ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ศูนย์จีโนมทางการแพทย์/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 20 Jul 2022 03:47:26 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ศูนย์จีโนมฯ เผย ไทยเจอโอมิครอนสายพันธุ์ ‘BA.2.75’ แล้ว 1 ราย คาดหลบภูมิเก่ง-ดื้อวัคซีน https://thestandard.co/thailand-has-found-1-omicron-species-ba-2-75/ Wed, 20 Jul 2022 03:47:26 +0000 https://thestandard.co/?p=656215 โอมิครอน

วันนี้ (20 กรกฎาคม) ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ […]

The post ศูนย์จีโนมฯ เผย ไทยเจอโอมิครอนสายพันธุ์ ‘BA.2.75’ แล้ว 1 ราย คาดหลบภูมิเก่ง-ดื้อวัคซีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
โอมิครอน

วันนี้ (20 กรกฎาคม) ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ออกมาโพสต์ภาพและข้อความผ่านทางเพจเฟซบุ๊ก Center for Medical Genomics เกี่ยวกับการพบโอมิครอน สายพันธุ์ย่อย BA.2.75 แล้ว 1 รายในประเทศไทย ที่จังหวัดตรัง ซึ่งเก็บตัวอย่างโดยศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 12/1 จังหวัดตรัง เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2565 

 

โดยระบุว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนม และอัปโหลดขึ้นบนฐานข้อมูลโควิดโลก GISAID เป็นที่เรียบร้อยเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2565 และจากข้อมูลพบว่า โอมิครอน สายพันธุ์ย่อย BA.2.75 มีการกลายพันธุ์ต่างไปจากไวรัสดั้งเดิมอู่ฮั่น ประมาณ 90 ตำแหน่ง ซึ่งตัว BA.2.75 อุบัติขึ้นครั้งแรกในอินเดีย ขณะนี้มีการแพร่ระบาดไปทั่วโลก นักวิทยาศาสตร์สามารถเก็บตัวอย่างถอดรหัสพันธุกรรมได้ 338 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 19 กรกฎาคม 2565) 

 

ทั้งนี้ หากถามว่า BA.2.75 หลบภูมิเก่ง ดื้อวัคซีน ดื้อยา หรือไม่นั้น ทางศูนย์จีโนมฯ ให้ข้อมูลเสริมว่า BA.2.75 กลายพันธุ์ไปถึง 100 ตำแหน่ง คาดว่าจะหลบภูมิคุ้มกันจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 สายพันธุ์ก่อนได้ดี และดื้อต่อวัคซีนที่ต่างจากไวรัสอู่ฮั่นดั้งเดิม และควรเลือกใช้ยาแอนติบิดีสังเคราะห์ (Monoclonal Antibody) ให้สอดคล้องกับโอมิครอนสายพันธุ์ย่อยที่ผู้ป่วยติดเชื้ออยู่

 

แต่ที่น่าสังเกตคือการระบาดของ BA.2.75 ในประเทศอินเดีย, ประเทศต้นกำเนิดเมื่อต้นเดือนมิถุนายน 2565 มีการระบาดไม่ยาวนาน ขณะนี้ใกล้จะสงบลงแล้ว อาจสืบเนื่องมาจากในอินเดียมีการระบาดใหญ่ของ BA.2 มาก่อน ภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นอาจทำให้การระบาดของ BA.2.75 ซึ่งกลายพันธุ์มาจาก BA.2 ไม่ขยายวงกว้าง ซึ่งในประเทศไทยเองก็มีการระบาดใหญ่ของ BA.2 มาก่อนเช่นเดียวกัน 

 

ขณะที่ประเทศสิงคโปร์ พบผู้ติดเชื้อ BA.2.75 สองรายแรกเดินทางกลับมาจากประเทศอินเดียเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2565 แยกกักตัวเอง ไม่มีอาการใดๆ กระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์แถลงกับประชาชนว่ายังไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ในขณะนี้ที่แสดงให้เห็นว่า BA.2.75 มีการติดเชื้อและอาการที่รุนแรง (Virulence or Severity) แตกต่างไปจากโอมิครอนสายพันธุ์อื่นที่ระบาดมาก่อนหน้านี้

 

อ้างอิง: 

The post ศูนย์จีโนมฯ เผย ไทยเจอโอมิครอนสายพันธุ์ ‘BA.2.75’ แล้ว 1 ราย คาดหลบภูมิเก่ง-ดื้อวัคซีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศูนย์จีโนมฯ เผยไทยเจอผู้ติดเชื้อโควิดสายพันธุ์ลูกผสม ‘XE’ แล้ว 1 ราย สามารถแพร่ระบาดและติดต่อได้ง่ายกว่าทุกสายพันธุ์ https://thestandard.co/center-for-medical-genomics-found-coronavirus-xe-kind/ Sat, 02 Apr 2022 10:57:16 +0000 https://thestandard.co/?p=613393 ศูนย์จีโนมฯ เผยไทยเจอผู้ติดเชื้อโควิดสายพันธุ์ลูกผสม ‘XE’ แล้ว 1 ราย สามารถแพร่ระบาดและติดต่อได้ง่ายกว่าทุกสายพันธุ์

วันนี้ (2 เมษายน) ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์โร […]

The post ศูนย์จีโนมฯ เผยไทยเจอผู้ติดเชื้อโควิดสายพันธุ์ลูกผสม ‘XE’ แล้ว 1 ราย สามารถแพร่ระบาดและติดต่อได้ง่ายกว่าทุกสายพันธุ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศูนย์จีโนมฯ เผยไทยเจอผู้ติดเชื้อโควิดสายพันธุ์ลูกผสม ‘XE’ แล้ว 1 ราย สามารถแพร่ระบาดและติดต่อได้ง่ายกว่าทุกสายพันธุ์

วันนี้ (2 เมษายน) ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี โพสต์ข้อความและภาพผ่านเฟซบุ๊ก Center for Medical Genomics  ระบุว่า หลังจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ออกคำเตือนเกี่ยวกับโอมิครอนสายพันธุ์ลูกผสม ‘XE’ (เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2565) ที่แพร่เชื้อติดต่อได้ง่ายและรวดเร็วกว่าโควิดทุกสายพันธุ์ที่เราเคยประสบมา 

 

โดยให้ข้อมูลว่า XE เป็นสายพันธุ์ลูกผสมระหว่างโอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.1 x BA.2 ไม่ใช่ ‘เดลตาครอน’ ซึ่งเป็นสายพันธู์ลูกผสมระหว่าง ‘เดลตา x โอมิครอน’  ซึ่งทาง WHO ยังไม่ตั้งชื่อให้อย่างเป็นทางการจนกว่า XE จะแสดงอาการทางคลินิกที่รุนแรงแตกต่างไปจากสายพันธุ์อื่นอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนสายพันธุ์ลูกผสม เดลตาครอน หรือ ‘XD’ ทาง WHO แจ้งว่าไม่พบการระบาดที่รวดเร็ว และอาการที่รุนแรงแต่ประการใด

 

โดยล่าสุดศูนย์จีโนมทางการแพทย์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ตรวจพบสายพันธุ์ลูกผสม XE จากการถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนมจากตัวอย่างสวอปจากผู้ติดเชื้อชาวไทย 1 ราย และจากการตรวจกรองด้วยเทคโนโลยี Massarray Genotyping พบสายพันธุ์ลูกผสมเดลตาครอนอีก 1 ราย ซึ่งต้องตรวจยืนยันซ้ำด้วยการถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนมอีกครั้งหนึ่ง

 

ทั้งนี้ โอมิครอนสายพันธุ์ลูกผสม XE พบครั้งแรกในสหราชอาณาจักรเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2565 โดยมีการถอดรหัสพันธุ์กรรมทั้งจีโนมและอัปโหลดขึ้นไปแชร์ไว้บนฐานข้อมูลโควิดของโลกแล้วมากกว่า 600 ตัวอย่าง 

 

โดย WHO ประเมินว่า สายพันธุ์ลูกผสม XE มีอัตราการแพร่ระบาด (Growth Advantage) เหนือกว่า BA.2 ถึง 10% อย่างไรก็ตาม ยังต้องรอข้อมูลจากทั่วโลกที่ร่วมด้วยช่วยกันถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนมอีกระยะหนึ่ง เพื่อยืนยันอีกครั้งถึงความสามารถของ XE

 

ขณะเดียวกันตามรายงานของสำนักงานบริการสุขภาพแห่งสหราชอาณาจักร (UK Health Services Agency) หรือ UKHSA ยืนยันเช่นเดียวกันว่าสายพันธุ์ลูกผสม XE สามารถแพร่ระบาดได้รวดเร็วกว่า BA.2 ประมาณ 10% และแพร่ได้รวดเร็วกว่าโอมิครอนสายพันธุ์ดั้งเดิม (B.1.1.529) ถึง 43% ซึ่งคงต้องอาศัยเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าสายพันธุ์ลูกผสม XE จะกลายเป็นคลื่นระลอกใหม่ที่ระบาดไปทั่วโลกและเข้ามาแทนที่ BA.2 ได้หรือไม่

 

อ้างอิง:

The post ศูนย์จีโนมฯ เผยไทยเจอผู้ติดเชื้อโควิดสายพันธุ์ลูกผสม ‘XE’ แล้ว 1 ราย สามารถแพร่ระบาดและติดต่อได้ง่ายกว่าทุกสายพันธุ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศูนย์จีโนมฯ เปิดข้อมูล ‘ติดเชื้อโควิดซ้ำ’ น่ากังวลหรือไม่ https://thestandard.co/center-for-medical-genomics-say-about-twice-coronavirus-infection/ Tue, 29 Mar 2022 10:22:49 +0000 https://thestandard.co/?p=611807 ศูนย์จีโนมฯ เปิดข้อมูล ‘ติดเชื้อโควิดซ้ำ’ น่ากังวลหรือไม่

วันนี้ (29 มีนาคม) ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์โ […]

The post ศูนย์จีโนมฯ เปิดข้อมูล ‘ติดเชื้อโควิดซ้ำ’ น่ากังวลหรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศูนย์จีโนมฯ เปิดข้อมูล ‘ติดเชื้อโควิดซ้ำ’ น่ากังวลหรือไม่

วันนี้ (29 มีนาคม) ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี โพสต์ข้อความและภาพผ่านเฟซบุ๊กเกี่ยวกับการพบการติดเชื้อซ้ำของโรคโควิดภายในเวลา 1 เดือน คือสิ่งที่น่ากังวลใจหรือไม่ เพราะเหตุใด ในรูปแบบของการถาม-ตอบ กับคำถาม 4 ประเด็นที่จะช่วยให้ประชาชนเข้าใจการติดเชื้อซ้ำของโควิดมากขึ้น ดังนี้

 

  1. การติดเชื้อโควิดซ้ำภายใน 1 เดือน และติดในช่วงนี้ (กุมภาพันธ์-มีนาคม 2565) น่ากังวลใจหรือไม่ เพราะเหตุใด 

 

คำตอบคือ ‘น่ากังวล’ เพราะการแพร่ระบาดในช่วงนี้ของประเทศไทยและของโลกเป็นช่วงการเปลี่ยนถ่ายจากโอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.1 มาเป็น BA.2 โดยทางองค์การอนามัยโลก (WHO) ยังคงจัดให้ BA.1 และ BA.2 เป็นเพียงสายพันธุ์ย่อยของโอมิครอน และให้คำแนะนำในการป้องกัน ดูแล และรักษา BA.1 และ BA.2 ที่ไม่แตกต่างกันมากนัก ทำให้ยังไม่มีข้อมูลมารับมือกับการติดเชื้อโควิดซ้ำในรอบนี้

 

  1. การพบผู้ที่ติดเชื้อโอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.1 จากนั้นภายใน 20-60 วันถัดมาจะมีโอกาสพบการติดเชื้อซ้ำอีกครั้งซ้ำหรือไม่ และมีจำนวนมากน้อยแค่ไหน

 

คำตอบคือ มีข้อมูลการศึกษาผลการติดเชื้อซ้ำในผู้ป่วยโควิดของประเทศเดนมาร์ก ระหว่างวันที่ 22 พฤศจิกายน 2564 – 11 กุมภาพันธ์ 2565 จากผู้ติดเชื้อจำนวน 1,848,466 คน ได้ส่งตัวอย่างทั้งหมดเข้าถอดรหัสพันธุกรรมแบบทั้งตัว พบว่ามีการติดเชื้อสายพันธุ์ย่อย BA.2 จำนวน 187 ราย และในจำนวนนี้มี 47 ราย พบว่ามีการติดเชื้อสายพันธุ์ย่อย BA.1 มาก่อนที่จะติดเชื้อซ้ำด้วย BA.2 ในระยะเวลาระหว่าง 20-60 วัน (นับจากวันที่ติดเชื้อ BA.1)

 

โดยสรุปจากผู้ติดเชื้อ 1,848,466 คน มีการติดเชื้อจาก BA.1 มาก่อนที่จะติดเชื้อ BA.2 ซ้ำจำนวน 47 ราย โดยผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเด็กที่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนเลย

 

  1. เหตุใด WHO ยังคงจัดให้สายพันธุ์ย่อยอย่าง BA.1 และ BA.2 เป็นเพียงสายพันธุ์ย่อยในโอมิครอน และให้คำแนะนำในการป้องกัน ดูแล และรักษา BA.1 และ BA.2 ที่ไม่แตกต่างกัน ทั้งที่เริ่มพบผู้ติดเชื้อซ้ำในช่วงหลัง

 

คำตอบคือ เพราะข้อมูลที่ WHO ได้รับจากทั่วโลก สรุปได้ว่าการติดเชื้อซ้ำจาก ‘BA.1 แล้วไปติด BA.2 ซ้ำ’ คือสิ่งที่เกิดขึ้นได้ แต่พบไม่บ่อยครั้งนัก ประกอบกับผู้ติดเชื้อซ้ำ BA.2 ไม่มีอาการไม่รุนแรงจนต้องเข้าโรงพยาบาลหรือเสียชีวิต 

 

อันหมายถึงภูมิคุ้มกันที่ได้รับจากการติดเชื้อ BA.1 ยังคงสามารถป้องกันการติดเชื้อ ป้องกันการเจ็บป่วยรุนแรง และป้องกันการเสียชีวิตจาก BA.2 ได้ดี แม้มีอัตราช่วยได้ไม่เต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ก็ตาม ประกอบกับผู้ติดเชื้อซ้ำ BA.2 ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่ไม่เคยได้รับฉีดวัคซีน นั่นจึงอาจเปรียบได้ว่า การฉีดวัคซีนจะช่วยป้องกันการติดเชื้อซ้ำได้ดีกว่าในกลุ่มที่ไม่เคยได้รับวัคซีนเลย

 

  1. มีโอกาสพบผู้ติดเชื้อโควิดสายพันธุ์โอมิครอนย่อย BA.2 ครั้งแรก แล้วย้อนกลับมาติดเชื้อสายพันธุย่อย BA.1 หรือบรรดาสายพันธุ์ที่เคยระบาดมาก่อนหน้า เช่น เดลตา ได้หรือไม่

 

คำตอบคือ จากการศึกษาการติดเชื้อซ้ำในประชากรประเทศเดนมาร์ก ระหว่าง 22 พฤศจิกายน 2564 – 11 กุมภาพันธ์ 2565 จากผู้ติดเชื้อจำนวน 1.8 ล้านคน ยังไม่พบการติดเชื้อ BA.2 ครั้งแรก แล้วกลับมาติดเชื้อ BA.1 หรือบรรดาสายพันธุ์ที่เคยระบาดมาก่อนหน้าซ้ำอีก ซึ่งพอสรุปได้ว่าภูมิคุ้มกันจากการติดเชื้อ BA.2 ตามธรรมชาติ มีโอกาสสร้างเกราะคุ้มกันการติดเชื้อ BA.1 และสายพันธุ์อื่นๆ ที่เคยระบาดมาก่อนหน้านี้ได้ดี

 

อ้างอิง:

The post ศูนย์จีโนมฯ เปิดข้อมูล ‘ติดเชื้อโควิดซ้ำ’ น่ากังวลหรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศูนย์จีโนมฯ เปิดข้อมูลของ CDC สหรัฐฯ พบภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติเหนือกว่าภูมิจากวัคซีน แต่เข็มกระตุ้นยังจำเป็น ลดป่วยหนักจากโอมิครอน https://thestandard.co/center-for-medical-genomics-unveiled-usa-cdc-information/ Mon, 31 Jan 2022 09:57:01 +0000 https://thestandard.co/?p=588797 ศูนย์จีโนมฯ เปิดข้อมูลของ CDC สหรัฐฯ พบภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติเหนือกว่าภูมิจากวัคซีน แต่เข็มกระตุ้นยังจำเป็น ลดป่วยหนักจากโอมิครอน

วันนี้ (31 มกราคม) ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์โ […]

The post ศูนย์จีโนมฯ เปิดข้อมูลของ CDC สหรัฐฯ พบภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติเหนือกว่าภูมิจากวัคซีน แต่เข็มกระตุ้นยังจำเป็น ลดป่วยหนักจากโอมิครอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศูนย์จีโนมฯ เปิดข้อมูลของ CDC สหรัฐฯ พบภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติเหนือกว่าภูมิจากวัคซีน แต่เข็มกระตุ้นยังจำเป็น ลดป่วยหนักจากโอมิครอน

วันนี้ (31 มกราคม) ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี โพสต์ข้อความและภาพผ่านเฟซบุ๊ก เกี่ยวกับข้อมูลที่ได้จากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ของสหรัฐอเมริกา ที่ยอมรับว่าภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ (Natural Immunity) ที่ได้จากการติดเชื้อโควิด เหนือกว่าภูมิคุ้มกันที่ได้รับจากวัคซีน

 

ซึ่งข้อมูลจาก CDC ซึ่งศึกษาในอาสาสมัคร 1.1 ล้านคน จากแคลิฟอร์เนีย 752,781 คน และนิวยอร์ก 355,819 คน ที่เผยแพร่ในวันที่ 28 มกราคม 2022 อาจทำให้ทั่วโลกต้องกลับมาพิจารณานโยบายการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น (Booster Shot) ครั้งใหม่หรือไม่

 

ข้อมูลจาก CDC สามารถสรุปได้ดังนี้

 

  1. หากใช้ผู้ไม่ได้ฉีดวัคซีนเป็นฐาน (Reference) ในการเปรียบเทียบ 
  • พบว่าผู้ที่ฉีดวัคซีนจะมีความเสี่ยงที่จะเจ็บป่วย ลดลง 6.2 เท่า (แคลิฟอร์เนีย) และ 4.5 เท่า (นิวยอร์ก)
  • พบว่าผู้ไม่เคยได้รับวัคซีน แต่เคยติดเชื้อตามธรรมชาติ จะมีความเสี่ยงที่ต้องเจ็บป่วย ลดลง 29 เท่า (แคลิฟอร์เนีย) และ 14.7 เท่า (นิวยอร์ก)
  • พบว่าผู้ที่ฉีดวัคซีน และเคยติดเชื้อตามธรรมชาติ จะมีความเสี่ยงที่ต้องเจ็บป่วย ลดลงถึง 32.5 เท่า (แคลิฟอร์เนีย) และ 19.8 เท่า (นิวยอร์ก)

 

  1. หากใช้ผู้ที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนและเคยติดเชื้อมาก่อนเป็นฐาน (Reference) ในการเปรียบเทียบ 
  • พบว่าผู้ที่ฉีดวัคซีนจะมีความเสี่ยงที่จะเจ็บป่วย เพิ่มขึ้น 3.1 เท่า (แคลิฟอร์เนีย) และ 1.9 เท่า (นิวยอร์ก)

 

  1. หากใช้ผู้ที่ฉีดวัคซีนและเคยติดเชื้อมาก่อนเป็นฐาน (Reference) ในการเปรียบเทียบ 
  • พบว่าผู้ที่ฉีดวัคซีนจะมีความเสี่ยงที่จะเจ็บป่วย เพิ่มขึ้น 3.6 เท่า (แคลิฟอร์เนีย) และ 2.8 เท่า (นิวยอร์ก)

 

  1. การเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล จากข้อมูลเฉพาะในแคลิฟอร์เนีย โดยใช้ผู้ไม่ได้ฉีดวัคซีนเป็นฐาน (Reference) ในการเปรียบเทียบ 
  • พบว่าผู้ที่ฉีดวัคซีนจะมีความเสี่ยงที่จะเจ็บป่วยเข้าโรงพยาบาล ลดลง 19.8 เท่า 
  • พบว่าผู้ไม่เคยได้รับวัคซีน แต่เคยติดเชื้อตามธรรมชาติ จะมีความเสี่ยงที่ต้องเจ็บป่วยเข้าโรงพยาบาล ลดลง 55.3 เท่า 
  • พบว่าผู้ที่ฉีดวัคซีน และเคยติดเชื้อตามธรรมชาติ จะมีความเสี่ยงที่ต้องเจ็บป่วยเข้าโรงพยาบาล ลดลงถึง 57.5 เท่า

 

“การฉีดวัคซีนครบโดส หรือ 2 เข็ม มีความจำเป็นยิ่งยวด ลดการเจ็บป่วย ลดการตาย ลดการกลายพันธุ์ ประชากรในโลกทุกคนควรได้รับการฉีดวัคซีนอย่างน้อยร้อยละ 70 ตามทิศทางขององค์การอนามัยโลก

 

“วัคซีนเข็มกระตุ้นควรให้ทุกคนถ้วนหน้า (One size fits all) หรือเลือกให้เฉพาะผู้ที่จะได้ประโยชน์ (Precision Medicine)

 

“วัคซีนเข็มกระตุ้นทั่วโลกมีนโยบายฉีดให้กับทุกคนเหมือนกันหมด (One size fits all) แต่ข้อมูลข้างต้นจาก CDC ออกมาบ่งชี้ว่า “กลุ่มประชากรที่มีภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติจากการติดเชื้อมาก่อนหน้า” การฉีดวัคซีนดูจะไม่ก่อประโยชน์ในการช่วยป้องกันการเจ็บป่วย การเข้าโรงพยาบาลมากนัก เมื่อเทียบกับการไม่ฉีด

 

“ข้อมูลจาก CDC อาจส่งผลหรือไม่ในการปรับนโยบายการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น จากเดิมทีฉีดให้กับทุกคน ปรับเป็นฉีดให้คนบางกลุ่มที่จะได้ประโยชน์ เช่น กลุ่มเสี่ยง 608 (ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป, กลุ่ม 7 โรคเรื้อรัง และหญิงตั้งครรภ์) เข้าลักษณะของการแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine)  

 

“ในอนาคต ก่อนการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นแก่คนทั่วไป อาจต้องตรวจเลือดวัดระดับภูมิคุ้มกัน (แอนติบอดี) กันก่อนหรือไม่ ว่าเคยติดเชื้อโควิดมาก่อนหรือไม่นั้น เป็นสิ่งที่ต้องติดตามกันต่อไป

 

“อย่างไรก็ตาม การศึกษาครั้งนี้ของ CDC เป็นข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์ผ่านอาสาสมัคร 1.1 ล้านคน ในช่วงก่อนและระหว่างที่เดลตากำลังระบาด

 

“ขณะที่ ดร.เอริกา แพน นักระบาดวิทยา คนสำคัญของศูนย์สาธารณสุขแห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย ได้กล่าวว่าปัจจุบันโอมิครอนได้เข้ามาแทนที่เดลตาเป็นที่เรียบร้อย และข้อมูลล่าสุดก็ชี้ให้เห็นว่า วัคซีนเข็มกระตุ้นช่วยป้องกันการติดเชื้อจากโอมิครอน ลดการเจ็บป่วย และลดการเสียชีวิตจากโอมิครอนได้อย่างมีนัยสำคัญ”

 

อ้างอิง:

The post ศูนย์จีโนมฯ เปิดข้อมูลของ CDC สหรัฐฯ พบภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติเหนือกว่าภูมิจากวัคซีน แต่เข็มกระตุ้นยังจำเป็น ลดป่วยหนักจากโอมิครอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศูนย์จีโนมฯ เผย ไทยเจอโอมิครอนสายพันธุ์ ‘BA.2’ แล้ว 2 ราย ย้ำยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่ารุนแรงกว่าสายพันธุ์หลักหรือไม่ https://thestandard.co/center-for-medical-genomics-found-two-coronavirus-omicron-ba-2/ Tue, 25 Jan 2022 05:37:05 +0000 https://thestandard.co/?p=586330 ศูนย์จีโนมฯ

วานนี้ (24 มกราคม) ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์โ […]

The post ศูนย์จีโนมฯ เผย ไทยเจอโอมิครอนสายพันธุ์ ‘BA.2’ แล้ว 2 ราย ย้ำยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่ารุนแรงกว่าสายพันธุ์หลักหรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศูนย์จีโนมฯ

วานนี้ (24 มกราคม) ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ออกมาโพสต์ภาพและข้อความผ่านทางเพจเฟซบุ๊ก Center for Medical Genomics เกี่ยวกับโอมิครอนสายพันธุ์หลัก ‘BA.1’ และสายพันธุ์ย่อย ‘BA.2’ และ ‘BA.3’ ในประเทศไทย ระบุว่า ธรรมชาติของไวรัสโคโรนา 2019 เมื่อเกิดมีสายพันธุ์หลักก็จะติดตามมาด้วยการกลายพันธุ์เป็นสายพันธุ์ย่อย ในกรณีของโอมิครอนจะมีสายพันธุ์หลักเป็น B.1.1.529 หรือ BA.1 แล้วเริ่มมีการกลายพันธุ์ไปอีก 2 สายพันธุ์ย่อย คือ BA.2 และ BA.3  

 

โอมิครอนสายพันธุ์หลัก BA.1 ถูกถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนมจากตัวอย่างผู้ติดเชื้อทั่วโลกทั้งสิ้น 514,417 ราย (8%) พบในประเทศไทย 561 ราย (23%) กลายพันธุ์ต่างไปจากสายพันธุ์ดั้งเดิม ‘อู่ฮั่น’ ประมาณ 60-70 ตำแหน่ง (จากจีโนมทั้งสาย 30,000 ตำแหน่ง)

 

โอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.2 ถูกนำมาถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนมจากตัวอย่างผู้ติดเชื้อทั่วโลกแล้วทั้งสิ้น 10,811 ราย (น้อยกว่า 0.5%) พบในประเทศไทย 2 ราย (1%) กลายพันธุ์ต่างไปจากสายพันธุ์ดั้งเดิมอู่ฮั่นประมาณ 70-80 ตำแหน่ง

 

ทางศูนย์จีโนมทางการแพทย์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ตรวจพบ BA.2 จำนวน 1 ตัวอย่าง ด้วยเทคโนโลยี MassARRAY Genotyping ซึ่งกำลังยืนยันผลด้วยเทคนิค Long Read, Whole Genome Sequencing คาดว่าจะแล้วเสร็จในสัปดาห์นี้

 

ส่วนโอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.3 ถูกถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนมจากตัวอย่างทั่วโลกประมาณ 86 ราย (0.5%) ยังไม่พบในประเทศไทย (Not Detected) กลายพันธุ์ต่างไปจากสายพันธุ์ดั้งเดิมอู่ฮั่นประมาณ 55-65 ตำแหน่ง

 

การคัดกรองทางห้องปฏิบัติการเบื้องต้นเพื่อแยกสายพันธุ์เดลตาและโอมิครอนออกจากกันมักจะตรวจโดยวิธี RT-PCR 3 ตำแหน่ง บน 3 ยีน 

 

โดยเดลตาจะถูกตรวจพบด้วย RT-PCR ครบทั้ง 3 ยีน ส่วนโอมิครอนสายพันธุ์หลัก BA.1 ตรวจด้วย RT-PCR เพียง 2 ใน 3 ยีน เนื่องจากตรวจไม่พบ S ยีน หรือมี ‘S Target Failure (SGTF)’ เนื่องจากมีการกลายพันธุ์เกิดการขาดหายไปของกรดอะมิโนตำแหน่งที่ 69-70 (del 69-70) บนโปรตีนหนามจนตัวตรวจจับ (PCR primers) จับยีน S ไม่ได้

 

BA.2 บางครั้งถูกเรียกว่าสายพันธุ์ล่องหน (Stealth Variant) เพราะสามารถตรวจ RT-PCR ได้ครบทั้ง 3 ยีน ทำให้แยกไม่ออกระหว่างเดลตากับ BA.2 เพราะเดลตาก็ตรวจ RT-PCR ได้ครบทั้ง 3 ยีนเช่นกัน

 

สำนักงานความมั่นคงด้านสุขภาพของสหราชอาณาจักร (UKHSA) ประกาศให้ BA.2 เป็นสายพันธุ์ที่ต้องสอบสวน (Variant Under Investigation: VUI) เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2565

 

ที่ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ เนื่องจากใช้เทคโนโลยี ‘จีโนไทป์’ จึงไม่ประสบปัญหา S Target Failure (SGTF) สามารถพัฒนาให้ชุดตรวจตรวจจับทั้ง BA.1, BA.2, BA.3 และ เดลตา อัลฟา เบตา แกมมา ไปพร้อมกันได้ในหลอดเดียว (Single Tube Reaction) ภายใน 24-48 ชั่วโมง ด้วยค่าใช้จ่ายที่ประหยัดกว่าการถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนม

 

BA.2 กลายพันธุ์ต่างไปจากสายพันธุ์ดั้งเดิมอู่ฮั่นมากที่สุดประมาณ 70-80 ตำแหน่ง อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อมูลยืนยันชัดเจนทางคลินิกว่ามีอาการรุนแรงกว่าโอมิครอนสายพันธุ์หลัก BA.1 หรือไม่ แต่คาดคะเนจากข้อมูลทางระบาดวิทยาว่าอาจแพร่ติดต่อได้เร็วกว่าโอมิครอน BA.1 อยู่บ้าง

 

BA.2 เคยได้รับความสนใจจากนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกชั่วระยะเวลาหนึ่ง ก่อนจะหมดความสนใจไป เพราะมีการระบาดอยู่ในวงจำกัด https://www.facebook.com/CMGrama/posts/4586461878128223 

 

แต่ปัจจุบันกลับพบว่ามีการระบาดแพร่กระจายมากขึ้น โดยนักวิจัยสามารถถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนมจากตัวอย่างจากทั่วโลกได้แล้วทั้งสิ้นถึง 10,811 ราย ส่วน BA.3 ทั่วโลกสามารถถอดรหัสทั้งจีโนมมาได้เพียง 86 ตัวอย่าง กลายพันธุ์ต่างไปจากสายพันธุ์ดั้งเดิมอู่ฮั่นน้อยที่สุดประมาณ 55-65 ตำแหน่ง ไม่มีข้อมูลทางคลินิกมากนัก

 

อ้างอิง:

The post ศูนย์จีโนมฯ เผย ไทยเจอโอมิครอนสายพันธุ์ ‘BA.2’ แล้ว 2 ราย ย้ำยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่ารุนแรงกว่าสายพันธุ์หลักหรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศูนย์จีโนมฯ ชี้โควิดใกล้ ‘จบเกม’ กลายเป็นโรคประจำถิ่น หลังโอมิครอนเริ่มแทนที่เดลตา ทั่วโลกอัตราป่วย-เสียชีวิตลดลง https://thestandard.co/center-for-medical-genomics-covid/ Mon, 17 Jan 2022 05:07:25 +0000 https://thestandard.co/?p=583241

วันนี้ (17 มกราคม) ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์โ […]

The post ศูนย์จีโนมฯ ชี้โควิดใกล้ ‘จบเกม’ กลายเป็นโรคประจำถิ่น หลังโอมิครอนเริ่มแทนที่เดลตา ทั่วโลกอัตราป่วย-เสียชีวิตลดลง appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (17 มกราคม) ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ออกมาโพสต์ภาพและข้อความผ่านทางเพจเฟซบุ๊ก ‘Center for Medical Genomics’ ระบุว่า เริ่มเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์กันแล้ว โดยข้อมูลปรับปรุงวันนี้ ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ฯ ตรวจสายพันธุ์ไวรัสโคโรนา 2019 จากโรงพยาบาลรัฐและเอกชนในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ระหว่างวันที่ 3-16 มกราคม 2565 พบสายพันธุ์โอมิครอน 97.1%, เดลตา 2.8% ส่วนตัวอย่างสุ่มตรวจจากเรือนจำพบเป็นเดลตา 100% 

 

“อันหมายถึงใน กทม. หากไม่นับในเรือนจำ โอมิครอนน่าจะเข้ามาแทนที่เดลตา เกือบหมดแล้ว ‘Twindemic’ หรือการติดเชื้อสองสายพันธุ์ระหว่างโอมิครอนและเดลตาไปพร้อมกันในระยะเวลาสั้นๆ ได้จบลงแล้ว ไม่นานโอมิครอนคงจะกระจายไปทั่วประเทศ ไม่ช้าคงเป็นตามที่ ดร.แอนโทนี เฟาชี ผู้อำนวยการสถาบันโรคติดต่อและภูมิแพ้แห่งชาติของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญคนสำคัญในคณะทำงานเพื่อต่อสู้กับการแพร่ระบาดใหญ่ของไวรัสโควิดของรัฐบาลสหรัฐฯ ได้เตือนว่า “ในที่สุดแทบทุกคนจะติดเชื้อไวรัสโอมิครอน” จากนั้นทั้งภูมิคุ้มกันจากวัคซีนและจากการติดเชื้อตามธรรมชาติจะพุ่งขึ้นสูง ลดความรุนแรงของโรคโควิด และลดอัตราการเสียชีวิตลงอย่างรวดเร็ว เห็นปรากฏการณ์นี้ได้อย่างชัดเจนจากข้อมูลผู้ติดเชื้อรายใหม่ และผู้เสียชีวิตทั่วโลกจากโอมิครอน”

 

“ผู้ติดเชื้อรายใหม่ในแอฟริกาใต้ลดลงจนเข้าสู่สภาวะปกติ ในขณะที่มีผู้เสียชีวิตไม่มาก มีประชากรติดเชื้อไวรัสจากธรรมชาติเป็นจำนวนมาก

 

“ผู้ติดเชื้อรายใหม่ในอังกฤษเริ่มลดลงอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่มีผู้เสียชีวิตไม่มาก อังกฤษใช้วัคซีนไวรัสเป็นพาหะ และเข็มกระตุ้นเป็นวัคซีนสารพันธุกรรม (mRNA)

ผู้ติดเชื้อรายใหม่ในอเมริกา ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าใกล้ถึงจุดสูงสุดใน 1-2 สัปดาห์ข้างหน้า ในขณะที่ผู้เสียชีวิตมีไม่มาก อเมริกาใช้วัคซีน mRNA เป็นวัคซีนนำสองเข็มแรก และใช้เป็นเข็มกระตุ้นด้วย

 

“ประเทศเพื่อนบ้านที่มีชายแดนติดกับประเทศไทย รวมทั้งอิหร่าน ที่มีการติดเชื้อจากธรรมชาติในอัตราสูงนำมาก่อน ก่อนจะมารับวัคซีนเชื้อตาย และสลับมารับวัคซีนที่ใช้ไวรัสเป็นพาหะ และ/หรือวัคซีน mRNA เป็นเข็มกระตุ้น พบว่าได้ผลดีมาก มีผู้ติดเชื้อรายใหม่จากโอมิครอนและผู้เสียชีวิตต่ำ

 

“ส่วนประเทศไทย มีการติดเชื้อจากธรรมชาติไม่มาก และได้รับวัคซีนเชื้อตาย สลับมารับวัคซีนที่ใช้ไวรัสเป็นพาหะ และ/หรือวัคซีน mRNA เป็นเข็มกระตุ้น ได้ผลดีเช่นกัน แม้จะเห็นผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นจากโอมิครอน แต่ผู้เสียชีวิตลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง

 

“และหากเป็นเช่นนี้ต่อไป ไวรัสโคโรนา 2019 คงจะจบเกม (Endgame) กลายเป็นโรคประจำถิ่น (Endemic) เหมือนไข้หวัดใหญ่ซึ่งมาตามฤดูกาล โดยมีผู้เสียชีวิตประมาณร้อยละ 0.1”

 

อ้างอิง:

The post ศูนย์จีโนมฯ ชี้โควิดใกล้ ‘จบเกม’ กลายเป็นโรคประจำถิ่น หลังโอมิครอนเริ่มแทนที่เดลตา ทั่วโลกอัตราป่วย-เสียชีวิตลดลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: เปิดข้อมูลศูนย์จีโนมฯ โอกาสสูงโควิดเป็นโรคประจำถิ่น https://thestandard.co/thestandardnow120165/ Thu, 13 Jan 2022 00:53:10 +0000 https://thestandard.co/?p=581911 โควิด-19

สธ. ประกาศจะทำให้โควิดจะเป็นโรคประจำถิ่นปีนี้ทำได้จริงห […]

The post ชมคลิป: เปิดข้อมูลศูนย์จีโนมฯ โอกาสสูงโควิดเป็นโรคประจำถิ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
โควิด-19

สธ. ประกาศจะทำให้โควิดจะเป็นโรคประจำถิ่นปีนี้ทำได้จริงหรือ? ลองเปิดข้อมูลการระบาด กับ ศ.เกียรติคุณ ดร.วสันต์ จันทราทิตย์ หัวหน้าศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ชมบทสัมภาษณ์เต็มได้ที่นี่

The post ชมคลิป: เปิดข้อมูลศูนย์จีโนมฯ โอกาสสูงโควิดเป็นโรคประจำถิ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>