ศุภโชติ ไชยสัจ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ศุภโชติ-ไชยสัจ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 28 Apr 2026 04:08:44 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 สส. พรรคประชาชนตรวจคลังน้ำมัน ‘เสี่ยตือ’ เพชรบุรี ตามคำเชิญเอกนัฏ พบข้อสังเกตกักตุนตั้งแต่ปี 2564 https://thestandard.co/phetchaburi-oil-depot-hoarding-probe/ Tue, 28 Apr 2026 04:06:37 +0000 https://thestandard.co/phetchaburi-oil-depot-hoarding-probe/ ภาพ สส. รังสิมันต์ โรม และ สส. ศุภโชติ ไชยสัจ จากพรรคประชาชน ตรวจสอบคลังน้ำมัน ‘เสี่ยตือ’ ที่เพชรบุรี

รังสิมันต์ โรม และ ศุภโชติ ไชยสัจ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พ […]

The post สส. พรรคประชาชนตรวจคลังน้ำมัน ‘เสี่ยตือ’ เพชรบุรี ตามคำเชิญเอกนัฏ พบข้อสังเกตกักตุนตั้งแต่ปี 2564 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ สส. รังสิมันต์ โรม และ สส. ศุภโชติ ไชยสัจ จากพรรคประชาชน ตรวจสอบคลังน้ำมัน ‘เสี่ยตือ’ ที่เพชรบุรี

รังสิมันต์ โรม และ ศุภโชติ ไชยสัจ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ลงพื้นที่ตรวจสอบคลังและโรงกลั่นน้ำมันในจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งมีข้อมูลเชื่อมโยงกับบุคคลที่ใช้ชื่อว่า ‘เสี่ยตือ’ ผู้ต้องสงสัยในกรณีการกักตุนน้ำมัน การลงพื้นที่ครั้งนี้เกิดขึ้นตามคำเชิญของ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน สืบเนื่องจากการตั้งกระทู้ถามสดด้วยวาจาในสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบ

 

ศุภโชติให้ข้อมูลว่า พื้นที่ดังกล่าวประกอบด้วยโรงกลั่นและคลังน้ำมันที่ตั้งอยู่ติดกัน ปัจจุบันถือครองโดย 2 นิติบุคคล แต่ในอดีตเคยอยู่ภายใต้นิติบุคคลเดียวกันคือเครือข่ายของเสี่ยตือ ก่อนที่จะมีการแบ่งขายส่วนคลังน้ำมันจำนวน 20 ถัง ให้กับบริษัท บางจาก ด้วยมูลค่า 9,000 ล้านบาท โดยถังที่มีขนาดใหญ่ที่สุดมีความจุประมาณ 64 ล้านลิตร

 

ในขณะที่ฝั่งโรงกลั่นและถังน้ำมันอีก 17 ถังยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของเสี่ยตือ จากการตรวจสอบประวัติโครงการ พบว่าก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2562 แต่หยุดการดำเนินการไปตั้งแต่ปี 2564 โดยมีปริมาณน้ำมันคงค้างอยู่ในระบบโรงกลั่นจำนวน 5 ล้านลิตร

 

ตัวแทนผู้ชี้แจงระบุว่า ไม่มีการนำน้ำมันจำนวนดังกล่าวออกจากพื้นที่ในช่วงปี 2564 ถึง 2569 ศุภโชติได้ตั้งข้อสังเกตถึงความสมเหตุสมผลทางเศรษฐศาสตร์ เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าวเกิดวิกฤตการณ์ราคาน้ำมันโลกปรับตัวสูงขึ้นถึง 2 ครั้ง จากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน และสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งราคาค้าปลีกที่สูงขึ้นในขณะนั้นเอื้อต่อการนำน้ำมันออกจำหน่ายเพื่อทำกำไร

 

ประเด็นจากการตรวจสอบเพิ่มเติมคือสภาพของถังน้ำมันที่ถูกระบุว่าปิดตายและไม่ได้ใช้งาน เนื่องจากคลังน้ำมันแห่งนี้จดทะเบียนเป็นเขตปลอดภาษี หน่วยงานที่มีอำนาจกำกับดูแลโดยตรงจึงเป็นกรมศุลกากร ไม่ใช่กรมธุรกิจพลังงาน ตัวแทนจากกรมศุลกากรชี้แจงว่ามีการเข้าตรวจสอบพื้นที่อย่างสม่ำเสมอและปิดผนึกถังด้วยซีล ซึ่งหากจะมีการเปิดใช้งาน เจ้าหน้าที่กรมศุลกากรจะต้องเป็นผู้ดำเนินการตัดซีลด้วยตนเอง

 

อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบพื้นที่จริงพบว่าถังน้ำมันดังกล่าวถูกปิดผนึกด้วยซีลรูปแบบใหม่ ซึ่งเจ้าหน้าที่กรมศุลกากรที่ร่วมคณะตรวจสอบในวันนั้นไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นซีลของทางราชการจริงหรือไม่

 

ศุภโชติระบุว่า กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงช่องโหว่เชิงโครงสร้างในระบบการตรวจสอบของภาครัฐ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหาน้ำมันสูญหายในช่วงที่ผ่านมา ปัญหาดังกล่าวเกิดจากความกระจัดกระจายของอำนาจกำกับดูแล เช่น คลังน้ำมันในเขตปลอดภาษีอยู่ภายใต้การดูแลของกรมศุลกากร ในขณะที่คลังน้ำมันภายในประเทศอยู่ภายใต้การดูแลของกรมสรรพสามิต

 

นอกจากนี้ ระบบการรายงานข้อมูลจากคลังน้ำมันหรือโรงกลั่นไปยังหน่วยงานของรัฐยังเป็นรูปแบบการสื่อสารทางเดียว และการตรวจสอบของภาครัฐอาศัยเพียงวิธีการสุ่มตรวจ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงในการหลบเลี่ยงกฎหมาย ศุภโชติเสนอว่า รัฐบาลต้องเร่งสืบสวนหาผู้กระทำความผิดในกรณีกักตุนน้ำมันในช่วงวิกฤตมาลงโทษตามกฎหมาย พร้อมทั้งออกแบบและลงทุนในระบบการตรวจสอบรวมถึงการเปิดเผยข้อมูลของคลังน้ำมันทั่วประเทศใหม่ทั้งระบบ เพื่อป้องกันปัญหาในระยะยาว

 

ภาพ สส. รังสิมันต์ โรม และ สส. ศุภโชติ ไชยสัจ จากพรรคประชาชน ตรวจสอบคลังน้ำมัน ‘เสี่ยตือ’ ที่เพชรบุรี 1ภาพ สส. รังสิมันต์ โรม และ สส. ศุภโชติ ไชยสัจ จากพรรคประชาชน ตรวจสอบคลังน้ำมัน ‘เสี่ยตือ’ ที่เพชรบุรี 2ภาพ สส. รังสิมันต์ โรม และ สส. ศุภโชติ ไชยสัจ จากพรรคประชาชน ตรวจสอบคลังน้ำมัน ‘เสี่ยตือ’ ที่เพชรบุรี 3ภาพ สส. รังสิมันต์ โรม และ สส. ศุภโชติ ไชยสัจ จากพรรคประชาชน ตรวจสอบคลังน้ำมัน ‘เสี่ยตือ’ ที่เพชรบุรี 4ภาพ สส. รังสิมันต์ โรม และ สส. ศุภโชติ ไชยสัจ จากพรรคประชาชน ตรวจสอบคลังน้ำมัน ‘เสี่ยตือ’ ที่เพชรบุรี 5ภาพ สส. รังสิมันต์ โรม และ สส. ศุภโชติ ไชยสัจ จากพรรคประชาชน ตรวจสอบคลังน้ำมัน ‘เสี่ยตือ’ ที่เพชรบุรี 6ภาพ สส. รังสิมันต์ โรม และ สส. ศุภโชติ ไชยสัจ จากพรรคประชาชน ตรวจสอบคลังน้ำมัน ‘เสี่ยตือ’ ที่เพชรบุรี 7

The post สส. พรรคประชาชนตรวจคลังน้ำมัน ‘เสี่ยตือ’ เพชรบุรี ตามคำเชิญเอกนัฏ พบข้อสังเกตกักตุนตั้งแต่ปี 2564 appeared first on THE STANDARD.

]]>
พริษฐ์-ศุภโชติ ติดตามปมเถ้าลอยปนเปื้อน น่าน จี้รัฐเร่งตรวจสอบการปนเปื้อนอย่างเป็นอิสระ พร้อมเร่งผ่านกฎหมายอากาศสะอาด-PRTR ด่วน https://thestandard.co/parit-supachote-nan-fly-ash-prtr/ Mon, 13 Apr 2026 08:44:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1197647 พริษฐ์ วัชรสินธุ และ ศุภโชติ ไชยสัจ ลงพื้นที่ติดตามปัญหาเถ้าลอยปนเปื้อนในจังหวัดน่าน

วันนี้ (13 เมษายน) ที่ อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน พริษฐ์ […]

The post พริษฐ์-ศุภโชติ ติดตามปมเถ้าลอยปนเปื้อน น่าน จี้รัฐเร่งตรวจสอบการปนเปื้อนอย่างเป็นอิสระ พร้อมเร่งผ่านกฎหมายอากาศสะอาด-PRTR ด่วน appeared first on THE STANDARD.

]]>
พริษฐ์ วัชรสินธุ และ ศุภโชติ ไชยสัจ ลงพื้นที่ติดตามปัญหาเถ้าลอยปนเปื้อนในจังหวัดน่าน

วันนี้ (13 เมษายน) ที่ อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน พร้อมด้วย ศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน, เชาว์วิชญ์ อินน้อย สส.น่าน เขต 1 พรรคประชาชน และ เจริญ อภิภัทรโกศล สส.น่าน เขต 3 พรรคประชาชน ลงพื้นที่สำรวจปัญหากรณีรถบรรทุกนำเข้าเถ้าลอย (Fly Ash) จากโรงไฟฟ้าหงสาในประเทศลาว พลิกคว่ำเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 ส่งผลให้เถ้าลอยปนเปื้อนในพื้นที่ใกล้เคียง ก่อนร่วมงานประเพณีสงกรานต์และพบปะประชาชนในหลายอำเภอของจังหวัดน่าน

 

พริษฐ์ระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก โดยประชาชนจำนวนมากเพิ่งทราบเป็นครั้งแรกว่ามีการขนส่งเถ้าลอยผ่านเส้นทางดังกล่าว จึงเกิดความกังวลว่าอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ทั้งจากการสูดดมฝุ่นมลพิษและการปนเปื้อนในแหล่งน้ำ

 

แม้ภายหลังเกิดเหตุ บริษัทเอกชนผู้รับซื้อเถ้าลอยจะดำเนินการตรวจสอบคุณภาพอากาศและดินในเบื้องต้น และระบุว่าสารปนเปื้อนยังไม่เกินเกณฑ์มาตรฐาน แต่ประชาชนยังคงมีความกังวลต่อเนื่อง และได้รวบรวมข้อมูลเพื่อร้องเรียนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงพรรคประชาชน

 

พรรคประชาชนเห็นว่ามีมาตรการเร่งด่วนที่จำเป็น เพื่อเยียวยาและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน รวมถึงจัดการความเสี่ยงด้านสุขภาพในระยะยาว ดังนี้

 

  • กรมควบคุมมลพิษและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องดำเนินการตรวจสอบคุณภาพอากาศ ดิน และน้ำอย่างละเอียด ว่ามีสารปนเปื้อนที่เป็นอันตรายหรือไม่ โดยต้องเป็นการตรวจสอบโดยรัฐหรือหน่วยงานอิสระ ไม่ยึดเพียงผลของบริษัทเอกชนฝ่ายเดียว และควรขยายการตรวจสอบให้ครอบคลุมทั้งพืชผลทางการเกษตร สัตว์น้ำ และสุขภาพของกลุ่มเปราะบาง
  • หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรปรับปรุงทางโค้งบริเวณจุดเกิดเหตุ เพื่อลดความเสี่ยงอุบัติเหตุ เช่น เพิ่มป้ายเตือน หรือติดตั้งกล้องตรวจจับ เนื่องจากเป็นจุดเสี่ยงที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง

 

  • คณะรัฐมนตรีและสภาควรเร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด และ พ.ร.บ.การรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ (PRTR) เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน ทั้งการผลิต การปล่อย และการเคลื่อนย้ายมลพิษ

 

พริษฐ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ พรรคประชาชนเคยเสนอเข้าสู่สภา และได้รับการผลักดันจาก สส. หลายฝ่ายแล้วในสภาชุดที่ผ่านมา ปัจจุบันอยู่ระหว่างรอการพิจารณาต่อ โดยต้องดำเนินการภายในวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 พรรคประชาชนจะใช้กลไกสภาอย่างเต็มที่ เพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชน รวมถึงชาวน่านที่กำลังเผชิญวิกฤตซ้อน ทั้งปัญหาฝุ่น PM2.5 และกรณีเถ้าลอย

 

นอกจากนี้ สส. พรรคประชาชนยังได้ร่วมงานประเพณีสงกรานต์และพบปะประชาชนในหลายอำเภอทั่วจังหวัดน่าน

The post พริษฐ์-ศุภโชติ ติดตามปมเถ้าลอยปนเปื้อน น่าน จี้รัฐเร่งตรวจสอบการปนเปื้อนอย่างเป็นอิสระ พร้อมเร่งผ่านกฎหมายอากาศสะอาด-PRTR ด่วน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สส.ศุภโชติชำแหละแนวทางปรับค่า Ft มีปัญหาทั้ง 3 สูตร แนะรักษาสมดุล ประคองหนี้-ค่าครองชีพประชาชน https://thestandard.co/supachot-ft-tariff-formulas-issues/ Tue, 31 Mar 2026 07:36:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1193180 ศุภโชติ สส.พรรคประชาชน กำลังอภิปรายเรื่องแนวทางปรับค่าไฟฟ้า Ft ที่มีปัญหาทั้ง 3 สูตร พร้อมภาพประกอบบิลค่าไฟ

ศุภโชติ สส.พรรคประชาชน ชำแหละ แนวทางการปรับค่า Ft มีปัญ […]

The post สส.ศุภโชติชำแหละแนวทางปรับค่า Ft มีปัญหาทั้ง 3 สูตร แนะรักษาสมดุล ประคองหนี้-ค่าครองชีพประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศุภโชติ สส.พรรคประชาชน กำลังอภิปรายเรื่องแนวทางปรับค่าไฟฟ้า Ft ที่มีปัญหาทั้ง 3 สูตร พร้อมภาพประกอบบิลค่าไฟ

ศุภโชติ สส.พรรคประชาชน ชำแหละ แนวทางการปรับค่า Ft มีปัญหาทั้ง 3 สูตร ชี้รัฐบาลต้องรักษาสมดุลระหว่างการประคองหนี้รัฐวิสาหกิจ และภาระค่าครองชีพของประชาชน เตือนอย่ารีบใช้เงิน Claw back หากเหลือไม่พอ ราคาค่าไฟอาจพุ่งทะลุแบบราคาน้ำมันได้

 

 
 

ศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่าสูตรการคิดค่าไฟทั้ง 3 สูตร ล้วนมีปัญหาทั้งสิ้น โดยอธิบายเหตุผล ดังนี้

 

  • หากเลือกสูตรที่กดค่าไฟให้ต่ำที่สุด ผลที่ตามมาคือหน่วยงานรัฐวิสาหกิจอย่าง กฟผ. และ ปตท. จะต้องเป็นผู้แบกรับต้นทุนไปก่อนด้วยการยืดหนี้ออกไป
  • การนำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (Claw back) มาใช้เพื่อลดค่าไฟลงก่อน ทำให้หนี้เดิมที่มีอยู่ไม่ได้รับการชดเชย ซึ่งตามปกติแล้ว เงินส่วนดังกล่าวจำเป็นต้องเก็บไว้สำหรับลงทุน เช่น ใช้ในการลงทุนสร้างสายส่ง
  • การรีบนำเงิน Claw back ออกมาใช้ จะมีลักษณะคล้ายกับการใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หากรีบใช้จนไม่เหลือเงินเพียงพอ เมื่อถึงคราววิกฤตจริงอาจส่งผลให้ค่าไฟต้องดีดพุ่งทะลุ แบบเดียวกับราคาน้ำมันที่พุ่งทะลุไปถึง 6 บาทในภายหลังได้

 

ทั้งนี้ Claw back คือเงินที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เรียกคืนจากผลประโยชน์ส่วนเกินของ 3 การไฟฟ้า ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) จากการลงทุนที่ไม่เป็นตามแผน มาบริหารจัดการค่าไฟฟ้า หรือบรรเทาผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้าตามนโยบายของรัฐ

 

ชี้อิงราคาก๊าซต่ำเกินจริง

 

นอกจากนี้ ศุภโชติยังระบุอีกว่า ในการคิดค่าไฟในงวดที่จะถึงนี้ (พ.ค. – ส.ค.) ทางรัฐบาลได้ประเมินราคาก๊าซธรรมชาติ โดยใช้สมมติฐานที่ต่ำเกินจริง ซึ่งได้ประเมินไว้ที่ประมาณ 18 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อ MMBTU ในขณะที่ราคาตลาดโลกพุ่งไปถึงประมาณ 24 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อ MMBTU แล้ว

 

ศุภโชติกล่าวต่อว่า “การเก็บค่าไฟต่ำกว่าต้นทุนจริงในวันนี้ จะกลายเป็นหนี้สะสมที่จะโผล่ขึ้นมาในอนาคต ซึ่งเมื่อนำไปคิดในค่าไฟงวดเดือนกันยายนถึงธันวาคม ประชาชนจะโดนผลกระทบ 2 ต่อ คือทั้งหนี้ที่ต้องแบกรับมา และราคาเชื้อเพลิงที่แท้จริง ณ ขณะนั้น”

 

สุดท้ายนี้ หากรัฐบาลเลือกที่จะขึ้นค่าไฟพรวดเดียวเพื่อใช้หนี้ กฟผ. ก็จะเกิดปัญหาอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งศุภโชติมองว่า รัฐบาลจำเป็นต้องรักษาสมดุลระหว่างการใช้เงิน และการประคองราคาค่าไฟ

 

เสี่ยงก่อหนี้เพิ่มอีกแสนล้านบาท

 

ทั้งนี้ หากรัฐบาลตัดสินใจยืดหนี้และตรึงราคาค่าไฟอย่างต่อเนื่อง ศุภโชติประเมินว่า จะทำให้หนี้เดิมที่มีอยู่ประมาณ 50,000 ล้านไม่ได้รับการชำระ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากการแบกรับต้นทุนที่สูงกว่าราคาตลาด

 

หากกระแสเงินสดไม่พอ ศุภโชติชี้ว่า กกพ. ก็จำเป็นต้องกู้เงินมหาศาล คล้ายกับช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งเคยมีการกู้อยู่ประมาณ 85,000-100,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ศุภโชติระบุว่า นับเป็นโชคดีที่สถานการณ์คราวนั้นไม่ยืดเยื้อมาก และมีระยะเวลาไม่นานจน กกพ.สามารถหาเงินมาจ่ายหนี้ได้ทัน

 

ทั้งนี้ ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568 กฟผ. มีภาระต้นทุนคงค้าง (AF) เหลือ 35,928 ล้านบาท และมีต้นทุนค่าก๊าซธรรมชาติคงค้างของรัฐวิสาหกิจ (AFGas) เหลือประมาณ 10,300 ล้านบาท โดยในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน กฟผ. เคยแบกรับภาระต้นทุนคงค้างสูงถึง 150,268 ล้านบาท

 

ค่าไฟอาจพุ่งไป 5 บาทกว่า-เสี่ยงไฟดับทั้งประเทศ

 

อย่างไรก็ตาม ศุภโชติเตือนว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อจนกระแสเงินสดมีไม่เพียงพอที่จะจ่ายค่าเชื้อเพลิงให้หน่วยงานต่างๆ โรงไฟฟ้าก็จะหยุดผลิต และนำไปสู่ผลกระทบล้มพับเป็นโดมิโนได้ สุดท้ายแล้วค่าไฟอาจพุ่งสูงกว่า 5 บาท หลังจากตรึงราคาต่อไปไม่ไหว

 

ไม่เพียงเท่านั้น หากรัฐวิสาหกิจขาดสภาพคล่องหนักจนมีปัญหา ศุภโชติมองว่าอาจเกิดภาวะไฟดับภายในประเทศได้ อย่างไรก็ตาม ศุภโชติมองว่าภาวะไฟดับภายในประเทศไม่น่าจะเกิดขึ้น โดยเชื่อว่ารัฐบาลอาจเลือกดีดราคาค่าไฟขึ้นก่อนที่จะปล่อยให้ถึงจุดนั้น

 

จับตา กกพ.เคาะค่าไฟ 3 สูตร 1 เม.ย.

 

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กกพ. เตรียมเคาะค่าไฟฟ้างวดใหม่พฤษภาคม – สิงหาคม 2569 ในวันที่ 1 เมษายนนี้ หลังจากเสนอแนวทางไป 3 สูตร พร้อมเปิดรับฟังความเห็น ไปจนถึงวันที่ 31 มี.ค.นี้

 

โดยทั้ง 3 กรณี ซึ่งมีความแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับการชดใช้หนี้คืนให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)

 

  • โดยแนวทางที่ 1 เป็นการจ่ายคืนภาระหนี้คงค้างที่ต้องชำระคืนให้ กฟผ. ทั้งหมด ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยดีดขึ้นมาแตะระดับ 4.59 บาทต่อหน่วย
  • สำหรับแนวทางที่ 2 เป็นการพักหนี้เดิมออกไป ยังไม่ต้องชำระคืน กฟผ. ส่งผลให้ค่าไฟแตะ 4.08 บาทต่อหน่วย
  • ส่วนแนวทางที่ 3 คือการพักหนี้ กฟผ. และนำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (Claw back) ซึ่งมีอยู่ 9,472 ล้านบาท มาช่วยอุดหนุนราคาค่าไฟ ทำให้ค่าไฟฟ้าอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย

 

ทั้ง 3 แนวทาง ล้วนเป็นทางเลือกสำคัญที่ กกพ. จะต้องตัดสินใจอย่างเหมาะสม เพื่อบริหารภาระค่าครองชีพของประชาชน ตลอดจนภาระหนี้ของ กฟผ. และหนี้ของ ปตท. ซึ่งเป็นผู้จัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติรายหลักของประเทศ

The post สส.ศุภโชติชำแหละแนวทางปรับค่า Ft มีปัญหาทั้ง 3 สูตร แนะรักษาสมดุล ประคองหนี้-ค่าครองชีพประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศุภโชติชี้ 5 จุดรั่ว คาด ‘ไอ้โม่ง’ สูบน้ำมันขาดตลาด เตือนคลื่นลูกสองค่าไฟแพง หนักและนานแน่ https://thestandard.co/supachot-expose-fuel-shortage-culprits/ Thu, 26 Mar 2026 01:33:57 +0000 https://thestandard.co/supachot-expose-fuel-shortage-culprits/ ศุภโชติ ไชยสัจ อภิปรายประเด็นน้ำมันขาดตลาดและค่าไฟแพง

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 1 สมัยสามัญประจำปีคร […]

The post ศุภโชติชี้ 5 จุดรั่ว คาด ‘ไอ้โม่ง’ สูบน้ำมันขาดตลาด เตือนคลื่นลูกสองค่าไฟแพง หนักและนานแน่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศุภโชติ ไชยสัจ อภิปรายประเด็นน้ำมันขาดตลาดและค่าไฟแพง

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 1 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 25 มีนาคม ช่วงท้ายของวาระพิจารณาญัตติด่วนเรื่องการแก้ไขวิกฤตพลังงาน ศุภโชติ ไชยสัจ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้อภิปรายถึงโครงสร้างวงจรน้ำมัน พร้อมเปิดเผย 5 จุดยุทธศาสตร์ที่คาดว่าจะเป็นรังของขบวนการ ‘ไอ้โม่ง’ 

 

จุดที่ 1 โรงกลั่นน้ำมัน ซึ่งรัฐบาลต้องตอบสังคมให้ชัดเจนว่ามีการจงใจชะลอหรือลดปริมาณการปล่อยน้ำมันออกสู่ตลาดหรือไม่ เพราะเพียงแค่ลดการปล่อยน้ำมันลงแค่วันเดียวก็สามารถฟันกำไรส่วนต่างได้อย่างมหาศาล แม้รัฐบาลจะอ้างว่าตรวจสอบแล้วไม่พบการกักตุน แต่กลับไม่เคยนำตัวเลขปริมาณการผลิตและการปล่อยน้ำมันของโรงกลั่นแต่ละแห่งมากางให้ประชาชนดู หากรัฐบาลมั่นใจในความบริสุทธิ์ของโรงกลั่น ก็ไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องปิดบังตัวเลขเหล่านี้

 

จุดที่ 2 คลังน้ำมันและพ่อค้าคนกลาง คือกลุ่มต้องสงสัยถัดมาที่มีพฤติกรรมกักตุนน้ำมันเพื่อรอเก็งกำไรในช่วงที่ราคาพุ่งสูง ศุภโชติยกกรณีที่จังหวัดอ่างทอง ซึ่งมีการบุกยึดน้ำมันกักตุนกว่า 300,000 ลิตร เป็นหลักฐาน แต่จนถึงขณะนี้ รัฐบาลก็ยังไม่สามารถนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ

 

จุดที่ 3 รถขนส่งน้ำมัน แม้รัฐบาลจะสั่งเพิ่มรอบการขนส่ง แต่จากการลงพื้นที่จริง กลับพบรถบรรทุกน้ำมันนับร้อยคันจอดทิ้งไว้เฉยๆ รัฐบาลมีอำนาจตามกฎหมายที่จะเรียกดูข้อมูลการเดินรถและตรวจสอบได้ทันทีว่ารถเหล่านี้เป็นรถเปล่าที่รอรับน้ำมัน หรือเป็นที่ซ่อนน้ำมันเถื่อนของไอ้โม่ง แต่กลับบ่ายเบี่ยงและไม่แสดงความพยายามที่จะหาความจริง

 

จุดที่ 4 คือขบวนการลักลอบค้าน้ำมันข้ามแดน จากอดีตที่เคยลักลอบนำเข้าน้ำมันเถื่อนราคาถูก ปัจจุบันเมื่อรัฐบาลไทยตรึงราคาน้ำมันจนต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ขบวนการเหล่านี้จึงพลิกแพลงด้วยการลักลอบนำน้ำมันไทยออกไปขายต่างประเทศเพื่อฟันกำไรส่วนต่างเกือบเท่าตัว ข่าวการจับกุมรถขนน้ำมันเถื่อนที่ชายแดน ซึ่งยึดได้ 20,000 ลิตรในวันก่อน และอีก 200,000 ลิตรในวันต่อมา เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง

 

ศุภโชติวิจารณ์ท่าทีของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมที่ยังมองว่าสถานการณ์ปกติ ว่าเป็นการตีรวนและไม่เอาจริงเอาจัง ซึ่งท้ายที่สุดคนไทยจะไม่มีน้ำมันเติม ในขณะที่ไอ้โม่งและต่างชาติกลับร่ำรวย

 

และ จุดที่ 5 การกักตุนน้ำมันไบโอดีเซล (B100) นโยบายของรัฐบาลที่ปรับสูตรน้ำมันดีเซลจาก B5 เป็น B7 และมีแผนจะขยับไปสู่ B10 หรือ B20 ทำให้ความต้องการ B100 พุ่งสูงขึ้น

 

ศุภโชติตั้งข้อสังเกตว่า ประเทศไทยอาจไม่ได้ขาดแคลนน้ำมันดิบ แต่อาจมีไอ้โม่งกักตุน B100 ไว้เก็งกำไร จนทำให้ไม่สามารถผลิตดีเซลออกสู่ตลาดได้เพียงพอ รัฐบาลจึงต้องกางข้อมูลสต็อก B100 ออกมาให้ชัดเจนว่ามีการกักตุนอยู่ที่ใด และใครคือผู้รับประโยชน์ตัวจริงจากนโยบายนี้

 

“ถ้าถามว่าใครคือไอ้โม่งที่มีส่วนรู้เห็นในการกักตุนน้ำมันของประชาชนไว้ ผมก็ต้องตอบเลยว่า ท่านพิพัฒน์ท่านเป็นผู้รู้และผู้มี ประสบการณ์ในธุรกิจนี้ดี อาจจะตอบได้ดีกว่าผม” ศุภโชติกล่าว

 

ศุภโชติย้ำว่า วิกฤตที่ลากยาวเข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 โดยที่รัฐบาลยังไม่อุดรูรั่วอย่างจริงจัง ทำให้คำสัญญาที่ว่าน้ำมันจะไม่ขาดปั๊มภายในไม่กี่วันนั้น เป็นเรื่องยากที่จะเชื่อ ปัญหาใหญ่ไม่ใช่แค่น้ำมันหมด แต่คือการที่รัฐบาลปิดบังข้อมูลและขาดความโปร่งใส ซึ่งยิ่งทำให้สังคมตั้งข้อสงสัยว่า รัฐบาลมีส่วนรู้เห็นเป็นใจในการหากินกับวิกฤตของประชาชนหรือไม่

 

“น้ำมันเป็นแค่คลื่นลูกแรกที่มากระทบประเทศไทย คลื่นลูกถัดไปที่จะมาซัดประเทศไทยซ้ำ คือ ค่าไฟแพงในปีนี้จะหนักแน่ ยาวนานไม่แพ้กัน แต่ผมยังไม่เห็นรัฐบาลเตรียมมาตรการรับมืออะไรเลย” ศุภโชติระบุ

The post ศุภโชติชี้ 5 จุดรั่ว คาด ‘ไอ้โม่ง’ สูบน้ำมันขาดตลาด เตือนคลื่นลูกสองค่าไฟแพง หนักและนานแน่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พรรคประชาชนอัดรัฐบาลล้มเหลวแก้ปมน้ำมัน จี้ตอบคำถามน้ำมันหายไปไหน หลังพบช่องโหว่กักตุน-ลักลอบส่งออกชายแดน https://thestandard.co/oil-shortage-smuggling-government/ Tue, 24 Mar 2026 03:05:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1190475 ภาพ ศุภโชติ ไชยสัจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน แถลงข่าววิพากษ์วิจารณ์การบริหารจัดการน้ำมันของรัฐบาล

วันนี้ (24 มีนาคม) ศุภโชติ ไชยสัจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร […]

The post พรรคประชาชนอัดรัฐบาลล้มเหลวแก้ปมน้ำมัน จี้ตอบคำถามน้ำมันหายไปไหน หลังพบช่องโหว่กักตุน-ลักลอบส่งออกชายแดน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ศุภโชติ ไชยสัจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน แถลงข่าววิพากษ์วิจารณ์การบริหารจัดการน้ำมันของรัฐบาล

วันนี้ (24 มีนาคม) ศุภโชติ ไชยสัจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แถลงแสดงความคิดเห็นและวิพากษ์วิจารณ์การบริหารจัดการของรัฐบาล ต่อสถานการณ์วิกฤตพลังงานและปัญหาการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศ ที่ยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 โดยระบุว่า ภาพที่ปรากฏตามสื่อมวลชนซึ่งประชาชนยังคงต้องต่อคิวรอเติมน้ำมัน สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวในการรับมือวิกฤตระดับประเทศอย่างสิ้นเชิง

 

ศุภโชติ ชี้ให้เห็นว่า มาตรการที่รัฐบาลประกาศใช้ออกมานั้น เป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและไม่รอบด้าน ส่งผลให้เกิดความผิดปกติในระบบห่วงโซ่อุปทานและการกระจายน้ำมัน สวนทางกับสิ่งที่รัฐบาลยืนยันมาตลอดว่ามีน้ำมันเพียงพอ พร้อมตั้งข้อสังเกตใน 3 ประเด็นหลัก ดังนี้

 

ช่องโหว่ข้อมูล จี้รัฐตอบน้ำมันหายไปไหน

 

ศุภโชติ ตั้งคำถามถึงข้อสั่งการล่าสุดของนายกรัฐมนตรี ที่ให้ผู้ประกอบการรายงานการผลิตและการจำหน่ายรายวัน โดยมองว่ามาตรการดังกล่าวไม่ครอบคลุมทั้งระบบ เนื่องจากยังไม่ได้รวมกลุ่มผู้ขนส่งน้ำมันและสถานีบริการรายย่อย ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญ ทำให้รัฐบาลไม่สามารถเห็นภาพรวมได้อย่างแท้จริง และไม่สามารถยืนยันได้ว่าไม่มีการกักตุน

 

พร้อมกันนี้ ได้ยกกรณีการเข้าตรวจสอบคลังน้ำมันในจังหวัดอ่างทอง (ปริมาณกว่า 300,000 ลิตร) ว่า ความล่าช้าในกระบวนการตรวจสอบเอกสาร ยิ่งสะท้อนความไม่ชัดเจนของรัฐบาล ซึ่งอาจเปิดช่องให้กลุ่มทุนฉวยโอกาสเก็งกำไรบนความเดือดร้อนของประชาชน และตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลอาจจงใจไม่เปิดเผยข้อมูลที่แท้จริงต่อสาธารณะ

 

ช่องว่างราคา ต้นเหตุลักลอบส่งออกชายแดน

 

ในประเด็นการลักลอบนำน้ำมันออกนอกประเทศ ศุภโชติ ระบุว่า การที่รัฐบาลตรึงราคาภายในประเทศให้ต่ำกว่าราคาตลาดโลก ถือเป็นการเพิ่มแรงจูงใจให้เกิดการลักลอบส่งออกเพื่อทำกำไร โดยยกตัวอย่างกรณีการจับกุมรถบรรทุกน้ำมันดีเซลเถื่อน 20,000 ลิตร บริเวณชายแดนจังหวัดตาก พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลกล้าตัดสินใจ ใช้มาตรการจำกัดหรือควบคุมโควตาการส่งออกชั่วคราว เพื่อรักษาเสถียรภาพภายในประเทศ ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดภาพต่างประเทศมีน้ำมัน แต่คนไทยหาเติมไม่ได้

 

เสนอรื้อระบบอุดหนุน เน้นตรงเป้า-รีฟันด์คืน

 

สำหรับมาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพ สส.พรรคประชาชน มองว่า การอุดหนุนราคาแบบหว่านแหทั้งระบบไม่สามารถทำได้อีกต่อไป เนื่องจากจะทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงร่อยหรออย่างรวดเร็ว และผลักภาระหนี้ให้ประชาชนทั้งประเทศ รัฐบาลจึงควรเปลี่ยนมาใช้วิธีอุดหนุนแบบตรงเป้า มุ่งเน้นไปที่กลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจริง เช่น ภาคการขนส่ง เกษตรกร หรือผู้ประกอบการรายย่อย โดยอาจใช้ระบบจ่ายราคาเต็มไปก่อน แล้วนำใบเสร็จมาขอคืนเงิน (Refund) จากรัฐ ซึ่งจะช่วยควบคุมงบประมาณและอุดรอยรั่วไหลได้ดีกว่า

 

ในตอนท้าย ศุภโชติ ได้กล่าวทิ้งท้ายอย่างดุเดือดว่า วิกฤตครั้งนี้เป็นบทพิสูจน์ว่ารัฐบาลจะเลือกแก้ปัญหาอย่างโปร่งใส หรือจะใช้วิธีโยนความผิดให้ประชาชน และไม่พยายามหาตัวผู้กระทำผิดที่แท้จริง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หากวิกฤตน้ำมันจะคลี่คลายลงในสัปดาห์นี้ อาจไม่ใช่เพราะการแก้ปัญหาของรัฐบาล แต่เป็นเพราะกลุ่มนายทุนและผู้ลักลอบกักตุน ได้ตักตวงผลกำไรจากวิกฤตครั้งนี้จนเป็นที่พอใจแล้ว

The post พรรคประชาชนอัดรัฐบาลล้มเหลวแก้ปมน้ำมัน จี้ตอบคำถามน้ำมันหายไปไหน หลังพบช่องโหว่กักตุน-ลักลอบส่งออกชายแดน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘จ็อบเบอร์’ คือใคร เปิดเบื้องหลังตัวละครลับ ที่ทำน้ำมันแพง? ธุรกิจกำลังดิ้นหนีตาย ดีเซล 33 บาท อาจเอาไม่อยู่ https://thestandard.co/jobber-oil-price-business-diesel/ Wed, 18 Mar 2026 10:09:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1188813 ภาพประกอบแสดงถึงวิกฤตพลังงานและผลกระทบต่อธุรกิจจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น โดยมีจ็อบเบอร์เป็นตัวแปรสำคัญ

ประเด็นสำคัญ   ไม่ว่าจะมีสงครามหรือไม่ ทำไมราคาน้ำ […]

The post ‘จ็อบเบอร์’ คือใคร เปิดเบื้องหลังตัวละครลับ ที่ทำน้ำมันแพง? ธุรกิจกำลังดิ้นหนีตาย ดีเซล 33 บาท อาจเอาไม่อยู่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงถึงวิกฤตพลังงานและผลกระทบต่อธุรกิจจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น โดยมีจ็อบเบอร์เป็นตัวแปรสำคัญ

ประเด็นสำคัญ

 

 

ไม่ว่าจะมีสงครามหรือไม่ ทำไมราคาน้ำมันไทยถึงแสนแพง…?

 

ความผันผวนของราคาพลังงานหลังเจอวิกฤตปิดช่องแคบฮอร์มุซ ลามมาถึงปัญหาข้าวของแพง ภาพความ ‘โกลาหล’ ผู้คนแห่กักตุนน้ำมัน

 
ภาพประกอบแสดงถึงวิกฤตพลังงานและผลกระทบต่อธุรกิจจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น โดยมีจ็อบเบอร์เป็นตัวแปรสำคัญ 1
 

แม้มักจะได้รับคำอธิบายปมปัญหาสงครามตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น แต่ภาพสะท้อนความเป็นจริง ‘ราคาน้ำมันหน้าปั๊ม’ ที่คนไทยเห็น ล้วนมาจากหลายปัจจัยเชิงโครงสร้างพลังงานที่ ‘ทับซ้อน’ ที่อาจไม่มีคำตอบเดียว

 

ไม่ว่าจะเป็น ต้นทุนตลาดโลก ราคาน้ำมันไทยที่อ้างอิงสิงคโปร์ โครงสร้างภาษี โครงสร้างค่าการกลั่น กองทุนน้ำมัน โครงสร้างตลาดในประเทศ ซึ่งมีการขายปลีกผ่าน ‘จ๊อบเบอร์’

 

นั่นจึงเป็นคำถามสุดคลาสสิกว่า ทำไมน้ำมันไทยถึงแพง?

 

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลไหน ทุกคนต่างได้รับผลกระทบและ ‘เจ็บตัว’ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรม ที่เป็นฟันเฟืองเศรษฐกิจ ต่างซื้อน้ำมันผ่าน ‘จ๊อบเบอร์’ แม้ว่า ณ เวลานี้ รัฐขยายเพดานราคาดีเซลเป็น 33 บาทต่อลิตร

 

ประเมินสงครามส่อ ‘ยืดเยื้อ’ กดดันต้นทุนอุตสาหกรรม

 

ล่าสุด เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า แม้ดัชนีโดยรวมกำลังฟื้นตัว แต่ผู้ประกอบการกลับเผชิญ ‘แรงกดดัน’ หลายด้าน

 

โดยเฉพาะกำลังการผลิตในบางอุตสาหกรรมที่ยังอยู่ในระดับต่ำ อาทิ เฟอร์นิเจอร์ เซรามิก และเครื่องจักรกลการเกษตร รวมถึงปัญหาไฟป่าตามแนวชายแดนที่กระทบซัพพลายเชน

 

 
ภาพประกอบแสดงถึงวิกฤตพลังงานและผลกระทบต่อธุรกิจจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น โดยมีจ็อบเบอร์เป็นตัวแปรสำคัญ 2
 

“ประเด็นสำคัญคือการนำเข้าสินค้าจากจีนที่เพิ่มขึ้นถึง 29.5% โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ ส่งผลให้ผู้ผลิตในประเทศต้องเผชิญการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงขึ้น”

 

มากไปกว่านั้น ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด คือความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างอิหร่าน อิสราเอล และสหรัฐฯ ซึ่งมีแนวโน้ม ‘ยืดเยื้อ’ และส่งผลโดยตรงต่อราคาพลังงานโลก

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง

วิกฤตน้ำมัน! ทำไมของไม่พอขาย ประชาชน ‘Panic Buy’ แห่ซื้อตุน วิกฤตน้ำมัน! ทำไมของไม่พอขาย ประชาชน ‘Panic Buy’ แห่ซื้อตุน
16 มี.ค. 2569 | 12:26
สงครามอิหร่าน ไม่ว่าใครจะชนะ แต่ทุกคนต้องจ่าย สงครามอิหร่าน ไม่ว่าใครจะชนะ แต่ทุกคนต้องจ่าย
9 มี.ค. 2569 | 10:47
หอการค้าไทย วิเคราะห์ 4 แรงกระแทกเศรษฐกิจ ‘ปิดช่องแคบฮอร์มุซ’ หอการค้าไทย วิเคราะห์ 4 แรงกระแทกเศรษฐกิจ ‘ปิดช่องแคบฮอร์มุซ’
2 มี.ค. 2569 | 13:02
จากทะเลแดงถึง ‘ฮอร์มุซ’ เส้นทางนี้อยู่ตรงไหน สำคัญ (กับไทย) อย่างไร? เมื่อสงคราม ‘อิหร่าน-อิสราเอล’ ป่วนการค้าโลกอีกระลอก จากทะเลแดงถึง ‘ฮอร์มุซ’ เส้นทางนี้อยู่ตรงไหน สำคัญ (กับไทย) อย่างไร? เมื่อสงคราม ‘อิหร่าน-อิสราเอล’ ป่วนการค้าโลกอีกระลอก
18 เม.ย. 2567 | 10:50

 

ขยายเพดานดีเซลเป็น 33 บาทต่อลิตร ธุรกิจยังรับไหวไหม?

 

เกรียงไกร มองว่า ปัจจุบัน (18 มี.ค.) รัฐบาลได้ขยายเพดานราคาดีเซลเป็น 33 บาทต่อลิตร หลังสิ้นสุดมาตรการ 15 วัน ส่งผลให้กองทุนน้ำมันติดลบกว่าหมื่นล้าน

 

ในมุมภาคอุตสาหกรรม ประเมินว่า “หากราคายังไม่เกินระดับดังกล่าว ธุรกิจยังสามารถบริหารจัดการได้ แต่หากปรับตัวสูงกว่านี้จะส่งผลให้ ต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้น 5-12% และอาจผลักดันราคาสินค้าเพิ่มขึ้น 3-5%”

 

ขณะเดียวกัน ยังเกิดปัญหา ‘ราคาเขย่งในตลาดน้ำมัน’ โดยราคาหน้าปั๊มและราคาขายผ่านผู้ค้ารายย่อยจ็อบเบอร์ (Jobber) ต่างกันสูงถึง 11-12 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ผู้ค้าขาดสภาพคล่อง ในการจัดหาน้ำมันไปป้อนภาคการผลิตและเกษตรกรรม จนเริ่มเกิดภาวะขาดแคลนในบางพื้นที่

 

นอกจากนี้ สงครามยังส่งผลให้วัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรม เช่น ปิโตรเคมี เม็ดพลาสติก เหล็ก และอลูมิเนียม ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง

 

“โดยเฉพาะน้ำมันเตาที่พุ่งจาก 7-8 บาท เป็น 23-24 บาทต่อลิตร สะท้อนแรงกดดันด้านต้นทุนที่ทวีความรุนแรง”

 

ทั้งนี้ ส.อ.ท. ประเมินแนวโน้มราคาสินค้าไทย ภายใต้ความไม่แน่นอนของสงครามและราคาน้ำมัน 3 ฉากทัศน์หลัก ดังนี้

 

  • ฉากทัศน์ที่ 1 คุมสถานการณ์ได้ (น้ำมันไม่เกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) ราคาดีเซลทรงตัวไม่เกิน 33 บาทต่อลิตร ต้นทุนการผลิตเพิ่มเล็กน้อย ราคาสินค้าอาจขยับในกรอบจำกัด 1-2% เศรษฐกิจยังเดินหน้าต่อได้
  • ฉากทัศน์ที่ 2 ความตึงเครียดปานกลาง (น้ำมัน 100-115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) ต้นทุนขนส่งเพิ่ม 5-12% ผู้ประกอบการเริ่มทยอยปรับราคาสินค้า 3-5% กระทบกำลังซื้อภายในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ
  • ฉากทัศน์ที่ 3 วิกฤติรุนแรง (น้ำมัน 120-125 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) ต้นทุนพลังงานพุ่งสูงต่อเนื่อง เกิดแรงส่งผ่านราคาทั่วห่วงโซ่การผลิต ราคาสินค้าอาจปรับขึ้นมากกว่า 5% พร้อมความเสี่ยงสินค้าขาดตลาด และอาจฉุด GDP ไทย เหลือเพียง 1.3%

 

แนะอุดหนุนผู้ค้า ‘จ็อบเบอร์’ ลดช่องว่างราคาน้ำมัน

 

อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท.เสนอให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการรองรับ เพื่อป้องกันผลกระทบลุกลาม

 

  • ให้มีการอุดหนุนผู้ค้ารายย่อย (Jobber) เพื่อลดช่องว่างราคาน้ำมัน
  • พิจารณาระงับการส่งออกเศษเหล็ก เศษอลูมิเนียม และเศษกระดาษ เพื่อรักษาวัตถุดิบในประเทศ
  • การบริหารราคาดีเซล ‘แบบค่อยเป็นค่อยไป’

 

“ช่วงเวลานี้เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อ ต้องอาศัยการบริหารนโยบายอย่างแม่นยำ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างต้นทุนพลังงาน เสถียรภาพราคา และความสามารถแข่งขันของประเทศ ท่ามกลางความผันผวนเศรษฐกิจโลก” เกรียงไกรกล่าว

 

ทำไมรัฐบอกน้ำมันพอ แต่ประชาชนแพนิก?

 

แม้รัฐบาลจะยืนยันว่า ประเทศไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอใช้ได้ 95-100 วัน แต่ความกังวลต่อสถานการณ์สงครามอิหร่านที่ยืดเยื้อ ได้ก่อให้เกิดพฤติกรรม “Panic” ในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะภาคเกษตรและอุตสาหกรรม ที่เร่งกักตุนน้ำมันเพื่อรักษาความต่อเนื่องของการผลิต

 

หนึ่งในปัญหาเร่งด่วนที่กำลังเกิดขึ้น คือ ‘ความเหลื่อมล้ำด้านราคา’ ระหว่างภาคประชาชนกับภาคอุตสาหกรรม

 

 
ภาพประกอบแสดงถึงวิกฤตพลังงานและผลกระทบต่อธุรกิจจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น โดยมีจ็อบเบอร์เป็นตัวแปรสำคัญ 3
 

ชี้จุดอ่อน ‘ความผิดเพี้ยน’ ของโครงสร้างราคา

 

ภาคอุตสาหกรรมซึ่งซื้อน้ำมันผ่านผู้ค้ารายย่อย หรือ ‘จ๊อบเบอร์’ กลับไม่ได้รับการอุดหนุน ทำให้ต้อง ‘แบกรับราคาสูงกว่าถึง 10 บาทต่อลิตร’

 

ผลที่ตามมาคือ ผู้ประกอบการจำนวนหนึ่งเริ่มนำรถบรรทุกเข้าไปเติมน้ำมันที่ปั๊ม แข่งขันกับประชาชนโดยตรง สะท้อนความ ‘ผิดเพี้ยน’ ของโครงสร้างราคา และเสี่ยงซ้ำเติมภาวะขาดแคลน

 

ขณะเดียวกัน ผู้ค้ารายย่อยยังเผชิญปัญหาสภาพคล่องอย่างหนัก จากราคาน้ำมันที่พุ่งสูง ทำให้กำลังซื้อหดตัวอย่างมีนัยสำคัญ เช่น จากเดิมสามารถซื้อน้ำมันได้ 100,000 ลิตร อาจลดเหลือเพียง 30,000 ลิตร ส่งผลให้ไม่สามารถส่งมอบให้โรงงานได้เพียงพอ

 

อย่างไรก็ตาม พลังงานเป็นต้นทุนหลักของภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมหนัก เช่น ปูนซีเมนต์ เหล็ก อะลูมิเนียม แก้ว และปิโตรเคมี ซึ่งมีสัดส่วนต้นทุนพลังงานสูงถึง 35-50% และน่าห่วงว่าจะนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อ

 

‘จ็อบเบอร์’ น้ำมัน คือใคร?

 

จ็อบเบอร์ (Jobber) คือ พ่อค้าคนกลางหรือผู้ค้าส่งน้ำมัน ที่ซื้อน้ำมันปริมาณมากจากบริษัทน้ำมันรายใหญ่เพื่อนำไปขายต่อ มีบทบาทสำคัญในการกระจายน้ำมันไปยังลูกค้ารายย่อย เช่น ปั๊มน้ำมันอิสระ โรงงานอุตสาหกรรม และภาคเกษตรกรรมในพื้นที่ห่างไกล

 

Jobber น้ำมัน ไม่ได้ผลิตน้ำมันเอง และไม่ได้เป็นเจ้าของปั๊มแบรนด์ใหญ่ (Major Brands) โดยตรงในฐานะบริษัทแม่ แต่เป็นฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้น้ำมัน กระจายไปถึงมือผู้บริโภคในพื้นที่ต่างๆ

 

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของ ปตท. การกำหนดเพดานราคาขายให้ Jobber ในช่วงวิกฤต กลุ่ม ปตท. ได้กำหนด เพดานราคาขายให้ Jobber ที่เป็นลูกค้าประจำ โดยให้ราคาขาย ไม่เกินราคาหน้าสถานีบริการ + 2 บาท/ลิตร ไปจนถึงสิ้นสุดเดือน มี.ค. 2569

 

โดยเพดานราคาดังกล่าวเป็น กรอบราคาสูงสุด ที่ใช้ควบคุมการขายในตลาด Jobber ไม่ให้ราคาปรับสูงขึ้นมากเกินไปในช่วงที่ตลาดมีความผันผวน

 

ในกรณีที่ราคาตลาดปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การกำหนดเพดานราคานี้ กลุ่ม ปตท. ต้องรับ ‘ความเสี่ยง’ จากความผันผวนของราคาน้ำมันบางส่วนไว้เอง ส่วนต่างราคา 2 บาทดังกล่าว จึงมีไว้เพื่อครอบคลุมต้นทุนและความเสี่ยงในช่วงภาวะวิกฤติ เช่น

 

  • ความผันผวนของราคาน้ำมัน
  • ต้นทุนทางการเงินของภาระกองทุนที่ต้องรอการชดเชย
  • ค่าใช้จ่ายด้านคลังสินค้าและการขนส่งผล

 

 
ภาพประกอบแสดงถึงวิกฤตพลังงานและผลกระทบต่อธุรกิจจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น โดยมีจ็อบเบอร์เป็นตัวแปรสำคัญ 4
 

ปั๊มน้ำมันไทยมีมากกว่า 2 หมื่นแห่ง ‘ประชาชน’ รับเคราะห์

 

ด้าน ศุภโชติ ไชยสัจ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า โครงสร้างธุรกิจน้ำมันของประเทศไทย คือ โรงกลั่นและผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่จับมือกัน หรือควบรวมเป็นแบรนด์เดียวกัน และมีเครือข่ายปั๊มทำสัญญาจัดส่งน้ำมันระยะยาว ทำให้สถานีบริการในเครือบริษัทใหญ่ มีราคาและปริมาณน้ำมันที่มั่นคงหรือไม่ผันผวนเท่ารายย่อย

 

ขณะที่ ไทยมีสถานีบริการน้ำมันราว 26,000 แห่ง กว่า 8,500 แห่ง เป็นสถานีบริการที่อยู่ในเครือแบรนด์หลักของบริษัทน้ำมัน มีสถานีบริการที่เหลืออีกประมาณ 17,500 แห่ง ที่เป็นปั๊มรายย่อย

 

“เมื่อไม่สามารถซื้อน้ำมันจากโรงกลั่นได้โดยตรง ทำให้ปั๊มเหล่านี้จำเป็นต้องซื้อน้ำมันผ่านตัว แทนจำหน่ายหรือผู้ค้าคนกลางที่เรียกว่าจ๊อบเบอร์”

 

ศุภโชติ มองว่า นี่คืออีกหนึ่งปัญหา บวกกับเมื่อเกิดวิกฤตราคาพลังงาน เมื่อต้องซื้อผ่านจ็อบเบอร์จึงมีราคาสูงกว่าราคาต้นทาง ทำให้ปั๊มรายย่อยต้องแบกรับต้นทุนที่สูงกว่าและแข่งขันในตลาดได้ยากขึ้น สุดท้ายผลกระทบก็มาตกที่ผู้ใช้ และประชาชน

 

 
ภาพประกอบแสดงถึงวิกฤตพลังงานและผลกระทบต่อธุรกิจจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น โดยมีจ็อบเบอร์เป็นตัวแปรสำคัญ 5

ข้อมูลจากกระทรวงพลังงาน ณ วันที่ 18 มี.ค.2569)

 

อย่างไรก็ตาม แม้ว่า อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ย้ำว่า วันนี้ราคาน้ำมันไทยใกล้เคียงกับราคาน้ำมันมาเลเซียซึ่งเป็นผู้ผลิตใช้ในประเทศ

 

ทว่า ภาพประชาชนแห่เติมน้ำมัน ‘คอขวด’ ที่ทุกคนกังวลว่าจะมาจากปัญหา ผู้ค้าคนกลางน้ำมัน (จ็อบเบอร์) นั้น ได้กำชับให้เข้มงวดกับการป้องกันการกักตุน และเรื่องราคาที่สูงเกินไป ซึ่งยอมรับว่า จากปัญหาดังกล่าว บางปั๊มที่อยู่ไกล รับเรื่องราคาไม่ได้ ก็อาจจะปิดตัวไปในที่สุด

 

ขณะที่ รศ.ดร.จุฑาทิพย์ จงวนิชย์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยความสามารถในการแข่งขันและการพัฒนา (ICDS) อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า น่าห่วงว่า ความตึงเครียดในตะวันออกกลางครั้งนี้อาจยืดเยื้อ ซึ่งเริ่มส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม

 

โดยเฉพาะด้านพลังงาน เนื่องจากไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน ประมาณ 60% จากตะวันออกกลาง

 

“รัฐบาลต้องบริหารความเสี่ยงนโยบายการเงินให้ดี และมีกลไกเสริม เช่น กองทุน ที่เข้ามาดูแลอุตสาหกรรมภาคธุรกิจด้วย เพราะยิ่งภาคธุรกิจ ‘เจ็บตัว’ แค่ไหน GDP เศรษฐกิจไทยก็ลดลงไปอีกมากเท่านั้น” รศ.ดร.จุฑาทิพย์ กล่าวทิ้งท้าย

The post ‘จ็อบเบอร์’ คือใคร เปิดเบื้องหลังตัวละครลับ ที่ทำน้ำมันแพง? ธุรกิจกำลังดิ้นหนีตาย ดีเซล 33 บาท อาจเอาไม่อยู่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พรรคประชาชนเรียกร้องรัฐบาลจริงใจกับประชาชน พูดให้ชัดว่ามีน้ำมันสำรองเหลือเพียง 38 วัน ต่ำกว่าที่คาด https://thestandard.co/people-party-demand-oil-reserve/ Wed, 04 Mar 2026 13:50:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1184366 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคประชาชนกำลังแถลงข่าวเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงสถานการณ์น้ำมันสำรองของประเทศ

วันนี้ (4 มีนาคม) ศุภโชติ ไชยสัจ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พร […]

The post พรรคประชาชนเรียกร้องรัฐบาลจริงใจกับประชาชน พูดให้ชัดว่ามีน้ำมันสำรองเหลือเพียง 38 วัน ต่ำกว่าที่คาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคประชาชนกำลังแถลงข่าวเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงสถานการณ์น้ำมันสำรองของประเทศ

วันนี้ (4 มีนาคม) ศุภโชติ ไชยสัจ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ระบุถึงสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกา อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์โดยยืนยันว่า “ในช่วงนี้ สถานการณ์ยังไม่ถึงขั้นวิกฤตแน่นอน ยังมีการสำรองน้ำมันจะใช้ได้  ไม่ใช่แค่เพียง 60 วัน ไทยไม่ได้มีแหล่งน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางเท่านั้น ยังมีภูมิภาคอื่นๆ อีก”

 

ขณะเดียวกัน ทางกระทรวงพลังงานได้เปิดเผยเมื่อ 1 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมาว่า ไทยมีน้ำมันสำรองอยู่ในประเทศเพียง 38 วัน ถือว่าต่ำกว่าระยะเวลาที่ประชาชนเข้าใจว่าน่าจะมีน้ำมันสำรอง 60 วัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่นับรวมน้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่งทางทะเลด้วย ไม่ได้แปลว่าปัจจุบันมีน้ำมันทั้งหมดอยู่ในประเทศเหลือพอสำหรับ 60 วันจริงๆ

 

“ดังนั้น ในการนี้ พรรคประชาชนเห็นว่า รัฐบาลควรมีความจริงใจในการสื่อสารกับประชาชนเพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ตามจริง เพื่อที่จะเตรียมพร้อมในการรับมือกับวิกฤตดังกล่าว” ศุภโชติกล่าว

 

พรรคประชาชนมีข้อเสนอในการรับมือกับสถานการณ์ความขัดแย้งดังกล่าวในประเด็นเรื่องพลังงาน ดังนี้

 

1) รณรงค์ให้ประชาชนเริ่มใช้พลังงานทั้งน้ำมันและไฟฟ้าอย่างประหยัด เพราะมีความเสี่ยงที่น้ำมันอาจขาดแคลนได้ เราต้องเริ่มประหยัดการใช้พลังงานได้แล้ว เพื่อให้รับมือกับภาวะวิกฤตที่อาจขาดแคลนพลังงานในอนาคตได้

 

2) รัฐบาลต้องเป็นตัวอย่าง เริ่มประหยัดพลังงานทันที หน่วยงานราชการ Work from Home

 

โดยสั่งให้หน่วยงานราชการและหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ เริ่มประหยัดการใช้พลังงานทั้งไฟฟ้าและน้ำมันทันที หน่วยงานราชการต้อง Work from Home เท่าที่สามารถทำได้ เพื่อลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงรถยนต์ลง ลดการใช้ไฟฟ้าในหน่วยงานราชการหลัง 17.00 น. เป็นต้นไป พร้อมทั้งปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศในที่ทำงานภาครัฐเป็น 26-27°C ทั่วประเทศ เป็นต้น

 

3) เปิดเผยสถานะปรับแผนความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Contingency Plan) และบริหารราคาอย่างโปร่งใส เป็นธรรม

 

​เร่งหาแหล่งนำเข้าพลังงานสำรอง (Alternative Sourcing) โดยรัฐบาลและปตท. ต้องแสดงความชัดเจนว่าจะนำเข้า LNG จากแหล่งอื่น (เช่น ออสเตรเลีย หรือ สหรัฐฯ) มาทดแทนส่วนที่หายไปจากกาตาร์ได้ทันท่วงทีหรือไม่ และต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจะบริหารจัดการอย่างไร

 

​รวมทั้งเปิดเผยสถานะกองทุนน้ำมันและงบประมาณอุดหนุนค่าไฟ โดยรัฐบาลควรชี้แจงว่า “หน้าตัก” ที่มีอยู่สำหรับอุดหนุนราคาน้ำมันและค่าไฟ (Ft) จะยื้อได้นานแค่ไหนในภาวะวิกฤตนี้ ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนไปเจอบิลเรียกเก็บค่าไฟที่สร้างความตกใจได้ในเดือนถัดไป

 

4.  การปฏิรูปการรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ภาคประชาชน อย่างแท้จริง

 

ปัจจุบัน ระบบ Net Billing คือที่ประชาชนสามารถขายไฟให้รัฐได้ยังมีข้อจำกัดอยู่ในเชิงปริมาณการรับซื้อจากทางภาครัฐ ซึ่งปัจจุบันโควตาของโครงการดังกล่าวเต็มและไม่ได้มีการขยายการรับซื้อเพิ่ม รัฐบาลจะต้องขยายการรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ภาคประชาชนให้มากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติที่มีราคาผันผวนในปัจจุบัน

 

รวมถึงต่อยอดระบบซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ภาคประชาชนให้เป็นระบบ Net Metering เหมือนต่างประเทศ ​เปลี่ยนจาก “ราคารับซื้อ” เป็น “การหักลบหน่วยไฟฟ้า” (Real Net Metering) ต้องผลักดันให้เป็น “จดหน่วยลบหน่วย” (ผลิตได้เท่าไหร่ เอาไปลบออกจากที่ใช้จริง 1:1) สิ่งนี้จะกระตุ้นให้คนติดตั้งโซลาร์เซลล์ทันทีโดยไม่ต้องรอรัฐอุดหนุน

 

รวมถึงการ​ใช้ระบบ “จดแจ้ง” แทน “ขออนุญาต” (One Stop Service) เนื่องจากปัจจุบันการติดโซลาร์เซลล์ต้องขออนุญาตหลายหน่วยงาน (กบง., กกพ., การไฟฟ้าฯ, โยธาฯ) ใช้เวลานานมาก รัฐบาลควรเปลี่ยนเป็น ระบบแจ้งเพื่อทราบออนไลน์ หากขนาดติดตั้งไม่เกินที่กำหนด เพื่อความรวดเร็วและลดช่องว่างการในการทุจริต

 

ประชาสัมพันธ์​สิทธิประโยชน์ทางภาษี เรื่องการนำค่าติดตั้งโซลาร์เซลล์มาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ เพื่อช่วยลดภาระการลงทุนก้อนแรกให้กับประชาชน ให้ประชาชนรับทราบเป็นวงกว้าง

 

ลดการพึ่งพาก๊าซ LNG และพลังงานจากต่างประเทศในระยะยาว เรื่องนี้สำคัญที่สุดที่รัฐบาลยังไม่ได้ทำ

 

5. รัฐบาลควรเจรจากับบริษัทผู้ผลิตไฟฟ้า ที่ปล่อยโรงงานไว้เฉยๆ ให้มีการลดค่าพร้อมจ่ายลง เพื่อเป็นตัวช่วยหนึ่งของการตรึงราคาพลังงานไฟฟ้าที่อาจส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนในระยะเร่งด่วน

The post พรรคประชาชนเรียกร้องรัฐบาลจริงใจกับประชาชน พูดให้ชัดว่ามีน้ำมันสำรองเหลือเพียง 38 วัน ต่ำกว่าที่คาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : ณัฐพงษ์-วรภพ-ศุภโชติ ยื่นประกันคดีกัลฟ์ฟ้องหมิ่น ปมแถลงข่าวราคาค่าไฟ https://thestandard.co/natthaphong-gulf-defamation-lawsuit/ Mon, 02 Feb 2026 08:25:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1172648 ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ, วรภพ วิริยะโรจน์ และ ศุภโชติ ไชยสัจ อดีต สส.พรรคประชาชน ยื่นประกันตัวที่ศาลอาญา หลังถูกกลุ่มบริษัทกัลฟ์ฟ้องคดีหมิ่นประมาทปมค่าไฟ

วันนี้ (2 กุมภาพันธ์) ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ณัฐพงษ์ […]

The post เลือกตั้ง 2569 : ณัฐพงษ์-วรภพ-ศุภโชติ ยื่นประกันคดีกัลฟ์ฟ้องหมิ่น ปมแถลงข่าวราคาค่าไฟ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ, วรภพ วิริยะโรจน์ และ ศุภโชติ ไชยสัจ อดีต สส.พรรคประชาชน ยื่นประกันตัวที่ศาลอาญา หลังถูกกลุ่มบริษัทกัลฟ์ฟ้องคดีหมิ่นประมาทปมค่าไฟ

วันนี้ (2 กุมภาพันธ์) ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ อดีตสส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย วรภพ วิริยะโรจน์ และ ศุภโชติ ไชยสัจ อดีต สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เดินทางมายังศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก เพื่อยื่นเอกสารทำเรื่องขอประกันตัวก่อนวันนัด ในคดีอ.1035/2568 ที่กลุ่มบริษัทกัลฟ์ ยื่นฟ้องทั้ง 3 คน เป็นจำเลยในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาพร้อมเรียกค่าเสียหายทางแพ่งคนละ 100 ล้าน รวมทั้งหมด 300 ล้านบาท

 

สำหรับกรณีของณัฐพงษ์เป็นการแถลงข่าวถึงโครงการจัดซื้อพลังงานไฟฟ้าของรัฐบาล ส่วนกรณีของศุภโชติ และวรภพ เป็นกรณีของการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี

 

ศาลได้นัดสอบให้คำให้การในคดีของณัฐพงษ์ ในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ เวลา 09.00 น. ศุภโชติ เวลา 13.00 น. ของวันเดียวกัน และคดีวรภพนัดสอบคำให้การในวันที่ 11 พฤษภาคม เวลา 09.00 น.

 

ณัฐพงษ์กล่าวว่า ในวันนี้มาดำเนินการเรื่องเอกสารในการขอประกันตัวจากการที่ตนเองกับศุภโชติและวรภพ ถูกบริษัทในกลุ่มของกัลฟ์ฟ้องในข้อหาหมิ่นประมาท เป็นคนละคดีกัน คดีนี้ศาลมีคำสั่งรับฟ้องแล้ว จึงมาดำเนินการขอประกันตัว ซึ่งมั่นใจว่าตนเองไม่ได้มีพฤติกรรมหลบหนี เพราะช่วงนี้อยู่ระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง เชื่อว่าอย่างไรก็ตามสังคมให้ความเป็นธรรมกับทุกคน

 

ส่วนเรื่องหาเสียงเลือกตั้ง ต้องเเยกคดี และไม่เสียสมาธิ ในส่วนของการเรียกร้องดำเนินนโยบายของภาครัฐให้มีการปรับนโยบายในส่วนของโครงสร้างพลังงาน และการรับซื้อพลังงานในประเทศก็ยังคงเดินหน้าต่อไป เพื่อให้ราคาค่าไฟฟ้ามีความเป็นธรรมกับประชาชนทุกคน ถ้าพรรคได้เป็นรัฐบาลจะเดินหน้าในเรื่องนี้ต่อไป

 

ทั้งนี้ ยืนยันว่า คดีความไม่ได้ทำให้หวั่นไหวและไม่ทำให้หยุดในกระบวนการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานในประเทศให้เป็นธรรมกับประชาชนมากขึ้น ง

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันนี้บริเวณด้านหน้าของศาลอาญา มีประชาชนผู้สนับสนุนพรรคประชาชนจำนวนหนึ่งเดินทางเข้ามายื่นดอกไม้เพื่อให้กำลังใจด้วย

 

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ, วรภพ วิริยะโรจน์ และ ศุภโชติ ไชยสัจ อดีต สส.พรรคประชาชน ยื่นประกันตัวที่ศาลอาญา หลังถูกกลุ่มบริษัทกัลฟ์ฟ้องคดีหมิ่นประมาทปมค่าไฟ 1ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ, วรภพ วิริยะโรจน์ และ ศุภโชติ ไชยสัจ อดีต สส.พรรคประชาชน ยื่นประกันตัวที่ศาลอาญา หลังถูกกลุ่มบริษัทกัลฟ์ฟ้องคดีหมิ่นประมาทปมค่าไฟ 2ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ, วรภพ วิริยะโรจน์ และ ศุภโชติ ไชยสัจ อดีต สส.พรรคประชาชน ยื่นประกันตัวที่ศาลอาญา หลังถูกกลุ่มบริษัทกัลฟ์ฟ้องคดีหมิ่นประมาทปมค่าไฟ 3ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ, วรภพ วิริยะโรจน์ และ ศุภโชติ ไชยสัจ อดีต สส.พรรคประชาชน ยื่นประกันตัวที่ศาลอาญา หลังถูกกลุ่มบริษัทกัลฟ์ฟ้องคดีหมิ่นประมาทปมค่าไฟ 4ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ, วรภพ วิริยะโรจน์ และ ศุภโชติ ไชยสัจ อดีต สส.พรรคประชาชน ยื่นประกันตัวที่ศาลอาญา หลังถูกกลุ่มบริษัทกัลฟ์ฟ้องคดีหมิ่นประมาทปมค่าไฟ 5ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ, วรภพ วิริยะโรจน์ และ ศุภโชติ ไชยสัจ อดีต สส.พรรคประชาชน ยื่นประกันตัวที่ศาลอาญา หลังถูกกลุ่มบริษัทกัลฟ์ฟ้องคดีหมิ่นประมาทปมค่าไฟ 6ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ, วรภพ วิริยะโรจน์ และ ศุภโชติ ไชยสัจ อดีต สส.พรรคประชาชน ยื่นประกันตัวที่ศาลอาญา หลังถูกกลุ่มบริษัทกัลฟ์ฟ้องคดีหมิ่นประมาทปมค่าไฟ 7
 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : ณัฐพงษ์-วรภพ-ศุภโชติ ยื่นประกันคดีกัลฟ์ฟ้องหมิ่น ปมแถลงข่าวราคาค่าไฟ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พรรคประชาชนตั้งคำถามรัฐบาลอนุทินเร่งรัดรับซื้อไฟฟ้า หวังเติมกระสุนเลือกตั้งหรือไม่ ชี้ไฟฟ้าสำรองล้นระบบ ซื้อเพิ่มยิ่งทำค่าไฟแพง https://thestandard.co/people-party-questions-anutin-gov/ Thu, 20 Nov 2025 07:10:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1145433 พรรคประชาชนตั้งคำถาม รัฐบาลอนุทินเร่งรัดรับซื้อไฟฟ้า หวังเติมกระสุนเลือกตั้งหรือไม่ ชี้ไฟฟ้าสำรองล้นระบบ ซื้อเพิ่มยิ่งทำค่าไฟแพง

วันนี้ (20 พฤศจิกายน) ที่อาคารรัฐสภา วรภพ วิริยะโรจน์ แ […]

The post พรรคประชาชนตั้งคำถามรัฐบาลอนุทินเร่งรัดรับซื้อไฟฟ้า หวังเติมกระสุนเลือกตั้งหรือไม่ ชี้ไฟฟ้าสำรองล้นระบบ ซื้อเพิ่มยิ่งทำค่าไฟแพง appeared first on THE STANDARD.

]]>
พรรคประชาชนตั้งคำถาม รัฐบาลอนุทินเร่งรัดรับซื้อไฟฟ้า หวังเติมกระสุนเลือกตั้งหรือไม่ ชี้ไฟฟ้าสำรองล้นระบบ ซื้อเพิ่มยิ่งทำค่าไฟแพง

วันนี้ (20 พฤศจิกายน) ที่อาคารรัฐสภา วรภพ วิริยะโรจน์ และ ศุภโชติ ไชยสัจ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แถลงข่าวตั้งคำถามต่อรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล กรณีมีมติเร่งรัดการรับซื้อไฟฟ้าจากเอกชนทั้งในโครงการ RE Big Lot และโซลาร์ฟาร์มชุมชน รวมกว่า 3,600 เมกะวัตต์ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ทั้งที่ประเทศไทยมีไฟฟ้าสำรองล้นระบบอยู่แล้ว การเดินหน้ารับซื้อไฟเพิ่มโดยไม่มีความจำเป็นทางเทคนิค ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าแท้จริงแล้วรัฐบาลทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มทุนและกลุ่มการเมืองกันแน่

 

ศุภโชติกล่าวว่า โครงการ RE Big Lot ขนาด 2,100 เมกะวัตต์ เป็นปัญหาที่คาราคาซังมาตั้งแต่รัฐบาลก่อน ซึ่งเคยมีมติชะลอการรับซื้อเพราะราคารับซื้อสูงเกินไปและควรเจรจาใหม่ แต่เมื่อเปลี่ยนเป็นรัฐบาลอนุทิน มติที่ออกมากลับเป็นการ “เดินหน้าต่อในราคาเดิม” ที่ 2.1679 บาทต่อหน่วย โดยไม่ยอมลดราคาแม้แต่สตางค์เดียว ทั้งที่ต้นทุนโซลาร์เซลล์ทั่วโลกวันนี้ลดลงมากแล้ว การเดินหน้าตามราคานี้เท่ากับล็อกภาระต้นทุนให้ประเทศไปอีกกว่า 25 ปี และจะถูกส่งกลับมาในรูปแบบค่าไฟฟ้าที่ประชาชนต้องจ่ายแพงขึ้นโดยไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้

 

นอกจากนี้ รัฐบาลยังเปิดรับซื้อไฟฟ้าเพิ่มอีก 1,500 เมกะวัตต์ ในนาม “โซลาร์ฟาร์มชุมชน” ทั้งที่โครงสร้างของโครงการยังเป็นการลงทุนโดยทุนใหญ่เหมือนเดิม ส่วนชุมชนยังไม่มีความชัดเจนว่าจะมีบทบาทในการบริหารหรือขายไฟฟ้าจริงอย่างไร และที่สำคัญคือราคารับซื้อไฟฟ้าถูกกำหนดไว้สูงถึง 2.25 บาทต่อหน่วย แพงกว่าโครงการ RE Big Lot เสียอีก ความต่างเพียง 8 สตางค์นี้ เมื่อกระจายไปในระบบไฟฟ้าทั้งประเทศ จะกลายเป็นภาระที่ประชาชนทุกคนต้องร่วมกันแบกรับ ทั้งที่ไฟฟ้าของประเทศมีมากเกินพออยู่แล้ว

 

วรภพมองว่า ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในประวัติศาสตร์การเมืองพลังงานไทย ก่อนการเลือกตั้งในเดือนมีนาคม 2562 ในเดือนมกราคมปีนั้นมีการอนุมัติโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่ 1,940 เมกะวัตต์ ให้กับเอกชนโดยไม่มีการเปิดประมูล ต่อมาก่อนการเลือกตั้งในเดือนพฤษภาคม 2566 ในเดือนเมษายนปีเดียวกัน ก็มีการประกาศรายชื่อเอกชนที่ได้รับคัดเลือกรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน 5,200 เมกะวัตต์ (RE Big Lot) และ โครงการโซลาร์ชุมชน 1,500 เมกะวัตต์ ที่เพิ่งมาอนุมัติในเดือนตุลาคม 2568

 

วรภพตั้งข้อสังเกตว่า ทั้งหมดเหมือนเป็นหนังม้วนเดิม แทบทุกครั้งก่อนมีการเลือกตั้ง รัฐบาลในเวลานั้นมักมีนโยบายอนุมัติซื้อไฟฟ้าเพิ่มตามออกมาอย่างต่อเนื่อง ราวกับเป็นธรรมเนียมทางการเมือง มากกว่าการวางแผนพลังงานเพื่อความมั่นคงของประเทศ สิ่งที่เกิดขึ้นอาจสะท้อนรูปแบบการ ‘แจกโรงไฟฟ้า’ ให้กลุ่มทุนที่มีบทบาทในการสนับสนุนทางการเมือง ซึ่งทำกันมาทุกยุคทุกสมัย แต่ประชาชนคือผู้ที่ต้องจ่ายค่าไฟแพงขึ้นเป็นสิบๆ ปี ทั้งที่ไม่ได้เป็นผู้ก่อปัญหา
.

 

วรภพตั้งคำถามต่อรัฐบาลอนุทินว่า การเร่งรับซื้อไฟฟ้าเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะความจำเป็นทางพลังงาน หรือเพราะความจำเป็นทางการเมืองกันแน่ การเดินหน้าซื้อไฟฟ้าจากเอกชนในราคาสูง ทั้งที่ระบบไฟฟ้าล้นเหลือ จะทำให้ประชาชนต้องแบกรับค่าไฟในอัตราที่สูงขึ้น อีกทั้งยังทำให้ประเทศเสียโอกาสในการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านที่สามารถผลิตไฟฟ้าสะอาดได้ในราคาถูกกว่าและมีความโปร่งใสกว่า
.

 

พรรคประชาชนย้ำว่าหากรัฐบาลยังคงเดินหน้าเช่นนี้ Quick Big Win ที่ประกาศไว้ จะไม่ใช่ชัยชนะของประชาชน แต่จะเป็น Quick Big Win ของกลุ่มทุนพลังงาน ขณะที่ประชาชนต้องจ่ายค่าไฟแพงขึ้นโดยไม่สามารถเลือกอะไรได้เลย พรรคประชาชนเสนอให้รัฐบาลชะลอการลงนามสัญญาโครงการใหม่ทั้งหมดจนกว่าจะมีการทบทวนแผนพลังงาน PDP ฉบับใหม่อย่างโปร่งใส พร้อมปรับรูปแบบการรับซื้อไฟฟ้าให้เอื้อประโยชน์ต่อประชาชน ไม่ใช่กลุ่มทุนเพียงไม่กี่ราย

 

ขณะที่ศุภโชติได้เปิดเผยความคืบหน้าของคดีที่บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ฟ้องร้อง สส. ของพรรคประชาชน 3 คดี คือ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน, วรภพ และตนเอง ตลอดเวลา 1-2 เดือนที่ผ่านมา อยู่ระหว่างการไต่สวนมูลฟ้องว่าศาลจะประทับรับฟ้องหรือไม่

 

ศุภโชติเปิดเผยว่า สำหรับคดีของตนเองได้ไต่สวนมูลฟ้องเสร็จสิ้น และมีคำสั่งประทับรับฟ้องแล้วเมื่อวานนี้ (19 พฤศจิกายน) และได้รับหมายเรียกเข้าไต่สวนในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ที่จะถึงนี้ โดยพร้อมให้ความร่วมมือ และเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายอย่างเต็มที่ ส่วนคดีอื่นนั้น คาดว่าศาลจะมีคำสั่งออกมาในเดือนธันวาคม

 

ทั้งนี้ คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ฟ้องในข้อหาหมิ่นประมาท และเรียกค่าเสียหายทางแพ่งของ สส. ทั้ง 3 คน คนละ 100 ล้านบาท เนื่องจากกรณีแถลงข่าวตั้งข้อสังเกตต่อโครงการจัดซื้อพลังงานไฟฟ้าหมุนเวียนของรัฐบาล โดยก่อนหน้านี้ ณัฐพงษ์ และ สส. พรรคประชาชน ได้แถลงข่าวขอให้พิจารณายกเลิกโครงการดังกล่าว และเปลี่ยนเป็นการเจรจาลดราคารับซื้อจากเอกชนแทน

The post พรรคประชาชนตั้งคำถามรัฐบาลอนุทินเร่งรัดรับซื้อไฟฟ้า หวังเติมกระสุนเลือกตั้งหรือไม่ ชี้ไฟฟ้าสำรองล้นระบบ ซื้อเพิ่มยิ่งทำค่าไฟแพง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศุภโชติชี้คำแถลงนโยบายรัฐบาลอนุทินไม่แตะต้นเหตุค่าไฟแพง แนะนายกฯ ใช้เวลา 4 เดือนสะสาง 4 ปัญหาพลังงาน https://thestandard.co/pheuchot-energy-4-demands-cut-power-bill/ Mon, 29 Sep 2025 16:00:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1124488 pheuchot-energy-4-demands-cut-power-bill

วันนี้ (29 กันยายน) ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที […]

The post ศุภโชติชี้คำแถลงนโยบายรัฐบาลอนุทินไม่แตะต้นเหตุค่าไฟแพง แนะนายกฯ ใช้เวลา 4 เดือนสะสาง 4 ปัญหาพลังงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
pheuchot-energy-4-demands-cut-power-bill

วันนี้ (29 กันยายน) ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง 1 วาระคณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ศุภโชติ ไชยสัจ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายประเด็นนโยบายพลังงาน โดยกล่าวว่าทุกคนทราบดีว่ารัฐบาลชุดนี้ เป็นรัฐบาลเฉพาะกาลที่ตกลงกันอย่างชัดเจนว่าจะทํางานเพียง 4 เดือน แล้วจะยุบสภาคืนอํานาจให้ประชาชน 

 

ดังนั้น สิ่งที่ประชาชนคาดหวังไม่ใช่การสร้างโครงการใหม่ที่หวือหวาหรือซับซ้อนเกินกําลังตัวเอง แต่สิ่งที่ประชาชนรวมถึงตนพอจะคาดหวังได้ คือการสะสางปัญหาเก่าที่รัฐบาลในอดีตปล่อยปละละเลย ไม่สร้างภาระต้นทุนใหม่ให้ประชาชน และถ้าเป็นไปได้ ต้องวางรากฐานที่ดีสําหรับภาคพลังงาน

 

คําแถลงนโยบายของรัฐบาลอนุทินมีหลายจุดที่สอดคล้องกับสิ่งที่ตนเคยเสนอ ทั้งการลดรายจ่ายค่าพลังงาน ส่งเสริมโซลาร์ภาคครัวเรือนและเกษตร รวมถึงการผลักดันพลังงานสะอาดและตั้งเป้าหมายให้

ทะเยอทะยานมากขึ้นอย่าง Net Zero ในปี 2050 แต่สิ่งที่ยังขาดในคําแถลงนี้ คือการสะสางปัญหาเก่าที่เป็นต้นเหตุหลักของค่าไฟแพง 

 

ตนเคยอภิปรายไว้หลายครั้งว่าค่าไฟแพงไม่ใช่เรื่องธรรมชาติ แต่เป็นผลจากการตัดสินใจผิดพลาดทางนโยบาย หรือแม้แต่จงใจผิดพลาดเพื่อประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้อง เรามีสัญญาซื้อไฟฟ้าที่ไม่เป็นธรรม โครงการที่ออกแบบเพื่อเอื้อกลุ่มทุนมากกว่าประชาชน แผนที่ไม่โปร่งใสและไม่สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศ ดังนั้นถ้าปล่อยให้รัฐบาลเฉพาะกาลเดินตามรอยรัฐบาลก่อน จะเป็นการเสียโอกาสครั้งสําคัญสําหรับประเทศและประชาชน แต่หากตนได้เตือนแล้วในวันนี้ รัฐบาลก็ยังคงเดินหน้าตามรอยรัฐบาลก่อน ประชาชนจะเป็นคนตัดสินเองว่ารัฐบาลอนุทินเอาผลประโยชน์ของใครเป็นที่ตั้ง 

 

ในช่วงเวลา 4 เดือน ขอเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินงานเพียง 4 เรื่องใหญ่ ที่จะช่วยลดค่าไฟให้กับประชาชนได้แน่นอน ทุกเรื่องตัดสินใจได้ทันทีบนโต๊ะประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่นายกฯ เป็นประธาน

 

เรื่องแรก ยกเลิกสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแบบ Adder ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังที่รัฐเคยทํากับผู้ประกอบการพลังงานหมุนเวียนในอดีต โดยให้การสนับสนุนเพิ่มจากราคาปกติเพื่อจูงใจการลงทุนในช่วงที่เทคโนโลยียังใหม่ แต่เวลาผ่านไปสิบกว่าปี ต้นทุนพลังงานหมุนเวียนลดลงมหาศาล แต่สัญญา Adder ยังคงบังคับใช้ แถมยังเป็นสัญญาที่ถูกตีความว่าไม่มีวันหมดอายุ ซึ่งจะเป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อต้นทุนพลังงานหมุนเวียนลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ยังมีเอกชนจํานวนหนึ่งที่ขายไฟให้ประชาชนในราคาที่แพงกว่า 3 บาท ทั้งที่ต้นทุนของโรงไฟฟ้าเหล่านี้อยู่แค่ 1 บาทกว่าเท่านั้น สิ่งนี้ชัดเจนว่าทําให้ประชาชนต้องแบกรับค่าไฟที่สูงกว่าความเป็นจริง 

.จึงหวังว่ารัฐบาลอนุทินที่พยายามคัดสรรผู้มีความสามารถอยู่ในคณะรัฐมนตรี จะทำสิ่งที่แตกต่างออกไป เพราะคณะกรรมการกํากับกิจการพลังงานเคยแถลงข่าวแล้วว่ารอมติจากฝ่ายการเมืองเพียงอย่างเดียว หากรัฐบาลยกเลิกได้จะช่วยลดค่าไฟได้ถึง 17 สตางค์ต่อหน่วย ภายในเดือนแรกขอให้รัฐบาลเริ่มต้นด้วยการทบทวนและยกเลิกสัญญาที่ไม่เป็นธรรมเหล่านี้

 

เรื่องที่ 2 ยกเลิกการรับซื้อไฟฟ้า RE Big Lot จากปีที่ผ่านมารัฐบาลเปิดโครงการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนล็อตใหญ่ ทั้งรอบ 5,200 และ 3,600 เมกะวัตต์ ซึ่งตนเคยอภิปรายและตั้งกระทู้ถามหลายครั้ง รวมถึงยื่นเรื่องต่อ

คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติไปแล้วว่าโครงการนี้ไม่โปร่งใส เป็นการทุจริตเชิงนโยบายที่เปิดช่องให้ผู้มีสายสัมพันธ์ทางการเมืองและทุนใหญ่ได้เปรียบ สุดท้ายประชาชนต้องจ่ายค่าไฟแพงขึ้นอีกรวมหลักแสนล้านบาท

 

สิ่งที่รัฐบาลต้องทําทันที คือต้องหยุดโครงการที่ยังไม่เซ็นสัญญา และต้องเจรจาลดราคาในโครงการที่เซ็นไปแล้ว โดยทุกอย่างต้องเปิดเผยต่อประชาชน อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการที่รัฐบาลเก่าตั้งขึ้นมาตรวจสอบ กลับบอกว่า “ไม่พบความผิด” ทั้งที่ปัญหาเห็นอยู่เต็มตา จึงขอให้รัฐบาลใหม่ตอบให้ชัดว่าจะเดินหน้าต่อหรือจะยกเลิก นี่คือเรื่องที่ควรทำให้สำเร็จในเดือนที่สอง และเดินหน้าสู่ระบบแข่งขันเสรีแบบ TPA (Third Party Access) เพื่อเปิดให้เอกชนและชุมชนซื้อไฟตรงจากผู้ผลิตได้ ไม่ต้องผ่านการผูกขาด เพื่อไม่ให้ค่าไฟของประชาชนแพงไปกว่าเดิม

 

เรื่องที่สาม ยกเลิกการก่อสร้าง LNG Terminal 3 ที่ผ่านมาอีกปัจจัยที่ทำให้ค่าไฟของประชาชนแพง เพราะมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่จําเป็น เช่น โครงการก่อสร้าง LNG Terminal 3 เรามี Terminal 1 และ Terminal 2 ที่ยังใช้ไม่เต็มศักยภาพ แล้วทำไมจะสร้างแห่งที่ 3 อีก เงินลงทุนทุกบาทจะเข้าไปแฝงอยู่ในค่าไฟประชาชนอยู่ดี และในขณะที่แนวโน้มทั่วโลกกําลังลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล การสร้าง Terminal 3 ไม่ใช่การลงทุนเพื่ออนาคต แต่เป็นการผูกมัดประเทศให้ใช้ก๊าซธรรมชาติไปอีกนาน หากรัฐบาลอ้างว่าต้องสร้างเพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางการส่งออก LNG ในภูมิภาค ก็ต้องถามกลับว่าทําไมต้องเอาต้นทุนค่าไฟของประชาชนมาแบกรับความเสี่ยงแทนนายทุนเจ้าของโครงการ อีกทั้งโครงการนี้ รัฐวิสาหกิจไทยถือหุ้นน้อยมาก ถ้าโครงการทำกําไร ประเทศไทยแทบไม่ได้อะไรเลย แต่ถ้าโครงการขาดทุน ประชาชนต้องแบกรับค่าไฟสูงขึ้น

 

ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลต้องทำมีเพียงอย่างเดียว คือออกมติ กพช. เพื่อยกเลิกมติเดิมครั้งที่ 3/2564 ที่ให้เอาต้นทุนของโครงการนี้มาอยู่ในค่าไฟประชาชน ถ้ารัฐบาลไม่สามารถเจรจาแก้สัญญาเพื่อเอาภาระออกจากบิลค่าไฟได้ โครงการนี้ไม่มีเหตุผลใด ๆ ที่ต้องเดินหน้าต่อไป

 

เรื่องที่ 4 จัดทําแผน PDP ใหม่อย่างโปร่งใส เพราะแผน PDP คือหัวใจของนโยบายพลังงาน ที่ผ่านมาแผน PDP ถูกวิจารณ์ว่าจัดทําในห้องปิด ขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ใช้สมมติฐานเอื้อต่อการสร้างโรงไฟฟ้าเกินจําเป็น แทนที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ดึงดูดการลงทุนและลดภาระค่าครองชีพ กลับกลายเป็นภาระใหม่ของประชาชน

 

ดังนั้น รัฐบาลอนุทินต้องทําให้แผน PDP ใหม่มี 4 หลักการสําคัญ (1) โปร่งใส ข้อมูลและเอกสารทุกขั้นตอนเปิดเผย ตรวจสอบได้ (2) มีส่วนร่วม ทุกฝ่ายต้องเข้ามาเสนอความคิดเห็น และนําไปปรับใช้จริง (3) ตรวจสอบได้ มีกลไกอิสระคอยกลั่นกรอง ป้องกันการแทรกแซง (4) บรรลุเป้าหมายประเทศเรื่องความมั่นคงทางพลังงาน ต้นทุนที่เป็นธรรม และ Net Zero 2050 นี่คือการวางรากฐานใหม่ให้พลังงานไทยไม่ตกอยู่ในวังวนของการผูกขาดและความไม่โปร่งใส อย่างไรก็ตาม ตอนนี้มีสัญญาณที่น่ากังวล เพราะประธานคณะกรรมการจัดทํา PDP ใหม่ต้องลาออกจากตําแหน่ง ท่ามกลางแรงกดดันจากภายนอกรัฐบาล จึงต้องยืนยันต่อประชาชนว่า PDP ฉบับใหม่นี้จะเดินหน้าอย่างโปร่งใส และเพื่อประโยชน์ของประชาชนจริงๆ

 

ศุภโชติทิ้งท้ายว่า รัฐบาลนี้มีเวลาแค่ 4 เดือน ประชาชนไม่ต้องการปัญหาใหม่ แต่ต้องการให้แก้ปัญหาเก่าให้เห็นผล ถ้ารัฐบาลมีความพร้อม สามารถทําทั้งหมดพร้อมกันได้ทันที ค่าไฟจะลดลงได้อย่างน้อย 30 สตางค์ต่อหน่วย และจะช่วยประชาชนหนึ่งครอบครัวประหยัดได้ร้อยกว่าบาทต่อเดือน ถ้าทําได้ ประชาชนจะเห็นว่านี่คือรัฐบาลที่กล้าเปลี่ยนแปลงแม้เป็นรัฐบาลเฉพาะกาล แต่ถ้าไม่ทํา ประชาชนจะตัดสินเองในวันเลือกตั้งว่าใครทําเพื่อเขา หรือใครแค่ยื้อเวลาโดยไม่ทําอะไรเลย

The post ศุภโชติชี้คำแถลงนโยบายรัฐบาลอนุทินไม่แตะต้นเหตุค่าไฟแพง แนะนายกฯ ใช้เวลา 4 เดือนสะสาง 4 ปัญหาพลังงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สส.พรรคประชาชน ตั้งคำถาม กกพ. ร่วมโต๊ะอาหารผู้บริหาร ปตท. ที่อิตาลี หวั่นมีผลประโยชน์ทับซ้อน https://thestandard.co/peoples-party-mp-questions-ptt-italy-conflict/ Sat, 20 Sep 2025 11:23:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1121061 ศุภโชติ สส.พรรคประชาชน ตั้งคำถาม กกพ. ร่วมโต๊ะผู้บริหาร ปตท. ที่อิตาลี

วันนี้ (20 กันยายน) ศุภโชติ ไชยสัจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร […]

The post สส.พรรคประชาชน ตั้งคำถาม กกพ. ร่วมโต๊ะอาหารผู้บริหาร ปตท. ที่อิตาลี หวั่นมีผลประโยชน์ทับซ้อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศุภโชติ สส.พรรคประชาชน ตั้งคำถาม กกพ. ร่วมโต๊ะผู้บริหาร ปตท. ที่อิตาลี

วันนี้ (20 กันยายน) ศุภโชติ ไชยสัจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ‘Supachot Chaiyasat – ศุภโชติ ไชยสัจ’ ถึงกรณีที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)ไปต่างประเทศกับผู้บริหาร ปตท. 

 

ระบุว่า “เหตุการณ์ที่ปรากฏในสื่อเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เมื่อผู้บริหารระดับสูงของ ปตท. ถูกพยายามลักทรัพย์ที่ร้านอาหารในเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี หากเราอ่านผิวเผินอาจดูเหมือนเป็นเพียงอุทาหรณ์เตือนภัยนักท่องเที่ยว แต่ถ้าไปดูภาพกล้องวงจรปิดดีๆ จะหลายๆคนอาจจะมีคำถามตามมาอีกหลายข้อครับ

 

เพราะในโต๊ะอาหารดังกล่าว ไม่ได้มีเพียงผู้บริหาร ปตท. เท่านั้น แต่ยังปรากฏว่า มีคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เข้าร่วมด้วย 3–4 ท่าน

 

ตรงนี้แหละครับที่สังคมต้องตั้งคำถามอย่างจริงจัง เพราะ กกพ. คือองค์กรอิสระ ที่มีหน้าที่ตรวจสอบและกำกับดูแลภาคพลังงาน เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชน โดยเฉพาะค่าไฟที่ทุกครัวเรือนต้องจ่ายทุกเดือน ขณะที่ ปตท. คือผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดพลังงาน ที่มีผลประโยชน์โดยตรงในแทบทุกการตัดสินใจของ กกพ.

 

ดังนั้น เมื่อ กกพ. ไปต่างประเทศร่วมทริป กินข้าวกับผู้บริหาร ปตท. ย่อมทำให้เกิดข้อกังขาเรื่อง “ความเป็นกลาง” และ “ความโปร่งใส” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะองค์กรที่มีหน้าที่กำกับ กลับไปนั่งร่วมโต๊ะกับองค์กรที่ถูกกำกับเสียเอง

 

ลองนึกภาพง่ายๆ เหมือนถ้า ส.ส. ที่กำลังจะลงเลือกตั้ง ไปนั่งกินข้าวกับ กกต. ซึ่งต้องเป็นผู้กำกับดูแลการเลือกตั้ง แน่นอนว่ามันจะถูกตั้งคำถามทันทีเรื่องความเป็นกลาง กรณีนี้ก็ไม่ต่างกันเลย กกพ. ต้องเป็นผู้กำกับ แต่กลับไปนั่งกับผู้ถูกกำกับ!

 

คำถามก็คือ… แบบนี้สังคมจะมั่นใจได้อย่างไร ว่ามติหรือการตัดสินใจใดๆ หลังจากนี้จะไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน

 

ผมขอตั้งคำถามตรงไปยัง กกพ. ใน 3 ประเด็นครับ:

 

  • การเดินทางไปต่างประเทศครั้งนี้ใช้งบประมาณส่วนใด?
  • มีวัตถุประสงค์ใดที่เกี่ยวข้องกับภารกิจสาธารณะหรือไม่?
  • การร่วมโต๊ะกับเอกชนรายใหญ่เช่นนี้ จะกระทบต่อความเป็นอิสระในการกำกับดูแลหรือไม่?

 

ผมขอเรียกร้องให้ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานออกมาชี้แจงต่อสาธารณะโดยทันที เพื่อปกป้องศรัทธาของประชาชนที่มีต่อองค์กรกำกับนี้

 

หลังจากนี้ขอพ่อแม่พี่น้องประชาชนและสังคมร่วมจับตาต่อไปว่า หลังจากนี้ จะมีมติหรือการให้ใบอนุญาตใดๆ ที่ผิดปกติหรือไม่ เพราะหากเกิดขึ้นจริง จะเป็นหลักฐานชัดเจนของความไม่โปร่งใส ที่ประชาชนไม่อาจยอมรับได้

 

ผมและพรรคประชาชน ยืนยันจะยืนหยัดตรวจสอบ และไม่ปล่อยให้การใช้อำนาจที่ขัดต่อผลประโยชน์ของประชาชนเกิดขึ้นโดยปราศจากคำตอบ”

 

อ้างอิง:

The post สส.พรรคประชาชน ตั้งคำถาม กกพ. ร่วมโต๊ะอาหารผู้บริหาร ปตท. ที่อิตาลี หวั่นมีผลประโยชน์ทับซ้อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ณัฐพงษ์-วรภพ-ศุภโชติ ยืนยันทำหน้าที่ สส. โดยสุจริต หลัง ‘กัลฟ์’ ฟ้องหมิ่น 300 ล้าน ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องต่อ 27 ต.ค. นี้ https://thestandard.co/mp-gulf-lawsuit-300m/ Mon, 25 Aug 2025 07:10:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1110898 กัลฟ์ 300 ล้าน

วันนี้ (25 สิงหาคม) เวลา 12.30 น. ที่ศาลอาญา รัชดาภิเษก […]

The post ณัฐพงษ์-วรภพ-ศุภโชติ ยืนยันทำหน้าที่ สส. โดยสุจริต หลัง ‘กัลฟ์’ ฟ้องหมิ่น 300 ล้าน ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องต่อ 27 ต.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กัลฟ์ 300 ล้าน

วันนี้ (25 สิงหาคม) เวลา 12.30 น. ที่ศาลอาญา รัชดาภิเษก ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย วรภพ วิริยะโรจน์ สส. แบบบัญชีรายชื่อ และ ศุภโชติ ไชยสัจ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ภายหลังเข้าไต่สวนมูลฟ้องในคดีที่ บริษัท กัลฟ์ เดเวลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เป็นโจทก์ฟ้องหมิ่นประมาท และเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง ทั้ง 3 คน รวม 300 ล้านบาท สืบเนื่องจากการแถลงข่าวและอภิปรายตั้งข้อสังเกตต่อโครงการรับซื้อพลังงานไฟฟ้าหมุนเวียนของรัฐบาล

 

หลังการไต่สวนมูลฟ้องที่ใช้เวลาราว 2 ชั่วโมง ณัฐพงษ์ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน โดยระบุว่า วันนี้เป็นกระบวนการปกติของศาล ซึ่งยังไม่จบดี ทางโจทก์อยากให้พยานมาไต่สวนมูลฟ้องเพิ่มเติม ซึ่งมีการนัดหมายอีกครั้งในวันที่ 27 ตุลาคมนี้ โดยกระบวนการก็จะมีการเปิดเผยอยู่แล้วว่าพยานฝ่ายโจทก์จะเป็นใคร แต่ตอนนี้ยังไม่ขอลงรายละเอียด

 

ณัฐพงษ์ยืนยันว่า มีเจตนาสุจริตในการทำหน้าที่ สส. ตรวจสอบการดำเนินนโยบายของรัฐบาลเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะและประชาชน ขณะเดียวกัน ฝ่ายโจทก์ก็มีสิทธิ์ที่จะยื่นฟ้อง ซึ่งจะเป็นอย่างไรก็เชื่อว่า ศาลจะให้ความยุติธรรมแก่เราได้

 

ส่วนความเป็นเอกสิทธิ์ สส. สามารถคุ้มครองในคดีนี้ได้หรือไม่นั้น ณัฐพงษ์กล่าวว่า ที่ผ่านมาในหลายๆ ครั้ง เราก็จะเห็นว่าการอภิปรายของ สส. ในสภาฯ อาจจะมีประเด็นที่ทำให้เกิดการฟ้องร้องขึ้นมาได้ แต่ตนเองขอไม่ลงรายละเอียด เพราะตนเองตกเป็นจำเลยในคดีนี้เนื่องจากการแถลงข่าว ส่วนกรณีของวรภพและศุภโชติ เกิดจากการอภิปรายในสภาฯ

 

สำหรับรายละเอียดของการต่อสู้คดี จะขอให้ทนายความดำเนินการตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ส่วนตัวไม่ได้มีข้อห่วงใยใดๆ พวกเราก็พร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการที่ศาลเห็นว่าสมควร เพื่อยืนยันเจตนาบริสุทธิ์ของเราในการทำหน้าที่ สส.

 

ขณะที่คดีนี้จะถือเป็นการฟ้องร้องปิดปากผู้วิพากษ์วิจารณ์หรือไม่นั้น ณัฐพงษ์กล่าวว่า ไม่สามารถให้ความเห็นได้ คิดว่าสื่อมวลชนและประชาชนที่ติดตามอยู่ จะมีวิจารณญาณในการติดตามข่าวสาร 

 

“พวกเราก็ได้เพียงทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา รายงานว่าผ่านมาเกิดอะไรขึ้นตามที่มีข้อเท็จจริงต่อสาธารณะ และในคดีนี้เป็นการไต่สวนมูลฟ้องฝั่งของโจทก์ที่จะต้องเตรียมพยานมา” ณัฐพงษ์กล่าว

 

กัลฟ์ 300 ล้าน

The post ณัฐพงษ์-วรภพ-ศุภโชติ ยืนยันทำหน้าที่ สส. โดยสุจริต หลัง ‘กัลฟ์’ ฟ้องหมิ่น 300 ล้าน ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องต่อ 27 ต.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ณัฐพงษ์พร้อม สส. ประชาชน เข้าไต่สวน หลังกัลฟ์ฟ้องหมิ่น 300 ล้าน ปมวิจารณ์โครงการรับซื้อพลังงานไฟฟ้า https://thestandard.co/nattapong-gulf-defamation-case-interrogation/ Mon, 25 Aug 2025 03:24:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1110785 ณัฐพงษ์ กัลฟ์

วันนี้ (25 สิงหาคม) เวลา 9.00 น. ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ […]

The post ณัฐพงษ์พร้อม สส. ประชาชน เข้าไต่สวน หลังกัลฟ์ฟ้องหมิ่น 300 ล้าน ปมวิจารณ์โครงการรับซื้อพลังงานไฟฟ้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ณัฐพงษ์ กัลฟ์

วันนี้ (25 สิงหาคม) เวลา 9.00 น. ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย วรภพ วิริยะโรจน์ และ ศุภโชติ ไชยสัจ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เดินทางมาถึงศาลอาญา รัชดาภิเษก เพื่อเข้าไต่สวนมูลฟ้องคดีที่บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ฟ้องในข้อหาหมิ่นประมาท และเรียกค่าเสียหายทางแพ่งของ สส. ทั้ง 3 คน รวม 300 ล้านบาท 

 

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากกรณีแถลงข่าวตั้งข้อสังเกตต่อโครงการจัดซื้อพลังงานไฟฟ้าหมุนเวียนของรัฐบาล โดยก่อนหน้านี้ ณัฐพงษ์และ สส. พรรคประชาชน ได้แถลงข่าวขอให้พิจารณายกเลิกโครงการดังกล่าว และเปลี่ยนเป็นการเจรจาลดราคารับซื้อจากเอกชนแทน พร้อมสะท้อนปัญหา 4 ประการคือ

 

  1. เป็นกระบวนการที่ไม่เปิดประมูลในการรับซื้อ โดยใช้ราคารับซื้อเดิม ทั้งที่ราคาพลังงานไฟฟ้าหมุนเวียนมีแนวโน้มลดลงทุกปี จึงตั้งคำถามว่า รัฐบาลซื้อพลังงานไฟฟ้าหมุนเวียนที่เกินจริงหรือไม่

 

  1. ไม่มีการเปิดเผยกระบวนการการรับซื้อ

 

  1. ไม่มีเหตุผลรับรองใดๆ ว่าจะต้องสำรองไฟฟ้าเพิ่มเติมไปทำไม ขณะที่ทุกวันนี้มีไฟฟ้าที่เกินจำเป็นอยู่แล้วในประเทศ

 

และ 4. สส. พรรคประชาชนเห็นว่าเป็นการกีดกันการแข่งขัน เพราะล็อกให้กลุ่มทุนเดิมๆ หรือไม่

 

ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ จึงทำให้พรรคประชาชนได้ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อตรวจสอบกระบวนการรับซื้อพลังงานไฟฟ้า หรือนโยบายไฟฟ้าของประเทศนี้ ตั้งแต่รัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี จนถึงรัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

 

ทั้งนี้เมื่อณัฐพงษ์และคณะ สส. เดินทางมาถึงศาลอาญา มีประชาชนที่มารอให้กำลังใจนำพวงมาลัยดอกดาวเรืองและดอกกุหลาบมาให้กลุ่ม สส. ก่อนที่ณัฐพงษ์จะเดินขึ้นห้องพิจารณาในทันที โดยมีรายงานว่าจะเริ่มการไต่สวนในเวลาประมาณ 10.30 น.

 

The post ณัฐพงษ์พร้อม สส. ประชาชน เข้าไต่สวน หลังกัลฟ์ฟ้องหมิ่น 300 ล้าน ปมวิจารณ์โครงการรับซื้อพลังงานไฟฟ้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ณัฐพงษ์และ 2 สส. ประชาชน ถูก บริษัทไฟฟ้าใหญ่ ฟ้องหมิ่นคนละ 100 ล้าน เหตุแถลงทวงค่าไฟที่เป็นธรรม ยืนยันทำหน้าที่โดยสุจริต https://thestandard.co/3-people-party-mps-sued-for-100m/ Wed, 20 Aug 2025 04:53:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1109210

วันนี้ (20 สิงหาคม) ที่อาคารรัฐสภา ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุ […]

The post ณัฐพงษ์และ 2 สส. ประชาชน ถูก บริษัทไฟฟ้าใหญ่ ฟ้องหมิ่นคนละ 100 ล้าน เหตุแถลงทวงค่าไฟที่เป็นธรรม ยืนยันทำหน้าที่โดยสุจริต appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (20 สิงหาคม) ที่อาคารรัฐสภา ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย วรภพ วิริยะโรจน์ และ ศุภโชติ ไชยสัจ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ร่วมแถลงข่าวการเดินหน้าปกป้องผลประโยชน์ประชาชนจากทุนพลังงานผูกขาด

 

ณัฐพงษ์ระบุว่า ที่ผ่านมาพรรคประชาชนของพวกเรา ได้ต่อสู้เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยมีโครงสร้างพลังงานไฟฟ้าที่เป็นธรรม โปร่งใส และสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เพราะเล็งเห็นว่า ค่าไฟฟ้าที่เป็นตัวเลขอยู่บนบิลค่าไฟ ไม่ได้เป็นตัวเลขที่มองเห็นเท่านั้น แต่เป็นต้นทุนในการดำรงชีวิต และต้นทุนในการประกอบธุรกิจของประชาชนทุกคนในประเทศนี้

 

“แต่น่าเสียดายว่า เมื่อเรามองในแผนพลังงานแห่งชาติฉบับใหม่ ก็ยังไม่ได้แก้ไขปัญหาในเรื่องนี้จริงจัง ทั้งยังมีการเปิดช่องให้ทางรัฐบาลสามารถรับซื้อพลังงานไฟฟ้าที่ล้นเกินเพิ่มขึ้นต่อไปได้อีก หรือไม่ก็ยังมีการเปิดช่องให้สร้างโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมที่เกินความจำเป็นซ้ำรอยเดิมที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต” ณัฐพงษ์กล่าว

 

ดังนั้น เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายที่จะทำให้เราไม่สามารถแก้ไขได้อีกในอนาคต เช่น เมื่อมีการเซ็นสัญญาลงนามไปแล้ว ก็ยากที่จะแก้ไข และจะเป็นภาระของลูกหลานของเราต่อไปในอนาคต จากการที่รัฐบาลยังได้อาศัยจังหวะที่ข่าวคราวนี้เงียบลง เดินหน้าปรับการซื้อพลังงานไฟฟ้าต่อ โดยเปลี่ยนวิธีที่พวกเราเรียกร้องให้ยกเลิกโครงการดังกล่าว เป็นการเจรจาลดราคารับซื้อจากเอกชนแทนนั้น

 

สิ่งต่างๆ เหล่านี้ สะท้อนปัญหา 4 ประการคือ

 

1. เป็นกระบวนการที่ไม่เปิดประมูลในการรับซื้อ โดยใช้ราคารับซื้อเดิม ทั้งที่ราคาพลังงานไฟฟ้าหมุนเวียนมีแนวโน้มลดลงทุกปี จึงตั้งคำถามว่า รัฐบาลซื้อพลังงานไฟฟ้าหมุนเวียนที่เกินจริงหรือไม่

 

2. ไม่มีการเปิดเผยกระบวนการการรับซื้อ

 

3. ไม่มีเหตุผลรับรองใดๆ เลยว่า พวกเราจะต้องสำรองไฟฟ้าเพิ่มเติมไปทำไม ทั้งที่ทุกวันนี้มีไฟฟ้าที่เกินจำเป็นอยู่แล้วในประเทศ

 

และ 4. พวกเราเห็นว่า เป็นการกีดกันการแข่งขัน เพราะล็อกให้กลุ่มทุนเดิมๆ หรือไม่

 

ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ จึงทำให้พรรคประชาชนได้ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อตรวจสอบกระบวนการรับซื้อพลังงานไฟฟ้า หรือนโยบายไฟฟ้าของประเทศนี้ ตั้งแต่รัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี จนถึงรัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

 

ณัฐพงษ์เปิดด้วยว่า มากไปกว่านั้น สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่เกิดขึ้นในวันนี้ คือการทำหน้าที่ของในฐานะ สส. ของพวกเรา ที่กำลังถูกบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ฟ้องร้องดำเนินคดี ส่วนตัวถูกบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ฟ้องร้องในคดีอาญา ข้อหาหมิ่นประมาท พร้อมกับเรียกค่าเสียหายทางแพ่งจำนวน 100 ล้านบาท จากกรณีที่ตนได้มีการแถลงข่าวไปก่อนหน้านี้

 

ส่วนวรภพและศุภโชติก็ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีอาญาในลักษณะเดียวกัน พร้อมกับเรียกค่าเสียหายทางแพ่งอีกคนละ 100 ล้านบาทเช่นเดียวกัน จากการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร รวม 3 คน 3 คดี มีมูลค่าความเสียหายทางแพ่งทั้งหมด 300 ล้านบาท

 

“ผมอยากยืนยันว่า การแถลงข่าวและการอภิปรายทั้งหมดของพวกเราที่ผ่านมา ในการเรียกร้องทวงคืนค่าไฟที่เป็นธรรมให้กับประชาชนทุกคน เป็นการทำหน้าที่โดยสุจริตในฐานะผู้แทนราษฎร เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน การฟ้องร้องดำเนินคดีพวกเราในครั้งนี้ ไม่ว่าจะมาจากกลุ่มทุนไหน กลุ่มทุนพลังงาน หรือกลุ่มคนใดๆ จะไม่ทำให้พวกเราหวั่นไหว หรือหยุดการทำหน้าที่ในฐานะผู้แทนราษฎรตรงนี้ต่อไป” ณัฐพงษ์กล่าวย้ำ

 

อย่างไรก็ตาม ในการไต่สวนมูลฟ้องที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 25 สิงหาคมนี้ ที่ศาลอาญารัชดา ณัฐพงษ์เผยว่า จะเดินทางเข้าสู่กระบวนการด้วยตนเอง จึงขอเชิญชวนให้ทุกคนร่วมกันติดตามการทำหน้าที่ของพวกเรา ในการทวงคืนค่าไฟที่เป็นธรรมต่อไป และติดตามความคืบหน้าในคดีที่พวกเราทั้ง 3 คนถูกดำเนินคดีต่อไป ทั้งนี้ทั้งนั้น เพื่อทวงคืนค่าไฟที่โปร่งใส และเป็นธรรม ให้กับประชาชนทุกคน

 

สำหรับรายละเอียดของคดีหมิ่นประมาท ณัฐพงษ์ระบุว่า ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ ต้องรอให้เข้าสู่กระบวนการแล้วเสร็จ ศาลมีคำไต่สวนหรือการยกฟ้องใดๆ แล้ว อาจจะมีการเปิดเผยเพิ่มเติมเท่าที่เปิดเผยได้ เนื่องจากการให้การเพิ่มเติมในวันนี้ไปก่อน อาจจะกระทบกับทางฝั่งโจทก์ และถูกใช้เป็นหลักฐานเพิ่มเติมในการดำเนินคดีได้

 

ส่วนมองว่าเป็นการฟ้องเพื่อยับยั้ง หรือปิดปากไม่ให้พูดเรื่องนี้หรือไม่ ณัฐพงษ์มองว่า ต้องให้เป็นการให้ความเห็นจากสาธารณะ สื่อมวลชน หรือประชาชน ในฐานะจำเลยคดีนี้ คงไปให้ความเห็นในส่วนนี้ไม่ได้ พูดได้เพียงบนพื้นฐานข้อเท็จจริงว่ามีการฟ้องร้องดำเนินคดีข้อหาอะไร

The post ณัฐพงษ์และ 2 สส. ประชาชน ถูก บริษัทไฟฟ้าใหญ่ ฟ้องหมิ่นคนละ 100 ล้าน เหตุแถลงทวงค่าไฟที่เป็นธรรม ยืนยันทำหน้าที่โดยสุจริต appeared first on THE STANDARD.

]]>
สส.พรรคประชาชน ร้อง ป.ป.ช. ไต่สวนโครงการไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ส่อเอื้อเอกชน ทำประชาชนแบกค่าไฟแพง https://thestandard.co/pp-mp-nacc-energy-project/ Fri, 08 Aug 2025 11:40:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1105436

วันนี้ (8 สิงหาคม) ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบป […]

The post สส.พรรคประชาชน ร้อง ป.ป.ช. ไต่สวนโครงการไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ส่อเอื้อเอกชน ทำประชาชนแบกค่าไฟแพง appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (8 สิงหาคม) ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) วรภพ วิริยะโรจน์ สส. แบบบัญชีรายชื่อ และ ศุภโชติ ไชยสัจ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ร่วมยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช. ขอให้ไต่สวนการดำเนินการของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) และคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)

 

กรณีการจัดหาไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ว่ามีการกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ จงใจปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายหรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือไม่ 

 

เนื่องจากแผนจัดหาไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ซึ่งประกอบด้วยโครงการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนจำนวน 5,203 เมกะวัตต์ และโครงการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติมจำนวน 3,668.5 เมกะวัตต์ อาจเป็นไปโดยมิชอบด้วยกฎหมาย โดยโครงการ 5,203 เมกะวัตต์ ไม่มีการเปิดประมูลราคารับซื้อ และกำหนดอัตรารับซื้อไฟฟ้า ที่ส่งผลให้ประชาชนต้องแบกรับต้นทุนค่าไฟที่สูงเกินจริงประมาณ 1 แสนล้านบาท 

 

ส่วนโครงการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติมจำนวน 3,668.5 เมกะวัตต์ มีการออกประกาศให้ผู้ยื่นข้อเสนอในการรับซื้อไฟฟ้าเพิ่มเติม ต้องเป็นผู้ยื่นคำเสนอขายไฟฟ้าในรอบแรกจำนวน 5,203 เมกะวัตต์เท่านั้น เข้าข่ายเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อผู้ยื่นขอผลิตไฟฟ้ากลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ปิดกั้นการแข่งขันและผู้เล่นรายใหม่ และยังให้ยึดใช้อัตรารับซื้อไฟฟ้ารอบเพิ่มเติมจำนวน 3,668.5 เมกะวัตต์ เป็นอัตราเดียวกันกับการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนรอบแรกจำนวน 5,203 เมกะวัตต์

 

ขัดกับข้อเท็จจริงที่แนวโน้มต้นทุนทางเทคโนโลยีในภาคพลังงานลดลงอย่างต่อเนื่อง อาจเป็นการเอื้อประโยชน์จนเกินควรแก่ผู้ยื่นขอผลิตไฟฟ้าที่ได้รับการคัดเลือกและจะเป็นการเพิ่มต้นทุนที่ไม่จำเป็นในค่าไฟที่ประชาชนจะต้องเป็นผู้แบกรับ

 

นอกจากนี้ ยังมีการเปลี่ยนกรอบระยะเวลาให้เอกชนผู้ยื่นขอผลิตไฟฟ้า ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟฝ.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ภายในวันที่ 29 กรกฎาคม 2568 ซึ่งอาจเป็นการกระทำที่ใช้อำนาจหน้าที่ของ กกพ. โดยมิชอบด้วยกฎหมาย และขัดแย้งกับมติของ กพช. ที่ได้เห็นชอบให้ชะลอการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติม 3,668.5 เมกะวัตต์ออกไปก่อน

 

ถือเป็นการไม่ดำเนินการเพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐ และมีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นการดำเนินการเพื่อแสวงหาประโยชน์ให้เอกชนโดยมิชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

 

จึงขอให้ ป.ป.ช. ดำเนินการตามมาตรา 234 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ป.ป.ช. มาตรา 28 (1) มาตรา 28 (4) และมาตรา 30 ไต่สวนว่า ผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการใน กพช. กบง. และ กกพ. รายใดมีพฤติการณ์เข้าข่ายกระทำการให้เกิดผลเสียต่อการดำเนินนโยบายพลังงานของรัฐ และเกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ หรือมีการกระทำเข้าข่ายทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายหรือไม่

 

ตลอดจนไต่สวนหาข้อเท็จจริงว่า มีบุคคลอื่นเกี่ยวข้องเป็นตัวการ ผู้ใช้ ผู้สนับสนุน รวมทั้งผู้ให้ ผู้ขอให้ หรือรับว่าจะให้ หรือนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดเพื่อจูงใจผู้ถูกร้องให้กระทำการทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือไม่ต่อไป

 

ทั้งนี้ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน ไม่ต้องทนจ่ายค่าไฟที่แพงเกินกว่าที่ควรจะเป็นไปอีก 25 ปี จากการทุจริตต่อหน้าที่หรือจากการทำตามใบสั่งของใคร

The post สส.พรรคประชาชน ร้อง ป.ป.ช. ไต่สวนโครงการไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ส่อเอื้อเอกชน ทำประชาชนแบกค่าไฟแพง appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ศุภโชติ’ จี้นายกฯ เคาะลดค่าไฟตามสัญญา-เบรกซื้อไฟหมุนเวียน ประชุม กพช. วันนี้ https://thestandard.co/electricity-price-reduction-demand-2025/ Tue, 06 May 2025 02:14:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1071383 ลดค่าไฟ

วันนี้ (6 พฤษภาคม) ศุภโชติ ไชยสัจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร […]

The post ‘ศุภโชติ’ จี้นายกฯ เคาะลดค่าไฟตามสัญญา-เบรกซื้อไฟหมุนเวียน ประชุม กพช. วันนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลดค่าไฟ

วันนี้ (6 พฤษภาคม) ศุภโชติ ไชยสัจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เรียกร้องให้แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ตัดสินใจลดค่าไฟฟ้าสำหรับงวดเดือนกันยายนถึงธันวาคม 2568 ตามแนวทางปฏิรูปโครงสร้างพลังงานที่เคยหาเสียงไว้ และยุติโครงการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่มีข้อกังขา ในการประชุม กพช. ที่จะมีขึ้นในวันนี้

 

ศุภโชติ กล่าวว่า การประชุม กพช. วันนี้มีวาระสำคัญในการพิจารณากรอบการปรับค่าไฟฟ้าสำหรับงวดปลายปี (ก.ย.-ธ.ค. 68) ซึ่งสังคมกำลังจับตามองว่า รัฐบาลจะดำเนินมาตรการลดค่าไฟฟ้าด้วยวิธีที่ยั่งยืนตามที่เคยให้คำมั่นสัญญาไว้หรือไม่ หลังจากที่การลดค่าไฟฟ้าในรอบก่อนหน้า (พ.ค.-ส.ค. 68) ซึ่งทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยลดลงเหลือ 3.98 บาทต่อหน่วยนั้น เป็นเพียงการนำเงินส่วนเกินที่การไฟฟ้าเคยจัดเก็บจากประชาชนในอดีต (claw back) มาใช้ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น

 

“เมื่อใช้เงินเก่ากลบค่าไฟแพง แต่ไม่กล้าแตะโครงสร้างที่ทำให้ค่าไฟแพงซ้ำซาก ถ้าเงิน claw back หมด ประชาชนก็ต้องกลับมาจ่ายแพงเหมือนเดิม” ศุภโชติกล่าว

 

สส. พรรคประชาชน ได้ทวงถามถึง 3 แนวทางปฏิรูปโครงสร้างพลังงานที่รัฐบาลเคยหาเสียงและแถลงนโยบายไว้ แต่ยังไม่มีความคืบหน้า ได้แก่:

 

  1. การทบทวนสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่มีลักษณะเอื้อประโยชน์เอกชนเกินควร เช่น สัญญาแบบ Adder และ FiT
  2. การลดภาระค่าใช้จ่ายในสัญญารับซื้อไฟฟ้าระยะยาว โดยเฉพาะค่าความพร้อมจ่าย (AP) และค่าพลังงานไฟฟ้า (EP) ที่รัฐต้องจ่ายให้โรงไฟฟ้าเอกชนแม้ไม่ได้เดินเครื่องผลิตไฟฟ้า
  3. การปรับปรุงระบบบริหารจัดการการผลิตไฟฟ้าให้มีการเลือกใช้แหล่งพลังงานที่มีต้นทุนต่ำที่สุดก่อนอย่างแท้จริง

 

ศุภโชติ ระบุว่า ไม่เพียงแต่รัฐบาลจะยังไม่ดำเนินการปฏิรูปตามที่เคยประกาศไว้ แต่ยังเดินหน้าลงนามในสัญญาซื้อไฟฟ้าจากเอกชนเพิ่มเติม โดยไม่คำนึงถึงภาระต้นทุนที่ประชาชนต้องแบกรับในระยะยาว

 

นอกจากนี้ ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาในการประชุม กพช. วันนี้ คือการตัดสินใจเกี่ยวกับโครงการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนรอบใหม่ ปริมาณกว่า 3,600 เมกะวัตต์ ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยคณะกรรมการที่รัฐบาลแต่งตั้ง เนื่องจากมีข้อกังขาเรื่องราคารับซื้อที่อาจสูงเกินจริง คาดว่าผลการตรวจสอบจะถูกนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมในวันนี้

 

“คำถามคือ หากผลการตรวจสอบชี้ว่า ‘ไม่พบความผิดทางกฎหมาย’ แต่มีความชัดเจนว่าเป็นการเอื้อประโยชน์เอกชนและส่งผลเสียต่อประชาชนในระยะยาว นายกรัฐมนตรีในฐานะประธาน กพช. จะกล้าตัดสินใจยุติโครงการหรือไม่ หรือจะอ้างว่าจำเป็นต้องเดินหน้า เหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับโครงการ 5,200 เมกะวัตต์ก่อนหน้านี้” ศุภโชติตั้งคำถาม

 

ศุภโชติเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีกล้าตัดสินใจเพื่อลดผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน โดยระงับการลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจากโครงการพลังงานลม 5,200 เมกะวัตต์ ในส่วนที่ยังไม่ได้มีการลงนาม และเสนอให้พิจารณาเพิ่มสัดส่วนการซื้อขายไฟฟ้าในรูปแบบ Direct PPA เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถซื้อไฟฟ้าโดยตรงจากผู้ผลิตในราคาที่ถูกลง

 

“ค่าไฟฟ้ารอบ ก.ย.-ธ.ค. 68 จะลดลงจริงด้วยโครงสร้างที่เป็นธรรมตามที่เคยหาเสียงไว้ หรือเป็นแค่การเล่นแร่แปรเลขอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการใช้เงินเก่าที่ใกล้หมดหรือการยืดหนี้ก็แล้วแต่ ถ้ารัฐบาลยังใช้กลยุทธ์เดิม ๆ และไม่กล้าปฏิรูประบบพลังงานอย่างแท้จริง ประชาชนจะต้องทนกับค่าไฟแพงไปอีกหลายสิบปี” ศุภโชติกล่าวทิ้งท้าย

 

The post ‘ศุภโชติ’ จี้นายกฯ เคาะลดค่าไฟตามสัญญา-เบรกซื้อไฟหมุนเวียน ประชุม กพช. วันนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
วรภพและศุภโชติแถลงเรียกร้องนายกฯ ชะลอโครงการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ทั้งรอบ 5,200 และ 3,600 เมกะวัตต์ ทำประชาชนจ่ายค่าไฟแพง https://thestandard.co/renewable-energy-purchase-delay/ Thu, 24 Apr 2025 05:07:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1067678 renewable-energy-purchase-delay

วันนี้ (24 เมษายน) ที่อาคารรัฐสภา วรภพ วิริยะโรจน์ และ […]

The post วรภพและศุภโชติแถลงเรียกร้องนายกฯ ชะลอโครงการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ทั้งรอบ 5,200 และ 3,600 เมกะวัตต์ ทำประชาชนจ่ายค่าไฟแพง appeared first on THE STANDARD.

]]>
renewable-energy-purchase-delay

วันนี้ (24 เมษายน) ที่อาคารรัฐสภา วรภพ วิริยะโรจน์ และ ศุภโชติ ไชยสัจ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แถลงข่าวกรณีการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนแบบ Feed-in Tariff (FiT) รอบ 5,200 เมกะวัตต์ และรอบเพิ่มเติม 3,600 เมกะวัตต์ โดยระบุว่า รัฐบาลเพื่อไทยกำลังสานต่อขบวนการค่าไฟแพงจากรัฐบาลประยุทธ์

 

วรภพกล่าวว่า การรับซื้อไฟฟ้าทั้งสองรอบดังกล่าว พบความผิดปกติหลายประการ ทั้งการรับซื้อที่แพงเกินจริง เพราะไม่มีการเปิดประมูลราคารับซื้อ กระบวนการคัดเลือกที่เปิดช่องให้เกิดการทุจริต และดุลพินิจในการคัดเลือกเอกชนรายใดก็ได้ จากหลักเกณฑ์ในการให้คะแนนเทคนิคออกมาล่วงหน้า ทั้งยังดึงดันจะดำเนินการต่อทั้งที่พบความผิดปกติ และมีแนวทางอย่างอื่นที่มีประสิทธิภาพกว่าอย่าง Direct PPA และขอเชิญชวนประชาชนร่วมจับตาประเด็นดังกล่าว เพื่อกดดันรัฐบาลให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างโปร่งใสและเป็นประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

 

วรภพอธิบายว่า การรับซื้อไฟฟ้าพลังงานสะอาดที่รัฐบาลรับซื้อในครั้งนี้ริเริ่มตั้งแต่สมัยรัฐบาลประยุทธ์ เมื่อปี 2565 จำนวนกว่า 5,200 เมกะวัตต์ และรอบเพิ่มเติมอีกกว่า 3,600 เมกะวัตต์ ในขณะที่กำลังการผลิตไฟฟ้าสำรองของประเทศไทยล้นอยู่แล้ว สังเกตได้จากโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่กว่า 7 จากทั้งหมด 13 โรงไม่ได้เดินเครื่องผลิตไฟฟ้าเลยแม้แต่วันเดียว 

 

อีกทั้งการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานสะอาดทั้งสองรอบเกือบ 9,000 เมกะวัตต์ดังกล่าว ยังไม่มีการประมูลราคารับซื้อไฟฟ้า ทำให้ราคารับซื้อต่อหน่วยแพงกว่าต้นทุนที่ควรจะเป็น (แสงอาทิตย์ 2.2 บาท/หน่วย, ลม 3.1 บาท/หน่วย) ซึ่งจะส่งผลโดยตรงให้ราคาไฟฟ้าในอนาคตของประชาชนสูงกว่าความเป็น

ระเบียบหลักเกณฑ์ และกระบวนการรับซื้อยังมีความผิดปกติอื่น เช่น ไม่ประกาศหลักเกณฑ์การคัดเลือกล่วงหน้า ไม่อนุญาตให้รัฐวิสาหกิจเข้าร่วม ทำให้ในรอบแรก 5,200 เมกะวัตต์ กลุ่มทุนพลังงานรายใหญ่รายเดียวได้สัมปทานไปกว่า 41%

 

วรภพกล่าวอีกว่า ต่อมาในสมัยรัฐบาลเพื่อไทย ตนเองและเพื่อน สส. ได้ยกประเด็นนี้ขึ้นมาเรียกร้องทั้งในและนอกสภา เพื่อให้รัฐบาลยกเลิกการรับซื้อที่ผิดปกติดังกล่าว แต่รัฐบาลกลับละเลยต่อข้อพิรุธทุจริตนโยบาย และปล่อยให้การรับซื้อไฟในรอบแรก 5,200 เมกะวัตต์ เซ็นสัญญาไปกว่า 4,000+ เมกะวัตต์ ในขณะเดียวกัน การรับซื้อไฟฟ้ารอบเพิ่มเติมจำนวน 3,600 เมกะวัตต์ ได้มีการออกระเบียบการรับซื้อเพิ่มโดยล็อกโควตา 2,168 เมกะวัตต์ ให้ผู้ผ่านเกณฑ์ที่ไม่ได้รับเลือกในรอบแรกเท่านั้น สะท้อนถึงความผิดปกติที่เอื้อต่อการทุจริต 

 

“แม้นายกรัฐมนตรีในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ จะมีอำนาจในการ ชะลอหรือยกเลิกได้ แต่ก็ปล่อยให้การรับซื้อรอบแรกดังกล่าวเซ็นสัญญาไปเกือบหมด แม้จะมีการชะลอการรับชื่อในรอบเพิ่มเติมไว้จากแรงกดดันสังคม และสื่อมวลชน แต่ปัจจุบันผ่านมาสามเดือนแล้วยังไม่มีอะไรคืบหน้า” วรภพกล่าว

 

ด้านศุภโชติระบุว่า การรับซื้อไปในครั้งนี้ ส่งผลให้ค่าไฟแพงเกินกว่าที่ควรจะเป็น กระบวนการคัดเลือกมีปัญหา ส่อทุจริต และส่งผลให้เกิดการผูกขาดในภาคพลังงาน ที่ผ่านมาได้ทักท้วงการรับชื่อไฟฟ้าทั้งสองรอบดังกล่าวมาตลอด แต่ผลที่ได้กลับมาเป็นการเมินเฉยจากรัฐบาล แม้จะมีการชะลอการรับซื้อในรอบเพิ่มเติม 3,600 เมกะวัตต์ แต่ในรอบแรก 5,200 เมกะวัตต์ กลับปล่อยให้มีการเซ็นสัญญามาเรื่อยๆ จนเกือบครบทั้งหมดในวันที่ 18 เมษายนที่ผ่านมา ทั้งที่รู้ว่าหากมีการเซ็นสัญญาแล้วจะยกเลิก

สัญญาได้ยากขึ้นและเป็นภาระให้ประชาชนไปอีก 25 ปี

 

ศุภโชติกล่าวต่อไปว่า กระทรวงพลังงานชี้แจงว่า ไม่สามารถยกเลิกการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 5,200 เมกะวัตต์ เนื่องจากจะไม่ยุติธรรมกับเอกชนบางกลุ่ม อีกทั้งรัฐบาลอ้างว่าจะไม่ยุติธรรมกับเอกชนหากยกเลิกสัญญา แต่ฝ่ายค้านมองว่าควรให้ความสำคัญกับประชาชนผู้ใช้ไฟ เพราะโครงการนี้มีปัญหาเรื่องความโปร่งใส และต้นทุนที่ไม่เหมาะสม อีกทั้งตามระเบียบคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานที่ประกาศรับซื้อกับเอกชน รัฐมีอำนาจตามข้อ 39 ให้นายกรัฐมนตรีสามารถสั่งยกเลิกได้หากยังไม่มีการเซ็นสัญญา เหมือนที่เคยสั่งชะลอโครงการ 3,600 เมกะวัตต์มาแล้ว

 

ขณะที่กระทรวงพลังงานชี้แจงว่า ราคาที่ใช้ในการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 5,200 เมกะวัตต์ มีความเหมาะสมแล้ว ซึ่งราคาดังกล่าวแพงเกินจริง แม้จะต่ำกว่าค่าไฟขายส่งเฉลี่ย แต่ไม่สะท้อนต้นทุนที่ลดลงตามเทคโนโลยีปัจจุบัน รัฐยังใช้ระบบกำหนดราคากลางโดยไม่เปิดประมูล ทำให้ขาดการแข่งขันและอาจเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มทุนที่ได้รับสัมปทาน

 

นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานอ้างว่า ต้องซื้อไฟเพิ่มเพื่อสนับสนุนเป้าหมายลดคาร์บอน และตอบโจทย์อนาคตพลังงานสะอาดของประเทศ แม้การเพิ่มพลังงานสะอาดจะช่วยลดคาร์บอนได้จริง แต่พรรคประชาชนเสนอทางเลือกที่ไม่สร้างภาระให้ประชาชน เช่น Direct PPA ซึ่งเปิดให้ผู้ผลิตไฟฟ้าขายตรงให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าโดยไม่ต้องบวกค่าไฟให้เป็นภาระประชาชน แต่กลับถูกจำกัดไว้เฉพาะบางกลุ่มธุรกิจ และยังไม่สามารถใช้งานได้จริง ทั้งที่ผู้ประกอบการรอคอยมากกว่า 10 เดือนแล้ว

 

“แม้กระบวนการดังกล่าว จะถูกต้องตามกฎหมาย แต่รัฐบาลควรให้ความสำคัญในประเด็นอื่นๆ ด้วยไม่ใช่แค่ถูกกฎหมายอย่างเดียว ถ้าถามถึงความเหมาะสม ตนเองว่าไม่ใช่ เพราะมองว่าจะเป็นการปล่อยให้มีการทุจริตเชิงนโยบายต่อไปใช่หรือไม่” ศุภโชติระบุ

 

ศุภโชติหวังว่า รัฐบาลจะใช้อำนาจที่ตัวเองมี แก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง และออกมาตอบคำถามของประชาชน เพราะที่ผ่านมาก็ตอบไม่ตรงคำถาม ซึ่งคำตอบที่ตอบ ก็ตอบพวกตนเองมาปีแล้ว ดังนั้น การสื่อสารที่ตรงไปตรงมาเป็นสิ่งที่ต้องทำ

The post วรภพและศุภโชติแถลงเรียกร้องนายกฯ ชะลอโครงการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ทั้งรอบ 5,200 และ 3,600 เมกะวัตต์ ทำประชาชนจ่ายค่าไฟแพง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศุภโชติถามนายกฯ หากผลสอบสัญญารับซื้อไฟฟ้า 3,600 เมกะวัตต์ ไม่พบผิดกฎหมาย แต่ชี้ชัดเอื้อกลุ่มทุน ทำประชาชนต้องจ่ายค่าไฟแพงขึ้น จะเดินหน้าต่อหรือไม่ https://thestandard.co/suphachot-questions-pm-energy-purchase-contract/ Tue, 22 Apr 2025 01:59:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1066755 ศุภโชติ ไชยสัจ ส.ส.พรรคประชาชน ตั้งคำถามเกี่ยวกับการลงนามสัญญารับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่อาจทำให้ค่าไฟแพงขึ้น

วันนี้ (22 เมษายน) ศุภโชติ ไชยสัจ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พ […]

The post ศุภโชติถามนายกฯ หากผลสอบสัญญารับซื้อไฟฟ้า 3,600 เมกะวัตต์ ไม่พบผิดกฎหมาย แต่ชี้ชัดเอื้อกลุ่มทุน ทำประชาชนต้องจ่ายค่าไฟแพงขึ้น จะเดินหน้าต่อหรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศุภโชติ ไชยสัจ ส.ส.พรรคประชาชน ตั้งคำถามเกี่ยวกับการลงนามสัญญารับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่อาจทำให้ค่าไฟแพงขึ้น

วันนี้ (22 เมษายน) ศุภโชติ ไชยสัจ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลลงนามเซ็นสัญญารับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน 5,200 เมกะวัตต์จากเอกชน แม้จะมีเสียงทักท้วงจากประชาชนให้ชะลอการลงนามไว้ก่อน เพราะสัญญาดังกล่าวจะส่งผลให้คนไทยต้องจ่ายค่าไฟแพงต่อไปอีก 25 ปี ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน อ้างว่าหากพบปัญหา สามารถยกเลิกสัญญาภายหลังได้ 

 

ศุภโชติกล่าวว่า คำถามสำคัญวันนี้ไม่ใช่แค่สัญญารับซื้อเหล่านี้ถูกหรือผิดกฎหมาย แต่สัญญารับซื้อเหล่านี้เป็นธรรมกับประชาชนหรือไม่ ถ้าอ้างแค่ว่าสิ่งที่ทำอยู่ไม่ผิดกฎหมาย คงมีอีกหลายเรื่องที่รัฐบาลทำได้ โดยไม่ต้องคิดถึงความคุ้มค่าหรือผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชน แต่รัฐบาลที่คิดแค่นั้นคือรัฐบาลที่ประชาชนต้องการหรือไม่ ตนมั่นใจว่าไม่ใช่

 

“สิ่งที่เกิดขึ้นยิ่งตอกย้ำว่ารัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลเพื่อกลุ่มทุนพวกพ้อง ไม่ใช่รัฐบาลเพื่อผลประโยชน์ประชาชน เมื่อเห็นสัญญาที่จะทำให้ประชาชนเสียเปรียบ แทนที่จะมีความกล้าหาญใช้อำนาจในมือหาทางป้องกันยับยั้ง กลับเพิกเฉยให้การเอื้อผลประโยชน์กลุ่มทุนพลังงานเดินหน้า ปล่อยให้ประชาชนเป็นผู้แบกรับความเสี่ยง”

 

ศุภโชติกล่าวต่อไปว่า ขณะเดียวกันโครงการรับซื้อไฟฟ้ารอบ 3,600 เมกะวัตต์ที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบ และจะส่งผลเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 28 เมษายนนี้ คำถามคือถ้าผลตรวจกระบวนการชี้ว่า ไม่พบว่าผิดกฎหมาย แต่ชัดเจนว่าจะทำให้ประชาชนเสียประโยชน์ นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) จะทำอย่างไร จะอ้างว่าต้องเดินหน้าโครงการเหมือนรอบ 5,200 เมกะวัตต์ด้วยหรือไม่

 

“จุดยืนผมเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และ กพช. ออกมติยกเลิกการรับซื้อครั้งนี้ และเพิ่มโควตา Direct PPA แทน ประเทศไทยสามารถเพิ่มสัดส่วนของพลังงานสะอาดได้ โดยประชาชนไม่ต้องถูกซ้ำเติมเรื่องค่าไฟไปมากกว่านี้ อยู่ที่รัฐบาลจะตัดสินใจอย่างไร เลือกกลุ่มทุนหรือเลือกประชาชน” ศุภโชติกล่าว

The post ศุภโชติถามนายกฯ หากผลสอบสัญญารับซื้อไฟฟ้า 3,600 เมกะวัตต์ ไม่พบผิดกฎหมาย แต่ชี้ชัดเอื้อกลุ่มทุน ทำประชาชนต้องจ่ายค่าไฟแพงขึ้น จะเดินหน้าต่อหรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมค่าไฟจะแพงขึ้นไปอีก 25 ปี? ความกังวลต่อโครงการรับซื้อไฟฟ้า 5,200 เมกะวัตต์ https://thestandard.co/electricity-price-increase-25years/ Mon, 21 Apr 2025 12:02:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1066626 ค่าไฟ

คณะรัฐมนตรี (ครม.) เคยมีแนวคิดที่จะลดค่าไฟฟ้าลงมาอยู่ที […]

The post ทำไมค่าไฟจะแพงขึ้นไปอีก 25 ปี? ความกังวลต่อโครงการรับซื้อไฟฟ้า 5,200 เมกะวัตต์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ค่าไฟ

คณะรัฐมนตรี (ครม.) เคยมีแนวคิดที่จะลดค่าไฟฟ้าลงมาอยู่ที่ 3.99 บาทต่อหน่วย อย่างไรก็ตาม เมื่อมีข้อมูลเปิดเผยว่า รัฐบาลกำลังจะลงนามในสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากโครงการพลังงานหมุนเวียนรอบแรก 5,200 เมกะวัตต์ เมื่อวันที่ 19 เมษายนที่ผ่านมา การดำเนินการนี้จะเป็นเหตุให้รัฐบาลต้องชำระค่า FiT (Feed-in Tariff) เพิ่มเติม เพื่อเป็นเงินอุดหนุนให้ผู้ผลิตไฟฟ้า 

 

สส. ฝ่ายค้านอย่าง ศุภโชติ ไชยสัจ จากพรรคประชาชน หารือประเด็นดังกล่าวกับ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน มาอย่างต่อเนื่อง ด้วยความกังวลว่าประชาชนอาจแบกรับภาระค่าไฟฟ้าในระยะยาว เนื่องจากสัญญามีอายุยาว 20-25 ปี จึงอาจทำให้เป้าหมายการลดค่าไฟฟ้าของ ครม. เป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น

 

 

ภาพประกอบ: พุทธิพงศ์ โรจน์ศตพงค์

The post ทำไมค่าไฟจะแพงขึ้นไปอีก 25 ปี? ความกังวลต่อโครงการรับซื้อไฟฟ้า 5,200 เมกะวัตต์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศุภโชติเรียกร้องนายกฯ และ รมว.พลังงาน ชะลอสัญญาซื้อไฟฟ้าหมุนเวียน 5,200 เมกะวัตต์ ก่อนเส้นตายพรุ่งนี้ https://thestandard.co/renewable-power-purchase-agreement-delay-request/ Fri, 18 Apr 2025 12:31:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1065829 ศุภโชติ ไชยสัจ สส.พรรคประชาชน แถลงเรียกร้องให้รัฐบาลชะลอการลงนามสัญญาซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน 5,200 เมกะวัตต์ ก่อนครบกำหนด

วันนี้ (18 เมษายน) ศุภโชติ ไชยสัจ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พร […]

The post ศุภโชติเรียกร้องนายกฯ และ รมว.พลังงาน ชะลอสัญญาซื้อไฟฟ้าหมุนเวียน 5,200 เมกะวัตต์ ก่อนเส้นตายพรุ่งนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศุภโชติ ไชยสัจ สส.พรรคประชาชน แถลงเรียกร้องให้รัฐบาลชะลอการลงนามสัญญาซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน 5,200 เมกะวัตต์ ก่อนครบกำหนด

วันนี้ (18 เมษายน) ศุภโชติ ไชยสัจ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีรัฐบาลจะลงนามรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนรอบ 5,200 เมกะวัตต์ ในวันพรุ่งนี้ (19 เมษายน) ซึ่งจะส่งผลให้คนไทยต้องจ่ายค่าไฟแพงกว่าที่ควรเป็นกว่า 1 แสนล้านบาทตลอดระยะเวลา 25 ปี

 

ศุภโชติระบุว่า เหลือเวลาอีกเพียงวันเดียว ยังไม่เห็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานออกมาพูดว่าจะดำเนินการอย่างไร ทั้งที่เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเงินในกระเป๋าของประชาชน โครงการนี้ที่รัฐกำลังจะลงนามกับเอกชน เป็นโครงการที่กำหนดอัตรารับซื้อสูงกว่าที่ควรจะเป็น คือ 2.2 บาทต่อหน่วย ส่อแววทุจริตอีกหลายประการ ได้แก่ ไม่มีการเปิดประมูลแข่งขันราคา ไม่มีประกาศเกณฑ์คัดเลือก ศาลปกครองเองยังเคยวินิจฉัยว่าโครงการนี้เข้าข่ายส่อไปในทางทุจริต ทั้งหมดนี้ทำให้มองได้ว่าเป็นการล็อกประโยชน์ให้กลุ่มทุนพลังงานบางกลุ่มหรือไม่

 

หากปล่อยให้มีการลงนามสัญญาไปแล้ว การยกเลิกหรือแก้ไขจะเป็นไปได้ยาก เพราะตามระเบียบ นายกรัฐมนตรีในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) สามารถยกเลิกได้เฉพาะก่อนการลงนามสัญญาเท่านั้น ดังนั้นหากปล่อยให้มีการลงนามนี้เกิดขึ้น ข้อตกลงนี้จะกลายเป็นภาระผูกพันระยะยาวที่มีผลต่อเนื่องเป็นระยะเวลากว่า 25 ปี

 

“ขณะนี้เหลือเวลาอีกเพียง 1 วันจะถึงกำหนดลงนามสัญญาครบทุกโครงการ ทั้งที่นายกฯ เคยสัญญากับประชาชนว่าจะลดค่าไฟทันทีเพื่อช่วยลดค่าครองชีพ แต่วันนี้พี่น้องประชาชนไม่เห็นนายกรัฐมนตรีเอ่ยปากถึงเรื่องนี้สักคำ”

 

ส่วนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ที่เคยให้คำมั่นในสภาฯ ว่าหากพบความผิดปกติจากการรับซื้อไฟฟ้า ท่านจะยกเลิกโครงการทันที วันนี้ท่านตรวจสอบไปถึงไหนแล้ว อย่างน้อยในฐานะรองประธาน กพช. ควรชงวาระเข้าที่ประชุมเพื่อออกมติให้ชะลอการเซ็นสัญญาไว้ก่อน แต่จนถึงวินาทีนี้ รัฐมนตรียังไม่ทำ

The post ศุภโชติเรียกร้องนายกฯ และ รมว.พลังงาน ชะลอสัญญาซื้อไฟฟ้าหมุนเวียน 5,200 เมกะวัตต์ ก่อนเส้นตายพรุ่งนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>