สมชาย นีละไพจิตร Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/สมชาย-นีละไพจิตร/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 12 Mar 2025 01:13:28 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 อังคณารำลึก 21 ปีแห่งการบังคับสูญหายทนายสมชาย เรียกร้องรัฐบาลไทย สืบสวนข้อเท็จจริงอย่างยุติธรรม https://thestandard.co/angkhana-somchai-disappearance-21st-anniversary/ Wed, 12 Mar 2025 01:13:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1051145 ทนายสมชาย

วันนี้ (12 มีนาคม) อังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา (สว. […]

The post อังคณารำลึก 21 ปีแห่งการบังคับสูญหายทนายสมชาย เรียกร้องรัฐบาลไทย สืบสวนข้อเท็จจริงอย่างยุติธรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทนายสมชาย

วันนี้ (12 มีนาคม) อังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ออกแถลงการณ์บนโซเชียลมีเดียของตนเองในโอกาสครบรอบ 21 ปี การบังคับสูญหาย ทนายสมชาย นีละไพจิตร และ 21 ปีซึ่งปราศจากความพร้อมรับผิดของรัฐ

 

อังคณาระบุว่า เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2547 ‘สมชาย นีละไพจิตร’ ถูกพบเห็นครั้งสุดท้ายบริเวณย่านรามคำแหง แค่เพียงสองวันก่อนที่เขาจะเดินทางไปจังหวัดนราธิวาส เพื่อยื่นหนังสือยกเลิกกฎอัยการศึกให้ ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น

 

21 ปีที่ผ่านมาครอบครัวได้พยายามทวงถามความจริง ความยุติธรรม และความพร้อมรับผิดจากรัฐ ในขณะที่เราต้องเผชิญกับการดูหมิ่นด้อยค่าจากบิดานายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันรวมถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐนับแต่คำพูดในวันแรกที่สมชายหายตัวไปว่า “เป็นใคร ไม่รู้จัก” รวมถึง “ทะเลาะกับเมียเลยไปอยู่ที่อื่น” 

 

ในฐานะครอบครัว แม้เราจะพยายามทำทุกทางเพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่ยืนยันว่าจะต้องไม่มีใครต้องถูกทำให้สูญหายจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ และผู้กระทำผิดจะต้องไม่ลอยนวล แต่ 21 ปีผ่านไป การหายตัวไปของ สมชาย นีละไพจิตร ก็ไม่ต่างจากคนหายรายอื่นๆ ที่รัฐผลักไสและปฏิเสธความรับผิดชอบ เราถูกผลักออกไปจากกระบวนการต่างๆ ของการค้นหาความจริง หลายครั้งที่รัฐพูดถึงเราโดยไม่มีเรา และเสียงของพวกเราไม่เคยถูกรับฟัง

 

ตลอดระยะเวลา 21 ปีของการต่อสู้ของครอบครัวนีละไพจิตร สิ่งที่เราประสบพบเจอมีเพียง ‘ความพยายามปฏิเสธ เพิกเฉย และลบเลือน’ เพื่อให้การสูญหายของทนายสมชายเป็น ‘การสูญหายสมบูรณ์แบบ’ ที่ไม่มีวันที่ความจริงจะถูกเปิดเผย โดยรัฐละเลยเพิกเฉยและปฏิเสธการค้นหา เพื่อให้ สมชาย นีละไพจิตร ถูกลบเลือนจากความทรงจำของผู้คน

 

“วันนี้สิ่งที่รัฐพยายามทำคือ #ปฏิเสธ ว่าทนายสมชายไม่ได้ถูกอุ้มหายโดยรัฐ เพิกเฉยการติดตาม ค้นหา และพยายามลบเลือนความเป็นจริงที่เกิดขึ้น โดยความพยายามลดทอนคุณค่าของความยุติธรรม ให้เหลือเพียงความยุติธรรมที่ต่อรองได้ จากการจ่ายเงินชดเชย”

 

ขณะเดียวกันรัฐก็ใช้การสูญหายของทนายสมชาย นีละไพจิตร เพื่อประโยชน์ทางการเมือง รวมถึงการลบความสนใจจากนานาชาติด้วยการอ้างเจตจำนงทางการเมืองโดยการมีกฎหมายเพื่อคุ้มครองบุคคลจากการบังคับสูญหาย ในขณะที่ 2 ปี ของการบังคับใช้กฎหมาย รัฐล้มเหลวในการเปิดเผยที่อยู่และชะตากรรมของผู้สูญหายตามคำมั่นที่รับรองไว้ในกฎหมาย 

 

สิ่งเดียวที่รัฐกำลังทำอยู่เงียบๆ คือ ความพยายามโน้มน้าว กดดันให้ครอบครัวเหยื่อจำยอมถอนเรื่องการร้องเรียนจากคณะทำงานสหประชาชาติ ด้านการบังคับสูญหาย เพื่อให้จำนวนคนหายในประเทศไทยลดลง และแทนที่รัฐจะตามหาคนหาย รัฐกลับเลือกใช้วิธีการฉ้อฉลเพื่อบอกประชาคมโลกว่าประเทศไทยไม่มีคนหาย

 

ในฐานะเหยื่อเราขอเน้นย้ำว่าการบังคับบุคคลสูญหายเป็นอาชญากรรมต่อเนื่อง ซึ่งรัฐมีหน้าที่ต้องค้นหาผู้สูญหายจนกว่าจะทราบที่อยู่และชะตากรรม และรู้ตัวผู้กระทำผิด ดังที่เขียนในมาตรา 10 ของ พระราชบัญญัติ สิทธิที่จะทราบความจริง เป็นสิทธิสัมบูรณ์ของเหยื่อ ในขณะที่การปกปิดความจริงเป็นเสมือนคำสาปที่ทำให้ครอบครัวถูกพันธนาการไว้ด้วยความคลุมเครือ และความหวาดกลัวอันไม่สิ้นสุด

 

การสร้างทัศนคติเชิงลบต่อเหยื่อ ถูกนำมาใช้เพื่อทำให้สังคมไม่เกิดความรู้สึกผิด หรือรู้สึกเสียใจหากคนที่ไม่ดีจะถูกทำให้หายไป ซึ่งผู้กระทำผิดอาจคิดว่าเป็นชัยชนะ แต่อาจไม่มีใครรู้ว่าการกระทำเช่นนี้ได้สร้างบาดแผลทางจิตใจให้แก่ครอบครัวอย่างมาก การบังคับสูญหายจึงไม่ใช่เพียงการพรากใครบางคนไปตลอดกาล แต่ยังทำให้คนที่มีชีวิตอยู่ต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานไม่สิ้นสุด

 

การขจัดอคติของเจ้าหน้าที่รัฐ ที่มีต่อเหยื่อจึงมีความสำคัญในการเรียกร้องความยุติธรรม นอกจากนั้น การสร้างการมีส่วนร่วมในการค้นหาความจริงเป็นอีกหนทางที่ทำให้ครอบครัวมีความสามารถควบคุมชะตากรรมของตนเองได้อีกครั้ง การสร้างทัศนคติที่ดีต่อเหยื่อ และครอบครัว จึงเป็นการเยียวยาที่สำคัญ เพราะเป็นการกอบกู้ความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมให้กลับคืนมา 

 

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการอุ้มฆ่า ทนายสมชาย นีละไพจิตร และประชาชนอีกหลายคนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องยาวนานถึง 21 ปีโดยไม่มีท่าทีจะยุติ ความท้าทายของรัฐในการแก้ปัญหาคือรัฐจะพูดความจริงกับครอบครัวและสังคมอย่างไร จะคืนความเป็นธรรมให้ครอบครัวอย่างไร หรือจะแก้ปัญหาคนหายโดยบอกว่าไม่มีคนหาย

 

ในปีที่ 21 ของการบังคับสูญหายของทนายสมชาย ในฐานะครอบครัว เราเรียกร้องให้รัฐบาลไทยดำเนินการสืบสวนและพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่าทนายสมชายอยู่ที่ไหน ดำเนินการตรวจสอบอย่างยุติธรรม เปิดเผยความจริงให้กับสาธารณชนทราบ และรับประกันว่าผู้กระทำผิดจะต้องถูกดำเนินคดีตามกระบวนการทางอาญา 

 

ครอบครัวนีละไพจิตร จะยังคงทำงานร่วมกับครอบครัวผู้ถูกบังคับสูญหายในประเทศไทยและนานาชาติในการต่อสู้กับความพยายามทำให้การสูญหายอย่างสมบูรณ์แบบไม่สามารถเกิดขึ้นในสังคมไทยอีกต่อไป ความพยายามปกปิดความจริงของรัฐ จะต้องถูกทดแทนด้วยความพยายามอันเกิดจากเจตจำนงอันมุ่งมั่นของครอบครัวในการยุติการบังคับสูญหาย เพื่อให้มีการเปิดเผยความจริง คืนศักดิ์ศรี คืนความยุติธรรม และคืนคนหายทุกคนให้ครอบครัว ด้วยความหวัง มิตรภาพ และความรำลึกถึงทนายสมชาย ปีที่ 21 การบังคับสูญหายสมชาย นีละไพจิตร ทนายความสิทธิมนุษยชน

 

อ้างอิง:

The post อังคณารำลึก 21 ปีแห่งการบังคับสูญหายทนายสมชาย เรียกร้องรัฐบาลไทย สืบสวนข้อเท็จจริงอย่างยุติธรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
สูญหายแต่ไม่สิ้นหวัง ขอรัฐบาลใหม่คืนความเป็นธรรม ให้ครอบครัวผู้ถูกบังคับสูญหาย https://thestandard.co/key-messages-enforced-disappearance-families/ Fri, 30 Aug 2024 10:28:26 +0000 https://thestandard.co/?p=977663

วันนี้ (30 สิงหาคม) ที่ห้องประชุมสำนักงานกลางคริสเตียน […]

The post สูญหายแต่ไม่สิ้นหวัง ขอรัฐบาลใหม่คืนความเป็นธรรม ให้ครอบครัวผู้ถูกบังคับสูญหาย appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (30 สิงหาคม) ที่ห้องประชุมสำนักงานกลางคริสเตียน ครอบครัวของผู้ถูกบังคับให้สูญหาย ร่วมกับมูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพ, องค์กร Protection International และมูลนิธิ FORUM-ASIA จัดงานแถลงข่าวเนื่องในวันแห่งการรำลึกถึงผู้ถูกบังคับสูญหายสากล โดยปีนี้จัดภายใต้ชื่อ ‘Faces of the Victims: A Long Way to Justice ใบหน้าของผู้สูญหาย: เส้นทางที่ยาวไกลสู่ความยุติธรรม’ เพื่อทวงถามความคืบหน้าและยื่นข้อเรียกร้องต่อการแก้ปัญหาคนหายของรัฐไทย หลังมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 เป็นเวลาปีกว่า สำหรับผู้เข้าร่วมวงเสนา ได้แก่

 

  • อังคณา นีละไพจิตร ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน อดีตสมาชิกคณะทำงานสหประชาชาติว่าด้วยการสูญหายโดยถูกบังคับ (WGEID) วุฒิสมาชิก และภรรยาของทนายความด้านสิทธิมนุษยชนที่ถูกบังคับสูญหาย สมชาย นีละไพจิตร
  • Shui Meng ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและภรรยาของสมบัด สมพอน ผู้นำภาคประชาสังคมลาวที่ถูกบังคับสูญหายในปี 2012 
  • พิณนภา พฤกษาพรรณ ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนสตรี และภรรยาของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนชาวกะเหรี่ยง บิลลี่-พอละจี รักจงเจริญ
  • สีละ จะแฮ นักปกป้องสิทธิมนุษยชนชนเผ่าลาหู่ และญาติของเหยื่อจากการบังคับสูญหายชาติพันธ์ุลาหู่ เข้าร่วมในการแถลงข่าวครั้งนี้


 

 

หวังคดีของ ‘บิลลี่’ สอบสวนหาความจริงตามกฎหมายอุ้มหายโดยไม่มีเงื่อนไข

 

พิณนภากล่าวว่า แม้จะผ่านมาปีกว่าแล้วหลังจากที่มีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย บิลลี่ก็ยังคงไม่ได้รับความเป็นธรรม ภายหลังที่มีการประกาศใช้ พ.ร.บ.นี้ ตนได้เข้าประชุมร่วมกับหน่วยงานรัฐแห่งหนึ่ง และสอบถามว่าคดีของบิลลี่สามารถใช้ พ.ร.บ.นี้มาสืบสวนหาผู้กระทำความผิดได้ด้วยหรือไม่ แต่เจ้าหน้าที่ตอบว่าไม่ได้ เพราะคดีของบิลลี่เกิดก่อนที่จะมี พ.ร.บ.ฉบับนี้ และหากจะให้คดีของบิลลี่เข้าสู่การสอบสวนของ พ.ร.บ.ฉบับนี้ จะต้องมีหลักฐานใหม่ขึ้นมาพิสูจน์ ซึ่งที่ผ่านมาครอบครัวก็ดำเนินการทุกสิ่งทุกอย่างไปหมดแล้ว ไม่รู้จะหาหลักฐานใหม่อะไรมาให้เจ้าหน้าที่อีก ทั้งที่ในความเป็นจริงบิลลี่ยังเป็นบุคคลสูญหาย และคดียังอยู่ในชั้นพิจารณาของศาลอุทธรณ์อยู่เลย คดีของบิลลี่ยังไม่สิ้นสุด พ.ร.บ.ฉบับนี้จึงควรที่จะทำหน้าที่ให้กับครอบครัวของผู้ที่ถูกบังคับให้สูญหาย โดยไม่มีเงื่อนไขของเวลาเข้ามาเป็นข้อจำกัดให้ครอบครัวเข้าถึงความยุติธรรม

 

 

เปิดข้อมูล 20 ครอบครัวที่ถูกอุ้มหายยังไม่ได้รับความยุติธรรม

 

สีละกล่าวว่า พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายฉบับนี้ มีการแต่งตั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย โดยหนึ่งในหน้าที่ของคณะกรรมการชุดนี้คือจะต้องตรวจสอบข้อมูลและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทรมาน การทำให้บุคคลสูญหาย รวมทั้งรับและติดตามตรวจสอบข้อร้องเรียนต่างๆ ด้วย แต่ตนยังไม่เคยเห็นคณะกรรมการชุดนี้มาลงพื้นที่หรือเข้ามาสอบถามเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับครอบครัวผู้สูญหาย หรือติดตามแก้ไขปัญหาเลยแม้แต่ครั้งเดียว ตนอยากให้คณะกรรมการชุดนี้ทำงานเชิงรุก ลงพื้นที่สอบสวนข้อเท็จจริง ให้ความเป็นธรรมกับครอบครัวอย่างเป็นรูปธรรมด้วย

 

สีละยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกด้วยว่า ในอดีตที่ผ่านมามีพี่น้องชาติพันธ์ุลาหู่ถูกอุ้มหายและถูกซ้อมทรมานเป็นจำนวนมาก และที่ตนเรียกร้องความเป็นธรรมมาโดยตลอดคือ กรณีของพี่น้องชาติพันธ์ุลาหู่ไม่ต่ำกว่า 20 คนที่ถูกทำให้สูญหาย และมากกว่า 50 คนที่ถูกซ้อมทรมานโดยเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งหนึ่งในนั้นมี จะฟะ จะแฮ หลานชายของตนที่มีอายุเพียงแค่ 14 ปีด้วย

 

“ผมเรียกร้องเรื่องนี้มาตลอดตั้งแต่ยังไม่มีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ฉบับนี้ ถึงรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผมเคยทำหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ซึ่ง กสม. มีหนังสือส่งต่อไปที่รัฐสภา และรัฐสภามีหนังสือไปถึงกระทรวงกลาโหม กองทัพบก ให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงและเยียวยาเหยื่อ แต่ก็ยังไม่มีอะไรที่เป็นรูปธรรม ผมมีความหวังว่าหลังมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ฉบับนี้ พี่น้องชาติพันธ์ุลาหู่ที่ถูกบังคับให้สูญหายจะได้รับความเป็นธรรม แต่ก็ยังไม่เกิดอะไรขึ้น จึงอยากเรียกร้องให้คณะกรรมการตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้ทำความจริงให้ปรากฏด้วย” นักปกป้องสิทธิมนุษยชนชนเผ่าลาหู่ และญาติของเหยื่อจากการบังคับสูญหายชาติพันธ์ุลาหู่กล่าว

 

 

ภรรยา ‘สมบัด สมพอน’ ไม่ยอมแพ้หรือสิ้นหวัง แม้ผ่านมาร่วมทศวรรษ

 

ขณะที่ Shui Meng กล่าวว่า ผ่านมาแล้วกว่า 10 ปีที่สมบัดถูกบังคับให้สูญหายที่หน้าป้อมตำรวจที่เวียงจันทน์ โดยไม่มีข่าวเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับสมบัดเลย ความหวังที่จะได้พบเขาอีกครั้งยิ่งห่างไกลออกไป และความกลัวที่จะไม่มีวันได้รู้ความจริง และความยุติธรรมเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม ในฐานะภรรยาและเหยื่อ ตนจะไม่ยอมแพ้ต่อความสิ้นหวัง ไม่ว่าสถานการณ์จะดูสิ้นหวังเพียงใด ตนจะต้องค้นหาความจริงต่อไปจนถึงลมหายใจสุดท้าย ตนเป็นหนี้ความยุติธรรมให้กับคุณสมบัด และต่อเหยื่ออื่นๆ ของการบังคับให้สูญหาย อาชญากรรมและความอยุติธรรมเช่นนี้ต้องยุติลง

 

“ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ฉันไม่ได้มองตัวเองเพียงว่าเป็นเหยื่อของการบังคับให้สูญหายเท่านั้น ใช่ ฉันเป็นเหยื่อและยังคงเผชิญกับความสูญเสียและความไม่แน่นอนเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับสมบัด แต่ฉันได้เรียนรู้ว่าการทนทุกข์อย่างเงียบๆ ไม่ใช่ทางเลือก ฉันต้องบอกเล่าเรื่องราวของสมบัดให้โลกได้รับรู้ และต้องพูดออกมาต่ออาชญากรรมและความอยุติธรรมของการบังคับให้สูญหาย การรักษาความเงียบจะไม่ช่วยหยุดการบังคับให้สูญหาย แต่มันจะทำให้ผู้กระทำผิดกล้าทำอาชญากรรมเหล่านี้ต่อไป” ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและภรรยาของสมบัด สมพอน นักพัฒนาชาว สสป.ลาวที่ถูกบังคับสูญหายในปี 2012 กล่าว

 

 

ถาม ‘อุ๊งอิ๊ง’ ลูกสาวทักษิณได้เป็นนายกฯ แล้วจะคืนความเป็นธรรมให้กับครอบครัวผู้ถูกอุ้มหายอย่างไร

 

ขณะที่อังคณาระบุว่า คดีสมชายผ่านมากว่า 20 ปีโดยไม่มีความก้าวหน้า เพราะรัฐไม่มีเจตจำนงทางการเมืองในการเปิดเผยความจริงและนำคนผิดมาลงโทษ แม้ปัจจุบันประเทศไทยจะมี พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย รวมถึงการให้สัตยาบันอนุสัญญา แต่ยังไม่เห็นความพยายามของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตามหาตัวสมชาย กรรมการตาม พ.ร.บ. ที่ตั้งขึ้นก็ไม่เคยรับฟังครอบครัว ทั้งที่กฎหมายระบุให้สืบสวนจนทราบที่อยู่และชะตากรรม และรู้ตัวผู้กระทำผิด ในขณะที่ครอบครัวคนหายต่างถูกคุกคามมาโดยตลอด ไม่นานนี้ขณะจัดงานรำลึก 20 ปี สมชาย นีละไพจิตร ยังมีคนอ้างเป็นเจ้าหน้าที่มาสอดแนม ตามถ่ายภาพครอบครัว ยังไม่นับรวมการด้อยค่าและคุกคามทางออนไลน์

 

“สมชาย นีละไพจิตร ถูกอุ้มหายในรัฐบาลทักษิณ ปีนี้ลูกสาวคุณทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรี โดยคุณทักษิณเองก็ยังมีบทบาททางการเมือง ก็อยากทราบว่าลูกสาวคุณทักษิณในฐานะนายกรัฐมนตรี จะคืนความเป็นธรรมให้ครอบครัวคนถูกอุ้มหายอย่างไร อย่างน้อยบอกความจริงและนำคนผิดมาลงโทษก็ยังดี อุ๊งอิ๊งรักพ่อแค่ไหน ลูกๆ คนหายก็รักพ่อไม่ต่างกัน ดังนั้นคืนความยุติธรรมและการเปิดเผยความจริงจึงจะเป็นการเยียวยาที่ดีที่สุดให้แก่ครอบครัว” ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน อดีตสมาชิกคณะทำงานสหประชาชาติว่าด้วยการสูญหายโดยถูกบังคับ (WGEID) วุฒิสมาชิก และภรรยาของทนายความด้านสิทธิมนุษยชนที่ถูกบังคับสูญหาย สมชาย นีละไพจิตรกล่าว

 

 

นอกจากนี้ในงานยังมีการกล่าวถึงกรณี อี ควิน เบดั๊บ เป็นสมาชิกของชุมชนชาวพื้นเมืองมองตานญาด (Montagnards) ในเวียดนาม ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องเผชิญกับการกดขี่และการประหัตประหารมาอย่างยาวนาน หลบหนีออกจากเวียดนามซึ่งชีวิตของเขาอยู่ภายใต้การคุกคามอย่างต่อเนื่อง เขาขอลี้ภัยในประเทศไทยในปี 2018 โดยหวังว่าจะหาสถานที่ที่ปลอดภัยสำหรับตัวเขาและครอบครัว เขาได้รับสถานะผู้ลี้ภัยจาก UNHCR

 

“เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2024 เขาถูกตำรวจไทยจับกุม รัฐบาลเวียดนามกำลังขอให้ไทยส่งตัวเขากลับไปยังเวียดนาม และการพิจารณาคดีของเขายังคงดำเนินอยู่ โดยคาดว่าจะสิ้นสุดในวันจันทร์หน้า วันที่ 2 กันยายน เราไม่สามารถจินตนาการถึงผลกระทบที่รุนแรงที่เขาและครอบครัวต้องเผชิญหากถูกส่งกลับไปยังเวียดนาม

 

“องค์กรสิทธิมนุษยชนขอให้รัฐบาลไทยไม่ส่งตัวอี ควิน เบดั๊บกลับ เนื่องจากจะเป็นการขัดแย้งอย่างชัดเจนต่อ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายของประเทศไทย”

 

 

ด้าน ปรานม สมวงศ์ จาก Protection International เปิดเผยข้อมูลว่า ตามข้อมูลของคณะทำงานสหประชาชาติว่าด้วยการหายสาบสูญโดยถูกบังคับหรือไม่สมัครใจ (WGEID) ตามรายงานล่าสุด ประเทศไทยมีกรณีการบังคับสูญหายที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้หลายกรณี อย่างไรก็ตาม จำนวนที่แน่นอนของกรณีการบังคับสูญหายในประเทศไทยอาจแตกต่างกันไปตามแหล่งข้อมูลและช่วงเวลาที่พิจารณา

 

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา WGEID บันทึกกรณีการบังคับสูญหายในประเทศไทยประมาณ 80-90 กรณี จำนวนนี้สะท้อนถึงกรณีที่ได้รับการรายงานและยอมรับโดยสหประชาชาติเพื่อทำการสอบสวน อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้อาจไม่ครอบคลุมปัญหาทั้งหมด เนื่องจากบางกรณีอาจไม่ได้รับการรายงานหรือถูกจัดประเภทต่างออกไป

 

ในวันที่เรารำลึกถึงเหยื่อของการบังคับสูญหายสากล ข้ออ้างเรื่องงบประมาณหรือการขาดแคลนบุคลากรไม่ควรถูกนำมาใช้เพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ ความเงียบและการเพิกเฉยไม่สามารถยอมรับได้อีกต่อไป รัฐมีหน้าที่ไม่เพียงแต่ต้องผ่านกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิของผู้ถูกบังคับสูญหาย แต่ยังต้องทำให้กฎหมายเหล่านี้มีผลบังคับใช้อย่างแท้จริง เพื่อคืนศักดิ์ศรีและความยุติธรรมให้กับเหยื่อและครอบครัวของพวกเขา เราจะไม่หยุดเรียกร้องจนกว่าความจริงจะถูกเปิดเผย และผู้ถูกบังคับสูญหายจะกลับคืนสู่อ้อมอกของครอบครัว พร้อมกับการปรากฏของความยุติธรรมที่แท้จริง

 

ทั้งนี้ ภายในงานยังมีการเปิดคลิปวิดีโอความรู้สึกของ แวรอกีเย๊าะ บาเน็ง น้องสาวของ แวอับดุลวาเหม บาเน็ง ผู้ถูกบังคับให้สูญหายในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย โดยขณะที่หายตัวไปแวอับดุลวาเหมเป็นเพียงเยาวชนจากโรงเรียนสอนศาสนาธรรมวิทยา ซึ่งเป็นโรงเรียนชื่อดังของจังหวัดยะลา แวอับดุลวาเหมถูกทำให้สูญหายในวันที่ 17 ตุลาคม 2548 จากสุสานมัสยิดแห่งหนึ่งที่จังหวัดปัตตานี ในช่วงที่รัฐบาลยุคนั้นมีนโยบายการปราบปรามความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งตลอดการหายตัวไปครอบครัวทวงความยุติธรรมให้กับลูกชายมาโดยตลอด แม้จะโดนข่มขู่คุกคามในการเรียกร้องความยุติธรรมในการตามหาตัวของแวอับดุลวาเหม แม้จะผ่านมานานแล้วถึง 18 ปี แต่ครอบครัวก็ไม่ละความพยายามในการตามหาความจริงและความยุติธรรม

 

 

ยื่น 7 ข้อเรียกร้องให้นายกฯ คนใหม่เปิดเผยความจริง คืนความเป็นธรรม

 

ต่อมาครอบครัวของผู้ถูกบังคับให้สูญหายร่วมกันแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ด้วยการยื่นข้อเรียกร้องผ่านการส่งจดหมายฉบับใหญ่ เพื่อติดตามความยุติธรรมให้กับผู้สูญหายและครอบครัวให้กับนายกรัฐมนตรีคนใหม่ โดยมีการติดแสตมป์หน้าซองเป็นรูปของบุคคลที่ถูกบังคับให้สูญหาย พร้อมทั้งร่วมกันอ่านข้อเรียกร้องโดยรายละเอียด ดังนี้

 

ท่ามกลางความยินดีกับการที่ประเทศไทยมี พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ทำให้อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับของสหประชาชาติมีผลบังคับใช้

 

ในโอกาสวันแห่งการรำลึกถึงผู้ถูกบังคับสูญหายสากล 2567 เราขอเรียกร้องรัฐบาลไทย เปิดเผยความจริงและคืนความเป็นธรรมให้ผู้สูญหายทุกคน เราเน้นย้ำความกังวลและห่วงใยในการดำเนินการเพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำให้บุคคลสูญหาย การยุติการงดเว้นโทษ และคืนความยุติธรรมให้ครอบครัว ดังนี้

 

เราเน้นย้ำสิทธิที่จะทราบความจริง เนื่องจากการบังคับบุคคลสูญหายเป็นอาชญากรรมต่อเนื่อง รัฐมีหน้าที่ต้องสืบสวนสอบสวนจนกว่าจะทราบที่อยู่และชะตากรรมของผู้สูญหาย และนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ

 

รัฐบาลต้องปฏิบัติตามอนุสัญญาที่ประเทศไทยเป็นภาคีและมีผลบังคับใช้ ต้องมีความจริงใจในการตามหาตัวผู้สูญหายและคืนพวกเขาสู่ครอบครัว ในการค้นหาตัวผู้สูญหายต้องเป็นไปตามหลักการชี้แนะในการค้นหาผู้สูญหายของคณะกรรมการสหประชาชาติ คือการหาตัวบุคคล ไม่ใช่การหาศพ หรือเพราะการค้นหาตัวบุคคลจะทำให้เราทราบเรื่องราวของผู้ถูกบังคับสูญหาย และรู้ตัวผู้กระทำผิดที่แท้จริง

 

เราขอเน้นย้ำสิ่งที่รัฐไม่อาจละเลยได้ คือการรับประกันความปลอดภัยของครอบครัวในกระบวนการร้องเรียนเพื่อขอความเป็นธรรม เพราะเมื่อการบังคับสูญหายเกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ และผู้กระทำผิดยังคงลอยนวล และมีอำนาจในหน้าที่การงาน การคุกคามต่อครอบครัวจึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลากหลายรูปแบบ รัฐต้องประเมินความเสี่ยงและออกแบบการดูแลความปลอดภัยร่วมกับครอบครัว และข้อจำกัดเรื่องงบประมาณต้องไม่ถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการยุติการคุ้มครองอีกต่อไป

 

รัฐบาลต้องให้ครอบครัวมีส่วนร่วมอย่างเปิดเผยในกระบวนการหาตัวผู้สูญหายเพื่อความโปร่งใสและยุติธรรม การตัดสิทธิของครอบครัวในการมีส่วนร่วมทำให้การค้นหาตัวผู้สูญหายไม่รอบด้าน อีกทั้งยังอาจมีการปกปิดความจริงที่เกิดขึ้น

 

ข้อเรียกร้องต่อมาตรา 13 เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยบังคับใช้มาตรา 13 อย่างเข้มงวด ป้องกันการส่งกลับ (Non-Refoulement) ซึ่งระบุว่าห้ามมิให้มีการส่งกลับบุคคลไปยังประเทศที่มีความเสี่ยงว่าจะถูกบังคับให้สูญหายหรือถูกทรมาน

 

ที่สำคัญที่สุดคือ การขจัดทัศนคติเชิงลบต่อครอบครัว การสร้างภาพให้ผู้สูญหายเป็นคนไม่ดี ทำให้ครอบครัวต้องเผชิญกับการตีตราจากสังคม ส่งผลกระทบต่อผู้หญิงและเด็กให้มีชีวิตอย่างหวาดกลัว และไม่มีความมั่นใจในความปลอดภัย

 

เราขอเน้นย้ำว่า เราจะไม่หยุดส่งเสียงจนกว่าความจริงและความยุติธรรมจะปรากฏ และผู้สูญหายจะกลับคืนสู่ครอบครัว

 

ในโอกาสวันแห่งการรำลึกถึงผู้ถูกบังคับสูญหายสากล เราขอแสดงความยินดีอย่างจริงใจในโอกาสที่ประเทศไทยมี พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย และอนุสัญญาการบังคับสูญหาย สหประชาชาติมีผลบังคับใช้ เรายืนยันการให้ความร่วมมือกับรัฐในการค้นหาความจริงและความยุติธรรม เราอยากบอกกับรัฐว่า ในฐานะครอบครัวซึ่งส่วนมากคือผู้หญิงและเด็ก เราถูกทำให้อยู่กับความหวาดกลัว ถูกทำให้สูญเสียอัตลักษณ์ ถูกตีตรา และเพศยังถูกใช้เป็นเครื่องมือในการลดทอนคุณค่าและศักดิ์ศรีของเรา เจ้าหน้าที่รัฐอาจไม่รู้ว่าในแต่ละปีแม่ๆ หลายคนตายจากไปโดยไม่ทราบความจริงว่าลูกๆ ของพวกเธอหายไปไหน ในฐานะครอบครัว เราขอบคุณมิตรภาพและกำลังใจจากผู้คนร่วมสังคม เราเชื่อมั่นว่าการต่อสู้ของผู้หญิงจะสร้างความตระหนักแก่สังคมถึงคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่ไม่อาจมีผู้ใดพรากไปได้ และเราอยากบอกกับรัฐว่า แม้จะล้มเหลว สิ้นหวัง หวาดกลัว และเจ็บปวด แต่ผู้หญิงในฐานะครอบครัวก็ไม่เคยสูญสิ้นความหวัง เรายังคงความเชื่อมั่นว่ากฎหมายจะคืนความเป็นธรรมให้ผู้ถูกบังคับสูญหายทุกคน และสักวันความจริงจะปรากฏ และผู้สูญหายจะกลับคืนสู่ครอบครัวซึ่งเป็นที่รักของพวกเขา

 

 

ขณะที่ช่วงท้ายงานครอบครัวของผู้สูญหายร่วมกันอ่านบทกวีเพื่อรำลึกถึงคนในครอบครัวที่ถูกบังคับให้สูญหาย นอกจากนี้ผู้เข้าร่วมงานทุกคนยังนำดอกไม้ที่แสดงถึงการต่อสู้ไปวางไว้หน้ารูปของผู้ถูกบังคับให้สูญหายทุกคนอีกด้วย

The post สูญหายแต่ไม่สิ้นหวัง ขอรัฐบาลใหม่คืนความเป็นธรรม ให้ครอบครัวผู้ถูกบังคับสูญหาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ต่อต้านการลืมหาย ‘จาก เฮอร์มาน เฮนดราวัน ถึง สมชาย นีละไพจิตร’ https://thestandard.co/from-herman-hendrawan-to-somchai-neelapaijit/ Tue, 12 Mar 2024 12:43:30 +0000 https://thestandard.co/?p=910305

ในช่วงการเลือกตั้งอินโดนีเซียที่ผ่านมา ผู้เขียนได้มีโอก […]

The post ต่อต้านการลืมหาย ‘จาก เฮอร์มาน เฮนดราวัน ถึง สมชาย นีละไพจิตร’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในช่วงการเลือกตั้งอินโดนีเซียที่ผ่านมา ผู้เขียนได้มีโอกาสเดินทางเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์เพื่อไปสังเกตการณ์การเลือกตั้งในเมืองสุราบายา ประเทศอินโดนีเซีย โดยการร่วมมือของคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กับคณะสังคมและรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแอร์ลังกา โดยกิจกรรมได้มีการบรรยายทางด้านวิชาการ แลกเปลี่ยนกับนักวิชาการรุ่นใหม่ เยี่ยมพรรคการเมือง กลุ่มภาคประชาสังคม และลงพื้นที่สังเกตการณ์การเลือกตั้ง ฯลฯ

 

ทั้งหมดคือเรื่องใหม่ ได้ประโยชน์และความรู้เกี่ยวกับการเมืองของประเทศอินโดนีเซียมาพอสมควร และชวนให้คิดและเปรียบเทียบกับไทย แต่ในบทความนี้ผู้เขียนอยากเสนอเรื่องความทรงจำและการต่อต้านการถูกทำให้ลืม

 

ภาพโปสเตอร์ใต้ตึกคณะสังคมและรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแอร์ลังกา

 

ระหว่างเดินขึ้นลงตึกคณะสังคมและรัฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยแอร์ลังกา ผู้เขียนได้สังเกตเห็นภาพโปสเตอร์ แน่นอนคงไม่ใช่โปสเตอร์หาเสียงของผู้สมัครการเลือกตั้งหากดูจากสภาพโปสเตอร์ แต่มันคือภาพรุ่นพี่ของนักศึกษาคณะนี้ที่ชื่อว่า เฮอร์มาน เฮนดราวัน นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแอร์ลังกาในสุราบายา อินโดนีเซีย ได้หายตัวไปตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2541 ข่าวรายงานล่าสุดได้รับแจ้งจากหัวหน้าตำรวจชวาตะวันออกเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2541 ว่าเขาได้กลับบ้านแล้ว แต่จนถึงขณะนี้เขายังคงสูญหายอยู่ และเขาได้หายตัวไปพร้อมกับนักศึกษาอีกสองคน

 

ผมได้สอบถามนักศึกษาว่าโปสเตอร์นี้จะสื่อถึงอะไร นักศึกษาสองคนได้พูดอย่างชัดเจนว่ารุ่นพี่ของเขาได้ถูกทำให้หายตัวไปในช่วงที่นายพลปราโบโว ซูเบียนโต อดีตผู้บัญชาการกองกำลังพิเศษ ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับการออกคำสั่งและปฏิบัติการอุ้มตัวและทรมานนักเคลื่อนไหว ปัญญาชน ประชาชนจำนวนมาก พวกเขาจึงไม่อยากให้ลืมเรื่องนี้

 

นายพลปราโบโว ซูเบียนโต คือผู้ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีของอินโดนีเซียครั้งนี้ โดยเป็นที่ทราบกันว่าการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์จากนายพลผู้เคร่งขรึม มาเป็นลุงผู้น่ารักในโลกโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะ TikTok มีผลอย่างมากต่อภาพลักษณ์ในอดีตของนายพลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคนสูญหายจำนวนมาก

 

อาจารย์รุ่นใหม่เชื้อสายจีนที่มีพ่อและแม่เป็นอดีตนักศึกษาคณะสังคมและรัฐศาสตร์สถาบันเดียวกัน ให้ความเห็นตอกย้ำว่า ในลานกลางตึกของคณะคือพื้นที่แรกๆ ของมหาวิทยาลัยที่พ่อและแม่ของเธอได้เข้ามาทำกิจกรรมชุมนุมประท้วงประธานาธิบดีจอมเผด็จการซูฮาร์โตเมื่อปี 2541 ซึ่งซูฮาร์โตคือพ่อตาของนายพลปราโบโว เธอจึงเห็นว่าความทรงจำของพื้นที่การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ แม้ว่าปัจจุบันนี้มหาวิทยาลัยจะเปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว โดยอาจารย์ส่วนใหญ่ไม่ได้ออกมายืนเคียงข้างนักศึกษาหรือทำกิจกรรมทางด้านการเมืองเพื่อปกป้องประชาธิปไตย เพราะจะถูกผู้บริหารมหาวิทยาลัยเพ่งเล็ง และอาจจะมีผลกระทบต่อหน้าที่การงานในอนาคตก็ตาม และแม้ว่ากิจกรรมเล็กๆ ของนักศึกษาที่ระลึกถึงรุ่นพี่ที่ถูกทำให้หายตัวไปจากรัฐบาลในอดีตจะถูกมองว่าเป็นเรื่องการเมืองและไม่เป็นกลาง แต่เธอก็ยังยืนยันว่ามันคือเสรีภาพและความจริงที่เกิดขึ้นอดีตที่นักศึกษาสามารถพูดและแสดงออก

 

การเลือกตั้งอินโดนีเซียครั้งนี้มีการใช้ AI และสื่อโซเชียลมีเดียทุกรูปแบบเพื่อสื่อสารทางด้านเมืองต่อประชาชนที่มีจำนวนมาก หลากหลายภาษา ฯลฯ​ แต่ที่น่าสนใจก็คือ การใช้ Deepfake ต่อการบิดเบือนประวัติศาสตร์ทั้งส่วนตัวบุคคลและประวัติศาสตร์การเมืองอย่างมากที่สุด การเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ สร้างวาทกรรมใหม่ ลืมประวัติศาสตร์บาดแผล เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเมือง ฯลฯ เป็นการถูกทำให้ลืมอดีต และให้คนผิดลอยนวล

 

ป้ายผ้าบนตึกคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

 

กลับมาที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 ได้จัดงานระลึกถึงทนายสมชาย นีละไพจิตร โดยใช้ชื่องานว่า ‘you lost we born’ 20 ปี การถูกอุ้มหายของทนายสมชาย พวกเขาได้ให้เหตุผลว่า เมื่อปี 2547 เป็นปีที่ทนายสมชายหายตัวไป และเป็นปีเดียวกับที่พวกเขาเกิด แม้ว่าพวกเขาไม่ได้เคยรู้จักและเห็นหน้าค่าตาตัวจริง แต่ก็ได้ยินเรื่องราวของทนายสมชาย และพวกเขาก็ได้เชื่อมโยงกับบุคคลอื่นๆ ที่ได้ถูกทำให้หายตัวไป ไม่ว่าจะเป็น บิลลี่-พอละจี รักจงเจริญ, วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ฯลฯ พวกเขาต้องการบอกว่าเรื่องการอุ้มหาย ลักพาตัว ไม่ควรเกิดขึ้นในรุ่นของพวกเขาอีกต่อไป นักศึกษาจึงใช้กรณีตัวอย่างจากอดีตเพื่อเป็นบทเรียนในอนาคต

 

พื้นที่หลักของการจัดกิจกรรมคือพวกเขาต้องการจัดงานในห้องประชุมที่ทนายสมชายเคยมาบรรยาย เพราะต้องการระลึกถึงว่าทนายสมชายเคยมาบรรยายในมหาวิทยาลัย แล้วกลับไปกรุงเทพฯ ประมาณหนึ่งสัปดาห์ก็ได้ถูกอุ้มหายไปจนถึงปัจจุบัน แต่ทว่าห้องประชุมข้างต้นก็ไม่ว่าง พวกเขาก็ได้เลือกพื้นที่คณะรัฐศาสตร์แทน การใช้พื้นที่กับความทรงจำเป็นการระลึกถึงในรูปแบบหนึ่งเพื่อไม่ให้ลืม และตอกย้ำสิ่งที่ผ่านมาให้สังคมรับทราบ

 

โดยกิจกรรมหลักของพวกเขาคือการได้รู้ถึงหลักสิทธิมนุษยชนและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอหน้า เคารพสิทธิผู้คนและพร้อมกันปกป้องหากมีใครในสังคมโดนละเมิดสิทธิมนุษยชน ไม่ว่าใครคนนั้นจะมีความเชื่อ เพศ ความคิดทางการเมือง แตกต่างจากพวกเขาก็ตาม เพราะทุกชีวิตต้องได้รับการปกป้อง

 

กิจกรรมเหล่านี้คือการต่อต้านการถูกลืม เป็นการรักษาพื้นที่ความทรงจำของคนในสังคม อีกทางหนึ่งคือการเคลื่อนไหวเพื่อตอบโต้วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดในสังคม ที่ปล่อยให้ผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชนผู้อื่นลอยนวล ไม่ว่าจะเป็นประเทศอินโดนีเซียและประเทศไทย ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบุคคลที่สูญหายยังคงอยู่เหนือกฎหมายและได้อภิสิทธิ์ชน โดยตอกย้ำความเจ็บปวดในอดีตไว้กับเหยื่อและครอบครัวของผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างเลือดเย็น

The post ต่อต้านการลืมหาย ‘จาก เฮอร์มาน เฮนดราวัน ถึง สมชาย นีละไพจิตร’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครบรอบ 20 ปี ทนายสมชาย นีละไพจิตร หายตัวไป สะท้อนวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดหยั่งรากลึกในไทย https://thestandard.co/20-years-somchai-neelapaijit/ Tue, 12 Mar 2024 08:47:58 +0000 https://thestandard.co/?p=910131

ในวาระครบรอบ 20 ปีของการบังคับให้สูญหายกรณี ทนายสมชาย น […]

The post ครบรอบ 20 ปี ทนายสมชาย นีละไพจิตร หายตัวไป สะท้อนวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดหยั่งรากลึกในไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในวาระครบรอบ 20 ปีของการบังคับให้สูญหายกรณี ทนายสมชาย นีละไพจิตร ทนายความสิทธิมนุษยชนที่มีชื่อเสียงของไทยวันนี้ (12 มีนาคม) ชนาธิป ตติยการุณวงศ์ นักวิจัยประจำประเทศไทย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เผยว่า ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ทางการไทยล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการอำนวยให้เกิดความยุติธรรมหรือการเยียวยาต่อทนายสมชายและครอบครัวของเขา กรณีนี้และอีกหลายกรณีที่เกี่ยวข้องกับการบังคับให้สูญหายสะท้อนให้เห็นถึง ‘วัฒนธรรมการลอยนวลพ้นผิด’ ที่หยั่งรากลึกในสังคมไทย ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยพยายามที่จะเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ

 

ชนาธิประบุว่า “20 ปีผ่านไป ตั้งแต่ทนายสมชายหายตัวไปที่กรุงเทพฯ เรายังได้รับคำตอบไม่มากนัก และมีความหวังที่เลือนลาง ในขณะยังมีความพยายามอย่างต่อเนื่องที่จะปิดปาก จูงใจ หรือข่มขู่สมาชิกในครอบครัวของเขาไม่ให้เรียกร้องความยุติธรรม  

 

“จากความล้มเหลวที่จะนำตัวผู้ต้องสงสัยเข้าสู่กระบวนการรับผิดทางอาญา และจากการเพิกเฉยสิทธิในการเยียวยาอย่างเต็มที่ของครอบครัวของเขา อีกทั้งการยกเลิกโครงการคุ้มครองพยาน เป็นที่ชัดเจนว่าเหยื่อของการบังคับให้สูญหายนั้นไม่สามารถพึ่งพาทางการไทยได้อย่างเต็มที่ และผู้กระทำความผิดอาจไม่ต้องรับโทษตามความผิดที่ก่อขึ้น 

 

“เป็นเวลามากกว่าหนึ่งปีแล้วที่รัฐบาลไทยประกาศใช้กฎหมายนี้ในประเทศ เพื่อเอาผิดทางอาญากับการบังคับให้สูญหาย แต่เนื่องจากยังไม่มีการฟ้องคดีเกี่ยวกับการบังคับให้สูญหายในชั้นศาล ทำให้กฎหมายฉบับนี้เป็นเพียงกระดาษแผ่นหนึ่งเท่านั้น 

 

“หากประเทศไทยประสงค์จะเข้าเป็นสมาชิกในคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติอย่างมีเกียรติ ประเทศไทยต้องปฏิบัติตามพันธกรณีอีกหลายประการที่มีต่อกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ แม้การมีกฎหมายในเรื่องนี้เป็นก้าวย่างแรกที่ดี แต่ต้องมีการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป เพื่อประกันให้เกิดความรับผิดรับชอบและการเยียวยาต่อผู้เสียหายทุกคนจากการถูกบังคับให้สูญหาย อีกทั้งประเทศไทยต้องให้สัตยาบันรับรองโดยไม่ประกาศข้อสงวนใดๆ ต่ออนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองมิให้บุคคลสูญหาย (ICPPED) และยอมรับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการว่าด้วยการบังคับให้หายสาบสูญ ที่จะรับฟังและพิจารณาข้อมูลจากผู้เสียหายและคู่กรณีที่เป็นรัฐอื่นๆ เพื่อแสดงความมุ่งมั่นอย่างจริงใจที่จะต่อต้านอาชญากรรมตามกฎหมายระหว่างประเทศนี้”

 

ทนายสมชายคือใคร?

 

ทนายสมชาย นีละไพจิตร ทนายความสิทธิมนุษยชน อดีตรองประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ และอดีตประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม ได้หายตัวไปในย่านรามคำแหงของกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2004 จนถึงทุกวันนี้ 

 

มีการจับกุมเจ้าหน้าที่ตำรวจ 5 นาย ไม่นานหลังการหายตัวไปของทนายสมชาย โดยถูกกล่าวหาว่าบังคับขืนใจให้เขาเข้าไปในรถยนต์ แต่ต่อมาศาลฎีกาพิพากษาให้ยกฟ้องคดีเมื่อเดือนธันวาคม 2015 เนื่องจากทางครอบครัวไม่มีคำตอบที่ชัดเจนเกี่ยวกับที่อยู่ของทนายสมชาย ทำให้ไม่สามารถเป็นโจทก์แทนทนายสมชายในคดีนี้ได้ และมีคำพิพากษาที่ปฏิเสธสิทธิที่จะยื่นฟ้องคดีต่อศาล 

 

ทนายสมชายเป็นนักกิจกรรมที่มีชื่อเสียง รณรงค์เพื่อสิทธิของชาวมุสลิมเชื้อสายมลายู รวมทั้งผู้ที่เคยตกเป็นเหยื่อการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายระหว่างถูกทหารควบคุมตัวในสามจังหวัดชายแดนของไทย เขาได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ โดยเฉพาะการประกาศใช้กฎอัยการศึกในพื้นที่ ซึ่งให้อำนาจอย่างกว้างขวางกับหน่วยงานในการควบคุมตัวบุคคลเป็นเวลา 7 วันในค่ายทหารโดยไม่ต้องมีข้อหา 

 

ขณะที่ อังคณา นีละไพจิตร ภรรยาของทนายสมชาย ในฐานะเป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ยังคงรณรงค์ในประเด็นการบังคับให้สูญหาย ปัจจุบันเธอดำรงตำแหน่งเป็นสมาชิกของคณะกรรมการแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการกระทำให้บุคคลสูญหายโดยบังคับหรือไม่สมัครใจ  และก่อนหน้านั้นเคยเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ 

 

จากการเคลื่อนไหวของเธอ ทำให้เธอถูกข่มขู่ที่จะใช้ความรุนแรงทั้งทางออนไลน์และออฟไลน์ ทั้งนี้ ศาลอาญามีคำสั่งระงับการให้ความคุ้มครองพยานต่ออังคณาเมื่อเดือนตุลาคม 2022 เนื่องจากเห็นว่าคดีเกี่ยวกับหายตัวไปของทนายสมชายได้รับการพิจารณาจนเสร็จสิ้นไปนานแล้ว 

 

 

ภาพ: แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล

อ้างอิง:

  • แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 

 

The post ครบรอบ 20 ปี ทนายสมชาย นีละไพจิตร หายตัวไป สะท้อนวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดหยั่งรากลึกในไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
12 มีนาคม 2547 – 20 ปี ‘สมชาย นีละไพจิตร’ หายตัวไป https://thestandard.co/onthisday-12032547/ Tue, 12 Mar 2024 00:58:29 +0000 https://thestandard.co/?p=909819 สมชาย นีละไพจิตร

ย้อนกลับไปวันนี้เมื่อ 20 ปีที่แล้ว คือวันที่ สมชาย นีละ […]

The post 12 มีนาคม 2547 – 20 ปี ‘สมชาย นีละไพจิตร’ หายตัวไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมชาย นีละไพจิตร

ย้อนกลับไปวันนี้เมื่อ 20 ปีที่แล้ว คือวันที่ สมชาย นีละไพจิตร ทนายความและนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน ได้หายตัวไป 

 

เหตุการณ์เริ่มต้นเมื่อเวลาประมาณ 20.30 น. ของวันที่ 12 มีนาคม 2547 ขณะที่ทนายสมชายกำลังเดินทางไปพบเพื่อนที่ย่านลาดพร้าว แต่เพื่อนไม่มาตามเวลาที่ตกลงกันไว้ จึงขอตัวกลับก่อน เมื่อทนายสมชายออกจากโรงแรมของเพื่อน โดยจุดมุ่งหมายคือไปอาศัยนอนพักที่บ้านของเพื่อนอีกคน 

 

ระหว่างที่เดินทาง ทนายสมชายใช้เส้นทางถนนรามคำแหง มีกลุ่มชายฉกรรจ์จำนวน 5-6 คน ขับรถยนต์ตามมาในระยะประชิด ก่อนที่จะเร่งเครื่องพุ่งชนเข้าที่รถของทนายสมชายอย่างเต็มแรง ทนายสมชายจึงลงมาเพื่อที่จะพูดคุยกับคู่กรณี แต่กลุ่มชายฉกรรจ์นั้นเข้ามาทำร้ายและพยายามผลักทนายสมชายเข้าไปที่รถของพวกเขา โดยหนึ่งในคนร้ายก็แยกตัวเข้าไปขับรถของทนายสมชายเพื่อหลบหนีทันที และไม่มีใครรู้ว่าจะมุ่งหน้าไปทางไหน

 

นับจากนั้นมาก็ไม่มีใครเห็นเขาอีกเลย…

 

“ถ้าวันนั้นสมชายไม่เคยหายไปไหนเราคงได้ใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายในครอบครัว หลายครั้งที่เห็นผู้สูงอายุใช้ชีวิตด้วยกันจนถึงแก่เฒ่า แม้เราจะไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งจะได้ใช้ชีวิตแบบนั้น เพราะสมชายเคยพูดไว้ตลอดว่าจะทำงานจนกว่าตัวของเขาจะไม่มีแรง แต่เราก็เชื่อว่าเราคงได้ใช้ชีวิตของเราไปเรื่อยๆ กับลูก” อังคณา นีละไพจิตร ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD ก่อนครบรอบ 20 ปีการหายตัวของทนายสมชายเพียงไม่กี่วัน

อ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้ที่: ช่วงชีวิต 20 ปีของ อังคณา นีละไพจิตร คู่ชีวิต-นักสิทธิฯ ที่รู้ว่าแพ้ตั้งแต่เริ่มหาทนายสมชาย: https://thestandard.co/angkhana-neelapaijit-20-year-journey/

The post 12 มีนาคม 2547 – 20 ปี ‘สมชาย นีละไพจิตร’ หายตัวไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
ช่วงชีวิต 20 ปีของ อังคณา นีละไพจิตร คู่ชีวิต-นักสิทธิฯ ที่รู้ว่าแพ้ตั้งแต่เริ่มหาทนายสมชาย https://thestandard.co/angkhana-neelapaijit-20-year-journey/ Sat, 09 Mar 2024 04:00:09 +0000 https://thestandard.co/?p=909049 ช่วงชีวิต 20 ปีของ อังคณา นีละไพจิตร

วันที่ 12 มีนาคม 2567 ครบรอบ 20 ปีที่ ‘สมชาย นีละไพจิตร […]

The post ช่วงชีวิต 20 ปีของ อังคณา นีละไพจิตร คู่ชีวิต-นักสิทธิฯ ที่รู้ว่าแพ้ตั้งแต่เริ่มหาทนายสมชาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ช่วงชีวิต 20 ปีของ อังคณา นีละไพจิตร

วันที่ 12 มีนาคม 2567 ครบรอบ 20 ปีที่ ‘สมชาย นีละไพจิตร’ ทนายความที่มุ่งเน้นช่วยเหลือลูกความผู้ด้อยโอกาส ต้องกลายเป็น ‘ผู้สูญหาย หรือผู้ถูกทำให้สูญหาย’ เพียงเพราะเข้าไปยุ่งเกี่ยวในคดีเจไอ หรือคดีกลุ่มก่อการร้าย เจมาห์ อิสลามิยาห์

 

สิ่งสุดท้ายที่สมชายทิ้งไว้ก่อนจะหายไปคือ หนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรมจากกรณีที่ผู้ต้องหาคดีเจไอต้องถูกซ้อมทรมานให้รับสารภาพตามที่ตำรวจต้องการ

 

ในฉากชีวิตก่อนสูญหายตามคำให้การของพยานเพียงรายเดียวทำให้เรารู้ว่า สมชายไม่มีโอกาสแม้เพียงเสี้ยวนาทีที่จะได้เตรียมตัวหรือร่ำลาบุคคลอันเป็นที่รักเลย

 

THE STANDARD พูดคุยกับ อังคณา นีละไพจิตร นักเคลื่อนไหวสิทธิมนุษยชน คณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และในฐานะบุคคลอันเป็นที่รัก ภรรยาของทนายสมชาย แม่ของลูกๆ ทั้ง 5 คน ถึงชีวิตที่เปลี่ยนไปตลอด 20 ปีที่ผ่านมา

 

คนหายหาไม่เจอ แต่คดีต้องหยุดสืบสวน

 

FYI: หลังการหายไปของสมชาย มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนสิ่งที่เกิดขึ้น มีกระแสข่าวหลากหลายถูกปล่อยออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่ในที่สุดเรื่องก็เงียบหายไป 

 

จนต่อมาคณะทำงานด้านผู้สูญหาย องค์การสหประชาชาติ (UN) มีมติรับคดีของสมชายเป็นคดีของคณะทำงานด้านผู้สูญหาย หมายเลขคดี 1003249 

 

โดยในวันที่ 2 มิถุนายน 2548 ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุดังกล่าว และการที่ UN ยื่นมือเข้ามาร่วม จนเป็นพาดหัวข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ว่า “ทักษิณบอก UN ไม่ใช่พ่อ” 

 

คดีสมชายไม่ได้เป็นคดีพิเศษที่จัดการโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ ทั้งที่มีการร้องขอจากครอบครัว จนกระทั่งวันที่ 23 กรกฎาคม 2548 ตัวแทนรัฐบาลไทยต้องชี้แจงรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนต่อคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ จึงทำให้ในวันนั้นคดีทนายสมชายถูกรับเป็นคดีพิเศษ

 

 

“ประมาณเดือนตุลาคม 2559 กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ส่งหนังสือมาถึงครอบครัวแจ้งให้ทราบว่า จากนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษจะงดการสอบสวนคดีทนายสมชาย เนื่องจากไม่มีหลักฐานว่าใครเป็นผู้กระทำความผิด” อังคณากล่าว

 

อังคณาเล่าต่อว่า หลังจากได้รับหนังสือดังกล่าวตนได้ขอเข้าพบอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ จากการคุยกันทำให้ทราบว่า สาเหตุที่ต้องงดการสอบสวนเพราะตั้งแต่รับคดีนี้ให้เป็นคดีพิเศษจนถึงปี 2559 ตลอด 11 ปี การที่กรมสอบสวนฯ ไม่สามารถหาคนผิดได้มันกระทบต่อตัวชี้วัดการทำงานของกรมสอบสวนฯ เอง

 

แต่ทั้งนี้ก็มีการอธิบายเพิ่มเติมว่า หากมีหลักฐานใดปรากฏขึ้นก็สามารถมาสอบสวนใหม่ได้ ณ ขณะนั้นอังคณาจึงถามกลับทางอธิบดีว่า “ให้แต่งตั้งตนเป็นพนักงานสอบสวนได้หรือไม่ เพื่อจะได้มีการสอบสวนต่อไป และตนจะได้มีอำนาจหน้าที่ตาม พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ เพราะถ้าหากเป็นชาวบ้านธรรมดาแบบนี้จะหาหลักฐานจากที่ไหน เพียงมีชีวิตอยู่แต่ละวันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายแล้ว”

 

อังคณาเล่าเหตุการณ์ย้อนไปก่อนหน้าปี 2559 ที่จะมีการงดสืบสวนว่า เคยเกิดกระแสข่าวประมาณปี 2554-2555 ที่มีการประท้วงจากผู้ชุมนุมหลายกลุ่ม และมีการบุกรุกเข้าไปในสำนักงาน เป็นเหตุให้แฟ้มคดีของทนายสมชายหายไป แต่เพียงไม่นานก็มีการแถลงว่าแฟ้มดังกล่าวตกอยู่ที่พื้นข้างโต๊ะ

 

“มันจะหายไปได้อย่างไร ในเมื่อตอนที่เราไปกรมสอบสวนคดีพิเศษ กว่าจะเข้าไปถึงต้องผ่านประตูจำนวนมาก มีประตูเหล็ก มีรหัสสารพัด ไม่ใช่ใครก็ตามที่จะสามารถงัดบุกเข้าไปได้”

 

อังคณากล่าวต่อว่า อดคิดไม่ได้ว่าความจริงแล้วแฟ้มคดีทนายสมชายมีจริงหรือไม่ หรือมีแต่แฟ้ม ด้านในไม่มีเอกสารหลักฐานอะไร เพราะที่ผ่านมาครอบครัวเคยไปขอดูก็ไม่เคยได้ดูว่าสอบสวนสืบสวนอะไรไปบ้าง ทั้งที่ตามรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 ได้เขียนไว้ว่า ผู้ต้องหาและจำเลยมีสิทธิที่จะเข้าถึงพยานหลักฐานตามสมควร

 

ส่วนตัวคิดมาเสมอว่า ถ้าจะหาตัวคนผิดคงไม่ยาก เจ้าหน้าที่ต้องรู้อยู่แล้วว่าใครเป็นคนทำ แต่มันคงอยู่ที่ความจริงใจว่าจะทำคดีนี้ได้เต็มที่หรือไม่ จะตั้งใจหาตัวสมชายมากเท่าใด

 

ต่อมาในปี 2553 มีการเยียวยากรณีของกลุ่มคนเสื้อแดงและคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) และต่อมาในปี 2555 มีการเยียวยากรณีที่เกิดขึ้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมไปถึงเยียวยาครอบครัวของสมชาย โดยเหตุผลที่เยียวยาระบุไว้ในมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า เป็นการเยียวยาผู้เสียหายที่เชื่อว่าเกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ

 

อังคณากล่าวว่า สิ่งที่ครอบครัวของผู้สูญเสียสงสัยคือ เมื่อรัฐเชื่อว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ ทำไมไม่มีการดำเนินการด้านกระบวนการยุติธรรม การเยียวยาเหมือนการให้เงินและจบไป

 

 

โมเดลคดีคนหาย

 

อังคณากล่าวว่า ก่อนที่ทนายสมชายจะหายตัวไป ช่วงเวลานั้นมีข่าวคราวเรื่องการอุ้มหายบุคคลมาตลอด ตนเองก็เคยตั้งคำถามว่าทำไมครอบครัวพวกเขาเหล่านั้นถึงไม่ทำอะไรเลย ทางทนายสมชายเคยเล่าเองว่า “ประชาชนคงไม่กล้าทำอะไร เขากลัวที่จะลุกขึ้นมาพูด”

 

จนเมื่อวันหนึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับครอบครัวจึงต้องมาคิดว่าจะทำอย่างไรดี อังคณาระบุว่า ในวันที่แน่ใจว่าทนายสมชายหายตัวไป ตนเองได้ขับรถไปที่สถานีตำรวจนครบาล (สน.) บางยี่เรือ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ไม่ให้แจ้งความเพราะต้องรอ 48 ชั่วโมงก่อน ขณะนั้นสิ่งที่ทำได้เพียงให้เจ้าหน้าที่ช่วยตรวจสอบอุบัติเหตุให้ เพราะทนายสมชายหายไปพร้อมรถ

 

อังคณาเล่าประสบการณ์ตอนที่เป็นคณะกรรมาธิการร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายว่า เมื่อมีคนหายต้องมีการสืบสวนสอบสวนโดยทันที เพราะช่วงเวลาที่หายไปมันสำคัญต่อชีวิตมาก หมายถึงความเป็นความตายของมนุษย์ ไม่ควรที่จะต้องรอ 48 หรือ 24 ชั่วโมงที่จะไม่เหลืออะไรแล้ว

 

“กรณีเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน การจะหาตัวคนหายหรือคนที่ทำผิด สิ่งสำคัญคือเจตจำนงทางการเมือง ถ้ารัฐบาลมีเจตจำนงที่จะทำมันก็ย่อมทำได้อยู่แล้ว อยู่ที่ว่าจะทำหรือไม่ทำ” อังคณากล่าว

 

เรื่องของทนายสมชาย ตั้งแต่เกิดเรื่องมีการกดดันมาโดยตลอด มีการส่งเรื่องไปถึงสหประชาชาติ จนกระทั่งวันที่ 1 เมษายน 2547 ภายใน 2 สัปดาห์เท่านั้น ศาลออกหมายจับตำรวจ 4 คน ซึ่งถือว่าเร็วมาก และหลังจากนั้นอีกประมาณ 2 สัปดาห์ก็ออกหมายจับตำรวจอีกหนึ่งคนซึ่งเป็นตำรวจยศสูงกว่า

 

อังคณากล่าวว่า คดีสมชายจึงเป็นคดีแรกที่ถูกนำขึ้นสู่ศาล ซึ่งหลังจากเกิดเหตุการณ์กับทนายสมชายขึ้นก็มีเหตุการณ์เกิดกับอีกหลายคน แต่ต้องยอมรับว่าเวลาที่เราได้เจอกับญาติผู้สูญหาย อุปสรรคที่สำคัญคือครอบครัวไม่ประสงค์จะดำเนินการต่อเนื่องจากกลัว เหมือนคำกล่าวว่า หนึ่งคนหายกลัวทั้งหมู่บ้าน แต่ตนยืนยันว่าทนายสมชายไม่ได้มีอภิสิทธิ์มากกว่าคนอื่นๆ เลย 

 

ฉะนั้นแล้ว ญาติมีส่วนสำคัญที่จะทำให้คดีก้าวต่อไปในทิศทางไหน เพราะครอบครัวของทนายสมชายเองได้คุยกันมาตลอดว่าเราควรจะไปต่อหรือพอแค่นี้

 

เพศไม่ควรเป็นเครื่องมือด้อยค่าความเป็นคน

 

อังคณาเล่าว่า การต่อสู้คดีของทนายสมชายถามลูกมาตลอด เพราะได้เห็นพวกเขาแอบแยกตัวไปนั่งร้องไห้ นั่งเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับพ่อ เด็กๆ จินตนาการว่าพ่อจะต้องเป็นอย่างไรตอนที่ถูกทำร้าย พ่อจะต้องเจ็บปวดขนาดไหน ซึ่งเป็นสิ่งที่เราคนเป็นแม่ได้ยินมาโดยตลอด ซึ่งเราทำได้คือคอยถามลูกว่ายังไหวไหม เพราะเราต้องดูแลกัน

 

“ทุกวันนี้เวลาที่ลูกต้องกรอกข้อความในเอกสารต่างๆ เขาก็ยังไม่รู้ว่าจะต้องเขียนว่าพ่อมีชีวิตอยู่หรือไม่ หรือแม้แต่เราจะอยู่ในสถานะสมรสแบบไหน ม่ายหรือหย่า” อังคณากล่าว

 

อังคณากล่าวยกตัวอย่างกรณีของ มึนอ ภรรยา บิลลี่-พอละจี รักจงเจริญ นักกิจกรรมกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบ้านบางกลอย อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งขณะที่เกิดเรื่องกับบิลลี่ มึนอมีลูก 5 คน และได้แต่งงานกับคนในหมู่บ้านเดียวกันหลังบิลลี่หายตัวไป ตอนนั้นสังคมก็ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ตัวเธออย่างมาก

 

ทำให้รู้สึกว่าสิ่งที่ครอบครัวต้องเผชิญคือการใช้เพศเป็นเครื่องมือเหยียดหยาม อย่างตัวของเราเองก็มีคนที่เคยใช้คำพูดว่าให้ไปตามหาสามีตัวเองให้เจอก่อนค่อยมาเรียกร้อง

 

“ความเป็นผู้หญิงมักถูกนำมาใช้ลดทอนคุณค่าของตัวเรา การที่คนคนหนึ่งหายไปมันกระทบกับผู้หญิงที่ยังมีชีวิตอยู่อย่างมาก” อังคณากล่าว

 

 

สำหรับตน สิ่งที่ทำให้เดินหน้ามาจนถึงทุกวันนี้ก็คือลูกๆ ที่คอยยึดเหนี่ยวกัน หลายครั้งที่มันหนักหนาจนทำให้คิดว่า ถ้าเราไม่แต่งงานกับคนนี้เราคงจะได้เป็นคนทั่วไป ใช้ชีวิตเหมือนคนปกติ ทำไมชีวิตเราถึงเป็นแบบนี้ 

 

“ตัวเราไม่ใช่คนเก่ง เราไม่ใช่คนที่อดทนมากกว่าคนอื่น เราเป็นผู้หญิงธรรมดาที่มีความรู้สึกอ่อนแอ”

 

อังคณากล่าวต่อว่า เวลาเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน คนที่โดนส่วนมากคือผู้ชาย แต่คนที่ออกมาเรียกร้องคือผู้หญิง ฉะนั้นมันยากกว่าเดิมตรงที่มีเรื่องของการเหยียดเพศเข้ามาแทรก ทำให้ผู้หญิงคนนั้นกลายเป็นคนไม่ดีในสายตาคนอื่น

 

มันเหมือนเป็นการทำลายศักดิ์ศรีซึ่งมันเป็นเรื่องสำคัญ ใครที่ไม่ถูกพรากไปก็จะไม่มีทางรู้เลยว่าศักดิ์ศรีของการเป็นมนุษย์มันสำคัญขนาดไหน

 

ชีวิตเรียบง่ายที่เป็นได้แค่ความฝัน

 

เมื่อถามว่าคดีสมชายได้เปลี่ยนแปลงอะไรในชีวิตอังคณาบ้าง?

 

อังคณากล่าวว่า จริงๆ ถ้าไม่มีเรื่องนี้เราคงเป็นผู้หญิงธรรมดา เกษียณก็คงได้ใช้ชีวิตธรรมดา ปกติแล้วเราเป็นคนที่ค่อนข้างเก็บตัว เป็นพยาบาลทำงานตามปกติ ชอบอ่านหนังสือ ไม่ได้ชอบเข้าสังคม แต่เมื่อมีเรื่องของทนายสมชาย จากคนที่ไม่เคยมีโทรศัพท์ก็ต้องพกโทรศัพท์ตลอดเวลาเพื่อรอฟังข่าวที่อาจจะมีมาเมื่อไรก็ได้ นั่นทำให้ที่ผ่านมาทุกเวลาโทรศัพท์ถูกเปิดไว้รับทุกๆ สาย ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ นักข่าว หรือผู้ไม่หวังดีที่มาคุกคาม

 

“ถ้าวันนั้นสมชายไม่เคยหายไปไหนเราคงได้ใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายในครอบครัว หลายครั้งที่เห็นผู้สูงอายุใช้ชีวิตด้วยกันจนถึงแก่เฒ่า แม้เราจะไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งจะได้ใช้ชีวิตแบบนั้น เพราะสมชายเคยพูดไว้ตลอดว่าจะทำงานจนกว่าตัวของเขาจะไม่มีแรง แต่เราก็เชื่อว่าเราคงได้ใช้ชีวิตของเราไปเรื่อยๆ กับลูก” อังคณากล่าว

 

ฉะนั้นสิ่งที่เสียมากที่สุดที่ผ่านมาคือความเป็นส่วนตัว เราไม่สามารถเป็นคนธรรมดาได้อีก แต่อีกแง่ก็ต้องขอบคุณสังคมที่อีกมุมก็อบอุ่น

 

อังคณากล่าวต่อว่า ในทางที่ดี การที่เป็นตัวเองในวันนี้เมื่อพูดอะไรออกไปเสียงนั้นมันดังขึ้น จากคนธรรมดาที่ไม่มีใครรู้จักก็สามารถมีบทบาทขับเคลื่อนสังคมจนกระทั่งมาเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชน และมาเป็นผู้เชี่ยวชาญของสหประชาชาติ จากผู้หญิงธรรมดาวันหนึ่งได้ก้าวขึ้นมาทำงานระดับชาติ และไปถึงระดับโลก พูดแทนเหยื่อที่ถูกอุ้มหายจากทั่วโลก

 

“ชีวิตมันอาจจะถูกเขียนเอาไว้ให้มันเป็นแบบนี้ ซึ่งมันก็ไปต่อเองโดยธรรมชาติ ชีวิตมันมีทางให้เราไปต่อเรื่อยๆ

 

อังคณายกเหตุการณ์หนึ่งที่จำได้ดีและรู้สึกว่าสังคมเกิดการเปลี่ยนแปลงหลังการเคลื่อนไหวของคดีทนายสมชายคือ ตอนที่ วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง และนักกิจกรรมทางการเมือง 9 คนหายไป ทำให้เกิดการชุมนุม มีประชาชนออกมาถือภาพของคนหายเต็มถนนราชดำเนิน สะท้อนให้เห็นว่าเรื่องแบบนี้ปิดไม่ได้อีกต่อไป ส่วนตัวไม่คิดว่าจะเจอภาพแบบนั้น ซึ่งทำให้ดีใจและภูมิใจว่า เรื่องการที่เจ้าหน้าที่ทำผิด พยายามกดครอบครัวของผู้ที่ถูกอุ้มหาย คุณจะปกปิดไม่ได้อีกต่อไปแล้ว

 

 

เราสู้แม้จะรู้ว่าแพ้ตั้งแต่เริ่ม

 

อังคณากล่าวว่า ความรู้สึกส่วนตัวที่ออกมาสู้เรื่องนี้แม้รู้อยู่แล้วว่าสุดท้ายผลลัพธ์ก็คือแพ้ ที่เราแพ้เพราะท้ายสุดเราไม่สามารถหาความจริงได้ เราพ่ายแพ้เพราะเรายังเจ็บปวด แต่ในขณะเดียวกันวันนี้ก็ภูมิใจที่คนธรรมดาอย่างเรา คนที่ไม่ได้มีใครรู้จัก ผู้หญิงธรรมดา สามารถลุกขึ้นมาทำให้กระบวนการยุติธรรมมันกระเพื่อมได้

 

“เราเหมือนก้อนหินที่ถูกปาลงไปในน้ำ และทำให้สิ่งที่เคยถูกปกปิดไว้เกิดเป็นคลื่นกระจายออกไป ทำให้ทั่วโลกได้รับรู้ นอกจากเป็นความภูมิใจแล้ว สิ่งที่ทำให้ดีใจมากคือมีคนออกมาขับเคลื่อนกับเรื่องนี้มากขึ้น”

 

อังคณากล่าวต่อว่า แม้พวกเขาที่ออกมาขับเคลื่อนจะเป็นคนที่ไม่มีตัวตนในสังคม แต่ก็กล้าที่จะมาแสดงออกมากขึ้น ฉะนั้นสิ่งที่ตนอยากฝากไปถึงสื่อมวลชนทุกแขนงวันนี้คือ อย่าทิ้งให้พวกเขาโดดเดี่ยว เพราะว่าต่อให้เขาพูดเท่าไร บางทีเสียงเขาอาจจะยังไม่ดัง ถ้ามันไม่มีคนช่วยขยายเสียงเหล่านั้นออกไปให้ไกล และที่สำคัญ คำพูดของพวกเขาเมื่อมันถูกได้ยิน คำพูดนั้นจะเป็นกลไกหนึ่งที่จะปกป้องพวกเขาเหล่านั้นด้วย

 

The post ช่วงชีวิต 20 ปีของ อังคณา นีละไพจิตร คู่ชีวิต-นักสิทธิฯ ที่รู้ว่าแพ้ตั้งแต่เริ่มหาทนายสมชาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
12 มีนาคม 2547 – 19 ปี ทนายสมชาย นีละไพจิตร หายสาบสูญ https://thestandard.co/onthisday12032547-3/ Sat, 11 Mar 2023 23:00:38 +0000 https://thestandard.co/?p=759921 12 MAR 2023

เป็นเวลา 19 ปีแล้วที่ สมชาย นีละไพจิตร ทนายความ และนักเ […]

The post 12 มีนาคม 2547 – 19 ปี ทนายสมชาย นีละไพจิตร หายสาบสูญ appeared first on THE STANDARD.

]]>
12 MAR 2023

เป็นเวลา 19 ปีแล้วที่ สมชาย นีละไพจิตร ทนายความ และนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนมุสลิมชาวไทย หายตัวไปเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2547  

 

โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นเวลาประมาณ 20.30 น. ขณะที่ทนายสมชายเดินทางไปพบเพื่อนย่านลาดพร้าว แต่เพื่อนไม่มาตามเวลาที่ตกลงกันไว้ จึงขอตัวกลับก่อน และเมื่อออกมาจากโรงแรมของเพื่อนได้ขับรถมุ่งหน้าไปพักที่บ้านของเพื่อนอีกคน

ซึ่งในระหว่างเดินทางทนายสมชายใช้เส้นทางถนนรามคำแหง แต่มีกลุ่มชายฉกรรจ์จำนวน 5-6 คนขับรถยนต์ตามมาในระยะประชิด ก่อนจะเร่งเครื่องพุ่งชนเข้าที่รถของทนายสมชายเต็มแรง ทนายสมชายจึงลงมาเพื่อจะพูดคุยกับคู่กรณี แต่กลุ่มชายฉกรรจ์ได้เข้าทำร้ายและผลักเขาเข้าไปที่รถ โดยหนึ่งในคนร้ายแยกไปขับรถของทนายสมชายหลบหนีไปทันที และไม่มีใครรู้ว่ามุ่งหน้าไปไหน 

 

นับจากวันนั้นจนถึงวันนี้เขาหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย กระบวนการยุติธรรมทั้งในชั้นตำรวจ อัยการ และศาล จนถึงศาลฎีกา ก็ยังไม่สามารถตามหาตัวผู้กระทำความผิดที่ทำให้ทนายสมชายหายสาบสูญไปได้ ขณะที่วันที่ 12 มีนาคม กลายเป็นวันสัญลักษณ์ของการกระทำละเมิดกฎหมายและละเมิดสิทธิมนุษยชน

The post 12 มีนาคม 2547 – 19 ปี ทนายสมชาย นีละไพจิตร หายสาบสูญ appeared first on THE STANDARD.

]]>
12 มีนาคม 2547 – สมชาย นีละไพจิตร ทนายความและนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน หายตัวไป https://thestandard.co/onthisday12032547-2/ Sat, 12 Mar 2022 00:00:40 +0000 https://thestandard.co/?p=604355 สมชาย นีละไพจิตร

เหตุการณ์เริ่มต้นเมื่อเวลาประมาณ 20.30 น. ของวันที่ 12 […]

The post 12 มีนาคม 2547 – สมชาย นีละไพจิตร ทนายความและนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน หายตัวไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมชาย นีละไพจิตร

เหตุการณ์เริ่มต้นเมื่อเวลาประมาณ 20.30 น. ของวันที่ 12 มีนาคม 2547 ขณะที่ทนายสมชายกำลังเดินทางไปพบเพื่อนย่านลาดพร้าว แต่เพื่อนไม่มาตามเวลาที่ตกลงกันไว้ จึงขอตัวกลับก่อน เมื่อทนายสมชายออกจากโรงแรมของเพื่อน โดยจุดมุ่งหมายคือไปอาศัยนอนพักที่บ้านของเพื่อนอีกคน ระหว่างที่เดินทาง ทนายสมชายใช้เส้นทางถนนรามคำแหง มีกลุ่มชายฉกรรจ์จำนวน 5-6 คนขับรถยนต์ตามมาในระยะประชิด ก่อนที่จะเร่งเครื่องพุ่งชนเข้าที่รถของทนายสมชายอย่างเต็มแรง ทนายสมชายจึงลงมาเพื่อที่จะพูดคุยกับคู่กรณี แต่กลุ่มชายฉกรรจ์นั้นเข้ามาทำร้ายและพยายามผลักทนายสมชายเข้าไปที่รถของพวกเขา โดยหนึ่งในคนร้ายก็แยกตัวเข้าไปขับรถของทนายสมชายเพื่อหลบหนีทันที และไม่มีใครรู้ว่าจะมุ่งหน้าไปทางไหน

 

นับจากนั้นมาก็ไม่มีใครเห็นเขาอีกเลย…

 

“ไม่มีหลุมศพให้รำลึกถึง วันนี้ดิฉันจึงขอวางช่อดอกไม้เพื่อรำลึกถึง สมชาย นีละไพจิตร ทนายความสิทธิมนุษยชนไว้ข้างถนน เพื่อให้คนผ่านไปมาที่อาจมีโอกาสได้พบเขาได้โปรดฝากความรักและความระลึกถึงจากครอบครัวไปยังเขาด้วย” คือถ้อยคำที่ อังคณา นีละไพจิตร ได้กล่าวในวาระครบรอบ 14 ปีที่ทนายสมชายหายตัวไป 

 

การหายตัวไปของทนายสมชายไม่ใช่เพียงคดีเดียว แต่ยังมีอีกหลายคดีที่คนโดนบังคับให้สูญหาย ซึ่งจนถึงเวลานี้ก็ยังไม่ทราบชะตากรรม

 

ย้อนอ่านเรื่องราวการหายตัวไปของทนายสมชาย นีละไพจิตร

The post 12 มีนาคม 2547 – สมชาย นีละไพจิตร ทนายความและนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน หายตัวไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
#17ปีทนายสมชาย ครอบครัวและนักกิจกรรมแอมเนสตี้ทวงถามความคืบหน้าคดีกับดีเอสไอ https://thestandard.co/somchai-case-requested-progress/ Fri, 12 Mar 2021 06:59:23 +0000 https://thestandard.co/?p=464247 #17ปีทนายสมชาย ครอบครัวและนักกิจกรรมแอมเนสตี้ทวงถามความคืบหน้าคดีกับดีเอสไอ

วันนี้ (12 มีนาคม) เวลา 10.30 น. อังคณา นีละไพจิตร ครอบ […]

The post #17ปีทนายสมชาย ครอบครัวและนักกิจกรรมแอมเนสตี้ทวงถามความคืบหน้าคดีกับดีเอสไอ appeared first on THE STANDARD.

]]>
#17ปีทนายสมชาย ครอบครัวและนักกิจกรรมแอมเนสตี้ทวงถามความคืบหน้าคดีกับดีเอสไอ

วันนี้ (12 มีนาคม) เวลา 10.30 น. อังคณา นีละไพจิตร ครอบครัวทนายสมชาย นีละไพจิตร และญาติผู้สูญหายในประเทศไทย รวมทั้งนักกิจกรรมแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชันแนล ประเทศไทย จำนวน 20 คน ได้รวมตัวกันบริเวณด้านหน้ากรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร เพื่อทวงถามความคืบหน้าคดีและร่วมรำลึก 17 ปี การหายตัวไปของทนายสมชาย โดยสวมหน้ากากทนายสมชายเพื่อแสดงให้เห็นว่าแม้เวลาผ่านไปนานถึง 17 ปีเราก็ยังไม่ลืม และได้ปล่อยรถตุ๊กตุ๊กจำนวน 17 คันที่ติดป้ายตามหาทนายสมชายเพื่อให้วิ่งรณรงค์ไปทั่วกรุงเทพมหานครและพื้นใกล้เคียง 

 

ปิยนุช โคตรสาร ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชันแนล ประเทศไทย กล่าวว่า เป็นเวลา 17 ปีแล้วที่ครอบครัวทนายสมชาย นีละไพจิตรต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไปอย่างไม่ทราบชะตากรรม และไม่มีแม้กระทั่งหลุมศพให้รำลึกถึง แอมเนสตี้ยังคงเน้นย้ำว่าการค้นหาความจริงและความยุติธรรมกรณีการถูกบังคับให้สูญหายของทนายสมชายถือเป็น ‘บททดสอบสำคัญ’ ในแง่ของการเคารพสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย รวมทั้งการให้การเยียวยาและการชดเชยเมื่อเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนขึ้น อีกทั้งยังทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับความจริงใจหรือความสามารถของทางการไทยในการแก้ปัญหาการลอยนวลพ้นผิดของผู้ที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำความผิดตามกฎหมายระหว่างประเทศด้วย 

 

แอมเนสตี้ยังคงเรียกร้องทางการไทยให้สืบสวนสอบสวนกรณีการหายตัวไปของทนายสมชายอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นกลาง และเป็นอิสระ เพื่อนำตัวผู้กระทำความผิดมารับโทษตามกฎหมายผ่านการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม ตลอดจนให้ความช่วยเหลือและเยียวยาความเสียหายแก่ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการบังคับสูญหายอย่างมีประสิทธิภาพ 

 

ทั้งยังเรียกร้องทางการไทยให้ผ่านร่าง พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย พ.ศ. … ที่มีเนื้อหารัดกุมและสอดคล้องกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนและกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (UNCAT) อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ (International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance) กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) และกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศด้วย 

 

นอกจากนี้ยังเรียกร้องทางการไทยให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับและพิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมานและการกระทำอื่นๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี เพื่อป้องกันการอุ้มหายอย่างมีมาตรฐานในอนาคต”

 

ทั้งนี้ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชันแนล ประเทศไทย ได้จัดทำแคมเปญตามหาทนายสมชาย นีละไพจิตร เพื่อเน้นย้ำให้สังคมไม่ลืมการอุ้มหายที่เกิดขึ้นและกระตุ้นทางการไทยตามหาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษให้ได้ โดยได้ปล่อยรถตุ๊กตุ๊กที่ติดป้ายรณรงค์ ‘ทนายสมชายอยู่ไหน?’ จำนวน 17 คัน และเชิญชวนประชาชนถ่ายรูปรถตุ๊กตุ๊กพร้อมป้ายดังกล่าวและโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย ติด #ทนายสมชายอยู่ไหน? #17ปีไร้ความยุติธรรม #17ปีทนายสมชาย โดยการรณรงค์จะมีไปจนถึงสิ้นเดือนมีนาคมนี้

 

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post #17ปีทนายสมชาย ครอบครัวและนักกิจกรรมแอมเนสตี้ทวงถามความคืบหน้าคดีกับดีเอสไอ appeared first on THE STANDARD.

]]>
12 มีนาคม 2547 – สมชาย นีละไพจิตร หายตัวไป https://thestandard.co/onthisday12032547/ Fri, 12 Mar 2021 01:00:03 +0000 https://thestandard.co/?p=464010 12 มีนาคม 2547 - สมชาย นีละไพจิตร หายตัวไป

ย้อนกลับไปวันนี้เมื่อ 17 ปีที่แล้ว คือวันที่ สมชาย นีละ […]

The post 12 มีนาคม 2547 – สมชาย นีละไพจิตร หายตัวไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
12 มีนาคม 2547 - สมชาย นีละไพจิตร หายตัวไป

ย้อนกลับไปวันนี้เมื่อ 17 ปีที่แล้ว คือวันที่ สมชาย นีละไพจิตร ทนายความและนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนได้หายตัวไป 

 

เหตุการณ์เริ่มต้นเมื่อเวลาประมาณ 20.30 น. ของวันที่ 12 มีนาคม 2547 ขณะที่ทนายสมชายกำลังเดินทางไปพบเพื่อนย่านลาดพร้าว แต่เพื่อนไม่มาตามเวลาที่ตกลงกันไว้ จึงขอตัวกลับก่อน เมื่อทนายสมชายออกจากโรงแรมของเพื่อน โดยจุดมุ่งหมายคือไปอาศัยนอนพักที่บ้านของเพื่อนอีกคน ระหว่างที่เดินทาง ทนายสมชายใช้เส้นทางถนนรามคำแหง มีกลุ่มชายฉกรรจ์จำนวน 5-6 คนขับรถยนต์ตามมาในระยะประชิด ก่อนที่จะเร่งเครื่องพุ่งชนเข้าที่รถของทนายสมชายอย่างเต็มแรง ทนายสมชายจึงลงมาเพื่อที่จะพูดคุยกับคู่กรณี แต่กลุ่มชายฉกรรจ์นั้นเข้ามาทำร้ายและพยายามผลักทนายสมชายเข้าไปที่รถของพวกเขา โดยหนึ่งในคนร้ายก็แยกตัวเข้าไปขับรถของทนายสมชายเพื่อหลบหนีทันที และไม่มีใครรู้ว่าจะมุ่งหน้าไปทางไหน

 

นับจากนั้นมาก็ไม่มีใครเห็นเขาอีกเลย…

 

“ไม่มีหลุมศพให้รำลึกถึง วันนี้ดิฉันจึงขอวางช่อดอกไม้เพื่อรำลึกถึง สมชาย นีละไพจิตร ทนายความสิทธิมนุษยชนไว้ข้างถนน เพื่อให้คนผ่านไปมาที่อาจมีโอกาสได้พบเขาได้โปรดฝากความรักและความระลึกถึงจากครอบครัวไปยังเขาด้วย” คือถ้อยคำที่ อังคณา นีละไพจิตร ได้กล่าวในวาระครบรอบ 14 ปีที่ทนายสมชายหายตัวไป 

 

การหายตัวไปของทนายสมชายไม่ใช่เพียงคดีเดียว แต่ยังมีอีกหลายคดีที่คนโดนบังคับให้สูญหาย ซึ่งจนถึงเวลานี้ก็ยังไม่ทราบชะตากรรม

 

ย้อนอ่านเรื่องราวการหายตัวไปของทนายสมชาย นีละไพจิตร

The post 12 มีนาคม 2547 – สมชาย นีละไพจิตร หายตัวไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
14 ปีที่ สมชาย นีละไพจิตร หายไป 14 ปีที่ไร้หลุมศพให้รำลึก https://thestandard.co/somchai-neelapaijit-14-years/ https://thestandard.co/somchai-neelapaijit-14-years/#respond Mon, 12 Mar 2018 11:31:02 +0000 https://thestandard.co/?p=76514

เช้าวันนี้ที่ลานกิจกรรมคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาส […]

The post 14 ปีที่ สมชาย นีละไพจิตร หายไป 14 ปีที่ไร้หลุมศพให้รำลึก appeared first on THE STANDARD.

]]>

เช้าวันนี้ที่ลานกิจกรรมคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ภาพของ ทนายสมชาย นีละไพจิตร ถูกประคองถือไว้ด้วยมือของ นางอังคณา นีละไพจิตร ผู้เป็นภรรยาและคู่ชีวิตอย่างหนักแน่น ผ่านแววตาที่ยังคงตั้งคำถามต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

 

ขณะที่ นางสาวประทับจิต นีละไพจิตร บุตรสาวของสมชาย เอ่ยถึงการทำกิจกรรมในวันนี้เพื่อต้องการรำลึกถึงพ่อผู้จากไป เธอบอกว่าจนถึงวันนี้ “ไม่มีแม้แต่เศษซากของพ่อให้ได้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา”

 

นับเนื่องจนถึงวันนี้ 14 ปีแล้วที่ครอบครัวนีละไพจิตรยังคงตามหาความชัดเจนและความยุติธรรมให้ทนายสมชาย ผู้ซึ่งถูกทำให้เป็นบุคคลสูญหายโดยเจ้าหน้าที่รัฐ

 

ขณะเดียวกันก็ต้องการเรียกร้องไปยังรัฐไทยให้ใส่ใจต่อกระบวนการยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับสมาชิกของครอบครัวที่เป็นเหยื่อจากการบังคับบุคคลให้สูญหาย ซึ่งมีชะตากรรมที่ไม่แตกต่างกัน

 

 

เย็นวันนั้นที่สมชายหายไป จนถึงวันนี้ยังหาความจริงไม่ได้

12 มีนาคม 2561 ครบรอบ 14 ปี การบังคับให้สูญหาย นายสมชาย นีละไพจิตร ทนายความและนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนจากภาคใต้ของไทย

 

ครอบครัวนีละไพจิตรยังคงตามหาความจริงว่า ในเย็นวันที่ 12 มีนาคม 2547 เกิดอะไรขึ้นกับ ‘พ่อ’ และ ‘สามี’ ของพวกเขา หลังจากที่มีประจักษ์พยานเห็นกลุ่มชายฉกรรจ์บังคับให้ทนายสมชายขึ้นรถบนถนนรามคำแหง ซึ่งเป็นบริเวณที่คนพลุกพล่านแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร

 

ย้อนกลับไปเมื่อเวลา 20.30 น. ของวันที่ 12 มีนาคม 2547 ทนายสมชายกำลังเดินทางไปพบเพื่อนย่านลาดพร้าว แต่เพื่อนไม่มาตามเวลาที่ตกลงกันไว้ จึงขอตัวกลับก่อน

 

พอทนายสมชายออกจากโรงแรมของเพื่อน โดยจุดมุ่งหมายคือไปอาศัยนอนพักที่บ้านของเพื่อนอีกคน ระหว่างที่เดินทาง ทนายสมชายใช้เส้นทางถนนรามคำแหง มีกลุ่มชายฉกรรจ์จำนวน 5-6 คนขับรถยนต์ตามมาในระยะประชิด ก่อนที่จะเร่งเครื่องพุ่งชนเข้าที่รถของทนายสมชายอย่างเต็มแรง ทนายสมชายจึงลงมาเพื่อที่จะพูดคุยกับคู่กรณี แต่กลุ่มชายฉกรรจ์นั้นเข้ามาทำร้ายและพยายามผลักทนายสมชายเข้าไปที่รถของพวกเขา โดยหนึ่งในคนร้ายก็แยกตัวเข้าไปขับรถของทนายสมชายเพื่อหลบหนีทันที และไม่มีใครรู้ว่าจะมุ่งหน้าไปทางไหน

 

นับจากนั้นมาก็ไม่มีใครเห็นเขาอีกเลย…

 

“ไม่มีหลุมศพให้รำลึกถึง วันนี้ดิฉันจึงขอวางช่อดอกไม้เพื่อรำลึกถึง สมชาย นีละไพจิตร ทนายความสิทธิมนุษยชนไว้ข้างถนน เพื่อให้คนผ่านไปมาที่อาจมีโอกาสได้พบเขาได้โปรดฝากความรักและความระลึกถึงจากครอบครัวไปยังเขาด้วย” คือถ้อยคำที่นางอังคณาฝากถึงทุกคนในวันนี้

 

มีพยานหลักฐานแวดล้อมหนักแน่นว่าทนายสมชายได้เสียชีวิตและถูกฆ่าโดยการกระทำหรือละเว้นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ ครอบครัวและมิตรสหายเชื่อว่าทนายสมชายถูกฆาตกรรม และสิ่งที่ต้องการคือการหาความจริง การนำผู้กระทำผิดและมีส่วนเกี่ยวมาลงโทษ รวมถึงการเยียวยาชดเชยอย่างเหมาะสม

 

 

จากทนายสมชายสู่การต่อสู้เพื่อทุกชีวิตที่ถูกบังคับสูญหาย

การหายตัวไปของทนายสมชายไม่ใช่เพียงคดีเดียว แต่ยังมีอีกหลายคดีที่คนโดนบังคับให้สูญหายซึ่งจนถึงเวลานี้ก็ยังไม่ทราบชะตากรรม

 

“อันที่จริงหลังศาลฎีกายกฟ้องเจ้าหน้าที่ตำรวจ 5 นายในข้อหากักขังหน่วงเหนี่ยวทนายสมชาย นีละไพจิตร เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2558 ดิฉันตั้งใจว่าจะเลิกทวงถามการดำเนินการติดตามหาตัวทนายสมชายจากรัฐ แต่ในฐานะพลเมืองที่ถูกละเมิดสิทธิ ดิฉันจะเฝ้ามองการดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจของรัฐในการอำนวยความยุติธรรมให้แก่ทนายสมชายและครอบครัว”

 

นางอังคณาบอกว่า ตลอดระยะเวลา 14 ปีที่ผ่านมา ครอบครัวได้เดินหน้าหาความยุติธรรมพร้อมผลักดันกฎหมายและร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายมาตลอด

 

เธอยังมีความหวังว่าประเทศไทยจะให้สัตยาบันอนุสัญญาคนหาย แต่เมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2560 ที่ผ่านมา สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติไม่รับร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งทำให้ผิดหวังเป็นอย่างมาก เพราะไม่มีเหตุผลอะไรที่ สนช. จะไม่รับร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว เนื่องจากผ่านขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชนมาแล้ว

 

“ที่ผ่านมาการเยียวยาของภาครัฐในลักษณะของการสงเคราะห์ไม่ได้ทำให้เกิดผลประโยชน์ เพราะเราไม่ได้ทราบความจริงในสิ่งที่เกิดขึ้น”

 

 

ที่ผ่านมา นางอังคณามองว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) อาจจะไม่มีความเต็มใจในการสอบสวน เพราะผู้ต้องสงสัยล้วนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมถึงตนก็ยังไม่เคยเห็นเอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดีของทนายสมชาย อย่างไรก็ตาม ตนอยากให้ภาคประชาชนช่วยกันผลักดันให้มีกฎหมายหรือสิ่งที่คุ้มครองบุคคลสูญหาย เพราะหากทุกวันนี้ยังไม่มีกฎหมายในลักษณะดังกล่าว ในอนาคตอาจจะส่งผลให้มีบุคคลสูญหายได้อีกโดยที่ไม่ได้มีกลไกในการคุ้มครอง ทั้งนี้รัฐบาลต้องให้สัตยาบันอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการบังคับบุคคลสูญหายของสหประชาชาติ เพื่อให้เป็นมาตรการขั้นต้นในการเป็นหลักประกันให้พลเมืองไทยมั่นใจว่าจะไม่โดนอุ้มหาย

 

“รัฐบาลแสดงเจตจำนงทางการเมืองเป็นสิ่งสำคัญให้รัฐบาลและ สนช. มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เกิดกลไกที่จะคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่แท้จริง เมื่อรัฐบาลทหารเข้ามาโดยมีเหตุผลว่าจะเข้ามาคลี่คลายความไม่ถูกต้อง แต่ที่ผ่านมาเรายังไม่เห็นว่าประชาชนจะมีความเสมอภาคทางกฎหมายกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงหรือผู้มีอิทธิพลได้ หากรัฐบาลชุดนี้มีความจริงใจในสิ่งที่ได้สัญญาไว้ก่อนเข้ามานั้น รัฐบาลก็ต้องผลักดันให้เกิดเจตนารมณ์ทางการเมือง ให้มีกฎหมายเพื่อคุ้มครองบุคคลเพื่อป้องกันการสูญหาย และต้องสอดคล้องกับอนุสัญญาต่างประเทศของสหประชาชาติด้วย พร้อมทั้งดำเนินการคลี่คลายคดีคนหายทุกคดีโดยที่ต้องไม่ยุติการสืบสวนสอบสวนในระหว่างทางจนกว่าจะทราบถึงชะตากรรมผู้สูญหาย”

 

 

บทเรียน 14 ปีที่ต่อสู้ คนรอบข้างหายไปเพราะ ‘กลัว’

ตลอด 14 ปีที่นางอังคณาได้ต่อสู้คดีนี้ทำให้ได้เรียนรู้ว่า อาชญากรรมโดยรัฐมันได้เปลี่ยนมาเป็น ‘การไม่ได้รับความเป็นธรรมและการละเลยเพิกเฉยในการอำนวยความยุติธรรมของกระบวนการยุติธรรมไทย’ โดยขาดเจตจำนงทางการเมือง

 

“สิ่งหนึ่งซึ่งดิฉันอยากจะเล่าให้ทุกท่านฟัง ซึ่งคิดว่าดิฉันน่าจะเป็นตัวแทนของครอบครัวผู้สูญหายและสามารถที่จะบอกเล่าความให้ถึงกันได้ ดิฉันพบว่าสิ่งหนึ่งซึ่งเกิดกับครอบครัวไม่ต่างกันเลย วันที่ทนายสมชาย นีละไพจิตร หายไป ญาติพี่น้อง หายไปจากครอบครัวของเราหมด ทุกคนกลัว เพื่อนทนายความของทนายสมชายที่ทำคดีมาด้วยกันหายหน้าไปหมด บางคนหลบไปอยู่ประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อนที่เป็นนักการเมืองในฝั่งรัฐบาลมาที่บ้านและบอกว่าทำอะไรไม่ได้หรอก”

 

นางอังคณาบอกว่า ขนาดสิ่งที่เกิดขึ้นกับทนายความที่เป็นที่รู้จักยังเป็นแบบนี้ แต่ถ้ามันเกิดขึ้นกับประชาชนธรรมดา ความหวาดกลัวอาจทำให้เหยื่อไม่สามารถที่จะออกมาพูดอะไรใดๆ ได้เลย สิ่งที่รัฐจำเป็นต้องทำก็คือปกป้อง ต้องทำหน้าที่ ต้องปกป้องเหยื่อ ต้องไม่ให้เหยื่อเกิดความหวาดกลัว ต้องไม่ให้เจ้าหน้าที่ลุแก่อำนาจและใช้อำนาจตามอำเภอใจ

 

“ดิฉันเห็นว่ามันผ่านมา 14 ปี เราน่าที่จะแสดงความจริงใจต่อกัน เราน่าที่จะพูดความจริงต่อกัน เราคงไม่ต้องปิดบังอะไรกันอีก สำหรับดิฉันก็คงเหมือนเหยื่อรายอื่นๆ ที่จนชั่วชีวิตก็อาจจะไม่ได้พบกับความยุติธรรม แต่ดิฉันก็เชื่อมั่นว่าในช่วง 14 ปีที่ผ่านมา ทุกสิ่งที่ดิฉันได้ทำมานับตั้งแต่ 12 มีนาคม 2547 จนถึงวันนี้ 14 ปีเต็ม จะทำให้คนรุ่นใหม่ได้เห็นความสำคัญและเห็นคุณค่าของการปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคน และดิฉันก็เชื่อมั่นว่าจะมีคนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมกับเรามากขึ้น เพื่อที่จะบอกกับรัฐว่าต้องไม่ใช้อำนาจตามอำเภอใจอีกต่อไป”

The post 14 ปีที่ สมชาย นีละไพจิตร หายไป 14 ปีที่ไร้หลุมศพให้รำลึก appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/somchai-neelapaijit-14-years/feed/ 0
14 ปีที่ สมชาย นีละไพจิตร หายไป ไร้หลุมศพให้รำลึก https://thestandard.co/14-years-somchai-neelapaijit/ https://thestandard.co/14-years-somchai-neelapaijit/#respond Mon, 12 Mar 2018 09:30:19 +0000 https://thestandard.co/?p=76443

ภาพของทนายสมชาย นีละไพจิตร ถูกประคองถือไว้ด้วยมือของอัง […]

The post 14 ปีที่ สมชาย นีละไพจิตร หายไป ไร้หลุมศพให้รำลึก appeared first on THE STANDARD.

]]>

ภาพของทนายสมชาย นีละไพจิตร ถูกประคองถือไว้ด้วยมือของอังคณา นีละไพจิตร ผู้เป็นภรรยาและคู่ชีวิตอย่างหนักแน่น ผ่านแววตาที่ยังคงตั้งคำถามต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

 

แม้ผ่านมาแล้ว 14 ปี ครอบครัวของเธอก็ยังไม่รู้อย่างแน่ชัดว่า ‘พ่อ’ ‘สามี’ ของพวกเขาหายไปไหน

 

นับเนื่องจนถึงวันนี้ 14 ปีแล้วที่ครอบครัวนีละไพจิตรยังคงตามหาความชัดเจน ความยุติธรรมให้ทนายสมชาย ผู้ซึ่งถูกทำให้เป็นบุคคลสูญหายโดยเจ้าหน้าที่รัฐ

 

“ไม่มีหลุมศพให้รำลึกถึง วันนี้ดิฉันจึงขอวางช่อดอกไม้เพื่อรำลึกถึงสมชาย นีละไพจิตร ทนายความสิทธิมนุษยชนไว้ข้างถนน เพื่อให้คนที่ผ่านไปมาที่อาจมีโอกาสได้พบเขา ได้โปรดฝากความรักและความระลึกถึงจากครอบครัวไปยังเขาด้วย” คือถ้อยคำที่อังคณาฝากถึงทุกคน

 

อังคณายังย้ำอีกว่า “ในช่วง 14 ปีของการต่อสู้เพื่อความยุติธรรม แม้จะขมขื่นและผิดหวัง แต่ดิฉันไม่เคยอาฆาตแค้น ไม่เคยมีอคติหรือความเกลียดชัง เวลาที่ผ่านไปทำให้รู้จักอดทน มีเมตตา และยืนหยัดในการต่อสู้เพื่อความยุติธรรมที่ไม่ใช่แค่เพียงตัวเองและครอบครัว แต่หมายถึงการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ทุกคนเสมอภาคกันทางกฎหมาย และผู้กระทำผิดต้องรับโทษตามกระบวนการยุติธรรม”

 

The post 14 ปีที่ สมชาย นีละไพจิตร หายไป ไร้หลุมศพให้รำลึก appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/14-years-somchai-neelapaijit/feed/ 0
อุ้มหาย ลอยนวล ถูกทรมาน แอมเนสตี้เผย เสรีภาพไทยปี 2560 ย่ำแย่และน่าวิตก https://thestandard.co/human-rights-situation/ https://thestandard.co/human-rights-situation/#respond Fri, 23 Feb 2018 04:05:57 +0000 https://thestandard.co/?p=72458

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เปิดตัวรายงานสถานการณ์สิทธิ […]

The post อุ้มหาย ลอยนวล ถูกทรมาน แอมเนสตี้เผย เสรีภาพไทยปี 2560 ย่ำแย่และน่าวิตก appeared first on THE STANDARD.

]]>

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เปิดตัวรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนประจำปี 2560/61 ซึ่งเป็นการรวบรวมและวิเคราะห์สถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนใน 159 ประเทศทั่วโลกตลอดปี 2560 ที่ผ่านมาพบว่า ในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยมีความพยายามคุกคามเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมอย่างสงบของประชาชนอย่างหนัก

 

 

เช่น กรณีการต่อสู้ของ 3 นักสิทธิมนุษยชนภาคใต้ที่จัดทำและเผยแพร่รายงานเรื่องการซ้อมทรมานโดยเจ้าหน้าที่ในจังหวัดชายแดนใต้ ก่อนที่จะไม่ถูกฟ้องคดีในที่สุด กรณีที่นายสมชาย นีละไพจิตร และนายพอละจี รักจงเจริญ ที่ถูกบังคับให้หายสาบสูญ กรณีไผ่ ดาวดินที่ถูกจำคุกเพราะแชร์บทความข่าว กรณีวิสามัญฆาตรกรรมชัยภูมิ ป่าแส เยาวชนนักกิจกรรมชาวลาหู่ กรณีการเสียชีวิตของน้องเมย กรณีการจับกุมชาวบ้านที่คัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้าเทพา จังหวัดสงขลา รวมถึงกรณีลอยนวลพ้นผิด หลังศาลยกฟ้องคดีของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่สั่งสลายการชุมนุมในปี 2553 ที่มีผู้เสียชีวิตกว่า 90 คน

 

ปีที่ผ่านมา นักปกป้องสิทธิมนุษยชน นักกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม นักศึกษา ชาวบ้านที่เรียกร้องสิทธิชุมชน ทนายความ สื่อมวลชน นักวิชาการ ไปจนถึงประชาชนทั่วไปในไทยต่างถูกภาครัฐและเอกชนละเมิดเสรีภาพในการแสดงออกอย่างต่อเนื่อง ผ่านข้อกฎหมาย ม.44 ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว, ม.116 ในประมวลกฎหมายอาญา พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ และคำสั่ง คสช. ที่ 3/2558 ซึ่งต่างมีเนื้อหาหรือการตีความที่ขัดต่อมาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีพันธกรณีต้องปฏิบัติตาม

 

 

นางปิยนุช โคตรสาร ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ได้ตั้งข้อสังเกตจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ทางรัฐบาลไทยยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับประเด็นสิทธิมนุษยชนอย่างแท้จริง แม้ว่าไทยจะเป็น 1 ใน 48 ประเทศที่สนับสนุนและเข้าเป็นภาคีของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (UDHR) มานานเกือบ 70 ปีและเมื่อไม่นานมานี้รัฐบาลไทยจะประกาศให้ประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนเป็น ‘วาระแห่งชาติ’ และเป็นหนึ่งปัจจัยขับเคลื่อนแผนพัฒนา Thailand 4.0 แล้วก็ตาม

 

ในโอกาสนี้ นางปิยนุช โคตรสาร และ ดร.อันธิฌา แสงชัย รองประธานกรรมการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ได้ยื่นรายงานฉบับเต็มให้แก่นางสาวปิติกาญจน์ สิทธิเดช อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และ นางกาญจนา ภัทรโชค อธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ ในนามตัวแทนรัฐบาลผู้รับมอบ ทั้งนี้แอมแนสตี้ยังได้เรียกร้องให้รัฐบาลไทยใน 7 ประเด็นสำคัญ ดังนี้

 

  1. ยกเลิกคำสั่ง คสช. ที่ 3/2558 และกฎหมายอื่นๆ ที่ละเมิดเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมอย่างสงบ
  2. ยุติการควบคุมตัวโดยพลการ
  3. ยุติการนำพลเรือนขึ้นศาลทหาร
  4. ผ่าน พ.ร.บ. ป้องกันการทรมานและการอุ้มหาย พร้อมกำหนดกรอบเวลาที่แน่ชัด พร้อมนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ
  5. รัฐมีพันธสัญญาในการให้ความคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนให้ทำงานได้อย่างปลอดภัย
  6. เคารพหลักการไม่ส่งกลับผู้ลี้ภัยไปยังประเทศอันตราย (Non-refoulement)
  7. สานต่อการจัดตั้งระบบคัดกรองผู้ลี้ภัยให้ใช้งานได้จริงตามมาตรฐานสากล

 

อ้างอิง:

The post อุ้มหาย ลอยนวล ถูกทรมาน แอมเนสตี้เผย เสรีภาพไทยปี 2560 ย่ำแย่และน่าวิตก appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/human-rights-situation/feed/ 0
เกษียร เตชะพีระ ‘รัฐพันลึก’ การเบียดแย่งปะทะของ ‘อำนาจ’ สู่การหาจุดร่วมใหม่ที่ยังมองไม่เห็น https://thestandard.co/news-thailand-kasian-tejapira-talk-about-deep-state/ https://thestandard.co/news-thailand-kasian-tejapira-talk-about-deep-state/#respond Tue, 20 Jun 2017 07:34:03 +0000 https://thestandard.co/?p=8349

     ในงานเสวนา ‘Direk’s Talk ทิศทางการเ […]

The post เกษียร เตชะพีระ ‘รัฐพันลึก’ การเบียดแย่งปะทะของ ‘อำนาจ’ สู่การหาจุดร่วมใหม่ที่ยังมองไม่เห็น appeared first on THE STANDARD.

]]>

     ในงานเสวนา ‘Direk’s Talk ทิศทางการเมืองโลก ทิศทางการเมืองไทย และนโยบายสาธารณะ’ ซึ่งจัดโดยศูนย์วิจัย ดิเรก ชัยนาม คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2560 ณ ห้อง ร.103 ชั้น 1 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีการจัดเวทีพูดคุยในหลาย panel รวมทั้งมีการเปิดเวทีโดยการกล่าวปาฐกถาของ ดร. เสกสรรค์ ประเสริฐกุล (คลิกอ่าน) ด้วย

 

 

     ขณะที่นักวิชาการคนสุดท้ายที่ขึ้นกล่าวในงานคือ ศ. ดร. เกษียร เตชะพีระ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยได้กล่าวเสวนาในหัวข้อ ‘ความขัดแย้งทางชนชั้นกับการเมืองมวลชนรอยัลลิสต์: ความย้อนแย้งของกระบวนการสร้างประชาธิปไตยกับพระราชอำนาจนำในสังคมไทย’

     ศ. ดร. เกษียร เสวนาเกริ่นนำว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาได้ฟัง ดร. เสกสรรค์ ประเสริฐกุล กล่าวทิ้งประเด็นที่น่าคิดไว้ 2 เรื่องคือ รัฐพันลึก หรือรัฐเร้นลึก (Deep State) และอีกประโยคสั้นๆ เกี่ยวกับการที่มีนักการเมืองนอกระบบเลือกตั้งมากขึ้น (State Elite) หรือเป็นนักการเมืองที่เป็นข้าราชการประจำ แต่มาเล่นการเมืองในระหว่างที่ไม่มีการเลือกตั้ง โดยต้องคิดต่อไปว่าจะนำไปสู่ความขัดแย้งอะไรอีกบ้าง

     “ผมจึงอยากทำในสิ่งที่ท่านอาจารย์เสกสรรค์เปรยขึ้น ท่านบอกว่าสิ่งที่เราควรทำคือการวิเคราะห์สถานการณ์รูปธรรมอย่างเป็นรูปธรรม (Concrete Analysis of the Concrete Situation) ผมคิดว่าทำแบบนี้อาจจะเป็นประโยชน์และน่าสนใจ และอาจจะมีความเชื่อมร้อยในสิ่งที่อาจารย์พูด”

     ศ. ดร. เกษียรจึงได้ต่อยอดงานวิจัยเป็นภูมิทัศน์ใหม่ทางการเมือง มี 4 ประเด็นย่อยคือ 1. ตุ๊กตาแม่ลูกดกรัสเซีย 2. กระบวนการเปลี่ยนเป็นแบบสมัยใหม่ หรือสภาวะสมัยใหม่แบบไทยๆ 3. ฉันทามติแห่งรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ และ 4. การลากเส้นแบ่งเขตอำนาจใหม่ และการเมืองวัฒนธรรมของการหวนหาอดีต

 

 

ตุ๊กตาแม่ลูกดกรัสเซีย

     ศ. ดร. เกษียรแสดงความคิดเห็นว่า ในแวดวงรัฐศาสตร์ไทย การค้นพบทางวิชาการในปี พ.ศ. 2559 คือบทความ รัฐพันลึก หรือ Deep State ของอาจารย์ ดร. เออเชนี เมรีโอ นักนิติศาสตร์-รัฐศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ในบทความที่ตีพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษชื่อว่า ‘Thailand’s Deep State, Royal Power and the Constitutional Court (1997-2015)’, Journal of Contemporary Asia, 2016 บทความนี้ถูกกล่าวถึงเป็นอย่างมาก ถูกวิเคราะห์คิดต่อยอดจากนักวิจารณ์หลายคน เช่น ดร. ผาสุก พงษ์ไพจิตร นิธิ เอียวศรีวงศ์ เป็นต้น ชื่อบทความในไทยว่า ‘รัฐเร้นลึกในไทย พระราชอำนาจ และศาลรัฐธรรมนูญ 2540-2558’ แปลโดย วีระ อนามศิลป์

     แนวคิดรัฐพันลึกเสนอว่า ในรัฐสมัยใหม่บางรัฐอย่างตุรกีหรืออเมริกาภายใต้รัฐบาลจัดการเลือกตั้ง ยังมีองค์กรรัฐ ราชการ หน่วยงานประจำต่างๆ โดยเฉพาะหน่วยงานฝ่ายความมั่นคง ตุลาการบางหน่วย ถ้าในไทยก็คงรวมทั้งองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญบางแห่ง หรือแม้แต่ผู้บริหารบางมหาวิทยาลัยที่เป็นรัฐส่วนลึกหรือเร้นลึกซ้อนทับอยู่ในลักษณะรัฐซ้อนรัฐ

     รัฐที่ว่านี้มีตรรกะและผลประโยชน์ของตัวเอง สามารถดำเนินงานอิสระจากรัฐบาลเลือกตั้งและอาจแข็งขืน หรือกระทั่งโค่นอำนาจรัฐบาลเลือกตั้งได้ แต่ประเทศไทยไม่ทันข้ามปี สภาพการณ์ความเป็นจริงของการเมืองก็เปลี่ยนไป เมื่อคิดถึงข่าวสารบ้านเมืองที่แปลกพิลึกพิสดารในช่วงหลังที่ผ่านมา หากลองนึกดูไม่กี่เดือนที่ผ่านมามีข่าวแปลกๆ เยอะ อะไรที่มีอยู่ก็หายไป อะไรที่ไม่น่าแก้ได้ก็สามารถแก้ได้ สมดังที่อาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ได้กล่าวไว้ว่าอะไรที่ไม่เคยเห็นก็จะได้เห็น อะไรที่เคยเห็นก็อาจจะไม่ได้เห็นอีกแล้ว มันสะท้อนแนวคิดรัฐพันลึกหรือรัฐซ้อนรัฐว่า อาจจะไม่พอเพียงเสียแล้วที่จะทำความเข้าใจสภาพการเมืองไทยที่เปลี่ยนภูมิทัศน์ไปใหม่ในปี 2560

     “ผมรู้สึกว่าสิ่งที่เรากำลังประสบพบเห็นมันเหมือนตุ๊กตาแม่ลูกดกรัสเซีย มันดูเสมือนหนึ่งรัฐหลายรัฐซ้อนกันอยู่ หลายต่อหลายชั้น”

 

 

กระบวนการเปลี่ยนเป็นแบบสมัยใหม่ หรือภาวะสมัยใหม่แบบไทยๆ

     ศ. ดร. เกษียรอธิบายว่า เป็นผลสืบเนื่องมาจากปรัชญายุครู้แจ้งของยุโรป อเมริกา ในคริสต์ศตวรรษที่ 17-18 แล้วแพร่กระจายไปทั่วโลก รวมทั้งสยามด้วย ผ่านระบอบอาณานิคมในคริสต์ศตวรรษที่ 19-20 ซึ่งประกอบไปด้วยการปฏิวัติใหญ่ 3 ด้าน คือ 1. การปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ (The Scientific Revolution) โดยเฉพาะเหตุผลนิยม ประสบการณ์นิยม คติโลกวิสัย 2. การปฏิวัติอุตสาหกรรม (The Industrial Revolution) โดยเฉพาะระบบตลาด เศรษฐกิจทุนนิยม การแบ่งงานกันทำ 3. การปฏิวัติกระฎุมพี (The Bourgeois Revolution) ด้านการเมือง โดยเฉพาะระบอบรัฐธรรมนูญ เสรีนิยม ประชาธิปไตย ชาตินิยม เป็นต้น

     ในประสบการณ์ประเทศต่างๆ ของโลก กระบวนการปฏิวัติ 3 ด้านเพื่อไปสู่ความเป็นสมัยใหม่ดังกล่าว มีลักษณะพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน รุนแรง นองเลือด และทิ้งบาดแผลทางความคิดจิตใจไว้ในสังคมเป็นจำนวนมาก แต่ในกรณีประสบการณ์ของสยามหรือไทยนั้นค่อนข้างต่างออกไป กล่าวคือ มีลักษณะไปครึ่งทาง กึ่งๆ กลางๆ มีการประนีประนอม รอมชอมกันมาก กระบวนการไปสู่สภาวะสมัยใหม่ในไทยนั้นไม่เสร็จสิ้น เปลี่ยนผ่านเท่าไรก็ไม่ถึงจุดหมาย ไม่เสร็จสมบูรณ์สักที

     นักวิชาการหลายๆ คนที่ศึกษาการเมืองไทยแบบทวนกระแสได้เสนอคล้ายๆ กันว่า เมื่อเทียบกับในเอเชียอาคเนย์แล้ว ถึงแม้สยามไม่ได้ตกเป็นอาณานิคมของตะวันตกเต็มตัว แต่ก็อยู่ในสภาพอาณานิคมทางอ้อมที่ผนวกเข้ากับระบบทุนนิยมของอาณานิคมตะวันตกทั่วโลก ในทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ภายใต้อำนาจอำนวยการของขุนนางท้องถิ่นในระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ สยามจึงมีลักษณะเป็นอัตตาณานิคม ฉะนั้นจึงไม่มีกระบวนการชาตินิยมจากประชาชนที่กู้ชาติต่างจากชาติ มีแต่กบฏลี้ลับครึ่งๆ กลางๆ ซึ่งสมาชิกของคณะราษฎรผู้ก่อการล้วนแต่เป็นชนชั้นนำตัวแทนกลไกปกครองระบบราชการของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ฉะนั้นสยามหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้วจึงยังไม่เป็นรัฐชาติเต็มตัว เป็นแค่รัฐราชการรวมศูนย์ ที่มีปัญหาความชอบธรรมเรื้อรังอยู่ภายใต้อุดมการณ์ราชาชาตินิยม เสนาชาตินิยม สลับกันไป

     ถ้าพูดในภาษาของอาจารย์นิธิก็คือ สยามกลายเป็นรัฐที่ไม่มีชาติ ไม่มีชาติที่แท้จริง ในความหมาย ‘ชุมชนในจินตกรรม’ ของพลเมืองที่เสมอภาคและความเป็นภราดรภาพต่อกัน ที่กุมอำนาจอธิปไตยร่วมกัน ถ้าคำว่าชาติหมายถึงคำนี้ อันนี้คือไทยไม่มี หากแต่ตกอยู่ในสภาพของสังคมที่ไม่เป็นชุมชนในจินตกรรมของคนไทย และคนไม่ไทยที่ไม่เท่าเทียมกัน จึงเกิดกรณีเหยื่อของรัฐที่ไม่มีชาติดังกล่าวนี้ให้พบเห็นอยู่เนืองๆ ไม่ว่าจะเป็นทนายสมชาย นีละไพจิตร ชัยภูมิ ป่าแส เป็นต้น

 

 

 

ฉันทามติแห่งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ

     สังคมภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 พลิกผันปรับเปลี่ยนไปมา ระหว่างการผลักดันต่อสู้ขัดแย้งของโครงการ เปลี่ยนเป็นแบบสมัยใหม่ที่มีหลายโปรเจกต์ หลายโครงการ เช่น โครงการเสรีประชาธิปไตย โครงการสังคมนิยมประชาธิปไตย ของปรีดี พนมยงค์ โครงการชาตินิยมแบบอำนาจนิยมทางทหาร ของจอมพล ป. พิบูลสงคราม โครงการเสรีนิยมรอยัลลิสต์ ของหม่อมราชศ์วงศ์เสนีย์ ปราโมช และหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช โครงการเผด็จการทหารอาญาสิทธิ์ ของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เหล่านี้คือทางเลือกโครงการต่างๆ ที่มุ่งสู่ความทันสมัยในแบบความเชื่อต่างๆ กันไป

     กระทั่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ สังคมไทยจึงได้บรรลุฉันทามติของการประนีประนอม รอมชอม ของกระบวนการเปลี่ยนเป็นแบบสมัยใหม่ กับฐานการเมืองวัฒนธรรมไทยแบบอนุรักษนิยมที่ลงตัวในระดับหนึ่ง ระหว่างช่วงเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เป็นต้นมา ซึ่งพอจะสรุปสาระสังเขปในด้านต่างๆ ได้ดังนี้

     ในแง่เศรษฐกิจ เป็นเศรษฐกิจทุนนิยมที่เติบโตอย่างไม่สมดุล เมืองโต ชนบทลีบ โดยถ่วงทานด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

     ในแง่การเมือง คือระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความใหม่ด้านอุดมการณ์ ราชาชาตินิยม มีชาตินิยมบวกราชาชาตินิยม หรืออุดมการณ์ชาติพันธุ์ไทยภายใต้พระราชอำนาจนำ

     ในแง่ศาสนา คือพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะ และทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก นี่ไม่ใช่ทางเลือกที่บอกว่ารัฐเป็นกลางทางศาสนา แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่รัฐที่เป็นพุทธเต็มตัว แต่มีองค์พระประมุขเป็นพุทธมามกะ

     อาจกล่าวได้ว่าฉันทามติแห่งรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ เป็นแบบวิถีเปลี่ยนผ่านสู่ความทันสมัยแบบไทยๆ ผ่านการประนีประนอม ต่อรอง คนข้างล่างได้บ้างแม้จะได้ไม่มาก คนชั้นกลางได้มากกว่าและขยายจำนวนออกไป ส่วนคนด้านบนได้มากที่สุด มันช่วยให้หลีกเลี่ยงการกวาดล้างแบบรุนแรงของกระบวนการเปลี่ยนเป็นแบบสมัยใหม่ มีฐานรองรับสนับสนุนจากคนชั้นต่างๆ ตามสมควร

     ขณะเดียวกันก็มีเส้นอำนาจและการแบ่งเขตอำนาจเชิงปฏิบัติหรือเสมือนจริงที่ใช้แบบแรก เส้นและเขตที่ว่าอาจไม่ต้องตรงกับเส้นอำนาจในการแบ่งเขตอำนาจตามกฎหมาย หรือรัฐธรรมนูญเสียเลยทีเดียว แต่ก็เป็นที่ยอมรับและเคารพกันว่าอำนาจของฝ่ายหนึ่งหยุดตรงนี้ อำนาจของอีกฝ่ายเริ่มตรงนั้น ไม่ก้าวก่ายกัน ยอมรับเคารพกัน โดยมีสถาบันกษัตริย์เป็นประหนึ่งอนุญาโตตุลาการสุดท้ายในยามที่มีความแตกต่างขัดแย้ง

     นอกจากนี้ภายใต้ฉันทามติดังกล่าว โครงการเปลี่ยนเป็นแบบสมัยใหม่ในทางเลือกอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นแนวทางเสรีประชาธิปไตย สังคมนิยม ชุมชนนิยม ฯลฯ ต่างถูกแช่แข็งให้หยุดชะงักไว้ชั่วคราวด้วยบารมีแห่งพระราชอำนาจนำ

     จวบจนการปรากฏขึ้นของโครงการทางเลือกเพื่อเปลี่ยนเป็นแบบสมัยใหม่ หรือเปลี่ยนสู่ภาวะสมัยใหม่ในแนวทางประชานิยมเพื่อทุนนิยม บวกกับประชาธิปไตยอำนาจนิยม โดยผ่านการเลือกตั้งของรัฐบาล ดร. ทักษิณ ชินวัตร แห่งพรรคไทยรักไทย ราว พ.ศ. 2544 เป็นต้นมา

 

 

การลากเส้นแบ่งเขตอำนาจ การเมืองวัฒนธรรมของการหวนหาอดีต

     ปัจจุบันการเกิดสภาพอะไรที่เคยเห็นก็อาจจะไม่ได้เห็นอีกแล้ว เพราะผู้สนับสนุนโครงการเปลี่ยนเป็นแบบสมัยใหม่ อันเป็นทางเลือกในแนวทางต่างๆ ได้ฟื้นตัวโผล่ออกมาแย่งชิงพื้นที่กันเพื่อผลักดันแนวทางตัวเอง ในสถานการณ์อันเปราะบางที่ไม่มีอำนาจนำทางการเมือง อันเป็นที่ยอมรับในแง่ความชอบธรรม ไม่มีกรอบกติกาปกติของการแก้ไขหรือยุติความขัดแย้ง มีแต่กระบวนการยุติธรรมที่ถูกตั้งคำถามมากขึ้น และอำนาจบังคับด้วยกำลังที่ไม่อาจแก้ไขข้อขัดแย้งให้ตกไปได้

     โดยฝ่ายต่างๆ ที่เป็นเจ้าของโครงการที่เปลี่ยนเป็นแบบสมัยใหม่ แนวทางต่างๆ  ก็พยายามหวนหาช่วงอดีตหรือบ้านเก่าที่สอดรับกับอุดมคติของกลุ่มตนมากที่สุด บ้างก็หวนไปในสมัยรัชกาลที่ 5 (ในละครย้อนยุคค่อนข้างมาก) บ้างก็หวนไปสมัยรัชกาลที่ 7 บ้างก็หวนหายุคการปฏิวัติ และมาตรา 17 ของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นต้น เกิดเป็นกลุ่มในการหวนหาอดีตและวัฒนธรรมทางการเมือง ประเด็นคือมีคนแบบนี้เยอะมากที่มาหวนหาอดีตกันเยอะ เป็นเพราะอะไร

     ประเด็นคือ กลุ่มฝ่ายต่างๆ ที่มีโครงการของตัวเองไปเลือกหยิบอดีตที่คิดว่าโปรเจกต์ของตัวเองเหมาะที่สุด เด่นที่สุด ขณะเดียวกันกลุ่มอำนาจและสถาบันต่างๆ ซึ่งเหมือนตุ๊กตาแม่ลูกดกของรัสเซียต่างก็อาศัยช่วงที่เส้นอำนาจเดิมคลอนแคลน คลี่คลาย ฐานรองรับแนวทางการปฏิบัติประเพณีเดิม ขยับขยายเปลี่ยนแปลง พากันหาทางปรับเส้นอำนาจและเขตอำนาจกันใหม่ โดยผลักดันเส้นอำนาจใหม่ของตนไปให้กว้างที่สุด แผ่ขยายมากที่สุด กินพื้นที่อำนาจเก่า-ใหม่ให้มากที่สุด ด้วยความหวังว่าเส้นอำนาจที่ไกลที่สุดของตนซึ่งอยากให้อยู่ตรงนี้นั้น ฝ่ายอื่นจะยอมรับโดยดุษณี ได้ข้อยุติกันตรงนี้ แบบที่ทุกฝ่ายคิดและหวังแบบนี้ ดังเช่น คสช. และสถาบันอำนาจในเครือข่าย เร่งรีบผลักดันกฎหมายใหม่ๆ สารพัดออกมา แพร่ขยายเขตอำนาจความมั่นคงในหน่วยราชการไปสุดเอื้อม ก่อนที่จะจัดเลือกตั้งและมีรัฐบาลใหม่

     ข้อที่น่าวิตกคือ เส้นอำนาจมันเบียดกันได้ ปะทะกันได้ แล้วจะหาข้อยุติอย่างไร จะยืดเยื้อไปนานเท่าไรจึงจะบรรลุฉันทามติใหม่ที่ค่อนข้างลงตัว และเป็นที่ยอมรับของกลุ่มพลังใหม่

     “อะไรที่ไม่เคยเห็นก็จะได้เห็น อะไรที่เคยเห็นก็อาจจะไม่ได้เห็นอีกแล้ว ในแง่หนึ่งจึงเป็นการแสดงออกของภูมิทัศน์ใหม่ทางการเมืองดังที่กล่าวมานี้เอง” ศ. ดร. เกษียร กล่าวทิ้งท้าย

The post เกษียร เตชะพีระ ‘รัฐพันลึก’ การเบียดแย่งปะทะของ ‘อำนาจ’ สู่การหาจุดร่วมใหม่ที่ยังมองไม่เห็น appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/news-thailand-kasian-tejapira-talk-about-deep-state/feed/ 0