ศุภพล ตั้งวิเชียร Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ศุภพล-ตั้งวิเชียร/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 13 Jan 2026 07:19:55 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 Copper Paradigm Shift: From Cyclical to Structural https://thestandard.co/copper-paradigm-shift-cyclical-structural/ Tue, 13 Jan 2026 07:19:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1164577 **ทองแดง เปลี่ยน กระบวนทัศน์ จาก วัฏจักร สู่ โครงสร้าง**

ปี 2026 เปิดศักราชด้วยความร้อนแรงของตลาดการเงินโลกที่ไม […]

The post Copper Paradigm Shift: From Cyclical to Structural appeared first on THE STANDARD.

]]>
**ทองแดง เปลี่ยน กระบวนทัศน์ จาก วัฏจักร สู่ โครงสร้าง**

ปี 2026 เปิดศักราชด้วยความร้อนแรงของตลาดการเงินโลกที่ไม่ใช่เพียงแค่การปรับขึ้นของตลาดหุ้นหลายประเทศทั่วโลกที่กลับมาทำการซื้อขายเท่านั้น แต่ยังมาพร้อมกับความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อน หลังประธานาธิบดี Donald Trump สั่งเปิดปฏิบัติการทางการทหารในเวเนซุเอลา ส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์อย่างทองคำ เงิน และทองแดงปรับตัวขึ้นจากความกังวลด้านอุปทาน โดยเฉพาะในภาวะปัจจุบันที่ห่วงโซ่อุปทานมีความเปราะบางอยู่แล้วจากทั้งปัจจัยโครงสร้างและการเมืองระหว่างประเทศ

 

นอกจากทองคำและเงินที่ปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นในช่วงปีที่ผ่านมา โลหะกลุ่ม Base Metals อาทิ ทองแดง เป็นอีกหนึ่งแร่ที่กำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นโลหะน่าจับตาในปี 2026 จากบทบาทในฐานะโลหะเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง

 

ทองแดงหนึ่งในแร่ธาตุยุทธศาสตร์สำคัญ

 

  • ราคาทองแดงปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ แตะระดับ 13,187 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ในการซื้อขายที่ตลาดโลหะลอนดอน (LME) เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2026 โดยมีการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2025 เนื่องจากทองแดงเป็นหนึ่งในแร่ที่รวมอยู่ในรายชื่อแร่ธาตุสำคัญภายใต้ “Final 2025 List of Critical Minerals” ซึ่งเป็นกลุ่มแร่ที่รัฐบาลสหรัฐฯ มองว่ามีความสำคัญต่อทั้งเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติ โดยอาจถูกนำไปสู่การพิจารณามาตรการเพิ่มเติมเช่นการขึ้นภาษีนำเข้า การควบคุมการส่งออก หรือการใช้มาตรการภายใต้กฎหมาย Section 232 เพื่อจัดการความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทานของแร่นั้น ๆ

 

  • ภายหลังจากสหรัฐฯ เพิ่มทองแดงเข้าสู่รายชื่อ Final 2025 List of Critical Minerals ผู้ค้าทองแดงได้เร่งซื้อ/นำเข้าทองแดงเข้าสู่สหรัฐฯ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากมาตรการภาษี โดยข้อมูลจาก ING Group “Copper upside building on tight supply” (As of 8 Dec 2025) ซึ่งเผยว่าในเดือน ส.ค. 2025 การนำเข้าทองแดงบริสุทธิ์ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นมากกว่า +50%YoY ขณะเดียวกัน สต็อกทองแดงในตลาด COMEX เพิ่มขึ้นเกิน 400,000 ตัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ การสะสมสต็อกดังกล่าวทำให้อุปทานทองแดงนอกสหรัฐฯ ตึงตัวมากขึ้น และเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ผลักดันราคาทองแดงทั่วโลกให้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

บทบาทใหม่ในยุคพลังงานสะอาดและ AI

 

  • อุปสงค์ของทองแดงกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง จากเดิมอุปสงค์ของทองแดงมีความสัมพันธ์กับการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกเป็นหลัก โดยเฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีนเนื่องจากทองแดงถูกนำมาใช้ในภาคการก่อสร้าง ซึ่งปัจจุบันภาคอสังหาริมทรัพย์จีนยังไม่เกิดการฟื้นตัวเท่าที่ควร แต่อุปสงค์ของทองแดงกลับเริ่มถูกใช้ไปในกิจกรรมอื่นๆ มากขึ้น

 

  • ปัจจุบันทองแดงกลายเป็นหนึ่งในแร่ที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ Mega Trend ของโลก ไม่ว่าจะเป็นพลังงานสะอาด หรือการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของโครงข่ายไฟฟ้าซึ่งเติบโตอย่างก้าวกระโดดจากการมาของอุตสาหกรรม AI เนื่องจากทองแดงมีคุณสมบัติเด่นด้านการนำไฟฟ้าสูงเป็นอันดับสองรองจากเงิน แต่ทองแดงมีข้อดีอีกอย่างคือความทนทานต่อการกัดกร่อนและมีราคาที่ถูกกว่าโดยเปรียบเทียบ โดยทองแดงสามารถส่งพลังงานไปยังศูนย์ข้อมูลหรือ AI Data Center ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยังลดการสูญเสียพลังงานได้ดี

 

  • นักวิเคราะห์จาก JP Morgan ประเมินว่า ความต้องการใช้ทองแดงในปี 2026 จะเพิ่มขึ้นเพราะโลกจะใช้ทองแดงสำหรับการสร้าง Data Center ประมาณ 475,000 ตัน ซึ่ง เพิ่มขึ้นราว 110,000 ตันจากปีนี้ และภายในปี 2030 ความต้องการใช้ทองแดงจาก Data Center อาจเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1 ล้านตันต่อปี ผ่านบทความ JP Morgan “Base & Precious Metals Outlook 2026/27 Even greater heights” (As of 20 Nov 2025)

 

ทองแดงกำลังเผชิญข้อจำกัดด้านอุปทาน

 

  • บริษัท Freeport-McMoRan อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นเหมืองทองแดงขนาดใหญ่อันดับสองของโลก โดยมีกำลังการผลิตราว 4% ของกำลังการผลิตทั่วโลก ประกาศภาวะสุดวิสัย (Force Majeure) เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2025 หลังเกิดเหตุโคลนถล่มขนาดใหญ่ที่เหมือง Grasberg เบื้องต้นนักกลยุทธ์สินค้าโภคภัณฑ์จาก ING ประเมินว่า กำลังการผลิตราว 70% ของเหมืองยังต้องใช้เวลาฟื้นตัว และคาดว่าจะกลับมาดำเนินงานได้เต็มกำลังการผลิตอีกครั้งในปี 2027

 

  • การเพิ่มกำลังการผลิตทองแดงจากเหมืองในระยะสั้นยังทำได้ยาก เนื่องจากการก่อสร้างเหมืองใหม่ต้องใช้เวลาพัฒนานาน อีกทั้งยังเผชิญกับความล่าช้าในการขอใบอนุญาต โดยแหล่งแร่ทองแดงที่มีคุณภาพสูงและมีความคุ้มค่าในการลงทุนเริ่มหาได้ยากโดยเฉพาะในเขตอำนาจศาลที่มีความเสี่ยงต่ำ (Tier 1) อาทิ ชิลี แคนาดา สหรัฐฯ และออสเตรเลีย ส่งผลให้การเริ่มโครงการใหม่ซึ่งต้องบุกเบิกในโซนอื่นที่กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมเข้มข้นกว่ามีต้นทุนสูงและมีความคุ้มค่าในการผลิตลดลง ขณะเดียวกันเหมืองทองแดงเดิมที่ดำเนินการอยู่ก็เผชิญกับความท้าทายในการควบคุมคุณภาพแร่ภายในเหมือง

 

ข้อจำกัดของการรีไซเคิลทองแดง

 

  • แม้ทองแดงมีอีกหนึ่งคุณสมบัติที่โดดเด่นคือ ความสามารถในการรีไซเคิลได้ 100% โดยไม่สูญเสียคุณสมบัติดั้งเดิม ทำให้ทองแดงรีไซเคิลสามารถทำหน้าที่เป็นแหล่งวัตถุดิบเสริมที่มีประสิทธิภาพควบคู่ไปกับการทำเหมืองทองแดงใหม่

 

  • อย่างไรก็ตามกระบวนการรีไซเคิลทองแดงเป็นกระบวนการที่มีความซับซ้อนและประกอบด้วยหลายขั้นตอน ตั้งแต่การรวบรวม การคัดแยก การหลอม ไปจนถึงการกลั่น โดยแต่ละขั้นตอนจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีและแนวปฏิบัติที่แตกต่างกันไปตามประเภทของของเสีย รวมถึงการเผชิญข้อจำกัดอื่นๆ เช่น อุปสรรคในด้านกฎระเบียบพลังงานสะอาด และการเปลี่ยนแปลงทางการค้า

 

  • สถาบันทรัพยากรโลกเผยผ่านบทความ World Resources Institute “More Than Ore: The Pivotal Role Recycled Copper Can Play in the Energy Transition” (As of 7 Jan 2025) โดยประเมินว่าอัตราการรีไซเคิลทองแดงทั่วโลกต้องเพิ่มขึ้นจากราว 32% ในปัจจุบันเป็น 66% หากต้องการให้ทองแดงรีไซเคิลจากผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานแล้วสามารถรองรับความต้องการทองแดงในอนาคต

 

กล่าวโดยสรุปคืออุปสงค์ของทองแดงในปัจจุบันกำลังเกิดความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในด้านที่เป็นบวก ส่งผลให้ทิศทางราคาของทองแดงมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อหรืออาจจะรักษาระดับราคาในปัจจุบันเอาไว้ได้ในช่วง 1-2 ปีนี้ ซึ่งเป็นบวกต่อภาคเอกชนและบริษัทจดทะเบียนที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของการผลิตทองแดงดังนั้นการลงทุนในอุตสาหกรรมเหมืองจึงเป็นหนึ่งใน Theme การลงทุนที่น่าสนใจและมีปัจจัยพื้นฐานรองรับ

 

ภาพ: Bloomberg Creative/Getty images

The post Copper Paradigm Shift: From Cyclical to Structural appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหุ้นยุโรปอาจเป็นจุดหมายใหม่ของ Fund Flow นักลงทุนในปี 2026 https://thestandard.co/europe-stock-market-fund-flow-2026-valuation/ Sun, 14 Dec 2025 06:44:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1154522 ตลาดหุ้นยุโรปอาจเป็นจุดหมายใหม่ของ Fund Flow นักลงทุนในปี 2026

ผ่าน Event สำคัญช่วงปลายปี 2025 อย่างการประชุม FOMC ในเ […]

The post ตลาดหุ้นยุโรปอาจเป็นจุดหมายใหม่ของ Fund Flow นักลงทุนในปี 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหุ้นยุโรปอาจเป็นจุดหมายใหม่ของ Fund Flow นักลงทุนในปี 2026

ผ่าน Event สำคัญช่วงปลายปี 2025 อย่างการประชุม FOMC ในเดือน ธ.ค. ถึงแม้ผลการประชุมจะออกมาตามที่ตลาดคาดโดยคณะกรรมการ Fed มีมติลดดอกเบี้ยลง 0.25% สู่ระดับ 3.50% – 3.75% แต่ในระยะถัดไป Fed มีมุมมองต่อการผ่อนคลายนโยบายการเงินที่ระมัดระวังมากขึ้น โดยเริ่มส่งสัญญาณว่าการลดดอกเบี้ยในอนาคตอาจเกิดขึ้นได้อย่างจำกัด อย่างไรก็ตาม มีการประกาศแผนเข้าซื้อ Treasury Bills ซึ่งเราคาดว่าจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องในระบบเป็นปัจจัยบวกบรรยากาศการลงทุนและมีแนวโน้มที่จะทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกเกิด Santa Rally ช่วงท้ายปี

 

ทั้งนี้ เมื่อมองไปยังปี 2026 นักลงทุนที่มี Position ในหุ้นเป็นส่วนใหญ่ของน้ำหนักพอร์ตการลงทุนจะเผชิญกับความท้าทายสำคัญมากกว่าช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากตลาดหุ้นหลักอย่างสหรัฐฯ มีระดับ Valuation ที่ตึงตัวโดยดัชนี S&P 500 ( ณ วันที่ 11 ธ.ค. 2025) ซื้อขายที่ Forward P/E 25.8x สูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปีที่ 19.5x และสูงกว่าตลาดหุ้นในภูมิภาคอื่นอย่างชัดเจน

 

ขณะเดียวกัน ในช่วงไตรมาส 4Q25 ตลาดหุ้นทั่วโลกเริ่มส่งสัญญาณการกระจายตัวของผลตอบแทนที่ชัดเจนมากขึ้น กระแสการลงทุนไม่ได้กระจุกตัวอยู่เพียงหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ เหมือนช่วงที่ผ่านมา แต่เริ่มเห็นเม็ดเงินของนักลงทุนไหลเข้าสู่กลุ่มอื่นๆ มากขึ้นในกรณีของตลาดหุ้นสหรัฐฯ หุ้นกลุ่ม Healthcare ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกลุ่ม Defensive มีผลตอบแทนที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เช่นเดียวกับหุ้นกลุ่ม Value ในหลายภูมิภาค อาทิ เฉพาะยุโรปและญี่ปุ่น ทำผลงานได้ดีกว่าตลาดต่อเนื่อง

 

จากระดับ Valuation ของหุ้นสหรัฐฯ ที่ตึงตัว ทำให้เราได้เห็นเม็ดเงินบางส่วนหมุนไปยังอุตสาหกรรมหรือภูมิภาคที่เศรษฐกิจ-กำไรของบริษัทจดทะเบียนเติบโตในขณะที่ปัจจัยซึ่งเคยกดดันก่อนหน้าคลี่คลายลงและมีมูลค่าที่ถูกกว่าในเชิงเปรียบเทียบ เบื้องต้นเรามองว่าตลาดหุ้นยุโรปมีโอกาสสูงที่จะเป็นจุดหมายสำคัญ หากเกิดกระแสการ Rotation ออกจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ

 

ปัจจัยสนับสนุนตลาดหุ้นยุโรปในปี 2026 และคาดว่าจะช่วยเพิ่มเสน่ห์และดึงดูดเม็ดเงินลงทุนมีดังนี้..

 

1. สงครามรัสเซียยูเครน มีสัญญาณนำไปสู่การเจรจาหาทางออกร่วมกัน
ประธานาธิบดีเซเลนสกีเผยว่า ยูเครนกำลังสรุปข้อเสนอ 20 ข้อที่จัดทำร่วมกับสหรัฐฯ และผู้นำยุโรป แม้ยังหลายประเด็นหลักที่ไม่สามารถหาข้อสรุปได้ เช่น สถานะของพื้นที่ที่รัสเซียยังคงยึดครองในยูเครนตะวันออก และรูปแบบของหลักประกันความมั่นคงในอนาคตสำหรับกรุงเคียฟ แต่โดยรวมถือเป็นพัฒนาการสำคัญต่อความพยายามยุติความขัดแย้งระหว่างทั้งสองฝ่าย

 

2. เศรษฐกิจยุโรปมีแนวโน้มฟื้นตัวในปี 2026 โดยได้รับแรงหนุนหลักจากนโยบายการคลังของเยอรมนี
นโยบายการคลังขนาดใหญ่ของเยอรมนีมีบทบาทสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจยุโรปในปี 2026 โดยมาตรการดังกล่าวครอบคลุมหลายด้านทั้งกลาโหม โครงสร้างพื้นฐาน สวัสดิการ และมาตรการลดภาษี มีมูลค่ารวมกว่า 524.5 พันล้านยูโร ขณะที่กองทุนพิเศษด้านโครงสร้างพื้นฐานและกลาโหมจะไม่ถูกนับในกฎ Debt brake ที่จำกัดการกู้เงินไว้ที่ 0.35% ของ GDP ทำให้เยอรมนีมีพื้นที่ลงทุนเพิ่มเติม นอกเหนือจากนี้ยังคาดว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศเยอรมนีจะส่งผลบวกต่อประเทศยุโรปกลางและยุโรปตะวันออกที่มีห่วงโซ่อุปทานกับเยอรมนี เช่น ออสเตรีย เช็กเกีย ฮังการี โปแลนด์ สโลวีเนีย และสโลวาเกีย เป็นต้น

 

3. การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI กำลังผลักดันการเติบโตของยุโรป
การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจยุโรป โดยข้อมูลจาก S&P Global “Economic Research Economic Outlook Europe Q1 2026: Germany’s Fiscal Reawakening” (As of 24 Nov 2025) ระบุว่าตั้งแต่ปี 2021 ภาคเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) มีส่วนช่วยเพิ่มการเติบโตของมูลค่าเพิ่ม (Gross Value Added) ให้กับเศรษฐกิจยูโรโซนเฉลี่ย 0.4% ต่อปี ขณะที่ปี 2025 การลงทุนด้าน ICT เพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น โดยยูโรโซนลงทุนกว่า 100,000 ล้านยูโร และสหราชอาณาจักรอีก 20,000 ล้านยูโร เช่นเดียวกับประเทศใหญ่ในยุโรปต่างเร่งลงทุนด้านเทคโนโลยีในทิศทางเดียวกัน

 

4. การฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังไม่ผลักดันเงินเฟ้อขึ้นสูงจน ECB ต้องกลับมาใช้นโยบายการเงินแบบตึงตัว
เศรษฐกิจยุโรปเริ่มฟื้นตัวและได้รับแรงเสริมจากมาตรการการคลังขนาดใหญ่ของเยอรมนี ทำให้เกิดความกังวลว่าเงินเฟ้ออาจเร่งตัวจน ECB ต้องกลับมาขึ้นดอกเบี้ยในปี 2026 หลังใช้นโยบายผ่อนคลายตลอดปี 2025 ทั้งนี้คาดเงินเฟ้อยุโรปอาจไม่ได้เร่งตัวขึ้นอย่างที่หลายคนกังวล เนื่องจากอัตราค่าแรงมีแนวโน้มชะลอล้อไปกับตลาดแรงงานที่อ่อนตัว นอกจากนี้ดัชนีราคาผู้ผลิตของประเทศจีนที่ยังหดตัวต่อเนื่องมีผลต่อยุโรปเพราะยุโรปมีสัดส่วนการนำเข้าสินค้าจากจีนสูงถึง 20% ของสินค้านำเข้าทั้งหมดของยูโรโซน ทำให้เงินเฟ้อโดยรวมจากสินค้ามีแนวโน้มไม่เร่งตัวขึ้นเช่นกัน

 

5. กำไรบริษัทจดทะเบียนมีโอกาสฟื้นตัวใน 2026 ขณะที่ Valuation ยังไม่แพงเมื่อเทียบกับตลาดอื่น
ข้อมูลจาก Bloomberg วันที่ 11 ธ.ค. 2025 เผยว่าในไตรมาส 3Q25 ตลาดหุ้นยุโรป อิงดัชนี STOXX600 รายงานผลประกอบการแล้ว 80.7% พบว่า กำไรเติบโต 6.9% YoY สูงกว่าคาดที่ 3.35% YoY ขณะที่ Consensus ประเมินว่ากำไรทั้งปี 2025 จะโตเพียง 0.32% YoY แต่ปี 2026 คาดว่าจะเร่งตัวขึ้นสู่ 9.6% YoY จากแรงหนุนของเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวและค่าเงินยูโรที่มีเสถียรภาพมากขึ้น สำหรับดัชนี STOXX600 (วันที่ 11 ธ.ค. 2025) ซื้อขายบน Forward P/E ในอีก 12 เดือนข้างหน้าที่ระดับ 16.3x ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยระยะ 10 ปีที่ 15.6X และหากกำไรบริษัทจดทะเบียนฟื้นตัวดีกว่าคาด ก็มีโอกาสเห็นการ Re-rate P/E ในระยะถัดไป

 

อุตสาหกรรมเด่นในภูมิภาคยุโรปที่มีความน่าสนใจสำหรับการลงทุนในปี 2026
สาธารณูปโภค (Utilities) : กลุ่ม Utilities ในยุโรปได้รับแรงหนุนพร้อมกันจากหลายปัจจัย ทั้งจากความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจาก Data Centers และ AI, การขยายการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานพลังงานโดยเฉพาะโรงไฟฟ้ามีความสามารถรักษาระดับราคาขายไฟฟ้าได้ดี การเติบโตของผลประกอบการมีความสม่ำเสมอ มีกระแสเงินสดที่มั่นคงนอกจากนั้นยังมีอัตราการจ่ายเงินปันผลที่สูง

 

  • ธนาคาร (Banks): เศรษฐกิจยุโรปที่มีแนวโน้มฟื้นตัวประกอบกับอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำทำให้เป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของสินเชื่อ ส่งผลให้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NII) มีแนวโน้มเติบโตดีขึ้น ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) เริ่มทรงตัวเช่นเดียวกัน สำหรับรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย (Non-Interest Income) คาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องในปี 2026 และเป็นเครื่องยนต์สำคัญของกำไร โดยได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของตลาดทุนและรายได้ประกันที่สูงขึ้น นอกจากนั้นกลุ่มธนาคารยุโรปมีระดับเงินกองทุน CET1 Ratio ที่แข็งแรง (เฉลี่ย 14.9% ในปี 2025) ทำให้ธนาคารมีความยืดหยุ่นสูงในการบริหารทุนทั้งในรูปแบบการจ่ายปันผลและการซื้อหุ้นคืน

 

  • กลุ่มป้องกันประเทศ (Defense): ยุโรปกำลังก้าวเข้าสู่รอบการเพิ่มงบกลาโหมครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ โดยข้อมูลจาก JP Morgan “European Aero & Defense 2026 Outlook: Fundamentals still very strong across the board” (As of 10 Dec 2025) ประเมินว่างบกลาโหมยุโรปจะขยายตัวเฉลี่ย ราว 9% ต่อปี ต่อเนื่องในช่วง 5 ปีข้างหน้า โดยรัฐบาลยุโรปมองว่าการรุกรานยูเครนทำให้รัสเซียกลายเป็นภัยคุกคามระยะยาวแม้ความขัดแย้งอาจยุติลงในอนาคต ขณะเดียวกันสหรัฐฯ โดยเฉพาะภายใต้รัฐบาลทรัมป์ได้ผลักดันให้ยุโรปมีบทบาทรับผิดชอบด้านความมั่นคงมากขึ้น ปัจจุบันสหภาพยุโรปจัดซื้ออาวุธจากผู้ผลิตยุโรปเพียง 40% แต่หลังการเปิดตัว European Defense Industrial Strategy (EDIS) ในปี 2024 สหภาพยุโรปตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการจัดซื้อภายในภูมิภาคเป็น 50% ภายในปี 2030 และ 60% ภายในปี 2035 ตามลำดับ

The post ตลาดหุ้นยุโรปอาจเป็นจุดหมายใหม่ของ Fund Flow นักลงทุนในปี 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหุ้นโลกกับการเปลี่ยนผ่านของตลาดหุ้นจีนจาก Sentiment Driven สู่การปรับตัวขึ้นด้วยปัจจัยพื้นฐานหรือ Fundamental Driven https://thestandard.co/china-stock-market-sentiment-to-fundamentals/ Wed, 12 Nov 2025 09:46:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1142457 ตลาดหุ้นโลกกับการเปลี่ยนผ่านของ ตลาดหุ้นจีนจาก Sentiment Driven สู่ การปรับตัวขึ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน หรือ Fundamental Driven

Chapter I : ปีทองของการลงทุนในหุ้นทั่วโลกกำลังจะจบลง? & […]

The post ตลาดหุ้นโลกกับการเปลี่ยนผ่านของตลาดหุ้นจีนจาก Sentiment Driven สู่การปรับตัวขึ้นด้วยปัจจัยพื้นฐานหรือ Fundamental Driven appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหุ้นโลกกับการเปลี่ยนผ่านของ ตลาดหุ้นจีนจาก Sentiment Driven สู่ การปรับตัวขึ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน หรือ Fundamental Driven

Chapter I : ปีทองของการลงทุนในหุ้นทั่วโลกกำลังจะจบลง?

 

นับตั้งแต่ ปี 2024-2025 ตลาดหุ้นทั่วโลกโดยส่วนใหญ่ปรับตัวขึ้นมาอย่างโดดเด่น ทั้งตลาดหุ้นกลุ่มพัฒนาแล้วอย่าง สหรัฐฯ ยุโรป จนถึงเอเชีย โดยเฉพาะตลาดหุ้นเกาหลีใต้และญี่ปุ่น ซึ่งหลายตลาดทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยได้รับแรงหนุนหลักจาก 3 ปัจจัย ได้แก่ 1.นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายจากธนาคารกลางหลายประเทศ 2. การใช้จ่ายภาครัฐของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่เพิ่มขึ้นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และ 3.กระแสการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) หลายประเทศทั่วโลกโดยเฉพาะสหรัฐฯและจีนที่ต่างแข่งขันกันอย่างดุเดือด และทุ่มเม็ดเงินลงทุนมหาศาลเพื่อก้าวขึ้นเป็นผู้นำเทคโนโลยีแห่งศตวรรษ คำถามที่สำคัญของนักลงทุนในวันนี้คือปีทองของการลงทุนหรือขาขึ้นของตลาดหุ้นโดยรวมกำลังจะจบแล้วหรือยัง ? เป็นคำถามที่ยังไม่มีใครสามารถตอบได้อย่างชัดเจน

 

Chapter II: ความผันผวนของตลาดหุ้นระหว่างปี 2025 กับปัจจัยลบที่เป็นสาเหตุอย่างสงครามการค้ามีโอกาสที่จะดำเนินต่อในปี 2026

 

ขาขึ้นของตลาดหุ้นโลกตลอด 1-2 ปีที่ผ่านมาไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ.. สำหรับปี 2025 มีเหตุการณ์ที่สำคัญอย่างเริ่มจากการท้าทายด้านเทคโนโลยี AI ของจีนต่อชาติตะวันตก (China AI Boom) ต่อด้วยการประกาศนโยบายภาษีตอบโต้หรือ Reciprocal Tariffs นับตั้งแต่เดือน เม.ย. 2025 โดยสหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีตอบโต้ต่อหลายประเทศ โดยเฉพาะกับประเทศจีน ซึ่งนำไปสู่การขึ้นภาษีระหว่างกันถึง 145% และ 125% กดดันบรรยากาศการลงทุนทั่วโลก ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะผ่อนคลายท่าทีและกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาในช่วงครึ่งหลังของปี

 

Chapter III: จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของเศรษฐกิจโลกและตลาดการลงทุน, การพบกันของผู้นำสหรัฐฯ- จีน

 

ในวันที่ 30 ต.ค. 2025 ที่ผ่านมา การพบกันระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำเอเปค (APEC Summit) ณ ฐานทัพอากาศเมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ ได้ผลลัพธ์ที่ดีนำไปสู่การผ่อนคลายเชิงนโยบายหลายประการโดยทั้งสองประเทศเห็นชอบต่อการขยายเวลาชะลอการเก็บภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) อีกหนึ่งปี รวมถึงลดการจำกัดแร่กลุ่ม Rare Earth ต่างๆ โดยข้อตกลงครั้งนี้จึงไม่เพียงช่วยคลายความตึงเครียดระหว่างสองประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลกในช่วงโค้งสุดท้ายของปี

 

Chapter IV: เมื่อมองไปข้างหน้า..ตลาดหุ้นจีนกำลังจะเปลี่ยนจาก Phase ของ Sentiment Driven สู่ความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกด้วยปัจจัยพื้นฐานหรือ Fundamental Driven

 

นับตั้งแต่ช่วงต้นปี 2025 จนถึงปัจจุบัน นอกจากตลาดหุ้นญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ที่ทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ หนึ่งในตลาดหุ้นที่นักลงทุนให้ความสนใจคือตลาดหุ้นจีน ซึ่งปัจจุบันการปรับตัวขึ้นของราคาได้ตอบรับความคาดหวังเชิงบวกต่อการพัฒนาด้าน AI และการผ่อนคลายของสงครามการค้าหลังการเจรจาระหว่างสองผู้นำได้ผลลัพธ์ที่ดี อย่างไรก็ตามหากมองไปข้างหน้า การปรับตัวขึ้นต่อของตลาดหุ้นจีนต้องอิงกับปัจจัยพื้นฐานโดยเราได้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญและจะนำมาสู่การปรับกลยุทธ์สำหรับการลงทุนในหุ้นจีนดังนี้

 

1. ผลการประชุมเต็มคณะของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งกำหนดยุทธศาสตร์ชาติในกรอบเวลา 5 ปี (2026 – 2030) ยังสนับสนุนกลุ่มเทคโนโลยี-AI อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันเริ่มให้ความสำคัญและสนับสนุนกลุ่มที่อิงการบริโภคในประเทศรวมถึงภาคอสังหาริมทรัพย์มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

 

2. สัญญาณสลับกลุ่มลงทุน จาก Growth สู่ Quality Laggard

 

นับตั้งแต่การประชุม 4th Plenum เสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 23 ต.ค. 2025 ตลาดหุ้นจีนเริ่มสะท้อนความแตกต่างของผลตอบแทนในแต่ละอุตสาหกรรมอย่างชัดเจน โดยกลุ่มที่มีปัจจัยหนุน (Catalyst) จะให้ผลตอบแทนที่โดดเด่น เช่น กลุ่มวัสดุ (Materials) และพลังงาน (Energy) ได้แรงสนับสนุนจากความคาดหวังว่ามาตรการ Anti-Involution จะทำให้อุตสาหกรรมเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในไม่ช้า จากมาตรการ Anti-Involution เช่นเดียวกับกลุ่มธนาคาร (Bank) และอุตสาหกรรม (Industrial) ที่กำลังทยอยรายงานผลประกอบการไตรมาส 3Q25 และออกมาเติบโตหรือดีกว่าคาด ให้ผลตอบแทนที่ดีเช่นกัน

 

ปัจจัยบวกสำคัญหนุนตลาดหุ้นจีนปี 2026

 

  • นโยบายสนับสนุนการบริโภคในประเทศและภาคอสังหาริมทรัพย์จีน: รัฐบาลจีนพร้อมสนับสนุนสินค้าและบริการในเมืองชั้นรอง (Tier 2 และ New First-tier Cities) ดังนั้นอุตสาหกรรม Consumer Staple, Consumer Discretionary และกลุ่ม Property จะได้อานิสงส์จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศที่เน้นกระตุ้นเศรษฐกิจเมืองรอง ส่วนภาคอสังหาริมทรัพย์จีนยังคงสานต่อนโยบายกระตุ้นการลงทุนและสนับสนุนการซื้ออสังหาริมทรัพย์ของกลุ่มที่มีความต้องการเพื่ออยู่อาศัยจริง (Real Demand)

 

  • จีนมุ่งรักษาสมดุลของรายได้ภาคเอกชนจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ: ปัจจุบันจีนเผชิญกับความท้าทายจากภาวะการแข่งขันภายในประเทศที่รุนแรง ดังนั้นบริษัทที่พึ่งพารายได้จากในประเทศอย่างเดียวอาจเผชิญแรงกดดันจากความสามารถในการทำอัตรากำไร (Margin) ทำให้การขยายตลาดต่างประเทศกลายเป็นช่องทางการเติบโตสำคัญ โดยข้อมูลจาก MSCI: Tracking the Internationalization of Chinese Companies (As of 3 June 2024) พบว่าหุ้นจีนที่มีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศสูง สามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าตลาด โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดเป็น Bull Market หุ้นจีน 50 บริษัทแรกที่มีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศมากที่สุด ให้ผลตอบแทนสูงกว่าดัชนี MSCI China ถึง 16% โดยปัจจุบันกลุ่ม Technology, Energy, Industrial และ Consumer Discretionary มีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศสูงกว่ากลุ่มอื่นๆ

 

  • แนวโน้มผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนจีนในอนาคตมีแนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่องในการเติบโตของกำไรเริ่มขยับมาในระดับ Double Digit: ในภาวะที่ตลาดหุ้นทั่วโลกหลายแห่งทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์และมูลค่าพื้นฐานอิงการประเมินมูลค่าด้วยวิธี P/E ที่ไม่ได้ถูกเทียบเท่าเมื่อก่อน นักลงทุนจึงให้ความสำคัญกับ ผลประกอบการจริงมากกว่าความคาดหวังเพียงอย่างเดียว โดยข้อมูลจาก Goldman Sachs “China Weekly Kickstart” (As of 31 Oct 2025) เผยว่า 77% ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์จีนรายงานผลประกอบการแล้ว กำไรไตรมาส 3Q25 เติบโต 11%YoY โดยอุตสาหกรรมที่มีกำไรเติบโตมากที่สุด ได้แก่ Materials, Information Technology และ Financials ขณะเดียวกันกลุ่มอุตสาหกรรมที่นักวิเคราะห์ปรับเพิ่มประมาณการกำไรมากที่สุดใน 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้แก่ Materials, Financials, Energy และ Information Technology สะท้อนว่ากลุ่มเหล่านี้กำลังมี แรงหนุนจากพื้นฐานจริง

 

3. การประยุกต์ใช้ AI (AI Adoption) ยังเป็น Tailwind ที่สำคัญต่อกลุ่มเทคโนโลยีจีน: AI

 

กำลังกลายเป็นตัวเร่งสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ ทั้งในด้านการลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิผล และสร้างรายได้รูปแบบใหม่ ตัวอย่างเช่นธุรกิจ Social Media ที่ใช้ AI เพื่อเสนอคอนเทนต์ให้ตรงตามความชื่นชอบเฉพาะบุคคลมากขึ้น ด้านธุรกิจ E-Commerce ที่ใช้ AI แนะนำสินค้าที่ตรงความต้องการของผู้บริโภค ขณะที่อุตสาหกรรม FinTech ที่นำ AI มาประเมินเครดิต ตรวจจับความเสี่ยง และให้คำแนะนำการลงทุนแบบเรียลไทม์ จนกระทั่งธุรกิจท่องเที่ยวออนไลน์ (OTA) ที่เริ่มใช้ AI ช่วยวางแผนการเดินทางและบริการลูกค้าอัตโนมัติ ดังนั้นหากบริษัทใดเร่งนำ AI มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพได้เร็วกว่า ย่อมมีโอกาสสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่งในระยะยาว

 

4. Valuation ของหุ้นจีนยังคงน่าสนใจ, แนวโน้มเงินปันผลยังสูง อาจดึงดูดเม็ดเงินของนักลงทุนทั่วโลกและเม็ดเงินลงทุนจากนักลงทุนในประเทศ

 

Goldman Sachs เผยว่าครัวเรือนจีนยังถือสินทรัพย์ 54% ในอสังหาริมทรัพย์ 28% ในเงินสด และเพียง 11% ในหุ้น และในสถานการณ์ปัจจุบันที่ อัตราดอกเบี้ยแท้จริงลดลงและผลตอบแทนคาดหวังจากหุ้นเพิ่มขึ้น (Equity Risk Premium) ปัจจัยเหล่านี้อาจผลักดันให้เงินทุน หลายล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ไหลออกจากเงินฝากและสินทรัพย์เทียบเท่าเงินสดเข้าสู่ตลาดหุ้นในระยะต่อไป โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่มีอัตราการจ่ายปันผลสูง โดยข้อมูลจาก Goldman Sachs : China Strategy “Orchestrating Returns in China’s Cash Symphony” (As of 6 July 225) เผยว่า อุตสาหกรรมที่มีอัตราส่วน Dividend Payout Ratio ในปี 2024 สูงที่สุด และสูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี ได้แก่ สินค้า Consumer Staples, Energy และ Utility ทำให้กลุ่มเหล่านี้อาจเป็นเป้าหมายการลงทุนหากมีการโยกย้ายเม็ดเงินจากสินทรัพย์อื่นเข้ามาลงทุนในหุ้น รวมถึงอาจเป็นกลุ่มเป้าหมายการเข้าลงทุนของกองทุนภาครัฐ (National Team) ในระยะถัดไป

 

จากปัจจัยบวกและเหตุผลที่ได้กล่าวไปข้างต้นการลงทุนในตลาดหุ้นจีนเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่มีดี จากจุดปัจจุบันที่จะเริ่มเปลี่ยนผ่านจากการปรับตัวขึ้นของราคาหุ้นด้วยความคาดหวังหรือ Sentiment การลงทุนตลอดจน Story Play ไปสู่การปรับตัวขึ้นที่ต้องสอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานทั้งในมิติของการเติบโตของกำไรและความแข็งแกร่งทางการเงินควบคู่กัน ขณะเดียวกันการลงทุนในหุ้นจีนซึ่งภาคธุรกิจมีความเกี่ยวโยงกับห่วงโซ่ของทั้งโลกทั้งในฐานะของผู้นำเข้าที่ใหญ่ที่สุดและผู้ส่งออกที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งโลกจะทำให้จีนได้รับอิทธิพลต่อความเปลี่ยนแปลงของการเติบโตเศรษฐกิจโลกและนโยบายด้านการค้าระหว่างประเทศ ดังนั้นการลงทุนในหุ้นจีนนักลงทุนต้องติดตามปัจจัยต่างๆ เหล่านั้นเพื่อประกอบการตัดสินใจรวมถึงนักลงทุนอาจจะต้องเผชิญกับความผันผวนที่สูงระหว่างการลงทุนในวันที่ 2 มหาอำนาจโลกอย่างจีนและสหรัฐฯ กำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือดและระเบียบโลก (World Order) ค่อยๆ เปลี่ยนไปตามยุคสมัย

 

ภาพ: v-graphix/Getty Images

The post ตลาดหุ้นโลกกับการเปลี่ยนผ่านของตลาดหุ้นจีนจาก Sentiment Driven สู่การปรับตัวขึ้นด้วยปัจจัยพื้นฐานหรือ Fundamental Driven appeared first on THE STANDARD.

]]>