สมาคมฟุตบอลอังกฤษ หรือ FA ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการว่ […]
The post FA ยืนยัน หญิงข้ามเพศจะไม่สามารถลงแข่งฟุตบอลหญิงในอังกฤษได้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
สมาคมฟุตบอลอังกฤษ หรือ FA ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการว่า นักฟุตบอลหญิงข้ามเพศจะไม่สามารถเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลลีกหญิงในอังกฤษได้ โดยคำสั่งนี้จะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2025 เป็นต้นไป
การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้น หลังจากมีคำวินิจฉัยของศาลฎีกาสหราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 16 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ตีความคำว่า ‘ผู้หญิง’ ว่าหมายถึงเพศโดยกำเนิดเท่านั้น
FA ระบุในแถลงการณ์ว่า “บทบาทของเราในฐานะองค์กรกำกับดูแลกีฬาระดับประเทศคือการทำให้ฟุตบอลเข้าถึงได้สำหรับทุกคน โดยต้องปฏิบัติตามกฎหมาย และนโยบายของ UEFA และ FIFA
“นโยบายปัจจุบันของเรา ที่อนุญาตให้ผู้หญิงข้ามเพศเข้าร่วมการแข่งขันในฟุตบอลหญิง พัฒนาขึ้นจากหลักการนี้และเราได้ปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายแล้ว
“แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายอย่างมีนัยสำคัญ เราจำเป็นต้องทบทวนและปรับเปลี่ยนนโยบายตามความเหมาะสม”
นอกจากนี้ FA ยังยืนยันว่า พวกเขาได้เริ่มติดต่อไปยังผู้เล่นหญิงข้ามเพศที่มีการลงทะเบียนในระบบฟุตบอลลีกเพื่อแจ้งการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแล้ว และยังมีการให้คำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการที่พวกเธอสามารถมีส่วนร่วมกับฟุตบอลต่อไปได้ในบทบาทอื่นๆ ด้วย
ขณะเดียวกัน สมาคมฟุตบอลสกอตแลนด์ หรือ SFA ก็ออกประกาศในทิศทางเดียวกัน คือการห้ามนักกีฬาหญิงข้ามเพศลงแข่งฟุตบอลระดับ U13 เป็นต้นไป โดยเริ่มตั้งแต่ฤดูกาลหน้าเช่นกัน
อ้างอิง:
The post FA ยืนยัน หญิงข้ามเพศจะไม่สามารถลงแข่งฟุตบอลหญิงในอังกฤษได้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลังมีรายงานจากสื่อในยูเครน เกี่ยวกับ มิไคโล มูดริก ปีก […]
The post มิไคโล มูดริก โพสต์ยืนยัน ไม่เคยใช้สารต้องห้าม หลัง FA ตรวจพบสารกระตุ้นในร่างกาย appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลังมีรายงานจากสื่อในยูเครน เกี่ยวกับ มิไคโล มูดริก ปีกวัย 23 ปีของเชลซี ถูกสมาคมฟุตบอลอังกฤษ (FA) ตรวจพบสารต้องห้ามในร่างกาย ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกโทษแบนจากวงการฟุตบอลแบบที่ พอล ป็อกบา เคยเผชิญโทษมาก่อนหน้านี้
ล่าสุดเชลซีออกแถลงการณ์เปิดเผยว่า สมาคมฟุตบอลอังกฤษติดต่อพวกเขาหลังจากตรวจพบสารกระตุ้นในร่างกาย ระหว่างการตรวจปัสสาวะของมูดริก พร้อมยืนยันว่าทางสโมสรและมูดริกให้การสนับสนุนโปรแกรมการตรวจโด๊ปของ FA อย่างเต็มที่ เช่นเดียวผู้เล่นในทีมทุกคน และนับจากนี้ทีมและมูดริกจะทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อระบุสาเหตุของผลการตรวจที่เป็นผลเสียต่อไป
ขณะที่ มิไคโล มูดริก โพสต์ข้อความลง Instagram ส่วนตัวว่า “ผมขอยืนยันว่าผมได้รับแจ้งว่า ตัวอย่างที่ผมส่งให้ FA มีสารต้องห้าม
“เรื่องนี้ทำให้ผมตกใจมาก เพราะผมไม่เคยใช้สารต้องห้ามโดยตั้งใจหรือฝ่าฝืนกฎใดๆ และผมกำลังทำงานร่วมกับทีมอย่างใกล้ชิดเพื่อตรวจสอบว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร
“ผมรู้ว่าผมไม่ได้ทำอะไรผิด และยังคงมีความหวังว่าจะได้กลับมาลงสนามในเร็วๆ นี้ ตอนนี้ผมไม่สามารถพูดอะไรได้มากกว่านี้ เนื่องจากกระบวนการนี้เป็นความลับ แต่ผมจะออกมาพูดโดยเร็วที่สุด
”
ทั้งนี้ มูดริกยังอยู่ระหว่างถูกสั่งพักการเล่นฟุตบอล จนกว่าเรื่องผลตรวจจะมีความคืบหน้า โดยตลอดทั้งฤดูกาลนี้เขาลงเล่นให้ทีมไปแล้ว 15 นัด ยิงได้ 3 ประตู กับอีก 5 แอสซิสต์
อ้างอิง:
The post มิไคโล มูดริก โพสต์ยืนยัน ไม่เคยใช้สารต้องห้าม หลัง FA ตรวจพบสารกระตุ้นในร่างกาย appeared first on THE STANDARD.
]]>
BBC Sport รายงานว่า โรดริโก เบนตันกูร์ กองกลางของท็อตแน […]
The post โรดริโก เบนตันกูร์ ถูกแบน 7 นัด ปมพูดเหยียด ซนฮึงมิน appeared first on THE STANDARD.
]]>
BBC Sport รายงานว่า โรดริโก เบนตันกูร์ กองกลางของท็อตแนม ฮอตสเปอร์ วัย 27 ปี ถูกสมาคมฟุตบอลอังกฤษ (FA) สั่งแบน 7 นัด พร้อมถูกปรับ 1 แสนปอนด์ (ราว 4.3 ล้านบาท) จากกรณีใช้คำพูดเหยียดผิว ซนฮึงมิน เพื่อนร่วมทีมสเปอร์ส
ก่อนหน้านี้เบนตันกูร์ถูกสมาคมฟุตบอลอังกฤษตั้งข้อกล่าวหาในเดือนกันยายนที่ผ่านมา หลังดาวเตะทีมชาติอุรุกวัยใช้คำพูดที่ส่อไปในเชิงการเหยียดเชื้อชาติกับซนฮึงมิน ขณะออกรายการทีวีในประเทศบ้านเกิดของเขาเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งพิธีกรในรายการถามถึงเสื้อของท็อตแนม โดยเบนตันกูร์ตอบว่า “นี่คือของซนนี่เหรอ, บางทีอาจจะเป็นของลูกพี่ลูกน้องของซนนี่ก็ได้ เพราะทุกคนหน้าตาเหมือนกันหมด”
อย่างไรก็ตาม จากประเด็นนี้ซนฮึงมินผู้เป็นกัปตันทีมออกมายืนยันว่า เขาไม่ติดใจอะไรกับกรณีนี้ ขณะที่เบนตันกูร์ขอโทษซนฮึงมิน โดยยืนยันว่าเขาไม่มีเจตนาที่จะพูดสิ่งนั้น พร้อมยอมรับว่าคำพูดนั้นมันแย่มาก
อ้างอิง:
The post โรดริโก เบนตันกูร์ ถูกแบน 7 นัด ปมพูดเหยียด ซนฮึงมิน appeared first on THE STANDARD.
]]>
กระแสข่าวตำแหน่งผู้จัดการทีมชาติอังกฤษกลับมาเป็นประเด็น […]
The post บอสทูเคิล vs. บอสเป๊ป ใครจะได้เป็นบอสทีมชาติอังกฤษ? appeared first on THE STANDARD.
]]>
กระแสข่าวตำแหน่งผู้จัดการทีมชาติอังกฤษกลับมาเป็นประเด็นร้อนแรงแบบที่ไม่มีใครคาดฝัน หลังจากที่มีรายงานข่าวว่าสมาคมฟุตบอล (FA) ได้ติดต่อทาบทามตัวเลือกที่ไม่มีใครคาดคิดอย่าง เป๊ป กวาร์ดิโอลา ว่าสนใจจะรับงานนี้หรือไม่
โดยในสัปดาห์ที่แล้วก็มีกระแสข่าวเชื่อมโยงกับ โธมัส ทูเคิล โค้ชฝีมือดีที่ได้รับการยอมรับอย่างสูงในวงการฟุตบอล
คำถามที่น่าสนุกคือระหว่างสองคนนี้จะมีคนที่สนใจรับตำแหน่งนี้หรือไม่? และถ้าให้ติ๊งต่างกันเองก่อน คิดว่าใครคือคนที่เหมาะสมกับตำแหน่งนี้มากกว่ากัน?

ในวงการฟุตบอลเมืองผู้ดีมีคำกล่าวกันว่า ในประเทศอังกฤษงานที่ยากที่สุดเป็นอันดับที่ 2 รองจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศคือตำแหน่งผู้จัดการทีมชาติ
เรื่องนี้เป็นเพราะตำแหน่งผู้จัดการทีมชาติอังกฤษเป็นงานที่แบกรับความคาดหวังมหาศาล ชนิดที่ไม่รู้จะหาคำใดมาอธิบายได้อย่างเหมาะสมที่สุด
ไม่เพียงต้องทำตามความคาดหวังของมหาชนลูกหนังชาวอังกฤษแล้ว บอสใหญ่ทีม ‘สิงโตคำราม’ ต้องต่อกร (และบางครั้งต่อล้อต่อเถียง) กับสื่อมวลชนเมืองผู้ดีที่พร้อมทั้งเชิดชูใครก็ได้ให้เป็นฮีโร่และทำลายคนคนเดียวกันได้เสมอหากไม่เป็นที่ถูกใจ
และสำคัญที่สุดคือไม่ว่าจะทำอะไรก็ไม่เคยมีวันถูกใจ (ทั้งหมด) ซึ่งนั่นคือปัญหา
นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ผู้จัดการทีมระดับยอดฝีมือทั้งหลายต้องเอาชื่อมาทิ้งไว้กับตำแหน่งนี้ ไม่ว่าจะเป็น เกรแฮม เทย์เลอร์ ผู้ล่วงลับ ที่เคยถูกเรียกว่าเป็น ‘หัวผักกาด’, ฟาบิโอ คาเปลโล ปรมาจารย์ลูกหนังชาวอิตาลี และล่าสุด แกเร็ธ เซาท์เกต ที่แทบจะแตกสลายหลังจบภารกิจในศึกยูโร 2024 ที่ประเทศเยอรมนี เมื่อกลางปีที่ผ่านมา
เขาว่าขึ้นหลังเสือลงยากแล้ว
แต่ถ้าได้ลองขึ้นหลังสิงโต ช้าหรือเร็วก็โดนถีบลงมาอยู่ดี

อย่างไรก็ดี ภายหลังการอำลาตำแหน่งของเซาท์เกต – ซึ่งในความเป็นจริงเป็นผู้จัดการทีมชาติอังกฤษที่ประสบความสำเร็จสูงสุด เพราะสามารถพาทีมเข้าชิงชนะเลิศฟุตบอลยูโรได้ถึง 2 สมัย และเข้ารอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลกได้อีกหนึ่งสมัย – ทางด้านเอฟเอประสบปัญหาอย่างมากในการเลือกคนมาทำหน้าที่แทน
อย่างแรกที่บอกไปแล้วคืองานนี้มันยาก ความคาดหวังสูงลิบ เพราะทางเดียวที่จะทำให้ทุกคนพอใจได้คือการพาทีมชาติอังกฤษเป็นแชมป์โลก (หรือแชมป์ยูโรก็ได้) ให้ทุกคนได้ร้องเพลง Three Lions (It’s Coming Home) กันหน่อย
และจากปัญหาอย่างแรก ดูเหมือนความยากของงานทำให้เกณฑ์ในการคัดเลือกคนทำงานยากขึ้นตามไปด้วย
นั่นทำให้ ลี คาร์สลีย์ ซึ่งรักษาการตำแหน่งในเวลานี้บอกกับทุกคนแบบอ้อมๆ ว่าเขาคงไม่พร้อมสำหรับการรับตำแหน่งนี้ “ทีมชาติอังกฤษสมควรที่จะได้คนที่เก่งกาจและประสบความสำเร็จคว้าแชมป์มาคุมทีม”
ความยากต่อมาคือในอังกฤษเองเวลานี้เจอปัญหาเดียวกับหลายๆ ชาติ คือขาดผู้จัดการทีมฝีมือดีที่มีบารมีหรือประสบความสำเร็จมากพอสำหรับตำแหน่งนี้
นอกจากคาร์สลีย์แล้ว ผู้จัดการทีมอย่าง เกรแฮม พอตเตอร์ หรือ เอ็ดดี ฮาว ถึงจะเป็นโค้ชฝีมือใช้ได้แต่ก็ไม่เคยประสบความสำเร็จมาก่อน
ดังนั้นถึงเอฟเอจะอยากได้ผู้จัดการคนใหม่เป็นชาวอังกฤษแท้ๆ แต่เวลานี้ดูน่าจะไม่มีตัวเลือกที่เหมาะสม
นั่นหมายถึงการเปิดประตูโอกาสให้ผู้จัดการทีมชาวต่างประเทศได้มารับตำแหน่งอีกครั้ง
มีการประกาศรับสมัครงานใน LinkedIn แพลตฟอร์มสำหรับคนทำงาน โดยมีการระบุคุณสมบัติไว้ว่า ‘มีประสบการณ์สูงเกี่ยวกับฟุตบอลอังกฤษ มีผลงานที่ยอดเยี่ยมในพรีเมียร์ลีกหรือในรายการแข่งขันระดับนานาชาติ’
รวมถึงอีกเรื่อง ‘รับมือกับความกดดันของการเป็นบุคคลสาธารณะที่มีชื่อเสียงได้’

ทีนี้มาถึงประเด็นที่คุยกันได้สนุกแล้ว เพราะ 2 ชื่อที่มีการหยิบยกขึ้นมาตอนนี้ ถือว่าเป็นชื่อที่ทำให้ ‘ว้าว’ ได้พอสมควร
คนแรกโผล่มาเมื่อสัปดาห์ที่แล้วคือทูเคิล หนึ่งในตัวเลือกระดับท็อปของวงการที่ยังว่างงานอยู่หลังจากที่แยกทางกับบาเยิร์น มิวนิก และยังไม่ตกลงปลงใจเลือกต้นสังกัดใหม่ที่ไหน แม้จะมีข่าวกับหลายสโมสร ซึ่งรวมถึงแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดด้วย
สำหรับทูเคิล ด้วยชื่อชั้นและความสามารถถือว่าดีเพียงพอสำหรับตำแหน่งผู้จัดการทีมชาติอังกฤษอย่างแน่นอน
ในเรื่องคุณสมบัติ กุนซือชาวเยอรมันคนนี้มีประสบการณ์ในพรีเมียร์ลีกมาแล้วกับเชลซี ประสบความสำเร็จในการพาทีมคว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกมาครองได้ และมีความคุ้นเคยกับ แฮร์รี เคน เป็นอย่างดีจากช่วงเวลาที่ร่วมงานกันในทีมเสือใต้
ทูเคิลยังมี ‘หลังบ้าน’ ที่ได้รับการยอมรับในวงการอย่าง แอนโธนี แบร์รี ซึ่งเป็นผลผลิตจากโปรแกรม Pro License ของเอฟเอ และมีประสบการณ์การทำงานในระดับนานาชาติพอสมควร จากการเคยเป็นมือขวาของ โรแบร์โต มาร์ติเนซ ในทีมชาติเบลเยียม รวมถึงยังเคยเป็นผู้ช่วยโค้ชทีมชาติไอร์แลนด์ด้วย
ที่สำคัญคือเขาว่างงาน พร้อมที่จะรับตำแหน่งทันที
แต่ไม่ว่าทูเคิลจะยอดเยี่ยมแค่ไหน ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเมื่อชื่อของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา โผล่ขึ้นมาย่อมเกิดเสียงฮือฮาขึ้นมาทันที
ไม่ต้องอธิบายความยืดยาว นี่คือโค้ชฟุตบอลที่เก่งที่สุดในโลกในช่วงเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา ถ้วยแชมป์มากมายนับไม่ถ้วน ไม่นับการเป็นผู้เริ่มต้นการปฏิวัติเกมฟุตบอลและสร้างนวัตกรรมลูกหนังใหม่ๆ ที่ทำให้ทุกคนทึ่งได้เสมอ
เป๊ปยังสอบผ่านคุณสมบัติสำคัญที่เอฟเอต้องการด้วยในเรื่องของการ ‘พัฒนาผู้เล่นทีมชาติอังกฤษ’ เพราะในทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เขาคือผู้ประคบประหงม ฟิล โฟเดน และแจ้งเกิด ริโก ลูอิส สองดาวรุ่งที่เป็นผลผลิตจากทีมเยาวชน ให้กลายเป็นกำลังหลักของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่เต็มไปด้วยซูเปอร์สตาร์ลูกหนังระดับโลกได้
และความจริงเราควรรวมถึง โคล พาลเมซโอร์ นักเตะพรสวรรค์ที่โดดเด่นที่สุดของอังกฤษในเวลานี้ ก็อยู่ในทีมเยาวชนของซิตี้เหมือนกัน
ปัญหาใหญ่คือเป๊ปยังติดสัญญากับแมนฯ ซิตี้ จนถึงจบฤดูกาลนี้ ไม่พร้อมจะรับตำแหน่งทันที แต่ก็ยังไม่มีใครรู้ว่าเขาจะอยู่กับซิตี้ต่อไปหรือไม่ โดยเฉพาะหลัง ซิกิ เบกิริสไตน์ ผู้อำนวยการสโมสรคนสนิทเตรียมอำลาทีมหลังจบฤดูกาลนี้

หลังมีรายงานข่าวจาก The Times ว่าเอฟเอได้ลองทาบทามเป๊ป (ซึ่งเริ่มคุยกันมาตั้งแต่ต้นฤดูกาลที่ผ่านมาแล้ว) และจะมีการตัดสินใจภายในไม่กี่สัปดาห์จากนี้
ด้าน Telegraph รายงานข่าวสวนทางกัน โดยบอกว่าเป๊ปจะขยายสัญญากับซิตี้ต่อไปอีก 1 ปี เพื่อทำงานต่อไปก่อน
และเป๊ปเองก็ให้สัมภาษณ์กับรายการ Che Tempo Che Fa ในอิตาลี เกี่ยวกับเรื่องอนาคตของตัวเองว่า “ไปจากซิตี้? มันไม่จริงหรอก ผมยังไม่ได้ตัดสินใจเลย และเรื่องที่บอกว่าผมจะไปเป็นผู้จัดการทีมชาติอังกฤษคนใหม่ก็ยิ่งไม่จริงเข้าไปใหญ่ เอาเป็นว่าถ้าผมตัดสินใจแล้วผมก็จะบอก แต่ผมยังไม่รู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
ประเมินจากจุดนี้แล้วความเป็นไปได้คือเป๊ปจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับเอฟเอ เพียงแต่ยังไม่มีความชัดเจน และดูเหมือนจังหวะเวลาอาจจะยังไม่เหมาะสมเท่าไรนัก เพราะต่อให้รับตำแหน่งได้ก็ต้องรออีกหลายเดือนกว่าที่จะพร้อมทำงานจริง
แต่ถ้าเป๊ปจะรับงานจริง ซึ่ง The Times ระบุว่า ‘ไม่ได้ปิดประตูโอกาส’ การอดทนรอโดยให้มวยแทนอย่างคาร์สลีย์ทำงานไปก่อนในช่วงปีที่ไม่ได้มีโปรแกรมสำคัญอะไรมากมายนักก็น่าจะคุ้มค่ามากพอ
เพราะจะเป็นการจุดความหวังและกระแสของทีมชาติอังกฤษให้กลับมาสดใสอีกครั้ง
อย่างไรก็ดี ถ้าเป๊ปไม่พร้อมรับตำแหน่ง ทูเคิลไม่ใช่ตัวเลือกที่แย่เลยสำหรับตำแหน่งนี้ และเป็นที่น่าจับตามองเช่นกันว่าจะทำผลงานกับทีมสิงโตคำรามอย่างไรได้บ้าง เพราะงานในระดับทีมชาติกับสโมสรนั้นมีความแตกต่างกันมากพอสมควร
แต่สุดท้ายถ้าหากไม่มีใครรับตำแหน่งนี้เลย ก็มีความเป็นไปได้เช่นกันสำหรับมือรองอย่างคาร์สลีย์ที่จะได้ส้มหล่นรับตำแหน่งแทน ซึ่งสถานการณ์คล้ายกับในวันที่เซาท์เกตได้รับตำแหน่งโดยเริ่มขยับจากทีมชาติชุดเยาวชนขึ้นมาทำทีมชั่วคราว แล้วได้รับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในเวลาต่อมา
ปัญหาคือถ้าเป็นแบบนั้นทุกอย่างจะวนกลับไปในลูปเดิมอีกไหม? เพราะคาร์สลีย์ก็เพิ่งเจอวิจารณ์จากการทดลองจัดทีมเล่นในรายการเนชันส์ลีกนัดที่แพ้กรีซ ไม่นับเรื่องไม่ยอมร้องเพลง God Save the King ในเกมอุ่นเครื่องกับทีมชาติไอร์แลนด์
เพียงแต่ก็ไม่มีอะไรหรือใครที่รับประกันได้ว่าต่อให้ได้เป๊ปหรือทูเคิลมาเป็น ‘บอส’ พวกเขาจะประสบความสำเร็จหรือทุกอย่างจะเป็นไปด้วยดี
อย่างที่บอก งานนี้มันคือภารกิจสุดหินของโลกลูกหนัง
และไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็น เจมส์ บอนด์ ได้
อ้างอิง:
The post บอสทูเคิล vs. บอสเป๊ป ใครจะได้เป็นบอสทีมชาติอังกฤษ? appeared first on THE STANDARD.
]]>
สมาคมฟุตบอลอังกฤษ หรือ FA ตั้งข้อหาต่อ ลูคัส ปาเกตา กอง […]
The post ลูคัส ปาเกตา ถูก FA ตั้งข้อหาเกี่ยวกับการพนัน หลังจงใจรับใบเหลือง appeared first on THE STANDARD.
]]>
สมาคมฟุตบอลอังกฤษ หรือ FA ตั้งข้อหาต่อ ลูคัส ปาเกตา กองกลางทีมชาติบราซิลของสโมสรเวสต์แฮม ยูไนเต็ด ในความผิดฐานจงใจให้ได้รับใบเหลือง เพื่อจุดประสงค์ที่ไม่เหมาะสม และอาจเกี่ยวข้องกับการพนัน
ดาวเตะทีมชาติบราซิล วัย 26 ปี ถูกสอบสวนในความผิดฐานเกี่ยวข้องกับการพนันมาตั้งแต่ซัมเมอร์ปีก่อนแล้ว และคดีดังกล่าวส่งผลต่อการย้ายทีมของเขาที่ตอนแรกมีข่าวเชื่อมโยงกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ แต่ดีลดังกล่าวก็ไม่เกิดขึ้น
แถลงการณ์ของ FA ระบุว่า “มีข้อกล่าวหาว่าเขา (ปาเกตา) มีความพยายามที่จะทำพฤติกรรมหรือแง่มุมอื่นๆ ซึ่งส่งผลกระทบกับเกมโดยตรง ด้วยเจตนาที่จะรับใบเหลืองจากผู้ตัดสิน เพื่อจุดประสงค์ที่ไม่เหมาะสม อันส่งผลกระทบต่อตลาดการเล่นพนัน”
โดยทาง FA ระบุรายชื่อ 4 เกมที่ปาเกตาอาจจะทำความผิด เริ่มจากแมตช์ที่เวสต์แฮม ยูไนเต็ด บุกพ่ายเลสเตอร์ ซิตี้ 0-2 วันที่ 12 พฤศจิกายน 2022 ตามด้วยเกมเสมอแอสตัน วิลลา 1-1 วันที่ 12 มีนาคม 2023 ต่อมาคือเกมที่เอาชนะลีดส์ ยูไนเต็ด 3-1 วันที่ 21 พฤษภาคม 2023 และสุดท้ายคือเกมที่เสมอบอร์นมัธ 1-1 วันที่ 12 สิงหาคม 2023
อ้างอิง:
The post ลูคัส ปาเกตา ถูก FA ตั้งข้อหาเกี่ยวกับการพนัน หลังจงใจรับใบเหลือง appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (18 เมษายน) BBC Sport รายงานว่า สมาคมฟุตบอลอังกฤ […]
The post FA ประกาศยกเลิกเตะนัดรีเพลย์ ‘FA Cup’ มีผลฤดูกาลหน้า appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (18 เมษายน) BBC Sport รายงานว่า สมาคมฟุตบอลอังกฤษ หรือ FA และพรีเมียร์ลีก ทำข้อตกลงยกเลิกการเตะนัดรีเพลย์ของรายการ FA Cup ตั้งแต่รอบแรกเป็นต้นไป ซึ่งมีผลในฤดูกาลหน้า หรือฤดูกาล 2024/25
ขณะเดียวกัน การแข่งขัน FA Cup ของทุกรอบจะขยับเวลาไปเล่นในช่วงสุดสัปดาห์ โดยจะจัดให้ไม่ชนกับโปรแกรมฟุตบอลลีก โดยทาง FA และพรีเมียร์ลีกให้เหตุผลว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะเป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับรายการ FA Cup มากขึ้น
ส่วนในฤดูกาลปัจจุบัน การยกเลิกนัดรีเพลย์ได้มีผลตั้งแต่การแข่งรอบที่ 5 (รอบ 16 ทีม) เป็นต้นไป ซึ่งปัจจุบันการแข่งขัน FA Cup 2023/24 ดำเนินมาถึงรอบรองชนะเลิศ โดยมีโปรแกรมที่จะเกิดขึ้น 2 แมตช์ในช่วงสุดสัปดาห์ดังนี้
อ้างอิง:
The post FA ประกาศยกเลิกเตะนัดรีเพลย์ ‘FA Cup’ มีผลฤดูกาลหน้า appeared first on THE STANDARD.
]]>
ก่อนหน้านี้ ซานโดร โตนาลี กองกลางทีมชาติอิตาลีของนิวคาส […]
The post โตนาลีส่อโดนแบนเพิ่ม! หลังถูก FA ตั้งข้อหาเล่นการพนัน 50 ครั้งในช่วงต้นฤดูกาล appeared first on THE STANDARD.
]]>
ก่อนหน้านี้ ซานโดร โตนาลี กองกลางทีมชาติอิตาลีของนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ถูกลงโทษแบน 10 เดือน ด้วยข้อหาความผิดฐานละเมิดกฎการพนัน จากสหพันธ์ฟุตบอลอิตาลี (FIGC) โดยเป็นการลงโทษย้อนหลังในสมัยที่เจ้าตัวกระทำผิดในตอนที่ค้าแข้งกับเอซี มิลาน
ล่าสุดสมาคมฟุตบอลอังกฤษ (FA) ออกแถลงการณ์ตั้งข้อหา ซานโดร โตนาลี เพิ่มเติม หลังมีหลักฐานพบว่าโตนาลีฝ่าฝืนกฎการพนัน โดยมีการเล่นพนันถึง 50 ครั้งในการแข่งขันระหว่างวันที่ 12 สิงหาคม ถึง 12 ตุลาคม ปี 2023 ซึ่งนับเป็นช่วงที่ดาวเตะวัย 23 ปีย้ายมาอยู่กับนิวคาสเซิล ยูไนเต็ดแล้ว
นั่นหมายความว่าข้อหาที่ FA ตั้งขึ้นจะไม่เกี่ยวกับที่ FIGC ลงโทษเจ้าตัวไปก่อนหน้านี้ และอาจทำให้เจ้าตัวได้รับโทษแบนเพิ่มเติมในอนาคต โดย FA เปิดโอกาสให้โตนาลีชี้แจงต่อข้อกล่าวหาได้จนถึงวันที่ 5 เมษายนนี้
อ้างอิง:
The post โตนาลีส่อโดนแบนเพิ่ม! หลังถูก FA ตั้งข้อหาเล่นการพนัน 50 ครั้งในช่วงต้นฤดูกาล appeared first on THE STANDARD.
]]>
การที่ผู้จัดการทีมฟุตบอลออกมาบ่นเรื่องของการตัดสินนั้นไ […]
The post แบบไหนผิด…แบบไหนถูก? ในวันที่ผู้คนเริ่มไม่เข้าใจกฎฟุตบอลอีกต่อไป appeared first on THE STANDARD.
]]>
การที่ผู้จัดการทีมฟุตบอลออกมาบ่นเรื่องของการตัดสินนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก แต่การที่ผู้จัดการทีมสองคนออกมาตั้งคำถามถึงเรื่องของการตัดสินในสองเหตุการณ์ที่แตกต่างกันไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นบ่อยนัก
และการที่ผู้จัดการทีมมากประสบการณ์อย่าง ฌอน ไดช์ และ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ออกมาพูดในทำนองเดียวกันโดยไม่ได้นัดหมายว่า ณ เข็มนาฬิกาเดินไปนี้ พวกเขาไม่เข้าใจกับ ‘กฎ’ ในเกมฟุตบอลอีกต่อไป ทำให้เป็นเรื่องที่ควรจะมีการตั้งคำถามกันหรือไม่
ว่าตกลงแล้วสิ่งที่เราเคยคิดว่าเข้าใจเกมฟุตบอลมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นกฎแฮนด์บอลหรือกฎล้ำหน้า ตกลงแล้วเราเข้าใจมันจริงๆ ใช่ไหม
หรือมันถูกทำให้เข้าใจไม่ได้กันแน่?

ย้อนกลับไปในเกมที่กูดิสันพาร์กเมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา มีสองเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นกับทั้งเอฟเวอร์ตัน ทีมเจ้าบ้าน และแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทีมเยือน
เหตุการณ์แรกเกิดขึ้นในระหว่างครึ่งแรก เมื่อเอฟเวอร์ตันที่ได้ประตูขึ้นนำไปก่อนจาก แจ็ค แฮร์ริสัน ในนาทีที่ 29 สบโอกาสในการที่จะได้ลุ้นประตูอีกครั้ง
เป็นเบโตศูนย์หน้าของทีม ที่ได้โอกาสลุ้นสับไกยิง แต่ปัญหาคือจังหวะนี้เขาล้ำหน้าอย่างชัดเจน เพียงแต่ผู้ช่วยผู้ตัดสินที่อยู่ข้างสนามไม่ยอมยกธงล้ำหน้า ทำให้จังหวะการเล่นดำเนินต่อไปและนำไปสู่เหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิด
โดยในจังหวะที่เบโตกำลังยิง จอห์น สโตนส์ ปราการหลังคนสำคัญของแมนฯ ซิตี้ ตามมาแล้วพยายามที่จะหยุดให้ได้ ผลปรากฏว่าเกิดลงผิดจังหวะ ทำให้ได้รับบาดเจ็บไปด้วย ซึ่งขณะนี้ยังไม่รู้ว่าอาการของกองหลังเชิงสูงจะหนักและต้องพักการเล่นยาวแค่ไหน
คำถามที่หลายคนไม่เข้าใจคือ ทำไมไลน์แมนจึงไม่ยอมยกธงในจังหวะที่มันชัดเจนขนาดนี้?

เป๊ป กวาร์ดิโอลา ไม่พอใจในเหตุการณ์นี้อย่างมาก เพียงแต่ในความเห็นของกุนซือชาวกาตาลัน คนที่ผิดไม่ใช่ผู้ช่วยผู้ตัดสินที่ไม่ยอมยกธง แต่เป็นคนที่ออกกฎในเรื่องการล้ำหน้า
“ผมไม่เข้าใจเลย มันชัดเจนขนาดนี้ว่าล้ำหน้า และตอนนี้เขา (สโตนส์) ก็บาดเจ็บไปแล้ว พวกเขาถึงจะมาบอกว่าผมพูดถูกแล้ว ซึ่งมันสายไปแล้วไหม” เป๊ปกล่าวหลังจบเกม
สำหรับกฎล้ำหน้าที่เป็นปัญหานี้ เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีหลังจากที่มีการเปลี่ยนแปลงการตัดสินเล็กน้อยจากการตัดสินแบบ ‘Proactive’ คือผู้ช่วยผู้ตัดสินมองเป็นจังหวะล้ำหน้าก็จะยกธงทันทีเพื่อหยุดจังหวะเกม มาเป็นการตัดสินแบบ ‘Reactive’ คือจะปล่อยจังหวะให้ต่อเนื่องไปก่อน จนกว่าผู้เล่นแนวรุกที่ล้ำหน้าจะเล่นในจังหวะต่อจากลูกล้ำหน้าจึงจะยกธง โดยวัตถุประสงค์ก็เพื่อให้เกมไหลลื่นมากที่สุด
ยิ่งในปัจจุบันมีระบบ Video Assistant Referee (VAR) เข้ามาช่วย ทำให้ผู้ช่วยผู้ตัดสินส่วนใหญ่มักจะปล่อยจังหวะการเล่นให้ต่อเนื่องไปก่อน เพราะสุดท้ายจะมี VAR เข้ามาช่วยตรวจสอบอีกขั้นอยู่ดี
ปัญหาคือ การปล่อยให้เล่นต่อไปแบบนี้มีโอกาสที่จะทำให้เกิดปัญหาในเกมได้ โดยเฉพาะเรื่องอาการบาดเจ็บของผู้เล่นที่ไม่มีใครยอมใครอยู่แล้วในจังหวะชี้เป็นชี้ตาย ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เคยมีผู้จัดการทีมหลายคนออกมาทักท้วงว่า การที่ไลน์แมนไม่ทำหน้าที่เป็นการเพิ่มภาระให้แก่ทีมฝ่ายรับ และเพิ่มความเสี่ยงที่จะทำให้ผู้เล่นบาดเจ็บโดยไม่จำเป็น
“นี่เป็นประเด็นของการที่ไม่ยอมยกธงขึ้น” อลัน เชียเรอร์ อดีตหัวหอกทีมชาติอังกฤษ กล่าวใน Amazon Prime “พวกเขาจะปล่อยให้เล่นต่อ แล้วมันก็จะมีสักวันที่จะมีคนบาดเจ็บเพราะแบบนี้”
การบาดเจ็บของสโตนส์จึงเป็นเรื่องที่น่าเศร้าเป็นอย่างยิ่ง เพราะมันสามารถเลี่ยงที่จะทำให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ได้

โบราณท่านว่า อิสตรีเป็นสิ่งมีชีวิตที่เข้าใจยากที่สุดแล้ว แต่ตอนนี้พวกเธอมีคู่แข่งแล้ว และคู่แข่งนั้นชื่อว่า ‘กฎแฮนด์บอล’
เรื่องนี้เหมือนจะเป็นคำพูดขำขันแต่ตอนนี้กฎแฮนด์บอลกลายเป็นสิ่งที่ไม่มีใครในโลกฟุตบอลเข้าใจอีกต่อไป
ในเกมที่กูดิสันพาร์ก เอฟเวอร์ตัน เจ้าบ้าน ต้องเสียจุดโทษในช่วงครึ่งหลังในจังหวะที่ นาธาน อาเก ยิงไปชนแขนของ อมาดู โอนานา ในกรอบเขตโทษ
เดิม จอห์น บรูกส์ ผู้ตัดสินให้เป็นแค่ลูกจุดโทษ แต่ผู้ช่วยผู้ตัดสินได้แนะนำว่าควรให้เป็นลูกจุดโทษ ซึ่งสุดท้ายก็มีการให้ลูกจุดโทษแก่แมนฯ ซิตี้ ซึ่งกลายเป็นประตูแซงนำ 2-1 จากการยิงของ ฮูเลียน อัลวาเรซ
โรแบร์โต มาร์ติเนซ อดีตนายใหญ่ทอฟฟี่เมน บอกว่า “สำหรับผมลูกนี้ไม่เป็นจุดโทษแน่นอน คนในโลกฟุตบอลรู้ดีว่ามันไม่ใช่จุดโทษ”
ลูกนี้ในมุมมองของ ฌอน ไดช์ เขาไม่คิดว่ามันเป็นลูกแฮนด์บอลเช่นกัน เพราะมันคือบอลทูแฮนด์ “จุดโทษที่พวกเขาได้ ผมไม่เข้าใจเลย และผมก็คิดว่าไม่มีใครเข้าใจด้วย เมื่อไม่กี่เดือนก่อนเราเพิ่งมีการคุยกันผ่าน Zoom ซึ่งผู้จัดการทีมทุกคนบอกว่ามันใจร้ายไป และเราก็ไม่เข้าใจว่าทำไมพวกเขาถึงให้จุดโทษ”
บนโลกโซเชียลยังมีการนำเหตุการณ์นี้ไปเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ในเกมระหว่างลิเวอร์พูลกับอาร์เซนอลซึ่งมีจังหวะปัญหา เมื่อ มาร์ติน โอเดอการ์ด กัปตันกันเนอร์ส ใช้มือปัดลูกในจังหวะที่ โมฮาหมัด ซาลาห์ สะกิดบอลกำลังจะผ่านตัว
เหตุการณ์นี้ทางด้าน PGMOL บริษัทที่กำกับดูแลผู้ตัดสินในพรีเมียร์ลีก ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงการทำหน้าที่ของผู้ตัดสินทั้งในสนามและ VAR ว่าถูกต้องแล้ว เพราะในจังหวะนั้นโอเดอการ์ดลื่นและมือหุบเข้าหาตัวมากกว่าจะกางออกไปป้องกันบอล
There was no penalty given after this potential Martin Ødegaard handball on Mo Salah
pic.twitter.com/7CHZ1u9GPO
— ESPN FC (@ESPNFC) December 23, 2023
แต่สำหรับแฟนลิเวอร์พูลและแฟนบอลกลางๆ อีกจำนวนไม่น้อยบอกว่า มองจากดาวอังคารก็เห็นว่าโอเดอการ์ดใช้มือปัดบอล
ในขณะที่โอเดอการ์ดไม่เป็นการทำแฮนด์บอล แต่จังหวะของโอนานากลายเป็นการทำแฮนด์บอล
ในเรื่องนี้อดีตผู้ตัดสินอย่าง มาร์ก แคลตเทนเบิร์ก มองว่า มันเป็นเรื่องของกฎที่เขียนให้ตีความ และคิดว่าเป็นสิ่งที่ควรจะมีการเปลี่ยนแปลงในอดีต
แต่ต่อให้จะมองว่าเป็นการตีความตามกฎแฮนด์บอลฉบับล่าสุดที่มีการเขียนไว้ ซึ่งกฎมีการอัปเดตตลอด แต่กลับไม่มีมาตรฐานการตัดสินที่แน่นอน เกมนี้ตัดสินอย่าง เกมหน้าตัดสินอย่าง
“คืนนี้คุณจะนิยามมันว่าอย่างไร?” ไดช์ตั้งคำถาม “คุณคงต้องลองส่องลูกแก้วดูแล้ว ถ้าเขา (โอนานา) ตั้งใจปัดจริงเขาก็ควรจะไปเป็นผู้รักษาประตูแล้ว เพราะปฏิกิริยาตอบสนองของเขาไวยิ่งกว่าแมวเหมียวอีก ถือว่าเซฟสวยเลยนะ”
เรื่องการตีความกฎและมาตรฐานการตัดสินของผู้ตัดสินในเวลานี้จึงกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่มีประเด็นให้พูดถึงได้แทบทุกสัปดาห์ (และกลางสัปดาห์ โดยเฉพาะในฟุตบอลอังกฤษ) ซึ่งทาง PGMOL ไปจนถึง FA และ IFAB เองต่างก็รับรู้ว่ามีปัญหา
ปัญหาคือยิ่งพวกเขาพยายามแก้กฎทุกอย่าง มันกลับอลหม่านมากยิ่งขึ้น
จนถึงตอนนี้ กฎฟุตบอลสำหรับหลายคน – แม้กระทั่งอดีตนักฟุตบอลหรือนักวิเคราะห์เอง – ต่างทำใจแล้วว่า ‘ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ’ อีกต่อไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
อ้างอิง:
The post แบบไหนผิด…แบบไหนถูก? ในวันที่ผู้คนเริ่มไม่เข้าใจกฎฟุตบอลอีกต่อไป appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (17 พฤศจิกายน) BBC สื่อชื่อดังของอังกฤษ รายงานว่ […]
The post มิเกล อาร์เตตา ถูกสมาคมฟุตบอลอังกฤษตั้งข้อหาเกี่ยวกับบทสัมภาษณ์หลังเกมพ่ายนิวคาสเซิล appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (17 พฤศจิกายน) BBC สื่อชื่อดังของอังกฤษ รายงานว่า มิเกล อาร์เตตา หัวหน้าโค้ชทีมอาร์เซนอล ถูกสมาคมฟุตบอลอังกฤษ หรือ FA ตั้งข้อหาเกี่ยวกับบทสัมภาษณ์ของเขาหลังเกมพ่ายนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด 0-1
กุนซือวัย 41 ปี กล่าวหลังเกมดังกล่าวว่าการตัดสินของผู้ช่วยผู้ตัดสิน VAR ที่อนุมัติประตูของนิวคาสเซิลเป็นเรื่อง ‘น่าอาย’ และ ‘น่าละอาย’ อย่างมาก
โดยประตูดังกล่าวของ แอนโธนี กอร์ดอน มีการตรวจสอบ VAR ถึง 3 ครั้ง เพื่อดูว่าบอลหลุดออกจากสนามหรือไม่ มีการฟาวล์หรือไม่ และมีการล้ำหน้าหรือไม่ ซึ่งทั้งหมดตัดสินไปเข้าทางทีมสาลิกาดง
อาร์เตตาไม่พอใจในการตัดสินในจังหวะดังกล่าว และกล่าวโจมตีผู้ตัดสินหลังจบเกม โดยทางสโมสรอาร์เซนอลสนับสนุนความคิดเห็นของอาร์เตตาผ่านแถลงการณ์หลังจากนั้นด้วย
แม้ไม่กี่วันต่อมาอาร์เตตาจะยืนยันว่าเขาทำไปเพื่อปกป้องสโมสร แต่ FA ก็ตัดสินใจตั้งข้อหาในการดูหมิ่นเจ้าหน้าที่กับกุนซือชาวสเปนรายนี้เป็นที่เรียบร้อย
แถลงการณ์ของ FA ระบุว่า “ข้อกล่าวหาจากความเห็นในช่วงหลังเกมของเขาทำให้คิดได้ว่าผู้ตัดสินกำลังประพฤติมิชอบ ซึ่งเป็นการดูหมิ่นเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลการแข่งขันและ/หรือเป็นผลเสียต่อเกม และ/หรือทำให้การแข่งขันเสื่อมเสียชื่อเสียง”
อย่างไรก็ตาม อาร์เตตามีเวลาจนถึงวันอังคารที่จะถึงนี้ (21 พฤศจิกายน) ในการชี้แจงข้อกล่าวหาดังกล่าวต่อคณะกรรมการ โดยเขามีสิทธิ์จะโดนแค่โทษปรับหรืออาจจะโดนแบนห้ามคุมทีมข้างสนามระยะเวลาหนึ่งหากพบว่ามีความผิดจริง
อ้างอิง:
The post มิเกล อาร์เตตา ถูกสมาคมฟุตบอลอังกฤษตั้งข้อหาเกี่ยวกับบทสัมภาษณ์หลังเกมพ่ายนิวคาสเซิล appeared first on THE STANDARD.
]]>
เมื่อคืนที่ผ่านมา (3 พฤศจิกายน) ซานโดร โตนาลี นักเตะของ […]
The post FA เดินหน้าสอบสวน ซานโดร โตนาลี เพิ่มว่าเล่นพนันระหว่างอยู่กับนิวคาสเซิลหรือไม่ appeared first on THE STANDARD.
]]>
เมื่อคืนที่ผ่านมา (3 พฤศจิกายน) ซานโดร โตนาลี นักเตะของนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ถูกสมาคมฟุตบอลอังกฤษ หรือ FA สอบสวนเพิ่มเพื่อขยายผลว่า เขาละเมิดกฎการเล่นพนันหลังย้ายมาร่วมทีมในพรีเมียร์ลีกตั้งแต่ช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมาหรือไม่
ก่อนหน้านี้โตนาลีถูกสหพันธ์ฟุตบอลอิตาลี หรือ FIGC ลงโทษแบนห้ามแข่งขันฟุตบอลเป็นเวลา 10 เดือน ในความผิดฐานละเมิดกฎเล่นการพนันฟุตบอล
โดยหลังจากนั้นสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ FIFA รับรองบทลงโทษดังกล่าว ทำให้กองกลางของทีมสาลิกาดงจะไม่สามารถลงเล่นฟุตบอลได้ในทุกระดับชั้นทั่วโลกเป็นเวลา 10 เดือนเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม รายงานจาก BBC ระบุว่า ความผิดดังกล่าวเป็นคดีที่เกิดขึ้นสมัยที่เขายังค้าแข้งในประเทศอิตาลีเท่านั้น และไม่เกี่ยวข้องกับช่วงที่เขาค้าแข้งกับทีมนิวคาสเซิล ทำให้ FA สั่งตรวจสอบย้อนหลังทันทีว่าเขามีพฤติกรรมดังกล่าวหลังย้ายมาเล่นในอังกฤษด้วยหรือไม่
ขณะที่ แดน แอชเวิร์ธ ผู้อำนวยการกีฬาของนิวคาสเซิล เปิดเผยว่า เขาไม่ทราบว่าสโมสรเอซี มิลาน ทราบถึงพฤติกรรมหรือข้อกล่าวหาของโตนาลีมาก่อนหรือไม่ ในช่วงที่ทั้ง 2 ทีมพยายามทำการซื้อขายตัวนักเตะ
ผู้อำนวยการกีฬาสาลิกาดงกล่าวต่อว่า “การค้นหาว่าสโมสรอื่นรู้หรือไม่รู้อะไรเป็นเรื่องยากมากๆ สำหรับผม ดังนั้นเราทำได้แค่เปิดการสอบสวนเป็นการภายใน และดำเนินการด้วยตัวของเราเอง
“เรื่องนี้สร้างความตกใจให้เราอย่างมาก และสร้างความประหลาดใจอย่างมหาศาล แต่การรับมือในเรื่องนี้ก็เป็นหน้าที่ของเราทุกคน แม้ว่านี่จะเป็นเรื่องใหม่มากๆ ก็ตาม”
แอชเวิร์ธยังเปิดเผยว่า ปัจจุบันโตนาลีกลับมาฝึกซ้อมกับนิวคาสเซิลเรียบร้อยแล้ว และบางทีอาจมาดูเกมด้วย โดยเขากล่าวว่า “สิ่งสำคัญคือเขารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสโมสร มันสำคัญต่อสุขภาพจิตของเขาเอง เขาจะไม่ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ห่างจากสโมสร
“มีบางกำหนดการที่เขาต้องไปเยือนอิตาลีบ้าง โดยนั่นเป็นส่วนหนึ่งของโครงการบำบัดการติดการพนัน เขาจะกลับไปครั้งละหนึ่งหรือสองวัน
“เขากลับมาฝึกซ้อมแล้ว สิ่งแรกและสิ่งที่สำคัญที่สุดคือซานโดรก็เป็นคน ทุกคนในห้องนี้ได้ทำสิ่งที่เราไม่ควรทำหรือสิ่งที่เราทำแล้วเสียใจกับมันมาก่อน สิ่งแรกที่เราต้องจัดการคือการดูแลและสนับสนุนเขา”
อ้างอิง:
The post FA เดินหน้าสอบสวน ซานโดร โตนาลี เพิ่มว่าเล่นพนันระหว่างอยู่กับนิวคาสเซิลหรือไม่ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ผลกระทบของสงครามระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาสไม่ได้ถูกจำ […]
The post ‘From the River to the Sea’ เปิดที่มาคำต้องห้าม กับคำถามถึงเสรีภาพในโลกฟุตบอล appeared first on THE STANDARD.
]]>
ผลกระทบของสงครามระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาสไม่ได้ถูกจำกัดวงอยู่แค่เพียงสมรภูมิรบจริงเท่านั้น แต่ยังมีสมรภูมิทางความคิดของผู้คนที่ให้การสนับสนุนทั้งสองฝ่ายด้วย
ในโลกของเกมฟุตบอลก็เช่นกัน มีนักฟุตบอลบางคนหรือบางทีมที่แสดงออกถึงจุดยืนทางความคิดและความเชื่อของตัวเอง แต่ในจำนวนนี้ก็มีนักฟุตบอลที่เกือบต้องเดือดร้อนจากการแสดงจุดยืนทางความคิดของตัวเองเช่นกัน
หนึ่งในนั้นคือ อันวาร์ เอล กาซี ปีกชาวเนเธอร์แลนด์ของสโมสรไมนซ์ 05 ที่กลายเป็นตกที่นั่งลำบากหลังการโพสต์แสดงความคิดเห็นลงบนโซเชียลมีเดีย
สาเหตุนั้นเป็นเพราะข้อความของเอล กาซี มีข้อความที่เป็น ‘คำต้องห้าม’ อยู่ด้วย โดยคำต้องห้ามดังกล่าวคือคำว่า ‘From the River to the Sea, Palestine will be Free’
ที่มาที่ไปของคำคำนี้เป็นอย่างไร และตกลงแล้วในโลกฟุตบอลมีเสรีภาพในการแสดงออกทางความคิดเห็นหรือไม่
ย้อนกลับไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 ตุลาคมที่ผ่านมา เอล กาซี นักเตะวัย 28 ปีจากทีมไมนซ์ 05 ในบุนเดสลีกา ได้โพสต์ข้อความลงบน Instagram ส่วนตัว จากกรณีการทำสงครามระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาส
เอล กาซี ประณามฝ่ายอิสราเอลว่าได้พยายามที่จะ ‘ล้างเผ่าพันธุ์’ ผู้คนในเขตฉนวนกาซา หลังจากที่กองกำลังฮามาสได้สังหารทหารและพลเรือนของอิสราเอลจำนวนกว่า 1,400 คนในการบุกที่ไม่มีใครคาดคิดเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา
โดยข้อความของนักเตะชาวดัตช์จบลงด้วยประโยคว่า ‘From the River to the Sea, Palestine will be Free’
ข้อความนี้ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องใหญ่ทันที เพราะนี่คือข้อความต้องห้ามในประเทศเยอรมนี และเมื่อไม่กี่วันมานี้ทางด้านสมาคมฟุตบอล (FA) ของประเทศอังกฤษ ได้มีการสั่งห้ามไม่ให้มีการแสดงออกทางความคิดเห็นด้วยประโยคนี้เช่นกัน
แล้วคำว่า ‘From the River to the Sea’ นั้นมีความหมายว่าอย่างไร แล้ว ‘แม่น้ำ’ กับ ‘ทะเล’ ที่ว่านี้อยู่ที่ไหน และเหตุใดมันจึงเป็นคำต้องห้ามในเยอรมนีรวมถึงในอีกหลายประเทศ
ต้นกำเนิดของประโยคนี้มาจากสโลแกนของขบวนการปลดปล่อยปาเลสไตน์ หรือ PLO ที่นำมาโดย ยาสเซอร์ อาราฟัต ใช้ในการปลุกเร้าในช่วงปีทศวรรษ 1960 ภายหลังจากที่มีการสถาปนาอิสราเอลเป็นรัฐ โดยที่ชาวปาเลสไตน์ไม่เห็นด้วยกับแนวทางที่กำหนดโดยสหประชาชาติ และนำไปสู่สงครามครั้งแรกระหว่างอิสราเอลและอาหรับในปี 1948
ในวันที่ 15 พฤษภาคม 1948 เป็นวันที่ชาวปาเลสไตน์จำนวนกว่า 750,000 คนต้องอพยพจากบ้านของตัวเองอย่างเจ็บปวด ซึ่งวันนี้เป็นวันที่ชาวปาเลสไตน์จดจำในวัน ‘นักบา’ (Nakba) หรือ ‘วันแห่งความวิปโยค’
ด้วยความเจ็บปวด ทำให้ฝ่ายขบวนการปลดปล่อยปาเลสไตน์พยายามต่อสู้ ซึ่งหนึ่งในคำขวัญของพวกเขาก็คือคำว่า ‘From the River to the Sea’
River หรือแม่น้ำ ในที่นี้หมายถึง ‘แม่น้ำจอร์แดน’
ส่วน Sea หรือทะเล หมายถึง ‘ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน’
แม่น้ำจอร์แดนตั้งอยู่ติดกับชายแดนด้านตะวันออกที่สุดของอิสราเอล ส่วนทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตั้งอยู่สุดทิศตะวันตกของอิสราเอล ซึ่งนั่นถูกตีความว่าหมายถึงความปรารถนาของชาวปาเลสไตน์ที่จะกวาดล้างชาวยิวในพื้นที่จากแม่น้ำจอร์แดนถึงทะเลเมดิเตอร์เรเนียนให้หมดไป
เมื่อนั้นวันแห่งอิสรภาพของชาวปาเลสไตน์จะได้มาถึง
ถึงแม้ว่าจะมีเหล่านักประวัติศาสตร์พยายามบอกว่าประโยคดังกล่าวนั้นมีปัญหาอยู่ที่เรื่องการตีความของคำว่า ‘Free’ หรือเสรีภาพ
แต่สำหรับในหลายประเทศ ซึ่งรวมถึงเยอรมนี ประโยค ‘From River to the Sea’ ถือเป็นคำต้องห้าม และมีความผิดตามกฎหมายในเรื่องของอาชญากรรมจากความเกลียดชัง ขณะที่คณะกรรมการอเมริกันยิว (The American Jewish Committee) นิยามประโยคนี้ว่าเป็นการต่อต้านยิว และสามารถตีความได้ว่ามีเจตนาในการล้มล้างรัฐยิว
ด้วยเหตุผลดังกล่าวทำให้การแสดงออกของเอล กาซี ถือเป็นความผิด
ตัวนักฟุตบอลเองเมื่อได้รับทราบก็ได้รีบลบโพสต์ดังกล่าวออกไปทันที ก่อนจะได้หารือกับเอล กาซี รวมถึงตัวแทน ก่อนจะมีการประกาศว่าได้ลงโทษแบนนักเตะ และจะชี้แจงในแถลงการณ์ของสโมสรในเวลาต่อมาว่า ถึงจะมีความเข้าใจในเรื่องของ ‘มุมมองที่แตกต่าง’ ในประเด็นความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่การแสดงความเห็นของเอล กาซี ถือเป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้และขัดต่อคุณค่าของสโมสร
ทั้งนี้ เพื่อให้เข้าใจมากยิ่งขึ้น ต้องย้อนกลับไปถึงหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งสโมสรไมนซ์ 05 อย่าง ยูจีน ซาโลมอน นั้นเป็นชาวเยอรมันเชื้อสายยิว
ซาโลมอนถูกนาซีสังหารในค่ายเอาช์วิทซ์ในปี 1942
เหตุผลดังกล่าวทำให้ไมนซ์ 05 มีความอ่อนไหวในประเด็นเรื่องของการต่อต้านยิวอย่างมาก และการตัดสินใจของสโมสรก็ได้รับการสนับสนุนจากแฟนฟุตบอลบางส่วนที่แสดงออกผ่านป้ายผ้าที่มีการแสดงออกว่าเป็นหนึ่งเดียวกับเหล่าเหยื่อที่สูญเสียจากการก่อสงคราม แต่ในเวลาเดียวกันก็เรียกร้อง ‘สันติภาพ’ แก่ผู้คนในเขตกาซาด้วย
**แทรก Twitter / X
https://x.com/elghazi1995/status/1719642738839200016?s=20
ด้านเอล กาซี หลังจากลบโพสต์ปัญหาและถูกสโมสรลงโทษแบนเบื้องต้นแล้วก็ได้มีการชี้แจงว่า ความตั้งใจนั้นอยู่ที่การประณามการสังหารประชาชนผู้บริสุทธิ์ทั้งฝ่ายของปาเลสไตน์และอิสราเอล และเขาต้องการเห็นสันติภาพเกิดขึ้นในตะวันออกกลาง
“เพื่อสันติภาพของมนุษยชาติ”
อย่างไรก็ดี เอล กาซี ไม่ได้มีการบันทึกวิดีโอเพื่อกล่าวคำขอโทษจากการกระทำของตัวเองตามที่สโมสรได้มีการแนะนำแต่อย่างใด
เรื่องนี้นำไปสู่สถานการณ์ที่อาจเกิดการแตกหักระหว่างนักเตะและสโมสร มีรายงานข่าวว่า ไมนซ์อาจตัดสินใจยกเลิกสัญญาของเอล กาซี ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยถือว่าประพฤติผิดอย่างร้ายแรง เพียงแต่ก็ไม่ได้มีการยกเลิกสัญญากันแต่อย่างใด
บทลงโทษมีเพียงแค่การ ‘ตักเตือนอย่างเป็นทางการ’ และอนุญาตให้กลับมาฝึกซ้อมและมีส่วนร่วมกับกิจกรรมการแข่งขันได้ อันเป็นผลจากการที่เอล กาซี ได้ลบโพสต์รวมถึงได้แสดงจุดยืนที่ตรงกับคุณค่าของสโมสร ซึ่งเป็นสิ่งที่สโมสรได้ออกมาแถลง
แต่เรื่องไม่ได้จบเพียงเท่านี้
เมื่อเช้าวันพุธที่ผ่านมา เอล กาซี ได้มีการโพสต์ข้อความลงบน Instagram อีกครั้ง โดยระบุว่าสิ่งที่ไมนซ์ได้แถลงนั้น ‘ไม่ตรงกับความเป็นจริง’ และ ‘ไม่ได้รับอนุญาต’ จากตัวเขาเอง
ปีกชาวดัตช์ยืนยันว่าจุดยืนนั้นอยู่ที่การ ‘ต่อต้านสงครามและความรุนแรง การสังหารผู้บริสุทธิ์ การต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติทุกรูปแบบ การต่อต้านกลุ่มที่ต่อต้านทั้งชาวอิสลามและชาวยิว รวมทั้งต่อต้านการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์’
โดยเจ้าตัวยืนหยัดว่า “ไม่เคยเสียใจในจุดยืนของตัวเอง”
หลังจากที่เอล กาซี ได้แถลงจุดยืนของตัวเองดังกล่าว สโมสรไมนซ์ 05 ได้มีการออกแถลงเช่นกัน โดยระบุว่า “ไม่เข้าใจและประหลาดใจในการออกแถลงของเอล กาซี”
พร้อมระบุว่า จากนี้ไปสโมสรจะมีการพิจารณาข้อเท็จจริงตามหลักกฎหมาย ส่วนในเวลานี้นักเตะอยู่ในระหว่างการลาป่วย
มีการประเมินกันว่าการต่อสู้ระหว่างสโมสรและนักฟุตบอลนั้นอาจจบลงที่การแยกทางกัน
แต่สโมสรจะต้องมีการจ่ายเงินค่าชดเชยหรือไม่ จะต้องมีการขึ้นศาลเพื่อให้ตีความในเรื่องของ ‘สิทธิและเสรีภาพในการแสดงออก’ ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่มาก
เพราะอย่างที่บอกไว้ตอนต้นว่า มีนักฟุตบอลอีกจำนวนหนึ่งที่แสดงออกในแนวทางคล้ายกับเอล กาซี เช่น ฮัมซา ชูดูรี กองกลางเลสเตอร์ ซิตี้ ที่โพสต์ข้อความ ‘From River to the Sea’ เหมือนกัน แต่รอดตัวจากการโดนลงโทษ แต่ทางด้านสมาคมฟุตบอลของอังกฤษได้มีการ ‘ตัดไฟแต่ต้นลม’ ด้วยการห้ามไม่ให้โพสต์ข้อความต้องห้ามนี้เด็ดขาด
สำหรับเอล กาซี การโพสต์ ‘From River to the Sea’ ของเขาจะต้องมีการตีความว่า เป็นการประพฤติผิดร้ายแรงมากพอที่จะทำให้สโมสรยกเลิกสัญญาได้อย่างถูกต้องหรือไม่ ถือเป็นการขัดต่อคุณค่าและหลักการของสโมสรที่ยึดถือมาโดยตลอดหรือเปล่า
ถ้ามีการตีความว่าผิดจริง เชื่อว่าเอล กาซี น่าจะถูกยกเลิกสัญญา
แต่ถ้าหากตีความแล้วไม่ผิดจริง ถือว่ายังอยู่ขอบเขตที่สามารถแสดงความเห็นได้ มันอาจนำไปสู่การแสดงจุดยืนของนักฟุตบอลอีกจำนวนมาก
เพียงแต่สำหรับเอล กาซี ช่วงเวลาของเขากับไมนซ์ 05 ได้จบลงไปแล้ว ตั้งแต่วันที่โพสต์ด้วยประโยคต้องห้ามสำหรับชาวยิวนี้
อ้างอิง:
The post ‘From the River to the Sea’ เปิดที่มาคำต้องห้าม กับคำถามถึงเสรีภาพในโลกฟุตบอล appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (12 ตุลาคม) BBC สื่อชื่อดังของอังกฤษ รายงานว่า ส […]
The post FA จะไม่เปิดไฟสนามเวมบลีย์เป็นสีธงชาติอิสราเอล เนื่องจากเกรงว่าจะสร้างความไม่พอใจให้คนบางกลุ่ม appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (12 ตุลาคม) BBC สื่อชื่อดังของอังกฤษ รายงานว่า สมาคมฟุตบอลอังกฤษ หรือ FA ไม่น่าจะเปิดไฟสนามเวมบลีย์เป็นสีธงชาติอิสราเอล เนื่องจากเกรงว่าจะสร้างความไม่พอใจให้คนบางกลุ่ม
ที่ผ่านมาสมาคมฟุตบอลอังกฤษ หรือ FA ใช้ไฟเหนือสนามเวมบลีย์เพื่อแสดงออกถึงจุดยืนและการสนับสนุนของพวกเขาเสมอมา อย่างในปีก่อน FA ได้เปิดไฟเป็นสีฟ้าและเหลืองเพื่อแสดงความสนับสนุนต่อยูเครน หลังจากที่รัสเซียเปิดฉากสงคราม
ล่าสุดกับเหตุการณ์ในอิสราเอลและฉนวนกาซา หลายฝ่ายก็เชื่อว่า FA จะแสดงความสนับสนุนผ่านการเปิดไฟในสนามเวมบลีย์ไม่ต่างจากเดิม
ทว่ารัฐบาลสหราชอาณาจักรมีจดหมายไปยังหน่วยงานกำกับดูแลด้านกีฬา เพื่อแสดงออกเกี่ยวกับเหตุโจมตีในอิสราเอล ‘อย่างเหมาะสม’ ในสัปดาห์นี้ โดยเน้นย้ำให้แสดงการสนับสนุนต่อเหยื่อ
ในการประชุมของ FA เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่น ผู้เข้าร่วมประชุมบางคนบอกกับผู้บริหารระดับสูงของ FA ว่า การเปิดไฟที่ซุ้มโค้งเหนือสนามเป็นสีธงชาติอิสราเอลอาจทำให้เกิดความไม่พอใจต่อคนบางกลุ่มได้
เป็นที่เข้าใจกันว่าเจ้าหน้าที่อาวุโสระมัดระวังตัวอย่างมากในการไม่ไปเข้าข้างความขัดแย้งใดๆ ในตะวันออกกลาง
โดยทาง BBC รายงานเพิ่มเติมว่า FA เตรียมจะส่งข้อความแห่งสันติภาพและความสามัคคีจริง แต่พวกเขาจะทำมันในสนาม ระหว่างเกมกระชับมิตรกับออสเตรเลียในวันศุกร์นี้ หาใช่การเปิดไฟเหนือสนามเวมบลีย์ แทนที่จะแสดงออกถึงการเลือกข้างอย่างชัดเจน
รายงานระบุว่า FA ได้ติดต่อกับองค์กรฟุตบอลของออสเตรเลียเพื่อยืนยันว่า จะมีการแสดงออกรูปแบบหนึ่งถึงเหยื่อในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอิสราเอลก่อนเริ่มการแข่งขัน
สำหรับยอดผู้เสียชีวิตในอิสราเอลจากการโจมตีของกลุ่มฮามาสเพิ่มเป็น 1,200 ราย ขณะที่มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 1,100 รายจากการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลในฉนวนกาซาเช่นกัน
อ้างอิง:
The post FA จะไม่เปิดไฟสนามเวมบลีย์เป็นสีธงชาติอิสราเอล เนื่องจากเกรงว่าจะสร้างความไม่พอใจให้คนบางกลุ่ม appeared first on THE STANDARD.
]]>
วานนี้ (31 กรกฎาคม) สมาคมฟุตบอลอังกฤษ หรือ FA ประกาศกฎใ […]
The post FA ประกาศกฎใหม่ พร้อมลงโทษนักเตะ-ผู้จัดการทีมหนักขึ้น หากแสดงพฤติกรรมไม่ดีต่อผู้ตัดสินระหว่างเกม appeared first on THE STANDARD.
]]>
วานนี้ (31 กรกฎาคม) สมาคมฟุตบอลอังกฤษ หรือ FA ประกาศกฎใหม่ที่จะใช้ในฤดูกาล 2023/24 ที่กำลังจะมาถึง โดยเป็นกฎข้อห้ามที่มีไว้สำหรับลงโทษทั้งนักเตะและผู้จัดการทีมที่มีพฤติกรรมไม่ดีระหว่างเกมการแข่งขัน
โดยกฎดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากทั้งสมาคมฟุตบอลอังกฤษ (FA), พรีเมียร์ลีก (PL), ฟุตบอลลีกอังกฤษ (EFL), Women’s Super League, Women’s Championship, ระบบลีกแห่งชาติ (Nation League) ตั้งแต่ระดับ 1-4 รวมไปถึงสมาคมผู้ตัดสินอาชีพ (PGMOL)
การเปลี่ยนกฎในครั้งนี้ ทางสมาคมฟุตบอลอังกฤษตั้งใจที่จะออกมาเพื่อทำความสะอาดวงการฟุตบอล โดยกฎที่ออกมามีบทลงโทษที่รุนแรงขึ้นสำหรับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในเกมการแข่งขัน โดยทาง FA จำกัดความคำว่า ‘ไม่เหมาะสม’ ของผู้เล่นเพิ่มเติมไว้ด้วย
โดยมาตรการใหม่ระบุว่า ผู้เล่นต้องไม่เผชิญหน้า รุกล้ำพื้นที่ส่วนตัว หรือสัมผัสกับเจ้าหน้าที่ผู้ตัดสินการแข่งขัน โดยเสริมว่า “หากมีผู้เล่นสองคนขึ้นไปล้อมรอบเจ้าหน้าที่ผู้ตัดสินในลักษณะเผชิญหน้า จะส่งผลให้ได้รับใบเหลือง และจะถูกรายงานไปยังสมาคมฟุตบอล”
ขณะเดียวกันกฎใหม่ของ FA ยังครอบคลุมถึงพฤติกรรมของผู้จัดการทีมและผู้เล่นข้างสนามด้วย หลังจากพวกเขาปรับพรีเมียร์ลีกมากกว่า 20 ครั้งในฤดูกาลที่ผ่านมา และได้รับเงินค่าปรับมากกว่า 1 ล้านปอนด์ (ราว 44 ล้านบาท) ในความผิดเกี่ยวกับการละเมิดเส้นเทคนิคและเผชิญหน้ากับผู้ตัดสิน
โดยกฎใหม่ของสมาคมฟุตบอลอังกฤษระบุว่า “ผู้เล่นและเจ้าหน้าที่ทีมที่ไม่ได้มีชื่อระบุไว้ในรายงานของทีมจะต้องไม่เข้าไปในพื้นที่ทางเทคนิคเด็ดขาด นอกจากนี้ยังไม่อนุญาตให้บุคคลใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นผู้จัดการทีม เจ้าหน้าที่ หรือนักเตะ เข้าไปในสนาม เพื่อเผชิญหน้ากับผู้ตัดสินในช่วงพักครึ่งเวลาหรือหลังจบเกม”
นอกจากนี้ในระหว่างการแข่งขันจะอนุญาตให้มี ‘เพียงคนเดียวเท่านั้น’ ที่สามารถยืนอยู่ด้านหน้าของเขตเทคนิคได้ ส่วนคนที่สองสามารถยืนได้ ‘แต่ต้องยืนติดกับม้านั่งสำรอง’ และการสนทนาระหว่างทั้งสองคนจะต้องเกิดขึ้นใกล้กับม้านั่งสำรอง ในขณะที่คนอื่นๆ ยังคงนั่งอยู่
นอกจากนี้ผู้เล่นต้องไม่ยุยงหรือยกระดับการเผชิญหน้าครั้งใหญ่กับผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามและผู้อยู่บนพื้นที่ทางเทคนิคของอีกฝ่ายด้วย
โดยในการนี้ ผู้ตัดสินในแมตช์นั้นๆ จะได้รับอำนาจอย่างเต็มที่เพื่อจัดการกับกรณีดังกล่าว และสามารถให้ใบเหลืองเป็นการตักเตือนหรือให้ใบแดงได้หากพฤติกรรมต่ำกว่ามาตรฐานที่คาดไว้
และหากมีเหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้น ผู้ตัดสินจะต้องรายงานไปยัง FA เพื่อพิจารณาและดำเนินการทางวินัยที่เข้มงวดเพิ่มเติมในกรณีที่มีบุคคลกระทำผิด
อ้างอิง:
The post FA ประกาศกฎใหม่ พร้อมลงโทษนักเตะ-ผู้จัดการทีมหนักขึ้น หากแสดงพฤติกรรมไม่ดีต่อผู้ตัดสินระหว่างเกม appeared first on THE STANDARD.
]]>
วานนี้ (14 มิถุนายน) สมาคมฟุตบอลอังกฤษ (FA) อนุญาตให้สโ […]
The post FA อนุมัติให้สโมสรในอังกฤษลงทะเบียนนักเตะไม่มี Work Permit ได้ โดยให้มีผลทันที appeared first on THE STANDARD.
]]>
วานนี้ (14 มิถุนายน) สมาคมฟุตบอลอังกฤษ (FA) อนุญาตให้สโมสรลงทะเบียนนักเตะที่ไม่มีใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ได้แล้วโดยทีมในพรีเมียร์ลีกและในแชมเปียนชิปได้รับโควตาให้ลงทะเบียนได้มากสุด 4 คน ขณะที่ทีมในลีกวันและลีกทูสามารถลงทะเบียนได้สูงสุด 2 คน
โดยสมาคมฟุตบอลอังกฤษได้ออกกฎรับรองการปกครอง (Governing Body Endorsement: GBE) ฉบับใหม่ โดยมีจุดประสงค์ในการช่วยเหลือผู้เล่น ที่เดิมกำหนดว่าจะต้องมีใบอนุญาตทำงานก่อนที่จะลงทะเบียนให้กับสโมสรได้ ซึ่งการได้ใบอนุญาตทำงานในอังกฤษนั้นทำได้ค่อนข้างยาก
ด้าน มาร์ค บูลลิงแฮม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของสมาคมฟุตบอลอังกฤษ กล่าวถึงประโยชน์ของระบบใหม่ โดยเฉพาะการช่วยให้ผู้เล่นนอกเกาะอังกฤษมาโลดแล่นในลีกแดนผู้ดีได้ง่ายขึ้น
“ในฐานะองค์กรปกครองของฟุตบอลอังกฤษ เราต้องดูแลระบบของฟุตบอลทั้งหมด และเราต้องการสร้างระบบรูปแบบใหม่เพื่อตอบสนองกับทุกคนที่มีส่วนร่วมกับฟุตบอลของเรา
“เราทำงานใกล้ชิดกับสโมสรและลีกต่างๆ อย่างใกล้ชิด และได้ออกแบบแนวทางที่ก้าวหน้า ซึ่งจะทำให้สโมสรต่างๆ สามารถเข้าถึงนักเตะที่มีพรสวรรค์ในระดับนานาชาติได้มากขึ้น และเพิ่มโอกาสให้นักเตะเหล่านั้นได้มาโชว์พรสวรรค์ในลีกอังกฤษ” มาร์ค บูลลิงแฮม กล่าว
โดยก่อนหน้านี้ นักฟุตบอลที่จะมาค้าแข้งในลีกฟุตบอลอังกฤษต้องมีการขอใบอนุญาตทำงานหรือ Work Permit โดยจะใช้ระบบคะแนนตามเกณฑ์ที่เคร่งครัด ซึ่งระบบนี้จะยังคงใช้อยู่สำหรับนักฟุตบอลจากต่างประเทศ แต่ในระบบใหม่นี้จะเปิดช่องว่างมากขึ้นสำหรับนักฟุตบอลที่มีความสามารถให้ได้รับโอกาสเข้ามาค้าแข้งในลีกฟุตบอลอังกฤษ แม้ว่าจะไม่สามารถทำคะแนนได้ตามเกณฑ์ของ Work Permit ก็ตาม
สำหรับกฎใหม่จะเริ่มใช้งานตั้งแต่ตลาดนักเตะ ซัมเมอร์ 2023/24 ซึ่งเริ่มมีผลไปตั้งแต่เมื่อวานนี้
อ้างอิง:
The post FA อนุมัติให้สโมสรในอังกฤษลงทะเบียนนักเตะไม่มี Work Permit ได้ โดยให้มีผลทันที appeared first on THE STANDARD.
]]>
นอกเหนือจากผลงานของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่โชว์ฟอร์มระดับเ […]
The post แบน 8 เดือน ฐานเล่นพนัน! บทลงโทษ ไอแวน โทนีย์ รุนแรงเกินไปหรือไม่? appeared first on THE STANDARD.
]]>
นอกเหนือจากผลงานของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่โชว์ฟอร์มระดับเทพ ไล่ถล่มเรอัล มาดริด จนหมดฟอร์มราชันชุดขาว เมื่อคืนนี้ยังมีข่าวใหญ่ของวงการฟุตบอลอังกฤษที่สร้างความตื่นตะลึงไม่น้อย เมื่อมีการตัดสินบทลงโทษ ไอแวน โทนีย์ กองหน้าดาวดัง ด้วยการแบนถึง 8 เดือน จากข้อหาการเล่นพนัน
สมาคมฟุตบอลอังกฤษ (FA) ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า “ไอแวน โทนีย์ ถูกแบนจากเกมฟุตบอลและกิจกรรรมที่เกี่ยวข้องเป็นระยะเวลา 8 เดือน โดยให้มีผลบังคับทันที และจะมีผลถึงวันที่ 16 มกราคม 2024 พร้อมกับลงโทษปรับ 50,000 ปอนด์ และมีการทำทัณฑ์บนเรื่องความประพฤติเกี่ยวกับการฝ่าฝืนกฎของสมาคมฟุตบอลอังกฤษในการเล่นการพนัน”
อย่างไรก็ดี ยังไม่มีการเผยแพร่รายละเอียดคำตัดสินออกมาในเวลานี้ โดย FA ที่จะขอตรวจสอบเหตุผลจากคณะกรรมการก่อนที่จะเผยแพร่อย่างเป็นทางการ
ขณะที่ฝ่ายของกองหน้าวัย 27 ปีที่กำลังอยู่ในฟอร์มร้อนแรง กล่าวเพียงว่า “โดยธรรมชาติแล้วผมย่อมต้องผิดหวังที่จะไม่สามารถลงเล่นได้อีก 8 เดือน เมื่อยังไม่มีการเปิดเผยเหตุผลของคณะกรรมาธิการผู้ตัดสินในเรื่องนี้ ผมจึงไม่สามารถแสดงความเห็นในเวลานี้ได้ นอกจากการขอบคุณครอบครัวและเพื่อนของผม สโมสรเบรนท์ฟอร์ด และแฟนๆ ของพวกเรา ที่ให้การสนับสนุนมาโดยตลอด แม้ว่ามันจะเป็นช่วงระยะเวลาที่ยากลำบากก็ตาม
“ตอนนี้ผมขอสนใจแค่การกลับมาลงเล่นเกมฟุตบอลที่ผมรักอีกครั้งในฤดูกาลหน้า” โดยโทนีย์จะหมดสิทธิ์ลงสนามใน 2 นัดที่เหลือของฤดูกาล แต่จะได้รับอนุญาตให้กลับมาลงฝึกซ้อมร่วมกับทีมได้ในช่วง 4 เดือนสุดท้ายของการรับใช้โทษ หรือในเดือนกันยายน
เรื่องนี้นำไปสู่การตั้งคำถามพอสมควร โดยเฉพาะคำถามที่ว่า บทลงโทษนั้นรุนแรงเกินไปหรือไม่?

ย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้น เรื่องราวคดีของโทนีย์เริ่มต้นขึ้นในช่วงปลายปี 2022 เมื่อมีรายงานว่า เขาถูกตั้งข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการกระทำผิดในการเล่นพนัน ซึ่งเป็นการละเมิดกฎของ FA
การดำเนินคดีครั้งแรกเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน โดยกองหน้าฮีโร่ของทีมเบรนท์ฟอร์ดถูกดำเนินคดีฐานเล่นพนันทั้งหมด 232 ครั้ง ก่อนที่จะมีการแจ้งข้อหาเพิ่มอีก 30 ครั้ง รวมทั้งหมด 262 ครั้งด้วยกัน ซึ่งระยะเวลาที่กระทำผิดเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2017 – 23 มกราคม 2021 ตั้งแต่ยังเป็นนักฟุตบอลของทีมนิวคาสเซิลและปีเตอร์โบโร ก่อนจะย้ายมาอยู่กับเบรนท์ฟอร์ด
ทั้งนี้ กฎของ FA มาตรา E8 มีการระบุเอาไว้อย่างชัดเจนว่า ห้ามไม่ให้นักฟุตบอลอาชีพเล่นการพนัน หรือขอให้บุคคลอื่นกระทำการแทนในนาม หรือแบ่งปันข้อมูลที่มีความสำคัญเพื่อวัตถุประสงค์ในการเล่นพนัน
เพราะถ้านักฟุตบอลหันมาเล่นพนัน หรือพูดง่ายๆ คือ แทงบอลกันเอง มีโอกาสสูงที่จะนำไปสู่การล็อกผลการแข่งขัน หรือที่เรียกว่า ‘ล้มบอล’ ได้
ในอดีตเคยมีกรณีที่นักฟุตบอลระดับลีกสูงสุดถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการล้มบอลมาแล้ว เช่น ในปี 1994 บรูซ กร็อบเบลาร์ ผู้รักษาประตูระดับตำนานของลิเวอร์พูลในยุค 80 และ 90 ถูกดำเนินคดีข้อหาสมรู้ร่วมคิดในการล้มบอล โดยมี ฮันส์ ซีเกอร์ ผู้รักษาประตูแอสตัน วิลลาในขณะนั้น, จอห์น ฟาชานู กองหน้าดาวดังที่เพิ่งย้ายมาร่วมทีมวิมเบิลดันได้ไม่นาน และ เฮง ซวน ลิม นักธุรกิจชาวมาเลเซีย ที่ถูกดำเนินคดีพร้อมกัน
สาเหตุเกิดจากการที่หนังสือพิมพ์ The Sun กล่าวหาโดยอ้างหลักฐานว่า กร็อบเบลาร์มีการพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องการล้มบอล ซึ่งแม้คดีนี้จะจบลงในอีก 3 ปีถัดมาโดยพ้นมลทิน แต่ก็เป็นกรณีอื้อฉาวที่ทำลายชื่อเสียงนักฟุตบอลที่เกี่ยวข้องอย่างรุนแรง
อย่างไรก็ดี กรณีของโทนีย์เป็นกรณีที่แตกต่างออกไป โดยเป็นเรื่องของการที่นักกีฬาเล่นพนัน ซึ่งก็เคยมีกรณีที่นักฟุตบอลเคยถูกลงโทษจากการเล่นพนันเช่นกัน เช่น

เรื่องบทลงโทษของโทนีย์ที่ถูกห้ามลงสนามนานถึง 8 เดือน หากประเมินจากจำนวนความผิด 232 ครั้ง (อีก 30 ครั้งรอดไป) หลายฝ่ายมองว่า เป็นบทลงโทษที่ค่อนข้างรุนแรง ใกล้เคียงกับการลงโทษ เอริค คันโตนา ตำนานกองหน้าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ถูกแบน 9 เดือน จากการกระโดดถีบ Kung-Fu Kick ใส่ แมทธิว ซิมมอนส์ แฟนบอลคริสตัล พาเลซ
มีคนที่นำบทลงโทษนี้ไปเปรียบเทียบกับบทลงโทษของการเหยียดสีผิว ซึ่งเป็นปัญหาที่ไม่เคยแก้ไขได้ โดยเรื่องการเหยียดสีผิวมีบทลงโทษที่รุนแรงน้อยกว่าอย่างชัดเจน เช่น กรณีของ หลุยส์ ซัวเรซ อดีตกองหน้าลิเวอร์พูล ที่เคยเหยียดผิวใส่ ปาทริซ เอวรา ถูกลงโทษห้ามลงเล่นแค่ 8 นัดเท่านั้น
ในกรณีนี้ แดน โรน บรรณาธิการข่าวกีฬาของ BBC มองว่า การวิจารณ์ว่าบทลงโทษดังกล่าวเหมาะสมหรือไม่เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เนื่องจากยังไม่มีการเผยแพร่คำตัดสินอย่างเป็นทางการที่กล่าวถึงเหตุผลประกอบต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องพฤติกรรมของกองหน้าเบรนท์ฟอร์ด ว่าทำไมจึงเล่นพนันเป็นอาชีพขนาดนี้
โรนยังเชื่อว่า FA ไม่มีทางเลือกมากนักในเรื่องนี้ นอกจากต้องลงโทษให้เป็นแบบอย่าง เป็นการปรามนักฟุตบอลอาชีพทุกคนให้รู้จักกฎ และเคารพกฎของการเป็นนักฟุตบอลอาชีพด้วย
จุดที่น่ากังวลคือ ในขณะที่ FA พยายามลงโทษนักฟุตบอลไม่ให้กระทำผิดเรื่องการเล่นพนัน แต่ในวงการฟุตบอลอังกฤษตอนนี้ถูกปกคลุมไปด้วยการพนัน จากเม็ดเงินของบริษัทรับพนันถูกกฎหมายที่เข้ามาผ่านการเป็นสปอนเซอร์

เบรนท์ฟอร์ด สโมสรของโทนีย์ เป็นหนึ่งในสโมสรที่รับสปอนเซอร์จากบริษัทพนัน และก่อนหน้านี้เขาก็เคยเล่นให้สโมสรหลายแห่งในระดับ EFL ซึ่งตัวของลีกเองก็ได้รับการสนับสนุนจาก Sky Bet ซึ่งก็เป็นบริษัทพนันเช่นกัน
และในอดีต FA ก็เคยรับสปอนเซอร์จาก Ladbrokes ซึ่งก็เป็นบริษัทรับพนันเก่าแก่เช่นกัน
วงการฟุตบอลอังกฤษเริ่มตระหนักถึงผลกระทบและอิทธิพลของบริษัทรับพนันเหล่านี้ที่เริ่มมีมากขึ้น และเริ่มมีมาตรการกีดกันไม่ให้มีการรับสปอนเซอร์จากบริษัทเหล่านี้ โดยจะเริ่มจากการขอ ‘อาสาสมัคร’ สโมสรที่จะไม่รับสปอนเซอร์จากบริษัทพนัน
แต่ส่วนสำคัญที่สุดคือ เรื่องของการให้ความรู้กับนักฟุตบอลเกี่ยวกับเรื่องของการพนันและผลที่จะเกิดขึ้นจากการพนัน ซึ่งในอดีตมีนักฟุตบอลจำนวนมากที่หมดเนื้อหมดตัวจากการเล่นพนัน ทั้งๆ ที่เคยเป็นซูเปอร์สตาร์ดาวดังมาก่อน
บทลงโทษของ ไอแวน โทนีย์ จะเป็นบทลงโทษที่เหมาะสมหรือไม่นั้น คงจะต้องพิจารณาจากคำตัดสินที่จะเผยแพร่ออกมาในภายหลัง
แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ นี่เป็น Wake-Up Call สำหรับวงการฟุตบอลอังกฤษหรือไม่ ในการที่จะตื่นรู้ว่าปัญหาจริงๆ นั้นอาจไม่ได้อยู่แค่ตัวบุคคล
มันอาจจะอยู่ที่เราอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบไหนด้วย
อ้างอิง:
The post แบน 8 เดือน ฐานเล่นพนัน! บทลงโทษ ไอแวน โทนีย์ รุนแรงเกินไปหรือไม่? appeared first on THE STANDARD.
]]>
เกมฟุตบอลมีการนำระบบ Video Assistant Referee หรือ VAR ม […]
The post ผู้ตัดสินต้องมีคำอธิบายคำตัดสิน VAR แก่ผู้ชม! และผลการประชุม IFAB อื่นๆ ที่น่าสนใจ appeared first on THE STANDARD.
]]>
เกมฟุตบอลมีการนำระบบ Video Assistant Referee หรือ VAR มาใช้ได้หลายปีแล้ว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือการทำหน้าที่ของผู้ตัดสินในสนามให้มีความแม่นยำและชัดเจนมากขึ้นใน ‘จังหวะหรือเหตุการณ์ที่มีความคลุมเครือ’
เพียงแต่ปัญหาที่เกิดขึ้นตลอดมา โดยเฉพาะในบางรายการอย่างพรีเมียร์ลีก VAR กลายเป็น ‘แดนสนธยา’ ที่ไม่มีใครรู้ได้ว่าตกลงแล้วการตัดสินจังหวะนั้นๆ ผู้ตัดสินตัดสินด้วยเหตุผลอะไร เพราะคนที่รู้จริงๆ มีเพียง 2 ฝ่ายเท่านั้น คือ ผู้ตัดสินที่ 1 ซึ่งอยู่ในสนาม และผู้ตัดสิน VAR ที่ทำหน้าที่อยู่หน้าจอ
เมื่อสิ่งที่ควรชัดเจนกลายเป็นความไม่ชัดเจน ทำให้มีการเรียกร้องให้มีการเปิดเผยว่าการพูดคุยกันระหว่างผู้ตัดสินทั้งสองฝั่งนั้นเป็นอย่างไร อย่างน้อยที่สุดผู้ชมที่อยู่ในสนามไปจนถึงผู้ชมที่อยู่ทางบ้านจะได้เข้าใจในเหตุผลของการตัดสิน
เรื่องนี้ได้ถูกผลักดันไปถึงบนโต๊ะการประชุมของ Inter National FA Board หรือ IFAB ในฐานะ ‘ผู้คุมกฎ’ ของเกมฟุตบอล ที่กรุงลอนดอน เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ปรากฏว่า IFAB ได้มีการผ่านมติสำคัญที่จะช่วยให้เกิดความชัดเจนในการตัดสินโดย VAR
สิ่งที่จะทำให้เกิดความชัดเจนขึ้นคือ ‘คำอธิบาย’ จากผู้ตัดสิน โดยมีรายละเอียดดังนี้
มาร์ค บัลลิงแฮม ในฐานะซีอีโอของสมาคมฟุตบอลอังกฤษ (FA) และบอร์ดของ IFAB ให้ความเห็นว่า “เราคิดว่าเรื่องนี้มีความสำคัญต่อความโปร่งใสและจะมีส่วนช่วยผู้ชมในสนามที่ไม่ได้รับข้อมูลที่เพียงพอ ดังนั้นนี่จึงเป็นความก้าวหน้าที่สำคัญมาก”
“บทสนทนากับผู้ตัดสิน VAR จะถูกสงวนไว้เป็นการส่วนตัว แต่ผู้ตัดสินจะต้องสื่อสารกับผู้ชมในสนาม นี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้น”
สิ่งที่น่าสนใจคือการที่ผู้ตัดสินอธิบายคำตัดสินจะช่วยลดความคลางแคลงใจต่อผู้ชมทั้งในสนามและทางบ้านได้หรือไม่ และจะสามารถสื่อสารหรือชี้แจงได้อย่างถูกต้องหรือไม่ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งสกิลที่ผู้ตัดสินจะต้องฝึกฝนต่อจากนี้
ปฏิกิริยาของผู้ชมในสนามเองก็น่าสนใจ เพราะหากการตัดสินเกิดค้านความรู้สึกขึ้นมา คำอธิบายจากผู้ตัดสินจะช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบา หรือว่าจะเป็นการราดน้ำมันลงบนกองไฟกันแน่ ซึ่งก็ต้องคอยติดตามในการทดสอบที่ฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก
สำหรับมติอื่นๆ ในการประชุมของ IFAB ที่น่าสนใจยังมี


อ้างอิง:
The post ผู้ตัดสินต้องมีคำอธิบายคำตัดสิน VAR แก่ผู้ชม! และผลการประชุม IFAB อื่นๆ ที่น่าสนใจ appeared first on THE STANDARD.
]]>
กลายเป็นข่าวใหญ่ในลีกแดนผู้ดีพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อล […]
The post ไอแวน โทนีย์ ถูก FA ตั้งข้อหาแอบเล่นพนัน 232 ครั้งในช่วงปี 2017-2021 appeared first on THE STANDARD.
]]>
กลายเป็นข่าวใหญ่ในลีกแดนผู้ดีพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อล่าสุดวันนี้ (17 พฤศจิกายน) มีรายงานจาก BBC Sport ระบุว่า ไอแวน โทนีย์ กองหน้าชาวอังกฤษวัย 26 ปีของทีมเบรนท์ฟอร์ด ถูกสมาคมฟุตบอลอังกฤษ (FA) ตั้งข้อหาละเมิดกฎข้อ E8 ว่าด้วยการห้ามเล่นพนันของ FA จากการละเมิดกฎห้ามเล่นพนัน โดยเล่นพนันถึง 232 ครั้ง ระหว่างวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2017 – 23 มกราคม 2021
โดย ไอแวน โทนีย์ จะมีเวลาชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข้อกล่าวต่อ FA ภายในวันพฤหัสบดีที่ 24 พฤศจิกายนนี้
ขณะที่เบรนท์ฟอร์ด ในฐานะต้นสังกัดของนักเตะ ได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า “สโมสรได้รับแจ้งว่า ไอแวน โทนีย์ ถูกตั้งข้อหาละเมิดกฎห้ามพนันของ FA โดยตอนนี้สโมสรกำลังหารือกับไอแวนและตัวแทนทางกฎหมายของเขาเกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งการสนทนาเหล่านั้นจะดำเนินต่อไปเป็นการส่วนตัว และเราจะไม่แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมจนกว่าเรื่องราวจะเสร็จสิ้น”
ทั้งนี้แม้ ไอแวน โทนีย์ จะไม่มีชื่อติดทีมชาติอังกฤษไปลุยศึกฟุตบอลโลก 2022 ที่กาตาร์ แต่ผลงานในลีกกับทัพผึ้งพิฆาตถือว่าเป็นไปอย่างยอดเยี่ยม หลังได้รับโอกาสลงเล่นทุกรายการ 16 นัด ยิงไป 11 ประตู และแอสซิสต์อีก 3 ครั้ง โดยผลงานสร้างชื่อชิ้นล่าสุดคือการยิงคนเดียว 2 ประตู ในเกมที่เบรนท์ฟอร์ดบุกไปชนะแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถึงเอติฮัดสเตเดียม 2-1
อ้างอิง:
The post ไอแวน โทนีย์ ถูก FA ตั้งข้อหาแอบเล่นพนัน 232 ครั้งในช่วงปี 2017-2021 appeared first on THE STANDARD.
]]>
สมาคมฟุตบอลอังกฤษ (FA) ออกแถลงการณ์ว่า ทีมชาติอังกฤษได้ […]
The post แกเร็ธ เซาท์เกต ขยายสัญญาคุมทีมชาติอังกฤษถึงปี 2024 ตั้งเป้าพาทีมประสบความสำเร็จในอนาคต appeared first on THE STANDARD.
]]>
สมาคมฟุตบอลอังกฤษ (FA) ออกแถลงการณ์ว่า ทีมชาติอังกฤษได้บรรลุข้อตกลงในการขยายสัญญากับ แกเร็ธ เซาท์เกต ผู้จัดการทีมวัย 55 ปี ออกไปจนถึงเดือนธันวาคม ปี 2024 (โดยสัญญาเดิมจะหมดหลังสิ้นปี 2022) รวมถึงผู้ช่วยโค้ชอย่าง สตีฟ ฮอลแลนด์ ก็ได้รับสัญญาใหม่เช่นกัน หลังทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมทั้งการพาทีมทะลุสู่รอบชิงยูโร 2020 รวมถึงการันตีตั๋วไปเล่นในศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่กาตาร์สิ้นปีหน้า
“ผมดีใจที่ฮอลแลนด์และผมได้รับโอกาสในการขยายเวลาในการทำหน้าที่กับทีมต่อไป
“มันเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นผู้นำให้ทีม ผมอยากขอบคุณผู้ใหญ่ในสมาคมที่สนับสนุนทุกคน และแน่นอนผู้เล่นและเหล่าสตาฟฟ์ที่สนับสนุนทีม ผ่านการทำงานหนักของพวกเขา
“เรามีโอกาสที่ดีอยู่ตรงหน้าของเรา และผมรู้ว่าพวกเขาและแฟนๆ ต่างตื่นเต้นกับสิ่งที่ทำให้ทีมจะประสบความสำเร็จในอนาคต” เซาท์เกตกล่าวกับสื่อ
สำหรับ แกเร็ธ เซาท์เกต ก้าวเข้ามารับงานคุมทีมชาติอังกฤษต่อจาก แซม อัลลาไดซ์ ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2016 คุมทีมไปแล้ว 64 นัด ชนะ 44 นัด เสมอ 9 นัด และแพ้ 11 นัด
อ้างอิง:
The post แกเร็ธ เซาท์เกต ขยายสัญญาคุมทีมชาติอังกฤษถึงปี 2024 ตั้งเป้าพาทีมประสบความสำเร็จในอนาคต appeared first on THE STANDARD.
]]>
พรีเมียร์ลีกเตรียมเปิดเผยผลการศึกษาเกี่ยวกับปัญหาของโรค […]
The post พรีเมียร์ลีกเตรียมเปิดเผยผลการศึกษา ‘โรคความจำเสื่อมในนักฟุตบอล’ อาจจำกัดจำนวนการโหม่งบอล appeared first on THE STANDARD.
]]>
พรีเมียร์ลีกเตรียมเปิดเผยผลการศึกษาเกี่ยวกับปัญหาของโรคความจำเสื่อมในหมู่นักฟุตบอลว่ามีความเชื่อมโยงกับการโหม่งบอลหรือไม่ ขณะที่คณะทำงานของสมาคมฟุตบอลอังกฤษ (FA) มีคำแนะนำให้จำกัดจำนวนการโหม่งในระหว่างการซ้อมลง
จากความสูญเสียของนักฟุตบอลในอดีตจำนวนมากที่ต้องเสียชีวิตหรือได้รับความทุกข์ทรมานจากโรคความจำเสื่อม ซึ่งปีกลายวงการฟุตบอลอังกฤษสูญเสีย น็อบบี สไตล์ส ตำนานทีม ‘สิงโตคำราม’ ชุดแชมป์ฟุตบอลโลก ซึ่งเป็น 1 ใน 5 คนที่เสียชีวิตจากโรคนี้ และยังมีข่าวร้ายเมื่อ เซอร์ บ็อบบี ชาร์ลตัน ยอดศูนย์หน้าของทีมยุคเดียวกันป่วยเป็นโรคความจำเสื่อมเช่นกัน ทำให้มีการเรียกร้องให้วงการฟุตบอลหาคำตอบอย่างจริงจังว่าการโหม่งบอลมีส่วนทำให้เกิดโรคนี้หรือไม่
สำหรับการศึกษาในเรื่องนี้ ทางด้านพรีเมียร์ลีกได้ทำการศึกษาโดยมีการตรวจวัดแรงปะทะที่เกิดขึ้นจากการโหม่งหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการโหม่งบอลในระยะสั้น การโหม่งระยะยาว โหม่งจากลูกเปิดจากริมเส้น หรือการโหม่งจากลูกเตะจากประตู ซึ่งคาดว่าข้อสรุปจากเรื่องนี้ที่จะออกมาในวันศุกร์นี้จะนำไปสู่แนวทางในการปฏิบัติเรื่องของการจำกัดจำนวนครั้งในการโหม่งในระหว่างการฝึกซ้อม โดยเฉพาะในการฝึกซ้อมการโหม่งเฉพาะที่จะส่งผลกระทบต่อศีรษะมากที่สุด
ด้าน FA โดย ดร.ชาร์ล็อตต์ โควี หัวหน้าแพทย์ของ FA เปิดเผยต่อทางด้านกระทรวงดิจิทัล วัฒนธรรม สื่อ และกีฬา (DCMS) ของอังกฤษ ว่าคณะทำงานเฉพาะกิจที่เกิดจากการรวบรวมบุคลากรในวงการกีฬาและวงการแพทย์ได้มีคำแนะนำอย่างเป็นทางการในการลดจำนวนการโหม่งในเกมฟุตบอล
โควีเผยว่า “คำแนะนำที่เราได้รับจากการศึกษาของคณะทำงานเฉพาะกิจ ซึ่งเป็นคณะทำงานอิสระ คือเราควรจะลดจำนวนการโหม่งในเกมฟุตบอลลง เราเห็นตรงกันในเรื่องนี้ ไม่มีข้อถกเถียงเกี่ยวกับการลดจำนวนของการโหม่งในเกมลง โดยการโหม่งหลักๆ จะเกิดขึ้นในการซ้อม ดังนั้น การจำกัดจำนวนในการซ้อมและประเภทของการโหม่งคือทิศทางที่เราต้องการจะเดินไปต่อ และเราก็ได้ดำเนินการแล้วในเกมระดับเยาวชน
“สิ่งสำคัญสำหรับการศึกษาคือเรื่องของแรงปะทะจากการโหม่งในแต่ละรูปแบบ ซึ่งจะช่วยทำให้เข้าใจถึงสิ่งที่เกิดขึ้น เช่น ในจำนวนการโหม่ง 20 ครั้ง การโหม่งบอลจากระยะสั้นย่อมไม่เหมือนกับการโหม่งบอลจากระยะยาว หรือการโหม่งลูกที่ถูกเตะเปิดโด่งขึ้นมา การโหม่งบอลระยะยาว 10 ครั้ง อาจจะเท่ากับการโหม่งระยะสั้น 20 ครั้ง
“พวกเราต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมอีกเล็กน้อยก่อนที่เราจะวางกฎสำหรับเกมฟุตบอลอาชีพ แต่เรามีความตั้งใจที่จะทำเช่นนั้น รวมถึงในเกมฟุตบอลระดับรากหญ้าของผู้ใหญ่ด้วย”
ด้าน คริส ซัตตัน อดีตศูนย์หน้าทีมชาติอังกฤษของทีมนอริช ซิตี้, แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส และกลาสโกว์ เซลติก ได้แจ้งต่อคณะกรรมการว่าสโมสรฟุตบอลควรจะจำกัดจำนวนการโหม่งในการซ้อมให้สูงสุดได้แค่ 20 ครั้งต่อการซื้อแต่ละมื้อ และควรจะมีการกำหนดการเว้นเวลาขั้นต่ำ 48 ชั่วโมงในระหว่างการซ้อมโหม่งเฉพาะเหล่านั้น
“เราไม่จำเป็นจะต้องมาประชุมกันซ้ำแล้วซ้ำอีกในเรื่องนี้ เรื่องนี้มันควรจะต้องเกิดขึ้นทันที” ซัตตันกล่าว “มีนักฟุตบอลในอดีตเป็นร้อยหรือเป็นพันคนที่เสียชีวิตจากโรคความจำเสื่อม ถ้าเราไม่จำกัดมันตั้งแต่ตอนนี้ ก็จะมีคนอีกเป็นร้อยเป็นพันคนที่จะตายในอนาคต”
พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล
อ้างอิง:
The post พรีเมียร์ลีกเตรียมเปิดเผยผลการศึกษา ‘โรคความจำเสื่อมในนักฟุตบอล’ อาจจำกัดจำนวนการโหม่งบอล appeared first on THE STANDARD.
]]>
สมาคมฟุตบอลอังกฤษ หรือเอฟเอ สั่งดำเนินคดีกับเอดินสัน คา […]
The post เอฟเอตั้งข้อหา เอดินสัน คาวานี หลังโพสต์คำพูดในเชิงเหยียดผิว แบนขั้นต่ำ 3 นัด appeared first on THE STANDARD.
]]>
สมาคมฟุตบอลอังกฤษ หรือเอฟเอ สั่งดำเนินคดีกับเอดินสัน คาวานี กองหน้าทีม ‘ปีศาจแดง’ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หลังจากโพสต์ภาพที่มีข้อความในเชิงเหยียดสีผิวเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายนท่ีผ่านมา
คาวานีโพสต์ภาพที่มีข้อความส่อไปในเชิงการเหยียดสีผิว หลังจากเป็นผู้ทำประตูชัยช่วยให้ทีมเอาชนะเซาแธมป์ตันได้ 3-2 ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ซึ่งแม้ว่าจะมีการลบโพสต์ดังกล่าวทันที และยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาในเชิงการเหยียดผิว แต่ตามกฎระเบียบของเอฟเอที่เพิ่งออกมาใหม่เมื่อช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา ทำให้กองหน้าวัย 33 ปีถูกตั้งข้อหาเกี่ยวกับการโพสต์บนโซเชียลมีเดียโดยใช้ข้อความที่ไม่เหมาะสม
ทั้งนี้ คาวานีมีเวลาจนถึงวันที่ 4 มกราคมปีหน้า เพื่อที่จะชี้แจงต่อข้อกล่าวหานี้ ซึ่งทางด้านแมนฯ ยูไนเต็ดกำลังพิจารณาแนวทางในการต่อสู้คดี แต่ได้ย้ำว่าทางสโมสรมีจุดยืนในการให้ความร่วมมือในการต่อต้านการเหยียดสีผิว และสำหรับคาวานีไม่มีเจตนาร้ายในการโพสต์ดังกล่าวอย่างแน่นอน
พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์
อ้างอิง:
The post เอฟเอตั้งข้อหา เอดินสัน คาวานี หลังโพสต์คำพูดในเชิงเหยียดผิว แบนขั้นต่ำ 3 นัด appeared first on THE STANDARD.
]]>