สภาพภูมิอากาศ – THE STANDARD https://thestandard.co สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 08 Jan 2026 06:39:05 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.5.5 อเมริกาต้องมาก่อน! ทรัมป์สั่งสหรัฐฯ ถอนตัว-ยุติสนับสนุนองค์การระหว่างประเทศ 66 แห่ง ชี้ขัดผลประโยชน์ชาติ https://thestandard.co/trump-america-first-cuts-orgs/ Thu, 08 Jan 2026 06:39:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1162753 อเมริกาต้องมาก่อน ทรัมป์สั่ง สหรัฐฯ ถอนตัว-ยุติสนับสนุนองค์การระหว่างประเทศ 66 แห่ง ชี้ขัดผลประโยชน์ชาติ

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศถอนตัวและ […]

The post อเมริกาต้องมาก่อน! ทรัมป์สั่งสหรัฐฯ ถอนตัว-ยุติสนับสนุนองค์การระหว่างประเทศ 66 แห่ง ชี้ขัดผลประโยชน์ชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อเมริกาต้องมาก่อน ทรัมป์สั่ง สหรัฐฯ ถอนตัว-ยุติสนับสนุนองค์การระหว่างประเทศ 66 แห่ง ชี้ขัดผลประโยชน์ชาติ

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศถอนตัวและยุติการสนับสนุนองค์การระหว่างประเทศ 66 แห่งทั่วโลก ซึ่งรวมถึงองค์กรในองค์การสหประชาชาติ (UN) ชี้ไม่สอดคล้องผลประโยชน์แห่งชาติ

 

วันนี้ (8 มกราคม) ทำเนียบขาวออกแถลงการณ์สหรัฐฯ ประกาศถอนตัวและยุติการสนับสนุนองค์การระหว่างประเทศ 66 แห่งทั่วโลก ทั้งในด้านการเงินและการมีส่วนร่วม โดยอ้างอิงคำสั่งประธานาธิบดีฉบับที่ 14199 ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์​ 2025 ซึ่งให้อำนาจรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ และผู้แทนสหรัฐฯ ทบทวนว่า องค์การระหว่างประเทศ อนุสัญญา หรือสนธิสัญญาที่เข้าร่วมเป็นภาคีใด ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศ

 

ทั้งนี้ รายชื่อองค์การระหว่างประเทศหรือความร่วมมือที่สหรัฐฯ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือความร่วมมือนอก UN 35 แห่ง และหน่วยงานภายใต้ UN อีก 31 แห่ง โดยการถอนตัวความร่วมมือนอก UN เกี่ยวข้องกับประเด็นสภาพภูมิอากาศ, ประชาธิปไตย, สิทธิมนุษยชน และสิ่งแวดล้อม เช่น IPCC, IRENA, International Solar Alliance, Venice Commission of the Council of Europe

 

ขณะที่องค์กรภายใต้ UN บางส่วนที่มีความสำคัญ ได้แก่

 

  • คณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติ (UN Economic and Social Council: ECOSOC)
  • กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change: UNFCCC) ซึ่งคาดว่า สหรัฐฯ จะเป็นชาติแรกในโลกที่ถอนตัวจากความร่วมมือดังกล่าว
  • องค์การเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ (UN Women)
  • กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (United Nations Population Fund: UNFPA)
  • การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (United Nations Conference on Trade and Development: UNCTAD)

 

นับว่า ท่าทีดังกล่าวสะท้อนถึงจุดยืนของทรัมป์ต่อองค์การระหว่างประเทศและความร่วมมือมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะ UN ที่ผู้นำสหรัฐฯ มักตั้งคำถามถึงความมีประสิทธิภาพ ซึ่งที่ผ่านมา เขาเคยย้ำว่า สหรัฐฯ คือ UN ที่แท้จริงในการทำหน้าที่พิทักษ์สันติภาพโลก

 

อนึ่ง รัฐบาลทรัมป์ 2.0 ได้ลดงบสนับสนุน UN อย่างมีนัยสำคัญ โดยถอนตัวจากคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN Human Rights Council: UNHRC), องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) และข้อตกลงปารีสอีกด้วย

 

ภาพ: Mount Pocono / Reuters

 

อ้างอิง:

The post อเมริกาต้องมาก่อน! ทรัมป์สั่งสหรัฐฯ ถอนตัว-ยุติสนับสนุนองค์การระหว่างประเทศ 66 แห่ง ชี้ขัดผลประโยชน์ชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิด 10 คำทำนาย เศรษฐกิจโลก จะเป็นอย่างไรในปี 2026 https://thestandard.co/10-predictions-world-economy-2026/ Fri, 26 Dec 2025 11:28:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1158757 เปิด 10 คำทำนาย เศรษฐกิจโลก จะเป็นอย่างไร ในปี 2026

ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ Head of Economic Research บล.อิน […]

The post เปิด 10 คำทำนาย เศรษฐกิจโลก จะเป็นอย่างไรในปี 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิด 10 คำทำนาย เศรษฐกิจโลก จะเป็นอย่างไร ในปี 2026

ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ Head of Economic Research บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ทำนายแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและภาคธุรกิจ ปี 2026 ผ่านรายการ Morning Wealth พร้อมสรุปภาพรวมในปี 2025 สะท้อนข้อจำกัดและเผยถึงโอกาสแห่งอนาคต เพื่อเตรียมตัวเข้าสู่ปีใหม่ที่จะมาถึง

 

10 คำทำนายภาคธุรกิจโลกปี 2026

 

1. ดอกเบี้ยลง แต่กฎเกณฑ์การกำกับสถาบันการเงินจะกระจัดกระจายมากขึ้น

 

ธนาคารกลางสหรัฐ และอังกฤษ จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยใน ปี 2026 แต่กฎเกณฑ์การกำกับดูแลทางการเงินในแต่ละประเทศเริ่มแยกทางกันอย่างชัดเจน สหรัฐฯ ผ่อนปรนมาตรฐาน Basel III

 

ขณะที่สวิตเซอร์แลนด์เข้มงวดขึ้นหลังวิกฤต Credit Suisse จีนเร่งผสานธนาคารและบริษัทหลักทรัพย์ ในส่วนของไทย ดอกเบี้ยที่ลดลง ท่ามกลางหนี้ครัวเรือนที่ยังสูง จะทำให้ธนาคารยังคงเข้มงวดในมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อ ทำให้สินเชื่ออาจยังไม่ฟื้นตัวอย่างยั่งยืน

 

2. สงครามการค้าถ่วงเศรษฐกิจ

 

นโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ จะทำให้การค้าโลกขยายตัวน้อยกว่า 2% อุตสาหกรรมรถยนต์โลหะ การขนส่งทางเรือ และยา ต้องปรับตัวรับมือกับภาษีนำเข้าและ อุปสรรคทางการค้าที่เพิ่มขึ้น

 

ในส่วนของไทย ประเด็น Transshipment ที่ไทยอาจโดนภาษีสหรัฐถึง 40% เป็นความเสี่ยงใหญ่ แต่ในทางกลับกัน การปรับ Supply Chain ของบริษัทข้ามชาติอาจเป็นโอกาสให้ไทยดึงดูด FDI เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ต้องการหลีกเลี่ยงภาษีจีน

 

3. จีนขับเคลื่อนตลาดรถยนต์ไฟฟ้า

 

ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกจะพุ่งขึ้น 15% ไปแตะ 24 ล้านคัน โดยจีนคิดเป็นมากกว่าครึ่งของตลาดโลก ผู้ผลิตรถจีนที่ถูกกีดกันจากอเมริกาจะเร่งส่งออกไปทั่วโลก BYD เริ่มผลิตในบราซิล ฮังการี ตุรกี และอาจรวมถึงอินโดนีเซีย

 

ในส่วนของไทย ต้องเร่งพัฒนาอุตสาหกรรม EV ให้เป็นฐานการผลิตสำหรับภูมิภาค ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยต้องปรับตัวสู่ยุค EV อย่างรวดเร็ว มิฉะนั้นจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน

 

4. กีฬาโลกหนุนเศรษฐกิจ

 

ฟุตบอลโลกที่อเมริกาเหนือและกีฬาระดับโลกอื่นๆ จะผลักดันค่าใช้จ่ายด้านกีฬาสู่ระดับ 450,000 ล้านดอลลาร์ รายได้จากโฆษณาเติบโต 6% และเพิ่มมูลค่าการท่องเที่ยวอีก 1.8 ล้านล้านดอลลาร์

 

ในส่วนของไทยอาจได้ประโยชน์บ้างจากการเป็นเจ้าภาพซีเกมส์ ขณะที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวกีฬาและ sports marketing มีโอกาสเติบโต โดยเฉพาะการเป็นฐานการฝึกซ้อมและการจัดทัวร์ดูกีฬาสำหรับนักท่องเที่ยวในภูมิภาค

 

5. เทคโนโลยีสะอาดหนุนราคาโลหะ

 

ราคาโลหะจะพุ่งขึ้น 7% ในปี 2026 โดยนิกเกิลจะแพงขึ้น 13% จากความต้องการแบตเตอรี่และอุปทานที่จำกัด อินโดนีเซียจะห้ามส่งออกและเปิดตลาดซื้อขายนิกเกิล ราคาทองแดง ตะกั่ว และสังกะสีจะพุ่งขึ้นจากความ ต้องการของอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด ในขณะเดียวกัน การผลิตเหล็กกล้า ‘สีเขียว’ ที่นำเศษเหล็กมารีไซเคิลจะเติบโตขึ้น EU และอินเดียสนับสนุนการรีไซเคิล

 

ในส่วนของไทยควรเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปโลหะและการรีไซเคิลเพื่อรองรับเทรนด์เศรษฐกิจสีเขียว ราคาโลหะที่สูงขึ้นอาจเป็นโอกาสสำหรับธุรกิจที่เกี่ยวข้อง แต่เป็นต้นทุนสำหรับอุตสาหกรรมผลิต

 

6. งบกลาโหมพุ่งทำสถิติใหม่

 

ทะลุ 2.9 ล้านล้านดอลลาร์ โดยสมาชิก NATO ตั้งเป้าใช้จ่าย 5% ของ GDP ภายในปี 2035 หลังแรงกดดันจากภัยคุกคามรัสเซีย-จีนและคำเรียกร้องของโดนัลด์ ทรัมป์ เยอรมนีตั้งกองทุนป้องกันประเทศพิเศษ 100,000 ล้านยูโรสหรัฐฯ จะใช้จ่ายเกิน 1 ล้านล้านดอลลาร์ครั้งแรก

 

ในส่วนของไทย งบกลาโหมอาจต้องเพิ่มขึ้นเพื่อตอบสนองต่อภัยคุกคามใน ภูมิภาค โดยเฉพาะสถานการณ์สงครามไทย-กัมพูชา อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยอาจได้รับการส่งเสริมมากขึ้น

 

7. ภาคสาธารณสุขขาดงบประมาณ แต่อุตสาหกรรมยาลดความอ้วนบูม

 

แม้การใช้จ่ายด้านสุขภาพโลกจะเพิ่มขึ้น 5% เป็นเกือบ 12 ล้านล้านดอลลาร์ แต่รัฐบาลจะให้ความสำคัญกับการป้องกันประเทศและลดหนี้มากกว่า ขณะที่ประชากรสูงวัยเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะญี่ปุ่นที่คนอายุเกิน 65 ปีจะทะลุ 30% ของประชากร สหรัฐฯ ตัดงบ Medicaid ทำให้โรงพยาบาลสูญเงิน 80,000 ล้านดอลลาร์ ยอดขายยาจะพุ่ง 5% เป็น 1.6 ล้านล้าน โดดเด่นด้วยยาลดน้ำหนักรูปแบบเม็ด

 

ในส่วนของไทย การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ของไทยอาจได้ประโยชน์จากช่องว่างนี้ โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐที่ต้นทุนการรักษาสูงขึ้น ขณะที่อุตสาหกรรมยาไทยควรเร่งพัฒนาความสามารถในการผลิตยาชีววัตถุ และยาลดความอ้วน

 

8. ผู้บริโภคจะประหยัดมัธยัสถ์มากขึ้น

 

ยอดขายปลีกโตเพียง 2% จากความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลง ท่ามกลางความไม่แน่นอนทั่วโลก ตลาดที่มีแนวโน้มดีคือประเทศที่พึ่งพาการค้าน้อย อินเดียและฟิลิปปินส์จะโต 5-7% จากประชากรหนุ่มสาวสงครามการค้าบังคับให้ผู้ผลิตปรับซัพพลายเชน กฎ e-commerce ใหม่ในหลายประเทศจะเข้มงวดขึ้น

 

ในส่วนของไทย การใช้จ่ายภายในประเทศอาจชะลอตามเทรนด์โลก โดยเฉพาะท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศ ธุรกิจค้าปลีกไทยต้องปรับกลยุทธ์เน้นสินค้าคุณภาพดีราคาสมเหตุสมผล

 

9. การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะพลังงานหมุนเวียนจะเพิ่มขึ้น

 

พลังงานหมุนเวียนครอง 30% ของการผลิตไฟฟ้าโลก แซงหน้าสัดส่วนของถ่านหินเป็นครั้งแรก จีนเพิ่มกำลังผลิตพลังงานลมและแสงอาทิตย์กว่า 300 กิกะวัตต์ และการปล่อยมลพิษจากถ่านหินเริ่มลดลง แต่อินเดียจะยังเพิ่มการใช้ถ่านหิน ขณะที่ data center สำหรับ AI ทำให้ความ ต้องการไฟฟ้าโลกพุ่ง 3% ฝรั่งเศสและญี่ปุ่นฟื้นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ จีนเริ่มก่อสร้างใหม่

 

ส่วนไทย ควรเร่งพัฒนาพลังงานหมุนเวียนให้ได้ตามเป้าหมาย ขณะที่ความต้องการไฟฟ้าจาก data center ที่เพิ่มขึ้นอาจเป็นโอกาสสำหรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น Smart Grid

 

10. การใช้ AI จะแพร่หลาย แต่ทำกำไรยังยาก

 

80% ของบริษัททั่วโลกได้ทดลองใช้ generative AI แล้ว เพิ่มจากน้อยกว่า 5% ในปี 2023 แต่หลายบริษัทยังดิ้นรนหากำไรจากเทคโนโลยีนี้ เพราะต้องปรับคนและกระบวนการทำงาน อินเดีย ต้องการแรงงานที่ผ่านการฝึก AI ถึง 1 ล้านคน TSMC เร่งเปิดโรงงานซิปที่สหรัฐฯ และเริ่มผลิตซิป 2 นาโนเมตรที่ไต้หวันกฎ AI Act ของ EU มีผลบังคับเต็มรูปแบบ แต่หน่วยงานกำกับดูแลยังตามเทคโนโลยีไม่ทัน

 

ส่วนไทยต้องเร่งพัฒนากำลังคนด้าน AI และสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการใช้งาน AI ในภาคธุรกิจ มิฉะนั้นจะล้าหลังเพื่อนบ้านในภูมิภาค โดยเฉพาะ สิงคโปร์ที่ลงทุนอย่างจริงจัง

 

5 แรงขับเศรษฐกิจโลกปีหน้า

 

ดร.ปิยศักดิ์ระบุว่า ในปี 2026 จะมีโอกาสและความเสี่ยงควบคู่กันไป ดังนี้

 

1. Year of two halves

 

ดร.ปิยศักดิ์ เตือนว่า ในช่วง Q4/25 จนถึง Q1/26 จะเป็นช่วงที่เศรษฐกิจมีการเติบโตต่ำสุด จากผลกระทบของภาษีศุลกากรสหรัฐฯ ก่อนจะปรับตัวดีขึ้นในช่วง Q2/26 เมื่อภาคเอกชนปรับตัวเสร็จและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเริ่มส่งผล

 

2. Year of fiscal risk

 

ดร.ปิยศักดิ์ มองว่าสถานการณ์การคลังทั่วโลกเผชิญความเสี่ยงสูงจากการใช้จ่ายหลัง Covid-19 ทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวพุ่งขึ้น 300-500 bps ในประเทศพัฒนาแล้ว

 

โดยสหรัฐเป็นจุดศูนย์กลางความเสี่ยง หลังมีการขาดดุลการคลังสม่ำเสมอ ปีละ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีดอกเบี้ยต่อรายได้สูงถึง 20% นอกจากนี้ หากศาลสหรัฐฯ ตัดสินว่า มาตรการกำแพงภาษีของทรัมป์เป็นปัญหา ก็อาจทำให้รัฐบาลสหรัฐสูญเสียรายได้สูงถึง 400,000 ล้านดอลลาร์

 

3. Geopolitics

 

The south reunite: ปี 2026 การทำสงครามการค้าของโดนัลด์ ทรัมป์จะเผชิญความท้าทายมากขึ้น จากการรวมตัวกันของ Global South เป็นกลุ่ม BRIC เนื่องจากหนึ่งในสมาชิกของกลุ่มอย่างจีน ครองสัดส่วนการผลิตแร่หายาก (Rare Earth) ซึ่งเป็นวัตถุดิบต้นน้ำของอุตสาหกรรมเอไอ สูงถึง 80%

 

4. Technology

 

ดร.ปิยศักดิ์ มองว่า AI กำลังก้าวเข้าสู่ยุคของ Wide Adoption โดยคนทั่วไปจะเริ่มใช้ AI ในชีวิตประจำวันและการทำงานมากขึ้น แต่จะช่วยสร้างผลิตภาพมากเพียงไร ยังไม่อาจสรุปได้ นอกจากนี้ การใช้ AI ที่มากขึ้น นำมาซึ่งการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

 

5) Climate change: ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศจะมีสูงขึ้น โดยองค์การบริหารสมุทรศาสตร์และบรรยากาศแห่งชาติ (NOAA) ระบุว่ามีโอกาส 71% ที่ปรากฏการณ์ La Nina จะปรากฏตลอดปี 2026 ทำให้แนวโน้มสภาพอากาศที่รุนแรงมีแนวโน้มเกิดบ่อยขึ้น

 

4 ความท้าทาย เศรษฐกิจไทย 2026

 

1. Poor econ, good policy

 

เศรษฐกิจจะอ่อนแอ โดย GDP ปีหน้าโตต่ำกว่าปีนี้ชัดเจน ซึ่ง Innovest X มองปีนี้ขยายตัวที่ 1.8% และปีหน้าชะลอลงเหลือโต 1.4% แต่มีนโยบายที่พยายามกระตุ้นเศรษฐกิจ

 

2. K-shape intensify

 

ดร.ปิยศักดิ์ ชี้ว่า ความมั่งคั่งจะกระจุกตัวอยู่ในระดับบนมากขึ้น โดยคนระดับบน 10% ครองความมั่งคั่งราว 70% ของทั้งประเทศ เนื่องจากกลุ่มคนรวยและบริษัทขนาดใหญ่สามารถฟื้นตัวได้เร็วและมีเงินเหลือ

 

ขณะที่ SME และประชาชนระดับรากหญ้ากำลังดิ้นรน โดย60-70% ของแรงงานเผชิญวิกฤตสภาพคล่อง ทำให้ธุรกิจที่จับลูกค้าระดับบนยังไปต่อได้ แต่ธุรกิจที่จับกลุ่มคนหมู่มาก (Frugal Economy) จะต้องทำราคาให้ต่ำ เพื่อรักษาอุปสงค์

 

3. Infrastructure year

 

แทนการแจกเงินแล้วหมดไป ดร.ปิยศักดิ์ ชี้ว่า รัฐบาลต้องมีบทบาทเป็น ‘ผู้วางรากฐาน’ ผ่านการเร่งปิดการเจรจาและอนุมัติ ได้แก่ รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน โครงการทางพิเศษ M7, M9, M5 Land Bridge และร่าง พ.ร.บ. เขตเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC Act) ซึ่งมีวงเงินรวมกันกว่า 5.1 ล้านล้านบาท

 

4. Rising fraud risk

 

ไทยเผชิญวิกฤตอาชญากรรมไซเบอร์ (Cyber Crime) รุนแรงที่สร้างความเสียหายกว่า 100,000 ล้านบาท โดยแก๊งอาชญากรรม มีความยืดหยุ่นสูงและจะแข็งแกร่งยิ่งขึ้นในปีหน้า การปรับตัวด้าน Cybersecurities จะเป็นสิ่งจำเป็น และเป็นภาคธุรกิจสำคัญในปี 2026

 

เปิดสาเหตุ GDP ปีหน้าชะลอตัว

 

ไทยมีความเสี่ยงทางเศรษฐกิจหลายจุด โดยการบริโภคชะลอลง และการลงทุนจะติดลบมากขึ้น โดยมีสาเหตุหลักจากปัญหาเชิงโครงสร้างของไทย 5 ประการด้วยกัน ดังนี้

 

1. ภาวะเงินฝืดจากสภาพคล่องตึงตัว

 

ไทยเสี่ยงภาวะเงินฝืด หลังเงินเฟ้อติดลบ 8 เดือนติดต่อกัน และมีแนวโน้มติดลบไปถึงกลางปี 2026 ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยการผ่อนคลายนโยบายการเงิน

 

2. การลงทุนที่ต่ำ จาก Crowding in Effect

 

ไทยมีการลงทุนต่ำ เพราะไม่มีศักยภาพแข่งขันที่เพียงพอในตลาดต่างประเทศ ขณะที่ตลาดในประเทศก็ซึมเซา โดยอัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization Rate) ของไทยค่อนข้างเหลือ อยู่ที่ 50%-60% ซึ่งดร.ปิยศักดิ์ หวังว่ารัฐบาลใหม่จะเข้ามาผลักดันการลงทุนใหม่ให้เกิดขึ้น

 

3.ความเสี่ยงการคลัง วินัยการคลัง VS Growth Engine

 

ไทยรายได้ไม่พอรายจ่ายตลอด และมีการขาดดุลการคลังสูงขึ้นเรื่อยๆ สร้างขีดจำกัดทางการคลัง อย่างไรก็ตาม ดร.ปิยศักดิ์ชี้ว่า รัฐต้องเลือกลงทุนเพื่อให้เกิดเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่

 

4.การส่งออก Transshipment AI and Quantum

 

สินค้าไทยอาจตอบโจทย์ตลาดโลกบ้างแล้ว ในกลุ่มสินค้าแผงวงจรพิมพ์ (PCB) แต่ยังคงมีความเสี่ยงสินค้าสวมสิทธิ์ในระดับสูง

 

ขณะที่ Quantum กำลังจะกลายเป็นคลื่นลูกใหม่ ที่ต่อยอดจากเทคโนโลยี AI ซึ่งไทยจำเป็นต้องปรับตัวตามให้ทันก่อนตกขบวนอีกครั้ง

 

5.Demand VS Supply management: Short-term fiscal vs Long term productivity

 

ดร.ปิยศักดิ์ แนะว่า ภาครัฐต้องเลือกบริหารอุปทานในระยะยาว เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืน แทนการบริหารอุปสงค์ในระยะสั้น ซึ่งเปรียบดั่ง การตำน้ำพริก ละลายแม่น้ำ

 

‘ปีของทรัมป์’ คำจำกัดความ 2025

 

ดร.ปิยศักดิ์ สรุปปี 2025 ไว้ว่าเป็น ‘ปีของทรัมป์’ เนื่องจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 47 ได้สร้างความปั่นป่วนไปทั่วโลก นับตั้งแต่สาบานตนเข้ารับตำแหน่งเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

 

โดยความปั่นป่วนประการแรกเริ่มต้นที่สงครามการค้า จากการประกาศมาตรการภาษีศุลกากรแบบตอบโต้ (Reciprocal Tariff) กับทุกประเทศคู่ค้า ซึ่งเป็นเหตุให้ภาคธุรกิจต่างปรับตัวด้วยการเร่งส่งออก (Front-Loading) ไปยังสหรัฐฯ ในช่วงครึ่งแรกของปี

 

ประการต่อมา ทรัมป์พยายามแทรกแซงความเป็นอิสระของหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed ซึ่งทรัมป์กดดันว่าจะไล่ Jerome Powell ลงจากตำแหน่งประธาน Fed มาโดยตลอด เพื่อบีบให้ Fed ลดดอกเบี้ย นอกจากนี้ ทรัมป์ได้ปลด BLS Commissioner อีกด้วย หลังข้อมูลการจ้างงานออกมาไม่ดี

 

สำหรับความปั่นป่วนประการที่สาม คือ สงครามที่ยืดเยื้อทั่วโลก ซึ่งมีแนวโน้มดีขึ้น หลังอิสราเอล-ฮามาส สามารถบรรลุข้อตกลง ‘หยุดยิง’ (Ceasefire) ในพื้นที่ฉนวนกาซาได้แล้ว แม้จะยังมีการละเมิดอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ถือว่าสามารถยุติสงครามได้ในระดับหนึ่ง

 

ส่วนสงครามรัสเซีย-ยูเครน ได้มีความพยายามเจรจาสันติภาพ ผ่านข้อเสนอ 28 ข้อของโดนัลด์ ทรัมป์ แต่ยังไม่สำเร็จ เช่นเดียวกันกับความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ซึ่งยังไม่มีทีท่าจะหยุดยิง

 

ด้วยความปั่นป่วนเหล่านี้ ทำให้ ดร.ปิยศักดิ์ มองว่าเศรษฐกิจโลกปี 2025 จะเติบโตชะลอตัวลงเล็กน้อยเป็น 3.2% ใกล้เคียงกับอัตราขยายตัวที่ 3.3% ในปี 2024

 

ท่ามกลางแนวโน้มของธนาคารกลางทั่วโลกที่มีทิศทางลดอัตราดอกเบี้ยลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ลดดอกเบี้ยเร็วกว่า Fed ที่ระมัดระวังกับภาวะเงินเฟ้อ สวนทางกับธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) ที่ขึ้นดอกเบี้ย

 

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจ AI มีการเติบโตค่อนข้างดี โดยหุ้น AI คิดเป็น 80% ของผลตอบแทนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปี 2025 แม้รายได้จากการใช้บริการยังไม่เติบโตมากนัก แต่ด้วยเม็ดเงินลงทุนมหาศาลจนเกิดเป็น Circular Financing ได้สร้างความกังวลเรื่องฟองสบู่เกิดขึ้น แต่นักวิเคราะห์หลายรายชี้ว่า Valuation ยังไม่สูงเท่ายุค dot-com และบริษัทเทคยังมีกำไรแข็งแรง กระแสเงินสดดี การลงทุน CapEx ด้าน AI ใหญ่มากจนคิดเป็น 1% ของ GDP สหรัฐฯ

The post เปิด 10 คำทำนาย เศรษฐกิจโลก จะเป็นอย่างไรในปี 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เยาวชนไทยเสนอ 6 ข้อเรียกร้องเร่งด่วน ก่อน COP30 เปิดฉาก หวังผู้นำเร่งดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม https://thestandard.co/six-urgent-climate-demands/ Mon, 10 Nov 2025 10:59:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1141772 เยาวชนไทยเสนอ 6 ข้อเรียกร้องเร่งด่วน ก่อน **COP30** เปิดฉาก หวังผู้นำเร่งดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

ขณะที่ทั่วโลกเตรียมพร้อมสำหรับการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสั […]

The post เยาวชนไทยเสนอ 6 ข้อเรียกร้องเร่งด่วน ก่อน COP30 เปิดฉาก หวังผู้นำเร่งดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
เยาวชนไทยเสนอ 6 ข้อเรียกร้องเร่งด่วน ก่อน **COP30** เปิดฉาก หวังผู้นำเร่งดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

ขณะที่ทั่วโลกเตรียมพร้อมสำหรับการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งที่ 30 หรือ COP30 ที่จะเปิดฉากขึ้นที่บราซิลในวันนี้ (10 พฤศจิกายน) ตามเวลาท้องถิ่น เด็กและเยาวชนนักเคลื่อนไหวและนักรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมกว่า 360 คนทั่วประเทศไทย ได้ร่วมกันส่งเสียงเรียกร้องให้ผู้นำเร่งดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศอย่างเร่งด่วนและทั่วถึง

 

เสียงของพวกเขารวบรวมจากการประชุมปรึกษาหารือเยาวชน 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ ซึ่งจัดขึ้นโดย องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ร่วมกับ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCCE) เมื่อเร็วๆ นี้ โดยผลการหารือสะท้อนให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ส่งผลกระทบต่อชีวิตของเด็กและเยาวชนแล้วอย่างชัดเจน ขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพวกเขาที่จะมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหานี้ด้วยตนเอง

 

เด็กและเยาวชนที่เข้าร่วมเป็นตัวแทนจาก 97 เครือข่ายเยาวชนทั่วประเทศ ทั้งกลุ่มนักเรียน เยาวชนชาติพันธุ์ที่ทำงานอนุรักษ์ป่าและธรรมชาติ รวมถึงเยาวชนที่ขับเคลื่อนประเด็นสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศไทย การปรึกษาหารือเปิดโอกาสให้เยาวชนได้แบ่งปันประสบการณ์ ความกังวล และข้อเสนอแนะต่อการกำหนดนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศ โดยมีจุดร่วมสำคัญคือ เยาวชนต้องการให้เสียงของพวกเขาได้รับการรับฟังและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม

 

ชัยรัตน์ ดิ๊ผอ (อเล็กซ์) อายุ 19 ปี เยาวชนจากกลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดเชียงใหม่ หนึ่งในผู้เข้าร่วมการปรึกษาหารือภาคเหนือ และเป็นหนึ่งในตัวแทนเยาวชนไทย 9 คน ที่จะร่วมเดินทางไปกับคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุม COP30 ที่ประเทศบราซิล ระหว่างวันที่ 10-21 พฤศจิกายนนี้ กล่าวว่า “ในชุมชนของผม ความร้อนที่สูงขึ้นและภัยแล้ง ทำให้หลายครอบครัวปลูกพืชได้ยากขึ้นและมีรายได้น้อยลง เมื่อพืชผลเสียหาย เด็กมักเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบ บางคนต้องออกจากโรงเรียน เพื่อช่วยครอบครัว เราอยากให้ผู้นำฟังเรื่องราวของเรา และลงมือปกป้องอนาคตของพวกเรา”

 

ขณะเดียวกัน นันท์นภัส พงศ์วิฑูรย์ เยาวชนวัย 23 ปี ผู้ประสานงานของ GYBN Thailand และ Project Manager ของ Local Conference of Youth (LCOY) Thailand 2025 ซึ่งจะร่วมเดินทางไปประชุม COP30 กับคณะผู้แทนไทย กล่าวว่า LCOY พบว่ากุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นคือ การร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดระหว่างคนต่างรุ่นและหลากหลายภาคส่วน

 

โดยเยาวชนจากทั่วประเทศได้เสนอ ‘6 ข้อเรียกร้องเร่งด่วน’ เพื่อปกป้องสุขภาพ ความเป็นอยู่ และความมั่นคงของทรัพยากรน้ำ โดยมุ่งเน้นไม่ให้มีเด็กคนใดถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ได้แก่

 

1. ระบบสาธารณสุขที่ตอบสนองต่อความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ เช่น ความร้อนจัด มลพิษ PM2.5 โรคไข้เลือดออก และผลกระทบทางจิตใจจากภัยพิบัติ

 

2. การศึกษาด้านสภาพภูมิอากาศสำหรับนักเรียนทุกคน เพื่อให้เด็กมีทักษะในการรับมือภัยพิบัติ การเกษตรที่ยั่งยืน และการจัดการของเสีย

 

3. เศรษฐกิจที่เป็นธรรมและยั่งยืน โดยผู้ก่อมลพิษต้องรับผิดชอบ พร้อมเสริมความแข็งแกร่งให้ภาคอาชีพในท้องถิ่น เช่น เกษตรกรรมและการท่องเที่ยว ให้สามารถรับมือกับผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ

 

4. การจัดการภัยพิบัติที่ขับเคลื่อนโดยชุมชนและครอบคลุมทุกกลุ่ม มีระบบเตือนภัยที่ทั่วถึงและมาตรการอพยพที่คำนึงถึงความปลอดภัยของเด็ก

 

5. ความมั่นคงด้านน้ำสำหรับทุกคน ผ่านการปกป้องลุ่มน้ำ การควบคุมมลพิษ และการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการบริหารจัดการ

 

6. การสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างจริงจัง เช่น การจัดเก็บภาษีพลาสติกระดับประเทศ และสนับสนุนธุรกิจชุมชนที่แปรรูปของเสียให้เกิดมูลค่า

 

เซเวอรีน เลโอนาร์ดี รองผู้แทนองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า “เสียงของเยาวชนเหล่านี้คือ การเรียกร้องให้เกิดการดำเนินการในระดับประเทศ เยาวชนได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าพวกเขาไม่เพียงกังวลต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศ แต่ยังพร้อมจะเป็นผู้นำและร่วมลงมือ ยูนิเซฟจึงขอเรียกร้องให้แนวทางและนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นแผนการปรับตัวแห่งชาติ (NAP) และเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (NDC) สะท้อนความต้องการของเด็กและเยาวชนด้วย ขณะที่เรากำลังก้าวสู่การประชุม COP30 นี่คือช่วงเวลาสำคัญที่ประเทศไทยจะได้แสดงภาวะผู้นำ โดยให้ความต้องการและเสียงของเด็กเป็นหัวใจสำคัญของการตัดสินใจด้านสภาพภูมิอากาศ”

 

เยาวชนยังได้เสนอให้มีการจัดตั้ง ‘เครือข่ายเยาวชนด้านสภาพภูมิอากาศระดับภูมิภาค’ ที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ รวมถึงการจัดตั้ง ‘กองทุนเยาวชนเพื่อการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศระดับประเทศ’ และการออกนโยบายที่คุ้มครองสิทธิเด็กในช่วงการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

 

จากผลสำรวจ U-Report ปี 2024 พบว่า แม้กว่าร้อยละ 90 ของเยาวชนไทยต้องการมีส่วนร่วมในประเด็นสภาพภูมิอากาศ แต่มีเพียงร้อยละ 34 ที่ได้รับโอกาสนั้นจริง ข้อมูลนี้สอดคล้องกับรายงาน ‘จากรุ่นสู่รุ่น ในโลกใบเดียวกัน’ (Between Generations, One Planet) ของยูนิเซฟเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งระบุว่าแม้เยาวชนจะเป็นพลังสำคัญในการสร้างความตระหนักรู้และขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ แต่พวกเขายังมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจน้อยเกินไป

 

เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเยาวชนมากขึ้น ยูนิเซฟจึงได้จัดทำ แคมเปญ #CountMeIn 2025 ‘จากเหนือจรดใต้ ทุกเสียงของเด็กมีความหมาย: รับฟัง ลงมือทำ รับมือโลกรวน’ ซึ่งมุ่งส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนมีบทบาทมากขึ้นในการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศ โดยได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรมจากทุกภาคส่วนของสังคม นอกจากนี้ ยูนิเซฟยังสนับสนุนให้ชัยรัตน์, นันท์นภัส และตัวแทนเยาวชนไทย ได้นำเสียงและข้อเสนอของพวกเขาไปสู่การประชุม COP30 เพื่อให้มุมมองของเด็กและเยาวชนไทยได้รับการสะท้อนในเวทีเจรจาระดับโลก

 

เลโอนาร์ดีเน้นย้ำว่า การเปิดโอกาสให้เยาวชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ไม่เพียงเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศอย่างยั่งยืน โดยเด็กและเยาวชนคือผู้อยู่แนวหน้าของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ มุมมองและภาวะผู้นำของพวกเขามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างประเทศไทยที่มีความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคต

 

ภาพ: ยูนิเซฟ ประเทศไทย

 

อ้างอิง:

  • ยูนิเซฟ ประเทศไทย

The post เยาวชนไทยเสนอ 6 ข้อเรียกร้องเร่งด่วน ก่อน COP30 เปิดฉาก หวังผู้นำเร่งดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ไม่สนโลกร้อน! ใช้พลังการทูตคว่ำมติเก็บภาษีคาร์บอนเรือขนส่ง เลื่อนไปอีกปี พร้อมจี้นานาชาติร่วมต้าน หวั่นเป็นภัยเศรษฐกิจ https://thestandard.co/shipping-carbon-tax-delayed/ Sat, 18 Oct 2025 02:34:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1132139 ทรัมป์ไม่สนโลกร้อน ใช้พลังการทูตคว่ำมติเก็บภาษีคาร์บอนเรือขนส่ง เลื่อนไปอีกปี พร้อมจี้ นานาชาติร่วมต้าน หวั่นเป็นภัยเศรษฐกิจ

ความหวังของกลุ่มนักสิ่งแวดล้อมทั่วโลกที่ต้องการผลักดันก […]

The post ทรัมป์ไม่สนโลกร้อน! ใช้พลังการทูตคว่ำมติเก็บภาษีคาร์บอนเรือขนส่ง เลื่อนไปอีกปี พร้อมจี้นานาชาติร่วมต้าน หวั่นเป็นภัยเศรษฐกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ไม่สนโลกร้อน ใช้พลังการทูตคว่ำมติเก็บภาษีคาร์บอนเรือขนส่ง เลื่อนไปอีกปี พร้อมจี้ นานาชาติร่วมต้าน หวั่นเป็นภัยเศรษฐกิจ

ความหวังของกลุ่มนักสิ่งแวดล้อมทั่วโลกที่ต้องการผลักดันการเก็บภาษีคาร์บอนต่อภาคการขนส่งทางเรือ เพื่อควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เผชิญแรงต้านอย่างหนักจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ใช้พลังทางการเมืองและการทูตเข้าขัดขวางทุกวิถีทาง

 

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ที่ประชุมองค์การทางทะเลระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ (IMO) มีมติเลื่อนการสรุปเรื่องการจัดเก็บภาษีคาร์บอนจากภาคการขนส่งทางเรือออกไปอีกหนึ่งปี จากเดิมที่คาดว่าจะเป็นก้าวสำคัญในการบังคับให้เรือขนส่งขนาดใหญ่ลดการปล่อยคาร์บอน หรือจ่ายค่าธรรมเนียมสูงถึง 380 ดอลลาร์ต่อหนึ่งตันของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

 

โดยการเลื่อนมติดังกล่าวถือเป็นผลลัพธ์ของการรณรงค์ที่ยืดเยื้อมาหลายเดือน โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ทั้งนักการทูต สมาชิกคณะรัฐมนตรี และตัวโดนัลด์ ทรัมป์เอง ต่างพร้อมใจกันร่วมกันคัดค้านแนวคิดนี้ โดยมองว่าเป็นภาษีคาร์บอนระดับโลกที่ไม่อาจยอมรับได้

 

ทั้งนี้ การลงมติครั้งล่าสุดจบลงด้วยคะแนน 49 ต่อ 57 เสียง เห็นชอบให้เลื่อนการตัดสินใจออกไปก่อน ส่งผลให้กลุ่มประเทศยุโรปและสหราชอาณาจักรซึ่งเคยสนับสนุนแนวทางเก็บภาษีคาร์บอนต้องพ่ายแพ้ ขณะที่สหรัฐฯ ได้รับการสนับสนุนจากประเทศคัดค้านนโยบายนี้อย่างซาอุดีอาระเบีย อิหร่าน และรัสเซีย

 

เทย์เลอร์ โรเจอร์ส โฆษกทำเนียบขาว ระบุว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้ช่วยอเมริกาให้รอดพ้นจากแผนฉ้อโกงด้านสภาพภูมิอากาศ และเตือนให้ผู้นำประเทศอื่นละทิ้งวาระที่เป็นภัยต่อเศรษฐกิจ ก่อนจะสายเกินไป พร้อมย้ำว่าการยับยั้งมติครั้งนี้คือชัยชนะของชาวอเมริกันและประเทศที่ไม่ยอมก้มหัวต่อข้อเรียกร้องด้านสิ่งแวดล้อมที่ไม่เป็นธรรม

 

หากย้อนไปในช่วงหลายเดือนก่อนการประชุม เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เดินหน้ากดดันประเทศต่างๆ โดยอ้างเหตุผลด้านต้นทุนทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติ โดยเริ่มมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทรัมป์จัดประชุมระหว่างหน่วยงานกลางเพื่อวางแผนต่อต้านภาษีคาร์บอน และต่อมาในเดือนสิงหาคม ได้ส่งหนังสือทูตไปยัง 108 ประเทศ เพื่อชี้แจงเหตุผลคัดค้าน

 

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ในรัฐบาลทรัมป์ใช้แรงกดดันทางเศรษฐกิจ เตือนประเทศที่ยังสนับสนุนกรอบนโยบาย ‘Net-Zero Framework’ (NZF) อาจถูกเก็บภาษีตอบโต้ ด้วยการจำกัดการออกวีซ่า หรือถูกลงโทษทางการเงิน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเป็นแนวทางที่ทรัมป์มักจะใช้ภาษีเป็นเครื่องมือกดดันคู่เจรจาทางการเมือง

 

ด้านมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศ ระบุว่า ยืนยันว่าจะปกป้องผลประโยชน์ของเศรษฐกิจชาติอย่างถึงที่สุด เนื่องจากภาษีคาร์บอนจะเพิ่มต้นทุนสินค้า กระตุ้นเงินเฟ้อ และกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร ถึงแม้นักวิเคราะห์บางส่วนจะเห็นว่าผลกระทบอาจไม่รุนแรงถึงขั้นนั้นก็ตาม

 

และอีกประเด็นที่สหรัฐฯ ใช้เป็นเหตุผลหลักในการคัดค้าน คือความไม่ชัดเจนในการบริหารรายได้จากภาษีดังกล่าว ซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่ากว่า 10,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี โดยตั้งข้อสงสัยว่าอาจกลายเป็นกองทุนสิ่งแวดล้อมไร้ความโปร่งใส มากกว่าจะใช้เพื่อสนับสนุนเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำตามที่เสนอไว้

 

นักวิเคราะห์มองว่า การออกมาคัดค้านของสหรัฐฯ ยังช่วยเปิดพื้นที่ให้ประเทศที่มีความลังเลหลายแห่งสามารถชะลอการตัดสินใจ โดยไม่ต้องเผชิญแรงกดดันจากนานาชาติ และคาดว่าแนวโน้มลักษณะนี้อาจเกิดซ้ำในเวทีเจรจาด้านสภาพภูมิอากาศระดับโลกในอนาคต

 

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจเลื่อนมติครั้งนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากกลุ่มนักสิ่งแวดล้อม ซึ่งมองว่าเป็นความล้มเหลวของเป้าหมายลดโลกร้อน เนื่องจากที่ผ่านมาภาคขนส่งทางเรือปล่อยก๊าซเรือนกระจกกว่า 1,000 ล้านตันต่อปี และการชะลอการเก็บภาษีอาจเปิดช่องให้แต่ละประเทศออกกฎระเบียบของตนเอง สร้างความสับสนในระบบ และทำให้สหรัฐฯ สูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจจากอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำ

 

แอนดรูว์ ฟอร์เรสต์ มหาเศรษฐีจากออสเตรเลียและผู้ก่อตั้ง Fortescue Metals Group ออกแถลงการณ์ประณามกลยุทธ์ข่มขู่ที่มีต่อประเทศสมาชิก IMO โดยยืนยันว่าบริษัทจะยืนเคียงข้างประเทศใดหรือบุคคลใดที่ถูกกดดัน พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมกันปกป้องความยุติธรรมในเวทีระหว่างประเทศ

 

ส่วนทางฝั่งเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยยืนยันว่าไม่มีการข่มขู่เกิดขึ้นจริง แต่ในความจริงแล้วบรรยากาศการประชุมยังคงตึงเครียดจนถึงชั่วโมงสุดท้าย ก่อนที่ทรัมป์จะออกมาแสดงจุดยืนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เรียกร้องให้ทุกประเทศยืนเคียงข้างสหรัฐฯ และคัดค้านภาษีคาร์บอนที่ทรัมป์บอกว่าเปรียบเสมือนภาษีหลอกลวงระดับโลก พร้อมย้ำว่าสหรัฐจะไม่ยอมให้ผู้บริโภคต้องแบกรับภาระราคาสินค้าที่สูงขึ้นจากนโยบายที่เพ้อฝันและไม่เป็นจริง

 

อ้างอิง:

The post ทรัมป์ไม่สนโลกร้อน! ใช้พลังการทูตคว่ำมติเก็บภาษีคาร์บอนเรือขนส่ง เลื่อนไปอีกปี พร้อมจี้นานาชาติร่วมต้าน หวั่นเป็นภัยเศรษฐกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รายงานใหม่ UNICEF ชี้ เยาวชนไทยกำลังลุกขึ้นสู้กับโลกรวน แต่ยังไร้สิทธิ์ร่วมตัดสินใจ https://thestandard.co/unicef-report-thai-youth-climate-voice/ Mon, 29 Sep 2025 05:57:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1124233 UNICEF

รายงานฉบับใหม่ของ UNICEF เผยว่า เด็กและเยาวชนไทยกำลังก้ […]

The post รายงานใหม่ UNICEF ชี้ เยาวชนไทยกำลังลุกขึ้นสู้กับโลกรวน แต่ยังไร้สิทธิ์ร่วมตัดสินใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
UNICEF

รายงานฉบับใหม่ของ UNICEF เผยว่า เด็กและเยาวชนไทยกำลังก้าวขึ้นมาเป็นพลังสำคัญในการต่อสู้กับวิกฤตสภาพภูมิอากาศทั้งในระดับประเทศและท้องถิ่น แต่เสียงของพวกเขากลับถูกละเลย ไม่ได้รับการสนับสนุน และบางครั้งยังเผชิญกับการคุกคาม รายงาน ‘จากรุ่นสู่รุ่น ในโลกใบเดียวกัน’ (Between Generations, One Planet) ที่เผยแพร่ล่าสุด ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ UNICEF เปิดตัว แคมเปญ #CountMeIn 2025 จากเหนือจรดใต้ ทุกเสียงของเด็กมีความหมาย: รับฟัง ลงมือทำ รับมือโลกรวน ซึ่งมุ่งส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนมีบทบาทมากขึ้นในการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศ โดยได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรมจากทุกภาคส่วนของสังคม

 

รายงานฉบับนี้จัดทำขึ้นจากงานวิจัยเชิงลึกและการรวบรวมความคิดเห็นของเยาวชนจากกว่า 110 องค์กรทั่วประเทศ โดยพบว่า แม้เยาวชนจะมีบทบาทสำคัญในการเคลื่อนไหวด้านสภาพภูมิอากาศ เช่น การสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน การสร้างการตระหนักรู้ และการผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบาย แต่พวกเขามักถูกกันออกจากกระบวนการตัดสินใจที่สำคัญ เยาวชนจำนวนมากยังขาดพื้นที่ปลอดภัย ทรัพยากรและงบประมาณในการดำเนินกิจกรรม นอกจากนี้ เด็กและเยาวชนจากชุมชนชายขอบหรือพื้นที่ชนบท โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์และเด็กพิการ มักถูกละเลยจากเวทีในระดับประเทศ รายงานยังชี้ว่า เด็กและเยาวชนบางส่วนรู้สึกไม่ปลอดภัยเมื่อออกมาแสดงความคิดเห็น ซึ่งทั้งหมดนี้ตอกย้ำความจำเป็นเร่งด่วนในการคุ้มครองและสร้างโอกาสให้พวกเขามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

 

เซเวอรีน เลโอนาร์ดี รักษาการผู้อำนวยการ องค์การ UNICEF ประเทศไทย กล่าวว่า “เด็กและเยาวชนไม่ได้เป็นเพียงผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้วย” 

 

“รายงานและแคมเปญนี้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เยาวชนไม่เพียงต้องได้รับการรับฟัง แต่ต้องได้รับการสนับสนุน การคุ้มครอง และการเสริมพลังให้มีส่วนร่วมในการออกแบบแนวทางที่โลกต้องการอย่างเร่งด่วน”

 

ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 30 ของดัชนีความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศโลกปี 2025 ขณะเดียวกัน รายงานของ UNICEF ในปี 2023 ระบุว่า เด็กในประเทศไทยต้องเผชิญกับความเสี่ยงสูงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม โดยภัยแล้ง คลื่นความร้อน และน้ำท่วมส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเด็กยากจนและกลุ่มเปราะบางมากที่สุด

 

แคมเปญ #CountMeIn ปีนี้มาพร้อมแนวคิด “เสียงของเด็ก พลังของเด็ก” โดยชูพลังการขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อมของเด็กและเยาวชนทั่วประเทศตั้งแต่เหนือจรดใต้ ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงการต่อสู้อย่างไม่ลดละที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในระดับชุมชน  เพื่อย้ำว่า ทุกเสียงและการลงมือทำของเด็กและเยาวชนล้วนมีความหมาย

 

ทั้งนี้ แคมเปญ #CountMeIn 2025 จากเหนือจรดใต้ ทุกเสียงของเด็กมีความหมาย: รับฟัง ลงมือทำ รับมือโลกรวน ยังหยิบยกเรื่องราวของตัวแทนเยาวชน 3 คนที่มาร่วมสร้างแรงบันดาลใจ ได้แก่

 

 

สิริกานต์ เส่งหล้า อายุ 18 ปี เยาวชนชาติพันธุ์ม้งจากจังหวัดเชียงใหม่ ผู้เคยประสบเหตุการณ์ดินถล่มครั้งใหญ่ที่ทำให้หมู่บ้านถูกตัดขาดจากอาหาร น้ำ และไฟฟ้านานหลายวัน “เป็นประสบการณ์ที่น่ากลัวที่สุดในชีวิต ทุกครั้งที่ฝนตกหนัก หนูจะเก็บตัวอยู่ในบ้าน กังวลและกลัวว่ามันจะเกิดขึ้นอีก แต่การได้เรียนรู้เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้หนูมีความหวังมากขึ้น  หนูพยายามบอกเล่าความรู้นี้ให้คนในหมู่บ้านเข้าใจว่า เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ได้เกิดจากเจ้าป่าเจ้าเขาลงโทษ แต่คือปัญหาสภาพอากาศที่เราต้องเตรียมรับมือร่วมกัน”

 

 

ปัณณ์พิตรา ภูธร อายุ 22 ปี หนึ่งในสมาชิกคณะกรรมการที่ปรึกษาเยาวชนของยูนิเซฟจากจังหวัดร้อยเอ็ด ต้องเผชิญทั้งภัยแล้งและน้ำท่วมที่ทำลายผลผลิตทางการเกษตรของครอบครัวตั้งแต่ยังเด็ก เธอต้องทำงานเพื่อช่วยเหลือครอบครัวและเป็นทุนการศึกษาให้ตนเอง “ทุกคนมีส่วนในการปล่อยคาร์บอน สิ่งสำคัญคือการตระหนักว่าทุกการกระทำของเราส่งผลต่อโลก เราสามารถเลือกที่จะทำสิ่งที่ช่วยหรือทำร้ายโลกก็ได้ โลกไม่ได้ต้องการความสมบูรณ์แบบ แต่ต้องการคนที่พร้อมลงมือทำ และหนูเลือกการใช้ซ้ำ โดยเริ่มจากเรื่องใกล้ตัว เช่น เสื้อผ้า”

 

 

ไครียะห์ ระหมันยะ อายุ 23 ปี หรือที่รู้จักในชื่อ ‘ลูกสาวแห่งทะเล’ เคยเป็นข่าวดังจากการลุกขึ้นคัดค้านการทำลายชายฝั่งบ้านเกิดในจังหวัดสงขลาตั้งแต่วัยรุ่น “เคยมีคนบอกเราว่า ‘จุ้นจ้านน่ะ เป็นเด็กก็ไปตั้งใจเรียนไป’ เราได้แต่ยิ้ม ไม่ได้พูดอะไรกลับไปต่อหน้า แต่พูดกับสาธารณะว่า ‘ถึงจะเป็นเด็ก แต่เราดื่มกินอยู่กับฐานทรัพยากรที่บ้าน หายใจอากาศบริสุทธิ์ เราเลยมีสิทธิที่จะปกป้อง’ มันคือหน้าที่ของทุกคนที่ต้องปกป้องอาหารปลอดภัยและอากาศบริสุทธิ์ โดยไม่ต้องแยกว่าควรเป็นใครทำ”

 

รายงาน จากรุ่นสู่รุ่น ในโลกใบเดียวกันและแคมเปญ #CountMeIn ต่างเรียกร้องให้ภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน ร่วมกันสนับสนุนโครงการที่นำโดยเยาวชน ปกป้องนักปกป้องสิ่งแวดล้อมรุ่นใหม่ และสร้างพื้นที่ที่ปลอดภัย เปิดกว้าง และมีโครงสร้างชัดเจน เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการกำหนดนโยบายและการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศ

 

เลโอนาร์ดี เน้นย้ำว่า “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคือ ความท้าทายที่สำคัญที่สุดของยุคเรา…หากเราอยากได้ทางออกที่ยั่งยืน เยาวชนต้องอยู่ในศูนย์กลางของการตัดสินใจ” 

 

ภาพ: Arun Roisri / UNICEF

Patipat Janthong / UNICEF

อ้างอิง: 

  • องค์การ UNICEF ประเทศไทย

 

The post รายงานใหม่ UNICEF ชี้ เยาวชนไทยกำลังลุกขึ้นสู้กับโลกรวน แต่ยังไร้สิทธิ์ร่วมตัดสินใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยังไหวกันอยู่ใช่ไหม? กับเป้าหมาย ‘โลกยั่งยืน’ https://thestandard.co/sdgs-global-sustainability-goals-climate-change-challenges/ Fri, 28 Feb 2025 02:08:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1046688 ภาพกราฟแสดงสถานการณ์ความก้าวหน้าของการพัฒนาที่ยั่งยืน SDGs โดยมีเพียง 17% ที่บรรลุตามแผน ขณะที่ 48% ล่าช้าและ 37% ไม่มีความคืบหน้าหรือถดถอย

ครบ 1 เดือนที่ โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 2 […]

The post ยังไหวกันอยู่ใช่ไหม? กับเป้าหมาย ‘โลกยั่งยืน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟแสดงสถานการณ์ความก้าวหน้าของการพัฒนาที่ยั่งยืน SDGs โดยมีเพียง 17% ที่บรรลุตามแผน ขณะที่ 48% ล่าช้าและ 37% ไม่มีความคืบหน้าหรือถดถอย

ครบ 1 เดือนที่ โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 2 อีกครา โลกของพลังงานสะอาดและเศรษฐกิจสีเขียวอาจจะดูมืดมนกันไป ทำให้หลายองค์กรต้องปรับแผนระยะสั้นตามหน้างานตามผู้นำสหรัฐ ทว่า แผนระยะกลางถึงระยะยาวกฎเกณฑ์หลายอย่างยังต้องถูกกำหนดและบังคับตามต่อด้วยคำว่ามาตรฐานสากลหรือข้อตกลงทางการค้าว่า ถ้าคุณไม่ทำตามก็จะค้าขายกับเขาไม่ได้ 

 

เอเชียและแปซิฟิก การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังน่าห่วง

 

ศูนย์วิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า จากรายงานความก้าวหน้าเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ประจำปี 2025 : การมีส่วนร่วมของชุมชนในการลดช่องว่างด้านข้อมูลหลักฐานอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นรายงานฉบับที่ 8 นับตั้งแต่เริ่มจัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกในปี 2017 โดยได้นำเสนอผลการดำเนินงานเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก พร้อมเน้นย้ำว่าความคืบหน้าในการบรรลุเป้าหมาย SDGs ส่วนใหญ่ยังคงเป็นไปอย่างเชื่องช้าหรือหยุดชะงัก แม้มีความพยายามอย่างต่อเนื่องในการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายภายในปี 2030

 

สำหรับรายงานฉบับปี 2025 การประเมินระดับเป้าหมาย (Goals) เห็นได้ว่าภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก มีเป้าหมายที่มีความก้าวหน้ามากที่สุดในเป้าหมายที่ 9 คือด้านอุตสาหกรรม นวัตกรรม และโครงสร้างพื้นฐาน และเป้าหมายที่ 3 สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ส่วนความคืบหน้าในการบรรลุหลายเป้าหมายยังคงเป็นไปอย่างล่าช้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเป้าหมายที่ 12 ด้านการบริโภคและการผลิตอย่างรับผิดชอบ เป้าหมายที่ 4 การศึกษาที่มีคุณภาพ และเป้าหมายที่ 8 งานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ 

 

ทั้งนี้ เป้าหมายที่มีแนวโน้มการถดถอย (Regression) จนน่าเป็นห่วง คือเป้าหมายที่ 13 การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากความเปราะบางของภูมิภาคต่อภัยพิบัติและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gases: GHG) อย่างต่อเนื่อง ซึ่งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกคิดเป็นสัดส่วนกว่าครึ่งของมลพิษก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก

 

นอกจากนี้ ในรายงานยังระบุว่า ภูมิภาคนี้มีข้อมูลรายงานสถานการณ์รายเป้าหมายย่อย (Targets) ที่เพียงพอสามารถนำมาประเมินได้ 117 เป้าหมายย่อย จากทั้งหมด 169 เป้าหมายย่อย ขณะที่ยังขาดข้อมูลที่เพียงพออีก 52 เป้าหมายย่อย ซึ่งในจำนวนเป้าหมายย่อยที่วัดได้ มีเพียง 14% หรือ 16 เป้าหมายย่อย เท่านั้นที่มีความเป็นไปได้ที่จะบรรลุได้ทันภายในปี 2030 ส่วนเป้าหมายที่มีข้อมูลเพียงพอนำมาประเมินได้ที่เหลือ 71% หรือ 83 เป้าหมายย่อยจำเป็นต้องมีความก้าวหน้าอย่างเร่งด่วน เพื่อบรรลุเป้าหมาย ภายในปี 2030 และอีก 15% หรือ 18 เป้าหมายย่อยมีแนวโน้มสวนทางการพัฒนา (Reverse Trend) โดยพบว่าครึ่งหนึ่งเป็นประเด็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติทางธรรมชาติ ยังเป็นประเด็นที่น่ากังวล

 

สำหรับสถานะของประเทศไทย พบว่าส่วนใหญ่มีระดับความก้าวหน้าในทางที่ดี ซึ่งจากผลประเมินความก้าวหน้าของแต่ละตัวชี้วัดของเป้าหมาย SDGs สถานะตัวชี้วัดที่มีความก้าวหน้าในทางที่ดีมากที่สุด คือ เป้าหมายที่ 7 พลังงานสะอาดที่เข้าถึงได้ ขณะที่สถานะตัวชี้วัดที่มีอยู่ในระดับที่ถดถอยมากที่สุด คือ เป้าหมายที่ 8 งานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ

 

เพียง 17 จาก 195 ประเทศ ส่งอัปเดตการปฏิบัติด้านสภาพภูมิอากาศฉบับใหม่

 

ข้อมูลจากศูนย์วิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนยังระบุว่า หลังข้อตกลงปารีส 2015 ได้กำหนดให้แต่ละประเทศภาคีจัดทำรายงานการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนดต้องส่งมอบให้เลขาธิการกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ทุก 5 ปี เพื่อแสดงให้เห็นความก้าวหน้าที่เพิ่มขึ้นและสะท้อนความพยายามที่เป็นไปได้สูงสุดของแต่ละประเทศในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อีกทั้งประเทศภาคีจะดำเนินการจัดทำการประเมินสถานการณ์ดำเนินงานระดับโลก (Global Stocktake: GST) ทุก 5 ปี เพื่อทบทวนความคืบหน้าในการบรรลุเป้าหมายของความตกลงปารีส ซึ่งมีเป้าหมายหลักในการรักษาอุณหภูมิโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส เหนืออุณหภูมิช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรม และพยายามจำกัดอุณหภูมิโลกไม่ให้เพิ่มเกิน 1.5 องศาเซลเซียส เหนืออุณหภูมิช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรม

 

แต่จากข้อมูลล่าสุดของสถาบันนานาชาติเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (The International Institute for Sustainable Development: IISD) ระบุว่า มีเพียง 15 ประเทศ/เขตปกครอง จาก 195 ประเทศที่ร่วมลงนามในความตกลงปารีส ได้ส่งแผนการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศฉบับใหม่ หรือ “การมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด” (Nationally Determined Contributions: NDCs) สำหรับปี 2035 ได้ทันเวลาภายในกำหนดเส้นตายของสหประชาชาติในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้แก่ ประเทศอันดอร์รา บอตสวานา บราซิล เอกวาดอร์ เลโซโท สาธารณรัฐหมู่เกาะมาร์แชลล์ นิวซีแลนด์ เซนต์ลูเซีย สิงคโปร์ สวิตเซอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อุรุกวัย สหรัฐอเมริกา และซิมบับเว ขณะที่มีอีก 2 ประเทศได้ส่งเข้ามาเพิ่มภายในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาคือประเทศแคนาดาและญี่ปุ่น

 

ทั้งนี้ การวิเคราะห์ของ Carbon Brief องค์กรวิจัยจากสหราชอาณาจักร ระบุว่าประเทศที่พลาดกำหนดเส้นตายในการส่งแผนการดังกล่าว คือประเทศที่มีส่วนทำให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกถึง 83% และหรือคิดเป็นเกือบ 80% ของเศรษฐกิจโลก

 

อย่างไรก็ตาม ไซมอน สตีลล์ เลขาธิการบริหารของกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) กล่าวว่า สำหรับประเทศที่เหลือยังต้องส่งแผนอย่างช้าที่สุดคือ ภายในเดือนกันยายน 2025 นี้ เพื่อจะได้รวมแผนดังกล่าวสำหรับการนำไปประเมินและสังเคราะห์วาระโลกฉบับต่อไปของ UN เกี่ยวกับการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ หรือให้ทันก่อนการประชุม COP 30 ที่จะจัดขึ้นในประเทศบราซิล เดือนพฤศจิกายนปี 2025 นี้ โดยถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ประเทศต่าง ๆ จะเพิ่มความพยายามในการบรรลุเป้าหมายที่ให้คำมั่นสัญญาในความตกลงปารีสไว้

 

เอกชนรับ ‘เหลือเวลาไม่มาก’ ที่จะทำได้ถึงเป้าหมาย

 

ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ และนายกสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย ที่มีสมาชิกรวม 140 องค์กรเข้าร่วมเพื่อให้ประเทศไทยบรรลุ SDGs โดยสัดส่วนรายได้ของสมาชิกทั้งหมดคิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของ GDP ประเทศ เปิดเผยในบันทึกรายงานการประชุมครั้งล่าสุดว่า เป็นเรื่องที่มีความท้าทายมากที่จะทำขับเคลื่อนประเทศไทยและโลกบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้ง 17 ข้อ ภายในปี 2030 ซึ่งเหลือเวลาอีก 5 ปีเท่านั้น แต่จากข้อมูลล่าสุดของไทยมีความคืบหน้าเรื่องนี้ระดับดีเยี่ยม มีคะแนนที่ 74.7 คะแนน โดยอยู่อันดับ 1 ของอาเซียน 6 ปีติดต่อกัน และเป็นอันดับที่ 45 จาก 166 ประเทศทั่วโลก โดยคะแนนเฉลี่ยในระดับภูมิภาคอยู่ที่ 67.2 คะแนน

 

อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่ากังวลจากรายงานของสำนักงานใหญ่ UN Global Compact ระบุว่า การรายงาน SDGs Growth Rate 2024 ระดับโลกที่บรรลุตามแผนมีเพียง 17% ขณะที่ 48 % ที่มีการดำเนินการที่ล่าช้า และอีก 37% ที่ไม่มีความคืบหน้าใดๆ หรือแม้กระทั่งการถดถอย

 

จากปี 2024 จากที่สมาชิกได้มีการส่ง UN Global Conmpact พบว่า 98% มีการรายงานและประกาศนโยบายความยั่งยืนด้านสิทธิมนุษยชน แรงงาน สิ่งแวดล้อม และการต่อต้านการทุจริต รวมถึงจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะรับผิดชอบการดำเนินงานด้านความยั่งยืน มีมาตรการป้องกันความเสี่ยงและรายงานผลการตรวจสอบอย่างรอบด้าน (Due Diligence) โดยเฉพาะเรื่องสิ่งแวดล้อมที่มากกว่า 80% ที่มีการวัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสโคปที่ 1 และ 2 รวมคิดเป็นประมาณ 30 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือคิดเป็นหนึ่งในสี่ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ซึ่งแผนต่อไปคือเร่งดำเนินการให้รายงานผลถึงสโคปที่ 3 ซึ่งจะครอบคลุมในระดับคู่ค้าและห่วงโซ่อุปทาน นอกจากนั้น อีกประมาณ 60% ของสมาชิกที่มีการลงทุนโครงการเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และมีการเริ่มนำพลังงานสะอาดมาใช้ 20% ของการใช้พลังงานทั้งหมด 

 

โดยมองว่าอุปสรรคหรือความท้าทายที่มีผลต่อการไปสู่เป้าหมายที่ยั่งยืนได้มีอยู่ 3 เรื่อง คือ 

 

  1. ความขัดแย้งกระแสโลกาภิวัตน์ที่เกิดจากการแบ่งขั้วอำนาจและการแข่งขันของมหาอำนาจที่นำไปสู่ความไม่แน่นอนทางการค้า (Deglobalization) 
  2. การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ทุกประเทศยังมีการดำเนินการที่ล่าช้า (Decarbonization) ส่งผลให้ทั่วโลกยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 ได้ ซึ่ง National Bureau of Economic Research สหรัฐฯ ระบุว่า อุณหภูมิโลกเฉลี่ยของโลกที่เพิ่มขึ้นทุก 1 องศาเซลเซียส จะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจประมาณ 12% ของ GDP โลก และหากไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ในปลายทศวรรษนี้ได้คนจะจนลงกว่าเดิมถึง 50% 
  3. การเปลี่ยนแปลงสู่ยุคดิจิทัลหรือ AI (Digitalization) ซึ่งสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย รายงานไว้เมื่อปี 2023 ว่า มูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลไทยสูงถึง 2.5 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 17% ของ GDP และคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องปีละ 8-10% โดยธุรกิจ Data Center และ Cloud Service จะโตเฉลี่ยมากกว่า 30% ต่อปี หรือคาดว่าอีก 4 ปีข้างหน้าการลงทุนใน Data Center จะมีมูลค่ามากกว่า 280,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 1.1% ของ GDP

 

นักวิชาการชี้ อากาศโลกมีแต่จะสลับขั้วและผันผวนมากขึ้น

 

รศ. ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ ม.รังสิต และรองประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ เคยระบุไว้ จากข้อมูล C3S/ECMWS หลังจากที่อุณหภูมิโลกในรอบ 365 วัน ถึงเดือนมกราคม 2024 ได้เพิ่มขึ้น 1.52 องศาเซลเซียสแล้ว ประกอบกับที่สถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติสหรัฐอเมริกา (PNAS) ที่บ่งชี้ว่าโลกอาจจะไม่สามารถหลีกเลี่ยงอุณหภูมิสูงเกิน 2 องศาเซลเซียสได้ อีกทั้งมีความเป็นไปได้มากกว่า 84% ที่โลกจะมีอุณหภูมิแตะ 2 องศาเซลเซียส ในปี 2058 และ 2065 

 

การที่อุณหภูมิที่สูงขึ้นดังกล่าวจะทำให้มนุษยชาติ มีความเสี่ยงที่จะเผชิญสภาพอากาศรุนแรงสุดขั้วตามมา โดยไม่สามารถกลับไปสู่สภาวะสมดุลได้ ดังเช่นกรณีน้ำแข็งขั้วโลกละลาย ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น การสิ้นสลายของปะการังในมหาสมุทร รวมทั้งการสูญเสียระบบนิเวศบนโลก

 

ในปี 2024 ที่ผ่านมา องค์กรอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) เปิดเผยว่า โลกต้องเผชิญกับสภาพอากาศร้อนที่สุด ตามมาด้วยเหตุการณ์ความรุนแรงทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย การเกิดภัยแล้งตั้งแต่ต้นปีและข้อมูลจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า แล้งได้สร้างความเสียหายภาคเกษตรกรรม -6.4% ของ GDP หรือประมาณ 45,000 ล้านบาท และจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ที่ประเมินผลจากเหตุการณ์น้ำท่วมรุนแรงตั้งแต่กลางปีถึงปลายปีตั้งแต่ภาคเหนือถึงภาคใต้ ยกเว้นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้สร้างความเสียหายกว่า 50,000 ล้านบาท และมีผู้เสียชีวิตกว่า 30 คน

 

สำหรับความท้าทายในปี 2025 แม้อุณหภูมิจะต่ำกว่าปีที่แล้ว แต่ยังคงเป็นปีที่มีอุณหภูมิสูงขึ้นโดยเฉลี่ยประมาณ 1.41 องศาเซลเซียส  (ปีที่แล้ว > 1.5 องศาเซลเซียส ) จากยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม ดังนั้นสภาวะโลกร้อนยังคงส่งผลกระทบกับโลกต่อไป ประกอบกับเหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรงสุดขั้ว เช่น กรณี Rain bomb ที่ไม่สามารถคาดการณ์ระยะยาวได้ จึงควรตระหนักและไม่ประมาท

 

เพราะแบบจำลองหลากหลายมีการคาดการณ์ว่าในปี 2025 อุณหภูมิเฉลี่ยโลกยังคงมีแนวโน้มสูงขึ้น ส่งผลทำให้สภาพอากาศแปรปรวนมากขึ้นจากการสลับขั้วของปรากฏการณ์ Enso ทำให้ปี 2025 ยังคงเป็นปีที่ร้อน 3 ปีต่อเนื่อง โดยอุณหภูมิเพิ่มขึ้นเฉลี่ยใกล้แตะ 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งจะทำให้ระบบนิเวศและชุมชนมีขีดจำกัดในการฟื้นตัว ขณะที่ช่วงเวลาคลื่นความร้อนมีแนวโน้มยาวและรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะบริเวณภูมิภาคเอเชียใต้ ยุโรปใต้ และอเมริกาตอนบน ปรากฏการณ์เกาะความร้อน (Urban heat island) จะทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นในเขตชุมชนเมืองที่มีประชากรหนาแน่น

 

นอกจากนั้นความถี่และความรุนแรงของพายุมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตลอดปี 2025 โดยเฉพาะพายุเฮอริเคนและพายุไต้ฝุ่นระดับ 4 และ 5 ในมหาสมุทรแอตแลนติก และมหาสมุทรแปซิฟิก (เนื่องจากอุณหภูมิน้ำทะเลที่อุ่นขึ้น) ซึ่งจะมีอำนาจทำลายล้างต่อชีวิต และทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยมากขึ้น รวมทั้งการเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง และพายุทอร์เนโดในแผ่นดินบริเวณตอนกลางของอเมริกาและออสเตรเลีย อีกทั้งระดับน้ำทะเลสูงขึ้นต่อเนื่องซึ่งส่งผลกระทบต่อชุมชนชายฝั่งทะเล เช่น มัลดีฟส์ บังกลาเทศ ประเทศหมู่เกาะ รวมทั้งชุมชนบริเวณอ่าวหัวตัว ก. ในอ่าวไทย (สมุทรสงคราม สมุทรสาคร กทม. และสมุทรปราการ) นอกจากนี้ชุมชนริมชายฝั่งทะเลยังต้องเผชิญกับภัยรวม ตั้งแต่น้ำท่วมชายฝั่ง น้ำท่วมเมือง และน้ำหลากล้นตลิ่งจากทั้งน้ำทะเลสูงขึ้น และปริมาณฝนตกหนักมากขึ้น 

 

จากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างสุดขั้ว ยังจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร โดยเฉพาะผลผลิตภาคเกษตรกรรมจากพืชหลัก เช่น ข้าว ข้าวสาลี และข้าวโพดมีแนวโน้มลดลง รวมถึงการขาดแคลนน้ำในหลายพื้นที่ (ทวีปแอฟริกา ภูมิภาคตะวันออกกลาง และอเมริกาใต้) ซึ่งจะซ้ำเติมทำให้ราคาอาหารสูงขึ้น สิ่งสำคัญและควรลงมือทำคือ การประยุกต์ใช้มาตรการต่างๆ เพื่อลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น การพัฒนาพลังงานสะอาด พลังงานหมุนเวียน ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปีนี้ เนื่องจากมีต้นทุนที่ต่ำลง และเป็นเป้าหมายของการพัฒนาอย่างยั่งยืน สำหรับการปรับตัวเพื่อมุ่งไปสู่ความยืดหยุ่นต่อภัยคุกคามจากสภาพอากาศจะมีความท้าทายมากขึ้น โดยมีมาตรการที่สำคัญ เช่น การพัฒนาระบบเตือนภัยสภาพอากาศรุนแรง การวางผังเมืองให้ยืดหยุ่นต่ออุทกภัย และคลื่นความร้อน การส่งเสริมการอนุรักษ์น้ำ และการเกษตรอย่างยั่งยืน การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว (Green infrastructure)

 

ปัจจุบันเหมือนเราอยู่ในจุดหวานอมขมกลืน จะรีบเร่งดำเนินการให้โลกยั่งยืนก็มีอุปสรรค ความท้าทายและบททดสอบมากมาย จะทำคนเดียวหรือประเทศเดียวแบบไม่สนใจใครก็ไม่ได้เพราะจะไม่มีอิมแพ็กต์มากและยังต้องทำการค้าขายกับเขาตอนนี้ใครจะแตกแถวปล่อยเขาไป เพราะท้ายสุดแล้วการลงมือทำคือคำตอบ และให้เชื่อการทำในเหตุดีแล้วเดี๋ยวผลต่อประเทศก็จะดีขึ้นเอง

 

ภาพ: metamorworks / Shutterstock

อ้างอิง:

The post ยังไหวกันอยู่ใช่ไหม? กับเป้าหมาย ‘โลกยั่งยืน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
การพยากรณ์จาก AI ชี้ว่า โลกจะร้อนขึ้น 3 องศาเซลเซียสในปี 2060 https://thestandard.co/ai-climate-forecast-2060/ Sun, 26 Jan 2025 05:16:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1034587 สภาพภูมิอากาศโลก

ทีมนักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศชั้นนำ นำโดย ศ.เอลิซา […]

The post การพยากรณ์จาก AI ชี้ว่า โลกจะร้อนขึ้น 3 องศาเซลเซียสในปี 2060 appeared first on THE STANDARD.

]]>
สภาพภูมิอากาศโลก

ทีมนักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศชั้นนำ นำโดย ศ.เอลิซาเบธ บาร์นส์ จากมหาวิทยาลัยโคโลราโด ​รวบรวมข้อมูลเชิงลึกผ่านแบบจำลองสภาพภูมิอากาศโลก 10 แบบ พร้อมความช่วยเหลือจากระบบ AI ได้ผลสรุปออกมาว่า อุณหภูมิ​เฉลี่ย​ของโลก​ที่เพิ่มขึ้น​จาก​สภาวะ​โลกร้อนในหลายภูมิภาคมีโอกาสจะเกินเกณฑ์วิกฤตที่ 1.5 องศาเซลเซียสตามข้อตกลงปารีส ก่อนจะไปถึงปี 2040 หรือ 15 ปีนับจากนี้ ซึ่งเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้มาก

 

และที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง นั่นคือระบบ AI ยังได้พยากรณ์ว่า ในบางภูมิภาคของโลก อันได้แก่ เอเชียใต้, เมดิเตอร์เรเนียน, ยุโรปกลาง และบางส่วนของทวีปแอฟริกา (บริเวณทางใต้ของทะเลทรายซาฮารา) จะต้องพบกับระดับของอุณหภูมิ​เฉลี่ยที่จะสูงถึง 3 องศาเซลเซียส หรือ 2 เท่าตามข้อตกลงปารีส ก่อนจะไปถึงปี 2060

 

“งานวิจัยของทีมงานเราที่ลงเผยแพร่บนวารสาร Environmental Research Letters เน้นย้ำถึงความสำคัญในการใช้เทคนิคด้าน AI เชิงนวัตกรรม เช่น การเรียนรู้แบบถ่ายโอน เพื่อไปใช้กับการสร้างแบบจำลองสภาพอากาศ เพื่อปรับปรุงและจำกัดการคาดการณ์ในระดับภูมิภาค และเราก็พร้อมจะมอบข้อมูลเชิงลึกที่นำไปใช้ต่อได้สำหรับผู้กำหนดนโยบาย นักวิทยาศาสตร์ และชุมชนทั่วโลก” บาร์นส์กล่าว

 

ตัวเลขดังกล่าวเกิดจากการที่ทีมวิจัยจัดการฝึกฝนเครือข่ายระบบประสาทเทียมของ AI ในแบบคอนโวลูชัน (Convolutional Neural Network: CNN) ซึ่งเป็นเครือข่ายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากระบบประสาทในสมองของมนุษย์ โดยมีจุดเด่นตรงที่สามารถรักษาความสัมพันธ์เชิงพื้นที่และเวลาในข้อมูลไว้ได้ จึงทำให้ AI สามารถแก้ปัญหาที่เกี่ยวกับการจดจำภาพการเปลี่ยนแปลงได้เป็นอย่างดี

 

ทีมวิจัยได้ให้ระบบ AI เรียนรู้ข้อมูลจากทั้งหมด 43 ภูมิภาคทั่วโลก ซึ่งถูกกำหนดโดยคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ IPCC อิงตามแบบจำลองสภาพอากาศ CMIP6 โดยให้ AI แยกแบบจำลองสภาพอากาศอิงตามภูมิภาคแทนการมองภาพรวมระดับโลก ทำให้มองเห็นการเปลี่ยนแปลงเฉพาะจุดมากขึ้น การทำงานจะแบ่งอุณหภูมิไว้ 5 ระดับ คือ 1, 1.5, 2, 2.5 และสุดท้ายที่ 3 องศาเซลเซียส จากนั้นจะวิเคราะห์ซ้ำข้อมูลที่ได้ โดยจะเสริมด้วยข้อมูลจากการสังเกตและข้อมูลด้านอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก

 

ผลลัพธ์ที่ได้บอกเราว่า จากทั้งหมด 43 ภูมิภาคทั่วโลก จะมี 34 ภูมิภาคที่มีแนวโน้มอุณหภูมิ​เฉลี่ย​ของโลกเกิน 1.5 องศาเซลเซียสภายในปี 2040 โดย 31 ใน 34 ภูมิภาคดังกล่าวมีเกณฑ์ที่อุณหภูมิ​เฉลี่ย​จะเกินไปจนถึง 2 องศาเซลเซียส สิ่งที่น่าตกใจก็คือ ทีมวิจัยพบว่า 26 ภูมิภาคในจำนวนนั้นจะมีอุณหภูมิ​เฉลี่ย​ของโลกเกิน 3 องศาเซลเซียสภายในปี 2060

 

“สิ่งสำคัญที่ต้องมุ่งเน้นไม่ใช่แค่เพียงการที่อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเปลี่ยนแปลงเฉพาะที่เกิดขึ้นในพื้นที่ท้องถิ่นและภูมิภาคด้วย” โนอา ดิฟเฟินบอว์ นักวิจัยด้านสภาพอากาศจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด หนึ่งในทีมวิจัยกล่าว “การจำกัดว่าแต่ละภูมิภาคจะถึงเกณฑ์ความร้อนเมื่อใดนั้น จะทำให้เราสามารถคาดการณ์เวลาของผลกระทบเฉพาะที่จะเกิดต่อสังคมและระบบนิเวศได้ชัดเจนยิ่งขึ้น” และกล่าวเสริมว่า “ความท้าทายก็คือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในแต่ละภูมิภาคอาจมีความไม่แน่นอนมากขึ้น จากระบบสภาพอากาศมีการรบกวนในระดับพื้นที่ที่เล็กกว่า และจากกระบวนการต่างๆ ในชั้นบรรยากาศ มหาสมุทร และพื้นผิวโลก สุดท้ายก็อาจส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนขึ้นได้ ดังนั้นผลการตอบสนองของแต่ละภูมิภาคต่อภาวะโลกร้อนในระดับโลกจึงคาดการณ์ได้ยาก”

 

ทีมงานเน้นย้ำถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตและแจ้งเตือนให้ทั่วโลกรับมืออย่างเร่งด่วน โดยระบุว่า แม้มนุษยชาติจะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงเป็นศูนย์ได้ทั้งหมดแล้ว ผลกระทบก็ยังคงจะเกิดขึ้นได้ เนื่องจากยังมีก๊าซเรือนกระจกจำนวนมากตกค้างอยู่ในชั้นบรรยากาศ

 

จะเกิดอะไรขึ้นหากโลกร้อนขึ้นไปถึงระดับ 3 องศาเซลเซียส

 

แน่นอนว่าช่วงปีที่ผ่านมาเราเริ่มมองเห็นผลกระทบทางภัยธรรมชาติจากโลกร้อนบ้างแล้ว ทั้งการเกิดฝนตกน้ำท่วมในประเทศที่เป็นทะเลทราย ไฟป่ารุนแรง คลื่นทะเลสูงผิดปกติ ไปจนถึงการเกิดไต้ฝุ่น 4 ลูกในเดือนที่ไม่ควรเกิด อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกที่สูงขึ้นทำให้เกิดสภาพอากาศแบบสุดขั้วไปทั่วโลก ภัยธรรมชาติจะเกิดบ่อยและรุนแรงขึ้น

 

งานวิจัยของทีมงาน ศ.ไนเจล อาร์เนลล์ ผู้อำนวยการสถาบันวอล์กเกอร์ มหาวิทยาลัยรีดดิ้ง ที่ตีพิมพ์เมื่อ 2 ปีก่อนพบว่า เมื่ออุณหภูมิเฉลี่ยโลกแตะ 1.5 องศาเซลเซียส โอกาสที่จะเกิดคลื่นความร้อนครั้งใหญ่ทั่วโลกเฉลี่ยต่อปีจะเพิ่มขึ้นจากประมาณ 5% ในช่วงปี 1981-2010 เป็นประมาณ 30% และหากอุณหภูมิเฉลี่ยโลกแตะ 3 องศาเซลเซียส โอกาสที่จะเกิดคลื่นความร้อนครั้งใหญ่จะเพิ่มขึ้นเป็น 80%

 

งานวิจัยของอาร์เนลล์ยังระบุอีกว่า หากอุณหภูมิเฉลี่ยโลกเกิน 3 องศาเซลเซียส โอกาสเกิดน้ำท่วมจะเพิ่มเกือบ 3 เท่าจากค่าเฉลี่ยทั่วโลก แม้จะยังมีความไม่แน่นอนของตัวเลขอยู่บ้าง เนื่องจากสภาพอากาศเป็นระบบที่ซับซ้อนและมีตัวแปรมากมาย แต่ผลลัพธ์ทั้งหมดต่างเป็นไปในทางเดียวกัน นั่นคือสิ่งเหล่านี้จะเกิดรุนแรงและบ่อยขึ้น

 

“งานวิจัยของผมยังบอกพวกเราว่า ความสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นและผลกระทบทางกายภาพเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นเส้นตรง คือผลลัพธ์พุ่งไปจนน่ากังวล” อาร์เนลล์กล่าวทิ้งท้าย

 

ทีมงานตีพิมพ์​เผยแพร่​งานศึกษา​ครั้งนี้​ลงในวารสาร​

https://iopscience.iop.org/article/10.1088/1748-9326/ad91ca

 

ภาพ: David McNew / Getty Images

The post การพยากรณ์จาก AI ชี้ว่า โลกจะร้อนขึ้น 3 องศาเซลเซียสในปี 2060 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดผันผวนหนักหลังทรัมป์รับตำแหน่งวันแรก ทองคำ-น้ำมัน-บิทคอยน์ ย่อตัว ส่วนหุ้นไทยฟื้นตัวบวก 12 จุด https://thestandard.co/market-volatility-trump-inauguration-impact/ Tue, 21 Jan 2025 10:59:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1032786 ตลาดผันผวน

โดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ อย่างเป […]

The post ตลาดผันผวนหนักหลังทรัมป์รับตำแหน่งวันแรก ทองคำ-น้ำมัน-บิทคอยน์ ย่อตัว ส่วนหุ้นไทยฟื้นตัวบวก 12 จุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดผันผวน

โดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการในวันที่ 20 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งก็ตามมาด้วยคำสั่งสำคัญบางอย่าง ได้แก่ การลงนามเพื่อให้สหรัฐฯ ถอนตัวจากข้อตกลงด้านสภาพภูมิอากาศปารีส (Paris Agreement) และเตรียมประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงานแห่งชาติ เพื่อขยายการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ 

 

อีกประเด็นที่สำคัญคือการเตรียมประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่ชายแดนเม็กซิโก พร้อมกล่าวว่าการเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายทั้งหมดจะถูกระงับทันที และจะเริ่มส่งอาชญากรต่างด้าวคืนจำนวนหลายล้านรายกลับไปยังประเทศเดิม รวมทั้งการขู่จะเก็บภาษี 25% กับการนำเข้าสินค้าจากเม็กซิโกและแคนาดาภายในไม่กี่สัปดาห์

 

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ดูเหมือนจะเป็นเชิงบวกคือความสัมพันธ์กับจีน โดยทรัมป์ไม่ได้กล่าวถึงแผนการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนเพิ่มเติม แต่มีคำสั่งเพียงการให้ตรวจสอบว่าจีนได้ปฏิบัติตามข้อตกลงทางการค้าที่ลงนามไว้ในช่วงระหว่างการดำรงตำแหน่งสมัยแรกหรือไม่ 

 

ขณะที่ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์-น้ำมันร่วงลง เนื่องจากผู้ค้าประเมินคำมั่นสัญญาและคำสั่งบริหารจำนวนมากจากทรัมป์ รวมถึงแผนการเพิ่มการผลิตภายในประเทศ โดยราคาน้ำมันดิบ WTI ลดลง 1.7% มาอยู่ที่ 76 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เช่นเดียวกับทองคำและบิทคอยน์ที่ปรับตัวลงเช่นกัน โดยบิทคอยน์ที่พุ่งขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ที่เกือบ 110,000 ดอลลาร์ ย่อตัวลงมาอยู่ที่ 102,700 ดอลลาร์ ส่วนทองคำย่อลงมาอยู่ที่ 2,732 ดอลลาร์ต่อออนซ์

 

สำหรับสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Futures) หุ้นสหรัฐฯ ผันผวนระหว่างแดนบวกและลบ สวนทางกับหุ้นจีนและฮ่องกงที่ปรับตัวขึ้นเกือบ 1% ส่วนหุ้นยุโรปทรงตัว ขณะที่หุ้นในเอเชียผสมผสานทางบวกและลบในวันนี้ โดยตลาดหุ้นอินเดียปรับตัวลงแรงกว่า 1% ส่วนตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้น 12 จุด มาปิดที่ 1,352.53 จุด 

 

เงินดอลลาร์แคนาดาและเปโซเม็กซิโกร่วงลงมากถึง 1.4% หลังจากคำขู่เรื่องภาษีของทรัมป์ ดัชนีดอลลาร์ของ Bloomberg เพิ่มขึ้น 0.5% ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ลดลง 0.09% มาอยู่ที่ 4.54% เนื่องจากความเสี่ยงเงินเฟ้อที่ลดลง 

 

เงินเยนเป็นสกุลเงินเดียวในกลุ่ม G10 ที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์ เนื่องจากผู้ค้ามองไปยังโอกาสที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมนโยบายที่จะมีขึ้นในวันศุกร์ (24 มกราคม)

 

ภาพ: Chip Somodevilla / Staff / Getty Images 

อ้างอิง:

The post ตลาดผันผวนหนักหลังทรัมป์รับตำแหน่งวันแรก ทองคำ-น้ำมัน-บิทคอยน์ ย่อตัว ส่วนหุ้นไทยฟื้นตัวบวก 12 จุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
บทสรุป COP29: เกิดอะไรขึ้นบ้าง และไทยได้ประโยชน์อะไร https://thestandard.co/cop29-thai-benefits-summary/ Sat, 23 Nov 2024 07:57:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1012017

ปิดฉากลงแล้วสำหรับการประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูม […]

The post บทสรุป COP29: เกิดอะไรขึ้นบ้าง และไทยได้ประโยชน์อะไร appeared first on THE STANDARD.

]]>

ปิดฉากลงแล้วสำหรับการประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ หรือการประชุมโลกร้อน ‘COP29’ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-22 พฤศจิกายน 2024 ที่กรุงบากู ประเทศอาเซอร์ไบจาน โดยมีภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ทั้ง 198 ภาคี (197 ประเทศ + สหภาพยุโรป) เข้าร่วมการประชุมหลายระดับในปีนี้

 

ปัจจุบันวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีแนวโน้มรุนแรงมากยิ่งขึ้น ขอบเขตของพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบก็ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเสี่ยงภัยจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอันดับต้นๆ ของโลก แม้ไทยจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่ถึง 1% ของทั้งโลกก็ตาม

 

หากทุกประเทศไม่ช่วยกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงอย่างมีนัยสำคัญ โลกอาจมีอุณหภูมิสูงขึ้น 3-5 องศาเซลเซียสภายในปี 2100 ซึ่งถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับเป้าหมายใน ‘ความตกลงปารีส’ (Paris Agreement) ที่พยายามควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียสจากช่วงยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม

 

COP29 กับเป้าหมายใหม่ทางการเงิน

 

COP29 ได้รับการขนานนามว่าเป็น ‘Finance COP’ เนื่องจากหนึ่งในหัวใจสำคัญของการประชุมโลกร้อน 2024 คือ ‘การกำหนดเป้าหมายใหม่ทางการเงิน’ (New Collective Quantified Goal on Climate Finance: NCQG) เป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปี นับตั้งแต่ปี 2009 ซึ่งเคยกำหนดเป้าหมายไว้ว่าประเทศที่พัฒนาแล้วจะต้องจัดสรรเงิน 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีภายในปี 2020 ทั้งในรูปแบบเงินให้เปล่า (Grant) และเงินกู้แบบผ่อนปรน (Highly Concessional Loan) เพื่อช่วยประเทศกำลังพัฒนาลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสร้างความสามารถในการฟื้นตัวจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่เป้าหมายดังกล่าวนี้ ‘ยังไม่เคยเกิดขึ้นจริง’ และเคยมีความพยายามขยายระยะเวลาระดมเงินสนับสนุนออกไปเป็นภายในปี 2030

 

COP29 สิ้นสุดลงด้วยข้อตกลงครั้งสำคัญ หลังปรับเป้าหมายใหม่ที่ดู ‘ท้าทายและทะเยอทะยานยิ่งขึ้น’ โดยกำหนดให้ประเทศที่พัฒนาแล้วจะต้องจัดสรรเงินช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาเพิ่มขึ้นเป็น 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ภายในปี 2035 และในร่างแถลงการณ์ยังระบุถึงเป้าหมายการระดมทุนโดยรวม 1,300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2035 ผ่านช่องทางการเงินสาธารณะและการลงทุนจากภาคเอกชนที่จะสามารถช่วยปลดล็อกทางการเงินเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้

 

นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่า ประเทศกำลังพัฒนาจำเป็นจะต้องเข้าถึงเงินทุนอย่างน้อย 1,000,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีภายในสิ้นทศวรรษนี้ แต่อย่างไรก็ตาม เป้าหมายใหม่ทางการเงินนี้ทำให้ที่ประชุม COP29 เสียงแตกเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจน โดยกลุ่มประเทศกำลังพัฒนามองว่าเป้าหมายใหม่ต่ำเกินไปกว่าที่ควรจะเป็น ขณะที่กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วมองว่าเป้าหมายใหม่สูงเกินไปและเป็นการเพิ่มภาระ เนื่องจากจำนวนประเทศพัฒนาแล้วที่ต้องแบกรับเป้าหมายดังกล่าวมีจำนวนเท่าเดิม

 

ประกอบกับมาตรการทางภาษีต่างๆ โดยเฉพาะของรัฐบาลใหม่สหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของ โดนัลด์ ทรัมป์ ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยท้าทายที่อาจจะทำให้เป้าหมายใหม่ทางการเงินนี้บรรลุผลสำเร็จได้ยากมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีผู้แทนบางภาคีมองว่าจีนและอินเดียที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ไม่สมควรรับบทเป็น ‘ผู้รับ’ อีกต่อไป และควรมีส่วนแสดงความรับผิดชอบต่อเป้าหมายใหม่นี้มากยิ่งขึ้น

 

วาระสำคัญอื่นๆ ใน COP29

 

การเข้าถึง ‘กองทุนเพื่อความสูญเสียและความเสียหาย’ (Loss and Damage Fund) เป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่มีการหารือกันใน COP29 เนื่องจากกองทุนนี้เป็น ‘เครื่องมือทางการเงิน’ ในการสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนา เพื่อปรับตัวกับผลกระทบที่เกิดจาก ‘ภาวะโลกเดือด’ และพยายามสร้าง ‘ความยุติธรรมทางสภาพภูมิอากาศ’ ซึ่งเป็นผลมาจากแรงกดดันของบรรดาประเทศกำลังพัฒนาที่เผชิญกับความเสี่ยงภัยจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ทั้งที่ต้นตอส่วนใหญ่เกี่ยวพันกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศพัฒนาแล้ว โดยมีความพยายามปรับเพิ่มเงินระดมทุนจากราว 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อตอนที่กองทุนนี้ได้รับการบรรจุเป็นวาระสำคัญครั้งแรกใน COP27 หรือเมื่อสองปีก่อน

 

โดยแต่ละภาคียังจะต้องจัดทำ ‘การมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด’ (Nationally Determined Contributions: NDCs) ฉบับใหม่ในปี 2025 โดยเฉพาะ NDC 3.0 ซึ่งเป็นเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกภายในปี 2035 ที่มีความ ‘ท้าทายมากยิ่งขึ้น’ เพื่อให้สามารถควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ตามความตกลงปารีส และเช็กความคืบหน้าผลการทบทวนสถานการณ์และการดำเนินงานระดับโลก ครั้งที่ 1 (The First Global Stocktake)

 

COP29 ได้หารือถึงแนวทางในการเสริมสร้างเป้าหมายระดับโลกเพื่อการปรับตัว (Global Goal on Adaptation: GGA) เพื่อให้ตัวชี้วัด (Indicators) ในระดับต่างๆ ทั้งระดับโลกและระดับท้องถิ่น มีความชัดเจนและสอดคล้องตามบริบทของแต่ละภาคี โดยพยายามลด ‘ช่องว่างทางการเงินเพื่อการปรับตัว’ (Adaptation Finance Gap) ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ราว 187,000-359,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี และมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มมากขึ้น

 

นอกจากนี้การใช้ประโยชน์จากตลาดคาร์บอน (Carbon Markets) เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Action) โดยมาตรา 6 ในความตกลงปารีสอนุญาตให้ประเทศต่างๆ ซื้อขายคาร์บอนเครดิต เพื่อให้บรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศได้ โดยจะต้องมีแนวทางการดำเนินงานที่ชัดเจน ไม่ซับซ้อน และไม่ก่อให้เกิดภาระเพิ่มเติมเกินจำเป็น แม้จะมีความคืบหน้าในประเด็นนี้ แต่ก็ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับกระบวนการตรวจสอบและความน่าเชื่อถือของระบบคาร์บอนเครดิตอยู่ไม่น้อย 

 

ประเด็นที่ไทยเสนอใน COP29

 

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทยที่เข้าร่วมประชุม COP29 ระบุว่า ประเด็นที่ไทยเสนอในที่ประชุม COP29 มุ่งเน้นการเสนอผลการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย ทั้งประเด็นการลดก๊าซเรือนกระจก และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศภายใต้ข้อตกลงและข้อตัดสินใจภายใต้กรอบอนุสัญญาฯ อย่างเป็นรูปธรรม โดยมี 5 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

 

  1. การขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ เพื่อการบรรลุ NDC 2030 ซึ่งคาดว่าสามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ 43% จากเป้าหมาย 30-40% คิดเป็น 222 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (MtCO2eq)

 

  1. การขับเคลื่อนแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการประเด็นการปรับตัวฯ เข้าสู่แผนและยุทธศาสตร์ในรายสาขาและในพื้นที่ รวมถึงการจัดทำข้อมูลด้านภูมิอากาศและข้อมูลความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับประเทศ

 

  1. การเร่งผลักดัน ‘พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ’ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) โดยคาดว่าจะบังคับใช้ในปี 2026

 

  1. นำเสนอตัวอย่างการสร้างความร่วมมือของทุกภาคส่วนให้เป็นรูปธรรม จากการประชุมภาคีขับเคลื่อนการปฏิบัติงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย ครั้งที่ 3 (Thailand Climate Action Conference: TCAC 2024)

 

  1. การจัดส่งรายงานความโปร่งใสรายสองปี ฉบับที่ 1 (First Biennial Transparency Report: BTR1) ซึ่งประเทศไทยกำหนดให้สามารถจัดส่งได้ภายในเดือนธันวาคม 2024 ตามกำหนดเวลา

 

นับเป็นโอกาสของไทยที่ได้แสดงบทบาทในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศร่วมกับนานาชาติ พร้อมขับเคลื่อนการดำเนินงานของประเทศไปสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050 และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2065

 

ดร.เฉลิมชัย ได้ร่วมกล่าวถ้อยแถลงบนเวที COP29 เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยมีสาระสำคัญดังนี้ ที่ผ่านมาไทยได้เผชิญกับภัยพิบัติด้านสภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง เกิดความสูญเสีย ทั้งชีวิต ทรัพย์สิน รวมถึงความเสียหายทางเศรษฐกิจและความหลากหลายทางชีวภาพ แม้ไทยจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยมาก (ไม่ถึง 1%) เมื่อเทียบกับทั้งโลก แต่ไทยยังคงมุ่งมั่นยกระดับการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างเต็มความสามารถ บนหลักการ ‘ความรับผิดชอบร่วมกันในระดับที่แตกต่าง’ เพื่อบรรลุเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกตามกรอบ NDC 2030

 

พร้อมเร่งดำเนินงานไปสู่ NDC 3.0 เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ต่ำกว่า 270 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ภายในปี 2035 ควบคู่ไปกับการจัดทำ ‘แผนการลงทุนสีเขียว’ รวมถึงเร่งเพิ่มการดูดกลับของภาคป่าไม้ให้ได้ 120 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ภายในปี 2037

 

ในด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประเทศไทยได้มุ่งเน้นบูรณาการแผนการปรับตัวระดับชาติให้เชื่อมโยงกับการดำเนินงานระดับท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรมในสาขาต่างๆ และที่สำคัญได้ขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติในทุกระดับอย่างเป็นระบบและบูรณาการ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการบรรลุเป้าหมายที่ท้าทายภายใต้ความตกลงปารีส

 

การเจรจาคู่ขนานกับผลประโยชน์ของไทย

 

ดร.เฉลิมชัย ยังได้หารือกับ ยูทากะ มัตสึซาวะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อมญี่ปุ่น ถึงแนวทางการลงทุนโครงการขนาดใหญ่เพื่อลดก๊าซเรือนกระจก รวมถึงการพัฒนาแนวทางการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใน ‘ระบบเตือนภัยล่วงหน้า’ (Early Warning System: EWS) เพื่อให้ประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงภัย สามารถรับมือและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ดีมากยิ่งขึ้น

 

นอกจากนี้ในห้วงของการประชุม COP29 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้หารือกับ เฮนรี กอนซาเลซ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ด้านการลงทุนของ ‘กองทุนภูมิอากาศสีเขียว’ (Green Climate Fund: GCF) โดยเฉพาะประเด็นความชัดเจนเกี่ยวกับการเพิ่มโอกาสให้ไทยได้รับการสนับสนุนทางการเงินมากยิ่งขึ้น ทั้งในด้านการดำเนินโครงการและการเตรียมความพร้อมเพื่อนำไปสู่การลงทุนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Investment) ทั้งนี้ ยังหารือกับผู้แทนจากรัฐบาลเยอรมนีและสิงคโปร์ เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และยกระดับความร่วมมือลดก๊าซเรือนกระจกที่แต่ละภาคีมีเป้าหมายร่วมกัน

 

การเข้าร่วมประชุม COP29 จึงมีความสำคัญกับไทยอย่างมาก เนื่องจากทุกความคืบหน้าของการเจรจาจะส่งผลต่อประโยชน์ของไทยอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากจะช่วยสนับสนุนการดำเนินงานตามข้อตกลงต่างๆ และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงเงินทุนที่ใช้ในการปรับตัวและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแล้ว ยังมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงของผลกระทบที่เกิดจากวิกฤตด้านสภาพอากาศอีกด้วย

 

สำหรับการประชุม COP30 ในช่วงปลายปี 2025 จะจัดขึ้นที่เมืองเบเลม (Belém) ในเขตแอมะซอน ทางตอนเหนือของบราซิล โดยหลายฝ่ายเชื่อว่า COP30 จะเป็นเวทีต่อยอดความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นจาก COP29 เพื่อให้ภาคีทุกฝ่ายรับมือกับวิกฤตด้านสภาพภูมิอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

ภาพ: Murad Sezer / Reuters

อ้างอิง:

The post บทสรุป COP29: เกิดอะไรขึ้นบ้าง และไทยได้ประโยชน์อะไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติชี้ รัฐบาลทุกยุคไม่ทำนโยบายระยะยาวเท่าที่ควร https://thestandard.co/bot-gov-long-term-planning/ Fri, 20 Sep 2024 10:56:05 +0000 https://thestandard.co/?p=986043

ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติชี้ การทำนโยบายของไทยทุกยุคทุกสมัยไม่ไ […]

The post ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติชี้ รัฐบาลทุกยุคไม่ทำนโยบายระยะยาวเท่าที่ควร appeared first on THE STANDARD.

]]>

ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติชี้ การทำนโยบายของไทยทุกยุคทุกสมัยไม่ได้ให้ความสำคัญกับอนาคตเท่าที่ควร ขณะที่ปัญหาต่างๆ เช่น ปัญหาหนี้ครัวเรือน การลงทุนต่ำ และปัญหาด้านสภาพภูมิอากาศ ล้วนเป็นผลมาจากการ ‘มองสั้น’ มากกว่า ‘มองยาว’ ย้ำ นโยบายการเงินมีพันธกิจทั้งในระยะสั้นและระยะยาว แต่หน้าที่ในการ ‘มองยาว’ มาพร้อมกับอิสระในการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุพันธกิจดังกล่าว

 

วันนี้ (20 กันยายน) ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวสุนทรพจน์ในงานสัมมนาวิชาการธนาคารแห่งประเทศไทย ประจำปี 2567 หัวข้อ ‘หนี้: The Economics of Balancing Today and Tomorrow’ โดยระบุว่าสังคมปัจจุบันกำลังเผชิญปัญหาหลายระดับ ได้แก่ ระดับบุคคล ระดับประเทศ และระดับโลก โดยปัญหาต่างๆ อาจดูแตกต่างกัน แต่กลับมีจุดร่วมสำคัญคือ เป็นปัญหาที่เกิดจากการตัดสินใจโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นใน ‘ระยะสั้น’ เป็นหลัก และไม่ได้ให้ความสำคัญกับต้นทุนที่เกิดขึ้นในอนาคตมากเท่าที่ควร

 

ในระดับบุคคล: หนี้ครัวเรือนในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาเพิ่มจาก 50% เป็น 90% ต่อ GDP ซึ่งมาพร้อมกับภาวะการเงินของครัวเรือนไทยที่เปราะบางมากขึ้นเรื่อยๆ โดยในปัจจุบัน 38% ของคนไทยมีหนี้ในระบบ มีปริมาณหนี้เฉลี่ยคนละ 540,000 บาท และส่วนใหญ่มีหนี้ที่อาจไม่ก่อให้เกิดรายได้ ครัวเรือนบางกลุ่มโดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อย ที่ต้องก่อหนี้ในช่วงที่ขาดรายได้จากวิกฤตโควิด กำลังเริ่มมีปัญหาในการชำระหนี้เนื่องจากรายได้อาจยังไม่ฟื้นตัวดี ในขณะที่มีเพียง 22% ของคนไทยที่มีเงินออมในระดับที่เพียงพอ และเพียง 16% ที่มีการออมเพื่อการเกษียณอายุ

 

ในระดับประเทศ: เราประสบปัญหาการลงทุนที่ต่ำต่อเนื่องมายาวนาน การลงทุนโดยรวมของไทยจากที่เคยโตเฉลี่ย 10% ต่อปี ก่อนเกิดวิกฤตปี 2540 เหลือเพียง 2% ต่อปี ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา และในภาคอุตสาหกรรมไทยมีบริษัทเพียงไม่ถึง 3% เท่านั้นที่ลงทุนใน R&D ทำให้การลงทุนในด้านนี้ของไทยยังต่ำเพียงประมาณ 1% ของ GDP เมื่อเปรียบเทียบกับเกาหลีใต้ที่สูงถึง 5% ของ GDP

 

ในระดับโลก: เรากำลังเผชิญกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งส่งผลให้เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วเกิดขึ้นบ่อย และมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เหตุการณ์เหล่านี้กำลังส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่ของคนทั่วโลก ข้อมูลจากองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meteorological Organization: WMO) ชี้ให้เห็นว่าผลกระทบและความเสียหายทางเศรษฐกิจจากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วที่เกิดขึ้นทั่วโลกได้เพิ่มขึ้นกว่า 8 เท่าตัว ในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา

 

การทำนโยบายของ (รัฐบาล) ไทยทุกยุค ไม่มองยาวเท่าที่ควร

 

ดร.เศรษฐพุฒิ กล่าวอีกว่า การทำนโยบายของไทยทุกยุคทุกสมัยไม่ได้ให้ความสำคัญกับอนาคตเท่าที่ควร ดั่งเช่นที่อดีตนายกรัฐมนตรีลักเซมเบิร์กระบุว่า ทุกคนรู้ว่าต้องทำอะไร แต่ห่วงว่าพอทำไปแล้วจะไม่ได้รับเลือกกลับมา สะท้อนว่าทุกประเทศเจอปัญหาจากอคติทางนโยบายอยู่แล้ว การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่เป็นปัญหาระยะยาวจึงถูกดันออกไปอยู่เรื่อยๆ

 

นโยบายการเงินต้องรักษาสมดุลทั้งในระยะสั้น-ยาว

 

ดร.เศรษฐพุฒิ กล่าวอีกว่า เช่นเดียวกับนโยบายสาธารณะอื่นๆ นโยบายการเงินมีต้นทุนและผลประโยชน์ที่ผู้ดำเนินนโยบายต้องพยายามรักษาสมดุลทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

 

ธนาคารกลางทั่วโลกมีพันธกิจที่คล้ายคลึงกันคือ ไม่เพียงต้องการเห็นเศรษฐกิจขยายตัว แต่ต้องเสริมสร้างให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืนด้วย ซึ่งต้องอาศัยเสถียรภาพด้านราคาและเสถียรภาพระบบการเงินเป็นพื้นฐานสำคัญ ธนาคารกลางจึงถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการดำเนินนโยบายการเงินที่ต้องให้น้ำหนักกับเสถียรภาพในระยะยาว

 

“ถึงแม้การกระตุ้นเศรษฐกิจจะสามารถทำได้ผ่านการกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งจะสนับสนุนให้เศรษฐกิจขยายตัวได้รวดเร็วในระยะสั้น แต่มักต้องแลกมาด้วยภาวะเงินเฟ้อ และอาจเป็นการสะสมความเปราะบางในระบบเศรษฐกิจจากการก่อหนี้เกินตัวหรือพฤติกรรมเก็งกำไรของนักลงทุน ซึ่งจะฉุดรั้งการเติบโตในระยะยาวหรือนำไปสู่วิกฤตร้ายแรงได้” ดร.เศรษฐพุฒิ กล่าว

 

ย้ำ ธนาคารกลางต้องมีอิสระ

 

ดร.เศรษฐพุฒิ ระบุอีกว่า หน้าที่ในการ ‘มองยาว’ ของธนาคารกลางจึงต้องมาพร้อมกับอิสระในการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุพันธกิจดังกล่าว หลายๆ ครั้งในการทำหน้าที่ของธนาคารกลางต้องดำเนินนโยบายในลักษณะที่สวนทางกับวัฏจักรเศรษฐกิจ ซึ่งกระทบต่อทุกภาคส่วนเป็นวงกว้างและย่อมมีทั้งผู้ที่ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์

 

ดังนั้นหากธนาคารกลางไม่อิสระเพียงพอก็อาจทำให้เสียหลักการของการ ‘มองยาว’ ได้ งานวิจัยจำนวนมากชี้ให้เห็นว่าความเป็นอิสระและความน่าเชื่อถือของธนาคารกลางเป็นปัจจัยสำคัญในการทำให้เกิดเสถียรภาพด้านราคา ตัวอย่างงานวิจัยของ IMF ในปี 2023 พบว่า ประเทศที่ธนาคารกลางมีความเป็นอิสระและน่าเชื่อถือ สามารถยึดเหนี่ยวการคาดการณ์เงินเฟ้อได้ดีกว่าและประสบความสำเร็จในการดูแลเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับต่ำ

 

ที่ผ่านมาธนาคารแห่งประเทศไทยได้ดำเนินการในหลายๆ ด้านเพื่อช่วยให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศมีเสถียรภาพและประสิทธิภาพในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินนโยบายการเงินที่คำนึงถึงเสถียรภาพเป็นสำคัญ โดยใช้ Policy Mix ที่เหมาะสม รวมถึงการให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในระดับที่สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ

 

ขณะเดียวกันต้องไม่เอื้อให้เกิดการสะสมความเสี่ยงเชิงระบบ การออกมาตรการการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) เพื่อยกระดับมาตรฐานของสถาบันการเงินให้มีความรับผิดชอบต่อลูกหนี้ตลอดวงจรของการเป็นหนี้ และส่งเสริมให้ประชาชนไทยมีวินัยทางการเงิน อันจะเป็นรากฐานสำคัญในการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน และการพัฒนาระบบการเงินที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง เพื่อสนับสนุนครัวเรือนและธุรกิจในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจในโลกยุคใหม่

The post ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติชี้ รัฐบาลทุกยุคไม่ทำนโยบายระยะยาวเท่าที่ควร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้ชี้ กฎหมายสภาพภูมิอากาศไม่ได้คุ้มครองสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ล้มเหลวในการปกป้องสิทธิคนรุ่นต่อไป https://thestandard.co/south-korea-court-climate-law-violates-rights-future-generations/ Fri, 30 Aug 2024 04:50:34 +0000 https://thestandard.co/?p=977376 ศาลรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้

วานนี้ (29 สิงหาคม) ศาลรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้มีคำตัดสินว่า […]

The post ศาลรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้ชี้ กฎหมายสภาพภูมิอากาศไม่ได้คุ้มครองสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ล้มเหลวในการปกป้องสิทธิคนรุ่นต่อไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้

วานนี้ (29 สิงหาคม) ศาลรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้มีคำตัดสินว่าเนื้อหาบางส่วนของกฎหมายว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีอยู่ ไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ โดยละเมิดหน้าที่ในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน รวมถึงล้มเหลวในการปกป้องคนรุ่นต่อไปจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ซึ่งถือเป็นคำตัดสินครั้งสำคัญ หลังจากนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมกล่าวโทษรัฐบาลว่าล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างมีประสิทธิภาพ

 

คำตัดสินดังกล่าวถือเป็นการยุติการต่อสู้ทางกฎหมายที่ยาวนานถึง 4 ปี โดยกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมองว่า นี่เป็นคำตัดสินครั้งแรกเกี่ยวกับการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศของรัฐบาลในประเทศเอเชีย ซึ่งอาจสร้างบรรทัดฐานใหม่ในภูมิภาคที่มีการฟ้องร้องลักษณะเดียวกันทั้งในไต้หวันและญี่ปุ่น

 

ขณะที่ศาลยังชี้ว่า การขาดเป้าหมายที่มีผลผูกพันทางกฎหมายสำหรับการลดก๊าซเรือนกระจกในช่วงปี 2031-2049 ถือเป็นการละเมิดสิทธิตามรัฐธรรมนูญของคนรุ่นต่อไป และเป็นความล้มเหลวในการทำหน้าที่ของรัฐบาลเพื่อปกป้องสิทธิเหล่านี้

 

โดยศาลได้ขอให้สภานิติบัญญัติเกาหลีใต้แก้ไขกฎหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนโดยรวมเอาเป้าหมายระยะยาวเหล่านี้ไว้ ภายในสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2026 พร้อมทั้งยอมรับว่าเป้าหมายการปล่อยมลพิษระยะยาวในกฎหมายที่มีอยู่นั้นไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและสร้างภาระที่มากเกินไปแก่คนรุ่นต่อไป

 

ทั้งนี้ ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ศาลสิทธิมนุษยชนสูงสุดของยุโรปตัดสินว่ารัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์ละเมิดสิทธิพลเมืองโดยไม่ดำเนินการเพียงพอในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

 

ขณะที่คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้สร้างความยินดีแก่โจทก์ นักเคลื่อนไหว และทนายความที่ต่อสู้ทางกฎหมายในคดีนี้ โดยพากันตะโกนว่า “คำตัดสินไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้น

 

“ฉันหวังว่าคำตัดสินในวันนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เพื่อที่เด็กๆ จะได้ไม่ต้องยื่นอุทธรณ์ต่อรัฐธรรมนูญในลักษณะนี้อีก” ฮันเจอา หนึ่งในโจทก์วัย 12 ปีกล่าว

 

ภาพ: Kim Hong-Ji / REUTERS
อ้างอิง:

The post ศาลรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้ชี้ กฎหมายสภาพภูมิอากาศไม่ได้คุ้มครองสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ล้มเหลวในการปกป้องสิทธิคนรุ่นต่อไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
21 ก.ค. 2024 ‘ร้อนสุดในประวัติศาสตร์’ อุณหภูมิเฉลี่ยโลกพุ่ง 17.09 องศาเซลเซียส https://thestandard.co/21-jul-2024-hottest-global-temp/ Wed, 24 Jul 2024 07:12:54 +0000 https://thestandard.co/?p=962204 21 ก.ค. ร้อนสุดในประวัติศาสตร์

Copernicus Climate Change Service (C3S) หน่วยงานติดตามก […]

The post 21 ก.ค. 2024 ‘ร้อนสุดในประวัติศาสตร์’ อุณหภูมิเฉลี่ยโลกพุ่ง 17.09 องศาเซลเซียส appeared first on THE STANDARD.

]]>
21 ก.ค. ร้อนสุดในประวัติศาสตร์

Copernicus Climate Change Service (C3S) หน่วยงานติดตามการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศของสหภาพยุโรป รายงานว่า วันอาทิตย์ที่ 21 กรกฎาคมที่ผ่านมา ถือเป็นวันที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์โลก นับตั้งแต่มีการบันทึกข้อมูลในปี 1940 โดยอุณหภูมิอากาศพื้นผิวเฉลี่ยทั่วโลกเพิ่มสูงถึง 17.09 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงกว่าสถิติก่อนหน้าคือ 17.08 องศาเซลเซียส ที่บันทึกไว้เมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว

 

จากข้อมูลเบื้องต้นพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกสูงขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เนื่องจากคลื่นความร้อนที่รุนแรงและปกคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่ของสหรัฐอเมริกา ยุโรป และรัสเซีย

 

คาร์โล บวนเทมโป (Carlo Buontempo) ผู้อำนวยการ Copernicus Climate Change Service ชี้ว่า ยังมีความเป็นไปได้ที่ช่วงต้นสัปดาห์นี้ อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกอาจสูงทุบสถิติ เนื่องจากคลื่นความร้อนที่ยังคงแผ่ปกคลุมทั่วโลก

 

โดยในปีที่แล้ว อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกเพิ่มสูงทำลายสถิติติดต่อกันถึง 4 วัน ตั้งแต่วันที่ 3-6 กรกฎาคม เนื่องจากภาวะโลกรวนที่มีปัจจัยหลักจากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงฟอสซิล ซ่งส่งผลให้เกิดความร้อนรุนแรงทั่วซีกโลกเหนือ

 

ขณะที่นักวิทยาศาสตร์บางคนชี้ว่า ปี 2024 อาจเป็นปีที่ร้อนที่สุด ทุบสถิติปี 2023 ซึ่งระดับอุณหภูมิพุ่งสูงทำลายสถิติต่อเนื่องทุกเดือนนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2023

 

 

ภาพประกอบ: พรวลี จ้วงพุฒซา / Issei Kato / Reuters

อ้างอิง:

The post 21 ก.ค. 2024 ‘ร้อนสุดในประวัติศาสตร์’ อุณหภูมิเฉลี่ยโลกพุ่ง 17.09 องศาเซลเซียส appeared first on THE STANDARD.

]]>
เตือนอากาศร้อนสุดขั้วคร่าชีวิตคน คาดอุณหภูมิฤดูร้อนนี้ทะลุสถิติสูงสุดใหม่ https://thestandard.co/global-warming-kills-people/ Fri, 21 Jun 2024 04:57:45 +0000 https://thestandard.co/?p=947916

Reuters รายงานอ้างอิงความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ และข้อมูลด […]

The post เตือนอากาศร้อนสุดขั้วคร่าชีวิตคน คาดอุณหภูมิฤดูร้อนนี้ทะลุสถิติสูงสุดใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>

Reuters รายงานอ้างอิงความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ และข้อมูลด้านสภาพภูมิอากาศจากทั่วโลกที่พบว่า ฤดูร้อนปี 2024 ที่กำลังเริ่มต้นขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก จะเผชิญกับคลื่นความร้อนจัดถึงขั้นที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก

 

รายงานระบุว่า คลื่นความร้อนมรณะกำลังคร่าชีวิตผู้คนในเมืองต่างๆ ของ ​​4 ทวีปทั่วโลก ในช่วงเวลาที่ซีกโลกเหนือเป็นวันแรกของฤดูร้อน โดยคลื่นความร้อนที่เกิดขึ้นถือเป็นสัญญาณว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีส่วนผลักดันให้ความร้อนพุ่งสูงทำลายสถิติสูงสุด และอาจแซงหน้าฤดูร้อนที่แล้วซึ่งร้อนที่สุดในรอบ 2,000 ปี

 

ขณะเดียวกันนักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งประเมินว่า อุณหภูมิที่บันทึกในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาอาจทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยหรือหลายพันคนทั่วเอเชียและยุโรป โดยมีรายงานว่า ในซาอุดีอาระเบีย ผู้แสวงบุญชาวมุสลิมเกือบ 2 ล้านคน กำลังประกอบพิธีฮัจญ์ที่มัสยิดหลวงในนครเมกกะในสัปดาห์นี้ แต่หลายร้อยคนเสียชีวิตระหว่างการเดินทาง ท่ามกลางอุณหภูมิที่สูงกว่า 51 องศาเซลเซียส ขณะที่แหล่งข่าวทางการแพทย์และความมั่นคงของอียิปต์กล่าวกับ Reuters ว่า ผู้แสวงบุญชาวอียิปต์อย่างน้อย 530 คน เสียชีวิตขณะเข้าร่วมพิธี โดยเพิ่มขึ้นจาก 307 คนตามรายงานเมื่อวานนี้ โดยมีผู้สูญหายอีก 40 คน

 

ขณะที่รายงานของหอดูดาวโลกขององค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติ หรือ NOAA ระบุว่า ประเทศรอบๆ แถบเมดิเตอร์เรเนียนยังต้องอดทนต่ออุณหภูมิที่ร้อนจัดไปอีก 1 สัปดาห์ ซึ่งส่งผลให้เกิดไฟป่าตั้งแต่โปรตุเกสไปจนถึงกรีซ และตามแนวชายฝั่งทางตอนเหนือของแอฟริกาในแอลจีเรีย

 

ด้านเซอร์เบีย นักอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า อุณหภูมิจะอยู่ที่ประมาณ 40 องศาเซลเซียสในสัปดาห์นี้ เนื่องจากลมจากแอฟริกาเหนือพัดผ่านแนวร้อนผ่านคาบสมุทรบอลข่าน หน่วยงานด้านสุขภาพประกาศเตือนภัยสภาพอากาศสีแดง และแนะนำประชาชนอย่าออกไปข้างนอก ส่วนหน่วยบริการฉุกเฉินของกรุงเบลเกรด เมืองหลวงของเซอร์เบีย  รายงานว่า อากาศร้อนมีผลต่อสุขภาพ โดยเฉพาะกับผู้ที่มีโรคประจำตัว ยืนยันได้จากทีมแพทย์ฉุกเฉินในกรุงเบลเกรด ที่ต้องรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจและสุขภาพเรื้อรังมากถึง 109 คนภายในช่วง 1 คืนที่ผ่านมา

 

ส่วนมอนเตเนโกร เจ้าหน้าที่สาธารณสุขได้ออกมาเตือนประชาชนให้อยู่ในที่ร่มจนถึงช่วงบ่ายแก่ๆ ขณะที่นักท่องเที่ยวอีกหลายหมื่นคนแห่กันไปแสวงหาความสดชื่นบนชายหาดตามแนวชายฝั่งเอเดรียติก

 

รายงานระบุว่า ในปีนี้ยุโรปต้องเผชิญกับตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เสียชีวิตและสูญหายจำนวนมากท่ามกลางอากาศร้อนอบอ้าว โดยล่าสุดตำรวจได้จ่ายเงินชดเชยให้กับครอบครัวชาวอเมริกันวัย 55 ปี ซึ่งพบว่าเสียชีวิตบนเกาะมาธรากีของกรีซ นับเป็นการเสียชีวิตของนักท่องเที่ยวคนที่ 3 ในรอบสัปดาห์

 

ข้ามฟากมาที่สหรัฐอเมริกา มีรายงานว่า พื้นที่กว้างใหญ่ทางตะวันออกของสหรัฐฯ ก็กำลังเผชิญกับคลื่นความร้อนจัดเป็นวันที่ 4 ติดต่อกัน ภายใต้โดมความร้อน หรือ Heat Dome ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อความกดอากาศสูงกักความร้อนไว้ ป้องกันไม่ให้อากาศเย็นเข้าไป และทำให้อุณหภูมิพื้นดินลดลง

 

ส่วนนครนิวยอร์กได้วางแผนเปิดศูนย์ทำความเย็นฉุกเฉินในห้องสมุด ศูนย์ผู้สูงอายุ และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ ในขณะที่โรงเรียนในเมืองเปิดตามปกติ หลายเขตในเขตชานเมืองโดยรอบส่งนักเรียนกลับบ้านเร็วเพื่อหลีกเลี่ยงความร้อน ขณะที่นักอุตุนิยมวิทยาสหรัฐฯ ได้ออกคำเตือนเรื่องความร้อนจัดในพื้นที่บางส่วนของรัฐแอริโซนา รวมถึงเมืองฟีนิกซ์ พร้อมคาดว่าอุณหภูมิจะสูงถึง 45.5 องศาเซลเซียส

 

อ้างอิง:

The post เตือนอากาศร้อนสุดขั้วคร่าชีวิตคน คาดอุณหภูมิฤดูร้อนนี้ทะลุสถิติสูงสุดใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลท. จับมือ Carbonwize ปั้นแพลตฟอร์มจัดการข้อมูลคาร์บอนฟุตพรินต์ นำทาง บจ. สู่เป้าหมาย Net Zero รับเทรนด์นักลงทุนสถาบันโลก เน้นลงทุนหุ้นยั่งยืน https://thestandard.co/set-cooperate-carbonwize-net-zero/ Tue, 11 Jun 2024 10:40:38 +0000 https://thestandard.co/?p=943968

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ได้ร่วมมือกับ Carbonw […]

The post ตลท. จับมือ Carbonwize ปั้นแพลตฟอร์มจัดการข้อมูลคาร์บอนฟุตพรินต์ นำทาง บจ. สู่เป้าหมาย Net Zero รับเทรนด์นักลงทุนสถาบันโลก เน้นลงทุนหุ้นยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ได้ร่วมมือกับ Carbonwize พัฒนาแพลตฟอร์มกลางจัดการข้อมูลก๊าซเรือนกระจกสำหรับบริษัทจดทะเบียน เพื่อปฏิวัติรูปแบบการจัดทำรายงานก๊าซเรือนกระจกแบบเดิมให้ง่ายต่อการใช้งาน ถูกต้องแม่นยำ และเป็นที่ยอมรับในสากล เพื่อต่อยอดการวางแผนลดก๊าซเรือนกระจก และมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)

 

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมามีบริษัทจดทะเบียนเพียงครึ่งหนึ่งที่นำส่งรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในขณะที่เพียง 1 ใน 3 ที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูล เนื่องจากการจัดทำรายงานก๊าซเรือนกระจกในปัจจุบันมีความซับซ้อนในการคำนวณ มีความยุ่งยากในการเก็บรวบรวมข้อมูล และมีต้นทุนในการจัดการค่อนข้างสูง

 

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เร่งเครื่องดัน บจ. SET-mai สู่ Net Zero

 

สำหรับคาร์บอนไวซ์ (Carbonwize) ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มจัดการคาร์บอนฟุตพรินต์ ร่วมกับ ‘ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย’ พัฒนา ‘SET Carbon’ แพลตฟอร์มการจัดการข้อมูลก๊าซเรือนกระจกกลาง โดยทั้ง Carbonwize และตลาดหลักทรัพย์ฯ มีความตั้งใจร่วมกันที่จะเร่งเครื่องบริษัทจดทะเบียนบนกระดาน SET และ mai รวมกว่า 840 บริษัท มุ่งหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ผ่านก้าวแรกที่สำคัญ คือการจัดการข้อมูลก๊าซเรือนกระจก โดยระบบดังกล่าวจะเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกบริษัทจดทะเบียนในการจัดเตรียมข้อมูล ผ่านการจัดหมวดหมู่ข้อมูลตามประเภทอุตสาหกรรม ระบบการคำนวณแบบอัตโนมัติ ระบบการบูรณาการข้อมูลผ่านการเชื่อมต่อกับหน่วยงานต่าง ๆ 

 

รวมถึงฟังก์ชันการจัดทำรายงานตามมาตรฐาน และการรับรองความถูกต้องของข้อมูลโดยผู้ทวนสอบ ซึ่งท้ายสุดข้อมูลดังกล่าวจะถูกนำมาจัดทำรายงานประจำปี ‘56-1 One Report’ ที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กำหนดไว้ อีกทั้งบริษัทยังสามารถนำรายงานไปเผยแพร่เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและนักลงทุนได้อีกด้วย

 

โดยเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2024 Carbonwize ได้เริ่มโครงการทดสอบใช้งานระบบ SET Carbon ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ฯ และอีก 20 บริษัทจดทะเบียนจากทั้ง 8 กลุ่มอุตสาหกรรม ณ อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

 

Carbonwize ชี้ เงินลงทุนสถาบันพุ่งเป้า ESG แตะ 1.2 พันล้านล้านในอีก 2 ปี

 

ด้าน นัชชา เลิศหัตถศิลป์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คาร์บอนไวซ์ (Carbonwize) เปิดเผยว่า “Carbonwize ในฐานะผู้พัฒนาแพลตฟอร์มจัดการก๊าซเรือนกระจก ได้เป็นพันธมิตรกับตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการเตรียมระบบจัดการข้อมูลก๊าซเรือนกระจกที่จะมาเป็นเครื่องมือช่วยบริษัทจดทะเบียนในตลาด SET และ mai รวมกว่า 840 แห่ง สอดคล้องกับพันธกิจของ Carbonwize ที่มีเป้าหมายในการขยายผลสู่บริษัทจำกัด และบริษัทมหาชนในประเทศไทยกว่า 700,000 ราย เพื่อมุ่งสู่เส้นทาง Net Zero

 

ทั้งการวัดและประเมินคาร์บอนฟุตพรินต์ นับเป็นเพียงก้าวแรกบนเส้นทาง Net Zero ข้อมูลก๊าซเรือนกระจกที่ถูกรวบรวมไว้บนแพลตฟอร์มจะเข้ามาช่วยสร้างความเข้าใจให้แก่บริษัทถึงแหล่งที่มาของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากธุรกิจ เพื่อนำมาวางกลยุทธ์ สร้างแผนปฏิบัติการในการลดคาร์บอนฟุตพรินต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่ก้าวสำคัญต่อไปคือการลงมือปฏิบัติตามแผนการเหล่านั้นผ่านการนำเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้ในองค์กร เพื่อปรับเปลี่ยนการดำเนินการสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ

 

นอกจากนี้ การวางรากฐานระบบการรายงานข้อมูลด้านความยั่งยืนที่เข้มแข็งให้กับบริษัทจดทะเบียนของไทยยังเป็นการดึงดูดเงินลงทุนจากนักลงทุนสถาบัน ที่ปัจจุบันเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในบริษัทที่เปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนอย่างโปร่งใสและชัดเจน โดยตามคาดการณ์ของ PwC สินทรัพย์ภายใต้การจัดการ (AUM) ของเงินลงทุนของนักลงทุนสถาบันที่โฟกัสประเด็นเรื่องความยั่งยืนจะสูงถึง 33.9 ล้านล้านดอลลาร์ หรือ 1.24 พันล้านล้านบาท ในปี 2026 เติบโตขึ้น 12.9% คิดเป็นสัดส่วน 21.5% ของพอร์ตการลงทุนทั้งหมด”

 

สำหรับความร่วมมือระหว่าง Carbonwize และตลาดหลักทรัพย์ฯ ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับวางรากฐานระบบจัดการข้อมูลก๊าซเรือนกระจกสำหรับบริษัทจดทะเบียน ซึ่งในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมมีความท้าทายที่แตกต่างกันจากกิจกรรมทางธุรกิจที่ต่างกัน ซึ่งต้องอาศัยความเชี่ยวชาญและการบูรณาการองค์ความรู้จากหลายภาคส่วน โดยในระยะที่ 1 Carbonwize และตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้รับความร่วมมือจากตัวแทนบริษัทจดทะเบียนจากหลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรม รวม 8 กลุ่มอุตสาหกรรม เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับแพลตฟอร์ม

 

ทั้งนี้การวัดประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรเป็นอีกก้าวสำคัญในการก้าวสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2065 และยังเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่จะบังคับใช้ในอนาคตอันใกล้นี้ ซึ่งจะเข้มงวดเรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น การมีฐานข้อมูลที่เข้มแข็งจึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยให้องค์กรวางแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทั้งเพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดทั้งของไทยและของนานาชาติ รวมถึงทำให้ธุรกิจขององค์กรสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

The post ตลท. จับมือ Carbonwize ปั้นแพลตฟอร์มจัดการข้อมูลคาร์บอนฟุตพรินต์ นำทาง บจ. สู่เป้าหมาย Net Zero รับเทรนด์นักลงทุนสถาบันโลก เน้นลงทุนหุ้นยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลขาฯ UN ชี้ โลกอยู่บน ‘ไฮเวย์สู่นรกภูมิอากาศ’ หลังร้อนทุบสถิติ 12 เดือน https://thestandard.co/secretary-un-global-warming/ Thu, 06 Jun 2024 04:22:29 +0000 https://thestandard.co/?p=941827 โลก ร้อน

อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ (UN) ก […]

The post เลขาฯ UN ชี้ โลกอยู่บน ‘ไฮเวย์สู่นรกภูมิอากาศ’ หลังร้อนทุบสถิติ 12 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลก ร้อน

อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ (UN) กล่าวปาฐกถาพิเศษเกี่ยวกับการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติอเมริกาในนครนิวยอร์ก โดยชี้ถึงข้อมูลจาก Copernicus Climate Change Service หน่วยงานติดตามสภาพภูมิอากาศของสหภาพยุโรป ที่ระบุว่าโลกได้เผชิญกับสภาพอากาศร้อนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ต่อเนื่องตลอด 12 เดือนที่ผ่านมา นับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2023 – พฤษภาคม 2024 พร้อมยืนยันว่า การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกจำเป็นต้องลดลงอย่างน้อย 9% ต่อเนื่องทุกปี เพื่อคงอุณหภูมิโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกินระดับ 1.5 องศาเซลเซียสก่อนยุคอุตสาหกรรม

 

ขณะที่กูเตอร์เรสเรียกร้องให้ผู้นำโลกเร่งควบคุมวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่กำลังทวีความรุนแรงอย่างรวดเร็ว ก่อนที่โลกจะเผชิญกับจุดเปลี่ยนที่เป็นอันตราย

 

“เรากำลังเล่น Russian Roulette กับโลกของเรา เราต้องการทางออกจากไฮเวย์สู่นรกภูมิอากาศ และความจริงก็คือเราควบคุมมันได้”

 

 

 

ภาพ : Gina Ferazzi/Los Angeles Times via Getty Image

อ้างอิง:

The post เลขาฯ UN ชี้ โลกอยู่บน ‘ไฮเวย์สู่นรกภูมิอากาศ’ หลังร้อนทุบสถิติ 12 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลกกำลังเข้าสู่​สภาพอากาศ​แบบลานีญา​ กระทบไทยอย่างไร https://thestandard.co/how-does-la-nina-affect-thailand/ Wed, 01 May 2024 01:00:19 +0000 https://thestandard.co/?p=928630

ฤดูร้อน​ปี 2567 ที่กำลังจะ​ผ่านพ้น​ไป​นี้ เชื่อว่าคนไทย […]

The post โลกกำลังเข้าสู่​สภาพอากาศ​แบบลานีญา​ กระทบไทยอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>

ฤดูร้อน​ปี 2567 ที่กำลังจะ​ผ่านพ้น​ไป​นี้ เชื่อว่าคนไทยทุกคนต่างก็ได้รับรู้​ผลกระทบของสภาพ​อากาศ​แบบเอลนีโญ​ไปไม่มากก็น้อย ด้วยอุณหภูมิ​ตอนกลางวันที่ร้อนจนแทบจะดำเนินชีวิต​ตามปกติ​ไม่ไหวกันเลยทีเดียว

 

แต่ทุกอย่างย่อมมีที่สิ้นสุด ตามข้อมูลล่าสุด​ของสถาบันวิจัยนานาชาติ มหาวิทยาลัย​โคลัมเบีย​ สภาพอากาศ​โลกจะเปลี่ยนจากลักษณะแบบเอลนีโญ​ ไปสู่สภาพอากาศโลกแบบนิวทรัล หรือสภาพเป็นกลาง ในเดือนพฤษภา​คมที่จะถึง​นี้ สภาพนิวทรัลจะคงอยู่ประมาณ 3 เดือน หลังจากนั้นก็จะเปลี่ยนไปสู่สภาพอากาศ​แบบลานีญาแบบอ่อน​ตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นไป 

 

 

ลานีญา​เป็นสภาพอากาศ​ด้านตรงข้ามกับเอลนีโญ​ ผลที่เกิดขึ้นก็จะตรงข้ามกันไปด้วย นั่นคือพื้นที่ไหนที่เคยมีความร้อนแล้งก็จะกลับไปมีฝนตกชุก ส่วนพื้นที่ไหนที่มีฝนตกมากผิดปกติในปีเอลนีโญ เมื่อเข้าสู่สภาพอากาศแบบลานีญาก็จะกลายเป็นพื้นที่ร้อนแล้งแทน

 

 

แต่สภาพอากาศแบบลานีญาในช่วงหน้าฝนของปีนี้มีสิ่งที่ต้องสังเกตเพิ่มเติม เนื่องจากตามรายงานของสำนักงานอุตุนิยมวิทยาออสเตรเลีย จะเกิดสภาพอากาศ IOD แบบ Positive ผสมด้วย โดยจะเกิดสูงสุดในเดือนกรกฎาคม

 

สภาพอากาศ IOD คืออะไร

 

IOD ย่อมาจากคำว่า Indian Ocean Dipole ซึ่งก็คือความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศจากอุณหภูมิของผิวน้ำในมหาสมุทรอินเดีย คล้ายปรากฏการณ์เอลนีโญ-ลานีญาของมหาสมุทรแปซิฟิก แต่การที่มาเกิดในมหาสมุทรอินเดียบางครั้งก็มีคนเรียกสภาพอากาศนี้ว่า ‘อินเดียนนีโญ’ (Indian Niño)

 

IOD นั้นมี 3 เฟส เฟสแรกคือเฟสเป็นกลาง ฝนจะตกตามปกติทางอาเซียนและออสเตรเลีย เฟสต่อมาคือ Positive หรือเฟสบวก ซึ่งจะส่งผลให้มีฝนแล้งทางอาเซียนและออสเตรเลีย แล้วฝนไปตกชุกฝั่งอินเดียและแอฟริกา สุดท้ายคือ Negative​ ฝนจะตกหนักมากทางอาเซียนและออสเตรเลีย และฝนแล้งทางฝั่งอินเดียและแอฟริกา 

 

การหนุนเสริมหรือหักล้างกันของสภาพอากาศทั้งสองแบบ

 

ประเทศฝั่งเอเชีย เช่น ไทย และอาเซียน รวมทั้งออสเตรเลีย ตั้งอยู่ระหว่างมหาสมุทรทั้งสองคือ มหาสมุทรแปซิฟิก และมหาสมุทรอินเดีย แน่นอนว่าต้องนำสภาพอากาศทั้ง Niño (เอลนีโญ-ลานีญา) และ IOD มาประเมินผลร่วมกัน เพราะในบางปีจะเกิดการหนุนเสริมกันอย่างรุนแรง เช่น สภาพอากาศแบบลานีญาแบบเข้มที่หนุนเสริมด้วย IOD เฟสลบแบบเข้มในปี 2010 ส่งผลให้ฝนหนักถล่มต่อเนื่องจนเกิดน้ำท่วม

 

ในรัฐควีนส์แลนด์ของออสเตรเลีย ผลนี้ยังส่งต่อมาถึงปี 2011 ที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ในไทย หรือในปีที่เอลนีโญแบบเข้มหนุนเสริมด้วย IOD เฟสบวกแบบเข้ม ก็จะเกิดอากาศร้อนแล้งผิดปกติในแถบอาเซียน ตลอดจนเกิดไฟป่านานหลายเดือนในออสเตรเลีย เป็นต้น 

 

 

ตรงกันข้ามกับการหนุนเสริมกัน การหักล้างกันของสภาพอากาศจากทั้งสองมหาสมุทรก็เกิดขึ้นได้ นักวิชาการประเมินว่า การเกิดลานีญาแบบอ่อนหลังเดือนสิงหาคมของปีนี้อาจถูกหักล้างจาก IOD เฟสบวกแบบอ่อน ทำให้ผลของสภาพอากาศแบบลานีญาไม่ปรากฏชัดเจนอย่างที่ควรจะเป็น เช่น จำนวนพายุหมุนเขตร้อนที่จะนำฝนมาเติมเขื่อนในไทย หรือปริมาณเฉลี่ยของฝนจากมรสุม อาจน้อยกว่าปีที่ไม่มีการหักล้างกัน 

 

อย่างไรก็ตาม การศึกษา IOD ไปจนถึงการสร้างแบบจำลองยังเป็นของใหม่ที่มีอายุไม่ถึง 20 ปี ข้อมูลจากการสังเกตการณ์อาจต้องการเวลาปรับปรุงอีกสักระยะจึงจะเกิดความแม่นยำ

 

จากสิ่งที่กล่าวมาอย่างน้อยก็ทำให้เราทราบว่า ความร้อนแล้งจากสภาพอากาศแบบเอลนีโญในไทย แม้จะไม่จากไปในทันที แต่ก็จะเบาบางลงจนหายไปในที่สุด ผลต่อเนื่องของความร้อนอาจยังคงอยู่อีกระยะ อย่างน้อยก็คงไม่ร้อนจัดอย่างที่เป็นอยู่ในเดือนเมษายนปีนี้

 

ภาพ: Chaiwat Subprasom / SOPA Images / LightRocket via Getty Images

อ้างอิง:  

The post โลกกำลังเข้าสู่​สภาพอากาศ​แบบลานีญา​ กระทบไทยอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ปีแห่งความล้มเหลวของมนุษยชาติ’ ในการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ https://thestandard.co/world-tackle-climate-crisis/ Sun, 31 Dec 2023 04:49:09 +0000 https://thestandard.co/?p=882967 สภาพภูมิอากาศ

ปี 2023 ถูกบันทึกว่าเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ […]

The post ‘ปีแห่งความล้มเหลวของมนุษยชาติ’ ในการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สภาพภูมิอากาศ

ปี 2023 ถูกบันทึกว่าเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยหลายพื้นที่ของโลกยังคงเผชิญอุณหภูมิสูงทำสถิติในช่วงปลายเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นเดือนที่อากาศควรจะหนาวเย็น นำไปสู่การตั้งคำถามถึงความสามารถของมวลมนุษยชาติในการจัดการกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากน้ำมือของมนุษย์เอง 

 

ความล้มเหลวปรากฏชัด

 

เจมส์ แฮนเซน อดีตนักวิทยาศาสตร์ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (NASA) ของสหรัฐฯ กล่าวกับ The Guardian ว่า ปี 2023 จะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่าเป็นปีที่ความล้มเหลวปรากฏให้เห็นเป็นที่ประจักษ์

 

“ในอนาคต เมื่อลูกหลานของเรามองย้อนกลับไปยังประวัติศาสตร์ของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มนุษย์สร้างขึ้นนั้น ปีนี้และปีหน้าจะถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยน เนื่องจากเป็นปีที่การไร้ความสามารถของรัฐบาลในการจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ถูกเปิดเผยในที่สุด” เขากล่าว

 

“รัฐบาลไม่เพียงล้มเหลวในการควบคุมภาวะโลกร้อนเท่านั้น แต่อัตราการเกิดภาวะโลกร้อนยังเร่งตัวเร็วขึ้นอีกด้วย” 

 

แฮนเซนนับเป็นบุคคลแรกๆ ที่เตือนถึงภาวะโลกร้อน และทำให้ประเด็นนี้เป็นที่รับรู้ในวงกว้าง จากการให้การต่อวุฒิสภาสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 1988 ล่าสุดเขาเตือนว่า หลังจากเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งอาจเป็นเดือนกรกฎาคมที่ร้อนที่สุดในรอบ 120,000 ปี โลกกำลังเคลื่อนเข้าสู่ ‘แนวสภาพภูมิอากาศใหม่’ (New Climate Frontier) ด้วยอุณหภูมิที่สูงกว่าทุกช่วงเวลาในรอบล้านปีที่ผ่านมา

 

แฮนเซน ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการโครงการสภาพภูมิอากาศที่สถาบันเอิร์ธของมหาวิทยาลัยโคลัมเบียในนิวยอร์ก กล่าวว่า ความหวังสูงสุดคือการเปลี่ยนแปลงผู้นำจากรุ่นสู่รุ่น ด้านสว่างของเรื่องนี้คือคนหนุ่มสาวอาจตระหนักได้ว่าพวกเขาต้องรับผิดชอบอนาคตของตนเอง

 

ความคิดเห็นของแฮนเซนสะท้อนถึงความท้อแท้ผิดหวังในหมู่ผู้เชี่ยวชาญที่มีต่อช่องว่างขนาดมหึมาระหว่างคำเตือนทางวิทยาศาสตร์กับการดำเนินการทางการเมือง ต้องใช้เวลาเกือบ 30 ปีกว่าที่ผู้นำโลกจะยอมรับว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นสาเหตุของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ แต่การประชุมสุดยอด COP28 ของสหประชาชาติในปีนี้ที่ดูไบ กลับจบลงด้วยเสียงเรียกร้องเพียงให้ประเทศต่างๆ ‘เปลี่ยนผ่าน’ จากเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งเป็นข้อตกลงที่คลุมเครือและไร้พลัง แม้จะมีหลักฐานเพิ่มมากขึ้นว่าโลกกำลังร้อนขึ้นถึงระดับอันตรายแล้วก็ตาม 

 

สถิติน่าสะพรึง

 

นักวิทยาศาสตร์ยังคงประมวลผลข้อมูลจากปีอันร้อนระอุนี้ ข้อมูลล่าสุดมาจากหน่วยงานอุตุนิยมวิทยาของญี่ปุ่น ซึ่งวัดอุณหภูมิในปี 2023 ได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกระหว่างปี 1991-2020 อยู่ 0.53 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงกว่าสถิติก่อนหน้าที่บันทึกไว้ในปี 2016 อย่างมาก โดยในปีดังกล่าวอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยที่ 0.35 องศาเซลเซียส ทั้งนี้ คาดว่าในระยะยาวโลกจะร้อนกว่ายุคก่อนอุตสาหกรรมประมาณ 1.2 องศาเซลเซียส

 

ก่อนหน้านี้ องค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐอเมริกาประมาณการว่า มี ‘โอกาสมากกว่า 99%’ ที่ปี 2023 จะเป็นปีที่ร้อนที่สุดในรอบ 174 ปี หลังจากที่โลกประสบกับเดือนที่อบอุ่นเป็นประวัติการณ์ติดต่อกันถึง 6 เดือน โดยเฉพาะในเดือนพฤศจิกายน พบว่ามีถึง 2 วันที่อุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยก่อนยุคอุตสาหกรรมถึง 2 องศาเซลเซียส ตามรายงานของ Copernicus Climate Change Service ซึ่งเป็นหน่วยงานติดตามการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของยุโรป ด้าน Berkeley Earth คาดการณ์ว่า อุณหภูมิเฉลี่ยในปี 2023 จะสูงกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมเกือบ 1.5 องศาเซลเซียสอย่างแน่นอน 

 

อุณหภูมิผิวน้ำทะเลพุ่งสูงจนน่าตกใจ

 

ผู้สังเกตการณ์สภาพภูมิอากาศระดับอาวุโสรู้สึกประหวั่นพรั่นพรึงกับอัตราความเร็วของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น “สภาพภูมิอากาศปี 2023 นั้นน่าตกใจมาก ตั้งแต่คลื่นความร้อน ความแห้งแล้ง น้ำท่วม และไฟป่า ไปจนถึงอัตราการละลายของน้ำแข็ง และอุณหภูมิที่ผิดปกติ โดยเฉพาะในมหาสมุทร” ศาสตราจารย์โยฮัน ร็อกสตรอม ผู้อำนวยการร่วมของสถาบันพอตสดัมเพื่อการวิจัยผลกระทบทางภูมิอากาศในเยอรมนี กล่าว

 

ร็อกสตรอมเป็นหนึ่งในผู้เขียนรายงาน ‘Hothouse Earth’ ในปี 2018 ซึ่งเตือนว่า ปรากฏการณ์โดมิโนซึ่งประกอบด้วยน้ำแข็งละลาย ทะเลที่ร้อนขึ้น และป่าไม้ที่กำลังจะตาย อาจทำให้โลกเข้าสู่สภาวะที่ความพยายามของมนุษย์ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่สามารถช่วยอะไรได้

 

เขากล่าวว่า สิ่งที่รบกวนจิตใจเขามากที่สุดในปี 2023 คืออุณหภูมิผิวน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเขามองว่า แม้ปีนี้เป็นปีที่เกิดเอลนีโญ แต่อุณหภูมิก็ไม่น่าจะสูงขึ้นอย่างฉับพลันเช่นนี้

 

“เราไม่เข้าใจว่าทำไมความร้อนในมหาสมุทรจึงเพิ่มขึ้นรุนแรงขนาดนี้ และเราไม่รู้ว่าผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไรในอนาคต” เขากล่าว “เรากำลังมองเห็นสัญญาณแรกของการเปลี่ยนแปลงใช่หรือไม่?”

 

ขั้วโลกร้อนระอุ

 

ในทวีปแอนตาร์กติกา นักวิทยาศาสตร์รู้สึกสับสนและวิตกกังวลกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน Criosfera 2 ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมของบราซิลที่รวบรวมข้อมูลทางอุตุนิยมวิทยา ได้วัดระดับน้ำแข็งในทะเลและพบว่า ระดับน้ำในแอนตาร์กติกาแตะระดับต่ำสุดทั้งในฤดูร้อนและฤดูหนาว 

 

ฟรานซิสโก เอลิเซว อาคิโน ศาสตราจารย์ด้านภูมิอากาศวิทยาและสมุทรศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยสหพันธรัฐรีโอกรันดีโดซูล และรองผู้อำนวยการศูนย์ขั้วโลกและภูมิอากาศของบราซิล กล่าวว่า สิ่งที่พบถือเป็นสัญญาณเตือนของการเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อมที่กำลังดำเนินอยู่ทั่วโลก และเป็นความท้าทายที่ยากจะอธิบายสำหรับนักวิทยาศาสตร์ขั้วโลก

 

ขณะที่ทวีปแอนตาร์กติกาก็ได้รับผลกระทบจากคลื่นความร้อนในฤดูหนาว ซึ่งสัมพันธ์กับการเคลื่อนตัวของแม่น้ำในชั้นบรรยากาศ (Atmospheric Rivers) โดยในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม ทีมนักวิทยาศาสตร์จากชิลีได้ลงพื้นที่บนเกาะคิงจอร์จ ทางตอนเหนือสุดของคาบสมุทรแอนตาร์กติก และได้บันทึกเหตุการณ์ฝนตกอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในช่วงกลางฤดูหนาว ซึ่งโดยปกติแล้วจะมีแต่หิมะตก

 

ย้อนกลับไปในเดือนมกราคม ภูเขาน้ำแข็งขนาดมหึมาประมาณ 1,500 ตารางกิโลเมตร แตกออกจากหิ้งน้ำแข็งบรันต์ (Brunt Ice Shelf) ในทะเลเวดเดลล์ นับเป็นการแบ่งตัว (Calving) ขนาดมหึมาครั้งที่ 3 ของภูเขาน้ำแข็งในแอนตาร์กติกาในรอบ 3 ปี

 

ภัยพิบัติรุนแรงทุกรูปแบบ

 

อาคิโนกล่าวว่า การกระทำของมนุษย์ผ่านการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลได้สร้างพลวัตที่ ‘น่าหวาดกลัว’ ระหว่างขั้วโลกกับเขตร้อน แนวปะทะอากาศเย็นและเปียกจากแอนตาร์กติกมีปฏิสัมพันธ์กับความร้อนและความแห้งแล้งในแอมะซอน จนส่งผลให้เกิดพายุนอกฤดูและน้ำท่วมทางตอนใต้ของบราซิล ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไป 51 คนเมื่อต้นเดือนกันยายน และกลับมาเกิดอีกครั้งด้วยอานุภาพทำลายล้างรุนแรงแบบเดียวกันในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน 

 

อาคิโนกล่าวว่า ‘บันทึกสถิติ’ เหล่านี้เป็นการชิมลางของสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นเมื่อโลกเข้าสู่ภาวะโลกร้อนในระดับที่เป็นอันตราย “ตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป เราจะเข้าใจอย่างเป็นรูปธรรมถึงความสัมพันธ์ของอุณหภูมิเฉลี่ยโลกที่เพิ่มขึ้น 1.5 องศาเซลเซียส กับภัยพิบัติต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น” เขากล่าว 

 

หรืออันที่จริงสิ่งนี้กำลังเกิดขึ้นแล้ว โดยภัยพิบัติทางสภาพภูมิอากาศที่ร้ายแรงที่สุดในปีนี้คือเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในลิเบีย ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 11,300 คนในเมืองเดอร์นา พายุแดเนียลทำให้เกิดฝนตกถล่มเมืองชายฝั่งทะเลแห่งนี้ โดยในวันเดียวมีฝนตกหนักถึง 200 เท่าจากปกติที่เกิดขึ้นตลอดทั้งเดือนกันยายน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ทำให้มีโอกาสที่จะเกิดภัยพิบัติรุนแรงเช่นนี้มากขึ้นถึง 50 เท่า

 

ในขณะที่แคนาดาและยุโรปเผชิญกับเหตุการณ์ไฟป่าที่เผาผลาญพื้นที่มากเป็นประวัติการณ์ รวมถึงเหตุการณ์ไฟป่าในลาไฮนา บนเกาะเมาวีของฮาวาย ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 100 คน นับเป็นเหตุการณ์ไฟป่าที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ ซึ่งเกิดขึ้นในเดือนสิงหาคม

 

ราอูล คอร์เดโร ศาสตราจารย์ด้านสภาพอากาศที่มหาวิทยาลัยโกรนิงเกน และมหาวิทยาลัยซานติอาโก กล่าวว่า ผลกระทบจากความร้อนในปีนี้ส่งผลครอบคลุมทั่วทั้งอเมริกาใต้ ตั้งแต่การขาดแคลนน้ำอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในอุรุกวัย ไฟป่ารุนแรงเป็นประวัติการณ์ในชิลี ความแห้งแล้งรุนแรงที่สุดในรอบ 50 ปีในลุ่มน้ำแอมะซอน เหตุการณ์ไฟดับในเอกวาดอร์อันเนื่องมาจากการขาดแคลนน้ำในการผลิตไฟฟ้า และค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นตามคลองปานามาเนื่องจากระดับน้ำในคลองต่ำ

 

คอร์เดโรกล่าวว่า อิทธิพลของเอลนีโญมีแนวโน้มจะอ่อนลงในปีหน้า แต่อุณหภูมิที่สูงกว่าค่าเฉลี่ย หรือสูงสุดเป็นประวัติการณ์ มีแนวโน้มที่จะคงอยู่ต่อไปอย่างน้อยสามเดือนข้างหน้า และอุณหภูมิโลกจะยังคงสูงขึ้นอีกตราบใดที่มนุษย์ยังคงเผาเชื้อเพลิงฟอสซิลและป่าไม้ต่อไป

 

ภาพ: Getty Images

อ้างอิง: 

The post ‘ปีแห่งความล้มเหลวของมนุษยชาติ’ ในการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ ย้ำความมุ่งมั่นบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ เชื่อจะสำเร็จหากทุกส่วนร่วมมือ พร้อมกำหนดทิศทางพัฒนาประเทศสู่ความยั่งยืน https://thestandard.co/srettha-tcac-2023/ Fri, 06 Oct 2023 05:40:09 +0000 https://thestandard.co/?p=851357 เศรษฐา ทวีสิน

วันนี้ (6 ตุลาคม) ที่ SX Grand Plenary Hall ศูนย์การประ […]

The post นายกฯ ย้ำความมุ่งมั่นบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ เชื่อจะสำเร็จหากทุกส่วนร่วมมือ พร้อมกำหนดทิศทางพัฒนาประเทศสู่ความยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐา ทวีสิน

วันนี้ (6 ตุลาคม) ที่ SX Grand Plenary Hall ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานและกล่าวปาฐกถาพิเศษ ในพิธีเปิดการประชุมภาคีการขับเคลื่อนการปฏิบัติงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย ครั้งที่ 2 (2nd Thailand Climate Action Conference: TCAC 2023) 

 

โดยตอนหนึ่งระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัญหาเร่งด่วนและทวีความรุนแรงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รัฐบาลไทยให้ความสำคัญและพยายามอย่างเต็มที่ในทุกวิถีทางเพื่อต่อสู้กับวิกฤตนี้ อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม การประชุมในวันนี้จึงเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนความคิด สร้างความร่วมมือกับพันธมิตรใหม่ๆ และร่วมกันขับเคลื่อนในเชิงปฏิบัติ และหากทุกภาคส่วนร่วมมือกันอย่างจริงจัง จะสามารถบรรลุเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ร่วมกันได้

 

การเข้าร่วมการประชุม UNGA78 ที่ผ่านมา มีประเด็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นหนึ่งในวาระสำคัญ ซึ่งตนพูดคุยหารือร่วมกับผู้นำประเทศต่างๆ รวมถึงได้เน้นย้ำไปยังประชาคมโลกถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการเร่งรัดการบรรลุเป้าหมาย SDGs ในระหว่างการประชุมสุดยอด Climate Ambition Summit ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งใน 38 ประเทศที่ได้รับเลือกให้นำเสนอแผนและพันธกรณี

 

เศรษฐากล่าวต่อว่า ไทยยืนยันว่ายังคงมุ่งมั่นจะบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050 และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2065 สอดคล้องกับเป้าหมายการพยายามควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส ภายใต้ข้อตกลงปารีส นอกจากนี้ ไทยยังเพิ่มเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (Nationally Determined Contribution) จากร้อยละ 20 เป็นร้อยละ 40 ภายในปี 2030 โดยรัฐบาลได้นำเป้าหมายเหล่านี้บูรณาการในนโยบายที่สำคัญของประเทศ ซึ่งรวมถึงในยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ด้วย

 

ขณะเดียวกันรัฐบาลมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่ง รวมถึงการเตรียมยกเลิกผลิตพลังงานโดยใช้เชื้อเพลิงถ่านหินภายในปี 2050 ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในด้านพลังงานได้ร้อยละ 15 พร้อมวางแผนเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนผ่านโครงการ Utility Green Tariff สนับสนุนการใช้โซลาร์รูฟท็อป และการวัดแสงสุทธิ (Net Metering) รวมถึงสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ

 

สำหรับภาคการเกษตร เศรษฐากล่าวว่าเป็นอีกหนึ่งภาคส่วนที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงทางอาหาร รัฐบาลนำร่องปรับเปลี่ยนวิธีการทำนาให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ยั่งยืน มีประสิทธิภาพ เพิ่มผลผลิต รวมถึงมุ่งเน้นการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจ BCG ส่วนภาคป่าไม้ รัฐบาลมุ่งมั่นปกป้องป่าไม้และเพิ่มแหล่งกักเก็บคาร์บอน โดยตั้งเป้าหมายเพิ่มพื้นที่สีเขียวทุกประเภทให้ครอบคลุมร้อยละ 55 ของพื้นที่ทั้งหมดภายในปี 2037 ซึ่งจะช่วยเพิ่มการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 120 ล้านตันต่อปี 

 

ส่วนภาคการเงินสีเขียว (Green Finance) ระหว่างการเข้าร่วมการประชุม The Future of Finance Summit 2023 รัฐบาลส่งเสริมกลไกการเงินสีเขียวอย่างแข็งขัน ผ่านการออกพันธบัตรเพื่อความยั่งยืน (Sustainability Bond) ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากนักลงทุนทั่วโลก ปัจจุบันสามารถระดมทุนได้ถึง 1.25 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนำไปสนับสนุนโครงการต่างๆ ได้มากมาย โดยจะระดมทุนให้ได้ประมาณ 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมทั้งพัฒนาการจัดทำมาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย (Thailand Green Taxonomy) เพื่อเป็นเครื่องกำหนดมาตรฐาน ซึ่งจะช่วยให้ภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคการเงิน สามารถกำหนดนโยบาย การพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และการลงทุน ให้สอดคล้องกับการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยในทุกมิติ

 

ตนยังเห็นถึงโอกาสสำหรับประเทศไทยและภาคเอกชนในการก้าวไปสู่ความยั่งยืน ด้วยการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในภาคการผลิตและบริการ เช่น การเตรียมการผลิตภายในประเทศและการค้าระหว่างประเทศอย่างเต็มที่ สำหรับการบังคับใช้มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (CBAM) ในระยะแรก ซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้แก่ ซีเมนต์ กระแสไฟฟ้า ปุ๋ย เหล็กและเหล็กกล้า และอะลูมิเนียม ก่อนการบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบในปี 2026 

 

เศรษฐากล่าวในตอนท้ายว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับโอกาสในการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยไปสู่การเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน ปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรมด้านการผลิตและการบริโภค ซึ่งต้องได้รับความร่วมมือจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย

 

นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้จัดตั้งกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมขึ้น เพื่อตอบสนองต่อวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยผลักดันให้ผ่านพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อควบคุมการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบบังคับ เปลี่ยนแปลงสู่สังคมคาร์บอนต่ำ 

 

The post นายกฯ ย้ำความมุ่งมั่นบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ เชื่อจะสำเร็จหากทุกส่วนร่วมมือ พร้อมกำหนดทิศทางพัฒนาประเทศสู่ความยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ ย้ำไทยให้คำมั่นสัญญา แก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หนุนการเงินสีเขียว เพิ่มพื้นที่สีเขียว 55% ภายในปี 2037 https://thestandard.co/srettha-promise-thailand-climate-ambition-summit/ Thu, 21 Sep 2023 01:10:35 +0000 https://thestandard.co/?p=844053 เศรษฐา ทวีสิน สภาพภูมิอากาศ

วานนี้ (20 กันยายน) เวลา 10.59 น. ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ […]

The post นายกฯ ย้ำไทยให้คำมั่นสัญญา แก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หนุนการเงินสีเขียว เพิ่มพื้นที่สีเขียว 55% ภายในปี 2037 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐา ทวีสิน สภาพภูมิอากาศ

วานนี้ (20 กันยายน) เวลา 10.59 น. ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวสรุปสาระสำคัญภารกิจของ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในการกล่าวถ้อยแถลงในการประชุมระดับผู้นำว่าด้วยการดำเนินการสภาพภูมิอากาศ (Climate Ambition Summit) ในโอกาสเข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 78 (UNGA78) ว่า

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกถือเป็นปัญหาเร่งด่วนและร้ายแรงในปัจจุบัน ซึ่งช่วงเวลาที่ผ่านมาได้มีโอกาสพบปะกับเกษตรกรของประเทศไทย และรับทราบถึงผลกระทบที่มีต่อการดำรงชีวิตของเกษตรกร จึงเป็นสิ่งที่เราต้องลงมือแก้ไขปัญหาทันที 

 

ไทยขอชื่นชมวาระเร่งด่วนของเลขาธิการสหประชาชาติที่ได้สนับสนุนให้บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ให้ใกล้เคียงกับปี 2050 มากที่สุด พร้อมนำเสนอแผนการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงาน รวมถึงการเลิกใช้ถ่านหินภายในปี 2040 และเตรียมการสนับสนุนการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนดขึ้น ฉบับปรับปรุง (Nationally Determined Contributions: NDCs) สำหรับปี 2025 ซึ่งจะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ทั้งหมด

 

ไทยพยายามอย่างที่สุดที่จะร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและประชาคมระหว่างประเทศ ซึ่งคำนึงถึงการดำเนินการตามกระบวนการภายใน การเข้าถึงเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีให้มีประสิทธิภาพ ตลอดจนการสนับสนุนทรัพยากรทางการเงินและการสร้างขีดความสามารถ 

 

โดยในการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ UNFCCC COP ครั้งที่ 26 ประเทศไทยได้ให้คำมั่นสัญญาเพื่อให้บรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050 โดยได้เพิ่มเป้าหมายการสนับสนุนการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนดขึ้น (NDC) จาก 20% เป็น 40% ภายในปี 2030 ซึ่งมีการดำเนินการที่มีผลเป็นรูปธรรม สะท้อนได้จากยุทธศาสตร์การพัฒนาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำในระยะยาว ซึ่งรัฐบาลใช้เป้าหมายเหล่านี้ในการร่างแผนพลังงานแห่งชาติขึ้นใหม่ โดยมุ่งเน้นไปที่ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การเปลี่ยนแปลงในภาคการขนส่ง การเพิ่มการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ และการเตรียมการยุติการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน 

 

ไทยได้ดำเนินโครงการนำร่องโดยใช้แนวความคิดจากเกษตรกรรมยั่งยืน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขณะเดียวกันรัฐบาลได้กำหนดหลักเกณฑ์อัตราค่าบริการไฟฟ้าสีเขียว (Utility Green Tariff) สนับสนุนการใช้โซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) และการวัดไฟฟ้าแบบสุทธิ (Net Metering) เพื่อจูงใจการผลิตพลังงานสะอาด ซึ่งประเทศไทยตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ครอบคลุม 55% ของพื้นที่ทั้งหมดภายในปี 2037

 

พร้อมกันนี้ยังได้ส่งเสริมกลไกการเงินสีเขียว (Green Finance) อย่างแข็งขันผ่านการออกพันธบัตรเพื่อความยั่งยืน ซึ่งปัจจุบันสามารถระดมเงินได้ในจำนวน 1.25 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ 

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ล่าสุดได้จัดตั้งกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (Department of Climate Change and Environment) ขึ้น เพื่อตอบสนองต่อผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยเฉพาะ และเพื่อดำเนินการตามพันธกรณีที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน รัฐบาลจะผลักดัน พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อควบคุมการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบบังคับ เพื่อสร้างความสามารถในการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศให้แก่ทุกภาคส่วน

 

ในตอนท้ายนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า การแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต้องได้รับการสนับสนุนจากทุกประเทศทั่วโลก ซึ่งประเทศไทยยังคงเร่งดำเนินการอย่างต่อเนื่อง พร้อมมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ที่จะบรรลุเป้าหมายและเอาชนะวิกฤตการณ์นี้

The post นายกฯ ย้ำไทยให้คำมั่นสัญญา แก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หนุนการเงินสีเขียว เพิ่มพื้นที่สีเขียว 55% ภายในปี 2037 appeared first on THE STANDARD.

]]>
น้ำท่วมใหญ่หลายพื้นที่ทั่วโลก สัญญาณเตือนวิกฤตสภาพภูมิอากาศโลก https://thestandard.co/global-flooding-reflects-climate-crisis/ Mon, 18 Sep 2023 07:55:13 +0000 https://thestandard.co/?p=842895 น้ำท่วม

ตั้งแต่เดือนกันยายน 2023 เป็นต้นมา หลายพื้นที่ทั่วโลกต่ […]

The post น้ำท่วมใหญ่หลายพื้นที่ทั่วโลก สัญญาณเตือนวิกฤตสภาพภูมิอากาศโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
น้ำท่วม

ตั้งแต่เดือนกันยายน 2023 เป็นต้นมา หลายพื้นที่ทั่วโลกต่างประสบปัญหาน้ำท่วมครั้งใหญ่ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและผู้สูญหายเป็นจำนวนมาก อีกทั้งขอบเขตความเสียหายจากภัยพิบัติในระยะหลังนี้มีแนวโน้มที่จะขยายตัวเป็นวงกว้างเพิ่มมากขึ้น 

 

ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมคาดการณ์ว่า ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงขึ้นนี้ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะวิกฤตสภาพภูมิอากาศโลก ที่กำลังส่งสัญญาณเตือนให้ทุกคนในประชาคมโลกช่วยกันรับมือและแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง

 

น้ำท่วม

ฮ่องกง: ประสบเหตุน้ำท่วมครั้งใหญ่ หลังได้รับอิทธิพลจากไต้ฝุ่นเซาลาและไต้ฝุ่นไห่ขุย ทำให้น้ำฝนที่ตกลงมามีปริมาณมากที่สุดในรอบ 140 ปี เป็นเหตุให้เกือบทั่วทั้งเกาะมีน้ำท่วมสูง และเส้นทางสัญจรหลายสายถูกตัดขาด

ภาพ: Peter Parks / AFP

 

น้ำท่วม

เซินเจิ้น, จีน: เผชิญกับวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ หลังไต้ฝุ่นไห่ขุยพัดถล่มอย่างหนักเมื่อช่วงต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมานี้ 

ภาพ: STR / AFP

 

น้ำท่วม

อิสตันบูล, ตุรกี: เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากปริมาณฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 7 คน 

ภาพ: Yasin Akgul / AFP

 

น้ำท่วม

มาดริด, สเปน: ถูกพายุฝนดานาพัดถล่มอย่างหนัก เป็นเหตุให้โครงสร้างขั้นพื้นฐานหลายแห่งในเมืองได้รับความเสียหาย มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 3 คน

ภาพ: Guillermo Gutierrez Carrascal / SOPA Images / LightRocket via Getty Images

 

น้ำท่วม

เทสซาลี, กรีซ: ได้รับอิทธิพลของพายุฝนแดเนียล ส่งผลให้หลายพื้นที่เกิดปัญหาน้ำท่วมสูงเฉียบพลัน ทางการกรีซระบุว่า นี่นับเป็นหนึ่งในพายุที่ทรงพลังที่สุดที่เคยพัดถล่มพื้นที่แถบยุโรป 

ภาพ: Will Vassilopoulos / AFP

 

น้ำท่วม

รัฐฮิวกรังจีดูซูว, บราซิล: ประสบวิกฤตน้ำท่วมครั้งใหญ่ หลังฝนตกลงมาอย่างหนัก เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 30 คน นับเป็นเหตุน้ำท่วมที่รุนแรงที่สุดของรัฐนี้ในรอบ 40 ปี

ภาพ: Wesley Santos / AP

 

น้ำท่วม

แมสซาชูเซตส์, สหรัฐอเมริกา: มีฝนตกหนัก ทำให้หลายพื้นที่ของเมืองมีระดับน้ำท่วมสูง โดยในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาพายุฝนได้พัดถล่มแถบรัฐเนวาดาของสหรัฐอเมริกา ส่งผลกระทบต่อผู้คนนับแสนที่เดินทางมาเข้าร่วมงานเทศกาลประจำปีอย่าง Burning Man ต้องติดอยู่กลางทะเลทราย หลังฝนที่ตกลงมาอย่างหนักเปลี่ยนผืนทรายให้กลายเป็นทะเลโคลน จนทางการต้องเร่งให้ความช่วยเหลือโดยด่วน 

ภาพ: John Tlumacki / The Boston Globe via Getty Images

 

น้ำท่วม

เดอร์นา, ลิเบีย: ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากพายุฝนแดเนียล จนทำให้เขื่อนหลายแห่งในเมืองแตก มวลน้ำจำนวนมากไหลทะลักท่วมบ้านเรือนผู้คนในหลายเมืองสำคัญ ทางการลิเบียคาดว่ามียอดผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 11,300 คน และยังคงสูญหายอีกกว่า 10,000 คน ก่อนที่หน่วยงานของสหประชาชาติจะปรับลดตัวเลขผู้เสียชีวิตมาอยู่ที่ราว 4,000 คน เมื่อวันที่ 17 กันยายนที่ผ่านมา 

ภาพ: AFP

 

อ้างอิง:

The post น้ำท่วมใหญ่หลายพื้นที่ทั่วโลก สัญญาณเตือนวิกฤตสภาพภูมิอากาศโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>