สมคิด จิรานันตรัตน์ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/สมคิด-จิรานันตรัตน์/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 14 Dec 2022 05:41:25 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ที่ปรึกษาพรรคกล้า มือเทคโนโลยีระดับชาติ มอง ‘กรณ์’ เหมาะนายกฯ เป็นผู้นำเข้าใจเศรษฐกิจและเทคโนโลยี https://thestandard.co/kla-party-korn-chatikavanij-suitable-as-pm/ Sat, 23 Oct 2021 03:03:56 +0000 https://thestandard.co/?p=551503 สมคิด จิรานันตรัตน์

วันนี้ (23 ตุลาคม) สมคิด จิรานันตรัตน์ ที่ปรึกษานโยบาย […]

The post ที่ปรึกษาพรรคกล้า มือเทคโนโลยีระดับชาติ มอง ‘กรณ์’ เหมาะนายกฯ เป็นผู้นำเข้าใจเศรษฐกิจและเทคโนโลยี appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมคิด จิรานันตรัตน์

วันนี้ (23 ตุลาคม) สมคิด จิรานันตรัตน์ ที่ปรึกษานโยบาย พรรคกล้า อดีตผู้พัฒนาแอปฯ K-Plus และ เป๋าตัง โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว แสดงความเห็นกรณี กรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า มีความเหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยว่า เมื่อ 30 ปีที่แล้ว ตอนที่ตนยังทำงานเป็นวิศวกรระบบอยู่ที่บริษัทไอบีเอ็ม ตรงถนนพหลโยธิน เย็นวันหนึ่งขณะที่เดินออกจากตึกไอบีเอ็มเตรียมจะกลับบ้าน มองเห็นเด็กหนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่ง อายุราว 20 ต้นๆ ร่างสูงโย่ง แต่งตัวดี มานั่งอยู่ตรงตีนบันไดขึ้นตึกไอบีเอ็ม ก็ได้แต่สะดุดใจ และถามตัวเองว่าคนคนนี้คือใครกันถึงแต่งตัวซะโก้ แต่มานั่งทำหล่อกับพื้นบันไดได้ ภายหลังทราบว่าเขาคือกรรมการผู้จัดการของบริษัทหลักทรัพย์เปิดใหม่ ชื่อ เจเอฟธนาคม มารู้อีกทีว่าชื่อ กรณ์ จาติกวณิช เป็นคนหนุ่มไฟแรง ทำธุรกิจของตัวเอง และต่อมาธุรกิจของเขาเติบโตได้ดีมากในเวลาไม่ถึง 10 ปี บริษัทของเขากลายเป็นบริษัทโบรกเกอร์ชั้นนำของประเทศไปเสียแล้ว การวิเคราะห์หลักทรัพย์ของบริษัทนี้ได้รับความน่าเชื่อถือมาก อาศัยหลักการ และข้อมูลที่แม่นยำ จนนักลงทุนสถาบันหลายแห่งยังต้องพึ่งพาการวิเคราะห์ของบริษัทนี้มิได้ขาด 

 

กรณ์ได้เติบโตเป็นบุคคลสำคัญในวงการธุรกิจหลักทรัพย์ ได้รับเชิญเป็นกรรมการของตลาดหลักทรัพย์หลายครั้ง กรณ์เป็นคนพูดตรงไปตรงมา มีหลักการที่น่าเชื่อถือ และได้รับเชิญไปเป็นแขกประจำของรายการวิทยุและโทรทัศน์ และรายการสดที่จัดในห้องประชุมของตลาดหลักทรัพย์เอง ทุกครั้งที่พูดก็จะมีนักลงทุนจำนวนมากมาติดตาม และหวังพึ่งการวิเคราะห์ของกรณ์อย่างสม่ำเสมอ ผมได้ติดตามเฝ้าดูกรณ์มาตลอด พบว่าการบริหารงานของกรณ์มีความคิดเป็นสากลมาก แต่ก็มาประยุกต์ให้เข้ากับบริบทของสังคมไทย ในทางธุรกิจถือว่าเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง เริ่มก่อตั้งบริษัทตั้งแต่แรกเกิด จนสำเร็จผลเป็นที่ชื่นชม 

 

ต่อมากรณ์ได้ตัดสินใจไปเล่นการเมือง โดยสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรคการเมืองเก่าแก่ และกรณ์มีเพื่อนสนิทคือ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อยู่ในพรรคด้วย ทำให้รู้สึกอุ่นใจ กรณ์เองต้องการสนับสนุนคุณอภิสิทธิ์ให้เป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย เพราะเชื่อในความรู้ความสามารถของเพื่อนที่เห็นกันมาตั้งแต่ยังศึกษาเล่าเรียนมาด้วยกันที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ในประเทศอังกฤษ ในรัฐบาลอภิสิทธิ์  กรณ์ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีคลัง ในช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ กรณ์ได้มีมาตรการทางเศรษกิจหลายอย่าง ทั้งเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างโครงสร้างพื้นฐาน และมาตรการทางภาษี เพื่อยกประเทศไทยไปอีกระดับหนึ่ง การยอมรับในฝีมือการบริหารการคลัง ไม่เพียงแต่รับรู้กันภายในประเทศเท่านั้น นิตยสาร The Banker ของ Financial Times ยังยกย่องกรณ์ให้เป็นรัฐมนตรีคลังของโลกแห่งปี 2010 ประเทศต่างๆ ในทวีปเอเชีย ได้ยกย่องกรณ์ว่าเป็นผู้รอบรู้ทางด้านการคลังเป็นอย่างดี จนมีบางประเทศได้เสนอกรณ์ให้เป็นผู้อำนวยการของ IMF ด้วยซ้ำไป 

 

กรณ์ได้ลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์เมื่อต้นปี 2020 มาตั้งพรรคใหม่คือ พรรคกล้า ด้วยความมุ่งมั่นที่อยากเปลี่ยนประเทศไทยให้มีความทันสมัย สร้างชีวิตใหม่ และความหวังใหม่ให้กับคนไทย และสังคมไทย ให้ก้าวไปสู่โลกหน้า ที่จะถูกเปลี่ยนแปลงด้วยเทคโนโลยี ซึ่งจะมีผลอย่างมากกับวิถีชีวิตของผู้คน วิธีคิด การดำรงชีวิต การทำธุรกิจ ซึ่งล้วนก้าวไปข้างหน้าสู่โลกดิจิทัลทั้งสิ้น การระดมความคิด ระดมผู้คน ที่จะมาช่วยคิด เตรียมความพร้อมให้กับประเทศในครั้งนี้ ถือเป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่ของกรณ์ หลายคนมองว่าพรรคกล้าก็คือสาขาหนึ่งของพรรคประชาธิปัตย์ เพราะมองว่ากรณ์ยังเป็นมิตรที่ดีของพรรคประชาธิปัตย์ แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย เพียงกรณ์เป็นสุภาพบุรุษ ที่ออกมาแล้ว ก็ยังพูดในแง่ดีของพรรคเดิม และไม่ยอมเป็นคนที่ออกมาแล้ว มาเผาบ้านเก่าของตัวเอง ซึ่งความชัดเจนของพรรคกล้าในการเปลี่ยนประเทศ และด้วยวิธีการที่ใช้เทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือสำคัญ และออกแบบให้แก้โจทย์ที่หมักหมมกันมานานของประเทศ จะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าแนวทางของพรรคกล้าเป็นแนวทางที่ปฏิบัติได้ ไม่เหมือนใคร และไม่เหมือนพรรคประชาธิปัตย์อย่างแน่นอน 

 

ประเทศไทยเอง ในช่วงโควิดได้เพิ่มภาระให้กับอนาคตของรุ่นลูก รุ่นหลาน โดยได้เพิ่มเพดานหนี้สาธารณะขึ้นไปเป็น 70% ของ GDP ซึ่งมองดูเทียบกับประเทศอื่นๆ แล้ว อาจถือว่ายังไม่มากนัก แต่เราควรดูโครงสร้างทางอุตสาหกรรม และความสามารถในการสร้างรายได้ของรัฐบาลเพื่อชำระหนี้ในอนาคตด้วย จะเห็นได้ว่าโครงสร้างทางอุตสาหกรรมของประเทศยังอิงกับอุตสาหกรรมในยุคเก่า เรายังไม่ได้เตรียมการเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจดิจิทัลแบบเต็มตัว ซึ่งจะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ หากเรายังบริหารประเทศด้วยบริบทเดิมๆ กรอบความคิดแบบเดิม อาศัยกลไกการขับเคลื่อนด้วยกฎระเบียบ กฎหมาย ภาคราชการ แบบเก่า ประเทศไทยในอนาคตจะมีปัญหาใหญ่รออยู่อย่างแน่นอน การคิดใหญ่เพื่อการเปลี่ยนแปลงนี้ ต้องอาศัยตัวช่วยคือการออกแบบให้มีการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม ส่งเสริมเรื่องนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ สร้างโอกาสให้คนตัวเล็กๆ ให้ลืมตาอ้าปากได้ ปั้นคนไทยและประเทศไทยให้เดินไปข้างหน้าทันกับโลกที่หมุนเร็วขึ้นทุกวัน 

 

“ผมจึงเห็นว่ากรณ์มีความพร้อมมากในการเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ในยุคการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญนี้ เพราะกรณ์เป็นนักบริหารมืออาชีพ มีฝีมือถึงขั้นรัฐมนตรีคลังของโลกมาแล้ว เข้าใจเทคโนโลยีใหม่ๆ และกลุ่มสตาร์ทอัพเป็นอย่างดี และถึงขั้นที่เป็นผู้ก่อตั้งสมาคมฟินเทคแห่งประเทศไทยด้วยซ้ำ ประกอบกับทีมงานของพรรคกล้ามีทั้งผู้ที่คร่ำหวอดในวงการ ทั้งด้าน Entrepreneur ด้านเทคโนโลยี ด้านการเงิน การคลัง การศึกษา และประกอบด้วยคนรุ่นใหม่อีกจำนวนมากที่มาทำงานร่วมด้วยช่วยกัน เพราะทั้งคนรุ่นใหม่และคนรุ่นเก่า ส่วนใหญ่มีความหวังดีและอยากเห็นประเทศก้าวไปข้างหน้าทั้งสิ้น แต่การที่เราเดินไปด้วยกันข้างหน้าได้ยาก เพราะเราฟังกันน้อยไป ยึดกรอบความคิดเราเป็นหลัก และเรามองคนที่เห็นต่างเป็นศัตรู นับเป็นอุปสรรคชิ้นใหญ่ในการปรับเปลี่ยนประเทศ เราจึงต้องมีผู้นำที่มีบุคลิกในการรับฟังที่ดี มีความรู้ความเข้าใจในวิธีคิดของผู้อื่น อาศัยความร่วมมือ และการช่วยลงมือทำของคนทุกกลุ่ม ซึ่งผมเห็นว่าคุณกรณ์มีคุณสมบัติเหล่านี้ครบถ้วนครับ” สมคิด กล่าว 

The post ที่ปรึกษาพรรคกล้า มือเทคโนโลยีระดับชาติ มอง ‘กรณ์’ เหมาะนายกฯ เป็นผู้นำเข้าใจเศรษฐกิจและเทคโนโลยี appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมคิด จิรานันตรัตน์ ประธาน KBTG – THE STANDARD BizKlass 26 ตุลาคม 2561 https://thestandard.co/bizklass26102561/ https://thestandard.co/bizklass26102561/#respond Fri, 26 Oct 2018 08:41:08 +0000 https://thestandard.co/?p=137739

สัมภาษณ์สด สมคิด จิรานันตรัตน์ ประธาน KBTG ในวันที่ Pla […]

The post สมคิด จิรานันตรัตน์ ประธาน KBTG – THE STANDARD BizKlass 26 ตุลาคม 2561 appeared first on THE STANDARD.

]]>

สัมภาษณ์สด สมคิด จิรานันตรัตน์ ประธาน KBTG ในวันที่ Platform และ Data คือทุกสิ่งทุกอย่างของโลกไอที กับรายการ THE STANDARD BizKlass

 

ถามตรงตอบตรงกับ THE STANDARD BizKlass วันที่ 26 ตุลาคม 2561 เวลา 14.00 น. เป็นต้นไป ทางเพจ THE STANDARD

The post สมคิด จิรานันตรัตน์ ประธาน KBTG – THE STANDARD BizKlass 26 ตุลาคม 2561 appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/bizklass26102561/feed/ 0
เทรนด์ E-Commerce 2018 ข้อมูลคือพระเจ้า สังคมไร้เงินสดมาแน่! https://thestandard.co/e-commerce-trends-2018/ https://thestandard.co/e-commerce-trends-2018/#respond Thu, 23 Nov 2017 12:13:23 +0000 https://thestandard.co/?p=50038

  ทุกวันนี้การช้อปสินค้าออนไลน์ หรือติดต่อซื้อขายส […]

The post เทรนด์ E-Commerce 2018 ข้อมูลคือพระเจ้า สังคมไร้เงินสดมาแน่! appeared first on THE STANDARD.

]]>

 

ทุกวันนี้การช้อปสินค้าออนไลน์ หรือติดต่อซื้อขายสินค้าบริการผ่านโซเชียลคอมเมิร์ซ (Social Commerce: ซื้อสินค้าผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย) กลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้วสำหรับคนไทยส่วนใหญ่ สะท้อนให้เห็นว่าภาคผู้บริโภคในปัจจุบันมีพฤติกรรมความเชื่อมั่นและมุมมองการบริโภคที่เปลี่ยนไปพอสมควร

 

ปี 2017 นี้ ETDA คาดการณ์ว่า อีคอมเมิร์ซไทยน่าจะจบปีโดยมีมูลค่าอยู่ที่ 2,812,592.03 ล้านบาท และเทียบเป็นอัตราส่วนการเติบโตต่อปีอยู่ที่ 9.86% (ปี 2016-2017) ตอกย้ำความเชื่อที่ว่าอีคอมเมิร์ซไทยจะเติบโตต่อไปเรื่อยๆ

 

แต่คำถามก็คือ ในปี 2018 นี้มีข้อมูลอะไรบ้างที่ผู้ประกอบการทั้งขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ควรรู้ และมีกลยุทธ์ใดที่ควรยึดถือปฏิบัติตามเป็นพิเศษหรือไม่?

 

วันที่ 22 พฤศจิกายน Priceza ผู้ให้บริการเว็บไซต์และแอปพลิเคชันค้นหาสินค้าและเปรียบเทียบราคา ได้จัดงานประกาศรางวัล Priceza E-Commerce Awards 2017 ขึ้น โดยความพิเศษอยู่ที่เวทีเสวนา 3 หัวข้อสำคัญ ได้แก่ 1. ทิศทางอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย 2. แนวโน้มระบบอีโลจิสติกส์ในอนาคต และ 3. สถานการณ์ระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ในปัจจุบัน เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการด้านอีคอมเมิร์ซไทยปี 2018

 

 

ผู้เชี่ยวชาญชี้ปีหน้าอีคอมเมิร์ซไทยแข่งกันดุเดือด ใครเก็บ ‘ข้อมูล’ เยอะได้เปรียบ  คาด C2C มาแรงสุด

เวทีเสวนาในหัวข้อทิศทางอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย ปี 2018 มีคนในวงการอีคอมเมิร์ซไทยอย่าง ศิวัตร เชาวรียวงษ์ ประธานกรรมการบริหาร กรุ๊ปเอ็ม (ประเทศไทย), ผรินทร์ สงฆ์ประชา ผู้ก่อตั้งและประธานบริหาร บริษัท นาสเกต รีเทล จำกัด, ศิวกร สิริวงศ์ภาณุพงศ์ หัวหน้าฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท ช้อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด และ ยุทธนา จิตจรุงพร รองประธานบริหารฝ่ายธุรกิจอีคอมเมิร์ซ เทสโก้ โลตัส เข้าร่วมเป็นวิทยากร โดยมี ธนาวัฒน์ มาลาบุปผา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ไพรซ์ซ่า จำกัด รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการเสวนา

 

สำหรับ ศิวัตร ที่แม้จะไม่ได้เป็นผู้เล่นในตลาดอีคอมเมิร์ซโดยตรง แต่กรุ๊ปเอ็มซึ่งดำเนินธุรกิจด้านมีเดียเอเจนซีก็ถือว่ามีข้อมูลและได้สัมผัสพื้นโลกโซเชียลมีเดียอยู่บ้าง จึงพอจะทำให้เขาเห็นว่าอีคอมเมิร์ซไทยยุคนี้เฟื่องฟูเอามากๆ ทั้งในด้านการจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางโซเชียลคอมเมิร์ซ หรือแม้แต่บริการต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาและได้รับความนิยม เช่น GrabBike (Delivery) หรือ UberEATS

 

นอกจากนี้ศิวัตรยังบอกอีกด้วยว่า สาเหตุที่แบรนด์และผู้ประกอบการรายใหญ่ๆ เริ่มหันมาจับตลาดอีคอมเมิร์ซทำการตลาดบนโลกออนไลน์มากขึ้น ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้อาจจะไม่เคยทำมาก่อนเป็นเพราะพวกเขามองข้ามช็อตไปถึงการเก็บข้อมูลผู้บริโภค ซึ่งจะมีประโยชน์มากๆ กับการทำธุรกิจในภายภาคหน้า

 

“จริงๆ แบรนด์ใหญ่ก็หันมาศึกษาอีคอมเมิร์ซกันนานแล้วเพื่อเพิ่มเติมองค์ความรู้ ถึงแม้ยอดขายออนไลน์จะยังเทียบกับยอดขายออฟไลน์ไม่ได้ แต่สิ่งที่พวกเขาต้องการคือ ‘ข้อมูล’ ที่เก็บจากผู้บริโภค ซึ่งจะมีประโยชน์กับการทำธุรกิจในอนาคต

 

“การทำความรู้จักลูกค้าจะทำให้แบรนด์ต่างๆ ดำเนินธุรกิจและทำอีคอมเมิร์ซได้ยั่งยืน แบรนด์ใหญ่ๆ จะต้องเก็บลูกค้าด้วยวิธีใดๆ ก็ได้ เพราะยังไงก็จะต้องได้ใช้แน่นอน ไม่ว่าจะทำโปรโมชันหรือกิจกรรมส่งเสริมการขายใดๆ ก็ตาม สุดท้ายแล้วมันก็วนกลับมาอยู่ที่การรู้ข้อมูลอยู่ดี

 

ยุทธนา ตัวแทนจากห้างสรรพสินค้าเทสโก้ โลตัส กล่าวในทำนองเดียวกันว่า ข้อมูลเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ โดยเทคนิค 2 ประการที่จะทำให้แบรนด์จับลูกค้าในตลาดอีคอมเมิร์ซได้อยู่หมัด คือ ต้องรู้จักลูกค้าว่าเป็นคนอย่างไร และรู้จุดแข็งของตัวเองเพื่อที่จะนำไปตอบโจทย์ลูกค้าให้ได้

 

“ต้องถือว่าเราโชคดีที่เทสโก้ โลตัส เป็น Big Player ที่มีการเก็บฐานข้อมูลของลูกค้าค่อนข้างเยอะ ที่ผ่านมาเราเห็นการเติบโตของอีคอมเมิร์ซอย่างต่อเนื่อง และพบว่าสินค้าบางอย่างก็เหมาะที่จะขายออนไลน์ได้ เช่น สินค้าจำพวกอุปกรณ์เทคโนโลยี แต่บางอย่างก็ทำไม่ได้ สุดท้ายแล้วถ้าเราสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ทั้งเรื่องราคาและความพอใจ ประสบการณ์มันก็จะชนะทุกอย่าง

 

“ส่วนเทรนด์อีคอมเมิร์ซที่ผมมองว่าจะเกิดขึ้นในปีหน้าแน่นอน คือ การเติบโตของผู้เล่นระดับโลก (Global Player) ที่หลังจากนี้ก็จะสาดดีลและโปรโมชันกันกระจายแน่นอน ในทางกลับกันมันอาจจะเป็นผลเสียที่ผู้บริโภคจะยึดติดกับโปรโมชันส่วนลด และทำให้ผู้ประกอบการเจ้าเก่าๆ จะต้องลำบากมากขึ้นในการปรับตัวสู้กับผู้เล่นใหม่ๆ ที่มีทุนทำการตลาดหนากว่าในช่วงแรกๆ”

 

 

ด้าน ศิวกร จากช้อปปี้ เชื่อว่า ยิ่งมีผู้เล่นและผู้ประกอบการระดับโลกกระโจนเข้าสู่ตลาดอีคอมเมิร์ซไทยในจำนวนที่เพิ่มขึ้นพร้อมๆ กับการแข่งขันที่ดุเดือด ไทยก็จะได้รับประโยชน์มากขึ้นตามไปด้วย

 

“ผมมองว่าเป็นผลดีต่อประเทศไทยนะ เพราะจะทำให้เกิดการแชร์ความรู้และประสบการณ์ของการช้อปออนไลน์ ซึ่งที่สุดแล้วจะนำไปสู่การพัฒนาด้านต่างๆ ทั้งการขนส่ง (Logistic) การทำธุรกรรม (Payment) รวมถึงการจ้างงานบุคลากรเพิ่มขึ้น และทั้งหมดก็จะช่วยให้ผู้คนมีความรู้ในการทำอีคอมเมิร์ซมากขึ้น”

 

อย่างไรก็ดี ด้วยการแข่งขันที่สูงขึ้นนี่เองที่ทำให้ ผรินทร์ จาก นาสเกต รีเทล เชื่อว่าผู้ที่จะได้รับผลกระทบและต้องปรับตัวมากที่สุดไม่ใช่ผู้ประกอบการรายใหญ่หรือรายเล็กอย่างที่หลายคนเข้าใจ หากแต่เป็นผู้ประกอบการขนาดกลางมากกว่าที่จะได้รับผลกระทบจากศึกที่กำลังจะเกิดขึ้น

 

“ผมเชื่อว่าผู้ประกอบการและแบรนด์เล็กๆ จะมีวิธีการทำตลาดที่สร้างสรรค์มากขึ้น เพราะฉะนั้นพวกเขาไม่จำเป็นต้องไปทำการตลาดแข่งกับแบรนด์ใหญ่ ที่ส่วนใหญ่จะทุ่มทำการตลาดโฆณากับสื่อออนไลน์อยู่แล้ว แต่ถ้าแบรนด์ระดับกลางๆ อาจจะต้องระวังให้ดี เพราะการแข่งขันจะสูงมากขึ้น”

 

ย้อนกลับไปที่ศิวัตรอีกครั้ง ในมุมมองของผู้ประกอบการด้านมีเดียเอเจนซี เขาเชื่อว่าในปี 2018 ที่จะถึงนี้ เทรนด์อีคอมเมิร์ซที่จะมาแรงแน่นอนคือกลยุทธ์การค้าแบบ C2C (Consumer to Consumer) หรือการซื้อขายระหว่างผู้บริโภคกับผู้บริโภค

 

“ผมรู้สึกว่า C2C หรือการซื้อขายกันเองระหว่างผู้บริโภค (ผู้ค้ารายย่อย) น่าจะเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดในปีหน้า เพราะปัจจุบันการทำธุรกรรมผ่านธนาคารและโทรศัพท์มือถือก็เริ่มพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ แล้ว เทคโนโลยีที่เรามีอยู่ในปัจจุบันจึงส่งเสริมให้คนประกอบอาชีพได้มากกว่าหนึ่งอาชีพ เช่น การขายของ แล้วพอ C2C มันคึกคัก เดี๋ยว B2C (Business to Consumer: การขายสินค้าไปยังผู้บริโภค) ก็จะตามไป”

 

 

‘โดรนและรถส่งสินค้าอัตโนมัติ’ เป็นไปได้กับเทรนด์อีโลจิสติกส์ปี 2018

ในยุคที่อีคอมเมิร์ซไทยเฟื่องฟูเช่นนี้ ก็ยิ่งส่งผลให้ผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซเจ้าใหม่ๆ เกิดขึ้นมาเป็นจำนวนมาก เพื่อรองรับดีมานด์ที่มีอยู่อย่างล้นหลามในตลาดตามไปด้วย

 

แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน คือ เมื่อดีมานด์ของผู้บริโภคเพิ่มสูงขึ้น ลูกค้าส่วนใหญ่ต่างก็อยากได้รับสินค้าในวันเดียวกันกับวันที่ชำระสินค้า และกดออร์เดอร์แทบจะทั้งนั้น บ่อยครั้งผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ก็ไม่สามารถตอบสนองความต้องการแบบ Same day delivery ให้กับลูกค้าทุกๆ คนได้พร้อมกันเพราะมีบุคลากรในจำนวนที่จำกัด (ต้องรอออร์เดอร์มาเป็นจำนวนมากเพื่อที่จะจัดเส้นทางการจัดส่งสินค้าให้คุ้มทุนที่สุดในคราวเดียว) นี่จึงเป็นหัวข้อและความท้าทายครั้งใหญ่ที่ภาคผู้ให้บริการจะต้องบรรลุผลให้ได้

 

สุทธิเกียรติ จันทรชัยโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชิปป๊อป จำกัด ให้ความเห็นว่า “ปัจจุบันร้านค้าไหนที่มีฟีเจอร์ส่งสินค้าแบบ Same day delivery ก็จะทำให้พวกเขาขายของได้ง่ายมากขึ้น มันจึงเป็นส่ิงที่ท้าทายเหมือนกัน เพราะนั่นเท่ากับว่ายิ่งมีดีมานด์เพิ่มขึ้นเท่าไร เราก็ต้องมีกำลังบุคลากร (ในการกระจายส่งสินค้า) เพิ่มมากขึ้นไปด้วย”

 

 

ส่วน โยจิ ฮามานิชิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสซีจี ยามาโตะ เอ็กซ์เพรส บอกว่า การนำเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการขนส่งสินค้าเป็นทางออกที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด เพราะบริษัทหลายๆ แห่งก็ไม่สามารถเพิ่มจำนวนบุคลากรได้ในระยะเวลาสั้นๆ

 

“เทคโนโลยีจำพวกโดรนหรือระบบส่งสินค้าอัตโนมัติ (รถยนต์ไร้คนขับ) น่าจะเข้ามามีบทบาทในอีคอมเมิร์ซมากขึ้น แต่อาจจะไม่ได้มาแทนที่แรงงานแบบเดิมไปหมดเลยซะทีเดียว มันมาแน่นอน แต่จะมาเมื่อไรและมาด้วยวิธีการไหนก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในขณะนั้น”

 

ต่อประเด็นเรื่องโดรนส่งสินค้านี้ สุทธิเกียรติ ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า น่าจะเกิดขึ้นในประเทศไทยได้อยู่แล้ว เพราะปีที่ผ่านมาก็มีผู้ประกอบธุรกิจโดรนส่งสินค้าเข้ามาคุยกับเขาอยู่เหมือนกัน แต่ติดปัญหาเรื่องข้อกฎหมาย แต่หากสามารถดำเนินการให้เกิดขึ้นจริงได้ก็จะช่วยแก้ปัญหาการส่งสินค้าล่าช้าได้แน่นอน

 

ด้าน สันทิต จีรวงศ์ไกรสร ผู้อำนวยการประจำภูมิภาค ฝ่ายดำเนินงาน บริษัท ลาลาล่ามูฟ ประเทศไทย ทิ้งท้ายว่า ภาครัฐและเอกชนควรจะร่วมมือกันเพื่อนำเทคโนโลยีเข้ามาสร้างประโยชน์ขับเคลื่อนวงการโลจิสติกส์ไทยให้รุดหน้าให้ได้มากที่สุด

 

“การใช้โดรนยังติดเรื่องข้อกฎหมายอยู่ เพราะฉะนั้นมันก็ต้องมีภาครัฐมาช่วยกำกับด้วย เช่นเดียวกับกรณีของรถยนต์ไร้ขนขับส่งสินค้า ผมคิดว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้จริงนั้นก็ต้องอาศัยการทำงานร่วมกับรัฐและเอกชนในการพัฒนาร่วมกัน”

 

 

Cashless Society และพร้อมเพย์ สองเทรนด์สำคัญลดภาระต้นทุนการหมุนเวียนเงินสด

ขณะที่บนเวทีเสวนาเรื่องการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ ประเด็นเรื่องสังคมไร้เงินสด (Cashless Society) และพร้อมเพย์ดูจะเป็น 2 หัวข้อใหญ่ที่ได้รับความสนอกสนใจมากที่สุด

 

เพราะในปัจจุบันผู้ให้บริการทางการเงินและธนาคารหลายแห่งต่างก็พัฒนาวิธีการเพื่อให้ผู้ประกอบการหลายๆ ขนาดพึ่งพาการใช้เงินสดน้อยที่สุด เราจึงได้เห็นพ่อค้าแม่ค้าขายข้าวแกงและพี่วินมอเตอร์ไซค์เพิ่มช่องทางการจ่ายเงินด้วย QR Code อย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับเทรนด์ความนิยมของกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์หรือ E-Wallet ที่กำลังเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ

 

 

สมคิด จิรานันตรัตน์ รองประธานบริษัท กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจว่า หนึ่งในเหตุผลที่ภาครัฐและทางธนาคารแห่งประเทศไทยให้ความสำคัญกับเทรนด์สังคมไร้เงินสดนั้น เพราะเป็นการช่วยลดต้นทุนเสียเปล่าที่เกิดขึ้นจากกระบวนการหมุนเวียนเงินสดอย่างฟุ่มเฟือย

 

“ในแต่ละวันมีเงินสดหมุนเวียนในประเทศมากกว่าหลักแสนล้านบาท ซึ่งต้นทุนการหมุนเวียนเงินจำนวนนี้ถือว่าสูงมากๆ และน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่าหากเอาต้นทุนที่ใช้ในการหมุนเวียนเหล่านั้นไปใช้พัฒนาประเทศในด้านอื่นๆ แทน”

 

ฝั่ง สมหวัง เหลืองไพบูลย์ศรี ผู้จัดการ PayPal ประจำประเทศไทย ได้เปิดเผยผลสำรวจข้อมูลที่น่าสนใจและพบว่า 57% ของผู้ทำธุรกรรมส่วนใหญ่ในเอเชียยังยึดติดกับการใช้เงินสดอยู่ อย่างไรก็ดี จีนดูจะเป็นประเทศที่ทันสมัยและก้าวหน้ามากที่สุด เพราะมีจำนวนผู้ใช้เงินสดทำธุรกรรมเพียง 25% เท่านั้น ส่วนอีก 75% ที่เหลือหันไปใช้รูปแบบการชำระเงินแบบใหม่ๆ รวมถึง Alipay และ WeChat Pay

 

 

ส่วนประเทศไทยยังมีอัตราการใช้เงินสดทำธุรกรรมอยู่ที่ 70% แต่จำนวนดังกล่าวก็มีแนวโน้มจะลดลงได้ไม่ยาก โดย PayPal เชื่อว่าเทคโนโลยีและประสิทธิภาพการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่ทันสมัยจะมีส่วนช่วยให้ผู้บริโภคได้ทดลองการทำธุรกรรมรูปแบบใหม่ๆ มากขึ้น

 

ด้านวิธีการทำธุรกรรมรูปแบบใหม่ๆ ที่ผู้บริโภคชาวเอเชียรู้สึกคุ้นเคยมากที่สุด สามารถจำแนกตามลำดับได้ดังนี้

  1. 49% คุ้นเคยกับ E-Wallet หรือกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์
  2. 23% คุ้นเคยกับ Contactless Payment Via Cards หรือการทำธุรกรรมผ่านการแตะบัตรเข้ากับเครื่องแสกน
  3. 23% คุ้นเคยกับ Contactless Payment Via Mobiles หรือการทำธุรกรรมผ่านการแตะโทรศัพท์มือถือกับเครื่องสแกน
  4. 14% คุ้นเคยกับ In-App Payment System หรือการทำธุรกรรมผ่านแอปฯ มือถือ
  5. 11% คุ้นเคยกับ Digital Currency หรือการใช้สกุลเงินดิจิทัล
  6. 4% คุ้นเคยกับ Recharge Phone

 

สมหวังบอกว่า “ณ ปัจจุบันพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไปมาก ผู้ให้บริการด้านการเงินเองก็เปลี่ยนแปลงและปรับปรุงบริการของตนเพื่อให้ผู้บริโภคทำธุรกรรมได้สะดวกมากขึ้น ซึ่งแนวโน้มวิธีการชำระเงินของผู้บริโภคไทยก็จะเปลี่ยนไปมากขึ้นเช่นกัน อย่างที่พลเมืองจีนนิยมใช้ Alipay WeChat ในปัจจุบันกัน เราเองก็อาจจะเปลี่ยนรูปแบบไปคล้ายๆ กับเขาได้ในอนาคต ซึ่งพร้อมเพย์ในบ้านเราก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่ทำให้ผู้ประกอบการแก้ปัญหาหรือส่งเสริมให้ทำธุรกรรมออนไลน์ได้ง่ายขึ้นกว่าเดิมด้วยเช่นกัน”

 

ทุกวันน้ีประเด็นเรื่องการใช้พร้อมเพย์ยังกลายเป็นข้อถกเถียงเรื่องความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของผู้บริโภคอยู่ตลอดเวลา และดูเหมือนว่าคุยกี่ครั้งก็หาข้อสรุปไม่ได้เสียที แต่สำหรับสมคิดตัวแทนจากธนาคารกสิกรไทย เขาเชื่อว่า พร้อมเพย์จะทำให้ไลฟ์สไตล์ความเป็นอยู่ของผู้คนสะดวกและปลอดภัยมากขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ

 

“พร้อมเพย์ จะทำให้การใช้จ่ายข้ามธนาคารได้ง่ายมากขึ้น นอกจากนี้พร้อมเพย์ยังทำได้มากกว่าในแง่การทวงเงิน ซึ่งจะเป็นฟีเจอร์ที่เปิดตัวในปีหน้าและถือเป็นการเพิ่มความสะดวกให้ผู้บริโภค

 

“คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่าพร้อมเพย์ไม่ปลอดภัยทำให้ไม่กล้าลงทะเบียน แต่ความจริงผมมองว่าคนที่ลงทะเบียนจะปลอดภัยกว่าด้วยซ้ำไป เพราะเป็นการยึดเลขโทรศัพท์กับเลขที่บัญชีเข้าด้วยกัน ซึ่งหมายความว่าจะไม่มีใครมาทำธุรกรรมแทนตัวคุณได้เลย”

 

ด้าน กิติพงศ์ มุตตามระ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอดวานซ์ เอ็มเปย์ จำกัด ผู้ให้บริการกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์เชื่อว่า เทรนด์การใช้งานของ E-Wallet อาจจะเบียดคะแนนความนิยมจากการใช้เงินสดได้อย่างพอฟัดพอเหวี่ยง แต่การแข่งกับบัตรเครดิตยังเป็นเรื่องที่ทำได้ยากอยู่ เนื่องจากมีฟังก์ชันการใช้งานที่ต่างกัน

 

“E-Wallet แข่งกับเงินสดได้ แต่อาจะแข่งกับเครดิตการ์ดได้ยาก เพราะในเชิงกระบวนการ E-Wallet ต้องอาศัยการเติมเงินออนไลน์ลงไปก่อน ต่างจากเครดิตที่เป็นการใช้เงินก่อนแล้วค่อยจ่ายที่หลัง ที่สำคัญเขายังมีโปรโมชันส่งเสริมการขายของตัวเองด้วย ซึ่งต่างจากการทำการตลาดของ E-Wallet ในขณะนี้”

 

ขณะที่ ศุภวิทย์ หงส์อมรสิน ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ประจำประเทศไทย บริษัท แอร์เพย์ (ประเทศไทย) จำกัด อีกหนึ่งผู้ให้บริการกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่กำลังทำตลาดในไทยอย่างต่อเนื่อง ให้ความเห็นถึงประเด็นการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมไร้เงินสดว่า

 

“ถ้าทางธนาคารแห่งประเทศไทยผลักดันเรื่อง E-Wallet มากขึ้น ประชาชนก็จะหันมาใช้งานเทคโนโลยีแบบนี้มากขึ้น อย่างไรก็ดีมันจะเติบโตได้ก็ต้องมีการพัฒนาโครงสร้างการเชื่อมต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ตภายในประเทศให้ดีควบคู่ไปด้วยเพื่อให้สังคมไร้เงินสดพัฒนาไปได้อย่างมีเสถียรภาพ”

 

ที่สุดแล้วไม่ว่าสังคมไทยจะผลัดใบจากเงินสดไปซบอกเงินดิจิทัลและเงินในโลกออนไลน์ได้จริงหรือไม่? กรุงเทพฯ จะมีโดรนส่งสินค้าบินว่อนกลางสยามไปยังพาหุรัดได้หรือเปล่า? และอีคอมเมิร์ซไทยจะเติบโตได้แค่ไหน? ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่าการร่วมกันทำงานระหว่างภาครัฐและเอกชนมีผลเป็นอย่างมาก สิ่งที่ควรคาดหวังในตอนนี้คือการจับมือและหารือกันอย่างใกล้ชิดระหว่างฟันเฟืองสำคัญทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งจะสร้างประโยชน์ให้กับประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรมแน่นอน

 

อ้างอิง:

  • รายงานผลการสำรวจมูลค่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย ปี 2560 (Value of e-Commerce Survey in Thailand 2017) โดยสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA)

The post เทรนด์ E-Commerce 2018 ข้อมูลคือพระเจ้า สังคมไร้เงินสดมาแน่! appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/e-commerce-trends-2018/feed/ 0
ทำไมกสิกรไทยถึงเปิดบริการ ‘หนังสือค้ำประกันบนบล็อกเชน’ รายแรกของโลก? https://thestandard.co/news-business-kasikorn-bank-ibm-blockchain/ https://thestandard.co/news-business-kasikorn-bank-ibm-blockchain/#respond Thu, 20 Jul 2017 08:42:25 +0000 https://thestandard.co/?p=15208

     ถ้า 3-4 ปีที่ผ่านมาเป็นปีที่ธนาคารพ […]

The post ทำไมกสิกรไทยถึงเปิดบริการ ‘หนังสือค้ำประกันบนบล็อกเชน’ รายแรกของโลก? appeared first on THE STANDARD.

]]>

     ถ้า 3-4 ปีที่ผ่านมาเป็นปีที่ธนาคารพาณิชย์ในไทยตื่นตัวเรื่อง Mobile Banking และ e-Payment กันมากขึ้น ปีนี้คงหนีไม่พ้นเรื่องบล็อกเชน (Blockchain) ที่เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งใน ‘เทคโนโลยีเปลี่ยนโลก’ (Key Revolution Technologies) ของยุคนี้

     ล่าสุด วันที่ 19 กรกฎาคม 2560 ธนาคารกสิกรไทยประกาศเปิดบริการหนังสือค้ำประกันบนบล็อกเชนแล้ว พร้อมอ้างว่าเป็นเจ้าแรกในไทยและในโลก! โดยใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนในโครงการ Hyperledger จาก IBM พร้อมหนุนพันธมิตรจากรัฐวิสาหกิจและเอกชนทั้ง 4 รายมาร่วมทดสอบบริการร่วมกันบน Regulatory Sandbox หรือสนามทดลองนวัตกรรมของธนาคารแห่งประเทศไทย

     ที่ผ่านมากระแสบล็อกเชนเริ่มเป็นที่พูดถึงอย่างแพร่หลาย แต่เราก็ยังไม่เห็นสถาบันการเงินไทยขยับตัวหรือลุกขึ้นมาพัฒนาบริการที่รองรับเทคโนโลยีนี้อย่างเป็นรูปธรรมเสียที อาจเพราะเป็นเรื่องใหม่ที่ซับซ้อน เข้าใจยาก ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง จนกระทั่งปี 2560 กสิกรไทยเริ่มประกาศนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้รับรองเอกสารต้นฉบับ โดยร่วมกับ IBM ตามมาด้วยธนาคารไทยพาณิชย์ โดยบริษัท ดิจิทัล เวนเจอร์ส ได้ดึงบล็อกเชนของ Ripple บริษัทผู้ให้บริการด้านการชำระเงินชั้นนำของสหรัฐฯ มารองรับระบบโอนเงินระหว่างประเทศไทยกับญี่ปุ่น เมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

 

 

     ด้าน พิพิธ เอนกนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย ชี้ว่าเทคโนโลยีนี้จะเข้ามาช่วยขับเคลื่อนธุรกิจไทย โดยคาดว่าจะมีสัดส่วนการทำหนังสือค้ำประกันผ่านระบบธนาคารพาณิชย์สูงถึง 5 แสนฉบับ คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 1.35 ล้านล้านบาทภายในปีนี้
ทำไมต้องเป็นหนังสือค้ำประกัน เป้าหมายของกสิกรไทยคืออะไร บล็อกเชนจะเข้ามาพลิกโฉมของการทำธุรกรรม และเอื้อประโยชน์กับการขับเคลื่อนธุรกิจอย่างไร ติดตามในบทความนี้กันได้เลย!


อุดช่องโหว่ของหนังสือค้ำประกัน ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ สร้างความน่าเชื่อถือ

     พิพิธ เอนกนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เผยถึงสาเหตุที่เลือกนำเทคโนโลยีนี้มาแก้ปัญหาเรื่องการออกหนังสือค้ำประกัน เพราะธุรกิจขนาดใหญ่และหน่วยงานรัฐมักประสบปัญหาในการจัดการเอกสาร รวมทั้งยังมีเป็นช่องโหว่ที่ก่อให้เกิดต้นทุนแฝงซึ่งคนทั่วไปอาจมองไม่เห็น
     ตามปกติแล้วเวลาคู่ค้าทำสัญญาธุรกิจจะทำหนังสือค้ำประกันผ่านธนาคาร เพื่อสร้างความมั่นใจ (และเป็นหลักฐาน) ในการประกอบธุรกิจร่วมกัน ประเทศไทยมีหนังสือค้ำประกันที่ออกโดยธนาคารมากถึงร้อยละ 80  ซึ่งบ่อยครั้งใช้เวลาดำเนินการนาน ผ่านกระบวนการหลายขั้นตอน และอาจสูญหายระหว่างทาง ขณะที่การออกหนังสือค้ำประกันออนไลน์ในปัจจุบันยังเสี่ยงถูกปลอมแปลง ทางกสิกรไทยจึงพัฒนา ‘OriginCert ’ บริการหนังสือค้ำประกันบนระบบบล็อกเชนครั้งแรกของโลก ที่เปิดให้ภาคธุรกิจ ธนาคาร และหน่วยงานอื่นๆ เข้ามาใช้ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว โดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญเชิงเทคนิคของบล็อกเชนโดยตรง
     กสิกรไทยจะนำร่องใช้กับการรับรองเอกสารหนังสือค้ำประกัน (Letter of Guarantee: LG) เป็นบริการแรก ซึ่งธุรกิจขนาดใหญ่และหน่วยงานรัฐมักประสบปัญหาในการจัดการเอกสาร โดยได้พันธมิตรทางธุรกิจมาเข้าร่วมด้วย คือ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การไฟฟ้านครหลวง บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) และบริษัท พีทีที โพลีเมอร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด

 

 

     ถามว่าทำไมต้องเป็นเทคโนโลยีบล็อกเชน ในเมื่อปัจจุบันเราสามารถขอหนังสือค้ำประกันผ่านระบบออนไลน์ได้แล้ว สมคิด จิรานันตรัตน์ รองประธาน กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป ชี้ว่าบล็อกเชนจะเข้ามาช่วยแก้ Pain Point คือ
     1. มีความปลอดภัยสูง (Security) ด้วยระบบข้อมูลที่น่าเชื่อถือ (Trust) สามารถยืนยันความถูกต้องได้ ที่สำคัญปลอมแปลงยาก เพราะข้อมูลที่อยู่ในบล็อกเชนจะแก้ไขไม่ได้

     2. ประหยัดต้นทุน (Cost Saving) ค่าเสียโอกาสและค่าใช้จ่ายด้านเอกสารมากถึง 2 เท่า

     3. ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินการ (Efficiency) ทำได้ทุกที่ ทุกเวลาตลอด 24 ชั่วโมง และกำหนดเงื่อนไขเองได้ เช่น ต่อสัญญาอัตโนมัติหรืออนุมัติหลังจ่ายเงินเท่านั้น

     4. ลดขั้นตอนการจัดการเอกสารที่ยุ่งยาก ใช้เวลานานเป็นสัปดาห์ให้เหลือภายใน 1 วัน

     5. ใช้ระบบข้อมูลแบบรวมศูนย์ (Consolidated Information) ทุกข้อมูลธุรกรรมจะอยู่บนบล็อกเชน ทำให้ติดตามและตรวจสอบข้อมูลได้ง่าย (Traceability)

     6. สร้างโอกาสทางธุรกิจ (Business Opportunity) ทำให้ขับเคลื่อนธุรกิจได้เร็ว เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันภายในประเทศและต่างประเทศ

 



หมดยุคกระดาษ เพราะเศรษฐกิจดิจิทัลจะมุ่งสู่สังคมไร้เงินสดและเอกสาร (Cashless and Paperless Society)

     นอกจากนี้ กสิกรไทยยังมองว่าบล็อกเชนจะตอบโจทย์แนวทางเศรษฐกิจดิจิทัลภายใต้นโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล ทุกวันนี้สังคมไทยมีภาระต้นทุนการหมุนเวียนเงินสดในประเทศสูง การทำธุรกรรมส่วนใหญ่ยังใช้เอกสารกระดาษเพื่อเป็นหลักฐาน เช่น สเตทเมนต์ธนาคาร สัญญา และโฉนดที่ดิน ทั้งที่มีต้นทุนสูง สูญหายง่าย และตรวจสอบยาก แม้ว่าบริษัทองค์กรและหน่วยงานจะเริ่มใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์กันเพิ่มมากขึ้นแล้วก็ตาม

     บริการออกหนังสือค้ำประกันบนบล็อกเชนจึงน่าจะช่วยลดปริมาณการใช้กระดาษและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยคาดว่ามูลค่าของ LG จะสูงถึง 1.3 ล้านล้านบาทในปีนี้ โดยร้อยละ 35 เป็นสัดส่วนหนังสือค้ำประกันที่ออกโดยกสิกรไทย ประมาณ 3.3 แสนล้านบาท ผ่านสาขาร้อยละ 80 และผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ร้อยละ 20 และคาดว่าในสิ้นปี สัดส่วนการใช้บริการ LG ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์จะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 35 โดยผ่านบล็อกเชนร้อยละ 5


     พิพิธ เอนกนิธิ กล่าวว่าเทคโนโลยีนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของภาครัฐและภาคเอกชนหันมาสนใจการใช้นวัตกรรม เพื่อยกระดับธุรกิจไทยและปูทางไปสู่สังคมไร้เงินสดและเอกสารในอนาคต

 

รัฐและเอกชนตื่นตัว มองบล็อกเชนเป็นอนาคต ไม่ปรับก็ยากจะอยู่รอด

     การเปิดตัวบริการใหม่ครั้งนี้ยังเป็นหนึ่งในพันธกิจของกสิกรไทยที่พยายามปรับตัวให้ทันเทคโนโลยีดิจิทัลสู่ยุค Digitization และยังสะท้อนให้เห็นถึงการตื่นตัวของภาคธุรกิจเอกชน ธนาคารกลาง รวมทั้งรัฐวิสาหกิจที่ถูกมองว่าล้าสมัยได้อย่างน่าสนใจ

     บนเวทีเสวนาในหัวข้อ ‘Blockchain เทคโนโลยีเปลี่ยนโลก’ ตัวแทนของแต่ละภาคส่วนได้ร่วมแสดงทัศนะต่อการเข้าร่วมบริการ OriginCert บนบล็อกเชนกันอย่างคึกคัก พร้อมชี้ว่าระบบธุรกรรมในปัจจุบันยังมีปัญหาอีกมาก ทำให้ธุรกิจทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ

     สิริธิดา พนมวัน ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายระบบการชำระเงินและ เทคโนโลยีทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้ว่าทุกฝ่ายควรจับตา 6 เทคโนโลยีสำคัญที่จะเข้ามาพลิกโฉมอนาคตทางการเงิน ได้แก่

  1. บล็อกเชน ซึ่งปัจจุบันมีธนาคารพาณิชย์ 2 รายที่เข้ามาร่วมพัฒนาบน Regulatory SandBox ของ ธปท.
  2. QR Payment เพิ่มประสิทธิภาพของระบบการชำระเงินผ่านคิวอาร์โค้ด เช่น Alipay
  3. เทคโนโลยีไบโอเมตริกส์ (Biometrics) ที่ใช้ยืนยันตรวจสอบตัวตนในการทำธุรกรรม
  4. การวิเคราะห์ประมวลผลคลังข้อมูลด้วย Big Data และ Data Analytics
  5. Machine Learning และ AI
  6. Standard Open APIs การแชร์โครงสร้างพื้นฐานบนแพลตฟอร์มร่วมกันจะช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจไทยไปสู่ Sharing Economy

     ทั้งนี้ ธปท. มองว่าบทบาทใหม่ของ ธปท. ที่เปิดสนามทดลองนวัตกรรมขึ้นมาจะช่วยดูแลความเสี่ยงของสถาบันการเงินที่นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ พร้อมช่วยสนับสนุนให้เกิดนวัตกรรมใหม่ที่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง ย้ำ ‘ถ้ามัวแต่กลัวความเสี่ยง นวัตกรรมก็ไม่เกิด’

     ทางด้าน สารนิต อังศุสิงห์ รองผู้ว่าการเทคโนโลยีสารสนเทศและระบบสื่อสาร การไฟฟ้านครหลวง อธิบายว่าปัญหาสำคัญของหน่วยงานคือการค้ำประกันค่าไฟ รวมทั้งค่าลงทุนซื้อและติดตั้งอุปกรณ์ซึ่งคิดเป็นเงินหลายหมื่นล้านบาท/ปี ขณะที่ ชิณเสณี อุ่นจิตติ ผู้ช่วยผู้ว่าการ บัญชีและการเงิน การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ชี้ว่าไฟฟ้าเป็นสินค้าใช้ก่อน จ่ายทีหลัง จึงต้องทำหนังสือค้ำประกันการใช้ไฟเช่นกัน แต่การตรวจสอบเอกสารชำระเงินในต่างจังหวัดทำได้ล่าช้า เพราะข้อมูลกระจัดกระจาย ทั้งสองจึงมองว่าบล็อกเชนจะช่วยลดขั้นตอนการทำงานและต้นทุน ทำให้มีเวลาพัฒนาบุคลากรมากขึ้น

     ขณะที่ ดวงกมล เศรษฐธนัง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการเงินและบัญชี บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ชี้ว่าการซื้อขายผลิตภัณฑ์เคมีของบริษัทต้องมีหนังสือค้ำประกันหรือ LG การันตีโดยธนาคารเช่นกัน ซึ่งใช้เวลาดำเนินการล่าช้าอย่างน้อย 2-3 สัปดาห์ ขณะที่บล็อกเชนทำได้ภายในวันเดียว เมื่อระบบธุรกรรมมีประสิทธิภาพก็จะช่วยประหยัดเวลาและเพิ่มความสามารถเรื่องการแข่งขันทางธุรกิจในที่สุด

 

อนาคตของบล็อกเชนที่ไม่จำกัดแค่เรื่องของการเงิน

     สมคิด จิรานันตรัตน์ ชี้ว่าในอนาคตยังสนใจบล็อกเชนทั้งในแง่
     1. การยืนยันตัวตน (Identity) ที่เชื่อมโยงกับระบบทุกธนาคาร โดยที่ลูกค้าไม่ต้องคอยยื่นเอกสารหรือสำเนาบัตรประชาชนให้กับธนาคารแต่ละแห่ง
     2. การแลกเปลี่ยนความเป็นเจ้าของสินทรัพย์ (Asset Ownership) ซึ่งบล็อกเชนจะบันทึกข้อมูลทันทีที่มีการโอนย้าย/แลกเปลี่ยนสินทรัพย์ เช่น โฉนดที่ดิน

     3. การทำประกันและเคลมประกัน (Insurance & Claim) เช่น การเคลมประกันสุขภาพที่สามารถติดตามผลหรือตรวจสอบข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว

     ที่สำคัญโอกาสของบล็อกเชนไม่ได้จำกัดแค่ในกลุ่มธุรกิจการเงินเท่านั้น แต่ยังเป็นไปได้ในทุกอุตสาหกรรม พร้อมยกกรณีตัวอย่างของ Walmart ที่ได้บล็อกเชนควบคู่กับระบบสมาร์ตฟาร์ม ติดตามข้อมูลของเนื้อสัตว์จากฟาร์มในแต่ละเมืองเพื่อตรวจสอบคุณภาพและป้องกันโรคระบาด โดยชี้แนะว่าธุรกิจจะใช้นวัตกรรมได้สำเร็จจะต้องศึกษาและใช้กรณีตัวอย่างที่น่าสนใจและสอดรับกับโมเดลของตัวเอง พร้อมย้ำว่าทุกฝ่ายต้องช่วยกันสนับสนุนเพื่อสร้างระบบนิเวศ แทนที่จะแยกตัวออกมาพัฒนาแพลตฟอร์มแข่งกันเอง เพื่อประโยชน์สูงสุดของทุกคน

The post ทำไมกสิกรไทยถึงเปิดบริการ ‘หนังสือค้ำประกันบนบล็อกเชน’ รายแรกของโลก? appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/news-business-kasikorn-bank-ibm-blockchain/feed/ 0