สมาคมธนาคารไทย Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/สมาคมธนาคารไทย/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 15 Jan 2026 07:44:33 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 บสย. เร่งค้ำประกัน 5,000 ล้านบาท หลังสินเชื่อ SME หดตัว 13 ไตรมาสติด https://thestandard.co/tcg-guarantee-5-billion-sme-contracted/ Thu, 15 Jan 2026 07:44:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1165602 บสย. เร่งค้ำประกัน 5,000 ล้านบาท หลังสินเชื่อ SME หดตัว 13 ไตรมาสติด

หลังสินเชื่อ SMEs หดตัวต่อเนื่องกว่า 13 ไตรมาส บสย. เปิ […]

The post บสย. เร่งค้ำประกัน 5,000 ล้านบาท หลังสินเชื่อ SME หดตัว 13 ไตรมาสติด appeared first on THE STANDARD.

]]>
บสย. เร่งค้ำประกัน 5,000 ล้านบาท หลังสินเชื่อ SME หดตัว 13 ไตรมาสติด

หลังสินเชื่อ SMEs หดตัวต่อเนื่องกว่า 13 ไตรมาส บสย. เปิดผลมาตรการ ‘บสย. Quick Big Win’ เพียง 1 เดือนแรก ค้ำประกันสินเชื่อแล้วกว่า 5,000 ล้านบาท สร้างสินเชื่อในระบบกว่า 5,200 ล้านบาท ช่วยผู้ประกอบการเกือบ 7,000 ราย และรักษาการจ้างงานกว่า 28,000 ตำแหน่ง พร้อมเผยว่า บสย. อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมในการดำเนินงานโครงการ ‘SMEs Credit Boost’ ในลำดับถัดไป

 

สิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยว่า การเปิดตัวมาตรการค้ำประกันสินเชื่อ ‘บสย. Quick Big Win’ วงเงิน 50,000 ล้านบาท เมื่อกลางเดือนธันวาคม 2568 มีเป้าหมายเพื่อพยุงการปล่อยสินเชื่อภาคธุรกิจขนาดย่อม หลังสินเชื่อ SMEs หดตัวต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 13 ติดต่อกัน

 

โดยหลังเปิดรับคำขอค้ำประกันประมาณ 1 เดือน ณ วันที่ 15 มกราคม 2569 พบว่า มีการอนุมัติค้ำประกันแล้วกว่า 5,000 ล้านบาท ส่งผลให้เกิดสินเชื่อในระบบสถาบันการเงิน 5,279 ล้านบาท ครอบคลุมผู้ประกอบการ SMEs จำนวน 6,870 ราย และช่วยรักษาการจ้างงานราว 28,000 ตำแหน่ง ขณะที่มูลค่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากการค้ำประกันอยู่ที่มากกว่า 20,650 ล้านบาท

 

ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่ามาตรการดังกล่าวช่วยลดความเสี่ยงของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อใหม่ โดยกลุ่มผู้ได้รับประโยชน์ครอบคลุมตั้งแต่ผู้ประกอบการรายย่อยและ Micro SMEs พ่อค้าแม่ค้า ผู้ค้าขายออนไลน์ และกลุ่มอาชีพอิสระ วงเงินค้ำประกันเริ่มตั้งแต่ 10,000 บาท ไปจนถึง SMEs ทั่วไปและกลุ่มซัพพลายเชน วงเงินไม่เกิน 40 ล้านบาท

 

สำหรับโครงสร้างมาตรการ บสย. กำหนดสิทธิประโยชน์หลัก ได้แก่ การยกเว้นค่าธรรมเนียมค้ำประกันในช่วง 3 ปีแรก, การจัดเก็บค่าธรรมเนียมในปีที่ 4 ในอัตราเริ่มต้น 1% ต่อปีตามวงเงินคงเหลือ, การคิดค่าธรรมเนียมตามระดับความเสี่ยง (Risk-Based Pricing) และการกำหนดอัตราการชดเชยหนี้เสีย (Max Claim) ในระดับสูง เพื่อเพิ่มแรงจูงใจในการปล่อยสินเชื่อ

 

สิทธิกรกล่าวต่อว่า บสย. อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมในการดำเนินงานโครงการ ‘SMEs Credit Boost’ ซึ่งเป็นกลไกค้ำประกันความเสี่ยงสำหรับสินเชื่อใหม่ ภายใต้ความร่วมมือระหว่างธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กระทรวงการคลัง สมาคมธนาคารไทย และสมาคมธนาคารนานาชาติ โดยโครงการดังกล่าวจะเชื่อมโยงรูปแบบการดำเนินงานปัจจุบันของ บสย. เข้ากับโครงสร้างใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสนับสนุนการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs ในระยะต่อไป

The post บสย. เร่งค้ำประกัน 5,000 ล้านบาท หลังสินเชื่อ SME หดตัว 13 ไตรมาสติด appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : หมดยุค ‘สเตียรอยด์’ ในคราบประชานิยม? เลือกตั้ง 2569 นักธุรกิจอยากเห็นไทยหลุดพ้นแจกเงิน https://thestandard.co/end-steroid-populism-election-2026/ Thu, 08 Jan 2026 02:02:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1162619 หมดยุค ‘สเตียรอยด์’ ในคราบประชานิยม? เลือกตั้ง 2569 นักธุรกิจ อยากเห็น ไทย หลุดพ้นแจกเงิน

หลายสำนักวิจัยฟันธงเศรษฐกิจปีนี้ ‘ชะลอตัว’ โตต่ำกว่า 2% […]

The post เลือกตั้ง 2569 : หมดยุค ‘สเตียรอยด์’ ในคราบประชานิยม? เลือกตั้ง 2569 นักธุรกิจอยากเห็นไทยหลุดพ้นแจกเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
หมดยุค ‘สเตียรอยด์’ ในคราบประชานิยม? เลือกตั้ง 2569 นักธุรกิจ อยากเห็น ไทย หลุดพ้นแจกเงิน

หลายสำนักวิจัยฟันธงเศรษฐกิจปีนี้ ‘ชะลอตัว’ โตต่ำกว่า 2% บนรอยต่อนับถอยหลังเลือกตั้ง 8 ก.พ. 69 นโยบายหาเสียงกลับมาเป็นปัจจัยขี้ชะตาเศรษฐกิจไทยอีกครั้ง ซึ่งหลายพรรคการเมืองต่างงัดกลยุทธ์แผนพลิกฟื้นปากท้องประชาชน

 

ผู้นำภาคเอกชน 3 องค์กร เสวนาในงาน TDRI เห็นพ้องกันว่า เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ใน ‘หุบเหวอันตราย’ และเผชิญโครงสร้าง ‘เปราะบาง’ ถึงเวลาที่ประเทศต้องก้าวข้ามนโยบาย ‘ประชานิยมแจกเงิน’ ไปสู่การสร้างเศรษฐกิจที่ยั่งยืน สร้างงาน สร้างรายได้ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างแท้จริง ก่อนสายเกินแก้

 

หมดยุค ‘สเตียรอยด์’ ในคราบประชานิยม? เลือกตั้ง 2569 นักธุรกิจ อยากเห็น ไทย หลุดพ้นแจกเงิน 1

 

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย แสดงความกังวลว่า การกู้เงินมาแจกยิ่งเพิ่มความเสี่ยงภาระการคลังอย่างหนัก ซึ่งสะท้อนได้จากการเลือกตั้งทุกครั้งที่ผ่านมา

 

นโยบายประชานิยมถูกใช้เป็นเครื่องมือหาเสียงมาตลอด แต่ท้ายที่สุด ‘มักให้ผลจริงเพียงเล็กน้อย’ แต่กลับทิ้งภาระต้นทุนงบประมาณการคลังระยะยาวไว้กับประเทศ เช่น โครงการประกันราคาและโครงการจำนำ

 

“หากจำเป็นต้องใช้นโยบายประชานิยม ควรเป็น ‘ประชานิยมสร้างงาน สร้างรายได้’ ไม่ใช่เพียงการใช้เงิน และทุกพรรคการเมืองต้องคำนึงถึงการหารายได้และการเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจควบคู่กันไป”

 

นอกจากนี้ ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างคอร์รัปชัน การเมือง และระบบราชการที่อ่อนแอ คือ ‘มะเร็งร้าย’ เป็นอุปสรรคใหญ่ กัดเซาะเศรษฐกิจไทยไปเรื่อยๆ หากไม่เร่งแก้ เศรษฐกิจไทยจะไม่สามารถเดินหน้าต่อได้

 

ดังนั้น ดร.พจน์ เรียกร้องให้พรรคการเมือง ‘หยุดคิดเรื่องการแจกเงิน’ และหันมาหารืออย่างจริงจังถึงวิกฤตเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญ ทั้งการท่องเที่ยวชะลอ ภาษีสหรัฐฯ ภูมิรัฐศาสตร์ การส่งออกอ่อนแรง หนี้สูง และความเสี่ยงทางการคลัง

 

ด้าน เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ชี้ว่า การแจกเงินกลายเป็น ‘ธรรมเนียมการเมือง’ แต่ไม่ก่อให้เกิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และนโยบายควิกวินอาจกลายเป็นกับดักฉุดรั้งเศรษฐกิจประเทศโดยเปล่าประโยชน์

 

“โดยเฉพาะ นโยบายการขึ้นค่าแรง โดยไม่พัฒนาผลิตภาพแรงงาน ซึ่งจะต่างจากประเทศอื่นอย่างจีน เวียดนาม ที่เน้นพัฒนาทักษะคน และหากจะมีการแจก ต้องเป็นการแจกอย่างมีคุณภาพ เข้าระบบ เน้นเพิ่มสภาพคล่องให้ SME และนำเงินไปลงทุนสร้างอุตสาหกรรมใหม่ในระยะยาว”

 

ส.อ.ท. ระบุ อีกว่า วันนี้และอนาคตการเติบโตของ GDP ไทยต้องมาจากการ ‘ยกระดับทักษะแรงงาน’ ซึ่งภาคเอกชนพร้อมจ่ายค่าแรงตามทักษะ (Pay by Skill)

 

แต่ปัจจุบันแรงงานไทยและต่างด้าวได้ค่าแรงใกล้เคียงกัน ทำให้เงินไหลออกนอกประเทศ ส่งผลให้ GDP ไทยวันนี้เติบโตต่ำกว่า 2% ขณะที่เวียดนามโตถึง 8% ปีนี้ไทยจะโตรั้งท้ายภูมิภาค และเพื่อนบ้านแซงไทยไปเรื่อยๆ

 

เกรียงไกร ย้ำอย่างน่าสนใจว่า คำว่า “เขาแจกแต่เราจ่าย ไม่ต่างกับอะไรกับคำว่า ใจถึงพึ่งได” ทำไมพรรคการเมืองไม่ปรับนโยบายเรียกคะแนนด้วยคำว่า ‘คนเก่ง คนดี’ และต้องมั่นใจว่า เมื่อเข้ามาทำหน้าที่แล้วจะกระตุ้น GDP ได้มากกว่านี้หรือไม่

 

“ผมอยากได้นักการเมือง กล้าคิด กล้าทำ ในทางที่ดี เสียสละ ผมยังมีความหวัง ไม่ใช่แค่พึ่งการแจก การแจกเงินต้องมีศิลปะ ประชาชนเองก็ต้องกลับมามองตนเอง ปรับมายเซตประชานิยมให้ไปในทิศทางเดียวกัน” เกรียงไกร ย้ำ

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

 

ขณะที่ ผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย มองว่า สิ่งที่ไทยขาดอย่างยิ่งคือ ‘ระบบข้อมูล’ เพื่อใช้ตรวจสอบ วัดผล และประเมินการใช้ทรัพยากร หากไม่มีข้อมูลที่สะท้อนการสร้างงาน รายได้ และความยั่งยืน การแจกเงินก็จะกลายเป็นเหมือน ‘การให้สเตียรอยด์ ทำลายระบบเศรษฐกิจและทำให้กลุ่มเปราะบางติดกับดักหลุมดำ’

 

“นโยบายแจกเงินอาจทำหน้าที่คล้ายสารเสพติด หรือ สเตียรอยด์ ที่เป็นภัยต่อกลุ่มเปราะบาง ไม่ช่วยให้เขาออกจากหลุมดำทางการเงินได้จริง ถ้าไม่ได้นำไปสู่การปรับพฤติกรรมการเงิน ท้ายที่สุดภาระหนี้เหล่านี้จะย้อนกลับมาทำลายระบบธนาคารและเครดิตของประเทศ”

 

ผยง ชี้ว่า มากกว่า 65% ของ GDP ไทยมาจากภาคธุรกิจขนาดใหญ่ แต่ผู้ประกอบการรายย่อยกลับถูกทิ้งไว้ชายขอบ ส่งผลให้ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ไทยเติบโตจาก ‘บุญเก่า’ ไม่มีเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ทั้งที่โลกธุรกิจและนวัตกรรมกำลังเป็นฟันเฟืองสำคัญ

 

ท่ามกลางความเสี่ยงจากวิกฤตโลก ภัยพิบัติ และการแข่งขันจากเพื่อนบ้านที่นับวันยิ่งแข็งแกร่ง ไทยยังไม่เห็นแผนปฏิบัติการหรือสะพานเชื่อมนโยบายที่ชัดเจนจากพรรคการเมือง

 

ผยง เสนอว่า ประเทศต้องสร้างสมการรายได้ใหม่ ผ่านนโยบายสาธารณะที่เชื่อมโยงการวิจัย นวัตกรรม และการพัฒนาอย่างยั่งยืน สนับสนุนเวทีถกเถียงสาธารณะและสร้างสังคมฐานปัญญา

 

พร้อมเตือนว่า ประชานิยมในวันนี้ ‘ไม่ใช่แค่ปัญหาของกลุ่มเปราะบาง แต่แรงต้านสำคัญกลับมาจากกลุ่มผู้ได้ประโยชน์เดิม’

 

บทสรุปเสียงจาก 3 บิ๊กเอกชน สะท้อนตรงกันว่า ไทยควรปิดฉากยุคประชานิยมแจกเงิน และหันมาสร้างเศรษฐกิจบนฐานการทำงานจริง ทักษะคน นวัตกรรม ความโปร่งใส และความยั่งยืน ก่อนที่ประเทศจะถอยหลัง ถูกเพื่อนบ้านแซงไปมากกว่านี้

 

ภาพ: master1305/Getty images

The post เลือกตั้ง 2569 : หมดยุค ‘สเตียรอยด์’ ในคราบประชานิยม? เลือกตั้ง 2569 นักธุรกิจอยากเห็นไทยหลุดพ้นแจกเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Rule of Law คือทางรอด! TIJ x กกร. ยกระดับนิติธรรมไทยสู่สากล https://thestandard.co/rule-of-law-tij-jsccib/ Fri, 19 Dec 2025 04:20:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1156308 Rule of Law คือทางรอด TIJ x กกร. ยกระดับนิติธรรมไทยสู่สากล

สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ประกาศความร่ว […]

The post Rule of Law คือทางรอด! TIJ x กกร. ยกระดับนิติธรรมไทยสู่สากล appeared first on THE STANDARD.

]]>
Rule of Law คือทางรอด TIJ x กกร. ยกระดับนิติธรรมไทยสู่สากล

สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับ World Justice Project (WJP) และคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) อันประกอบด้วย สมาคมธนาคารไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการยกระดับ ‘หลักนิติธรรม’ (Rule of Law) ของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม มุ่งสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบกฎหมายไทยในสายตานานาชาติ โดยเฉพาะในกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)

 

หลักนิติธรรม: รากฐานใหม่ของเศรษฐกิจและการแข่งขัน

 

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ประธานกรรมการ TIJ ระบุว่า หลักนิติธรรมคือหัวใจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางภาวะความผันผวนทั่วโลก นักลงทุนจะตัดสินใจจากเสถียรภาพและประสิทธิภาพของกลไกรัฐ กติกาที่เป็นธรรมและระบบยุติธรรมที่โปร่งใส โดยเฉพาะเมื่อไทยกำลังเข้าสู่มาตรฐาน OECD ความเข้มแข็งของหลักนิติธรรมจะเป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จที่สำคัญที่สุด

 

TIJ จึงเสนอแนวทาง Rule of Law Policy Framework เพื่อเป็น ‘เข็มทิศนโยบาย’ ที่มีความต่อเนื่องไม่ว่าการเมืองจะเปลี่ยนแปลง โดยใช้แนวทาง ‘บูรณาการทั้งสังคม’ Whole-of-Society Approach เปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนร่วมกำหนดอนาคต ตั้งแต่การปฏิรูปกฎหมายไปจนถึงการคุ้มครองสิทธิประชาชน เพื่อสร้างระบบนิเวศทางสังคมที่ยั่งยืน

 

เปิดผลดัชนี WJP 2025: จุดแข็งและข้อท้าทายของไทย

 

ดร.ศรีรักษ์ ผลิพัฒน์ ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก WJP เปิดเผยข้อมูลจากดัชนีหลักนิติธรรมประจำปี 2568 (WJP Rule of Law Index 2025) พบว่า ประเทศไทยได้คะแนนภาพรวมอยู่ที่ 0.50 ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพในการรักษาสถิติท่ามกลางกระแสการถดถอยของหลักนิติธรรมทั่วโลก

 

– จุดแข็ง: ความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัย รวมถึงความเชื่อมั่นต่อความสุจริตของสถาบันตุลาการ

 

– ข้อท้าทาย: ประสิทธิภาพกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่ต้องเร่งปรับปรุง ปัญหาการเลือกปฏิบัติที่เพิ่มสูงขึ้น และอุปสรรคเชิงโครงสร้างในการออกใบอนุญาตภาครัฐ ซึ่งถือเป็น ‘ต้นทุนแฝง’ ของประเทศ

 

WJP ย้ำว่า “ข้อมูลคือเข็มทิศของการปฏิรูป” และพร้อมสนับสนุนไทยในการนำข้อมูลเชิงลึกไปแปลงเป็นยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อปิดช่องว่างความเหลื่อมล้ำอย่างยั่งยืน

 

ภาคธุรกิจชี้ ‘กติกาไม่เป็นธรรม’ คือคอขวดเศรษฐกิจ

 

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธาน กกร. เน้นย้ำว่า หลักนิติธรรมคือโครงสร้างพื้นฐานของธรรมาภิบาล ภาคเอกชนกังวลต่อกติกาที่ไม่ชัดเจนและไม่เสมอภาค ซึ่งมีปัญหาหลัก 3 ประการ คือ การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่ได้มาตรฐาน กระบวนการอนุญาตที่ซับซ้อนและใช้ดุลพินิจสูง และการแข่งขันที่ไม่เท่าเทียม โดยเฉพาะต่อผู้ประกอบการ SME

 

กกร. จึงผลักดันโครงการ ‘Zero Corruption: กกร. และเพื่อน ไม่ทน’ โดยใช้ระบบดิจิทัลลดการใช้ดุลพินิจและเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ พร้อมเปิดตัวแคมเปญรณรงค์ ‘ไม่เลือกคนโกง’ เพื่อสร้างความตระหนักให้ประชาชนไม่สนับสนุนผู้สมัครที่มีประวัติทุจริตหรือเกี่ยวข้องกับทุนสีเทา โดยย้ำว่าเสียงของประชาชนคือเสียงชี้ขาดในการขับเคลื่อนประเทศ

 

อุตสาหกรรมและการเงิน: ปลดล็อกเศรษฐกิจนอกระบบ

 

เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวเสริมว่า ภาคธุรกิจต้องการกติกาที่คาดการณ์ได้ เพราะความไม่แน่นอนของกฎหมายสร้างต้นทุนแฝงมหาศาล การขับเคลื่อน Thailand Rule of Law National Strategy จึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะยกระดับกติกาประเทศให้สอดคล้องกับเกณฑ์ OECD ซึ่งให้ความสำคัญกับธรรมาภิบาลและการเติบโตอย่างยั่งยืน

 

ด้าน ผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ชี้ให้เห็นว่า ความอ่อนแอของหลักนิติธรรมเชื่อมโยงโดยตรงกับเศรษฐกิจนอกระบบของไทยที่มีสูงถึง 48% ของ GDP และปัญหาอำนาจเหนือตลาดของผู้เล่นรายใหญ่ ความร่วมมือครั้งนี้ผ่านโครงการ Reinvent Thailand จะช่วยเปลี่ยนประชาชนให้เป็น ‘Informed Citizen’ ที่สามารถตรวจสอบและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเชิงนโยบายบนฐานข้อเท็จจริง ซึ่งจะนำไปสู่สังคมที่สงบสุขและเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างทั่วถึงตามเป้าหมาย SDGs ของสหประชาชาติ

 

ความร่วมมือระหว่าง TIJ, WJP และ กกร. ในครั้งนี้ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่สังคมที่ยึดถือหลักนิติธรรมเป็นรากฐาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนระดับโลก และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยผ่านระบบที่เป็นธรรมและโปร่งใสอย่างแท้จริง

The post Rule of Law คือทางรอด! TIJ x กกร. ยกระดับนิติธรรมไทยสู่สากล appeared first on THE STANDARD.

]]>
แบงก์ชาติ-สมาคมธนาคารไทย ออกมาตรการ ‘เพิ่มเติม’ ช่วยเหลือ ช่วยลูกหนี้น้ำท่วมใต้ พื้นที่รุนแรงระดับ 4 โดยให้พักหนี้-เว้นดอกเบี้ย นาน 12 เดือน https://thestandard.co/bot-bankers-flood-debt-waiver/ Mon, 15 Dec 2025 11:46:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1155036 แบงก์ชาติ-สมาคมธนาคารไทย ออกมาตรการ ‘เพิ่มเติม’ ช่วยเหลือ ช่วยลูกหนี้น้ำท่วม **ใต้** พื้นที่รุนแรงระดับ 4 โดยให้พักหนี้-เว้นดอกเบี้ย นาน 12 เดือน

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสมาคมธนาคารไทยออกมาตรการ […]

The post แบงก์ชาติ-สมาคมธนาคารไทย ออกมาตรการ ‘เพิ่มเติม’ ช่วยเหลือ ช่วยลูกหนี้น้ำท่วมใต้ พื้นที่รุนแรงระดับ 4 โดยให้พักหนี้-เว้นดอกเบี้ย นาน 12 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
แบงก์ชาติ-สมาคมธนาคารไทย ออกมาตรการ ‘เพิ่มเติม’ ช่วยเหลือ ช่วยลูกหนี้น้ำท่วม **ใต้** พื้นที่รุนแรงระดับ 4 โดยให้พักหนี้-เว้นดอกเบี้ย นาน 12 เดือน

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสมาคมธนาคารไทยออกมาตรการ ‘เพิ่มเติม’ 
เพื่อช่วยลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบรุนแรง (ระดับ 4) จากอุทกภัยในภาคใต้ โดยให้ ‘การพักชำระหนี้เงินต้น’ และ ‘ยกเว้นดอกเบี้ย’ เป็นเวลาไม่เกิน12 เดือน ครอบคลุมลูกหนี้สินเชื่อ 6 ประเภท สำหรับลูกหนี้ที่ต้องการร่วมโครงการการ ต้องติดต่อธนาคารเพื่อยืนยันตัวตนว่าเป็นผู้ประสบภัยในพื้นที่ พร้อมแสดงหลักฐานความเสียหายภายใน 31 มกราคม 2569

 

เปิดรายละเอียดมาตรการเพิ่มเติมคืออะไร?

 

มาตรการเพิ่มเติมรอบนี้คือ การพักชำระหนี้เงินต้นและยกเว้นดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นในช่วงพักชำระหนี้ดังกล่าว เป็นระยะเวลาไม่เกิน 12 เดือน นับจากวันที่ลูกหนี้แจ้งความประสงค์หรือตอบรับ (opt-in) ให้กับลูกหนี้รายที่ไม่มีสถานะเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non-Performing Loan: NPL) ณ วันที่ 2 ธันวาคม 2568 โดยลูกหนี้ที่เข้าร่วมมาตรการจะไม่ได้รับผลกระทบต่อสถานะ
ในเครดิตบูโร

 

ใครเข้าร่วมได้บ้าง?

 

โดยมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมนี้ จะให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์ (ธพ.) และบริษัทลูกในกลุ่มฯ ที่ได้รับผลกระทบจากสาธารณภัยในเขตพื้นที่สาธารณภัยร้ายแรงอย่างยิ่ง (ระดับ 4) จนไม่สามารถชำระคืนหนี้ได้ตามปกติ

 

สำหรับมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมนี้จะครอบคลุมลูกหนี้ ดังต่อไปนี้

 

1. สินเชื่อธุรกิจ SMEs วงเงินรวมไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อรายต่อกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

 

2. สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย หรือสินเชื่อบ้านแลกเงิน (Home for cash) วงเงินรวมไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อราย
ต่อกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

 

3. สินเชื่อเช่าซื้อ หรือสินเชื่อจำนำทะเบียนรถยนต์ วงเงินรวมไม่เกิน 8 แสนบาทต่อรายต่อกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

 

4. สินเชื่อเช่าซื้อ หรือสินเชื่อจำนำทะเบียนรถจักรยานยนต์ วงเงินรวมไม่เกิน 5 หมื่นบาท ต่อรายต่อกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

 

5. สินเชื่อบัตรเครดิต วงเงินรวมไม่เกิน 1 แสนบาทต่อรายต่อกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

 

6. สินเชื่อส่วนบุคคล หรือสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล วงเงินรวมไม่เกิน 1 แสนบาทต่อราย ต่อกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

 

ทั้งนี้ ขอให้ลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากสาธารณภัยในเขตพื้นที่สาธารณภัยร้ายแรงอย่างยิ่ง (ระดับ 4) 
ในจังหวัดสงขลา รีบติดต่อธนาคารเพื่อยืนยันตัวตนว่าเป็นผู้ประสบภัยในพื้นที่ พร้อมแสดงหลักฐานความเสียหายภายใน 31 มกราคม 2569 เพื่อให้ธนาคารสามารถให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ได้อย่างทันการณ์

 

ลูกหนี้ที่อยู่ในพื้นที่ แต่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ประกาศระดับ 4 ทำอย่างไร?

 

สำหรับลูกหนี้ที่อยู่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ แต่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ประกาศระดับ 4 นั้น จะได้รับความช่วยเหลือตามมาตรการของแต่ละธนาคารที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน เช่น การพักชำระเงินต้น การลด/ยกเว้นดอกเบี้ยหรือค่าธรรมเนียม การปรับโครงสร้างหนี้ รวมถึงวงเงินสินเชื่อส่วนบุคคลในกรณีฉุกเฉินเพื่อให้สามารถประกอบอาชีพหรือดำเนินธุรกิจได้ตามความเหมาะสมของลูกหนี้แต่ละกลุ่ม

 

อนึ่ง ลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในภาคใต้สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลรายละเอียดของมาตรการช่วยเหลือได้จากธนาคารพาณิชย์และบริษัทลูกในกลุ่มฯ ที่ใช้บริการอยู่ผ่านทุกช่องทางการติดต่อของแต่ละแห่ง หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ธปท. โทร. 1213 เพื่อให้ได้รับความช่วยเหลืออย่างรวดเร็วและถูกต้อง

The post แบงก์ชาติ-สมาคมธนาคารไทย ออกมาตรการ ‘เพิ่มเติม’ ช่วยเหลือ ช่วยลูกหนี้น้ำท่วมใต้ พื้นที่รุนแรงระดับ 4 โดยให้พักหนี้-เว้นดอกเบี้ย นาน 12 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไชยชนกลุยตัดช่องสแกมเมอร์ โอนเงินผ่านแอปฯ ต้องระบุตำแหน่ง ย้ำดูแลไม่กระทบสิทธิส่วนบุคคล https://thestandard.co/combat-scammers-location-transfer-4-words/ Fri, 14 Nov 2025 12:47:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1143513 ไชยชนกลุยตัดช่อง สแกมเมอร์ โอนเงินผ่าน แอปฯ ต้องระบุตำแหน่ง ย้ำดูแลไม่กระทบสิทธิส่วนบุคคล

วันนี้ (14 พฤศจิกายน) ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทร […]

The post ไชยชนกลุยตัดช่องสแกมเมอร์ โอนเงินผ่านแอปฯ ต้องระบุตำแหน่ง ย้ำดูแลไม่กระทบสิทธิส่วนบุคคล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไชยชนกลุยตัดช่อง สแกมเมอร์ โอนเงินผ่าน แอปฯ ต้องระบุตำแหน่ง ย้ำดูแลไม่กระทบสิทธิส่วนบุคคล

วันนี้ (14 พฤศจิกายน) ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตาม พ.ร.ก.ป้องกันและปรามปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี มาตรา 13 ครั้งที่ 9/2568 และการประชุมคณะอนุกรรมการป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ครั้งที่ 1/2568

 

ไชยชนก กล่าวว่า การประชุมในวันนี้ มีการประชุมคณะอนุกรรมการป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ในคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ที่มี อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี รวมอยู่ด้วย โดยมี พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ปรึกษาคณะอนุกรรมการฯ เข้าร่วมการประชุม

 

สำหรับประเด็นซึ่งที่ประชุมได้มีการพิจารณา ได้แก่ การยกระดับการตรวจสอบและสกัดกั้นบัญชีม้านิติบุคคล ร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในส่วนมาตรการ SIM Card ขณะนี้ กสทช. ได้นำมาตรการการจำกัดจำนวนซิมการ์ด ไม่เกิน 5 หมายเลขต่อบุคคล (รวมทุกค่าย) และมาตรการให้ตัวแทนจำหน่าย จะต้องมีการลงทะเบียนในระบบ Dip chip หรือแพลตฟอร์มที่ปลอดภัยเทียบเท่า เข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการ กสทช.

 

ขณะเดียวกันประชาชนที่ซื้อซิมการ์ดและลงทะเบียนแล้ว แต่ยังไม่มีการใช้งานนั้น ขอให้เปิดใช้งานภายใน 60 วัน โดยหากเกินกำหนด จะต้องมายืนยันตัวตนซ้ำอีกครั้ง

 

ด้านการปิดกั้นสัญญาณโทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ตแนวชายแดน ภายหลังการตรวจสอบ พบว่ายังมีสัญญาณล้ำออกไปในชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน จำนวนประมาณ 100 จุด โดยแจ้งให้ผู้ให้บริการเครือข่าย (โอเปอเรเตอร์) แก้ไขภายใน 3 วัน

 

หากพบมีสัญญาณล้ำออกไปอีกให้พักใช้ใบอนุญาตตั้งสถานีฐานนั้นๆ และให้แก้ไขจนกว่าจะแล้วเสร็จ และจัดมาตรการดูแลไม่ให้มีผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ โดยในระยะยาวจะต้องจัดทำแผนปรับปรุงโครงข่ายโทรคมนาคมแนวชายแดน ตามที่ กสทช.กำหนด

 

ขณะที่มาตรการจำกัดการส่ง SMS และ e-mail แนบลิงก์ ของหน่วยงานรัฐ หน่วยงานอื่นๆ และธนาคาร กระทรวงดีอี เตรียมนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาในสัปดาห์หน้า

 

นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สมาคมธนาคารไทย ยังได้เร่งบูรณาการข้อมูลบัญชี (Account Bureau) ระหว่างธนาคาร เพื่อการเฝ้าระวังและตรวจสอบการเปิดบัญชีของบุคคลที่มีความเสี่ยง รวมทั้งยกระดับการตรวจสอบเข้มข้นในกรณีของการเปิดบัญชีใหม่

 

ทั้งนี้ที่ประชุมยังได้มีการพิจารณาเบื้องต้นในมาตรการใช้งาน Mobile Banking ซึ่งผู้ใช้งานจะต้องเปิดการระบุตำแหน่ง (Location) ในการทำธุรกรรมการเงิน โดยมาตรการนี้จะต้องคำนึงถึงการไม่ละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งจะมีการจำกัดการเข้าถึงเฉพาะในขณะที่จะต้องใช้เป็นหลักฐาน เมื่อเป็นการก่อเหตุของสแกมเมอร์เท่านั้น

 

ด้านมาตรการควบคุมดูแลแพลตฟอร์ม ได้มอบหมายให้ผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม และสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) หารือเรื่องการยกระดับมาตรฐานการยืนยันตัวตน (KYC) ร่วมกัน รวมถึงการพิจารณาการออกกฎหมายกำกับดูแลแพลตฟอร์ม โดยให้มีส่วนร่วมในการรับผิดชอบต่อความเสียหายจากสแกมเมอร์ที่เกิดขึ้นกับประชาชน รวมทั้งมอบหมายให้มีการตรวจสอบคำนิยามของ ‘การโฆษณา’ ในแพลตฟอร์ม หรือเว็บไซต์ Search Engine เพื่อดำเนินการกำหนดมาตรการป้องกันการค้าหา URLs ผิดกฎหมาย

 

“มาตรการซึ่งที่ประชุมได้มีการพิจารณานั้น ถือว่าเป็นกระบวนการที่มีความสำคัญ เพื่อตัดการเชื่อมโยงช่องทางในการก่อเหตุของสแกมเมอร์ โดยคำนึงถึงสิ่งที่สำคัญ คือการป้องกันไม่ให้สแกมเมอร์สร้างความเสียหายและผลกระทบแก่ประชาชน” ไชยชนก กล่าว

The post ไชยชนกลุยตัดช่องสแกมเมอร์ โอนเงินผ่านแอปฯ ต้องระบุตำแหน่ง ย้ำดูแลไม่กระทบสิทธิส่วนบุคคล appeared first on THE STANDARD.

]]>
แบงก์ชาติยืนยัน ระบบสแกนหน้าแบงก์ไทยป้องกัน AI ได้ หลังกรณีสแกมเมอร์จีนใช้ AI หลอกระบบยืนยันตัวตน https://thestandard.co/thai-banks-face-scan-defeats-ai/ Mon, 10 Nov 2025 07:48:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1141621 แบงก์ชาติยืนยัน ระบบสแกนหน้าแบงก์ไทยป้องกัน AI ได้ หลังกรณีสแกมเมอร์จีนใช้ AI หลอกระบบยืนยันตัวตน

‘แบงก์ชาติ’ แจงกรณีข่าวสแกมเมอร์จีนใช้ AI สร้างคลิปหลอก […]

The post แบงก์ชาติยืนยัน ระบบสแกนหน้าแบงก์ไทยป้องกัน AI ได้ หลังกรณีสแกมเมอร์จีนใช้ AI หลอกระบบยืนยันตัวตน appeared first on THE STANDARD.

]]>
แบงก์ชาติยืนยัน ระบบสแกนหน้าแบงก์ไทยป้องกัน AI ได้ หลังกรณีสแกมเมอร์จีนใช้ AI หลอกระบบยืนยันตัวตน

‘แบงก์ชาติ’ แจงกรณีข่าวสแกมเมอร์จีนใช้ AI สร้างคลิปหลอกระบบยืนยันตัวตน ตรวจแล้วพบ ‘ไม่ใช่แอปฯ ไทย’ พร้อมการันตีระบบสแกนหน้าแบงก์ไทยมี ‘เทคนิคตรวจจับ’ คลิปปลอม-ภาพนิ่ง ย้ำติดตามภัยไซเบอร์รูปแบบใหม่ๆ ตลอด

 

วันนี้ (10 พฤศจิกายน) ดารณี แซ่จู ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับระบบการชำระเงินและคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า กรณีที่มีข่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมชาวจีน 4 คน ที่ใช้ AI สร้างคลิปวิดีโอปลอมจากภาพนิ่งของเหยื่อ เพื่อหลอกระบบยืนยันตัวตนของธนาคารนั้น

 

จากการตรวจสอบพบว่า เป็นกรณี scammer ชาวจีนทดสอบระบบยืนยันตัวตนโดยใช้ข้อมูลและแอปพลิเคชั่นของจีนเท่านั้น ไม่ใช่ของไทยแต่อย่างใด

 

ธปท. ย้ำว่าระบบยืนยันตัวตนด้วยใบหน้าที่ธนาคารพาณิชย์ในไทยใช้ มีมาตรการป้องกันการปลอมแปลงด้วยภาพหรือวิดีโออย่างรัดกุม โดยแต่ละธนาคารมีเทคนิคการตรวจจับที่จะต้องผ่านการทดสอบความแม่นยำ ความปลอดภัยต่อการโจมตีในหลายรูปแบบ ก่อนนำมาใช้งานจริง

 

นอกจากนี้ ศูนย์ประสานงานด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ภาคการธนาคาร (TB-CERT) ภายใต้สมาคมธนาคารไทยยังติดตามภัยไซเบอร์รูปแบบใหม่ๆ อย่างใกล้ชิด หากพบความผิดปกติ ก็จะเร่งหาแนวทางป้องกันทันที

The post แบงก์ชาติยืนยัน ระบบสแกนหน้าแบงก์ไทยป้องกัน AI ได้ หลังกรณีสแกมเมอร์จีนใช้ AI หลอกระบบยืนยันตัวตน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ผยง’ เขย่าปัญหาเชิงโครงสร้าง ‘เศรษฐกิจ-ระบบการเงินไทย’ ตั้งคำถาม “ทำไมหนี้นอกระบบยังเพิ่ม ทั้งที่มีผู้ปล่อยกู้เกือบหมื่นราย” https://thestandard.co/thestandard-economicforum-2025-24/ Fri, 07 Nov 2025 11:52:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1140806 ‘ผยง’ เขย่าปัญหาเชิงโครงสร้าง ‘เศรษฐกิจ-ระบบการเงินไทย ตั้งคำถาม “ทำไมหนี้นอกระบบยังเพิ่ม ทั้งที่มีผู้ปล่อยกู้เกือบหมื่นราย”

‘ผยง’ เปิดผลสำรวจปี 2568 คนไทยพึ่ง ‘หนี้นอกระบบ’ เพิ่ม […]

The post ‘ผยง’ เขย่าปัญหาเชิงโครงสร้าง ‘เศรษฐกิจ-ระบบการเงินไทย’ ตั้งคำถาม “ทำไมหนี้นอกระบบยังเพิ่ม ทั้งที่มีผู้ปล่อยกู้เกือบหมื่นราย” appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ผยง’ เขย่าปัญหาเชิงโครงสร้าง ‘เศรษฐกิจ-ระบบการเงินไทย ตั้งคำถาม “ทำไมหนี้นอกระบบยังเพิ่ม ทั้งที่มีผู้ปล่อยกู้เกือบหมื่นราย”

‘ผยง’ เปิดผลสำรวจปี 2568 คนไทยพึ่ง ‘หนี้นอกระบบ’ เพิ่ม พร้อมตั้งคำถามถึงโครงสร้าง ‘เศรษฐกิจ-ระบบการเงินไทย’ เนื่องจากไทยยังมีผู้ปล่อยกู้เกือบหมื่นราย ชู ‘Reinvent Thailand’ เป็นทางออกประเทศ ปั้น 6 อุตสาหกรรม New S-Curve

 

วันนี้ (7 พฤศจิกายน) ผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย และประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผย ผลการสำรวจหนี้ครัวเรือนไทยในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025 : Thailand’s Next Frontier ที่จัดทำโดยความร่วมมือของคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และธนาคารกรุงไทย ณ พฤศจิกายน 2568

 

โดยระบุว่า แม้ส่วน ‘หนี้ในระบบ’ ลดลง โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจาก GDP ที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ตัวปริมาณหนี้ยังสูงอยู่

 

นอกจากนี้ ผลการสำรวจยังพบว่า ครัวเรือนยังพึ่งพา ‘หนี้นอกระบบ’ มากขึ้น โดยสัดส่วนหนี้นอกระบบในการสำรวจปี 2568 เพิ่มขึ้นเป็น 14% จากระดับ 12% ของหนี้ครัวเรือนทั้งหมดในปี 2567 ซึ่งนับเป็นประเด็นที่ ‘น่ากังวล’ ท่ามกลางภาวะหนี้ครัวเรือนที่แท้จริง ซึ่งยังคงอยู่ในระดับที่สูงเกิน 100% ต่อ GDP

 

‘ผยง’ เขย่าปัญหาเชิงโครงสร้าง ‘เศรษฐกิจ-ระบบการเงินไทย ตั้งคำถาม “ทำไมหนี้นอกระบบยังเพิ่ม ทั้งที่มีผู้ปล่อยกู้เกือบหมื่นราย” 1

 

ผยงยังตั้งคำถามว่า ทำไมคนไทยถึงพึ่งพาหนี้นอกระบบมากขึ้น ทั้งๆ ที่ในประเทศไทยมีผู้ให้บริการปล่อยกู้หรือสภาพคล่องราว 9,723 ราย สะท้อนว่า “ไทยไม่ได้เผชิญปัญหาผู้แข่งขันไม่พอเพียง แต่คำถามคือ เกิดอะไรขึ้นกับเชิงโครงสร้างที่ทำให้เกิดความบิดเบือน” ผยงกล่าว

 

ผยงยังชี้ว่า ปัจจุบัน ข้อมูลหนี้ในระบบยังไม่สมบูรณ์ โดยบางส่วนยังไม่อยู่ในฐานข้อมูลเครดิตบูโร (NCB) โดยจะเห็นว่า มีผู้ประกอบการที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มแบงก์และหรือธนาคารเฉพาะกิจ (SFIs) มีมากกว่า 30% โดย 30% เหล่านั้นไม่ได้มีข้อมูลรวมศูนย์อยู่ในระบบ สะท้อนถึงความเขย่งในเชิงของกติกาการแข่งขันและเชิงโครงสร้าง

 

‘ผยง’ เขย่าปัญหาเชิงโครงสร้าง ‘เศรษฐกิจ-ระบบการเงินไทย ตั้งคำถาม “ทำไมหนี้นอกระบบยังเพิ่ม ทั้งที่มีผู้ปล่อยกู้เกือบหมื่นราย” 2

 

นอกจากนี้ ผู้ให้บริการต่างๆ ยังเผชิญกฎเกณฑ์การกำกับดูแลไม่เหมือนกันในระดับขั้นกฎหมาย และความสามารถใช้ข้อมูลในระบบ เช่น หนี้ของผู้ประกอบการที่ไม่ได้ส่งข้อมูลเข้ามาในระบบก็ไม่ปรากฏให้กับผู้ประกอบการที่ส่งข้อมูล

 

“ปัญหาโครงสร้างเหล่าระบบนี้ไม่ควรที่จะดำรงคงอยู่ต่อไป” ผยงกล่าวย้ำ

 

ผยงยังตั้งคำถามถึง การลงทุนในประเทศไทยที่ลดลง ทั้งๆ ที่สภาพคล่องในระบบของไทยยังสูง

 

โดยกล่าวว่า “สภาพคล่องในระบบของไทย รวมถึงตัวปริมาณการซื้อพันธบัตรของธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อมาบริหารสภาพคล่องระยะสั้นและเงินที่มีการปล่อยกู้ประจำวันผ่าน Repo Market ของธปท.เฉลี่ยตลอด 5 ปีที่ผ่านมา สูงกว่า 5 ล้านล้านบาท

 

‘ผยง’ เขย่าปัญหาเชิงโครงสร้าง ‘เศรษฐกิจ-ระบบการเงินไทย ตั้งคำถาม “ทำไมหนี้นอกระบบยังเพิ่ม ทั้งที่มีผู้ปล่อยกู้เกือบหมื่นราย” 3

 

“สะท้อนว่า ปัญหาของประเทศเราไม่ใช่เรื่องสภาพคล่องในระบบ แต่เงินไทยกลับไหลออกไปอยู่ในกองทุนรวมลงทุนในต่างประเทศ (FIF) และไปลงทุนต่างประเทศ (TDI) ต่อเนื่อง มากกว่า 7 ล้านล้านบาท ขณะที่ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในประเทศไทยกลับต่ำที่สุด ตามหลังภูมิภาค

 

ท่ามกลางปัญหาหนี้ภาครัฐสูงและภัยทุจริตทางการเงิน บั่นทอนความเชื่อมั่นที่กระทบเศรษฐกิจและสังคมไทย

 

‘ผยง’ เขย่าปัญหาเชิงโครงสร้าง ‘เศรษฐกิจ-ระบบการเงินไทย ตั้งคำถาม “ทำไมหนี้นอกระบบยังเพิ่ม ทั้งที่มีผู้ปล่อยกู้เกือบหมื่นราย” 4

 

ย้ำใช้ Reinvent Thailand เป็นทางออก

 

เพื่อแก้ปัญหาต่างๆ และหาทางออกให้กับประเทศไทย ผยงย้ำว่า Reinvent Thailand ที่เป็นเวที (Platform) ร่วมสร้างอนาคตประเทศไทยอย่างยั่งยืน โดยมีภาคเอกชนเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อน มีภาครัฐ สนับสนุนและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการปรับตัว และมีภาคการเงินที่ช่วยจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนประเทศได้ โดยภายใต้ Reinvent Thailand จะจัดการความท้าทายใหญ่ 3 ด้าน ได้แก่
ความเปราะบางเชิงโครงสร้างที่มีอยู่เดิม
ขาดความสามารถในการแข่งขันในโลกใหม่
ความท้าทายของภาครัฐ

 

โดยมี 6 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (Six Priority Sectors) เพื่อสร้าง New S-Curve และขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างมีนัยยะ ได้แก่ การท่องเที่ยว, Smart Electronic, Food Processing, อุตสาหกรรมรถยนต์, Retail Trading และ Medical Wellness ซึ่งกลุ่มนี้ครอบคลุมผู้ประกอบการกว่า 2.4 แสนราย (46% ของนิติบุคคล) และการจ้างงานกว่า 10 ล้านคน

The post ‘ผยง’ เขย่าปัญหาเชิงโครงสร้าง ‘เศรษฐกิจ-ระบบการเงินไทย’ ตั้งคำถาม “ทำไมหนี้นอกระบบยังเพิ่ม ทั้งที่มีผู้ปล่อยกู้เกือบหมื่นราย” appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกชนวอนทบทวน ‘ร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฉบับใหม่’ ห่วง SME เจ๊ง คนตกงานพุ่ง กระทบความสามารถแข่งขัน https://thestandard.co/labor-protection-bill-sme-concerns/ Tue, 14 Oct 2025 11:57:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1130410 เอกชนวอนทบทวน ‘ร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฉบับใหม่’ ห่วง SME เจ๊ง คนตกงานพุ่ง กระทบความสามารถแข่งขัน

กกร. วอนทบทวน ‘ร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฉบับใหม่’ ที่เ […]

The post เอกชนวอนทบทวน ‘ร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฉบับใหม่’ ห่วง SME เจ๊ง คนตกงานพุ่ง กระทบความสามารถแข่งขัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกชนวอนทบทวน ‘ร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฉบับใหม่’ ห่วง SME เจ๊ง คนตกงานพุ่ง กระทบความสามารถแข่งขัน

กกร. วอนทบทวน ‘ร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฉบับใหม่’ ที่เตรียมลดชั่วโมงการทำงานจาก 48 เหลือ 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ไปจนถึงเพิ่มวันหยุด-วันลาอาจส่งผลให้ต้นทุนแรงงานต่อหน่วยการผลิตเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ SME นำไปสู่การปิดกิจการและการเลิกจ้างแรงงาน จนกระทบต่อรายได้รวมของแรงงาน ย้ำโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ‘ยังไม่พร้อมต่อการปรับเปลี่ยนดังกล่าว’

 

วันนี้ (14 ตุลาคม 2568) คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ซึ่งประกอบด้วยสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ได้ยื่นหนังสือถึงภาครัฐ และนายจรัส คุ้มไข่น้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน และประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .. เพื่อแสดงข้อกังวลและข้อเสนอแนะต่อการปรับปรุงกฎหมายดังกล่าว ณ อาคารรัฐสภา

 

ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .. ซึ่งที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 ปีที่ 3 ครั้งที่ 25 เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 ได้พิจารณาและมีมติรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .. จำนวน 2 ฉบับ ที่เสนอโดยนายจรัส คุ้มไข่น้า และเสนอโดยนางสาววรรณวิภา ไม้สน พรรคประชาชน และให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ขึ้นมาพิจารณาในรายละเอียดเป็นรายมาตรา ก่อนที่จะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาอีกครั้ง โดยมีกำหนดการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการภายใน 15 วันนั้น กกร. เห็นว่าควรมีการดำเนินการอย่างรอบคอบ สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและความพร้อมของประเทศ เพื่อป้องกันผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันและความเชื่อมั่นของนักลงทุน

 

กกร. ยืนยันว่าภาคเอกชนสนับสนุนการยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานตามหลักสากล ทั้งในด้านชั่วโมงการทำงานที่เหมาะสม สิทธิการลา และการคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพื่อส่งเสริม Work-Life Balance อย่างไรก็ตาม การปรับลดชั่วโมงการทำงานจาก 48 ชั่วโมง เหลือ 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ รวมถึงการเพิ่มวันหยุดและสิทธิการลาอื่น ๆ ตามร่างกฎหมายใหม่ อาจส่งผลให้ต้นทุนแรงงานต่อหน่วยการผลิตเพิ่มขึ้นทันที โดยเฉพาะในกลุ่ม SMEs ซึ่งกำลังเผชิญต้นทุนที่สูงและสภาพคล่องจำกัด อาจนำไปสู่การปิดกิจการและการเลิกจ้างแรงงาน

 

กกร. ระบุว่า การปรับลดชั่วโมงการทำงานยังอาจกระทบต่อรายได้รวมของแรงงาน และควรมีการประเมินผลกระทบเชิงปริมาณอย่างชัดเจน พร้อมจัดทำมาตรการรองรับที่เหมาะสม เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันยังไม่พร้อมต่อการปรับเปลี่ยนดังกล่าว หลายอุตสาหกรรมยังพึ่งพาแรงงานคน ขณะที่การใช้ระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยียังมีข้อจำกัดด้านเงินลงทุนและทักษะแรงงาน

 

นอกจากนี้ กกร. ชี้ให้เห็นว่ากระบวนการจัดทำร่างกฎหมายควรเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 ที่กำหนดให้มีการรับฟังความคิดเห็นและวิเคราะห์ผลกระทบจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างรอบด้าน ซึ่งในกรณีนี้ยังขาดข้อมูลเชิงปริมาณที่เพียงพอและอาจส่งผลต่อกลุ่มที่เกี่ยวข้องโดยตรง

 

เปิดข้อเสนอภาคเอกชน

 

จากข้อกังวลดังกล่าว กกร. จึงเสนอแนวทางเพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการคุ้มครองแรงงานและการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ดังนี้

 

1. คงไว้ซึ่ง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งมีความเหมาะสม สอดคล้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจและมาตรฐานสากลขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) แล้ว

 

2. กำหนดระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน (Transition Period) 5–10 ปี เพื่อให้ภาคธุรกิจและแรงงานปรับตัว ลงทุนเทคโนโลยี และพัฒนาทักษะก่อนบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อช่วยลดแรงกระแทกต่อระบบเศรษฐกิจและรักษาความต่อเนื่องของการจ้างงาน

 

3. เชื่อมโยงการปรับกฎหมายกับนโยบายพัฒนาเทคโนโลยีและทักษะแรงงาน โดยรัฐควรสนับสนุนการใช้ระบบอัตโนมัติ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และมาตรการ Reskill & Upskill เพื่อยกระดับทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน

 

4. เพิ่มความยืดหยุ่นของกฎหมาย ให้เหมาะสมกับลักษณะงานและอุตสาหกรรม ไม่ควรใช้มาตรการเดียวกับทุกประเภทธุรกิจ แต่ควรเปิดโอกาสให้นายจ้าง–ลูกจ้างตกลงร่วมกัน เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพธุรกิจ

 

5. จัดแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ เช่น มาตรการลดหย่อนภาษีหรือกองทุนสนับสนุนสำหรับธุรกิจที่ยกระดับแรงงานและนำระบบ Automation มาใช้จริง เพื่อสร้างแรงกระตุ้นให้ภาคเอกชนปรับตัวได้อย่างรวดเร็วและยั่งยืน

 

6. เปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชนอย่างเป็นทางการ โดยเสนอให้มีผู้แทนจากทั้ง 3 สถาบันภาคเอกชนเข้าร่วมในคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อสะท้อนข้อมูลจากผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง

 

“กกร. เน้นย้ำให้พิจารณาทบทวนการผลักดันร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว เนื่องจากการยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานควรดำเนินไปพร้อมกับการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการจ้างงาน เพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืนต่อแรงงาน ภาคธุรกิจ และประเทศโดยรวม” แถลงการณ์ทิ้งท้าย

The post เอกชนวอนทบทวน ‘ร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฉบับใหม่’ ห่วง SME เจ๊ง คนตกงานพุ่ง กระทบความสามารถแข่งขัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ เข้าหารือ สมาคมธนาคารไทย ครั้งแรกรอบใน 58 ปี แจกโจทย์-รับโจทย์ อะไรบ้าง? https://thestandard.co/pm-meets-thai-bankers-58-years/ Mon, 22 Sep 2025 10:17:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1121525 นายกฯ อนุทิน เข้าหารือสมาคมธนาคารไทยครั้งแรกในรอบ 58 ปี

นายกฯ ‘อนุทิน’ เข้าหารือ ‘สมาคมธนาคารไทย’ ค […]

The post นายกฯ เข้าหารือ สมาคมธนาคารไทย ครั้งแรกรอบใน 58 ปี แจกโจทย์-รับโจทย์ อะไรบ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ อนุทิน เข้าหารือสมาคมธนาคารไทยครั้งแรกในรอบ 58 ปี

นายกฯ ‘อนุทิน’ เข้าหารือ ‘สมาคมธนาคารไทย’ ครั้งแรกในรอบ 58 ปี ห่วงรายย่อย-SME ฝากโจทย์ ‘แก้หนี้-อัดฉีดสภาพคล่อง’ พร้อมฟังข้อกังวลจากนายแบงก์ไทย ซึ่งห่วงแข่งขันกับแบงก์ภูมิภาคไม่ได้ รับปากสิ่งใดรัฐบาลทำได้ จะเร่งทำให้

 

วันนี้ (22 กันยายน) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่กำลังจะเข้าไปบริหารราชการแผ่นดิน ไม่อยากเสียเวลา จึงเร่งมาหารือกับสมาคมธนาคารไทยในหลายประเด็น

 

โดยระบุว่า รัฐบาลมีความห่วงใย และต้องการการสนับสนุนจากสมาคมธนาคารไทย โดยมีประเด็นหลัก ได้แก่ ปัญหาหนี้ครัวเรือน โดยเฉพาะ SME และขอให้ธนาคารเร่งอัดฉีดสภาพคล่องเข้าไปในตลาดสำหรับลูกค้าที่มีศักยภาพ

 

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีเปิดเผยอีกว่า ได้รับฟังความเห็นของสมาคมธนาคารไทย ที่มีความกังวลต่างๆ เช่น การต้องแข่งขันกับธนาคารในภูมิภาค ซึ่งเผชิญภาวะพื้นฐานการประกอบธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป

 

โดยอนุทินยังให้คำมั่นว่า จะรับฟังและสิ่งใดที่รัฐบาลจะสามารถทำให้ได้ก็จะเร่งดำเนินการ เพื่อทำให้ระบบการธนาคารของประเทศไทยมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น และกลับมาเป็นผู้นำภูมิภาคอีกครั้ง

 

ทั้งนี้  ผยง ศรีวานิช ประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า วันนี้เป็นครั้งแรกในรอบ 58 ปี ที่นายกรัฐมนตรีเดินทางมาหารือที่สมาคมธนาคารไทยด้วยตัวเอง

 

ชู Quick Big Win เตรียมอัดสภาพคล่อง เพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน

 

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า นายกฯ ได้ให้นโยบายไว้ว่า จะฟื้นเศรษฐกิจไทยอย่างไรให้เร็วและยั่งยืน พร้อมให้ความสำคัญกับปัญหาเชิงโครงสร้าง การเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน การแก้ปัญหาหนี้ที่สะสมมานาน รวมไปถึงการสร้างความเชื่อมั่นกับต่างชาติ

 

“ในเวลาสั้นๆ ท่านนายกฯ ใช้คำว่า Quick Big Win คือทำยังไงก็ได้ให้เร็ว และใหญ่ เพื่อให้ชนะแล้วก็สร้างความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจไทย” ดร.เอกนิติกล่าว

 

ดร.เอกนิติ กล่าวอีกว่า เตรียมทำงานร่วมกับสมาคมธนาคารไทย แก้ไขปัญหาสภาพคล่อง ซึ่งเป็นหัวใจหลักของผู้ประกอบการไทย โดยพยายามทำให้สภาพคล่องไม่ใช่เป็นแค่การแก้ปัญหาระยะสั้น แต่จะเป็นการเตรียมพร้อมผู้ประกอบการไทยสู่โลกยุค

 

“สมาคมธนาคารไทยเหมือน ‘น้ำมันหล่อลื่น’ เครื่องจักรให้ผู้ประกอบการทำงานได้ดีและส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจใหม่” ดร.เอกนิติ กล่าว

The post นายกฯ เข้าหารือ สมาคมธนาคารไทย ครั้งแรกรอบใน 58 ปี แจกโจทย์-รับโจทย์ อะไรบ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ขนทีมเศรษฐกิจถกสมาคมธนาคารไทย ชี้เป็นหัวใจระบบเศรษฐกิจ ทุกฝ่ายต้องร่วมมือดันเศรษฐกิจไทยสู่ศูนย์กลางอาเซียน https://thestandard.co/anutin-economic-team-thai-bank-association-meeting/ Mon, 22 Sep 2025 06:39:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1121414 อนุทิน ชาญวีรกูล นำทีมเศรษฐกิจประชุมสมาคมธนาคารไทย

วันนี้ (22 กันยายน) ที่สมาคมธนาคารไทย อนุทิน ชาญวีรกูล […]

The post อนุทิน ขนทีมเศรษฐกิจถกสมาคมธนาคารไทย ชี้เป็นหัวใจระบบเศรษฐกิจ ทุกฝ่ายต้องร่วมมือดันเศรษฐกิจไทยสู่ศูนย์กลางอาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ชาญวีรกูล นำทีมเศรษฐกิจประชุมสมาคมธนาคารไทย

วันนี้ (22 กันยายน) ที่สมาคมธนาคารไทย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ประกอบด้วย เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, วรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง, อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน, และศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมหารือกับสมาคมธนาคารไทย โดยมี ผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ให้การต้อนรับ

 

จากนั้น นายกรัฐมนตรีกล่าวระหว่างการหารือในหัวข้อ ‘ฝ่าวิกฤต พลิกอนาคตเศรษฐกิจไทย ด้วยพลวัตใหม่’ ว่า วันนี้ตนและทีมงานเศรษฐกิจต้องขอบคุณกับการต้อนรับที่อบอุ่น ตั้งใจมาพบกับทุกท่านหลังจากที่มีความชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาล และตนได้ใช้ความพยายามอย่างยิ่งในการคัดสรรบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถมาบริหารงานด้านเศรษฐกิจในรัฐบาลของตน ซึ่งพวกท่านน่าจะรู้จักกันดีอยู่แล้ว และวันนี้มีความจำเป็นต้องพบปะสถาบันหลักทางเศรษฐกิจ

 

สัปดาห์ที่แล้วได้เดินทางไปที่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากมาย เพราะตนก็ออกจากวงการนี้ไปนาน เมื่อไปถึงสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ก็ได้พบกับผู้ประกอบการที่เป็นมืออาชีพ ซึ่งเราก็ได้รับข้อมูลจากผู้ประกอบการที่เป็นประโยชน์มากๆ

 

อนุทินกล่าวว่า ได้เดินทางไปที่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้พบกับผู้ประกอบการ ซึ่งในยุคปัจจุบันต้องอาศัยความผสมผสานระหว่างผู้ประกอบการกับมืออาชีพ ข้อมูลที่ได้รับสร้างประโยชน์ให้กับตนและทีมงานทางเศรษฐกิจ ทั้งแนวทางและความห่วงใย ความเดือดร้อนที่ต้องการให้รัฐบาลเร่งช่วยเหลือ ทั้งภาคเกษตร การท่องเที่ยว ภาคบริการต่างๆ โดยที่ทุกคนก็ยังมีเป้าหมายเดียวกันคือ ใช้ทุกความสามารถที่เรามีก้าวไปเป็นศูนย์กลางของอาเซียน เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคที่มีศักยภาพในการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งผู้ประกอบการต้องการไปถึงจุดนั้น เพียงแต่ต้องการให้รัฐบาลสนับสนุนอย่างเต็มที่

 

แล้ววันนี้ก็เป็นจุดสำคัญอีกแห่งหนึ่งที่ต้องมา เพราะเป็นหัวใจของระบบเศรษฐกิจ ก็คือหน่วยงานธุรกิจในระบบการเงิน ระบบการธนาคารทั้งหลาย มาที่นี่อยากให้ทุกคนเปิดใจกันหารือ พวกเราไม่ใช่คนอื่นคนไกล เพราะรัฐมนตรีเศรษฐกิจก็อยู่ในวงการการเงินและการอุตสาหกรรมมาก่อน ตนก็เคยเป็นคนในแวดวงธนาคารมาก่อน

 

“จริงๆ สลับข้างยังไม่รู้ ใครอยู่ฝั่งรัฐ ฝั่งแบงก์เกอร์มาก่อน ผมดูรายชื่อแต่ละท่าน 4 ท่านแรก ทั้งท่านเอกนิติก็ดี ศุภจี อรรถพล วรภัค ก็อยู่ในวงการการเงิน และวงการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ทั้งนั้น แต่ผมก็แบงก์เกอร์นะ ผมเริ่มที่ไอเอฟซีที (บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ไอเอฟซีที ไฟแนนซ์ จำกัด) ทำเป็นเล่นไปนะ ผมเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์สินเชื่อมาก่อน” อนุทินกล่าว

 

ทั้งนี้ ภายหลังการหารือนั้น นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า ตนเองและทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลที่กำลังเข้าไปบริหารราชการแผ่นดิน เราไม่เสียเวลาหารือกับสมาคมธนาคารไทย โดยได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นยิ่งจากประธานสมาคมและคณะกรรมการบริหาร โดยมีการหารือหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องที่รัฐบาลมีความห่วงใยและขอรับการสนับสนุนจากสมาคมธนาคารไทย เช่น เรื่องปัญหาหนี้สินของประชาชน หนี้สิน SMEs หนี้ครัวเรือน การขอความร่วมมือในการผ่อนปรนและเร่งให้มีความเท่าเทียมทางการค้า จึงต้องรับฟังความเห็น ความกังวล และข้อห่วงใยของสมาคมธนาคารไทย

 

อนุทิน กล่าวต่อว่า เราต้องสู้กับการแข่งขันในภูมิภาคด้วย ทำอย่างไรให้ระบบการธนาคารของประเทศไทยที่เคยเป็นผู้นำกลับคืนมาอีกครั้งหนึ่งในภูมิภาคอาเซียน ทำอย่างไรจะแข่งขันกับตลาดโลกที่มีพื้นฐานของการประกอบธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงและมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นทุกวัน สิ่งใดที่รัฐบาลจะทำให้ได้ก็เร่งดำเนินการ ตนไม่ค่อยกังวล เพราะหลายคนในทีมเศรษฐกิจเป็นประธานกรรมการผู้จัดการธนาคารเก่า เรื่องพวกนี้ รับไปหมดแล้ว ตนมีหน้าที่เห็นชอบและผลักดันตามที่เอกนิติได้ทำการเสนอขึ้นมา ตนมั่นใจว่าจะนำการหารือในวันนี้ไปสู่การปฏิบัติให้เร็วที่สุด

 

อนุทิน กล่าวต่อว่า จะเร่งศักยภาพของประเทศไทย เพิ่มมูลค่าในภาคท่องเที่ยว การบริการ Medical Wellness พืชผลทางการเกษตร อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมไฮเทคที่ไทยยังมีพื้นที่มากพอที่จะรองรับการขยายอุตสาหกรรม เพื่อขยายขนาดของเศรษฐกิจต่อไป

 

สำหรับประเด็นที่ห่วงที่สุดในภาคการเงินนั้น เอกนิติ กล่าวเสริมว่า วันนี้ได้หารือเรื่องปัญหาเศรษฐกิจไทยที่มีปัญหาเยอะ ได้ตกลงร่วมกันในการฟื้นเศรษฐกิจไทยให้เร็วยั่งยืน ฟื้นสั้นให้มีผลยาว เพื่อสัมพันธ์กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน แก้ปัญหาเก่าๆ ที่สามารถทำได้ 

 

โดยเฉพาะเรื่องหนี้ครัวเรือน ซึ่งเป็นปัญหาสะสมมานาน และได้รับคำแนะนำที่ดีจากสมาคมธนาคารไทย และจะทำงานร่วมกันเรื่องสภาพคล่อง เพราะ SMEs เป็นหัวใจหลักของผู้ประกอบการไทย จะพยายามให้สภาพคล่องไปถึงเขา ไม่ใช่แก้ปัญหาระยะสั้น แต่จะเตรียมพร้อมไปสู่โลกยุคใหม่ แข่งขันได้เก่งขึ้น พัฒนาทักษะและดูเรื่องการทำธุรกิจ 

 

เนื่องจากที่ผ่านมาตนเองได้ไปที่สภาอุตสาหกรรม และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยได้พบกับผู้ประกอบการไทยไปรับฟังปัญหา ซึ่งสมาคมธนาคารไทยเปรียบเสมือนน้ำมันหล่อลื่นให้เครื่องจักรเดิน ผู้ประกอบการทำงานได้ดีส่งเสริมไปสู่ธุรกิจใหม่ในเวลาสั้นๆ “QUICK BIG WIN” ต้องรับไปทำการบ้านอีกเยอะ

 

อนุทิน ชาญวีรกูล นำทีมเศรษฐกิจประชุมสมาคมธนาคารไทย

The post อนุทิน ขนทีมเศรษฐกิจถกสมาคมธนาคารไทย ชี้เป็นหัวใจระบบเศรษฐกิจ ทุกฝ่ายต้องร่วมมือดันเศรษฐกิจไทยสู่ศูนย์กลางอาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดร่างพิมพ์เขียวฟื้นเศรษฐกิจไทย! รัฐ-เอกชน-แบงก์ จับมือรับโลกยุคใหม่ https://thestandard.co/reinvent-thailand-economic-blueprint/ Thu, 04 Sep 2025 13:03:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1115588 การเปิดตัวแพลตฟอร์ม Reinvent Thailand ร่วมรัฐ-เอกชน-แบงก์ เพื่อฟื้นเศรษฐกิจไทย

‘รัฐ-เอกชน-การเงิน’ ผนึกกำลัง สร้างแพลตฟอร์ม Reinvent T […]

The post เปิดร่างพิมพ์เขียวฟื้นเศรษฐกิจไทย! รัฐ-เอกชน-แบงก์ จับมือรับโลกยุคใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
การเปิดตัวแพลตฟอร์ม Reinvent Thailand ร่วมรัฐ-เอกชน-แบงก์ เพื่อฟื้นเศรษฐกิจไทย

‘รัฐ-เอกชน-การเงิน’ ผนึกกำลัง สร้างแพลตฟอร์ม Reinvent Thailand – A Platform for Policy Co-Creation and Execution  พลวัตใหม่เพื่ออนาคตเศรษฐกิจไทย หวังใช้กลไกใหม่ฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย สร้างความยั่งยืน ลดเหลื่อ มล้ำ และยกระดับขีดความสามารถแข่งขันประเทศ

 

รายงานข่าวระบุว่า วันที่ 4 ก.ย. สมาคมธนาคารไทยได้เปิดเผย “ร่างพิมพ์เขียว” ภายใต้ความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่างคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)  ที่ชื่อ Reinvent Thailand- A Platform for Sustainable Policy Execution ซึ่งจะเป็นเวทีร่วมสร้างอนาคตประเทศไทยอย่างยั่งยืนเพื่อทุกคน ถือเป็นกลไกใหม่เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยและสร้างความเชื่อมั่นต่ออนาคตประเทศ



โดยร่างแผนริเริ่มดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากการหารือร่วมระหว่างกกร. และธปท. เมื่อ 11 ก.ค. 2568 มีเป้าหมายเพื่อประเมินผลกระทบนโยบายการค้าในแต่ละภาคธุรกิจ รวมถึงผลต่อภาคผลิตโดยรวม พร้อมหาแนวทางบรรเทาผลกระทบระยะสั้น และวางรากฐานปรับตัวเพื่อเสริมศักยภาพแข่งขันไทยระยะยาว

 

ทั้งนี้ แพลตฟอร์ม มีสาระสำคัญ ว่าเศรษฐกิจไทยท่ามกลางบริบทท้าทาย เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญแรงกดดันทั้งปัจจัยภายในและนอกประเทศ ภายนอกมีความท้าทายรุนแรง ส่วนภายในมีความเปราะบางสูง หากไม่เร่งแก้ไขร่วมกัน

 

อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพและศักยภาพการเติบโตของประเทศ ความเหลื่อมล้ำสูง ระหว่างธุรกิจขนาดใหญ่กับเอสเอ็มอี และครัวเรือนรายได้สูงกับรายได้ต่ำหนี้ครัวเรือนสูง คนไทยกว่า 1 ใน 3 มีหนี้ในระบบ และยังมีอีกจำนวนมากเป็นหนี้นอกระบบ

 

คุณภาพแรงงานไม่สอดคล้องกับเศรษฐกิจยุคใหม่

 

นอกจากนี้ การมีเศรษฐกิจนอกระบบขนาดใหญ่ ทำให้การจัดเก็บภาษีและการคุ้มครองแรงงานทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ และขีดความสามารถในการแข่งขันลดลง นอกจากนี้ ยังเผชิญผลิตภาพแรงงานต่ำ สินค้าผลิตและส่งออกส่วนใหญ่ไม่ใช่สินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง คุณภาพแรงงานไม่สอดคล้องกับเศรษฐกิจยุคใหม่การลงทุนภาคเอกชนยังต่ำ ขยายตัวเพียงราว 2% หลังวิกฤติโควิด-19

 

 

ด้านความสามารถดึงดูดลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ลดลง เทียบกับเวียดนามและอินโดนีเซีย หากดูด้านส่งออกโตช้า สูญเสียส่วนแบ่งตลาดในหลายหมวดสินค้า เช่น ปิโตรเคมี สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม

 

ความท้าทายของรัฐที่รออยู่ ทั้งพลวัตการเปลี่ยนแปลงของโลกที่รวดเร็วและรุนแรง ความไม่แน่นอนทางการเมืองสูง ระบบราชการปรับตัวช้า ขาดข้อมูลและการเชื่อมโยงในการบริหารจัดการ ภาระการคลังของภาครัฐอยู่ในระดับสูง

 

วางเป้าหมาย 4 กรอบการทำงานหลัก 

 

เป้าหมายของการกำหนดพิมพ์เขียวร่วมกันนั้น เพื่อหวังให้เศรษฐกิจเติบโตยั่งยืน แก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องมุ่งสู่ “โตขึ้นยั่งยืน แข่งขันได้ และเป็นธรรม ลดเหลื่อมล้ำ” โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ผ่านกรอบการทำงานหลัก 4 ประการ ได้แก่

 

  1. รัฐ ต้องวางทิศทางและสร้างสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยต่อธุรกิจและจ้างงาน
  2. เอกชน เป็นหัวหอกสำคัญในการปรับตัว แสวงหาโอกาสใหม่ สร้างนวัตกรรม และพัฒนาแรงงาน
  3. การเงิน ต้องจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและตรงเป้าหมาย
  4. กลไกร่วม กกร.-ธปท.-สศค.-สภาพัฒน์ ทำหน้าที่เป็น Policy Platform หรือ “เข็มทิศ” ขับเคลื่อนนโยบายร่วมกัน

 

ส่วนหลักการทำงาน Policy Platform เพื่อให้ความร่วมมือเกิดผลจริง วางกรอบทำงานชัดเจน ได้แก่

 

  1. ระบุปัญหาและเสนอแนวทางแก้ไขร่วมกัน ตั้งต้นเป้าหมายสร้างมูลค่าเศรษฐกิจและการจ้างงาน
  2. การขับเคลื่อนต้องมีเจ้าภาพชัดเจน แต่ละเรื่องต้องมีผู้รับผิดชอบหลัก ได้แรงหนุนจากผู้บริหารระดับสูง พร้อมคำมั่นร่วมกัน
  3. การติดตามและประเมินผล ด้วยข้อมูลเชื่อถือได้ และกำหนด KPI ชัดเจน

 

ทั้งนี้ พิมพ์เขียวนี้จะเป็นฟันเฟืองสำคัญสร้างการเปลี่ยนแปลง สิ่งสำคัญคือเรียงลำดับความสำคัญ โดยเลือกแก้ปัญหาที่ให้ผลลัพธ์สูงและเชื่อมโยงแรงจูงใจทุกภาคส่วน เช่น การแก้หนี้นอกระบบ ผ่านการออกแบบต้นทุนทางการเงินที่สมดุลกับความเสี่ยง พร้อมสนับสนุนจากรัฐ พลิกฟื้นอุตสาหกรรมยานยนต์ ผ่านมาตรฐาน Greenly Made by Thai (GMBT) Certification เพื่อยกระดับการผลิตและสามารถแข่งขัน

 

การเปลี่ยนผ่านเหล่านี้ ส่วนหนึ่งมาจาก การวางแม่แบบไปสู่การเปลี่ยนแปลง A Template for Change โดยมีหลายส่วนที่สำคัญ

 

  1. ภาคเอกชน เป็นหน่วยหลักในการระบุปัญหา เสนอแนวทางการปรับตัว และระบุสิ่งที่ต้องการการสนับสนุนจากภาครัฐและภาคการเงิน
  2. อนุกรรมการร่วม (กกร.-ธปท.-สศช.-สศค.) ประเมินความพร้อมของธุรกิจ จัดทำแผนแก้ปัญหาและกำหนด KPI ชัดเจน 3. กกร. ชุดใหญ่และภาครัฐ พิจารณาและอนุมัติโครงการและแผนปฏิบัติ
  3. เวทีร่วมระดับสูง เช่น รองนายกรัฐมนตรี ตัวแทนอุตสาหกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมตัดสินใจและสนับสนุนการปรับตัวของเอกชน
  4. คณะอนุกรรมการกำกับและติดตามผล ทำหน้าที่รายงานความคืบหน้า วิเคราะห์อุปสรรค และปรับปรุงดำเนินงานต่อเนื่อง

 

กรณีศึกษา พลิกฟื้นอุตสาหกรรมยานยนต์ 

 

อุตสาหกรรมยานยนต์จะเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ถูกหยิบยกขึ้นคือการผลักดันมาตรฐาน GMBT เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน

 

โดยการพลิกฟื้นทั้งเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมต่างๆต้องอาศัยหลายภาคส่วนในการร่วมกันเปลี่ยนแปลง ทั้ง ภาคเอกชน ที่ต้องเพิ่มการใช้วัตถุดิบในประเทศแทนการนำเข้า ร่วมมือในห่วงโซ่อุปทาน โดยผู้ผลิตรายใหญ่ทำงานร่วมกับผู้ผลิตชิ้นส่วนเพื่อยกระดับเทคโนโลยี ภาคการเงิน สนับสนุนสินเชื่อเฉพาะ ขณะที่ ภาคประชาชน พัฒนาทักษะเพื่อทำงานในอุตสาหกรรมใหม่ เข้าสู่ตลาดแรงงาน และได้รับแรงจูงใจ

 

ก้าวต่อไป แพลตฟอร์ม Reinvent Thailand – A Platform for Sustainable Policy Execution หลังจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันกำหนดกรอบแก้ปัญหาเศรษฐกิจใน 3 ด้านหลัก ได้แก่

 

  • ความเปราะบางเชิงโครงสร้าง 
  • ขาดความสามารถแข่งขันในโลกใหม่ 
  • ความท้าทายของรัฐ

 

นอกจากนี้ จะเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่าง ๆ และบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม เช่น สนค. เพื่อกำหนดกลยุทธ์การค้าระหว่างประเทศ ท่ามกลางความท้าทายมาตรการภาษีของสหรัฐ

 

รุกแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง สร้างพลวัตใหม่

 

เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า “Reinvent Thailand ไม่ใช่เพียงการกำหนดนโยบาย หรือเป็นการขอความช่วยเหลือจากภาครัฐ แต่เป็นการสร้างพื้นที่ให้ภาคเอกชนและประชาชนได้มีส่วนร่วมในการออกแบบ กลั่นกรอง และมีความรับผิดชอบร่วมกันในการดำเนินการ (joint commitment)

 

โดยภาครัฐทำหน้าที่สนับสนุนและสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการปรับตัว นับเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญเพื่อยกระดับศักยภาพของประเทศในระยะยาว

 

ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สศช. กล่าวเพิ่มเติมว่า “การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยที่สั่งสมมาเป็นระยะเวลานานจ าเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่สามารถแก้ไขด้วยมาตรการระยะสั้นหรือโดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเท่านั้น 

 

โครงการ Reinvent Thailand ถือเป็นแพลตฟอร์มที่จะช่วยผลักดันให้เกิดการเสนอ แนะแนวทางการแก้ไขปัญหาและขับเคลื่อนร่วมกันทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาชน เพื่อสร้างพลวัตใหม่ให้เศรษฐกิจไทย สามารถแข่งขันได้และเติบโตอย่างยั่งยืน 

 

ภาพ: Getty images / southtownboy

The post เปิดร่างพิมพ์เขียวฟื้นเศรษฐกิจไทย! รัฐ-เอกชน-แบงก์ จับมือรับโลกยุคใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘สมาคมธนาคารไทย’ ติดตามใกล้ชิดปม ‘ไทย – กัมพูชา’ เตรียมพร้อมสถานการณ์ฉุกเฉิน แจ้งปิด 35 สาขา ใน 7 จังหวัด https://thestandard.co/thai-banks-monitor-border-crisis/ Fri, 25 Jul 2025 03:52:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1099699

สมาคมธนาคารไทย และธนาคารสมาชิก ประกาศติดตามสถานการณ์ ‘ไ […]

The post ‘สมาคมธนาคารไทย’ ติดตามใกล้ชิดปม ‘ไทย – กัมพูชา’ เตรียมพร้อมสถานการณ์ฉุกเฉิน แจ้งปิด 35 สาขา ใน 7 จังหวัด appeared first on THE STANDARD.

]]>

สมาคมธนาคารไทย และธนาคารสมาชิก ประกาศติดตามสถานการณ์ ‘ไทย – กัมพูชา’ และเตรียมพร้อมมาตรการรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน แจ้งปิด 35 สาขาใน 7 จังหวัด เพื่อความปลอดภัยของลูกค้าและประชาชน ย้ำลูกค้าสามารถทำธุรกรรมผ่านช่องทางอื่นๆ ของธนาคาร ทั้ง Mobile Banking และ Internet Banking ได้ตามปกติ

 

ผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทยเผยว่า สมาคมธนาคารไทย และธนาคารสมาชิก ได้ติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมมาตรการรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของลูกค้า ประชาชน พนักงาน รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา และพื้นที่ใกล้เคียง

 

โดยธนาคารสมาชิกแต่ละแห่ง ได้พิจารณาผ่อนคลายการปรับเวลาเปิด – ปิดทำการสาขา และ ATM ในพื้นที่เสี่ยงตามความเหมาะสม โดยได้ปิดสาขาเป็นการชั่วคราวเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 (ข้อมูล ณ เวลา 18.30 น.) จำนวน 35 สาขา ใน 7 จังหวัด ประกอบด้วย สุรินทร์ บุรีรัมย์ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สระแก้ว จันทบุรี และตราด ดังนี้

 

  • ธนาคารกสิกรไทย จำนวน 5 สาขา
  • ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำนวน 2 สาขา
  • ธนาคารกรุงเทพ จำนวน 4 สาขา
  • ธนาคารกรุงไทย จำนวน 14 สาขา
  • ธนาคารไทยพาณิชย์ จำนวน 4 สาขา
  • ธนาคารไทยเครดิต จำนวน 6 สาขา

 

อย่างไรก็ตาม ลูกค้าสามารถทำธุรกรรมทางการเงินผ่านช่องทางอื่นๆ ของธนาคาร ทั้ง Mobile Banking และ Internet Banking ได้ตามปกติ สามารถตรวจสอบรายชื่อสาขาและเวลาทำการของธนาคารที่ใช้บริการ ผ่าน เว็บไซต์ Social Media และ Call Center ของแต่ละธนาคาร เพื่อวางแผนการทำธุรกรรมทางการเงินล่วงหน้า

 

สมาคมธนาคารไทย และธนาคารสมาชิก ขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้สูญเสีย พร้อมส่งขวัญกำลังใจให้ทหารกล้า เจ้าหน้าที่ และประชาชนในพื้นที่ทุกท่าน ให้ได้รับความปลอดภัย และขอยืนหยัดเคียงข้างคนไทยให้ผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปด้วยกัน

The post ‘สมาคมธนาคารไทย’ ติดตามใกล้ชิดปม ‘ไทย – กัมพูชา’ เตรียมพร้อมสถานการณ์ฉุกเฉิน แจ้งปิด 35 สาขา ใน 7 จังหวัด appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมว.คลัง เตรียมร่วมวงประชุมสมาคมแบงก์ไทย จี้ปล่อยสินเชื่อรายย่อย 18 มีนาคมนี้ https://thestandard.co/finance-minister-retail-loans-banks-meeting/ Fri, 14 Mar 2025 10:12:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1052062 สินเชื่อรายย่อย: พิชัย ชุณหวชิร รมว.คลัง เตรียมประชุมสมาคมธนาคารไทยผลักดันการปล่อยสินเชื่อรายย่อยเพิ่มขึ้น

วันนี้ (14 มีนาคม) พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรั […]

The post รมว.คลัง เตรียมร่วมวงประชุมสมาคมแบงก์ไทย จี้ปล่อยสินเชื่อรายย่อย 18 มีนาคมนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สินเชื่อรายย่อย: พิชัย ชุณหวชิร รมว.คลัง เตรียมประชุมสมาคมธนาคารไทยผลักดันการปล่อยสินเชื่อรายย่อยเพิ่มขึ้น

วันนี้ (14 มีนาคม) พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เตรียมเข้าหารือกับสมาคมธนาคารไทย ซึ่งมีกำหนดประชุมในวันที่ 18 มีนาคมนี้ เกี่ยวกับประเด็นเรื่องการปล่อยสินเชื่อเข้าสู่ระบบและประเด็นอื่นๆ

 

พิชัยกล่าวว่า ธนาคารพาณิชย์วันนี้สามารถมีผลประกอบการที่ใช้ได้ แต่กลับปล่อยสินเชื่อให้ลูกค้ารายย่อยลดลง เนื่องจากอาจขาดความมั่นใจ พร้อมทั้งย้ำว่า ลูกค้ารายกลางและรายใหญ่จะไม่สามารถฟื้นตัวอย่างยั่งยืนได้หากลูกค้ารายย่อยของธนาคารพาณิชย์ยังไม่ฟื้น ดังนั้นถ้าลูกค้ารายย่อยฟื้น ธุรกิจธนาคารก็จะดีตาม 

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์และการผ่อนปรนอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (LTV) พิชัยกล่าวว่า “เชื่อว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงที่ดี” หลังจากมีการหารือในประเด็นดังกล่าวไปมากแล้ว

The post รมว.คลัง เตรียมร่วมวงประชุมสมาคมแบงก์ไทย จี้ปล่อยสินเชื่อรายย่อย 18 มีนาคมนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: วิกฤต ‘หุ้นไทย’ หลุด 1,200 จุดรอบนี้ ต่างกับ 12 ปีที่ผ่านมาอย่างไร | Morning Wealth 3 มี.ค. 2568 https://thestandard.co/morning-wealth-03032025/ Mon, 03 Mar 2025 02:15:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1047778

มองหุ้นไทยผ่านสายตานักลงทุนและนักวิเคราะห์รุ่นใหญ่ หลุด […]

The post ชมคลิป: วิกฤต ‘หุ้นไทย’ หลุด 1,200 จุดรอบนี้ ต่างกับ 12 ปีที่ผ่านมาอย่างไร | Morning Wealth 3 มี.ค. 2568 appeared first on THE STANDARD.

]]>

มองหุ้นไทยผ่านสายตานักลงทุนและนักวิเคราะห์รุ่นใหญ่ หลุด 1,200 จุดรอบนี้แตกต่างอย่างไรกับ 3 รอบก่อนในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา

 

วิเคราะห์หุ้นไทย เสี่ยงลงต่อแค่ไหน พูดคุยกับ ประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บลจ.เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์

 

‘คลัง’ เตรียมหารือ ‘สมาคมธนาคารไทย’ จี้ผ่อนคลายเกณฑ์ปล่อยสินเชื่อให้รายเล็กเพิ่ม รายละเอียดเป็นอย่างไร

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: วิกฤต ‘หุ้นไทย’ หลุด 1,200 จุดรอบนี้ ต่างกับ 12 ปีที่ผ่านมาอย่างไร | Morning Wealth 3 มี.ค. 2568 appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมว.คลัง เตรียมเรียกพบ ‘สมาคมธนาคารไทย’ จี้ผ่อนคลายเกณฑ์-ปล่อยสินเชื่อให้รายเล็กเพิ่ม พร้อมสั่ง ‘ออมสิน’ ปล่อยสินเชื่อพิเศษแก่ผู้ทำมาค้าขาย วงเงิน 1-2 หมื่นล้านบาท https://thestandard.co/finance-minister-loans/ Mon, 03 Mar 2025 00:00:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1047647 finance-minister-loans

รมว.คลัง เตรียมเรียกพบสมาคมธนาคารไทย ให้ผ่อนคลายเกณฑ์แล […]

The post รมว.คลัง เตรียมเรียกพบ ‘สมาคมธนาคารไทย’ จี้ผ่อนคลายเกณฑ์-ปล่อยสินเชื่อให้รายเล็กเพิ่ม พร้อมสั่ง ‘ออมสิน’ ปล่อยสินเชื่อพิเศษแก่ผู้ทำมาค้าขาย วงเงิน 1-2 หมื่นล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
finance-minister-loans

รมว.คลัง เตรียมเรียกพบสมาคมธนาคารไทย ให้ผ่อนคลายเกณฑ์และปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้น หวังเติมเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนในประเทศ มองแบงก์ไทยโกยกำไรมากเกิน เมื่อเทียบกับศักยภาพเศรษฐกิจไทยปัจจุบัน เผยได้มอบนโยบายให้ธนาคารออมสิน ปล่อยสินเชื่อพิเศษให้แก่ผู้ทำมาค้าขาย วงเงิน 10,000-20,000 ต่อราย โดยมีเป้าหมาย 3 แสนบัญชี คิดเป็นวงเงินกว่า 5,000 ล้านบาท

 

พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เตรียมไปคุยกับสมาคมธนาคารไทย หรือเชิญให้สมาคมธนาคารไทยเข้ามาหารือด้วย เนื่องจากรัฐบาลอยากเห็นการผ่อนคลายการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น รวมถึงอยากเห็นการปล่อยสินเชื่อให้แก่รายเล็กมากขึ้น ไม่ใช่ปล่อยแต่รายใหญ่เท่านั้น โดยจะให้สมาคมธนาคารไทยเป็นผู้ส่งข้อเสนอมาว่า จะปล่อยสินเชื่อเพิ่มได้เท่าไร รับความเสี่ยงได้มากขึ้นเท่าไร

 

พิชัย อธิบายเพิ่มว่า ความพยายามนี้เป็นหนึ่งในวิธีที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวตามเป้าหมายของรัฐบาลที่ 3-3.5% ในปีนี้ ผ่านการสนับสนุนให้เอกชนและประชาชนลงทุนมากขึ้น และเพื่อจะให้บรรลุเป้าหมายนี้ พิชัยย้ำกว่า สถาบันการเงินต้องปล่อยสินเชื่อเพิ่มและอัตราดอกเบี้ยควรอยู่ในระดับต่ำ

 

“วันนี้คนถือเงินไม่ยอมปล่อย แต่คนอยากได้เงินก็ไม่ได้ เราพบว่า วันนี้ คนยอมเสียดอกเบี้ย 10-20% เพื่อให้ได้เงินกู้ แม้วงเงินน้อยๆ แต่ก็ทำให้ทำมาหากินได้ ดังนั้น วิธีคิดของผมคือ ต้องเติมเม็ดเงินเข้าระบบให้ได้ คนที่จะเติมได้ดีที่สุดคือสถาบันการเงิน” พิชัยกล่าว

 

ทั้งนี้ ตามข้อมูลจาก ธปท.แสดงให้เห็นว่า สินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ (รวมเครือ) ไตรมาส 4 ปี 2567 หดตัว 0.4% จากระยะเดียวกันของปีก่อน นับเป็นการลดลงเป็นไตรมาสที่ 2 ติดต่อกัน แต่ชะลอตัวจากไตรมาสก่อนที่หดตัว 2% โดยการหดตัวของสินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ในไตรมาส 3 ปี 2567 นับเป็นการหดตัวครั้งแรกตั้งแต่ปี 2552 หรือครั้งแรกในรอบ 15 ปี

 

รมว.คลัง มอง แบงก์ไทยโกยกำไรมากเกิน เมื่อเทียบกับศักยภาพเศรษฐกิจไทยปัจจุบัน

 

รมว.คลังกล่าวอีกว่า “บางคนมองว่า ปีที่แล้วธนาคารไทยโกยกำไรเยอะไป บางคนบอกไม่เยอะหรอก ROE ไม่สูง ผมมองว่า กำไรของธนาคารไทยไม่มากหรอกเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านบางประเทศไทย แต่มากไปเมื่อเทียบศักยภาพของเศรษฐกิจไทยขณะนี้ เมื่อเศรษฐกิจไทยเป็นเช่นนี้ คุณควรดึงกำไรลงมาหน่อยหรือไม่ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาวไปต่อได้”

 

ทั้งนี้ตามข้อมูลจาก ธปท.แสดงให้เห็นว่า อัตราผลตอบแทนจากส่วนของผู้ถือหุ้น​ (Return On Equity:ROE) ในปี 2567 อยู่ที่ 8.68% เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน

 

ขณะที่ตามข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่า ROE เป็นอัตราส่วนที่บ่งบอกถึงความสามารถของบริษัทในการนำเงินลงทุนของผู้ถือหุ้นไปทำให้งอกเงย ซึ่งคำนวณจากกำไรสุทธิ (Net Income) หารด้วยส่วนของผู้ถือหุ้น (Equity) โดยค่า ROE ยิ่งสูง ยิ่งดี

 

มอบนโยบายให้ออมสินปล่อยสินเชื่อพิเศษใหม่

 

รมว.คลัง อธิบายต่อว่า สาเหตุที่ธนาคารพาณิชย์ไทยไม่ยอมปล่อยสินเชื่อเพราะกลัวความเสี่ยงของเครดิตผู้ให้กู้ อย่างไรก็ตาม ตนได้สังเกตว่า ปัจจุบัน มีบริษัทบางรายดำเนินธุรกิจคล้ายๆ ธนาคารไร้สาขา (Virtual Bank) ไปแล้ว และทำได้ดีด้วย เนื่องจาก ยังมีผู้ที่มีปัญหาอยู่และไม่อยากกู้นอกระบบ ซึ่งลูกค้าเหล่านี้ส่วนใหญ่กู้ไม่เยอะ 

 

ดังนั้น รมว.คลังจึงได้มอบนโยบายให้ธนาคารออมสินช่วยดำเนินการในลักษณะคล้ายกัน โดยให้ปล่อยสินเชื่อพิเศษวงเงิน 10,000-20,000 บาท ให้แก่บุคคลธรรมดา ที่ทำมาค้าขายอยู่ แต่ไม่เคยขอสินเชื่อ โดยมีกลุ่มเป้าหมายราว 3 ล้านบัญชี

 

“โดยผมได้ตรวจดู (Monitor) ความเข้มแข็งทางงบดุล (Balance Sheet) ของออมสินแล้ว คำนวณไว้หมดแล้ว เสียเท่าไร กำไรเท่าไร” พิชัยกล่าว

 

โดยแหล่งข่าวกระทรวงการคลังเปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่าโครงการสินเชื่อดังกล่าวมีกำหนดเปิดตัวในวันที่ 14 มีนาคมนี้ ส่วนรายละเอียดเพิ่มเติมต่างๆ จะเปิดเผยมากขึ้นในช่วงสัปดาห์หน้า ซึ่งคาดว่า จะใช้งบประมาณอยู่ที่ราว 5,000-6,000 ล้านบาท

 

รมว.คลังจี้ธปท.ลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง

 

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากการประชุมหารือแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2568 ซึ่งพิชัยนั่งเป็นประธานเอง ที่มีผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ร่วมการประชุมด้วย

 

โดยพิชัยกล่าวอีกว่า ผมได้เชิญธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มา พร้อมตั้งคำถามว่า ธปท. จะช่วยผมได้อย่างไรบ้าง ตัวอย่างเช่น ถ้ามีคนเริ่มลงทุนมากขึ้น คนต้องการการเข้าถึงสินเชื่อที่มีดอกเบี้ยถูก จึงอยากเห็นการลดดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ถ้าผมเพิ่มการส่งออกได้ ภาคส่งออกก็ต้องการให้เงินบาทอ่อน ซึ่งการที่บาทจะอ่อนได้นั้นส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับนโยบายด้วย กล่าวคือหากกนง.ลดดอกเบี้ยลง ในทางอ้อม (indirect) ก็จะทำให้บาทอ่อนอยู่แล้ว

The post รมว.คลัง เตรียมเรียกพบ ‘สมาคมธนาคารไทย’ จี้ผ่อนคลายเกณฑ์-ปล่อยสินเชื่อให้รายเล็กเพิ่ม พร้อมสั่ง ‘ออมสิน’ ปล่อยสินเชื่อพิเศษแก่ผู้ทำมาค้าขาย วงเงิน 1-2 หมื่นล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ใครได้-ใครเสีย ลดเงินนำส่ง FIDF ช่วยลูกหนี้ NPL และ SME | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-12112024-2/ Tue, 12 Nov 2024 04:20:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1007606

วิเคราะห์ใครได้-เสียประโยชน์ จาก ‘มาตรการลดภาระชำระหนี้ […]

The post ชมคลิป: ใครได้-ใครเสีย ลดเงินนำส่ง FIDF ช่วยลูกหนี้ NPL และ SME | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>

วิเคราะห์ใครได้-เสียประโยชน์ จาก ‘มาตรการลดภาระชำระหนี้ ช่วยเหลือลูกค้ารายย่อยและธุรกิจขนาดเล็ก’ ที่ภาครัฐร่วมมือกับสมาคมธนาคารไทย โดยแหล่งเงินทุนในมาตรการส่วนหนึ่งจะมาจากการลดเงินนำส่งเข้ากองทุน FIDF ทั้งระบบเหลือ 0.23% ติดตามรายละเอียดได้ในไฮไลต์นี้

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: ใครได้-ใครเสีย ลดเงินนำส่ง FIDF ช่วยลูกหนี้ NPL และ SME | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
หั่นเงินนำส่ง FIDF มาลดภาระชำระหนี้-พักดอกเบี้ยลูกหนี้ NPL แบงก์ 3 ปี ใครได้-ใครเสียผลประโยชน์? https://thestandard.co/fidf-fee-cut-npl-relief-benefits/ Tue, 12 Nov 2024 04:11:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1007596 หั่นเงินนำส่ง FIDF มาลดภาระชำระหนี้-พักดอกเบี้ยลูกหนี้

จับตา ‘สมาคมธนาคารไทย-คลัง-ธปท.’ เตรียมออกมาตรการ ‘พักห […]

The post หั่นเงินนำส่ง FIDF มาลดภาระชำระหนี้-พักดอกเบี้ยลูกหนี้ NPL แบงก์ 3 ปี ใครได้-ใครเสียผลประโยชน์? appeared first on THE STANDARD.

]]>
หั่นเงินนำส่ง FIDF มาลดภาระชำระหนี้-พักดอกเบี้ยลูกหนี้

จับตา ‘สมาคมธนาคารไทย-คลัง-ธปท.’ เตรียมออกมาตรการ ‘พักหนี้-ลดภาระหนี้’ ลูกหนี้รายย่อยที่มีปัญหาชำระหนี้ (NPL) เป็นเวลา 3 ปี โดยใช้เงินทุนจาก 2 ส่วนคือ การลดเงินนำส่งเข้ากองทุน FIDF ลงครึ่งหนึ่ง และเงินสนับสนุนจากภาคธนาคาร ด้านผู้เชี่ยวชาญประเมินมาตรการดังกล่าวจะช่วยลดภาระลูกหนี้ กระตุ้นเศรษฐกิจไทย และช่วยบรรเทาปัญหาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพได้ อย่างไรก็ตาม การลดเงินนำส่ง FIDF ลงเหลือ 0.23% จะทำให้รายจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มอีก 5 พันล้านบาทต่อปี

 

ปูพื้นทำความเข้าใจมาตรการ ก่อนสมาคมฯ ประกาศรายละเอียดฉบับเต็ม

 

ตามแถลงการณ์ของสมาคมธนาคารไทย เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2567 ระบุว่า สมาคมธนาคารไทยร่วมมือกับภาครัฐเตรียมออก ‘มาตรการลดภาระชำระหนี้ ช่วยเหลือลูกค้ารายย่อยและธุรกิจขนาดเล็ก’

 

โดยรูปแบบของมาตรการดังกล่าวจะเป็นการปรับโครงสร้างหนี้ที่จะช่วยลดภาระการผ่อนชำระต่องวดอย่างมีนัยสำคัญในช่วงที่เข้าร่วมมาตรการ โดยให้ผู้เข้าร่วมผ่อนชำระเฉพาะเงินต้นเท่านั้น และพักชำระดอกเบี้ยในช่วงระยะเวลาหนึ่ง

 

โดยก่อนหน้านี้ ปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีเอ็มบีธนชาต ในฐานะกรรมการ สมาคมธนาคารไทย ที่ก่อนหน้านี้เปิดเผยว่า มาตรการดังกล่าวจะมุ่งช่วยเหลือลูกหนี้ที่เป็นหนี้เสีย (NPL) เฉพาะในกลุ่มสินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถ และสินเชื่อ SME รายเล็ก โดยต้องเป็นลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์เท่านั้น

 

ปิติกล่าวอีกว่า สำหรับผู้ที่เข้าร่วมมาตรการ ธนาคารจะนำเงินที่ลูกหนี้ชำระมาตัดเงินต้นก่อน ส่วนดอกเบี้ยจะพักไว้ 3 ปี และหากลูกหนี้สามารถดำเนินการได้ครบตามเงื่อนไขตลอดทั้งมาตรการจะยกดอกเบี้ยให้ อย่างไรก็ตาม ลูกหนี้ที่เข้าร่วมจะไม่สามารถกู้เงินเพิ่มได้ในช่วงเวลาหนึ่ง

 

สอดคล้องกับแถลงการณ์ของสมาคมธนาคารไทย ที่ระบุว่า “หากลูกหนี้ปฏิบัติได้ตามหลักเกณฑ์และระยะเวลาที่กำหนด จะได้รับยกเว้นสำหรับดอกเบี้ยที่พักแขวนไว้ ซึ่งจะเป็นการช่วยอย่างตรงจุดและเป็นรูปธรรม

 

โดยจะมีแรงจูงใจให้ลูกหนี้รักษาวินัยในการผ่อนชำระ ทั้งในช่วงเข้าร่วมมาตรการและหลังจบมาตรการ โดยระหว่างเข้าร่วมมาตรการ ลูกหนี้จะไม่สามารถก่อหนี้เพิ่มได้ช่วงเวลาหนึ่งเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการลดภาระหนี้ให้ได้อย่างแท้จริง และเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์จงใจผิดนัดชำระหนี้เพื่อใช้ประโยชน์จากมาตรการนี้”

 

ใครมีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการบ้าง? จากข้อมูลปัจจุบัน

 

  • ลูกหนี้รายย่อย ทั้งสินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อรถยนต์ และสินเชื่อผู้ประกอบธุรกิจรายเล็ก (ไม่รวมบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล และอื่นๆ)
  • ลูกหนี้ที่มีวงเงินสินเชื่อขนาดเล็กที่เป็นไปตามเกณฑ์สำหรับแต่ละผลิตภัณฑ์สินเชื่อ
  • เป็นสัญญาเงินกู้ที่ทำก่อนวันที่ 1 มกราคม 2567
  • เป็นสัญญาที่ประสบปัญหาการชำระหนี้ตามเกณฑ์ที่กำหนด

 

ทั้งนี้ สำหรับรายละเอียดอื่นๆ ของมาตรการ สมาคมธนาคารไทย กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อยู่ระหว่างการดำเนินการจะประกาศให้ทราบอย่างเป็นทางการต่อไป

 

เชื่อมาตรการนี้ช่วยลดภาระลูกหนี้-กระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้

 

ธนเดช รังษีธนานนท์ Director of Research บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) พาย คาดว่า ลูกหนี้ที่มีปัญหาและเศรษฐกิจจะได้รับประโยชน์จากมาตรการที่จะออกมานี้ เหตุลูกหนี้มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นเนื่องจากค่างวดลดลง

 

“เราต้องเท้าความปัญหาที่เกิดขึ้นตอนนี้ก่อนนั่นคือ สินเชื่อไม่โต เพราะว่าเศรษฐกิจไทยโตต่ำ และลูกหนี้มีกำลังซื้อน้อยลงและอยู่ในภาวะอ่อนแอลงเรื่อยๆ ดังนั้นรัฐบาลจึงพยายามหาทางแก้ให้เศรษฐกิจโตดีขึ้นและลดภาระของลูกหนี้ปัจจุบัน โดยมาตรการต่างๆ ที่เป็นข่าวมา จึงจะทำให้ลูกหนี้มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น เนื่องจากค่างวดลดลง ลูกหนี้ได้ประโยชน์แน่นอน และเศรษฐกิจก็จะดีขึ้น” ธนเดชกล่าว

 

คาดช่วยบรรเทาปัญหาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ

 

กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า มาตรการดังกล่าวจะช่วยบรรเทาปัญหาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ช่วงโควิดได้

 

กาญจนาอธิบายเพิ่มเติมว่า หลังจากเกิดการระบาดของโควิด คุณภาพของสินเชื่อก็ด้อยลง ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามออกมาตรการต่างๆ ขึ้นมาในตอนนั้น เพื่อช่วยลูกหนี้และป้องกันไม่ให้เกิดการไหลไป NPL อย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงช่วงที่มาตรการต่างๆ ทยอยหมดอายุลง ประกอบกับเมื่อรายได้ของลูกหนี้ยังไม่ฟื้นเต็มที่ ปัญหาสินเชื่อด้อยคุณภาพจึงยังคงลากยาวมาถึงตอนนี้

 

ดังนั้นกาญจนาจึงมองว่า มาตรการนี้เป็นมาตรการที่จะเข้ามาช่วยเหลือลูกหนี้ที่มีความจำเป็นและประสบปัญหา ‘เพิ่มเติม’ จากมาตรการการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) ของ ธปท. ซึ่งมีเกณฑ์ที่กำหนดให้สถาบันการเงินปรับโครงสร้างหนี้ ก่อนที่ลูกหนี้ก่อนจะเป็น NPL อย่างน้อย 1 ครั้ง และหลังเป็น NPL อย่างน้อย 1 ครั้ง

 

ประเมินผลดี-ต่อแบงก์พาณิชย์

 

ธนเดชระบุว่า ตามหลักการทางบัญชี ธนาคารพาณิชย์อาจเสียประโยชน์จากรายได้ดอกเบี้ยรับที่จะถูกพักไป แต่ในอีกแง่หนึ่งสถาบันการเงินก็อาจจะได้ลดภาระสำรองหนี้เสีย (NPL) ลงได้

 

กระนั้น การลดลงของสัดส่วน NPL เท่าไรยังไม่สามารถประเมินตอนนี้ได้ เนื่องจากต้องรอดูจำนวนลูกหนี้ที่จะเข้าร่วมโครงการก่อน

 

เงินทุนทำมาตรการนี้มาจากไหน?

 

ในแถลงการณ์ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2567 ระบุว่า แหล่งเงินทุนในมาตรการจะมาจาก 2 ส่วน ได้แก่ การลดเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ทั้งระบบเหลือ 0.23% และเงินสนับสนุนจากภาคธนาคาร

 

ทั้งนี้ ปัจจุบันธนาคารพาณิชย์ต้องนำส่งค่าธรรมเนียมคิดเป็น 0.47% ของฐานเงินที่รับจากประชาชนไปให้กับ ธปท. โดยค่าธรรมเนียม 0.47% จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ซึ่งส่วนแรกหรือ 0.01% ต่อปีของฐานเงินฝาก จะส่งให้กับสถาบันคุ้มครองเงินฝาก ขณะที่ 0.46% ของยอดเงินจะนำไปใช้ชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยของ FIDF

 

หนี้ FIDF ลดช้า ภาระดอกเบี้ย ‘งอก’ 5 พันล้านบาทต่อปี

 

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา สุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบัน ธปท. เรียกเก็บค่าธรรมเนียมได้ราวปีละ 7 หมื่นล้านบาท

 

โดยจำนวนนี้ต้องจ่ายดอกเบี้ยหนี้ FIDF ปีละ 1.6 หมื่นล้านบาท ส่วนเงินต้น สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะจะเป็นผู้จัดการ ซึ่งปกติจะจ่ายเงินต้นที่มีดอกสูงก่อน

 

ดังนั้น หากลดค่าธรรมเนียมดังกล่าวลงเหลือ 0.23% จะทำให้เรียกเก็บเงินต่อปีได้ลดลง 3.5 หมื่นล้านบาท และทำให้เกิดต้นทุนต่อเนื่องอีก 2 ส่วน ได้แก่ ทำให้เงินต้นลดช้าลง และทำให้ต้องจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มอีก 5 พันล้านบาทต่อปี

The post หั่นเงินนำส่ง FIDF มาลดภาระชำระหนี้-พักดอกเบี้ยลูกหนี้ NPL แบงก์ 3 ปี ใครได้-ใครเสียผลประโยชน์? appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘สมาคมธนาคารไทย’ เตรียมออกมาตรการลดหนี้-พักชำระดอกเบี้ย ให้แก่ลูกหนี้รายย่อยที่มีปัญหาชำระหนี้ https://thestandard.co/thai-bankers-association-05112024/ Tue, 05 Nov 2024 05:07:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1004567 สมาคมธนาคารไทย

วันนี้ (5 พฤศจิกายน) สมาคมธนาคารไทยออกแถลงการณ์ร่วมมือก […]

The post ‘สมาคมธนาคารไทย’ เตรียมออกมาตรการลดหนี้-พักชำระดอกเบี้ย ให้แก่ลูกหนี้รายย่อยที่มีปัญหาชำระหนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมาคมธนาคารไทย

วันนี้ (5 พฤศจิกายน) สมาคมธนาคารไทยออกแถลงการณ์ร่วมมือกับภาครัฐ เตรียมออกมาตรการลดภาระชำระหนี้ช่วยเหลือลูกค้ารายย่อยและธุรกิจขนาดเล็กผ่านแนวทางการปรับโครงสร้างหนี้ โดยให้ผ่อนชำระเฉพาะเงินต้นเท่านั้นและพักชำระดอกเบี้ยในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เบื้องต้นกลุ่มเป้าหมายคือลูกหนี้ที่มีสัญญาเงินกู้ที่ทำก่อนวันที่ 1 มกราคม 2567 และเป็นสัญญาที่ประสบปัญหาการชำระหนี้ตามเกณฑ์ที่กำหนด ส่วนรายละเอียดมาตรการอยู่ระหว่างดำเนินการ เตรียมจะประกาศให้ทราบอย่างเป็นทางการต่อไป

 

ตามที่สมาคมธนาคารไทยหารือร่วมกับกระทรวงการคลัง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยตระหนักถึงภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวช้าและไม่ทั่วถึง ทำให้รายได้ธุรกิจและครัวเรือนบางกลุ่มยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ อีกทั้งยังมีปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ภาวะการเงินของภาคครัวเรือนและผู้ประกอบการ SME เปราะบางขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้น้อยที่ยังมีหนี้สูงและประสบความยากลำบากในการชำระหนี้ ทั้ง 4 หน่วยงานข้างต้นจึงเห็นร่วมกันในการต้องเตรียมมาตรการช่วยเหลือเพื่อลดภาระทางการเงินเพิ่มเติมให้แก่ลูกหนี้ 

 

มาตรการเพิ่มเติมนี้จะเป็นความร่วมมือของทั้งภาครัฐและเอกชนในการมุ่งช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อย ทั้งสินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อรถยนต์ และสินเชื่อผู้ประกอบธุรกิจรายเล็ก ที่มีวงเงินสินเชื่อไม่สูงและประสบปัญหาในการชำระหนี้ ให้สามารถประคองตัว รักษาสินทรัพย์สำคัญ ทั้งที่อยู่อาศัย ยานพาหนะ และสถานประกอบการไว้ ผ่านแนวทางการปรับโครงสร้างหนี้ที่จะช่วยลดภาระการผ่อนชำระต่องวดอย่างมีนัยสำคัญในช่วงที่เข้าร่วมมาตรการ โดยผ่อนชำระเฉพาะเงินต้นเท่านั้นและพักชำระดอกเบี้ยในช่วงระยะเวลาหนึ่ง

 

หากลูกหนี้ปฏิบัติได้ตามหลักเกณฑ์และระยะเวลาที่กำหนดจะได้รับยกเว้นสำหรับดอกเบี้ยที่พักแขวนไว้ ซึ่งจะเป็นการช่วยอย่างตรงจุดและเป็นรูปธรรม โดยจะมีแรงจูงใจให้ลูกหนี้รักษาวินัยในการผ่อนชำระทั้งในช่วงเข้าร่วมมาตรการและหลังจบมาตรการ โดยระหว่างเข้าร่วมมาตรการ ลูกหนี้จะไม่สามารถก่อหนี้เพิ่มได้ช่วงเวลาหนึ่งเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการลดภาระหนี้ได้อย่างแท้จริง และเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์จงใจผิดนัดชำระหนี้เพื่อใช้ประโยชน์จากมาตรการนี้ 

 

ทั้งนี้ มาตรการให้ความช่วยเหลือในครั้งนี้จะเป็นมาตรการชั่วคราว และเป็นมาตรการครอบคลุมเฉพาะกลุ่มลูกหนี้ขนาดเล็กที่ตั้งใจจะลดหนี้และมีโอกาสที่จะกลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติในระยะข้างหน้าเมื่อรายได้ฟื้นตัว ซึ่งจะเป็นจุดตั้งต้นของการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างและรองรับมาตรการระยะถัดไปของภาครัฐที่จะส่งเสริมการเข้าสู่ระบบข้อมูลที่ทุกภาคส่วนสามารถทราบถึงภาระและความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ได้ ไม่ก่อให้เกิดภาระหนี้เกินกำลังหรือเกินความจำเป็น รวมถึงมีรายได้ขั้นต่ำที่เพียงพอในการดำรงชีพ หรือยกระดับทักษะและความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจรายเล็ก

 

โดยกลุ่มเป้าหมายคือลูกหนี้ที่มีวงเงินสินเชื่อขนาดเล็กที่เป็นไปตามเกณฑ์สำหรับแต่ละผลิตภัณฑ์สินเชื่อ เป็นสัญญาเงินกู้ที่ทำก่อนวันที่ 1 มกราคม 2567 และเป็นสัญญาที่ประสบปัญหาการชำระหนี้ตามเกณฑ์ที่กำหนด อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2567 ซึ่งคุณสมบัติของกลุ่มเป้าหมาย เกณฑ์การเข้าร่วม และรายละเอียดของมาตรการ สมาคมธนาคารไทย กระทรวงการคลัง และ ธปท. อยู่ระหว่างดำเนินการ และจะประกาศให้ทราบอย่างเป็นทางการต่อไป

 

The post ‘สมาคมธนาคารไทย’ เตรียมออกมาตรการลดหนี้-พักชำระดอกเบี้ย ให้แก่ลูกหนี้รายย่อยที่มีปัญหาชำระหนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมาคมธนาคารไทยมีโครงการพร้อมช่วยลูกหนี้ที่ไปต่อไม่ไหว กรุงศรี คอนซูมเมอร์ ยอมรับ ปรับเกณฑ์จ่ายบัตรเครดิตขั้นต่ำเป็น 8% ทำลูกค้าปรับโครงสร้างหนี้พุ่ง https://thestandard.co/thai-banks-debt-relief-credit-card-changes/ Fri, 30 Aug 2024 12:17:30 +0000 https://thestandard.co/?p=977714 หนี้

จากกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ผ่อนปรนอัตราการผ่อ […]

The post สมาคมธนาคารไทยมีโครงการพร้อมช่วยลูกหนี้ที่ไปต่อไม่ไหว กรุงศรี คอนซูมเมอร์ ยอมรับ ปรับเกณฑ์จ่ายบัตรเครดิตขั้นต่ำเป็น 8% ทำลูกค้าปรับโครงสร้างหนี้พุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
หนี้

จากกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ผ่อนปรนอัตราการผ่อนชำระขั้นต่ำ (Minimum Payment) ของบัตรเครดิต โดยกำหนดให้ยังคงอยู่ที่ 8% ออกไปอีก 1 ปี จนถึงสิ้นปี 2568 จากเดิมที่กำหนดให้อัตราดังกล่าวกลับสู่เกณฑ์ปกติที่ 10% ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 เพื่อช่วยลดภาระการจ่ายชำระหนี้และรักษาสภาพคล่องให้ครัวเรือนโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง

 

อธิศ รุจิรวัฒน์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านกรุงศรี คอนซูมเมอร์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา และเป็นประธานชมรมธุรกิจบัตรเครดิต สมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า มุมมองส่วนตัวมีความเห็นว่า Minimum Payment ของบัตรเครดิตที่กำหนดให้ยังคงอยู่ที่ 8% อยู่ในจุดที่ดีแล้ว แม้ว่าในช่วงต้นปี 2567 มีการปรับเกณฑ์ Minimum Payment ของบัตรเครดิตจากระดับ 5% มาเป็น 8% ส่งผลกระทบให้ในช่วงต้นปีนี้เริ่มเห็นการผิดนัดชำระหนี้ของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น แต่ปัจจุบันเริ่มมีแนวโน้มการผิดนัดชำระหนี้ที่เริ่มนิ่งแล้ว หลังจากลูกค้าผู้ถือบัตรเครดิตสามารถปรับตัวได้

 

ทั้งนี้ มองว่าหากมีการปรับลด Minimum Payment ของบัตรเครดิตกลับไปที่ 5% อีกครั้งจะเป็นวัฏจักรที่มีผลกระทบตามมา เพราะสุดท้ายแล้วในอนาคตจะต้องกลับสู่เกณฑ์ปกติที่ 10% โดย Minimum Payment ของบัตรเครดิตที่ 8% ปัจจุบันเชื่อว่าจะเป็นจุดที่สามารถยืนอยู่ได้ในระยะยาว เนื่องจากการปรับขึ้นหรือลง Minimum Payment ของบัตรเครดิตบ่อยๆ อาจส่งผลกระทบต่อระยะเวลาในการปรับพฤติกรรมของผู้บริโภคเพื่อสร้างความคุ้นชิน

 

ดังนั้นหากมีการปรับ Minimum Payment ของบัตรเครดิตลงกลับไปที่ 5% แล้วในอนาคตมีการปรับขึ้นสู่เกณฑ์ปกติที่ 10% อาจมีผลกระทบที่สูงกว่า หากเปรียบเทียบกับกรณีที่ผู้บริโภคเริ่มทยอยปรับตัวคุ้นชิน สามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายส่วนตัวได้แล้ว ในกรณีที่มีการจ่าย Minimum Payment ของบัตรเครดิตที่ 8% แล้วปรับขึ้นไปสู่ 10% ในอนาคตซึ่งมีส่วนต่างที่น้อยกว่า ดังนั้นจึงเห็นว่าไม่ควรปรับลด Minimum Payment ของบัตรเครดิตไปที่ 5% อีก

 

แต่หากครบกำหนดสิ้นปี 2568 เกณฑ์ผ่อนปรน Minimum Payment ของบัตรเครดิตที่ 8% แล้วหากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น อาจหารือกับ ธปท. เพื่อขยายเวลาในการผ่อนปรนเพิ่มเติมได้

 

ภาพ: อธิศ รุจิรวัฒน์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านกรุงศรี คอนซูมเมอร์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา และประธานชมรมธุรกิจบัตรเครดิต สมาคมธนาคารไทย

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าบริษัทมีนโยบายอย่างไรจากกรณีที่รัฐบาลมีนโยบายต้องการให้สถาบันการเงินออกมาตรการเพื่อ Hair ลดหนี้ รวมถึงปรับโครงสร้างหนี้เพื่อช่วยเหลือประชาชนในกลุ่มเปราะบาง อธิศระบุว่า ปัจจุบันบริษัทมีโครงการพร้อมช่วยเหลือลูกค้าที่ประสบปัญหาอยู่แล้ว ทั้งการปรับโครงสร้างหนี้ อีกทั้งร่วมโครงการคลินิกแก้หนี้

 

โดยหลังจากช่วงต้นปีที่ผ่านมาได้มีการปรับเกณฑ์ Minimum Payment ของบัตรเครดิตจากระดับ 5% มาเป็น 8% ส่งผลกระทบให้มีลูกค้าทั้งบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลทยอยเข้ามาร่วมโครงการเพื่อขอปรับโครงสร้างหนี้เพิ่มขึ้นมาค่อนข้างมากเมื่อเปรียบเทียบจากสิ้นปี 2566

 

อีกทั้งยังมีจำนวนมากกว่าช่วงที่มีสถานการณ์โควิด เนื่องจากคาดว่าลูกค้าของบริษัทที่ประสบปัญหาไปต่อไม่ไหวสามารถรับรู้ข้อมูลข่าวสารของโครงการปรับโครงสร้างหนี้เพิ่มมากขึ้น หลังจากมีการสื่อสารข้อมูลออกไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกลุ่มลูกค้าที่เข้าโครงการปรับโครงสร้างหนี้เป็นกลุ่มที่มีรายได้กระจายหลากหลายกลุ่ม ไม่ได้เฉพาะเจาะจงกลุ่มใดที่มีมากเป็นพิเศษ

 

6 เดือนแรกลูกค้าขอปรับโครงสร้างหนี้พุ่ง 91%

 

ทั้งนี้ ยอดหนี้ที่อยู่ในโครงการปรับโครงสร้างหนี้ และมาตรการช่วยเหลือ (DR/TDR/PD) ในเดือนมิถุนายน 2567 เพิ่มสูงขึ้น 16% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่แล้ว และเพิ่มขึ้น 12% เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2566 เนื่องจากมีผู้เข้าร่วมโครงการรายใหม่เป็นจำนวนมาก โดยจำนวนบัญชีที่เข้ารับการปรับโครงสร้างหนี้และมาตรการช่วยเหลือระหว่างเดือนมกราคม-มิถุนายน 2567 สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าถึง 91% โดยเป็นผลกระทบมาจากการเพิ่มการนำเสนอโครงการปรับโครงสร้างหนี้ตามมาตรการ RL ของ ธปท. และมีมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมจากปีที่แล้ว เช่น แก้ไขหนี้เรื้อรัง (PD) และมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ตั้งแต่ยังไม่เป็นหนี้ด้อยคุณภาพ (GDR)

 

สมาคมธนาคารไทยศึกษามาตรการ Hair Cut เพิ่ม

 

ด้าน ผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า กำลังศึกษาเกี่ยวมาตรการลดหนี้ (Hair Cut) ตามแนวทางข้อเสนอของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร อย่างไรก็ตาม ยังต้องรอรายละเอียดของมาตรการดังกล่าวจากรัฐบาลใหม่ก่อน เพื่อทำความเข้าใจเพิ่มเติม

 

พร้อมทั้งอธิบายต่อว่า ปัจจุบันธนาคารก็มีการลดหนี้ (Hair Cut) อยู่แล้ว ซึ่งเป็นมาตรการตรงจุดและตรงกลุ่มเป้าหมายที่มีความจำเป็นอยู่แล้ว

 

หนี้

ภาพ: ผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย

 

ขณะที่อธิศกล่าวต่อว่า ในช่วง 6 เดือนแรกปี 2567 การอนุมัติบัตรเครดิตใหม่และสินเชื่อส่วนบุคคลใหม่ของบริษัทมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 1.7% ต่ำกว่าอัตราการเติบโตของตลาดที่ขยายตัว 3.8% เนื่องจากธนาคารมีนโยบายหลักเกณฑ์ที่มีความเข้มงวด และมีความรับผิดชอบมาอย่างต่อเนื่องในการพิจารณาอนุมัติ

 

จากนโยบายดังกล่าวส่งผลดีต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทในระยะยาว ทำให้มีหนี้เสีย (NPL) ต่ำกว่าภาพรวมของตลาด โดยในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ บริษัทมี NPL ในกลุ่มบัตรเครดิตอยู่ที่ 1.4% ขณะที่ภาพรวมของตลาดมี NPL อยู่ที่ 2.9% และกลุ่มสินเชื่อส่วนบุคคลของบริษัทมี NPL อยู่ระดับ 2.6% ส่วนภาพรวมของตลาดรวมมี NPL อยู่ที่ 4.1%

 

“ช่วง 6 เดือนแรกของปีเรามีการอนุมัติน้อยลงจริงๆ แต่ไม่ได้บอกน้อยกว่าปีที่แล้ว แต่ถือว่าน้อยกว่าภาพรวมของตลาด ส่วนการปรับเกณฑ์จ่ายบัตรเครดิตขั้นต่ำจาก 5% ขึ้นมาเป็น 8% ที่เกิดขึ้นในช่วงต้นปีนี้ เราเห็นการผิดชำระหนี้เพิ่มขึ้นเยอะ ซึ่งปัจจุบันเริ่ม Stable อยู่ในมิติที่ไม่น่าจะขึ้นได้อีกแล้ว เพราะลูกค้าเริ่มปรับตัวได้ และเห็น NPL แนวโน้มปรับขึ้นด้วย

 

“แต่ยังอยู่ในอัตราที่ควบคุมได้ ส่วนในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ บริษัทมียอดอนุมัติบัตรเครดิตอยู่ที่สัดส่วนกว่า 40% ด้านสินเชื่อส่วนบุคคลมียอดอนุมัติสัดส่วน 30% ปลายๆ ซึ่งลดลงไปราว 1-2% จากสิ้นปีที่แล้ว” อธิศกล่าว

 

อย่างไรก็ตาม คาดว่า NPL ของบริษัทในช่วงสิ้นปี 2567 มีโอกาสปรับขึ้นเล็กน้อยจากช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ เนื่องจากมีผลกระทบจากปัจจัยของการปรับจ่ายบัตรเครดิตขั้นต่ำจาก 5% ขึ้นมาเป็น 8% ดังกล่าว ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเห็นผลกระทบเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงกลางปีนี้เป็นต้นไป

 

ภาพ: NPL ช่วง 6 เดือนแรกของปี 2567 ของกรุงศรี คอนซูมเมอร์

 

ด้านผลประกอบการครึ่งปีแรกของปีนี้ของกรุงศรี คอนซูมเมอร์ ช่วง 6 เดือนแรกของปี 2567 ยังสามารถเติบโตเป็นที่น่าพอใจ โดยมียอดใช้จ่ายผ่านบัตร 189,000 ล้านบาท เติบโต 9%, ยอดสินเชื่อใหม่ 47,000 ล้านบาท เติบโต 6%, ยอดสินเชื่อคงค้าง 140,000 ล้านบาท เติบโต 2% และจำนวนบัญชีลูกค้าใหม่ 287,000 บัญชี เติบโต 7% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

อธิศกล่าวว่า แม้ภาพรวมเศรษฐกิจช่วงครึ่งหลังของปีนี้คาดว่าจะฟื้นตัวขึ้นได้ช้ากว่าที่คาดหวังไว้ ขณะที่ช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเครือกรุงศรียังขยายตัวได้ดีราว 9% จึงมีมุมมองว่าตลาดบัตรเครดิตยังมีโอกาสในการขยายตัวได้ แต่มีแนวโน้มสัญญาณการขยายตัวที่ช้าลง

 

สำหรับในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ กรุงศรี คอนซูมเมอร์ จะเน้นสร้างการเติบโตที่มีคุณภาพด้วย 5 กลยุทธ์หลัก ได้แก่

 

  1. มุ่งพัฒนาและปรับปรุงผลิตภัณฑ์หลักให้ตอบโจทย์ลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น
  2. ขยายระบบนิเวศพันธมิตรเพื่อขยายธุรกิจ
  3. สร้างเสริมนวัตกรรมทางการชำระเงิน
  4. ผสานความร่วมมือในเครือกรุงศรีเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ
  5. พัฒนาประสิทธิภาพการดำเนินงาน

 

ทั้งนี้ ในปี 2567 บริษัทคาดว่าจะมียอดบัญชีลูกค้าใหม่ 617,000 บัญชี เติบโต 10%, ยอดใช้จ่ายผ่านบัตร 393,000 ล้านบาท เติบโต 8%, ยอดสินเชื่อใหม่ 100,000 ล้านบาท เติบโต 9% และยอดสินเชื่อคงค้าง 151,000 ล้านบาท เติบโต 2% เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2566

The post สมาคมธนาคารไทยมีโครงการพร้อมช่วยลูกหนี้ที่ไปต่อไม่ไหว กรุงศรี คอนซูมเมอร์ ยอมรับ ปรับเกณฑ์จ่ายบัตรเครดิตขั้นต่ำเป็น 8% ทำลูกค้าปรับโครงสร้างหนี้พุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘แบงก์ชาติ’ เตรียมผ่อน 3 เกณฑ์ช่วยลูกหนี้น้ำท่วม ด้าน ‘สมาคมธนาคารไทย’ เร่งออกมาตรการลดภาระผ่อนชำระ-สนับสนุนการซ่อมแซมที่อยู่อาศัย https://thestandard.co/bank-of-thailand-flood-relief/ Tue, 27 Aug 2024 10:44:03 +0000 https://thestandard.co/?p=976090

วันนี้ (27 สิงหาคม) สุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้ช่วยผู้ว่ากา […]

The post ‘แบงก์ชาติ’ เตรียมผ่อน 3 เกณฑ์ช่วยลูกหนี้น้ำท่วม ด้าน ‘สมาคมธนาคารไทย’ เร่งออกมาตรการลดภาระผ่อนชำระ-สนับสนุนการซ่อมแซมที่อยู่อาศัย appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (27 สิงหาคม) สุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า จากเหตุน้ำท่วมภาคเหนือและภาคกลางตอนบน ส่งผลให้ลูกหนี้จำนวนมากได้รับความเดือดร้อน ทำให้ภายในสัปดาห์นี้ ธปท. จะออกหนังสือเวียนให้แก่เจ้าหนี้ต่างๆ ได้แก่ ธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFI) และ Non-Bank เข้าช่วยเหลือเพื่อลดภาระ และเสริมสภาพคล่องของลูกหนี้ ผ่านการผ่อนผันเกณฑ์บางส่วน ได้แก่ 

 

  1. ให้สินเชื่อเสริมสภาพคล่องหรือเงินทุนหมุนเวียนเพื่อการซ่อมแซมที่อยู่อาศัย หรือเพื่อกลับไปดำเนินธุรกิจและประกอบอาชีพได้ 
  2. การผ่อนผันปรับอัตราชำระขั้นต่ำ (Min Pay) บัตรเครดิตให้ต่ำกว่า 8% สำหรับลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบ เป็นระยะเวลา 1 ปี 
  3. การผ่อนผันหลักเกณฑ์กำหนดวงเงินกรณีฉุกเฉินสำหรับสินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อบุคคลดิจิทัล เพื่อให้ใช้ในการดำรงชีพ ช่วยฟื้นฟูและจัดการปัญหาภัยพิบัติที่เกิดขึ้น

 

สมาคมธนาคารไทยเร่งออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม

 

ในวันเดียวกัน กอบศักดิ์ ดวงดี เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า สมาคมธนาคารไทยและธนาคารสมาชิก ตระหนักถึงผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศ ซึ่งสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน การประกอบอาชีพ และการดำรงชีพของลูกค้าประชาชนในพื้นที่เป็นวงกว้าง  

 

“ภาคธนาคารมีความห่วงใยและพร้อมเคียงข้างผู้ประสบภัยน้ำท่วม จึงเร่งออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับความเดือดร้อนในพื้นที่น้ำท่วม ครอบคลุมการลดภาระในการผ่อนชำระหนี้สินและการสนับสนุนทางการเงิน เพื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัยที่ได้รับความเสียหาย”

 

โดยสมาคมธนาคารไทยประสานธนาคารสมาชิกในการให้ความช่วยเหลือลูกค้าอย่างเร่งด่วน ซึ่งบางธนาคารมีมาตรการรองรับอยู่แล้ว ขณะที่ธนาคารอื่นๆ พร้อมพิจารณาให้ความช่วยเหลือลูกค้าอย่างเหมาะสม โดยแต่ละธนาคารจะพิจารณาความช่วยเหลือให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าสามารถกลับมาดำเนินธุรกิจและดำรงชีพต่อไปได้อย่างปกติโดยเร็ว 

 

ทั้งนี้ เงื่อนไขและเกณฑ์การพิจารณาลูกค้าแต่ละรายเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่แต่ละธนาคารกำหนด

 

สำหรับลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม สามารถแจ้งความประสงค์ขอรับความช่วยเหลือได้ที่ธนาคารที่เป็นลูกค้าผ่านทางสาขา เจ้าหน้าที่หรือฝ่ายงานที่ดูแลสินเชื่อ หรือ Call Center ของแต่ละธนาคารได้ทันที

The post ‘แบงก์ชาติ’ เตรียมผ่อน 3 เกณฑ์ช่วยลูกหนี้น้ำท่วม ด้าน ‘สมาคมธนาคารไทย’ เร่งออกมาตรการลดภาระผ่อนชำระ-สนับสนุนการซ่อมแซมที่อยู่อาศัย appeared first on THE STANDARD.

]]>