือกใช้วัตถุดิบจากระบบอุตสาหกรรมเพียงเพราะมีราคาสูง

 

อีกเรื่องที่ร้านให้ความสำคัญคือ seasonality เมนูจึงสามารถเปลี่ยนไปตามฤดูกาลของวัตถุดิบ เช่น มะเขือม่วงในช่วงหน้าร้อน หรือเห็ดและฟักทองเมื่อเข้าสู่ช่วงอากาศเย็น ซึ่งเป็นวิธีกินแบบเดียวกับที่เกิดขึ้นในชนบทอิตาลี

 

ในขณะเดียวกัน ถ้าเป็นวิธีทำอาหารอิตาเลียนแบบดั้งเดิม ร้านก็เลือกจะรักษารสชาติและวิธีปรุงไว้ตามต้นฉบับ ไม่ได้ปรับสูตรให้ถูกปากคนกินทุกแบบ เพราะเชฟมองว่าหน้าที่ของร้านคือการพาคนกินไปรู้จักรสชาติอิตาเลียนในแบบที่ควรจะเป็น

 

ภาพร้านอาหาร Pergola สไตล์บ้านสวนอิตาลี 3

ภาพร้านอาหาร Pergola สไตล์บ้านสวนอิตาลี 4

ภาพร้านอาหาร Pergola สไตล์บ้านสวนอิตาลี 5

 

The Vibe

 

บรรยากาศไม่ได้แคชวลจนเกินไป แต่ก็ไม่ได้เป็นร้านอิตาเลียนที่ต้องแต่งตัวเต็มเพื่อมานั่งกินข้าว ตัวร้านตกแต่งให้คล้ายบ้านชนบทในอิตาลี มีความโฮมมีจากวัสดุไม้ โทนสีธรรมชาติ และรายละเอียดที่ทำให้ร้านดูอบอุ่น

 

ด้านหน้าร้านมีโต๊ะเอาต์ดอร์เพียง 3 โต๊ะ เหมาะกับวันที่อากาศดี ส่วนด้านในค่อนข้างเป็นกันเองและมีมุมให้เลือก จะนั่งหน้าเคาน์เตอร์ครัว นั่งโต๊ะติดหน้าต่าง หรือเลือกมุมด้านในที่เป็นส่วนตัวขึ้นก็ได้ ส่วนชั้น 2 มีห้อง Private Dining สำหรับกลุ่มหรือครอบครัวใหญ่ที่อยากได้พื้นที่แยกออกมาอีกหน่อย

 

ภาพร้านอาหาร Pergola สไตล์บ้านสวนอิตาลี 6

ภาพร้านอาหาร Pergola สไตล์บ้านสวนอิตาลี 7

ภาพร้านอาหาร Pergola สไตล์บ้านสวนอิตาลี 8

ภาพร้านอาหาร Pergola สไตล์บ้านสวนอิตาลี 9

 

The Taste

 

อาหารของ Pergola มีรากจากอาหารชนบทของอิตาลี เชฟอธิบายแนวทางของตัวเองว่าอยากให้อาหารเป็นแบบ simple and product-driven คือไม่พยายามโชว์เทคนิคมากเกินไป แต่ให้วัตถุดิบเป็นสิ่งที่คนกินจำได้

 

เมนูแรกที่เราสั่ง Vitello Tonnato (590 บาท) เนื้อลูกวัวสไลซ์บาง เสิร์ฟกับซอสทูน่าเนื้อครีมมี่ คาเปอร์ และหอมแดงดอง จานนี้รสจะค่อนข้างนุ่มและกลมจากตัวเนื้อกับซอส แต่มีทั้งความเค็ม เปรี้ยว และกลิ่นเฉพาะของคาเปอร์กับหอมดองเข้ามาช่วยตัด ทำให้กินแล้วไม่เลี่ยนเกินไป

 

อีกจานคือ Pappa al Pomodoro with Prawns (560 บาท) อาหารพื้นบ้านจาก ทัสคานี ที่นำมะเขือเทศและขนมปังมาเคี่ยวจนข้น เสิร์ฟมาพร้อมกุ้ง

 

ภาพร้านอาหาร Pergola สไตล์บ้านสวนอิตาลี 10

ภาพร้านอาหาร Pergola สไตล์บ้านสวนอิตาลี 11

ภาพร้านอาหาร Pergola สไตล์บ้านสวนอิตาลี 12

 

Grilled Sardines “Muddica” (440 บาท) ซาร์ดีนย่างกับเกล็ดขนมปังสมุนไพรแบบซิซิเลียน ส่วนจานนี้เราค่อนข้างว้าว Agnolotti Stuffed with Roasted Meat (490 บาท) พาสต้าชิ้นเล็กสอดไส้เนื้อย่าง เสิร์ฟกับเนย น้ำสต็อกไก่ และถั่วหวาน

 

สำหรับจานหลักมี Lamb Saddle Porchetta Style with Caponata (790 บาท) เนื้อแกะที่หยิบแนวคิดของ Porchetta มาใช้ และ Terracotta Baked Seabream Acqua Pazza (890 บาท) ปลากะพงอบในหม้อดินในสไตล์ Acqua Pazza

 

ภาพร้านอาหาร Pergola สไตล์บ้านสวนอิตาลี 13

ภาพร้านอาหาร Pergola สไตล์บ้านสวนอิตาลี 14

 

ส่วนคนที่คุ้นกับ Appia ก็ยังจะเจอ Tiramisu (350 บาท) อยู่ในเมนู ใช้มาสคาร์โปเนเนื้อเบาและนุ่ม ตัดกับความขมของกาแฟและโกโก้ ทำให้รสโดยรวมไม่หวานจัด

 

อีกจานที่น่าสนใจคือ Red Wine Poached Pears with Sabaione (320 บาท) ลูกแพร์ตุ๋นไวน์แดงจนเนื้อนุ่มและรสไวน์ซึมเข้าเนื้อ ให้ความหวานอมเปรี้ยวเล็กๆ โรยครัมเบิลเพิ่มสัมผัสกรุบกรอบ และเสิร์ฟคู่ Sabaione ครีมไข่สไตล์อิตาเลียนที่ช่วยเติมความครีมมีให้จานนี้จบมื้อได้แบบไม่หนักเกินไป

 

ภาพร้านอาหาร Pergola สไตล์บ้านสวนอิตาลี 15

ภาพร้านอาหาร Pergola สไตล์บ้านสวนอิตาลี 16

 

Good for

 

เราว่าเป็นร้านที่เหมาะกับคนที่กำลังมองหาร้านอิตาเลียนสำหรับมื้อที่ไม่ต้องเป็นโอกาสพิเศษมากนัก หรือคนในย่านบางนาและสมุทรปราการน่าจะมีร้านสำหรับกลับมากินซ้ำได้ง่ายขึ้น ส่วนใครที่คุ้นกับ Appia ก็จะได้เห็นอีกด้านหนึ่งของเชฟ Paolo ที่ขยับจากบรรยากาศร้านในเมืองมาเป็นอาหารและพื้นที่ที่ใกล้กับภาพชนบทอิตาลีมากขึ้น และด้วยคอนเซปต์ของร้านเอง นี่น่าจะเป็นร้านที่เหมาะกับการนั่งกันหลายคน สั่งอาหารมาแชร์ เปิดไวน์สักขวด และนั่งกินได้ยาวๆ

 

Pergola

Location: ซอยบางแก้ว ถนนบางนา-ตราด อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ

Open: เปิดทุกวัน วันพุธ-วันจันทร์ เวลา 11.00-23.00 น. (ปิดทุกวันอังคาร)

Contact: Pergola

Reservations: 098-822-2455

Parking: สามารถจอดรถได้ริมถนนด้านนอก

Budget: ราคา 1,000-2,500 บาทต่อคน

 


 

The post Pergola ร้านอาหารอิตาเลียนเปิดใหม่ย่านบางนา จากทีม Appia appeared first on THE STANDARD.

]]>
รองโฆษก สทนช. แจ้งมวลน้ำปิงถึงอยุธยา 3 ต.ค.นี้ กำชับคุมปริมาณน้ำไหลผ่านปทุมธานี-นนทบุรี-กทม. ไปสมุทรปราการไม่เกิน 3,000 ลบ.ม. https://thestandard.co/water-flow-ayutthaya-bangkok/ Thu, 01 Oct 2026 05:00:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1262493 ภาพเจ้าหน้าที่ สทนช. แถลงสถานการณ์น้ำและการบริหารจัดการน้ำ

วันนี้ (1 ตุลาคม) ที่กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภ […]

The post รองโฆษก สทนช. แจ้งมวลน้ำปิงถึงอยุธยา 3 ต.ค.นี้ กำชับคุมปริมาณน้ำไหลผ่านปทุมธานี-นนทบุรี-กทม. ไปสมุทรปราการไม่เกิน 3,000 ลบ.ม. appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเจ้าหน้าที่ สทนช. แถลงสถานการณ์น้ำและการบริหารจัดการน้ำ

วันนี้ (1 ตุลาคม) ที่กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง ฐนโรจน์ วรรัฐประเสริฐ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะรองโฆษก สทนช. กล่าวแถลงศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมในสถานการณ์อุทกภัย ระบุถึงสถานการณ์ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ว่า โดยมวลน้ำจากแม่น้ำปิงเพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ในอัตราที่เป็นปริมาณประมาณ 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งมวลน้ำนี้เคลื่อนตัวมาถึงจังหวัดนครสวรรค์ และอีก 1 วันจะมาถึงเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท

 

สำหรับสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำสะแกกรัง จังหวัดอุทัยธานี ปริมาณน้ำจากตอนบน เคลื่อนมาทางเขื่อนวังร่มเกล้าอยู่ในเกณฑ์สูงสุด โดยจะมีการคงการระบายน้ำผ่านเขื่อนวังร่มเกล้าในอัตราเดิม เพื่อที่จะชะลอน้ำจากจังหวัดนครสวรรค์ที่จะมาถึง ฉะนั้นในส่วนปริมาณน้ำขณะนี้ที่ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา จะคงอยู่ไม่เกินเกณฑ์ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งเมื่อวานนี้มีการเพิ่มการระบายน้ำมาที่ 2,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และจะเพิ่มขึ้นในอัตราวันละ 100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ผลการดำเนินการจะส่งผลให้ปริมาณน้ำเหนือเขื่อนปรับตัวขึ้นเล็กน้อยแต่จะไม่สูงเกินกว่าแนวป้องกันที่ทางจังหวัดได้เตรียมไว้ สำหรับปริมาณน้ำที่ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาจะไปรวมกันที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จะส่งผลให้น้ำถึงเขื่อนในวันที่ 2 ตุลาคม และถึงจังหวัดพระนครศรีอยุธยาในวันที่ 3 ตุลาคม ปริมาณน้ำจะเริ่มปรับตัวสูงขึ้น

 

นอกจากนี้ ยังมีน้ำอีกส่วนหนึ่งจากลุ่มน้ำป่าสัก และมีการระบายน้ำเพิ่มจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ 200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และจากการประเมินในช่วงเช้าปริมาณน้ำที่ไหลเข้าเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ได้ปรับลดลงมาแล้ว เหลือ 100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และหลังจากนี้แผนของการระบายน้ำจะพยายามควบคุมน้ำของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ไม่ให้เกิน 300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อไม่ให้ส่งผลกับพื้นที่ตอนล่าง ที่จะไหลผ่านเขื่อนพระราม 6 ที่จะต้องเพิ่มการระบายน้ำในลำดับถัดไปให้ไม่เกิน 300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ปริมาณน้ำส่วนนี้จะไปรวมกับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งจากการประเมินภาพรวมปริมาณน้ำขณะนี้ ที่จะไหลรวมกันอยู่ในเกณฑ์ไม่เกิน 3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งปริมาณน้ำมวลนี้จะไหลไปที่จังหวัดปทุมธานี นนทบุรี ผ่านกรุงเทพมหานคร และไปยังสมุทรปราการ

 

สำหรับการประเมินจุดวิกฤตในกรุงเทพมหานคร ที่ปริมาณน้ำจะลงไปอยู่ในเกณฑ์ 3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งจะส่งผลให้ระดับน้ำในกรุงเทพมหานครขยับสูงขึ้นอยู่ในเกณฑ์ 2 + 2.25 เมตร ซึ่งจะต่ำกว่าคันป้องกันของทางกรุงเทพมหานครประมาณ 40 เซนติเมตร หากเปรียบเทียบกับปริมาณน้ำปี 2568 ที่มีการระบายน้ำสูงสุด 2,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที กับปัจจุบันที่ระบายน้ำอยู่ที่ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ถือว่าน้อยกว่าที่ผ่านมา ทำให้ปริมาณน้ำไม่เกินปีที่ผ่านมา

 

ขณะที่ ลุ่มน้ำแม่กลอง สถานการณ์น้ำเริ่มปรับตัวลดลง เมื่อวานนี้แม่น้ำแควน้อยลดลง 2.50 เมตร ปริมาณน้ำส่วนนี้ไหลผ่านเขื่อนแม่กลองไปแล้ว 2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที วันนี้มีการหารือกันว่าเกณฑ์ปริมาณสูงสุดที่จะไหลผ่านเขื่อนแม่กลองจะอยู่ในแนวโน้มที่สามารถควบคุมบานระบายได้แล้ว และมีแนวโน้มที่จะปรับบานระบายให้ลดลง สัมพันธ์กับปริมาณน้ำที่ไหลมาจากตอนเหนือ และมวลน้ำนี้จะเดินทางต่อไปถึงจังหวัดราชบุรี สมุทรสงคราม โดยเฉพาะที่อำเภออัมพวา ซึ่งขณะนี้ปริมาณน้ำกำลังปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น แต่จะไม่รุนแรงไปกว่านี้แล้ว เนื่องจากฝนที่ตกลงมาเป็นแบบประปราย

 

ส่วนการบริหารเขื่อนวชิราลงกรณในช่วงที่ผ่านมา ได้ใช้ในการหน่วงน้ำชะลอการระบาย แต่ขณะนี้เขื่อนมีระดับน้ำเพิ่มขึ้นเกือบเต็มเขื่อน จึงมีความจำเป็นต้องเริ่มระบายน้ำออกจากเขื่อนในวันนี้ อยู่ที่ 40 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ปริมาณน้ำส่วนนี้จะทยอยเข้ามาเติมในเขื่อนแม่กลอง ใช้เวลา 2-3 วัน โดยจะไม่ไปเสริมหรือสมทบน้ำในแม่กลองให้สูงขึ้นกว่าเดิม

 

ด้าน ผู้แทนของกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงการเพิ่มการระบายน้ำ 2,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยคาดว่า ระดับน้ำของกรุงเทพมหานครจะสูงขึ้นจริงประมาณ 2 เมตร เมื่อเทียบกับระดับน้ำทะเลปานกลาง ซึ่งคันกั้นน้ำของกรุงเทพมหานคร อยู่ที่ระดับต่ำสุดที่ 2.8 เมตรเมื่อเทียบกับระดับน้ำทะเลปานกลาง ระดับน้ำดังกล่าวจึงยังไม่เป็นปัญหาต่อการบริหารและรับมือกับน้ำหนุนและน้ำเหนือ เนื่องจากยังต่ำกว่าคันกั้นน้ำของกรุงเทพมหานครไม่น้อยกว่า 80 เซนติเมตร

The post รองโฆษก สทนช. แจ้งมวลน้ำปิงถึงอยุธยา 3 ต.ค.นี้ กำชับคุมปริมาณน้ำไหลผ่านปทุมธานี-นนทบุรี-กทม. ไปสมุทรปราการไม่เกิน 3,000 ลบ.ม. appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกนิติ ตรวจประตูระบายน้ำ-สถานีสูบน้ำ สมุทรปราการ สั่งระดมเครื่องสูบ-เครื่องผลักดันน้ำ รับมืออุทกภัยซ้ำ https://thestandard.co/ekanit-inspected-floodgates-and-pumping-stations-in-samut/ Wed, 30 Sep 2026 01:26:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1261671 เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ตรวจเยี่ยมประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ จังหวัดสมุทรปราการ

วันนี้ (29 กันยายน) เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐม […]

The post เอกนิติ ตรวจประตูระบายน้ำ-สถานีสูบน้ำ สมุทรปราการ สั่งระดมเครื่องสูบ-เครื่องผลักดันน้ำ รับมืออุทกภัยซ้ำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ตรวจเยี่ยมประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ จังหวัดสมุทรปราการ

วันนี้ (29 กันยายน) เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งภาคกลาง ลงพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำและการบริหารจัดการระบายน้ำในพื้นที่อย่างใกล้ชิด

ดูภาพข่าว 

เอกนิติติดตามสถานการณ์บริเวณประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ ตำบลทรงคนอง อำเภอพระประแดง และสถานีสูบน้ำสุวรรณภูมิ ตำบลบางปู อำเภอเมืองสมุทรปราการ โดยมี ศุภมิตร ชิณศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ, ชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เพื่อรับฟังข้อมูลสถานการณ์น้ำ แนวทางการระบายน้ำ และการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ พร้อมรับทราบปัญหาและอุปสรรคในการระบายน้ำ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถบูรณาการการทำงานและเตรียมความพร้อมดูแลประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง

 

เอกนิติเน้นย้ำการเร่งระบายน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยระดมทรัพยากรและเครื่องมือเพื่อใช้ในการระบายน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น เครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ หากไม่เพียงพอให้ขอรับการสนับสนุนจากรัฐบาล รวมถึงการหาพื้นที่ชะลอน้ำ เพื่อบรรเทาความรุนแรงของอุทกภัย

 

นอกจากนี้ ให้เตรียมความพร้อมรับมือหากเกิดอุทกภัยซ้ำ โดยเร่งประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้แก่ประชาชน การเตรียมศูนย์พักพิง การเตรียมการอพยพ และให้มีการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า เพื่อให้ประชาชนสามารถเตรียมตัวรับมือก่อนเกิดอุทกภัย

 

 

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ตรวจเยี่ยมประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ จังหวัดสมุทรปราการ 1เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ตรวจเยี่ยมประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ จังหวัดสมุทรปราการ 2เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ตรวจเยี่ยมประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ จังหวัดสมุทรปราการ 3เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ตรวจเยี่ยมประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ จังหวัดสมุทรปราการ 4

The post เอกนิติ ตรวจประตูระบายน้ำ-สถานีสูบน้ำ สมุทรปราการ สั่งระดมเครื่องสูบ-เครื่องผลักดันน้ำ รับมืออุทกภัยซ้ำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เสียงสะท้อนความเดือดร้อน หมู่บ้านกรีนวัลเล่ย์ บางนา-ตราด จมเกือบ 2 เมตร ระดับน้ำยังพุ่งสูง วอนหน่วยงานสมุทรปราการเร่งเข้าช่วยเหลือด่วน https://thestandard.co/green-valley-bangna-trad-flood/ Mon, 28 Sep 2026 10:27:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1260915 ภาพมุมสูงแสดงสถานการณ์น้ำท่วมสูงภายในหมู่บ้านกรีนวัลเล่ย์ บางนา-ตราด จังหวัดสมุทรปราการ

วันนี้ (28 กันยายน) สถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ปริมณฑลยัง […]

The post เสียงสะท้อนความเดือดร้อน หมู่บ้านกรีนวัลเล่ย์ บางนา-ตราด จมเกือบ 2 เมตร ระดับน้ำยังพุ่งสูง วอนหน่วยงานสมุทรปราการเร่งเข้าช่วยเหลือด่วน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมสูงแสดงสถานการณ์น้ำท่วมสูงภายในหมู่บ้านกรีนวัลเล่ย์ บางนา-ตราด จังหวัดสมุทรปราการ

วันนี้ (28 กันยายน) สถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ปริมณฑลยังคงมีหลายจุดที่น่าเป็นห่วง โดยมีเสียงสะท้อนความเดือดร้อนจากประชาชนผู้อยู่อาศัยในหมู่บ้านกรีนวัลเล่ย์ ถนนบางนา-ตราด กิโลเมตรที่ 15 จังหวัดสมุทรปราการ (บริเวณตรงข้ามสนามบินสุวรรณภูมิ) ซึ่งเป็นโครงการที่พักอาศัยขนาดใหญ่และมีบ้านเรือนประชาชนอยู่เป็นจำนวนมาก

ดูภาพข่าว 

รายงานข่าวระบุว่า ปัจจุบันพื้นที่ภายในหมู่บ้านกำลังเผชิญวิกฤตน้ำท่วมขังอย่างหนัก โดยระดับน้ำท่วมสูงเกือบ 2 เมตร และยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตและการสัญจรของผู้อยู่อาศัยอย่างรุนแรง

 

ทั้งนี้ ประชาชนในพื้นที่ได้ส่งเสียงเรียกร้องไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดสมุทรปราการ เนื่องจากจนถึงขณะนี้ยังไม่มีเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานภาครัฐเข้าไปดูแล ให้ความช่วยเหลือ หรือบริหารจัดการเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในพื้นที่ดังกล่าว จึงวอนขอให้เร่งจัดส่งกำลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยโดยด่วน

 

 

ภาพมุมสูงแสดงสถานการณ์น้ำท่วมสูงภายในหมู่บ้านกรีนวัลเล่ย์ บางนา-ตราด จังหวัดสมุทรปราการ 1ภาพมุมสูงแสดงสถานการณ์น้ำท่วมสูงภายในหมู่บ้านกรีนวัลเล่ย์ บางนา-ตราด จังหวัดสมุทรปราการ 2ภาพมุมสูงแสดงสถานการณ์น้ำท่วมสูงภายในหมู่บ้านกรีนวัลเล่ย์ บางนา-ตราด จังหวัดสมุทรปราการ 3ภาพมุมสูงแสดงสถานการณ์น้ำท่วมสูงภายในหมู่บ้านกรีนวัลเล่ย์ บางนา-ตราด จังหวัดสมุทรปราการ 4

The post เสียงสะท้อนความเดือดร้อน หมู่บ้านกรีนวัลเล่ย์ บางนา-ตราด จมเกือบ 2 เมตร ระดับน้ำยังพุ่งสูง วอนหน่วยงานสมุทรปราการเร่งเข้าช่วยเหลือด่วน appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมว.กลาโหมเตรียมนำกำลังพลช่วยขนย้ายสัมภาระตกค้างสนามบินสุวรรณภูมิ หลังน้ำท่วม https://thestandard.co/military-help-suvarnabhumi-luggage-flood/ Mon, 28 Sep 2026 01:48:41 +0000 https://thestandard.co/military-help-suvarnabhumi-luggage-flood/ ภาพทหารกำลังช่วยขนย้ายสัมภาระของผู้โดยสารที่ตกค้างในสนามบินสุวรรณภูมิ

วันนี้ (28 กันยายน) พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว […]

The post รมว.กลาโหมเตรียมนำกำลังพลช่วยขนย้ายสัมภาระตกค้างสนามบินสุวรรณภูมิ หลังน้ำท่วม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพทหารกำลังช่วยขนย้ายสัมภาระของผู้โดยสารที่ตกค้างในสนามบินสุวรรณภูมิ

วันนี้ (28 กันยายน) พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงการนำกำลังทหารเข้าช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ว่า เรื่องนี้ต้องแบ่งเป็นสองส่วน คือในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งในกรุงเทพฯ ทุกเขตทุกพื้นที่ ได้มีการจัดกำลังคน ยุทโธปกรณ์ โดยเฉพาะรถครัวสนาม ไปยังจุดศูนย์พักพิงของผู้อพยพเกือบทุกจุด โดยเฉพาะจุดที่มีการร้องขอหรือจำเป็น เช่น พื้นที่ลาดกระบังและคลองจั่น ขณะที่พื้นที่ปริมณฑล ตั้งแต่จังหวัดสระแก้ว ปราจีนบุรี และสมุทรปราการ เรามีกำลังพลและยุทธโธปกรณ์ไปช่วยเหลือตามพื้นที่ของศูนย์บรรเทาสาธารณภัยของแต่ละมณฑลทหารบก ซึ่งส่วนไหนที่มีความเดือดร้อน สามารถติดต่อหน่วยทหารที่ใกล้ที่สุด และปัจจุบันค่ายทหารทุกค่าย เปิดเป็นที่จอดยานพาหนะ

 

พล.ท. อดุลย์ กล่าวอีกกล่าวอีก วันนี้ตนจะเดินทางไปที่สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งได้ทราบข้อมูลจากทางบริษัทการบินไทย รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งมีการประสาน เรื่องกระเป๋าของผู้โดยสารติดอยู่ ติดอยู่ที่สายพาน ไม่มีใครลำเลียงออกมา ซึ่งตนจะนำกำลังพลเข้าไปช่วยเหลือ

 

เมื่อถามว่า ยืนยันว่าใช่หรือไม่ว่า สายด่วนรับแจ้งขอความช่วยเหลือ จะยังสามารถติดต่อได้ปกติ พล.ท. อดุลย์ กล่าวว่า เรื่องนี้ขอให้ฟังผู้อำนวยการศูนย์บรรเทาสาธารณภัยเป็นหลัก ซึ่งในจุดนั้นจะมี ผู้บังคับหน่วยไปประจำการคู่กับ ผอ.เขต ในแต่ละเขตและจังหวัด ซึ่งตนว่าใช้ช่องทางนี้ดีกว่า ยํ้าว่าหากตรงไหนที่หน่วยทหารใกล้และรู้จัก ก็สามารถโทรศัพท์หาได้ทุกที่

The post รมว.กลาโหมเตรียมนำกำลังพลช่วยขนย้ายสัมภาระตกค้างสนามบินสุวรรณภูมิ หลังน้ำท่วม appeared first on THE STANDARD.

]]>