“เราต้องการกรีนแลนด์เพื่อความมั่นคงแห่งชาติ ไม่ใช่เพื่อ […]
The post ทำไม สหรัฐฯ ต้องการ กรีนแลนด์? ไขเหตุผลความมั่นคง-ภูมิรัฐศาสตร์ในอาร์กติก appeared first on THE STANDARD.
]]>
“เราต้องการกรีนแลนด์เพื่อความมั่นคงแห่งชาติ ไม่ใช่เพื่อแร่ธาตุ เรามีแหล่งแร่และน้ำมันมากมายอยู่แล้ว” เป็นคำยืนยันของ โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐอเมริกาเมื่อวานนี้ (23 ธันวาคม) หลังแต่งตั้ง เจฟฟ์ แลนดรี (Jeff Landry) ผู้ว่าการรัฐลุยเซียนาให้ดำรงตำแหน่งผู้แทนสหรัฐฯ ประจำกรีนแลนด์ โดยไม่ได้หารือกับทางการกรีนแลนด์หรือเดนมาร์ก
เป็นเหตุให้ เมตเต เฟรเดอริกเซน (Mette Frederiksen) นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก และเยนส์ เฟรเดอริก นีลเซน (Jens-Frederik Nielsen) นายกฯ กรีนแลนด์ออกโรงคัดค้านว่า ดินแดนดังกล่าวอยู่ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ และไม่สามารถผนวกเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ ได้
ขณะที่สหภาพยุโรป (EU) กล่าวเตือนว่า ความมั่นคงในภูมิภาคอาร์กติกเป็นวาระสำคัญ และบูรณภาพแห่งดินแดน คือหลักการพื้นฐานตามกฎหมายระหว่างประเทศที่สำคัญ โดย EU จะยืนข้างเดนมาร์กและกรีนแลนด์ในประเด็นดังกล่าวอย่างสุดความสามารถ
“กรีนแลนด์เป็นของประชาชน เดนมาร์กคือผู้ค้ำประกัน” เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสระบุสั้นๆ
กรีนแลนด์เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก (หากไม่นับรวมทวีปออสเตรเลีย) ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือและทะเลอาร์กติก แต่ในเชิงภูมิศาสตร์ถือว่าตั้งอยู่ในทวีปอเมริกาเหนือ โดยมีพื้นที่เกือบ 2.17 ล้านตารางกิโลเมตร ขณะที่ 80% ของพื้นที่ปกคลุมด้วยธารน้ำแข็ง และมีประชากรราว 5.6 หมื่นคน ซึ่งส่วนใหญ่อาศัยอยู่เมืองหลวงอย่างนุก
ย้อนกลับไป ชาวอินูอิตเป็นกลุ่มแรกที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในกรีนแลนด์ตั้งแต่ยุค 2,500 ปีก่อนคริสตกาล ต่อมาชาวไวกิงในยุโรปเหนือเข้ามาตั้งถิ่นฐานในศตวรรษที่ 10 ขณะที่ในปี 1814 เดนมาร์กได้ประกาศให้กรีนแลนด์เป็นอาณานิคมอย่างเป็นทางการ ก่อนจะยกระดับเป็นจังหวัดหนึ่งของเดนมาร์ก และได้รับสิทธิปกครองตนเองในปี 1979 ร่วมกับหมู่เกาะแฟโร
ในปี 2009 กรีนแลนด์ได้รับอำนาจปกครองตนเองเพิ่มขึ้น ครอบคลุมในด้านกิจการภายใน เช่น การศึกษาหรือการสาธารณสุข รวมถึงการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ หากแต่เดนมาร์กยังมีอำนาจด้านการต่างประเทศ การป้องกันประเทศ และการให้งบประมาณสนับสนุน
อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจในเดือนมกราคม 2025 ชี้ว่า ชาวกรีนแลนด์ต้องการเป็นเอกราชจากเดนมาร์ก ในเงื่อนไขสำคัญคือ เศรษฐกิจต้อง ‘แข็งแกร่ง’ มากพอ หากแต่ประชากร 85% ไม่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ
อนึ่ง เดนมาร์กและกรีนแลนด์มีความบาดหมางทางประวัติศาสตร์ โดยมีการขุดคุ้ยอดีตในช่วงอาณานิคมว่า เดนมาร์กละเมิดสิทธิและกระทำย่ำยีชาวกรีนแลนด์ เช่น การบังคับให้ผู้หญิงกรีนแลนด์ฝังห่วงคุมกำเนิดในช่วงปี 1960-1970 ทำให้ มูเต เอเกเด อดีตนายกฯ กรีนแลนด์ถึงเรียกว่า นี่คือ ‘การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โดยรัฐ’
ขณะที่มีความเชื่อว่า กรีนแลนด์กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ในเวทีโลก โดยในปี 2024 มีการจัดทำยุทธศาสตร์ด้านการต่างประเทศ การป้องกันประเทศ และความมั่นคงในชื่อ Greenland in the World – Nothing About Us Without Us ว่า ภายในปี 2024-2033 กรีนแลนด์ต้องมีความสำคัญบนเวทีโลก
สำหรับการเข้ามาของสหรัฐฯ ในกรีนแลนด์ ต้องย้อนกลับไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เดนมาร์กทำข้อตกลงอนุญาตให้กองทัพสหรัฐฯ เข้ามาปกป้องกรีนแลนด์ในปี 1941 เนื่องจากเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญ เช่น การเป็นเส้นทางเดินเรือ หรือการสกัดกั้นเรือดำน้ำเยอรมนีในเวลานั้น
นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังตั้งฐานทัพในกรีนแลนด์ตั้งแต่ยุคสงครามเย็น อย่างฐานทัพอากาศ Pituffik ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรีนแลนด์ โดยทำหน้าที่เตือนภัย ป้องกันขีปนาวุธ ป้องกันภัยทางอากาศ รวมไปถึงติดตามกิจกรรมทางทหารของสหภาพโซเวียต
อันที่จริง แนวคิดการครอบครองกรีนแลนด์ของสหรัฐฯ ไม่ใช่เรื่องใหม่ หากย้อนกลับไปจะพบว่า วอชิงตันพยายามผลักดันประเด็นดังกล่าวตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา เช่น
ทรัมป์ระบุว่า กรีนแลนด์มีความสำคัญในมิติความมั่นคงของประเทศ ซึ่งขณะนี้มีเรือของมหาอำนาจอย่างรัสเซียและจีนอยู่ตามแนวชายฝั่ง โดยอ้างว่าเหตุผลการครอบครองไม่ใช่เรื่องทรัพยากร เพราะอเมริกามีแร่และน้ำมันอยู่แล้ว พร้อมทั้งยังตั้งคำถามต่อสิทธิการครอบครองกรีนแลนด์ของเดนมาร์ก
อย่างไรก็ดีกรีนแลนด์โต้แย้งทรัมป์ว่า ไม่พบเรือของทั้งสองประเทศในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ขณะที่การลงทุนของจีนในกรีนแลนด์เริ่มลดน้อยลงตั้งแต่ช่วงปี 2010 เป็นต้นมา แม้เคยสนใจโครงการเหมืองแร่และการท่องเที่ยว แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ
(หมายเหตุ: จีนเคยสนใจลงทุนเส้นทางการเดินเรือในอาร์กติก ภายใต้โครงการ Polar Silk Road แต่บทบาทของปักกิ่งลดลงอย่างมาก เพราะแรงกดดันจากสหรัฐฯ จีนจึงร่วมมือลงทุนทางอ้อมกับรัสเซียแทน)
ปฏิเสธไม่ได้ว่ากรีนแลนด์กำลังกลายเป็นหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของโลกในศตวรรษที่ 21 ไม่ใช่เพียงเพราะเป็นพื้นที่เกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ยังรวมถึงเหตุผลทางภูมิรัฐศาสตร์ดังต่อไปนี้
อย่างไรก็ดีมีข้อถกเถียงว่า เส้นทางนี้อาจไม่คุ้มค่าในเชิงพาณิชย์ เนื่องจากบริเวณดังกล่าวมีสภาพอากาศรุนแรง แต่ในแผนระยะยาว กรีนแลนด์จะมีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการความปลอดภัยทางทะเล และโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคอาร์กติก
นอกจากนี้ กรีนแลนด์ยังมีความสำคัญในด้านทรัพยากรธรรมชาติ เช่น สังกะสี, ตะกั่ว, ทองคำ, แร่เหล็ก, ก๊าซธรรมชาติ และเป็นขุมทรัพย์ ‘แร่หายาก’ ขนาดใหญ่ของโลก ซึ่งจำเป็นต่อการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์
กรีนแลนด์ถูกเดิมพันว่าจะกลายเป็น ‘ดินแดนแร่แห่งใหม่’ ของโลก โดยรายงานของ BBC ระบุว่า บริษัทต่างๆ พยายามวางแผนขุดแร่หายากอย่างจริงจัง หากแต่อุปสรรคสำคัญคือขั้นตอนการสร้างเหมืองที่ต้องริเริ่มตั้งแต่โรงงาน ที่พัก ท่าเรือ การหาเงินทุน การศึกษาความเป็นไปได้ ไปจนถึงการอนุมัติจากรัฐบาล
เกร็ก บาร์นส์ (Greg Barnes) นักธรณีวิทยาและผู้ก่อตั้งโครงการขุดเหมืองแร่ Tanbreez ที่สำรวจพื้นที่ดังกล่าวมานานหลายปีระบุว่า หากมีโครงการขุดแร่หายากในกรีนแลนด์ อาจทำให้ชาติตะวันตก ‘พลิกเกม’ ในศึกแรร์เอิร์ธได้ เพราะจำนวนทรัพยากรในกรีนแลนด์มีมากพอให้ใช้ได้นานถึงพันปี
อย่างไรก็ตาม มีบริษัทที่ได้ถือใบอนุญาตขุดเหมืองแร่ในเชิงพาณิชย์เพียง 9 แห่ง และมีเหมือง 2 แห่งที่เปิดดำเนินการจริงจังในกรีนแลนด์
ปัจจุบันจีนผลิตแร่หายากราว 60% และแปรรูปมากกว่า 90% ของโลก โดยในช่วงที่ผ่านมา จีนประกาศจำกัดการส่งออกแร่หายาก แม้จะมีการระงับมาตรการหลังเจรจากับสหรัฐฯ แต่เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนถึงความเปราะบางของชาติตะวันตก ที่ต้องพึ่งพาทรัพยากรดังกล่าวจากจีน
ภาพ: Michael Kappeler / Reuters
อ้างอิง:
The post ทำไม สหรัฐฯ ต้องการ กรีนแลนด์? ไขเหตุผลความมั่นคง-ภูมิรัฐศาสตร์ในอาร์กติก appeared first on THE STANDARD.
]]>
“พี่โด้ๆ” (มันมาอีกแล้ว) เสียงปลายสายถามขึ้น “พี่รู้จัก […]
The post ‘Miracle on Ice’ เพราะหัวใจบอกไปว่าไม่ยอมเว้ย! appeared first on THE STANDARD.
]]>
“พี่โด้ๆ” (มันมาอีกแล้ว) เสียงปลายสายถามขึ้น “พี่รู้จัก Miracle on Ice ไหม?”
“รู้สิ พี่อยากไปดูทุกปีแหละแต่ไม่เคยได้ไปสักที” ผมยิงมุกกลับหนึ่งช็อตแบบเบาๆ กะว่าแค่พอเข้ากรอบ
“ไม่ใช่แล้ว นั่นมัน Disney on Ice” (ใช้ได้ๆ) ผมหมายถึงเรื่องฮอกกี้น้ำแข็งสมัยก่อนที่เคยเอามาทำเป็นหนังน่ะ”
ความจริงผมรู้อยู่แล้วว่าหมายถึงเรื่องนี้ – หนึ่งในเรื่องเล่าคลาสสิกของเกมกีฬาที่เกิดขึ้นจริงในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวที่นิวยอร์ก เมื่อปี 1980 – เรื่องราวของการต่อสู้ของคนกลุ่มหนึ่งที่พยายามทำในสิ่งที่ไม่น่าเป็นไปได้ให้เป็นไปได้
เรื่องราวที่เป็นแรงบันดาลใจของเรื่องราว “Underdog” ทั้งปวง
เรื่องราวของ “Miracle on Ice” นั้นเกิดขึ้นในการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาวที่เลคพลาซิด (Lake Placid) ในเมืองนิวยอร์ก โดยมีฉากหลังเป็นยุคสมัยของ “สงครามเย็น” (Cold Wars) ที่สหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตช่วงชิงการเป็นผู้นำของโลกมาอย่างยาวนาน
การขับเคี่ยวกันระหว่างวอชิงตันกับมอสโกนั้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่เรื่องของสังคม เศรษฐกิจ หรือการทหาร แต่รวมถึงการแข่งขันในสนามกีฬาด้วยแม้ว่าจะเป็นที่รู้กันว่ากีฬาและการเมืองไม่ใช่เรื่องเดียวกันและควรจะแยกจากกันก็ตาม

โซเวียตในยุคนั้นยิ่งใหญ่ไม่แพ้ใครในเชิงกีฬา ด้วยการเป็นประเทศหลังม่านเหล็ก นักกีฬาของพวกเขาแข็งแกร่ง ดุดัน ผ่านการฝึกซ้อมมาอย่างหนักหน่วง (และเป็นความได้เปรียบเพราะมีสถานะเป็นเหมือนนักกีฬาอาชีพจนชาติอื่นพยายามร้องเรียนแต่ไม่เป็นผลในเวลานั้น)
ในบางประเภทกีฬานั้นเก่งกาจยากจะหาใครเทียบ ซึ่งฮอกกี้น้ำแข็งก็เป็นหนึ่งในกีฬาที่ถือว่าโซเวียตเป็นเจ้าของวงการเลยก็ว่าได้
พวกเขากวาดแชมป์ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว 4 สมัยรวดมาก่อนหน้านั้นไม่เคยแพ้ใครในการแข่งโอลิมปิกมาตั้งแต่ปี 1968 ด้วย เรียกว่าเป็นเต็งหนึ่งตัวตึงที่ใครก็เชื่อว่าไม่มีวันหรอกที่จะมีใครมาเอาชนะทีมที่อุดมไปด้วยสุดยอดผู้เล่นที่ถือเป็นระดับตำนานทั้งสิ้น
ไม่ว่าจะเป็น บอริส มิไคลอฟ (กัปตัน), วลาดิสลาฟ เตรเตียก, วลาดิเชสลาฟ เฟติซอฟ, วาเลรี คาร์ลามอฟ รวมถึงวลาดิเมียร์ ครูตอฟ และเซอร์เก มาคารอฟ
โดยที่ในจำนวนนี้มีถึง 4 คนคือเตรเตียก, คาร์ลามอฟ, มาคารอฟ และเฟติซอฟ ที่ในเวลาต่อมาได้รับการบรรจุเข้าหอเกียรติยศ (Hall of Fame) ถ้าเปรียบให้เห็นภาพง่ายขึ้นอาจจะเทียบกับทีมชาติบราซิลในชุดแชมป์ฟุตบอลโลก 1970 ที่เต็มไปด้วยสุดยอดนักเตะระดับโลกทุกตำแหน่งตั้งแต่ผู้รักษาประตู กองหลัง ยันกองหน้า
แตกต่างจากทีมฮอกกี้น้ำแข็งสหรัฐอเมริกาอย่างสิ้นเชิง
และตรงนี้เองที่ทำให้เรื่องนี้มีความหมาย

ทีมฮอกกี้น้ำแข็งของสหรัฐอเมริกาในเวลานั้น อย่าเรียกว่าเป็นทีมระดับท็อปของการแข่งขันเลย พวกเขาไม่ได้อยู่ในสายตาของใครด้วยซ้ำ
เหตุผลสำคัญนั้นเป็นเพราะผู้เล่นในทีมไม่ได้เป็นผู้เล่นในระดับสตาร์อาชีพมาจากไหนเพราะตามกฎของคณะกรรมการโอลิมปิกสากลจำกัดให้ผู้เล่นที่ลงแข่งขันต้องเป็น “ผู้เล่นสมัครเล่น” (Amateur) เท่านั้น นั่นทำให้ทีมชุดนี้เต็มไปด้วยกลุ่มผู้เล่นดาวรุ่งอายุน้อยที่อ่อนประสบการณ์ ทีมชาติสหรัฐฯกลายเป็นทีมที่อายุเฉลี่ยผู้เล่นน้อยที่สุดในการแข่งขันครั้งนั้น
มองอย่างผิวเผินเหมือนเป็นการรวมตัวกันของกลุ่มผู้เล่นที่ไม่น่าจะเอาไหนเลย มีเพียงแค่ บัซซ์ ชไนเดอร์ เป็นผู้เล่นคนเดียวที่เคยอยู่ในชุดทีมชาติลุยโอลิมปิกในปี 1976
แต่ลึกๆ แล้วทีมชุดนี้ไม่ใช่ทีมที่ไม่เอาไหน แต่เป็นทีมที่ถูกคัดเลือกมาเป็นอย่างดีจากสายตาของ เฮิร์บ บรูคส์ โค้ชทีมชาติสหรัฐฯในเวลานั้น
บรูคส์ เป็นอดีตผู้เล่นระดับท็อปของวงการฮอกกี้น้ำแข็งในสหรัฐอเมริกามาก่อน เคยติดทีมชาติชุดลุยโอลิมปิกฤดูหนาว 1964 ที่เมืองอินส์บรูค ประเทศออสเตรีย และเกรอนอบ ในประเทศฝรั่งเศสเมื่อปี 1968 ก่อนจะหันมาเอาดีทางการเป็นโค้ช มีผลงานที่โดดเด่นในระดับมหาวิทยาลัย พาทีมมินเนโซตา โกลเดน กอฟเฟอร์ คว้าแชมป์ NCAA ได้ถึง 3 สมัย
ผลงานครั้งนั้นทำให้เขาได้รับเลือกให้มาคุมทีมชาติสหรัฐฯ เพื่อสู้ศึกโอลิมปิกฤดูหนาว แต่งานของเขาร้อนยิ่งกว่าเผือก
เพราะการจะทำทีมเพื่อคว้าแชมป์ให้ได้นั้นเป็นเรื่องที่ยากยิ่งกว่ายาก นอกจากคู่แข่งอย่างโซเวียตจะเข้าขั้นกระบี่ไร้เทียมทานแล้ว ตัวผู้เล่นที่สหรัฐฯมีในเวลานั้นฝีไม้ลายมือห่างไกลกันอย่างมากราวกับคนละโลก
ดังนั้นบรูคส์จึงต้องพยายามหาหนทางในการจะทำสิ่งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ให้เป็นไปได้
ทุกสิ่งเริ่มจากการคัดเลือกตัวผู้เล่นที่จัดให้มีการคัดตัวในช่วงฤดูร้อนในปี 1979 ซึ่งคนที่มาทั้งหมดคือนักกีฬาระดับสมัครเล่นจากมหาวิทยาลัยต่างๆ
การคัดตัวในครั้งนั้นไม่ได้เป็นการคัดตัวธรรมดาที่ดูทักษะการเล่นหรือความแข็งแรงของร่างกาย เพราะสิ่งสำคัญที่สุดในการคัดตัวครั้งนั้นคือเรื่องของการทดสอบสภาพจิตใจ

บรูคส์เริ่มจากการสั่งให้ทุกคนตอบคำถามในแบบทดสอบเชิงจิตวิทยาจำนวน 300 ข้อ โดยใครที่ปฏิเสธที่จะทำแบบทดสอบให้ถือว่าตก ทันทีต่อให้เก่งแค่ไหนก็ไม่สน
เพราะคำถามเชิงจิตวิทยาเหล่านี้จะเป็นการนำทางให้เขาเข้าใจถึงสภาพจิตใจลึกๆ ของผู้เล่นในแต่ละคนว่าจะตอบสนองต่อสถานการณ์ความกดดันได้อย่างไร
จากจำนวนผู้เล่นที่มาสมัครเข้ารับการคัดตัวหลายร้อยก็เหลือเพียงแค่ 68 คนเท่านั้นที่ได้ไปต่อ ก่อนที่จะคัดกรองอีกจนเหลือแค่ 20 คนที่ได้ลุยโอลิมปิกในเวลาต่อมา
โดยที่ทุกคนถูกเคี่ยวกรำอย่างหนักในการฝึกที่โหดและเข้มงวดอย่างยิ่ง บ่อยครั้งที่หากเล่นกันไม่ได้ความแล้วพวกเขาจะโดนบรูคส์สั่งลงโทษอย่างหนักในการซ้อม เช่น ครั้งหนึ่งในช่วงของการทัวร์แข่งอุ่นเครื่องที่นอร์เวย์ก่อนโอลิมปิกจะเริ่มแล้วทีมเล่นกันไม่ได้ความ
ในขณะที่ผู้เล่นกลับเข้าห้องพัก บรูคส์เดินกราดเข้ามาก่อนสั่งให้ทุกคนกลับไปลงสนามอีกครั้ง เพื่อการซ้อมในแบบที่เรียกว่า “Herbies” หรือการวิ่งสปรินต์ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะสั่งให้หยุด ซึ่งเหนื่อยและทรมานอย่างมาก
การทำแบบนี้เหมือนเป็นการลงโทษที่ไร้เหตุผล แต่ลึกๆ แล้วคือการพยายามทลายขีดจำกัดของผู้เล่นที่มีอยู่ เพื่อไปให้ได้ไกลขึ้นอีกนิด
โดยที่โค้ชอย่างเขาเข้าใจดีว่าแต่ละคนมี “ขีดจำกัดของความอดทน” อยู่ที่ตรงไหน
บรูคส์ยังเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการกระตุ้นจิตใจ (Motivator) ที่รู้วิธีในการเล่นกับจิตใจของผู้เล่นได้เป็นอย่างดี หนึ่งในทริกที่เขาใช้เสมอคือการเพิ่มความโกรธและเกลียดชังในตัวผู้เล่นที่มีต่อเขาให้มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะรู้ว่ายิ่งโกรธและเกลียดเขาเท่าไรผู้เล่นก็จะหลอมหัวใจเป็นหนึ่งเดียวเพื่อเอาชนะและพิสูจน์ให้ได้ว่าคนที่ผิดคือโค้ชอย่างเขา
ความจริงวิธีการแบบนี้ไม่ต่างอะไรจากการเดิมพันแบบหมดหน้าตัก
ได้ก็รวย ซวยก็เจ๊ง
แต่สำหรับนักเดิมพันที่กล้าได้กล้าเสียอย่างบรูคส์ นี่เป็นเกมที่เขาถนัดนัก
โดยที่ตอนนั้นไม่มีใครรู้หรอกว่าไอ้เรื่องจิตวิทยาที่เขาเอามาใช้น่ะ…ครูพักลักจำมาทั้งนั้น (อ้าวเฮ้ย!)

ทุกสิ่งทุกอย่างที่บรูคส์ถ่ายทอดลงไปให้แก่ทีม โดยเฉพาะเรื่องจิตใจที่ทำให้ทีมแข็งแกร่งและไม่เคยคิดที่จะยอมแพ้ต่ออะไรง่ายๆ ได้นำไปสู่หนึ่งในเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์กีฬาของชาวสหรัฐอเมริกา
ทีมชาติสหรัฐฯ ทำผลงานได้ดีอย่างน่าประหลาดใจในการแข่งขันรอบแรกจนทำให้ได้ผ่านเข้ามาถึงรอบชิงเหรียญ (Medal round) ซึ่งมีสหรัฐฯ, สวีเดน, ฟินแลนด์ และเต็งจ๋าอย่างสหภาพโซเวียตที่ผ่านเข้ามา
โดยที่เกมแรกในรอบชิงเหรียญนั้นพวกเขาต้องเจอกับคู่แค้นอย่างโซเวียตทันที
ก่อนเกมนั้นใครก็คิดว่าถึงสหรัฐฯจะทำได้ดีในรอบแรก แต่มาถึงรอบนี้เจอกับโซเวียตซึ่งก่อนหน้าโอลิมปิกไม่กี่สัปดาห์ก็เพิ่งจะแข่งอุ่นเครื่องนัดส่งท้ายกันมาและปรากฏว่าทีมของบรูคส์แพ้ขาดลอยถึง 10-3 ผลมันห่างและไม่น่าจะต่างอะไรจากเกมนั้น
แต่ปรากฏว่าทีมรวมดาวรุ่งโนเนมกลับต่อกรกับทีมโคตรเทพได้อย่างสนุกสูสีเหลือเชื่อ!
ในพีเรียดแรกของการแข่งขันสหรัฐฯต้านทานโซเวียตได้ที่ 2-2 ซึ่งก็น่าประทับใจแล้วเพราะเป็นฝ่ายที่โดนนำก่อนทั้ง 2 ครั้ง แต่ในพีเรียดที่ 2 โซเวียตมาเร่งฟอร์มทำสกอร์อีก 1 ลูกทำให้ทีมเต็งจากดินแดนหลังม่านเหล็กขึ้นนำ 3-2 และมีโอกาสที่จะเก็บชัยชนะประเดิมในรอบชิงเหรียญได้
ถึงตอนนั้นทุกคนคิดว่าคงเป็นเรื่องยากที่สหรัฐฯจะหาทางกลับมาได้
แต่บรูคส์และลูกทีมของเขาเชื่ออีกแบบ พวกเขาเชื่อในความสามารถของตัวเอง เชื่อในพลังใจ และเชื่อว่าตราบใดที่ไม่ยอมแพ้ชัยชนะก็อยู่ตรงหน้าเสมอ
เหมือนที่บรูคส์บอกกับลูกทีมก่อนลงสนาม
“วันนี้เราคือทีมฮอกกี้ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก พวกนายทุกคนน่ะเกิดมาเพื่อเป็นนักฮอกกี้ การที่พวกนายทุกคนอยู่ที่นี่มันมีความหมาย”
“ฉันเบื่อเหลือเกินเวลาที่มีคนบอกว่าโซเวียตสุดยอดแบบนั้นแบบนี้ เวลาของพวกมันน่ะจบแล้ว ตอนนี้มันถึงเวลาของพวกนายแล้ว”
ในพีเรียดที่ 3 ทีมสหรัฐฯ พลิกสถานการณ์กลับมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ มาร์ค จอห์นสัน ซึ่งเป็นคนทำสกอร์ตีเสมอในพีเรียดแรกจัดการตีเสมอให้ทีมได้สำเร็จเป็น 3-3 โดยที่ในอีกฟากของสนาม จิม เคร็ก ผู้รักษาประตูเซฟไม่หยุดและไม่ยอมให้โซเวียตทำสกอร์ได้อีก

ย้อนกลับไปในเกมอุ่นเครื่องนัดสุดท้ายที่พบกับโซเวียต วันนั้นหลังเกมจบบรูคส์ได้ตำหนิใส่เคร็กอย่างรุนแรงถึงขั้นบอกว่าเขาไม่น่าเลือกเคร็กลงเล่นในเกมนั้นเลย
แต่ลึกๆ แล้วบรูคส์รู้ว่าประตูของเขาเหน็ดเหนื่อยจากการซ้อม และตระเวนแข่งยาวนาน เริ่มที่จะสูญเสียประสิทธิภาพในการป้องกันประตูไป เขาจึงเลือกเดิมพันที่จะกระตุ้นเคร็กด้วยคำพูดที่รุนแรงดู
ผลตอบแทนที่ได้คือการที่เคร็กตั้งใจตั้งแต่วันนั้นว่าเขาจะไม่ยอมแพ้อีกแม้แต่เกมเดียว ต่อให้เจอโคตรทีมอย่างโซเวียตอีกทีก็เถอะ
เคร็ก กลายร่างเป็นซูเปอร์ฮีโร่ของทีม เซฟถึง 36 ครั้งในวันนั้นคิดเฉลี่ยแล้วสูงถึง .923 เปอร์เซ็นต์ ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในฟอร์มการเซฟประตูที่สุดยอดที่สุดตลอดกาลของวงการฮอกกี้น้ำแข็งเลยทีเดียว
การเซฟของเคร็กทำให้ทีมยังรักษาความหวังได้ ก่อนที่พวกเขาจะทำในสิ่งที่ไม่น่าเชื่อให้เกิดขึ้นเมื่อกัปตันทีมอย่าง ไมค์ เอรูเซียน ซึ่งแทบไม่ได้ลองลุ้นทำสกอร์เลยได้รับลูกจากมาร์ค เพฟลิชก่อนที่จะหวดเรียดเต็มแรงด้วยขวา
นี่เป็นแค่โอกาสครั้งที่ 2 ของเอรูเซียนในวันนั้น แต่มันกลายเป็นประตูให้สหรัฐฯ พลิกขึ้นนำได้เป็นครั้งแรกในเกม 4-3 และเป็นประตูชัยในเกมนั้น

ทีมสมัครเล่นพิชิตโคตรทีมตลอดกาลของโลกได้ ก่อนจะเอาชนะฟินแลนด์ได้ (โดยไม่ต้องเล่นกับสวีเดนอีกนัดเพราะรวมสกอร์จากรอบแรกมาเลย) คว้าเหรียญทองมาครองได้สำเร็จ
เกมกับโซเวียตเป็นเกมที่ได้รับการเรียกขานว่า “Miracle on Ice” หรือปาฏิหาริย์บนลานน้ำแข็ง หนึ่งในเรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเรื่องหนึ่ง
เพียงแต่จริงๆ แล้วใต้คำว่าปาฏิหาริย์นั้น ไม่มีเรื่องของโชคหรือดวงเกื้อหนุนแต่อย่างใด
มันเกิดขึ้นได้เพราะความทุ่มเท วิสัยทัศน์ การเดิมพัน หยาดเหงื่อและหยดน้ำตา และที่สำคัญที่สุดคือหัวใจที่ไม่ยอมแพ้
เป็นสิ่งแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียมกับสิ่งที่เรียกว่าปาฏิหาริย์
อ้างอิง:
The post ‘Miracle on Ice’ เพราะหัวใจบอกไปว่าไม่ยอมเว้ย! appeared first on THE STANDARD.
]]>
นโยบายที่ผันผวนของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริ […]
The post ยุโรปเสริมเขี้ยวเล็บ ไม่พึ่งสหรัฐฯ ความมั่นคงไทยควรไปทางไหนในโลกที่ผันผวน? appeared first on THE STANDARD.
]]>
นโยบายที่ผันผวนของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาที่ปรับเปลี่ยนท่าทีและหันไปใกล้ชิดกับรัสเซีย ซึ่งถือเป็น ‘ภัยคุกคามอันดับ 1 ร่วมกัน’ ของทั้งยุโรป ทำให้บรรดาประเทศในยุโรปต่างกังวลใจและหันมายกระดับความมั่นคงภายในภูมิภาคมากยิ่งขึ้น ทั้งในมิติด้านเทคโนโลยีและงบประมาณด้านกลาโหม เพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐฯ ซึ่งกำลังหันไปให้ความสำคัญกับปัญหาภายในประเทศ ตามนโยบาย America First หรือ ‘อเมริกาต้องมาก่อน’
หนึ่งในแผนความมั่นคงของยุโรปที่ผลักดันโดยฝรั่งเศสคือ ร่มนิวเคลียร์ ซึ่งช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวคราวเกี่ยวกับความพยายามที่จะแผ่ขยาย ‘ร่มนิวเคลียร์ฝรั่งเศส’ (French Nuclear Umbrella) ซึ่งเป็นแนวทาง ‘การป้องปรามทางนิวเคลียร์’ (Nuclear Deterrence) ที่ฝรั่งเศสใช้เพื่อปกป้องอธิปไตยของตนเอง ให้ขยายขอบเขตในการ ‘ปกป้อง’ ให้ครอบคลุมประเทศอื่นๆ ภายในยุโรป จากภัยคุกคามต่างๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่สหรัฐฯ ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ ต้องการจะลดบทบาทสหรัฐฯ ใน NATO และละทิ้งบทบาทของสหรัฐฯ ที่เคยทำหน้าที่ ‘ผู้ค้ำประกันความมั่นคงสูงสุดของยุโรป’ มาตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
ฝรั่งเศสเป็น 1 ใน 5 สมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) และเป็นหนึ่งในเสาหลักสำคัญของยุโรปที่มีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครอง จึงทำให้ฝรั่งเศสเป็นเพียงไม่กี่ประเทศที่มี ‘อำนาจนิวเคลียร์อิสระ’ (Independent Nuclear Power) ซึ่งสามารถพัฒนา ควบคุม และใช้อาวุธนิวเคลียร์ได้ โดย ‘ไม่ต้องพึ่งพา’ และ ‘ไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุม’ ของสหรัฐฯ หรือ NATO อย่างสมบูรณ์ ซึ่ง ‘แตกต่าง’ จากประเทศอื่นๆ ในยุโรปที่อยู่ภายใต้ร่มนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ ผ่านองค์การ NATO
เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ได้เชิญผู้นำยุโรปหารือถึง ‘โอกาสและความเป็นไปได้’ ในการใช้อาวุธนิวเคลียร์ของฝรั่งเศสว่า จะสามารถนำมาใช้เป็น ‘เครื่องมือยับยั้ง’ การรุกรานของรัสเซียในอนาคตได้หรือไม่ และจะมีแนวทางการใช้อย่างไร
โดย ‘ร่มนิวเคลียร์ฝรั่งเศส’ จะทำงานในฐานะกลไก ‘การป้องปรามเชิงยุทธศาสตร์’ (Strategic Deterrence) ป้องปรามศัตรู ‘ไม่ให้โจมตี’ ฝรั่งเศสหรือพันธมิตร เพราะอาจถูกฝรั่งเศสตอบโต้กลับด้วยอาวุธนิวเคลียร์ ตามหลักการ ‘กำลังตอบโต้’ (Force de Frappe) ซึ่งฝรั่งเศสเคยประกาศว่า อาวุธนิวเคลียร์มีไว้เพื่อ ‘ป้องปราม’ (Deterrence) และใช้ใน ‘สถานการณ์ฉุกเฉิน’ เท่านั้น
บรรดาผู้นำยุโรป โดยเฉพาะเยอรมนีและโปแลนด์ เริ่มหารือถึง ความเป็นไปได้ในการขอความคุ้มครองจากร่มนิวเคลียร์ฝรั่งเศส และอาจรวมถึงร่มนิวเคลียร์อังกฤษ ซึ่งมีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครองและมี ‘อำนาจนิวเคลียร์อิสระ’ คล้ายกับฝรั่งเศส โดยอังกฤษได้รับมอบหมายให้ปกป้องยุโรปผ่านกลไกของ NATO
ในกรณีของโปแลนด์นั้นถึงขั้นพิจารณาความเป็นไปได้ในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของตนเอง เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความมั่นคงโลกที่กำลังถูกสั่นคลอนอยู่ในช่วงเวลานี้
แต่ก็มีคำถามว่า ร่มนิวเคลียร์เป็นหลักประกันความมั่นคงได้แค่ไหน
เวลานี้ฝรั่งเศสมีอาวุธนิวเคลียร์เพียง 300 หัวรบ ซึ่งน้อยกว่าสหรัฐฯ (5,000 หัวรบ) และรัสเซีย (5,580 หัวรบ) เป็นอย่างมาก ทำให้ ‘ไม่เพียงพอ’ สำหรับการป้องกันยุโรปทั้งภูมิภาค
นอกจากนี้ ฝรั่งเศสยังขาด ‘อาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธวิธี’ (Tactical Nuclear Weapons – TNWs) ซึ่งมี ‘พลังทำลายล้างน้อยกว่า’ และ ‘มีพิสัยการโจมตีสั้นกว่า’ เป็นอาวุธที่ออกแบบมา สำหรับใช้ใน ‘สนามรบโดยตรง’
ขณะนี้ฝรั่งเศสมีเพียง ‘อาวุธนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์’ (Strategic Nuclear Weapons – SNWs) สำหรับการโจมตีเป้าหมายสำคัญหรือโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ซึ่งต้องอาศัยอานุภาพการทำลายล้างสูง ทำให้ฝรั่งเศสดูเหมือนจะมีทางเลือกในการเพิ่มระดับความรุนแรงแบบค่อยเป็นค่อยไป ‘น้อยกว่า’ เมื่อเทียบกับสหรัฐอเมริกาและรัสเซีย
มาริยง เมสเมอร์ (Marion Messmer) Think Tank และผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงระหว่างประเทศจาก Chatham House ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยของอังกฤษ กล่าวว่า วิธีการที่ง่ายและรวดเร็วที่สุด สำหรับฝรั่งเศสในการเสริมสร้างความสามารถด้านการป้องปรามภัยคุกคามต่างๆ ให้กับยุโรปนั้นคือ การเข้าร่วม NATO Nuclear Planning Group (NPG) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านนโยบายและยุทธศาสตร์นิวเคลียร์ของ NATO เพื่อหารือถึงแนวทางในการใช้อาวุธนิวเคลียร์ ‘เพื่อการป้องกันร่วมกัน’ ซึ่งที่ผ่านมา ฝรั่งเศส ‘ไม่ได้เข้าร่วม NPG’ เนื่องจากมีนโยบาย ‘อิสระด้านนิวเคลียร์’ และ ‘ไม่ได้อยู่’ ในโครงสร้างนิวเคลียร์ของ NATO
เมสเมอร์ยังมองอีกว่า การกระทำดังกล่าว จะทำให้ ‘หลักการด้านนิวเคลียร์’ (Nuclear Doctrine) ของทั้งฝรั่งเศสและอังกฤษ ‘สอดคล้องกันมากยิ่งขึ้น’ เพื่อรับมือกับวิกฤตความมั่นคงยุโรปผ่านกลไกของ NATO โดยเป็นการสะท้อนความมุ่งมั่นของฝรั่งเศสที่มีต่อยุโรป และแสดงให้เห็นว่า NATO ของยุโรป จะยังคงแข็งแกร่งต่อไป แม้ว่าสหรัฐฯ อาจจะถอนตัวในอนาคตก็ตาม
การตัดสินใจของฝรั่งเศสที่อาจจะเข้าร่วมกับกลุ่ม NPG ของ NATO ในอนาคต อาจทำให้แนวนโยบาย ‘อิสระด้านอาวุธนิวเคลียร์’ ที่ใช้มาตั้งแต่สมัยประธานาธิบดีชาร์ล เดอ โกล ต้องยุติลง โดยมาครงยืนยันว่า ประธานาธิบดีฝรั่งเศสจะเป็น ‘ผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย’ ในการใช้อาวุธนิวเคลียร์
นักวิเคราะห์ระบุว่า ศักยภาพด้านนิวเคลียร์ของฝรั่งเศสและอังกฤษ เมื่อรวมกันแล้ว อย่างน้อยที่สุดก็จะทำให้รัสเซียต้องคิดทบทวนให้ดีก่อนที่จะโจมตี อย่างไรก็ตาม แม้ยุโรปจะเสริมศักยภาพนิวเคลียร์มากยิ่งขึ้น แต่ ‘สิ่งที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของรัสเซียมากที่สุด’ ยังคงเป็น ‘อำนาจการป้องปรามของสหรัฐฯ’
หากยุโรปต้องการเพิ่มอาวุธนิวเคลียร์ให้ทัดเทียมสหรัฐฯ อาจต้องใช้เวลา ‘อย่างน้อยหนึ่งทศวรรษ’ และลงทุนประมาณ 6-7% ของ GDP
ก่อนหน้านี้ในปี 1995 ฝรั่งเศสและอังกฤษเคยออก ‘แถลงการณ์ร่วมเชกเกอร์ส’ (Chequers Declaration) โดยระบุว่า ทั้งสองประเทศจะถือ ‘ผลประโยชน์สำคัญ’ (Vital Interests) ของตนเชื่อมโยงกัน เท่ากับเป็นการส่งสัญญาณว่า หากประเทศใดถูกคุกคาม ฝ่ายตรงข้ามอาจต้องเผชิญกับการตอบโต้จากทั้งสองประเทศนี้
ฝรั่งเศสอาจใช้แนวทางที่คล้ายกันนี้ในปัจจุบัน โดยออก แถลงการณ์ร่วม กับประเทศพันธมิตร หรืออาจผูกโยงกับ มาตรการป้องกันร่วมของสหภาพยุโรป (EU Mutual Defence Clause)
ทางด้าน บรูโน แตร-แทร (Bruno Tertrais) ผู้เชี่ยวชาญด้านการป้องปรามนิวเคลียร์ เสนอผ่านงานเขียนใน (เลอ ม็องด์) Le Monde ว่า ฝรั่งเศสอาจส่งสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์โดยการส่งเครื่องบินรบ ราฟาล (Rafale) ไปประจำการชั่วคราวในประเทศที่วิตกกังวล เช่น โปแลนด์ แม้ว่าจะไม่มีหัวรบนิวเคลียร์ติดตั้งก็ตาม
อีกทั้งฝรั่งเศสอาจพิจารณาเข้าร่วม NATO Nuclear Planning Group (NPG) ในฐานะ ‘ผู้สังเกตการณ์’ (Observer) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับพันธมิตรยุโรป อย่างไรก็ตาม การขยายบทบาทด้านนิวเคลียร์ของฝรั่งเศสในระดับที่ใหญ่ขึ้นจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ สหรัฐฯ ถอนตัวจากยุโรปโดยสมบูรณ์
ทางฟากฝั่งของเยอรมนี อีกหนึ่งเสาหลักของยุโรปก็กำลัง ‘ปลดล็อก’ งบประมาณมหาศาล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางด้านการทหารในช่วงเวลาสำคัญของยุโรป สิ่งนี้สะท้อนว่าเยอรมนีก็ต้องการพึ่งพาตนเองมากขึ้น ท่ามกลางภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้น
ฟรีดริช แมร์ซ (Friedrich Merz) ว่าที่นายกรัฐมนตรีเยอรมนีระบุว่า นี่คือ ‘ช่วงเวลาสำคัญ’ ที่เยอรมนีต้องลงทุนในกองทัพด้วยระดับ ‘งบประมาณที่ไม่เคยมีมาก่อน’ ตั้งแต่ยุคสงครามเย็น
อัตราการใช้จ่ายทางทหารของเยอรมนีเมื่อเทียบกับ GDP ‘ลดลงอย่างมาก’ ตั้งแต่ยุคสงครามเย็น โดยแตะ ‘ระดับสูงสุด’ ที่ 4.9% ในปี 1963 และลดลงสู่ ‘ระดับต่ำสุด’ ที่ 1.1% ในปี 2005 จนกระทั่งเมื่อปี 2024 เยอรมนีสามารถปฏิบัติตามเกณฑ์ของ NATO ที่กำหนดให้สมาชิกแต่ละประเทศใช้จ่ายด้านกลาโหม ‘อย่างน้อย 2%’ ของ GDP ได้เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 30 ปี โดย CNN คาดการณ์ว่า หากเยอรมนีใช้จ่ายด้านกลาโหม 3.5% ของ GDP ในช่วง 10 ปีข้างหน้า จะคิดเป็นมูลค่ารวม 600,000 ล้านยูโร (ราว 22 ล้านล้านบาท)
แมร์ซเชื่อว่า เขาจะนำพาประเทศไปสู่เส้นทางที่ถูกต้อง เพื่อสร้างความมั่นคงและความรุ่งเรืองในอนาคต พร้อมประกาศว่า “เยอรมนีกลับมาแล้ว” และ “เยอรมนีกำลังมีบทบาทสำคัญในการปกป้องเสรีภาพและสันติภาพในยุโรป” ท่ามกลางความท้าทายต่างๆ โดยเฉพาะปัจจัยเรื่องทรัมป์ และรัสเซีย
อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่ยุโรปพยายามผนึกกำลังกันในด้านความมั่นคงคือ การที่สหภาพยุโรป (EU) เสนอ ‘แผนสนับสนุนเงินทุนด้านกลาโหม’ มูลค่า 150,000 ล้านยูโร (ราว 5,480,000 ล้านบาท) เพื่อให้ประเทศสมาชิกสามารถซื้ออาวุธและพัฒนาอุตสาหกรรมกลาโหมของยุโรป
แผนระดมทุนด้านความมั่นคงนี้บ่งชี้ว่า EU พยายามลดอิทธิพลและการพึ่งพาสหรัฐฯ ลง โดยกีดกันบริษัทในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของสหรัฐฯ รวมถึงประเทศนอกสมาชิก EU อื่นๆ อย่างเช่น อังกฤษ และตุรกี ออกจากแผนความมั่นคงนี้ หากไม่ลงนามข้อตกลงด้านกลาโหมและความมั่นคงกับ EU
แผนความมั่นคงนี้จะ ‘ไม่ครอบคลุม’ ถึงระบบอาวุธขั้นสูงใดๆ ที่ประเทศที่สาม ‘มีอำนาจในการออกแบบ’ (Design Authority) ซึ่งเป็นข้อจำกัดในการผลิต การใช้ส่วนประกอบบางอย่าง หรือการควบคุมการใช้งานขั้นสุดท้ายของระบบอาวุธนั้นๆ เช่น ระบบป้องกันทางอากาศและขีปนาวุธ Patriot ของสหรัฐฯ ‘ถูกตัดออกจากแผนการนี้’
แผนความมั่นคงนี้ถือเป็นชัยชนะของ ‘ฝรั่งเศสและอีกหลายประเทศ’ ที่เรียกร้องให้ใช้แนวทาง ‘ซื้อของยุโรป อุดหนุนของยุโรป’ (Buy European) ท่ามกลาง ‘ความไม่แน่นอน’ และ ‘ยากจะคาดเดา’ ของทรัมป์ที่มีต่อ NATO และยุโรป
โดยอย่างน้อย 65% ของเงินทุนสนับสนุน ต้องถูกใช้จ่ายภายใน ‘สหภาพยุโรป นอร์เวย์ และยูเครน’ ส่วนที่เหลือสามารถใช้จ่ายในผลิตภัณฑ์จาก ‘ประเทศที่สามที่ได้ลงนามในข้อตกลงด้านความมั่นคง’ ขณะที่อังกฤษชี้ว่า แผนการนี้เป็น ‘ประเด็นที่น่ากังวลอย่างยิ่ง’ อีกทั้งอังกฤษควรถูกมองว่า ‘เป็นส่วนหนึ่งของยุโรป’ แต่ถ้าหาก EU เดินหน้าใช้แนวทางนี้ก็อาจบ่อนทำลาย ‘เอกภาพและความร่วมมือกัน’ ในด้านกลาโหมและความมั่นคงของยุโรป
แผนความมั่นคงนี้ยังต้องผ่านการอนุมัติจากเสียงส่วนใหญ่ของประเทศสมาชิกใน EU ก่อนที่จะมีผลบังคับใช้ ซึ่งอาจเผชิญแรงต้านจากเยอรมนี อิตาลี สวีเดน และเนเธอร์แลนด์ที่มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับอุตสาหกรรมกลาโหมของประเทศนอก EU
นอกจากความเคลื่อนไหวในระดับรัฐแล้ว บริษัทผู้ผลิตอาวุธรายใหญ่ของสวีเดนอย่าง Saab ก็กำลังออกมาผลักดันให้ประเทศเพื่อนบ้านในแถบนอร์ดิกใช้เครื่องบินควบคุมและแจ้งเตือนทางอากาศแบบ GlobalEye ในการลาดตระเวนร่วมกันระหว่างเดนมาร์ก ฟินแลนด์ นอร์เวย์ และสวีเดน
Saab ระบุว่า GlobalEye สามารถติดตามเป้าหมายทางอากาศในรัศมี 650 กิโลเมตร และเป้าหมายภาคพื้นดินในระยะ 425 กิโลเมตร นอกจากนี้ยังสามารถตรวจจับโดรนได้จากระยะ 100 ถึง 600 กิโลเมตร ขึ้นอยู่กับขนาดของเป้าหมาย โดย GlobalEye 4 ลำน่าจะสามารถลาดตระเวนครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของแถบนอร์ดิกได้ (ซึ่งขณะนี้สวีเดนมีเครื่องบินแจ้งเตือนทางอากาศรุ่นนี้แล้ว 3 ลำ และกำลังพิจารณาสั่งซื้อลำที่ 4)
ประเทศนอร์ดิก 4 ประเทศนี้มีข้อตกลงความร่วมมือด้านเครื่องบินรบอยู่แล้ว โดยสวีเดนมี Gripen ของ Saab ขณะที่เดนมาร์ก ฟินแลนด์ และนอร์เวย์ใช้ F-35 ซึ่งผลิตโดย Lockheed Martin ของสหรัฐฯ Saab จึงเสนอตัวเป็น ‘ทางเลือก’ เพื่อลดการพึ่งพาบริษัทด้านกลาโหมของสหรัฐฯในอนาคต โดยเดนมาร์กและฟินแลนด์ดูเหมือนจะส่งสัญญาณเชิงบวกต่อข้อเสนอของ Saab
ถึงแม้ว่า Saab จะสามารถผลิตเครื่องบิน GlobalEye ได้เพียงไม่กี่ลำต่อปี แต่ Saab กำลังเดินหน้ายื่นข้อเสนอจัดหาเครื่องบินแจ้งเตือนทางอากาศนี้ให้กับฝรั่งเศส เกาหลีใต้ และแคนาดา รวมถึงกำลังลงทุนพัฒนาเครื่องบินรบรุ่นต่อไปต่อจาก Gripen อีกด้วย สะท้อนให้เห็นถึงแรงกระเพื่อมของการแข่งขันกันในอุตสาหกรรมด้านกลาโหมที่มีแนวโน้มดุเดือดมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะจากทางฟากฝั่งของยุโรป
พูดถึง F-35 แล้ว ช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีความเคลื่อนไหวสำคัญที่สะท้อนว่าพันธมิตรสหรัฐฯ เริ่มไม่ไว้ใจในนโยบายที่ผันผวนของทรัมป์ โดยมีหลายประเทศรวมถึงประเทศในยุโรปที่พิจารณายกเลิก หรือปรับลดคำสั่งซื้อ F-35 ที่ถือเป็น ‘เครื่องมือการทูตของสหรัฐฯ’
แคนาดาซึ่งลงนามจัดหา F-35 จำนวน 88 ลำมูลค่า 19,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 627,000 ล้านบาท) ออกมาประกาศว่า แคนาดาอาจจำเป็นต้องยกเลิกการจัดหา F-35 บางส่วน เพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐฯ โดยจะพิจารณาผู้ผลิตรายอื่นเพิ่มเติม
โปรตุเกสตัดสินใจจะไม่ซื้อเครื่องบิน F-35 เนื่องจากมีข้อกังวลเกี่ยวกับข้อจำกัดในการเข้าถึงส่วนประกอบสำคัญและซอฟต์แวร์ อีกทั้งยังระบุว่า เครื่องบินรบใหม่ที่จะมาทดแทน F-16 ควรจะต้องพิจารณาเครื่องบินรบจากยุโรปก่อนสหรัฐฯ เนื่องจากไม่แน่ใจในท่าทีของพันธมิตรอย่างสหรัฐฯ
ขณะที่เยอรมนีเองก็เผชิญกระแสเรียกร้องให้พิจารณา ‘ยกเลิก’ การจัดหา F-35 เพิ่มเติมในอนาคต เพราะกังวลว่าสหรัฐฯ อาจมีขีดความสามารถในการสั่งให้เครื่องบินหยุดทำงานได้ ถ้าเยอรมนีไม่ปฏิบัติตามสหรัฐฯ โดยกลัวว่าเครื่องบินจะมี ‘Kill Switch’ ซึ่งทางผู้ผลิตอย่าง Lockheed Martin ก็ออกมาปฏิเสธว่า ไม่เป็นความจริง และไม่มีการฝังระบบอะไรแบบนี้ในเครื่องบินรบอย่างแน่นอน
อนาลโย กอสกุล นักสังเกตการณ์การทหารอิสระ ระบุว่า การพลิกกลับท่าทีของสหรัฐฯ ต่อยุโรปในสมัยของโดนัลด์ ทรัมป์ สั่นคลอนความมั่นใจของยุโรปต่อสหรัฐฯ ค่อนข้างมาก และเหยื่อของเรื่องนี้ก็คือ โครงการพัฒนาอาวุธที่มีมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์อย่าง ‘เครื่องบินขับไล่ F-35’ ซึ่งสหรัฐฯ พร้อมจะขายให้กับประเทศที่พร้อมยอมรับและคล้อยตามการดำเนินนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ เท่านั้น จึงมีหลายครั้งที่ประเทศที่สั่งซื้อ F-35 ต้องเผชิญกับตัวเลือกที่ยากลำบากในการตัดสินใจ
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในปัจจุบันยุโรปจะมีเครื่องบินรบที่พัฒนาขึ้นเองอย่าง Rafale ของฝรั่งเศส, Eurofighter Typhoon ของอังกฤษ สเปน เยอรมนี และอิตาลี รวมถึง Gripen ของสวีเดน แต่เครื่องบินทั้งสามแบบ ล้วนเป็น ‘เครื่องบินยุคที่ 4.5’ ซึ่งเก่ากว่า F-35 ของสหรัฐฯ ที่เป็น ‘เครื่องบินยุคที่ 5’ ทำให้ F-35 น่าจะยังเป็นกระดูกสันหลังของความมั่นคงของยุโรปในอีก 10 ปีนับจากนี้ ถึงแม้ยุโรปมองว่า F-35 ‘ไม่มั่นคงอีกแล้ว’ ภายใต้ท่าทีของรัฐบาลทรัมป์ 2.0 ก็ตาม
สุดสัปดาห์ที่แล้ว สหรัฐฯ สร้างความฮือฮาด้วยการเปิดตัวภาพ ‘เครื่องบินรบยุค 6’ ของกองทัพอากาศ ที่ตั้งชื่อว่า F-47 ภายใต้โครงการ Next Generation Air Dominance (NGAD) โดยผู้ชนะโครงการนี้คือ Boeing ที่โค่นคู่แข่งอย่าง Lockheed Martin ไปได้ โดยกองทัพเปิดเผยว่าต้นแบบของ F-47 นั้นขึ้นบินและทดสอบมานานกว่า 5 ปีแล้ว แต่ที่ผ่านมาถือเป็นโครงการลับสุดยอด และมีรายละเอียดออกมาน้อยมาก โครงการนี้วางแผนที่จะพัฒนาเครื่องบินขับไล่เพื่อทดแทน F-22 ภายในทศวรรษที่ 2030 ซึ่งจะกลายมาเป็น ‘เครื่องบินขับไล่ที่ทันสมัยที่สุด’
เมื่อการพัฒนาเสร็จเรียบร้อย F-47 ซึ่งมีนักบินจะทำหน้าที่เป็น ‘ยานแม่’ ที่ควบคุมโดรน เพื่อให้ทำภารกิจบางอย่างแทน ไม่ว่าจะเป็นการลาดตระเวน การปล่อยอาวุธปล่อยอากาศสู่อากาศหรืออากาศสู่พื้น หรือภารกิจการข่าวอื่นๆ ทำให้นักบินและเครื่องบินขับไล่ ‘เพียงแค่ลำเดียว’ สามารถสร้างอำนาจการยิงและปฏิบัติภารกิจได้เหมือน ‘เครื่องบินหลายลำ’ ซึ่งนี่คือคุณสมบัติแรกของ F-47 และเป็น ‘คุณสมบัติที่สำคัญที่สุด’ ของเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 6
อีกคุณสมบัติที่สำคัญก็คือ ‘คุณสมบัติตรวจจับได้ยาก’ (Stealth) ซึ่งจะต้องมี ‘มากกว่า’ เครื่องบินขับไล่ยุคที่ 5 อย่าง F-22 หรือ F-35
ส่วนคำถามที่ว่า สหรัฐฯ จะขาย F-47 ให้ต่างชาติหรือไม่ ทรัมป์แย้มว่า อาจจะพิจารณาขาย F-47 ให้กับประเทศพันธมิตร แต่จะต้องเป็นรุ่นที่ ‘ลดคุณสมบัติ’ ให้ไม่เท่ากับที่สหรัฐฯ มี หรืออาจจะลดสเปกลงราว 10% เพราะไม่แน่ใจว่าพันธมิตรเหล่านั้นจะเป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ ไปเรื่อยๆ หรือไม่ ซึ่งสิ่งนี้ก็อาจทำให้พันธมิตรเกิดความหวาดระแวงได้เช่นกัน
คาดว่ายังต้องใช้เวลาอีกนานหลายปีกว่าที่ F-47 จะเข้าประจำการ แต่ทรัมป์ต้องการที่จะเปิดตัว F-47 ต่อสายตาคนทั้งโลก ก่อนที่เขาจะหมดวาระลงในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ เพื่อส่งสัญญาณไปยังประเทศที่เป็นศัตรูกับสหรัฐฯ ว่าสหรัฐฯ มีการพัฒนาขีดความสามารถทางการทหารที่ก้าวหน้ากว่าใคร และยังเป็น ‘เบอร์ 1 ของโลก’ ในด้านกองทัพ
สำหรับโครงการพัฒนาเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 6 นั้น นอกจากสหรัฐฯ และจีนแล้ว อย่างที่กล่าวไปแล้ว บรรดากลุ่มประเทศในยุโรปก็เริ่มเดินหน้าพัฒนา ‘เครื่องบินในยุคที่ 6’ ของตัวเองเช่นกัน ซึ่งก็สะท้อนว่ายุโรปและชาติอื่นๆ ก็พยายามยกระดับขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศ
โดยฝรั่งเศส สเปน และเยอรมนี จับมือกันพัฒนาโครงการ Future Combat Air System หรือชื่อย่อว่า FCAS ขณะที่ อังกฤษ อิตาลี และญี่ปุ่น ร่วมมือกันพัฒนาโครงการ Global Combat Air Programme หรือ GCAP ซึ่งในอีกด้านหนึ่งก็จะเป็นการลดการพึ่งพาสหรัฐฯ
การที่หลายประเทศพยายามลดการพึ่งพามหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ ลง และหันมายกระดับการพึ่งพาตนเองด้านความมั่นคงมากยิ่งขึ้น ประกอบกับการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ของบรรดาชาติมหาอำนาจ อาจส่งผลกระทบต่อไทยในหลายมิติ ทั้งในด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และนโยบายการต่างประเทศ
โดยไทยอาจเผชิญแรงกดดันให้ต้องเลือกข้างมากยิ่งขึ้น จากความเสี่ยงของสงครามในรูปแบบต่างๆ แต่ในขณะเดียวกันก็อาจเป็นการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงซัพพลายเออร์อาวุธที่หลากหลายขึ้น รวมถึงเพิ่มโอกาสในการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยเองด้วยเช่นกัน
ศ. ดร.สุรชาติ บำรุงสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ยุทธศาสตร์ทหาร และความมั่นคง แสดงความเห็นว่า หากพิจารณาเฉพาะหน้าในภาพรวมของปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรป น่าจะยังไม่กระทบกับความมั่นคงไทย เท่ากับสิ่งที่เกิดขึ้นกับยุโรป แต่ปัญหาจากตัวแบบยุโรปก็ท้าทายให้ผู้กำหนดนโยบายด้านการทหารของไทยต้องคิดต่อว่า จะจัดความสัมพันธ์ของไทยกับรัฐมหาอำนาจในเรื่องอาวุธอย่างไร เพราะเป็นเรื่องที่มีความซับซ้อน และความยุ่งยาก
อาจารย์ระบุว่า อุตสาหกรรมทหารของไทยมี ‘ขีดความสามารถในระดับต่ำ’ ถ้าจะพิจารณาปัญหาเรื่องนี้จากสิ่งที่เกิดในยุโรป ก็อาจต้องเริ่มมีการทบทวนนโยบายเรื่องอุตสาหกรรมทหารให้ชัดเจน เพราะที่ผ่านมา รัฐบาลให้ความสนใจในเรื่องเหล่านี้น้อยมากๆ
สิ่งที่เกิดจาก Trump Effects กับความมั่นคงด้านอาวุธของยุโรป อาจ ‘ช่วยกระตุ้น’ ให้ผู้นำไทยที่เกี่ยวข้อง พิจารณาเรื่องนี้ให้มากขึ้น และจะต้องกำหนดให้ชัดว่า ‘กองทัพไทย’ จะเป็น ‘ผู้ซื้อที่ฉลาด’ (Smart Buyer) ไม่ใช่ซื้อจาก ‘ปัจจัยอื่นๆ’ ที่ไม่ตอบสนองต่อผลประโยชน์ของประเทศ โดยในยุคของทรัมป์ ผู้นำไทยอาจต้องนำเอาเรื่องการซื้ออาวุธมาเป็น ‘เครื่องมือต่อรอง’ กับแรงกดดันด้านภาษีของสหรัฐฯ มากกว่าที่จะคิดซื้อ ‘แบบไม่มีทิศทาง’ เช่น กองทัพอากาศไทยควรซื้อเครื่องบินรบจากสหรัฐฯ ไม่ใช่จากสวีเดน เพื่อให้อาวุธเป็นเครื่องมือ ‘ช่วยพยุงตลาดไทย’ ในสหรัฐฯ
ทั้งหมดนี้ บอกกับเราว่า ผู้นำไทยต้องคิดที่จะ ‘ดีล’ กับทรัมป์ เพราะผู้นำสหรัฐฯ ต้องการให้เราซื้ออาวุธจากเขา และไทยต้องต่อรอง เพื่อรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศ การซื้ออาวุธสหรัฐฯ จะช่วยในการสู้กับกำแพงภาษีของทรัมป์ ไม่ใช่การซื้อโดยไม่มีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจรองรับ
ทางด้าน พล.อ.อ. มานัต วงษ์วาทย์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเพื่อการป้องกันประเทศ (สอป.) กล่าวว่า ปัจจุบันโลกเข้าสู่ยุคของเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างเต็มรูปแบบ และกำลังก้าวสู่ยุคไอทีขั้นสูง โดยปัญหาใหญ่ของไทยคือ อาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมากยังใช้ซอฟต์แวร์หรือระบบควบคุมที่เป็น ‘ของต่างชาติ’ โดยประเทศต้นทางอาจสามารถควบคุมหรือหยุดการทำงานของระบบเหล่านี้ได้ แม้จะอยู่คนละทวีป
พล.อ.อ. มานัต ระบุว่า ไทยมีความเข้าใจในประเด็นนี้มานาน แต่ ‘ข้อจำกัดด้านขีดความสามารถ’ ยังคงเป็นอุปสรรค ส่วนแนวทางสู่ความเป็นอิสระคือ การพัฒนาอาวุธและซอฟต์แวร์ของตนเอง เพื่อลดการพึ่งพาต่างชาติ และป้องกัน ‘การสูญเสียอธิปไตยทางเทคโนโลยี’
ตัวอย่างแนวทางเชิงปฏิบัติ แต่ละเหล่าทัพเริ่มเดินหน้าโครงการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ตาม ‘สมุดปกขาว’ ของตนเองแล้ว ภายใน 5 ปี คาดว่าจะสามารถผลิตได้บางส่วนในประเทศ หากมีการแปลงแผนให้เป็นรูปธรรมได้ โดยจะเน้นการพัฒนาแบบ ‘Purchase + Development’ ซื้อบางส่วน แล้วร่วมกันพัฒนาภายในประเทศในระยะ 10 ปี จนได้กรรมสิทธิ์ครบถ้วน พร้อมเปิดโอกาสให้ต่างชาติเข้าร่วมลงทุน และกำหนดเป้าหมายชัดเจนเรื่อง ‘การถ่ายทอดเทคโนโลยี’ (Technology Transfer) ให้กับไทย
ส่วนข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ของสมาคมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เช่น ไทยออกกฎหมายบังคับใช้: หน่วยงานภาครัฐและกองทัพต้องจัดซื้อยุทโธปกรณ์จากผู้ผลิตในประเทศเป็นลำดับแรก, จัดตั้งกองทุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ: สนับสนุนเงินทุน R&D สำหรับภาคเอกชนและมหาวิทยาลัย, สร้างระบบประเมินภัยคุกคามในประเทศ: เพื่อใช้เป็นเกณฑ์กำหนดว่าอาวุธชนิดใด “สมเหตุสมผล” ต่อการจัดซื้อ
พล.อ.อ. มานัต มองว่า แนวทางเหล่านี้จะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย ทั้งยังเชื่อว่า กลุ่ม SME และบุคลากรจากอุตสาหกรรมยานยนต์ที่กำลังเปลี่ยนผ่าน สามารถปรับตัวมาร่วมพัฒนาเทคโนโลยีด้านความมั่นคงได้ในอนาคต เพื่อลดการพึ่งพา และการตกเป็นเครื่องมือของบรรดาชาติมหาอำนาจ
นอกจากการพึ่งพาอาวุธหรือการเลือกซื้ออาวุธ ซึ่งเกี่ยวข้องกับ Geopolitic แล้ว การซ้อมรบร่วมก็สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการพึ่งพาด้านความมั่นคงเช่นกัน
การฝึก Cobra Gold ในไทยที่เพิ่งปิดฉากลงเมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่าสหรัฐฯ ยังให้ความสำคัญกับการซ้อมรบร่วมกับไทย ซึ่ง Cobra Gold นี้ มีจีนเข้าร่วมด้วย แต่เป็นการเข้าร่วมแบบจำกัด (Limited Participating Nation)
มีคำถามว่า จีนต้องการขยับสถานะขึ้นมาเป็นชาติที่เข้าร่วมฝึกเต็มรูปแบบเหมือนกับสหรัฐฯ หรือไม่ หรือไทยพิจารณาเรื่องนี้อย่างไร พล.อ. ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ตอบ THE STANDARD ว่า ความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ทำให้ไทยอยากที่จะคงสถานะการฝึกของจีนในระดับ ‘การเข้าร่วมแบบจำกัด’ เอาไว้ก่อน
สำหรับ Cobra Gold นั้น มี 7 ประเทศที่ ‘เข้าร่วมฝึกเต็มรูปแบบ’ (Fully Participating Nation) ได้แก่ ไทย สหรัฐฯ มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้
พล.อ. ทรงวิทย์ ระบุว่า การคงสถานะเดิมไว้จะ ‘ตอบโจทย์ประเทศไทยมากที่สุด’ เพราะหากมีการขยับสถานะให้ประเทศใด ก็จะมีประเทศอื่นอยากขยับด้วย หากจีนต้องการฝึกร่วม ก็สามารถฝึกกับไทยแยกต่างหากในรูปแบบ Bilateral หรือทวิภาคีได้
เมื่อวันที่ 26 มีนาคมที่ผ่านมา กองทัพเรือไทย-จีน เพิ่งเปิดฉาก ‘การซ้อมรบร่วม’ ทางทะเลภายใต้รหัส Blue-Strike 2025 บริเวณฐานทัพเรือในเมืองจ้านเจียง มณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) ทางตอนใต้ของจีน ซึ่งในครั้งนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 6 แล้ว
รายงานระบุว่านี่เป็นการซ้อมรบร่วมทางทะเลระหว่างไทยกับจีน ซึ่งมี ‘การขยายขอบเขต’ การซ้อมรบจากระดับกองนาวิกโยธินสู่ระดับกองทัพเรือ โดยมุ่งส่งเสริมความร่วมมือเชิงปฏิบัติ เพิ่มขีดความสามารถปฏิบัติการร่วม และมีส่วนส่งเสริมความมั่นคงทางทะเลในภูมิภาค โดยทั้งการซ้อมรบ Cobra Gold และการซ้อมรบร่วมกับจีน ต่างสะท้อนถึงความพยายามของไทยในการที่จะสร้างสมดุลในความสัมพันธ์ทางทหารระหว่างประเทศมหาอำนาจ
ไทยจำเป็นจะต้องปรับตัวและเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายในประเด็นเรื่องความมั่นคงและภูมิรัฐศาสตร์ ‘อย่างรอบด้าน’ บริหารจัดการความเสี่ยงและให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของประเทศชาติมาเป็นอันดับแรก ท่ามกลางความผันผวนของโลกในยุคปัจจุบัน
ภาพ: NTB / Javad Parsa / Reuters / Shutterstock
อ้างอิง:
The post ยุโรปเสริมเขี้ยวเล็บ ไม่พึ่งสหรัฐฯ ความมั่นคงไทยควรไปทางไหนในโลกที่ผันผวน? appeared first on THE STANDARD.
]]>
กองทัพเรือรัสเซียส่งกองเรือ 4 ลำ ซึ่งประกอบด้วย เรือรบฟ […]
The post เรือรบ-เรือดำน้ำรัสเซียเดินทางถึงคิวบา ส่งสัญญาณกระชับสัมพันธ์พันธมิตรสงครามเย็น appeared first on THE STANDARD.
]]>
กองทัพเรือรัสเซียส่งกองเรือ 4 ลำ ซึ่งประกอบด้วย เรือรบฟริเกต เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ เรือบรรทุกน้ำมัน และเรือลากจูงกู้ภัย เดินทางถึงอ่าวฮาวานาของคิวบาวานนี้ (12 มิถุนายน) เพื่อเตรียมเข้าร่วมการฝึกซ้อมทางทหารกับกองทัพ คิวบา ในทะเลแคริบเบียน ท่ามกลางการส่งสัญญาณกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองพันธมิตรยุคสงครามเย็น
โดยจุดที่กองเรือรัสเซียทอดสมอนั้นอยู่ห่างจากชายฝั่งรัฐฟลอริดาของสหรัฐอเมริการาว 145 กิโลเมตร ซึ่ง ซาบรินา ซิงห์ โฆษกกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เปิดเผยว่า เรือรบ 4 ลำของกองทัพเรือสหรัฐฯ พร้อมเรือรบอีก 2 ลำของแคนาดาและฝรั่งเศส กำลังเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของกองเรือรัสเซียอย่างใกล้ชิด
ขณะที่สหรัฐฯ ไม่ได้มองว่าการเยือนคิวบาของเรือรบรัสเซียนั้นเป็นภัยคุกคาม โดยเผยว่าเรือดำน้ำรัสเซียไม่ได้บรรทุกอาวุธนิวเคลียร์ และรัสเซียเคยส่งกองเรือรบไปยังคิวบาหลายครั้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ทั้งนี้ กองเรือรัสเซียจะเยือนคิวบาอย่างเป็นทางการเป็นเวลา 5 วัน โดยเชื่อว่าเป็นการแสดงแสนยานุภาพของรัสเซียท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และรัสเซียที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมาจากกรณีสงครามในยูเครน

อ้างอิง:
The post เรือรบ-เรือดำน้ำรัสเซียเดินทางถึงคิวบา ส่งสัญญาณกระชับสัมพันธ์พันธมิตรสงครามเย็น appeared first on THE STANDARD.
]]>
จากเหตุการณ์น่าเศร้าที่เฮลิคอปเตอร์ที่ประธานาธิบดีอิบรา […]
The post ‘เหมือนหลุดจาก Top Gun ภาคแรก’ เหตุเฮลิคอปเตอร์ตก สะท้อนอิหร่านใช้เครื่องบินเก่า ซื้อจากสหรัฐฯ ตั้งแต่สงครามเย็น appeared first on THE STANDARD.
]]>
จากเหตุการณ์น่าเศร้าที่เฮลิคอปเตอร์ที่ประธานาธิบดีอิบราฮิม ไรซีของอิหร่านโดยสารประสบอุบัติเหตุตกนั้น ถือว่าเป็นอุบัติเหตุที่ค่อนข้างร้ายแรง เพราะนอกจากจะเป็นการสูญเสียบุคคลระดับผู้นำประเทศแล้ว ยังอาจส่งผลต่อภูมิรัฐศาสตร์และการเมืองทั้งภายในอิหร่านเองและในภูมิภาค เพราะอย่างที่เราทราบกันดีก็คือไรซีเป็นนักการเมืองสายสุดโต่งที่มีแรงกดดันจากการชุมนุมประท้วงในอิหร่านอย่างต่อเนื่อง รวมถึงสงครามระหว่างอิสราเอลและฮามาสที่เป็นอิหร่านให้การสนับสนุนฮามาสอย่างเปิดเผย ซึ่งต้องติดตามกันต่อไปว่าสถานการณ์จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร
แต่สิ่งที่น่าสนใจและคาดว่าหลายๆ คนคงจะสงสัยก็คือ เฮลิคอปเตอร์ที่ประธานาธิบดีอิหร่านโดยสารและประสบเหตุตก ก็คือเฮลิคอปเตอร์ Bell 212 ของบริษัท Bell Helicopter หรือในปัจจุบันคือ Bell Textron ของสหรัฐอเมริกานั่นเอง แต่เราคงทราบกันดีว่าสหรัฐฯ และอิหร่าน มีความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรง และสหรัฐฯ คว่ำบาตรอิหร่านมาอย่างยาวนาน แต่ทำไมจึงมีเฮลิคอปเตอร์ของสหรัฐฯ ในอิหร่านได้
เรื่องนี้อาจต้องย้อนกลับไปถึงช่วงทศวรรษที่ 70 ในช่วงที่อิหร่านอยู่ภายใต้การปกครองของพระเจ้าชาร์ ซึ่งอิหร่านเป็นพันธมิตรที่แน่นแฟ้นกับสหรัฐฯ ในช่วงจุดสูงสุดของสงครามเย็น จากจุดยืนนี้ทำให้อิหร่านจัดหายุทโธปกรณ์จากสหรัฐฯ มาเป็นจำนวนมาก และจากการที่อิหร่านมีรายได้ค่อนข้างมาก จึงทำให้อาวุธที่จัดหามาล้วนเป็นอาวุธที่ทันสมัย ในทางกลับกันสหรัฐฯ ในช่วงนั้นมีนโยบายที่จะสนับสนุนพันธมิตรทั่วโลกอย่างเต็มที่ จึงขายอาวุธให้โดยแทบไม่มีข้อจำกัด
เมื่อมามองอากาศยานแล้ว อิหร่านจัดหาเครื่องบินขับไล่ที่มีสมรรถนะสูงอย่าง F-4 Phantom II, F-5 Tiger รวมถึง F-14 Tomcat สุดยอดเครื่องบินรบซึ่งอิหร่านเป็นประเทศเดียวที่สหรัฐฯ ขายให้ สำหรับเครื่องบินประเภทอื่นก็เช่น เครื่องบินลำเลียง C-130 Hercules, เครื่องบินโดยสาร Boeing 707, Boeing 747 และเฮลิคอปเตอร์อย่าง Bell 206, Bell 212, CH-47 Chinook เป็นต้น
พูดง่ายๆ ว่า หลับตามองกองทัพอิหร่านในตอนนี้ อาวุธที่ใช้ส่วนหนึ่งก็เหมือนหลุดออกมาจากหนังเรื่อง Top Gun ภาค 1 ในปี 1986 นั่นเอง
แต่จุดเปลี่ยนคือในปี 1979 อิหร่านเกิดความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่จากการปฏิวัติอิสลาม ซึ่งรวมถึงการบุกสถานทูตสหรัฐฯ ประจำอิหร่าน และจับนักการทูตเป็นตัวประกันเป็นเวลาหลายเดือนก่อนที่จะเจรจาปล่อยตัวได้สำเร็จ แต่เหตุการณ์นี้ก็ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศขาดสะบั้นลง ซึ่งก็รวมถึงการคว่ำบาตรการขายอาวุธให้กับอิหร่านด้วยเช่นกัน
ด้วยความโชคดีคือ ก่อนที่จะเกิดการปฏิวัติอิสลาม กองทัพอิหร่านได้จัดหาอาวุธที่ใช้กับอากาศยานและอะไหล่จำนวนมากจากสหรัฐฯ จึงทำให้สามารถใช้งานอากาศยานต่างๆ ได้อย่างต่อเนื่อง และอากาศยานเหล่านี้ก็แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการรบในสงครามระหว่างอิรักและอิหร่านซึ่งดำเนินมาเป็นเวลาหลายปี
อิหร่านก็รู้ดีว่าอาวุธและอะไหล่ที่มีนั้นไม่สามารถใช้งานได้ตลอดไป จึงออกนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและอุตสาหกรรมการบินในประเทศ เพื่อให้พึ่งพาตนเองได้ โดยใช้วิธีลอกแบบและทำวิศวกรรมย้อนกลับอากาศยานและระบบอาวุธที่จัดหามาจากสหรัฐฯ และเริ่มจากการผลิตชิ้นส่วนและอะไหล่เลียนแบบเพื่อให้ใช้งานกับอากาศยานของสหรัฐฯ ได้ หลังจากนั้นจึงพัฒนาระบบเอวิโอนิกส์และอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เพื่อปรับปรุงขีดความสามารถของอากาศยาน ไปจนถึงสามารถผลิตอากาศยานเพิ่มเติมได้ด้วยตนเอง ตัวอย่างที่เห็นก็เช่น เครื่องบินขับไล่แบบ Azarakhsh, Kowsar, และ Saeqeh ที่เป็นการทำวิศวกรรมย้อนกลับและพัฒนาจากเครื่องบินขับไล่ F-5 นั่นเอง
แต่แม้อิหร่านจะสามารถจัดหาอากาศยานใหม่จากทั้งจีน และโซเวียตซึ่งต่อมาคือรัสเซีย เข้าประจำการได้ ปัญหาจากการคว่ำบาตรทำให้อิหร่านไม่สามารถเรียนรู้เทคโนโลยีที่ทันสมัยและเปลี่ยนแปลงไปได้เป็นเวลานาน การพัฒนาอากาศยานเองของอิหร่านนั้นแม้ว่าจะมีประสิทธิภาพและใช้งานได้ แต่ต้องยอมรับว่ายิ่งเวลาผ่านไป ประสิทธิภาพของเครื่องบินที่อิหร่านมีใช้งานก็ยิ่งห่างจากเครื่องบินที่ผลิตออกมาใหม่และเครื่องบินที่ประเทศที่เป็นศัตรูกับอิหร่านใช้งานอยู่ในปัจจุบัน
อย่างที่เราเห็นก็คือ มองไปในกองทัพอากาศอิหร่านทุกวันนี้ก็เหมือนยังอยู่ในสมัยหนังเรื่อง Top Gun ภาค 1 อยู่ ผสมกับเครื่องบินรุ่นเก่าของจีนและรัสเซียที่ยังใช้งานอยู่ ทั้งที่ในปัจจุบันหนัง Top Gun: Maverick หรือภาค 2 ออกมาราว 2 ปีแล้ว ซึ่งแปลว่าอิหร่านใช้งานอากาศยานเหล่านี้มากว่า 50 ปี และแน่นอนว่าโครงสร้างอากาศยานหลายแบบคงจะใกล้หมดอายุหรือหมดอายุไปแล้ว คงต้องจัดหาอากาศยานใหม่จากทั้งการผลิตเองและซื้อจากต่างประเทศค่อนข้างแน่ และอิหร่านก็เริ่มดำเนินการบ้างแล้ว เช่น จัดหาเครื่องบินขับไล่ Su-35 จำนวน 24 ลำจากรัสเซีย เป็นต้น
แต่เครื่องบินที่ผลิตในสหรัฐฯ ยังคงเป็นเครื่องบินหลักของกองทัพอิหร่านไปอีกพักใหญ่ ซึ่งก็รวมถึง Bell 212 ที่ประธานาธิบดีอิหร่านใช้โดยสารด้วยเช่นกัน แน่นอนว่าจากสภาพที่ปรากฏค่อนข้างเป็นไปได้สูงที่อาจเกิดจากสภาพอากาศ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าด้วยเทคโนโลยีของเฮลิคอปเตอร์ Bell 212 ที่มีเครื่องช่วยการเดินอากาศน้อย และต้องเน้นการบินด้วยสายตา (Visual Flight Rule: VFR) และอิหร่านไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ของเฮลิคอปเตอร์แบบนี้ได้ อาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่นำไปสู่โศกนาฏกรรม แตกต่างจากเฮลิคอปเตอร์ของประเทศอื่นที่นำมาใช้เป็นเฮลิคอปเตอร์รับ-ส่งบุคคลสำคัญ ซึ่งมักจะมี 2-3 เครื่องยนต์ มีระบบช่วยเหลือต่างๆ มากมาย ทั้งเรดาร์อากาศ ระบบนักบินอัตโนมัติ หรือระบบความปลอดภัยต่างๆ เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของบุคคลสำคัญ
เหตุการณ์นี้อาจเป็นตัวจุดชนวนที่ทำให้อิหร่านต้องปรับปรุงและพัฒนาฝูงบินใหม่จากทั้งการผลิตในประเทศ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดหาจากประเทศที่เป็นพันธมิตรของอิหร่านและมีเทคโนโลยีสูง เช่น รัสเซีย ก็เป็นได้ ซึ่งต้องติดตามกันต่อไป
The post ‘เหมือนหลุดจาก Top Gun ภาคแรก’ เหตุเฮลิคอปเตอร์ตก สะท้อนอิหร่านใช้เครื่องบินเก่า ซื้อจากสหรัฐฯ ตั้งแต่สงครามเย็น appeared first on THE STANDARD.
]]>
อเล็กซานเดอร์ กรุชโค (Alexander Grushko) รัฐมนตรีช่วยว่ […]
The post รัสเซียชี้ NATO ซ้อมรบใหญ่สัปดาห์หน้า คือการหวนคืนของแผนสงครามเย็น appeared first on THE STANDARD.
]]>
อเล็กซานเดอร์ กรุชโค (Alexander Grushko) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของรัสเซีย ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว RIA ของทางการรัสเซีย โดยแสดงความคิดเห็นต่อการฝึกซ้อมรบใหญ่ Steadfast Defender 2024 ขององค์การ NATO ที่จะมีขึ้นตั้งแต่ช่วงสัปดาห์หน้าไปจนถึงเดือนพฤษภาคม จะถือเป็นการหวนคืนของแผนสงครามเย็นที่ไม่อาจล้มเลิกได้
“การฝึกซ้อมเหล่านี้เป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งของสงครามลูกผสมระหว่างตะวันตกกับรัสเซีย การฝึกในระดับนี้ถือเป็นการหวนคืนของ NATO สู่แผนสงครามเย็นครั้งสุดท้ายที่ไม่อาจล้มเลิกได้ เมื่อมีกระบวนการวางแผนทางทหาร ทรัพยากร และโครงสร้างพื้นฐาน กำลังถูกเตรียมสำหรับการเผชิญหน้ากับรัสเซีย” เขากล่าว
ทั้งนี้ NATO เผยเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (18 มกราคม) ว่าเตรียมเริ่มต้นการฝึกซ้อมรบครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ยุคสงครามเย็น โดยมีกำลังทหารเข้าร่วมกว่า 9 หมื่นนาย ซึ่งรูปแบบการฝึกซ้อม รวมถึงแนวทางที่กองทัพสหรัฐฯ จะสามารถเสริมศักยภาพให้แก่กองทัพของประเทศพันธมิตรในยุโรปที่มีพรมแดนติดกับรัสเซีย
อย่างไรก็ตาม แม้ว่า NATO จะไม่ได้ระบุชื่อรัสเซียในประกาศดังกล่าว แต่ในเอกสารเชิงยุทธศาสตร์ระดับสูงของ NATO ระบุไว้ชัดเจนว่า รัสเซียนั้นเป็นภัยคุกคามโดยตรงที่ใหญ่ที่สุดต่อความมั่นคงของสมาชิก NATO
ภาพ: Dursun Aydemir / Anadolu Agency / Getty Images
อ้างอิง:
The post รัสเซียชี้ NATO ซ้อมรบใหญ่สัปดาห์หน้า คือการหวนคืนของแผนสงครามเย็น appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในคืนส่งท้ายวันคริสต์มาสของปี 1991 หรือวันนี้เมื่อ 32 ป […]
The post 32 ปี สงครามเย็นสิ้นสุด ย้อนประวัติศาสตร์โซเวียต จากวันที่ยิ่งใหญ่สู่วันล่มสลาย appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในคืนส่งท้ายวันคริสต์มาสของปี 1991 หรือวันนี้เมื่อ 32 ปีที่แล้ว ใครจะเชื่อว่าจะเป็นช่วงเวลาสุดท้ายก่อนจักรวรรดิที่มีพื้นที่ใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่ 20 จะล่มสลายสิ้นสุดลงไปพร้อมกับยุคสมัยแห่งสงครามเย็นที่ดำเนินมากว่าครึ่งศตวรรษ
ย้อนเวลากลับไปในช่วงสุดท้ายของจักรวรรดิรัสเซีย ที่ราชวงศ์โรมานอฟมีนโยบายสมาทานหลักเทวราช Divine Rights และปิตาธิปไตยอย่างไม่ประนีประนอม ทำให้ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับยุคสมัยได้ ประกอบกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่ทรุดโทรมจากการเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 และไร้การปฏิรูปที่ทันกาล ทำให้เกิดการต่อต้านระบอบราชวงศ์โรมานอฟไปทั่วจักรวรรดิในชื่อของการปฏิวัติกุมภาพันธ์ (February Revolution) และบีบบังคับให้จักรพรรดินิโคลัย (นิโคลัส) ที่ 2 จำต้องสละราชสมบัติในวันที่ 2 มีนาคม (15 มีนาคม 1917 ตามปฏิทินสากล)
เป็นการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคสาธารณรัฐเพียงเวลาสั้นๆ ก่อนที่ฝ่ายบอลเชวิกนำโดย วลาดิเมียร์ อูเลียนอฟ หรือ ‘เลนิน’ ซึ่งสมาทานแนวคิดคอมมิวนิสต์ได้ยึดอำนาจซ้อนโค่นล้มรัฐบาลเฉพาะกาลในวันที่ 25 ตุลาคม ตามปฏิทินเก่า (7 พฤศจิกายน 1917 ตามปฏิทินสากล) บุกเข้ายึดพระราชวังฤดูหนาวอันเป็นที่ทำการของรัฐบาลเฉพาะกาล โดยได้รับความร่วมมือจากกองทัพที่ทหารระดับล่างส่วนใหญ่ที่มีพื้นเพมาจากเกษตรกร คนงานโรงงาน และคนระดับล่าง รวมไปถึงได้ร่วมต่อสู้ในสงครามกลางเมืองกับฝ่ายอำนาจเก่าที่ยังคงภักดีต่อซาร์ (รัสเซียขาว) เป็นระยะเวลาอีก 5 ปี จนกระทั่งฝ่ายบัลเชวิก (รัสเซียแดง) ได้รับชัยชนะ และได้กุมอำนาจรัฐอย่างเด็ดขาด และสถาปนาสหภาพแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต รัฐสังคมนิยมที่ได้รับการรับรองในรัฐธรรมนูญแห่งแรกของประวัติศาสตร์โลกได้สำเร็จ
มีการจัดตั้ง ‘โซเวียต’ (Soviet – Совет หรือซาเวี้ยต ที่หมายถึงการให้คำปรึกษา ณ ที่นี้หมายถึงสภาประชาชน) ขึ้นในกรุงเปโตรกราด (ชื่อเดิมอีกชื่อของเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก) รวมไปถึงหัวเมืองห่างไกลในดินแดนส่วนต่างๆ ของอดีตจักรวรรดิรัสเซียด้วย เช่น ยูเครน เบลารุส และภูมิภาคคอเคซัส
เมื่อสงครามกลางเมืองเริ่มคลี่คลาย ในวันที่ 21 ธันวาคม 1922 ได้มีการประชุมร่วมกันของตัวแทนโซเวียตจากดินแดนต่างๆ มิคาอิล คาลินิน เป็นตัวแทนจากโซเวียตรัสเซีย, กรีโกรี เปตรอฟสกี เป็นตัวแทนจากโซเวียตยูเครน, อเล็กซานเดอร์ ชีร์เวียคอฟ เป็นตัวแทนจากโซเวียตเบลารุส และ มิคาอิล ท์สคากายา เป็นตัวแทนจากโซเวียตทรานส์คอเคเซีย ร่วมลงนามในสนธิสัญญาการก่อตั้งสหภาพโซเวียต (Treaty on the Creation of the Union of Soviet Socialist Republics) พร้อมด้วยปฏิญญาว่าด้วยการก่อตั้งสหภาพโซเวียต (Declaration of the Creation of the Union of Soviet Socialist Republics) โดยได้มีการลงสัตยาบันในวันที่ 30 ธันวาคม 1922 ซึ่งนับเป็นวันแห่งการถือกำเนิดขึ้นของสหภาพโซเวียตอย่างเป็นทางการ
สหภาพโซเวียตมีรูปแบบการปกครองเป็นแบบสหพันธรัฐ (Federative State) เป็นการรวมตัวกันเป็นสหภาพ (Union) ของแต่ละสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตต่างๆ (Soviet Socialist Republics) โดยมีศูนย์กลางอำนาจอยู่ที่กรุงมอสโก และมีพรรคคอมมิวนิสต์โซเวียต (CPSU) เป็นพรรคที่ได้รับการรับรองจากรัฐธรรมนูญเพียงพรรคเดียวที่มีอำนาจบริหารประเทศ
ระบบโครงสร้างสถาบันทางการเมืองต่างๆ ดูเหมือนจะเข้าที่เข้าทาง ยกเว้นระบบการสืบทอดอำนาจที่ยังไม่ทันได้มีการกำหนดกฎเกณฑ์อย่างแน่ชัดก็เริ่มเกิดปัญหา เมื่อเลนินถึงแก่อสัญกรรมอย่างกะทันหันจากอาการเจ็บป่วยเรื้อรังที่มีสาเหตุจากบาดแผลจากการถูกลอบสังหารช่วงสงครามกลางเมือง เมื่อวันที่ 21 มกราคม 1924
ช่วงเวลานั้นยังไม่ได้กำหนดว่าใครจะเป็นทายาททางการเมืองสืบต่อ นำไปสู่การแย่งชิงอำนาจของ โยซิฟ สตาลิน และ เลียฟ ทร็อตสกี โดยผลคือสตาลินชนะ และทร็อตสกีก็หมดอำนาจสิ้น ลงเอยด้วยการถูกขับออกจากพรรคและเนรเทศออกนอกประเทศ ก่อนที่จะถูกสังหารในเวลาต่อมาด้วยการเอาขวานจามที่เม็กซิโกโดยสายลับที่สตาลินส่งไป
การแย่งชิงอำนาจกลายเป็นประเพณีอีกหนึ่งอย่างที่จะเกิดขึ้นแทบทุกครั้งเมื่อมีการเปลี่ยนผ่านอำนาจในการเมืองโซเวียต การสืบทอดอำนาจตามระบบเพิ่งจะเกิดขึ้นจริงๆ จังๆ ในยุคของการเปลี่ยนสมัยจาก ลีโอนิด เบรชเนฟ ไปสู่ยุคของ ยูรี อันโดรปอฟ ซึ่งเป็นปีท้ายๆ ของสหภาพโซเวียตแล้ว
การถือกำเนิดขึ้นของระบอบโซเวียตได้สร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในทางเศรษฐกิจและสังคมรัสเซีย รวมถึงประเทศในเครืออย่างขนานใหญ่ นับตั้งแต่มีการจัดตั้งรัฐบาลโซเวียตขึ้นครั้งแรกในยุคของเลนิน ก็ได้มีการบังคับใช้นโยบาย ‘ลิคเบียส’ (LikBez) (ย่อมาจาก Likvidatsiya Bezgrammatnosti u naseleniya – การขจัดความไม่รู้หนังสือประชาชน) อย่างแข็งขัน จนกระทั่งทำให้อัตราการรู้หนังสือ (Literacy Rate) จากที่เคยอยู่ที่ 20% ในยุคสมัยจักรวรรดิรัสเซีย กลายเป็น 80% ภายใน 10 ปีหลังเปลี่ยนระบอบเป็นสหภาพโซเวียต มีการปฏิวัติอุตสาหกรรมควบคู่กันไปด้วยอย่างก้าวกระโดดในยุคสมัยของสตาลิน โดยได้รับความช่วยเหลือทางด้านองค์ความรู้เทคโนโลยีจากผู้เชี่ยวชาญชาวเยอรมันและอเมริกัน พลิกโฉมจากสังคมเกษตรเป็นสังคมอุตสาหกรรมกลายเป็นสังคมคนเมือง มีที่อยู่เป็นคอมมูน เป็นอพาร์ตเมนต์ ทุกคนอยู่ภายใต้รัฐสวัสดิการที่เรียนฟรี รักษาฟรี และมีโควตาปันส่วนอาหารจากรัฐบาล
แต่ในขณะเดียวกันก็เกิดโศกนาฏกรรมทางการเมืองขึ้นไปด้วย ในช่วงทศวรรษที่ 1930 ในขณะที่การปฏิวัติอุตสาหกรรมดำเนินไปอย่างเข้มข้นภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม 5 ปี (เปียทิเลียตกา) รวมไปถึงนโยบายปฏิรูปที่ดินและนารวม (Collectivization) ที่มีการประกาศให้ที่ดินทั่วสหภาพโซเวียตเป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐบาล เกษตรกรมีหน้าที่ผลิตผลผลิตให้ได้ตามเป้าของรัฐบาลที่พยายามหาเงินตราต่างประเทศเข้ามาภายในประเทศ ด้วยการตั้งเป้ายอดส่งออกเมล็ดพันธุ์ธัญพืชที่สูงลิ่ว จนกระทั่งไม่เพียงพอกับความต้องการบริโภคภายในประเทศ ประกอบกับมีเกษตรกรเจ้าที่ดินรายย่อยไม่พอใจกับนโยบายรัฐบาลได้ประท้วงด้วยการทำลายผลผลิตและปัจจัยการผลิต ทำให้สตาลินไม่พอใจเป็นอย่างมาก และตอบโต้ด้วยการปิดล้อมพื้นที่ดังกล่าวซึ่งส่วนใหญ่อยู่ทางภาคใต้ของโซเวียตรัสเซียและเกือบทั้งดินแดนโซเวียตยูเครน โดยไม่ให้มีการเข้าออกและไม่ให้มีการส่งความช่วยเหลือใดๆ เข้าไป
เป็นผลให้ในช่วงปี 1932-1933 เกิดภาวะความอดอยากคร่าชีวิตประชาชนไปกว่า 3-8 ล้านคน (Holodomor) เป็นประวัติศาสตร์บาดแผลที่รัฐบาลยูเครนในปัจจุบันพยายามกล่าวโทษรัสเซียด้วย นอกจากนี้ความหวาดระแวงระหว่างศัตรูทางการเมืองของผู้นำสูงสุดสตาลินก็ได้ก่อตัวขึ้น และฟางเส้นสุดท้ายได้ขาดลงเมื่อ เซร์เกย์ คิรอฟ ผู้นำระดับสูงที่สตาลินไว้ใจมากที่สุดคนหนึ่ง ถูกลอบสังหารในวันที่ 1 ธันวาคม 1934 จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการกวาดล้างทางการเมืองครั้งใหญ่ (Great Repression / Great Terror)
บรรดาคู่แข่งหรือผู้ที่ต้องสงสัยว่าจะเป็นคู่แข่งของสตาลินถูกขับออกจากพรรคและถูกตำรวจลับ NKVD จับกุมไปสอบสวนและถูกประหารชีวิตด้วยการยิงเป้า ไม่เว้นแม้แต่คาเมเนฟและซีโนเวียฟที่ล่มหัวจมท้ายการปฏิวัติมาด้วยกันก็โดนกำจัด
การกวาดล้างดำเนินมาถึงจุดสูงสุดในปี 1937 เมื่อกระแสการกวาดล้างลามมาถึงภาคประชาชนคนธรรมดา ในเดือนหนึ่งมีการออกคำสั่ง 00447 ให้มีการจับกุมประชาชนราว 3 แสนคน ซึ่งราว 80,000 คนถูกพิพากษาประหารชีวิตด้วยการยิงเป้า ยังไม่รวมการหวาดระแวงต่อประชาชนชาติพันธุ์อื่นๆ ซึ่งลงเอยด้วยการออกนโยบายเนรเทศหมู่ (Mass Deportation) บังคับให้ชาติพันธุ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ตาตาร์ โปล เยอรมัน ลัตเวียน ฟินน์ เกาหลี ฯลฯ ต้องโยกย้ายถิ่นฐานไปยังภูมิลำเนาใหม่ ผู้คนราว 1.6 ล้านถูกจับกุม และ 7 แสนคนถูกยิงเป้า ไม่นับรวมผู้เสียชีวิตอื่นๆ อีกมากจากสภาพการเดินทางที่โหดร้าย
สงครามโลกครั้งที่ 2 นำมาซึ่งความสมัครสมานสามัคคีของประชาชนชาวโซเวียตทุกหมู่เหล่า สหภาพโซเวียตตระหนักดีว่าคู่แข่งที่น่ากลัวคือ นาซีเยอรมนีที่มีนโยบายต่อต้านคอมมิวนิสต์และยิวสุดขั้วนั้นกำลังเถลิงอำนาจและขยายอิทธิพลไปทั่วยุโรป
นาซีเยอรมนีเองก็หวาดระแวงสหภาพโซเวียต ในที่สุดจึงมาถึงจุดที่ทั้งสองฝ่ายลงนามในสนธิสัญญาไม่รุกรานซึ่งกันและกัน เพื่อเป็นการรับประกันความปลอดภัยของหลังบ้านแต่ละฝ่ายในระหว่างที่แต่ละฝ่ายอาจติดพันศึกสงครามอีกด้านหนึ่ง
วันที่ 1 กันยายน 1939 นาซีเยอรมนีรุกรานโปแลนด์ ฝ่ายสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศสจึงประกาศสงครามต่อเยอรมนี เป็นจุดเริ่มต้นสงครามโลกครั้งที่ 2 ในขณะเดียวกันนาซีเยอรมนีกับโซเวียตก็ได้แบ่งเขตอิทธิพลกันและกันโดยแบ่งครึ่งดินแดนโปแลนด์ และในปีถัดมาคือปี 1940 โซเวียตได้สนับสนุนการรัฐประหารโดยฝ่ายนิยมโซเวียตในเอสโตเนีย ลัตเวีย และลิทัวเนีย ก่อนที่จะผนวกเข้าเป็นสาธารณรัฐของสหภาพโซเวียต
แต่ไม่ทันไรในวันที่ 22 มิถุนายน 1941 ช่วงฤดูร้อน ฮิตเลอร์ก็ได้ตัดสินใจหักหลังสหภาพโซเวียตด้วยการรุกรานอย่างสายฟ้าแลบ สหภาพโซเวียตจำเป็นต้องเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตรอันประกอบด้วย สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา และโซเวียตเองก็เกือบตั้งตัวไม่ติด เนื่องจากบุคลากรของกองทัพแดงโซเวียตจำนวนมากถูกกำจัดไปในช่วง Great Purge นายทหารยศจอมพล 3 ใน 5 นายถูกกำจัดไปจากความหวาดระแวงของสตาลิน
สหภาพโซเวียตจำต้องถอยร่นลึกเข้ามาในแผ่นดินในทิศทางตะวันออก มีการโยกย้ายโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ รวมไปถึงโรงงานผลิตรถถัง เครื่องบิน และอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ มาอยู่ในบริเวณภูมิภาคเทือกเขาอูราลและไซบีเรีย อันเป็นจุดปลอดภัยจากไฟสงคราม นาซีเยอรมนีได้ยึดครองพื้นที่กว่า 1.6 ล้านตารางกิโลเมตร และได้ประหัตประหารประชาชนชาวโซเวียตโดยเฉพาะชาวยิวนับล้านคน
จุดเปลี่ยนหลักมาถึงในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 1943 เมื่อกองทัพเยอรมนียอมจำนนต่อกองทัพแดงโซเวียตที่เมืองสตาลินกราด ริมฝั่งแม่น้ำโวลกา สหภาพโซเวียต ที่เริ่มตั้งตัวได้และเริ่มมีกำลังพลหนุนได้เริ่มตีโต้กลับไปในทิศทางตะวันตกมุ่งหน้าไปทางเยอรมนี กองทัพโซเวียตได้เข้าไปปลดปล่อยเขตที่เยอรมนียึดครองไว้ ไม่ว่าจะเป็น ยูเครน เบลารุส รัฐบอลติก โปแลนด์ เชโกสโลวาเกีย และฮังการี ในที่สุดก็บุกยึดกรุงเบอร์ลินของเยอรมนีได้สำเร็จในวันที่ 2 พฤษภาคม 1945
แต่ฮิตเลอร์กระทำอัตวินิบาตกรรมหนีความผิดฐานอาชญากรสงครามไปก่อนตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน จากนั้นในวันที่ 8 พฤษภาคม ช่วงเวลา 23.00 น. ได้มีการลงนามในสนธิสัญญายอมจำนนของฝ่ายเยอรมนีต่อฝ่ายสัมพันธมิตร ซึ่งตามเวลากรุงมอสโกก็ได้ล่วงเข้าเวลา 01.00 น. ของวันที่ 9 พฤษภาคมแล้ว
ดังนั้นวันที่ 9 พฤษภาคม จึงถือเป็นวันแห่งชัยชนะ (Victory Day) เนื่องจากสหภาพโซเวียตสูญเสียทหารและพลเรือนไปกว่า 27 ล้านคน เพื่อรักษาไว้ซึ่งความอยู่รอดของประเทศ เหมือนประเทศได้เกิดใหม่ เป็นวันที่มีการเฉลิมฉลองใหญ่ราวกับวันชาติ มีการสวนสนามของกองทัพแดงเต็มอัตรา ณ จัตุรัสแดง การเฉลิมฉลองยังคงมีมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โลกเหลือแค่มหาอำนาจเพียงสองขั้วคือ สหรัฐอเมริกาที่แผ่นดินใหญ่ไม่ได้รับความเสียหายจากไฟสงคราม แถมยังเป็นฐานการผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ส่งออกไปยังฝ่ายสัมพันธมิตร สร้างความมั่นคงให้เศรษฐกิจ และสหภาพโซเวียตที่ยังมีพื้นที่ที่ฐานการผลิตส่วนใหญ่ที่ย้ายเข้าไปอยู่ในอูราลและไซบีเรียไม่ได้รับความเสียหาย บวกกับมีกองทหารที่ใหญ่ที่สุดในโลกกว่า 1 ล้านคนประจำการในยุโรป ในขณะที่มหาอำนาจอื่น เช่น สหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส ต่างประสบกับความเสียหายจากไฟสงคราม รวมถึงบรรดาอาณานิคมต่างๆ ก็พากันเป็นเอกราช
ส่วนเยอรมนีเองก็ถูกแบ่งเป็น 4 ส่วน รวมไปถึงกรุงเบอร์ลินก็ถูกแบ่งออกเป็น 4 ส่วน โดย 3 ส่วนดูแลโดยพันธมิตรตะวันตก คือ สหรัฐฯ อังกฤษ และฝรั่งเศส อีก 1 ส่วนดูแลโดยสหภาพโซเวียต
ด้วยความที่อุดมการณ์ทางการเมืองแตกต่างกัน โดยสหรัฐอเมริกาสมาทานแนวทางเศรษฐกิจทุนนิยมและระบอบประชาธิปไตย ในขณะที่สหภาพโซเวียตสมาทานแนวทางเศรษฐกิจสังคมนิยมรวมศูนย์และการปกครองในระบอบคอมมิวนิสต์ บรรยากาศความไม่ไว้วางใจเริ่มเกิดขึ้นและเริ่มเผชิญหน้ากันครั้งแรกในปี 1948 ในกรณีของ Berlin Blockade ที่สหภาพโซเวียตออกคำสั่งไม่อนุญาตให้ฝ่ายตะวันตกขนส่งผู้โดยสารหรือสินค้าผ่านเข้าไปยังเบอร์ลินตะวันตกโดยไม่ได้รับอนุญาตจากฝ่ายโซเวียตก่อน ฝ่ายพันธมิตรตะวันตกจำต้องใช้การขนย้ายทางอากาศ (Airlift) แทน จึงถือได้ว่าสงครามเย็นได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว
สงครามเย็นเป็นการขับเคี่ยวและเผชิญหน้ากันระหว่างมหาอำนาจ 2 อุดมการณ์ ต่างฝ่ายต่างหาพันธมิตรเพื่อมาเผชิญหน้ากับอีกฝ่าย หลายกรณีที่ความขัดแย้งพัฒนาไปเป็นสงครามร้อน เช่น สงครามเกาหลี สงครามเวียดนาม รวมไปถึงสงครามย่อยๆ ในภูมิภาคต่างๆ บรรดากลุ่มประเทศอดีตอาณานิคมเริ่มเป็นประเทศเอกราช จึงเป็นโอกาสที่มหาอำนาจทั้งสองพยายามหาพรรคพวกมาอยู่ฝ่ายตนให้ได้มากที่สุด รวมไปถึงการให้การสนับสนุนและความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจในรูปแบบต่างๆ
จุดเปลี่ยนที่สำคัญอีกจุดคือ การที่จีนได้กลายมาเป็นคอมมิวนิสต์ในวันที่ 1 ตุลาคม 1949 ทำให้ค่ายคอมมิวนิสต์ได้กำลังเสริมหลักมาเพิ่มในค่ายของตน
เมื่อสตาลินถึงแก่อสัญกรรมในวันที่ 5 มีนาคม 1953 ผู้ที่เป็นลูกหม้อสตาลินอย่าง นิกิตา ครุสชอฟ และ กีโอร์กี มาเลนกอฟ ได้แย่งชิงอำนาจกัน จนกระทั่งครุสชอฟเป็นผู้ชนะและได้ครองอำนาจเป็นผู้นำโซเวียตสืบต่อ ก็ได้ริเริ่มนโยบายประณามระบอบสตาลิน (De-Stalinization) และเริ่มให้อิสระกับประชาชนมากขึ้นในการรังสรรค์ผลงานศิลปะแขนงต่างๆ ที่ไม่จำเป็นต้องทำตามคำสั่งของพรรคเสมอไป มีการก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานขนานใหญ่ไปทั่วสหภาพโซเวียต ทั้งเขื่อนผลิตไฟฟ้าและที่อยู่อาศัยในรูปแบบอาคารบล็อกประกอบกันที่เรียกว่า ‘ครุสโชฟกา’ ให้กับประชาชนในวงกว้างมากขึ้น ถึงแม้จะเป็นยุคที่สงครามเย็นกำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะเหตุการณ์เครื่องบินสอดแนม U-2 ของสหรัฐฯ ถูกยิงตกในโซเวียตในปี 1960 การสร้างกำแพงเบอร์ลินและวิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบาในปี 1962 แต่ก็มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันผ่านรูปแบบการเยือนของผู้นำ เช่น การที่ครุสชอฟเยือนอเมริกาในปี 1959 และได้นำเทคโนโลยีการเกษตร โดยเฉพาะการเพาะปลูกข้าวโพด เข้ามาเผยแพร่และพัฒนาในสหภาพโซเวียต
ในยุคครุสชอฟ สหภาพโซเวียตก็ได้ประสบความสำเร็จด้านอวกาศด้วย คือสามารถส่งดาวเทียม ‘สปุตนิก’ อันเป็นดาวเทียมดวงแรกของโลกเข้าสู่วงโคจรได้สำเร็จในวันที่ 4 ตุลาคม 1957 ตามด้วยนักบินอวกาศคนแรกของโลก ยูรี กาการิน ที่เดินทางสู่วงโคจรไปกับวอสตอค 1 ได้สำเร็จในวันที่ 12 เมษายน 1961 ถือเป็นชัยชนะด้านอวกาศที่สหภาพโซเวียตมีก่อนสหรัฐอเมริกา
แต่แล้วด้วยแรงกดดันแบบคลื่นใต้น้ำที่ก่อตัวทีละน้อย ในกรณีที่ครุสชอฟยอมถอยเรือขนส่งขีปนาวุธไปคิวบากลับสหภาพโซเวียต อันเป็นการแสดงถึงการยอมอ่อนข้อต่อสหรัฐฯ ในที่สุดในปี 1964 ครุสชอฟก็ถูกลูกน้องคนสนิทอย่าง ลีโอนิด เบรชเนฟ ล็อบบี้เสียงสนับสนุนในการโค่นครุสชอฟลงจากอำนาจ และเบรชเนฟก็ได้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดแทน
ในยุคของเบรชเนฟได้มีการประกาศ ‘หลักการเบรชเนฟ’ (Brezhnev Doctrine) ที่สหภาพโซเวียตคงไว้ซึ่งสิทธิในการเข้าไปยับยั้งเหตุการณ์ใดๆ ที่อาจก่อให้เกิดความไม่มั่นคงเข้ามาในสหภาพโซเวียต จึงเป็นที่มาของการที่โซเวียตส่งกองทหารเข้าไปปราบปรามความไม่สงบในเชโกสโลวาเกียในปี 1968 รวมไปถึงการส่งทหารเข้าไปช่วยรัฐบาลคอมมิวนิสต์อัฟกันต่อสู้กับกลุ่มนักรบมูจาฮีดีนตั้งแต่ปี 1979-1989 ซึ่งกรณีหลักนี้เป็นเหตุสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจโซเวียตเสื่อมโทรม เนื่องจากมีการถลุงงบประมาณมหาศาลในช่วงระยะเวลา 10 ปี รวมไปถึงปัญหาสังคมที่ทหารกองทัพแดงจำนวนมากกลายเป็นผู้ติดยาเสพติดหลังกลับจากอัฟกานิสถาน
นอกจากนี้การที่สหภาพโซเวียตลงทุนมหาศาลไปกับการพัฒนาด้านความมั่นคง โดยเฉพาะโครงการอาวุธในอวกาศที่ทำแข่งกับสหรัฐฯ ยิ่งทำให้งบประมาณของประเทศขาดดุล
เบรชเนฟอยู่ในอำนาจจนวันสุดท้ายของชีวิตในวันที่ 10 พฤศจิกายน 1982 ผู้ที่สืบต่อคือ ยูรี อันโดรปอฟ อดีต ผอ.เคจีบี แต่ไม่นานก็ถึงแก่อสัญกรรม จึงมีการเลือก คอนสแตนติน เชียร์เนนโก ขึ้นเป็นผู้นำแทน แต่อยู่ได้ไม่นานก็ถึงแก่อสัญกรรมเช่นกัน เนื่องจากทั้งสองได้รับเลือกเป็นผู้นำในตอนที่มีอายุมากแล้ว ดังนั้นในวันที่ 11 มีนาคม 1985 ที่ประชุมพรรคคอมมิวนิสต์โซเวียตจึงมีมติเลือกนักการเมืองหนุ่มวัย 54 ปี มิคาอิล กอร์บาชอฟ ขึ้นเป็นผู้นำ
กอร์บาชอฟเป็นนักการเมืองสายปฏิรูป สองนโยบายปฏิรูปหลักที่โด่งดังไปทั่วโลกคือ ‘กลาสนัสต์’ (Glasnost) และ ‘ปีรีสโตรยกา’ (Perestroika) กลาสนัสต์คือการ ‘เปิด’ ในที่นี้คือการเปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นมากขึ้น เปิดหู-เปิดตาประชาชน เปิดรับความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น นโยบายนี้ถือเป็นนโยบายปฏิรูปการเมือง
ส่วนปีรีสโตรยกาคือการ ‘ปรับ’ ในที่นี้คือการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ลดความเป็นเศรษฐกิจวางแผนจากส่วนกลางให้เป็นระบบตลาดมากขึ้น มีการเปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศ และเริ่มใช้แนวทางทุนนิยมมากขึ้น
ทั้งหมดนี้ก็หวังแก้ไขปัญหาความชะงักงันทางเศรษฐกิจ (Stagnation) ที่เริ่มสะสมมาหลายปี ซึ่งการปฏิรูปนี้ก็ส่งผลไปยังประเทศยุโรปตะวันออกและกลุ่มประเทศ Soviet Bloc ด้วยเช่นกัน นโยบายการต่างประเทศในยุคนี้ก็มีการปรับปรุงเช่นกัน สหภาพโซเวียตให้คำมั่นว่าจะยุติการแทรกแซงใดๆ อย่างที่เคยเป็นมา นำไปสู่การถอนทหารโซเวียตออกจากอัฟกานิสถาน รวมไปถึงเมื่อครั้งเกิดการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยในเยอรมนีตะวันออก กอร์บาชอฟก็ปฏิเสธที่จะส่งกองทัพเข้าไปควบคุมสถานการณ์ตามคำร้องขอของรัฐบาลเยอรมนีตะวันออกด้วย เหตุการณ์แบบนี้จึงลุกลามไปยังประเทศยุโรปตะวันออกอื่นๆ อีก เช่น โปแลนด์ เชโกสโลวาเกีย โรมาเนีย ฮังการี และบัลกาเรีย ที่มีการลุกฮือโค่นล้มรัฐบาลคอมมิวนิสต์ เปลี่ยนผ่านไปสู่รัฐบาลประชาธิปไตย
ในสหภาพโซเวียตเองก็เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ภาคประชาสังคมเริ่มวิพากษ์วิจารณ์ความล้มเหลวของรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์โซเวียต บรรดาแคนดิเดตผู้สมัครรับเลือกตั้งในระดับต่างๆ โดยเฉพาะในระดับสาธารณรัฐสหภาพ (Union Republics) เริ่มมีความเป็นอิสระมากขึ้นและถูกครอบงำจากพรรคคอมมิวนิสต์ส่วนกลางน้อยลง เริ่มมีแนวคิดที่ต้องการเป็นเอกราชมากขึ้นจากการที่รูปแบบของความเป็นสหภาพโซเวียตไม่สามารถที่จะแบ่งปันความเจริญรุ่งเรืองของประชาชนได้อีกต่อไป
ในโซเวียตรัสเซียเองก็เริ่มเกิดความเปลี่ยนแปลง มีการจัดตั้งสภาโซเวียตแยกออกมาเป็นเอกเทศ จากเดิมที่ถือว่าสภาโซเวียตใหญ่เป็นสภาโซเวียตของโซเวียตรัสเซียโดยปริยาย มี บอริส เยลต์ซิน ผู้นำคนใหม่ที่ประชาชนหันไปนิยมชมชอบมากกว่ากอร์บาชอฟ ก่อนหน้านี้เยลต์ซินถือเป็นเด็กปั้นของกอร์บาชอฟ แต่ตอนหลังได้หันมาวิพากษ์วิจารณ์ความผิดพลาดต่างๆ ของกอร์บาชอฟอย่างเผ็ดร้อน
ที่สุดแล้วบรรดากลุ่มสาธารณรัฐแห่งสหภาพก็ได้ประกาศเป็นเอกราชดังนี้
เมื่อประเทศเดินทางมาถึงจุดระส่ำระสายเสี่ยงต่อการแตกสลาย เป็นเหตุให้นักการเมืองสายเหยี่ยวอย่าง เกนนาดี ยานาเยฟ รองประธานาธิบดี, วาเลนติน ปาฟลอฟ นายกรัฐมนตรี, บอริส ปูโก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย, จอมพล ดมิทรี ยาซอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, วลาดิเมียร์ ครูชคอฟ ผู้อำนวยการเคจีบี, โอเลก บาคลานอฟ รองประธานสภากลาโหมคนที่ 1, วาซิลี สตาราดุบต์เซฟ ประธานสหภาพเกษตรกรโซเวียต และ อเล็กซานเดอร์ ทิเซียคอฟ ประธานสมาคมรัฐวิสาหกิจ
ทั้งหมดถูกเรียกอย่างลำลองว่า Gang of Eight ได้ร่วมกันพยายามยึดอำนาจจากประธานาธิบดีกอร์บาชอฟ จัดตั้งคณะกรรมการแห่งรัฐว่าด้วยสถานการณ์ฉุกเฉิน (State Committee on the State of Emergency GKShP: แกคาแชแป) เพื่อยับยั้งนโยบายการปฏิรูปของกอร์บาชอฟ เริ่มยึดอำนาจตั้งแต่วันที่ 19-22 สิงหาคม ในขณะที่กอร์บาชอฟไปพักร้อนอยู่ ณ บ้านพักตากอากาศในไครเมีย แต่ดำเนินการได้เพียง 3 วันก่อนที่จะถูกยับยั้งโดยมวลชนผู้สนับสนุนการปฏิรูป ภาพที่ บอริส เยลต์ซิน ขึ้นไปปราศรัยบนรถถังยังตรึงตาตรึงใจประชาชนชาวโซเวียตผู้เรียกร้องประชาธิปไตย
ทั้งหมดถูกจับกุมภายในหนึ่งสัปดาห์ สมาชิกบางคนอย่างปูโกได้ใช้อาวุธปืนยิงตัวเองเสียชีวิตเพื่อหนีความผิดข้อหากบฏ ถึงจะควบคุมสถานการณ์ได้ก็ไม่สามารถยับยั้งกระแสการปฏิรูป รวมไปถึงภาพลักษณ์ของกอร์บาชอฟก็ตกต่ำลงทุกวัน เยลต์ซินได้คะแนนนิยมเพิ่มมากขึ้น
ในที่สุดวันที่ 8 ธันวาคม 1991 ผู้นำของรัสเซีย ยูเครน และเบลารุส ในฐานะรัฐผู้ร่วมก่อตั้งสหภาพโซเวียต ก็ได้มาประชุมร่วมกันและออกแถลงการณ์เบลาเวียชา (Belavezha Accord) ให้ยกเลิกสหภาพโซเวียตและริเริ่มแนวคิดเครือรัฐเอกราช (Commonwealth of Independent States: CIS) ในแนวทางความร่วมมือกันในด้านต่างๆ ของกลุ่มอดีตประเทศในเครือสหภาพโซเวียตในอนาคต ถึงแม้กอร์บาชอฟจะประณามว่าเป็นการรัฐประหารนอกรัฐธรรมนูญอย่างไร แต่ก็ไม่มีผลอะไรเสียแล้ว
และเมื่อไม่มีประเทศให้ปกครองต่อไป ในคืนวันที่ 25 ธันวาคม 1991 ประธานาธิบดีกอร์บาชอฟจึงได้ออกแถลงการณ์ลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีและเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์โซเวียต พอเข้าคืนวันใหม่ของวันที่ 26 ธันวาคม 1991 ธงสหภาพโซเวียตก็ถูกเชิญลงจากยอดเสาเหนือโดมพระราชวังเครมลิน ก่อนจะแทนที่ด้วยธงไตรรงค์ของสหพันธรัฐรัสเซีย
ปิดฉากรัฐสังคมนิยมแห่งแรกของโลก และยังถือเป็นการสิ้นสุดสงครามเย็นระหว่างโซเวียตกับค่ายตะวันตกอย่างเป็นทางการอีกด้วย
ภาพ: Getty Images / ShutterStock
The post 32 ปี สงครามเย็นสิ้นสุด ย้อนประวัติศาสตร์โซเวียต จากวันที่ยิ่งใหญ่สู่วันล่มสลาย appeared first on THE STANDARD.
]]>
“ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นปัจจัยความเสี่ยงคงที่ […]
The post มุมมองกลับหัวกลับหาง โลกทัศน์ ‘ขวาจัดไทย’ ในวันที่เปลี่ยนแปลง! appeared first on THE STANDARD.
]]>
“ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นปัจจัยความเสี่ยงคงที่… สหรัฐอเมริกายังคงเป็นรัฐมหาอำนาจที่ใหญ่ที่สุด ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การทหาร และการทูต แต่จีนก็เติบโตไล่ตามมา และอาจจะคุกคามสหรัฐฯ ในทุกด้าน”
Megan Greene and Jordan L. Strauss
10 of the Biggest Geopolitical Risks (2022)
ในท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของการเมืองไทยและการเมืองโลกที่ก้าวเข้าสู่คริสต์ศตวรรษที่ 21 นั้น มีประเด็นที่น่าสนใจอย่างมากถึงการปรับเปลี่ยน ‘โลกทัศน์ของขวาไทย’ ที่หากเราตามดูจากการสื่อสารทางการเมืองของปีกขวาจัดที่ปรากฏบนเวทีสาธารณะแล้ว มีความน่าสนใจถึงการประกาศ ‘จุดยืนใหม่’ ในทางการเมือง
เราจะเห็นได้ชัดว่า ผลจากการขับเคลื่อนของ ‘กระแสเสื้อเหลือง’ และตามมาด้วย ‘กระแสนกหวีด’ จนในที่สุดพวกเขาก็ได้สร้างตัวตนของความเป็น ‘ขวาใหม่’ แล้ว อีกทั้งฝ่ายขวาไทยได้ขยับไปสู่การเป็น ‘ขวาจัด’ มากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยความเป็น ‘จารีตนิยม’ …พวกเขาไม่เพียงแต่ต่อต้านประชาธิปไตย หากแต่ยังกลายเป็นพวกต่อต้านสหรัฐฯ อีกด้วย
น่าสนใจว่าปัจจัยอะไรที่ทำให้ปีกขวาจัดไทยเปลี่ยนไปเช่นนั้น…
หากย้อนกลับไปมองประวัติศาสตร์ของยุคสงครามเย็นในไทย ปีกขวาจัดไทยยืนอย่างมั่นคงกับฝ่ายตะวันตก และถือเอาระบบพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกาเป็น ‘แกนกลาง’ ของความมั่นคงของไทย อีกทั้งยังมีความกังวลอย่างมากในช่วงหลังจากการล้มลงของ ‘โดมิโนอินโดจีน’ ที่เห็นถึงการล่มสลายของรัฐบาลนิยมตะวันตกในเวียดนาม กัมพูชา และลาว ในปี 2518
ในช่วงเวลาดังกล่าว สิ่งที่ฝ่ายขวาและบรรดาชนชั้นนำไทยกลัวมากที่สุดคือ การถูก ‘อเมริกันทิ้ง’ เพราะเมื่อสหรัฐฯ ต้องถอนกำลังออกจากอินโดจีนหลังการเปลี่ยนระบอบการปกครองในปีดังกล่าวแล้ว คำถามสำคัญในทางความมั่นคงคือ สหรัฐฯ จะยังคงพันธกรณีที่จะปกป้องไทยจากการรุกรานของกองทัพคอมมิวนิสต์หรือไม่?
ความกลัวอเมริกันทิ้งเช่นนี้เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้พวกเขาเป็นปฏิปักษ์อย่างมากกับขบวนการนิสิต-นักศึกษาที่เรียกร้องให้รัฐบาลไทยยุติการมีฐานทัพสหรัฐฯ ในไทยในช่วงปี 2518-2519 หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งทางทฤษฎีคือ ปัญหาความหวาดกลัวทางการเมือง
ปีกขวาและบรรดาชนชั้นนำไทยในขณะนั้นมองด้วยความกังวลว่า การลดบทบาทของสหรัฐฯ ในยุคหลังสงครามเวียดนาม จะทำให้ไทยถูกทิ้งอย่างโดดเดี่ยวให้เผชิญกับการคุกคามของภัยคอมมิวนิสต์ที่เพิ่งได้รับชัยชนะในอินโดจีน ความกลัวเช่นนี้ทำให้พวกเขาตัดสินใจใช้กำลังล้อมปราบอย่างรุนแรงในเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519
ภาวะความ ‘กลัวและเกลียด’ คอมมิวนิสต์อย่างสุดโต่งเช่นนี้ ทำให้ปีกขวาจัดและชนชั้นนำไทยถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากว่าเป็นพวก ‘โปรโมเตอร์ระบอบทหาร’ อย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันบรรดาปีกขวาเหล่านี้ก็แสดงออกอย่างชัดเจนในการต่อต้านคอมมิวนิสต์จีนและรัสเซียอย่างไม่ลดละ พร้อมกับชื่นชมสหรัฐฯ ในฐานะที่เป็น ‘ปราการความมั่นคง’ ให้แก่ไทย
ข้อสรุปพื้นฐานสำหรับฝ่ายขวาไทยในยุคสงครามเย็นคือ ประเทศไทยจะอยู่ไม่ได้โดยปราศจากการคุ้มครองด้านความมั่นคงจากสหรัฐฯ ข้อสรุปเช่นนี้ดำรงอยู่อย่างยาวนานในการเป็นพื้นฐานที่สำคัญของความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างไทยและสหรัฐฯ ในยุคสงครามเย็น
แต่เมื่อสงครามเย็นสิ้นสุดลง พร้อมกับการยุติของภัยคุกคามคอมมิวนิสต์แล้ว ฝ่ายขวาไทยจะยังดำรง ‘โลกทัศน์ความมั่นคง’ ชุดนี้ต่อไปอีกหรือไม่ เป็นคำถามสำคัญของการกำหนดทิศทางของรัฐไทยในอนาคต
ในยุคหลังสงครามเย็นจนถึงการเดินทางสู่ยุคปัจจุบัน ฝ่ายขวาไทยกลับถูก ‘หล่อหลอมใหม่’ ให้กลายเป็นฝ่ายต่อต้านตะวันตก ซึ่งแน่นอนว่าสำหรับการเมืองภายในนั้นพวกเขาไม่ได้เปลี่ยนจุดยืนทางการเมือง ที่กลุ่มขวาจัดและกลุ่มชนชั้นนำไทยยังชื่นชมระบอบเผด็จการไม่แตกต่างจากเดิม อาทิ การแสดงออกอย่างชัดเจนในการสนับสนุน ‘ระบอบทหาร’ ดังจะเห็นถึงการสนับสนุนอย่างเข้มแข็งต่อการรัฐประหารในปี 2549 และ 2557
แต่ในการเมืองระหว่างประเทศ พวกเขามีท่าทีที่เปลี่ยนไป และเป็น ‘หัวหอก’ ของฝ่าย ‘ต่อต้านตะวันตก’ อย่างน่าฉงน อีกทั้งมีท่าที ‘ต่อต้านอเมริกัน’ อย่างมากด้วย ซึ่งหากพิจารณาถึงการเปลี่ยนโลกทัศน์ทางการเมืองของปีกขวาจัดไทยแล้ว อาจต้องยอมรับว่า การที่ตะวันตกและสหรัฐฯ แสดงท่าทีต่อต้านการรัฐประหารที่กรุงเทพฯ เป็นปัจจัยสำคัญในเรื่องนี้
การสร้างตัวตนของความเป็นขวาในการเมืองภายในนั้น พวกเขาเป็นผู้รับมรดก ‘ต่อต้านประชาธิปไตย’ มาจากระบอบอำนาจนิยมเดิม และยังคงรักษาจุดยืนในการสนับสนุนรัฐประหารไว้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งในยุคสงครามเย็น แม้พวกเขาจะไม่ชอบประชาธิปไตย แต่ก็มิได้มีนัยถึงการต่อต้านอเมริกัน เพราะยังต้องการการสนับสนุนด้านความมั่นคงจากสหรัฐฯ เนื่องจากการสนับสนุนจากสหรัฐฯ เป็นปัจจัยสำคัญในทางการเมืองและความมั่นคงเสมอ มิฉะนั้นแล้วอาจนำไปสู่การล่มสลายของรัฐจากภัยคุกคามของคอมมิวนิสต์ได้
แต่วันนี้เมื่อจีนเติบโตผงาดขึ้นในฐานะ ‘รัฐมหาอำนาจใหม่’ มีกองทัพและเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง และยังมาพร้อมกับท่าทีที่ไม่ตอบรับกับ ‘กระแสประชาธิปไตย’ เช่นเดียวกับที่รัสเซียเริ่มฟื้นตัวกลับมาเป็น ‘รัฐมหาอำนาจใหญ่’ อีกครั้ง และไม่ต่างกัน รัฐมหาอำนาจใหญ่ทั้งสองไม่สนับสนุนต่อการขยายตัวของกระแสประชาธิปไตย ดังจะเห็นถึงท่าทีเช่นนี้ในสองประเทศดังกล่าว และทั้งยังแสดงออกถึงการไม่ตอบรับกับความเป็น ‘เสรีนิยม’ ในทางการเมืองด้วย เนื่องจากค่านิยมเช่นนี้ขัดแย้งกับสถานะของระบอบการปกครองของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นระบอบปูตินในมอสโก หรือระบอบคอมมิวนิสต์ในปักกิ่ง ที่มีความเป็น ‘อำนาจนิยม’ มากกว่าจะเป็น ‘เสรีนิยม’
ดังนั้นจีนและรัสเซียในบริบทของการเมืองโลก จึงเป็นดั่ง ‘ฐานที่มั่นหลัก’ ของระบอบอำนาจนิยม ดังจะเห็นได้ว่าปักกิ่งและมอสโกในปัจจุบันไม่เคยแสดงท่าทีในการคัดค้านรัฐประหาร ทั้งยังทอดไมตรีให้กับรัฐบาลทหารในประเทศเหล่านั้น แม้กระทั่งการสนับสนุนด้วยการขายอาวุธ ซึ่งแตกต่างจากยุคสงครามเย็นที่ประเทศทั้งสองเคยเป็นที่ ‘หลบภัย’ ให้กับฝ่ายต่อต้านรัฐประหาร
แต่วันนี้สองมหาอำนาจกลับแสดงบทบาทที่แตกต่างจากในยุคสงครามเย็น และกลายเป็นผู้สนับสนุนรัฐประหาร… ความเป็นรัฐบาลฝ่ายซ้ายที่ปักกิ่งและมอสโกเคยดำรงไว้เช่นในอดีตนั้นสิ้นสุดไปแล้วกับยุคสงครามเย็น
หากสำรวจทิศทางทางการเมืองของปีกขวาไทยจะพบว่า พวกเขาได้ย้ายตัวเองไปเป็นฝ่าย ‘นิยมจีน-นิยมรัสเซีย’ และ ‘ต่อต้านประชาธิปไตย-ต่อต้านอเมริกัน’ พร้อมกันไป ดังจะเห็นว่าพวกเขาได้แสดงท่าทีชื่นชมผู้นำและระบอบการปกครองแบบของจีนและรัสเซียอย่างไม่ปกปิด… โลกของปีกขวาจัด ‘กลับหัวกลับหาง’ ไปหมดจากยุคสงครามเย็น
ดังนั้นในสถานการณ์ปัจจุบัน พวกเขาจึงแสดงออกถึงการสนับสนุนประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ในการบุกยูเครนอย่างไม่น่าเชื่อ โดยไม่ตระหนักว่าสงครามยูเครนมีสภาวะของการที่รัฐใหญ่รุกรานรัฐเล็ก และมีนัยถึงการใช้กำลังเพื่อการเปลี่ยนแปลงเส้นเขตแดนของรัฐ ซึ่งเท่ากับเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศโดยตรง
การยอมรับสภาวะเช่นนี้เกิดเพียงเพราะพวกเขาต่อต้านประชาธิปไตย-ไม่ชอบอเมริกัน โดยไม่คำนึงถึงความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับชีวิตของประชาชนผู้บริสุทธิ์ ตลอดจนการไม่รับรู้ถึงผลกระทบกับอีกหลายชีวิต อันนำไปสู่การหลั่งไหลของผู้อพยพหนีภัยสงครามจากยูเครนไปสู่ประเทศต่างๆ ในยุโรป
ในอีกมุมหนึ่งของสังคมไทย การต่อต้านประชาธิปไตยของปีกขวาจัดไม่มีนัยเพียงการสนับสนุนรัฐประหารเท่านั้น หากแต่ยังขยายไปสู่ความต้องการที่จะสร้างพื้นที่ใหม่ทางการเมืองของสังคมให้อยู่ใน ‘กระแสต่อต้านตะวันตก’ อีกด้วย ซึ่งต้องถือว่าเป็นเรื่องใหม่ในการเมืองไทย เพราะแต่เดิมเรื่องนี้เป็น ‘กระแสซ้าย’ ส่วนความชื่นชมตะวันตกนั้นเป็น ‘กระแสขวา’
โลกของการเมืองไทยเปลี่ยนไปจริงๆ อย่างที่คาดไม่ถึง จนเป็นเสมือนโลกที่กลับหัวกลับหางในบริบทด้านต่างประเทศ แต่พวกเขายังยืนจุดเดิมในการเมืองไทย ดังที่สะท้อนให้เห็นได้อีกมุมหนึ่งจากทัศนะของปีกขวาจัดต่อผลการเลือกตั้ง 2566 ที่เชื่อเป็นอย่างมากว่า ผลของชัยชนะดังกล่าวกำลังเปิดทางไปสู่การแทรกแซงของฝ่ายตะวันตก เป็นต้น
โลกทัศน์ใหม่ของกลุ่มขวาจัดไทยในวันนี้จึงสรุปได้ 3 ประการหลัก ได้แก่
ฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลยที่พวกเขานอกจากจะไม่เพียงสนับสนุนสงครามของรัสเซียในยูเครนอย่างไม่ต้องคิด แต่ยังแสดงออกด้วยการต่อต้านตะวันตกอย่างแข็งขันอีกด้วย จนน่ากังวลว่า ในท่ามกลางการแข่งขันของรัฐมหาอำนาจใหญ่บนเวทีโลกที่ส่งผลอย่างมากกับการเมืองในเอเชียนั้น ฝ่ายขวาไทยจะยืนอย่างไรในปัญหาความขัดแย้ง ‘จีน-ไต้หวัน’ รวมถึงจะพาประเทศเดินไปอย่างไรในอนาคต เพราะวันนี้ ‘ต้นอ้อที่เคยลู่ลม’ ที่กรุงเทพฯ ดูจะลู่ไปทางตะวันออกมากกว่าเสียแล้ว!
ภาพ: (1) FabrikaSimf / Shutterstock
(2) THE STANDARD
The post มุมมองกลับหัวกลับหาง โลกทัศน์ ‘ขวาจัดไทย’ ในวันที่เปลี่ยนแปลง! appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันที่ 9 พฤศจิกายน ค.ศ. 1989 ได้รับการยอมรับว่า เป็นวัน […]
The post 9 พฤศจิกายน 1989 – กำแพงเบอร์ลินล่มสลาย appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันที่ 9 พฤศจิกายน ค.ศ. 1989 ได้รับการยอมรับว่า เป็นวันที่กำแพงเบอร์ลินล่มสลาย แม้การทำลายกำแพงอย่างเป็นทางการจะเกิดขึ้นในวันที่ 13 มิถุนายน ค.ศ. 1990 โดยระหว่างวันที่ 9 พฤศจิกายน – 13 มิถุนายน มาตรการควบคุมชายแดนยังคงถูกบังคับใช้ แต่ไม่เข้มงวดเท่าในอดีต ก่อนที่มาตรการทั้งหมดจะถูกยกเลิกในวันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 1990 และเยอรมนีก็กลายเป็นหนึ่งเดียวกันอีกครั้งในวันที่ 3 ตุลาคมปีเดียวกัน
สำหรับการก่อสร้างกำแพงเบอร์ลินเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม ค.ศ. 1961 เพื่อแบ่งแยกพื้นที่ 3 ส่วน ที่ควบคุมโดยประเทศฝรั่งเศส อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา ออกจากพื้นที่ที่ควบคุมโดยสหภาพโซเวียต โดยกำแพงในเบอร์ลิน ส่วนที่แบ่งแยกเบอร์ลินตะวันออกและตะวันตกออกจากกัน มีความสูง 3-4 เมตร ยาว 45 กิโลเมตร
ตลอดเวลา 28 ปี กระทั่งกำแพงเบอร์ลินล่มสลาย มีชาวเยอรมันตะวันออกมากกว่า 100,000 คน พยายามข้ามกำแพงเบอร์ลิน แต่ประสบความสำเร็จเพียง 5,000-10,000 คนเท่านั้น โดยตัวเลขผู้เสียชีวิตที่มีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการอยู่ที่ 136 ราย หลายคนเสียชีวิตเพราะถูกทหารยิง บางส่วนเสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุ เช่น จมน้ำในแนวแบ่งเขตกลางแม่น้ำ
กำแพงเบอร์ลินเป็นสัญลักษณ์แห่งสงครามเย็น และวันที่มันล่มสลายถูกนับเป็นวันสิ้นสุดสงครามเย็น
The post 9 พฤศจิกายน 1989 – กำแพงเบอร์ลินล่มสลาย appeared first on THE STANDARD.
]]>
‘ดร.นิเวศน์’ ชี้ สงครามเย็นรอบใหม่อาจทำให้เอเชียมีเสน่ห […]
The post ‘ดร.นิเวศน์’ มองเวียดนามได้ประโยชน์จากสงครามเย็นรอบใหม่ คาดเศรษฐกิจแซงหน้าไทยภายใน 10 ปี appeared first on THE STANDARD.
]]>
‘ดร.นิเวศน์’ ชี้ สงครามเย็นรอบใหม่อาจทำให้เอเชียมีเสน่ห์มากขึ้น มองเศรษฐกิจเวียดนามจะแซงหน้าไทยในอีก 10 ปี และจะแซงหน้าในแทบทุกด้านภายใน 15 ปี ขณะที่ ‘อาร์ม’ แนะจับตาแนวนโยบายใหม่จีน ในการประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เดือนตุลาคมนี้
นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนหุ้น กล่าวในงานเสวนาหัวข้อ The Rise of Asia is Reshaping the World ของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อีสท์สปริง ว่า ปัญหาเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่มีการแบ่งขั้วระหว่างจีนกับรัสเซีย และสหรัฐอเมริกากับยุโรป จะส่งผลดีต่อภูมิภาคเอเชีย เนื่องจากสองฝ่ายจะต้องแข่งขันกันหาพรรคพวกเข้ามาในเครือข่าย ทำให้มีโอกาสที่จะขยายการลงทุนเข้ามาในเอเชียเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ดี สิ่งที่นักลงทุนต้องจับตาดูคือ สงครามเย็นรอบใหม่นี้จะมีเรื่องของการกีดกันทางเทคโนโลยี และการคว่ำบาตรทางการค้าเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ทำให้ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์จะมีผลเชื่อมโยงกับการลงทุนซึ่งต่างจากในอดีต
นิเวศน์ประเมินว่า เวียดนามจะเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้ประโยชน์มากจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ด้วยภูมิศาสตร์ที่ถือเป็นด่านหน้าของความขัดแย้ง การมีบุคลากรที่มีคุณภาพและต้นทุนทางธุรกิจที่ยังต่ำ โดยคาดว่าภายใน 10 ปี เศรษฐกิจเวียดนามจะแซงหน้าไทย ขณะที่รายได้ต่อหัวของคนเวียดนามก็จะสูงกว่าไทยภายใน 15 ปี และหลังจากนั้นเวียดนามจะแซงหน้าไทยในแทบทุกด้าน
“ในยุคสงครามเย็นครั้งก่อน ไทยเคยเป็นด่านหน้าเลยมีบทบาทมากหน่อย แต่ตอนนี้ถนนทุกสายวิ่งไปเวียดนาม เมื่อการลงทุนเข้าไปมาก เศรษฐกิจเขาก็เจริญเติบโต ปีนี้เวียดนามประกาศจะโต 7-8% คนย้ายการผลิตไปที่เวียดนามเยอะ เราจะไปหวังให้แบ่งบางส่วนมาไทยคงยาก เพราะถ้าคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกันผลิตในเวียดนาม เขาจะมีต้นทุนถูกกว่า ทำให้แข่งได้ยาก ไม่เกิน 10 ปีเขาใหญ่กว่าไทยแน่” นิเวศน์กล่าว
นิเวศน์กล่าวว่า การตัดสินใจลงทุนควรเลือกประเทศที่ไม่มีปัญหา ซึ่งเวียดนามเป็นประเทศที่สบายที่สุดในตอนนี้ เพราะคบทั้งกับจีนและตะวันตก คล้ายกับไทย แต่เวียดนามอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบมากกว่าด้วยบุคลากรที่มีคุณภาพ ทำให้แม้จะเปิดประเทศช้ากว่าไทยแต่ไล่ตามมาได้เร็วมาก ขณะที่การปกครองของเวียดนาม แม้ว่าจะเป็นคอมมิวนิสต์แต่เศรษฐกิจก็เป็นทุนนิยมคล้ายจีนสมัยเปิดประเทศ
“ตอนนี้ผมลงทุนในหุ้นไทยอยู่ที่ 60% ส่วนหุ้นเวียดนามอยู่ที่ 30% ผมมองว่าหุ้นไทยใกล้จบแล้ว เป็นตลาดที่ไม่ค่อยน่าสนใจ ลงทุนได้เรื่อยๆ แต่หาบริษัทที่โตเร็วๆ ยาก ถ้าสังเกตกลุ่มบริษัทใหญ่ๆ ในไทยจะมีแต่หน้าเดิม ไม่เปลี่ยนแปลงมาเป็นสิบปีแล้ว ไม่มีรายใหม่ที่ก้าวขึ้นมาแซงรายเก่า ผมยังนึกไม่ออกว่าเราจะไปต่ออย่างไร บริษัทแก่ๆ ก็เริ่มอิ่มตัวแล้ว ตัวใหม่ๆ จะขึ้นมาก็ไม่มี เราติดอยู่ที่ระดับ 1,600 มาตั้งแต่ 9 ปีที่แล้ว ถ้าเป็นอย่างนี้ไปอีกปีก็จะเรียกว่าเป็น Lost Decade ได้” นิเวศน์ระบุ
ด้าน อาร์ม ตั้งนิรันดร ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในเวทีเดียวกันว่า ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ในปัจจุบันเปรียบเหมือนคู่สามีภรรยาที่อยากเลิกกัน แต่ก็ทำได้ลำบากเพราะมีลูกด้วยกันไปแล้ว เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ และจีนมีความเชื่อมโยงกันสูง ทำให้สงครามเย็นในรอบนี้มีความต่างจากยุคโซเวียต ที่มีอาวุธแต่ไม่มีความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ
“สหรัฐฯ พยายามทำให้จีนโตช้า แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ที่ต้องพึ่งพาจีน ส่วนฝั่งจีนเองก็ไม่สามารถทำอะไรได้เต็มที่เหมือนกัน เพราะจีนก็พึ่งพายุโรปและสหรัฐฯ สูง ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์รอบนี้จึงมีความซับซ้อนมาก” อาร์มกล่าว
อาร์มกล่าวอีกว่า ประเด็นทางภูมิรัฐศาสตร์ที่โลกจะต้องติดตามในช่วงที่เหลือของปีนี้มี 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
โดยอาร์มระบุว่า ขณะนี้มีการวิเคราะห์แนวนโยบายของจีนออกเป็น 2 ทฤษฎี แนวทางแรกเป็นการมองว่า ทุกๆ 10 ปี จีนจะมีการสลับนโยบายระหว่างตึงเครียดกับผ่อนคลาย ซึ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเป็นยุคที่ตึงเครียดไปแล้ว ทำให้ในการประชุมรอบนี้จีนอาจจะหันมาผ่อนคลาย
ส่วนทฤษฎีที่สองเป็นการมองว่า นโยบายของจีนจะเปลี่ยนเป็นวงรอบทุกๆ 30 ปี คือ เข้มงวดในยุคประธานเหมา 30 ปี ผ่อนคลายนับจากยุคเติ้ง 30 ปี ทำให้มีความเป็นไปได้ที่ในรอบนี้จีนจะย้อนกลับไปเข้มงวดอีกครั้ง
“โดยส่วนตัวผมมองว่าจีนจะผสมผสานกันทั้งสองหลักการ คือต้องแข็งกร้าวในบางเรื่องเพื่อสู้กับสหรัฐฯ ขณะเดียวกันก็จะผ่อนคลายภายในมากขึ้น ซึ่งเราจะเห็นภาพดังกล่าวในการประชุมที่กำลังจะมาถึง” อาร์มกล่าว
อาร์มกล่าวอีกว่า แม้ปัจจุบันแนวโน้มเศรษฐกิจจีนในระยะสั้นอาจดูไม่สดใสมากนัก แต่ในระยะยาวจีนยังเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูง โดยมีการประเมินว่าในกรณีเลวร้ายที่สุด เศรษฐกิจจีนก็จะยังใหญ่เป็นอันดับสองของโลก เพียงแค่ไม่แซงหน้าสหรัฐฯ
อย่างไรก็ดี สำนักวิจัยส่วนใหญ่ก็ยังเชื่อว่าขนาดเศรษฐกิจของจีนจะแซงหน้าสหรัฐฯ ได้ภายใน 10-15 ปีนับจากนี้ ด้วยจำนวนประชากรที่มากกว่าสหรัฐฯ ถึง 4 เท่า GDP โดยเชื่อว่าวิกฤตขนาดใหญ่คงไม่เกิดกับจีน เพราะรัฐบาลใช้นโยบายควบคุมที่สามารถอุดรูรั่วได้ แต่เศรษฐกิจจีนคงจะเติบโตช้าลง
“ปัจจุบันคนบอกว่าภาคอสังหาจีน ซึ่งมีขนาด 15-30% ของ GDP ไม่น่าจะไปต่อไหวแล้ว เป็นหัวจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจไม่ได้ ซึ่งอาจเป็นเรื่องจริง อย่างไรก็ตาม จีนเองก็มีแผนจะผลักดันหัวจักรอื่นๆ เช่น ภาคพลังงานสะอาด รถยนต์ไฟฟ้าขึ้นมาทดแทน จีนมีภาพในหัวแล้วว่าเขาจะเดินอย่างไรต่อ” อาร์มกล่าว
ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH
The post ‘ดร.นิเวศน์’ มองเวียดนามได้ประโยชน์จากสงครามเย็นรอบใหม่ คาดเศรษฐกิจแซงหน้าไทยภายใน 10 ปี appeared first on THE STANDARD.
]]>
สงครามเย็น รอบใหม่? การเดินทางเยือนไต้หวันของ แนนซี เพโ […]
The post สัมพันธ์ร้าว ‘สหรัฐฯ-จีน’ จุดชนวน สงครามเย็น รอบใหม่ จับตาการค้าโลกป่วน appeared first on THE STANDARD.
]]>
สงครามเย็น รอบใหม่? การเดินทางเยือนไต้หวันของ แนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เมื่อวันอังคาร (2 สิงหาคม) ได้สร้างความไม่พอใจให้แก่จีนเป็นอย่างมาก เพราะจีนถือว่าไต้หวันเป็นเกาะปกครองตนเองและเป็นส่วนหนึ่งของประเทศจีน ดังนั้น รัฐบาลปักกิ่งจึงมองว่า การเดินทางของเพโลซีถือเป็นการรับรองเอกราชโดยพฤตินัยของไต้หวัน
และเพื่อตอบโต้สหรัฐฯ จีนได้สั่งให้กองทัพปลดปล่อยประชาชน (PLA) ปฏิบัติการซ้อมรบบริเวณ 6 จุดยุทธศาสตร์รอบเกาะไต้หวัน เมื่อวันพุธ (3 สิงหาคม) เป็นวันแรกไปจนถึงเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (7 สิงหาคม) ทำให้ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเตือนว่า กรณีดังกล่าวอาจทำให้การขนส่งสินค้าบริเวณช่องแคบระหว่างไต้หวันและจีน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเส้นทางที่พลุกพล่านที่สุดประสบความยากลำบากเพิ่มขึ้น และยังกระทบต่อการค้าในภูมิภาคด้วย
ด้านนักวิเคราะห์มองว่า สถานการณ์ปัจจุบันเริ่มใกล้เคียงกับสงครามเย็นใหม่ (New Cold War) มากขึ้น พร้อมแนะประชาคมโลกเตรียมรับมือและป้องกันไม่ให้เกิดสงครามแบบใช้กำลังและอาวุธ หรือสงครามจริงเกิดขึ้น
หนังสือพิมพ์ South China Morning Post รายงานว่า ผู้ประกอบการบริษัทขนส่งในไต้หวันมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนเส้นทางตามคำแนะนำของรัฐบาลไต้หวัน เมื่อวันพุธที่ผ่านมา เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายจากการซ้อมรบทางทะเลและทางอากาศของกองทัพจีนรอบเกาะ ซึ่งคาดว่าจะดำเนินไปถึงช่วงสุดสัปดาห์นี้ โดยการซ้อมรบดังกล่าวยังอาจจะทำให้การขนส่งเกิดความล่าช้า
ตามข้อมูลจากสำนักข่าว Bloomberg ระบุว่า ในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ เรือคอนเทนเนอร์เกือบครึ่งหนึ่งของโลกได้แล่นผ่านช่องแคบไต้หวัน ซึ่งอยู่ระหว่างไต้หวันและจีนแผ่นดินใหญ่ นอกจากนี้ยังมีการคาดการณ์ว่าค่าใช้จ่ายในการขนส่งทางน้ำใกล้ไต้หวันน่าจะสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากกองทัพปลดปล่อยประชาชน (PLA) ดำเนินการซ้อมรบเพิ่มเติม นอกเหนือไปจากการซ้อมรบในปัจจุบัน
ขณะที่ Ambrose Linn อดีตสมาชิกสภาพัฒนาโลจิสติกส์แห่งฮ่องกง คาดการณ์ว่า ค่าใช้จ่ายด้านโลจิสติกส์ก็น่าจะเพิ่มขึ้นราว 10% เนื่องจากสินค้า ‘เร่งด่วน’ จะต้องเปลี่ยนไปใช้เครื่องบินแทนเรือ
สอดคล้องกับ Nick Marro หัวหน้านักวิเคราะห์ของ The Economist Intelligence Unit ที่ระบุว่า การปิดเส้นทางคมนาคมขนส่งเหล่านี้ แม้เพียงชั่วคราว จะส่งผลกระทบไม่เพียงแต่ต่อไต้หวันเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการค้าในภูมิภาค ซึ่งเกี่ยวข้องถึงญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ด้วย
ด้าน Shi Yinhong ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยเหรินหมินในกรุงปักกิ่ง ยังกล่าวว่า จีนสามารถดำเนินการปิดล้อมไต้หวันทางทะเลได้ โดยหากสหรัฐฯ ไม่สามารถรับชิปได้ หรือการส่งชิปล่าช้าเป็นเวลา 1 หรือ 2 สัปดาห์ นั่นจะเป็นความเสียหายอย่างมาก
ด้านสำนักข่าว Nikkei รายงานว่า ไต้หวันอาจไม่ใช่สาเหตุของความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และจีนครั้งนี้ แต่เหตุการณ์ดังกล่าวอาจเป็นผลมาจากการแข่งขันเพื่อควบคุมระเบียบระหว่างประเทศระหว่างสหรัฐฯ และจีน โดยการต่อสู้นี้น่าจะคงอยู่นานถึง 10 หรือ 20 ปี
เนื่องจาก ปัจจุบัน สหรัฐฯ กำลังระแวงวิสัยทัศน์ด้านระเบียบระหว่างประเทศของจีน หลังจากรัฐบาลปักกิ่งยังคงยืนหยัดเคียงข้างรัสเซีย ท่ามกลางสงครามในยูเครน ทำให้รัฐบาลวอชิงตันสงสัยว่า จีนกำลังพยายามบ่อนทำลายระเบียบโลกหลังยุคสงครามโลกที่ตะวันตกเป็นผู้นำ
นอกจากนี้ สหรัฐฯ ไม่ได้สนับสนุนไต้หวันเพียงเพราะว่า ไต้หวันเป็นศูนย์กลางทางเทคโนโลยีที่สำคัญ และเป็นป้อมปราการของประชาธิปไตย แต่วอชิงตันยังคิดว่าการรักษาสภาพที่เป็นอยู่รอบไต้หวันเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการรักษาขอบเขตอิทธิพลของจีนไม่ให้แพร่กระจายไปทั่วเอเชีย
ขณะที่รัฐบาลปักกิ่งก็เริ่มไม่ไว้วางใจสหรัฐฯ เช่นกัน โดยผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์และสื่อจีนต่างประเมินว่า สหรัฐฯ กำลังทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้เพื่อยับยั้งการเติบโตของเศรษฐกิจจีน โดยการพูดถึงสิทธิมนุษยชน และประชาธิปไตยใดๆ ถือเป็นเพียงข้ออ้างเท่านั้น
รายงานของ Nikkei ยังระบุอีกว่า แม้สถานการณ์ปัจจุบันยังแตกต่างจากสงครามเย็นระหว่างสหรัฐฯ และรัสเซียก่อนหน้านี้ เนื่องจาก สหรัฐฯ และจีนได้เข้าร่วมแนวรบด้านเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด แต่สถานการณ์ปัจจุบันกลับมีความคล้ายคลึงกับสงครามเย็นใหม่ (New Cold War) มากขึ้น ซึ่งหมายความว่า โลกจำเป็นต้องวางแผนเพื่อจัดการกับวิกฤต และเพื่อป้องกันสงครามร้อน (Hot War) หรือสงครามแบบใช้กำลัง
ขณะที่ Shi Yinhong ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยเหรินหมินในกรุงปักกิ่ง ระบุว่า การมาเยือนไต้หวันของเพโลซีได้ฉุดให้ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ ไปสู่จุดต่ำสุดใหม่ แต่จนถึงตอนนี้ จีนยังคงแสดงท่าทียับยั้งชั่งใจ และโอกาสที่จะเกิดการปะทะทางอาวุธอย่างเต็มกำลังกับสหรัฐฯ ยังอยู่ในระดับต่ำ
สอดคล้องกับ แนนซี เพโลซี ที่แถลงต่อสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม หลังเข้าพบนายกรัฐมนตรี ฟูมิโอะ คิชิดะ แห่งญี่ปุ่น ว่าการเดินสายเยือนประเทศต่างๆ ในเอเชีย รวมถึงแวะที่ไต้หวัน ไม่ได้มีเจตนาใดๆ ที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลง Status Quo ในไต้หวันหรือในภูมิภาคนี้
ด้านนักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญหลายคนต่างพากันจับตาการประชุมผู้นำ G20 ซึ่งจะจัดขึ้นที่เกาะบาหลี อินโดนีเซีย ในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนนี้ เนื่องจากประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐฯ และ สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน น่าจะพบปะกันในการประชุมนี้
อ้างอิง:
The post สัมพันธ์ร้าว ‘สหรัฐฯ-จีน’ จุดชนวน สงครามเย็น รอบใหม่ จับตาการค้าโลกป่วน appeared first on THE STANDARD.
]]>
เรื่องราวในประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุ […]
The post ‘สงครามเย็นจบแล้ว ความรู้แบบเก่าหมดความขลัง’ สัมภาษณ์ ‘ณัฐพล ใจจริง’ 90 ปี 24 มิถุนา 2475 appeared first on THE STANDARD.
]]>
เรื่องราวในประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนา 2475 กลับมาสู่การรับรู้ของสังคมในวงกว้างอีกครั้ง เมื่อเกิดปรากฏการณ์ ‘ทะลุฟ้า-ทะลุเพดาน’ ในการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง และเกิดกลุ่มแนวร่วมของนิสิต-นักศึกษา-ประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหวในชื่อ ‘คณะราษฎร 2563’ เป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องหลังเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2562 ซึ่งประเทศไทยได้นายกรัฐมนตรีตามกติการัฐธรรมนูญ 2560 โดยเป็นนายกรัฐมนตรีคนเดียวกับที่มาหลังรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ประกอบกับมีคดียุบพรรคการเมืองใหม่อย่าง ‘อนาคตใหม่’ ทำให้เกิดความเคลื่อนไหวชุมนุมเมื่อปี 2563 นำโดยเยาวชนคนรุ่นใหม่ ผู้แสดงความไม่พอใจต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
THE STANDARD สัมภาษณ์ ‘ผศ.ดร.ณัฐพล ใจจริง’ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ผู้เขียนหนังสือ ตามรอยอาทิตย์อุทัย แผนสร้างชาติไทยสมัยคณะราษฎร ในวาระ 123 ปี ชาตกาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม สำนักพิมพ์มติชน, ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ, ขุนศึก ศักดินา และพญาอินทรี สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน ซึ่งผลงานเขียนของนักวิชาการผู้นี้จัดอยู่ในลำดับต้นๆ ของหนังสือที่เยาวชนคนรุ่นใหม่ในทศวรรษนี้นิยมอ่าน

ผมเป็นคนเจเนอเรชันเอ็กซ์ เกิดในยุคสงครามเย็น เติบโตและเรียนรู้ในยุคสงครามเย็นตอนปลาย ก็อย่างที่ทราบกันเป็นยุคต่อต้านคอมมิวนิสต์ เดินตามอเมริกา อะไรที่เป็นภัยต่อความมั่นคง โดยเฉพาะคติเรื่องเกี่ยวกับชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ถือว่าเป็นสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยงไป
ดังนั้นบทบาทของรัฐก็คือการหล่อหลอมให้เด็กๆ ในยุคนั้นเติบโตขึ้นมาภายใต้บล็อกหรือแบบที่เขาต้องการ ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตร บรรยากาศทางสังคม ทีวีที่มีน้อยช่อง วิทยุกระจายเสียงที่มีอยู่แบบเดียว พูดอยู่ไม่กี่เรื่อง ข่าวก็เป็นอย่างที่รัฐกำหนด ไม่มีใครแหกกรอบอะไร
การศึกษาในช่วงนั้นก็คือการใส่โปรแกรมเข้าไปในหัวของเด็ก ภาษาปัจจุบันก็คือการใส่ซอฟต์แวร์เข้าไปในหัวของเด็ก ดังนั้นวิชาสังคม ภาษาไทย ก็จะพูดเรื่องความเป็นไทยคืออะไร ประวัติศาสตร์ก็จะพูดแต่ ‘ประวัติศาสตร์มหาบุรุษ’ มหาบุรุษเป็นผู้รักษาเอกราชของชาติ ประชาชนไทยควรจะต้องตระหนักและสำนึกถึงผู้พาประเทศชาติให้อยู่รอดอยู่เสมอ จะประมาณอย่างนี้ เน้นมหาบุรุษ มหาราชต่างๆ ในประวัติศาสตร์ไทย ในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นนักรบ เป็นนักกู้ชาติ เป็นนักรักษาเอกราช ตั้งแต่พ่อขุนรามคำแหงสร้างภาษาไทย, หลักศิลาจารึกหลักแรก, พระนเรศวรเป็นนักการทหารที่เข้มแข็ง, พระพุทธยอดฟ้าฯ เป็นผู้ตั้งกรุงเทพฯ, รัชกาลที่ 5 เป็นผู้รักษาให้ประเทศชาติอยู่รอดปลอดภัย และพระราชกรณียกิจต่างๆ เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ในอดีตจะถูกใส่เข้ามาในหลักสูตรมากมาย
แต่เรียนสมัยนั้นก็ไม่ได้สงสัยอะไร ไม่มีบรรยากาศที่ก่อให้เกิดการคิด ก็คือเชื่อและสอบให้จบกันไป ไม่ได้รู้สึกว่าความรู้นั้นมีปัญหา
ส่วน 24 มิถุนา 2475 ก็เรียนตอนมัธยมปลาย ม.5-6 เรียนอยู่นิดเดียว และมาเรียนเยอะๆ สมัยเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว เข้ามหาวิทยาลัยปี 2532 เรียนคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็จะเรียนประวัติศาสตร์การเมืองไทยค่อนข้างเยอะ จะพูดถึง 2475 เยอะ ได้อ่านเยอะตอนเข้าสู่มหาวิทยาลัย เหมือนอีกโลกหนึ่งเลย ความรู้ทั้งหมดที่เราเรียนมาแทบใช้ไม่ได้ แล้วหลักสูตรกระทรวงศึกษาสอนในสิ่งที่ไม่เหมือนในมหาวิทยาลัย เป็นคนละเวอร์ชัน เพราะไม่มีคำถาม มีแต่ความเชื่อ แต่ในมหาวิทยาลัยจะมีแต่คำถาม อ่านหนังสือหลากหลาย ทั้งแนวกระแสหลัก กระแสรอง ขณะที่สมัยเด็กๆ อ่านอยู่แบบเดียว เป็นหลักสูตรแห่งชาติแบบนั้น

ผมว่าเป็นเรื่องปกติที่เด็กยุคปัจจุบันได้อ่านหนังสือที่หลากหลาย เพราะว่าสงครามเย็นมันจบแล้ว โลกเปลี่ยนไปแล้ว ความรู้เปลี่ยนไปแล้ว ดังนั้นเขามีทางเลือกมากขึ้น พวกเขาโชคดีที่เกิดมาในยุคสงครามเย็นจบ โลกเปิดกว้างมากขึ้น โลกเข้าสู่ยุคสมัยใหม่มากขึ้น เทคโนโลยี บรรยากาศเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เพียงแต่ว่ามีปัญหานิดหน่อยคือ ในช่วงหลังรัฐประหารจะค่อนข้างแย่ แต่โดยรวมแล้วดีกว่าผมที่เกิดในยุคสงครามเย็น ซึ่งสมัยนั้นผมแทบไม่ตั้งคำถามอะไรเลย ขณะที่เด็กยุคใหม่จะตั้งคำถามมากขึ้น
เงื่อนไขสำคัญที่ทำให้กะลาเปิดคือ สงครามเย็นจบ โลกเปลี่ยนแปลงไป โลกไม่ได้แบ่งค่ายแบบเดิมอีก ดังนั้นกะลาที่ครอบคนรุ่นใหม่ก็ถูกเปิดออก การเดินทางมีราคาถูกลง เด็กๆ ไปเที่ยวเมืองนอกมากขึ้น ได้ดูโลกมากขึ้น เขาก็เห็นความเปลี่ยนแปลง ดังนั้นความรู้แบบเดิมๆ ที่เคยครอบพวกเขาไว้ มันถูกตั้งคำถาม ความรู้แบบเก่าเสื่อมลง หมดความขลัง ไม่ขลังแล้ว ไม่ได้เป็นความรู้ที่สามารถครอบจักรวาลได้อีกแล้ว เพราะโลกเปลี่ยนแปลงไป โลกสมัยใหม่เป็นเรื่องวิทยาการ การศึกษา เสรีภาพ ประชาธิปไตย โลกสมัยใหม่เกิดขึ้น
ผมเกิดในยุคสงครามเย็น เติบโตและเรียนรู้ในยุคสงครามเย็นตอนปลาย มาเข้ามหาวิทยาลัยในยุคประชาธิปไตย กะลาถูกแง้มออกในบรรยากาศแบบมหาวิทยาลัย ความสงสัยจึงเริ่มต้นขึ้นในสมัยปริญญาตรี ตั้งคำถามและสงสัย แต่ก็ยังไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะว่าเพิ่งหลุดพ้นออกจากยุคสงครามเย็น กำแพงเบอร์ลินเพิ่งทลายลง ผมได้เห็นเหตุการณ์ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน โลกก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไป บรรยากาศแบ่งค่ายโลกคอมมิวนิสต์-โลกเสรีก็เริ่มหมดไป การพูดถึงโลกคอมมิวนิสต์ในชั้นเรียนก็ไม่ได้เป็นอันตรายอีกแล้ว ไม่ได้น่ากลัวแล้วก็ไม่ได้น่าสนใจอีกแล้ว บรรยากาศมีเสรีภาพมากขึ้น

ผมเริ่มคิดและค้นคว้า 2475 อย่างจริงจังช่วงเรียนปริญญาโท ส่วนตอนปริญญาตรีไม่ได้สงสัยมาก คือเรียนให้จบ มาคิดมากช่วงปี 2540 ซึ่งเป็นช่วงประชาธิปไตยของไทย เรามีบรรยากาศประชาธิปไตยมากขึ้น เรามีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ให้สิทธิเสรีภาพในทางวิชาการ
พอเรียนจบเริ่มมีเงินก็เริ่มซื้อหนังสือเก่า เริ่มสะสม จากนวนิยายวรรณกรรมก่อน แล้วก็เริ่มมาเก็บการเมือง พอมาเรียนปริญญาโทด้านรัฐศาสตร์ ก็มาเก็บตำราเก่าๆ ด้านการเมือง เริ่มอ่าน 2475 สนใจเพราะเป็นจุดเริ่มต้นประชาธิปไตย จึงสนใจมากขึ้น
เมื่อศึกษา 2475 ก็พบว่ามีคำอธิบายอยู่ 2 แบบตามความเข้าใจของผม ณ ตอนนั้น ก็คือ 1. อธิบายแบบอนุรักษนิยม คือมองว่าคณะราษฎรเป็นพวกเนรคุณ เป็นข้าราชการที่เนรคุณ เพราะกินข้าวแดงแกงร้อนแล้ว ทำไมมาเปลี่ยนแปลงการปกครอง ทำไมทำแบบนั้น จากทัศนะอนุรักษนิยมก็จะมองว่าการกระทำที่เปลี่ยนแปลงผู้มีพระคุณเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม สำหรับพวกเขามองว่าเงินเดือนที่สมาชิกคณะราษฎรได้รับเป็นเงินที่มาจากผู้มีพระคุณ
ส่วนอีกมุมหนึ่งที่อ่านเจอเป็นมุมมองแบบมาร์กซิสต์ ก็จะบอกว่าคณะราษฎรมาจากชนชั้นกลาง เปลี่ยนแปลงไปก็เป็นการปฏิวัติของกระฎุมพี มองว่าเปลี่ยนแปลงไปเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง ต้องการเลื่อนขั้นเป็นนายพลเสนาบดี เป็นพวกกระฎุมพี (คนชั้นกลาง ชนชั้นพ่อค้า) ไม่เคยสนใจคนข้างล่าง ซึ่งผมมองว่ามันก็ไม่จริงทั้งหมด
ผมก็เพียงแต่หาวิธีการศึกษาแบบอื่น ดังนั้นผมเริ่มตั้งคำถามว่า เราจะศึกษา 2475 ในแง่มุมอื่นบ้างได้ไหม
การเรียนรัฐศาสตร์สมัยผม เวลาพูดถึงปัญหาการพัฒนาการเมืองก็มักจะพูดเพียงเรื่องบทบาทกองทัพ ความขัดแย้งในสังคมไทย ความขัดแย้งในการเมืองไทยก็มีแต่กองทัพกับพลเรือน มีอยู่แค่นี้ ผมก็เลยคิดว่ามีตัวแปรอื่นไหม มีสมการอื่นไหมในการเมืองไทย ที่ไม่ใช่เพียง 2 ตัวนี้
ช่วงนั้นบรรยากาศเปิด มีงานวิชาการจากโลกตะวันตก คนไทยเริ่มตั้งคำถามมากขึ้น ทำให้คิดไปถึงตัวแสดงอื่นที่ไม่มีอยู่ในสมการการเมืองไทยที่ดำรงอยู่อย่างยาวนาน เริ่มคิดและได้เห็นเหตุการณ์ 2535 ความวุ่นวาย และการยุติลง
ดังนั้นสำหรับผมแล้ว ผมคิดได้เพราะบริบทเอื้อ คือ สงครามเย็นจบ แล้วเกิดกระแสวิชาการใหม่ๆ มีการตั้งคำถามให้คิดมากขึ้น หลักฐานใหม่ๆ ถูกเปิดมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งปี 2540 มีการตีพิมพ์งานสำคัญหลายชิ้น เช่น งานของ ม.จ.พูนพิศมัย ดิศกุล เรื่อง สิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็น, งานของท่านชิ้น 100 ปี ศุภสวัสดิ์วงศ์สนิท สวัสดิวัตน (ม.จ.ศุภสวัสดิ์วงศ์สนิท สวัสดิวัตน) ท่านบันทึกเพราะท่านเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในช่วงต้นระบอบใหม่ ท่านเป็นราชองครักษ์ของรัชกาลที่ 7 ท่านก็จดบันทึกไว้อย่างซื่อตรง บันทึกเหล่านี้ทำให้เราเข้าใจว่ากลุ่มคนชั้นสูงคิดและทำอะไร
ก่อนหน้านั้นอาจจะมีข้อจำกัดแห่งยุคที่ทำให้เราไม่ได้บวกสมการตรงนี้เข้ามา เรามองไม่เห็นในยุคนั้น เรามองแต่กองทัพ เมื่อเอกสารใหม่จากชนชั้นนำออกมา เราก็จะเห็นมากขึ้นว่าท่านทั้งหลายเกี่ยวข้องมากน้อยแค่ไหน ทำให้เราเข้าใจสมการที่หายไปมากขึ้นว่าจริงๆ แล้วเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ดังนั้นก็นำไปสู่การเขียนบทความหลายๆ ชิ้น เป็นการนำเสนอความรู้แบบใหม่ที่เกิดขึ้นต่อสังคม

สนใจ 2475 เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของประชาธิปไตย ประกอบกับการเรียนรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งถ้าเรียนภาษาไทยอาจจะต้องย้อนกลับไปสุโขทัย เมื่อเรียนรัฐศาสตร์ก็ต้องเริ่มต้นที่ประชาธิปไตย 2475
อีกอย่างหนึ่ง ความสำเร็จ 14 ตุลา 2516 สำหรับผมเป็นเพียงยอดน้ำแข็งของบารมีของสถาบันฯ ที่ทำให้เหตุการณ์นั้นยุติลงได้ แต่ยอดน้ำแข็งนั้นก็จะมีอดีตและเรื่องราวเช่นเดียวกัน จึงไม่ได้ให้ความสำคัญกับ 2516
ดังนั้นผมก็เลยถอยไปดูในอดีตว่ามันเกิดอะไรขึ้น เมื่อเกิดการปฏิวัติ 2475 เกิดระบอบใหม่ ที่พระมหากษัตริย์มีอำนาจจำกัดแบบนี้แล้ว เหตุใดบารมีทางการเมืองจึงเกิดขึ้นอย่างมากในปี 2516 จึงกลับไปย้อนอดีตจุดเริ่มต้นประชาธิปไตย และพัฒนาการขึ้น-ลงอย่างไรในตลอดช่วงตั้งแต่ 2475-2516 สำหรับผม ปี 2516 คือผลลัพธ์ของการสะสมหลังปี 2490 หรือหลังปี 2500 มากกว่าหลัง 2475

ผมว่าคนรุ่นใหม่ได้เปรียบที่เขามีตัวเร่งมากกว่าผม เขาคงได้เห็นเหตุการณ์สำคัญ เช่น เหตุการณ์รัฐประหาร 2549 เหตุการณ์รัฐประหาร 2557 เขาได้เห็นแล้วคงตั้งคำถามว่า เราเปลี่ยนแปลงการปกครองไปแล้ว แล้วเกิดเหตุนี้อีกได้อย่างไรจากข่าวที่เห็น
เขาคงไปอ่านงานเก่า ได้ทบทวนว่าเกิดอะไรขึ้นในจุดเริ่มต้น กระทั่งเกิดสิ่งที่เกิดขึ้นในยุคเขา คงจะเทียบเคียงแบบนั้น เพราะผมเชื่อว่ามนุษย์เราสามารถเปรียบเทียบอดีตกับปัจจุบันได้ ทำไมเป็นเช่นนั้น
บางคนเป็นผลผลิตของช่วงเวลา บางคนมีความคิดแตกต่างออกไป ตอนศึกษา 2475 ทำเพราะอยากทำ แต่ผ่านมายี่สิบกว่าปีจนถึงวันนี้ ความเปลี่ยนแปลงก็ถือว่ามาเร็ว และหลังจากนี้อัตราเร่งอาจจะเร็วกว่านี้อีก เพราะมีเทคโนโลยี มีเครื่องมือมากกว่าเดิม

ผมว่ามนุษย์เราอยู่ด้วยความหวัง แม้หลายคนจะบอกว่ารัฐธรรมนูญก็แก้ยาก อะไรก็แก้ยาก อะไรก็ทำไม่ได้ เหมือนสิ้นหวัง แต่อย่าลืมว่ามนุษย์เป็นคนสร้างสังคม สร้างระบบความเชื่อ แต่สิ่งที่มนุษย์สร้างนั้นก็จะมากำหนดมนุษย์อีก มนุษย์สร้างสังคม สังคมก็ครอบงำมนุษย์ มนุษย์ที่อยู่ในช่วงนี้ก็มักจะคิดว่าตัวเองไม่สามารถต่อสู้กับสังคมหรือความเชื่อได้ แต่อย่าลืมว่ามนุษย์เราสร้างสังคม เราก็จะสร้างสังคมใหม่ได้เช่นเดียวกัน มันจะมีช่วงเวลาหนึ่งที่ทำให้ทุกอย่างลงตัว สามารถเห็นหรือตระหนักรู้พร้อมกัน สามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสิ่งนั้นให้ดีขึ้นได้ สร้างสังคมใหม่ไปเรื่อยๆ ถ้าคิดว่าสังคมกำหนดอย่างเดียวก็ทำให้เราสิ้นหวัง อย่าลืมว่ามนุษย์เป็นคนสร้างสังคม เราสร้างใหม่ได้

ผมว่าเป็นตัวเร่ง ทำให้เขาไม่อยู่ในกะลา ไม่ใช่ยุคอะนาล็อก ผมเป็นรุ่นที่ยังค้นข้อมูลจากบัตรคำบัตรข้อมูลซึ่งเป็นกระดาษกันอยู่ คนรุ่นใหม่คงไม่รู้จักแล้วอาจสงสัยว่าเอาวัตถุโบราณที่เป็นต้นไม้มีลิ้นชักเล็กๆ มากมายเข้ามาตั้งในห้องสมุดทำไม เด็กยุคใหม่ไม่ค้นแบบนั้นกันแล้ว ความรู้กำลังเปลี่ยน ไม่ได้ถูกครอบงำว่ามีแบบเดียวอีกแล้ว ความรู้มีหลายชุด ต่อสู้กันไปทั้งระบบความคิด ความเชื่อทางสังคม และการเปลี่ยนแปลงของความรู้
The post ‘สงครามเย็นจบแล้ว ความรู้แบบเก่าหมดความขลัง’ สัมภาษณ์ ‘ณัฐพล ใจจริง’ 90 ปี 24 มิถุนา 2475 appeared first on THE STANDARD.
]]>
4 มีนาคม วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ (PBIC Thammasat) […]
The post สงครามเย็นครั้งที่สองเริ่มแล้ว นักวิชาการชี้ อาเซียนต้องยืนบนความถูกต้อง ไม่ใช่ความเป็นกลาง appeared first on THE STANDARD.
]]>
4 มีนาคม วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ (PBIC Thammasat) และ Media Inside Out จัดเสวนาวิชาการหัวข้อ ‘ปัญหาและทางออก ข้อพิพาท รัสเซีย-ยูเครน สงครามเย็นครั้งที่ 2?’ ณ ห้องพูนศุข วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ถ่ายทอดสดผ่านแฟนเพจ PBIC Thammasat
วิทยากรประกอบด้วย
– ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ กีรตยาจารย์แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
– กิตติ ประเสริฐสุข หัวหน้าสาขาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
– อรธิชา ดวงรัตน์ อาจารย์ประจำวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์
– ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ เลขานุการคณะกรรมาธิการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร โฆษกพรรคเพื่อไทย
ดำเนินรายการโดย สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี นักวิจัยประจำวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์
เรียกร้องเคารพหลักการสิทธิมนุษยชน
ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ กล่าวว่า กรรมาธิการการต่างประเทศได้ติดตามปัญหานี้ด้วยความกังวลมาตลอด และได้สอบถามกระทรวงการต่างประเทศตั้งแต่วันแรกเรื่องแผนการช่วยเหลือคนไทย ได้รับแจ้งตอบกลับมาว่าได้ประสานเบื้องต้นกับคนไทยเพื่อเดินทางกลับประเทศโดยเร็วที่สุด นอกจากนั้นได้สอบถามฝ่ายบริหารหรือรัฐบาล แต่กลับได้รับคำตอบที่ไม่สามารถสร้างความมั่นใจว่าคนไทยจะได้รับการดูแลอย่างรวดเร็ว โดยรัฐบาลบอกว่ารอให้สถานการณ์คลี่คลาย ขณะที่การช่วยเหลือต้องรีบทำทันทีเรื่องการช่วยเหลือคนไทยผู้ที่จะได้รับผลกระทบ ซึ่งกรรมาธิการการต่างประเทศได้ติดตามเร่งให้เกิดการช่วยเหลือคนไทย เป็นการกระตุ้นให้รู้ว่าทุกภาคส่วนจับตามองเรื่องนี้
ส่วนพรรคเพื่อไทยได้ถามถึงการรับมือจากทางภาครัฐ เพื่อให้ประชาชนเตรียมการกับผลกระทบในอนาคต เช่น เรื่องเศรษฐกิจ ถ้าฝ่ายบริหารรอสถานการณ์คลี่คลายไปเอง อาจจะเกิดความสูญเสียมากกว่านี้ จึงเรียกร้องให้รัฐบาลทำงานให้ได้ทันท่วงที
สำหรับท่าทีต่อสถานการณ์ระหว่างรัสเซีย-ยูเครน เป็นเรื่องละเอียดอ่อนอย่างมาก ต้องรับฟังทั้ง 2 ฝ่าย อย่างไรก็ตาม ไม่เห็นด้วยกับการที่ประเทศใดจะถูกชาติอื่นรุกรานด้วยอาวุธสงครามและความรุนแรง ซึ่งทำให้ประชาชนบาดเจ็บล้มตายในประเทศนั้น จึงมีข้อเรียกร้องให้สงครามยุติโดยเร็ว โดยให้มีการเจรจาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ซึ่งปฏิกิริยาจากสื่อและแรงกดดันจากนานาประเทศมีส่วนสำคัญที่จะทำให้ทิศทางของเหตุการณ์ไปทางไหน
ส่วนท่าทีของไทยควรช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมทันที ส่วนการประชุม APEC ในไทย หากได้ใช้พื้นที่นี้เป็นตัวกลางในการประสานก็เป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่สามารถทำได้ เพราะทั่วโลกจับตาดูและอยากร่วมช่วยกันคลี่คลายสถานการณ์ เพื่อให้รัสเซีย-ยูเครน เจรจาให้ได้ข้อตกลงร่วมกันที่เกิดประโยชน์สูงสุด
นอกจากนี้ กรรมาธิการต่างประเทศยังได้ออกแถลงการณ์ให้เคารพหลักการสิทธิมนุษยชน ดูแลซึ่งกันและกัน ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม เรายึดมั่นในหลักการกฎบัตรสหประชาชาติที่ไม่สนับสนุนให้ชาติใดก็ตามรุกรานชาติอื่นด้วยอาวุธและการใช้ความรุนแรง นำมาซึ่งความสูญเสีย
เข้าใจสถานการณ์ความขัดแย้งการเปลี่ยนแปลงเขตอิทธิพล
อรธิชา ดวงรัตน์ กล่าวว่า วิธีหนึ่งที่จะเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบัน ณ ตอนนี้ คือการเข้าใจเกี่ยวกับการกระจายอำนาจและการเปลี่ยนแปลงเขตอิทธิพลที่สามารถนำมาสู่การขัดแย้งได้ แต่ไม่ผิดที่เราจะมีจุดยืนในฐานะประเทศที่ต่อต้านการรุกรานประเทศอื่น แม้ในภาพรวมโลกกำลังแบ่งฝ่ายและมีความไม่แน่นอน แต่การแบ่งฝ่ายยังไม่แยกกันตายตัว โดยเฉพาะการเอาประเทศจีนเข้ามาในภาพรวมในฐานะมหาอำนาจ ยังคิดว่าสถานการณ์มีทางออกและไม่ผิดที่ประเทศไทยจะมีจุดยืนขึ้นอยู่กับหลักการสากลต่อต้านการรุกรานอธิปไตยประเทศอื่น
ด้านความเป็นมนุษย์ ก็ไม่ผิดที่เราจะต่อต้านหรือไม่เห็นด้วยกับการทำร้าย ทำให้ประชาชนเกิดความสูญเสีย
อดีตสายลับ กับ อดีตนักแสดง สองผู้นำขึ้นมาเจอกันอย่างผกผัน
ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ กล่าวว่า วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย มีอาจารย์ที่เป็นนักปรัชญาเยอรมัน ซึ่งปูตินเอาความคิดคนนี้มา เป็นความคิดที่บอกว่ารัสเซียคืออารยธรรมบริสุทธิ์ของโลก แนวคิดนี้สะท้อนผ่านวรรณกรรมรัสเซีย แต่ไม่แน่ใจว่าสะท้อนอยู่ในทางการเมืองด้วยหรือไม่ ความเชื่อดังกล่าวเป็นเงื่อนไขทางจิตวิญญาณ เมื่อเชื่อถึงขนาดว่ากำลังเอาจิตวิญญาณที่ดีไปให้ยูเครน ซึ่งกำลังมอมเมาด้วยอารยธรรมตะวันตกที่เป็นทุนนิยม จึงต้องตายเพื่อวิญญาณที่ดี
ตามทฤษฎีนี้มองว่าการเลือกตั้งถูกโกงตลอดเวลา ชาวบ้านไม่เลือกคนดี เลือกไม่เป็น ปูตินมองว่าโลกตะวันตกกำลังเสื่อมคลาย ทฤษฎีที่มองว่าตัวเองจะมาปลดปล่อยยุโรปกำลังเป็นจริง โดยยูเครนเป็นหมากตัวแรก
ธเนศกล่าวว่า การคลี่คลายวิกฤตการณ์ครั้งนี้ อนาคตรัฐชาติควรจะเป็นอำนาจอธิปไตยของประชาชน คือ ประชาชนเป็นคนอนุมัติ ให้ความชอบธรรมการดำรงอยู่ของรัฐประชาชาตินั้นๆ ไม่ใช่ผู้นำหรือนายกรัฐมนตรี ประธานาธิบดี แต่ต้องมาจากประชาชนที่เป็นคนออกอำนาจ ใช้อำนาจอธิปไตย ให้ความชอบธรรมสูงสุด
มีเรื่องโจ๊กเล่าว่ากันว่า ปูตินขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีสมัย บอริส เยลต์ซิน ด้วยการสร้างนิยายหาคนเป็นวีรบุรุษที่เป็นอดีตสายลับในเยอรมัน แล้วสร้างเรื่องให้กลายเป็นวีรบุรุษ คนนั้นก็คือปูติน เพราะเคยเป็นสายลับในเยอรมัน แล้วจากนั้นสร้างอำนาจและไม่ยอมลง
ส่วน โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน เป็นนักแสดงจริงๆ ไม่ได้สร้างขึ้นมา แต่ด้วยการเมืองของยูเครนกับรัสเซีย ทำให้นักแสดงกลายเป็นผู้นำตัวจริง
สองคนนี้จึงมีประวัติการขึ้นมาแล้วมาเจอกันอย่างผกผันกัน ในด้านหนึ่งปูตินต้องหงุดหงิดมากที่นักการเมืองที่มาจากนักแสดงมาทาบรัศมีตัวเอง
อย่างไรก็ตาม ทางออกต้องกลับไปหาประชาชน ไปหาหมู่บ้าน ถ้าใช้รัฐใช้กองกำลังทหารมาสร้างอนาคต มันจบมันหมดแล้วประวัติศาสตร์จักรวรรดิตั้งแต่ 3 ศตวรรษที่แล้ว มันไปไม่ได้
ฉะนั้นสุดท้าย ผลสะเทือนจากการที่รัสเซียบุกยูเครน ทุกคนรู้วิกฤตโลกร้อน ทรัพยากรถูกทำลายไม่เหลืออะไรเพราะระบบทุนนิยม ระบบอุตสาหกรรม ซึ่งทุกคนมีส่วนร่วมไม่ว่าระบบใดก็ต้องใช้อุตสาหกรรม
วิกฤตคราวนี้บังคับให้ยุโรปอเมริกาหันมาพึ่งตัวเอง ลดการพึ่งทรัพยากรข้างนอกโดยไม่ได้ตั้งใจ ลดการผลิต ลดการใช้พลังงาน เป็นคำตอบในแง่ดีว่าอนาคตอันสดใสรอหลังวิกฤตที่น่ากลัวนี้อยู่ ถ้าทุกคนคิดให้ถูก
อาเซียนต้องยืนอยู่กับความถูกต้อง ไม่ใช่ยืนอยู่กับความเป็นกลาง
กิตติ ประเสริฐสุข กล่าวว่า หลังการรุกยูเครนสัปดาห์ที่แล้ว อาเซียนมีแถลงการณ์ที่ค่อนข้างเบา ไม่ได้ประณามว่ากล่าวให้ยุติทันที แต่เพียงแค่แสดงความกังวล แสดงความห่วงใย เป็นจุดยืนที่เบามาก อ่อนมาก จะยิ่งทำให้อาเซียนหมดความหมายไปทุกที ตั้งแต่เรื่องพม่า อาเซียนแสดงจุดยืนที่เบาเกินไป กรณีนี้จะบอกว่าเป็นกลางไม่เลือกข้างก็ไม่ใช่ เพราะรัสเซียทำผิดกฎหมายระหว่างประเทศ ไปรุกรานเขา เราต้องยืนอยู่กับความถูกต้อง ไม่ใช่ยืนอยู่กับความเป็นกลาง อย่างไรก็ตาม มีแนวโน้มที่ดีขึ้นในการโหวตที่สมัชชาสหประชาชาติ วันที่ 2 มีนาคม
ในสมัยสงครามเย็นจะมีโฆษณาชวนเชื่อ ปัจจุบันก็มี ส่วนตัวจึงมองว่าขณะนี้สงครามเย็นครั้งที่ 2 เกิดขึ้นแล้ว ถ้ามองในแง่โฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda) และอำนาจแหลมคม (Sharp Power) มีความพยายามใช้สิ่งนี้อย่างมาก
สำหรับนิยาม อำนาจแหลมคม มีผู้ให้นิยามว่าเป็นการใช้ข้อมูลบิดเบือนไม่ประสงค์ดี แต่ฝ่ายจีนบอกว่านี่เป็นสิ่งที่ชาวตะวันตกคิดไปเอง เป็นความหวาดกลัวและความไม่เข้าใจของชาติตะวันตก
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเราจะเห็นว่ามีการใช้อำนาจแหลมคม ทั้งรัสเซียและยูเครน ในสงครามสื่อ Media War ต่างจากสมัยอเมริกากับอิรัก เพราะอิรักไม่มีสิ่งเหล่านี้อยู่ในมือ แต่รัสเซียมี
ส่วนยูเครนก็พยายามจะสร้างสตอรี สร้างเรื่องราวเพื่อทำให้รัสเซียลดความชอบธรรมลงไปเรื่อยๆ ซึ่งรัสเซียก็ไม่ได้มีความชอบธรรมอยู่แล้วในเรื่องนี้
มีการใช้อำนาจแหลมคมทั้ง 2 ฝ่าย แม้แต่ในไทยก็มีกระแสแบบนี้ เช่น บอกว่าปูตินมาเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ทำให้ผลิตข้าวสาลีได้เพียงพอ ซึ่งเราต้องระมัดระวังข้อมูลข่าวสารในยุค Sharp Power ก่อนจะไปกันใหญ่ เห็นแล้วไม่ค่อยสบายใจ
กิตติกล่าวด้วยว่า รัสเซียต้องการสร้างเกียรติภูมิกลับคืนมาหลังยุคโซเวียตล่มสลาย ในฐานะประเทศมหาอำนาจจึงอยากได้คนอย่างปูตินที่ดูเข้มแข็ง
รัสเซียรู้สึกว่าสูญเสียอะไรไปเยอะในสงครามกับนาซี แต่ตะวันตกไม่ได้ให้ค่าเขาเท่าที่ควรและมาต่อต้านเขาที่เป็นคอมมิวนิสต์ เป็นเรื่องเกียรติภูมิของรัสเซียที่ปูตินผลักดันอย่างยิ่ง
สงครามเย็นได้เกิดขึ้นแล้ว จากดั้งเดิมเป็นทุนนิยมกับคอมมิวนิสต์ แต่ตอนนี้เป็นความขัดแย้งระหว่างเสรีนิยมกับอำนาจนิยม อย่างกรณีจีนกับรัสเซียปกครองโดยคณาธิปไตยไม่ได้มีการเลือกตั้งอย่างเสรี สังคมถูกเซ็นเซอร์เยอะ และอีกฝ่ายเป็นเสรี สังคมไม่ได้ถูกควบคุม
กรณีรัสเซียกับจีนมีความแตกต่างกัน รัสเซียพึ่งพาชาติอื่นน้อยกว่าจีน เนื่องจากจีนเป็นมหาอำนาจอันดับสอง รัสเซียจึงกล้ากดปุ่มยิงมิสไซล์ เพราะมองว่าตัวเองได้เปรียบถือไพ่เหนือกว่าเรื่องพลังงาน ส่วนจีนกดปุ่มยากกว่า เพราะมีผลประโยชน์ต้องเสียเยอะเรื่องการค้าการลงทุน
เรื่อง Sharp Power มีข้อสังเกตว่าสื่อของตะวันตกมีความพหุนิยม มีความเห็นหลากหลาย ขณะที่ของจีนกับรัสเซียมีความเห็นเดียว ฉะนั้นสังคมไทยควรมองเป็นประเด็นๆ สำหรับแฟนคลับที่พร้อมชูป้ายไฟให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ควรจะมองเป็นประเด็น รวมถึงความขัดแย้งในการเมืองไทยด้วย ตอนนี้กลายเป็นคนอาวุโสสูงวัยคอนเซอร์เวทีฟ ค่อนข้างเชียร์จีนกับรัสเซีย ซึ่งอาจจะต้องใคร่ครวญพิจารณาเป็นเรื่องๆ อย่าแบ่งฝักแบ่งฝ่ายเป็นพวก จะยิ่งไปกันใหญ่
ภาพ: Getty / Marcus Yam
The post สงครามเย็นครั้งที่สองเริ่มแล้ว นักวิชาการชี้ อาเซียนต้องยืนบนความถูกต้อง ไม่ใช่ความเป็นกลาง appeared first on THE STANDARD.
]]>
ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีนเตือนไม่ให้ภูมิภาคเอเชียแปซิ […]
The post สีจิ้นผิงเตือนเอเชียแปซิฟิก อย่ากลับสู่ความตึงเครียดแบบยุคสงครามเย็น appeared first on THE STANDARD.
]]>
ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีนเตือนไม่ให้ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกหวนคืนสู่การเผชิญหน้าและแบ่งแยกแบบยุคสงครามเย็น พร้อมแนะว่าทุกประเทศในภูมิภาคควรร่วมมือกันให้มากขึ้นเพื่อพิชิตความท้าทาย ทั้งการฟื้นฟูประเทศจากโรคระบาดโควิดและแก้วิกฤตสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง
สีจิ้นผิงกล่าวในการประชุมทางไกลภาคธุรกิจ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประชุมสุดยอดผู้นำความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิกที่นิวซีแลนด์เป็นเจ้าภาพว่า “ความพยายามในการขีดเส้นทางอุดมการณ์และสร้างวงกลมเล็กๆ บนพื้นฐานภูมิรัฐศาสตร์จะประสบความล้มเหลว”
คำกล่าวของผู้นำมีขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างสหรัฐฯ กับจีนจากกรณีไต้หวัน ขณะที่สหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีโจ ไบเดน กลับมาให้ความสำคัญกับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอีกครั้ง และมีการกระชับความร่วมมือกับหลายประเทศ เช่น ในกลุ่ม Quad กับอินเดีย ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย และสร้างกลุ่มพันธมิตรใหม่ในชื่อ AUKUS ร่วมกับออสเตรเลียและสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่ถูกมองว่าเพื่อคานอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการทหารของจีนในภูมิภาค
แอนโทนี บลินเคน รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวานนี้ (10 พฤศจิกายน) ว่า สหรัฐฯ จะทำให้แน่ใจว่าไต้หวันสามารถป้องกันตนเองจากประเทศใดก็ตามที่พยายามเปลี่ยนแปลงสภาพที่เป็นอยู่ด้วยกำลังทหาร
ก่อนหน้านี้ในวันอังคาร (9 พฤศจิกายน) กองทัพจีนเผยว่า ได้ดำเนินการลาดตระเวนเพื่อเตรียมพร้อมสู้รบในบริเวณใกล้กับช่องแคบไต้หวัน หลังกระทรวงกลาโหมจีนประณามสหรัฐฯ ที่ส่งคณะผู้แทนจากสภาคองเกรสไปเยือนไต้หวัน ซึ่งเป็นการกระทำที่จีนมองว่าแทรกแซงกิจการภายในประเทศ
อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดระหว่างสองชาติมหาอำนาจอาจลดลงบ้าง เมื่อ โจ ไบเดน กับ สีจิ้นผิง มีกำหนดหารือกันในรูปแบบการประชุมทางไกล ซึ่งคาดว่าจะจัดขึ้นในวันจันทร์หน้า (15 พฤศจิกายน)
ภาพ: Kevin Frayer / Getty Images
อ้างอิง:
The post สีจิ้นผิงเตือนเอเชียแปซิฟิก อย่ากลับสู่ความตึงเครียดแบบยุคสงครามเย็น appeared first on THE STANDARD.
]]>
ผู้นำชาติพันธมิตรองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ NA […]
The post ประชุมผู้นำ NATO เปิดฉาก เตือนความท้าทายทางทหารจากจีน แต่ยืนยันไม่ต้องการทำสงครามเย็นกับจีน appeared first on THE STANDARD.
]]>
ผู้นำชาติพันธมิตรองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ NATO ร่วมประชุมที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เมื่อวานนี้ (14 มิถุนายน) พร้อมส่งคำเตือนเกี่ยวกับภัยคุกคามทางทหารจากจีน โดยชี้ว่าจีนกำลังขยายคลังอาวุธนิวเคลียร์อย่างรวดเร็ว มีการพัฒนากองทัพให้ทันสมัยและร่วมมือกับรัสเซียในทางทหารมากขึ้น พร้อมระบุว่าพฤติกรรมของจีนในช่วงที่ผ่านมาถือเป็น ‘ความท้าทายเชิงระบบ’
เยนส์ สโตลเทนเบิร์ก เลขาธิการ NATO เตือนว่า จีนกำลัง ‘เข้าใกล้’ NATO มากขึ้น ในแง่ของการทหารและเทคโนโลยี แต่เขาย้ำว่ากลุ่มชาติพันธมิตร NATO ไม่ต้องการทำสงครามเย็นครั้งใหม่กับจีน
ทั้งนี้ NATO คือกลุ่มพันธมิตรทางการเมืองและการทหารที่ทรงอิทธิพลของโลก ประกอบด้วยชาติสมาชิกจากยุโรปและอเมริกาเหนือรวม 30 ประเทศ โดยแรกเริ่มก่อตั้งขึ้นเพื่อรับมือภัยคุกคามจากการขยายอิทธิพลของคอมมิวนิสต์หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา NATO ถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับการดำรงอยู่ ในขณะที่ผู้นำหลายชาติโต้แย้งเกี่ยวกับจุดประสงค์ขององค์การและการจัดหางบประมาณหล่อเลี้ยง
สำหรับการประชุมสุดยอดผู้นำ NATO ครั้งนี้มีไฮไลต์สำคัญคือการเข้าร่วมครั้งแรกของ โจ ไบเดน ในฐานะประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยเกิดขึ้นในช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับ NATO มีรอยร้าว สืบเนื่องจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนก่อน วิจารณ์ NATO เกี่ยวกับสัดส่วนการจ่ายเงินงบประมาณสนับสนุนของชาติสมาชิก และตั้งคำถามเกี่ยวกับพันธกรณีที่สหรัฐฯ ต้องปกป้องชาติพันธมิตรในยุโรป
อย่างไรก็ตามไบเดนยืนยันว่า NATO มีความสำคัญต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ และทางองค์การมีภาระหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ในการปฏิบัติตามมาตรา 5 ของสนธิสัญญาก่อตั้ง ซึ่งกำหนดให้ชาติสมาชิกต้องปกป้องประเทศในกลุ่มหากถูกโจมตี
ภาพ: NATO / Pool / Anadolu Agency via Getty Images
พิสูจน์อักษร: ชนเนตร ลอยครุฑ
อ้างอิง:
The post ประชุมผู้นำ NATO เปิดฉาก เตือนความท้าทายทางทหารจากจีน แต่ยืนยันไม่ต้องการทำสงครามเย็นกับจีน appeared first on THE STANDARD.
]]>ตัดต่อ: วชิระ มากทรัพย์
The post ชมคลิป: Davos 2021: ประชุม WEF เปิดฉาก สีจิ้นผิงเตือน ‘สงครามเย็น’ หากประเทศอื่นมุ่งปกป้องการค้า appeared first on THE STANDARD.
]]>ตัดต่อ: วชิระ มากทรัพย์
The post ชมคลิป: Davos 2021: ประชุม WEF เปิดฉาก สีจิ้นผิงเตือน ‘สงครามเย็น’ หากประเทศอื่นมุ่งปกป้องการค้า appeared first on THE STANDARD.
]]>
ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีน ใช้เวทีประชุม World Econo […]
The post DAVOS 2021: สีจิ้นผิง เตือน ‘สงครามเย็นครั้งใหม่’ หากสหรัฐฯ ยังเดินหน้าปกป้องการค้าแบบทรัมป์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีน ใช้เวทีประชุม World Economic Forum ส่งสารเตือนไปยัง โจ ไบเดน ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ ว่าเขามีความเสี่ยงทำให้เกิดสงครามเย็นรอบใหม่ หากไบเดนยังดำเนินนโยบายกีดกันการค้าและปกป้องตลาดตามแบบ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนก่อนหน้า
การประชุม World Economic Forum 2021 ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เปิดฉากขึ้นเมื่อวานนี้ (25 มกราคม) ซึ่งปีนี้ยังคงจัดในรูปแบบเวอร์ชวล สืบเนื่องจากสถานการณ์โรคระบาด โดยมีผู้นำจากหลายประเทศเข้าร่วมประชุมทางไกล ซึ่ง สีจิ้นผิง ใช้โอกาสนี้เรียกร้องให้นานาชาติใช้กลไกพหุภาคีในการแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจ โดยระบุว่า ประเทศต่างๆ ไม่ควรใช้โรคระบาดเป็นข้ออ้างในการพลิกกลับโลกาภิวัตน์ เพื่อแบ่งแยกเศรษฐกิจออกจากกันหรือโดดเดี่ยวตัวเอง
แม้ สีจิ้นผิง เลี่ยงเอ่ยชื่อไบเดนและสหรัฐฯ โดยตรงในสปีชแรก หลังทรัมป์ก้าวลงจากเก้าอี้ผู้นำทำเนียบขาวเมื่อสัปดาห์ก่อน แต่ผู้นำจีนย้ำชัดว่า จีนไม่ต้องการถูกบงการโดยสหรัฐฯ
“การสร้างวงกลมขนาดเล็กหรือเริ่มสงครามเย็นครั้งใหม่ การปฏิเสธ, คุกคาม หรือข่มขู่คนอื่นๆ การจงใจแยกเศรษฐกิจออกจากกัน, ขัดขวางซัพพลายเชน หรือใช้มาตรการคว่ำบาตร ตลอดจนการหันไปอยู่อย่างโดดเดี่ยวหรือเหินห่าง มีแต่จะผลักโลกสู่ความแตกแยก หรือแม้แต่ทำให้เกิดการเผชิญหน้ากันขึ้น” สีกล่าว
ผู้นำจีนยังกล่าวย้ำความสำคัญของระบบพหุภาคีว่า ไม่มีปัญหาระดับโลกอันใดที่สามารถแก้ไขได้โดยประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงลำพัง แต่จำเป็นต้องมี “มาตรการระดับโลก การตอบสนองระดับโลก และความร่วมมือระดับโลก”
ที่ผ่านมาไบเดนยังไม่ได้ส่งสัญญาณว่าเขาจะผ่อนคลายท่าทีที่แข็งกร้าวต่อจีน หลังความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศมหาอำนาจตึงเครียดขึ้นอย่างมากตลอด 4 ปีของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของทรัมป์ ขณะที่ไบเดนก็มีนโยบาย ‘ซื้อของอเมริกัน’ เพื่อกระตุ้นอุตสาหกรรมในประเทศเช่นกัน
สีกล่าวว่า “เราควรสร้างระบบเศรษฐกิจโลกที่เปิดกว้าง รักษาระบอบการค้าพหุภาคี ปฏิเสธกฎและระบบที่เลือกปฏิบัติและกีดกัน ตลอดจนทลายอุปสรรคการค้า การลงทุน และการแลกเปลี่ยนทางเทคโนโลยี”
ภาพ: แฟ้มภาพปี 2017 / Fabrice Coffrini / AFP
พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล
อ้างอิง:
The post DAVOS 2021: สีจิ้นผิง เตือน ‘สงครามเย็นครั้งใหม่’ หากสหรัฐฯ ยังเดินหน้าปกป้องการค้าแบบทรัมป์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลังจากบทความที่แล้วได้กล่าวถึงปี 2020 ที่เป็นปีแห่งการ […]
The post ส่องกล้องมอง 2021 ปีแห่งความเสี่ยงและโอกาส appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลังจากบทความที่แล้วได้กล่าวถึงปี 2020 ที่เป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงของประวัติศาสตร์โลก ทั้งในแง่ของเศรษฐกิจ การเมือง การลงทุน สงครามเย็น รวมถึงการพัฒนาระยะยาวของโลก ในบทความนี้จะมองถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในปี 2021 ที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ ดังนี้
แม้วัคซีนจะเป็นความหวังของชาวโลก และเริ่มอนุมัติให้ฉีดได้ตั้งแต่ปลายปี 2020 ในบางราย แต่การอนุมัติวัคซีนหลายรายจะล่าช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ ทำให้การฉีดให้กับประชาชนล่าช้า โดยเรามองว่าวัคซีนทั่วโลกจะฉีดได้เพียง 2.4 ล้านโดสในครึ่งปีแรก และ 4 ล้านโดสในครึ่งปีหลัง ทำให้พลเมืองโลกได้รับการฉีดประมาณ 2.4 พันล้านคนในปี 2021 หรือประมาณ 30% ของประชากรโลกที่ 7.7 พันล้านคน ซึ่งจะทำให้การเดินทางระหว่างประเทศยังค่อนข้างยาก
แต่ความหวังเศรษฐกิจโลกจะอยู่ที่ยารักษาโควิด-19 ที่จะช่วยรักษาชีวิตผู้ป่วยที่ติดเชื้อมากขึ้น นอกจากนั้น เครื่องมือทดสอบที่ง่ายขึ้น สามารถทดสอบได้ด้วยตนเอง รวมถึงการทำ Social Distancing อย่างต่อเนื่อง จะทำให้ผู้คนใช้ชีวิตได้มากขึ้น แต่การพบปะเป็นกลุ่มใหญ่ รวมถึงการเดินทางระหว่างประเทศจะยังถูกคุมเข้มโดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีแรก
โดยเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปถ้าวัคซีนได้รับอนุมัติ แต่ความเชื่อมั่นของประชาชนจะไม่ฟื้นกลับมาได้ในทันที เนื่องจากวัคซีนต้องได้รับการอนุมัติ และการแจกจ่ายทั่วโลกต้องใช้เวลา ทำให้การฟื้นตัวในแต่ละประเทศแตกต่างกัน โดยขึ้นอยู่กับ (1) จำนวนผู้ติดเชื้อและการได้รับวัคซีน (2) การพึ่งพิงภาคท่องเที่ยวและบริการ และ (3) ภาคเศรษฐกิจในแต่ละประเทศ โดยธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับภาคบริการจะอ่อนแอ/ฟื้นตัวช้ากว่า
ภาพดังกล่าวทำให้เศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่เติบโตได้ดีที่สุดในปี 2021 ได้แก่ จีน ที่จะฟื้นตัวแบบเครื่องหมายไนกี้ รองลงมาได้แก่สหรัฐฯ ที่ฟื้นตัวขึ้นจากฐานต่ำและวัคซีน แต่การเมืองจะเป็นตัวฉุดรั้ง ทำให้การฟื้นตัวเป็นรูปแบบช้อน (คือเป็นหลุมก่อนที่จะฟื้นตัวขึ้น) ขณะที่เศรษฐกิจไทย ยูโรโซน และญี่ปุ่น จะฟื้นตัวต่ำกว่าจากการพึ่งพิงความต้องการจากต่างประเทศ และภาคการท่องเที่ยวที่สูงกว่า ทำให้การฟื้นตัวเป็นรูปแบบแอ่ง รวมถึงระดับการฟื้นตัวไม่เท่ากัน (เป็นรูป K-Shape) โดยภาคเกษตรและอุตสาหกรรมฟื้นตัวดีขึ้นกว่าภาคบริการ
ในยุคไบเดนสงครามเย็นจะไม่หายไป แต่จะเปลี่ยนรูปแบบเป็นการรบหาพันธมิตรมากขึ้น โดยในส่วนการค้า จีนเดินแต้มก่อนหลังจากได้เข้าร่วมสนธิสัญญาการค้า RCEP ขณะที่รัฐบาลไบเดนจะเริ่มเดินเกมในเอเชียมากขึ้นผ่านความร่วมมือกับอาเซียน TPP รวมถึง APEC รวมถึงบีบให้จีนต้องยอมทำตามกฎเกณฑ์ที่กำหนดร่วมกัน เช่น มาตรฐานสินค้า การคุ้มครองแรงงาน ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม และการลดทอนอิทธิพลและขนาดของรัฐวิสาหกิจในเศรษฐกิจ แลกกับการลดภาษีนำเข้าที่เคยขึ้นในสมัยของทรัมป์
โดยวิกฤตโควิด-19 ที่จำกัดการปฏิสัมพันธ์โดยตรง ทำให้มนุษยชาติน้อมรับเทคโนโลยี (Technological Adoption) รวดเร็วอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นผู้บริโภคและภาคธุรกิจ ที่คุ้นชินมากขึ้นกับการช้อปปิ้งออนไลน์ และการ Work from Home ขณะที่การทำธุรกรรมแบบไม่ใช้เงินสด (Cashless Transaction) ทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ส่วนด้านการแพทย์ ก็ได้เปลี่ยนการวินิจฉัยโรคให้ผ่านอุปกรณ์เทคโนโลยีต่างๆ มากขึ้น
เราจึงมองว่ากระแส Tech-Celelation จะส่งผลกระทบกับสามกลุ่มธุรกิจทั่วโลก ได้แก่
หนึ่ง ธุรกิจ IT ขยายตัวได้ดี เนื่องจากโควิด-19 ทำให้ความจำเป็นในการทำธุรกิจแบบ Social Distancing มากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจ Software ทั่วโลกที่จะขยายตัวได้ดี เช่นเดียวกับธุรกิจแบบ Backup System และ Cloud-Based Software (หรือที่เรียกว่า Infrastructure as a Service)
สอง ธุรกิจค้าปลีกจะกลับมาเติบโตได้บ้าง หลังจากหดตัวทั่วโลกในช่วงที่ผ่านมา ผลจากการช้อปปิ้งออนไลน์รวมถึง Omni Channel เช่น Click-and-collect ที่มากขึ้น และ
สาม ธุรกิจ Telecom ที่จะได้ประโยชน์จาก Online Shopping และ Work from Home มากขึ้น แต่กำลังซื้อผู้บริโภคที่น้อยลง รวมถึงค่าใช้จ่ายของธุรกิจในการน้อมรับกระแส 5G ที่ต้องลงทุนในสาธารณูปโภคพื้นฐานเชิงโครงสร้าง (Infrastructure) จะเป็นตัวกดดันผลกำไร แต่ในระยะยาวจะได้ประโยชน์เต็มที่จากกระแสดังกล่าว
หลังจากวิกฤตโควิด-19 เริ่มผ่านพ้นไป ผู้คนจะเริ่มให้ความสำคัญกับวิกฤตอื่นๆ ที่อาจรุนแรงในอนาคตได้ เช่น ภาวะโลกร้อน โดยที่ผ่านมา มนุษยชาติพยายามลดภาวะโลกร้อนอย่างต่อเนื่อง โดยในการประชุม COP-26 ที่อังกฤษในปลายปี 2021 สหภาพยุโรปประกาศว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดให้เหลือศูนย์ภายในปี 2050 เช่นเดียวกับสหรัฐฯ ส่วนจีนจะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนให้เหลือศูนย์ภายในปี 2060 ด้วยภาพดังกล่าว ปี 2021 จะเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติพลังงานสะอาด ซึ่งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสามจุด
หนึ่ง ความต้องการน้ำมันน่าจะถึงจุดสูงสุดแล้ว และจะลดลงในระยะต่อไป พร้อมๆ กับความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่มากขึ้น (Peak Oil and Rising EV Trend)
สอง ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับแร่ธาตุหายาก และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาดจะเฟื่องฟู และ
สาม การลงทุนที่เกี่ยวกับสีเขียวจะเฟื่องฟู โดย Clean Energy Revolution ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านการเงิน กล่าวคือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันเริ่มเข้าสู่ขาลง ขณะที่การลงทุนที่เกี่ยวข้องกับพลังงานทดแทนทั่วโลกจะเพิ่มขึ้น
กล่าวโดยสรุป ในปี 2021 (1) วัคซีนจะมาช้า (2) เศรษฐกิจจะฟื้นแบบช้อน แบบหลุม และแบบตัว K (3) สงครามเย็นจะเป็นการแย่งพันธมิตร (4) จะเป็นปีแห่ง Tech-Celelation และ (5) เป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติพลังงานสะอาด (Clean Energy Revolution)
ท่านผู้อ่านเตรียมพร้อมปีแห่งความเสี่ยงและโอกาสแล้วหรือยัง
พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์
The post ส่องกล้องมอง 2021 ปีแห่งความเสี่ยงและโอกาส appeared first on THE STANDARD.
]]>
หากไม่นับประเด็นที่ Zoom ได้รับอานิสงส์บวกจากโควิด-19 จ […]
The post ปรากฏการณ์ ‘Splinternet’ จาก Huawei สู่ TikTok สงครามเย็นสหรัฐฯ-จีน กำลังลุกลามไปทางไหน appeared first on THE STANDARD.
]]>
หากไม่นับประเด็นที่ Zoom ได้รับอานิสงส์บวกจากโควิด-19 จนกลายเป็นแพลตฟอร์มเทคโนโลยีที่เติบโตและประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก การเปิดตัว iPhone 12 ที่มาพร้อมกับความสามารถของการรองรับ 5G และชิป M1 ของ Apple นิวไฮที่พุ่งแบบหยุดไม่อยู่ของบิตคอยน์ ไปจนถึงความร้อนแรงของหุ้น Tesla (TSLA) ที่ทำผลงานโดดเด่นเกินต้าน ปี 2020 ที่ผ่านมานี้น่าจะเป็นอีกหนึ่งปีที่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีโลกมีความคึกคักมากเป็นพิเศษ
(หมายเหตุ: ราคาหุ้น TSLA เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2020: 661.77 ดอลลาร์สหรัฐ ปรับขึ้น +668.8%YTD / ราคาเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2019: 86.08 ดอลลาร์สหรัฐ)
แต่หากจะต้องเลือกเหตุการณ์ใดสักเหตุการณ์หนึ่งที่เรายกให้เป็นไฮไลต์ของปีนี้ เห็นทีจะหนีไม่พ้น ‘ภาคต่อของสงครามเย็น’ ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และจีน ที่คราวนี้ผละจากปมด้านเทคโนโลยีการสื่อสาร 5G ของ Huawei และ ZTE มาสู่ประเด็นใหม่ในสงครามแพลตฟอร์มคอนเทนต์ที่มีตัวแสดงนำอย่าง ‘TikTok’ รับบทเหยื่อผู้ถูกกระทำ
เกิดอะไรขึ้นกับ TikTok
ความจริง TikTok ถูกเพ่งเล็งโดยรัฐบาลสหรัฐฯ และโดนัลด์ ทรัมป์ มาสักระยะแล้ว ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่แปลกแต่อย่างใด โดยเฉพาะการที่ TikTok ถือสูจิบัตรแดนมังกรไว้อยู่กับตัว
ปัญหาต่างๆ เริ่มส่งกลิ่นความบานปลายตั้งแต่ช่วงปลายปี 2019 ที่กองทัพสหรัฐฯ ได้ประกาศแบนห้ามไม่ให้ทหารในสังกัดดาวน์โหลดแอปพลิเคชันจากบริษัท ByteDance มาใช้งาน เนื่องด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยและความมั่นคงของประเทศ
แต่กว่าที่กระแสต่างๆ จะปะทุตัวขึ้นจนยกระดับกลายเป็นไฟลามทุ่งก็ต้องรอจนถึงช่วงราวเดือนสิงหาคม หลังจากที่ทรัมป์ได้ให้สัมภาษณ์กับนักข่าวระหว่างเดินทางกลับจากการปฏิบัติภารกิจว่า เขาได้ตัดสินใจแล้วที่จะแบน TikTok ในสหรัฐฯ เพียงแต่ในตอนนั้นยังไม่ได้เปิดเผยว่าจะดำเนินการด้วยวิธีใดและด้วยสาเหตุไหน
และแล้วประกาศิตของทรัมป์ก็กลายเป็นเรื่องจริง พฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ ทรัมป์ได้ลงนามคำสั่งประธานาธิบดี ห้ามชาวอเมริกันทำธุรกิจกับ ByteDance บริษัทแม่ของ TikTok โดยให้เหตุผลในประเด็นความมั่นคงแห่งชาติ และได้กำหนดกรอบระยะเวลา 45 วันในการบังคับใช้มาตรการลงดาบ (มีผล 15 กันยายน 2020)
ซึ่งในระหว่างช่วงเวลาดังกล่าว ประธานาธิบดีสหรัฐฯ (ในตอนนั้น) ได้ยื่นคำขาดเพื่อบีบให้ ByteDance ต้องขายสิทธิการดูแลและบริหารงานแอปพลิเคชัน TikTok ในสหรัฐฯ ทั้งหมดให้กับหน่วยงานและบริษัทในสหรัฐฯ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกแบนการให้บริการในประเทศ
อนึ่ง ถ้ายังจำกันได้ดี ช่วงที่โควิด-19 ระบาดหนักๆ จนรัฐบาลในหลายประเทศเริ่มใช้มาตรการล็อกดาวน์ให้ประชาชนกักตัวอยู่ในบ้านช่วงต้นปีที่ผ่านมา ถือเป็นสปริงบอร์ดสำคัญที่ส่งให้ TikTok ขึ้นแท่นกลายเป็นแอปฯ ยอดนิยมของผู้คนจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ซึ่ง TikTok ได้กลายมาเป็นป๊อปคัลเจอร์และ ‘เทรนด์เซ็ตเตอร์’ ของบรรดาวัยรุ่น ณ ช่วงเวลานั้น (ข้อมูลช่วงต้นปีพบว่า TikTok มีผู้ใช้งานรายเดือน (MAUs) อยู่ที่ราว 800 ล้านราย: ผู้ใช้งานในสหรัฐฯ คาดว่าน่าจะอยู่ที่ราว 100 ล้านราย)
เมื่อกุมผู้ใช้งานจำนวนมากให้อยู่ในมือได้ ในอีกนัยหนึ่งก็ย่อมหมายความว่า TikTok ถือข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งานจำนวนมหาศาลพกติดตัวไว้ตลอดเวลาด้วยเช่นกัน จึงทำให้เกิดข้อกังวลที่ว่า ByteDance อาจจะส่งข้อมูลส่วนตัวผู้ใช้งาน ทั้งตำแหน่งที่อยู่ ประวัติการค้นหา หรือข้อมูลภาพเคลื่อนไหวของผู้ที่ปรากฏอยู่ในวิดีโอให้กับรัฐบาลจีน เป็นต้น (กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติของจีนที่บัญญัติในปี 2017 ระบุว่าบริษัทจีนจะต้องดำเนินการให้ความร่วมมือกับรัฐบาลในการทำงานกับหน่วยข่าวกรองของรัฐ)

แม้ TikTok จะปฏิเสธว่าพวกเขาดำเนินการจัดเก็บข้อมูลของผู้ใช้งานในสหรัฐฯ และสิงคโปร์ด้วยมาตรฐานการให้ความปลอดภัยกับข้อมูลส่วนตัวขั้นสูงสุด (แยกการบริหารจากแอปฯ เวอร์ชันจีนอย่าง Douyin (โต่วอิน) โดยสิ้นเชิง) ไม่มีนโยบายให้ข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งานบนแพลตฟอร์มกับรัฐบาลจีนเด็ดขาด (แม้จะได้รับการร้องขอ) แต่ดูเหมือนว่าทรัมป์จะไม่สนใจข้อโต้แย้งต่างๆ สักเท่าไร
ไม่เพียงเท่านั้น ในอีกมิติหนึ่งการที่ TikTok เติบโตและประสบความสำเร็จได้รวดเร็วเช่นนี้ (เริ่มเปิดตัวครั้งแรกในปี 2016) พวกเขาจึงก้าวขึ้นมาสั่นคลอนบัลลังก์มหาอำนาจยักษ์ใหญ่แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเบอร์หนึ่งของโลกอย่าง Facebook หรือ YouTube (Google) แพลตฟอร์มวิดีโอจากสหรัฐฯ ได้พอสมควร
เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เท่ากับว่า TikTok มีโอกาสสูงมากๆ ที่จะวิ่งแซงบริษัทเทคโนโลยีจากสหรัฐฯ ขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เมื่อประกบรวมมิติความกังวลประเด็นความปลอดภัยข้อมูลผู้ใช้งาน ความมั่นคงของชาติ ไปจนถึงภาพลักษณ์ของสหรัฐฯ ในฐานะเบอร์หนึ่งบริษัทเทคโนโลยีโลกที่อาจถูกโค่นล้มลง มีหรือที่ทรัมป์จะยอมนิ่งเฉยได้
กลับมาที่สถานการณ์ของ TikTok ในสหรัฐฯ ณ วันนี้ แม้รัฐบาลจีนจะพยายามแก้เกมสหรัฐฯ ด้วยการออกกฎหมายฉบับใหม่ที่บริษัทเทคโนโลยีในประเทศจะต้องได้รับอนุญาตจากทางการก่อนปิดดีลซื้อขายกิจการใดๆ ก็ตามกับบริษัทจากต่างชาติ และถึงในช่วงวันที่ 19 กันยายนจะได้ข้อสรุปแล้วว่า ByteDance ตัดสินใจเปิดทางให้ Oracle และ Walmart เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นร่วมบริษัทของพวกเขาที่สัดส่วน 12.5% และ 7.5% ตามลำดับ ก่อนการ IPO ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ (ByteDance ยังคงถือหุ้นส่วนใหญ่ในสัดส่วน 80%)

แต่มาจนถึงตอนนี้ (30 ธันวาคม) ที่ผ่านเส้นตายการแบนมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดูเหมือนว่าบทสรุปต่างๆ ก็ยังไม่เป็นรูปธรรมเสียที
หูซีจิ้น บรรณาธิการบริหารสำนักข่าว The Global Times เคยแสดงความเห็นผ่านทวิตเตอร์ของเขาไว้ว่าทางการจีนน่าจะไม่อนุมัติข้อตกลงในดีลระหว่าง ByteDance และ Oracle, Walmart เนื่องจากมองว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นภัยต่อความมั่นคง ผลประโยชน์ และศักดิ์ศรีของประเทศจีน
เช่นเดียวกัน ในช่วงที่สหรัฐฯ วุ่นๆ กับการเลือกตั้งใหญ่ประจำปีเมื่อเดือนพฤศจิกายน The Wall Street Journal ก็ออกมารายงานว่ากระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ จะไม่บังคับใช้คำสั่งใดๆ ก็ตามในการสั่งปิดแพลตฟอร์ม TikTok หลังจากที่ศาลรัฐบาลกลางในเพนซิลเวเนียระบุว่าการกระทำของกระทรวงพาณิชย์เข้าข่ายการกระทำเกินกว่าอำนาจของตนเอง
นั่นจึงทำให้ความคลุมเครือซับซ้อนของสถานะ TikTok ยิ่งเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามเข้าไปอีก
คำถามสำคัญคืออะไรจะเกิดขึ้นกับ TikTok ต่อจากนี้
สำนักข่าวด้านเทคโนโลยีอย่าง CNET วิเคราะห์สเตปถัดไปของชะตากรรม TikTok ในสหรัฐฯ ว่าจะยังคงส่อเค้ายืดเยื้อไปอีกแน่นอน เนื่องจากยังมีข้อพิพาททางกฎหมายอีกเป็นจำนวนมากที่ TikTok จะต้องเผชิญเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกแบนในอนาคต ซึ่งเราคงต้องติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด
แล้วในฐานะผู้ใช้งานทั่วๆ ไปอย่างเรา ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงแง่มุมใด จะยกระดับขึ้นเป็นปัญหาในประเด็นไหนได้อีก อะไรคือสิ่งที่เราต้องรับรู้มากกว่าแค่การที่แอปฯ ขวัญใจวัยรุ่นจะถูกแบนหรือไม่แบน

จีนและสหรัฐฯ ยังคงขัดแย้งกันต่อไป TikTok เป็นเพียงตัวละครหลักใน ‘ภาคต่อ’ ของมหากาพย์เรื่องนี้เท่านั้น
อาร์ม ตั้งนิรันดร ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา และอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD ว่าสถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ ในตอนนี้ แม้จะเข้าสู่ยุคการเปลี่ยนผ่านประธานาธิบดีคนใหม่ไปสู่ โจ ไบเดน ที่ยังคงต้องรอความชัดเจนในด้านต่างๆ ให้กระจ่างขึ้นมากกว่าที่เป็นอยู่ แต่ก็เป็นที่ประจักษ์ชัดเจนแล้วว่าทั้งรีพับลิกันและเดโมแครตเห็นพ้องตรงกันว่า ‘จีน’ เป็นภัยคุกคามอันดับหนึ่งของสหรัฐฯ
อย่างไรก็ดี สิ่งที่เราน่าจะได้เห็นในมุมมองมิติความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่เด่นชัดน่าจะประกอบไปด้วย 4 ข้อหลักๆ คือ
1. วิธีการรับมือของไบเดนจะ ‘แตกต่าง’ และ ‘เปลี่ยนไป’ จากวิธีการของทรัมป์ และอาจจะได้เห็นมิติความร่วมมือใน ‘บางประเด็น’
2. กลยุทธ์การหาชาติพันธมิตรมาปิดล้อมจีน (แทนที่จะเป็นการสู้ตามลำพัง)
3. ไม่ใช้วิธีการแข่งกันขึ้นภาษีการค้า แต่จะแข่งกันสร้างความแข็งแกร่งด้านเทคโนโลยีมากขึ้น
4. ความเข้มข้นในการขับเคลื่อนประเด็นสิทธิมนุษยชนที่จีนต้องเผชิญต่อจากนี้
ส่วนในประเด็นสงครามเย็นและสงครามแพลตฟอร์มที่ TikTok กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้นั้น อาร์มมองว่าเทคโนโลยีในวันนี้ถูกมองออกเป็น 2 ประเด็น ประเด็นแรกคือมุมมองเชิงเศรษฐกิจที่ ‘ใครเป็นผู้นำในด้านเทคโนโลยี’ ก็จะได้รับส่วนแบ่งด้านมูลค่าทางการเงินและรายได้มากเป็นพิเศษ นั่นจึงทำให้จีนพยายามที่จะพัฒนานวัตกรรมตัวเองขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง
ส่วนอีกประเด็นหนึ่งคือ ‘ความมั่นคง’ เนื่องจากเทคโนโลยียุคใหม่ถูกฉาบเคลือบด้วยมิติความปลอดภัยของข้อมูล โดยเฉพาะอย่างยิ่งยุคของ 5G และ IoT ที่ถูกตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้ในการสอดแนมข้อมูลผู้ใช้งานผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และสมาร์ทดีไวซ์ต่างๆ
“สิ่งที่เราเห็นคือสหรัฐฯ ยุคทรัมป์มีการนำ Huawei มากดดันจีนในประเด็นสงครามการค้า ขู่แบน TikTok เพื่อที่จะให้บริษัทสหรัฐฯ เข้าไปเทกโอเวอร์ ซึ่งทั้งหมดจะเชื่อมโยงกับประเด็นการค้าเป็นหลัก
“ที่จริงแล้วตัวทรัมป์เองก็ไม่เคยแสดงความชัดเจนเลยว่าเขาต้องการอะไรจาก TikTok กันแน่ จึงอาจกล่าวได้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นกลเกมการค้ามากกว่าเรื่องความมั่นคง รวมถึงการเลียนแบบวิธีในอดีตของจีนที่กดดันบริษัทต่างชาติให้บริษัทจีนร่วมหุ้นร่วมทุนด้วย ซึ่งจะต่างจากไบเดนที่ผมเชื่อว่าเขาจะใช้วิธีการออกกฎหมายกำกับดูแลที่เป็นมาตรฐานมากกว่า
“ผมคิดว่าสหรัฐฯ ยุคไบเดนจะกลับมามองในเรื่องพื้นฐานมากขึ้น แข่งกันสร้างและพัฒนาเทคโนโลยี เพราะเขาก็ได้ประกาศไว้แล้วว่าสหรัฐฯ จะทุ่มเงินลงทุนการวิจัยและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อคงสถานะการเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีต่อไป”
ต่อประเด็น ‘Splinternet’ ที่โลกยุคใหม่ได้แยกแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ตออกเป็นโลกหลายใบนั้น (แพลตฟอร์มดิจิทัลที่เราใช้งานมาจากหลายประเทศ) ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่าเราจะได้เห็นประเทศที่อยู่ในกลุ่มกำลังพัฒนาถูกกลืนไปอยู่ในแพลตฟอร์มหรือโลกอินเทอร์เน็ตของจีนมากขึ้น เนื่องจากจีนมีความพร้อมรอบด้าน
“ตอนนี้เราก็อยู่ในโลกยุค Splinternet อยู่แล้ว แต่คนตั้งข้อสังเกตกันว่าต่อไป Splinternet จะขยายพื้นที่ออกไปในวงกว้างมากขึ้น”
ด้าน ประพีร์ อภิชาติสกล อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ อุปนายกสมาคมอเมริกาศึกษาในประเทศไทย ตั้งข้อสังเกตชวนคิดว่า Splinternet ที่เราเห็นอยู่ตอนนี้ แท้จริงแล้วจีนต่างหากที่เป็น ‘ผู้เริ่มต้น’ ขีดเส้นกั้นอาณาเขตพรมแดนทางดิจิทัลก่อน โดยมีกรณีตัวอย่างคือการที่จีนปิดกั้นการใช้งานแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียในประเทศ ไม่ว่าจะ Facebook หรือ Google
“เนื่องจากเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ จีนจึงหยิบยกประเด็นการป้องกันประชาชนไม่ให้ใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลจากต่างชาติเหล่าน้ันวิพากษ์วิจารณ์ตน รวมถึงเหตุผลด้านความมั่นคงของประเทศขึ้นมาเป็นข้ออ้างกีดกันการเข้ามาของแพลตฟอร์มดิจิทัลและบริษัทเทคโนโลยีจากสหรัฐฯ และ ณ วันนี้ Splinternet ก็ไม่ได้เกิดขึ้นจากจีนหรือสหรัฐฯ อีกแล้ว แต่ประเทศอื่นๆ ก็มองเห็นโอกาสตรงนี้ด้วยเช่นกัน ตัวอย่างเช่น รัสเซีย เป็นต้น
“หากมองในประเด็นความมั่นคง รัฐในแต่ละประเทศก็สามารถอ้างประเด็นดังกล่าวแล้วปิดกั้นไม่ให้ประชาชนของตัวเองใช้งานแพลตฟอร์มดิจิทัลจากประเทศนั้นประเทศนี้ได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วธรรมชาติของโลกอินเทอร์เน็ตมันไม่ควรจะมีการปิดกั้น เพราะสุดท้ายผลเสียมันก็จะเกิดขึ้นกับตัวของประชาชนเอง
“ในมุมมองส่วนตัวเชื่อว่าหากสถานการณ์ของแต่ละประเทศในด้านการควบคุมกำกับแพลตฟอร์มดิจิทัลยังคงดำเนินต่อไปเช่นนี้ (ภาพของ Splinternet เริ่มชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละประเทศ) ในอนาคตเราอาจจะได้เห็นการออกกฎหมายระหว่างประเทศ หรือการเกิดขึ้นขององค์กรใหม่ๆ ที่จะเข้ามาดูแลบริหารจัดการด้านแพลตฟอร์มดิจิทัลระหว่างประเทศโดยเฉพาะ”
ดังนั้นในมุมมองของผู้ที่มีสถานะเป็นเหมือน ‘ตัวกลาง’ อย่างประเทศไทยและผู้ใช้งานอย่างเรานั้น อาร์มบอกว่าส่ิงเราพอจะทำได้ประกอบไปด้วย 3 ข้อ นั่นคือ
1. ติดตามเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด
2. ตระหนักถึงมิติความมั่นคงที่ถูก ‘เทคโนโลยี’ เคลือบเอาไว้
3. ไม่จำเป็นต้องเลือกข้าง เลือกใช้เทคโนโลยีของประเทศใดประเทศหนึ่งเป็นหลัก แต่ให้มองที่เงื่อนไข ประโยชน์ และความปลอดภัยมากกว่า

สงครามเย็นบทที่ 3: ว่าด้วยสงครามเทคโนโลยี พลังงานสะอาด และภูมิรัฐศาสตร์
ไม่ใช่แค่ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างจีน (TikTok) และสหรัฐฯ จะสร้างรอยแยกของ Splinternet ให้ชัดเจนมากขึ้นกว่าเดิมเท่านั้น เพราะ แมตต์ เพอโรลต์ ผู้อำนวยการศูนย์นโยบายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีประจำมหาวิทยาลัยดุ๊ก อดีตผู้อำนวยการด้านนโยบายของ Facebook ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Wired ว่าจริงอยู่ที่การแบน TikTok ในระยะสั้นอาจจะส่งผลดีกับการดำเนินธุรกิจของสหรัฐฯ แต่ในระยะยาวบริษัทจากสหรัฐฯ เองก็จะต้องพบปัญหาการบุกตลาดในประเทศอื่นๆ ยากขึ้นด้วยเช่นกัน
“การแบน TikTok ย่อมส่งผลดีกับบริษัทจากสหรัฐฯ ในเชิงธุรกิจ อย่างน้อยก็แค่ระยะสั้น แต่ผมคิดว่าปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับบริษัทเทคโนโลยีในสหรัฐฯ คือการที่ในอนาคตพวกเขาจะต้องรับมือกับกฎระเบียบข้อบังคับที่มีความผันผวนและเปลี่ยนแปลงโดยพลการอยู่ตลอดเวลา (กรณีทรัมป์ลงนามคำสั่งประธานาธิบดี: หมายเหตุ นิตยสาร Wired ตีพิมพ์บทความฉบับนี้ตั้งแต่เดือนกันยายน 2020 ก่อนทราบผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ)
“และแม้ว่าการกระทำของทรัมป์จะทำให้บริษัทเทคโนโลยีจากจีนเข้ามาเจาะตลาดสหรัฐฯ ได้ยากขึ้น แต่บริษัทเทคโนโลยีจากสหรัฐฯ ก็จะต้องพบเจอกับอุปสรรคและข้อจำกัดในการออกไปบุกตลาดต่างประเทศที่เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน เหมือนกับที่อินเดียได้ออกกฎหมายเพื่อปกป้องบริษัทเทคโนโลยีที่มีศักยภาพมากพอจะก้าวขึ้นมาเป็น Tech Champions ของพวกเขา เฉกเช่นแนวคิดของทรัมป์”
ขณะที่อาร์มมองว่าภาพความสัมพันธ์ของพญามังกรและพญาอินทรีที่เราจะได้เห็นต่อจากนี้คือการที่ทั้งสองชาติมหาอำนาจจะยังคงมีข้อขัดแย้งกันต่อไป โดยเฉพาะในประเด็นเทคโนโลยี แต่จะเป็นเทคโนโลยีที่จีน ‘เริ่มตามทัน’ หรือ ‘ก้าวหน้า’ กว่าสหรัฐฯ โดยเฉพาะ ‘เทคโนโลยีพลังงานสะอาด’

“แนวโน้มและเทรนด์เทคโนโลยีที่ผมเชื่อว่าน่าจะเกิดขึ้นชัดในยุคไบเดนคือประเด็น ‘เทคโนโลยีพลังงานสะอาด’ ที่อาจจะเป็นสมรภูมิใหม่ในการต่อสู้ระหว่างสองประเทศ เช่น รถยนต์พลังงานไฟฟ้า ที่แม้ Tesla จะมีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักในวงกว้าง แต่บริษัทจีนก็สามารถพัฒนาเทคโนโลยีรถ EV ของตัวเองได้อย่างรวดเร็วเหมือนกัน เพราะทุ่มงบประมาณไปมากกับอุตสาหกรรมนี้
“นี่จะเป็นสมรภูมิสงครามเทคโนโลยีใหม่ระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่จะไม่ได้จำกัดอยู่แค่ประเด็นการแบนบริษัทอื่นใดอีกแล้ว แต่จะเชื่อมโยงไปไกลถึงมิติในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ประเด็นการยึดหาถิ่นฐานการผลิตแร่ธาตุที่จะนำมาใช้ประโยชน์กับการผลิตแบตเตอรี่สำหรับใช้ในรถยนต์ไฟฟ้า และการเมืองด้านน้ำมัน ฯลฯ”
สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าเหรียญสองด้านบทสรุปความขัดแย้งสหรัฐฯ-จีนจะออกมาเป็นหน้าใด สิ่งหนึ่งที่จะเกิดขึ้นเสมอคือการที่เราในฐานะ ‘ผู้สังเกตการณ์’ ย่อมได้รับผลกระทบแน่นอน ไม่มากก็น้อย ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
และเมื่อถึงเวลานั้นแล้ว คำถามสำคัญก็คือเราจะพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมากน้อยแค่ไหน
พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์
อ้างอิง:
The post ปรากฏการณ์ ‘Splinternet’ จาก Huawei สู่ TikTok สงครามเย็นสหรัฐฯ-จีน กำลังลุกลามไปทางไหน appeared first on THE STANDARD.
]]>
ขอเปลี่ยนบรรยากาศกันบ้าง ไปคุยเรื่องเซ็กซ์และมิวเซียมกั […]
The post เซ็กซ์ สงครามเย็น และวัฒนธรรมบันเทิงที่พัฒน์พงศ์มิวเซียม พิพิธภัณฑ์ที่มีโซน 18+ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ขอเปลี่ยนบรรยากาศกันบ้าง ไปคุยเรื่องเซ็กซ์และมิวเซียมกัน วันก่อนผมมีโอกาสได้ไปเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่งนั่นคือ Patpong Museum (ขอเขียนว่า พัฒน์พงศ์มิวเซียม แล้วกัน) อาจเรียกได้ว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ฮอตมากตั้งแต่เปิดตัวเมื่อปีที่แล้ว เพราะคอนเทนต์ใหม่และแรง ไม่เหมือนกับพิพิธภัณฑ์แห่งอื่นๆ ในไทย (อาจเพราะอยู่นอกระบบราชการ) ตอนแรกๆ ก่อนผมจะไปดู ผมก็คิดว่าคงนำเสนอเรื่องผับ บาร์ อะโกโก้ และเซ็กซ์ เป็นหลัก

แต่เมื่อมาถึงพิพิธภัณฑ์ พอได้เดินดูและมีไกด์เล่าเรื่อง ทำให้ผมต้องเปลี่ยนความคิด เพราะจริงๆ แล้วธีมหลักของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้คือ การนำเสนอวัฒนธรรมความบันเทิงและเซ็กซ์ที่เกิดขึ้นในยุคสงครามเย็น รวมถึงการพัฒนาขึ้นของธุรกิจสมัยใหม่ในไทยภายใต้เงื้อมเงาของอเมริกา พิพิธภัณฑ์นี้จึงมีดีมากกว่าเรื่องลับๆ ใต้แสงไฟสลัวๆ ครับ


ทางเดินสีชมพู ทางเข้าพัฒน์พงศ์มิวเซียม
พัฒน์พงศ์มีประวัติศาสตร์ซ่อนอยู่
อู๊ด-พอภัค กาญจนคุปต์ ไกด์นำชมพัฒน์พงศ์มิวเซียม ได้เล่าให้ฟังว่า ไมเคิล เมสส์เนอร์ ชาวออสเตรเลีย ผู้ก่อตั้งพัฒน์พงศ์มิวเซียม ได้เดินทางเข้ามาในไทยเมื่อ ค.ศ. 1997 เพื่อทำธุรกิจร้านอาหารและอื่นๆ ที่พัฒน์พงศ์ เมื่อสัมผัสชีวิตของคนที่พัฒน์พงศ์ได้สักระยะ ทำให้เขาเริ่มมองประวัติศาสตร์ในย่านนี้ที่ซ่อนตัวอยู่ ซึ่งมีความพิเศษและน่าสนใจมาก เพราะไม่ค่อยมีใครตั้งคำถามว่า พัฒน์พงศ์นั้นมีประวัติความเป็นมาดั้งเดิมอย่างไร ตึกสมัยใหม่ยุคต้นๆ ของการพัฒนาเศรษฐกิจเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ทำไมจึงมีผับ บาร์ อะโกโก้ มากมาย

อู๊ด-พอภัค กาญจนคุปต์ ไกด์นำชมพัฒน์พงศ์มิวเซียม กำลังเล่าถึงอาชีพของชาวจีนในเมืองไทย
ผลมาจากความสนใจนี้เองที่ทำให้ไมเคิลคิดว่า พัฒน์พงศ์ควรมี ‘พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น (Local Museum)’ ขึ้นสักแห่ง ไมเคิลค่อยๆ รวบรวมเอกสารและเก็บสะสมวัตถุจัดแสดงต่างๆ เพื่อนำมาสร้างพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ขึ้นมา ทำให้ธีมเรื่องของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ว่าด้วยเรื่องพัฒนาการของพัฒน์พงศ์ โดยแบ่งออกเป็น 2 ช่วงเวลาหลัก คือ ช่วงแรก ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 คือเริ่มต้นตั้งแต่ยุคของชาวจีนไหหลำคนหนึ่งมีชื่อว่า ‘ตุ้น พู’ ซึ่งทำธุรกิจกับราชสำนักในสมัยรัชกาลที่ 6 คือการทำปูนซีเมนต์ จนได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ว่า ‘หลวงพัฒน์พงศ์พานิช’ หรือที่บางเอกสารเรียกสั้นๆ ว่า ‘จีนพัด’ อันเป็นที่มาของชื่อย่านแห่งนี้ว่า ‘พัฒน์พงศ์’ นั่นเอง

ตุ้ม พู หรือหลวงพัฒน์พงศ์พานิช ต้นกำเนิดชื่อพัฒน์พงศ์

โมเดลจำลองพื้นที่พัฒน์พงศ์สมัยดั้งเดิม ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นค่ายของทหารญี่ปุ่นในช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วย
และช่วงที่ 2 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือยุคสงครามเย็น ซึ่งเป็นระยะที่มีการปฏิรูปพื้นที่จากเรือกสวนไร่นามาเป็นอาคารพาณิชย์สมัยใหม่ โดยมีบริษัทต่างๆ จากอเมริกาและพวก CIA ได้เข้ามาเช่าพื้นที่แห่งนี้ เพื่อสร้างเป็นย่านของชาวอเมริกัน ซึ่งนี่เองที่ทำให้พัฒน์พงศ์มีหน้าตาและวัฒนธรรมเฉพาะของตนเองแบบที่เรารับรู้ / เห็นกันในปัจจุบัน
เมื่อพูดถึงพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นแล้ว หลายคนอาจมีมิติการมองที่อะไรที่ดูเป็นพื้นถิ่น เช่น หม้อ ชาม กระบุง ตะกร้า แต่ความหมายของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นนั้นก็คือ การเป็นพื้นที่ที่จัดแสดงอัตลักษณ์และประวัติความเป็นมาของพื้นที่แห่งนั้นว่ามีพัฒนาการความเป็นมาอย่างไร อะไรที่เป็นจุดเปลี่ยนและพลิกผันทำให้สังคมเศรษฐกิจของพื้นที่เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นนี้มีเป้าหมายเป็นทั้งพื้นที่ให้ความรู้และพักผ่อน รวมไปถึงมีบทบาทในการพัฒนาสังคมอีกด้วย ทั้งหมดที่ว่ามานี้สามารถเห็นได้ในพัฒน์พงศ์มิวเซียม เพราะนอกจากนิทรรศการที่บอกเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวแล้ว ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ยังมีโซนให้ผู้มาเยี่ยมชมสามารถนั่งดื่มผลิตผลทางการเกษตรที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ เพื่อดื่มด่ำกับบรรยากาศของพัฒน์พงศ์ได้อีกด้วย

บาร์ในพัฒน์พงศ์มิวเซียม ลองไปสัมผัสและดื่มด่ำกับบรรยากาศกันดูครับ
พัฒน์พงศ์กำเนิดในยุคสงครามเย็น
ความสัมพันธ์ระหว่างอเมริกากับตระกูลพัฒน์พงศ์พานิชเริ่มต้นขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1933 เมื่อ อุดม พัฒน์พงศ์พานิช ลูกชายของหลวงพัฒน์พงศ์พานิช ได้ไปศึกษาต่อทางด้านเศรษฐศาสตร์ที่ประเทศอังกฤษ จากนั้นได้ไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา ที่นี่เองที่อุดมได้รับการฝึกอบรมโดยหน่วย OSS คือหน่วยจารชนสายลับของอเมริกา โดยไปฝึกครั้งแรกที่เมือง พอร์ตเบนนิ่งในรัฐจอร์เจีย เมื่อ ค.ศ. 1945 และได้ไปต่อฝึกต่อที่ประเทศศรีลังกากับ จิม ทอมป์สัน ราชาไหมไทยผู้หายตัวไปอย่างลึกลับ ก่อนที่จะย้ายกลับมาเพื่อปฏิบัติการเคลื่อนไหวในไทยภายใต้ขบวนการเสรีไทย

จัดแสดงเครื่องใช้สำนักงานของ อุดม พัฒน์พงศ์พานิช ผู้สร้างตำนานของพัฒน์พงศ์

มุมหนึ่งของนิทรรศการที่บอกเล่าเรื่องราวของ อุดม พัฒน์พงศ์พานิช ผู้สร้างพัฒน์พงศ์, การคมนาคม และสงครามเย็น
หลังจากนั้น 1 ปี เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง อุดมได้ซื้อที่ดินบริเวณพัฒน์พงศ์เป็นเงิน 3,000 ดอลลาร์สหรัฐ ในเวลานั้นตกราว 60,000-70,000 บาท แล้วชวนพรรคพวกที่เป็นเสรีไทยและอเมริกาทำธุรกิจ ทำให้มีการก่อสร้างอาคารพาณิชย์เพื่อให้บริษัทต่างๆ จากอเมริกาและชาติอื่นๆ เข้ามาเช่าเพื่อจัดตั้งธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นบริษัท IBM, Shell, Caltex, Air America, Vietnam Airline, Air France ที่สำคัญพัฒน์พงศ์ได้กลายเป็นที่ตั้งของสำนักงานของพวก CIA ด้วย ซึ่งปัจจุบันตึกดังกล่าวอยู่ติดกับพิพิธภัณฑ์ เรียกว่า ‘ตึกชมพู’ (ออกสีส้มมากกว่า) ทั้งหมดนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงคอนเน็กชันระหว่างไทยกับอเมริกา ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญแต่ไม่ถูกเล่าถึงในประวัติศาสตร์ไทย

ตึกชมพู อดีตสำนักงานบัญชาการของ CIA ที่อยู่ในพัฒน์พงศ์

เมื่อมีชาวต่างชาติเข้ามาอยู่ในย่านพัฒน์พงศ์ ก็ทำให้มีการเปิดร้านอาหารจำนวนมากตามมา เช่น มิสุ ซึ่งเป็นร้านอาหารแห่งแรก, โรงแรมพลาซ่า ซึ่งเป็นโรงแรมแห่งแรกในกรุงเทพฯ ที่มีบริการน้ำร้อน แอร์คอนดิชัน และโทรศัพท์ทางไกลโทรไปต่างประเทศ แถมยังมีผับ บาร์ เปิดขึ้นอีกหลายแห่งตามมาอีกด้วย ภาพของอาคารต่างๆ ของพัฒน์พงศ์ทั้งหมดนี้ได้ถูกทำเป็นโมเดลอยู่ในห้องจัดแสดงที่ 3 ซึ่งช่วยทำให้เราเห็นภาพของอาณาบริเวณที่เรียกว่าพัฒน์พงศ์ได้ชัดเจนขึ้น
โมเดลจำลองอาคารต่างๆ ที่อยู่ในย่านพัฒน์พงศ์ ในห้องจัดแสดงของพิพิธภัณฑ์

Black Pagoda บาร์สะพานลอยตรงพัฒน์พงศ์ ซอย 2

Black Pagoda ของจริงอยู่ตรงพิพิธภัณฑ์เลย
ทำไมต้องสร้างพัฒน์พงศ์ขึ้นมาเพื่อรองรับพวกอเมริกา อู๊ด พอภัค ไกด์ของผมได้ให้ความเห็นว่า ยุคนั้นในเขตกรุงเทพฯ ยังไม่มีกลุ่มอาคารพาณิชย์มากพอที่จะรองรับกับธุรกิจต่างๆ ที่เข้ามาอย่างฉับพลัน อีกทั้งถ้าไปเช่าตามที่ต่างๆ ธุรกิจและหน่วยงานของอเมริกันและชาติอื่นๆ ก็จะกระจัดกระจาย และห่างไกลจากศูนย์บัญชาการของ CIA จนอาจกล่าวได้ว่า พัฒน์พงศ์ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรองรับเป้าหมายทางการเมืองของอเมริกาในเวลานั้นนั่นเอง พื้นที่พัฒน์พงศ์จึงไม่ได้มีแค่เรื่องโลกีย์อย่างที่รับรู้กันทั่วไป หากเป็นหนึ่งในพื้นที่ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับสงครามเย็นที่สำคัญของเมืองไทย



สาเหตุที่อเมริกาเลือกไทยเป็นศูนย์กลางของ CIA ในภูมิภาค เพื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์นั้น ทั้งนี้เพราะเพื่อใช้สกัดทฤษฎีโดมิโนที่เชื่อว่า ถ้าไทยล้มเป็นคอมมิวนิสต์แล้ว ประเทศต่างๆ จะกลายเป็นคอมมิวนิสต์ไปทั้งหมด ทำให้มีการส่ง CIA และทหารระดับหัวๆ มาประจำการ ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือ ‘โทนี โพ’ มีชื่อจริงว่า แอนโธนี อเล็กซานเดอร์ โพเชปนี เพื่อฝึกทหารและเข้าแทรกแซงการเมืองในเมียนมา ลาว และเวียดนาม โดยในลาว-เวียดนาม เขาได้ทำหน้าที่ฝึกชาวม้ง เพื่อใช้ต่อต้านทหารเวียดนามเหนือ ซึ่งต่อมาใน ค.ศ. 1970 โทนี โพ ได้มีหน้าที่รับผิดชอบฝึกทหารอเมริกันในไทยจนกระทั่ง ค.ศ. 1974 จึงได้เกษียณอายุราชการ โดยได้รับรางวัลเกียรติยศ Intelligence Star

อาวุธในสมัยสงครามเย็น และภาพยนตร์เรื่อง Apocalypse Now ซึ่งเป็นเศษเสี้ยวหนึ่งของชีวิต โทนี โพ
โทนี โพ มีชื่อเสียงมาก เพราะเมื่อเขาได้รับคำสั่งให้ไปสังหารใครก็ตาม จะตัดหูของศัตรูส่งไปยังศูนย์บัญชาการ ซึ่งเรื่องราวความโหดเหี้ยมของเขานี้เองที่ได้ถูกทอดผ่านในภาพยนตร์หลายเรื่อง เช่น Apocalypse Now ฉายเมื่อ พ.ศ. 2522 เป็นต้น ทว่าถึง โทนี โพ จะดูเป็นทหารที่ทำตามหน้าที่ แต่เป็นที่รับรู้กันว่า เขาได้พัวพันกับการค้ายาเสพติดข้ามประเทศ โดยใช้เฮลิคอปเตอร์ทหารและสายการบินแอร์อเมริกาขนส่งยาเสพติดจากลาว-ไทย ไปยังอเมริกา
การเมือง สงคราม และความรุนแรงทั้งหมดนี้ ได้ถูกถ่ายทอดในวีดิทัศน์ ภาพถ่าย โปสเตอร์ สิ่งของจัดแสดงต่างๆ ที่แทบทั้งหมดล้วนเป็นของจริงในยุคนั้น ซึ่งช่วยบอกเล่าเสี้ยวส่วนของประวัติศาสตร์ไทยในยุคสงครามเย็น ที่ไม่สามารถหาได้ในพิพิธภัณฑ์ทั่วไป และไม่เล่าในพิพิธภัณฑ์ของกองทัพไทย

ผับ บาร์ อะโกโก้ ปิงปอง ชีวิตกลางคืน
ในช่วงปลายของสงครามเวียดนาม ความตึงเครียดจากสงครามทำให้ผู้หญิง ผับ บาร์ อะโกโก้ และดนตรี กลายเป็นเครื่องผ่อนคลายชั้นดีให้กับทหารอเมริกันที่ไปรบในประเทศเพื่อนบ้านของไทย ใน ค.ศ. 1969 ริค เมอร์นาร์ด ได้เปิดกรังปรีส์บาร์ ซึ่งเป็นสปอร์ตบาร์และเต้นอะโกโก้ในพัฒน์พงศ์แห่งแรกในกรุงเทพฯ และเอเชีย ต่อมาใน ค.ศ. 1972 มิสซิสซิปปี ควีน โกโก้บาร์ ได้เปิดตัวขึ้นอีกเช่นกัน ในระยะเวลาอันสั้นจึงมีบาร์เปิดขึ้นตามอีกมากมาย ทำให้ชื่อเสียงของพัฒน์พงศ์นั้นโด่งดังไปทั่วโลก จนมีนักท่องเที่ยว ดารา นักร้องจากทั่วโลก มาเที่ยวและใช้เป็นฉากถ่ายภาพยนตร์หลายๆ เรื่อง เช่น The Deer Hunter (1978) KickBoxer (1989) Beautiful Boxer (2003)

ภาพของเอ็ดเวิร์ด ผู้ให้กำเนิดซอยคาวบอย ซึ่งถ้าใครสนใจก็สามารถสอบถามไกด์ได้
นางโชว์ที่พัฒน์พงศ์ถือว่ามีชื่อเสียงไปทั่วโลก เพราะไม่ใช่แค่การเต้นกับเสาเท่านั้น แต่ยังมีการแสดงโชว์ที่เรียกว่า พิสดารเลยทีเดียว ก่อนไปพัฒน์พงศ์มิวเซียม มีรุ่นน้องคนหนึ่งบอกผมว่า พี่ไปถามให้ทีนะว่า ‘เล่นปิงปอง’ มันคืออะไร ซึ่งเรื่องนี้เราสามารถค้นหาได้จากห้องจัดแสดงของพัฒน์พงศ์มิวเซียมในห้อง 18+ ครับ รับรองเข้าไปได้มีกรี๊ดกันแน่นอน

เงาจำลองของนางโชว์และปิงปองโชว์ ซึ่งคนไปมิวเซียมสามารถทดลองเล่นได้
โชว์ปิงปองก็คือ การที่ผู้หญิงเอาปิงปองใส่เข้าไปในอวัยวะเพศแล้วปลิ้นมันออกมาให้หนุ่มๆ ได้ทดลองเอาไม้ปิงปองตี (คงสนุกแปลกๆ ดีเหมือนกันนะครับ) นอกจากโชว์ปิงปองแล้ว ยังมีโชว์อื่นๆ ที่เกิดขึ้นในพัฒน์พงศ์อีก เช่น โชว์เขียนหนังสือด้วยอวัยวะเพศ (มีวิดีโอให้ชมด้วยนะครับ ลองไปดูกันเอาเองเด้อ) โชว์เอามีดโกนออกมาจากอวัยวะเพศ โชว์เปิดขวดด้วยอวัยวะเพศ ทั้งหมดนี้เท่าที่ผมรู้และเท่าที่คุยกับไกด์นำชม (ซึ่งแต่ละคนมีความรู้ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว) น่าจะเป็นโชว์ที่เกิดขึ้นในย่านคนจีนในไทยที่มีโชว์พิสดารคล้ายมายากลทำนองนี้อยู่แล้ว

ห้องจัดแสดงถัดไปจากห้องปิงปองโชว์ เป็นห้องที่เรียกว่า ‘Fetish Sex’ ไม่รู้จะแปลเป็นไทยอย่างไร ประมาณว่า รสนิยมทางเพศเฉพาะกลุ่มแล้วกัน อภิรดี จันทนางกูล ผู้จัดการมิวเซียม ได้เล่าว่า มีอยู่ครั้งหนึ่งได้จัดอีเวนต์เกี่ยวกับ ‘คิบากุ (Kibaku)’ คือการมัดเชือกบนเรือนร่างสไลต์ญี่ปุ่น ทีแรกคุณอภิรดีก็ไม่คิดว่าจะมีคนสนใจมากและให้ทดลองมัดเชือก แต่กลับผิดคาด ดังนั้นห้องจัดแสดงนี้จึงต้องการสื่อให้เห็นว่า รสนิยมทางเพศของมนุษย์มีหลากหลาย ไม่ได้มีอยู่แบบเดียว และไม่ควรมองว่าเป็นเรื่องผิดปกติ
โสเภณีจากถูกกฎหมายมาผิดกฎหมาย
นอกจากเรื่องนางโชว์แล้ว จะเปิดเผยหรือไม่เปิดเผยก็ตาม ผู้หญิงและผู้ชายขายบริการก็เป็นสิ่งที่ทำให้คนทั่วโลกรู้จักพัฒน์พงศ์ ในห้องจัดแสดงแรกจะมีการพูดถึงโสเภณีในอดีต โดยพยายามชี้ให้เห็นว่า เดิมทีโสเภณีไม่ได้เป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย ในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้มีการจดทะเบียน ตรวจโรค และเสียภาษี ซึ่งรัฐได้นำรายได้จากโสเภณีจำนวนมากนี้ไปสร้างถนนและอื่นๆ อีกมากมาย หรือวัดบางแห่งก็สร้างโดยโสเภณีก็มี
แต่ด้วยการเปลี่ยนแปลงทางสังคม โดยเฉพาะการประกาศของสหประชาชาติใน พ.ศ. 2492 ว่าการค้าประเวณีถือเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ด้วยแรงกดดันดังกล่าวนี้เองที่ทำให้ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ต้องประกาศให้โสเภณีเป็นเรื่องผิดกฎหมายเมื่อ พ.ศ. 2503 นับแต่นั้นมาชีวิตของหญิงกลางคืนก็มีภาพลักษณ์ไม่ดีนักในสายตาคนทั่วไป ทั้งๆ ที่คนกลุ่มนี้สร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศ

ผมได้ถาม อภิรดี จันทนางกูล ผู้จัดการมิวเซียม ถึงเรื่องดังกล่าว ในความเห็นเธอแล้วมองว่า ถ้าหากรัฐบาลยอมรับการมีอยู่ของอาชีพนี้ แล้วทำให้ถูกกฎหมาย ผู้หญิงขายบริการเหล่านี้ก็จะได้รับสวัสดิการและการคุ้มครองจากรัฐ ซึ่งชีวิตของพวกเขาจะดีกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันมาก แต่ทั้งนี้ก็คงต้องมีกฎเกณฑ์ต่างๆ เพื่อคัดกรองคนเข้าสู่ธุรกิจนี้นั่นเอง ทั้งหมดนี้ยังเป็นเรื่องที่ยังต้องถกเถียงกันอีกมาก

อภิรดี จันทนางกูล ผู้จัดการพัฒน์พงศ์มิวเซียม

ของที่ระลึก ถ้าสนใจก็ซื้อติดไม้ติดมือ ช่วยสนับสนุนพิพิธภัณฑ์ครับ
เชียร์เลยครับ อยากให้ไปพัฒน์พงศ์มิวเซียมกัน เพื่อไปทำความเข้าใจประวัติศาสตร์เสี้ยวหนึ่งแต่สำคัญมากต่อสังคมไทย เพราะพัฒน์พงศ์คือจุดเริ่มต้นหนึ่งของธุรกิจและวัฒนธรรมอเมริกันที่ฝังรากอยู่ในบ้านเรา ซึ่งหาไม่ได้จากพิพิธภัณฑ์ราชการแน่ๆ โดยเฉพาะเรื่องเซ็กซ์ ซึ่งจะช่วยทลายกรอบความคิดเกี่ยวกับเรื่องเพศ ที่สำคัญในเมื่อพัฒน์พงศ์คือหนึ่งในภาพลักษณ์ของประเทศ เหมือนเพลงของคาราวบาว “Tom, Tom, Where you go last night? I love Muang Thai, I like Patpong” ดังนั้นการไปเที่ยวพัฒน์พงศ์มิวเซียมก็คือกระบวนการหนึ่งในการทำความเข้าใจในสิ่งที่คนอื่นเห็น เพื่อสะท้อนความเป็นตัวตนของเรา และความจริงที่รัฐมักไม่พูดถึงในสังคมไทย
Patpong Museum
วัน เวลา เปิด-ปิด: วันศุกร์-เสาร์ เวลา 13.00-22.00 น., วันอาทิตย์-จันทร์ เวลา 12.00-21.00 น., ปิดวันอังคาร-พฤหัสบดี
ที่อยู่: Patpong Museum ตั้งอยู่ที่ถนนพัฒน์พงศ์ ซอย 2 บางรัก กรุงเทพฯ (ใกล้ BTS ศาลาแดง และ MRT สีลม)
ค่าเข้าชม:
โทร: 09 1887 6829
Facebook: https://www.facebook.com/patpongmuseum
Email: [email protected]
Website: https://www.patpongmuseum.com
Map:
หมายเหตุ: ภาพเปิดคือภาพของ เดวิด โบวี ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่เคยมาพัฒน์พงศ์ และหลงใหลใช้ชีวิตอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง
พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล
The post เซ็กซ์ สงครามเย็น และวัฒนธรรมบันเทิงที่พัฒน์พงศ์มิวเซียม พิพิธภัณฑ์ที่มีโซน 18+ appeared first on THE STANDARD.
]]>