สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/สภาหอการค้าแห่งประเทศไ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 31 Mar 2026 12:41:00 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ส่งออกอาหารไทย 2 แสนล้าน ทรุด 10.5% เซ่นปิดช่องแคบฮอร์มุซ! ส.ผู้ผลิต รับ ‘อั้นราคา’ ได้ถึงแค่ พ.ค. https://thestandard.co/thai-food-export-slump-hormuz-strait-price/ Tue, 31 Mar 2026 12:40:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1193366 ส่งออกอาหารไทย 2 แสนล้าน ทรุด 10.5% เซ่นปิดช่องแคบฮอร์มุซ! ส.ผู้ผลิต รับ ‘อั้นราคา’ ได้ถึงแค่ พ.ค.

เซ่นปิดฮอร์มุซ! ส.อ.ท.-สภาหอการค้าฯ-สถาบันอาหาร เผยส่งอ […]

The post ส่งออกอาหารไทย 2 แสนล้าน ทรุด 10.5% เซ่นปิดช่องแคบฮอร์มุซ! ส.ผู้ผลิต รับ ‘อั้นราคา’ ได้ถึงแค่ พ.ค. appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่งออกอาหารไทย 2 แสนล้าน ทรุด 10.5% เซ่นปิดช่องแคบฮอร์มุซ! ส.ผู้ผลิต รับ ‘อั้นราคา’ ได้ถึงแค่ พ.ค.

เซ่นปิดฮอร์มุซ! ส.อ.ท.-สภาหอการค้าฯ-สถาบันอาหาร เผยส่งออกอาหาร 2 เดือนแรก ปี 69 มูลค่า 2 แสนล้านบาท ติดลบ 10.5% รับหั่นเป้าทั้งปีเหลือ 1.4 ล้านล้านบาท ผู้ผลิตชี้ยังประคองราคาช่วยผู้บริโภค แต่ถ้าหากสงครามยืดเยื้อถึงพฤษภาคม อาจจะต้องปรับขึ้นราคา

 

 
 

ไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าวว่า สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมบูรณาการข้อมูล พบว่า การส่งออกสินค้าอาหารไทยในช่วง 2 เดือนแรกปี 2569 มีมูลค่า 202,100 ล้านบาท หดตัว 10.5%

 

เศรษฐกิจโลกชะลอ – บาทแข็ง – อินโดนีเซียไม่นำเข้าสินค้าอาหาร

 

ปัจจัยหลักมาจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคในตลาดโลกที่ลดลงจากความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจและสงครามการค้า การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงลดทอน ความสามารถในการปรับราคาตามต้นทุนของผู้ผลิต นโยบายจำกัดการนำเข้าและการพึ่งพาตนเองด้านอาหารมากขึ้นของคู่ค้าในภูมิภาค

 

“โดยเฉพาะอินโดนีเซียที่ประกาศไม่นำเข้าสินค้าอาหารหลักอย่างข้าว ข้าวโพด และน้ำตาลในปีนี้ เนื่องจากมีสต็อกภายในประเทศเพียงพอ ส่งผลให้การนำเข้าสินค้าจากไทยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ”

 

นอกจากนี้ ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นยังทำให้สินค้าไทยมีราคาแพงขึ้นในสายตาผู้ซื้อ ราคาสินค้าเกษตรและอาหารหลายชนิด เช่น ผัก ผลไม้ มะพร้าว และทุเรียน ที่ตกต่ำ กดดันรายได้การส่งออก

 

ขณะเดียวกันความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชายังส่งผลให้ยอดส่งออกไปกัมพูชาหายไปกว่า 5,000 ล้านบาทต่อเดือน คิดเป็นประมาณ 5% ของมูลค่าส่งออกอาหารทั้งหมด ตลาดหลักหลายแห่งยังหดตัว เช่น CLMV อาเซียนเดิม สหรัฐฯ ตะวันออกกลาง และญี่ปุ่น ขณะที่ตลาดที่เติบโต ได้แก่ เอเชียใต้ สหภาพยุโรป CIS และจีน

 
สภาอุตสาหกรรมไทย
 

โปรตีน อาหารสุขภาพ ‘เครื่องยนต์ใหม่’

 

ในส่วนของการส่งออกกลุ่มสินค้าอาหารอนาคต (Future Food) ยังคงเป็น ‘เครื่องยนต์ใหม่’ ของอุตสาหกรรมอาหาร ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มูลค่าการส่งออกขยายตัวจาก 79,525 ล้านบาทในปี 2563 เป็น 134,468 ล้านบาทในปี 2568 อัตราเติบโตเฉลี่ย 11.1% ต่อปี

 

ขณะเดียวกันสัดส่วนการส่งออกอาหารอนาคตต่อการส่งออกอาหารรวมทั้งหมด มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากร้อยละ 7.4 ในปี 2563 เป็น 8.9% ในปี 2568 สะท้อนถึงความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของสินค้าอาหารอนาคตในโครงสร้างการส่งออกของไทย แม้ในระยะสั้นจะมีความผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจโลก

 

อย่างไรก็ตาม โครงสร้างการส่งออกยังคงกระจุกตัวสูง โดยพึ่งพากลุ่มอาหารเพื่อสุขภาพ (Health & Wellness Food) เป็นหลัก มีสัดส่วนสูงถึง 90.3% และเติบโตเฉลี่ย 12.6% ต่อปี ขณะที่กลุ่มอาหารทางการแพทย์ (Medical Food) มีสัดส่วน 4.8% เติบโตเฉลี่ย 3.7%

 

แม้เริ่มมีบทบาทเพิ่มขึ้น แต่ศักยภาพในการผลิตและส่งออกยังอยู่ในวงจำกัด ในทางกลับกัน กลุ่มโปรตีนทางเลือก (Alternative Protein) มีสัดส่วน 3.7% และกลุ่มอาหารอินทรีย์ (Organic Food) สัดส่วน 1.1% กลับชะลอตัว

 

ภาพรวมตลาดส่งออกอาหารไทยปี 2568 สะท้อนโครงสร้างตลาดที่กระจายตัวมากขึ้น โดยตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทยในปัจจุบัน คือ จีน มีสัดส่วน 22.3% ของการส่งออกอาหารทั้งหมด รองลงมาคืออาเซียน (11.5%) สหรัฐอเมริกา (11.3%) CLMV (10.8%)

 

ตลาดสำคัญหลายแห่งยังหดตัวตามภาวะเศรษฐกิจโลก รวมถึงความกังวลสงครามการค้าสหรัฐฯ โดย

 

  • การส่งออกไปยังจีนหดตัวลงร้อยละ -11.6%
  • อาเซียน (-13.6%)
  • CLMV (-10.0%)
  • ญี่ปุ่น (-8.9%)
  • ตะวันออกกลาง (-16.7%)
  • แอฟริกา (-25.2%)

 

ส่วนตลาดที่ยังเติบโต ได้แก่ สหภาพยุโรป (+5.2%), เอเชียใต้ (+35.5%) ทั้งนี้ แนวโน้มในไตรมาสแรกของปี 2569 (ม.ค.-มี.ค.) คาดว่าการส่งออกสินค้าอาหารไทยจะมีมูลค่า 305,900 ล้านบาท ลดลง 11.5% หดตัวต่อเนื่องจากปีก่อน

 

“เดือนมีนาคมภาคส่งออกจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากสงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลให้การขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซไปยังกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ (GCC) และการ Re-export จากยูเออีไปยังหลายประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกา (MENA) ถูกตัดขาด”

 

โดยสินค้าที่พึ่งพาตลาดตะวันออกกลางมาก เช่น ทูน่ากระป๋อง (17.4%) ข้าว (13.3%) ข้าวโพดหวานปรุงแต่ง (12.4%) และสับปะรดกระป๋อง (11.5%) มีโอกาสได้รับผลกระทบสูง

 

ขณะที่สินค้าที่พึ่งพาตลาดนี้ในระดับปานกลาง เช่น ไก่ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และเครื่องดื่มจากมะพร้าว (4-5%) จะได้รับผลกระทบน้อยกว่า

 

“ผลกระทบทางอ้อมจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นเป็นความท้าทายหลักที่จะสร้างแรงกดดันต่อต้นทุนสินค้าในห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ราคาปุ๋ย วัตถุดิบเกษตร โรงงานแปรรูป บรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงค่าขนส่งและการกระจายสินค้า”

 
ส่งออกไทย
 

 

ขณะที่ความต้องการตลาดโลกยังอ่อนแรงจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อที่จะปรับตัวสูงขึ้น และการแข่งขันด้านราคา

 

สู้รบตะวันออกกลางป่วนพลังงาน ภาษีสหรัฐฯ ฉุดเป้าทั้งปีคาดเหลือ 1.4 ล้านล้านบาท

 

สำหรับภาพรวมทั้งปี 2569 คาดว่ามูลค่าการส่งออกอาหารไทยจะมีมูลค่า 1.4 ล้านล้านบาท ลดลง 7.3% หดตัวรุนแรงที่ -17.7% ในช่วงไตรมาส 2 ก่อนที่จะทยอยปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังและฟื้นตัวได้เล็กน้อยในช่วงปลายปี

 

“หากเศรษฐกิจและความขัดแย้งในตะวันออกกลางไม่ลุกลาม ปัจจัยลบที่กระทบส่งออกสาเหตุหลักมาจากอุปสงค์โลกที่อ่อนแรงจากราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น แต่ความไม่สงบในตะวันออกกลางจะบั่นทอนบรรยากาศการค้า มาตรการจำกัดการนำเข้าและความพึ่งพาตนเองด้านอาหารของคู่ค้า ราคาสินค้าเกษตรลดลง ความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีการค้าของสหรัฐฯ”

 

รวมถึงผลกระทบจากความขัดแย้งไทย-กัมพูชา สำหรับตลาดส่งออกที่คาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้น เช่น เอเชียใต้ (+35%) และสหภาพยุโรป (+15.9%)

 

ขณะที่กลุ่มตลาดที่จะ ‘หดตัวสูงสุด’ คือ ตะวันออกกลาง (-50.7%) เพราะประเทศปลายทางส่วนใหญ่ต้องอาศัยเรือสินค้าที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ส่วนตลาดสหรัฐฯ คาดว่าจะหดตัว -12.8%

 

วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการ หอการค้าไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า อุตสาหกรรมอาหารไทยปัจจุบันเผชิญทั้งปัจจัยสนับสนุนและปัจจัยท้าทาย ซึ่งจำเป็นต้องเร่งแสวงหาโอกาสทางการค้าอย่างเหมาะสมและทันท่วงที

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าอาหารไทยไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง มีแนวโน้มยืดเยื้อและอาจกระทบต่อการเคลื่อนย้ายสินค้าระหว่างประเทศ รวมถึงประเทศที่มีความเชื่อมโยงในห่วงโซ่อุปทาน

 

ทั้งนี้ ในระยะสั้นได้มีข้อเสนอแนะให้ผู้ประกอบการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างรอบคอบ โดยหลีกเลี่ยงการรอคอยในพื้นที่เสี่ยง

 

ผู้ผลิตอาหารยังไม่ปรับราคา ชี้ประคองได้ถึง พ.ค.

 

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีโอกาสทางการค้า โดยเฉพาะในกรณีที่ประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางซึ่งพึ่งพาการนำเข้าอาหารเป็นหลักที่ประสบภาวะขาดแคลนสินค้าบางประเทศต้องการนำเข้าอาหารมากกว่า 90% บางประเทศ 50-70% ซึ่งประเทศไทยสามารถกลับเข้าสู่ตลาดดังกล่าวได้เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย

 

แม้ในปัจจุบัน จะยังมีข้อจำกัดด้านการขนส่งทางเรือ อาทิ ความพร้อมของท่าเรือ ระบบโลจิสติกส์ อัตราค่าระวาง และภาษีนำเข้า ภายในประเทศในตะวันออกกลาง

 

ทองดี ปาโส ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวเพิ่มเติมว่า ในการเกิดวิกฤตนั้นก็ถือว่าเป็นโอกาสเช่นเดียวกัน จากตัวเลขการส่งออกอาหารเมื่อย้อนไป 3 ปีหลัง

 

การส่งออกมีการปรับตัวลดลงในทุกปี แต่มีกลุ่มอาหารที่เป็น ‘Rising Star’ ที่จะมากู้สภาวะของกลุ่มอาหาร นั่นก็คือ อาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต

 

เนื่องจากสังคมโลกเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยมากขึ้น เฉพาะอาหารที่มีความพิเศษสำหรับผู้สูงวัยก็จะเป็นหนึ่งทางออก และการปรับเปลี่ยนทางโครงสร้าง (Structural Change) การปรับตลาดสู่ Emerging Market, พัฒนาสินค้า High-Value และขับเคลื่อนธุรกิจด้วยนวัตกรรม การใช้พลังงานทางเลือก

 

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าพลาสติกที่เป็นส่วนสำคัญในการผลิตอาหารจะมีความตึงตัว แต่ไม่น่าจะถึงกับขาด จนต้องหยุดการผลิต

 

“ผู้ผลิตอาหารยังพยายามไม่ปรับราคา เพื่อลดผลกระทบต่อผู้บริโภค แต่ถ้าเหตุการณ์ยืดยาวนานจนถึงเดือนพฤษภาคม ก็อาจจะต้องมีการพิจารณาอีกครั้ง” ทองดี กล่าว

 

ภาพ: Shutterstock AI Generator

The post ส่งออกอาหารไทย 2 แสนล้าน ทรุด 10.5% เซ่นปิดช่องแคบฮอร์มุซ! ส.ผู้ผลิต รับ ‘อั้นราคา’ ได้ถึงแค่ พ.ค. appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาคขนส่งขีดเส้นตายรัฐบาล จี้ตรึงดีเซล-รื้อโครงสร้างพลังงาน ก่อนล่มสลายทั้งระบบ https://thestandard.co/transportation-diesel-price-ultimatum-government/ Wed, 18 Mar 2026 07:46:59 +0000 https://thestandard.co/transportation-diesel-price-ultimatum-government/ กลุ่มรถบรรทุกรวมตัวจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ เพื่อยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลให้ตรึงราคาน้ำมันดีเซล

วันนี้ (18 มีนาคม) สหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย ได […]

The post ภาคขนส่งขีดเส้นตายรัฐบาล จี้ตรึงดีเซล-รื้อโครงสร้างพลังงาน ก่อนล่มสลายทั้งระบบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลุ่มรถบรรทุกรวมตัวจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ เพื่อยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลให้ตรึงราคาน้ำมันดีเซล

วันนี้ (18 มีนาคม) สหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย ได้ยกระดับการเคลื่อนไหวโดยการรวมตัวจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ ที่ บริเวณท่าเรือแหลมฉบัง และหน้าโรงกลั่นน้ำมันไทยออยล์ จังหวัดชลบุรี เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งทบทวนและแก้ไขปัญหาราคาน้ำมัน รวมถึงปัญหาการจราจรที่สร้างภาระต้นทุนอย่างหนักให้กับภาคโลจิสติกส์

 

ทองอยู่ คงขันธ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย ได้เป็นตัวแทนนำเสนอข้อเท็จจริงและยื่นข้อเรียกร้องสำคัญต่อรัฐบาล โดยเน้นย้ำให้ภาครัฐตรึงราคาน้ำมันดีเซลต่อไปอีกอย่างน้อย 60 วัน เพื่อรอดูทิศทางสถานการณ์โลก เนื่องจากปัจจุบันผู้ประกอบการต้องแบกรับต้นทุนอย่างหนักที่ราคา 30 บาทต่อลิตร หากปล่อยให้ปรับขึ้นเป็นขั้นบันไดจนถึงเพดาน 33 บาท ภาคการขนส่งจะเผชิญสภาวะล่มสลาย

 

พร้อมกันนี้ยังเรียกร้องให้รัฐบาลบริหารจัดการไม่ให้เกิดภาวะน้ำมันขาดแคลนหน้าสถานีบริการ ต้องไม่มีการจำกัดโควตาการซื้อ หรือปล่อยให้ประชาชนต้องต่อคิวรอเติมน้ำมันยาวเหยียด ซึ่งจะยิ่งสร้างความตื่นตระหนกในช่วงใกล้เทศกาลสงกรานต์ นอกจากนี้ยังขอให้รัฐเข้าควบคุมเสถียรภาพโครงสร้างราคาน้ำมัน โดยเฉพาะช่องว่างราคาระหว่างผู้ค้ารายใหญ่และรายย่อยที่กว้างถึง 10 บาท จากเดิมเพียง 2-3 บาท

 

รวมถึงเร่งตรวจสอบกลุ่มโรงกลั่นที่ฉวยโอกาสปรับขึ้นค่าการกลั่นจาก 2 บาท เป็น 6 บาท ทั้งที่เป็นเพียงน้ำมันเก่าในสต็อก ตลอดจนเร่งแก้ปัญหาจราจรติดขัดในท่าเรือแหลมฉบัง ที่ปัจจุบันรถบรรทุกต้องจอดรอคิวเข้า-ออกนานถึง 4-8 ชั่วโมง ส่งผลให้สูญเสียน้ำมันเชื้อเพลิงไปอย่างเปล่าประโยชน์คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 13,000 ล้านบาทต่อเดือน และยังเป็นต้นเหตุของมลภาวะฝุ่น PM 2.5 อีกด้วย

 

ในส่วนของกระแสข่าวที่พาดพิงภาคขนส่งนั้น ทองอยู่ได้ชี้แจงเพื่อปกป้องภาพลักษณ์ของกลุ่มผู้ประกอบการ โดยยืนยันว่าปัญหาน้ำมันขาดแคลนหน้าปั๊มไม่ได้เกิดจากการที่รถบรรทุกไม่ยอมไปส่งน้ำมันตามที่ถูกกล่าวหา แต่ต้นเหตุที่แท้จริงเกิดจากการที่โรงกลั่นกักตุนน้ำมันเพื่อรอเวลาให้ราคาปรับขึ้นและหวังรับเงินชดเชยจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จึงขอให้ทุกฝ่ายหยุดโยนความผิดให้ผู้ขนส่ง

 

พร้อมกันนี้ ทางสหพันธ์ฯ ได้ส่งข้อความวิงวอนไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมและผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ว่าขณะนี้ภาคขนส่งยังคงตรึงราคาและไม่มีการปรับขึ้นอัตราค่าขนส่งแต่อย่างใด จึงขอร้องให้อย่าเพิ่งใช้ข้ออ้างเรื่องค่าขนส่งมาเป็นเหตุผลในการปรับขึ้นราคาสินค้าเพื่อซ้ำเติมภาระของประชาชนในเวลานี้

 

เพื่อการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ทางกลุ่มยังได้เสนอให้รัฐบาลใช้โอกาสจากวิกฤตครั้งนี้ในการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันใหม่ทั้งระบบ ด้วยการตัดต้นทุนเทียมและโครงสร้างภาษีที่ซ้ำซ้อนออกไป พร้อมหันมาใช้การขนส่งน้ำมันทางท่อที่มีโครงสร้างอยู่แล้วแทนการขนส่งทางรถยนต์เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์ ที่สำคัญคือการกำหนดราคาน้ำมันให้เป็นราคามาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ เพื่อสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำ ไม่ให้ประชาชนในต่างจังหวัดที่มีรายได้น้อยกว่าต้องแบกรับภาระราคาน้ำมันที่แพงกว่าคนในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

 

ประธานสหพันธ์ฯ ระบุทิ้งท้ายว่า แม้ทางกลุ่มจะไม่ได้กำหนดขีดเส้นตายเป็นจำนวนวันที่ชัดเจนว่ารัฐบาลต้องแก้ปัญหาให้เสร็จภายในกี่วัน แต่หากรัฐบาลยังคงเพิกเฉยและปล่อยให้สถานการณ์ถึงขีดสุด ทางสหพันธ์ฯ ได้เตรียมมาตรการยกระดับการเคลื่อนไหวจากเบาไปหาหนักไว้รองรับแล้ว เริ่มจากการผนึกกำลังกับภาคีเครือข่าย 9 องค์กรพันธมิตร อาทิ สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรม เพื่อร่วมกันกดดันและหาทางออก

 

เนื่องจากวิกฤตนี้กระทบเป็นห่วงโซ่ต่อระบบเศรษฐกิจทั้งระบบ หากยังไม่เป็นผล จะนำมวลชนซึ่งเป็นตัวแทนผู้ประกอบการและคนขับรถบรรทุกบุกเข้าชุมนุมเรียกร้องต่อรัฐบาลในกรุงเทพมหานคร โดยเน้นย้ำว่าจะนำไปเฉพาะมวลชนและไม่นำรถบรรทุกเข้าไปเพื่อไม่ให้สร้างความเดือดร้อนด้านการจราจร และหากรัฐบาลยังไม่ดำเนินการใดๆ เพื่อช่วยเหลือประชาชนและระบบเศรษฐกิจ ทางกลุ่มจะใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด คือการประกาศนัดหยุดวิ่งรถขนส่งและโลจิสติกส์ทั้งประเทศในท้ายที่สุด

The post ภาคขนส่งขีดเส้นตายรัฐบาล จี้ตรึงดีเซล-รื้อโครงสร้างพลังงาน ก่อนล่มสลายทั้งระบบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สยบข่าวลือ ผู้ค้าฯ ประสานเสียงยันน้ำมันไม่ขาดแคลน เร่งบริหารจัดการขนส่ง เอกนิติย้ำไทยมีสำรองใช้อีก 96 วัน ขออย่าตื่นตระหนก https://thestandard.co/ekniti-thai-oil-supply-sufficient/ Sun, 15 Mar 2026 08:05:02 +0000 https://thestandard.co/?p=1187724 เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ น้ำมัน

วันนี้ (15 มีนาคม) เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมน […]

The post สยบข่าวลือ ผู้ค้าฯ ประสานเสียงยันน้ำมันไม่ขาดแคลน เร่งบริหารจัดการขนส่ง เอกนิติย้ำไทยมีสำรองใช้อีก 96 วัน ขออย่าตื่นตระหนก appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ น้ำมัน

วันนี้ (15 มีนาคม) เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงผลการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) นัดพิเศษ ตามที่นายกรัฐมนตรีสั่งการ ว่า ทางกระทรวงการต่างประเทศได้รายงานสถานการณ์ ว่าบริเวณช่องแคบฮอร์มุซยังมีสถานการณ์รุนแรง

 

ขณะเดียวกันสถานการณ์น้ำมันในประเทศ สราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ยืนยันว่า เรายังสามารถบริหารจัดการน้ำมันดิบได้เพียงพอกับการใช้ภายในประเทศไม่น้อยกว่า 96 วัน ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้เชิญประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) และผู้แทนภาคเอกชน ผู้ค้าน้ำมันที่ดูแลเกี่ยวกับการขายน้ำมันให้กับประชาชนในประเทศทั้งหมดเข้าร่วมประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนสถานการณ์

 

เอกนิติระบุด้วยว่า ตัวแทนจากทุกภาคส่วนยืนยันว่าน้ำมันยังเพียงพอ น้ำมันหน้าปั๊มอย่างเพียงพอให้ประชาชนได้ใช้ ขออย่าเป็นกังวล และให้ประชาชนมั่นใจว่าน้ำมันจะมีเพียงพอ

 

ส่วนปัญหาที่หลายคนรู้สึกว่าน้ำมันบางปั๊มอาจไม่เพียงพอนั้น เอกนิติระบุว่า ได้มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนและให้กระทรวงพลังงานได้ไปชี้แจง รวมถึงดูแลเรื่องการขนส่ง ซึ่งสถานการณ์ที่วิกฤตในภูมิภาคตะวันออก อาจทําให้เกิดความตื่นตระหนก ทําให้เกิดการเร่งซื้อกักตุนล่วงหน้า ทําให้บางปั๊มที่ไม่ได้สํารองน้ำมัน ซึ่งกระทรวงพลังงานจะเข้าไปบริหารจัดการให้ประชาชนรู้สึกว่ามีเพียงพอไม่ได้ขาดแคลน

 

ขณะที่ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานยังกล่าวถึงปริมาณน้ำมันสํารองที่มีอยู่ในประเทศไทย ว่าในวันที่ 13 มีนาคมที่ผ่านมา ได้ดําเนินการตรวจสอบสต็อกน้ำมันทั่วประเทศ 53 คลัง 589 ถัง มีน้ำมันสํารองเพื่อการค้าอยู่ 1,400 ล้านลิตร มีน้ำมันสํารองตามกฎหมาย 3,400 ล้านลิตร ซึ่งสองส่วนนี้รวมกันคิดเป็น 39 วัน และน้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่งเข้าสู่ประเทศไทยอยู่ที่ 27 วัน และน้ำมันที่ได้รับการทําสัญญาอีก 30 วัน รวมทั้งสิ้น 96 วัน

 

ส่วนปัญหายอดจําหน่ายน้ำมันที่โตขึ้น จากปัญหาการขนส่งน้ำมัน นายกรัฐมนตรีได้มีคําสั่งให้กระทรวงพลังงานไปหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไข การขนส่งให้เร็วขึ้น เพียงพอ ไม่ขาดแคลน

 

ด้าน ม.ล.ปีกทอง ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ยืนยันว่า การจัดหาน้ำมันดิบซึ่งมีเครือข่ายอยู่ทั่วโลกในประเทศต่างๆ เรามีการเตรียมความพร้อมสามารถโหลดน้ำมันจากที่อื่นๆ ที่ไม่ใช่ช่องแคบฮอร์มุซ หรือแหล่งอื่น จากสหรัฐอเมริกา แอฟริกาตะวันตก หรือละตินอเมริกาได้เพียงพอ พร้อมย้ำว่าโรงกลั่นของปตท. ซึ่งมีกําลังการผลิต 60% ของประเทศ ยังดำเนินการได้อย่างเต็มที่ สามารถเป็นสต็อกของประเทศได้ต่อไป

 

ส่วนตัวแทนกลุ่มผู้ค้าน้ำมันต่างๆ ทั่วประเทศ อาทิ PTT Station (ปตท.), บางจาก, Shell, Caltex และ SUSCO ยืนยันว่า ยังมีน้ำมันเพียงพอและขนส่งเข้าสู่สถานีบริการอย่างต่อเนื่อง ส่วนบางปั๊มที่มีความต้องการจํานวนมากขึ้นผิดปกติทําให้ขาดแคลน เราพยายามบริหารจัดการอย่างเต็มที่ เพื่อให้ประชาชนมีใช้อย่างเพียงพอ

 

ขณะที่บริษัท PT ระบุว่า ประเด็นเรื่องของขาดแคลนอาจจะไม่ แต่ในเรื่องของราคา ขึ้นอยู่กับภาครัฐ ขอยืนยันว่าเราพยายามทําอย่างเต็มที่เพื่อให้มีน้ำมันจําหน่าย

 

ภูมินทร์ หะรินสุต รองประธานหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ระบุว่า ในส่วนของภาคใต้มีความกังวลเรื่องสถานการณ์ขาดแคลนน้ำมัน โดยได้เน้นย้ำว่าน้ำมันไม่ขาดแคลน ส่วนที่บางปั๊มไม่มีน้ำมันนั้น เนื่องจากราคาขายปลีกกับขายส่งมีความแตกต่างกัน ทําให้ผู้ประกอบการขนส่งส่วนหนึ่ง กลับมาเข้าคิวต่อน้ำมันซื้อน้ำมันที่ปั๊ม เนื่องจากมีราคาถูกกว่า ซึ่งรัฐบาลจะมีมาตรการออกมาดูแลเรื่องนี้ให้เป็นธรรม ส่วนอีกเรื่องที่หอการค้าจะแจ้งให้สมาชิกได้ทราบถึงข่าวที่กรองแล้วในกรณีการจํากัดปริมาณการซื้อน้ำมันที่ปั๊ม

 

เอกนิติกล่าวทิ้งท้ายว่า ทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันเต็มที่เพื่อทําให้ประชาชนมั่นใจว่าน้ำมันมีเพียงพอ ไม่ขาดแคลน และเราติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ที่มีการประชุมนัดพิเศษวันนี้ เพราะทราบถึงความกังวลของประชาชน

 

ขอบคุณการสนับสนุนอุปกรณ์การถ่ายภาพจาก @Canon Imaging Thailand

 

และ #Canon #teamCanonTH

 

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ น้ำมัน 1เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ น้ำมัน 2เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ น้ำมัน 3เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ น้ำมัน 4เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ น้ำมัน 5เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ น้ำมัน 6

The post สยบข่าวลือ ผู้ค้าฯ ประสานเสียงยันน้ำมันไม่ขาดแคลน เร่งบริหารจัดการขนส่ง เอกนิติย้ำไทยมีสำรองใช้อีก 96 วัน ขออย่าตื่นตระหนก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตะวันออกกลางเดือด ไทยเสี่ยงแค่ไหน? ‘ศุภจี’ สั่ง 58 ทูตการค้าทั่วโลก จับตาผลกระทบส่งออกไทย https://thestandard.co/suphajee-global-trade-warning/ Sun, 01 Mar 2026 05:05:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1182998 ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ แถลงข่าวเตรียมรับมือผลกระทบตะวันออกกลางต่อการส่งออกไทย

หวั่นวิกฤตตะวันออกกลางบานปลาย ‘ศุภจี’ เร่งประเมินแรงกระ […]

The post ตะวันออกกลางเดือด ไทยเสี่ยงแค่ไหน? ‘ศุภจี’ สั่ง 58 ทูตการค้าทั่วโลก จับตาผลกระทบส่งออกไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ แถลงข่าวเตรียมรับมือผลกระทบตะวันออกกลางต่อการส่งออกไทย

หวั่นวิกฤตตะวันออกกลางบานปลาย ‘ศุภจี’ เร่งประเมินแรงกระแทกส่งออกไทยทั่วโลก ตั้งวอร์รูมการค้าโลก สั่ง 58 ทูตพาณิชย์รายงานผลกระทบการค้าวันต่อวัน กระจายตลาดภูมิภาคอื่น หวั่นกระทบซัพพลายเชน โลจิสติกส์-พลังงาน ฉุดส่งออกไทย

 

วันที่ 1 มี.ค.2569

 

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงและอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะด้านพลังงาน โลจิสติกส์ และความเชื่อมั่นของตลาดการเงิน กระทรวงพาณิชย์ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์แบบวันต่อวัน

 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าวว่า ตะวันออกกลางเป็นตลาดที่มีศักยภาพและมีความสำคัญต่อการส่งออกของไทย ทั้งในกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ อิสราเอล และประเทศคู่ค้าในภูมิภาค ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นอาจส่งผลต่อราคาพลังงานโลก ค่าระวางเรือ เส้นทางการขนส่งระหว่างประเทศ และต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจ

 

เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือ กระทรวงพาณิชย์ได้มอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ทั้ง 58 แห่งทั่วโลก รายงานสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจ การค้า และมาตรการของประเทศคู่ค้าอย่างใกล้ชิด

 

“โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง ยุโรป และสหรัฐอเมริกา ซึ่งอาจได้รับผลกระทบทางอ้อมจากสถานการณ์ดังกล่าว พร้อมทั้งติดตามการเปลี่ยนแปลงเส้นทางขนส่ง การประกันภัยทางทะเล ต้นทุนโลจิสติกส์ และพฤติกรรมการสั่งซื้อของผู้นำเข้า”

 

นอกจากนี้ กระทรวงฯ อยู่ระหว่างจัดทำการประเมินผลกระทบเชิงลึกเป็นรายสินค้า เพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงในแต่ละอุตสาหกรรม พร้อมเตรียมแนวทางกระจายตลาดส่งออกไปยังภูมิภาคอื่นเพิ่มเติม อาทิ เอเชียใต้ แอฟริกา และลาตินอเมริกา เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป

 

ในด้านการดูแลผู้ประกอบการ กระทรวงพาณิชย์จะจัดประชุมหารือร่วมกับภาคเอกชน สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และหน่วยงานด้านโลจิสติกส์ เพื่อรับฟังปัญหาและกำหนดมาตรการบรรเทาผลกระทบอย่างเหมาะสม รวมทั้งประสานกับสถาบันการเงินของรัฐในการเตรียมเครื่องมือทางการเงินรองรับกรณีที่ผู้ส่งออกได้รับผลกระทบจากความผันผวนของตลาดโลก

 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เน้นย้ำว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการบูรณาการทำงานร่วมกับของทุกหน่วยงานทั้งหน่วยงานด้านความมั่นคงและการต่างประเทศของรัฐบาล เพื่อให้การดูแลผลประโยชน์ของประเทศเป็นไปอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติความปลอดภัยของคนไทยและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

 

“กระทรวงพาณิชย์ และรัฐบาล ขอให้ผู้ประกอบการติดตามข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานภาครัฐอย่างใกล้ชิด และไม่ตื่นตระหนก ทุกหน่วยงานจะบูรณาการการทำงานเชิงรุกเพื่อรักษาเสถียรภาพการส่งออกไทย และสร้างความเชื่อมั่นต่อคู่ค้าในทุกภูมิภาค” ศุภจีกล่าว

 

ทั้งนี้ รัฐบาล จะติดตามสถานการณ์ และพร้อมปรับมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในระดับต่างๆ เพื่อให้ภาคธุรกิจไทยสามารถดำเนินกิจกรรมทางการค้าได้อย่างมั่นคงและต่อเนื่อง

The post ตะวันออกกลางเดือด ไทยเสี่ยงแค่ไหน? ‘ศุภจี’ สั่ง 58 ทูตการค้าทั่วโลก จับตาผลกระทบส่งออกไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
หอการค้าไทยชี้ ‘เกมภาษีสหรัฐฯ ยังไม่จบ’ หลังทรัมป์ขยับขึ้น 15% ทันที จับตาบาทแข็งซ้ำเติมส่งออก เร่งรัฐ-เอกชนเดินหน้าเจรจา https://thestandard.co/us-tax-trump-baht-exports/ Sun, 22 Feb 2026 09:55:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1180775 ภาพกราฟิกแสดงถึงผลกระทบจากนโยบายภาษีสหรัฐฯ และความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนต่อภาคการส่งออกไทย โดยมีโลโก้หอการค้าไทยประกอบ

หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยประเมินว่า สถานกา […]

The post หอการค้าไทยชี้ ‘เกมภาษีสหรัฐฯ ยังไม่จบ’ หลังทรัมป์ขยับขึ้น 15% ทันที จับตาบาทแข็งซ้ำเติมส่งออก เร่งรัฐ-เอกชนเดินหน้าเจรจา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงถึงผลกระทบจากนโยบายภาษีสหรัฐฯ และความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนต่อภาคการส่งออกไทย โดยมีโลโก้หอการค้าไทยประกอบ

หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยประเมินว่า สถานการณ์นโยบายภาษีของสหรัฐอเมริกาเข้าสู่ช่วงความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น ภายหลังคำวินิจฉัยของศาลสูงสุดสหรัฐฯ จะมีผลต่อมาตรการภาษีนำเข้า (Reciprocal Tariffs) ที่ประกาศก่อนหน้านี้

 

กระนั้นภาพรวมของนโยบายการค้าสหรัฐฯ ยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน และมีความเป็นไปได้ที่มาตรการภาษีรูปแบบใหม่จะถูกนำมาใช้ มีการประกาศปรับอัตราภาษีนำเข้าทั่วโลกจากร้อยละ 10 เป็นร้อยละ 15 โดยให้มีผลทันที ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์ได้ประกาศเพิ่มเติมเมื่อคืน (21 ก.พ.)

 

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ประเด็นล่าสุดสะท้อนว่าเกมภาษีของสหรัฐฯ ยังไม่สิ้นสุด แม้มาตรการเดิมบางส่วนจะถูกยกเลิก แต่ฝ่ายบริหารสหรัฐฯ ยังมีแนวโน้มใช้เครื่องมือทางภาษีในรูปแบบใหม่เพื่อดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและการค้าของตัวเอง

 

“การประกาศปรับอัตราภาษีเป็นร้อยละ 15 ถือเป็นสัญญาณชัดเจนว่ามาตรการภาษีจะยังถูกใช้เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งส่งผลต่อผู้ส่งออกและห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย” ดร.พจน์กล่าว

 

อีกประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือ ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน โดยสถานการณ์นโยบายภาษีและความไม่แน่นอนด้านเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ หากต้องคืนภาษีที่เก็บมาจริง ซึ่งอาจส่งผลให้เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์

 

ดร.พจน์ กล่าวว่า การเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อภาคการส่งออกของไทย เนื่องจากการค้าระหว่างประเทศส่วนใหญ่ยังใช้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ เป็นหลัก “หากเงินบาทแข็งค่าในช่วงที่ต้นทุนภาษีเพิ่มขึ้น จะยิ่งกดดันความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทยอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่มี margin ต่ำ จึงจำเป็นต้องติดตามทิศทางค่าเงินควบคู่กับมาตรการภาษีอย่างใกล้ชิด”

 

หอการค้าไทยเห็นว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเพิ่มแรงกดดันต่อภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะใน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

 

1. ความเสี่ยงด้านต้นทุนและความสามารถแข่งขันของการส่งออก

 

อัตราภาษีที่สูงขึ้นอาจเพิ่มต้นทุนสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ และกระทบต่อความสามารถแข่งขันในหลายอุตสาหกรรม

 

2. ความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบและการวางแผนธุรกิจ

 

การเปลี่ยนแปลงมาตรการอย่างต่อเนื่องอาจส่งผลต่อการทำสัญญา การลงทุน และการวางแผนระยะยาวของผู้ประกอบการ ซึ่งตอนนี้ ขึ้นเป็น 15% ใช้ได้แค่ 150 วันเท่านั้น ดังนั้นจะกระทบต่อการวางแผน

 

3. การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก

 

มาตรการภาษีมีแนวโน้มเร่งการย้ายฐานการผลิตและการปรับกลยุทธ์การลงทุน ซึ่งเพิ่มการแข่งขันด้านการดึงดูดการลงทุนในภูมิภาค

 

หอการค้าไทยเห็นว่า สถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้ส่งผลเฉพาะประเทศไทย แต่กระทบต่อทุกประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางการค้ากับสหรัฐฯ ทำให้การแข่งขันด้านนโยบายและการเจรจาการค้าระหว่างประเทศมีความเข้มข้นมากขึ้น ภาครัฐไทยจึงจำเป็นต้องเร่งดำเนินการเชิงรุก โดยเฉพาะการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ในฐานะหน่วยงานหลักด้านการเจรจาการค้า รวมถึง สถานทูตไทย กระทรวงต่างประเทศ และกระทรวงการคลัง เพื่อรักษาผลประโยชน์ของผู้ประกอบการไทย

 

“ประเทศไทยควรเร่งเดินเกมการเจรจาการค้า สร้างความชัดเจนของมาตรการ และผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่องต่อไป เพื่อให้ผู้ส่งออกไทยสามารถวางแผนธุรกิจได้อย่างมั่นใจ พร้อมเตรียมมาตรการรองรับเพื่อเสริมความสามารถแข่งขันในระยะยาว” ดร.พจน์กล่าว

 

ในขณะเดียวกัน หอการค้าไทยยืนยันความพร้อมในการสนับสนุนภาครัฐ โดยเฉพาะด้านข้อมูลเชิงลึกจากภาคธุรกิจ ผลกระทบรายอุตสาหกรรม และข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อใช้ประกอบการเจรจาการค้าระหว่างประเทศให้มีประสิทธิภาพและสะท้อนสถานการณ์จริงของผู้ประกอบการไทย

 

“หอการค้าไทยพร้อมเป็นกลไกสนับสนุนข้อมูล ข้อเสนอ และการประสานเสียงจากภาคธุรกิจ เพื่อให้ภาครัฐสามารถเดินหน้าเจรจาการค้าได้อย่างมีข้อมูลรอบด้านและทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง” ดร.พจน์กล่าว

 

อย่างไรก็ตาม หอการค้าไทยมองว่า แม้ความเสี่ยงจากมาตรการภาษีจะเพิ่มขึ้น แต่ยังมีโอกาสเชิงยุทธศาสตร์สำหรับประเทศไทย โดยเฉพาะการยกระดับบทบาทในฐานะฐานการผลิตทางเลือกและศูนย์กลางการค้าในภูมิภาค หากสามารถเสริมความชัดเจนด้านกติกาการค้าและเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันของภาคธุรกิจได้

 

“โลกการค้าอยู่ในช่วงปรับสมดุล ไทยควรใช้จังหวะนี้ในการยกระดับเศรษฐกิจ สร้างความยืดหยุ่นของภาคธุรกิจ และเดินหน้าการทูตเศรษฐกิจ เพื่อเปลี่ยนความไม่แน่นอนให้เป็นโอกาสในการเติบโตระยะยาว” ดร.พจน์กล่าว

The post หอการค้าไทยชี้ ‘เกมภาษีสหรัฐฯ ยังไม่จบ’ หลังทรัมป์ขยับขึ้น 15% ทันที จับตาบาทแข็งซ้ำเติมส่งออก เร่งรัฐ-เอกชนเดินหน้าเจรจา appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : เพื่อไทยถกสภาหอการค้า เดินหน้าผลักดันนโยบายเศรษฐกิจ ย้ำให้ความสำคัญเศรษฐกิจ-การศึกษา-การเมือง https://thestandard.co/phue-thai-chamber-commerce-economic-policy/ Tue, 13 Jan 2026 04:43:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1164492 เลือกตั้ง 2569 : เพื่อไทยถก สภาหอการค้า เดินหน้าผลักดันนโยบายเศรษฐกิจ ย้ำให้ความสำคัญเศรษฐกิจ-การศึกษา-การเมือง

วันนี้ (13 มกราคม) ที่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พรรคเพื่ […]

The post เลือกตั้ง 2569 : เพื่อไทยถกสภาหอการค้า เดินหน้าผลักดันนโยบายเศรษฐกิจ ย้ำให้ความสำคัญเศรษฐกิจ-การศึกษา-การเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : เพื่อไทยถก สภาหอการค้า เดินหน้าผลักดันนโยบายเศรษฐกิจ ย้ำให้ความสำคัญเศรษฐกิจ-การศึกษา-การเมือง

วันนี้ (13 มกราคม) ที่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พรรคเพื่อไทย นำโดย ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี, จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี, สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี, เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรค และผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ, ภูมิธรรม เวชยชัย ผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ เข้าพบ พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมคณะ เพื่อพูดคุยหารือและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นประเด็นเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศร่วมกัน

 

ศ.ดร.ยศชนันกล่าวว่า พรรคเพื่อไทยมีนโยบายในการหาเสียง และอยากรับฟังเสียงสะท้อนจากทั้งประชาชนและหน่วยงานว่าจะสามารถทำได้จริงหรือไม่ โดยการลงพื้นที่พบปะกับแต่ละหน่วยงานรวมทั้งประชาชน ซึ่งวันนี้มากันครบทั้งทีมเศรษฐกิจ พาณิชย์ ต่างประเทศ และทีมที่ปรึกษานโยบาย โดยให้ความสำคัญกับเกือบทุกรูปแบบ ทางการออกกฎหมายที่บางครั้งเป็นประโยชน์กับประชาชน แต่บางครั้งก็ต้องคำนึงถึงผู้ประกอบการด้วย

 

ศ.ดร.ยศชนันกล่าวต่อว่า ย้ำว่าเราให้ความสำคัญกับ 1.การศึกษา 2.เศรษฐกิจ และ 3.การเมือง ซึ่งจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นเพื่อให้เกิดการลงทุนใหม่ๆ โดยเราต้องวางรากฐานให้ชัดเจนว่า 4 ปี หรือ 8 ปีข้างหน้า ประเทศจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร ซึ่งต้องวางรากฐานประเทศที่มีรายได้สูง สร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูงด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

 

เลือกตั้ง 2569 : เพื่อไทยถก สภาหอการค้า เดินหน้าผลักดันนโยบายเศรษฐกิจ ย้ำให้ความสำคัญเศรษฐกิจ-การศึกษา-การเมือง 1เลือกตั้ง 2569 : เพื่อไทยถก สภาหอการค้า เดินหน้าผลักดันนโยบายเศรษฐกิจ ย้ำให้ความสำคัญเศรษฐกิจ-การศึกษา-การเมือง 2เลือกตั้ง 2569 : เพื่อไทยถก สภาหอการค้า เดินหน้าผลักดันนโยบายเศรษฐกิจ ย้ำให้ความสำคัญเศรษฐกิจ-การศึกษา-การเมือง 3เลือกตั้ง 2569 : เพื่อไทยถก สภาหอการค้า เดินหน้าผลักดันนโยบายเศรษฐกิจ ย้ำให้ความสำคัญเศรษฐกิจ-การศึกษา-การเมือง 4เลือกตั้ง 2569 : เพื่อไทยถก สภาหอการค้า เดินหน้าผลักดันนโยบายเศรษฐกิจ ย้ำให้ความสำคัญเศรษฐกิจ-การศึกษา-การเมือง 5เลือกตั้ง 2569 : เพื่อไทยถก สภาหอการค้า เดินหน้าผลักดันนโยบายเศรษฐกิจ ย้ำให้ความสำคัญเศรษฐกิจ-การศึกษา-การเมือง 6

The post เลือกตั้ง 2569 : เพื่อไทยถกสภาหอการค้า เดินหน้าผลักดันนโยบายเศรษฐกิจ ย้ำให้ความสำคัญเศรษฐกิจ-การศึกษา-การเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เตือน 10 วิกฤต ฉุดเศรษฐกิจไทยปี 2569 เสี่ยงโตต่ำกว่า 2% ครั้งแรกในรอบ 30 ปี เอกชนชี้ 3 ทางแก้เกม https://thestandard.co/10-crises-thai-economy-2026/ Wed, 07 Jan 2026 07:51:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1162231 เตือน 10 วิกฤต ฉุดเศรษฐกิจไทยปี 2569 เสี่ยงโตต่ำกว่า 2% ครั้งแรกในรอบ 30 ปี เอกชนชี้ 3 ทางแก้เกม

กกร. เตือน! เศรษฐกิจไทยปี 2569 เสี่ยงโตต่ำกว่า 2% ครั้ง […]

The post เตือน 10 วิกฤต ฉุดเศรษฐกิจไทยปี 2569 เสี่ยงโตต่ำกว่า 2% ครั้งแรกในรอบ 30 ปี เอกชนชี้ 3 ทางแก้เกม appeared first on THE STANDARD.

]]>
เตือน 10 วิกฤต ฉุดเศรษฐกิจไทยปี 2569 เสี่ยงโตต่ำกว่า 2% ครั้งแรกในรอบ 30 ปี เอกชนชี้ 3 ทางแก้เกม

กกร. เตือน! เศรษฐกิจไทยปี 2569 เสี่ยงโตต่ำกว่า 2% ครั้งแรกในรอบ 30 ปี

 

GDP คาดเหลือเพียง 1.6–2.0% จากปัญหาเชิงโครงสร้าง หนี้ครัวเรือนสูง ค่าเงินบาทแข็ง ภาษีสหรัฐฯ และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ จี้รัฐปฏิรูปเศรษฐกิจ ‘connect the dots’ พร้อมชู 3 โอกาสใหญ่ IMF-World Bank, Gastech 2026 และ Tomorrowland รีแบรนด์ไทย สร้างความเชื่อมั่นเวทีโลก

 

วันที่ 7 มกราคม 2569 ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวหลังเป็นประธานการแถลงข่าว คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) โดยมีเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และ ผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ว่า “เศรษฐกิจไทยปี 2569 มีแนวโน้มโตต่ำกว่า 2% เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี”

 

โดยกรอบประมาณการเศรษฐกิจปี 2569 ของ กกร.

 

ปี 2568 (ณ ธ.ค. 68) GDP โตที่ 2.0%

 

ส่วน ปี 2569 คาดว่า GDP 1.6-2.0%

 

ส่งออก -1.5 ถึง -0.5 เงินเฟ้อ 0.2 ถึง 0.7

 

หากไม่รวมช่วงวิกฤต ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน คาดว่าไทยจะโตต่ำสุดในภูมิภาค ซึ่งจะมาจากหลายปัจจัย

 

1. เปราะบางเชิงโครงสร้างที่มีอยู่เดิมด้วยขนาดเศรษฐกิจนอกระบบที่ใหญ่และหนี้ครัวเรือนสูง

 

2. ขาดความสามารถทางการแข่งขันในโลกใหม่

 

3. ข้อจำกัดทางงบประมาณทางการคลัง

 

4. ความท้าทายของภาครัฐที่มีกฎระเบียบจำนวนมาก

 

5.ข้อมูลขาดความเชื่อมโยง บวกผลกระทบจากภัยพิบัติในปีก่อนหน้า

 

6. ค่าเงินบาทแข็งค่า

 

7. อาชญากรรมทางไซเบอร์

 

8. การเคลื่อนย้ายเงินทุนเทา

 

9. ความเสี่ยงจากกระบวนการจัดทำงบประมาณที่ล่าช้า

 

10. ภาษีสหรัฐฯ (tariff)

 

ภูมิรัฐศาสตร์ เกมการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจการเมืองโลกชัดเจนขึ้น (New World Order)

 

“กกร. มีความกังวลต่อค่าเงินบาทที่แข็งค่า 8.2% ในปีที่ผ่านมา เป็นอันดับ 2 ของภูมิภาค ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันการส่งออกเสมือนการที่ภาคธุรกิจโดนเรียกเก็บภาษี (tariff) เพิ่มเติม เป็นการเซาะกร่อนภาคธุรกิจโดยเฉพาะผู้ส่งออก”

 

ทั้งนี้ ภาคเอกชนอยากให้หน่วยงานการกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องดูแลการเคลื่อนไหวของค่าเงินที่มีการแข็งค่าตามราคาทองคำ และบทบาทของการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทยต่อค่าเงินบาท

 

โดย กกร. สนับสนุนให้ภาครัฐเร่งดำเนินการ connect the dots เพิ่มการรับรู้แหล่งที่มาของเงิน ข้อมูลเชิงลึกของเงินบาทของบุคคลที่ไม่ได้มีถิ่นพำนักในประเทศไทย โดยไม่ยึดติดกับกรอบการกำกับเดิมๆ และป้องกันไม่ให้ธุรกรรมดังกล่าวบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันและภาคเศรษฐกิจจริงของประเทศ

 

จับตา ‘ภูมิรัฐศาสตร์’ โลก หลังสหรัฐฯเข้าแทรกแซงเวเนซุเอลา

 

ดร.พจน์ กล่าวอีกว่า “ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 เพิ่มขึ้นจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ สะท้อนผ่านเหตุการณ์สหรัฐฯเข้าแทรกแซงเวเนซุเอลา เป็นการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจการเมืองโลกชัดเจนขึ้น (New World Order) ซึ่งกระทบกับระบบเศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะขยายตัวชะลอลงจากปีก่อน”

 

อีกทั้งผลจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ จะเริ่มเห็นผลมากขึ้นต่อเนื่องจากปีก่อนที่สินค้าส่งออกไทย ที่ไม่รวมสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เริ่มหดตัว สะท้อนความไม่แน่นอนต่อเศรษฐกิจไทยที่สูงขึ้น ดังนั้นไทยต้องเท่าทันการเปลี่ยนแปลง

 

ขณะเดียวกัน กกร. หวังให้รัฐบาลหลังการเลือกตั้งสานต่อแนวทางในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ผ่านการผันเศรษฐกิจเข้าสู่ในระบบและแก้ไขปัญหาหนี้อย่างยั่งยืนซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังซื้อ พร้อมทั้งเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการ ลดอุปสรรคทางธุรกิจที่จะหนุนการลงทุนใหม่และสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทาน

 

รวมทั้งยกระดับการต่อต้านคอร์รัปชั่น สิ่งผิดกฎหมาย เพื่อสร้าง Trust & Confidence และลดต้นทุนแฝงในการประกอบธุรกิจ ตลอดจนอาศัยการร่วมมือกันตามแนวทาง ‘Reinvent Thailand’ เพื่อปิดจุดอ่อนในการลดความท้าทายภายในประเทศ และเสริมจุดแข็งเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของไทย

 

โดยเอกชนเฝ้าติดตามความคืบหน้าการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม New S-Curve อย่างต่อเนื่อง ทั้งมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดย BOI (กองทุนเพิ่มขีดฯ) ที่ต้องเร่งให้ผู้ประกอบการเข้าร่วมและพิจารณาขยายระยะเวลาการสมัครเข้าโครงการที่จะสิ้นสุดปลายเดือน ม.ค. นี้

 

ตลอดจนโครงการกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ ‘SMEs Credit Boost’ มาตรการ Soft Loan และมาตรการค้ำประกันสินเชื่อโดย บสย. บนหลักการของการลดความซับซ้อนของกระบวนการ เชื่อมโยงทั้ง Supply chain ยกระดับทักษะ ก่อให้เกิดการจ้างงาน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับระบบเศรษฐกิจอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม ยังมีโอกาสครั้งสำคัญของไทย ในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับโลก

 

แนะรัฐแก้เกมเศรษฐกิจ ชิง 3 โอกาสสำคัญ

 

1. การประชุม IMF-World Bank Group Annual Meeting 2026 ‘Thailand’s New Horizons: Empowering People , Building Resilience’ ซึ่งเป็นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเศรษฐกิจการเงินระดับโลก และแนวทางการรับมือกับความท้าทายต่างๆจากผู้บริหารเบอร์ 1 ของโลกจากทุกอุตสาหกรรม ผู้กำหนดนโยบาย และนักวิชาการทั่วโลก ซึ่งเป็นโอกาสที่มีค่ายิ่งในการส่งเสริมภาพลักษณ์ (Re-Branding) ทำให้ประเทศไทยอยู่ใน Supply Chain ของโลก ขับเคลื่อนนวัตกรรมเพิ่มผลิตภาพและในสิ่งที่ประเทศไทยต้องการ ซึ่งจะมีการจัดประชุมต่อเนื่องตลอดทั้งปีไปจนถึงงานประชุมใหญ่ในเดือนตุลาคมนี้ จึงต้องเร่งเตรียมความพร้อมโดยเร็วที่สุด

 

2. ไทยยังได้เป็นเจ้าภาพการประชุม ‘Gastech 2026’ ซึ่งเป็นสุดยอดงานประชุมและจัดแสดงเทคโนโลยีด้านก๊าซธรรมชาติ LNG พลังงานไฮโดรเจน เทคโนโลยีภูมิอากาศ และ AI เป็นการรวมตัวผู้นำจากทุกภูมิภาคเพื่อผลักดันความร่วมมือเสนอแนะนโยบายด้านพลังงานในระดับโลก

 

3. งานเทศกาลดนตรีระดับโลก Tomorrowland ที่จะจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ดังนั้น ไทยควรใช้โอกาสนี้ในการสร้างความเชื่อมั่นในเวทีนานาชาติ เชื่อมโยงแนวทางการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยเข้ากับพลวัตของโลก ซึ่งหลายแนวทางสอดคล้องกับการดำเนินงานของ Reinvent Thailand ภายใต้การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและภาคเอกชน อย่างเต็มศักยภาพ

 

ภาพ: aislan13/Getty Images

The post เตือน 10 วิกฤต ฉุดเศรษฐกิจไทยปี 2569 เสี่ยงโตต่ำกว่า 2% ครั้งแรกในรอบ 30 ปี เอกชนชี้ 3 ทางแก้เกม appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ-เวเนซุเอลาเขย่าโลก! ไทยกระทบแค่ไหน เตือนปี 2569 เสี่ยงเจอ ‘Perfect Storm’ https://thestandard.co/us-venezuela-thailand-perfect-storm/ Mon, 05 Jan 2026 13:25:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1161694 สหรัฐฯ-เวเนซุเอลาเขย่าโลก ไทยกระทบแค่ไหน เตือน ปี 2569 เสี่ยงเจอ ‘Perfect Storm’

เปิดศักราชปีม้าไฟ 2569 เศรษฐกิจไทยไม่ง่าย และยังคงเสี่ย […]

The post สหรัฐฯ-เวเนซุเอลาเขย่าโลก! ไทยกระทบแค่ไหน เตือนปี 2569 เสี่ยงเจอ ‘Perfect Storm’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ-เวเนซุเอลาเขย่าโลก ไทยกระทบแค่ไหน เตือน ปี 2569 เสี่ยงเจอ ‘Perfect Storm’

เปิดศักราชปีม้าไฟ 2569 เศรษฐกิจไทยไม่ง่าย และยังคงเสี่ยงเผชิญ ‘Perfect Storm’ จากแรงกดดันทั้งเศรษฐกิจโลก ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะเหตุการณ์สหรัฐฯ-เวเนซุเอลา

 

จากสถานการณ์ความตึงเครียด ระหว่างสหรัฐอเมริกาและเวเนซุเอลาในช่วงวันที่ 3 มกราคม นำไปสู่การตัดสินใจโจมตีของสหรัฐฯ อาจมีหลายเหตุผล ตั้งแต่ข้อกล่าวหาเรื่องการลักลอบขนส่งยาเสพติด ปัญหาผู้อพยพ สกุลเงินดอลลาร์ และไม่อาจปฏิเสธได้ว่า โดนัล ทรัมป์ ต้องการทรัพยากรน้ำมันของเวเนซุเอลา

 

พร้อมย้ำชัดว่า เวลานี้ สหรัฐอเมริกากำลัง “เป็นผู้ควบคุม” เวเนซุเอลา อย่างเบ็ดเสร็จ และขู่ยึดโคลอมเบีย-กรีนแลนด์ ต่ออีก

 

‘เวเนซุเอลา’ มีขุมทรัพย์อะไรซ่อนอยู่?

 

หลายคนอาจไม่ทราบว่าประเทศนี้มีน้ำมันสำรองมากสุดในโลก รวมถึงทรัพยากร ‘ทองคำและแร่’

 

‘เวเนซุเอลา’ (Bolivarian Republic of Venezuela) มีประชากร 29 ล้านคน ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของทวีปอเมริกาใต้ ติดกับทะเลแคริบเบียนและมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ โคลอมเบีย กายอานา และบราซิล

 

เวเนซุเอลา เป็นประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีทั้งน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ ทองคำ และแหล่งแร่ยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมยุคใหม่

 

“ทรัพยากรเหล่านี้ไม่เพียงเป็นรายได้ แต่ยังเป็นไพ่ต่อรองอำนาจระดับภูมิภาคและระดับโลก โดยเฉพาะ ‘น้ำมัน’ ที่เปรียบเป็นหัวใจของประเทศ ที่มีน้ำมันสำรองมากที่สุดในโลก ราว 303,000 ล้านบาร์เรล หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 17% ของปริมาณสำรองทั้งโลก”

 

โดยมีปริมาณน้ำมันดิบมากกว่าซาอุดีอาระเบีย และมากกว่าสหรัฐอเมริกาถึง 5 เท่า ซึ่งแหล่งน้ำมันหลักกระจุกตัวที่ ‘Orinoco Belt’ ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งน้ำมันดิบที่ใหญ่ที่สุดของโลกอีกด้วย

 

สหรัฐฯ-เวเนซุเอลาเขย่าโลก ไทยกระทบแค่ไหน เตือน ปี 2569 เสี่ยงเจอ ‘Perfect Storm’ 1

 

ขณะเดียวกัน เวเนซุเอลา เป็นสมาชิกร่วมก่อตั้งขององค์การประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) กับอิหร่าน อิรัก คูเวต และซาอุดีอาระเบีย ในช่วงทศวรรษ 1970 ซึ่งเวเนซุเอลาเคยผลิตน้ำมันได้สูงถึง 3.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ณ เวลานั้น คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 7 % ของปริมาณการผลิตน้ำมันทั่วโลกทีเดียว

 

จากประเทศเศรษฐีน้ำมัน สู่รัฐล่มสลาย

 

ทว่า เนื่องจากพึ่งพาการส่งออกน้ำมันที่มากกว่า 90% ของรายได้จากต่างประเทศทั้งหมด บวกกับโครงสร้างเศรษฐกิจประเทศที่พึ่งพาพลังงานฟอสซิลมากเกินไป

 

เมื่อเกิดวิกฤตการเมืองในยุคของประธานาธิบดี ‘อูโก ชาเบซ’ กระทั่งต่อเนื่องมาถึง ‘นิโกลัส มาดูโร’ น้ำมันได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ที่มีทั้งอุดหนุนราคาในประเทศ และเป็นเครื่องมือสร้างเครือข่ายพันธมิตรกับประเทศที่ต่อต้านอิทธิพลสหรัฐฯ ในลาตินอเมริกาและนอกภูมิภาค

 

“การพึ่งพาน้ำมันอย่างเดียว ทำให้เวเนซุเอลาเผชิญความผันผวนของราคาพลังงานโลก เมื่อราคาน้ำมันร่วงลงในช่วงปี 2010 รายได้จึงหดตัวอย่างรุนแรง ในขณะที่ภาครัฐยังคงแบกหนี้ท่วม รับภาระรายจ่ายมหาศาล ระบบเศรษฐกิจที่ขาดการกระจายฐานรายได้ เกิดการคอร์รัปชันจนนำไปสู่เงินเฟ้อขั้นรุนแรง (Hyperinflation) จึงเข้าสู่วิกฤตอย่างรวดเร็วและรุนแรงถึงปัจจุบัน”

 

CNBC รายงานว่า แอนดี้ ไลโปว์ ประธาน ไลโปว์ ออยล์ แอสโซซิเอตส์ ออกมาเปิดเผยว่า ปัจจุบัน ‘Petróleos de Venezuela’ หรือ PDVSA บริษัทน้ำมันแห่งชาติของรัฐ ยังเป็นผู้ควบคุมการผลิตและสำรองน้ำมันส่วนใหญ่ในประเทศ

 

ขณะที่ บริษัทพลังงานสัญชาติอเมริกัน อย่าง ‘เชฟรอน’ ดำเนินงานในประเทศผ่านการผลิตเองและการร่วมทุนกับ PDVSA ส่วนบริษัทรัสเซียและจีนก็มีส่วนร่วมผ่านความร่วมมือ แต่ถึงอย่างนั้นการควบคุมส่วนใหญ่ยังอยู่ที่ PDVSA ของรัฐเองทั้งสิ้น

 

หอการค้าจับตาราคาน้ำมัน ชี้ ‘ไทย’ อาจถูกกระทบทางอ้อม

 

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หอการค้าไทยติดตามสถานการณ์ที่สหรัฐอเมริกาดำเนินการต่อผู้นำเวเนซุเอลาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นประเด็นที่อาจส่งผลต่อบรรยากาศทางการเมืองระหว่างประเทศ และความเชื่อมั่นของระบบเศรษฐกิจโลกในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกยังมีความเปราะบาง และเผชิญความไม่แน่นอนจากหลายปัจจัยพร้อมกัน

 

“เหตุการณ์ดังกล่าวควรได้รับการคลี่คลายผ่านกระบวนการเจรจาโดยสันติ และอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายและกติกาสากล โดยใช้กลไกของประชาคมระหว่างประเทศเป็นหลัก เพื่อหลีกเลี่ยงการยกระดับความขัดแย้ง ซึ่งอาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการค้าโลก”

 

ในแง่ผลกระทบต่อประเทศไทยโดยตรง การค้าระหว่างไทยกับเวเนซุเอลามีมูลค่าไม่สูงมากเมื่อเทียบกับคู่ค้าหลัก จึงไม่น่าจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการค้าและการลงทุนของไทยในระยะสั้น

 

“สิ่งที่น่ากังวล คือผลกระทบทางอ้อม โดยเฉพาะความผันผวนของราคาน้ำมัน ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และสินค้าเกษตร ซึ่งอาจส่งผลต่อภาคพลังงาน ภาคเกษตรกรรม และต้นทุนการดำเนินธุรกิจในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย”

 

นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นอาจส่งผลต่อทิศทางการค้าและการลงทุนในภูมิภาคลาตินอเมริกา รวมถึงบรรยากาศการค้าโลกโดยรวม ซึ่งยังเผชิญแรงกดดันจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจในหลายพื้นที่ของโลก

 

หอการค้าไทยเห็นว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นค่าเงินบาท ราคาพลังงาน และความผันผวนของตลาดการเงินระหว่างประเทศ พร้อมเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น เพื่อไม่ให้ปัจจัยภายนอกซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

 

ส.อ.ท.เตือนปี 2569 เศรษฐกิจไทยเปราะบาง เผชิญ ‘Perfect Storm’

 

ด้านเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวเพียง 1.6-2.0% ชะลอลงจากปี 2568 ที่คาดว่าจะเติบโตราว 2.0%

 

สะท้อนจากแรงกดดันต่อภาคการผลิต การจ้างงาน และกำลังซื้อในประเทศ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ยังไม่สอดคล้องกับการขยายตัวของการส่งออก

 

ปัจจัยสำคัญมาจากปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้า การสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้า (Transshipment) และการไหลบ่าของสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ ส่งผลให้ผู้ผลิตไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน

 

“หลายอุตสาหกรรมมีอัตราการใช้กำลังการผลิตต่ำกว่า 60% ต่ำกว่าระดับปกติที่ควรอยู่ที่ 70-80% สะท้อนความเปราะบางของภาคการผลิตไทยในภาพรวม”

 

ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการ SMEs ยังคงเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุน ทั้งพลังงาน วัตถุดิบ ค่าแรง และต้นทุนทางการเงิน ประกอบกับภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้กำลังซื้อฟื้นตัวได้อย่างจำกัด และรายได้ของ SMEs ฟื้นตัวช้ากว่าธุรกิจขนาดใหญ่

 

ด้าน ภาคการส่งออก กกร. คาดว่าในปี 2569 อาจหดตัวในช่วง -1.5 ถึง -0.5% จากผลกระทบของสงครามการค้า ความไม่แน่นอนด้านนโยบายเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลัก มาตรการกีดกันทางการค้าและสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งอาจส่งผลให้ไทยสูญเสียมูลค่าการค้าชายแดนกว่า 140,000 ล้านบาท

 

นอกจากนี้ โครงสร้างการส่งออกของไทยที่ยังพึ่งพาสินค้ามูลค่าเพิ่มต่ำ ค่าเงินบาทผันผวน รวมถึงมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้า อาทิ มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) และกฎระเบียบว่าด้วยการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) ล้วนเพิ่มภาระต้นทุนให้กับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs

 

อย่างไรก็ตาม ปี 2569 ยังมีสัญญาณบวกจาก การลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ดิจิทัล ยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ อาหารแปรรูป และพลังงานสะอาด

 

ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่ง ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภายใต้แนวคิด ‘Reinvent Thailand’ พร้อมเร่งปฏิรูปกฎระเบียบและระบบราชการ (Regulatory Reform) ปราบปรามคอร์รัปชันอย่างเป็นรูปธรรม

 

“ปี 2569 จึงเป็นทั้งปีแห่งความท้าทายและโอกาส ที่ประเทศไทยต้องเร่งสร้างความเข้มแข็งภายใต้กรอบ CRS ได้แก่ 1.Competitiveness 2.Resilience และ 3.Sustainability”

 

ภาพ: rarrarorro, timandtim / Getty image

 

อ้างอิง:

 

The post สหรัฐฯ-เวเนซุเอลาเขย่าโลก! ไทยกระทบแค่ไหน เตือนปี 2569 เสี่ยงเจอ ‘Perfect Storm’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Rule of Law คือทางรอด! TIJ x กกร. ยกระดับนิติธรรมไทยสู่สากล https://thestandard.co/rule-of-law-tij-jsccib/ Fri, 19 Dec 2025 04:20:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1156308 Rule of Law คือทางรอด TIJ x กกร. ยกระดับนิติธรรมไทยสู่สากล

สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ประกาศความร่ว […]

The post Rule of Law คือทางรอด! TIJ x กกร. ยกระดับนิติธรรมไทยสู่สากล appeared first on THE STANDARD.

]]>
Rule of Law คือทางรอด TIJ x กกร. ยกระดับนิติธรรมไทยสู่สากล

สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับ World Justice Project (WJP) และคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) อันประกอบด้วย สมาคมธนาคารไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการยกระดับ ‘หลักนิติธรรม’ (Rule of Law) ของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม มุ่งสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบกฎหมายไทยในสายตานานาชาติ โดยเฉพาะในกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)

 

หลักนิติธรรม: รากฐานใหม่ของเศรษฐกิจและการแข่งขัน

 

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ประธานกรรมการ TIJ ระบุว่า หลักนิติธรรมคือหัวใจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางภาวะความผันผวนทั่วโลก นักลงทุนจะตัดสินใจจากเสถียรภาพและประสิทธิภาพของกลไกรัฐ กติกาที่เป็นธรรมและระบบยุติธรรมที่โปร่งใส โดยเฉพาะเมื่อไทยกำลังเข้าสู่มาตรฐาน OECD ความเข้มแข็งของหลักนิติธรรมจะเป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จที่สำคัญที่สุด

 

TIJ จึงเสนอแนวทาง Rule of Law Policy Framework เพื่อเป็น ‘เข็มทิศนโยบาย’ ที่มีความต่อเนื่องไม่ว่าการเมืองจะเปลี่ยนแปลง โดยใช้แนวทาง ‘บูรณาการทั้งสังคม’ Whole-of-Society Approach เปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนร่วมกำหนดอนาคต ตั้งแต่การปฏิรูปกฎหมายไปจนถึงการคุ้มครองสิทธิประชาชน เพื่อสร้างระบบนิเวศทางสังคมที่ยั่งยืน

 

เปิดผลดัชนี WJP 2025: จุดแข็งและข้อท้าทายของไทย

 

ดร.ศรีรักษ์ ผลิพัฒน์ ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก WJP เปิดเผยข้อมูลจากดัชนีหลักนิติธรรมประจำปี 2568 (WJP Rule of Law Index 2025) พบว่า ประเทศไทยได้คะแนนภาพรวมอยู่ที่ 0.50 ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพในการรักษาสถิติท่ามกลางกระแสการถดถอยของหลักนิติธรรมทั่วโลก

 

– จุดแข็ง: ความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัย รวมถึงความเชื่อมั่นต่อความสุจริตของสถาบันตุลาการ

 

– ข้อท้าทาย: ประสิทธิภาพกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่ต้องเร่งปรับปรุง ปัญหาการเลือกปฏิบัติที่เพิ่มสูงขึ้น และอุปสรรคเชิงโครงสร้างในการออกใบอนุญาตภาครัฐ ซึ่งถือเป็น ‘ต้นทุนแฝง’ ของประเทศ

 

WJP ย้ำว่า “ข้อมูลคือเข็มทิศของการปฏิรูป” และพร้อมสนับสนุนไทยในการนำข้อมูลเชิงลึกไปแปลงเป็นยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อปิดช่องว่างความเหลื่อมล้ำอย่างยั่งยืน

 

ภาคธุรกิจชี้ ‘กติกาไม่เป็นธรรม’ คือคอขวดเศรษฐกิจ

 

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธาน กกร. เน้นย้ำว่า หลักนิติธรรมคือโครงสร้างพื้นฐานของธรรมาภิบาล ภาคเอกชนกังวลต่อกติกาที่ไม่ชัดเจนและไม่เสมอภาค ซึ่งมีปัญหาหลัก 3 ประการ คือ การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่ได้มาตรฐาน กระบวนการอนุญาตที่ซับซ้อนและใช้ดุลพินิจสูง และการแข่งขันที่ไม่เท่าเทียม โดยเฉพาะต่อผู้ประกอบการ SME

 

กกร. จึงผลักดันโครงการ ‘Zero Corruption: กกร. และเพื่อน ไม่ทน’ โดยใช้ระบบดิจิทัลลดการใช้ดุลพินิจและเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ พร้อมเปิดตัวแคมเปญรณรงค์ ‘ไม่เลือกคนโกง’ เพื่อสร้างความตระหนักให้ประชาชนไม่สนับสนุนผู้สมัครที่มีประวัติทุจริตหรือเกี่ยวข้องกับทุนสีเทา โดยย้ำว่าเสียงของประชาชนคือเสียงชี้ขาดในการขับเคลื่อนประเทศ

 

อุตสาหกรรมและการเงิน: ปลดล็อกเศรษฐกิจนอกระบบ

 

เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวเสริมว่า ภาคธุรกิจต้องการกติกาที่คาดการณ์ได้ เพราะความไม่แน่นอนของกฎหมายสร้างต้นทุนแฝงมหาศาล การขับเคลื่อน Thailand Rule of Law National Strategy จึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะยกระดับกติกาประเทศให้สอดคล้องกับเกณฑ์ OECD ซึ่งให้ความสำคัญกับธรรมาภิบาลและการเติบโตอย่างยั่งยืน

 

ด้าน ผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ชี้ให้เห็นว่า ความอ่อนแอของหลักนิติธรรมเชื่อมโยงโดยตรงกับเศรษฐกิจนอกระบบของไทยที่มีสูงถึง 48% ของ GDP และปัญหาอำนาจเหนือตลาดของผู้เล่นรายใหญ่ ความร่วมมือครั้งนี้ผ่านโครงการ Reinvent Thailand จะช่วยเปลี่ยนประชาชนให้เป็น ‘Informed Citizen’ ที่สามารถตรวจสอบและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเชิงนโยบายบนฐานข้อเท็จจริง ซึ่งจะนำไปสู่สังคมที่สงบสุขและเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างทั่วถึงตามเป้าหมาย SDGs ของสหประชาชาติ

 

ความร่วมมือระหว่าง TIJ, WJP และ กกร. ในครั้งนี้ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่สังคมที่ยึดถือหลักนิติธรรมเป็นรากฐาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนระดับโลก และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยผ่านระบบที่เป็นธรรมและโปร่งใสอย่างแท้จริง

The post Rule of Law คือทางรอด! TIJ x กกร. ยกระดับนิติธรรมไทยสู่สากล appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘หอการค้าไทย’ แถลงการณ์ย้ำจุดยืน ความมั่นคงชาติต้องมาก่อนเศรษฐกิจ หวังรัฐยุติปะทะ ‘ไทย-กัมพูชา’ โดยเร็ว https://thestandard.co/thai-cambodia-border-trade-closure-economic-impact-300-billion/ Mon, 08 Dec 2025 10:55:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1152446 ‘หอการค้าไทย’ แถลงการณ์ย้ำจุดยืน ความมั่นคงชาติต้องมาก่อนเศรษฐกิจ หวังรัฐยุติปะทะ ‘ไทย-กัมพูชา’ โดยเร็ว

หอการค้าไทยย้ำความมั่นคงต้องมาก่อนเศรษฐกิจ พร้อมหนุนรัฐ […]

The post ‘หอการค้าไทย’ แถลงการณ์ย้ำจุดยืน ความมั่นคงชาติต้องมาก่อนเศรษฐกิจ หวังรัฐยุติปะทะ ‘ไทย-กัมพูชา’ โดยเร็ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘หอการค้าไทย’ แถลงการณ์ย้ำจุดยืน ความมั่นคงชาติต้องมาก่อนเศรษฐกิจ หวังรัฐยุติปะทะ ‘ไทย-กัมพูชา’ โดยเร็ว

หอการค้าไทยย้ำความมั่นคงต้องมาก่อนเศรษฐกิจ พร้อมหนุนรัฐเร่งคลี่คลายสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา สงบโดยเร็ว

 

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ในนามภาคเอกชนไทย ขอแสดงจุดยืนต่อสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งมีเหตุปะทะเกิดขึ้นเพิ่มเติมในช่วงที่ผ่านมา

 

โดยขอเรียนย้ำว่า ภาคเอกชนมิได้สนับสนุนให้เกิดความรุนแรง การเผชิญหน้า หรือสงครามในทุกรูปแบบ

 

อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ประเทศไทยถูกละเมิดอธิปไตย และมีการกระทำที่ฝ่าฝืนข้อตกลงระหว่างประเทศหลายครั้ง ประเทศไทยย่อมมีสิทธิและความจำเป็นในการปกป้องอธิปไตย ความมั่นคง และความปลอดภัยของประชาชนตามหลักสากล

 

หอการค้าไทยเห็นว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ จำเป็นต้องแยกแยะประเด็นด้าน ความมั่นคง ออกจากประเด็นทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน โดยความมั่นคงของประเทศและชีวิตของประชาชนต้องมาก่อนเศรษฐกิจเป็นลำดับแรก

 

“แม้ภาคธุรกิจจะได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะจากการปิดด่านการค้าชายแดนที่ยืดเยื้อมากกว่าครึ่งปีที่ผ่านมา ส่งผลต่อการค้าชายแดน การลงทุน และบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ”

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

ทั้งนี้ ภาคเอกชนเห็นว่าสถานการณ์ดังกล่าวจำเป็น ต้องได้รับการจัดการอย่างเด็ดขาด ชัดเจน และยุติโดยเร็ว เพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยในเวทีนานาชาติ และทำให้ระบบเศรษฐกิจสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง

 

หอการค้าไทยจึงขอสนับสนุนรัฐบาลในการเร่งแก้ไขปัญหาให้จบโดยเร็ว และโดยสิ้นเชิง รวมถึงการพิจารณามาตรการที่เหมาะสมและจำเป็น หากต้องมีการดำเนินการเพิ่มเติมเพื่อปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของประเทศอย่างชัดเจน

 

ในขณะเดียวกัน ภาคเอกชนเห็นว่า การสื่อสารกับนานาชาติระหว่างประเทศเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ภาครัฐควรเร่งสื่อสาร ทำความเข้าใจ และชี้แจงอย่างเป็นระบบว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมิได้เกิดจากประเทศไทยเป็นฝ่ายเริ่มต้น แต่เป็นผลจากการละเมิดข้อตกลงและอธิปไตยของไทย โดยฝั่งกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ลดความคลาดเคลื่อน และรักษาภาพลักษณ์ของประเทศในเวทีโลก

 

ทั้งนี้ หอการค้าไทยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะคลี่คลายลงโดยเร็ว นำไปสู่ความสงบเรียบร้อย สันติภาพ และความมั่นคงของประเทศ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศไทยและประชาชนชาวไทยในระยะยาว

 

รายงานข่าวระบุว่า ปัจจุบันมีทั้งหมด 7 ด่าน และมี 1 ด่าน เป็นจุดผ่อนปรนเพื่อการท่องเที่ยว 1 เขาพระวิหาร จังหวัดศรีสะเกษ

 

ข้อมูลจากกองความร่วมมือการค้าและการลงทุน กรมการค้าต่างประเทศ ระบุว่า ปี 2024 การค้าระหว่างไทยและกัมพูชา มีมูลค่ารวมประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 300,000 ล้านบาท

 

โดยส่วนใหญ่ไทยส่งออกไปกัมพูชาประมาณ 9,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 90% ส่วนอีก 10% เป็นการนำเข้าจากกัมพูชา และไทยเกินดุลการค้ากัมพูชาประมาณ 8,000 ล้านดอลลาร์

 

ทั้งนี้ เนื่องจากสถานการณ์ข้างต้น จึงมีการปิดด่านชายแดนไทยกัมพูชาทั้งหมด ส่งผลให้มูลค่าการค้าหายไปกว่า 99.99%

The post ‘หอการค้าไทย’ แถลงการณ์ย้ำจุดยืน ความมั่นคงชาติต้องมาก่อนเศรษฐกิจ หวังรัฐยุติปะทะ ‘ไทย-กัมพูชา’ โดยเร็ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
เสียงสะท้อนชาวสงขลา ในวันที่ฝนถล่ม ‘หาดใหญ่’ เมืองหลวงเศรษฐกิจใต้ กำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤตระดับชาติ เสี่ยงสูญหมื่นล้าน https://thestandard.co/hatyai-economic-crisis-tenbillion-loss/ Tue, 25 Nov 2025 07:00:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1147290 hatyai-economic

ฝนตกหนักเป็นประวัติการณ์ ทำให้สงขลาเผชิญน้ำท่วมรุนแรงที […]

The post เสียงสะท้อนชาวสงขลา ในวันที่ฝนถล่ม ‘หาดใหญ่’ เมืองหลวงเศรษฐกิจใต้ กำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤตระดับชาติ เสี่ยงสูญหมื่นล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
hatyai-economic

ฝนตกหนักเป็นประวัติการณ์ ทำให้สงขลาเผชิญน้ำท่วมรุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ หลายพื้นที่เผชิญสภาวะวิกฤต กระทั่งผู้ว่าฯ สงขลาประกาศอพยพประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสงขลา รายงานสถานการณ์อุทกภัย พบว่า จังหวัดสงขลายังคงเผชิญภาวะฝนตกหนักต่อเนื่อง จากอิทธิพลร่องมรสุมและมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่มีกำลังแรง ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมในวงกว้างทุกอำเภอของจังหวัด

 

จากการสำรวจพบว่า มีพื้นที่ได้รับผลกระทบรวม 115 ตำบล ครอบคลุม 16 อำเภอประชาชนได้รับความเดือดร้อน 697,231 คน ต้องอพยพ 1,228 คน มีผู้เสียชีวิต และสถานการณ์หนักที่สุดอยู่ใน อ.หาดใหญ่ สะเดา รัตภูมิ จะนะ และนาหม่อม

 

เปิด 2 สาเหตุฝนถล่ม

 

ปัจจัยสำคัญประการแรกที่ทำให้เกิดมหาอุทกภัยในหาดใหญ่รอบนี้ คือ “ภูมิประเทศ” ของเมืองหาดใหญ่ ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่ราบลุ่มต่ำ ลาดเอียงลงสู่ทะเลสาบสงขลา ทำให้น้ำจากพื้นที่โดยรอบไหลรวมลงมาได้ง่าย แต่ระบายออกได้ยาก

 

บวกกับ สภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน” ปีนี้มีฝนตกหนักกว่าปกติ เนื่องจากมวลอากาศเย็นจากจีนแผ่ลงมากดร่องมรสุมให้เลื่อนลงภาคใต้ ประกอบกับภาวะลานิญญาที่เพิ่มความชื้นในอากาศ ส่งผลให้ฝนตกหนักต่อเนื่องในหลายจังหวัด ช่วงวันที่ 19-22 พฤศจิกายน ปริมาณฝนสะสมในพื้นที่ภาคใต้สูงถึง 595 มิลลิเมตร มากกว่าปี 2543 และ 2553

 

ความเสียหายจากน้ำท่วมในย่านธุรกิจใจกลางเมืองหาดใหญ่

 

‘หาดใหญ่’ Gateway ค้าขายเพื่อนบ้าน เมืองหลวงเศรษฐกิจภาคใต้


ขึ้นชื่อว่า ‘หาดใหญ่’ ถือได้ว่าเป็นเมืองที่ทำหน้าที่เป็นประตูหน้าด่าน (Gateway) รับสินค้าและนักท่องเที่ยวจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะ ‘ด่านสะเดาและด่านปาดังเบซาร์’ ซึ่งมีมูลค่าการค้าชายแดนสูงที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย

 

นอกจากเป็นเมืองแห่งศิลปวัฒนธรรม ยังมีสินค้าส่งออกสำคัญอย่างยางพารา เป็นศูนย์กลางการเจรจาซื้อขาย และแปรรูปยางพาราที่สำคัญของโลก เป็นมากกว่าเมืองท่องเที่ยว มีศูนย์กลางการแพทย์และการศึกษา อาหารทะเลแปรรูป สินค้าอุปโภคบริโภค มีนักท่องเที่ยวจากมาเลเซียและสิงคโปร์ที่ข้ามพรมแดนเข้ามาจับจ่ายใช้สอยและใช้เส้นทางนี้ในการกระจายสินค้าสู่ตลาดโลก

 

เรียกได้ว่าเป็นเส้นเลือดใหญ่ ‘เมืองหลวงเศรษฐกิจ’ ของภาคใต้

 

วันที่ 25 พ.ย. ทรงพล จังศิริวัฒนธำรง ประธานหอการค้าจังหวัดสงขลา เปิดเผย THE STANDARD WEALTH ว่า จากการติดตามข้อมูลปริมาณน้ำฝน จะเห็นได้ว่าฝนที่ตกลงมาในครั้งนี้มีความหนักหน่วงผิดปกติ น้ำเต็มจากคลองเตยเข้าโซนเมือง ครั้งนี้แปลก ไม่ใช่ลักษณะที่เกิดขึ้นเป็นประจำ

 

“ถือเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยพบมาก่อนในช่วงเวลานี้ของปี โดยเฉพาะในพื้นที่หาดใหญ่ ซึ่งตามปกติแล้วในเดือนนี้ ไม่น่าจะเกิดฝนในระดับรุนแรงเช่นนี้”

 

ความเสียหายจากน้ำท่วมในย่านธุรกิจใจกลางเมืองหาดใหญ่

 

หาดใหญ่ เข้าสู่ ‘วิกฤตระดับชาติแล้ว’ ขาดการบริหารอย่างเป็นระบบ

 

ตามหลักแล้ว หากปริมาณฝนน้อยกว่านี้ ระบบระบายน้ำของเราย่อมสามารถรองรับได้ แต่ครั้งนี้ฝนตกหนักเป็นพิเศษ ประกอบกับมีน้ำหนุนจากพื้นที่อื่น รวมถึงระดับน้ำทะเลที่สูง ทำให้น้ำไม่สามารถระบายออกได้ มีมวลน้ำจากสะเดาเข้ามาเพิ่ม ส่งผลให้พื้นที่หาดใหญ่กลายเป็น ‘แอ่งกระทะ’ น้ำเอ่อท่วมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และนำไปสู่ผลกระทบในวงกว้าง

 

“นี่คือวิกฤตเลวร้ายสุดตั้งแต่เกิดน้ำท่วมหาดใหญ่ ผมขอบอกเลยว่า สถานการณ์หาดใหญ่ตอนนี้วิกฤตระดับชาติแล้ว เพราะน้ำสูงมากๆ รถให้ความช่วยเหลือเข้าถึงยากมาก จุดนั้นต้องลงเรือซึ่งไม่เพียงพอ เราลองนึกภาพตาม หาดใหญ่ที่เป็นแอ่งกระทะลึก 3-4 เมรตรกว่า ไปได้แค่ 2 เมตร ความช่วยเหลือไม่ทั่วถึง เดือดร้อนมาก ผมอยู่ในกลุ่มความช่วยเหลือ แต่กระแสน้ำ ความยาก ใช้เวลาไปกลับ ยากมาก ซึ่งศูนย์ข้อมูลตอนนี้ ขาดการ Organize อย่างเป็นระบบอย่างมาก”

 

ในมิติของภาคธุรกิจ ปีนี้สงขลาเป็นเจ้าภาพในการจัดสัมมนาหอการค้าประจำปี ซึ่งมีผู้เข้าร่วมจากทั่วประเทศเกือบ 2,000 คน แม้งานจะสามารถจัดได้เพียงวันเดียว แต่ผู้เข้าร่วมจำนวนมากต้องทยอยเดินทางกลับก่อนกำหนด ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และรายได้ของภาคบริการ การจัดเลี้ยง การประชุม ตลอดจนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังหาดใหญ่เป็นจำนวนมาก

 

ทรงพล ระบุว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจเบื้องต้น ประเมินเป็นระยะ โดยระยะแรกคือภาคธุรกิจที่ต้องหยุดดำเนินงาน ไม่สามารถสร้างรายได้ตั้งแต่เริ่มเกิดเหตุอุทกภัยเมื่อวันที่ 22 พ.ย. เป็นต้นมา คาดว่าอย่างน้อยระยะเวลาหยุดชะงัก จะยาวนานไม่น้อยกว่าหนึ่งสัปดาห์ ซึ่งความเสียหายเฉพาะรายได้ที่สูญไปในช่วงนี้ ประเมินไม่น้อยกว่า 500-600 ล้านบาทแล้ว

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

ฝนกระหน่ำรุนแรงมากกว่าปี 2553 คาดสูญเศรษฐกิจราว ‘หมื่นล้านบาท’

 

อย่างไรก็ตาม ความเสียหายที่รุนแรงยิ่งกว่า คือความเสียหายต่อทรัพย์สิน ไม่ว่าจะเป็นอาคาร สำนักงาน ยานพาหนะ รวมถึงที่อยู่อาศัยของประชาชนที่ต้องได้รับการบูรณะใหม่ ซึ่งผมประเมินว่าเหตุการณ์ครั้งนี้มีความรุนแรงมากกว่าปี 2553 ซึ่งขณะนั้นประเมินผลกระทบไว้ในระดับ ‘หมื่นล้านบาท’

 

คาดว่าความเสียหายรวมถึงค่าเสียโอกาสทางธุรกิจจนกว่าจะฟื้นตัวได้ น่าจะอยู่ในระดับ ‘หลายหมื่นล้านบาท’ โดยเบื้องต้นประเมินไว้ที่ประมาณ 10,000-12,000 ล้านบาทเป็นอย่างต่ำ

 

ซีเกมส์ 2025 สงขลา เป็นหนึ่งในจังหวัดเจ้าภาพ

 

เมื่อถามถึง ประเมินสถานการณ์ ซีเกมส์ 2025 ที่จังหวัดสงขลา เป็นหนึ่งในเจ้าภาพร่วมกรุงเทพมหานคร, จังหวัดชลบุรี ในช่วงวันที่ 9-20 ธันวาคม ที่จะถึงอย่างไร ทรงกลด ระบุว่า พื้นที่จัดงานหลักหลายแห่ง รวมถึงสเตเดียมต่าง ๆ ในจังหวัดสงขลา ไม่ได้อยู่ในโซนน้ำท่วมทั้งหมด พื้นที่เหล่านี้ส่วนใหญ่สามารถใช้งานได้ตามปกติ ในส่วนของการเยียวยา

 

“เวลานี้ต้องเอาชีวิตให้รอดก่อน แต่หลังจากนี้ควรมีมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการสำรวจความเสียหายที่แท้จริงของแต่ละครัวเรือนและแต่ละธุรกิจ รวมถึงการสนับสนุนงบประมาณสำหรับการบูรณะ ซึ่งจำเป็นต้องเร่งดำเนินการ”

 

ในกรณีภาคธุรกิจในจังหวัดสงขลา และหาดใหญ่ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ควรมีมาตรการผ่อนปรนภาษีหรือยกเว้นภาษีบางประเภท เพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วกว่าเดิม เพราะหากเป็นเพียงการให้สิทธิลดหย่อนภาษี ธุรกิจจะต้องใช้เวลาเป็นปีจึงจะได้รับผลประโยชน์กลับมา

 

ในภาวะเช่นนี้ ควรมีมาตรการอัดฉีดเงินด่วนหรือเงินช่วยเหลือ แบบให้เปล่าโดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงประชาชนและผู้ประกอบการได้จริง หากต้องใช้กระบวนการกู้ยืมตามปกติที่ต้องมีหลักทรัพย์หรือผ่านขั้นตอนที่ซับซ้อน ความช่วยเหลือจะไม่ครอบคลุมผู้ได้รับผลกระทบทั้งหมด และอาจทำให้หลายภาคส่วนไม่สามารถฟื้นตัวได้ทันเวลา

 

ความเสียหายจากน้ำท่วมในย่านธุรกิจใจกลางเมืองหาดใหญ่

 

เนื่องจากความเสียหายโดยรวมถูกประเมินว่าอาจสูงถึงระดับหมื่นล้านบาทอย่างแน่นอน ซึ่งหนักกว่าอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปี 2553

 

ทั้งนี้ ประเมินว่ามาตรการเยียวยาและฟื้นฟูที่จำเป็นเพื่อเร่งให้เกิดการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ควรมีดังนี้

 

1. การสนับสนุนทางการเงินและการให้ความช่วยเหลือโดยตรง

  • อัดฉีดเงินสนับสนุนช่วยเยียวยา ภาครัฐต้องอัดฉีดเม็ดเงินสนับสนุนช่วยเหลืออย่างเต็มที่ เพื่อทำให้คนหาดใหญ่รู้สึกว่าพวกเขาได้รับการช่วยเหลือเยียวยาอย่างแท้จริง
  • เงินเยียวยาจากภัยพิบัติ ควรมีการให้เงินเยียวยาแก่ทุกครัวเรือน โดยต้องมีการประเมินข้อมูลความเสียหายที่แท้จริงอย่างถูกต้อง
  • เงินช่วยเหลือเร่งด่วนแบบไม่พิจารณาหลักทรัพย์ ควรมีการอัดฉีดเงินช่วยเหลือเร่งด่วนที่ไม่ต้องพิจารณาเรื่องหลักทรัพย์มากนัก เพื่อให้การช่วยเหลือเข้าถึงทุกคนได้
  • เงินให้เปล่า นอกเหนือจากมาตรการสินเชื่อ ควรมีมาตรการให้เป็นเงินช่วยเหลือหรือเงินให้เปล่า (grants) เพราะหากต้องรอการกู้ยืมหรือต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ขั้นตอนก็จะเข้าไม่ถึงประชาชนทุกคน

 

2. มาตรการด้านสินเชื่อและการฟื้นฟูธุรกิจ

  • สินเชื่อซอฟต์โลนปลอดดอกเบี้ย ภาครัฐควรจัดให้มี เงินกู้ซอฟต์โลนไม่มีดอกเบี้ย ให้กับผู้ประกอบการที่จำเป็นต้องฟื้นฟูธุรกิจของตนเอง
  • สนับสนุนการซ่อมแซม ต้องมีเงินสนับสนุนช่วยเหลือในการซ่อมบ้านและซ่อมร้านค้าสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบ
  • การฟื้นฟูธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ ควรมีเม็ดเงินที่ช่วยทำให้เม็ดเงินในธุรกิจต่าง ๆ เกิดขึ้น เพื่อให้สามารถกลับมาดำเนินธุรกิจได้

 

3. มาตรการยกเว้นและลดหย่อนภาษี

  • ยกเว้นภาษีเพื่อฟื้นตัวเร็ว ควรมีมาตรการ ยกเว้นภาษี หรือยกเว้นสิ่งต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบสามารถฟื้นฟูธุรกิจกลับมาได้อย่างรวดเร็ว
  • มาตรการเร่งด่วนทางภาษี การใช้มาตรการเวฟภาษี (waive tax) จะช่วยให้การฟื้นตัวเร็วขึ้นกว่าการใช้ค่าบูรณะมาหักลดหย่อนภาษี เพราะการได้เงินคืนภาษีมักใช้เวลานาน

 

ความเสียหายจากน้ำท่วมในย่านธุรกิจใจกลางเมืองหาดใหญ่

 

ห่วงอุตสาหกรรมยาง อ.สะเดา กระทบหนัก

 

สำหรับภาคครัวเรือนภาคการเกษตร ความเสียหายเรื่องอุตสาหกรรมยาง ประเมิน เบื้องต้นอย่างไร

 

“ผมยังต้องรอข้อมูลชัดเจนอีกที แต่ที่ทราบมาก็ที่ อ.สะเดา ก็ฝนตกน้ำท่วม สถานการณ์หนักไม่แพ้กัน ตรงนั้นก็เป็นพื้นที่สวนยางพาราที่เป็นภาคการเกษตรเยอะ พื้นที่สวนยาง ตอนนี้ก็ไม่สามารถเข้ากรีดหรือสามารถทำงานได้อย่างปกติ ต้องรออีกหลายวัน ในตัวเมืองหาดใหญ่เป็นย่านการค้า ย่านเศรษฐกิจ”

 

ทรงพล ทิ้งท้ายว่า การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจมีความสำคัญเร่งด่วน เนื่องจากธุรกิจต่างๆ หยุดทำงานและไม่สามารถสร้างรายได้ได้ อย่างน้อยเป็นสัปดาห์ โดยความเสียหายจากการเสียโอกาส ในการสร้างรายได้ในช่วงสัปดาห์แรกคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 600 ล้านบาท

 

เมื่อถามว่า หลังจากน้ำท่วม ปี 2553 หรือ 15 ปี ที่แล้ว ใช้เวลาในการฟื้นตัวกลับ มาเป็นปกตินานแค่ไหน ทรงพล เผยว่า ปี 2553 ภาคเอกชนตอนนั้นใช้เวลาประมาณ 1 เดือน หลังน้ำลดใช้เวลา 7 วัน เก็บ กวาด พื้นที่ห้างร้านของตัวเอง แต่กว่าจะบูรณะทุกอย่างก็เป็นระยะเวลาขั้นต่ำ 1-3 เดือน

 

ถ้ารวมฟื้นฟูรีโนเวทก็ใช้เวลาอีก 1-3 เดือน ส่วนมาตรการภาครัฐ ตอนนั้นอาจจะไม่สามารถจำข้อมูลได้ ว่าภาครัฐวางมาตรการอะไรเป็นพิเศษ

 

“แต่วันนี้คงต้องมีมาตรการที่ออกมาเป็นแพ็คเกจช่วยเหลือผลกระทบแล้ว เพราะตอนนี้สถานการณ์ไม่แพ้มหาอุทกภัยครั้งก่อนแล้ว”

The post เสียงสะท้อนชาวสงขลา ในวันที่ฝนถล่ม ‘หาดใหญ่’ เมืองหลวงเศรษฐกิจใต้ กำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤตระดับชาติ เสี่ยงสูญหมื่นล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
หอการค้าไทย เผยภาคใต้จมบาดาล เศรษฐกิจอ่วม 1.5 พันล้านบาทต่อวัน ปิดสัมมนาสงขลาจ่อยื่น ‘สมุดปกขาว 2568’ ถึงรัฐบาล https://thestandard.co/south-floods-economy-1-5b/ Mon, 24 Nov 2025 11:47:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1146924 หอการค้าไทย เผย ภาคใต้จมบาดาล เศรษฐกิจอ่วม 1.5 พันล้านบาทต่อวัน ปิดสัมมนาสงขลาจ่อยื่น ‘สมุดปกขาว 2568’ ถึง รัฐบาล

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผ […]

The post หอการค้าไทย เผยภาคใต้จมบาดาล เศรษฐกิจอ่วม 1.5 พันล้านบาทต่อวัน ปิดสัมมนาสงขลาจ่อยื่น ‘สมุดปกขาว 2568’ ถึงรัฐบาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
หอการค้าไทย เผย ภาคใต้จมบาดาล เศรษฐกิจอ่วม 1.5 พันล้านบาทต่อวัน ปิดสัมมนาสงขลาจ่อยื่น ‘สมุดปกขาว 2568’ ถึง รัฐบาล

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผยน้ำท่วม 10 จังหวัด ภาคใต้ ประเมินเศรษฐกิจเสียหาย 1,500 ล้านบาทต่อวัน ขณะที่ สัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ จ.สงขลา เจ้าภาพ ปิดฉาก หลังจัดได้เพียง 1 วัน เตรียมยื่น ‘สมุดปกขาว 2568’ ถึงรัฐบาล

 

ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์ฝนตกและน้ำท่วมในพื้นที่ 10 จังหวัดภาคใต้ในขณะนี้ เบื้องต้น ประเมินผลกระทบความเสียหายประมาณ 1,000-1,500 ล้านบาทต่อวัน เนื่องจากภาคใต้เป็นจังหวัดอิงเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว การค้าและการลงทุนเป็นหลัก

 

ทั้งนี้ ถ้าหากสถานการณ์ยังยืดเยื้อต่อเนื่องใน 1 เดือน ประเมินว่าจะมีความเสียหายประมาณ 10,000-15,000 ล้านบาท เนื่องจากเป็นช่วงไฮซีซั่นของภาคการท่องเที่ยวและจะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวภาคใต้จำนวนมากในช่วงเวลาดังกล่าว

 

ปิดฉากสัมมนาหอการค้าประจำปี ‘สงขลา’ เจ้าภาพ จ่อยื่น “สมุดปกขาว 2568” ต่อรัฐบาล

 

วันนี้ 24 พ.ย. ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นำ “สมุดปกขาว หอการค้าไทย ปี 2568” ซึ่งเป็นข้อสรุปจากการระดมความคิดเห็นระหว่างการสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 43 ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จังหวัดสงขลา ภายใต้แนวคิด “Unlocking New Growth: ศักยภาพใหม่แห่งการเติบโต” เสนอต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อใช้ประกอบการพิจารณากำหนดทิศทางเชิงนโยบายและการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจของประเทศ

 

ดร.พจน์ กล่าวว่า แม้งานสัมมนาครั้งนี้จะต้องยกเลิกลงหลังจากเริ่มประชุมไปได้ 1 วัน เนื่องจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่และพื้นที่ใกล้เคียง หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยขอแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้น ประชาชนในพื้นที่ที่ประสบภัย รวมถึงผู้เข้าร่วมสัมมนาครั้งนี้มากกว่า 1,500 คน

 

“ทางหอการค้าไทยและหอการค้าจังหวัดสงขลา ที่เป็นเจ้าภาพการจัดสัมมนาต้องขอขอบคุณหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนทุกพื้นที่ที่รวมรวมความช่วยเหลือประชาชนให้อยู่ในพื้นที่ปลอดภัย ขณะนี้ผู้เข้าร่วมประชุมส่วนใหญ่ก็ได้กลับเข้าภูมิลำเนาแล้ว”

 

ขณะเดียวกัน ตอนนี้ มูลนิธิพาณิชย์สงเคราะห์ โดยหอการค้าไทย ก็ได้มีการเปิดระดมรับบริจาคเพื่อช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ เพิ่มเติม เพราะทราบมาว่าขณะนี้สถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดยังไม่คลี่คลาย

 

สำหรับ “สมุดปกขาว หอการค้าไทย ปี 2568” หอการค้าฯ ได้รวบรวมข้อเสนอแนะและเสียงสะท้อน จากเครือข่ายหอการค้าทั่วประเทศ มาก่อนหน้าการสัมมนาแล้ว ซึ่งได้จัดทำเป็นเอกสารส่งมอบให้ท่านนายกรัฐมนตรี ช่วงที่มีการ ประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจในวันนี้ เพื่อให้รัฐบาลสามารถนำประเด็นที่ได้รับไปพิจารณาดำเนินการได้ สำหรับประเด็นและข้อเสนอแนะที่หอการค้าฯ บรรจุไว้ในสมุดปกขาวปีนี้ มุ่งเน้นการปลดล็อกการเติบโตใหม่ของประเทศทั้งในระดับโครงสร้างและระดับภูมิภาค ครอบคลุม 5 มิติหลัก ได้แก่

 

1. ด้านการค้าและการลงทุน (Trade & Investment) มุ่งยกระดับศักยภาพการค้าการลงทุนของประเทศผ่านการเร่งให้สัตยาบัน FTA (ไทย–ศรีลังกา, ไทย–EFTA) และการสมัครเข้าร่วม OECD พร้อมปรับโครงสร้างกฎหมาย เปิดเสรีโลจิสติกส์ ทบทวน พ.ร.บ.ธุรกิจคนต่างด้าว และจัดตั้งหน่วย Fast Track Reform (Guillotine Unit) เพื่อรื้อกฎหมายที่เป็นอุปสรรค

 

ขณะเดียวกันสนับสนุนอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ชีวภาพ (Bioplastics) และพลังงานสะอาด ด้านแรงงาน เสนอระบบค่าจ้างตามทักษะ (Pay-by-Skills) ร่วมกับการยกระดับทักษะ แรงงาน (Up/Reskill) จัดตั้งศูนย์บริการแรงงานเบ็ดเสร็จ และคณะกรรมการร่วมรัฐ–เอกชนด้านแรงงาน (กรอ.แรงงาน) ส่วนด้านค้าปลีก เสนอขยายโครงการ “Easy e-Receipt เฟส 2 จัดตั้งเขตปลอดภาษีในจังหวัดท่องเที่ยวหลัก คืน VAT ทันทีแก่นักท่องเที่ยว และ
ตั้งศูนย์

 

2. ด้านเกษตรและอาหาร (Agriculture & Food) เน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตร (Value-Based Agriculture) ผ่านการผลักดัน Product Champions ในสินค้าหลัก เช่น ข้าว ยาง ปาล์ม ไก่ หมู กุ้ง และพืชสมุนไพร พร้อมสนับสนุนการแปรรูป การพัฒนาพันธุ์ด้วยเทคโนโลยี Gene Editing และส่งเสริมสินค้า GI–Future Food แผนยุทธศาสตร์มหานครผลไม้เมืองร้อนของประเทศไทย ขับเคลื่อนสู่ศูนย์กลางการค้าและความรู้ผลไม้เมืองร้อนโลก รวมถึงพัฒนาโครงสร้างฐานราก

 

เช่น ระบบน้ำ ที่ดิน ฐานข้อมูลเกษตรกร และศูนย์ประสานงานสินค้าเกษตรและอาหาร (AFC) ให้เป็นศูนย์กลางข้อมูลตลาด นอกจากนี้ยังยกระดับอุตสาหกรรมประมง ด้วยการลดภาษีวัตถุดิบ การพัฒนาแรงงานตามมาตรฐานสากล (GLP) และเร่งปลดล็อกข้อจำกัดการส่งออก One Stop Service อำนวยความสะดวกผู้ค้าปลีก

 

3. ด้านการท่องเที่ยวและบริการ (Tourism & Services) เสนอเป้าหมายให้ไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวและสุขภาพระดับโลก (Global Wellness & Tourism Hub) โดยผลักดันการใช้แนวคิด “Happy Model” เป็นกรอบพัฒนาการท่องเที่ยวคุณภาพสูงมุ่งยกระดับความปลอดภัยและความเชื่อมั่นผ่านโครงการ Trusted Thailand ใช้มาตรการภาษีและการเงินกระตุ้นการท่องเที่ยวหักลดหย่อนภาษีสูงสุด 15,000 บาท และหักภาษี 3 เท่าสำหรับการจัดอบรมต่างจังหวัด)

 

พร้อมพัฒนาแพลตฟอร์ม TAGTHAi ให้เป็น National Digital Tourism Utility เชื่อมโยงข้อมูลเมืองหลักและเมืองรอง เสริมเส้นทาง ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและทางทะเล (Wellness & Cruise Tourism) รวมถึงจัดสรร Soft Loan ดอกเบี้ยต่ำสำหรับ SME และ Startup ด้านท่องเที่ยว เพื่อกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น

 

4. ด้านดิจิทัล เทคโนโลยี และนวัตกรรม (Digital & AI with Innovation) ผลักดันเศรษฐกิจ Digital–Green Economy ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนเศรษฐกิจดิจิทัลต่อ GDP จาก 23.9% เป็น 35% ภายในปี 2579 และสร้างงานคุณภาพกว่า 2 ล้านตำแหน่ง เสนอจัดตั้งศูนย์บัญชาการเศรษฐกิจดิจิทัล (DECC) พร้อมกองทุน Digital–Green Infrastructure เพื่อสนับสนุนการลงทุนใน AI, Cloud, Data Center

 

และพลังงานสะอาด พัฒนาโครงการ Thailand AI Ready ยกระดับทักษะประชาชนกว่า 5 ล้านคน และออกมาตรการ Digital Visa ดึงดูดผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ เสริมด้วย Digital Voucher สำหรับ SME และกรอบกฎหมายใหม่ว่าด้วยการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล–กรีน พร้อมมาตรฐาน AI Ethics และ Data Governance การส่งเสริมโครงการพลิกโฉมธุรกิจ สู่ Smart Business ด้วย Automation and Robotics

 

5. ด้านความยั่งยืน (Sustainability) เน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ลดการเผาในภาคเกษตรด้วยระบบ Traceability ส่งเสริมมาตรฐานการออกแบบบรรจุภัณฑ์รีไซเคิล การใช้วัสดุหมุนเวียน และแรงจูงใจทางภาษีสำหรับ Green Innovation พร้อมผลักดันตลาดไฟฟ้าเสรี (Open Electricity Market) และขยายความรับผิดชอบผู้ผลิต (EPR) ไปยังอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ บรรจุภัณฑ์ยานยนต์ และวัสดุก่อสร้าง และการสนับสนุนโครงการ Platform ซื้อขายคาร์บอนเครดิต (Carbon Neutrality 4 ALL)

 

นอกจากนั้น หอการค้าไทย ยังได้ร่วมกับ กกร. จัดตั้ง คณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเพื่อน ไม่ทน ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการสร้างความเชื่อมั่นใหม่ให้เศรษฐกิจไทย

 

“ข้อเสนอทั้งหมดเป็นประเด็นที่สามารถดำเนินการได้จริงและมุ่งหวังให้เกิดประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจไทยในทุกภูมิภาค พร้อมทั้งขอขอบคุณหอการค้าจังหวัดสงขลา หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่ ที่ร่วมกันอำนวยความสะดวกจนผู้ที่เดินทางเข้าร่วมงานสามารถกลับสู่ภูมิลำเนาได้อย่างปลอดภัย ทางเราหวังว่าสถานการณ์น้ำท่วมจะคลี่คลายได้ในเร็ววัน และเศรษฐกิจของเมืองหาดใหญ่และจังหวัดสงขลาจะกลับมาฟื้นตัว” ดร.พจน์ กล่าวทิ้งท้าย

The post หอการค้าไทย เผยภาคใต้จมบาดาล เศรษฐกิจอ่วม 1.5 พันล้านบาทต่อวัน ปิดสัมมนาสงขลาจ่อยื่น ‘สมุดปกขาว 2568’ ถึงรัฐบาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
หรือ ‘พ.ร.บ.อากาศสะอาด’ อาจเป็นแค่อากาศ ทำไมเสี่ยงชะงัก? ถูกเตะถ่วง กลุ่มทุนเบรก https://thestandard.co/wealth-in-depth-clean-air-act/ Thu, 13 Nov 2025 03:46:02 +0000 https://thestandard.co/?p=1142762 หรือ ‘พ.ร.บ.อากาศสะอาด’ อาจเป็นแค่อากาศ ทำไมเสี่ยงชะงัก? ถูกเตะถ่วง กลุ่มทุนเบรก

ร่าง ‘พ.ร.บ.อากาศสะอาด’ เสี่ยงชะงัก เมื่อวุฒิสภาอาจยืดเ […]

The post หรือ ‘พ.ร.บ.อากาศสะอาด’ อาจเป็นแค่อากาศ ทำไมเสี่ยงชะงัก? ถูกเตะถ่วง กลุ่มทุนเบรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
หรือ ‘พ.ร.บ.อากาศสะอาด’ อาจเป็นแค่อากาศ ทำไมเสี่ยงชะงัก? ถูกเตะถ่วง กลุ่มทุนเบรก

ร่าง ‘พ.ร.บ.อากาศสะอาด’ เสี่ยงชะงัก เมื่อวุฒิสภาอาจยืดเวลา ขณะที่กลุ่มทุน ภาคเอกชน (กกร.) ออกมาแสดงจุดยืน โดยย้ำว่า ‘ไม่คัดค้าน’ เห็นด้วยในหลักการด้านสิ่งแวดล้อม แต่มีบางประเด็นภาคธุรกิจต้องใช้เวลาปรับตัว ชี้กฎหมายบางฉบับซ้ำซ้อน เสี่ยงเพิ่มภาระต้นทุนให้ผู้ประกอบการ และกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน

 

กลายเป็นประเด็นร้อนถึงร่างพระราชบัญญัติ ‘อากาศสะอาด’ (พ.ร.บ.อากาศสะอาด) ที่ประชาชนทั่วประเทศเฝ้ารอ อาจไม่ทันบังคับใช้ภายในปี 2569 หลังมีแนวโน้มว่าการพิจารณาในชั้นวุฒิสภาจะถูก ‘ประวิงเวลา’ ซึ่งอาจไม่แล้วเสร็จก่อนยุบสภา นั่นหมายความว่า

 

‘กระบวนการทั้งหมดอาจต้องเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง หากไม่ทันกำหนด’ ท่ามกลางความคาดหวังของประชาชนต่อกฎหมายที่มุ่งจัดการปัญหาฝุ่นพิษและมลภาวะทางอากาศ

 

หรือ ‘พ.ร.บ.อากาศสะอาด’ อาจเป็นแค่อากาศ ทำไมเสี่ยงชะงัก? ถูกเตะถ่วง กลุ่มทุนเบรก 1

 

ด้านคณะกรรมาธิการฯ ที่ผลักดันร่างกฎหมายนี้ จึงออกมาเรียกร้องให้วุฒิสภา ‘ฟังเสียงของประชาชนส่วนใหญ่’ ที่สนับสนุน พร้อมเตือนว่าความล่าช้าในการพิจารณาอาจหมายถึงการที่คนไทยต้อง ‘สูดฝุ่นพิษ’ ต่อไปอีกหลายปี

 

บทความนี้ชวนวิเคราะห์ ‘มุมมอง’ ความคืบหน้าของร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ในวันนี้ที่กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนทั้งในแวดวงเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม หลังจากสภาผู้แทนราษฎรมีมติผ่านเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 และวุฒิสภาเห็นชอบในวาระแรก แต่จนถึงขณะนี้ กระบวนการกลับ ‘ชะลอตัว’ จนหลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามว่า เสียงของกลุ่มทุนจะดังยิ่งกว่าเสียงของประชาชนทั้งประเทศหรือไม่?

 

‘กกร.’ มอง พ.ร.บ. 3 ฉบับ ‘แรงงาน-โรงงาน-อากาศสะอาด’ ห่วงเพิ่มต้นทุน-ลดความสามารถแข่งขัน

 

วันที่ 12 พ.ย. คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ซึ่งประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย แถลงจุดยืนต่อร่างกฎหมายสำคัญ 3 ฉบับ ได้แก่

 

  • ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ …) พ.ศ. …
  • ร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …
  • ร่างพระราชบัญญัติโรงงาน (ฉบับที่ …) พ.ศ.

 

โดย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ร่างกฎหมายแรงงานใหม่ทั้ง 3 ฉบับขาดการประเมินผลกระทบ (RIA) อย่างรอบด้าน และอาจสร้างภาระต่อนายจ้าง โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ทั้งเพิ่มต้นทุนจ้างงาน ลดความยืดหยุ่นของแรงงาน และกระทบต่อการจ้างงานในระบบ ภาคเอกชนเห็นด้วยในหลักการสิ่งแวดล้อม แต่กฎหมายยังซ้ำซ้อน และควรดำเนินการด้านให้ตรงจุด เช่น การเผาไร่ข้าวโพด

 

หรือ ‘พ.ร.บ.อากาศสะอาด’ อาจเป็นแค่อากาศ ทำไมเสี่ยงชะงัก? ถูกเตะถ่วง กลุ่มทุนเบรก 2

 

ย้ำ ‘เห็นด้วย’ หลักการ ‘ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด’ แต่ขอปรับให้ไม่ซ้ำซ้อน

 

เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) ระบุถึงความกังวล พ.ร.บ.อากาศสะอาด ว่า กกร. สนับสนุนแนวทางยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อม มาตรการลดคาร์บอน และลดฝุ่น PM2.5 มาโดยตลอด

 

แต่กังวลว่าร่างกฎหมายฉบับใหม่นี้อาจซ้ำซ้อนกับกฎหมายเดิม เช่น พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม และ พ.ร.บ.โรงงาน ซึ่งอาจมีประเด็นทับซ้อน ควรปรับให้ชัดเจน โดยที่ผ่านมาภาคเอกชนก็มีส่วนร่วมในการพยายามลดคาร์บอนในโรงงานตลอดจนมาตรการสิ่งแวดล้อม ไม่เคยละเลยประเด็นนี้

 

ชี้อาจทับซ้อนกับกฎหมายเดิม ย้ำจุดยืน 4 ข้อเสนอ

 

1. เพิ่มผู้แทนภาคเอกชนในคณะกรรมการระดับชาติและจังหวัด เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมจริงเพราะที่ผ่านมามีส่วนร่วมน้อยมาก

 

2. ใช้มาตรการจูงใจทางเศรษฐกิจ เช่น ลดภาษีหรือสนับสนุนเงินกู้ แทนการเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าปล่อยอากาศ ซึ่งกกร. เห็นว่า ‘เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์’ ในร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …. อาจทับซ้อนกับกฎหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เช่น เชื้อเพลิงส่งเงินกองทุนน้ำมัน 1-5 บาท/ลิตร ภาษีสรรพสามิต 5-6 บาทต่อลิตร

 

3. ทบทวนโครงสร้าง ‘กองทุนอากาศสะอาด’ ให้มีความชัดเจน โปร่งใส และเป็นไปได้จริง

 

4. อัตราโทษและบทกำหนดโทษ กกร. สนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังต่อผู้ฝ่าฝืน แต่ร่างกฎหมายฯ ฉบับนี้มีการกำหนดอัตราโทษสูงกว่าฉบับอื่นๆ ที่สภาผู้แทนราษฎรเคยรับหลักการทั้งโทษแพ่งและโทษอาญา อาทิ การกำหนดโทษทางอาญา

 

แม้ว่าจะเกิดจากความประมาท จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 50 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานอากาศสะอาดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกินร้อยล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุน

 

โดยเฉพาะในกรณีการกระทำโดยประมาท ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับหลักรัฐธรรมนูญมาตรา 77 ที่ให้กำหนดโทษอาญาเฉพาะความผิดร้ายแรง กกร. จึงเสนอให้ทบทวนระดับโทษให้สมดุลกับมาตรฐานสากล และควรมีระยะเวลาการปรับตัวสำหรับภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรมเพื่อให้สามารถปฏิบัติตามกฎหมายได้จริง

 

กกร. เน้นว่ากฎหมายควร ‘ไม่ซ้ำซ้อน-ไม่เพิ่มภาระ-รักษาสมดุลสิ่งแวดล้อมกับเศรษฐกิจ’ และต้องผ่านการประเมินผลกระทบ RIA ที่เป็นมาตรฐานสากล

 

ห่วง ‘ร่าง พ.ร.บ.โรงงาน’ ซ้ำเติมต้นทุน ชี้เพิ่มโทษอาญาควรมีข้อมูลรองรับ

 

ดังนั้น จากเหตุผลข้างต้น กกร. แสดงความกังวลต่อร่างกฎหมายโรงงานฉบับใหม่ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของรัฐสภา โดยเห็นว่าหลายมาตรการอาจลดความสามารถ ในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย เช่น

 

  • การรื้อฟื้นระบบใบอนุญาตโรงงานแบบมีอายุ ซึ่งขัดต่อแนวทาง Ease of Doing Business และเสี่ยงเปิดช่องทุจริต
  • การกำหนด ‘โรงงานควบคุมพิเศษ’ ควรจำกัดเฉพาะโรงงานเสี่ยงสูงเท่านั้น
  • การเพิ่มโทษอาญาควรมีข้อมูลรองรับและสัดส่วนเหมาะสม
  • การเปิดให้ประชาชนเข้าสังเกตการณ์โรงงานอาจกระทบความลับทางการค้า
  • การบังคับทำประกันภัยอาจเพิ่มภาระ SMEs เนื่องจากตลาดประกันในประเทศยังไม่พร้อม

 

กกร. เสนอให้ภาครัฐเน้น ‘การบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ให้เข้มแข็ง’ แทนการออกกฎหมายเพิ่ม และให้จัดทำ การวิเคราะห์ต้นทุน-ผลประโยชน์ (Cost-Benefit Analysis) อย่างรอบคอบ

 

เกรียงไกร ย้ำว่า “กฎหมายควรแก้ปัญหาได้จริง ไม่สร้างภาระเกินจำเป็น และไม่บั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน เราเห็นด้วยในหลักการ แต่วิธีการยังไม่ใช่

 

ทั้งนี้ หากร่างผ่านตัวเลขผลกระทบทางตรง เชิงเศรษฐกิจอาจยังประเมินยาก แต่จะบั่นทอนการ ‘ดึงดูดเม็ดเงินลงทุน FDI’ ทำให้หันไปลงทุนเวียดนาม หรือคู่แข่งแทน”

 

ฟังเสียงสะท้อนภาคประชาชน

 

ขณะที่ตัวแทนภาคประชาชนให้ความเห็นว่า ปัญหามลพิษทางอากาศไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังเป็น ‘ภัยเงียบ’ ต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว ซึ่งเสี่ยงต่อโรคทางเดินหายใจ โรคหัวใจ และมะเร็งปอด

 

ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด จึงควรเป็นกฎหมายสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงด้านสุขภาพ ด้วยการกำหนดมาตรการควบคุมมลพิษอย่างเป็นระบบ และส่งเสริมสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงอากาศที่ปลอดภัย

 

หรือ ‘พ.ร.บ.อากาศสะอาด’ อาจเป็นแค่อากาศ ทำไมเสี่ยงชะงัก? ถูกเตะถ่วง กลุ่มทุนเบรก 3

 

รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช อาจารย์ประจำภาควิชาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด กล่าวกับ ‘THE STANDARD WEALTH’ ว่า กรณีที่ภาคเอกชน ระบุว่า ไม่มีตัวแทนภาคเอกชน นั้น ไม่เป็นความจริง

 

โดยก่อนหน้านี้มีการหารือร่วมกันทุกฝ่าย ในชั้นกรรมาธิการ (กมธ.) และเชิญผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทุกคนไม่มีใครคัดค้านการมี ‘กองทุนอากาศสะอาด’ และไม่มีท่านใดขอสงวนคำแปรญัตติ

 

โดยมติในวันนั้นมีประชาชนจำนวน 2,602 คน ที่ลงความเห็นว่ากองทุนอากาศสะอาดเป็นสิ่งจำเป็นในร่าง พ.ร.บ. ถึง 93%

 

“หากภาคเอกชนมองว่า กฎหมายซ้ำซ้อน สามารถใช้กองทุนสิ่งแวดล้อมเดิมได้ แต่จริง ๆ ประเด็นนี้คณะกรรมาธิการร่วมกับผู้เชี่ยวชาญได้หารือกันหลายครั้ง และพบว่า กองทุนสิ่งแวดล้อมปัจจุบันมีจุดอ่อนหลายด้าน และท้ายสุดคณะกรรมาธิการเกือบทั้งหมดเห็นว่า ควรมีกองทุนอากาศสะอาดเฉพาะ”

 

รศ.ดร.วิษณุ กล่าวย้ำว่า ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม การตัดกองทุนอากาศสะอาด ซึ่งเป็นหัวใจของการใช้เครื่องมือ และมาตรการทางเศรษฐศาสตร์ ออกจะทำให้กฎหมายไม่สามารถแก้ปัญหามลพิษ ทางอากาศได้จริง

 

เนื่องจาก ‘ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย’ (Polluter Pays Principle) จะไม่เกิดขึ้นตามหลักการสากลที่ประเทศที่เป็นแบบอย่างที่ดีปรับใช้ จะไม่สามารถช่วยเหลือผู้ก่อมลพิษให้เปลี่ยนผ่านไปสู่การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและอากาศสะอาดได้จริง และจะไม่มีรายได้หมุนเวียนมาแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

 

นอกจากนี้ อนาคตหากไทยจะเข้าร่วม OECD ก็หลีกหนีไม่พ้นกฎหมายนี้ ซึ่งทั่วโลกอย่างสหรัฐฯ แคนาดา ญี่ปุ่น ต่างเอาจริงเอาจังเรื่องอากาศสะอาด

 

อีกทั้งมองว่า จะส่งผลดีต่อ กลุ่มโรงแรม ธุรกิจท่องเที่ยว และเปิดรับอุตสาหกรรมใหม่อย่าง Wellness ได้มากยิ่งขึ้น บวกกับเทรนด์โลกที่มุ่งสู่สิ่งแวดล้อม โลกบีบให้ทุกประเทศมุ่งสู่การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม พ.ร.บ.นี้ยิ่งมีแต่ผลดีต่อภาพลักษณ์ และเศรษฐกิจไทย มหาศาล

 

หรือ ‘พ.ร.บ.อากาศสะอาด’ อาจเป็นแค่อากาศ ทำไมเสี่ยงชะงัก? ถูกเตะถ่วง กลุ่มทุนเบรก 4

 

ห่วงสัญญาณ พ.ร.บ.ถูก ‘เตะถ่วง’ การเมืองเปลี่ยนอาจเริ่มนับหนึ่งใหม่

 

ทั้งนี้ ที่น่าจับตาคือ ความล่าช้าในกระบวนการพิจารณากฎหมาย ว่าหลังการประชุมนัดแรกเมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา แต่มีสัญญาณน่ากังวลว่ากระบวนการอาจถูก ‘เตะถ่วง’

 

เนื่องจากตามปกติร่างกฎหมายที่เข้าสู่วุฒิสภาจะมีกำหนดพิจารณา 30 วัน และสามารถขยายได้อีก 30 วัน หากมีความจำเป็น แต่ในการประชุมนัดแรกกลับมีการหารือถึงการ ‘ขยายเวลา’ ทั้งที่ยังไม่ได้เริ่มพิจารณาอย่างจริงจัง พร้อมทั้งกำหนดให้ประชุมเพียงสัปดาห์ละครั้ง ซึ่งน่าจะไม่สามารถพิจารณากฎหมายกว่า 300 มาตราได้ทันกำหนด

 

“ช่วงเวลาปิดสมัยประชุมของรัฐสภาซึ่งเริ่มตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคม จะไม่นับรวมอยู่ในกรอบเวลา 30 วัน ทำให้กระบวนการพิจารณาเลื่อนยาวไปถึงวันที่ 2 มกราคม 2569”

 

หากมีการขยายเวลาเพิ่มอีก 30 วัน จะลากไปถึงเดือนกุมภาพันธ์ ขณะที่รัฐบาลเคยระบุว่าวันช้าที่สุดที่จะยุบสภา คือ 29 มกราคม ซึ่งหมายความว่า หากกฎหมายไม่เสร็จทันในช่วงดังกล่าว จะต้องกลับไป ‘เริ่มต้นใหม่’ ทั้งหมด

 

ทั้งนี้ คาดหวังว่า ถ้าจะให้ทันก่อนยุบสภาในวันที่ 29 มกราคม อย่างน้อยต้องพิจารณาให้จบภายในกลางเดือนธันวาคม

 

“แต่ดูจากท่าทีตอนนี้ ยังไม่เห็นความพยายามเร่งรัด จึงน่ากังวลว่าอาจเป็นการถ่วงเวลาคำถามที่ตามมาคือ แล้วสุขภาพประชาชนใครรับผิดชอบ 65 ล้านคน ถ้าฝุ่นกลับมา แล้วกฎหมายตกไป แล้วต้องรออีกปี 2 ปี เท่ากับว่าต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ ท้ายที่สุด ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ต้องฝากความหวังที่วุฒิสภา ที่สำคัญคือ นโยบายรัฐบาล และการเมือง จะมองไปในทิศทางไหนต่อไป”

 

รู้จัก พ.ร.บ.อากาศสะอาด คืออะไร?

 

สำหรับ พระราชบัญญัติอากาศสะอาด เป็นร่างกฎหมายที่มีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพอากาศของประเทศไทย โดยการควบคุมและลดมลพิษจากต้นทาง โดยเฉพาะจากผู้ก่อมลพิษรายใหญ่ เช่น โรงงานอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้า และกิจกรรมที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนหรือฝุ่นพิษสู่ชั้นบรรยากาศ

 

หากร่างกฎหมายนี้ผ่านการพิจารณาและมีผลบังคับใช้ จะนับเป็น กฎหมายฉบับแรกของไทยที่มุ่งจัดการคุณภาพอากาศโดยเฉพาะ

 

หรือ ‘พ.ร.บ.อากาศสะอาด’ อาจเป็นแค่อากาศ ทำไมเสี่ยงชะงัก? ถูกเตะถ่วง กลุ่มทุนเบรก 5

 

เป้าหมายสำคัญของกฎหมาย

 

  1. กำหนดมาตรฐานคุณภาพอากาศระดับชาติ เพื่อให้หน่วยงานรัฐและเอกชนต้องดำเนินงานตามเกณฑ์เดียวกัน
  2. บังคับให้ผู้ก่อมลพิษลดการปล่อยก๊าซและฝุ่นพิษ โดยมีทั้งมาตรการควบคุมและแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ
  3. จัดตั้งองค์กรใหม่ดูแลคุณภาพอากาศโดยเฉพาะ เพื่อบริหาร จัดการ และติดตามผลในระยะยาว
  4. ส่งเสริมสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงอากาศบริสุทธิ์ ถือเป็นการยกระดับสิทธิด้านสิ่งแวดล้อมของคนไทย

 

จุดเริ่มต้นของร่างกฎหมาย

 

  • ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ถูกเสนอเข้าสู่สภา ตั้งแต่ปี 2564

 

  • มีทั้งหมด 7 ฉบับ จากหลายฝ่าย ทั้งจาก
    • พรรคการเมือง (5 ฉบับ)
    • ภาคประชาสังคม เช่น เครือข่ายอากาศสะอาด Thai CAN (1 ฉบับ)
    • คณะรัฐมนตรี (1 ฉบับ)

 

  • แต่ละฉบับมีแนวทางต่างกัน เช่น
    • การกำหนดค่าปรับสำหรับผู้ก่อมลพิษ
    • การห้ามการเผาในภาคเกษตร
    • การควบคุมสินค้านำเข้า-ส่งออกที่ก่อมลพิษ

 

เพื่อหลอมรวมให้เป็นกฎหมายเดียวกัน สภาผู้แทนราษฎรจึงตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด เมื่อปี 2566 เพื่อพิจารณาและปรับเนื้อหาให้ครอบคลุมทุกฝ่าย

 

ทำไม พ.ร.บ. ฉบับนี้จึงสำคัญ?

 

เนื่องจาก ประเทศไทยยังไม่มี ‘กฎหมายเฉพาะ’ ที่ควบคุมคุณภาพอากาศในระดับประเทศ ทำให้การจัดการฝุ่น PM2.5 และมลพิษทางอากาศยังแยกส่วนและขาดอำนาจบังคับที่ชัดเจน

 

พ.ร.บ.อากาศสะอาด จึงมองว่านี่อาจเป็น ‘จุดเปลี่ยน’ ที่จะทำให้การจัดการปัญหามลพิษเป็นระบบ มีความรับผิดชอบชัดเจน และสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจกับสิ่งแวดล้อม

 

หลังจากนี้ต้องติดตามว่าพ.ร.บ.ฉบับนี้ จะผ่านร่างหรือไม่ จะเดินหน้าอย่างไรให้มีจุดร่วมในทิศทางเดียวกัน ท่ามกลางมุมมองที่เห็นต่างของทุกฝ่าย

 

ภาพ: CHANAKARN LAOSARAKHAM / Getty image

The post หรือ ‘พ.ร.บ.อากาศสะอาด’ อาจเป็นแค่อากาศ ทำไมเสี่ยงชะงัก? ถูกเตะถ่วง กลุ่มทุนเบรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
กกร.เตือน ส่งออกขยายตัวดี แต่ส่งไปไม่ถึงเศรษฐกิจ เหตุสัดส่วน Transshipment พุ่ง https://thestandard.co/export-growth-not-reaching-economy/ Wed, 05 Nov 2025 10:39:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1140023 กกร. เตือน ส่งออกขยายตัวดี แต่ส่งไปไม่ถึง เศรษฐกิจ เหตุ สัดส่วน Transshipment พุ่ง

วันนี้ (5 พฤศจิกายน) ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมก […]

The post กกร.เตือน ส่งออกขยายตัวดี แต่ส่งไปไม่ถึงเศรษฐกิจ เหตุสัดส่วน Transshipment พุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
กกร. เตือน ส่งออกขยายตัวดี แต่ส่งไปไม่ถึง เศรษฐกิจ เหตุ สัดส่วน Transshipment พุ่ง

วันนี้ (5 พฤศจิกายน) ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประจำเดือนพฤศจิกายน 2568 กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจโลกขยายตัวดีกว่าที่คาดส่งผลให้แนวโน้มการส่งออกไทยในปี 2568 ขยายตัวสูงกว่าที่คาดไว้มาก อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยไม่ได้รับอานิสงส์จากการส่งออกมากนัก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสินค้าส่งออกของไทยที่ขยายตัวแรงมี Local Content ต่ำ จึงส่งผลต่อ GDP อย่างจำกัด

 

“กกร.คงคาดเศรษฐกิจไทยปี 2568 มีแนวโน้มขยายตัวได้ที่ 1.8-2.2% ตามที่ประเมินไว้เดิม แม้การส่งออกอาจโตได้ประมาณ 9.5-10.5% แต่เป็นสินค้าที่มี Local Content ต่ำมาก และทองคำซึ่งไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจจริง ทำให้การนำเข้าและส่งออกไม่สร้างผลบวกต่อ GDP มากนัก โดยคาดว่า ภาคการส่งออกจะช่วยหนุน GDP ปีนี้ได้เพียงแค่ 0.4% เท่านั้น” ดร.พจน์กล่าว

 

อย่างไรก็ตาม กกร. คาดว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โครงการคนละครึ่งพลัส และการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 โดยเฉพาะ 3 เดือนหลัง จะเป็นแรงสนับสนุนสำคัญที่อาจช่วยให้เศรษฐกิจไทยโตได้ใกล้เคียงกับปีก่อนที่โต 2.5%

 

โดยกกร.ยังพบว่า สินค้าที่มี Local Content ต่ำและมี Foreign Content จากจีนมากขึ้น ได้แก่

  • เหล็กและโลหะ
  • อิเล็กทรอนิกส์
  • เครื่องใช้ไฟฟ้า
  • เครื่องจักรและอุปกรณ์
  • ยานพาหนะและชิ้นส่วน

 

เปิดตลาด 99% ยังต้องคุยอีกเยอะ

 

พจน์ ชี้แจงกรณีข่าวไทยเปิดตลาดสินค้าให้สหรัฐฯ จาก 90% เป็น 99% ว่าไม่ใช่ประเด็นใหม่ และอยู่ภายใต้ Non-Disclosure Agreement โดยหน่วยงานไทยหลายฝ่ายยังอยู่ระหว่างเจรจารายละเอียด ทั้งกรมเจรจาฯ กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงเกษตร และกระทรวงการคลัง

 

สำหรับการเปิดตลาด พจน์ระบุว่า บางเรื่องสามารถเริ่มได้ทันที บางเรื่องต้องใช้เวลา หรือขอเป็นโควตา ซึ่งอะไรจะเปิดก่อนหรือหลัง พจน์กล่าวว่า “ยังต้องคุยอีกเยอะ”

 

นอกจากนี้ พจน์ ยังเผยอีกด้วยว่า กกร. ได้นัดหารือรายละเอียดเพิ่มเติมกับรองนายกรัฐมนตรีเอกนิติ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รวมถึงปลัดกระทรวงพาณิชย์ เพื่อหารือมาตรการดังกล่าวอีกทีในวันรุ่งขึ้น

 

จับตาตลาดแรงงานเปราะบาง ว่างงานในระบบสูงสุดรอบ 2 ปี

 

นอกจากนี้ กกร.ยังกังวลว่า ตลาดแรงงานที่เปราะบางเป็นปัจจัยท้าทายการปรับตัวของเศรษฐกิจไทย อัตราว่างงานในระบบประกันสังคมล่าสุดในไตรมาส 2/68 แตะ 2.1% สูงสุดในรอบ 2 ปี และอัตราการว่างงานภาคอุตสาหกรรมและเด็กจบใหม่เร่งตัว จากเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าและการแข่งขันจากต่างประเทศ ซึ่งซ้ำเติมแผลเป็นจากช่วงโควิดที่แรงงานนอกระบบสูงขึ้น กระทบต่อผลิตภาพแรงงาน

The post กกร.เตือน ส่งออกขยายตัวดี แต่ส่งไปไม่ถึงเศรษฐกิจ เหตุสัดส่วน Transshipment พุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกชนวอนทบทวน ‘ร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฉบับใหม่’ ห่วง SME เจ๊ง คนตกงานพุ่ง กระทบความสามารถแข่งขัน https://thestandard.co/labor-protection-bill-sme-concerns/ Tue, 14 Oct 2025 11:57:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1130410 เอกชนวอนทบทวน ‘ร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฉบับใหม่’ ห่วง SME เจ๊ง คนตกงานพุ่ง กระทบความสามารถแข่งขัน

กกร. วอนทบทวน ‘ร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฉบับใหม่’ ที่เ […]

The post เอกชนวอนทบทวน ‘ร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฉบับใหม่’ ห่วง SME เจ๊ง คนตกงานพุ่ง กระทบความสามารถแข่งขัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกชนวอนทบทวน ‘ร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฉบับใหม่’ ห่วง SME เจ๊ง คนตกงานพุ่ง กระทบความสามารถแข่งขัน

กกร. วอนทบทวน ‘ร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฉบับใหม่’ ที่เตรียมลดชั่วโมงการทำงานจาก 48 เหลือ 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ไปจนถึงเพิ่มวันหยุด-วันลาอาจส่งผลให้ต้นทุนแรงงานต่อหน่วยการผลิตเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ SME นำไปสู่การปิดกิจการและการเลิกจ้างแรงงาน จนกระทบต่อรายได้รวมของแรงงาน ย้ำโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ‘ยังไม่พร้อมต่อการปรับเปลี่ยนดังกล่าว’

 

วันนี้ (14 ตุลาคม 2568) คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ซึ่งประกอบด้วยสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ได้ยื่นหนังสือถึงภาครัฐ และนายจรัส คุ้มไข่น้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน และประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .. เพื่อแสดงข้อกังวลและข้อเสนอแนะต่อการปรับปรุงกฎหมายดังกล่าว ณ อาคารรัฐสภา

 

ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .. ซึ่งที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 ปีที่ 3 ครั้งที่ 25 เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 ได้พิจารณาและมีมติรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .. จำนวน 2 ฉบับ ที่เสนอโดยนายจรัส คุ้มไข่น้า และเสนอโดยนางสาววรรณวิภา ไม้สน พรรคประชาชน และให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ขึ้นมาพิจารณาในรายละเอียดเป็นรายมาตรา ก่อนที่จะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาอีกครั้ง โดยมีกำหนดการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการภายใน 15 วันนั้น กกร. เห็นว่าควรมีการดำเนินการอย่างรอบคอบ สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและความพร้อมของประเทศ เพื่อป้องกันผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันและความเชื่อมั่นของนักลงทุน

 

กกร. ยืนยันว่าภาคเอกชนสนับสนุนการยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานตามหลักสากล ทั้งในด้านชั่วโมงการทำงานที่เหมาะสม สิทธิการลา และการคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพื่อส่งเสริม Work-Life Balance อย่างไรก็ตาม การปรับลดชั่วโมงการทำงานจาก 48 ชั่วโมง เหลือ 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ รวมถึงการเพิ่มวันหยุดและสิทธิการลาอื่น ๆ ตามร่างกฎหมายใหม่ อาจส่งผลให้ต้นทุนแรงงานต่อหน่วยการผลิตเพิ่มขึ้นทันที โดยเฉพาะในกลุ่ม SMEs ซึ่งกำลังเผชิญต้นทุนที่สูงและสภาพคล่องจำกัด อาจนำไปสู่การปิดกิจการและการเลิกจ้างแรงงาน

 

กกร. ระบุว่า การปรับลดชั่วโมงการทำงานยังอาจกระทบต่อรายได้รวมของแรงงาน และควรมีการประเมินผลกระทบเชิงปริมาณอย่างชัดเจน พร้อมจัดทำมาตรการรองรับที่เหมาะสม เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันยังไม่พร้อมต่อการปรับเปลี่ยนดังกล่าว หลายอุตสาหกรรมยังพึ่งพาแรงงานคน ขณะที่การใช้ระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยียังมีข้อจำกัดด้านเงินลงทุนและทักษะแรงงาน

 

นอกจากนี้ กกร. ชี้ให้เห็นว่ากระบวนการจัดทำร่างกฎหมายควรเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 ที่กำหนดให้มีการรับฟังความคิดเห็นและวิเคราะห์ผลกระทบจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างรอบด้าน ซึ่งในกรณีนี้ยังขาดข้อมูลเชิงปริมาณที่เพียงพอและอาจส่งผลต่อกลุ่มที่เกี่ยวข้องโดยตรง

 

เปิดข้อเสนอภาคเอกชน

 

จากข้อกังวลดังกล่าว กกร. จึงเสนอแนวทางเพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการคุ้มครองแรงงานและการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ดังนี้

 

1. คงไว้ซึ่ง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งมีความเหมาะสม สอดคล้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจและมาตรฐานสากลขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) แล้ว

 

2. กำหนดระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน (Transition Period) 5–10 ปี เพื่อให้ภาคธุรกิจและแรงงานปรับตัว ลงทุนเทคโนโลยี และพัฒนาทักษะก่อนบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อช่วยลดแรงกระแทกต่อระบบเศรษฐกิจและรักษาความต่อเนื่องของการจ้างงาน

 

3. เชื่อมโยงการปรับกฎหมายกับนโยบายพัฒนาเทคโนโลยีและทักษะแรงงาน โดยรัฐควรสนับสนุนการใช้ระบบอัตโนมัติ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และมาตรการ Reskill & Upskill เพื่อยกระดับทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน

 

4. เพิ่มความยืดหยุ่นของกฎหมาย ให้เหมาะสมกับลักษณะงานและอุตสาหกรรม ไม่ควรใช้มาตรการเดียวกับทุกประเภทธุรกิจ แต่ควรเปิดโอกาสให้นายจ้าง–ลูกจ้างตกลงร่วมกัน เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพธุรกิจ

 

5. จัดแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ เช่น มาตรการลดหย่อนภาษีหรือกองทุนสนับสนุนสำหรับธุรกิจที่ยกระดับแรงงานและนำระบบ Automation มาใช้จริง เพื่อสร้างแรงกระตุ้นให้ภาคเอกชนปรับตัวได้อย่างรวดเร็วและยั่งยืน

 

6. เปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชนอย่างเป็นทางการ โดยเสนอให้มีผู้แทนจากทั้ง 3 สถาบันภาคเอกชนเข้าร่วมในคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อสะท้อนข้อมูลจากผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง

 

“กกร. เน้นย้ำให้พิจารณาทบทวนการผลักดันร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว เนื่องจากการยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานควรดำเนินไปพร้อมกับการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการจ้างงาน เพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืนต่อแรงงาน ภาคธุรกิจ และประเทศโดยรวม” แถลงการณ์ทิ้งท้าย

The post เอกชนวอนทบทวน ‘ร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฉบับใหม่’ ห่วง SME เจ๊ง คนตกงานพุ่ง กระทบความสามารถแข่งขัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
จากดาวรุ่งแห่งเอเชีย ทำไมไทยโตต่ำสุดในอาเซียน? เจาะ 5 กับดักร้ายและคอร์รัปชันที่กำลังฉุดอนาคตเศรษฐกิจไทย https://thestandard.co/tfig-5-structural-traps-cpi/ Wed, 08 Oct 2025 11:06:01 +0000 https://thestandard.co/?p=1128199 tfig-kriengkrai-5-structural-traps-cpi

วันที่ 8 ต.ค. เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแ […]

The post จากดาวรุ่งแห่งเอเชีย ทำไมไทยโตต่ำสุดในอาเซียน? เจาะ 5 กับดักร้ายและคอร์รัปชันที่กำลังฉุดอนาคตเศรษฐกิจไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
tfig-kriengkrai-5-structural-traps-cpi

วันที่ 8 ต.ค. เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าว บนเวทีสาธารณะด้านหลักนิติธรรม ครั้งที่ 3 (The Third Rule of Law Forum) จัดโดย TIJ ร่วมกับ The World Justice Project (WJP) และสำนักข่าว The Standard ว่า ขณะนี้ไทยกำลังเผชิญกับดักปัญหาเชิงโครงสร้าง 5 ข้อ คือ Ageing Society 13.9 ล้านคน คิดเป็น 21.6% , ติดกับดักรายได้ปานกลาง (GDP per capita 7,496 ดอลลาร์ต่อคนต่อปี) จุดอ่อนระบบการศึกษา งบประมาณไม่สมดุล ( 4 ล้านคน เลี้ยงคน 65.8 ล้านคน งบรายจ่ายสูง งบลงทุนต่ำ) , คอร์รัปชันระบบราชการและกฎหมายล้าสมัย ล้วนส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยภาพรวม โดยสรุป 8 ข้อ 

 

  1. มาตรการภาษีสหรัฐฯ และสงครามการค้า
  2. ปัญหาสินค้าทุ่มตลาด/การสวมสิทธิ์ส่งออก
  3. ปัญหาความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลต่อต้นทุนผลิต
  4. ข้อพิพาทพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา
  5. ภาระหนี้ครัวเรือนและหนี้ภาคธุรกิจ
  6. ค่าเงินบาทแข็งค่า
  7. ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ
  8. เสถียรภาพทางการเมือง

 

 

เกรียงไกร ระบุอีกว่า อีกปัญหาสำคัญ ที่อาจมองข้ามคือดัชนีคอร์รัปชัน (Corruption Perceptions Index: CPI) ปี 2024 ไทยได้ 34 คะแนน ลดลงต่ำสุดในรอบ 12 ปี เป็นอันดับที่ 107 จาก 180 ประเทศ นี่คือสิ่งสะท้อนความเชื่อมั่นต่อความโปร่งใสไทยที่ถดถอย

 

โดยมาจากการใช้จ่ายงบประมาณยังไม่โปร่งใส ขาดประสิทธิภาพ ความเสี่ยงเรื่องสินบนและการเรียกรับผลประโยชน์ในภาคธุรกิจ การบริหารงบประมาณ และนโยบายประชานิยม ข่าวคอร์รัปชัน การโยกย้ายไม่เป็นธรรม และการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุน

 

“4 เดือน ของรัฐบาลนี้ ต้องเริ่มแก้กระดุมตั้งแต่เม็ดแรกในเรื่องของกฎหมายที่ล้าหลัง เพราะวันนี้ น่าห่วงมากว่า เป็นไปได้อย่างไรที่ไทยเคยเป็นดาวรุ่งในเอเชีย มีสภาพที่ยับยู่ยี่ขนาดนี้ ซึ่ง GDP เศรษฐกิจไทย อยู่ในระดับแค่ 2% ที่สำคัญ ขีดความสามารถที่ทำให้เราหล่นลงมา 5 อันดับ จากอันดับ 25 ในปี 2024 เป็นอันดับที่ 30 และความสามารถในการแข่งขันภาครัฐตกต่ำลง หลังจากนี้ กกร.จะไม่ทน และจะตั้งคณะทำงาน Zero Corruption พัฒนากฎหมาย ส่งเสริมธุรกิจใหม่”

 

หากรัฐบาลทบทวน ยกเลิกหรือแก้ไขกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น เพียง 1,000 กระบวนงาน ก็สามารถสร้างต้นทุนให้กับประชาชนและภาคธุรกิจประมาณ 2 แสนล้านบาทต่อปี หรือหากลดการอนุมัติอนุญาตงานที่ไม่จำเป็นในโครงการ ปลดล็อก Regulatory Guillotine ภาคเอกชนจะสามารถประหยัดต้นทุน ได้ราว 1.3 แสนล้านบาท ต่อปี หรือคิดเป็น 0.8% ของ GDP

 

สัญลักษณ์เศรษฐกิจหรือกราฟที่แสดงภาวะตกต่ำ

 

‘คอร์รัปชัน’ อุปสรรคใหญ่เศรษฐกิจไทย บั่นทอนหลักนิติธรรม 

 

ขณะที่ พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัญหาใหญ่ของเศรษฐกิจไทย คือ “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” อาทิ ปัจจัยเชิงสถาบัน ส่งผลต่อการพัฒนาประเทศเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นกฎระเบียบที่ล่าช้า กฎหมายที่ล้าสมัย การทุจริตคอร์รัปชันฝังรากลึก เสถียรภาพการเมือง ตลอดจนความไม่ต่อเนื่องเชิงนโยบาย ล้วนส่งผลให้ภาครัฐและระบบราชการขนาดใหญ่ไร้ประสิทธิภาพ จนนำมาสู่หลักนิติธรรม (Rule of Law) ที่เสื่อมถอย

 

ข้อมูลจากมหาวิทยาลัยหอการค้า สะท้อนจากผลการจัดอันดับ CPI ของไทยมีแนวโน้มแย่ลง โดยคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ของไทยลดต่ำสุดในรอบ 10 ปี

ลดลงเหลือ 34 คะแนน ในปี 67 ต่ำกว่าประเทศที่มีระดับรายได้ใกล้เคียงกัน การคอร์รัปชันยิ่งเพิ่มต้นทุนและความไม่แน่นอน ทำให้ความเชื่อมั่นนักลงทุนถดถอย และบั่นทอนการเติบโตระยะยาว

 

“คอร์รัปชันในไทยยังอยู่ในระดับรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นการทุจริตเชิงนโยบายการจัดซื้อจัดจ้าง หรือการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เสมอภาค โดยเสนอแนะว่า รัฐบาลควรเอาจริงเอาจังกับการคอร์รัปชัน และ เร็วๆ นี้ กกร. จะเดินหน้า Zero Corruption” พจน์ กล่าว 

 

‘หนี้-แรงงาน-สูงวัย’ ท่วมไทย แนะเร่งเครื่อง 5 อุตสาหกรรมใหม่ 

 

ผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า รายได้กระจุกตัวอยู่ที่รายใหญ่ 65% ของบริษัทในตลาด หนี้นอกระบบ วันนี้เศรษฐกิจนอกระบบพุ่งสูงและมีขนาดใหญ่ รายได้ต่ำกว่าศักยภาพ และหลักนิติธรรม (Rule of Law) ก็เป็นปัญหา มากไปกว่านั้นประชากรในประเทศเกือบ 25% มีหนี้นอกระบบ หนี้ครัวเรือนรวมทั้งในระบบและนอกระบบสูง 18.6 ล้านล้านบาท 

 

ขณะที่อนาคตของชาติ และผู้สูงวัย ภาระหนี้สูง มีความเปราะบางทั้ง Gen Z และ Gen Y มีหนี้บ้าน รถยนต์ ขณะที่ Gen X เผชิญหนี้ NPL ต้องไปพึ่งหนี้นอกระบบ ไร้ซึ่งสวัสดิการรัฐ คนเสียภาษีในมุมรายได้มีเพียง 4 ล้านคน ส่วนแรงงานนอกระบบ SCB EIC ชี้ว่า เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่แรงงานในระบบลดลงต่อเนื่องเช่นกัน รวมไปถึงคนตกงานแฝงอยู่ในภาคเกษตร ธุรกิจไทยเปราะบาง ธุรกิจปิดมากกว่าเปิดยังเพิ่มขึ้น 3.4% 

 

ส่วนตลาดทุน ก็สะท้อนความท้าทายเศรษฐกิจไทย โดยกว่า 65% ของบริษัทในตลาดไทยมี P/B ต่ำกว่า 1 หมายความว่าการลงทุนในประเทศให้ผลตอบแทนต่ำมาก การลงทุนไทยภาพรวมลดลงต่อเนื่อง ท้ายที่สุด หนี้สาธารณะสูงขึ้นเรื่อยๆ สะท้อนไปถึงความสามารถแข่งขันลดลง ประสิทธิภาพรัฐต่ำกว่าเพื่อนบ้าน อีกทั้งเงินสีเทา ค่าเงินบาทแข็งก็ไม่สามารถระบุสาเหตุได้ ทั้งหมดนี้คือ โครงสร้างไทยยังอยู่ที่เดิม 

 

“รัฐควรเป็น Lighthouse – Reinvent Thailand Quick Big Win 5 Sector ที่ควรเร่งขับเคลื่อน คือ 1.อุตสาหกรรมท่องเที่ยว 2.เกษตร-อาหาร 3.Medical & Wellness 4.ยานยนต์ 5.Smart Electronic” ผยง กล่าวทิ้งท้าย

 

สัญลักษณ์เศรษฐกิจหรือกราฟที่แสดงภาวะตกต่ำ

 

กฎหมายไทย “ล้าหลัง” กับดักใหญ่ฉุดรั้งเศรษฐกิจ

 

ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวเสวนาในหัวข้อ ‘ความพร้อมของกลไกเชิงสถาบันกับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ’ ว่า กับดักความล่าช้าของกฎหมาย ถือเป็นอุปสรรคหลักต่อการพัฒนาประเทศ เช่น การออกพระราชบัญญัติหนึ่งฉบับล่าช้าหลายเดือน แม้แต่กฎหมายรัฐสภาจะเห็นถึงความยากเสมอ หรือ การออกกฤษฎีกา การเอาเงินของบริษัทมาซื้อหุ้น 

 

หรือข้อเสนอแนะเพื่อการปฏิรูปเศรษฐกิจและตลาดทุนไทย การแก้ไขกฎหมายรูปแบบ Omnibus Law (ร่างกฎหมายฉบับรวม) ล่าช้าอย่างมาก เพราะต้องผ่านความเห็นหลายกระทรวงทบวง กรม ดังนั้น สิ่งเหล่านี้ ควรเสนอเป็นวาระแห่งชาติของทุกพรรคการเมือง 

 

หลังจากนี้ไทยควรมุ่งเน้น แก้โครงสร้างภาษีและ ปลดล็อกกฎหมาย ซึ่งก็คาดหวังว่า 4 เดือนของรัฐบาลจะสามารถทำได้ โดยเฉพาะ ปลดล็อกกฎระเบียบ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง ยกตัวอย่างกฎหมายภาษี ตัดยกเลิกความซ้ำซ้อนจะช่วยเพิ่ม GDP 0.8% รวมถึงจัดเก็บรายได้นิติบุคคล บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ให้เข้าระบบมากขึ้น

 

ดร. มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ชวนวิเคราะห์ว่า วันนี้การจัดซื้อจัดจ้าง คอร์รัปชันในการก่อสร้างภาครัฐจึงล่าช้าเสมอ อีกทั้งยังมีคนเจ็บคนตายในการก่อสร้างโครงการภาครัฐไม่น้อย หรือแม้แต่การติดต่อราชการ เจ้าหน้าที่รัฐมีการวิ่งเต้นเส้นสาย เหตุการณ์เขากระโดงเอากฎหมายมาปกป้องเจ้านายตนเอง

 

“ถ้าจะเรียกความเชื่อมั่นประชาชนกลับมา ทำอย่างไรจะให้โปร่งใส และถ้าเป็นประเทศไทยเติบโต ควรเข้าเป็นสมาชิก OECD”

 

สัญลักษณ์เศรษฐกิจหรือกราฟที่แสดงภาวะตกต่ำ

 

เอกนิติ ลุย 5 ยุทธศาสตร์ ‘กระตุ้นสั้น ได้ยาว กระจายตัว’ 

 

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ภายใต้กรอบเวลา 4 เดือน จะเดินหน้ารักษาวินัยการคลัง กระตุ้นเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญภาวะติดหล่ม และสุ่มเสี่ยงต่อการดิ่งเหวให้กลับมาเติบโตแบบยั่งยืน โดยมี หลักนิติธรรมและความโปร่งใส เป็นฐานรากสำคัญในการออกแบบนโยบาย

 

โดยจากการคาดการณ์ของหน่วยงานภาครัฐ GDP ไทยในไตรมาส 3 คาดว่าจะเติบโตเพียง 1.7% และในไตรมาสที่ 4 อาจเหลือเพียง 0.3% ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำมากที่สุดเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า การเปิดเผยข้อมูลตัวเลข GDP รายไตรมาสอย่างโปร่งใสครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงให้เห็นถึงความรุนแรง ของปัญหาและสร้างความชอบธรรมในการใช้จ่ายภาครัฐเพื่อป้องกันวิกฤต

 

“หากไม่ใช้เครื่องยนต์เดียวที่มีอยู่ (การใช้จ่ายรัฐบาล) เศรษฐกิจจะไม่เพียงแค่ติดหล่ม แต่อาจจะดิ่งเหวเลย”

 

นอกจากนี้ จะเดินหน้านโยบาย 5 เสาหลัก (Quick Big Win) เน้นการใช้จ่ายงบประมาณอย่างจำกัดและเน้นผลในระยะยาว รักษาวินัยการคลัง ไม่กู้เพิ่ม มี 5 เสาหลัก ดังนี้

  1. กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ผ่านนโยบาย คนละครึ่งพลัส และการเติมเงินบัตรสวัสดิการ เน้นการกระจายเม็ดเงินสู่ SME – Re-skill/Up-skill (สอนขายออนไลน์, การทำบัญชีดิจิทัล) 
  2. ลดหนี้ เร่งแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน 
  3. สร้างการออม/ตาข่ายรองรับทางสังคม เปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงการซื้อ พันธบัตรรัฐบาล 
  4. เร่งออกมาตรการเสริมสภาพคล่องทางการเงินให้แก่ SME
  5. การลงทุนระยะยาวด้วยการ Re-skill ใช้เงินกองทุน BOI 1 หมื่นล้านบาท ผลิตแรงงานทักษะสูง (เช่น Data Center, EV, Semiconductor) ให้ตรงตามความต้องการของภาคอุตสาหกรรมที่กำลังลงทุน

 

ดร. เอกนิติ ทิ้งท้ายว่า เป้าหมายการวัดผลที่ชัดเจนคือ GDP ไตรมาส 4 ต้องดีกว่าที่คาดการณ์ 0.3% 

 

“ทุกนโยบายที่ทำ จะต้องรักษาวินัยการคลังเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น จะมีธรรมาภิบาลการคลัง คือต้องรู้เลยว่า ต้นทุนเท่าไร ประโยชน์เกิดอะไร กำไรเป็นอย่างไร ผลเป็นอย่างไร ทุกคนจะได้เห็นไปเลย ”

 

‘อนุทิน’ วาง Roadmap ดันไทยร่วมขบวน OECD 

 

อนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า รัฐบาลมีแผนที่จะดำเนินการ 3 วาระ คือ การวาง Roadmap ด้านหลักนิติธรรมเพื่อเตรียมสู่ OECD การปลดล็อกการคอร์รัปชันและปฏิรูปกฎหมายที่เป็นอุปสรรค สร้างความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของสังคม 

 

นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และบรรณาธิการบริหาร สำนักข่าว The Standard ทิ้งท้ายว่า เวทีเสวนาวันนี้สะท้อนให้เห็นว่า ถนนทุกสาย น่าจะมุ่งไปสู่การแก้ปัญหา หลักนิติธรรม (Rule of Law) ซึ่งเป็นหนึ่งในต้นตอปัญหาเศรษฐกิจประเทศ และเป็นโจทย์ เชื่อว่ายังมีความหวัง แต่หากไม่เร่ง ปลดล็อก กฎหมาย ไทยอาจล้าหลังนานาประเทศมากขึ้นไปเรื่อยๆ

The post จากดาวรุ่งแห่งเอเชีย ทำไมไทยโตต่ำสุดในอาเซียน? เจาะ 5 กับดักร้ายและคอร์รัปชันที่กำลังฉุดอนาคตเศรษฐกิจไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกชนรับลูก! แนะตั้งกองทุน Sovereign Wealth Fund ปลดล็อกข้อจำกัดเงินทุนเคลื่อนย้าย จี้รัฐสางปมธุรกรรมปริศนา-คอร์รัปชั่น https://thestandard.co/sovereign-wealth-fund-zero-corruption/ Wed, 01 Oct 2025 10:24:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1125241 Sovereign Wealth Fund ไทย

ภาคเอกชนจี้รัฐเร่งสางปมเงินปริศนาใน ‘ธุรกรรมทอง-คริปโต- […]

The post เอกชนรับลูก! แนะตั้งกองทุน Sovereign Wealth Fund ปลดล็อกข้อจำกัดเงินทุนเคลื่อนย้าย จี้รัฐสางปมธุรกรรมปริศนา-คอร์รัปชั่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
Sovereign Wealth Fund ไทย

ภาคเอกชนจี้รัฐเร่งสางปมเงินปริศนาใน ‘ธุรกรรมทอง-คริปโต-แรงงานนอกระบบ’ ที่ดันบาทแข็ง พร้อมชงตั้งกองทุน Sovereign Wealth Fund เพื่อเป็นกลไกเพิ่มเติมตอบโจทย์กับกิจกรรมการเคลื่อนย้ายเงินทุน ห่วงสถานการณ์คอร์รัปชันในไทย พร้อมตั้งคณะทำงาน Zero Corruption

 

วันนี้ (1 ตุลาคม) ดร. พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประจำเดือนตุลาคม 2568 ระบุว่า ท่ามกลางภาวะค่าเงินบาทยังแข็งค่า และมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับราคาทองคำ ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ยังขาดข้อมูลเชิงลึก เพื่ออธิบายผลกระทบจากธุรกรรมทองคำและคริปโตเคอร์เรนซี รวมถึงการโอนเงินกลับประเทศของแรงงานต่างด้าวที่อยู่นอกระบบ ซึ่งทำให้ตัวเลขดุลการชำระเงินส่วนใหญ่ถูกจัดอยู่ในหมวดคลาดเคลื่อน (Errors & Omissions) โดยไม่สามารถจำแนกได้ชัดเจน

 

กกร. จึงเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานร่วมกัน เชื่อมโยงข้อมูล เร่งแยกแยะและวิเคราะห์ผลกระทบของธุรกรรมเหล่านี้ต่อภาคเศรษฐกิจจริง (Real Sector) พร้อมทั้งพิจารณามาตรการเชิงโครงสร้างเพื่อสร้างสมดุลในระยะยาว เนื่องจากค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่า อาทิ การจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่ง (Sovereign Wealth Fund) เพื่อเป็นกลไกเพิ่มเติมตอบโจทย์กับกิจกรรมการเคลื่อนย้ายเงินทุน ไม่ยึดติดกับผลิตภัณฑ์เดิม รองรับและบริหารความผันผวนอย่างเป็นระบบ

 

ทั้งนี้ การประชุมวันนี้ มีเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย ร่วมในการแถลงข่าวด้วย

 

ห่วงสถานการณ์คอร์รัปชันในไทย พร้อมตั้งคณะทำงาน Zero Corruption

 

นอกจากนั้น กกร. ยังได้มีประเด็นสำคัญที่หารือเพิ่มเติม สืบเนื่องจาก Problem Statement ของข้อเสนอ ‘Reinvent Thailand’ กกร. จึงให้ความสำคัญกับสถานการณ์คอร์รัปชันในประเทศไทยที่ยังคงอยู่ในระดับรุนแรงและเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและการสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างชาติ

 

โดยในผลการสำรวจของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในเรื่องดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชันไทย ชี้ว่าการทุจริตเชิงนโยบายและการทุจริตในระดับท้องถิ่นที่ปรากฏอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการใช้งบประมาณภาครัฐในโครงการขนาดใหญ่ที่ขาดความโปร่งใส การเรียกรับผลประโยชน์ในการจัดซื้อจัดจ้าง หรือการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เสมอภาค ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการจำนวนมากที่ยังคงเผชิญแรงกดดันต้องจ่ายเงินพิเศษให้เจ้าหน้าที่รัฐหรือผู้มีอำนาจทางการเมืองเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิหรือสัญญาตามระบบราชการ

 

ดังนั้น กกร. ได้จัดตั้งคณะทำงาน Zero Corruption : กกร. ไม่ทน ขึ้นมาโดยตรง เพื่อรวบรวมข้อเสนอจากภาคธุรกิจและภาคประชาสังคม พร้อมจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่จะนำเสนอต่อรัฐบาลอย่างเป็นระบบ เพื่อให้มาตรการเหล่านี้ถูกนำไปปฏิบัติได้จริง และสามารถฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน รวมถึงสร้างระบบเศรษฐกิจและการเมืองไทยที่โปร่งใส เป็นธรรม และยั่งยืนในระยะยาว

 

โดยคณะทำงานดังกล่าวประกอบด้วย ได้แก่ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายที่เข้ามาร่วมผลักดัน ได้แก่ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT, แนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต (CAC) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.)

 

โดยมีกรอบการทำงานของคณะทำงาน Zero Corruption ที่จะเน้นไปที่ 8 ด้านสำคัญ ได้แก่

 

  1. หลักธรรมาภิบาล
  2. การปลูกฝังจิตสำนึก
  3. นโยบายต่อต้านการทุจริต
  4. ระบบบริหารความเสี่ยง
  5. การมีส่วนร่วม
  6. เทคโนโลยี
  7. การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ
  8. การปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบ (Guillotine) ที่เคยดำเนินการมาก่อนหน้านี้ และจัดลำดับประเด็นที่จะต้องเร่งดำเนินการทั้งในระยะเร่งด่วน ระยะกลาง และระยะยาว ซึ่งคณะทำงานจะบูรณาการความร่วมมืออย่างจริงจังเพื่อต่อต้านการทุจริตอย่างเป็นรูปธรรม

 

คงประมาณการ GDP แนะรัฐเร่งเบิกจ่ายงบฯ ปี 69

 

กกร ยังคงคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2568 ไว้ที่ 1.8%-2.2% ตามที่ประเมินไว้เดิม พร้อมแนะว่า หากรัฐบาลสามารถเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 ให้ได้ราว 1 ใน 3 ของงบประมาณภายในสิ้นปีนี้ รวมทั้งกระตุ้นนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศให้ไปถึง 34 ล้านคน ควบคู่ไปกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจคนละครึ่งพลัส สนับสนุน SMEs และ Made in Thailand ตามแนวทาง Quick Big Win ของรัฐบาล จะเป็นแรงสนับสนุนสำคัญของเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ให้โตได้ใกล้เคียงกับปีก่อนที่โต 2.5%

 

สำหรับตัวเลขการส่งออก กกร. ยังคงประมาณการการเติบโตไว้ที่ 2–3% โดยมีปัจจัยกดดันสำคัญจากค่าเงินบาทที่แข็งค่ารุนแรงในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทยและการท่องเที่ยว

 

อย่างไรก็ดี ภาคเอกชนเห็นว่าหากสามารถดูแลเสถียรภาพและทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงได้ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ตัวเลขการส่งออกปรับตัวสูงขึ้นได้ รวมถึงการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่

 

ดังนั้น กกร. จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และทบทวนประมาณการการส่งออกอีกครั้งในการประชุมเดือนหน้า

 

เตือนเร่งยกระดับ RVC สู่ 40% หวั่นกระทบการแข่งขันและแรงงานกว่า 4 แสนคน

 

ไทยต้องเร่งยกระดับ Regional Value Content (RVC) เนื่องจากหากไม่สามารถรักษาระดับที่เหมาะสมได้ อาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ และส่งผลต่อแรงงานราว 4 แสนคนที่เกี่ยวข้อง จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาการใช้วัตถุดิบในประเทศ และเสริมสร้างอุตสาหกรรมต้นน้ำให้แข็งแรง

 

โดยมี RVC ที่เหมาะสมอยู่ที่ 40% ซึ่งจะเป็นเกณฑ์สำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้อย่างมั่นคงในตลาดโลก

 

ขอบคุณรัฐบาล เดินสายเยี่ยม 3 สถาบัน จี้เร่งดันนโยบายเป็นรูปธรรม

 

ในแถลงการณ์ กกร. ยังระบุว่า ขอแสดงความขอบคุณรัฐบาลที่ได้ให้ความสำคัญกับการหารือร่วมกับภาคเอกชน ผ่านการประชุมกับทั้ง 3 สถาบัน ได้แก่ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนถึงการเปิดรับฟังความคิดเห็นและการทำงานแบบมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง โดยหลายข้อเสนอของภาคเอกชนได้ถูกบรรจุไว้ในนโยบายของรัฐบาลแล้ว

 

“กกร. จึงคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่านโยบายเหล่านี้จะได้รับการผลักดันให้เกิดผลอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าอย่างมั่นคงต่อไป”

 

พร้อมกันนี้ กกร. ยังยืนยันความพร้อมที่จะสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลอย่างเต็มที่ในช่วงระยะเวลาก่อนการเลือกตั้ง เพื่อให้มาตรการด้านเศรษฐกิจไม่สะดุด และสามารถสร้างความต่อเนื่องในการพัฒนาประเทศได้อย่างยั่งยืน

 

โดย กกร. ได้เสนอร่างพิมพ์เขียว เวที ‘Reinvent Thailand’ เพื่อเป็นกรอบการทำงานที่รวดเร็วและคล่องตัวเหมาะสมกับบริบทโลกที่มีการเปลี่ยนแปลง ในการฟื้นฟูและยกระดับเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

 

เสนอทบทวนร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฯ

 

นอกจากนี้ กกร. ยังระบุว่า สืบเนื่องจากสภาผู้แทนราษฎรอยู่ระหว่างพิจารณา (ร่าง) พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ซึ่ง กกร. ได้พิจารณาแล้วมีข้อกังวลต่อร่าง พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าว เนื่องจากมีบางมาตราที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม และเพิ่มภาระต้นทุนในการจ้างงานให้กับนายจ้าง นอกจากนี้ ร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว ยังขาดการรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชนอย่างเป็นระบบและรอบด้าน

 

ดังนั้น กกร. จึงขอให้มีการทบทวนร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฯ และขอให้ภาคเอกชนเข้าไปมีส่วนร่วมเป็นคณะกรรมาธิการในการพิจารณา (ร่าง) พ.ร.บ. ดังกล่าว เพื่อสะท้อนความเห็นและมุมมองต่อการปรับปรุงกฎหมาย เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทั้งฝ่ายนายจ้างและฝ่ายลูกจ้าง รวมทั้งไม่ให้ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันและภาพรวมเศรษฐกิจไทย

The post เอกชนรับลูก! แนะตั้งกองทุน Sovereign Wealth Fund ปลดล็อกข้อจำกัดเงินทุนเคลื่อนย้าย จี้รัฐสางปมธุรกรรมปริศนา-คอร์รัปชั่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เอกนิติ’ รับถกผู้ว่าฯแบงก์ชาติ สกัด ‘บาทแข็ง’ เร่งสอบเส้นทางเงินไหลเข้าไทยผิดปกติ ศึกษาภาษีซื้อขายทองคำ https://thestandard.co/ekniti-gold-tax-online/ Thu, 18 Sep 2025 07:21:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1120316 ekniti-gold-tax-online

‘เอกนิติ’ เผยหารือกับผู้ว่าแบงก์ชาติคนใหม่ เตรียมมาตรกา […]

The post ‘เอกนิติ’ รับถกผู้ว่าฯแบงก์ชาติ สกัด ‘บาทแข็ง’ เร่งสอบเส้นทางเงินไหลเข้าไทยผิดปกติ ศึกษาภาษีซื้อขายทองคำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ekniti-gold-tax-online

‘เอกนิติ’ เผยหารือกับผู้ว่าแบงก์ชาติคนใหม่ เตรียมมาตรการดูแลค่าเงินบาทแข็ง พร้อมตรวจสอบเงินไหลเข้าไทยผิดปกติและซื้อขายทองคำ

 

วันที่ 18 ก.ย. ที่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือกับอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และคณะ และดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศให้เป็นไปอย่างมีเสถียรภาพ

 

ขณะที่กรณีที่เงินบาทในช่วงนี้ที่แข็งค่า ได้มีการหารือกับ วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่ เพื่อเตรียมมาตรการรองรับไว้แล้ว พร้อมประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ระหว่างนี้ ต้องรอให้มีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งก่อนจึงจะสามารถเดินหน้าทำงานทันที

 

“เบื้องต้นได้มีการเตรียมมาตรการดูแลเงินบาทไว้ รวมถึงดูว่าเงินที่ไหลเข้ามาว่ามีความผิดปกติหรือไม่ รวมถึงเรื่องเก็บภาษีซื้อขายทองคำแท่ง ผ่านช่องทางออนไลน์ก็ได้ให้ทีมงานศึกษาแล้ว” เอกนิติ กล่าว

The post ‘เอกนิติ’ รับถกผู้ว่าฯแบงก์ชาติ สกัด ‘บาทแข็ง’ เร่งสอบเส้นทางเงินไหลเข้าไทยผิดปกติ ศึกษาภาษีซื้อขายทองคำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ อนุทิน แถลงร่วมสภาหอการค้าฯ บอกเวลา 4 เดือน เศรษฐกิจต้องไปข้างหน้า ยืนยันทำทุกทางให้ไทยเป็นคู่ค้าที่ได้เปรียบ ไม่ปิดกั้นนโยบายคนอื่น ขอให้วินวินทุกฝ่าย https://thestandard.co/anutin-thai-chamber-commerce-meeting/ Thu, 18 Sep 2025 06:41:02 +0000 https://thestandard.co/?p=1120279 anutin-thai-chamber-commerce-meeting

วันนี้ (18 กันยายน) ที่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย​ อนุทิน […]

The post นายกฯ อนุทิน แถลงร่วมสภาหอการค้าฯ บอกเวลา 4 เดือน เศรษฐกิจต้องไปข้างหน้า ยืนยันทำทุกทางให้ไทยเป็นคู่ค้าที่ได้เปรียบ ไม่ปิดกั้นนโยบายคนอื่น ขอให้วินวินทุกฝ่าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
anutin-thai-chamber-commerce-meeting

วันนี้ (18 กันยายน) ที่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย​ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงข่าวหลังเสร็จสิ้นการประชุมหารือกับสภาหอการค้าไทยว่า ตนและทีมงานได้มาพบกับทางคณะกรรมการสภาหอการค้าไทย เหมือนกับวันที่เราไปเยี่ยมที่สภาอุตสาหกรรม เราพยายามที่จะไปพบกับภาคเอกชนก่อนที่จะเข้าไปบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อที่จะได้รับฟังข้อเสนอแนะและปัญหาที่ภาคเอกชนต้องการให้รัฐบาลได้สนับสนุนหรือแก้ไข จะรวบรวมข้อมูลให้มากที่สุด เพื่อเวลาเข้าไปทำงานจะได้ดำเนินการให้ทุกอย่าง ขับเคลื่อนไปด้วยความรวดเร็ว 

 

การมาพบกับคณะผู้บริหารสภาหอการค้าไทย ถือว่าเป็นตัวแทนของผู้ประกอบการ เรารับฟังข้อเสนอแนะ ข้อกังวล สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการให้รัฐบาลได้ดำเนินการ เพื่อทำให้เกิดความคล่องตัว ทั้งด้านการเงิน ภาระหนี้สิน ดอกเบี้ย พลังงาน การส่งออก แรงงาน และโอกาสต่างๆ สำหรับประเทศไทยในอนาคต ได้มีการหารือลงในรายละเอียดมากพอสมควร และจะต้องมีการพบกันเป็นประเด็นไปหากมีความจำเป็น แต่ในภาพรวมจะหาโอกาสมาหารือให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า หารือแล้วได้จัดเตรียมมาตรการความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจอย่างไรบ้าง อนุทินกล่าวว่า รับฟังปัญหาต่างๆ เรื่องของการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจให้กับผู้ประกอบการ แรงงาน ภาษี ขนส่งต่างๆ เราพยายามที่จะทลายข้อจำกัดที่มีอยู่ ไม่จำเป็นไม่ปิดกั้นโอกาส ส่วนรายละเอียด ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะนำสิ่งเหล่านี้ไปหาทางทำให้คล่องตัวขึ้น และแก้ไขปัญหาที่ค้างคาอยู่

 

สำหรับมาตรการเร่งด่วนที่ทางสภาหอการค้าไทยต้องการให้เร่งแก้ไขมีอะไรบ้าง ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า นโยบาย 4 ข้อ ที่นายกฯ แถลงไว้ เราเห็นด้วย เราเสนอเป็นมุมของเศรษฐกิจในตอนนี้ ทั้งการท่องเที่ยว การส่งออก การลงทุนทั้งหมด และอุปสรรคขัดขวางการเจริญเติบโตด้านเศรษฐกิจและสังคม เราให้ข้อเสนอไปหมดแล้ว ทุกข้อที่ท่านเคยแถลงไว้ถูกต้อง สามารถขับเคลื่อนได้ ปัญหาที่เรานำมาจากทุกมุมที่นำเสนอเป็นข้อเท็จจริง ไม่มีผลประโยชน์อะไรที่เกี่ยวกับหอการค้า เกี่ยวกับประเทศชาติโดยตรง ดีใจที่ท่านและทีมรับฟังอย่างดี

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ปัญหาใหญ่สุดในเรื่องของค่าเงินบาทที่มีเงินไหลเข้ามาผิดปกติค่อนข้างเยอะ จะมีมาตรการป้องกันอย่างไร เพราะเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เผยว่า ตามที่นายกฯ ให้หลักการไว้ การฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศต้องเป็นไปอย่างมีเสถียรภาพ ตนได้คุยกับว่าที่ผู้ว่าการธนาคารประเทศไทย เตรียมมาตรการรองรับในส่วนนี้เพื่อรักษาเสถียรภาพค่าเงิน

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า การที่ค่าเงินบาทแข็งตัวเป็นปัญหาเร่งด่วน จะต้องเร่งแก้ไขกับระยะเวลาของรัฐบาลที่ยังไม่เข้ามาทำงาน จะแก้ไขทันหรือไม่ เอกนิติ กล่าวว่า ตนต้องรอโปรดเกล้าฯ ก่อน แต่พยายามประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ดูแลเรื่องนี้

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่ามอบหมายให้ว่าที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เตรียมการทำงานอะไรบ้าง อนุทิน ย้ำว่า ทำทุกอย่างให้การค้าคล่องตัวราบรื่น ไม่เสียเปรียบคู่ค้า และเจรจาสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่จะให้เกิดกับประเทศไทยมากที่สุด ราคาพืชผลทางการเกษตร คำว่าพาณิชย์ไม่ใช่เฉพาะค้าขายกับต่างประเทศ แต่การค้าขายในประเทศก็ต้องทำให้มีความคล่องตัวสูงสุด ลดความเดือดร้อนของผู้ประกอบการ ต้องทำควบคู่กันไปทั้งพาณิชย์และคลัง

 

การจัดหาแหล่งเงินทุนเข้ามาอัดฉีดเพื่อให้มีเงินสภาพคล่องที่จะไปดำเนินการต่อ ผู้ประกอบการรายเล็กรายย่อยบางทีไปต่อไม่ได้ เพราะหนี้เก่ากลายเป็นหนี้เสีย สินค้าค้างสต็อก ไม่มีเงินหมุน รัฐบาลต้องขายของให้เขา แต่ต้องเลือกดูด้วยว่าเป็นลูกค้าชั้นดีมีความตั้งใจที่จะผลิตสินค้า ไม่ได้เอาเงินมาหมุนให้ผ่านไปวันๆ เมื่อเราดูแลจะนำเงินทุนไปต่อยอดและทำให้เขาค้าขายต่อได้

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าในช่วงระยะเวลา 4 เดือน จะเห็นเศรษฐกิจไปทิศทางไหน นายกรั
ฐมนตรี กล่าวว่า ก็คงไม่ถอยหลังครับ เรามีเวลาไม่นาน เป็นสัญญาที่เซ็นไว้คือ 4 เดือนยุบสภา 4 เดือนหลังจากการแถลงนโยบาย และการแถลงนโยบายจะเกิดขึ้นเมื่อทางคณะรัฐมนตรีได้ถวายสัตย์ปฏิญาณแล้ว สัปดาห์ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันเราเตรียมตัวร่างนโยบายที่รัฐบาลจะแถลงต่อรัฐสภาให้เป็นที่เรียบร้อย มีแก้นิดหน่อย 

 

วันนี้มาพบกับสภาหอการค้าไทยก็อาจจะมีบางจุดที่ปรับแก้ในส่วนของร่างนโยบายที่เราจัดทำไว้เกือบเสร็จแล้ว ปรับแก้ให้สอดคล้องกับสิ่งที่เราได้หารือ ที่เรามีความเห็นตรงกัน การเตรียมการทุกอย่างได้ทำไว้เรียบร้อยแล้ว ตอนนี้เหลืออยู่ตามกระบวนการตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญ เราต้องรอให้ทุกอย่างเป็นไปตามนั้น จึงดำเนินการเข้าบริหารราชการแผ่นดินอย่างเต็มตัว

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า เศรษฐกิจอย่างไรที่จะทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อนุทิน เผยว่า ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นต้องพยายามอย่างเต็มที่ ผมเองใจกว้าง ไม่คิดหรอกครับถ้าผลักดันนโยบายนี้ออกไปจะเป็นนโยบายที่ผมไม่ได้คิดเอง อาจจะเป็นนโยบายของพรรคอื่น กลุ่มอื่น คนอื่น แต่ของผม ผมคิดอย่างเดียว ถ้าเกิดประโยชน์กับประเทศกับประชาชน เวลามีอยู่แค่นี้มัวแต่ไปคิดว่ากลัวใครดีเด่นดังหรือได้เครดิต ถ้าทุกคนได้เครดิต ไปเลยครับ ถ้าสำเร็จคนที่คิดโครงการนั้นก็ได้ ผมในฐานะผู้ผลักดันก็ได้ วินวินทั้งคู่ สิ่งที่สุดคือทุกคนต้องวินไม่ใช่คนหนึ่งชนะคนหนึ่งแพ้ ก็นำไปสู่ความขัดแย้ง ดึงซึ่งกันและกัน วินวินทั้งคู่ไม่ต้องสนใจใครจะได้เครดิต แต่ประชาชนได้ ผมไปหมด มีรูมีหนู

 

นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงผลการหารือกับสภาหอการค้าไทยในกรุงเทพฯ นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงผลการหารือกับสภาหอการค้าไทยในกรุงเทพฯ นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงผลการหารือกับสภาหอการค้าไทยในกรุงเทพฯ นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงผลการหารือกับสภาหอการค้าไทยในกรุงเทพฯ นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงผลการหารือกับสภาหอการค้าไทยในกรุงเทพฯ นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงผลการหารือกับสภาหอการค้าไทยในกรุงเทพฯ นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงผลการหารือกับสภาหอการค้าไทยในกรุงเทพฯ

The post นายกฯ อนุทิน แถลงร่วมสภาหอการค้าฯ บอกเวลา 4 เดือน เศรษฐกิจต้องไปข้างหน้า ยืนยันทำทุกทางให้ไทยเป็นคู่ค้าที่ได้เปรียบ ไม่ปิดกั้นนโยบายคนอื่น ขอให้วินวินทุกฝ่าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน เตรียมดำเนินการขั้นเด็ดขาด ข้าราชการมหาดไทยเรียกรับส่วยสัญชาติ ยืนยันไม่เก็บเอาไว้ บอกยุคตนต้องไม่มีเรื่องนี้แน่นอน https://thestandard.co/anutin-corruption-passport/ Thu, 18 Sep 2025 05:23:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1120118 อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเจ้าหน้าที่เรียกรับส่วยสัญชาติในเชียงใหม่

วันนี้ (18 กันยายน) ที่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย​ อนุทิน […]

The post อนุทิน เตรียมดำเนินการขั้นเด็ดขาด ข้าราชการมหาดไทยเรียกรับส่วยสัญชาติ ยืนยันไม่เก็บเอาไว้ บอกยุคตนต้องไม่มีเรื่องนี้แน่นอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเจ้าหน้าที่เรียกรับส่วยสัญชาติในเชียงใหม่

วันนี้ (18 กันยายน) ที่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย​ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีชาวบ้านในพื้นที่ตำบลแม่คะ อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ออกมาร้องเรียนว่า มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองเรียกรับเงินเพื่อแลกกับการทำพาสปอร์ตถาวร หรือ ส่วยสัญชาติ นั้นได้รับรายงานเรื่องนี้แล้วหรือไม่ โดยอนุทิน กล่าวว่า “ต้องไม่มีสิ” 

 

ส่วนจะมีการดำเนินการอย่างไรบ้างนั้น อนุทิน ระบุว่า เดี๋ยวรอตนเข้าไปที่กระทรวงมหาดไทย พร้อมย้ำว่า สำหรับสมัยตนเรื่องพวกนี้ไม่มีแน่นอน

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า จะดำเนินการขั้นเด็ดขาดใช่หรือไม่ อนุทิน ตอบว่า “แน่นอนครับ ไม่เก็บไว้หรอกครับ”

The post อนุทิน เตรียมดำเนินการขั้นเด็ดขาด ข้าราชการมหาดไทยเรียกรับส่วยสัญชาติ ยืนยันไม่เก็บเอาไว้ บอกยุคตนต้องไม่มีเรื่องนี้แน่นอน appeared first on THE STANDARD.

]]>