สภาร่างรัฐธรรมนูญ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/สภาร่างรัฐธรรมนูญ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 26 May 2026 05:36:54 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เพื่อไทยลุยยื่นแก้รัฐธรรมนูญต้น มิ.ย. ขอเสียงฝ่ายค้าน-รัฐบาลหนุนให้ครบ 1 ใน 5 ด้านจาตุรนต์ชี้ต้องยึดโยงประชาชน https://thestandard.co/pheu-thai-amend-constitution/ Tue, 26 May 2026 05:36:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1211020 ชูศักดิ์ ศิรินิล, จาตุรนต์ ฉายแสง และมนพร เจริญศรี แถลงข่าวเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่พรรคเพื่อไทย

วันนี้ (26 พฤษภาคม) ที่พรรคเพื่อไทย ชูศักดิ์ ศิรินิล รอ […]

The post เพื่อไทยลุยยื่นแก้รัฐธรรมนูญต้น มิ.ย. ขอเสียงฝ่ายค้าน-รัฐบาลหนุนให้ครบ 1 ใน 5 ด้านจาตุรนต์ชี้ต้องยึดโยงประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชูศักดิ์ ศิรินิล, จาตุรนต์ ฉายแสง และมนพร เจริญศรี แถลงข่าวเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่พรรคเพื่อไทย

วันนี้ (26 พฤษภาคม) ที่พรรคเพื่อไทย ชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรค และประธานคณะกรรมการกลั่นกรองกฎหมายพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย จาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย มนพร เจริญศรี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และคณะ ได้แถลงถึงข้อเสนอในการแก้ไข มาตรา 256 ของรัฐธรรมนูญ เพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยวันนี้จะนำเสนอร่างต่อที่ประชุมพรรคเพื่อไทย เพื่อให้สส.ร่วมลงชื่อ

ดูภาพข่าว ▼ 

ชูศักดิ์ กล่าวว่า เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชน พรรคเพื่อไทย จึงได้จัดทำร่างแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 256 ของรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่มีความเป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น โดยมีหลักสำคัญของการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 4 ประการ ประกอบด้วย

 

  • ให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีความยึดโยงกับประชาชนมากที่สุด แต่ต้องไม่ขัดหรือแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 18/2568 เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 โดยยังคงให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญที่รัฐสภาเป็นผู้เลือกจาก 300 ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งให้เป็นผู้สมควรได้รับการเสนอชื่อเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ในแต่ละจังหวัด จำนวน 100 คน และแต่งตั้งจากผู้ได้รับการเสนอชื่อจากภาคส่วนต่างๆ จำนวน 52 คน รวมเป็น 152 คน
  • เปิดโอกาสให้องค์กร สมาคม สภามหาวิทยาลัย หรือกลุ่มบุคคลต่างๆ ได้มีส่วนร่วมในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ โดยเสนอชื่อบุคคลผู้มีความรู้ความสามารถและมีความเหมาะสม เข้ามาเป็น สสร. รวมถึงเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ และกรรมาธิการรับฟังความเห็นและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน
  • ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะทำขึ้น ยืนยันตามหลักการว่าจะต้องไม่เปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและไม่เปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ รวมถึง สสร. ที่ร่างจะต้องมีบทบัญญัติที่คุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การวางกลไกที่มีประสิทธิภาพในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ การป้องกันและการขจัดการทุจริตประพฤติมิชอบ การสร้างความเข้มแข็งของหลักนิติธรรม และการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
  • เมื่อยกร่างรัฐธรรมนูญแล้วให้เป็นอำนาจของรัฐสภาในการให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญที่ สสร. ได้จัดทำขึ้น ก่อนที่จะนำไปให้ประชาชนออกเสียงประชามติ โดยให้ทุกเสียงของสมาชิกรัฐสภามีความเสมอภาค เท่าเทียมกัน และมติเห็นชอบของรัฐสภาให้ถือเกณฑ์ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา

 

โดยมีสาระสำคัญของร่างแก้ไขมาตรา 256 ตามแผนภูมิ ดังนี้ มี สสร. 152 คน กรรมาธิการยกร่าง 35 คน กรรมาธิการรับฟังความเห็น 35 คน โดยจะใช้เวลาในการจัดทำรัฐธรรมนูญทั้งหมด 300 วัน

 

อย่างไรก็ตาม พรรคเพื่อไทยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพียง 74 คนซึ่งไม่เพียงพอต่อการเข้าชื่อเสนอญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 256 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะต้องมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร ดังนั้น เมื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สังกัดพรรคเพื่อไทยได้เข้าชื่อเสนอญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งนี้แล้ว ก็จำเป็นต้องขอความร่วมมือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สังกัดพรรคการเมืองอื่นเพื่อร่วมลงชื่อให้ครบตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อยื่นญัตติต่อประธานรัฐสภาโดยเร็วต่อไป

 

“การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเป็นเรื่องของส่วนรวมและเป็นเรื่องของประเทศชาติที่เราจำเป็นจะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งพรรคเพื่อไทยคิดว่าไม่จำเป็นจะต้องคิดว่าใครเป็นฝ่ายค้านใครเป็นฝ่ายรัฐบาล วันนี้จึงได้เชิญนางมนพรมาด้วยเพื่อที่จะได้ทำการประสานกับพรรคการเมืองต่างๆ ทำภารกิจที่เคยทำมาในอดีตจนถึงปัจจุบันเพื่อให้ร่วมลงชื่อ ส่วนพรรคใดจะลงได้เท่าไหร่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง” ชูศักดิ์ กล่าว

 

ชูศักดิ์กล่าวอีกว่า เบื้องต้นทราบมาว่ามีพรรคการเมืองที่มี สส. ไม่ครบถ้วนจำนวน 1 ใน 5 ก็จะมีการขอความร่วมมือมายังพรรคเพื่อไทยและพรรคการเมืองอื่นในทำนองเดียวกัน ซึ่งเรื่องนี้ก็ต้องคุยกันในรายละเอียด โดยยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยจะทำการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญปี 2556 ซึ่งเมื่อมีการร่วมลงชื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วก็จะสามารถนำเสนอต่อรัฐสภาได้ในต้นสัปดาห์หน้า

 

ด้าน จาตุรนต์กล่าวว่า แม้จะมีการทำประชามติจนได้เสียงอย่างท่วมท้น แต่ในวงเสวนาต่างๆ ก็จะมีข้อห่วงใยว่าในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พรรคการเมืองต่างๆ หรือสมาชิกรัฐสภาจะเป็นผู้กำหนดเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไปทั้งหมด ซึ่งเป็นข้อห่วงใยที่มีเหตุผล เพราะว่ามีประสบการณ์มาตั้งแต่ในอดีต เมื่อสมาชิกรัฐสภาจัดทำรัฐธรรมนูญกันเอง ก็จะมีเสียงครหาว่าจะทำไปเพื่อประโยชน์ของสมาชิกรัฐสภา หรือพรรคการเมืองเอง พรรคเพื่อไทยคำนึงถึงข้อห่วงใยนี้ให้มีความเชื่อมโยงกับประชาชนให้มากที่สุด จึงได้ยืนยันหลักการให้ผู้ทรงคุณวุฒิมาจากองค์กรต่างๆ ตั้งแต่ครั้งที่แล้ว และในครั้งนี้ก็ยังมีการยืนยันเช่นเดิม

 

จาตุรนต์ยอมรับด้วยว่า เสียงข้างมากในรัฐสภาจะค่อนข้างมีความชัดเจนมั่นคงไปทางใดทางหนึ่ง เพราะฉะนั้น เราคิดว่าความร่วมมือระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ มีความจำเป็น และกระบวนการในการที่จะแก้ไขที่จะต้องส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมให้มากที่สุด พร้อมยืนยันว่า พรรคเพื่อไทยยินดีลงชื่อสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคอื่นๆ โดยไม่คำนึงว่าเป็นพรรครัฐบาลหรือพรรคฝ่ายค้านแต่อย่างใด หากมีเจตนารมณ์ร่วมกันเพื่อนำไปสู่การจัดทำฉบับใหม่ เราก็ยินดีให้การสนับสนุน และในการประชุมสภา คงจะเกิดการแลกรายชื่อ เซ็นชื่อ เพื่อให้เกิดร่างแก้ไขจากหลายพรรคการเมืองเข้าไปพิจารณาพร้อมๆ กัน

 

ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีมาหลายสมัยแล้ว การแก้ไขฉบับนี้ จะแล้วเสร็จในรัฐบาลชุดนี้เลยหรือไม่ ชูศักดิ์เชื่อว่า เป็นไปได้ แต่สิ่งนี้มันก็อยู่ที่การทำความเข้าใจแล้วว่ามันควรเป็นอย่างไร และที่สำคัญก็คือฉันทามติของเสียงข้างมากในรัฐสภานั้น จะต้องเข้าใจว่าเรามีความพยายามที่จะทำรัฐธรรมนูญมาช้านานแล้วเป็น 20 ปี และมันสำเร็จได้ คิดว่าเป็นเรื่องสำคัญ เราจะต้องได้รัฐธรรมนูญที่มันเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ไม่ใช่ถอยหลังลงไปอีก

 

 

ชูศักดิ์ ศิรินิล, จาตุรนต์ ฉายแสง และมนพร เจริญศรี แถลงข่าวเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่พรรคเพื่อไทย 1ชูศักดิ์ ศิรินิล, จาตุรนต์ ฉายแสง และมนพร เจริญศรี แถลงข่าวเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่พรรคเพื่อไทย 2ชูศักดิ์ ศิรินิล, จาตุรนต์ ฉายแสง และมนพร เจริญศรี แถลงข่าวเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่พรรคเพื่อไทย 3

The post เพื่อไทยลุยยื่นแก้รัฐธรรมนูญต้น มิ.ย. ขอเสียงฝ่ายค้าน-รัฐบาลหนุนให้ครบ 1 ใน 5 ด้านจาตุรนต์ชี้ต้องยึดโยงประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครป. แถลงการณ์เรียกร้องรัฐสภาและรัฐบาลผลักดันการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ โดยใช้ฉบับปี 2540 เป็นต้นร่าง https://thestandard.co/cpd-push-new-constitution-1997/ Tue, 26 May 2026 01:31:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1210821 ภาพคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) แถลงเรียกร้องรัฐบาล-รัฐสภาผลักดันรัฐธรรมนูญใหม่

คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ออกแถลงการณ์เรี […]

The post ครป. แถลงการณ์เรียกร้องรัฐสภาและรัฐบาลผลักดันการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ โดยใช้ฉบับปี 2540 เป็นต้นร่าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) แถลงเรียกร้องรัฐบาล-รัฐสภาผลักดันรัฐธรรมนูญใหม่

คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ออกแถลงการณ์เรียกร้องรัฐบาลและรัฐสภาเร่งผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จากการมีส่วนร่วมของประชาชน เนื้อหาระบุว่า

 

รัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 3 ระบุว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน หรือในอีกนัยยะหนึ่ง อำนาจสูงสุด นั้นเป็นของปวงชนชาวไทย และโดยที่รัฐธรรมนูญในฐานะกติกาสูงสุดของประเทศที่ผู้ใดละเมิดมิได้ ได้ออกแบบให้ประชาชนใช้อำนาจอธิปไตย โดยผ่านการออกเสียงเลือกตั้งหรือการออกเสียงประชามติ ซึ่งผลการเลือกตั้งและผลการออกเสียงประชามติ ผูกพันทุกองค์กร ทั้งที่เป็นองค์กรของรัฐ รวมทั้งประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้งหลาย

 

แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าเมื่อประชาชนลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง หรือออกเสียงประชามติ ไปแล้ว อำนาจอธิปไตยของประชา ชนจะหมดสิ้น หรือสะดุดหยุดลง ประชาชนยังคงไว้ซึ่งอำนาจอันชอบธรรม ในอันที่จะติดตามตรวจสอบ ว่าผลของการเลือกตั้งหรือการออกเสียงประชามตินั้นได้เป็นไปตามเจตจำนงที่ได้มอบหมายไปแล้วหรือไม่ อีกทั้งยังคงไว้ซึ่งอำนาจ ตามที่กำหนดไว้ ในรัฐธรรมนูญ เช่นอำนาจในการเสนอกฎหมาย การถอดถอนผู้มีอำนาจ เป็นต้น

 

เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ก่อนวันออกเสียงประชามติ 80 องค์กรประชาธิปไตย ได้ออกแถลงการณ์ เรียกร้องให้ประชาชนไทยกา “เห็นชอบ” เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สร้างประชาธิปไตยสมบูรณ์ เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ปรากฎว่าประชาชนไทยร่วมกันออกเสียงประชามติเห็นชอบ “สมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” เป็นเสียง เสียงข้างมากของประชาชนคนไทยเห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญใหม่มากกว่าเสียงไม่เห็นชอบ “ทุกภาค”

 

ทั้งนี้ เพื่อการพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศไทย โดยให้ประชาชนเป็นศูนย์กลางการพัฒนาเศรษฐกิจและการเมืองอย่างแท้จริง ไม่ให้อำนาจถูกผูกขาดเช่นเดิมต่อไป

 

ผลพวงของการประชามติทั่วประเทศจากประชาชนในครั้งนี้ จึงเป็นผลผูกพันโดยตรง ต่อรัฐบาลและรัฐสภาในทางกฎหมายและเจตจำนงค์ทางการเมืองของประชาชน ในการออกแบบให้มีกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ต่อไปจากการมีส่วนร่วมของประชาชน ทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับเดิมเพื่อนำไปสู่การร่างใหม่และจัดให้มีการเลือกตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) โดยตรงจากประชาชนเพื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทันที เพราะผลการประชามติมีผลผูกพันเชิงบังคับ (Binding Referendum) ที่รัฐจะต้องปฏิบัติตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ทั้งนี้ การประชามติเห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในครั้งนี้ ไม่ใช่คำถามการแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวดใดหรือมาตราใดเป็นการเฉพาะ แต่เป็นการออกเสียงประชามติของประชาชนไทยทั้งประเทศว่าจะเอารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) จึงขอเรียกร้องมายังรัฐบาลและรัฐสภา เร่งดำเนินการตามเจตจำนงค์ของประชาชนซึ่งเปรียบดั่งเสียงสวรรค์ โดยไม่พยายามเบี่ยงเบนเจตนาหรือลดทอนเสียงของประชาชนเป็นอย่างอื่น และไม่อาจหลีกเลี่ยงเปลี่ยนแปลงเป็นการออกแบบรัฐธรรมนูญใหม่โดยการแต่งตั้ง สสร.ของตนเองมาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยกลุ่มคณาธิปไตย เฉกเช่นการออกแบบการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาด้วยกันเอง ซึ่งจะกลายเป็นผลประโยชน์ทับซ้อนทางการเมืองเช่นที่ผ่านมา

 

เพื่อป้องกันการออกแบบรัฐธรรมนูญฉบับคณาธิปไตยใหม่โดยเบี่ยงเบนเจตน์จำนงของประชาชนที่ได้ลงประชามติต้องการเปลี่ยนรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ที่มาจากการรัฐประหารและการออกแบบกับดักโดยกลุ่มอำนาจนิยมทางการเมือง

 

คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลและรัฐสภา จัดให้มี สสร.มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และเห็นว่าการให้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 นำมาเป็นต้นร่างรัฐธรรมนูญจะเป็นรากฐานที่สำคัญเพื่อแก้ไขปฏิรูปใหม่ ให้ทันสมัยและเป็นคำตอบของชาติบ้านเมืองให้พ้นวิกฤตการณ์ที่ติดหล่มการเมืองมากว่า 20 ปี และเท่าทันความขัดแย้งจากภูมิรัฐศาสตร์โลกใหม่ เพื่อสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและสังคมการเมืองอย่างยั่งยืนต่อไป

The post ครป. แถลงการณ์เรียกร้องรัฐสภาและรัฐบาลผลักดันการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ โดยใช้ฉบับปี 2540 เป็นต้นร่าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
อภิสิทธิ์คาดสัปดาห์หน้า แนวร่วม ปชป. ตกผลึกร่วมกันยื่นร่างแก้ไข รธน. อย่างไร เสนอไอเดียหยั่งเสียง สสร. ออนไลน์ https://thestandard.co/abhisit-charter-amendment-ssr-online/ Fri, 22 May 2026 13:35:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1210109 อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กำลังให้สัมภาษณ์

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประช […]

The post อภิสิทธิ์คาดสัปดาห์หน้า แนวร่วม ปชป. ตกผลึกร่วมกันยื่นร่างแก้ไข รธน. อย่างไร เสนอไอเดียหยั่งเสียง สสร. ออนไลน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กำลังให้สัมภาษณ์

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เชื่อสัปดาห์หน้าได้ข้อยุติการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ หลังเจรจาหารือกับพรรคการเมืองอื่นๆ ที่มีจำนวน สส. ไม่เพียงพอในการยื่นเช่นกัน เพื่อหาข้อสรุปว่าจะยื่นร่างแก้ไขฯ ของแต่ละพรรคโดยรวมเนื้อหาเป็นร่างเดียว หรือเสนอแยกกันไปแต่ละพรรค โดยร่วมกันเข้าชื่อให้ครบจำนวนเพื่อเสนอเข้าไปทุกร่าง

 

ทั้งนี้ จากการหารือเบื้องต้น หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ระบุว่า ค่อนข้างจะมีความเห็นในหลักการเดียวกัน คือ 1. ต้องเป็นการสร้างกระบวนการให้ได้สภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ซึ่งแตกต่างจากของพรรคภูมิใจไทย และ 2. ต้องไม่มีการแก้ไขหมวด 1 หมวด 2 ซึ่งจะแตกต่างจากร่างของพรรคประชาชน

 

“ผมเห็นร่างฯ ของพรรคภูมิใจไทย ก็เห็นได้ชัดว่าแตกต่างในเรื่องของขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมโดยตรงของประชาชน เป็นเรื่องของการสมัครเข้ามาเฉยๆ ไม่มีกระบวนการของการมีส่วนร่วมที่กว้างขวางไปกว่านั้น นอกจากนั้น การเลือกตัว สสร. ก็จะมีปัญหา ซึ่งพยายามจะทำทั้งเรื่องหลัก สัดส่วน และจังหวัด ก็จะมีความสับสนอยู่” อภิสิทธิ์กล่าว

 

ส่วนความเห็นต่อกรณีที่มีการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาในนามพรรคภูมิใจไทย แทนที่จะเป็นการเสนอโดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทั้งที่เป็นกฎหมายสำคัญนั้น อภิสิทธิ์มองว่า เป็นเรื่องของการกำหนดว่ารัฐบาลจะมีจุดยืนหรือไม่ ซึ่งเห็นได้ชัดว่า รัฐบาลไม่ได้เขียนในนโยบายตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว ส่วนตัวก็ไม่ได้แปลกใจอะไร ที่ไม่มีร่างของ ครม. เพราะรัฐบาลไม่ประสงค์ที่จะทำเรื่องนี้ ก็ให้เป็นเรื่องของพรรคการเมืองไป

 

“ก็เป็นจุดยืนที่มีได้ แต่คนจะเห็นด้วยไม่เห็นด้วย ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่รัฐบาลก็บอกชัดตั้งแต่ต้นว่าไม่ทำเรื่องนี้ จึงไม่เขียนในนโยบาย”

 

ผุดไอเดียหยั่งเสียงประชาชนเลือก สสร. แทนการเลือกตั้ง

 

สำหรับหลักการเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนนั้น จำเป็นต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเลือก สสร. หรือไม่ เพราะอาจเสี่ยงขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้ อภิสิทธิ์กล่าวว่า ตามแนวคิดส่วนตัวขณะนี้ อยากให้ใช้วิธีการหยั่งเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ กล่าวคือ ให้ประชาชนสามารถแสดงความเห็นเกี่ยวกับ สสร. ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์

 

อภิสิทธิ์ชี้ว่า ระบบดังกล่าวจะทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมได้เป็นวงกว้าง และเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายไม่ต้องไปเลือกตั้งเหมือนการไปเลือก สส. แต่ถ้ามีข้อทักท้วงว่า แล้วประชาชนที่ไม่มีสมาร์ทโฟนจะทำอย่างไร ก็อาจเปิดโอกาสให้ประชาชนลงทะเบียนในตำบลของตัวเองแล้วใช้สิทธิ ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง

 

“ทั้งหมดก็ไม่ใช่การเลือกตั้ง แต่เป็นการหยั่งเสียงเท่านั้น ดังนั้น ชื่อของ สสร. ที่ได้มา ก็ไม่ใช่ชื่อสุดท้าย เพราะต้องเอามาให้รัฐสภาเลือกอีกครั้งหนึ่ง วิธีนี้อาจจะเป็นความต่างที่พรรคประชาธิปัตย์คิดอยู่ในขณะนี้ เข้าใจว่ายังไม่ตรงกับพรรคอื่น ซึ่งพรรคการเมืองที่ได้พูดคุยกัน ในแต่ละพรรคก็มีความคิดของตัวเอง เกี่ยวกับการที่จะได้มาของ สสร.”

 

อภิสิทธิ์ยังคาดว่า สำหรับพรรคเพื่อไทย อาจเหมือนกับพรรคประชาชน ที่ต้องการให้มีกระบวนการคล้ายการเลือกตั้ง แต่ว่าเป็นการเลือกเกินจำนวนเข้ามา แต่ของพรรคประชาธิปัตย์คิดถึงเรื่องการไม่ให้เสียเวลา และเรื่องการมีค่าใช้จ่าย ซึ่งน่าจะเป็นวิธีการที่ดีกว่า แต่ก็สุดแท้แต่ เพราะวิธีการนี้ยังไม่เคยเกิดขึ้น

 

เสียดายกระบวนการจัดทำ รธน. ต้องเริ่มใหม่ อาจไม่ราบรื่น

 

อภิสิทธิ์ยังให้ความเห็นถึงโอกาสที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะสำเร็จ โดยระบุว่า ขึ้นอยู่กับความตั้งใจของผู้มีอำนาจ ซึ่งวันนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่า สว. มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญ ในการที่จะไม่ให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน แม้เสียงของ สว. จะเป็นเสียงต่างหากของเสียงข้างมากในรัฐสภา ดังนั้น ถ้าเขาไม่ยอมให้ผ่านก็ผ่านยาก เช่นเดียวกัน ถ้าเสียงข้างมากของสภาผู้แทนราษฎร หรือแม้แต่เสียงของฝ่ายค้านไม่ได้ตามเงื่อนไข ก็ผ่านไม่ได้

 

“ใจผมตั้งแต่ไหนแต่ไร ก็พยายามจะบอกว่า ความจริงสามารถหาฉันทามติให้ได้ระดับหนึ่ง ผมจึงน่าเสียดายว่า ถ้า ครม. ยืนยันร่างเดิมที่เคยเข้าสภาฯ และกรรมาธิการเคยพิจารณาเสร็จแล้ว ก็เอาตรงนั้นเป็นตัวตั้ง เราก็จะหลีกเลี่ยงการถกเถียง หลายต่อหลายเรื่องได้

 

“แต่เมื่อรัฐบาลตัดสินใจไม่ทำอย่างนั้น เราก็ต้องมาเริ่มต้นกันใหม่ จึงไม่ง่ายที่จะให้ทุกอย่างราบรื่น เพราะช่องว่างยังมีอยู่ และประเด็นใหญ่ๆ ที่เป็นความต่างชัดเจนในตอนนี้ คือเรื่องของการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนว่า จะมากน้อยแค่ไหน กับปัญหาเรื่องหมวด 1 หมวด 2 ก็จะกลับมาอีก” อภิสิทธิ์กล่าว

 

ขณะที่เงื่อนไขให้เสียงเห็นชอบของ สว. จำนวน 1 ใน 4 ของวุฒิสภานั้น อภิสิทธิ์กล่าวว่า ฝ่ายที่เห็นด้วยก็มองว่า ล้อตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันในการให้ความเห็นชอบ แต่จะเหมาะสมหรือไม่ ความเห็นก็แตกต่างกันไป และมีการปรับจำนวน ที่พรรคภูมิใจไทยปรับจาก 1 ใน 3 เป็น 1 ใน 4 ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ ที่พูดคุยกันเบื้องต้น อาจจะลดลงไปอีก ก็จะดี

 

“เราต้องเข้าใจ หลักรัฐธรรมนูญเป็นกติกาที่ใช้กับทุกคน สร้างความได้เปรียบ เสียเปรียบได้ ที่เขามีบทบัญญัตินี้ในรัฐธรรมนูญ เพียงป้องกันไม่ให้เสียงข้างมาก มากำหนดทุกเรื่อง ดังนั้น แม้จะเสียงข้างมากในรัฐสภา หากจำนวน สว. หรือ ฝ่ายค้านไม่ถึงในระดับหนึ่ง ก็มองว่า ควรจะเปิดโอกาสให้ทักท้วง เพราะหากไม่มีการกำหนดเกณฑ์ใดเลย การไปยกร่างรัฐธรรมนูญตามเสียงข้างมาก ก็สามารถลากทุกอย่างไปได้ และเสียงข้างน้อย ก็ไม่ได้มีสิทธิใดๆ

 

“เพียงแต่ขั้นตอนการให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ ที่ สสร . ยกร่างแล้วเสร็จ ก่อนการนำไปออกเสียงประชามตินั้น ไม่ได้เป็นการเสนอจาก สส. หรือพรรคการเมือง แต่เป็นการยกร่างโดย สสร. ที่ผูกพันกับรัฐสภา” อภิสิทธิ์ระบุ

The post อภิสิทธิ์คาดสัปดาห์หน้า แนวร่วม ปชป. ตกผลึกร่วมกันยื่นร่างแก้ไข รธน. อย่างไร เสนอไอเดียหยั่งเสียง สสร. ออนไลน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดเนื้อหาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับภูมิใจไทย ชูโมเดล สสร. 100 ล็อกห้ามแก้หมวด 1 และหมวด 2 https://thestandard.co/bhumjaithai-constitutional-amendment-cda/ Wed, 20 May 2026 06:48:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1209193 อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อประธานรัฐสภา

เปิดสาระสำคัญของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับพรรคภูมิใจไทย ที […]

The post เปิดเนื้อหาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับภูมิใจไทย ชูโมเดล สสร. 100 ล็อกห้ามแก้หมวด 1 และหมวด 2 appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อประธานรัฐสภา

เปิดสาระสำคัญของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับพรรคภูมิใจไทย ที่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรค นำมายื่นต่อประธานรัฐสภาด้วยตนเอง และถือเป็นพรรคแรกที่ประเดิมยื่นร่างแก้ไขฯ ดังกล่าว เพื่อลบข้อครหาความไม่จริงใจ และเป็นการตอบรับผลการออกเสียงประชามติของประชาชน

 

สำหรับสาระสำคัญของร่างแก้ไขฯ ฉบับพรรคภูมิใจไทย ระบุที่มาและเหตุผลของการเสนอแก้ไขว่า สืบเนื่องจากการออกเสียงประชามติเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นที่ยุติแล้วว่าประชาชนเสียงข้างมากจำนวนกว่า 21.6 ล้านคน เห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (เทียบกับเสียงไม่เห็นชอบ 11.2 ล้านคน)

 

พรรคภูมิใจไทยจึงได้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้เพื่อแก้ไขมาตรา 156 และเพิ่มหมวด 15/1 ว่าด้วย การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยมีเป้าหมายเพื่อกำหนดอำนาจหน้าที่ของที่ประชุมร่วมรัฐสภาและขั้นตอนการร่างรัฐธรรมนูญให้มีความชัดเจน

 

โมเดล สสร. 100 คน ตัวแทนรายจังหวัดผสมผู้เชี่ยวชาญ

 

ร่างแก้ไขฯ ของพรรคภูมิใจไทย กำหนดให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) จำนวน 100 คน เพื่อรับหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยมีโครงสร้างที่มาดังนี้

 

  • ตัวแทนระดับจังหวัด 77 คน รัฐสภาจะเป็นผู้เลือกลงคะแนนจากบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกของแต่ละจังหวัด ให้ได้จังหวัดละ 1 คน
  • กลุ่มผู้เชี่ยวชาญและผู้มีประสบการณ์ 23 คน รัฐสภาจะเป็นผู้เลือกจากบัญชีรายชื่อเช่นกัน แบ่งสัดส่วนเป็น ผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน 7 คน, สาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ 8 คน และผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหาร หรือการร่างรัฐธรรมนูญ อีก 8 คน

 

คุณสมบัติของผู้สมัคร สสร. ต้องมีสัญชาติไทยโดยการเกิด อายุไม่ต่ำกว่า 25 ปี จบการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี และต้องไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในปัจจุบัน เช่น สส., สว., รัฐมนตรี หรือผู้บริหารท้องถิ่น

 

ทั้งนี้ สสร. จะมีประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญจำนวน 1 คน และมีรองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญจำนวน 1 หรือ 2 คน บุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งนี้จะต้องมาจากมติเห็นชอบของ สสร.

 

ขีดเส้นยกร่างไม่เกิน 360 วัน ห้ามแก้หมวด 1-2

 

ทั้งนี้ สสร. จะต้องดำเนินการยกร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จสิ้นภายในกรอบเวลา 360 วัน นับแต่วันที่เปิดประชุม สสร. ครั้งแรก โดยในกระบวนการทำงาน สสร. จะต้องแต่งตั้งคณะกรรมาธิการที่สำคัญ 2 ชุด (ชุดละไม่เกิน 45 คน) ได้แก่ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมาธิการเพื่อรับฟังความคิดเห็นและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อดึงภาคประชาชนและหน่วยงานต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมอย่างเป็นระบบและทั่วถึง

 

ร่างแก้ไขฯ ฉบับนี้ได้วางกรอบหลักการไว้ว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้อง ไม่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ หรือเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

 

ร่างแก้ไขฯ ยังกำหนดว่า การเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติม หมวด 1 บททั่วไป และหมวด 2 พระมหากษัตริย์ ของรัฐธรรมนูญปี 2560 จะกระทำมิได้ หากรัฐสภาวินิจฉัยว่าร่างฯ มีลักษณะดังกล่าว ให้ถือว่าร่างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นอันตกไป

 

วางเงื่อนไขเสียง สว. เห็นชอบ 1 ใน 4

 

เมื่อ สสร. จัดทำร่างเสร็จสิ้น จะต้องนำกลับมาเสนอให้รัฐสภาเห็นชอบภายใน 30 วัน โดยการลงมติเห็นชอบเพื่อนำไปใช้เป็นรัฐธรรมนูญนั้น จะต้องใช้เสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของทั้งสองสภา และมีเงื่อนไขคือ ต้องมีเสียง สส. จากพรรคการเมืองที่ไม่ได้ร่วมรัฐบาล (ฝ่ายค้าน) เห็นชอบรวมกันไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 และต้องมีเสียงสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 ของจำนวน สว. ที่มีอยู่

 

หากผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา ประธานรัฐสภาจะส่งร่างรัฐธรรมนูญใหม่ไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อจัดให้มีการออกเสียงประชามติโดยประชาชน ว่าจะเห็นชอบกับร่างฯ ฉบับใหม่นี้หรือไม่ หากประชาชนลงมติเห็นชอบ จึงจะนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย ประกาศใช้เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศต่อไป แต่หากประชาชนไม่เห็นชอบ หรือ สสร. ทำไม่เสร็จตามกำหนด ร่างรัฐธรรมนูญนั้นก็จะตกไป

The post เปิดเนื้อหาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับภูมิใจไทย ชูโมเดล สสร. 100 ล็อกห้ามแก้หมวด 1 และหมวด 2 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดรายละเอียดร่างรัฐธรรมนูญฉบับภูมิใจไทย เปิดทางตั้ง สสร. 100 คน ไม่แตะหมวด 1-2 กรอบ 360 วัน หวังใช้ทันเลือกตั้งหน้า https://thestandard.co/bhumjaithai-constitution-draft-cda-election/ Tue, 19 May 2026 12:08:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1208928 คณะ สส. พรรคภูมิใจไทย นำโดย อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงข่าวร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ

วันนี้ (19 พฤษภาคม) เวลา 16.23 น. ที่พรรคภูมิใจไทย ภราด […]

The post เปิดรายละเอียดร่างรัฐธรรมนูญฉบับภูมิใจไทย เปิดทางตั้ง สสร. 100 คน ไม่แตะหมวด 1-2 กรอบ 360 วัน หวังใช้ทันเลือกตั้งหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
คณะ สส. พรรคภูมิใจไทย นำโดย อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงข่าวร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ

วันนี้ (19 พฤษภาคม) เวลา 16.23 น. ที่พรรคภูมิใจไทย ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะ สส. จังหวัดอ่างทอง พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ที่ประชุม สส.พรรค มีมติชัดเจน 190 เสียง รวมกันลงชื่อเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทย โดยเนื้อหาในร่างของพรรคภูมิใจไทย จะแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 โดยเพิ่มเติมหมวด 15/1 เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามผลการลงประชามติของประชาชน 21 ล้านเสียง เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

 

โดยวันพรุ่งนี้ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จะนำทีมคณะกรรมการบริหารพรรคและ สส.ของพรรค ไปยื่นร่างแก้ไขต่อประธานรัฐสภา คาดว่าไม่เกินเวลา 10.30-11.00 น.

 

ขณะที่ นิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า สำหรับร่างของพรรคภูมิใจไทย มีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) จำนวน 100 คน ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญ 23 คน และมาจากการสมัครจากทั่วประเทศจำนวน 77 คน และมีสำรองอีก 300 คน

 

สำหรับสัดส่วนที่จะมีการตั้งนั้น จะแบ่งเป็นคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น 45 คน ประกอบด้วย สสร. 30 คน สำรอง 15 คน และคณะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นอีก 45 คน ประกอบด้วย สสร. 15 คน สำรอง 15 คน และประชาชน 15 คน โดยมีกรอบเวลาการทำงานของ สสร. 360 วัน เพื่อเปิดโอกาสให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างเต็มที่ โดยหลักการจะไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง เพราะจะขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

 

จากนั้นจะให้สมาชิกรัฐสภาเป็นผู้เลือก โดยสัดส่วนของ สสร. เป็นไปตามสัดส่วนของสมาชิกรัฐสภา ซึ่งมีรูปแบบเดียวกับการเลือกกรรมาธิการสามัญ กล่าวคือ สมาชิกรัฐสภามีทั้งสิ้น 700 คน แบ่งเป็น สส. 500 คน และ สว. 200 คน โดย สส. จะได้โควตาประมาณ 71 คน และ สว. ได้ 29 คน

 

นิกรกล่าวต่อว่า ส่วนที่เป็นปัญหาเรื่อง สว. ในการเห็นชอบรัฐธรรมนูญ ครั้งที่ผ่านมา พรรคภูมิใจไทยเคยเสนอให้ใช้ 1 ใน 5 แต่ได้ปรับให้เหลือ 1 ใน 4 หรือใช้เสียง สว. ประมาณ 50 เสียง ในการเห็นชอบรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เกิดการประนีประนอมกับ สว. ซึ่งต้องมีการพูดคุยกันในชั้นกรรมาธิการอีกครั้ง นอกจากนี้ ร่างของพรรคภูมิใจไทยจะไม่แตะหมวด 1 และหมวด 2 โดยเขียนไว้อย่างชัดเจน

 

เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้ สว. เสนอให้เขียนบทเฉพาะกาลคุ้มครองอำนาจของ สว. จนกว่าจะครบวาระ 5 ปี ในร่างของพรรคภูมิใจไทยได้พิจารณาเรื่องนี้หรือไม่ นิกรกล่าวว่า จะต้องมีการพูดคุยกันในชั้นกรรมาธิการว่าจะมีความคิดเห็นอย่างไร

 

เมื่อถามว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะถูกชี้นำโดยพรรคภูมิใจไทย หลังจากพรรคประชาชนเคยกล่าวหาไว้ นิกรกล่าวว่า เป็นไปตามสัดส่วนของสมาชิกรัฐสภา ซึ่งแฟร์ที่สุดแล้ว ประชาชนเลือกมาแบบนี้ เราก็ยึดตามหลักการนี้

 

เมื่อถามว่า จำนวนเสียง สส. ของพรรคภูมิใจไทยทั้งสิ้น 192 เสียง และเสียงของ สว. จะทำให้การโหวต สสร. ถูกครอบงำหรือไม่ นิกรกล่าวว่า ไม่สามารถมารวมกันได้ เพราะอยู่คนละสภา ใครจะเชื่ออย่างไรก็เชื่อ เพราะเป็นสัดส่วนของรัฐสภา สว. ก็ของ สว. สส. ก็ของ สส. เป็นไปตามหลักการเสียงข้างมาก

 

เมื่อถามว่า เห็นอุปสรรคใดในการผลักดันร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ นิกรกล่าวว่า ไม่น่าจะมี เพราะพิจารณาให้แฟร์ที่สุดแล้ว และหากเดินไปตามนี้ จะทำให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทันการเลือกตั้งครั้งหน้าอย่างแน่นอน พร้อมย้ำว่า ในวันพรุ่งนี้ เมื่อพรรคภูมิใจไทยยื่นร่างต่อประธานสภาแล้ว การพิจารณาในวาระที่ 1 จะเริ่มต้นในการประชุมสมัยนี้ หรือเดือนมิถุนายนนี้

 

นิกรย้ำว่า อย่างไรก็ตาม เมื่อกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิด สสร. เสร็จสิ้นแล้ว และมีการทำประชามติครั้งที่ 2 หากประชาชนเห็นชอบ ก็จะมีผลบังคับใช้ และหากมีการยุบสภา สสร. ก็จะยังคงอยู่ ไม่ล้มหายตายจาก

 

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

The post เปิดรายละเอียดร่างรัฐธรรมนูญฉบับภูมิใจไทย เปิดทางตั้ง สสร. 100 คน ไม่แตะหมวด 1-2 กรอบ 360 วัน หวังใช้ทันเลือกตั้งหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
3 หลักการ พรรคประชาชน จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ https://thestandard.co/people-party-new-constitution/ Mon, 18 May 2026 07:41:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1208445 พริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส. พรรคประชาชน แถลง 3 หลักการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่

พรรคประชาชนเริ่มมีท่าทีชัดเจนต่อการเดินหน้าเสนอร่างแก้ไ […]

The post 3 หลักการ พรรคประชาชน จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส. พรรคประชาชน แถลง 3 หลักการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่

พรรคประชาชนเริ่มมีท่าทีชัดเจนต่อการเดินหน้าเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งเป็นการเริ่ม ‘นับหนึ่ง’ ตั้งแต่ต้น หลังร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เดิมตกไปจากชั้นการพิจารณาของรัฐสภา เมื่อคณะรัฐมนตรีไม่ได้มีมติให้เดินหน้าต่อ

 

แม้ยังไม่ได้กำหนดวันเวลาเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ของพรรคอย่างชัดเจน แต่พรรคประชาชนได้เปิด 3 หลักการสำคัญ ที่ต้องมีในกลไกจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

 

พรรคประชาชนยังยืนยันว่า พร้อมจะร่วมสนับสนุนพรรคการเมืองอื่นๆ ในการเข้าชื่อเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเช่นกัน ตราบใดที่เนื้อหาของร่างดังกล่าวสอดคล้องกับ 3 หลักการที่เสนอไว้

 

ขณะที่ พริษฐ์ วัชรสินธุ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ขยายความเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักการเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยยืนยันว่า การมี ‘คูหา’ ให้ประชาชนมีส่วนร่วมเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ถือเป็นรูปธรรมเบื้องต้นของหลักการดังกล่าว พร้อมย้ำว่า หลักการนี้ไม่ขัดต่อคำวินิจฉัยที่ 18/2568 ของศาลรัฐธรรมนูญ

 

เช่นเดียวกับหลักการไม่เพิ่มสิทธิพิเศษให้ สว. ซึ่งพริษฐ์ยอมรับว่า มีความเป็นไปได้ที่จะนำหลักเกณฑ์ ‘เสียงเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภา’ ซึ่งเคยเสนอไว้ในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้านี้กลับมาอีกครั้ง

 


 

3 หลักการ พรรคประชาชน จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่

 

ภาพประกอบ: กันยกร กาญจนวิไล

The post 3 หลักการ พรรคประชาชน จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
“มีวิวัฒนาการ” : ภาพลักษณ์ศาลรัฐธรรมนูญในสายตา ‘นครินทร์ เมฆไตรรัตน์’ https://thestandard.co/constitutional-court-image-evolution-nakarin/ Mon, 30 Mar 2026 09:21:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1192746 ภาพ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ซ้อนทับโลโก้ศาลรัฐธรรมนูญ

โอกาสที่ประธานศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์คณะตุลาการศาลฯ จะให้ […]

The post “มีวิวัฒนาการ” : ภาพลักษณ์ศาลรัฐธรรมนูญในสายตา ‘นครินทร์ เมฆไตรรัตน์’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ซ้อนทับโลโก้ศาลรัฐธรรมนูญ

โอกาสที่ประธานศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์คณะตุลาการศาลฯ จะให้สัมภาษณ์โดยตรงกับสื่อมวลชนถือว่าไม่บ่อยครั้งนัก หรืออย่างน้อยก็ใน ‘โครงการศาลรัฐธรรมนูญพบสื่อมวลชน’ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นประจำปี และถือเป็นวาระสำคัญที่จะได้ติดตามความคืบหน้าในคดีความต่างๆ ที่สังคมติดตามให้ความสนใจ ตลอดจนเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

 

อย่างไรก็ตาม ด้วยสถานะและบทบาทของตุลาการจะไม่สามารถแสดงความคิดเห็นต่อกรณีใดๆ ได้เพราะต้องวางตัวเป็นกลาง ดังนั้น แม้จะมีการให้สัมภาษณ์ ทั้งฝ่ายผู้ถามและผู้ตอบจึงต้องใช้ความระมัดระวัง

 

ดังเช่นที่ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ได้เน้นย้ำหลายครั้งถึง “วุฒิภาวะ” ของสังคมไทย ที่สอดคล้องไปกับวิวัฒนาการของศาลรัฐธรรมนูญ ในโครงการศาลรัฐธรรมนูญพบสื่อมวลชน เมื่อ 30 มีนาคม 2569

 

 

ภาพ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ซ้อนทับโลโก้ศาลรัฐธรรมนูญ 1

 

 

▪ “มีทั้งดีและไม่ดี” ความเปลี่ยนแปลงตลอด 28 ปี รัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ

 

โครงการฯ ดังกล่าวจัดขึ้นไม่กี่วันก่อนจะถึงวันครบรอบ 28 ปีการก่อตั้งศาลรัฐธรรมนูญชุดแรกเมื่อ 11 เมษายน 2541 โดยนครินทร์ได้บรรยายต่อคณะสื่อมวลชนว่า “หากเปรียบเป็นบุคคลถือว่ามีวุฒิภาวะพอและเหมือนคนหนุ่มสาว แสดงให้เห็นว่าตัวองค์กรของศาลและสังคมไทยได้เรียนรู้แล้วว่าศาลรัฐธรรมนูญทำอะไร”

 

ตลอดระยะเวลา 28 ปี ของศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีการฉีกและร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่รวม 3 ฉบับ องค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของศาลฯ จึงได้เปลี่ยนแปลงไปพอสมควร ทั้งจำนวนตุลาการ และคุณสมบัติของตุลาการที่แตกต่างกันไป ซึ่งนครินทร์มองว่าความเปลี่ยนแปลงในรายละเอียดเหล่านี้ “มีทั้งดีและไม่ดี”

 

เขายกตัวอย่างจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน (ปี 2560) ที่กำหนดองค์ประกอบว่าต้องมีตุลาการที่เป็นสายข้าราชการระดับอธิบดีไม่น้อยกว่า 5 ปี ซึ่งไม่มีคุณสมบัติชัดเจนว่าต้องมาจากอาชีพอะไร จากเดิมที่ให้มีตุลาการเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ 2 ท่าน

 

“หลายคนก็คงจะแปลกใจว่า เรามีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 1 ท่าน ซึ่งเข้ามาโดยกระบวนการถูกต้องทุกอย่าง ท่านมาจากวิศวะ ท่านเป็นอดีตอธิบดีกรมทางหลวง ซึ่งผ่านกระบวนการสรรหา และผ่านวุฒิสภามาเรียบร้อยแล้ว โปรดเกล้าฯ เริ่มทำงานแล้ว ซึ่งเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญโดยชัดเจนและชัดแจ้ง”

 

ตุลาการท่านที่นครินทร์เอ่ยถึง ย่อมเป็น สราวุธ ทรงศิวิไล อดีตอธิบดีกรมทางหลวง ตุลาการคนล่าสุดของชุดนี้ที่ดำรงตำแหน่งเมื่อ 30 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนแรกในประวัติศาสตร์ที่มาจากสายงานของกระทรวงคมนาคมโดยตรง

 

ภาพ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ซ้อนทับโลโก้ศาลรัฐธรรมนูญ 2

 

 

นครินทร์ยังเปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสครบรอบ 28 ปีนี้ วันที่ 7-8 เมษายน จะมีเวทีบรรยายพิเศษ โดยได้เชิญประธานสมาคมศาลรัฐธรรมนูญและสถาบันเทียบเท่าแห่งเอเชีย (AACC) ซึ่งขณะนี้ประธานศาลรัฐธรรมนูญประจำประเทศอุซเบกิซสถานดำรงตำแหน่งอยู่ รวมถึงคณะกรรมการเวนิส มาร่วมในการบรรยายพิเศษด้วย

 

นครินทร์ชี้ว่า การที่องค์กรระดับนี้มาร่วมในกิจกรรม เพื่อให้เป็นเครื่องประจักษ์พยานว่าคณะศาลรัฐธรรมนูญของไทยได้รับการยอมรับจากสมาคมศาลรัฐธรรมนูญโลก และจากสมาชิกศาลรัฐธรรมนูญโลก 125 ประเทศ แสดงเห็นให้ว่าประเทศไทยไม่ได้ทำงานแบบไร้ทิศทางหรือไม่เป็นที่ยอมรับของสมาคมโลก ซึ่งสมาคมศาลโลกให้การยอมรับประเทศไทยอย่างดียิ่งและยอมรับในทุกมิติ

 

▪วิวัฒนาการ ‘ภาพลักษณ์’ ศาลรัฐธรรมนูญไทย ยกเทียบต่างประเทศ

 

ต่อมา นครินทร์ได้ตอบคำถามสื่อมวลชนเกี่ยวกับภาพลักษณ์ของศาลรัฐธรรมนูญในมุมมองของประชาชน ที่บางคำวินิจฉัยของศาลมีความท้าทายกับมุมมองนักวิชาการ กระแสสังคม ตลอดถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า ศาลรัฐธรรมนูญอาจเป็นเครื่องมือหนึ่งในการใช้ระบบนิติรัฐทำร้ายฝ่ายตรงข้ามหรือไม่ และภาพลักษณ์ในความเป็นกลาง จำเป็นต้องกู้คืนหรือไม่

 

ประธานศาลรัฐธรรมนูญตอบว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องวิวัฒนาการ ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรที่เกิดขึ้นเพื่อตัดสินวินิจฉัยข้อพิพาททางรัฐธรรมนูญ ผู้ที่ยื่นเรื่องต่อศาลส่วนใหญ่มีทุกฝ่าย ไม่ว่าเสียงส่วนใหญ่หรือเสียงส่วนน้อย ผลก็จะออกได้ทางใดทางหนึ่ง

 

“หากถามว่าคำตัดสินของศาลเป็นที่ยอมรับหรือไม่ สุดท้ายก็ต้องเลือกข้าง ข้างใดข้างหนึ่ง ระหว่างข้างผิดข้างถูก และการตัดสินใจก็อาจไม่เป็นที่ถูกใจใครทั้งหมด

 

“วิวัฒนาการภาพลักษณ์ของศาลเกิดขึ้นเมื่อสังคม การเมือง มีวุฒิภาวะเพียงพอ แปลว่าการแก้ไขปัญหาทางการเมืองบางเรื่อง ควรมีกติกาเป็นที่ยอมรับในสังคม และวุฒิภาวะของสังคมต้องมีในระดับสูงที่มากพอ วุฒิภาวะสังคมแปลว่า กติการของการเข้าสู่อำนาจ การใช้อำนาจ การลงจากอำนาจ ต้องอยู่ในระดับที่ยอมรับกันได้”

 

“… ปัจจุบันสังคมไทย เมื่อมีปัญหาทางรัฐธรรมนูญ ส่วนใหญ่ก็คิดว่าศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นที่พึ่ง ผมเชื่อว่าการที่คิดว่าศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นที่พึ่ง ย่อมแปลว่าท่านให้การยอมรับแล้วส่วนหนึ่งว่าศาลรัฐธรรมนูญเป็นหนทางแก้ปัญหา”

 

ประธานศาลรัฐธรรมนูญยังได้ยกตัวอย่างปัญหาในกระบวนการยุติธรรมประเทศอื่นๆ มาเปรียบเทียบ เช่น กรณีของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ที่ถูกศาลสูงสุดสั่งเพิกถอนคำสั่งเก็บภาษีนำเข้าจากประเทศต่างๆ โดยชี้ว่าเป็นอำนาจของสภาฯ

 

“ท่านคิดว่าศาลช่วยใคร ช่วยคนส่วนน้อยหรือคนส่วนมาก” นครินทร์ตั้งคำถามกลับ

 

เขายังยกตัวอย่างกรณีประเทศเกาหลีใต้ เมื่อครั้ง ยุน ซอก ยอล อดีตประธานาธิบดี ออกกฎอัยการศึก สุดท้ายถูกรัฐสภาโหวตให้ประธานาธิบดีพ้นจากตำแหน่ง แต่ต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอีกครั้งว่า การดำเนินการของรัฐสภาชอบด้วยรัฐธรรมนูญทั้งในเชิงกระบวนการและเนื้อหาหรือไม่ สุดท้ายผลก็ลงเอยที่การถอดถอนประธานาธิบดี

 

เขาทิ้งคำถามอีกครั้งว่า สุดท้ายศาลรัฐธรรมนูญช่วยเสียงข้างมากหรือเสียงข้างน้อย ตกลงแล้วเสียงข้างมากหรือเสียงข้างน้อยอยู่ตรงไหนกันแน่

 

“มีใครตอบผมได้ไหมครับ นี่ไง นี่คือปัญหาแบบเดียวกันที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เราถอยห่างออกมาสักนิดหนึ่ง เรามองปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นใน 2 ประเทศนี้ ลองคิดง่ายๆ ว่า ถ้าศาลตัดสินออกมาแบบนั้น แล้วศาลเป็นเสียงข้างมากหรือเสียงข้างน้อยของคนของประเทศนั้นๆ

 

“ถ้าเราใช้อารมณ์คิดก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง แต่ถ้าเราใช้เหตุผลคิดก็จะเห็นว่าปัญหามันซับซ้อนมาก” นครินทร์ทิ้งท้าย

 

 

ภาพ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ซ้อนทับโลโก้ศาลรัฐธรรมนูญ 3

 

 

▪ย้อนมองเส้นทาง ‘นครินทร์’ 1 ทศวรรษบนบัลลังก์ตุลาการ

 

ศาสตราจารย์ ดร. นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ นั่งบัลลังก์ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมาแล้วร่วม 10 ปี และอยู่บนเก้าอี้ประธานศาลรัฐธรรมนูญเป็นปีที่ 3 ก่อนเข้าสู่สถานะนี้ เขาเคยเป็นหนึ่งในนักวิชาการและนักประวัติศาสตร์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งของไทย และได้ก้าวสู่ตำแหน่งคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หรือสำนัก ‘สิงห์แดง’

 

นครินทร์ยังเคยผ่านงานระดับชาติในฐานะ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ปี 2550 และเป็นกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ชุดของ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ในปี 2558 ก่อนที่จะได้รับการคัดเลือกให้เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในสัดส่วน ‘ผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์’ ในช่วงปลายปีเดียวกัน

 

ปัจจุบันนครินทร์ถือว่าพ้นวาระตุลาการไปแล้วตั้งแต่ 16 พฤศจิกายน 2567 หลังดำรงตำแหน่งครบ 9 ปี แต่ยังปฏิบัติหน้าที่ต่อในฐานะรักษาการ จนกว่าจะสรรหาผู้มาดำรงตำแหน่งในสายผู้ทรงคุณวุฒิในสาขารัฐศาสตร์มาทดแทน และบุคคลนั้นต้องได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาด้วย

 

ก่อนหน้านี้วุฒิสภาได้ ‘ตีตก’ ชื่อศาสตราจารย์ที่ได้รับการสรรหาในตำแหน่งดังกล่าวมาแล้ว 2 คน คือ สิริพรรณ นกสวน สวัสดี จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือ ‘สิงห์ดำ’ และ ร.ต.อ. สุธรรม เชื้อประกอบกิจ จากคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ทำให้อดีตครูใหญ่ ‘สิงห์แดง’ ต้องรักษาการต่อไป

 

The post “มีวิวัฒนาการ” : ภาพลักษณ์ศาลรัฐธรรมนูญในสายตา ‘นครินทร์ เมฆไตรรัตน์’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก้าวไกลยัน รัฐธรรมนูญใหม่ควรถูกร่างโดย สสร. จากการเลือกตั้งทั้งหมด พริษฐ์แนะสูตรเลือกตั้ง สสร. ให้มีตัวแทนผู้เชี่ยวชาญ https://thestandard.co/guidelines-for-amending-the-constitution/ Sat, 23 Dec 2023 05:38:36 +0000 https://thestandard.co/?p=880200

วันนี้ (23 ธันวาคม) พริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคก้าวไกล กล […]

The post ก้าวไกลยัน รัฐธรรมนูญใหม่ควรถูกร่างโดย สสร. จากการเลือกตั้งทั้งหมด พริษฐ์แนะสูตรเลือกตั้ง สสร. ให้มีตัวแทนผู้เชี่ยวชาญ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (23 ธันวาคม) พริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคก้าวไกล กล่าวถึงกรณี นิกร จำนง ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นฯ ของรัฐบาล ระบุมีข้อเสนอให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ทั้งหมด 100 คน แบ่งเป็น 77 คนมาจากการเลือกตั้ง (จังหวัดละ 1 คน) และ 23 คนที่คัดเลือกโดยรัฐสภา จากกลุ่มผู้มีความเชี่ยวชาญ ผู้มีประสบการณ์ กลุ่มความหลากหลาย ซึ่งจะทำให้เป็น สสร. ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด

 

พริษฐ์กล่าวว่า ตนและพรรคก้าวไกลยืนยันมาตลอดว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ควรถูกร่างโดย สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด เพราะจะทำให้กระบวนการมีความชอบธรรมทางประชาธิปไตยมากที่สุด รวมถึงเปิดกว้างมากที่สุดต่อความเห็นที่แตกต่างหลากหลายและการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกกลุ่ม 

 

เราเห็นต่างกันได้ว่า สสร. ควรมาจากการเลือกตั้งทั้งหมดหรือไม่ แต่ตนคิดว่าต้องตั้งหลักกันให้ชัดว่าเราไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่างการมี สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดกับการมี สสร. ที่มีพื้นที่ให้กับผู้เชี่ยวชาญ ผู้มีประสบการณ์ และกลุ่มความหลากหลาย เพราะเราสามารถมีทั้งสองอย่างได้ (หากเราต้องการ) ผ่านการออกแบบระบบเลือกตั้ง

 

ถึงแม้เรายอมเดินหน้าตามสมมติฐานว่าเราต้องรับประกันพื้นที่ให้กับผู้เชี่ยวชาญ ผู้มีประสบการณ์ และกลุ่มความหลากหลาย ใน สสร. ทั้งที่ความจริงสมมติฐานนี้ยังมีคนที่มีความเห็นที่แตกต่าง เช่น บางคนมองว่าผู้เชี่ยวชาญและผู้มีประสบการณ์ไม่จำเป็นต้องอยู่ใน สสร. แต่ให้อยู่ในชั้นคณะกรรมาธิการยกร่าง / บางคนมองว่ากลุ่มดังกล่าวก็ควรจะลงสมัครรับเลือกตั้งผ่านกระบวนการเดียวกับคนทั่วไป เราสามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้ โดยยังคงหลักการว่า สสร. มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด

 

กรอบคิดสำคัญที่จะช่วยปลดล็อกความเป็นไปได้คือ การมองว่า สสร. ไม่จำเป็นต้องมี สสร. ประเภทเดียว แต่อาจประกอบไปด้วย สสร. ที่แบ่งออกเป็นหลายประเภทที่ล้วนมาจากการเลือกตั้ง (คล้ายกับ สส. ที่ปัจจุบันมีการแบ่งออกเป็น 2 ประเภท นั่นคือ สส. แบบแบ่งเขต และ สส. แบบบัญชีรายชื่อ)

 

โดยทางเลือกหนึ่งคือการแบ่ง สสร. ออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 

 

  • ประเภท ก. = สสร. ประเภทตัวแทนพื้นที่
  • ประเภท ข. = สสร. ประเภทตัวแทนผู้เชี่ยวชาญและผู้มีประสบการณ์ (เช่น นักวิชาการด้านกฎหมาย นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ นักวิชาการด้านสังคมศาสตร์ ผู้มีประสบการณ์การเมืองในระบบ และผู้มีประสบการณ์การเมืองภาคประชาชน)
  • ประเภท ค. = สสร. ประเภทตัวแทนกลุ่มความหลากหลาย (เช่น เยาวชน กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ และกลุ่มคนพิการ)

 

โดย สสร. ทั้ง 3 ประเภทนั้นมาจากการเลือกตั้งทางตรงทั้งหมด โดยใช้วิธีให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งแต่ละคนมีบัตรเลือกตั้งทั้งหมด 3 ใบ ได้แก่

 

  • บัตรเลือกตั้ง ก. = เลือก สสร. ประเภทตัวแทนพื้นที่ โดยอาจใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง
  • บัตรเลือกตั้ง ข. = เลือก สสร. ประเภทตัวแทนผู้เชี่ยวชาญและผู้มีประสบการณ์ โดยเปิดให้ผู้เชี่ยวชาญและผู้มีประสบการณ์ที่สนใจเป็น สสร. และผ่านคุณสมบัติที่กำหนดสมัครเข้ามา เพื่อรวบรวมรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งที่เป็นผู้เชี่ยวชาญและผู้มีประสบการณ์ และเปิดให้ประชาชนเลือกผ่านคูหาเลือกตั้งว่าต้องการผู้เชี่ยวชาญและผู้มีประสบการณ์เป็นตัวแทนของเขาในฐานะ สสร. ประเภท ข.
  • บัตรเลือกตั้ง ค. = เลือก สสร. ประเภทตัวแทนกลุ่มความหลากหลาย โดยเปิดให้ประชาชนที่สนใจเป็น สสร. ตัวแทนกลุ่มความหลากหลาย สมัครเข้ามาโดยระบุในกระบวนการสมัครและการรณรงค์หาเสียงว่าตนเป็นตัวแทนกลุ่มความหลากหลายกลุ่มใดหรือในมิติใด (โดยจะกำหนดหมวดหมู่ต่างๆ เป็นการเฉพาะหรือไม่ก็ได้) เพื่อรวบรวมรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งที่เป็นตัวแทนกลุ่มความหลากหลายต่างๆ และเปิดให้ประชาชนเลือกผ่านคูหาเลือกตั้งว่าต้องการผู้สมัครคนใดเป็นตัวแทนกลุ่มความหลากหลายต่างๆ ในฐานะ สสร. ประเภท ค.

 

ระบบเลือกตั้งแบบนี้เป็นเพียงระบบหรือวิธีหนึ่งที่จะทำให้เรามี สสร. ที่มีตัวแทนผู้เชี่ยวชาญ ผู้มีประสบการณ์ และกลุ่มความหลากหลายได้ โดยที่ สสร. ทุกคนยังคงมาจากการเลือกตั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ยังมีอีกหลายระบบหรือวิธีที่เป็นไปได้เพื่อตอบโจทย์วัตถุประสงค์เดียวกัน ซึ่งทางคณะอนุกรรมาธิการภายใต้คณะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง สภาผู้แทนราษฎร ที่ตนเป็นประธาน (ซึ่งเคยเชิญนิกรและตัวแทนคณะกรรมการศึกษาฯ ของรัฐบาลมาร่วมประชุมก่อนหน้านี้) ได้ศึกษาและจัดทำข้อเสนอ รวมทั้งกำลังเรียบเรียงเป็นรายงานเพื่อส่งต่อให้สภาผู้แทนราษฎร คณะรัฐมนตรี และประชาชน พิจารณาอย่างเป็นทางการในต้นเดือนมกราคม

 

พริษฐ์กล่าวว่า ตนเข้าใจดีว่าเรามีจุดยืนที่ต่างกันได้ว่า สสร. ควรจะมาจากการเลือกตั้งทั้งหมดหรือไม่ ซึ่งความจริงพรรคก้าวไกลเสนอให้เป็นหนึ่งคำถามรองในการทำประชามติ เพื่อให้ประชาชนเป็นคนตัดสินใจโดยตรง แต่โปรดอย่าใช้เหตุผลว่าเราต้องมีพื้นที่ให้ผู้เชี่ยวชาญ ผู้มีประสบการณ์ และกลุ่มความหลากหลาย ใน สสร. มาเป็นเหตุผลในการบอกว่าเราไม่ควรมี สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด 

 

เพราะหากเราออกแบบระบบเลือกตั้งกันอย่างรอบคอบ เราสามารถมี สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดที่ยังคงมีพื้นที่ให้ผู้เชี่ยวชาญ ผู้มีประสบการณ์ และกลุ่มความหลากหลายได้ (หากเราประสงค์ให้มี) โดยไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

The post ก้าวไกลยัน รัฐธรรมนูญใหม่ควรถูกร่างโดย สสร. จากการเลือกตั้งทั้งหมด พริษฐ์แนะสูตรเลือกตั้ง สสร. ให้มีตัวแทนผู้เชี่ยวชาญ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยื้อเวลา-ย้อนหลักการ-ยอมต่ออำนาจเดิม พริษฐ์ชี้ เรื่องรัฐธรรมนูญถกเถียงมายาวนานแล้ว แนะรัฐบาลควรมีกรอบเวลาชัด เดินหน้าสู่วันประชามติ https://thestandard.co/parit-advises-the-government/ Thu, 14 Sep 2023 06:29:59 +0000 https://thestandard.co/?p=841618 พริษฐ์ วัชรสินธุ

วันนี้ (14 กันยายน) พริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษ […]

The post ยื้อเวลา-ย้อนหลักการ-ยอมต่ออำนาจเดิม พริษฐ์ชี้ เรื่องรัฐธรรมนูญถกเถียงมายาวนานแล้ว แนะรัฐบาลควรมีกรอบเวลาชัด เดินหน้าสู่วันประชามติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พริษฐ์ วัชรสินธุ

วันนี้ (14 กันยายน) พริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวถึงข้อกังวลต่อกรณี เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีข้อสั่งการมอบหมายให้ ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นผู้รับผิดชอบแต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติ

 

พริษฐ์กล่าวว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรกของรัฐบาลเศรษฐา ประเด็นเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นหนึ่งในประเด็นที่สังคมจับตามอง เนื่องจากพรรคเพื่อไทยเคยออกแถลงการณ์เพียง 43 วันก่อนหน้านี้ (2 สิงหาคม) ในวันที่พรรคเพื่อไทยฉีก MOU กับพรรคก้าวไกลและพันธมิตร 8 พรรค เพื่อจัดตั้งรัฐบาลที่ไม่มีก้าวไกลว่าในรัฐบาลเพื่อไทยที่ไม่มีก้าวไกลจะมี ‘มติ ครม. ในการประชุมครั้งแรกให้มีการทำประชามติและจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริงในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ’

 

แต่ผลลัพธ์ที่ออกมาจากการประชุม ครม. เมื่อวานนี้ (13 กันยายน) กลับเป็นเพียงข้อสั่งการจากนายกรัฐมนตรี (ไม่ใช่มติ ครม.) ที่มอบหมายให้ ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นผู้รับผิดชอบแต่งตั้ง ‘คณะกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติ โดยยึดตามแนวทางของศาลรัฐธรรมนูญเป็นสำคัญ โดยจะใช้เวทีรัฐสภาในการหารือรูปแบบแนวทางในการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการทำประชามติ เพื่อให้ประชาชนทุกภาคส่วนร่วมออกแบบกฎกติกาที่เป็นประชาธิปไตยร่วมกัน’

 

พริษฐ์กล่าวว่า ในบางกรณีประชาชนบางส่วนอาจจะพอยอมรับได้ที่ผู้นำรัฐบาลมีการย้อนศรจากสิ่งที่เคยได้พูดไว้ หากเป็นไปเพื่อให้รัฐบาลได้มีเวลาศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมให้รอบคอบก่อนดำเนินการ (แม้อาจยังคงตั้งข้อสงสัยได้ว่าแล้วทำไมถึงไม่ศึกษาให้ครบถ้วนก่อนประกาศกับประชาชน) แต่สำหรับกรณีเรื่องรัฐธรรมนูญ ตนไม่คิดว่าเหตุผลนี้เป็นเหตุผลที่สามารถมาใช้รองรับได้

 

ในเชิงข้อเท็จจริง แนวทางเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดย สสร. และการทำประชามติ ล้วนเป็นประเด็นที่ถูกพิจารณาและถกเถียงกันโดยละเอียดมาอย่างต่อเนื่อง ผ่านกระบวนการที่ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม จนเคยได้ข้อสรุปที่ทุกฝ่ายทางการเมืองเห็นตรงกันมาแล้ว

 

1. ในส่วนของข้อสรุปเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดย สสร.

 

  • ธันวาคม 2562: สภาผู้แทนราษฎรมีการตั้ง ‘คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหา หลักเกณฑ์ และแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560’ ที่มีตัวแทนจากทุกพรรคการเมืองในสภา ณ เวลานั้น และมี พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (ปัจจุบันคือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ) เป็นประธาน

 

  • ธันวาคม 2562 – สิงหาคม 2563: คณะกรรมาธิการดังกล่าวได้ใช้เวลากว่า 8 เดือน ในการศึกษาทุกมาตราของรัฐธรรมนูญ 2560 โดยละเอียด มีรายงาน 600+ หน้า พร้อมกับมีการตั้งคณะอนุกรรมาธิการที่มีหน้าที่ในการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนตลอดกระบวนการ โดยหนึ่งข้อสรุปสำคัญที่คณะกรรมาธิการส่วนใหญ่เห็นชอบตรงกันคือ ‘การให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่’ โดย ‘สภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากประชาชน’

 

  • พฤศจิกายน 2563: ข้อสรุปดังกล่าวจึงถูกแปรมาเป็นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เสนอต่อการพิจารณาของรัฐสภา เพื่อนำไปสู่การมี สสร. มาร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยทั้ง 2 ร่างที่ถูกเสนอ (1 ร่างนำโดย สส. พรรคพลังประชารัฐ และ 1 ร่างนำโดย สส. พรรคเพื่อไทย) ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาในการพิจารณาวาระที่ 1 จากทุกฝ่าย (สส. + สว.) ด้วยคะแนน 88% และ 79% ตามลำดับ และได้ถูกพิจารณาเพิ่มเติมในชั้นกรรมาธิการที่มีตัวแทนจากทั้ง สส. และ สว.

 

  • กุมภาพันธ์ 2564: ในการพิจารณาในวาระ 2 รัฐสภาได้ลงมติร่วมกันเพื่อเห็นชอบให้ สสร. มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด

 

  • มีนาคม 2564: แต่พอเข้าสู่การพิจารณาในวาระ 3 สส. บางพรรคในขั้วรัฐบาล ณ เวลานั้น และ สว. ได้ร่วมกันปัดตกและไม่ลงคะแนนเสียงให้กับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าว โดยส่วนใหญ่ไม่ได้ให้เหตุผลว่าเพราะไม่เห็นด้วยกับการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่เป็นการอ้างว่าพวกเขาตีความคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ 4/2564 ว่าจำเป็นจะต้องทำประชามติเพื่อถามประชาชนว่าเห็นด้วยให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ก่อนจะเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะนำไปสู่ สสร. เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาตั้งแต่วาระที่ 1

 

2. ในส่วนของข้อสรุปเรื่องการทำประชามติ เพื่อริเริ่มการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

 

  • กันยายน 2565: หลังจากการอ้างคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ 4/2564 เพื่อมาปัดตกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่อง สสร. ในปี 2564 พรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทยจึงตัดสินใจเสนอญัตติในสภา โดยอาศัยกลไกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 มาตรา 9 (4) เพื่อให้มีการจัดประชามติดังกล่าว เพื่อนับหนึ่งการเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยเร็ว (โดยมีข้อเสนอพ่วงให้จัดประชามติวันเดียวกับวันเลือกตั้งเพื่อประหยัดงบประมาณ)

 

  • แม้พรรคก้าวไกลยืนยันว่าการจัดประชามติดังกล่าวไม่ได้มีความจำเป็นในเชิงกฎหมาย แต่ในเชิงการเมือง หนทางเดียวที่จะรับประกันว่าข้อเสนอเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดย สสร. จะเป็นข้อเสนอที่ สว. ไม่กล้าปัดตกในรัฐสภา ก็ต่อเมื่อเรามีผลประชามติมายืนยันว่าข้อเสนอดังกล่าวเป็นข้อเสนอที่พี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ต้องการ

 

  • พฤศจิกายน 2565: ญัตติให้จัดประชามติดังกล่าวได้รับความเห็นชอบอย่างเป็นเอกฉันท์จากสภาผู้แทนราษฎร (เห็นด้วย 324 ราย, ไม่เห็นด้วย 0 ราย และงดออกเสียง 1 ราย) ซึ่งได้รับความเห็นชอบจาก สส. ของทุกพรรคหลักที่เข้าประชุม ณ วันนั้น และร่วมรัฐบาล ณ เวลานี้ (พรรคเพื่อไทย, พรรคพลังประชารัฐ และพรรคภูมิใจไทย)

 

  • กุมภาพันธ์ 2566: ญัตติดังกล่าวถูกปัดตกในชั้นวุฒิสภา โดยเหตุผลส่วนหนึ่งที่หยิบยกมาคือข้อกังวลในเชิงปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดประชามติในวันเดียวกับวันเลือกตั้ง

 

  • วันนี้: ครม. มีอำนาจผ่าน พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 มาตรา 9 (2) ที่จะออกมติให้จัดประชามติได้โดยไม่ต้องอาศัยเสียงของ สว. และนับหนึ่งสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดย สสร. ซึ่งเป็นแนวทางที่ทั้งพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทยเคยหาเสียงไว้ก่อนเลือกตั้ง เคยเห็นตรงกันในคณะทำงาน 8 พรรค (สมัยที่จะยังตั้งรัฐบาลด้วยกัน) และถูกย้ำโดยพรรคเพื่อไทยอีกครั้งหลังเลือกตั้งในวันที่พรรคเพื่อไทยแยกทางกับพรรคก้าวไกลเพื่อไปจัดตั้งรัฐบาลปัจจุบัน

 

พริษฐ์กล่าวว่า ที่จำเป็นต้องย้อนรายละเอียดทั้งหมดก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่าเรื่องนี้ถูกพิจารณาถกเถียงกันมายาวนานหลายปีโดยทุกฝ่ายทางการเมืองมีส่วนร่วมมาโดยตลอด ตอนนี้เหลือเพียงการตัดสินใจของ ครม. ว่าจะเดินหน้าต่ออย่างไร

 

“ดังนั้นผมจึงมีความกังวลว่าการตั้งคณะกรรมการศึกษาขึ้นมาอีกชุดจะไม่ได้นำไปสู่การที่เราได้รับทราบมุมมองอะไรที่เพิ่มเติมอย่างมีนัยสำคัญจากที่เคยถูกแสดงมาหมดแล้ว แต่อาจมีวัตถุประสงค์ของการ ‘ยื้อเวลา-ย้อนหลักการ-ยอมต่ออำนาจเดิม’ โดยหากรัฐบาลต้องการยืนยันว่าข้อกังวลผมไม่เป็นจริง ผมมีข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลว่าสามารถชี้แจงรายละเอียดอะไรเพิ่มเติมได้บ้างเพื่อคลายข้อกังวลดังกล่าวที่ผมมี (และประชาชนบางส่วนอาจมีเช่นกัน)”

 

1. ยื้อเวลา

 

  • ข้อกังวล: ในเมื่อการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดย สสร. อาจต้องอาศัยกระบวนการที่ประชาชนต้องเข้าคูหาถึง 4 ครั้ง (ประชามติ #1 + ประชามติ #2 + เลือกตั้ง สสร. + ประชามติ #3) ซึ่งอาจใช้เวลารวมกันถึง 2-3 ปีขึ้นไปกว่าจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ฉบับใหม่ บังคับใช้ การติดกระดุมเม็ดแรกผ่านการจัดทำประชามติ #1 โดยเร็ว จึงเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วน เพื่อลดความเสี่ยงที่รัฐบาลจะไม่สามารถดำเนินการให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้เสร็จก่อนการเลือกตั้งครั้งถัดไป

 

  • ข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล (เพื่อคลายข้อกังวล): รัฐบาลควรชี้แจงถึงกรอบระยะเวลาการทำงานของคณะกรรมการศึกษานี้ว่าจะได้ข้อสรุปภายในเมื่อไร

 

2. ย้อนหลักการ

 

  • ข้อกังวล: คณะกรรมการศึกษาชุดนี้อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือและข้ออ้างในการย้อนหลักการสำคัญที่เคยได้ข้อสรุปร่วมกันมาก่อนแล้ว ไม่ว่าจะเป็น

1) จุดยืนเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (ที่ไม่ใช่แค่แก้ไขรายมาตรา) และ

2) จุดยืนเรื่องการจัดทำฉบับใหม่โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญที่ควรมาจากการเลือกตั้ง (ที่ไม่ใช่การจัดทำโดย สสร. ที่มีส่วนผสมของการแต่งตั้ง หรือโดยรัฐสภาเองที่ ⅓ ประกอบไปด้วย สว. แต่งตั้ง)

 

  • ข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล (เพื่อคลายข้อกังวล): รัฐบาลควรระบุให้ชัดถึง ‘กรอบ’ (Scope) การทำงานของคณะกรรมการศึกษา ว่าจะเป็นเพียงการศึกษาในประเด็นรายละเอียดและการนำเสนอทางเลือกต่างๆ ที่ไม่ขัดต่อ 2 หลักการสำคัญที่เคยได้ข้อสรุปร่วมกันไปแล้ว (ร่างฉบับใหม่ และโดย สสร. เลือกตั้ง)

 

3. ยอมต่ออำนาจเดิม

 

  • ข้อกังวล: การตั้งคณะกรรมการศึกษาชุดนี้อาจเป็นการเปิดช่องให้เครือข่ายอำนาจเดิมที่มีผลงานในการขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้ามาแทรกแซงและสกัดกั้นการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มีความชอบธรรมทางประชาธิปไตย ข้อสังเกตที่น่ากังวลคือการออกมารับลูกโดย สว. ท่านหนึ่งที่เห็นชอบกับแนวทางการตั้งคณะกรรมการศึกษาของรัฐบาล และพยายามชี้นำไม่ให้องค์ประกอบของคณะกรรมการดังกล่าวมีสัดส่วนของ ‘กลุ่มที่เห็นต่าง’ ซึ่งอาจสอดคล้องกับคำเตือนที่ผมได้อภิปรายในรัฐสภาเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (12 กันยายน) ว่าอาจมีความพยายามของกลุ่มอำนาจเดิม ที่จะ ‘ล็อกสเปก’ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (หากมีการจัดทำใหม่) ผ่านการล็อกสเปกตั้งแต่คนที่จะมาจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ หรือแม้กระทั่งย้อนมาถึงการล็อกสเปก ‘คณะกรรมการศึกษาชุดนี้’

 

  • ข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล (เพื่อคลายข้อกังวล): รัฐบาลควรระบุให้ชัดถึงองค์ประกอบและกระบวนการทำงานของคณะกรรมการศึกษาชุดนี้ เพื่อให้ความมั่นใจว่าความเห็นที่ถูกรับฟังจะเป็นความเห็นที่รอบด้านและเป็นไปตามสัดส่วนของความเห็นที่มีอยู่ในสังคมจริงๆ

 

“พรรคก้าวไกลยังคงยืนยันว่าหากไม่อยากให้มีการยื้อเวลา ย้อนหลักการ หรือยอมต่ออำนาจเดิม ทางออกที่เรียบง่ายที่สุดคือการที่ ครม. ออกมติให้เดินหน้าจัดทำประชามติเพื่อสอบถามประชาชนว่าเห็นด้วยหรือไม่กับหลักการของการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดย สสร. เลือกตั้ง เพราะหากประชาชนทั่วประเทศเห็นชอบอย่างท่วมท้น ผลประชามติและเจตจำนงของประชาชนจะเป็นอาวุธที่สำคัญและชอบธรรมที่สุดในการฝ่าฟันแรงเสียดทานจากเครือข่ายอำนาจเดิมและเดินหน้าสู่การมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มีความชอบธรรมทางประชาธิปไตย”

The post ยื้อเวลา-ย้อนหลักการ-ยอมต่ออำนาจเดิม พริษฐ์ชี้ เรื่องรัฐธรรมนูญถกเถียงมายาวนานแล้ว แนะรัฐบาลควรมีกรอบเวลาชัด เดินหน้าสู่วันประชามติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภูมิธรรมเผย ครม. วันนี้หารือแก้รัฐธรรมนูญเป็นวาระแรก ย้ำต้องรีบดำเนินการอย่างเร็วที่สุด https://thestandard.co/will-discuss-amending-the-constitution/ Wed, 13 Sep 2023 03:07:47 +0000 https://thestandard.co/?p=841025 ภูมิธรรม เวชยชัย

วันนี้ (13 กันยายน) ที่ทำเนียบรัฐบาล ภูมิธรรม เวชยชัย ร […]

The post ภูมิธรรมเผย ครม. วันนี้หารือแก้รัฐธรรมนูญเป็นวาระแรก ย้ำต้องรีบดำเนินการอย่างเร็วที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภูมิธรรม เวชยชัย

วันนี้ (13 กันยายน) ที่ทำเนียบรัฐบาล ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ถึงวาระการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรกในวันนี้ จะมีเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ว่า จะเข้าเป็นวาระแรกในวันนี้ ส่วนรายละเอียดต้องดูอีกทีหนึ่ง ตามที่ตนได้อภิปรายไปเมื่อวันที่ 12 กันยายนที่ผ่านมา ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญและต้องจัดการโดยเร็วที่สุด แต่กระบวนการจะเป็นอย่างไรนั้น เป็นเรื่องที่หลายส่วนมีความคิดเห็นแตกต่างกัน และมีความขัดแย้ง เราไม่อยากให้กระบวนการแก้รัฐธรรมนูญติดขัดเหมือนที่เคยทำกันมา ฉะนั้น เราจะทำให้สามารถแก้เรื่องต่างๆ ได้เลย 

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า จะให้มีการทำประชามติก่อนใช่หรือไม่ ภูมิธรรมกล่าวว่า ก็เอาเรื่องนี้เข้าไปหารือกัน และทำกระบวนการต่างๆ ในส่วนของการทำประชามติให้เร็วที่สุด ซึ่งการทำประชามติเป็นเรื่องที่เกิดตามกระบวนการ ที่เราต้องขจัดความขัดแย้งและแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้เร็วที่สุด โดยจะมีการหารือในรายละเอียดกันอีกครั้งหนึ่ง ส่วนงบประมาณที่จะใช้ทำประชามตินั้น เดี๋ยวไปคุยว่าจะทำแบบไหน และทำอย่างไร 

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า การแก้รัฐธรรมนูญถือว่าเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนใช่หรือไม่ ภูมิธรรมกล่าวว่า ละเอียดอ่อน เพราะหากดูจากรัฐบาลที่แล้ว จะเห็นว่ามีวาระเรื่องนี้เข้าสภาอยู่หลายครั้งก็ไม่ผ่านความเห็นชอบ ผ่านเพียงฉบับเดียว และมีความขัดแย้งเกิดขึ้นจนถึงขั้นที่จะต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ว่าอำนาจหน้าที่อยู่ตรงไหน และอะไรที่ทำได้หรือทำไม่ได้ แม้กระทั่งจะเข้าสู่กระบวนการทำประชามติ แต่ในครั้งที่แล้วก็ยังมีการเสนอที่แตกต่างกัน บางพรรคก็เสนอให้ทำ 4 รอบ บางพรรคก็เสนอให้ทำ 2 รอบ ก็ต้องไปดูไม่ให้ขัดกฎหมาย เพื่อให้สามารถทำประชามติได้ เมื่อถามต่อว่า คาดการณ์ไว้หรือไม่ว่าจะใช้งบประมาณจำนวนเท่าไร ภูมิธรรมกล่าวว่า ไม่ใช้งบประมาณมากจนเกินไป 

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ได้คุยกันหรือไม่ว่าจะใช้เวลาแก้ไขรัฐธรรมนูญนานเท่าไร ภูมิธรรมกล่าวว่า ยังไม่ได้คุย จะมีการพูดคุยในวันนี้ว่าจะมีรายละเอียดอย่างไร

 

เมื่อผู้สื่อถามถึงการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) มีความเป็นไปได้หรือไม่ ภูมิธรรมกล่าวว่า เดี๋ยวต้องหารือกัน ทำอย่างไรก็ได้ให้ไปสู่ความสำเร็จและเกิดรัฐธรรมนูญใหม่ หลีกเลี่ยงความขัดแย้งและความเห็นต่างที่จะสร้างปัญหาในอนาคตให้ได้มากที่สุด

The post ภูมิธรรมเผย ครม. วันนี้หารือแก้รัฐธรรมนูญเป็นวาระแรก ย้ำต้องรีบดำเนินการอย่างเร็วที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยภักดีค้านแก้รัฐธรรมนูญด้วยการตั้ง สสร. ขอพรรคร่วมเดิมทบทวนจุดยืนร่วมรัฐบาลเพื่อไทย ชี้เป็นการเปิดโอกาสแก้ทุกหมวด ทุกมาตรา https://thestandard.co/thai-phakdi-party-18082023/ Sat, 19 Aug 2023 03:06:23 +0000 https://thestandard.co/?p=830973 พรรคไทยภักดี

วานนี้ (18 สิงหาคม) พรรคไทยภักดีออกแถลงการณ์ผ่านเฟซบุ๊ก […]

The post ไทยภักดีค้านแก้รัฐธรรมนูญด้วยการตั้ง สสร. ขอพรรคร่วมเดิมทบทวนจุดยืนร่วมรัฐบาลเพื่อไทย ชี้เป็นการเปิดโอกาสแก้ทุกหมวด ทุกมาตรา appeared first on THE STANDARD.

]]>
พรรคไทยภักดี

วานนี้ (18 สิงหาคม) พรรคไทยภักดีออกแถลงการณ์ผ่านเฟซบุ๊ก คัดค้านการแก้รัฐธรรมนูญทุกหมวด ทุกมาตรา ของพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกล ด้วยการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) รวมถึงเรียกร้องให้พรรคภูมิใจไทย พรรคพลังประชารัฐ และพรรครวมไทยสร้างชาติ ทบทวนจุดยืนร่วมรัฐบาลพรรคเพื่อไทยอย่างไม่มีเงื่อนไข โดยระบุข้อความว่า 

 

ดังปรากฏต่อสาธารณะดังคำชี้แจงของพรรครวมไทยสร้างชาติว่าจะเข้าร่วมรัฐบาลพรรคเพื่อไทยโดยปราศจากเงื่อนไข และแนวทางดังกล่าวก็คงเป็นแนวทางเดียวกันกับพรรคร่วมรัฐบาลเดิมที่จะเข้าร่วมรัฐบาลเพื่อไทย เช่น พรรคภูมิใจไทย พรรคพลังประชารัฐ พรรคชาติไทยพัฒนานั้น

 

พรรคไทยภักดีขอให้พรรคร่วมรัฐบาลเดิมทบทวนจุดยืนดังกล่าวอย่างเร่งด่วน เพราะการเข้าร่วมรัฐบาลพรรคเพื่อไทยโดยปราศจากเงื่อนไข อาจเปิดช่องให้เกิดการแก้รัฐธรรมนูญใหม่ทุกหมวด ทุกมาตรา โดย สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งจะนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงในสังคมไทยยิ่งกว่าการแก้กฎหมายมาตรา 112 ของพรรคก้าวไกลด้วยซ้ำ

 

ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยได้แถลงในวันที่ 2 สิงหาคม 2566 ว่า

 

  1. การแก้รัฐธรรมนูญเป็นวาระแห่งชาติ
  2. การแก้รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องเร่งด่วน จะนำเข้า ครม. ในการประชุม ครม. ครั้งแรก
  3. การแก้รัฐธรรมนูญดำเนินการโดย สสร.
  4. การแก้รัฐธรรมนูญจะให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเลือก สสร.
  5. แก้รัฐธรรมนูญเสร็จ ยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชนทันที

 

ขณะเดียวกัน โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชนหรือ iLaw องค์กร NGO ที่รับเงินต่างชาติกับพรรคก้าวไกล คณะก้าวหน้า ได้เริ่มเคลื่อนไหวทั้งในและนอกสภาเพื่อขอทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญโดย สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง 100% และแก้รัฐธรรมนูญทุกหมวด ทุกมาตรา

 

ดังนั้นการแก้รัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยกับการรณรงค์เพื่อแก้รัฐธรรมนูญของพรรคก้าวไกลและเครือข่าย NGO ที่มีต่างชาติหนุนหลัง แม้จะเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระกัน แต่สามารถบรรจบกันและนำไปสู่เป้าหมายอันเป็นอันตรายได้นั่นคือการแก้ไขหมวด 1 และหมวด 2 ซึ่งเป็นเรื่องที่จะนำไปสู่ความแตกแยกของสังคมมากกว่าการเสนอแก้กฎหมายมาตรา 112 และหากทำสำเร็จก็จะอ้างว่าเป็นมติของประชาชนต้องการให้เป็นเช่นนั้น

 

พรรคร่วมรัฐบาลเดิมทุกพรรคเคยประกาศจะปกป้องสถาบันหลักของชาติ ทั้งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ โดยไม่ร่วมงานกับพรรคที่จะแก้มาตรา 112 มาแล้วนั้น ย่อมมิอาจร่วมรัฐบาลพรรคเพื่อไทยโดยปราศจากเงื่อนไขใดๆ ได้ เพราะจะเป็นการร่วมสมยอมให้พรรคเพื่อไทยแก้รัฐธรรมนูญโดย สสร. และเปิดช่องให้พรรคก้าวไกลสามารถแก้รัฐธรรมนูญได้ทุกหมวด ทุกมาตรา นำไปสู่การล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์และแบ่งแยกประเทศไทย

 

แต่ต้องกำหนดเงื่อนไขที่ชัดเจนว่า การแก้รัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยต้องไม่แตะต้องหมวด 1 และหมวด 2 โดยเด็ดขาด และควรเป็นการแก้ไขรายมาตราที่เห็นว่าเป็นปัญหา เพื่อไม่ให้กลุ่มการเมืองที่ไม่หวังดีและคิดเปลี่ยนแปลง ประกาศล้มล้างสถาบันหลักของชาติ สามารถใช้เป็นช่องทางในการเคลื่อนไหวใดๆ ของตนได้ โปรดพิจารณาด้วยความรักต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

The post ไทยภักดีค้านแก้รัฐธรรมนูญด้วยการตั้ง สสร. ขอพรรคร่วมเดิมทบทวนจุดยืนร่วมรัฐบาลเพื่อไทย ชี้เป็นการเปิดโอกาสแก้ทุกหมวด ทุกมาตรา appeared first on THE STANDARD.

]]>
เพื่อไทยพร้อมเปิดทางเลือกตั้ง สสร. ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หากได้ตั้งรัฐบาลฟื้นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์บรรจุในรัฐธรรมนูญ https://thestandard.co/pheu-thai-new-constitution/ Thu, 30 Mar 2023 10:27:05 +0000 https://thestandard.co/?p=770889 เพื่อไทย รัฐธรรมนูญฉบับใหม่

วันนี้ (30 มีนาคม) คณะกรรมการด้านประชาธิปไตย กระบวนการย […]

The post เพื่อไทยพร้อมเปิดทางเลือกตั้ง สสร. ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หากได้ตั้งรัฐบาลฟื้นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์บรรจุในรัฐธรรมนูญ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เพื่อไทย รัฐธรรมนูญฉบับใหม่

วันนี้ (30 มีนาคม) คณะกรรมการด้านประชาธิปไตย กระบวนการยุติธรรม และความเสมอภาคเท่าเทียม พรรคเพื่อไทย นำโดย ชัยเกษม นิติสิริ​​ ประธานกรรมการด้านยุทธศาสตร์และทิศทางการเมือง พรรคเพื่อไทย และประธานกรรมการด้านประชาธิปไตย กระบวนการยุติธรรม และความเสมอภาคเท่าเทียม พรรคเพื่อไทย และ ชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และรองประธานกรรมการด้านประชาธิปไตย กระบวนการยุติธรรม และความเสมอภาคเท่าเทียม พรรคเพื่อไทย 

 

โดยมีการสรุปมติของประชุม 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ 

 

  1. ที่ประชุมมีมติว่า หากพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งได้จัดตั้งรัฐบาล จะเร่งดำเนินการให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน โดยคณะรัฐมนตรีมีมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรีให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยให้มีการทำประชามติเพื่อสอบถามความเห็นของพี่น้องประชาชนก่อน 

 

  1. จะฟื้นฟูศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยการบรรจุเรื่องนี้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในรัฐบาลพรรคเพื่อไทย หลังจากศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เคยบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญปี 2540 เมื่อถูกรัฐประหาร ไม่มีการบรรจุเรื่องนี้ในรัฐธรรมนูญฉบับต่อมาอีกเลย ทั้งนี้ เพื่อเป็นหลักประกันในสิทธิเสรีภาพและการใช้ชีวิตของพี่น้องประชาชนตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และวิธีปฏิบัติ หากเรื่องใดที่ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ต้องได้รับการแก้ไข ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ถือเป็นเรื่องใหญ่ของพรรคเพื่อไทย เพราะถือเป็นหลักประกันให้กับพี่น้องประชาชนว่า บุคคลใดจะละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่นไม่ได้

 

  1. ศึกษาโครงสร้างที่ทำให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำ เพื่อให้เกิดความเสมอภาคเท่าเทียม เพราะขณะนี้ความเหลื่อมล้ำเป็นเรื่องใหญ่ในทางกฎหมาย และในทางปฏิบัติ ความเหลื่อมล้ำเป็นหนึ่งในหลักนิติธรรม (Rule of Law) รวมถึงการเลือกปฏิบัติ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ต้องมีการยกเลิก แก้ไข ปรับปรุงอย่างเร่งด่วน

 

  1. จะปรับปรุงแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หรือ ป.วิ.อาญาฯ เพื่อให้เป็นหลักประกันประชาชนในสิทธิเสรีภาพ โดยสิทธิการประกันตัวต้องเป็นหลักการ ไม่ให้ประกันตัวต้องเป็นข้อยกเว้นที่เขียนไว้โดยชัดเจนว่าไม่ให้ประกันตัวในเรื่องใดบ้าง ควรละเว้นการใช้ดุลยพินิจที่กว้างขวาง โดยเราจะหลีกเลี่ยงการเขียนกฎหมายที่ตีความได้กว้างขวาง เพราะที่ผ่านมาประชาชนต้องเผชิญกับการถูกคุมขังในศาลโดยไม่ได้รับการประกันจากการใช้เหตุผลและดุลยพินิจที่กว้างขวาง

 

ชัยเกษมกล่าวว่า คณะกรรมการชุดนี้มีความเห็นว่า 8 ปีที่ผ่านมา ประชาชนมีความรู้สึกอย่างไรต่อการบังคับใช้กฎหมายที่รังแกประชาชนเป็นอย่างมาก จึงมีความเห็นว่าต้องมีการฟื้นฟูกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อปกป้องพี่น้องประชาชนให้เกิดความเสมอภาคเท่าเทียม และเปลี่ยนโครงสร้างกฎหมายให้ความเหลื่อมล้ำจางไป โดยเฉพาะหลักนิติธรรม (Rule of Law) หลักประชาธิปไตย และการจับกุมคุมขัง 

 

คณะกรรมการมีความเห็นพ้องตรงกันว่า ประชาธิปไตยในไทยมีปัญหา เพราะมีรัฐธรรมนูญที่มาจากผลพวงของการยึดอำนาจที่ประชาชนไม่เห็นชอบ หรือรัฐธรรมนูญสืบทอดอำนาจ รัฐธรรมนูญมีความสำคัญมาก ถือเป็นพื้นฐานของการปกครองของประเทศ หากมีรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่มีทางที่ประเทศไทยจะเป็นประชาธิปไตยได้   

 

พรรคเพื่อไทยมีความพยายามมาเป็นเวลานานในการผลักดันให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จาก สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เมื่อนำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบแล้ว แต่วุฒิสภาไม่เห็นด้วย จึงนำมาสู่ข้อยุติของคณะกรรมการชุดนี้ในวันนี้  

 

สำหรับมติที่ประชุมในวันนี้จะเป็นนโยบายที่ใช้ในการหาเสียงของพรรคเพื่อไทย

 

“ถ้าเราได้จัดตั้งรัฐบาล ไม่ต้องห่วง ทุกสิ่งที่เป็นเรื่องเร่งด่วน ทุกเรื่องที่เราออกมา ไม่ใช่เราคิดเอง เพราะเราได้รับการร้องเรียนจากประชาชน เรารวบรวมมาเป็นนโยบายเพื่อนำไปสู่การแก้ไขต่อไป” ชัยเกษมกล่าว  

 

ด้าน ภูมิธรรม เวชยชัย​​ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และกรรมการด้านประชาธิปไตย กระบวนการยุติธรรม และความเสมอภาคเท่าเทียม พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า รัฐธรรมนูญถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานของการบังคับใช้กฎหมาย หากสามารถแก้ที่โครงสร้างรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยได้ จะเป็นการสร้างพื้นฐานในการปรับในเรื่องอื่น ประมวลกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับต่างๆ ขัดต่อหลักการขั้นพื้นฐานจะถูกปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมหรือยกเลิก ขึ้นอยู่กับสถานภาพของกฎหมายต่างๆ อีกครั้ง รัฐธรรมนูญเป็นหลักการที่คลุมทั้งหมด ส่วนในรายละเอียดจะมีการศึกษาต่อไป  

 

ทั้งนี้ ภารกิจของเพื่อไทยในสถานการณ์ปัจจุบัน ประชาชนต้องการการเปลี่ยนแปลง ผู้ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้คือประชาชน ส่วนพรรคเพื่อไทยเป็นเครื่องมือและกลไกที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง ตอนนี้ปัญหาสำคัญของพี่น้องประชาชนกำลังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจ กฎ ระเบียบ ที่ทำลายสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน เป็นปัญหาเร่งด่วน ที่เราจะทำควบคู่กันไป พรรคเพื่อไทยจำเป็นต้องวางนโยบายหลักไว้ให้ผู้ที่เห็นด้วย เข้ามาร่วมอุดมการณ์กับเรา และเราพร้อมทำทันที

 

“เราคิดอะไร เราจะทำทันทีเมื่อเป็นรัฐบาล หลายเรื่องเป็นปัญหาเร่งด่วน เพื่อให้ประเทศมีหลัก Rule of Law การปกครองประเทศต้องมีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย และจะเป็นแนวปฏิบัติไปสู่เรื่องอื่นๆ ทั้งหมด” ภูมิธรรมกล่าว 

 

ส่วน นพดล ปัทมะ รองประธานกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคเพื่อไทย และกรรมการด้านประชาธิปไตย กระบวนการยุติธรรม และความเสมอภาคเท่าเทียม พรรคเพื่อไทย  กล่าวว่า หลักการ 4 เรื่องถือเป็นนโยบายเบื้องต้น เป็นงานที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยประกาศถึงความมุ่งมั่นของพรรค เหรียญมีสองด้านเสมอ ปัญหาของประเทศมีทั้งปัญหาสังคมและเศรษฐกิจ ด้านของการสร้างประชาธิปไตยและกระบวนการยุติธรรม การสร้างความเท่าเทียมและลดความเหลื่อมล้ำล้วนมีความสำคัญ หลักการข้างต้นที่ได้ประกาศนี้ไม่ใช่เพื่อการเลือกตั้งเท่านั้น แต่เพื่อการบริหารประเทศในนามของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย

The post เพื่อไทยพร้อมเปิดทางเลือกตั้ง สสร. ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หากได้ตั้งรัฐบาลฟื้นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์บรรจุในรัฐธรรมนูญ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก้าวไกลผิดหวัง ส.ว. ปัดตกทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เผยแจงทุกข้อสงสัยแล้ว แต่ไม่ปรากฏในรายงานของวุฒิสภา https://thestandard.co/move-forward-party-disappointment/ Tue, 21 Feb 2023 09:40:51 +0000 https://thestandard.co/?p=753488

วันนี้ (21 กุมภาพันธ์) ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภา […]

The post ก้าวไกลผิดหวัง ส.ว. ปัดตกทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เผยแจงทุกข้อสงสัยแล้ว แต่ไม่ปรากฏในรายงานของวุฒิสภา appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (21 กุมภาพันธ์) ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) กรุงเทพมหานคร เขตบางแค พรรคก้าวไกล และ พริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้จัดการการสื่อสารและการรณรงค์นโยบาย พรรคก้าวไกล แถลงข่าวภายหลังที่ประชุมสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) มีมติไม่เห็นด้วยต่อญัตติที่ขอให้ส่งเรื่องให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ทำประชามติจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

 

ณัฐพงษ์กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยและค่อนข้างผิดหวังกับผลการลงมติ ในฐานะผู้เสนอญัตติเห็นว่าหลายข้อห่วงใยของคณะกรรมาธิการศึกษาฯ ของวุฒิสภาชุดนี้ ตนและ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส. จังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ได้ตอบทุกข้อสงสัยอย่างครบถ้วน แต่กลับไม่ปรากฏความเห็นในเล่มรายงานนี้เลย ทำให้เชื่อได้ว่ากรรมาธิการชุดนี้อาจไม่ได้ทำการศึกษาอย่างตรงไปตรงมา

 

ไม่ว่าจะเป็นการอ้างว่าญัตตินี้ไม่มีการตีกรอบเนื้อหาในการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งวันนี้ ส.ว. หลายคนก็ได้อภิปรายอย่างถูกต้องว่าญัตตินี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกรอบเนื้อหาการแก้ไข เพราะจะเป็นกระบวนการต่อไปที่ต้องยกร่างแก้ไขในมาตรา 256 หรือข้อกังวลเรื่องการจัดประชามติในวันเดียวกับวันเลือกตั้ง ซึ่งตนชี้แจงไปแล้วว่าเป็นเพียงข้อเสนอของสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น ไม่ได้เป็นการบังคับ

 

อย่างไรก็ตาม ขอขอบคุณ ส.ว. ที่ลงมติเห็นด้วย แม้บางส่วนยังไม่เห็นด้วยกับการยกร่างใหม่ทั้งฉบับ แต่ถ้า ส.ว. เชื่อในอำนาจสูงสุดของประชาชนก็ต้องไม่ขัดขวางในญัตติดังกล่าว

 

ด้านพริษฐ์กล่าวว่า การลงมติวันนี้เป็นอีกครั้งที่พิสูจน์ให้เห็นว่าวุฒิสภาชุดปัจจุบันเป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมามีการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญถึง 26 ร่าง มีเพียงร่างเดียวที่ผ่านไปได้ เหตุผลสำคัญคือการกำหนดเงื่อนไขว่าต้องได้เสียงเห็นชอบ 1 ใน 3 ของ ส.ว. แต่ครั้งนี้น่าผิดหวังกว่าเดิม เพราะย้อนไปเดือนพฤศจิกายน 2563 ส.ว. เคยลงมติเห็นชอบในวาระรับหลักการญัตติตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) มาร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งการลงมติในวันนี้ขัดกับการลงมติในครั้งนั้น

 

“ส.ว. บางคนกังวลว่าการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเป็นระเบิดเวลาและนำไปสู่ความขัดแย้ง แต่ผมยืนยันการไปต่อกับรัฐธรรมนูญ 2560 นี่แหละคือระเบิดเวลา เพราะไม่มีที่มาที่ยึดโยงกับประชาชน ไม่มีกติกาที่มีเจตนาจะเป็นกลางต่อทุกฝ่าย” พริษฐ์กล่าว

 

พริษฐ์กล่าวต่อไปว่า มี 3 ช่องทางที่สามารถจัดประชามติทำรัฐธรรมนูญใหม่และเป็นวิธีที่ถูกรับรองโดย พ.ร.บ.ประชามติ พ.ศ. 2564 ได้แก่ ช่องทางที่ 1 การเข้าชื่อประชาชน 50,000 รายชื่อ เพื่อยื่นไปยัง ครม. ซึ่งปัจจุบันการรณรงค์แคมเปญ RESET Thailand ได้รายชื่อครบแล้ว และอยู่ในขั้นตอนรอการตรวจสอบรายชื่อของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งมีข้อติดขัดคือ กกต. ต้องการตรวจสอบเอกสารว่าตรงกับระเบียบ กกต. หรือไม่ จึงขอฝากให้ กกต. ไม่สกัดกั้น ไม่ทำให้กระบวนการล่าช้า

 

ช่องทางที่ 2 หาก ครม. เห็นชอบให้มีการจัดทำประชามติก็สามารถทำได้เลย ซึ่งตนมองไม่เห็นว่าการจัดทำประชามติจะมีปัญหาอะไร ส.ส. รัฐบาลก็โหวตเห็นชอบให้มีการจัดประชามติ จึงอยากฝากไปยังรัฐบาลว่าสามารถทำได้เลย

 

และช่องทางที่ 3 หาก 2 ช่องทางนี้ยังไม่สำเร็จ ความหวังสุดท้ายคือหากพรรคก้าวไกลได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนให้เป็นรัฐบาล ครม. ก้าวไกล พร้อมจัดทำประชามติเพื่อถามประชาชนว่าเห็นด้วยหรือไม่ให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับโดย สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง ภายใน 100 วันแรกแน่นอน

The post ก้าวไกลผิดหวัง ส.ว. ปัดตกทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เผยแจงทุกข้อสงสัยแล้ว แต่ไม่ปรากฏในรายงานของวุฒิสภา appeared first on THE STANDARD.

]]>
มติ ส.ว. ไม่เห็นชอบให้ทำประชามติตั้ง สสร. ทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ห่วงล้มฉบับเดิม และอาจใช้งบสูง 1.5 หมื่นล้านบาท https://thestandard.co/sen-disapproves-ssr/ Tue, 21 Feb 2023 08:13:28 +0000 https://thestandard.co/?p=753380 รัฐธรรมนูญใหม่

วันนี้ (21 กุมภาพันธ์) ที่ประชุมวุฒิสภาพิจารณาเรื่องด่ว […]

The post มติ ส.ว. ไม่เห็นชอบให้ทำประชามติตั้ง สสร. ทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ห่วงล้มฉบับเดิม และอาจใช้งบสูง 1.5 หมื่นล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐธรรมนูญใหม่

วันนี้ (21 กุมภาพันธ์) ที่ประชุมวุฒิสภาพิจารณาเรื่องด่วน การพิจารณาให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบ ผลการลงมติของสภาผู้แทนราษฎรในญัตติที่ฝ่ายค้านเสนอให้ทำประชามติความเห็นประชาชนต่อการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่พร้อมกับการเลือกตั้ง หลังสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.)  ได้อภิปรายกันอย่างกว้างขวาง โดยมีทั้งฝ่ายที่เห็นชอบและไม่เห็นชอบกับญัตติดังกล่าว

 

สมชาย แสวงการ ส.ว. ในฐานะประธานกรรมาธิการสามัญพิจารณาญัตติดังกล่าว ได้กล่าวชี้แจงข้อซักถามของสมาชิกต่อญัตติให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) จัดทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยย้ำว่าญัตติที่ฝ่ายค้านเสนอมานั้น ไม่ใช่การเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เสนอให้ล้มฉบับเดิม แล้วร่างใหม่ทั้งฉบับโดยไม่มีกรอบใดๆ จะตัดเอามาตราใดออกไปก็ได้

 

พร้อมกันนั้น ตนได้ฟังคำชี้แจงจากทั้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นผู้เสนอญัตตินี้มา ก็ล้วนยืนยันว่าต้องทำประชามติทั้งหมด 3 ครั้ง งบประมาณเบ็ดเสร็จที่ต้องใช้อาจถึง 15,000 ล้านบาทจนจบกระบวนการ

 

สมชายยังชี้แจงด้วยว่า คำถามประชามติที่แนบท้ายญัตติมานั้น มีการกล่าวถึงสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อน อีกทั้งรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ไม่ได้เอ่ยถึง สสร. เลย คำถามแนบท้ายดังกล่าวนี้จึงอาจเข้าข่ายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญเอง จนอาจเป็นเหตุให้ ครม. ไม่สามารถดำเนินการทำประชามติได้

 

ท้ายที่สุดที่ประชุมวุฒิสภามีมติไม่เห็นชอบต่อญัตติให้ ครม. จัดทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วยคะแนนเสียงเห็นด้วย 11 เสียง ไม่เห็นด้วย 157 เสียง งดออกเสียง 13 เสียง และไม่ได้ลงคะแนน 1 เสียง เท่ากับที่ประชุมวุฒิสภาไม่เห็นชอบให้รัฐสภาส่งญัตติเสนอการออกเสียงประชามติเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้ ครม. ดำเนินการ

The post มติ ส.ว. ไม่เห็นชอบให้ทำประชามติตั้ง สสร. ทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ห่วงล้มฉบับเดิม และอาจใช้งบสูง 1.5 หมื่นล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ย้อนรอย – เปรียบเทียบ สสร. การเมืองแบบไหนที่จะได้เห็นเมื่อต้องแก้รัฐธรรมนูญ – THE STANDARD Daily 31 ส.ค. 2563 https://thestandard.co/thestandarddaily31082563/ Tue, 01 Sep 2020 01:01:49 +0000 https://thestandard.co/?p=393398

THE STANDARD Daily ประจำวันที่ 31 สิงหาคม 2563&nbs […]

The post ชมคลิป: ย้อนรอย – เปรียบเทียบ สสร. การเมืองแบบไหนที่จะได้เห็นเมื่อต้องแก้รัฐธรรมนูญ – THE STANDARD Daily 31 ส.ค. 2563 appeared first on THE STANDARD.

]]>

THE STANDARD Daily ประจำวันที่ 31 สิงหาคม 2563  เวลา 19.00

 

  • สภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. ชื่อนี้เริ่มเป็นที่ได้ยินมากขึ้น หลังม็อบกลุ่มต่างๆ รวมพลังกดดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง โดยมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีส่วนร่วมของภาคประชาชนเป็นหนึ่งในข้อเรียกร้องสำคัญ
  • THE STANDARD Daily จับมือสถาบันพระปกเกล้า โดย ชมพูนุท ตั้งถาวร นักวิชาการผู้ชำนาญการ สำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา พาย้อนไปดูที่มาความหมายในแต่ละช่วงเวลาแห่งการก่อร่างสร้างรัฐธรรมนูญและวิเคราะห์ความน่าจะเป็นทางการเมือง หาก สสร. เกิดขึ้นได้จริง ข้อเรียกร้องต่างๆ ที่ผ่านการต่อสู้ทางกระบวนการจะคงความแหลมคมได้แค่ไหน

 

สามารถติดตาม THE STANDARD Daily ได้เป็นประจำทุกวันจันทร์พฤหัส เวลา 19.00 . เป็นต้นไป ที่ Facebook Live และ Youtube Live ของ thestandardth

The post ชมคลิป: ย้อนรอย – เปรียบเทียบ สสร. การเมืองแบบไหนที่จะได้เห็นเมื่อต้องแก้รัฐธรรมนูญ – THE STANDARD Daily 31 ส.ค. 2563 appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิปรัฐบาลเคาะร่างแก้ รธน. เตรียมยื่นประธานรัฐสภา เผยโครงสร้าง สสร. 200 คน เลือกตั้ง 150 คน คัดเลือก 50 คน https://thestandard.co/government-whipping-decide-on-constitution-fixing-plan/ Mon, 31 Aug 2020 08:17:23 +0000 https://thestandard.co/?p=393191 พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ ส.ส. กรุงเทพมหานคร เขต 2

วันนี้ (31 สิงหาคม) พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ ส.ส. กรุงเทพมห […]

The post วิปรัฐบาลเคาะร่างแก้ รธน. เตรียมยื่นประธานรัฐสภา เผยโครงสร้าง สสร. 200 คน เลือกตั้ง 150 คน คัดเลือก 50 คน appeared first on THE STANDARD.

]]>
พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ ส.ส. กรุงเทพมหานคร เขต 2

วันนี้ (31 สิงหาคม) พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ ส.ส. กรุงเทพมหานคร เขต 2 และโฆษกพรรคพลังประชารัฐ เปิดเผยว่าที่ประชุมวิปรัฐบาลเห็นชอบเตรียมยื่นร่างพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญฯ ต่อ ชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ในวันที่ 1 กันยายนนี้ โดยคาดว่าจะเข้าสู่วาระการพิจารณาของที่ประชุมรัฐสภาในวันที่ 23-24 กันยายนนี้ พร้อมเห็นชอบตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร.

 

ทั้งนี้ ในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาล ได้เห็นชอบในหลักการร่วมกัน โดยพรรคพลังประชารัฐ แกนนำจัดตั้งรัฐบาล ขอยืนยันในหลักการไม่แก้ไขในหมวด 1 และหมวด 2 พร้อมขอให้ประชาชนเชื่อมั่นต่อกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านระบบรัฐสภา ที่ยึดถือหลักสิทธิ เสรีภาพ และความอยู่ดีมีสุขของประชาชนเป็นสำคัญ 

 

สำหรับสัดส่วน สสร. ทั้ง 200 คน จะมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนในแต่ละจังหวัด 150 คน รัฐสภาคัดเลือก 20 คน จากที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยเลือก 20 คน และเลือกจากนักเรียน นิสิต หรือนักศึกษา 10 คน 

 

นอกจากนี้ ยังได้กำหนดลักษณะบุคคลต้องห้ามที่ไม่สามารถใช้สิทธิสมัครเป็น สสร. ได้ คือ ข้าราชการการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือรัฐมนตรี รวมถึงบุคคลที่มีลักษณะต้องห้ามใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post วิปรัฐบาลเคาะร่างแก้ รธน. เตรียมยื่นประธานรัฐสภา เผยโครงสร้าง สสร. 200 คน เลือกตั้ง 150 คน คัดเลือก 50 คน appeared first on THE STANDARD.

]]>