สมประสงค์ เย็นท้วม Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/สมประสงค์-เย็นท้วม/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 17 Mar 2026 10:48:34 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ตำรวจเผยคืบหน้ากู้ซากสะพานพระราม 2 เคลียร์พื้นที่แล้ว 60% เร่งคืนผิวจราจร พร้อมแจ้งพิกัดจุดเบี่ยงและจุดซ่อมถนนทรุดที่เปิดใช้งานได้แล้ว https://thestandard.co/rama2-bridge-clear-traffic-update/ Thu, 22 Jan 2026 09:29:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1168223 ภาพการกู้ซากโครงสร้างสะพานพระราม 2 ที่เสียหาย และเจ้าหน้าที่กำลังเคลียร์พื้นที่เพื่อคืนผิวจราจร

วันนี้ (22 มกราคม) พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผู้ช่วยผู้ […]

The post ตำรวจเผยคืบหน้ากู้ซากสะพานพระราม 2 เคลียร์พื้นที่แล้ว 60% เร่งคืนผิวจราจร พร้อมแจ้งพิกัดจุดเบี่ยงและจุดซ่อมถนนทรุดที่เปิดใช้งานได้แล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพการกู้ซากโครงสร้างสะพานพระราม 2 ที่เสียหาย และเจ้าหน้าที่กำลังเคลียร์พื้นที่เพื่อคืนผิวจราจร

วันนี้ (22 มกราคม) พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะรองผู้อำนวยการศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศจร.ตร.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการแก้ไขสถานการณ์อุบัติเหตุในโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษหมายเลข 82 สายทางยกระดับบางขุนเทียน–บ้านแพ้ว ช่วงสะพานท่าจีน ถนนพระราม 2

 

ว่า ได้รับรายงานจาก สถานีตำรวจทางหลวง 1 กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจทางหลวง ถึงการปฏิบัติงานของแขวงทางหลวงสมุทรสาคร ในการเร่งรื้อถอนและเคลื่อนย้ายซากโครงสร้างเพื่อคืนผิวการจราจร

 

จากการตรวจสอบสถานการณ์ล่าสุด เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการรื้อถอนและเคลื่อนย้ายชิ้นส่วนคานคอนกรีต (Segment) และเศษเหล็กออกจากพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยมีความคืบหน้าแล้วเสร็จประมาณร้อยละ 60 ซึ่งขณะนี้ยังคงเร่งระดมเครื่องจักรและกำลังคนเพื่อเคลื่อนย้ายชิ้นส่วนที่เหลือออกจากช่องทางด่วน ถนนพระราม 2 เพื่อเปิดพื้นที่การจราจรให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด

 

สำหรับการบริหารจัดการจราจรในปัจจุบัน ยังมีความจำเป็นต้องปิดช่องทางหลักบางช่วงเพื่อความปลอดภัย ดังนี้:

 

  • ฝั่งขาเข้า: ให้รถเบี่ยงออกใช้ทางคู่ขนานบริเวณ กม.ที่ 32 และสามารถกลับเข้าช่องทางหลักได้ที่ กม.ที่ 28+900 (หน้าตลาดทะเลไทย)
  • ฝั่งขาออก: ปิดช่องทางหลักบริเวณ กม.ที่ 28 ให้เบี่ยงออกใช้ทางคู่ขนานไปจนถึงสะพานท่าจีน และสามารถกลับเข้าทางหลักได้หลังจากลงสะพานท่าจีน

 

ส่วนกรณีปัญหาถนนทรุดตัวจากท่อประปาแตกบริเวณ กม.ที่ 29+400 นั้น ล่าสุดเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการซ่อมแซมเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว และเปิดให้ประชาชนสัญจรในช่องทางดังกล่าวได้ตามปกติ

 

พล.ต.ท.สมประสงค์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตลอด 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร./ผอ.ศจร.ตร. ได้สั่งการให้ตำรวจจราจรในพื้นที่ ตำรวจทางหลวง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บูรณาการกำลังอำนวยความสะดวก จัดทำทางเบี่ยง และประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสาร เพื่อบรรเทาผลกระทบแก่ประชาชนอย่างเต็มที่ และกำชับให้ดูแลต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

 

ทางด้าน พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการศึกษา ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานฝ่ายเสริมสร้างภาพลักษณ์ตำรวจจราจร ศจร.ตร. ได้ฝากประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือประชาชนผู้ใช้เส้นทาง โปรดวางแผนการเดินทางล่วงหน้าและขับขี่ด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากอาจมีความล่าช้าในบางช่วง และขอให้ติดตามข้อมูลจราจรอย่างใกล้ชิด

 

ทั้งนี้ หากต้องการสอบถามสภาพการจราจรหรือขอความช่วยเหลือ สามารถติดต่อได้ที่ สายด่วนกองบังคับการตำรวจจราจร 1197 และ สายด่วนตำรวจทางหลวง 1193 ตลอด 24 ชั่วโมง

The post ตำรวจเผยคืบหน้ากู้ซากสะพานพระราม 2 เคลียร์พื้นที่แล้ว 60% เร่งคืนผิวจราจร พร้อมแจ้งพิกัดจุดเบี่ยงและจุดซ่อมถนนทรุดที่เปิดใช้งานได้แล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
บช.ปส. เปิดยุทธการ Black Mirror TKP ทลายเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ ยึดทรัพย์กว่า 246 ล้าน โยงคดียาเสพติดหมื่นล้าน https://thestandard.co/narcotics-suppression-bureau-launched-operation/ Mon, 29 Dec 2025 05:14:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1159634 บช.ปส. เปิดยุทธการBlack Mirror TKP ทลายเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ ยึดทรัพย์กว่า 246 ล้าน โยงคดียาเสพติดหมื่นล้าน

วันนี้ (29 ธันวาคม) ที่ กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติ […]

The post บช.ปส. เปิดยุทธการ Black Mirror TKP ทลายเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ ยึดทรัพย์กว่า 246 ล้าน โยงคดียาเสพติดหมื่นล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
บช.ปส. เปิดยุทธการBlack Mirror TKP ทลายเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ ยึดทรัพย์กว่า 246 ล้าน โยงคดียาเสพติดหมื่นล้าน

วันนี้ (29 ธันวาคม) ที่ กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศอ.ปส.ตร.) พร้อมด้วย พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (ผบช.ปส.) และผู้แทนจากสำนักงาน ป.ป.ส., กอ.รมน. รวมถึงผู้ช่วยทูตฝ่ายตำรวจไต้หวันประจำประเทศไทย (Miss Becky Kuo) ร่วมแถลงผลการปฏิบัติการทลายเครือข่ายยาเสพติดและฟอกเงินรายใหญ่ ภายใต้รหัส Black Mirror TKP

 

พล.ต.อ.สำราญ เปิดเผยว่า ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการสนองนโยบาย ต้องชนะยาเสพติด ของรัฐบาล โดยมุ่งเน้นการขุดรากถอนโคนเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่มีความซับซ้อน โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้นิติบุคคลบังหน้าในการฟอกเงิน

 

สืบเนื่องจากการจับกุมยาเสพติดล็อตใหญ่ในพื้นที่ชายแดนภาคอีสานเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ซึ่งจับกุมชาวลาว 3 ราย พร้อมไอซ์ 658 กิโลกรัม และยาบ้า 1.16 แสนเม็ด โดย บช.ปส. ได้ทำการสืบสวนสอบสวนขยายผลเส้นทางการเงิน จนพบความเชื่อมโยงไปยังบริษัท ทีเคพี ฯ และกลุ่มบริษัทในเครือข่ายอีก 3 แห่ง (บริษัท เอ็มทีซีฯ, บริษัท ทีเคพี ปิโตรเลียมฯ, บริษัท มาสเตอร์ เทรดฯ)

 

ซึ่งมีพฤติการณ์รับโอนเงินค่ายาเสพติดและฟอกเงินให้กับเครือข่ายค้ายาในหลายพื้นที่ โดยพบความเชื่อมโยงกับคดียาเสพติดรายสำคัญถึง 7 คดี ทั้งใน จ.เลย, แพร่, หนองคาย, เชียงราย รวมถึงการส่งออกเฮโรอีนไปยังไต้หวัน

 

พล.ต.ท.อาชยน กล่าวเสริมว่า จากการตรวจสอบพบว่าเครือข่ายนี้มีเงินหมุนเวียนในระบบนับหมื่นล้านบาท มีผู้เกี่ยวข้องทั้งชาวไทยและต่างชาติ โดยในวันนี้เจ้าหน้าที่ได้เปิดปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นเป้าหมาย 22 จุดทั่วประเทศ (กทม., นนทบุรี, ปทุมธานี, ลพบุรี, ตรัง) สามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับข้อหา ร่วมกันฟอกเงิน ได้จำนวน 4 ราย

 

สามารถยึดทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด รวมมูลค่ากว่า 246,604,500 บาท ประกอบด้วย:

 

  • บ้านพร้อมที่ดิน 8 หลัง และห้องชุดคอนโดมิเนียม 12 ห้อง
  • เงินสดกว่า 1.5 ล้านบาท และเงินในบัญชีธนาคารที่อายัดไว้ 30 ล้านบาท
  • ทองคำรูปพรรณและทองคำแท่ง น้ำหนักรวม 43 บาท
  • รถยนต์ 6 คัน, รถจักรยานยนต์ 1 คัน
  • อาวุธปืน 18 กระบอก

 

สำหรับผลรวมของการปราบปรามเครือข่ายนี้ในภาพรวม เจ้าหน้าที่สามารถยึดยาเสพติดได้มหาศาล แบ่งเป็น ยาบ้า 30.37 ล้านเม็ด, ไอซ์ 658 กิโลกรัม, คีตามีน 199 กิโลกรัม และเฮโรอีน 3.23 กิโลกรัม รวมผู้ต้องหาในเครือข่ายทั้งหมด 24 คน

The post บช.ปส. เปิดยุทธการ Black Mirror TKP ทลายเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ ยึดทรัพย์กว่า 246 ล้าน โยงคดียาเสพติดหมื่นล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตำรวจยอมรับ ชันสูตรร่าง ‘อดีตผู้กำกับโจ้’ ยาก เพราะไม่อยู่ในสภาพเดิม ภาพวงจรปิดฉบับเต็มยังไม่พบพิรุธ https://thestandard.co/police-admit-autopsy-jo-challenging/ Tue, 11 Mar 2025 11:31:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1051020

วันนี้ (11 มีนาคม) ที่สถานีตำรวจนครบาล (สน.) ประชาชื่น […]

The post ตำรวจยอมรับ ชันสูตรร่าง ‘อดีตผู้กำกับโจ้’ ยาก เพราะไม่อยู่ในสภาพเดิม ภาพวงจรปิดฉบับเต็มยังไม่พบพิรุธ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (11 มีนาคม) ที่สถานีตำรวจนครบาล (สน.) ประชาชื่น พล.ต.ท. สมประสงค์ เย็นท้วม ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ประชุมร่วมกับพนักงานสอบสวน สน.ประชาชื่น, เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน และแพทย์สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อติดตามการดำเนินคดีการเสียชีวิตของ พ.ต.อ. ธิติสรรค์ อุทธนผล หรืออดีตผู้กำกับโจ้ ในเรือนจำกลางคลองเปรม

 

พล.ต.ท. สมประสงค์ เปิดเผยว่า พนักงานสอบสวนได้ทำคดีคืบหน้ามากในหลายๆ เรื่อง ทั้งพยานหลักฐานต่างๆ รวมไปถึงภาพกล้องวงจรปิดในวันเกิดเหตุ โดยในพื้นที่เกิดเหตุมีกล้องวงจรปิดทั้งหมด 2 ตัวที่อยู่บริเวณหน้าห้องขัง 

 

ยอมรับว่าตำรวจก็ได้ตรวจสอบแล้วทั้งช่วงก่อนและหลังเกิดเหตุ ซึ่งไม่พบความผิดปกติ โดยในภาพที่ปรากฏอดีตผู้กำกับโจ้ยังทักทายผู้คุมตามปกติ ซึ่งนอกจากกล้องในวันที่เกิดเหตุแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ร้องขอกล้องวงจรปิดตลอดทั้งสัปดาห์ก่อนเกิดเหตุไปแล้วเช่นกัน แต่ต้องรอทางกรมราชทัณฑ์ส่งมาให้เพิ่มเติม 

 

ภาพจากกล้องวงจรปิดยังแสดงให้เห็นว่า การจะเข้าห้องขังจะต้องมีเจ้าหน้าที่เรือนจำไขกุญแจทุกครั้ง ยืนยันไม่พบว่ามีผู้ใดเข้า-ออกจากห้องขังนอกจากตัวอดีตผู้กำกับโจ้

 

พล.ต.ท. สมประสงค์ กล่าวต่อว่า ทางเจ้าหน้าที่เรือนจำให้การว่า ในวันเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่เรือนจำได้พบอดีตผู้กำกับเสียชีวิตประมาณ 20.00 น. ของวันที่ 7 มีนาคม ขณะที่กำลังจะนำยาแก้เครียดไปให้ โดยเจ้าหน้าที่พยายามเรียกชื่อแต่ไม่มีการตอบรับ จึงก้มมองผ่านช่องประตูและพบว่าอดีตผู้กำกับนั่งอยู่ก่อนจะเขย่าประตูแต่ก็ไร้การตอบรับ จึงนำมือสอดเข้าไปปรากฏว่าพบผ้าที่คอที่ถูกผูกไว้กับกรงประตู เจ้าหน้าที่จึงได้รีบนำกรรไกรมาตัดออกแต่ตัดไม่ขาด จึงรีบวิ่งกลับไปนำคัตเตอร์มาตัดผ้าออกเพื่อช่วยชีวิต ซึ่งตำรวจได้ตรวจสอบภาพกล้องวงจรปิดแล้วก็เป็นไปตามคำให้การ

 

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งเหตุการเสียชีวิตประมาณ 23.00 น. แต่สามารถเข้าไปตรวจสอบที่เกิดเหตุได้ในเวลา 10.00 น. ของวันที่ 8 มีนาคม พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถเข้าไปในที่เกิดเหตุได้ตั้งแต่ได้รับแจ้งนั้น เนื่องจากจะต้องมีหลายฝ่ายเข้าไปร่วมตรวจสอบพร้อมกัน ซึ่งทางกรมราชทัณฑ์เป็นผู้นัดให้เข้าไปในเวลาดังกล่าว

 

ร่างของอดีตผู้กำกับได้อยู่ตรงที่เกิดเหตุตั้งแต่เสียชีวิตจนถึงเวลาที่พนักงานสอบสวนได้เข้าไปตรวจที่เกิดเหตุนับเป็นเวลา 14 ชั่วโมง และจากการเข้าไปตรวจสอบพบว่าร่างนั้นถูกนำมานอนหงายตรงและคลุมด้วยผ้าสีขาว และพบผ้าขนหนูที่ถูกตัดมีชิ้นหนึ่งผูกอยู่ที่กรงและอีกชิ้นอยู่ที่พื้น ขนาดผ้าอยู่ที่ประมาณ 1.6 เมตร โดยขณะนี้ทางกองพิสูจน์หลักฐานได้นำผ้าขนหนูไปตรวจหา DNA ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาในการตรวจประมาณ 1 สัปดาห์

 

พล.ต.ท. สมประสงค์ กล่าวต่อว่า ตอนที่ตำรวจไปพบร่างนั้นทิ้งระยะเวลาไว้นาน และมีการเปลี่ยนแปลงท่าการเสียชีวิตจากนั่งเป็นนอน จึงทำให้การชันสูตรศพยากขึ้น

 

นอกจากนี้ยังพบรอยเลือดเล็กน้อยที่อยู่ใกล้ร่างจำนวน 2 หยด แต่ทางกองพิสูจน์หลักฐานสามารถยืนยันได้ว่าเป็นเลือดมนุษย์ และเก็บเลือดดังกล่าวไปเพื่อตรวจ DNA แล้ว และยังพบว่ามีรอยกัดจากสัตว์ขนาดเล็กอยู่ที่บริเวณแขนซ้ายของอดีตผู้กำกับอีกด้วย

 

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตั้งกรอบระยะเวลาในการทำคดีนี้ไว้ 30 วัน เพื่อทำทุกอย่างให้ชัดเจนต่อสังคม

The post ตำรวจยอมรับ ชันสูตรร่าง ‘อดีตผู้กำกับโจ้’ ยาก เพราะไม่อยู่ในสภาพเดิม ภาพวงจรปิดฉบับเต็มยังไม่พบพิรุธ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เคสลุงเปี๊ยกถูกบังคับสารภาพยังไม่เข้าข่าย พ.ร.บ.อุ้มหายฯ ชุดตรวจสอบพบตำรวจ 2 นายเข้าข่ายผิดวินัยตำรวจ-ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ https://thestandard.co/uncle-piek-forced-confession-20012567/ Sat, 20 Jan 2024 08:37:37 +0000 https://thestandard.co/?p=890090

วันนี้ (20 มกราคม) ที่จังหวัดสระแก้ว พล.ต.ท. สมประสงค์ […]

The post เคสลุงเปี๊ยกถูกบังคับสารภาพยังไม่เข้าข่าย พ.ร.บ.อุ้มหายฯ ชุดตรวจสอบพบตำรวจ 2 นายเข้าข่ายผิดวินัยตำรวจ-ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (20 มกราคม) ที่จังหวัดสระแก้ว พล.ต.ท. สมประสงค์ เย็นท้วม ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 แถลงผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีปรากฏคลิปเสียงเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สถานีตำรวจภูธร (สภ.) อรัญประเทศ ได้บังคับขู่เข็ญให้ ปัญญา คงแสนคำ หรือ ลุงเปี๊ยก รับสารภาพในคดีฆาตกรรม บัวผัน ปันสุข หรือ ป้าบัวผัน หลังมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงขึ้นตั้งแต่วันที่ 17 มกราคม

 

พล.ต.ท. สมประสงค์ กล่าวว่า ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่า มีข้าราชการตำรวจ สภ.อรัญประเทศ 2 นาย เข้าข่ายกระทำความผิดวินัยตำรวจตาม พ.ร.บ.ตำรวจฯ และใน 2 นายนี้ มีเพียง 1 นาย ผิดมาตรา 157 ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ 

 

ส่วนความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 (พ.ร.บ.อุ้มหายฯ) นั้น พยานหลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะแจ้งข้อกล่าวหา ซึ่งหลังจากนี้ตำรวจภูธรภาค 2 จะส่งสำนวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้พนักงานสอบสวนของตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว สืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม หากพบว่ามีการกระทำผิด พ.ร.บ.อุ้มหายฯ หรือกฎหมายอื่นใด จะได้กล่าวโทษดำเนินคดีกับตำรวจผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด

 

พล.ต.ท. สมประสงค์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้นายตำรวจชั้นสัญญาบัตร หนึ่งในผู้ต้องหายังให้การปฏิเสธ แต่จากการรวบรวมพยานหลักฐานของคณะกรรมการทำให้น่าเชื่อได้ว่ากระทำความผิดจริง โดยหลังจากนี้จะให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายสอบสวนไปดำเนินการสอบสวนต่อ เพื่อนำมาประกอบสำนวนคดีอาญา

 

เมื่อถามว่า มีการใช้ถุงดำคลุมหัวลุงเปี๊ยกหรือไม่ พล.ต.ท. สมประสงค์ กล่าวว่า เป็นรายละเอียดของเอกสารในสำนวนที่จะเข้าสู่กระบวนการสอบสวน ขั้นตอนหลังจากนี้จะต้องให้พนักงานสอบสวนไปสอบปากคำลุงเปี๊ยก เพราะคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงได้ข้อมูลจากลุงเปี๊ยกมาในเบื้องต้นเท่านั้น

 

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้แพทย์ยังไม่ให้สอบปากคำลุงเปี๊ยกเพิ่มเติม เพราะอยู่ระหว่างการรักษาโรคพิษสุราเรื้อรังอยู่ คณะกรรมการสอบสวนจึงใช้หลักฐานอื่นพิจารณาก่อน

 

พล.ต.ท. สมประสงค์ กล่าวต่อว่า การจะดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตัวของลุงเปี๊ยกต้องเป็นผู้แจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีเอง ฉะนั้นในชั้นนี้เป็นแค่การสอบข้อเท็จจริงจากคณะกรรมการเท่านั้น ซึ่งคาดว่าไม่เกิน 7 วันจะมีความชัดเจนเรื่องความผิดตาม พ.ร.บ.อุ้มหายฯ

 

“เรื่อง พ.ร.บ.อุ้มหายฯ ยังไม่จบ เพราะต้องไปสอบลุงเปี๊ยกว่าถูกตำรวจกระทำการอย่างไร จะกล่าวหาใครบ้างที่กระทำผิดต่อตนเองใน พ.ร.บ.อุ้มหายฯ ถ้ายืนยันดำเนินคดี ตำรวจก็จะมาดำเนินการให้ พร้อมมีอัยการเข้ามาควบคุมดูแลและกำกับการสอบสวน” พล.ต.ท. สมประสงค์ กล่าว

 

พล.ต.ท. สมประสงค์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ตำรวจ และ 5 สหวิชาชีพ ได้เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการในการพิจารณาเอาผิดผู้ปกครองเยาวชนทั้ง 5 ราย ที่ก่อเหตุฆาตกรรมป้าบัวผัน นอกจากนี้มีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบและสอบถามประชาชนว่า ได้รับความเดือดร้อนอย่างไรบ้างจากกลุ่ม ‘ตังค์ไม่ออก’ ที่ 5 ผู้ก่อเหตุนี้อยู่ด้วย

 

พร้อมได้ตักเตือนผู้ปกครองของเยาวชนทุกคนในกลุ่ม ให้ช่วยกันดูแลบุตรหลานของตัวเองไม่ให้ก่อเหตุสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน โดยเฉพาะหลังเวลา 22.00 น. หากหลังจากนี้พบว่ามีเยาวชนยังละเมิด สร้างความเสียหาย ก็จะเรียกผู้ปกครองมารับทราบข้อกล่าวหาฐานปล่อยปละละเลย

 

ในส่วนคดีการเสียชีวิตของป้าบัวผัน พล.ต.ท. สมประสงค์ กล่าวว่า พนักงานสอบสวนสามารถทราบกลุ่มผู้ก่อเหตุแยกออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือกลุ่มลูกตำรวจ 5 คน มีคดีค้างเก่า 4 คดี ได้แก่ คดีทำร้ายร่างกาย, ล่วงละเมิดทางเพศ (โก๊ะ 4 คดี, เชน 2 คดี) และกลุ่มที่สองคือกลุ่มตังค์ไม่ออก 12 คน มีคดีค้างเก่า 2 คดี คือ คดีทำร้ายร่างกายจนถึงแก่ชีวิต, คดีทำร้ายร่างกายและทำลายทรัพย์สิน (เผารถ)

 

พล.ต.ท. สมประสงค์ กล่าวต่อว่า ชุดสืบสวนได้ลงพื้นที่ติดตามตัวแก๊งตังค์ไม่ออกมาดำเนินการเอาผิดคดีค้างเก่า แต่อย่างไรก็ตามจะต้องมีผู้เข้ามาแจ้งความหรือร้องทุกข์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ถึงจะสามารถตรวจสอบและแจ้งข้อกล่าวหากลุ่มเยาวชนดังกล่าวได้

 

“ขอให้ประชาชนมั่นใจในการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรภาค 2 ว่า สามารถจะดำเนินการเอาผิดกับผู้ที่กระทำความผิดได้ทุกราย” พล.ต.ท. สมประสงค์ กล่าว

The post เคสลุงเปี๊ยกถูกบังคับสารภาพยังไม่เข้าข่าย พ.ร.บ.อุ้มหายฯ ชุดตรวจสอบพบตำรวจ 2 นายเข้าข่ายผิดวินัยตำรวจ-ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สั่งเด้ง รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลฯ หลังบกพร่องระงับเหตุล่าช้า เหตุดวลปืนอุกอาจกลางเมือง ให้ไปปฏิบัติหน้าที่ ศปก.ภ.3 ขาดจากตำแหน่งเดิม https://thestandard.co/ubon-ratchathani-shot-fire-incident/ Fri, 05 Aug 2022 00:41:55 +0000 https://thestandard.co/?p=663027 สมประสงค์ เย็นท้วม

วันนี้ (4 สิงหาคม) พล.ต.ท. สมประสงค์ เย็นท้วม ผู้บัญชาก […]

The post สั่งเด้ง รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลฯ หลังบกพร่องระงับเหตุล่าช้า เหตุดวลปืนอุกอาจกลางเมือง ให้ไปปฏิบัติหน้าที่ ศปก.ภ.3 ขาดจากตำแหน่งเดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมประสงค์ เย็นท้วม

วันนี้ (4 สิงหาคม) พล.ต.ท. สมประสงค์ เย็นท้วม ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 (ผบช.ภ.3) ได้มีคำสั่งตำรวจภูธรภาค 3 ที่ 1086/2565 เรื่อง ให้ข้าราชการตำรวจปฏิบัติราชการ ใจความว่า

 

เพื่อให้การปฏิบัติราชการของตำรวจภูธรภาค 3 เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ อาศัยอำนาจตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 และระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าด้วยการสั่งให้ข้าราชการตำรวจไปปฏิบัติราชการภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2563 ข้อ 6 (2) และข้อ 8 (2)

 

จึงให้ พ.ต.อ. อดิเทพ พิชาดุลย์ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานี (รอง ผบก.ภจว.อุบลราชธานี) ไปปฏิบัติราชการที่สำนักงานผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 โดยขาดจากการปฏิบัติหน้าที่ทางตำแหน่งเดิม ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง สั่ง ณ วันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2565

 

ทั้งนี้ มีรายงานว่าสาเหตุที่ ผบช.ภ.3 มีคำสั่งดังกล่าว สาเหตุมาจากคดีกลุ่มบุคคลยกพวกดวลปืนกันสนั่นเมืองอุบลราชธานี จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ ซึ่งหลังเกิดเหตุ รอง ผบก. ตามรายชื่อข้างต้น ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ป้องกันปราบปราม (ปป.) ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่กำกับดูแลเข้าระงับเหตุได้โดยรวดเร็ว จนเป็นเหตุอุกอาจ มีการสูญเสียชีวิตเกิดขึ้น และจะมีคำสั่งตั้งกรรมการให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อตรวจสอบว่าบกพร่องหรือไม่ต่อไป

The post สั่งเด้ง รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลฯ หลังบกพร่องระงับเหตุล่าช้า เหตุดวลปืนอุกอาจกลางเมือง ให้ไปปฏิบัติหน้าที่ ศปก.ภ.3 ขาดจากตำแหน่งเดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘สนามหลวง’ ไม่ใช่โบราณสถานที่ตายแล้ว แต่มีหลายสถานะ และยังมีหน้าที่ทางสังคม https://thestandard.co/sanam-luang-is-not-archaeological-site-anymore/ Mon, 21 Sep 2020 06:12:03 +0000 https://thestandard.co/?p=399244

ข้ออ้างเรื่องการบุกรุกโบราณสถาน มักถูกใช้เสมอเมื่อมีการ […]

The post ‘สนามหลวง’ ไม่ใช่โบราณสถานที่ตายแล้ว แต่มีหลายสถานะ และยังมีหน้าที่ทางสังคม appeared first on THE STANDARD.

]]>

ข้ออ้างเรื่องการบุกรุกโบราณสถาน มักถูกใช้เสมอเมื่อมีการชุมนุมทางการเมือง ทั้งนี้ก็เพื่อกันไม่ให้คนเข้าไปใช้พื้นที่ หรือใช้เพิ่มกระทงความผิดทางกฎหมายกับผู้ชุมนุม ซึ่งไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาทางการเมืองที่ควรทำ เพราะไม่ได้ช่วยทำให้อะไรดีขึ้น แต่เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าถกเถียงกันถึงสถานะของความเป็นโบราณสถาน

 

หลายคนคงได้ยินว่า เมื่อวันที่ 19 กันยายนที่ผ่านมา พล.ต.ต. สมประสงค์ เย็นท้วม รอง ผบ.ตร.นครบาล ได้กล่าวว่า ‘สนามหลวง’ เป็นพื้นที่โบราณสถาน เพราะได้ประกาศขึ้นทะเบียนในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2520 หากเข้าไปใช้พื้นที่ อาจจะถือเป็นการกระทำผิดทางกฎหมาย 

 

 

ในทางเทคนิคก็เข้าใจได้ว่า สาเหตุใดที่นายตำรวจดังกล่าวต้องพูดเช่นนั้น แต่แน่นอนว่าคำพูดดังกล่าวก็ไม่มีประโยชน์อะไร และดูจะเป็นการกล่าวที่ไม่ได้มองสถานการณ์อะไรมากนัก ทำให้การยกข้ออ้างเรื่องการเป็นโบราณสถานของสนามหลวงมาใช้กับผู้ชุมนุมนั้นถูกมองเป็นเรื่องไม่สมเหตุสมผลไป 

 

 

ถึงเรื่องนี้จะอดอมยิ้มไม่ได้กับความซื่อดังกล่าว แต่ก็น่าสนใจว่า แล้วมุมมองของการนิยามความเป็นโบราณสถานของไทยนั้นเป็นเช่นไร ตาม พ.ร.บ. โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 ได้นิยามว่า ‘โบราณสถาน หมายความว่า อสังหาริมทรัพย์ซึ่งโดยอายุหรือโดยลักษณะแห่งการก่อสร้าง หรือโดยหลักฐานเกี่ยวกับประวัติของอสังหาริมทรัพย์นั้นเป็นประโยชน์ในทางศิลปะ ประวัติศาสตร์ หรือโบราณคดี ทั้งนี้ ให้รวมถึงสถานที่ที่เป็นแหล่งโบราณคดี แหล่งประวัติศาสตร์ และอุทยานประวัติศาสตร์ด้วย’ ในมาตราอื่นเท่าที่อ่านแล้วสรุปได้ด้วยก็คือ เมื่อสถานที่ใดถูกนิยามว่าเป็นโบราณสถานและขึ้นทะเบียนแล้ว ในทางกฎหมายก็ห้ามผู้ใดปลูกสร้างอาคารตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการก่อสร้างอาคาร ภายในเขตของโบราณสถาน อีกทั้งทำการซ่อมแซม แก้ไข เปลี่ยนแปลง ต่อเติม และทำลายด้วย 

 

การนิยามในแบบข้างต้นนั้นก็ดูจะเป็นไปเพื่อการอนุรักษ์ในแบบที่สนามหลวงจะต้องหยุดนิ่งเหมือนถูกแช่แข็งอยู่กับที่ คำถามสำคัญก็คือ สนามหลวงในสมัยปัจจุบันนั้นเหมือนกับในสมัยรัชกาลที่ 5 หรือไม่ สนามหลวงในสมัยรัชกาลที่ 5 นั้นเหมือนกับในสมัยรัชกาลที่ 1 หรือไม่ หรือไม่ต้องอะไรมาก นับจากปี 2520 ที่สนามหลวงกลายมาเป็นโบราณสถานนั้น มีสภาพเหมือนกับในปัจจุบันหรือไม่ ตอบง่ายๆ เลยว่า ไม่เหมือน ดังนั้น สนามหลวงจึงมีการเปลี่ยนแปลงเรื่อยมาทั้งในเชิงกายภาพและกิจกรรม เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วทำไมจึงจำเป็นต้องอนุรักษ์โบราณสถานกันด้วย 

 

ย้อนกลับไปที่รากของแนวคิดการอนุรักษ์จะพบว่า แนวคิดการสำรวจ อนุรักษ์ และประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานอย่างเป็นระบบนั้นเกิดขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 อันเป็นผลมาจากการที่เมืองต่างๆ ในยุโรป เช่น อังกฤษ เยอรมนี มีการพัฒนาบ้านเมือง การขยายพื้นที่เพาะปลูก และอุตสาหกรรมอย่างมโหฬาร จนส่งผลกระทบต่อโบราณสถาน มีการรื้อถอน ทำลาย หรือดัดแปลง ด้วยความห่วงใยดังกล่าวแสดงผ่านการสำรวจโบราณสถานของนักโบราณคดีอย่าง เจอราร์ด บอล์ดวิน (Gerard Baldwin) ซึ่งเขียนหนังสือเรื่อง The Care of Ancient Monuments ตีพิมพ์ในปี 1905 ซึ่งถือเป็นหนังสือสำคัญที่เป็นตัวแทนของแนวคิดในการอนุรักษ์ในยุคนั้น และสืบความคิดบางอย่างมาถึงปัจจุบัน

 

บอล์ดวินได้ให้ความหมายของคำว่า ‘Monument’ มีรากศัพท์มาจากภาษาละตินว่า ‘Moneo’ แปลว่า ‘I remind’ ขณะที่ภาษาเยอรมนีใช้คำว่า ‘Denkmal’ แปลว่า ‘to think’ ดังนั้น คำว่า ‘Monument’ จึงแปลว่า “สิ่งที่เตือนให้ระลึกถึงอดีต หรือสิ่งที่หายไป” (Baldwin 1905: 17-18)   

 

นอกจากนี้ บอล์ดวินยังได้อธิบายด้วยว่า สาเหตุที่เราจะต้องอนุรักษ์ (Preservation) โบราณสถานเอาไว้ เพราะโบราณสถานเป็นสิ่งมีคุณค่า เป็นส่วนหนึ่งของความงามทางภูมิทัศน์ ทำให้เข้าใจสังคม ภูมิปัญญา อีกทั้งยังช่วยสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนในชาติ และยังเป็นผลประโยชน์ต่อเศรษฐกิจอีกด้วย ด้วยคุณค่ามากมายดังกล่าว ด้านหนึ่งบอล์ดวินก็เรียกร้องให้มีหน่วยงานที่รับผิดชอบต่อโบราณสถานโดยเฉพาะ อีกด้านหนึ่งเขาก็มองว่า การอนุรักษ์โบราณสถานเป็นเรื่องความเห็นสาธารณะ (Public Opinion) และเกี่ยวโยงกับชาติด้วย แต่เขาก็ไม่ได้มองว่า คนในปัจจุบันจะไม่สามารถเข้าไปใช้โบราณสถานได้ หากแต่การใช้นั้นไม่ควรเข้าไปเปลี่ยนแปลงมันอย่างชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะถ้าเข้าไปใช้ไม่ได้ก็จะมีโบราณสถานอีกมากมายที่ยังมีคนใช้งานกันอยู่ไม่สามารถเข้าไปใช้งานได้

 

นอกจากสาเหตุด้านการพัฒนาในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมแล้ว อีกปัจจัยหนึ่งที่เป็นตัวผลักดันต่อแนวคิดด้านการอนุรักษ์ก็คือ ปัญหาของสงคราม ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้รัฐบาลต่างๆ ทั่วโลกต้องออกกฎหมายและอื่นๆ เพื่อปกป้องโบราณสถาน รวมถึงไทยด้วย โดยเฉพาะในปี ค.ศ. 1914 เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่งขึ้น ทำให้ประเทศต่างๆ ในยุโรปต้องออกกฎหมายปกป้องคุ้มครองโบราณสถานและโบราณวัตถุ เพราะถือว่าเป็นมรดกของชาติและมนุษยชาติด้วย ดังนั้น การประกาศให้สิ่งใดเป็นโบราณสถานนั้นจึงมีเป้าหมายเพื่อป้องกันการถูกทำลายล้างนั่นเอง 

 

มิติของโบราณสถานนั้นก็มีความซับซ้อน เพราะมันไม่ได้มีเฉพาะซากโบราณสถานร้างหรือที่ที่คนไม่ใช้งานเท่านั้น ปกติแล้ว นักโบราณคดีได้แบ่งโบราณสถานออกเป็น 2 ประเภท ประเภทแรกคือ โบราณสถานที่ตายแล้ว (Dead Monument) หมายถึงโบราณสถานที่ไม่มีคนใช้งานอีก หรือเป็นโบราณสถานร้าง โบราณสถานประเภทนี้ นักโบราณคดีจะพยายามอนุรักษ์ให้คงสภาพดั้งเดิมในครั้งหลังสุดเมื่อมีการถูกทิ้งร้างหรือไม่ใช้งาน เต็มที่ก็เสริมความมั่นคงเข้าไป 

 

 

ส่วนอีกประเภทคือ โบราณสถานที่ยังมีชีวิต (Living Monument) หรือโบราณสถานที่ยังมีการใช้งานจนถึงปัจจุบัน โบราณสถานอย่างหลังนี้ในแง่ของการใช้งานนั้นยังถือว่า ผู้ครอบครองหรือคนทั่วไปยังสามารถเข้าไปใช้งานได้ ประกอบกิจกรรมต่างๆ ได้ ตราบใดก็ตามที่ไม่เข้าไปเปลี่ยนแปลง ดัดแปลง หรือเสริมต่อจนทำให้โบราณสถานแห่งนั้นเปลี่ยนแปลงชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ หรือเสียคุณค่าไป เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงสามารถที่จะเข้าไปใช้งานพื้นที่ของโบราณสถานที่ยังมีชีวิตนั้นได้ ไม่ได้เป็นเรื่องที่มีความผิดใด ตราบใดก็ตามที่ไม่เป็นการทำลายโบราณสถานนั้น และโบราณสถานนั้นไม่ได้ถูกขึ้นทะเบียน  

 

ในกรณีของสนามหลวงนั้น แน่นอนถ้าพิจารณาตามตัวบทกฎหมายและหลักเกณฑ์หลายๆ อย่างก็ถือได้ว่า สนามหลวงเป็นโบราณสถาน ซึ่งก็นับเป็นเรื่องดีในแง่ของการอนุรักษ์ แต่ต้องเข้าใจว่าสถานะของสนามหลวงนั้นไม่ใช่โบราณสถานที่ตายแล้ว ซึ่งจำเป็นจะต้องรักษา (Preserve) ให้มีสภาพดั้งเดิมคงเดิมตลอดกาล (ในเชิงอุดมคติ) เพราะเป็นโบราณสถานที่ยังมีชีวิต หมายถึงเป็นพื้นที่ที่มีการใช้งานนับจากอดีตถึงปัจจุบัน เมื่อเป็นเช่นนั้นเราจึงควรแบ่งความเป็นโบราณสถานของสนามหลวงนี้ออกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนที่เป็นกายภาพ และส่วนที่เป็นกิจกรรม 

 

ส่วนที่เป็นกายภาพนั้นจะเห็นได้ว่าสนามหลวงไม่ได้เป็นโบราณสถานแบบที่เราเข้าใจกันทั่วไป เพราะไม่มีสิ่งก่อสร้างที่ก่อด้วยอิฐหรือไม้ หากแต่เป็นลานโล่ง มีหญ้าขึ้น มีการปรับพื้นที่มาโดยตลอด แผ่นปูพื้นที่ก็เปลี่ยนแปลงมาหลายยุคหลายสมัย พื้นปัจจุบันนี้ก็ไม่ใช่ของดั้งเดิมแต่อย่างใด สภาพดั้งเดิมของความเป็นโบราณสถานของสนามหลวงจึงไม่ได้อยู่ที่ความดั้งเดิม หากแต่อยู่ที่รูปร่างของตัวสนามหลวงเองเท่านั้น ถ้าหากไม่มีใครไปทำลายเปลี่ยนแปลงสนามหลวงแล้ว ก็ไม่มีความกังวลใดที่จะต้องไปพูดถึงเรื่องการบุกรุกโบราณสถาน เพราะที่กฎหมายต้องกล่าวถึงเรื่องการบุกรุกก็เพื่อป้องกันการทำลายเท่านั้น

 

เมื่อพิจารณาในส่วนของกิจกรรมแล้ว จะเห็นได้ว่าสนามหลวงนั้นมีการเปลี่ยนแปลงไปตลอด ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ประกอบพระราชพิธี เป็นทุ่งพระเมรุ ต่อมาเมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง สนามหลวงก็ได้กลายเป็นพื้นที่พักผ่อน ใช้ปราศรัยทางการเมือง เป็นตลาดนัด ที่อยู่ของคนไร้บ้าน คนเล่นว่าว และอื่นๆ ซึ่งพลวัตเช่นนี้เองที่ทำให้สนามหลวงนี้มีคุณค่า แตกต่างจากโบราณสถานอีกหลายๆ แห่ง เพราะมันเป็นไปเพื่อตอบสนองความต้องการของสังคม การหวงห้ามไม่ให้ใช้พื้นที่จึงเท่ากับเป็นการทำลายคุณค่าของโบราณสถานแห่งนี้ และยังทำให้นิยามแบบ Monument นั้นหายไปอีกด้วย 

 

มีนักกิจกรรมทางการเมืองบางท่านได้เสนอให้รัฐบาลเพิกถอนการขึ้นทะเบียนโบราณสถานของสนามหลวง ซึ่งก็เป็นแนวคิดหนึ่งที่พยายามเปลี่ยนพื้นที่แห่งนี้ให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชน มากกว่าการเป็นพื้นที่หวงห้ามแบบที่ผ่านมา ด้านหนึ่งผมนั้นเห็นด้วย เพราะการประกาศยกเลิกการเป็นโบราณสถานก็อาจช่วยแก้ปัญหาทางกฎหมายเพื่อเพิ่มกระทงให้กับผู้ชุมนุมได้ แต่ผมคิดว่า สิ่งสำคัญอาจจะอยู่ที่การให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าใจสถานะของโบราณสถานที่ไม่ได้มีความหมายเพียงแค่แบบเดียวหรือตายตัว แต่เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องยากในเมื่อเจ้าหน้าที่พวกนี้ต้องสวมหัวโขนแห่งอำนาจ ดังนั้น สิ่งที่ตำรวจประกาศให้สนามหลวงมีสถานะเป็นโบราณสถานจึงเป็นนิยามที่แคบเกินไป 

 

ในเมื่อประชาชนทุกคนในทางทฤษฎีเป็นเจ้าของร่วมกัน การฝังหมุดของผู้ชุมนุมล่าสุดที่สนามหลวงนั้น ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวง ไม่ได้ก่อให้เกิดทัศนียภาพที่สูญเสียไปเมื่อมองด้วยสายตาแบบปกติ อีกทั้งไม่ได้ทำให้เสื่อมคุณค่า เพราะพื้นที่ฝังเข้าไปนั้นก็เป็นของใหม่ที่ทำขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ทั้งหมดนี้จึงย่อมไม่ควรตีความว่าเป็นความผิดทางกฎหมาย หรือตาม พ.ร.บ. โบราณสถานฯ เพราะรากดั้งเดิมของตัวกฎหมายนั้นเกิดขึ้นมาเพื่อป้องกันการทำลายจนก่อให้เกิดความเสียหายอย่างหนัก 

 

หากเอาผิดก็เป็นการตีความเพื่อสร้างความผิดให้กับประชาชน และมันควรตั้งคำถามกลับด้วยซ้ำว่าที่ผ่านมานั้น การไม่ให้ประชาชนเข้าไปใช้พื้นที่ได้นั้นเป็นการทำให้โบราณสถานแห่งนี้เสื่อมค่าจากหน้าที่และความหมายของมันหรือไม่ต่างหากครับ เพราะสนามหลวงไม่ใช่โบราณสถานที่ตายแล้ว และยังมีที่มาจากภาษีของราษฎรเช่นกัน จึงไม่ควรถูกผูกขาดการใช้งาน กระทั่งการอ้างสถานะของสนามหลวงในฐานะโบราณสถานเพื่อขับไล่ใครก็ตาม

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post ‘สนามหลวง’ ไม่ใช่โบราณสถานที่ตายแล้ว แต่มีหลายสถานะ และยังมีหน้าที่ทางสังคม appeared first on THE STANDARD.

]]>