ศูนย์กลางทางการเงิน Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ศูนย์กลางทางการเงิน/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 04 Feb 2025 12:17:22 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 ไทยเก่งอะไร และยังต้องแก้จุดใด เพื่อก้าวเป็นศูนย์กลางทางการเงิน หลัง ครม. เห็นชอบ พ.ร.บ. Financial Hub แล้ว https://thestandard.co/thailand-financial-hub-strengths/ Tue, 04 Feb 2025 12:17:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1038072 Financial Hub

ครม. มีมติเห็นชอบหลักการของร่าง พ.ร.บ.ศูนย์กลางการประกอ […]

The post ไทยเก่งอะไร และยังต้องแก้จุดใด เพื่อก้าวเป็นศูนย์กลางทางการเงิน หลัง ครม. เห็นชอบ พ.ร.บ. Financial Hub แล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
Financial Hub

ครม. มีมติเห็นชอบหลักการของร่าง พ.ร.บ.ศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงินแล้ว เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็น Financial Hub ได้อย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกรุงเทพฯ รั้งตำแหน่งที่ 95 จาก 121 ในดัชนีศูนย์กลางการเงินทั่วโลก สะท้อนว่าอันดับของไทยยังทิ้งห่างอยู่มากเมื่อเทียบกับ Financial Hub ชั้นนำอันดับต้นๆ ของโลก

 

วันนี้ (4 กุมภาพันธ์) คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบหลักการของร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน พ.ศ. …. แล้วตามที่กระทรวงการคลังเสนอ

 

โดย พรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า พ.ร.บ. Financial Hub ดังกล่าว เป็นการยกร่างกฎหมายชุดใหม่ให้มีความเป็นสากล โปร่งใส และเอื้อต่อการประกอบธุรกิจ เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็น Financial Hub ได้อย่างแท้จริงตามนโยบายรัฐบาล

 

ทั้งนี้ ในระยะต่อไปร่าง พ.ร.บ. จะเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ก่อนที่จะมีผลใช้บังคับต่อไป

 

กรุงเทพฯ รั้งตำแหน่งที่ 95 จาก 121 ศูนย์กลางการเงินทั่วโลก

 

อย่างไรก็ดี Global Financial Centres Index 36 (GFCI) ล่าสุด ซึ่งจัดทำโดย Z/Yen Group และเผยแพร่เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่ากรุงเทพฯ รั้งตำแหน่งที่ 95 จาก 121 ศูนย์กลางการเงินทั่วโลก สะท้อนว่าอันดับของไทยยังทิ้งห่างอยู่มากเมื่อเทียบกับศูนย์กลางทางการเงินชั้นนำอันดับต้นๆ ของโลก

 

ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) มองเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวว่า เมื่อเทียบกับศูนย์กลางทางการเงินของภูมิภาคหรือโลก เช่น นิวยอร์ก (อันดับ 1) ลอนดอน (อันดับ 2) ฮ่องกง (อันดับ 3) สิงคโปร์ (อันดับ 4) และดูไบ (อันดับ 16) จะพบว่าอันดับของไทยยังทิ้งห่างอยู่มาก เนื่องจากเมืองศูนย์กลางทางการเงินอันดับต้นๆ เหล่านั้นได้รับการออกแบบกฎกติกา เกณฑ์ด้านภาษี และโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินของประเทศ ที่พร้อมสนับสนุนการเคลื่อนย้ายเงินทุนและการระดมทุนอย่างมาก

 

นอกจากนี้ เมืองเหล่านั้นยังมีจุดเด่นที่แตกต่างกัน สอดคล้องกับจุดแข็งทางเศรษฐกิจและการเงินของแต่ละประเทศที่แตกต่างกัน เช่น สิงคโปร์มีความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการทางการเงิน (Wealth Managemen) ขณะที่ฮ่องกงเป็นประตูทางการเงินสู่จีนและประเทศอื่นในโลก ทำให้เชี่ยวชาญด้านบริการทางการเงินสำหรับกิจการข้ามชาติ เช่น Investment Bank และ Trade Finance

 

 

กระนั้น KResearch มองว่าไทยมีจุดแข็งหลายด้าน ทั้งโครงสร้างดิจิทัล โลจิสติกส์ ความเป็นเมืองน่าอยู่ และมาตรฐานของสถาบันการเงินไทย ซึ่งทั้งหมดถือเป็น ‘ปัจจัยตั้งต้น’ สำหรับไทยที่ต้องการขยายบทบาทการเป็นศูนย์กลางทางการเงินในอนาคต

 

ไทยเก่งอะไรถึงท้าชิงตำแหน่ง Financial Hub

 

KResearch ระบุว่า จากสายตาของต่างชาติ ไทยถูกมองว่ามีจุดแข็งหลายด้าน ได้แก่

 

  • เงินบาทเป็นสกุลเงินที่ได้รับความนิยมมากที่สุด รองจากสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ในการรับชำระค่าสินค้าส่งออกและจ่ายเป็นค่าสินค้านำเข้ากับคู่ค้าในตลาดอาเซียน โดยเฉพาะการค้ากับกัมพูชา สปป.ลาว และเมียนมา
  • พัฒนาการของตลาดการเงินไทยที่มีความเป็นสากล
  • มีโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและโลจิสติกส์ที่ดี
  • มีค่าครองชีพที่อยู่ในระดับที่ยังไม่สูงนัก
  • มีวัฒนธรรมที่หลากหลายและเปิดกว้าง
  • กรุงเทพฯ เป็นเมืองน่าอยู่ติดอันดับโลก

 

โดยใน InterNations ซึ่งเป็นชุมชนออนไลน์สำหรับชาวต่างชาติ จัดอันดับเมืองที่น่าอยู่และน่าทำงานที่สุดในโลกสำหรับชาวต่างชาติปี 2566 พบว่ากรุงเทพฯ เป็นเมืองที่น่าอยู่เป็นอันดับ 9 ของโลกสำหรับชาวต่างชาติ โดยพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ เช่น คุณภาพชีวิต ค่าครองชีพ และความพึงพอใจในอาชีพการงาน ขณะเดียวกัน นิตยสาร Time Out จัดอันดับให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ดีที่สุดอันดับ 2 ของโลกในปี 2568 โดยเน้นถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรม อาหาร และความสุขของคนในเมือง

 

 

 

“จุดแข็งข้างต้นทั้งด้านโครงสร้างดิจิทัล โลจิสติกส์ ความเป็นเมืองน่าอยู่ และมาตรฐานของสถาบันการเงินไทย ถือเป็น ‘ปัจจัยตั้งต้น’ สำหรับไทยที่ต้องการขยายบทบาทการเป็นศูนย์กลางทางการเงินในอนาคต” KResearch กล่าว

 

ไทยยังต้องปรับอะไรหากจะเป็นศูนย์กลางทางการเงินโลกอย่างแท้จริง

 

ดังนั้นหากต้องการขยายบทบาทของการเป็นศูนย์กลางทางการเงินที่ได้รับการตอบรับจากต่างชาติมากขึ้นกว่านี้ KResearch มองว่าไทยต้องเร่งปรับปรุงเรื่องต่างๆ ดังนี้

 

  1. การเร่งเพิ่มศักยภาพของแรงงานไทย
  2. การสนับสนุนให้มี Talent จากต่างชาติเข้ามามากขึ้น
  3. การลดภาษีและการผ่อนคลายเกณฑ์ที่เป็นอุปสรรค ควบคู่ไปกับการพัฒนาจุดแข็งทางเศรษฐกิจของไทย

 

“ร่าง พ.ร.บ.ศูนย์กลางการประกอบธุรกิจการเงิน พ.ศ. …. ขณะนี้ยังมีอีกหลายประเด็นที่ฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องยังต้องร่วมมือกันพัฒนา เพื่อให้ไทยสามารถมีพื้นที่ยืนที่ดีขึ้นในเวทีการเป็นศูนย์กลางทางการเงินโลกอย่างแท้จริง” KResearch กล่าว

 

อ้างอิง:

The post ไทยเก่งอะไร และยังต้องแก้จุดใด เพื่อก้าวเป็นศูนย์กลางทางการเงิน หลัง ครม. เห็นชอบ พ.ร.บ. Financial Hub แล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เผ่าภูมิ’ เผย บอร์ด Fin Hub เคาะกรอบกฎหมายศูนย์กลางการเงิน ชู 6 ธุรกิจเป้าหมาย ลุยลูกค้าต่างชาติ ใช้ กทม. เป็นฐาน https://thestandard.co/fin-hub-board-hammers-out-legal-framework/ Fri, 11 Oct 2024 07:41:42 +0000 https://thestandard.co/?p=994853

ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เ […]

The post ‘เผ่าภูมิ’ เผย บอร์ด Fin Hub เคาะกรอบกฎหมายศูนย์กลางการเงิน ชู 6 ธุรกิจเป้าหมาย ลุยลูกค้าต่างชาติ ใช้ กทม. เป็นฐาน appeared first on THE STANDARD.

]]>

ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายและยกร่างกฎหมายเพื่อจัดตั้งศูนย์กลางทางการเงินว่า ที่ประชุมเห็นชอบกรอบแนวทางการจัดตั้งศูนย์กลางทางการเงินเพื่อยกร่างกฎหมายต่อไปดังนี้

 

  1. ธุรกิจเป้าหมาย ได้แก่ ธุรกิจธนาคารพาณิชย์, ธุรกิจระบบการชำระเงินและบริการชำระเงิน, ธุรกิจหลักทรัพย์, ธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า, ธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล, ธุรกิจประกันภัย และธุรกิจอื่นตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด

 

  1. ผู้ประกอบธุรกิจเป้าหมาย ได้แก่ นิติบุคคล และสาขาของนิติบุคคลต่างประเทศที่ให้บริการแก่นิติบุคคลหรือบุคคลที่ไม่ได้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย (Non-Residents) โดยห้ามชักชวนและให้บริการลูกค้าในประเทศไทย (No Solicitation)

 

  1. ขอบเขตการดำเนินธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจที่ระดมทุนจากต่างประเทศเพื่อลงทุนในต่างประเทศ (Out-Out) ในระยะแรก และพิจารณาธุรกิจที่เป็นการระดมทุนจากต่างประเทศเพื่อลงทุนในประเทศไทย (Out-In) โดยไม่ให้ขัดกับเงื่อนไข Non-Residents ในระยะต่อไป

 

  1. สถานที่ตั้งของผู้ประกอบธุรกิจ ได้แก่ กรุงเทพฯ และปริมณฑล ในระยะแรก

 

  1. เงื่อนไขเกี่ยวกับสถานประกอบการ ได้แก่ กำหนดให้มีเงื่อนไขขั้นต่ำในเขตที่กำหนด เช่น เงื่อนไขการจ้างงาน, ระยะเวลาการประกอบธุรกิจ, การมีสำนักงาน เป็นต้น โดยให้อำนาจคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมศูนย์กลางทางการเงินในการกำหนดเงื่อนไขและหลักเกณฑ์

 

  1. ให้จัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมศูนย์กลางทางการเงิน (One-Stop Authority: OSA) ขึ้นใหม่ในรูปแบบหน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ โดยหน้าที่ของ OSA ได้แก่ กำหนดแนวทางการส่งเสริมธุรกิจเป้าหมาย และสิทธิประโยชน์ต่างๆ ทั้งสิทธิประโยชน์ที่เป็นตัวเงิน เช่น สิทธิประโยชน์ทางภาษี เป็นต้น และสิทธิประโยชน์ที่ไม่ใช่ตัวเงิน เช่น การให้ Fast Track Visa, การอนุมัติใบอนุญาตทำงานคนต่างด้าว (Work Permit), การจ้างงาน เป็นต้น และกำหนดเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง เช่น ประกาศกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอใบอนุญาต, พิจารณาอนุมัติ อนุญาต ออกใบอนุญาต หรือให้ความเห็นชอบ หรือรับจดทะเบียนเพื่อประกอบธุรกิจเป้าหมาย เป็นต้น

 

  1. สิทธิประโยชน์ (ข้อเสนอเบื้องต้น) โดยให้เป็นอำนาจของ OSA ต่อไป ได้แก่ นิติบุคคลเข้าข่ายบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ต้องปฏิบัติตาม GloBE Rules ของ Pillar 2 และกรณีนิติบุคคลอื่น สามารถกำหนดอัตราภาษีที่ต่ำกว่ากรณีนิติบุคคลที่เป็นบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ได้ โดยอาจกำหนดแบบเป็นลำดับขั้น (Tier) หรืออัตราคงที่ สำหรับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอาจพิจารณาเป็นอัตราผ่อนปรน สำหรับภาษีหัก ณ ที่จ่าย เงินปันผลและดอกเบี้ยที่ผู้ประกอบธุรกิจภายใต้โครงการฯ จ่ายให้กับบริษัทแม่ หรือบริษัทในเครือในต่างประเทศ อาจพิจารณาเป็นอัตราผ่อนปรน

The post ‘เผ่าภูมิ’ เผย บอร์ด Fin Hub เคาะกรอบกฎหมายศูนย์กลางการเงิน ชู 6 ธุรกิจเป้าหมาย ลุยลูกค้าต่างชาติ ใช้ กทม. เป็นฐาน appeared first on THE STANDARD.

]]>