สมาคมตราสารหนี้ไทย – THE STANDARD https://thestandard.co สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 05 Jul 2025 04:34:48 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.5.5 ต่างชาติ ‘ขายสุทธิ’ บอนด์ไทย 2 เดือนติด รวม 34,921 ล้านบาทในพฤษภาคม – มิถุนายน ThaiBMA หั่นเป้ายอดออกหุ้นกู้ปีนี้ https://thestandard.co/foreign-bond-net-sell/ Sat, 05 Jul 2025 04:34:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1093157

ต่างชาติ ‘ขายสุทธิ’ บอนด์ไทย 2 เดือนติด รวม 34,921 ล้าน […]

The post ต่างชาติ ‘ขายสุทธิ’ บอนด์ไทย 2 เดือนติด รวม 34,921 ล้านบาทในพฤษภาคม – มิถุนายน ThaiBMA หั่นเป้ายอดออกหุ้นกู้ปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ต่างชาติ ‘ขายสุทธิ’ บอนด์ไทย 2 เดือนติด รวม 34,921 ล้านบาทในพฤษภาคม – มิถุนายน ThaiBMA มองมาจากปัจจัยต่างประเทศเป็นหลัก ปัจจัยในประเทศมีผลบางส่วน พร้อมปรับคาดการณ์ยอดการออกหุ้นกู้ปี 2568 ลงเหลือ 800,000 ล้านบาท (จาก 850,000 – 900,000 ล้านบาท) หลังจากในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 มูลค่าการออกหุ้นกู้ระยะยาวลดลง 19.3% YoY มั่นใจตลาดหุ้นกู้ไทยยังไม่วาย

 

ดร.สมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 นักลงทุนต่างชาติยัง ‘ซื้อสุทธิ’ ตราสารหนี้ไทยอยู่ที่ 32,331 ล้านบาท โดยเป็นการเข้าซื้อสุทธิอย่างต่อเนื่องในเดือนกุมภาพันธ์-เมษายนรวม 79,240 ล้านบาท ก่อนจะพลิกกลับเป็นการ ‘ขายสุทธิ’ ตราสารหนี้ไทยในเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน รวม 34,921 ล้านบาท

 

โดย ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2568 นักลงทุนต่างชาติมีการถือครองตราสารหนี้ไทยเท่ากับ 9 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 5.2% ของมูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทย

 

ตราสารหนี้ไทย

 

อริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) กล่าวว่า ในช่วงพฤษภาคม – มิถุนายน ที่นักลงทุนต่างชาติ ‘ขายสุทธิ’ บอนด์ไทย เป็นผลมาจากปัจจัยต่างประเทศเป็นหลัก ส่วนปัจจัยการเมืองภายในประเทศมองว่า อาจมีผลบ้างเท่านั้น แต่ส่วนใหญ่มาจากปัจจัยต่างประเทศมากกว่า 

 

ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย (Bond Yield) ปรับตัวต่ำลงทั้งเส้น ตามการปรับลดของอัตราดอกเบี้ยนโยบายไทย 2 ครั้งในเดือนกุมภาพันธ์และเมษายน ส่งผลให้ Bond yield ไทยรุ่นอายุ 2 ปี 5 ปี และ10 ปี ปรับตัวลดลง 62-70 bps. จากสิ้นปี 2567 มาอยู่ที่ระดับ 1.40%, 1.40% และ 1.60% ตามลำดับ ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2568

 

ส่งผลให้เส้นอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ภาคเอกชนปรับตัวต่ำลงในทิศทางเดียวกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล โดยในช่วงครึ่งแรกปี 2568 อัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้รุ่นอายุ 5 ปี ของหุ้นกู้กลุ่ม AAA, AA, A และ BBB+ ปรับตัวลดลง 52-93 bps. มาอยู่ที่ระดับ 1.88%  2.29%  2.75% และ  3.91% ตามลำดับ ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2568

 

สำหรับช่วงที่เหลือของปี ดร.สมจินต์ กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตา ซึ่งอาจจะส่งผลต่อกระแสเงินลงทุนจากต่างประเทศ (Fund Flow) ได้แก่ ความชัดเจนของนโยบายภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ซึ่งอาจจะส่งผลต่อกระแสเงินและอัตราแลกเปลี่ยน ส่วนต่าง (Gap) อัตราดอกเบี้ยและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ของไทย เมื่อเทียบกับสหรัฐฯ และอัตราเงินเฟ้อของแต่ละประเทศ ซึ่งจะส่งผลต่อดอกเบี้ยนโยบายและอัตราผลตอบแทนอีกที

 

ทั้งนี้ ตั้งแต่ต้นปี คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ปรับลดดอกเบี้ยลงไป 2 ครั้ง ครั้งละ 0.25% สู่ระดับ 1.75% ส่วนคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยไว้ระดับเดิมตั้งแต่ต้นปีที่ระดับ 4.25-4.5% สะท้อนว่า ส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยไทยและสหรัฐฯ กว้างขึ้น

 

นอกจากนี้ ThaiBMA ยังเปิดเผยผลสำรวจจากผู้ร่วมตลาดส่วนใหญ่ ซึ่งคาดว่า กนง. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ราว 1 ครั้ง รวม 0.25% ลงมาอยู่ที่ 1.50% (จากปัจจุบันที่ 1.75%)

 

สำหรับการคาดการณ์ Bond yield ไทย ผู้ตอบแบบสอบถามคาดว่า Bond yield ไทยรุ่นอายุ 5 ปี และ 10 ปี ในช่วงที่เหลือของปี 2568 จะขยับตัวลดลงเฉลี่ยราว 5-10 bps. จากสิ้นไตรมาส 2 ปี 2568 จากปัจจัยเรื่องทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย การขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย ภาวะเศรษฐกิจโลกและทิศทางอัตราดอกเบี้ยของประเทศเศรษฐกิจชั้นนำ

 

ThaiBMA หั่นเป้ายอดการออกหุ้นกู้ปีนี้เหลือ 800,000 ล้านบาท

 

สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ยังปรับคาดการณ์ยอดการออกหุ้นกู้ปี 2568 ลงเหลือประมาณ 800,000 ล้านบาท จากประมาณการก่อนหน้าที่ 850,000 – 900,000 ล้านบาท หลังจาก ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 มูลค่าการออกตราสารหนี้ภาคเอกชนระยะยาว (หุ้นกู้ระยะยาว) เท่ากับ 398,820 ล้านบาท ลดลง 19.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นการลดลงของทั้งกลุ่ม Investment Grade และกลุ่ม High Yield

 

โดย ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2568 มูลค่าคงค้าง ตลาดตราสารหนี้ไทยเท่ากับ 17.3 ล้านล้านบาท (คิดเป็น 93% ของ GDP) เพิ่มขึ้น 1.1% จาก สิ้นปี 2567 จากการเพิ่มขึ้นของตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาลเป็นสำคัญ ขณะที่มูลค่าคงค้างตราสารหนี้ภาคเอกชนลดลงเล็กน้อยจากสิ้นปีที่ผ่านมา

 

ออกหุ้นกู้

 

อริยากล่าวว่า การออกตราสารหนี้ของภาครัฐที่เพิ่มขึ้น สะท้อนถึงความจำเป็นในการกู้เงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ท่ามกลางยอดขาดดุลงบประมาณที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยในแต่ละปี

 

โดยอริยายังมองว่า การที่รัฐบาลกู้เงินผ่านพันธบัตร ดีกว่าการกู้เงินนอกประเทศ เนื่องจากการกู้เงินตลาดในประเทศ ทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน นอกจากนี้ สภาพคล่องในประเทศมีอยู่แล้ว ตลาดรองรับได้ ทำให้รัฐบาลได้ประโยชน์ด้วยซ้ำ ตัวอย่างเช่น ตอนนี้พันธบัตรอายุ 10 ปี อัตราผลตอบแทนอยู่ที่ระดับ 1.6% ด้วยซ้ำ

 

พันธบัตรรัฐบาล

 

ตลาดตราสารหนี้ไทย

 

อริยาอธิบายอีกว่า ส่วนหนึ่งที่การออกหุ้นกู้ของภาคเอกชนที่ลดลงส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากบริษัทต่างๆ โดยเฉพาะบริษัทรายใหญ่ หันไปขอสินเชื่อจากธนาคารแทน หลังจากธนาคารต้องการหันปล่อยสินเช่ือให้กับบริษัทรายใหญ่มากขึ้น เนื่องจากความเสี่ยงที่ต่ำกว่า ท่ามกลางยอดปล่อยสินเชื่อที่หดตัวต่อเนื่อง


 

ตราสารหนี้เอกชน

 

เปิดตัวเลขหุ้นกู้ผิดนัดหรือเลื่อนกำหนดชำระในช่วง 2 ไตรมาสแรกปี 2025

 

ThaiBMA ยังเปิดเผยอีกว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 มีหุ้นกู้ผิดนัดชำระ รวม 2,337 ล้านบาท จากผู้ออก 4 ราย เทียบกับในปี 2566 มีหุ้นกู้ผิดนัดชำระจากผู้ออก 5 ราย มูลค่ารวม 16,363 ล้านบาท ในปี 2567 มีหุ้นกู้ผิดนัดชำระจากผู้ออก 5 ราย มูลค่ารวม 3,172 ล้านบาท

 

ส่วนหุ้นกู้เลื่อนกำหนดชำระ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 มีมูลค่ารวม 17,540 ล้านบาท จากผู้ออก 14 ราย โดยจำนวนนี้ ผู้ออก 11 ราย เพิ่งเคยเลื่อนกำหนดชำระเป็นครั้งแรก

 

ทั้งนี้ ในปี 2566 มีหุ้นกู้เลื่อนกำหนดชำระจากผู้ออก 14 ราย มูลค่ารวม 12,443 ล้านบาท ในปี 2567 มีหุ้นกู้เลื่อนกำหนดชำระจากผู้ออก 17 ราย มูลค่า 37,963 ล้านบาท

 

หุ้นกู้ผิดนัด

 

ยืนยัน ตลาดหุ้นกู้ไทย ‘ยังไม่วาย’

 

ดร.สมจินต์ ยังยืนยันว่า ตลาดหุ้นกู้ยังไม่วาย โดยอธิบายว่า ถ้าคำว่า ‘ตลาดวาย’ หมายถึง  พ่อค้าแม่ค้าหายไปหมด ซื้อของไม่ได้ ถ้าเป็นอย่างนั้น ก็มองว่า ตลาดหุ้นกู้ไทยไม่ได้วาย แม้ตัวพอร์ตอาจจะลดลง เนื่องมาจากผู้ลงทุนมีความรอบคอบมากขึ้น (More Selective)  นอกจากนี้ ยังเกิดการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงด้านการกระจุกตัวของการลงทุน (Concentration Risk) ด้วย ซึ่งหมายความว่า ความเสี่ยงที่เกิดจากการลงทุนในสินทรัพย์หรือกลุ่มสินทรัพย์ที่มีลักษณะเฉพาะเจาะจงมากเกินไป 

 

อย่างไรก็ตาม ดร.สมจินต์ ก็มองว่า การระดมทุนช่วงนี้คงมีความท้าทายขึ้น เพราะฉะนั้น ในมุมของผู้ออกหุ้นกู้การทำการบ้านที่ดีว่า จะใช้เงินไปทำอะไร แล้ว แผนการคืนเงินจะเป็นอย่างไร จึงกำลังเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ

 

เช่นเดียวกับ อริยาที่ยืนยันเช่นกันว่า ตลาดหุ้นกู้ไม่วายแน่นอนและจะแข็งแกร่งขึ้นด้วยซ้ำ หลังจากผ่านความท้าทายต่างๆ เนื่องจากจะเห็นได้ว่า มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ พยายามจะยกระดับมาตรการต่างๆ ขึ้น

 

ดร.สมจินต์

The post ต่างชาติ ‘ขายสุทธิ’ บอนด์ไทย 2 เดือนติด รวม 34,921 ล้านบาทในพฤษภาคม – มิถุนายน ThaiBMA หั่นเป้ายอดออกหุ้นกู้ปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ESG Bond กับโอกาสผลตอบแทนดีต่อใจ ดีต่อพอร์ตลงทุนปี 2567 https://thestandard.co/esg-bond/ Sun, 03 Mar 2024 02:46:55 +0000 https://thestandard.co/?p=906554 ESG Bond

ในปี 2567 นี้ SCB CIO มองว่า ตราสารหนี้ยังเป็นสินทรัพย์ […]

The post ESG Bond กับโอกาสผลตอบแทนดีต่อใจ ดีต่อพอร์ตลงทุนปี 2567 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ESG Bond

ในปี 2567 นี้ SCB CIO มองว่า ตราสารหนี้ยังเป็นสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนได้ดี โดยผู้ที่ต้องการลงทุนในตลาดตราสารหนี้ที่มีส่วนสร้างผลกระทบเชิงบวก ก็มีตราสารหนี้ที่คำนึงถึงประเด็นสิ่งแวดล้อม (Environment), สังคม (Social) และบรรษัทภิบาล (Governance) หรือ ESG Bond ให้เลือก 

 

จากข้อมูลของสมาคมตราสารหนี้ไทยระบุว่า ESG Bond แบ่งเป็น 4 ประเภท คือ

 

  1. ตราสารหนี้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Green Bond) – เงินจะถูกใช้ลงทุนหรือชำระคืนหนี้ (Re-Finance) ในโครงการเพื่อสิ่งแวดล้อม โดยโครงการตราสารหนี้เพื่อการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Bond) ก็อยู่ในตราสารหนี้ประเภทนี้ 
  2. ตราสารหนี้เพื่อพัฒนาสังคม (Social Bond) – เงินจะถูกใช้ลงทุน หรือ Re-Finance ในโครงการเพื่อสังคม
  3. ตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน (Sustainability Bond) – เงินจะถูกใช้ลงทุน หรือ Re-Finance ในโครงการที่เกิดประโยชน์ทั้งต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม
  4. ตราสารหนี้ส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability-Linked Bond) – กำหนดเงื่อนไขการจ่ายผลตอบแทนขึ้นอยู่กับตัวชี้วัดหรือเป้าหมายที่ผู้ออกตราสารกำหนดไว้ในการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม กรณีดำเนินการไม่สำเร็จตามตัวชี้วัดในระยะเวลาที่กำหนด ผู้ออกตราสารต้องเพิ่มอัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋ว (Coupon) ให้ผู้ลงทุน

 

ทั้งนี้ Moody’s ระบุว่า ปี 2566 ทั่วโลกออก ESG Bond ประมาณ 9.46 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 2% จากปี 2565 ขณะที่ปี 2567 คาดว่าอยู่ที่ 9.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ใกล้เคียงกับปี 2566

 

ในส่วนของไทย จากสถิติของสมาคมตราสารหนี้ไทย ปี 2566 พบว่า มีการออก ESG Bond จำนวน 179,866 ล้านบาท ลดลงจากปี 2565 ที่ออกจำนวน 214,029 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าคงค้าง ESG Bond คิดเป็น 4% ของตลาดตราสารหนี้ไทย แบ่งเป็น Sustainability Bond 67%, Green Bond 21%, Sustainability-Linked Bond 8% และ Social Bond 4%

 

นอกจากตราสารหนี้ 4 ประเภท ยังมี Transition Bond ที่ออกแบบมาช่วยบริษัทในอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง ได้ปรับเปลี่ยนกิจกรรมทางธุรกิจเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยสมาคมตราสารหนี้ไทยให้คำจำกัดความว่า เป็นตราสารหนี้ที่ผู้ออกตราสารยังไม่ได้เป็นธุรกิจสีเขียว แต่ต้องการระดมทุนปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจหรือกระบวนการผลิต ให้ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ตามข้อตกลงปารีส โดยผู้ออกจำเป็นต้องปฏิบัติตามหลักการสำคัญของ Green, Social และ Sustainability Bond Principles พร้อมทำแผนกลยุทธ์การเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนในอนาคต

 

สิ่งที่น่าสนใจในปี 2567 คือ บริษัทต่างๆ ลงทุนเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน ซึ่งจะผลักดันให้ความสนใจลงทุนในตราสารหนี้เปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน หรือ Transition Bond มากขึ้น โดยเฉพาะในตลาดเกิดใหม่ ทั้งนี้ S&P Global เคยคาดการณ์ว่า การระดมทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่าน รวมถึงการออก Transition Bond จะมีสัดส่วน 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐจากการลงทุนประมาณ 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นเงินลงทุนประจำปีที่จำเป็นต่อการจำกัดอุณหภูมิโลกไม่ให้ร้อนขึ้นเกิน 2°C ภายในปี 2593

 

ผมมองว่า Transition Bond ช่วยให้ผู้ลงทุนที่สนใจ ESG Bond มีทางเลือกลงทุนมากขึ้นทั้งในไทยและต่างประเทศ ยังมีกลุ่มธุรกิจที่ยังไม่เข้าข่ายธุรกิจสีเขียว ต้องการปรับเปลี่ยนธุรกิจเพื่อลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อยู่มาก ขณะที่ ESG Bond โดยรวมน่าสนใจในยุคนี้ เพราะมีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลทั่วไป มีผลตอบแทนน่าสนใจในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูง และช่วยให้ผู้ลงทุนมีส่วนร่วมในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม   

 

อย่างไรก็ดี อย่าลืมพิจารณาอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ของ ESG Bond ที่ลงทุน นอกเหนือจากการพิจารณาผลตอบแทนและระยะเวลาลงทุน รวมทั้งพิจารณาด้วยว่า ESG Bond ที่สนใจเป็นตราสารหนี้ประเภทใด มีสิทธิ์เรียกร้องในลำดับขั้นไหน กรณีเกิดปัญหาชำระหนี้ไม่ได้ โอกาสที่จะได้รับชำระหนี้คืนเป็นอย่างไร และมีหลักประกันที่นำมาชำระคืนหนี้ได้หรือไม่ เพื่อลดความเสี่ยงจากปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ในอนาคตครับ 

 

กรณีมีเงินลงทุนจำนวนมาก ท่านควรลงทุนตราสารหนี้หลายๆ ตัว โดยที่แต่ละตัวมีสัดส่วนไม่มาก เพื่อลดความเสี่ยงจากการลงทุนกระจุกตัวในตราสารหนี้ตัวใดตัวหนึ่ง กรณีเงินลงทุนมีจำนวนไม่มาก ต้องการลงทุน ESG Bond และท่านอยู่ในกลุ่มที่สามารถลงทุนลดหย่อนภาษีได้ กองทุนรวมเพื่อความยั่งยืน (ThaiESG) ที่มีนโยบายลงทุนใน ESG Bond ด้วยก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจครับ

 

คำเตือน:

  • การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง รวมถึงควรขอคำแนะนำเพิ่มเติมจากผู้ประกอบธุรกิจก่อนตัดสินใจลงทุน
  • เงื่อนไขการลงทุนและการลดหย่อนภาษีเป็นไปตามกฎหมายและประกาศที่กรมสรรพากรกำหนด
  • กองทุนรวม ThaiESG มีลักษณะเฉพาะและความเสี่ยงเฉพาะ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน
  • สามารถศึกษาข้อมูลกองทุนหลักได้จากเว็บไซต์ของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม ไทยพาณิชย์ จำกัด และรายละเอียดเพิ่มเติมของกองทุนผ่าน SCB EASY App
  • สอบถามรายละเอียดและข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ SCB Call Center โทร. 0 2777 7777

 

อ้างอิง: 

The post ESG Bond กับโอกาสผลตอบแทนดีต่อใจ ดีต่อพอร์ตลงทุนปี 2567 appeared first on THE STANDARD.

]]>