ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) – THE STANDARD https://thestandard.co สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 03 Oct 2022 10:18:55 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.5.5 เมื่อโควิดเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง ประชาชนควรปรับตัวอย่างไร https://thestandard.co/covid-contagious/ Mon, 03 Oct 2022 10:18:55 +0000 https://thestandard.co/?p=690303 เมื่อโควิดเป็นโรคติดต่อ

ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2565 เป็นต้นมา กระทรวงสาธารณสุขป […]

The post เมื่อโควิดเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง ประชาชนควรปรับตัวอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อโควิดเป็นโรคติดต่อ

ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2565 เป็นต้นมา กระทรวงสาธารณสุขปรับลดมาตรการป้องกันควบคุมโรคโควิดจาก ‘โรคติดต่ออันตราย’ ซึ่งประกาศมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2563 เป็น ‘โรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง’ เนื่องจากสถานการณ์การระบาดในประเทศดีขึ้น กล่าวคือแนวโน้มจำนวนผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงและอัตราการเสียชีวิตลดลง และความครอบคลุมของการได้รับวัคซีนป้องกันโรคโควิดอยู่ในระดับสูง ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งประกาศใช้มา 2 ปีครึ่ง และยุบศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ตามไปด้วย

 

หลายท่านน่าจะสงสัยว่า ‘โรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง’ คืออะไร มาตรการป้องกันควบคุมโรคโควิดที่เปลี่ยนแปลงไปมีอะไรบ้าง ประชาชนควรปรับตัวอย่างไร และในอนาคตโควิดจะกลับมาระบาดอีกหรือเปล่า THE STANDARD รวบรวมคำตอบไว้ในบทความนี้

 

‘โรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง’ คืออะไร

 

ก่อนหน้านี้บางท่านคงเคยได้ยินคำที่ใช้เรียกการระบาดของโรค 3 ระดับ ได้แก่ การระบาดใหญ่ (Pandemic) โรคประจำถิ่น (Endemic) และโรคระบาด (Epidemic) รวมถึงนโยบายการบริหารจัดการสถานการณ์โควิดสู่โรคประจำถิ่น (Endemic Approach to COVID-19) ของกระทรวงสาธารณสุขเมื่อต้นปี 2565 แต่ตามกฎหมาย พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 จะแบ่งโรคเป็น 3 ประเภท คือ โรคติดต่ออันตราย โรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง และโรคระบาด ซึ่งมีนิยามดังนี้ 

 

  • โรคติดต่ออันตราย หมายถึง โรคติดต่อที่มีความรุนแรงสูง และสามารถแพร่ไปสู่ผู้อื่นได้อย่างรวดเร็ว
  • โรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง หมายถึง โรคติดต่อที่ต้องมีการติดตาม ตรวจสอบ หรือจัดเก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่อง
  • โรคระบาด หมายถึง โรคติดต่อหรือโรคที่ยังไม่ทราบสาเหตุของการเกิดโรคแน่ชัด ซึ่งอาจแพร่ไปสู่ผู้อื่นได้อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง หรือมีภาวะของการเกิดโรคมากผิดปกติกว่าที่เคยเป็นมา

 

ดังนั้นการเปลี่ยนประเภทของโรคจาก ‘โรคติดต่ออันตราย’ เป็น ‘โรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง’ จึงไม่ได้แปลว่าการระบาดของโรคนี้สิ้นสุดลงแล้ว แต่หมายความว่าโควิดมีความรุนแรงลดลง (โรคนี้ยังมีความรุนแรงในบางกลุ่ม เช่น ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว ผู้ที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนตามกำหนด) และยังคงพบการแพร่โรคอยู่ จึงต้องมีการเฝ้าระวังต่อไป เหมือนกับโรคไข้หวัดใหญ่และโรคติดต่อทางเดินหายใจอื่นๆ โดยไม่จำเป็นต้องใช้มาตรการป้องกันควบคุมโรคอย่างเข้มข้นเหมือนตลอด 2 ปีครึ่งที่ผ่านมา

 

สถานการณ์โควิดในช่วงเปลี่ยนผ่าน

 

ตามแผนเดิมของกระทรวงสาธารณสุขจะเริ่มระยะ ‘หลังการระบาดใหญ่’ (Post-Pandemic) ซึ่งเปลี่ยนให้โควิดเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังเหมือนในขณะนี้ก่อนวันที่ 1 กรกฎาคม 2565 โดยคาดการณ์จากการระบาดของสายพันธุ์โอมิครอนที่เริ่มมาตั้งแต่ต้นปี 2565 และทยอยผ่อนคลายมาตรการบางส่วน เช่น การกักกันผู้สัมผัสเสี่ยงสูง การสวมหน้ากาก แต่เมื่อใกล้ถึงวันที่กำหนดกลับมีการระบาดของสายพันธุ์ย่อย BA.4 และ BA.5 จึงไม่ได้ผ่อนคลายมาตรการทั้งหมดตามแผน

 

อย่างไรก็ตาม ขณะนั้นมีการผ่อนคลายให้เปิดสถานบันเทิงได้ และต่อมามีการปรับมาตรการแยกกักผู้ติดเชื้อจากที่ต้องกักตัว 10 วัน เป็น 7+3 วัน และ 5+5 วัน ตามลำดับ ทว่าสถานการณ์การระบาดในช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน 2565 ไม่รุนแรงเหมือนที่ผ่านมา กล่าวคือ 

 

  • จำนวนผู้ป่วยโควิดรายใหม่รักษาในโรงพยาบาล (ไม่ใช่ผู้ติดเชื้อทั้งหมด เพราะผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่รักษาที่บ้าน) มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง จาก 15,262 รายในสัปดาห์ที่ 28 (10-16 กรกฎาคม 2565) เหลือ 4,787 รายในสัปดาห์ที่ 38 (18-24 กันยายน 2565)

 

เมื่อโควิดเป็นโรคติดต่อ

 

  • จำนวนผู้ป่วยโควิดใส่ท่อช่วยหายใจ เพิ่มขึ้นสูงสุดประมาณ 500 รายในเดือนสิงหาคม 2565 น้อยกว่าระลอกก่อนหน้าในเดือนเมษายน 2565 ซึ่งเพิ่มขึ้นสูงสุดประมาณ 900 ราย และจากนั้นค่อยๆ ลดลงเหลือต่ำกว่า 300 รายในเดือนที่ผ่านมา 
  • จำนวนผู้เสียชีวิตมีแนวโน้มคล้ายกับผู้ป่วยโควิดใส่ท่อช่วยหายใจ ลดลงจาก 165 รายในสัปดาห์ที่ 28 เหลือ 89 รายในสัปดาห์ที่ 38 เฉลี่ยประมาณ 10 รายต่อวัน และเมื่อคำนวณอัตราติดเชื้อ-ตาย (จำนวนผู้เสียชีวิตหารด้วยจำนวนผู้ติดเชื้อทั้งหมด) เท่ากับ 0.10% 

 

ปลายเดือนกันยายน 2565 กรมควบคุมโรคสรุปสถานการณ์โควิดว่าแนวโน้มพบผู้ติดเชื้อ ผู้ป่วยเสียชีวิต ทั้งในทวีปเอเชียและทั่วโลกลดลงต่อเนื่อง หลายประเทศบริหารจัดการโรคโควิดแบบการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรคติดต่อทางเดินหายใจอื่น ส่วนในประเทศไทยแนวโน้มผู้ป่วย ผู้เสียชีวิตลดลงต่อเนื่อง แม้เปิดให้มีการทำกิจกรรมทุกอย่างเหมือนปกติแล้ว ประกอบกับประชาชนส่วนใหญ่มีภูมิคุ้มกันต่อโรคโควิดแล้ว 91.7% จากทั้งการฉีดวัคซีนและการติดเชื้อตามธรรมชาติ

 

มาตรการป้องกันควบคุมโรคที่เปลี่ยนแปลงไป

 

มาตรการป้องกันควบคุมโรคอาจแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ มาตรการทางกฎหมาย (หากไม่ปฏิบัติตามจะมีบทลงโทษ) และมาตรการทางการแพทย์ / สาธารณสุข โดยมาตรการทางกฎหมายที่เปลี่ยนแปลงไปหลังจากลดระดับเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง มี 2 ประเด็นหลัก ได้แก่

 

  • การแยกกักและกักกันโรค โรคติดต่ออันตรายจะมีกฎหมายบังคับให้ผู้ติดเชื้อแยกกักจนพ้นระยะแพร่เชื้อ และให้ผู้สัมผัสเสี่ยงสูงกักกันจนพ้นระยะฟักตัว หากไม่ปฏิบัติตามจะมีโทษปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท แต่สำหรับโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังจะเป็นการขอความร่วมมือ หรือแพทย์จะเป็นผู้ออกใบรับรองแพทย์ให้ผู้ป่วยหยุดเรียน / ทำงานแทน
  • การปิดสถานที่เสี่ยง โรคติดต่ออันตรายมีกฎหมายรองรับให้ผู้ว่าราชการจังหวัด โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด สั่งปิดสถานที่เสี่ยงเพื่อป้องกันการแพร่โรค ในขณะที่โรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังจะไม่สามารถทำได้ แต่อาจให้อธิบดีกรมควบคุมโรคประกาศเป็น ‘โรคระบาด’ ซึ่งจะทำให้สามารถออกคำสั่งได้เหมือนโรคติดต่ออันตราย

 

มาตรการทางการแพทย์ / สาธารณสุข มี 4 ประเด็นหลัก ได้แก่

 

  • การป้องกันโรค กระทรวงสาธารณสุขยังคงแนะนำให้สวมหน้ากากเมื่อเข้าไปในสถานที่ผู้คนแออัด หรือพื้นที่ปิด อากาศไม่ถ่ายเท เช่น ขนส่งสาธารณะ โรงพยาบาล สถานที่ดูแลผู้สูงอายุ / เด็กเล็ก และให้ตรวจ ATK เมื่อมีอาการป่วยและสงสัย แต่ไม่แนะนำให้ตรวจ ATK ในประชาชนทั่วไปที่ไม่มีอาการป่วย (ไม่ต้องตรวจ ATK คัดกรองเป็นประจำแล้ว)
  • การเฝ้าระวังโรค กรมควบคุมโรคปรับการรายงานโรคจากรายวันเป็นรายสัปดาห์ โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคม 2565 เป็นต้นไป สำหรับในรายละเอียดกรมควบคุมโรควางแผนเฝ้าระวังโรคโควิด 4 รูปแบบ ได้แก่ การเฝ้าระวังผู้ป่วยในโรงพยาบาล, การเฝ้าระวังแบบคลัสเตอร์, การเฝ้าระวังในกลุ่มเสี่ยงนอกโรงพยาบาล เช่น ตลาด สถานบันเทิง และการเฝ้าระวังสายพันธุ์กลายพันธุ์
  • การควบคุมโรค ผู้มีอาการป่วยควรปฏิบัติตามมาตรการ DMHT คือการเว้นระยะห่าง การสวมหน้ากากอนามัย การล้างมือ และการตรวจ ATK หากตรวจพบเชื้อจะต้องปฏิบัติเช่นนี้เป็นระยะเวลา 5 วัน ส่วนผู้สัมผัสเสี่ยงสูงไม่ต้องกักตัว แต่ควรสังเกตอาการตนเอง 10 วัน สำหรับการสอบสวนโรคจะดำเนินการในกรณีการระบาดเป็นคลัสเตอร์
  • การรักษา กรมการแพทย์ปรับแนวทางการรักษา โดยในผู้ใหญ่จะใช้ยาต้านไวรัส ‘โมลนูพิราเวียร์’ เป็นหลัก ส่วนยา ‘ฟาวิพิราเวียร์’ จะใช้ในกรณีผู้ป่วยเด็ก หรืออาจใช้ในผู้ใหญ่กลุ่มสีเขียวที่เพิ่งเริ่มมีอาการ ทั้งนี้ ผู้ติดเชื้อที่ไม่มีอาการ / ผู้ป่วยที่มีอาการเล็กน้อยและไม่มีปัจจัยเสี่ยง ไม่จำเป็นต้องรับประทานยาต้านไวรัส ส่วนการรับรักษาในโรงพยาบาลจะพิจารณาจากอาการเป็นหลัก

 

สำหรับข้อสงสัยเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการรักษา กระทรวงสาธารณสุขแถลงเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2565 ว่า ผู้ป่วยโควิดยังคงได้รับการรักษา ‘ฟรีตามสิทธิ’ เช่น หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ประกันสังคม และสวัสดิการข้าราชการ เหมือนกับการรักษาโรคอื่น ส่วนกรณีผู้ป่วยสีแดงสามารถรักษาได้ทุกที่โดยใช้สิทธิ UCEP เหมือนกับผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต ซึ่งความจริง สปสช. เริ่มปรับหลักเกณฑ์มาตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2565 แล้ว ดังนั้นในเรื่องนี้จึงอาจถือว่าไม่แตกต่างไปจากช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา

 

ประชาชนควรปรับตัวอย่างไร

 

อย่างแรกสุดน่าจะเป็นการรับรู้ความเสี่ยงว่าโควิดยังอยู่ แต่ความรุนแรงลดลง หมายความว่าการแพร่โรคของโรคยังคงเกิดขึ้น และในท้ายที่สุดโควิดน่าจะกลายเป็นโรคประจำถิ่นที่พบผู้ป่วยตลอดทั้งปี และอาจพบการระบาดตามฤดูกาล แต่ความรุนแรงของโรคใน ‘ช่วงนี้’ ลดลงจากช่วง 1-2 ปีที่แล้ว ผู้ป่วยส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรง บางส่วนไม่จำเป็นต้องรับประทานยาต้านไวรัส ส่วนที่มีอาการรุนแรงมักเป็นผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว ผู้ที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนตามกำหนด

 

การประกาศเปลี่ยนประเภทของโรคมาเป็น ‘โรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง’ เหมือนโรคติดต่อทางเดินหายใจอื่นๆ ก็เป็นการปรับการรับรู้ความเสี่ยงของประชาชนอย่างหนึ่งว่า สามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติเหมือนกับช่วงก่อนโควิด แต่คำนี้ก็ยังมีวลี ‘เฝ้าระวัง’ หมายถึงการเตรียมความพร้อม หากปัจจัยด้านไวรัส-คน-สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไป เช่น ไวรัสกลายพันธุ์ ระดับภูมิคุ้มกันลดลงตามระยะเวลา ฤดูหนาว ก็อาจมีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้น เมื่อนั้นเราก็คงต้องปรับตัวตามสถานการณ์กันอีกครั้ง

 

อย่างต่อมาคือการปฏิบัติตัว สุขอนามัยส่วนบุคคลที่ปฏิบัติจนเคยชินแล้วสามารถทำต่อไปได้ เช่น การล้างมือ การสวมหน้ากากอนามัย เพราะป้องกันโรคติดต่ออื่นๆ ได้ด้วย แต่ถ้าจะไม่ทำต่อก็ไม่ผิด เพราะส่วนใหญ่น่าจะยอมรับความเสี่ยงได้ หากเป็นวัยเรียนหรือวัยทำงานและฉีดวัคซีนตามกำหนด ความเสี่ยงนี้ก็อยู่ในระดับต่ำ ทั้งนี้ต้องคำนึงถึงคนรอบข้างที่เป็นกลุ่มเสี่ยงต่ออาการรุนแรงด้วย เช่น การไอจามปิดปาก การสวมหน้ากากอนามัยในขนส่งสาธารณะ / โรงพยาบาล เพื่อลดการแพร่เชื้อ

 

เมื่อมีอาการทางเดินหายใจควรปฏิบัติตามมาตรการ DMHT ถึงแม้จะไม่ใช่โควิด แต่ก็อาจเป็นโรคติดต่อทางเดินหายใจอื่น การเว้นระยะห่าง (D) การสวมหน้ากากอนามัย (M) และการล้างมือ (H) จะช่วยลดการแพร่เชื้อให้ผู้อื่น ส่วนการตรวจหาเชื้อ (T) ด้วย ATK ควรทำเฉพาะเมื่อมีอาการ หรือเมื่อต้องเข้าร่วมกิจกรรมที่มีคนจำนวนมากได้ เพราะเมื่อตรวจพบเชื้อจะได้แยกตัวจากผู้อื่น ในขณะที่หากไม่มีอาการก็ไม่จำเป็นต้องตรวจ เพราะโรคไม่รุนแรง และถึงแม้จะตรวจพบเชื้อก็ไม่ต้องรับประทานยา

 

อย่างสุดท้ายคือการฉีดวัคซีนตามกำหนด ประชาชนควรได้รับวัคซีนป้องกันโรคโควิด 2 เข็มและฉีดเข็มกระตุ้นตามกำหนด โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัว กล่าวคือเข็มที่ 3 เว้นจากเข็มสุดท้าย 3 เดือน และเข็มที่ 4 เว้นจากเข็มสุดท้าย 4 เดือน โดยสามารถเข้ารับการฉีดวัคซีนได้ที่โรงพยาบาลของรัฐใกล้บ้าน ส่วนวัคซีนสำหรับเด็ก เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2565 อย. ขึ้นทะเบียนวัคซีน Pfizer สำหรับเด็กอายุ 6 เดือน – ต่ำกว่า 5 ปี (ฝาสีม่วงแดง) ทำให้ปัจจุบันมีวัคซีนครอบคลุมเกือบทุกวัยแล้ว

 

ในอนาคตโควิดจะกลับมาระบาดอีกหรือเปล่า

 

หลังจากประกาศเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง กรมควบคุมโรคคาดการณ์การระบาดของโควิดในปี 2565-2566 ว่าอาจพบการระบาดในลักษณะเพิ่มขึ้นและลดลงตามฤดูกาลคล้ายไข้หวัดใหญ่ ซึ่งจากภาพประกอบการแถลงข่าว จะสังเกตจำนวนผู้ป่วยโควิดรักษาในโรงพยาบาลรายสัปดาห์อาจเพิ่มขึ้นอีกรอบในช่วงเดือนธันวาคม 2565 – มกราคม 2566 และเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2566 ซึ่งตรงกับฤดูหนาวและฤดูฝน นอกจากนี้ การระบาดยังอาจเกี่ยวข้องกับระดับภูมิคุ้มกันของประชากร และฤดูท่องเที่ยวจากต่างประเทศด้วย

 

เมื่อโควิดเป็นโรคติดต่อ

 

ดังนั้นในช่วงดังกล่าวคงต้องติดตามสถานการณ์ว่าจะระบาดรุนแรงหรือไม่ โดยกระทรวงสาธารณสุขประเมินความรุนแรงจากอัตราป่วยตาย และอัตราครองเตียง ซึ่งปัจจุบันอัตราป่วยตายน้อยกว่า 0.1% และอัตราครองเตียง 11-24% ถือว่าอยู่ในระดับ ‘สถานการณ์เฝ้าระวัง’ (สีเขียว) หากโรคมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น มีแผนเปิดศูนย์ปฏิบัติการระดับจังหวัด / กรมควบคุมโรค / กระทรวงสาธารณสุข / ประเทศ ตามระดับสี และน่าจะมีการปรับเปลี่ยนมาตรการควบคุมป้องกันโรคอีกครั้ง

 

อ้างอิง:

  • พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558: https://ddc.moph.go.th/law.php?law=1
  • สธ. แถลงแผนบริหารจัดการ “โควิด” หลังยุบ ศบค. และปรับเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง 1 ต.ค. นี้: https://pr.moph.go.th/?url=pr/detail/2/04/179106/
  •  แนวทางเวชปฏิบัติ การวินิจฉัย ดูแลรักษา และป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำหรับแพทย์และบุคลากรสาธารณสุข ฉบับปรับปรุง ครั้งที่ 25 วันที่ 29 กันยายน 2565: https://covid19.dms.go.th/Content/Select_Landding_page?contentId=178
  •  อย. อนุมัติวัคซีนไฟเซอร์ฉีดในกลุ่มเด็ก 6 เดือน – น้อยกว่า 5 ปี: https://oryor.com/media/newsUpdate/media_news/2321

The post เมื่อโควิดเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง ประชาชนควรปรับตัวอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประยุทธ์ขอบคุณทุกฝ่าย หลังร่วมฝ่าวิกฤตกว่า 2 ปีครึ่ง ย้ำวิฤตใหญ่เพียงใด ไม่อาจชนะพลังความสามัคคี https://thestandard.co/pm-prayut-thanks/ Mon, 03 Oct 2022 02:30:14 +0000 https://thestandard.co/?p=689964 ประยุทธ์ จันทร์โอชา

วันนี้ (3 ตุลาคม) พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตร […]

The post ประยุทธ์ขอบคุณทุกฝ่าย หลังร่วมฝ่าวิกฤตกว่า 2 ปีครึ่ง ย้ำวิฤตใหญ่เพียงใด ไม่อาจชนะพลังความสามัคคี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประยุทธ์ จันทร์โอชา

วันนี้ (3 ตุลาคม) พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คระบุว่า ถึงเพื่อนข้าราชการทั่วประเทศ ผู้ปฏิบัติงานใน ศบค. ทุกระดับ ตลอดจนบุคลากรและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่าน วันศุกร์ที่ 30 กันยายน 2565 เป็นวันสุดท้ายของการทำงานของ ศบค. ซึ่งได้ทำงานด้วยกันมานับตั้งแต่ประเทศไทยเผชิญสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 เมื่อเดือนมีนาคม 2563 จนถึงวันนี้ นับเป็นเวลากว่า 2 ปีครึ่ง หรือ 900 กว่าวัน 

 

“ผมขอขอบคุณทุกท่านและทุกหน่วยงาน ที่ได้ทำงานด้วยความเสียสละ ทุ่มเท เคียงบ่าเคียงไหล่กับผม รัฐบาล และทุกภาคส่วนของประเทศ โดยไม่ย่อท้อต่อความเหนื่อยยาก ใช้ความพยายามอย่างสูงสุดและทุกวิถีทาง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ของเรา คือ ประเทศชาติต้องปลอดเชื้อ ประชาชนต้องปลอดภัย”

 

แต่ด้วยความฉุกเฉินและรุนแรงของโรคอุบัติใหม่นี้ แม้เราทุกคนทราบดีว่าจะได้ใช้สติปัญญาและกำลังความสามารถอย่างที่สุดแล้ว ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงความสูญเสียได้ ตนเอง และชาว ศบค. ทุกคน ล้วนรู้สึกเสียใจกับทุกการสูญเสีย จึงไม่เคยลดละความเพียร และทำอย่างดีที่สุด เพื่อดูแลครอบครัวใหญ่ของเราที่มีสมาชิกเกือบ 70 ล้านคนให้ปลอดภัยจากโรคระบาด อีกทั้งช่วยเหลือ เยียวยา และบรรเทาความเดือดร้อนจากผลกระทบต่างๆ ทั้งการใช้ชีวิตประจำวันและการทำมาหารายได้ ท่ามกลางวิกฤตสุขภาพร่วมกับวิกฤตเศรษฐกิจที่กระจายตัวไปทั่วโลก

 

ถือเป็นภารกิจที่หนักหน่วงอย่างที่สุดที่เราได้ร่วมกันฝ่าฟัน ร่วมหาทางออก และร่วมเอาชนะวิกฤตการณ์นี้จนได้ในที่สุด ทั้งนี้ การทำงานของ ศบค. นับเป็นแบบอย่างที่ดีที่สุดของความสำเร็จที่เกิดจากการทำงานอย่างบูรณาการกัน มีความประสานสอดคล้องกันในทุกระดับ และที่สำคัญที่สุดคือ ความมีเอกภาพเป็นหนึ่งเดียวของทุกคนในชาติ จนประเทศไทยได้รับการยอมรับ ชื่นชม และได้รับเกียรติให้เป็นตัวอย่างประเทศที่บริหารจัดการวิกฤตโควิดได้ดีที่สุดประเทศหนึ่งในโลก

 

“ในนามรัฐบาล ผมขอขอบคุณและขอชื่นชมเพื่อนข้าราชการ บุคลากร เจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือน-ตำรวจ-ทหาร-อาสาสมัคร-อสม.-จิตอาสา ทุกคน ทุกระดับ และทุกภาคส่วน ที่ได้อุทิศตน ทุ่มเท เสียสละ และอดทน ทำงานเสี่ยงภัยด้วยสำนึกในหน้าที่ สำนึกเพื่อส่วนรวม ดูแลให้บริการพี่น้องประชาชน ตลอดจนปลุกพลังให้ทุกคนร่วมกันต่อสู้มหาวิกฤตนี้ โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เป็นเครื่องพิสูจน์ได้อย่างดีว่า ไม่ว่าวิกฤตนั้นจะยิ่งใหญ่เพียงใด ก็ไม่อาจเอาชนะพลังแห่งความสามัคคี และความเสียสละอันยิ่งใหญ่ ที่อยู่ในหัวใจของพวกเราทุกคนได้

 

“ผมขอขอบคุณทุกท่านอีกครั้ง ด้วยความภาคภูมิใจและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมทำงานกับทุกท่านภายใต้ ศบค. โดยในการแถลงครั้งแรกของ ศบค. เมื่อเกือบ 3 ปีที่แล้วนั้น เราได้ประกาศชัดว่าเราจะสู้ไปด้วยกัน และเราจะชนะไปด้วยกัน ซึ่งก็เป็นจริงแล้วในวันนี้ จากความร่วมมือของเราทุกคนครับ”

The post ประยุทธ์ขอบคุณทุกฝ่าย หลังร่วมฝ่าวิกฤตกว่า 2 ปีครึ่ง ย้ำวิฤตใหญ่เพียงใด ไม่อาจชนะพลังความสามัคคี appeared first on THE STANDARD.

]]>
กสม. ขานรับรัฐบาลยกเลิกใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อควบคุมโควิด ชงยุติการดำเนินคดีกับประชาชนผู้ฝ่าฝืน https://thestandard.co/nhrc-emergency-decree/ Thu, 29 Sep 2022 05:56:36 +0000 https://thestandard.co/?p=688364

วันนี้ (29 กันยายน) วสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษย […]

The post กสม. ขานรับรัฐบาลยกเลิกใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อควบคุมโควิด ชงยุติการดำเนินคดีกับประชาชนผู้ฝ่าฝืน appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (29 กันยายน) วสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า ตามที่คณะกรรมการศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2565 ได้มีมติเห็นชอบยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ลงวันที่ 25 มีนาคม 2563 และการขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร (คราวที่ 19) ลงวันที่ 27 กรกฎาคม 2565 รวมทั้งบรรดาข้อกำหนด ประกาศและคำสั่ง ที่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีใช้อำนาจแห่งการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั้งหมด โดยให้มีผลในวันที่ 30 กันยายน 2565 เป็นต้นไปนั้น

 

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เห็นด้วยและขอขอบคุณ ศบค. ที่มีมติดังกล่าวข้างต้น เนื่องจากเห็นว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 คลี่คลายไปมากแล้ว และที่ผ่านมาในหลายกรณีการดำเนินการตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินฯ และข้อกำหนดที่ออกตามประกาศดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อเสรีภาพในการแสดงออกและเสรีภาพในการเสนอข่าวสารของสื่อมวลชนและประชาชนเกินสมควรแก่เหตุ อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่ง กสม. เคยมีข้อเสนอให้ยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินฯ รวมถึงข้อกำหนดฯ (ฉบับที่ 27) ข้อ 11 ด้วยแล้ว

 

กสม. เห็นว่าเมื่อมีการยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินฯ รวมถึงข้อกำหนด ประกาศและคำสั่งต่างๆ แล้ว พนักงานสอบสวนควรยุติการดำเนินคดีกับประชาชนที่ออกมาใช้เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ หรือคดีเกี่ยวเนื่องกับความผิดตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง สำหรับพนักงานอัยการผู้รับผิดชอบคดีควรใช้ดุลพินิจในการมีคำสั่งไม่ฟ้องคดี หรือหากเห็นว่าสังคมโดยรวมจะไม่ได้รับประโยชน์หากมีการดำเนินคดีก็ควรเสนอความเห็นไปยังอัยการสูงสุดในการสั่งไม่ฟ้องหรือถอนฟ้องคดีอาญาดังกล่าว โดยคำนึงถึงความจำเป็นของการดำเนินคดี รวมถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนเป็นสำคัญ

The post กสม. ขานรับรัฐบาลยกเลิกใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อควบคุมโควิด ชงยุติการดำเนินคดีกับประชาชนผู้ฝ่าฝืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สธ. แถลงแผนบริหารจัดการโควิด หลังยุบ ศบค. และปรับเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง 1 ต.ค. นี้ https://thestandard.co/moph-covid-management/ Mon, 26 Sep 2022 08:39:03 +0000 https://thestandard.co/?p=686753 อนุทิน ชาญวีรกูล

วันนี้ (26 กันยายน) อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี แล […]

The post สธ. แถลงแผนบริหารจัดการโควิด หลังยุบ ศบค. และปรับเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง 1 ต.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ชาญวีรกูล

วันนี้ (26 กันยายน) อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงข่าวการป้องกันควบคุมโรคโควิดของกระทรวงสาธารณสุข หลังยกเลิกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ฉุกเฉิน และยุบศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 หรือ ศบค.

 

อนุทินกล่าวว่า สถานการณ์โรคโควิดทั่วโลกรวมทั้งไทยกำลังกลับเข้าสู่ภาวะใกล้เคียงปกติ มีผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตในระดับต่ำมาก ภาพรวมมีความปลอดภัยเพิ่มขึ้นมาก ส่วนประเทศไทยถือว่าประสบผลสำเร็จในการบริหารจัดการสถานการณ์โควิด จนได้รับการยอมรับจากองค์การอนามัยโลกและประชาคมโลก มีอัตราป่วยและเสียชีวิตระดับต่ำ 

 

ขณะที่ประชาชนมากกว่าร้อยละ 92 มีภูมิคุ้มกันจากการฉีดวัคซีนถึง 143.16 ล้านโดส และบางส่วนมีภูมิคุ้มกันจากการติดเชื้อตามธรรมชาติ โดยในช่วงเดือนกันยายนนี้มีผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยที่ต้องรักษาในโรงพยาบาลและผู้เสียชีวิตลดลงมาก รวมถึงมีอาการไม่รุนแรง ดังนั้น เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาจึงได้เซ็นประกาศยกเลิกโควิดเป็นโรคติดต่ออันตราย และปรับเป็น ‘โรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง’ ตามคำแนะนำของคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ มีผลในวันที่ 1 ตุลาคม 2565 เป็นต้นไป ซึ่งที่ประชุม ศบค. เมื่อวันที่ 23 กันยายนที่ผ่านมา ได้เห็นชอบยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ข้อกำหนด ประกาศ และคำสั่งแห่งการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั้งหมด มีผลวันที่ 30 กันยายนนี้ และให้หน่วยงานต่างๆ นำมาตรการตามกฎหมายเข้ามาแก้ไขปัญหาตามปกติ

 

อนุทินกล่าวต่อไปว่า ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข มี พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 เป็นเครื่องมือหลักในการบริหารสถานการณ์ในระยะถัดไป โดยมีกลไกทั้งระดับชาติ ระดับจังหวัด และระดับพื้นที่ ซึ่งอาจปรับลดระดับความเข้มข้นของมาตรการตามสถานการณ์ เพื่อให้สังคมและเศรษฐกิจประเทศเดินหน้าต่อไปได้ 

 

นอกจากนี้ยังจัดทำแผนปฏิบัติการควบคุมโรคโควิด รองรับการเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง เป็นกรอบการดำเนินงานให้จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยจะเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติต่อไป พร้อมยืนยันว่าภายใต้กลไกของ พ.ร.บ.โรคติดต่อ ยังสามารถบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วน ขับเคลื่อนแผนได้ต่อเนื่อง โดยไม่กระทบสิทธิของประชาชน และรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยให้ยั่งยืนต่อไปได้

 

“เป็นที่น่ายินดีว่าประเทศไทยเป็นเป้าหมายการเดินทางของชาวต่างชาติเป็นอันดับต้นๆ หลังเปิดให้เข้า-ออกประเทศได้ตามปกติ มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาวันละ 5-6 หมื่นคน หรือเดือนละ 1 ล้านคนเศษ และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกมากในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ เนื่องจากมีความเชื่อมั่นในระบบการแพทย์และสาธารณสุขของไทยอย่างมาก และเป็นโอกาสของการเติบโตด้าน Medical Tourism และการเป็น Medical Hub ในภูมิภาค สร้างรายได้ให้ประเทศตามนโยบาย Health for Wealth” อนุทินกล่าว

 

ด้าน นพ.สุระ วิเศษศักดิ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้กล่าวว่า สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขมีโรงพยาบาลในสังกัด 900 กว่าแห่ง และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) อีกกว่า 9,000 แห่ง มีบุคลากรทางการแพทย์กว่า 400,000 คน รวมถึงมีเตียงผู้ป่วยรองรับ 73,000 เตียง และมีความพร้อมในด้านยารักษาที่จะให้การดูแลผู้ป่วยโควิดในอนาคต

 

ขณะที่ นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า สถานการณ์โรคโควิดของประเทศไทยมีแนวโน้มลดลง วันที่ 26 กันยายน 2565 มีผู้ป่วยรายใหม่ 319 ราย เสียชีวิต 8 ราย อัตราเสียชีวิต 0.1 เปอร์เซ็นต์ ผู้ป่วยกำลังรักษาในโรงพยาบาล 4,755 ราย ในจำนวนนี้มีอาการปอดอักเสบ 495 ราย และใส่ท่อช่วยหายใจ 257 ราย อัตราครองเตียงระดับ 2-3 อยู่ที่ 7.8 เปอร์เซ็นต์ 

 

ขณะที่ผู้ป่วยรายสัปดาห์ที่รักษาแบบผู้ป่วยนอกและแยกกักที่บ้าน (เจอ แจก จบ) และ Home Isolation มีแนวโน้มลดลงเช่นกัน จากสัปดาห์ที่ 28 จำนวน 143,827 ราย ล่าสุดสัปดาห์ที่ 38 ลดลงเหลือ 81,258 ราย อย่างไรก็ตาม ผู้เสียชีวิตในสัปดาห์ที่ผ่านมา 89 ราย พบว่ายังเป็นกลุ่ม 608 ถึง 97 เปอร์เซ็นต์ และส่วนใหญ่ไม่ได้รับวัคซีน ได้รับไม่ครบ หรือไม่ได้รับเข็มกระตุ้น คาดการณ์ว่าหลังจากนี้จะพบการระบาดของโรคโควิดเป็น Small Wave ลักษณะเป็นตามฤดูกาลเหมือนกับโรคไข้หวัดใหญ่ และมีอัตราเสียชีวิตใกล้เคียงกันคือ 0.01 เปอร์เซ็นต์

 

นพ.โอภาสกล่าวต่ออีกว่า ผู้ที่มีอาการป่วยทางเดินหายใจแนะนำให้ปฏิบัติตนตามมาตรการ DMHT โดยเฉพาะการสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือ เมื่อต้องใกล้ชิดผู้อื่น ส่วนประชาชนทั่วไปให้สวมหน้ากากอนามัยเมื่อเข้าไปในสถานที่แออัด หรือพื้นที่ปิด อากาศไม่ถ่ายเท เช่น โรงพยาบาล สถานที่ดูแลผู้สูงอายุ/เด็กเล็ก และให้ตรวจ ATK เมื่อมีอาการป่วย สำหรับหน่วยงาน องค์กร สถานประกอบการ ให้คัดกรองอาการป่วยของพนักงานเป็นประจำ หากมีพนักงานป่วยจำนวนมากให้รายงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที 

 

ส่วนมาตรการดูแลรักษาผู้ป่วยจะแบ่งตามระดับความรุนแรงของอาการ คือ

 

  1. ผู้ป่วยที่ไม่มีอาการ หรือสบายดี และ

 

  1. ผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรงและไม่มีปัจจัยเสี่ยง 

 

สองกลุ่มนี้ให้การรักษาแบบผู้ป่วยนอก (OPD) โดยให้สังเกตอาการที่บ้าน กินยาต้านไวรัสหรือยารักษาตามอาการตามที่แพทย์สั่ง ลดการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นด้วยมาตรการ DMHT 

 

  1. ผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง แต่มีปัจจัยเสี่ยง หรือไม่มีปัจจัยเสี่ยง แต่มีปอดอักเสบที่ไม่รุนแรง และ

 

  1. ผู้ป่วยที่มีอาการปอดบวมต้องรับออกซิเจน 

 

โดยสองกลุ่มหลังนี้จะรักษาในสถานพยาบาลแบบผู้ป่วยใน

 

“ประชาชนยังสามารถรับบริการฉีดวัคซีนโควิดได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ตามสถานพยาบาลที่คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด/กทม. กำหนด เน้นฉีดในกลุ่มเสี่ยง เช่น กลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป และโรคเรื้อรัง ส่วนการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นปีละ 1-2 ครั้งเหมือนวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ขณะนี้ยังไม่มีคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกหรือสถาบันที่เชื่อถือได้ ขอให้รอคำแนะนำจากคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค รวมทั้งข้อมูลวัคซีนรุ่นใหม่ และระยะเวลาที่ป้องกันโรคได้” นพ.โอภาสกล่าว

The post สธ. แถลงแผนบริหารจัดการโควิด หลังยุบ ศบค. และปรับเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง 1 ต.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ย้อนไทม์ไลน์ต่ออายุประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ก่อนปิดฉาก ศบค. และ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน คุมโควิด https://thestandard.co/emergency-situation-cancel/ Fri, 23 Sep 2022 11:05:21 +0000 https://thestandard.co/?p=685887 สถานการณ์ฉุกเฉิน

หลังไทยและทั่วโลกเผชิญการระบาดของโรคโควิดเมื่อช่วงปลายป […]

The post ย้อนไทม์ไลน์ต่ออายุประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ก่อนปิดฉาก ศบค. และ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน คุมโควิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
สถานการณ์ฉุกเฉิน

หลังไทยและทั่วโลกเผชิญการระบาดของโรคโควิดเมื่อช่วงปลายปี 2562 กระทั่งต่อเนื่องมาถึงต้นปี 2563 เมื่อสถานการณ์การระบาดเริ่มมีมากขึ้น รัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา เลือกใช้การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินโดยใช้อำนาจตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 โดยมีระยะเวลาประกาศประมาณ 1-2 เดือน และต่ออายุมาอีก 19 ครั้ง และจัดตั้งศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) เพื่อใช้ในหน่วยงานศูนย์กลางในการบริหารจัดการสถานการณ์การระบาด

 

THE STANDARD พาย้อนดูไทม์ไลน์จากวันแรกของการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน กระทั่งการต่ออายุกว่า 19 ครั้ง รวมระยะเวลาบังคับใช้กว่า 2 ปี 5 เดือน กับอีก 6 วัน

 

สถานการณ์ฉุกเฉิน

 

ภาพประกอบ: พิชามญชุ์ วรรณสาร

The post ย้อนไทม์ไลน์ต่ออายุประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ก่อนปิดฉาก ศบค. และ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน คุมโควิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประวิตร ขอบคุณทุกหน่วยที่ร่วมทำให้ไทยผ่านพ้นโควิด พร้อมมอบ สธ. เสนอแผนควบคุม เป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง https://thestandard.co/prawit-wongsuwan-cancel-emergency-decree/ Fri, 23 Sep 2022 08:27:38 +0000 https://thestandard.co/?p=685749 ประวิตร วงษ์สุวรรณ

วันนี้ (23 กันยายน) อนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรั […]

The post ประวิตร ขอบคุณทุกหน่วยที่ร่วมทำให้ไทยผ่านพ้นโควิด พร้อมมอบ สธ. เสนอแผนควบคุม เป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประวิตร วงษ์สุวรรณ

วันนี้ (23 กันยายน) อนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวสรุปสาระสำคัญในการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ครั้งที่ 12/2565 โดยมี พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม ว่า

 

พล.อ. ประวิตรกล่าวเปิดการประชุมว่า นับตั้งแต่ประเทศไทยพบการระบาดของเชื้อโควิด มาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 จนถึงวันนี้เป็นระยะเวลา 2 ปีครึ่ง ศบค. สามารถบริหารจัดการสถานการณ์จนได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ ซึ่งการประชุมในวันนี้จะได้พิจารณาแผนปฏิบัติการ และประมวลผลสัมฤทธิ์ของการปฏิบัติงานด้านการป้องกันและควบคุมโรคโควิดของศูนย์ปฏิบัติการด้านต่างๆ ที่ดำเนินการมาจนถึงวันนี้ และการพิจารณาความเหมาะสมของการขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินฯ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิดในปัจจุบัน  

 

ทั้งนี้สำหรับมติ ศบค. ที่สำคัญมีดังนี้

 

  1. เห็นชอบยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ลงวันที่ 25 มีนาคม 2563 และการขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร (คราวที่ 19) ลงวันที่ 27 กรกฎาคม 2565 รวมทั้งบรรดาข้อกำหนด ประกาศ และคำสั่ง ที่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีใช้อำนาจแห่งการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั้งหมด 

 

โดยให้มีผลในวันที่ 30 กันยายน 2565 เป็นต้นไป เนื่องจากเหตุของการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินดังกล่าวได้คลี่คลายลงอย่างมาก โดยหน่วยงานของรัฐทั้งฝ่ายสาธารณสุข ฝ่ายปกครอง และฝ่ายความมั่นคงสามารถนำมาตรการตามกฎหมายเข้าแก้ไขปัญหาได้ตามปกติแล้ว

 

  1. รับทราบแผนปฏิบัติการควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 รองรับการเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง ซึ่งเป็นกรอบการดำเนินงานให้แก่จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในห้วงหลังจากการประกาศให้โรคโควิดเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง 

 

โดยแผนมีรายละเอียดประกอบด้วย สถานการณ์ วิสัยทัศน์ เป้าประสงค์ ประเด็นยุทธศาสตร์ จำนวน 4 ประเด็น และกลยุทธ์ รวมถึงกิจกรรมในการดำเนินงาน โดยมอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุขเสนอแผนฯ ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติตามขั้นตอนต่อไป

 

  1. รับทราบประมวลผลสัมฤทธิ์ของการปฏิบัติงานด้านการป้องกันและควบคุมโรคโควิดของศูนย์ปฏิบัติการด้านต่างๆ ภายใต้ ศบค. จำนวน 9 ศูนย์ปฏิบัติการ ประกอบด้วย ผลการดำเนินการในห้วงที่ผ่านมารวมถึงปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะ ที่ศูนย์ปฏิบัติการต่างๆ ได้รวบรวมเพื่อเป็นข้อมูลในการนำไปปรับปรุงและพัฒนาการดำเนินการในอนาคต 

 

  1. รับทราบแผนการฟื้นฟูเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยว และการสร้างความเชื่อมั่นในระยะต่อไปโดยมอบหมายให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา วางแผนการฟื้นฟูเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยว โดยประสานความร่วมมือกับส่วนราชการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวโดยด่วน โดยเฉพาะในช่วงก่อนเทศกาลปีใหม่ ทั้งนี้ หลังสถานการณ์โควิด และการปรับตัวสู่ชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) อาจถือเป็นโอกาสอันดีที่ประเทศไทยจะได้ส่งเสริมการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน 

 

ในช่วงท้ายการประชุม พล.อ. ประวิตรกล่าวขอบคุณทุกศูนย์ปฏิบัติการ และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ร่วมกันทำหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ ทำให้ประเทศไทยสามารถผ่านพ้นสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 มาได้ ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ ถึงแม้ว่าสถานการณ์จะคลี่คลายแล้ว ยังขอเน้นย้ำเป็นภารกิจของทุกหน่วยงานที่ต้องส่งเสริมให้ประชาชนตระหนักในการปฏิบัติตนตามมาตรการป้องกันทางสาธารณสุขต่างๆ อย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน 

 

ทั้งนี้ เพื่อรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยให้ยั่งยืนต่อไป การประชุมในวันนี้ถือว่าภาพรวมของ ศบค. ได้ดำเนินการร่วมกันมาเป็นระยะเวลา 2 ปีครึ่ง ซึ่งได้เห็นผลลัพธ์ในการดำเนินงานทั้งในรูปของปฏิบัติการควบคุมโรค ความก้าวหน้าเรื่องวัคซีน รวมถึงผลลัพธ์ของหน่วยงานทุกหน่วยงานต่างๆ ที่ได้ดำเนินการร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง 

 

เน้นย้ำให้ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับการจัดทำแผนรองรับการปฏิบัติการของกระทรวงสาธารณสุข โดยเฉพาะระดับจังหวัดและพื้นที่ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนแผนให้เกิดความสำเร็จและเห็นผลเป็นรูปธรรม ให้เห็นถึงการทำงานเชิงรุก ทำให้ประชาชนเกิดความมั่นใจ เข้าใจในการทุ่มเททำงานอย่างหนักของรัฐบาล นอกจากนั้นขอให้ทุกหน่วยงานให้ความสำคัญกับการสื่อสารกับประชาชนในภารกิจที่รัฐบาลดำเนินการ 

 

ทั้งในเรื่องการเตรียมความพร้อมการให้การบริการทางสาธารณสุข การกระตุ้นให้มีการฉีดวัคซีน รวมถึงแนวทางการปฏิบัติของประชาชนในขณะที่โรคโควิดถูกกำหนดให้เป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง โดยขอให้ทุกหน่วยงานให้ความร่วมมือด้วย

The post ประวิตร ขอบคุณทุกหน่วยที่ร่วมทำให้ไทยผ่านพ้นโควิด พร้อมมอบ สธ. เสนอแผนควบคุม เป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
อำลา ศบค. หลัง 30 ก.ย. นี้ สิ้นสุดใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินคุมโควิด รวมระยะเวลาบังคับใช้ 2 ปี 5 เดือน https://thestandard.co/crc-dismiss/ Fri, 23 Sep 2022 07:36:35 +0000 https://thestandard.co/?p=685704 ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน

วันนี้ (23 กันยายน) นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริ […]

The post อำลา ศบค. หลัง 30 ก.ย. นี้ สิ้นสุดใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินคุมโควิด รวมระยะเวลาบังคับใช้ 2 ปี 5 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน

วันนี้ (23 กันยายน) นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด -19 (ศบค.) แถลงภายหลังการประชุมว่า ได้มีมติให้มีการยกเลิกการประกาศใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ฉุกเฉินทุกจังหวัด โดยให้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 30 กันยายน 2565 เป็นต้นไป และถือเป็นการสิ้นสุดของ ศบค. ไปด้วย 

 

ซึ่งในการประชุมวันนี้ ได้มีการรายงานเกี่ยวกับสถานการณ์และเหตุผลความจำเป็นในการยกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดในภาพรวมของโลกดีขึ้น ผู้ป่วยโควิดรายใหม่มีแนวโน้มลดลง รวมไปถึงผู้เสียชีวิตด้วย ซึ่งประชาชน ผู้ประกอบการ สามารถดำเนินชีวิต และขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และกิจกรรมทางสังคมได้ตามปกติ 

 

อีกทั้งกระทรวงสาธารณสุขได้มีการปรับให้โควิด จากโรคติดต่ออันตรายเป็นโรคติดต่อเฝ้าระวัง และได้มีการจัดทำกรอบนโยบาย และแนวปฏิบัติของภาคประชาชน ภาคเอกชน ประชาชน ภายหลังโควิดยกระดับสู่การเป็นโรคติดต่อเฝ้าระวังอย่างชัดเจนแล้ว โดย พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มีการวางแนวทางนี้ไว้ก่อนแล้ว โดยทุกอย่างเป็นไปตามคาดการณ์

 

ทั้งนี้ ในส่วนของแผนปฏิบัติการควบคุมโรคติดเชื้อโควิด รองรับเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง หลังจากไม่มี ศบค. แล้ว ทาง อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข จะเข้ามาดูแลในฐานะที่เป็นผู้กำกับดูแลกระทรวงสาธารณสุข โดยใช้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ขณะนี้ ประเทศไทยมีอัตราการป่วย-ตาย อยู่ที่ 0.1% อัตราการครองเตียง 11-24% พร้อมย้ำว่า เตียงที่อยู่ในระบบสาธารณสุขที่มีอยู่ 1 แสนเตียง ยังสามารถรองรับผู้ป่วยติดเชื้อได้ 

 

รวมทั้งได้มีการกำหนด 4 ยุทธศาสตร์แผนปฏิบัติการ คือด้านการป้องกันเฝ้าระวังและควบคุมโรคมี 5 มาตรการ, ด้านการแพทย์และรักษาพยาบาลมี 4 มาตรการ, ด้านการสื่อสารความเสี่ยงประชาสัมพันธ์และข้อมูลสารสนเทศมี 3 มาตรการ และด้านบริหารจัดการกฎหมายสังคมและเศรษฐกิจมี 5 มาตรการ ส่วนโครงสร้างการดำเนินงานในการบริหารจัดการวัคซีนโควิดในระยะที่โรคติดเชื้อโควิดเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง ซึ่งใครที่ยังไม่ได้รับวัคซีน ยังสามารถรับวัคซีนได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

 

น.พ.ทวีศิลป์ ในฐานะโฆษกของ ศบค. ยังขอให้ทุกคนดูแลสุขภาพ เพื่อที่จะได้กลับไปใช้ชีวิตปกติ และได้ขอขอบคุณทุกคนในการทำงานที่ผ่านมาอย่างเข้มแข็ง ทำให้สามารถก้าวผ่านสถานการณ์ที่มีความยุ่งยากซับซ้อน จนได้รับคำชื่นชมในระดับโลก และในตอนนี้ได้กลับไปสู่โรคที่ต้องเฝ้าระวัง ที่ได้ดำเนินงานมา ตั้งแต่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ และขอให้ส่วนที่เกี่ยวข้องดำเนินการ และทำงานต่างๆ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมเป็นต้นไป เพื่อให้เกิดความเรียบร้อยต่อไป

The post อำลา ศบค. หลัง 30 ก.ย. นี้ สิ้นสุดใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินคุมโควิด รวมระยะเวลาบังคับใช้ 2 ปี 5 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
BREAKING: มีมติยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เริ่ม 1 ต.ค. นี้ ส่งผลให้ ศบค. ต้องถูกยุบเลิกไปด้วย https://thestandard.co/breaking-crc-dismiss/ Fri, 23 Sep 2022 06:03:28 +0000 https://thestandard.co/?p=685604 BREAKING-NEWS

วันนี้ (23 กันยายน) หลังที่ประชุมคณะกรรมการบริหารสถานกา […]

The post BREAKING: มีมติยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เริ่ม 1 ต.ค. นี้ ส่งผลให้ ศบค. ต้องถูกยุบเลิกไปด้วย appeared first on THE STANDARD.

]]>
BREAKING-NEWS

วันนี้ (23 กันยายน) หลังที่ประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 (ศบค.) ที่มี พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมตรี รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีรายงานว่า ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบให้มีการยกเลิกประกาศการบังคับใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2565 เป็นต้นไป หลังบังคับใช้ในช่วงการแพร่ระบาดโควิดมาตั้งแต่ปี 2563 ซึ่งจะส่งผลให้ ศบค. มีอันต้องยุบเลิกไปด้วย

 

ขณะที่ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ กล่าวย้ำภายหลังการประชุม ศบค. ชุดใหญ่ ว่าที่ประชุม ศบค. มีมติยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แล้ว มีผลตั้ง 1 ตุลาคม 2565 ซึ่งการดูแลสถานการณ์ทั่วไปมีกฎหมายปกติอยู่แล้วไม่ต้องห่วง

The post BREAKING: มีมติยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เริ่ม 1 ต.ค. นี้ ส่งผลให้ ศบค. ต้องถูกยุบเลิกไปด้วย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประวิตร นำประชุม ศบค.ชุดใหญ่ จับตายกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน-ยุบ ศบค. https://thestandard.co/prawit-dismiss-crc/ Fri, 23 Sep 2022 04:31:34 +0000 https://thestandard.co/?p=685544 ประวิตร วงษ์สุวรรณ

วันนี้ (23 กันยายน) ที่ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบร […]

The post ประวิตร นำประชุม ศบค.ชุดใหญ่ จับตายกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน-ยุบ ศบค. appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประวิตร วงษ์สุวรรณ

วันนี้ (23 กันยายน) ที่ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. ครั้งที่ 12/2565 ซึ่งถือเป็นการทำหน้าที่ประธานการประชุม ศบค.​ เป็นครั้งแรก ทั้งนี้ เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าหากมีการยกเลิกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ฉุกเฉิน จะกระทบต่อการดูแลสถานการณ์ทางการเมืองหรือไม่ พล.อ. ประวิตรไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าว

 

ทั้งนี้ ต้องจับตาวาระสำคัญในการประชุม จะมีการเสนอยกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งหากที่ประชุมในวันเดียวกันนี้เห็นชอบก็จะมีการยุบ ศบค. และหน่วยงานอื่นๆ ภายใต้ ศบค. ด้วย รวมทั้งประกาศและคำสั่งต่างๆ ที่ออกโดย ศบค. นอกจากนี้ที่ประชุมจะรายงานสถานการณ์และแนวโน้มการแพร่ระบาดและผู้ติดเชื้อ พร้อมแผนปฏิบัติการควบคุมโรคโควิด รองรับการเปลี่ยนผ่านเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง พร้อมการพิจารณาแผนการให้บริการวัคซีนโควิด เดือนตุลาคม 2565 ที่เสนอโดยคณะกรรมการอำนวยการศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุขกรณีโรคโควิด-19 (ศปก.สธ.)

The post ประวิตร นำประชุม ศบค.ชุดใหญ่ จับตายกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน-ยุบ ศบค. appeared first on THE STANDARD.

]]>
โฆษกรัฐบาลย้ำ การยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ศบค. จะพิจารณาความเหมาะสม พร้อมประเมินสถานการณ์ ลุ้นผลการประชุม ก.ย. นี้ https://thestandard.co/government-emergency-act-prohibit/ Mon, 22 Aug 2022 02:04:32 +0000 https://thestandard.co/?p=670006 ประยุทธ์ จันทร์โอชา

วันนี้ (22 สิงหาคม) อนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรั […]

The post โฆษกรัฐบาลย้ำ การยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ศบค. จะพิจารณาความเหมาะสม พร้อมประเมินสถานการณ์ ลุ้นผลการประชุม ก.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประยุทธ์ จันทร์โอชา

วันนี้ (22 สิงหาคม) อนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่มี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2565 ยังไม่ได้มีการพิจารณาการยกเลิกการประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) โดย ศบค. จะประเมินสถานการณ์อีกครั้ง เนื่องจากยังเหลือระยะเวลาการประกาศใช้จนถึงสิ้นเดือนกันยายนนี้  

 

ทั้งนี้ สิ่งสำคัญของการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินนั้นก็เพื่อควบคุมและป้องกันโรคโควิดที่เกิดขึ้น โดยไม่ได้มุ่งหวังการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเพื่อประเด็นอื่นแต่อย่างใด รวมทั้งเพื่อเกิดการบูรณาการการทำงานร่วมกันของทุกหน่วยงานอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ เพื่อทำให้ประชาชนเกิดความปลอดภัยจากโควิด โดยการดำเนินงานที่ผ่านมาก็ได้รับการยอมรับและชื่นชมจากนานาประเทศ ซึ่งสนใจที่จะมาศึกษาแนวทางการดำเนินงานจากประเทศไทยด้วยซ้ำไป

 

อนุชากล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม แม้ไม่ได้มีการหารือเรื่องการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่ที่ประชุม ศบค. ได้หารือถึงความคืบหน้าในการจัดทำกรอบนโยบาย แนวทางปฏิบัติ และห้วงเวลา ในการดำเนินการเปลี่ยนผ่านสู่ภาวะ Post-Pandemic เพื่อการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรคโควิด หรือเป็นแผนการปรับลดระดับสถานการณ์โควิดจากโรคติดต่ออันตรายเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง ภายใต้หลักการ ‘เพื่อให้ประชาชนอยู่ร่วมกับโควิดอย่างปลอดภัย สามารถดำเนินชีวิตได้ปกติ’

 

โดย ศบค. ได้พิจารณาทั้งการประเมินสถานการณ์และความเสี่ยง ด้านการป้องกัน ซึ่งภาพรวมประชาชนในประเทศไทยมากกว่าร้อยละ 90 มีภูมิคุ้มกัน ผู้ฉีดวัคซีน 3 เข็มไม่ว่าสูตรใดสามารถป้องกันการป่วยรุนแรงและการเสียชีวิตได้มากกว่าร้อยละ 90 และหลังจากนี้คาดการณ์ว่าโควิดจะมีลักษณะการเกิดโรคในประชากรซึ่งจะคล้ายคลึงกับการระบาดของไข้หวัดใหญ่ ที่จะพบผู้ป่วยได้ตลอดทั้งปี รวมทั้งด้านการรักษาอาการผู้ป่วย ซึ่งส่วนใหญ่แนวโน้มไม่รุนแรง ยกเว้นในกลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อโรครุนแรง และกลุ่ม 608  

 

“ก่อนถึงวันที่ 1 ตุลาคม ศบค. จะประเมินสถานการณ์และความเสี่ยงที่เกิดขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่านหลังจากการประกาศให้โควิดเป็นโรคระบาดที่ต้องเฝ้าระวัง ว่าจะต้องคงกลไกในการควบคุมและบริหารจัดการอะไรไว้บ้าง ซึ่งต้องมั่นใจว่าจะไม่เกิดวิกฤตและความเสียหายในมิติต่างๆ เกิดขึ้นอีก หรือหากเกิดขึ้นต้องแก้ไขได้ทันท่วงที เน้นมีแผนรองรับที่ดี และวิกฤตความเสียหายต้องไม่เกิดขึ้นอีก ดังนั้นจึงขอให้รอผลการประชุม ศบค. ในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้” อนุชากล่าว 

The post โฆษกรัฐบาลย้ำ การยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ศบค. จะพิจารณาความเหมาะสม พร้อมประเมินสถานการณ์ ลุ้นผลการประชุม ก.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศบค. ไฟเขียวขยายเวลา นักท่องเที่ยวพำนักในไทยไม่เกิน 45 วัน ส่วน VOA เพิ่มเป็น 30 วัน มีผล 1 ต.ค. นี้ ไม่เกิน 6 เดือน https://thestandard.co/crc-extend-tourist/ Fri, 19 Aug 2022 09:00:03 +0000 https://thestandard.co/?p=669362 นักท่องเที่ยว

วันนี้ (19 สิงหาคม) อนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรั […]

The post ศบค. ไฟเขียวขยายเวลา นักท่องเที่ยวพำนักในไทยไม่เกิน 45 วัน ส่วน VOA เพิ่มเป็น 30 วัน มีผล 1 ต.ค. นี้ ไม่เกิน 6 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักท่องเที่ยว

วันนี้ (19 สิงหาคม) อนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. โดยมี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมครั้งที่ 11/2565 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยระบุว่า รายงานสถานการณ์และแนวโน้มการแพร่ระบาดและผู้ติดเชื้อ โดยสถานการณ์โรคโควิดทั่วโลก แนวโน้มพบผู้ติดเชื้อทั้งในทวีปเอเชีย และทั่วโลก เพิ่มขึ้นแบบ Small Wave หลังการผ่อนคลายมาตรการป้องกันภายในประเทศ และการเดินทางเข้าประเทศ 

 

ขณะที่แนวโน้มพบผู้เสียชีวิตคงตัว สำหรับสถานการณ์โรคโควิดประเทศไทยระยะ Post-Pandemic มีลักษณะเป็น Small Wave โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และจังหวัดท่องเที่ยว ส่วนจังหวัดอื่นมีแนวโน้มพบผู้ติดเชื้อคงตัว ทำให้ผู้ป่วยกำลังรักษาผู้ป่วยหนัก ผู้เสียชีวิตจากโรคโควิดคงตัว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม 608 ที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน หรือยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น ขณะที่อัตราครองเตียงระดับ 2-3 สำหรับผู้ป่วยโควิด และปริมาณยาที่ใช้ต่อวัน อยู่ในระดับคงตัว 

 

และจากการประเมินเฝ้าระวัง ป้องกันควบคุมโรคโควิดในภาพรวม พบว่าอาการผู้ป่วยมีแนวโน้มไม่รุนแรง ยกเว้นในกลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อโรครุนแรงและกลุ่ม 608

 

นอกจากนี้ ที่ประชุมรับทราบข้อเสนอเพิ่มเติม ในสาระสำคัญด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว คือเรื่องการขยายระยะเวลาการพำนักของผู้เดินทางเข้าราชอาณาจักร เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและเยียวยาผลกระทบจากสถานการณ์โควิด ซึ่งที่ประชุมต่างรับทราบว่านักท่องเที่ยวให้ความมั่นใจที่จะเดินทางเข้ามาในประเทศไทย โดยสถานการณ์ท่องเที่ยวระหว่างประเทศ (1 มกราคม – 17 สิงหาคม 2565) มีจำนวนนักท่องเที่ยวสะสมจำนวน 3,780,209 คน ทำให้มีรายได้จากนักท่องเที่ยวสะสม 176,311 ล้านบาท

 

ทำให้ที่ประชุมเห็นชอบการขยายระยะเวลาการพำนักของผู้เดินทางเข้าราชอาณาจักรเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและเยียวยาผลกระทบจากสถานการณ์โควิด ดังนี้

 

  1. ขยายระยะเวลาพำนักสำหรับผู้ได้รับการยกเว้นการตรวจลงตราในการเข้าประเทศ (ผ.30) ทั้งที่ไทยให้แต่ฝ่ายเดียว และที่มีความตกลงระหว่างกัน จากไม่เกิน 30 วัน เป็นไม่เกิน 45 วัน 
  2. ขยายระยะเวลาพำนักสำหรับผู้ได้รับ Visa on Arrival (VOA) จากไม่เกิน 15 วัน เป็นไม่เกิน 30 วัน
  3. การขยายระยะเวลาพำนักของผู้เดินทางเข้าราชอาณาจักรในข้อ 1-2 ข้างต้น ให้มีผลตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2565 – 31 มีนาคม 2566
  4. มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงการต่างประเทศ, สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการตามมติ ศบค. ต่อไป

 

ทั้งนี้ ที่ประชุมยังไม่ได้มีการพิจารณาที่จะยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในขณะนี้ โดยต้องพิจารณาสถานการณ์ประกอบด้วย  

The post ศบค. ไฟเขียวขยายเวลา นักท่องเที่ยวพำนักในไทยไม่เกิน 45 วัน ส่วน VOA เพิ่มเป็น 30 วัน มีผล 1 ต.ค. นี้ ไม่เกิน 6 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ขอให้มองแง่ดีบ้าง’ นายกฯ ยืนยันพร้อมยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ชี้ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา ไม่ได้มุ่งหวังใช้ในประเด็นอื่น https://thestandard.co/repeal-emergency-decree-consideration/ Fri, 19 Aug 2022 05:34:42 +0000 https://thestandard.co/?p=669234 ประยุทธ์ จันทร์โอชา

วันนี้ (19 สิงหาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จัน […]

The post ‘ขอให้มองแง่ดีบ้าง’ นายกฯ ยืนยันพร้อมยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ชี้ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา ไม่ได้มุ่งหวังใช้ในประเด็นอื่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประยุทธ์ จันทร์โอชา

วันนี้ (19 สิงหาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวภายหลังการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ถึงการพิจารณายกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ว่าอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา หากสามารถลดระดับได้ก็จะลดให้ เพราะวันนี้ยังหารือกันอยู่ถึงความจำเป็นในการบูรณาการทำงานร่วมกันของหน่วยงานต่างๆ การมีไว้ก็เพื่อสำรอง ไม่ได้มุ่งหวังเพื่อใช้ประเด็นอื่น เป็นไปเพื่อให้เกิดความปลอดภัยเรื่องของโควิดเท่านั้น เหมือนอย่างวันนี้มีการบูรณาการการทำงานเรื่องของน้ำท่วม ก็ร่วมมือกันทุกฝ่าย ทุกหน่วยงาน พยายามเข้าไปช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ขอให้มองในแง่ดีบ้างว่ามีแล้วจะเกิดประโยชน์ ถ้าไม่มีแล้วจะเกิดอะไรขึ้น ขอให้รอดูแล้วกัน ต้องขึ้นอยู่กับประชาชนว่าจะเข้าใจหรือไม่ และอยู่ที่สื่อมวลชนด้วยที่จะต้องช่วยกันทำความเข้าใจ

The post ‘ขอให้มองแง่ดีบ้าง’ นายกฯ ยืนยันพร้อมยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ชี้ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา ไม่ได้มุ่งหวังใช้ในประเด็นอื่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทินเผย สถานการณ์โควิดดีขึ้น เตรียมเสนอประกาศเป็นโรคเฝ้าระวัง จ่อยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หรือยุบ ศบค. แต่ต้องให้ ‘นายกฯ’ ชี้ขาด https://thestandard.co/repeal-emergency-decree/ Fri, 19 Aug 2022 03:43:05 +0000 https://thestandard.co/?p=669159 อนุทิน ชาญวีรกูล

วันนี้ (19 สิงหาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี แล […]

The post อนุทินเผย สถานการณ์โควิดดีขึ้น เตรียมเสนอประกาศเป็นโรคเฝ้าระวัง จ่อยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หรือยุบ ศบค. แต่ต้องให้ ‘นายกฯ’ ชี้ขาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ชาญวีรกูล

วันนี้ (19 สิงหาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ว่าในส่วนของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โรคติดต่อฉบับแก้ไข ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเตรียมพิจารณา

 

ส่วนการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หากประกาศให้โควิดเป็นโรคเฝ้าระวังในวันที่ 1 ตุลาคมนั้น อนุทินกล่าวว่า เป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้ยกเลิก ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขจะต้องมีการเตรียมตัวอย่างเต็มที่ โดยสถานการณ์โรคระบาดโควิดในวันนี้จะลดระดับจากโรคติดต่อร้ายแรงสู่โรคติดต่อที่เฝ้าระวัง หากจะมีการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็น่าจะสอดคล้องกับสถานการณ์ทุกอย่าง ซึ่งหาก พ.ร.บ.โรคติดต่อฉบับแก้ไขไม่แล้วเสร็จ ก็จะต้องใช้กฎหมายเดิมที่บังคับใช้อยู่ 

 

อนุทินย้ำว่า เมื่อสถานการณ์ปัจจุบันมีทั้งวัคซีนและยาเวชภัณฑ์ ซึ่งอัตราการเข้ารับการรักษาและเสียชีวิตลดลงเพียงร้อยละ 0.2 ก็เข้าข่ายเหมือนโรคอื่นๆ ทั่วไป จึงหมายความว่าสามารถควบคุมสถานการณ์โควิดได้ ดังนั้นทุกอย่างจะผ่อนคลายลง ก็ต้องเปิดมาตรการต่างๆ ให้เสรีมากขึ้น และลดระดับมาอยู่ที่การเฝ้าระวังและทำความเข้าใจกับประชาชนให้ป้องกันตนเองจากโรคระบาด และเมื่อยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินแล้ว จะต้องมีการยุบ ศบค. กระทรวงสาธารณสุขก็จะต้องเป็นหน่วยงานหลักในการดูแล ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ แต่ที่ผ่านมาเป็นการเกิดเหตุการณ์ที่ไม่ปกติ จึงต้องบูรณาการทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหาให้สถานการณ์ดีขึ้น เมื่อสถานการณ์ดีขึ้นแล้วก็จะต้องกลับมาสู่ภารกิจของกระทรวงสาธารณสุขที่มีอยู่

The post อนุทินเผย สถานการณ์โควิดดีขึ้น เตรียมเสนอประกาศเป็นโรคเฝ้าระวัง จ่อยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หรือยุบ ศบค. แต่ต้องให้ ‘นายกฯ’ ชี้ขาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศบค. เตรียมถกแผนกระจายยาโควิด พร้อมพิจารณาแผนรับมือประกาศเป็นโรคเฝ้าระวัง 1 ต.ค. นี้ ย้ำ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ยังจำเป็น https://thestandard.co/covid-drugs/ Thu, 18 Aug 2022 04:42:50 +0000 https://thestandard.co/?p=668642 สุพจน์ มาลานิยม

วันนี้ (18 สิงหาคม) พล.อ. สุพจน์ มาลานิยม เลขาธิการสภาค […]

The post ศบค. เตรียมถกแผนกระจายยาโควิด พร้อมพิจารณาแผนรับมือประกาศเป็นโรคเฝ้าระวัง 1 ต.ค. นี้ ย้ำ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ยังจำเป็น appeared first on THE STANDARD.

]]>
สุพจน์ มาลานิยม

วันนี้ (18 สิงหาคม) พล.อ. สุพจน์ มาลานิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศปก.ศบค.) เปิดเผยว่า การประชุม ศบค. ในวันพรุ่งนี้จะมีการพิจารณาข้อเสนอของกระทรวงสาธารณสุข ที่จะกำหนดกรอบแนวทางโรคโควิดเป็นโรคที่จะต้องเฝ้าระวัง 1 ตุลาคมนี้ เพราะที่ผ่านมาการแก้ไขปัญหาสถานการณ์โควิดเป็นอำนาจของ ศบค. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 

 

ส่วนเมื่อประกาศเป็นโรคเฝ้าระวังแล้วจะยุบ ศบค. หรือไม่ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ซึ่งจะต้องประเมินสถานการณ์ว่าจำเป็นจะต้องใช้กฎหมายพิเศษหรือไม่ 

 

ส่วนข้อเสนอของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในการขยายเวลาการเปิดผับจนถึงเวลา 04.00 น. นั้น  ขึ้นอยู่กับในส่วนของมหาดไทยจะไปพิจารณา ที่ผ่านมา ศบค. พิจารณาจนสุดทางแล้ว แต่ ศบค. จะให้ข้อกังวล หากเปิดแล้วจะมีผลกระทบกับประชาชนในการป้องกันโควิดหรือไม่ 

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้สถานการณ์โควิดคลี่คลายลงแล้ว ยังจำเป็นต้องใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ หรือไม่นั้น เห็นว่าขณะนี้ยังมีความจำเป็นต้องใช้ เพราะจะต้องกำกับควบคุมคนเดินทางเข้า-ออกประเทศ และห้ามในการกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่จะก่อให้เกิดโรคระบาด 

 

ขณะเดียวกัน แม้ดูเหมือนตัวเลขผู้ติดเชื้อจะเพิ่มขึ้น แต่มาตรการในการรองรับทั้งการรักษาพยาบาล การกระจายยา การดูแลรักษาตนเองของผู้ป่วย ที่ประชาชนดำเนินการอยู่เป็นไปในทิศทางที่ดี 

 

ซึ่งการพิจารณาในที่ประชุม ศบค. ในวันพรุ่งนี้ จะเน้นไปที่แผนกระจายยา ที่ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขกระจายไปยังโรงพยาบาลเอกชนและคลินิกเวชกรรมแล้ว ต่อไปก็จะขยายไปยังร้านขายยาชั้นหนึ่งให้จำหน่ายยาได้ภายใต้การกำกับดูแลของแพทย์ และให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะประธานคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด เตรียมแผนนำไปสู่การประกาศเป็นโรคเฝ้าระวัง และรองรับการประกาศเป็นโรคประจำถิ่น ที่สำคัญในพื้นที่กรุงเทพมหานครเป็นจังหวัดใหญ่ที่จะต้องบูรณาการกับจังหวัดปริมณฑล 

 

นอกจากนี้ที่ประชุมยังจะพิจารณาถึงการเปิดด่านชายแดน หลังจากที่มีการผ่อนคลายเปิดไปแล้ว 1 เดือน รวมถึงรับทราบรายงานสถานการณ์การท่องเที่ยว

The post ศบค. เตรียมถกแผนกระจายยาโควิด พร้อมพิจารณาแผนรับมือประกาศเป็นโรคเฝ้าระวัง 1 ต.ค. นี้ ย้ำ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ยังจำเป็น appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ กำชับ สธ. เตรียมพร้อมรับผู้ป่วยโควิด หลังอัตราครองเตียงทรงตัว แนะฉีดบูสเตอร์แม้เคยติดโควิด https://thestandard.co/pm-repeat-moph-handle-coronavirus-patients/ Mon, 01 Aug 2022 02:46:10 +0000 https://thestandard.co/?p=660981 ประยุทธ์ จันทร์โอชา

วันนี้ (1 สิงหาคม) ธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกร […]

The post นายกฯ กำชับ สธ. เตรียมพร้อมรับผู้ป่วยโควิด หลังอัตราครองเตียงทรงตัว แนะฉีดบูสเตอร์แม้เคยติดโควิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประยุทธ์ จันทร์โอชา

วันนี้ (1 สิงหาคม) ธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยข้อมูลศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ยอดผู้ป่วยรายใหม่ รักษาตัวในโรงพยาบาล จำนวน 2,108 ราย จำแนกเป็นผู้ป่วยในประเทศ 2,107 ราย ผู้ป่วยมาจากต่างประเทศ 1 ราย ผู้ป่วยสะสม 2,368,849 ราย (ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2565) หายป่วยกลับบ้าน 2,540 ราย หายป่วยสะสม 2,369,676 ราย (ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2565) ผู้ป่วยกำลังรักษา 22,710 ราย 

 

โดยมีจำนวนผู้ป่วยปอดอักเสบรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 879 ราย และเสียชีวิต 19 ราย ซึ่งภาพรวมกราฟผู้ป่วยรายใหม่ ผู้ป่วยปอดอักเสบ ใส่ท่อช่วยหายใจ และผู้เสียชีวิตยังทรงตัว โดยกรุงเทพมหานครยังเป็นพื้นที่ที่มียอดผู้ติดเชื้อสูงสุดจำนวน 1,566 ราย 

 

ธนกรกล่าวต่อไปว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กำชับกระทรวงสาธารณะสุข ให้เตรียมพร้อมระบบรองรับผู้ป่วยอาการหนักต้องเพียงพอและพร้อมดูแลประชาชน หลังอัตราครองเตียงยังคงทรงตัว พร้อมเน้นย้ำขอทุกคนเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิดเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและช่วยลดความรุนแรงของโรค แม้เคยเป็นผู้ติดเชื้อโควิดมาก่อนก็ตาม เนื่องจากวัคซีนยังมีความสำคัญช่วยลดความรุนแรงของโรคและลดอัตราการเสียชีวิตได้  

 

ทั้งนี้ ข้อมูลสาธารณสุขยืนยันผู้ที่ติดเชื้อและเคยฉีดวัคซีนมาแล้ว หรือติดเชื้อแล้วฉีดวัคซีนจะมีภูมิต้านทานที่ค่อนข้างสูง ที่เรียกว่า ภูมิต้านทานแบบลูกผสม อย่างไรก็ตาม ในอนาคตอาจต้องมีการฉีดทุกปีคล้ายคลึงกับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ซึ่งจะต้องปรับเปลี่ยนให้ตรงกับสายพันธุ์ที่ระบาด และจะมีการฉีดในกลุ่มเสี่ยง และให้ประจำปี เนื่องจากผู้ที่เคยติดเชื้อแล้วก็อาจมีโอกาสติดเชื้อซ้ำได้อีก

The post นายกฯ กำชับ สธ. เตรียมพร้อมรับผู้ป่วยโควิด หลังอัตราครองเตียงทรงตัว แนะฉีดบูสเตอร์แม้เคยติดโควิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
หมอทวีศิลป์ย้ำ สวมหน้ากากในที่โล่งแจ้ง-คนหนาแน่น ลดความเสี่ยงแพร่-รับเชื้อ หลังยอดติดเชื้อโควิดเพิ่มขึ้น https://thestandard.co/taweesin-visanuyothin-repeat-mask-wearing-in-outdoor/ Thu, 14 Jul 2022 10:33:36 +0000 https://thestandard.co/?p=653867 ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน

วันนี้ (14 กรกฎาคม) นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริ […]

The post หมอทวีศิลป์ย้ำ สวมหน้ากากในที่โล่งแจ้ง-คนหนาแน่น ลดความเสี่ยงแพร่-รับเชื้อ หลังยอดติดเชื้อโควิดเพิ่มขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน

วันนี้ (14 กรกฎาคม) นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) และโฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า หลังการผ่อนคลายมาตรการต่างๆ พบว่าการติดเชื้อโควิดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และจังหวัดท่องเที่ยว ซึ่งช่วงวันหยุดยาวที่ประชาชนมีการเดินทางกลับภูมิลำเนา ท่องเที่ยว หรือรวมกลุ่มทำกิจกรรมต่างๆ ทำให้เพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อและมีโอกาสแพร่กระจายเชื้อไปสู่จังหวัดอื่นๆ มากขึ้น และแม้ที่ผ่านมาจะมีประกาศให้สามารถเลือกไม่สวมหน้ากากอนามัยได้ในพื้นที่เปิดโล่ง แต่หน้ากากอนามัยยังคงเป็นอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการแพร่เชื้อและการรับเชื้อโรคโควิด รวมถึงโรคติดเชื้อทางเดินหายใจอื่นๆ ได้ ดังนั้น แม้จะเป็นการร่วมกิจกรรมในพื้นที่เปิดโล่ง เช่น ดูดนตรีสด ดูหนังกลางแปลง เชียร์กีฬา แต่หากเป็นการอยู่ร่วมกันจำนวนมาก การเว้นระยะห่างทำได้ยาก ก็ขอให้สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาเพื่อป้องกันและลดความเสี่ยง

 

นอกจากนี้ ขอให้สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในสถานที่ปิด การระบายอากาศไม่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นกลุ่มเสี่ยง 608 คือ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หญิงตั้งครรภ์ รวมถึงผู้ที่ได้รับวัคซีนยังไม่ครบตามเกณฑ์ 3 เข็ม ผู้ติดเชื้อและผู้สัมผัสเสี่ยงสูง ต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาเมื่ออยู่ร่วมกับบุคคลอื่น

The post หมอทวีศิลป์ย้ำ สวมหน้ากากในที่โล่งแจ้ง-คนหนาแน่น ลดความเสี่ยงแพร่-รับเชื้อ หลังยอดติดเชื้อโควิดเพิ่มขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยเข้าสู่ระยะหลังการระบาดใหญ่ (Post-Pandemic) จริงหรือไม่ ประชาชนต้องระวังอะไรบ้าง https://thestandard.co/covid-post-pandemic-in-thailand/ Sat, 02 Jul 2022 07:58:47 +0000 https://thestandard.co/?p=649288 Post-Pandemic

วันที่ 1 กรกฎาคม 2565 เป็นวันที่กระทรวงสาธารณสุขและ ศบค […]

The post ไทยเข้าสู่ระยะหลังการระบาดใหญ่ (Post-Pandemic) จริงหรือไม่ ประชาชนต้องระวังอะไรบ้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Post-Pandemic

วันที่ 1 กรกฎาคม 2565 เป็นวันที่กระทรวงสาธารณสุขและ ศบค. ปักหมุดไว้ว่าประเทศไทยจะเข้าสู่ระยะ ‘หลังการระบาดใหญ่’ (Post-Pandemic) หรือถ้าพูดกันตามตรงคือโรคโควิดจะกลายเป็น ‘โรคประจำถิ่น’ (Endemic) ทั้งที่องค์การอนามัยโลกยังไม่ประกาศเช่นนั้นและยังมีโอกาสที่การระบาดใหญ่จะลากยาวต่อไปอีก แต่ดูเหมือนว่าประเทศไทยใช้ทั้ง 2 คำนี้ในเชิงการบริหารจัดการมากกว่าเชิงวิชาการ กล่าวคือเมื่อโรคมีความรุนแรงลดลง และระบบสาธารณสุขรองรับได้ ศบค. จึงผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรคเพื่อให้ประชาชนใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงกับปกติมากที่สุด

 

ระยะหลังการระบาดใหญ่คืออะไร มาตรการควบคุมโรคในระยะนี้เป็นอย่างไร ยังมีปัจจัยใดที่อาจทำให้การระบาดใหญ่ลากยาวต่อไปอีก และประชาชนจะต้องระมัดระวังอะไรบ้าง

 

ระยะหลังการระบาดใหญ่คืออะไร 

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2565 ศบค. แถลงแผนและมาตรการบริหารจัดการสถานการณ์โรคโควิด-19 สู่โรคประจำถิ่น (Endemic Approach to COVID-19) แบ่งการระบาดระลอกโอมิครอนออกเป็น 4 ระยะตามการคาดการณ์จำนวนผู้ติดเชื้อ ได้แก่

  • ระยะขาขึ้น (Combatting) 12 มีนาคม – ต้นเมษายน 2565 จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น
  • ระยะทรงตัว (Plateau) เมษายน – พฤษภาคม 2565 จำนวนผู้ติดเชื้อไม่เพิ่มขึ้น
  • ระยะขาลง (Declining) ปลายพฤษภาคม – 30 มิถุนายน 2565 จำนวนผู้ติดเชื้อลดลง
  • ระยะหลังการระบาดใหญ่ (Post-Pandemic) 1 กรกฎาคม 2565 เป็นต้นไป ออกจากการระบาดใหญ่สู่โรคประจำถิ่นหรือโรคติดต่อทั่วไป

 

ผ่านมา 3 เดือน สถานการณ์จริงของจำนวนผู้ป่วยอาการรุนแรงหรือเสียชีวิตก็มีแนวโน้มเป็นเช่นนั้น โดยจำนวนผู้ป่วยโควิดใส่ท่อช่วยหายใจเพิ่มขึ้นจนถึงจุดสูงสุดประมาณ 900 รายช่วงกลางเดือนเมษายน 2565 แล้วค่อยๆ ลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 300 รายเมื่อกลางเดือนมิถุนายน นั่นคือไทยอาจเข้าสู่ระยะหลังการระบาดใหญ่ตามแผนดังกล่าว โดยกระทรวงสาธารณสุขมองว่าสายพันธุ์โอมิครอน (ขณะนั้น BA.1 และ BA.2 เป็นสายพันธุ์หลัก) ที่แพร่ระบาดเร็วและผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรงเป็น ‘ตัวปิดเกม’ การระบาดใหญ่และจะบริหารจัดการให้กลายเป็นโรคประจำถิ่นในที่สุด

 

แต่นอกจากยอดผู้ป่วยแล้ว กระทรวงสาธารณสุขยังกำหนดเป้าหมายอัตราป่วยตายไม่เกิน 0.1% และความครอบคลุมของวัคซีนเข็มกระตุ้นมากกว่า 60% ด้วย 

 

สำหรับความแตกต่างระหว่าง ‘การระบาดใหญ่’ กับ ‘โรคประจำถิ่น’ ในทางระบาดวิทยา นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรคเคยอธิบายไว้ว่า

  • การระบาดใหญ่ (Pandemic) หมายถึง การระบาดที่เพิ่มขึ้นมากอย่างรวดเร็ว ทั้งจำนวนและกว้างขวางทางพื้นที่ภูมิศาสตร์ เช่น ข้ามพรมแดน ระบาดหลายประเทศข้ามทวีป จนมีผลกระทบอย่างรุนแรงทั้งสาธารณสุขและสังคม 
  • โรคประจำถิ่น (Endemic) หมายถึง การที่มีโรคปรากฏหรือระบาดในพื้นที่ แต่อาจจำกัดในเชิงพื้นที่ภูมิศาสตร์หรือการกระจาย และการเพิ่มขึ้นในจำนวนที่สามารถคาดการณ์ได้

 

ในขณะที่เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2565 นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่าการประกาศเป็น ‘โรคประจำถิ่น’ ต้องรอให้องค์การอนามัยโลกเป็นผู้ประกาศ ส่วนประเทศไทยจะใช้คำว่า ‘ระยะหลังการระบาดใหญ่’ คือคงไม่มีการระบาดใหญ่ในประเทศไทยแล้ว โรคลดความรุนแรงลง และระบบสาธารณสุขรองรับได้ ทั้งนี้ไม่ใช่ว่าหลังวันที่ 1 กรกฎาคมนี้จะไม่มีโรคแล้ว ยังมีคลัสเตอร์เล็ก ปานกลาง หรือใหญ่ แต่ทั้งหมดอยู่ภายใต้การควบคุม ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม มีระบบเฝ้าระวัง และเตรียมการการรักษาพยาบาลสำหรับผู้ป่วยหนัก

 

มาตรการควบคุมโรคเป็นอย่างไร

เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2565 กระทรวงสาธารณสุขจัดทำคำแนะนำสำหรับประชาชนเพื่อป้องกันโควิดเมื่อเข้าสู่ระยะหลังการระบาดใหญ่ (Post-Pandemic) สำหรับประชาชน 2 กลุ่มตามประวัติการได้รับวัคซีน ดังนี้

  • ประชาชนที่ได้รับวัคซีนเข็มหลักและเข็มกระตุ้นตามกำหนด
    • สร้างสุขอนามัยส่วนตัว เช่น การล้างมือบ่อยๆ การใช้ช้อน/แก้วน้ำส่วนตัว
    • เดินทางได้ตามปกติ และเว้นระยะห่างเมื่อเข้าไปในสถานที่แออัดหรืออากาศถ่ายเทไม่สะดวก
    • รวมกลุ่มกันได้ตามปกติ โดยประเมินความเสี่ยงของตนเองก่อนเข้าร่วมกิจกรรม และสังเกตอาการป่วย 5-7 วันหลังเข้าร่วมกิจกรรม
    • ติดตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขเพื่อเข้ารับวัคซีนเข็มกระตุ้น

 

  • ประชาชนกลุ่มเสี่ยง 608 หรือไม่ได้รับวัคซีน/ได้รับวัคซีนไม่ครบตามกำหนด
    • สร้างสุขอนามัยส่วนตัว เช่น การล้างมือบ่อยๆ การใช้ช้อน/แก้วน้ำส่วนตัว
    • เดินทางได้ตามปกติ เว้นระยะห่างตามความเหมาะสม และสวมหน้ากากอนามัยเมื่อจำเป็นต้องเข้าไปในสถานที่แออัดหรืออากาศถ่ายเทไม่สะดวก รวมถึงรถสาธารณะ
    • รวมกลุ่มกันได้ตามปกติ ควรสวมหน้ากากอนามัยเมื่อเข้าร่วมกิจกรรมและสังเกตอาการป่วย 5-7 วันหลังเข้าร่วมกิจกรรม
    • เข้ารับการฉีดวัคซีนเข็มหลักและเข็มกระตุ้นตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด

 

สังเกตว่าการสวมหน้ากากยังเป็นมาตรการป้องกันโรคที่สำคัญสำหรับประชาชนกลุ่มเสี่ยงต่ออาการรุนแรง หรือไม่ได้รับวัคซีน/ได้รับวัคซีนไม่ครบตามกำหนด 

 

นอกจากนี้ยังแนะนำกรณีมีอาการสงสัยหรืออาการระบบทางเดินหายใจ เช่น มีไข้ ไอ มีน้ำมูก เจ็บคอ มีเสมหะ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ประชาชนควรปฏิบัติ ดังนี้

  • ตรวจหาเชื้อด้วย ATK ทันที 
  • หากผลการตรวจเป็นบวก ให้สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา งดทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัวและผู้อื่น แยกของใช้ส่วนตัว หากจำเป็นต้องออกจากบ้านให้เข้มงวดมาตรการเว้นระยะห่าง ล้างมือ และสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา
  • หากมีอาการเพียงเล็กน้อย และไม่สามารถตรวจ ATK ให้หลีกเลี่ยงการเดินทางหรือใช้บริการสาธารณะ หากจำเป็นจะต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา 
  • หากมีอาการรุนแรง เช่น มีไข้สูง หอบเหนื่อย หายใจลำบาก ให้รีบไปพบแพทย์
  • หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกลุ่มเสี่ยง 608 หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา

 

และกรณีเกิดการระบาดของโควิดในพื้นที่ เช่น พบการระบาดเป็นคลัสเตอร์ หรือผู้ป่วยมีอาการป่วยรุนแรง/เสียชีวิตผิดปกติ ประชาชนควรปฏิบัติ ดังนี้

  • กลุ่มผู้ติดเชื้อ ให้ปฏิบัติตามข้อแนะนำเมื่อมีอาการสงสัยโควิด 
  • กลุ่มผู้สัมผัส ให้เฝ้าระวังอาการตนเองอย่างน้อย 5 วัน หากพบอาการสงสัยให้ตรวจหาเชื้อด้วย ATK ทันที 
  • ประชาชนทั่วไปที่อยู่ในบริเวณที่มีการระบาด ให้ป้องกันตนเองโดยปฏิบัติตาม Universal Prevention 
  • สถานประกอบการที่มีการพบผู้ติดเชื้อหรือมีการระบาดเป็นวงกว้าง อาจพิจารณาใช้มาตรการ Work from Home หรือดำเนินตามมาตรการ COVID-Free Setting

 

สำหรับมาตรการทางสังคม ศบค. ผ่อนคลายหลายมาตรการ ได้แก่ การปรับพื้นที่สถานการณ์เป็นพื้นที่สีเขียวทั่วประเทศ การเปิดสถานบันเทิงได้ตามปกติและดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ตามที่กฎหมายเดิมกำหนด การสวมหน้ากากอนามัยตามความสมัครใจ แต่กระทรวงสาธารณสุขยังคงแนะนำให้สวมหน้ากากเมื่อในอยู่ในสถานที่แออัดหรืออากาศถ่ายเทไม่สะดวก ส่วนการเดินทางเข้าประเทศไม่ต้องลงทะเบียน Thailand Pass แต่ให้แสดงเอกสารการได้รับวัคซีนครบ หรือหากได้รับวัคซีนไม่ครบต้องผลตรวจหาเชื้อภายใน 72 ชั่วโมงก่อนเดินทาง

 

ความเสี่ยงในช่วงกลางปี 2565

คีย์เวิร์ดของการระบาดใหญ่คือ ‘ข้ามทวีป’ ส่วนของโรคประจำถิ่นคือ ‘จำกัดพื้นที่’ และ ‘คาดการณ์ได้’ การประกาศว่าการระบาดใหญ่สิ้นสุดลงหรือเป็นโรคประจำถิ่นแล้วก็อาจทำให้ประชาชนเกิดความสับสน เพราะปัจจุบันโควิดยังระบาดทั่วโลกและคาดการณ์ไม่ได้ โดยขณะนี้โอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.4 และ BA.5 กำลังระบาดในหลายประเทศ ทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นใน 110 ประเทศ รวมทั่วโลกเพิ่มขึ้น 20% และจำนวนผู้เสียชีวิตก็เพิ่มขึ้นด้วย โดยเฉพาะภูมิภาคตะวันออกกลาง (เพิ่ม 22%) เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (เพิ่ม 15%) และอเมริกา (เพิ่ม 11%)

 

BA.4 และ BA.5 เป็นสายพันธุ์ที่กลายพันธุ์ต่อมาจากโอมิครอนเดิม จากการเฝ้าระวังทั่วโลกพบสัดส่วนของ BA.4 เพิ่มขึ้นจาก 9% เป็น 12% และ BA.5 เพิ่มขึ้นจาก 28% เป็น 43% มีคุณสมบัติหลบหลีกภูมิคุ้มได้ดีทำให้มีโอกาสติดเชื้อซ้ำได้ ส่วนความรุนแรงยังต้องรอการศึกษาเพิ่มเติม แต่จากข้อมูลเบื้องต้นที่พบการกลายพันธุ์ตำแหน่งเดียวกับสายพันธุ์เดลตา และพบอัตราการรักษาตัวในโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นในโปรตุเกส (แต่ยังต่ำกว่าจุดสูงสุดของระลอกก่อนหน้า และผู้ป่วยที่รักษาตัวในโรงพยาบาลส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ) ก็อาจทำให้สายพันธุ์นี้น่ากังวลอยู่ไม่น้อย

 

ส่วนในประเทศไทย คาดว่าสายพันธุ์ BA.4 และ BA.5 กลายเป็นสายพันธุ์หลักภายในกลางเดือนกรกฎาคมนี้ เพราะจากการเฝ้าระวังของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ระหว่างวันที่ 18-24 มิถุนายน 2565 พบทั้ง 2 สายพันธุ์เป็นสัดส่วน 44.3% แล้ว พร้อมกับจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นในหลายจังหวัด ถึงแม้จำนวนผู้ป่วยรายใหม่จะคงที่ประมาณ 2,000 รายต่อวัน แต่จำนวนผู้ป่วยปอดอักเสบมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจาก 593 รายเป็น 690 รายในรอบ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา และจากข้อมูลของ ศบค. เมื่อกลางเดือนมิถุนายน มี 17 จังหวัดที่เริ่มพบผู้ติดเชื้อที่ลงทะเบียนรับการรักษาเพิ่มขึ้น ได้แก่ พิจิตร, กรุงเทพฯ, นนทบุรี, ปทุมธานี, สมุทรปราการ, สมุทรสาคร, ชลบุรี, เพชรบุรี, กระบี่, ภูเก็ต, ชัยนาท, อุตรดิตถ์, อุบลราชธานี, ยโสธร, อำนาจเจริญ, ตราด, สตูล (7 จังหวัดหลังสุดมีแนวโน้มลดลงแล้วเป็นระลอกขนาดเล็ก) ทำให้ในช่วงนี้หลายคนเริ่มได้ยินข่าวคนใกล้ตัวติดเชื้อ และเตียงผู้ป่วยโควิดในโรงพยาบาลเริ่มกลับมาตึงมืออีกครั้ง ดังนั้นปัจจัยสำคัญจึงอยู่ที่ ‘ไวรัส’ ซึ่งหากยังมีการกลายพันธุ์ต่อเนื่องก็ทำให้มีโอกาสสูงมากที่การระบาดใหญ่จะลากยาว อย่างไรก็ตามฤดูฝนเป็นช่วงที่ไวรัสทางเดินหายใจจะระบาดเพิ่มขึ้นอยู่แล้วจึงต้องติดตามต่อไปว่าเป็นการระบาดตามฤดูกาลหรือไม่

 

ปัจจัยสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ ‘ภูมิคุ้มกัน’ ของประชาชน เนื่องจากไวรัสมีการกลายพันธุ์เร็วและมักจะหลบหลีกภูมิคุ้มกันมากขึ้น ประชาชนจึงต้องมีระดับภูมิคุ้มกันที่สูงมากพอในการป้องกันการติดเชื้อและอาการรุนแรง กระทรวงสาธารณสุขจึงแนะนำให้ประชาชนที่ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มแล้วเข้ารับการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นที่ 3 เดือน ซึ่งปัจจุบันอัตราการฉีดเข็มกระตุ้นยังต่ำอยู่ โดยในภาพรวมคิดเป็น 42.6% (ประมาณ 30 ล้านคน) และในกลุ่มผู้สูงอายุคิดเป็น 46.5% (ประมาณ 6 ล้านคน) ดังนั้นผู้ที่ครบกำหนดฉีดวัคซีนควรไปรับวัคซีนเข็มที่ 3 เพื่อความปลอดภัยในช่วงกลางปี 2565 นี้ 

 

อีกทั้งรัฐบาลจะต้องออกมาตรการจูงใจให้ประชาชนเข้ารับวัคซีนเข็มกระตุ้น โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงต่ออาการรุนแรง ในขณะที่การประกาศ ‘ระยะหลังการระบาดใหญ่’ อาจทำให้ประชาชนเห็นว่าไม่จำเป็นต้องป้องกันตนเองแล้ว ทั้งที่เป็นระยะเปลี่ยนผ่านการบริหารจัดการโรคระบาดเท่านั้น ซึ่งล่าสุด ศบค. เตรียมทบทวนการผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรคในสัปดาห์หน้า แต่ควรเน้นไปที่การเฝ้าระวังโรค โดยให้ยอดผู้ป่วยที่รายงานสะท้อนแนวโน้มจริงและความเสี่ยงที่ประชาชนต้องระมัดระวัง และการสวมหน้ากากในสถานที่แออัดหรือภายในอาคารเพื่อป้องกันการติดเชื้อ

 

โดยสรุปถึงแม้ในเดือนกรกฎาคม 2565 นี้ ประเทศไทยจะเข้าสู่ระยะ ‘หลังการระบาดใหญ่’ ตามแผนของกระทรวงสาธารณสุขและ ศบค. แต่สถานการณ์จริงการระบาดใหญ่ยังไม่สิ้นสุดลงและโควิดยังไม่ใช่โรคประจำถิ่น ขณะนี้มีการระบาดของสายพันธุ์ย่อย BA.4 และ BA.5 แทนที่โอมิครอนเดิม ซึ่งอาจทำให้มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น และไวรัสยังอาจกลายพันธุ์ต่อไปอีกโดยไม่สามารถคาดการณ์ความรุนแรงได้ การฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นจึงมีความสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง 608 

 

ผู้ที่ได้รับวัคซีนเข็มหลักและเข็มกระตุ้นตามกำหนดแล้วสามารถเดินทางและรวมกลุ่มได้ตามปกติ แต่ยังต้องสร้างสุขอนามัยส่วนตัว และสังเกตอาการป่วย 5-7 วันหลังเข้าร่วมกิจกรรม

 

อ้างอิง:

The post ไทยเข้าสู่ระยะหลังการระบาดใหญ่ (Post-Pandemic) จริงหรือไม่ ประชาชนต้องระวังอะไรบ้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศบค. ห่วงกลุ่มผู้ป่วยปอดอักเสบหลังมีทิศทางสูงขึ้น บอกเป็นไปตามคาดการณ์ เผยเตรียมประชุมใหญ่ทบทวนมาตรการ 8 ก.ค. นี้ https://thestandard.co/moicovid-worried-about-group-of-pneumonia-patients-after-higher/ Thu, 30 Jun 2022 09:34:20 +0000 https://thestandard.co/?p=648482 อภิสมัย ศรีรังสรรค์

วันนี้ (30 มิถุนายน) พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษก […]

The post ศบค. ห่วงกลุ่มผู้ป่วยปอดอักเสบหลังมีทิศทางสูงขึ้น บอกเป็นไปตามคาดการณ์ เผยเตรียมประชุมใหญ่ทบทวนมาตรการ 8 ก.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อภิสมัย ศรีรังสรรค์

วันนี้ (30 มิถุนายน) พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) กล่าวว่า ที่ประชุมศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด (ศปก.ศบค.) มีความเป็นห่วงกลุ่มผู้ป่วยปอดอักเสบที่มีทิศทางสูงขึ้น ซึ่งเป็นไปตามการคาดการณ์ เพราะสัปดาห์ที่ผ่านมาหลังมีการปลดล็อกมาตรการสวมหน้ากากอนามัยให้มีการผ่อนคลายมากขึ้น รวมทั้งการเปิดให้บริการสถานบันเทิงใน 31 จังหวัด 

 

ซึ่งทางกระทรวงสาธารณสุขมีการคาดการณ์สถานการณ์ผู้ติดเชื้อหรือผู้ที่เข้ารับการรักษาพยาบาลเพิ่มขึ้น และสิ่งที่ ศบค. ชุดเล็ก ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง คือต้องให้อยู่ในเกณฑ์ที่ระบบสาธารณสุขไม่ว่าจะเป็นอัตราการครองเตียง ศักยภาพของบุคลากรในแต่ละพื้นที่ที่ยังสามารถรองรับได้ ซึ่งปัจจุบันอัตราการครองเตียงระดับ 2 และ 3 อยู่ที่ 9.9% ซึ่งมีเฉพาะบางจังหวัดใหญ่ๆ เช่น จังหวัดสมุทรปราการ ที่อัตราครองเตียงระดับ 2 และ 3 สูงเกิน 20% แต่อย่างไรก็ตามยังไม่เกิน 25% ที่สาธารณสุขคาดการณ์ไว้

 

ด้านการเข้ารับการรักษาพยาบาลของประชาชนพบว่า ในส่วนของการรักษาในโรงพยาบาลสนามหรือศูนย์กักกันในชุมชน ซึ่งก่อนหน้านี้มีการใช้ค่อนข้างเยอะ ปัจจุบันสัดส่วนลดลงอย่างมาก ประชาชนส่วนมากได้ลงทะเบียนขอรับการรักษาแบบผู้ป่วยนอก ซึ่งอาจทำให้การรักษาในโรงพยาบาลลดลงเป็นลำดับ

 

นอกจากนี้ พญ.อภิสมัยระบุอีกว่า การประชุม ศบค. ชุดใหญ่ จะมีขึ้นวันที่ 8 กรกฎาคมนี้ คาดว่าจะมีการเสนอมาตรการต่างๆ มากมาย รวมถึงมีการทบทวนมาตรการที่ได้ประกาศออกไปแล้ว จะมีการปรับขึ้นหรือลงอย่างไรก็ขอให้ประชาชนติดตาม แต่ต้องเน้นย้ำว่าทุกมาตรการทำแบบค่อยเป็นค่อยไป การเปลี่ยนผ่านคงไม่ได้เปลี่ยนแบบก้าวกระโดด

 

ส่วนการกลายพันธ์ุโควิดสายพันธ์ุ BA.4, BA.5 มีความน่ากังวลแค่ไหนนั้น พญ.อภิสมัยระบุว่า สายพันธุ์ BA.4, BA.5 กรมวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข มีการติดตามอย่างใกล้ชิด ซึ่งมีการรายงานว่า ผู้ที่พบส่วนใหญ่เป็นผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ พบในประชาชนไทยบ้าง แต่เป็นสัดส่วนที่น้อยกว่ามาก และจากการรายงานของกระทรวงสาธารณสุขพบว่า ปัจจุบันในการติดตามข้อมูลขององค์การอนามัยโลกหรือการรายงานจากต่างประเทศ ยังไม่พบว่ามีความรุนแรงเทียบเท่ากับสายพันธุ์เดลตา 

 

“อย่างไรก็ตาม คงเร็วเกินไปที่จะสรุป จึงยังต้องเน้นย้ำว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และกระทรวงสาธารณสุข รวมทั้ง ศบค. ชุดเล็ก จะมีการติดตามการกลายพันธุ์อย่างต่อเนื่อง ในเบื้องต้นยังไม่มีการปรับมาตรการที่แตกต่างจากการสรุปจาก ศบค. ชุดใหญ่ เมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา แต่หากมีการปรับอย่างไรคงต้องมีการนำเสนอเข้าที่ประชุม ศบค. ชุดใหญ่ ในวันที่ 8 กรกฎาคมนี้” พญ.อภิสมัยกล่าว

 

The post ศบค. ห่วงกลุ่มผู้ป่วยปอดอักเสบหลังมีทิศทางสูงขึ้น บอกเป็นไปตามคาดการณ์ เผยเตรียมประชุมใหญ่ทบทวนมาตรการ 8 ก.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ใครและสถานที่ใด ถอดหน้ากากได้โดยสมัครใจ https://thestandard.co/no-mask-on-demand/ Sat, 18 Jun 2022 06:44:08 +0000 https://thestandard.co/?p=643469 หน้ากาก

สถานการณ์การระบาดของโควิดในประเทศไทยมีแนวโน้มลดลง วันที […]

The post ใครและสถานที่ใด ถอดหน้ากากได้โดยสมัครใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หน้ากาก

สถานการณ์การระบาดของโควิดในประเทศไทยมีแนวโน้มลดลง วันที่ 17 มิถุนายน 2565 นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) แถลงว่าที่ประชุม ศบค. ชุดใหญ่ มีมติผ่อนคลายมาตรการสังคมเปลี่ยนผ่านสู่ระยะหลังการระบาดใหญ่ (Post-Pandemic) ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ ‘การถอดหน้ากาก’ โดยสมัครใจ หรือการกำหนดให้ใครและสถานที่ใดสามารถถอดหน้ากากได้

 

ข้อปฏิบัติแบ่งเป็น 2 กรณีคือ ประชาชนกลุ่มเฉพาะ และประชาชนทั่วไป/ผู้ใช้บริการ

 

สำหรับประชาชนกลุ่มเฉพาะ

  • ผู้ติดเชื้อ/ผู้สัมผัสเสี่ยงสูง ให้สวมหน้ากากตลอดเวลา เมื่อจำเป็นต้องอยู่ร่วมกับบุคคลอื่น
  • กลุ่ม 608 ที่ไม่ได้รับวัคซีนครบตามเกณฑ์ ควรสวมหน้ากากเมื่ออยู่ร่วมกับบุคคลอื่น 

 

โดย ‘กลุ่ม 608’ หมายถึงผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ผู้มีโรคประจำตัว 7 กลุ่มโรค ได้แก่ โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง, โรคหัวใจและหลอดเลือด, ไตวายเรื้อรัง, โรคหลอดเลือดสมอง, ภาวะอ้วน, มะเร็ง และเบาหวาน และหญิงตั้งครรภ์ ส่วนการได้รับวัคซีน ‘ครบตามเกณฑ์’ ปัจจุบันกำหนดที่ 2 เข็ม แต่ควรได้รับวัคซีนกระตุ้นเข็มที่ 3 หลังฉีดครบ 3 เดือน เนื่องจากภูมิคุ้มกันลดลงตามระยะเวลา และไวรัสมีการกลายพันธุ์

 

สำหรับประชาชนทั่วไป/ผู้ใช้บริการ

แบ่งเป็น 2 กรณีย่อยคือ

  • สถานที่ภายนอกอาคาร ที่โล่งแจ้ง ให้สวมหน้ากาก เมื่ออยู่ร่วมกับบุคคลอื่น โดยไม่สามารถเว้นระยะห่าง มีความแออัด มีการรวมกลุ่มคนจำนวนมาก หรือมีการระบายอากาศไม่ดี เช่น ขนส่งสาธารณะ ตลาด สนามกีฬา หรือสถานที่แสดงดนตรีที่มีผู้ชม
  • สถานที่ภายในอาคาร ให้สวมหน้ากาก ยกเว้นกรณี
    • อยู่คนเดียว
    • หากอยู่ร่วมกับบุคคลอื่นที่ไม่ได้อาศัยอยู่ที่พำนักเดียวกัน ต้องสามารถเว้นระยะห่างได้ ไม่รวมกลุ่มแออัด และอยู่ในที่ระบายอากาศได้ดี
    • มีกิจกรรมที่จำเป็นต้องถอดหน้ากาก เช่น รับประทานอาหาร ออกกำลังกาย บริการบริเวณใบหน้า ศิลปะการแสดง ฯลฯ ทั้งนี้ให้ดำเนินการด้วยความระมัดระวัง เมื่อกิจกรรมนั้นเสร็จสิ้นควรสวมหน้ากากทันที

 

โดยจะเริ่มปฏิบัติเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งคาดว่าเป็นวันที่ 1 กรกฎาคม 2565 เป็นต้นไป

 

สังเกตว่าแนวทางข้างต้นเป็นการปฏิบัติตัวตามความเสี่ยง ทั้งความเสี่ยงต่ออาการรุนแรง (ประเมินจากปัจจัยส่วนบุคคลและการได้รับวัคซีน) และความเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อในสถานที่นั้นๆ (ประเมินจากการเว้นระยะห่างจากผู้อื่น และการระบายอากาศ ซึ่งสถานที่นอกอาคารจะถ่ายเทได้ดี)

 

ทั้งนี้ ศบค. เน้นว่า ‘หน้ากาก’ ยังคงมีประโยชน์ในการป้องกัน ทั้งการแพร่เชื้อและการรับเชื้อโควิดและโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจอื่นๆ รวมถึงยังสามารถป้องกันปัจจัยอื่นที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น ฝุ่นละอองขนาดเล็ก จึงควรพกหน้ากากทุกครั้งเมื่อออกจากบ้าน และสามารถนำมาสวมเมื่อมีความเสี่ยง

 

 

ภาพประกอบ: ฉัตรชัย เฉยชิต

อ้างอิง:

The post ใครและสถานที่ใด ถอดหน้ากากได้โดยสมัครใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
คลายข้อสงสัยมาตรการ ‘ถอดหน้ากากอนามัย’ ไปสวนสาธารณะ เดินตลาด ถอดได้หรือไม่ มีผลวันไหน? https://thestandard.co/mask-wearing-clarification/ Sat, 18 Jun 2022 04:12:49 +0000 https://thestandard.co/?p=643430 ถอดหน้ากากอนามัย

หลังจากเมื่อวานนี้ (17 มิถุนายน) ที่การประชุมคณะกรรมการ […]

The post คลายข้อสงสัยมาตรการ ‘ถอดหน้ากากอนามัย’ ไปสวนสาธารณะ เดินตลาด ถอดได้หรือไม่ มีผลวันไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดหน้ากากอนามัย

หลังจากเมื่อวานนี้ (17 มิถุนายน) ที่การประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) มีการพิจารณาผ่อนคลายมาตรการหลากหลายประเด็น แต่ไฮไลต์สำคัญจากที่ประชุมครั้งนี้คือ มาตรการให้ ‘ถอดหน้ากากอนามัย’ ในที่โล่งแจ้งได้แล้ว 

 

อย่างไรก็ตาม แม้ประเด็นการอนุญาตให้ถอดหน้ากากอนามัยจะปรากฏบนหน้าสื่อให้ประชาชนได้รับทราบกันมาระยะหนึ่งบ้างแล้ว แต่ในแง่ของวิธีการปฏิบัติ รวมถึงข้อสงสัยกับคำที่ว่าให้ ‘ถอด’ ได้นั้น ในความเป็นจริงควรถอดได้ในโอกาสใด ในสถานที่แบบไหน เพราะข้อมูลที่พรั่งพรูอยู่บนโลกออนไลน์เวลานี้ อาจกำลังสร้างความสับสนให้ประชาชนเกี่ยวกับวิธีการปฏิบัติอยู่ไม่น้อย

 

THE STANDARD หยิบยกข้อมูลจากกรมอนามัย เกี่ยวกับข้อมูลถาม-ตอบ เรื่องการถอดหน้ากากอนามัย หลัง ศบค. อนุญาตให้ถอดหน้ากากได้ในที่โล่งแจ้ง ประชาชนสามารถ ‘ถอด-สวม’ ตอนไหนได้บ้าง และข้อกำหนดนี้มีผลวันไหน

 

Q: สามารถถอดหน้ากากได้ที่ไหนบ้าง?

 

A:

  • เมื่ออยู่นอกอาคารในที่โล่งแจ้ง
  • อยู่คนเดียว
  • เมื่ออยู่ในอาคาร ที่เว้นระยะห่างได้
  • ไม่แออัด และระบายอากาศได้ดี
  • ขณะที่รับประทานอาหาร/เครื่องดื่ม
  • ออกกำลังกาย แสดงมหรสพ ถ่ายทำภาพยนตร์

 

ทั้งนี้ เมื่อกิจกรรมเสร็จสิ้นควรสวมหน้ากากทันที

 

Q: เมื่อไปตลาดถอดได้หรือไม่?

 

A: ถอดหน้ากากได้ และควรสวมหน้ากากเมื่ออยู่ในบริเวณที่ผู้คนแออัด หรือเข้าไปในจุดที่มีการระบายอากาศที่ไม่ดี / พ่อค้า-แม่ขายควรสวมขณะให้บริการ

 

Q: เมื่ออยู่ที่สวนสาธารณะ ชายหาด ชายทะเล ถอดได้หรือไม่?

 

A: ถอดได้ตามความสมัครใจ หากเว้นระยะห่างจากผู้อื่น 

 

Q: ควรสวมหน้ากากหรือไม่ หากโดยสารเครื่องบิน รถไฟ หรือขนส่งสาธารณะ

 

A: ควรสวมหน้ากาก เนื่องจากสถานที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ปิด และต้องอยู่กับร่วมกับผู้อื่น

 

Q: ขณะออกกำลังกายถอดหน้ากากได้หรือไม่?

 

A: ถอดได้ แต่ต้องเว้นระยะห่างจากคนอื่น หรืออยู่ในที่มีการระบายอากาศที่ดี 

 

Q: อยู่ร้านอาหาร ถอดหน้ากากได้หรือไม่?

 

A: ถอดได้ขณะรับประทานอาหาร และสวมหลังรับประทานเสร็จ

กรณีอยู่ร่วมกับผู้อื่นที่ไม่มีความเสี่ยง สามารถถอดได้ (แต่ควรใช้ช้อนกลางส่วนตัว) ขณะที่พนักงานที่ให้บริการต้องสวมตลอดเวลา

 

Q: พิธีกร นักข่าว นักแสดง นักร้อง ถอดหน้ากากได้หรือไม่?

 

A: ถอดได้ขณะปฏิบัติงาน โดยเว้นระยะห่างระหว่างบุคคล จัดให้สถานที่มีการระบายอากาศที่ดี เมื่อเสร็จกิจกรรมแล้วควรสวมหน้ากากทันที

 

Q: เมื่ออยู่ในรถยนต์ส่วนตัว ถอดหน้ากากได้หรือไม่?

 

A: ถอดได้ เมื่ออยู่คนเดียวหรืออยู่กับคนที่พักอาศัยในบ้านเดียวกัน

 

Q: ไปดูคอนเสิร์ตถอดหน้ากากได้หรือไม่?

 

A: ผู้เข้าร่วมงานควรสวมหน้ากาก ทั้งงานที่จัดแบบนอกและในอาคาร เนื่องจากมีการรวมกลุ่มของคนจำนวนมากและอยู่ใกล้ชิดกัน / ส่วนนักร้อง นักแสดง ถอดได้ขณะทำกาารแสดง / สตาฟฟ์หรือทีมงานควรสวมหน้ากากขณะปฏิบัติงาน

 

Q: ไปห้างสรรพสินค้าถอดได้หรือไม่?

 

A: ควรสวมหน้ากาก ยกเว้นกรณีอยู่ในพื้นที่สามารถเว้นระยะห่างจากคนอื่นได้ หรือระหว่างรับประทานอาหารให้ถอดได้

 

Q: บุคคลใดควรสวมหน้ากากตลอดเวลา

 

A:

  • กลุ่ม 608 ที่ไม่ได้รับวัคซีนครบตามเกณฑ์ เมื่ออยู่ร่วมกับผู้อื่น
  • ผู้ติดเชื้อ/ผู้สัมผัสเสี่ยงสูง ต้องสวมเมื่อจำเป็นต้องอยู่ร่วมกับคนอื่น
  • พนักงาน/ผู้ให้บริการ ต้องสวมในขณะที่ให้บริการ

 

Q: พักอาศัยบ้านเดียวกัน ต้องสวมหน้ากากหรือไม่?

 

A: หากคนในบ้านไม่มีความเสี่ยงไม่จำเป็นต้องสวม

ทั้งนี้ ควรสวมเมื่ออยู่กับผู้ป่วยโควิดหรือกลุ่ม 608 ที่ไม่ได้รับวัคซีนครบตามเกณฑ์

 

Q: กรณีที่ฉีดวัคซีนแล้ว ยังคงต้องสวมหน้ากากหรือไม่

 

A: หากอยู่ในอาคาร สถานที่แออัด หรือรวมกลุ่มกับคนจำนวนมาก ควรสวมหน้ากากเพื่อป้องกัน แม้ฉีดวัคซีนครบตามเกณฑ์แล้วก็ตาม

 

ทั้งนี้ข้อกำหนดเรื่องมาตรการให้ถอดหน้ากากอนามัยนั้น ประชาชนเริ่มดำเนินการได้หลังมีประกาศราชกิจจานุเบกษาอย่างเป็นทางการ โดยคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงวันที่ 1 กรกฎาคม 2565

 

อ้างอิง:

The post คลายข้อสงสัยมาตรการ ‘ถอดหน้ากากอนามัย’ ไปสวนสาธารณะ เดินตลาด ถอดได้หรือไม่ มีผลวันไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>